คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 887/2548
#269663
เปิดฉบับเต็ม

การย่นหรือขยายระยะเวลาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 26 นั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นสุดระยเวลาตามที่กำหนดไว้ แม้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีนี่จะสิ้นสุดไปแล้ว โจทก์ก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางได้ ส่วนศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นหรือเหตุอันจำเป็นของโจทก์ว่ามีจริงหรือไม่เพียงใด และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามกฎหมาย แล้วยกคำร้อง โดยมิได้พิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นตามคำร้องของโจทก์และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่ จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ ระหว่างจำเลยทำงานให้แก่โจทก์ จำเลยเก็บเงินจากลูกค้าของโจทก์แล้วไม่นำส่งให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 305,883 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยไม่ยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 56,080 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ซึ่งเป็นวันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คดีแรงงานหากคู่ความประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานในปัญหาข้อกฎหมาย คู่ความต้องยื่นอุทธรณ์ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 เมื่อโจทก์ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้อีกต่อไป ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 26 บัญญัติว่า "ระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือตามที่ศาลแรงงานได้กำหนด ศาลแรงงานมีอำนาจย่นหรือขยายได้ตามความจำเป็น และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม" บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดให้คู่ความต้องยื่นคำร้องต่อศาลแรงงานก่อนสิ้นสุดระยะเวลาตามที่กำหนดไว้ แม้ระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในคดีนี้จะสิ้นสุดไปแล้ว โจทก์ก็ยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานกลางได้ ส่วนศาลแรงงานกลางจะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์หรือไม่เพียงใด ก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นหรือเหตุอันจำเป็นของโจทก์ว่ามีจริงหรือไม่เพียงใด และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่าโจทก์ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เกินกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามกฎหมาย แล้วยกคำร้องโดยมิได้พิจารณาถึงเหตุผลความจำเป็นตามคำร้องของโจทก์และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมหรือไม่จึงไม่ถูกต้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลแรงงานกลางพิเคราะห์เหตุแห่งความจำเป็นตามคำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนีโอเทค อินเพกซ์ จำกัด
จำเลย — นายณรงค์ศักดิ์ จันทร์เวียง
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2548
#113148
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า บริษัท สแกนดิเนเวียฯ โดยนาย ซ. และนาย ว. กรรมการผู้มีอำนาจ ขอแต่งตั้งให้นาย ว. แต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญบริษัท ให้เป็นตัวแทนของบริษัท และให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัท ดังจะกล่าวต่อไปนี้ ?ข้อ 1 ให้ตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดี ? ข้อ 9 ? ให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง เพื่อให้มีอำนาจและดำเนินการตามอำนาจดังกล่าวข้างต้นให้ทุกประการ?" และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า "ด้วยหนังสือนี้ ข้าพเจ้า บริษัทสแกนดิเนเวียฯ โดยนาย ว. กรรมการผู้มีอำนาจ ขอแต่งตั้งให้ นาย จ. และหรือ นาย ก. ให้เป็นตัวแทนของบริษัทและให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้?" แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่านาย ว. ผู้มอบอำนาจกระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ มิได้ระบุว่ากระทำการแทนในฐานะตัวแทนโจทก์ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 10 บัญญัติว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้น ดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยในคำฟ้องระบุว่า นาย จ. และหรือ นาย ก. เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง กับอ้างหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นพยานหลักฐาน ทั้งใบแต่งทนายความโจทก์ระบุว่า ผู้แต่งทนายความ คือ โจทก์ โดยนาย จ. ผู้รับมอบอำนาจช่วง จึงต้องถือว่านาย ว. มีเจตนาลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 เพื่อมอบอำนาจช่วงให้นาย จ. และหรือ นาย ก. ฟ้องคดีนี้ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ หาได้กระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์แต่อย่างใด ดังนี้ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จึงมีผลสมบูรณ์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่าโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญ มีอำนาจกระทำการแทนและมีผลผูกพันโจทก์ ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ในการดำเนินคดีนี้ โจทก์มอบอำนาจให้นาย ว. เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ ซึ่งนาย ว. ได้มอบอำนาจช่วงให้นาย จ. และ/หรือ นาย ก. เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และ 3 ดังนั้น นาย ว.ซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์มีฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ด้วย รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ การกระทำของนาย ว. ตามหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ขัดกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ "ข้อ 1 มีอำนาจกระทำการ และลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ และมีอำนาจมอบอำนาจช่วงแก่บุคคล หรือนิติบุคคลอื่นใดเกี่ยวกับกิจการให้เช่า/เช่าซื้อของบริษัท ดังนี้ 1.1 ยึดทรัพย์สินที่ให้เช่า/เช่าซื้อ 1.2? 1.6?" ข้อความดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการและลงลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ แทนโจทก์ส่วนหนึ่ง กับมีอำนาจมอบอำนาจช่วงแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดเกี่ยวกับกิจการให้เช่าหรือเช่าซื้อของโจทก์ตามที่ระบุในข้อ 1.1 ถึง ข้อ 1.6 อีก

ส่วนหนึ่ง ดังนั้น นางสาว พ. และนาย ส. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 1,072,123 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน 331,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 8,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาและให้ร่วมกันชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 44,672 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 6 เดือน และให้ร่วมกันชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7,147.32 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ หมายเลขทะเบียน 1ฬ - 5815 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ ตกลงชำระค่าเช่าซื้อรวม 60 งวด ตามสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามหนังสือสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 18

คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นายวินิต ได้มอบอำนาจให้นายจาตุรนต์และหรือนายกฤตธี เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 โดยนายวินิตลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียวและประทับตราสำคัญของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จึงไม่สมบูรณ์ตามหนังสือรับรองของโจทก์และไม่ผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า บริษัท สแกนดิเนเวียฯ โดยนายไซมอน และนายวินิต กรรมการผู้มีอำนาจขอแต่งตั้งให้ นายวินิตแต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญบริษัท ให้เป็นตัวแทนของบริษัท และให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้? ข้อ 1 ให้ตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดี? ข้อ 9?ให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง เพื่อให้มีอำนาจและดำเนินการตามอำนาจดังกล่าวข้างต้นให้ทุกประการ?" และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 มีข้อความว่า "ด้วยหนังสือนี้ ข้าพเจ้าบริษัท สแกนดิเนเวียฯ โดยนายวินิต กรรมการผู้มีอำนาจ ขอแต่งตั้งให้ นายจตุรนต์และหรือนายกฤตธี ให้เป็นตัวแทนของบริษัท และให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้?" แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ระบุว่านายวินิตฯ ผู้มอบอำนาจกระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ มิได้ระบุว่ากระทำการแทนในฐานตัวแทนโจทก์ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 10 บัญญัติว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสาร อาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ให้ถือเอาตามนัยนั้น ดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยในคำฟ้องระบุว่านายจตุรนต์ และหรือ นายกฤตธี เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง กับอ้างหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 เป็นพยานหลักฐาน ทั้งใบแต่งทนายความโจทก์ระบุว่า ผู้แต่งทนายความ คือ โจทก์โดยนายจตุรนต์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง จึงต้องถือว่านายวินิตมีเจตนาลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 เพื่อมอบอำนาจช่วงให้นายจตุรนต์และหรือนายกฤตธี ฟ้องคดีนี้ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ หาได้กระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์แต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 จึงมีผลสมบูรณ์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 นายวินิตกระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ ซึ่งกระทำนอกเหนือจากที่ได้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 นายวินิตจึงกระทำการตามหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับต่างฐานะกัน โจทก์บรรยายฟ้องขัดแย้งกันนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องได้ความว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีกรรมการสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญ มีอำนาจกระทำการแทนและมีผลผูกพันโจทก์ ตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 ในการดำเนินคดีนี้ โจทก์มอบอำนาจให้นายวินิตเป็นผู้ดำเนินคดีแทนและมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ ซึ่งนายวินิตได้มอบอำนาจช่วงให้นายจาตุรนต์และหรือนายกฤตธี เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 และ 3 ดังนั้น นายวินิตซึ่งเป็นกรรมการคนหนึ่งของโจทก์มีฐานะเป็นผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ด้วย รวมทั้งมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ การกระทำของนายวินิตตามหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวจึงไม่ขัดกัน ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า โจทก์มอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจทำการให้เช่าซื้อตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 หรือไม่ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความระบุให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ "ข้อ 1 มีอำนาจกระทำการ และลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ และมีอำนาจมอบอำนาจช่วงแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดเกี่ยวกับกิจการให้เช่า/เช่าซื้อของบริษัท ดังนี้ 1.1 ยึดทรัพย์สินที่ให้เช่า/เช่าซื้อ 1.2 ? 1.6 ?" ข้อความดังกล่าวเป็นการมอบอำนาจให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจกระทำการและลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ แทนโจทก์ส่วนหนึ่ง กับมีอำนาจมอบอำนาจช่วงแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่นใดเกี่ยวกับกิจการให้เช่าหรือเช่าซื้อของโจทก์ตามที่ระบุในข้อ 1.1 ถึง ข้อ 1.6 อีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น นางสาวพวงทิพย์ และนายสันติ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ จึงมีอำนาจลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 5,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 10 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสแกนดิเนเวียลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวาสนา สหไพบูลย์กิจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายประเวศ สุธรรมชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สมศักดิ์ เนตรมัย
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2548
#269556
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า บริษัท ส. โดย ซ. และ ว. กรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้... ข้อ 1 ให้ตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดี... ข้อ 9 ... ให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง เพื่อให้มีอำนาจและดำเนินการตามอำนาจดังกล่าวข้างต้นให้ทุกประการ..." และหนังสือมอบอำนาจอีกฉบับมีข้อความว่า "ด้วยหนังสือนี้ข้าพเจ้าบริษัท ส. โดย ว. กรรมการผู้มีอำนาจ ขอแต่งตั้งให้ จ. และหรือ ก. ให้เป็นตัวแทนของบริษัท และให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้..." แม้หนังสือมอบอำนาจฉบับหลังจะระบุว่า ว. ผู้มอบอำนาจกระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ มิได้ระบุว่ากระทำการแทนในฐานะตัวแทนโจทก์ก็ตามแต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 10 บัญญัติว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้น ดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยในคำฟ้องระบุว่า จ. และหรือ ก. เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วง กับอ้างหนังสือมอบอำนาจทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน ทั้งใบแต่งทนายความโจทก์ระบุว่า ผู้แต่งทนายความคือโจทก์โดย จ. ผู้รับมอบอำนาจช่วง จึงต้องถือว่า ว. มีเจตนาลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจฉบับหลังเพื่อมอบอำนาจช่วงให้ จ. และหรือ ก. ฟ้องคดีนี้ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ หาได้กระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์แต่อย่างใดไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวินิตดำเนินคดีแทนและมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงได้ ซึ่งนายวินิตมอบอำนาจช่วงให้นายจาตุรนต์ และหรือนายกฤตธี เป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ ในราคา 1,531,570.20 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 1,072,123 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน 331,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 8,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา และให้ร่วมกันชำระภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 44,672 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 800,000 บาท ให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 195,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 195,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 เมษายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็สจ กับให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนหรือใช้ราคาแต่ไม่เกิน 6 เดือน และให้ร่วมกันชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 7,147.32 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า นายวินิต สัมฤทธิ์ปรีชา ได้มอบอำนาจให้นายจาตุรนต์ จันทรทรัพย์และหรือนายกฤตธี แหละเหล่าปราชญ์ เป็นผู้ฟ้องคดีนี้ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 โดยนายวินิจลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียวและประทับตราสำคัญของโจทก์ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 จึงไม่สมบูรณ์ตามหนังสือรับรองของโจทก์และไม่ผูกพันโจทก์นั้น เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 มีข้อความระบุว่า "ข้าพเจ้า บริษัท สแกนดิเนเวียฯ โดยนายไซมอน แอร์สวาร์เร็น โบไนเทิ่น และนายวินิต สัมฤทธิ์ปรีชา กรรมการผู้มีอำนาจขอแต่งตั้งให้ นายวินิต สัมฤทธิ์ปรีชา แต่ผู้เดียวลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราสำคัญบริษัท ให้เป็นตัวแทนของบริษัท และให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้... ข้อ 1 ให้ตัวแทนมีอำนาจฟ้องคดี... ข้อ 9... ให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วง เพื่อให้มีอำนาจและดำเนินการตามอำนาจดังกล่าวข้างต้นให้ทุกประการ..." และหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 มีข้อความว่า "ด้วยหนังสือนี้ ข้าพเจ้าบริษัท สแกนดิเนเวียฯ โดยนายวินิต สัมฤทธิ์ปรีชา กรรมการผู้มีอำนาจ ขอแต่งตั้งให้ นายจตุรนต์ จันทรทรัพย์ และหรือ นายกฤตธี แหละเหล่าปราชญ์ ให้เป็นตัวแทนของบริษัท และให้อำนาจดำเนินการแทนบริษัทดังจะกล่าวต่อไปนี้..." แม้หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 ระบุว่านายวินิตฯ ผู้มอบอำนาจกระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์ มิได้ระบุว่ากระทำการแทนในฐานะตัวแทนโจทก์ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10 บัญญัติว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสาร อาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ให้ถือเอาตามนัยนั้น ดีกว่าที่จะถือเอานัยที่ไร้ผล" ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้โดยในคำฟ้องระบุว่า นายจตุรนต์ จันทรทรัพย์ และหรือ นายกฤตธี แหละเหล่าปราชญ์ เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงกับอ้างหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 2 และ จ. 3 เป็นพยานหลักฐาน ทั้งใบแต่งทนายความโจทก์ระบุว่า ผู้แต่งทนายความ คือ โจทก์โดยนายจตุรนต์ จันทรทรัพย์ ผู้รับมอบอำนาจช่วง จึงต้องถือว่านายวินิตมีเจตนาลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 เพื่อมอบอำนาจช่วงให้นายจตุรนต์และหรือนายกฤตธีฟ้องคดีนี้ตามที่ได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ หาได้กระทำการในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจโจทก์แต่อย่างใด หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 3 จึงมีผลสมบูรณ์ โจทก์มีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสแกนดิเนเวียลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางวาสนา สหไพบูลย์กิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สมศักดิ์ เนตรมัย
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 882/2548
#271805
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย จำเลยทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาทพร้อมส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามคำพิพากษาถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติ โจทก์ย่อมขอให้บังคับให้ปฏิบัติได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 เบญจ โดยไม่จำต้องยื่นคำร้องขอให้เพิ่มเติมคำว่า "รื้อถอน" ลงในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่พร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ พร้อมส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพที่เรียบร้อย และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทของโจทก์ และส่งมอบคืนให้โจทก์ จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่าการที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยในที่ดินพิพาท เป็นการเกินคำสั่งและคำพิพากษาของศาล ยกคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการรื้อถอนและขนย้ายสิ่งปลูกสร้างของจำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วให้ยกคำร้อง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิ่มเติมคำว่า "รื้อถอน" ลงในคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 143 เพื่อที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะได้ดำเนินการบังคับคดีตามมาตรา 296 เบญจ

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำเลยทั้งสี่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสี่ปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสี่จึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการรื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมส่งมอบคืนให้โจทก์ในสภาพเรียบร้อยตามคำพิพากษาอยู่แล้ว ถ้าจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติ โจทก์ย่อมขอให้บังคับให้ปฏิบัติได้ โดยกรณีไม่จำต้องดำเนินการตามที่โจทก์ขอ ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 143 ม. 296 เบญจ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอาษา ดำรงศิริ
จำเลย — นายประเสริฐ สุกใส กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2548
#269581
เปิดฉบับเต็ม

อ. ได้ลาหยุดงาน 8 ครั้ง ในระหว่างการทดลองงานแต่มีการแจ้งด้วยวาจา แม้การลาหยุดงานและขาดงานดังกล่าวจะไม่เป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็ตาม แต่ก็รับฟังได้ตามบันทึกการมาสายว่า ในระหว่างการทดลองงาน อ. ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปแผนกบุคคลของโจทก์ มาทำงานสายเป็นประจำในระยะเวลา 2 เดือนเศษ โดยมาทำงานสายถึง 30 ครั้ง เช่นนี้ ถือได้ว่า อ. ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้าง อ. ได้ โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

การที่โจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยและได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย และศาลเห็นว่า จำเลยกำหนดจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ให้โจทก์จ่ายให้แก่ พ. ขาดจำนวนไป ศาลแรงงงานกลางย่อมมีอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 กำหนดจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามจำนวนที่ถูกต้องแท้จริงให้โจทก์จ่ายให้แก่ พ. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีคำสั่งเลิกจ้างนายอัมพล เสกตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปแผนกบุคคล และนายพยุหลักษณ์ แสงอิทนร์ ผู้จัดการทั่วไปแผนกเทคโนโลยีสารสนเทศ ลูกจ้างทั้งสองยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ต่อมาจำเลยในฐานะพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายอัมพล 168,000 บาท และแก่นายพยุหลักษณ์ 153,900 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของจำเลยเพราะสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับนายอัมพลเป็นสัญญาจ้างทดลองงานที่กำหนดให้สิทธิแก่โจทก์ในการพิจารณาว่าในระหว่างระยะเวลาทดลองงานลูกจ้างได้ปฏิบัติตนให้มีความเหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบของตนหรือไม่ ซึ่งโจทก์มีสิทธิจะยุติการจ้างลงเมื่อใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า นายอัมพลมิได้ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และความรับผิดชอบ ฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อบังคับของโจทก์ โจทก์จึงใช้สิทธิเลิกจ้างได้ กรณีนายพยุหลักษณ์นั้น โจทก์ได้จ่ายเงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้าให้นายพยุหลักษณ์แล้ว 81,000 บาท ซึ่งคำนวณได้เท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน โดยโจทก์เรียกว่าเงินช่วยเหลือพิเศษหลังเลิกจ้าง ตามสภาพการจ้างหรือข้อบังคับของโจทก์มิได้บัญญัติให้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง จำเลยจึงไม่อาจสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าได้

จำเลยให้การว่า คำสั่งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับคำสั่งของจำเลยในส่วนเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของนายอัมพร เสกตระกูล และให้แก้คำสั่งของจำเลยในส่วนเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าของนายพยุหลักษณ์ แสงอินทร์ โดยให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายพยุหลักษณ์ แสงอินทร์ 156,000 บาท และให้หักเงินที่นายพยุหลักษณ์ แสงอินทร์ ได้รับไปก่อนแล้ว 81,000 บาท ออกจากเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านี้ได้

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าโจทก์จะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายอัมพล เสกตระกูล หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ตามบันทึกการลางานเอกสารหมาย จ.8 ว่า ในระหว่างการทดลองงาน นายอัมพลได้ลาหยุดงาน 8 ครั้ง แต่มีการแจ้งด้วยวาจา การลาหยุดงานและขาดงานดังกล่าวจึงไม่น่าจะเป็นการจงใจฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็รับฟังได้ตามบันทึกการมาสายเอกสารหมาย จ.9 ว่า ในระหว่างการทดลองงานนายอัมพลได้มาทำงานสายเป็นจำนวน 30 ครั้ง การที่นายอัมพลซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปแผนกบุคคลของโจทก์มาทำงานสายเป็นประจำ โดยระยะเวลาประมาณ 2 เดือนเศษ มาทำงานสายถึง 30 ครั้งเช่นนี้ย่อมถือว่าได้ว่านายอัมพลไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสมให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริต โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเลิกจ้างนายอัมพลได้โดยมิต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายอัมพล อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า ข้อตกลงที่กำหนดให้โจทก์เลิกจ้างนายอัมพลในระหว่างการทดลองงานได้มีผลใช้บังคับหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางที่กำหนดให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายพยุลักษณ์ แสงอินทร์ 156,600 บาท ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงางกลางว่า จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายพยุหลักษณ์ 153,900 บาท แต่นายพยุหลัษณ์มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 156,600 บาท บาท เห็นว่า แม้นายพยุหลัษณ์จะมิได้โต้แย้งคำสั่งของจำเลยด้วยการนำคดีไปฟ้องต่อศาลก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำสั่งของจำเลยโดยอ้างว่าโจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายพยุหลักษณ์เท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน เป็นเงิน 81,000 บาท ครบถ้วนแล้ว และนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย จึงมีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลแรงงานกลางจะต้องวินิจฉัยว่านายพยุหลักษณ์มีสิทธิ์ได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงใด และโจทก์ได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายพยุหลักษณ์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และเมื่อศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยกำหนดจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าที่ให้โจทก์จ่ายให้แก่นายพยุหลักษณ์ขาดจำนวนไป ศาลแรงงานกลางย่อมมีอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 กำหนดจำนวนสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามจำนวนที่ถูกต้องแท้จริงให้โจทก์จ่ายให้แก่นายพยุหลักษณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์จ่ายสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายพยุหลักษณ์เป็นเงิน 156,000 บาท เห็นได้ว่าเป็นข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเฉพาะส่วนที่สั่งให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายอัมพล เสกตระกูล และให้โจทก์จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่นายพยุหลักษณ์ แสงอินทร์ 156,600 บาท โดยหักเงินที่นายพยุหลักษณ์รับไปก่อน 81,000 บาท ออก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 52
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซัมมิทโอโตซีทอินดัสตรี จำกัด
จำเลย — นายไพโรจน์ พันธคาร ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 876/2548
#267357
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายด้วยการนำแผ่นเพลงซีดีคาราโอเกะเพลงโดเรมี ขับร้องโดย พ. ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกแพร่เสียงภาพให้ประชาชนฟังและชม โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้าย่อมมีความหมายว่า จำเลยได้นำซีดีคาราโอเกะที่บันทึกภาพและเสียงไว้ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ต่อสาธารณะชนเพื่อการค้า อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (2) แม้โจทก์จะอ้างฐานความผิดและบทกฎหมายผิดไปเป็นว่า จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของผู้เสียหายเพื่อการค้า อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (3) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดและบทกฎหมายที่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้นได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทจี เอ็ม เอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในซีดีคาราโอเกะ เพลงโดเรมี ขับร้องโดย พรชิตา ณ สงขลา เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายด้วยการนำแผ่นซีดีคาราโอเกะดังกล่าว 1 แผ่น ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกเผยแพร่ภาพ แพร่เสียงให้ประชาชนฟังและชมงานแพร่เสียงแพร่ภาพโดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้า ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29, 69 และ 76 และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 (2) และมาตรา 69 วรรคสอง ปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่พิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 50,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายด้วยการนำแผ่นเพลงซีดีคาราโอเกะเพลงโดเรมี ขับร้องโดยพรชิตา ณ สงขลา ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกแพร่เสียงแพร่ภาพให้ประชาชนฟังและชม โดยเรียกเก็บเงินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นในทางการค้านั้น ย่อมมีความหมายว่า จำเลยได้นำซีดีคาราโอเกะที่บันทึกภาพและเสียงไว้ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายประเภทงานโสตทัศนวัสดุออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อการค้า อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (2) เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามข้อเท็จจริงดังที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ดังกล่าว แม้โจทก์จะอ้างฐานความผิด และบทกฎหมายผิดไปเป็นว่า จำเลยกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานแพร่เสียงแพร่ภาพของผู้เสียหายเพื่อการค้า อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 29 (3) ก็ตาม ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็มีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดและบทกฎหมายที่ถูกต้องดังกล่าวข้างต้นได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 29 (2) และ 69 วรรคสอง จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอลดโทษปรับนั้น เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางลงโทษปรับจำเลยขั้นต่ำไปกว่านี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ในการกระทำความผิดให้ริบนั้น ปรากฏตามฟ้องว่าไม่มีสิ่งใดที่เจ้าพนักงานได้ยึดไว้เป็นของกลางในคดีนี้และโจทก์มิได้มีคำขอให้สิ่งใดตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์กับมีคำขอให้ริบสิ่งใด ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิพากษายกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 28 (2) ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่พิพากษาให้ของกลางตกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบนั้นเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 ม. 29 ม. 69
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นางสุดาพร เชาวปรีชา
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2548
#113187
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และ ราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน โดยมิได้ให้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ตามพจนานุกรม คือ คนที่ทำงานราชการตามทำเนียบ ผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติราชการหรือทำงานในหน้าที่ราชการ เมื่อฟังได้ว่าพยาบาลนอกเวลาแม้เป็นข้าราชการประจำ แต่ได้ทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนนอกเวลาราชการในฐานะลูกจ้างของโจทก์ทั้งสอง พยาบาลนอกเวลา จึงไม่ใช่ข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเป็นลูกจ้างซึ่งต้องอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าว โจทก์ทั้งสองผู้เป็นนายจ้างจึงต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและเงินสมทบ กองทุนเงินทดแทนสำหรับลูกจ้างดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนตามฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายประกันสังคม และกฎหมายเงินทดแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในนามของโรงพยาบาลเพชรรัชต์ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าทำงานเป็นลูกจ้างหลายฝ่าย เฉพาะฝ่ายการพยาบาลมีลูกจ้างอยู่ 2 ประเภท คือ พยาบาลเต็มเวลา (FULL TIME) ปฏิบัติงานในช่วงเวลาปกติระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา กับพยาบาลนอกเวลา (PART TIME) ปฏิบัติงานในช่วงเวลาเย็นและกลางคืน พยาบาลนอกเวลาที่โจทก์ทั้งสองจ้างทำงานนั้นเป็นข้าราชการประจำ มาทำงานให้โจทก์ทั้งสองนอกเวลาราชการ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า พยาบาลนอกเวลาดังกล่าว เป็นข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 หรือไม่ เห็นว่า พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้าง ชั่วคราวรายเดือน โดยมิได้ให้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ตามพจนานุกรมคือ คนที่ทำงานราชการตามทำเนียบ ผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติราชการหรือทำงานในหน้าที่ราชการ สำหรับกรณีนี้พยาบาลนอกเวลาเป็นผู้ที่ทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนนอกเวลาราชการในฐานะลูกจ้างของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ใช่ข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 พยาบาลนอกเวลาจึงเป็นลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์ทั้งสองจึงเป็นนายจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและเงินทดแทน ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพชรบุรีโฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2548
#267356
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน โดยมิได้ให้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ตามพจนานุกรม คือ คนที่ทำงานราชการตามทำเนียบผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติราชการหรือทำงานในหน้าที่ราชการ พยาบาลนอกเวลาเป็นผู้ที่ทำงานให้แก่บริษัทโจทก์ซึ่งเป็นเอกชนนอกเวลาราชการในฐานะลูกจ้างของโจทก์ จึงไม่ใช่ข้าราชการตามความใน มาตรา 4 (1) พยาบาลนอกเวลาจึงเป็นลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์จึงเป็นนายจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน เดิมโจทก์ที่ 1 ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนในนามโรงพยาบาลเพชรรัชต์ ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ที่ 1 ได้หยุดกิจการชั่วคราวและโอนกิจการพร้อมทรัพย์สินรวมทั้งลูกจ้างทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ได้ประกอบกิจการในนามของโรงพยาบาลเพชรรัชต์ต่อมา ครั้นวันที่ 27 กันยายน 2544 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเพชรบุรีหน่วยงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 มีหน้าที่ควบคุมดูแลได้มีคำสั่งที่ พบ. 0030/6378 ลงวันที่ 27 กันยายน 2544 แจ้งให้โจทก์ที่ 1 จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2542 เพิ่มเติมอีก 5,565 บาท และจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมประจำปี 2542 จำนวน 177,704 บาท พร้อมเงินเพิ่ม โจทก์ทั้งสองไม่เห็นด้วยจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1175 - 1178/2545 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง คำสั่งของจำเลยทั้งสองและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง เพราะพยาบาลนอกเวลา (PART TIME) เป็นลูกจ้างที่จ้างไว้ทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวตามพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2534 มาตรา 3 (4) ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 เนื่องจากพยาบาลนอกเวลาไม่มีวันหยุดวันลา ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา จะได้รับค่าจ้างก็ต่อเมื่อทำงานให้แก่โรงพยาบาลพยาบาลนอกเวลาเป็นผู้กำหนดวันเวลาทำงานเอง หากจะหยุดงานก็ทำได้ตามความพอใจไม่ต้องเขียนใบลา โจทก์ทั้งสองไม่สามารถสั่งให้ทำงานต่อไป การทำงานของพยาบาลนอกเวลาไม่ต่อเนื่องความสัมพันธ์ของพยาบาลนอกเวลากับโจทก์ทั้งสองจะสิ้นสุดลงเมื่อสิ้นสุดการจ้างแต่ละครั้ง แล้วเริ่มต้นใหม่เมื่อพยาบาลนอกเวลาขอทำงานใหม่และโจทก์ทั้งสองตกลงให้ทำงาน พยาบาลนอกเวลาไม่ต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาและไม่ต้องปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของโจทก์ทั้งสอง ไม่มีสวัสดิการเหมือนลูกจ้างทั่วไปทั้งพยาบาลนอกเวลาของโจทก์ทั้งสองในช่วงปี 2541 และ 2542 เป็นข้าราชการซึ่งทำงานปกติให้แก่ทางราชการ มีสวัสดิการของข้าราชการพลเรือนตามที่กฎหมายกำหนด มาทำงานนอกเวลาปกติให้แก่โจทก์ทั้งสองโดยแจ้งความประสงค์ขอใช้สิทธิสวัสดิการของข้าราชการพลเรือนและไม่ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม เพราะจะทำให้ถูกหักค่าจ้างนำส่งเป็นเงินสมทบอันเป็นการซ้ำซ้อน โจทก์ทั้งสองและพยาบาลนอกเวลาจึงไม่มีหน้าที่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนและไม่ต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนตามฟ้องให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายประกันสังคมและกฎหมายเงินทดแทน

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ทั้งสองจ้างบุคคลภายนอกเข้าทำงาน 3 ประเภท ได้แก่ฝ่ายการแพทย์ ฝ่ายการพยาบาลและฝ่ายการบริหาร โดยฝ่ายการพยาบาลมีพยาบาล 2 ประเภท คือ พยาบาลเต็มเวลา (FULL TIME) ซึ่งปฏิบัติงานในช่วงเวลาปกติระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน กับพยาบาลนอกเวลา (PART TIME) ซึ่งปฏิบัติงานในช่วงเวลาเย็นและกลางคืนได้รับค่าตอบแทนในการทำงานเป็นรายชั่วโมง การเข้าทำงานของพยาบาลนอกเวลาเริ่มต้นด้วยการกรอกใบสมัครตามแบบฟอร์มของโจทก์ที่ 1 และตกลงกับโจทก์ทั้งสองว่าสามารถปฏิบัติงานได้ในวันเวลาใดบ้างโดยโจทก์ทั้งสองจะจัดทำตารางเวรการปฏิบัติงานในแต่ละเดือนแจ้งเป็นหนังสือให้พยาบาลนอกเวลาทราบภายในวันที่ 25 ของเดือน ก่อนเดือนที่จะปฏิบัติงาน พยาบาลนอกเวลาจะพิจารณาว่าตนสามารถปฏิบัติงานตามตารางเวลาทำงานนั้นได้หรือไม่แล้วตอบให้โจทก์ทั้งสองทราบในหนังสือดังกล่าว วันใดติดธุระหรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้พยาบาลนอกเวลาต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบ หากไม่แจ้งโจทก์ทั้งสองมีสิทธิที่จะสั่งหยุดงานหรือห้ามไม่ให้ขึ้นเวรทำงานในเวรถัดไปได้ และโจทก์ทั้งสองมีสวัสดิการให้ส่วนลดในการใช้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของโจทก์ทั้งสองแก่พยาบาลนอกเวลาและครอบครัวร้อยละ 30 ความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (1) ที่ไม่ให้ใช้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 บังคับแก่ราชการลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายวันชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือนนั้น หมายถึงข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวันและลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของหน่วยราชการที่ทำงานให้แก่ส่วนราชการเท่านั้น มิได้รวมถึงข้าราชการหรือลูกจ้างของหน่วยราชการที่ใช้นอกเวลาราชการทำงานให้แก่นายจ้างอื่นซึ่งอยู่ในภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติประกันสังคมด้วย และลูกจ้างของนายจ้างที่จ้างไว้เพื่อทำงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวเป็นการจรตามพระราชกฤษฎีกากำหนดลูกจ้างตามมาตรา 4 (6) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พ.ศ.2534 มาตรา 3 (4) หมายถึง ลูกจ้างที่นายจ้างได้จ้างไว้ทำงานเป็นครั้งคราวนอกเหนือจากงานปกติหรืองานหลักที่นายจ้างประกอบกิจการอยู่ แต่เป็นงานที่นายจ้างทำเสริมเป็นการชั่วคราวหรือมีช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น งานพยาบาลนอกเวลาเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการหลักของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นไม่ให้พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 บังคับ ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 4 (6) โจทก์ทั้งสองจ้างพยาบาลนอกเวลามาปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลเข้าเวรทำงานในโรงพยาบาลของโจทก์ทั้งสองโดยให้ค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง พยาบาลนอกเวลาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามวันเวลาที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้า หากไม่มาทำงานต้องแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบล่วงหน้า ถ้าไม่แจ้งโจทก์ทั้งสองมีสิทธิสั่งหยุดงานหรือห้ามขึ้นเวรทำงานในเวรถัดไปได้ ข้อตกลงดังกล่าวมีสภาพบังคับทำให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจบังคับบัญชา ข้อตกลงดังกล่าวมีสภาพบังคับทำให้โจทก์ทั้งสองมีอำนาจบังคับบัญชา และในทางปฏิบัติเมื่อพยาบาลนอกเวลาปฏิบัติหน้าที่กับแพทย์คนใดก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์คนนั้น ทั้งต้องปฏิบัติตามระเบียบของโรงพยาบาลเช่นเดียวกับพยาบาลคนอื่น หากฝ่าฝืนก็มีโทษ เช่นแพทย์อาจตักเตือนหรือรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาเลิกจ้างได้ พยาบาลนอกเวลาหาได้มีอิสระที่จะกระทำการหรือไม่กระทำการใดได้ตามอำเภอใจไม่ และลักษณะงานของพยาบาลนอกเวลามุ่งใช้แรงงานมากกว่าการคำนึงถึงผลสำเร็จของงาน โจทก์ทั้งสองจึงเป็นนายจ้างที่ต้องจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน คำสั่งของจำเลยทั้งสองและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์จึงชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในนามของโรงพยาบาลเพชรรัชต์ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าทำงานเป็นลูกจ้างหลายฝ่าย เฉพาะฝ่ายการพยาบาลมีลูกจ้างอยู่ 2 ประเภท คือ พยาบาลเต็มเวลา (FULL TIME) ปฏิบัติงานในช่วงเวลาปกติระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา กับพยาบาลนอกเวลา (PART TIME) ปฏิบัติงานในช่วงเวลาเย็นและกลางคืน พยาบาลนอกเวลาที่โจทก์ทั้งสองจ้างทำงานนั้นเป็นข้าราชการประจำ มาทำงานให้โจทก์ทั้งสองนอกเวลาราชการ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า พยาบาลนอกเวลาดังกล่าวเป็นข้าราชการตามความใน มาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่าพระราชบัญญัตินี้ไม่ให้บังคับแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของส่วนราชการกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน โดยมิได้ให้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ตามพจนานุกรม คืน คนที่ทำงานราชการตามทำเนียบ ผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติราชการหรือทำงานในหน้าที่ราชการ สำหรับกรณีนี้ พยาบาลนอกเวลาเป็นผู้ทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนนอกเวลาราชการในฐานะลูกจ้างของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ใช่ข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พยาบาลนอกเวลาจึงเป็นลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์ทั้งสองจึงเป็นนายจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพชรบุรี โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2548
#269579
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวันและลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่นยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน โดยมิได้ให้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ตามพจนานุกรมคือ คนที่ทำงานราชการตามทำเนียบ ผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการ ซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติราชการหรือทำงานในหน้าที่ราชการ สำหรับพยาบาลนอกเวลาเป็นผู้ที่ทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนนอกเวลาราชการในฐานะลูกจ้างของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมฯ พยาบาลนอกเวลาจึงเป็นลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. ประกันสังคมฯ ไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างต้องนำส่งเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้งสองและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่สั่งให้โจทก์ทั้งสองจ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและกองทุนเงินทดแทนตามฟ้อง ให้จำเลยทั้งสองปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายประกันสังคมและกฎหมายเงินทดแทน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน ให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในนามของโรงพยาบาลเพชรรัตน์ โดยว่าจ้างบุคคลภายนอกเข้าทำงานเป็นลูกจ้างหลายฝ่าย เฉพาะฝ่ายการพยาบาลมีลูกจ้างอยู่ 2 ประเภท คือ พยาบาลเต็มเวลา (FULL TIME) ปฏิบัติงานในช่วงเวลาปกติระหว่าง 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา กับพยาบาลนอกเวลา (PART TIME) ปฏิบัติงานในช่วงเวลาเย็นและกลางคืน พยาบาลนอกเวลาที่โจทก์ทั้งสองจ้างทำงานนั้นเป็นข้าราชการประจำมาทำงานให้โจทก์ทั้งสองนอกเวลาราชการ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า พยาบาลนอกเวลาดังกล่าวเป็นข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 4 (1) บัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวรายวัน และลูกจ้างชั่วคราวรายชั่วโมงของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และราชการส่วนท้องถิ่น ยกเว้นลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน โดยมิได้ให้ความหมายคำว่า "ข้าราชการ" ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้ความหมายของคำว่า "ข้าราชการ" ตามพจนานุกรมคือ คนที่ทำงานราชการตามทำเนียบผู้ปฏิบัติราชการในส่วนราชการซึ่งหมายถึงผู้ที่ปฏิบัติราชการหรือทำงานในหน้าที่ราชการ สำหรับกรณีนี้ พยาบาลนอกเวลาเป็นผู้ที่ทำงานให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเอกชนนอกเวลาราชการในฐานะลูกจ้างของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ใช่ข้าราชการตามความในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พยาบาลนอกเวลาจึงเป็นลูกจ้างที่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้รับการยกเว้น โจทก์ทั้งสองจึงเป็นนายจ้างที่ต้องนำเงินสมทบกองทุนประกันสังคมและเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเพชรบุรี โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 871/2548
#269632
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าจ้างค้างจ่าย เงินสะสม สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ล้วนแต่เป็นเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้าง ถือว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.รัษฎากรฯ มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อ้างเรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายไว้ในชั้นพิจารณา แต่เมื่อจำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาจำเลยก็สามารถหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินประเภทต่าง ๆ เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและเป็นเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 136,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินสะสมจำนวน 2,152.98 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 136,800 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าชดเชยเป็นเงิน 1,368,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและค่าเสียหายเป็นเงิน 2,000,000 บาท

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยได้นำเงินจำนวน 5,472,036.32 บาท มาวางศาลเพื่อชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยอ้างต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าชำระหนี้แก่โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาแล้วเป็นเงินจำนวน 6,538,905.72 บาท โดยหักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นเงินจำนวน 1,066,869.40 บาท โจทก์เห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำบังคับโดยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์เต็มจำนวนตามคำบังคับซึ่งออกตามคำพิพากษา การชำระภาษีเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องชำระให้แก่กรมสรรพากรภายหลังจากที่โจทก์ได้รับชำระหนี้แล้ว ข้ออ้างเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย จำเลยมิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นพิจารณา เพิ่งหยิบยกขึ้นมาอ้างในชั้นบังคับคดี จำเลยไม่อาจหักภาษี ณ ที่จ่ายได้ ดังนั้น จำเลยยังคงเป็นหนี้ค่าชดเชยตามคำพิพากษาเป็นเงินจำนวน 1,067,958.29 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ขอให้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ออกหมายบังคับคดียึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยมาชำระหนี้ โจทก์ให้เต็มจำนวนตามคำพิพากษา

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ตามคำร้องของโจทก์ โจทก์มิได้อ้างว่าจำนวนภาษีที่จำเลยหักไว้ ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง จึงต้องฟังว่า การหักภาษีได้หักไว้เป็นจำนวนที่ถูกต้องแล้ว และเงินที่โจทก์ได้รับในคดีนี้เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษา จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 มาตรา 3 จตุทศ จึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีตามที่โจทก์ขอ ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์ชอบที่จะบังคับคดีให้จำเลยชำระหนี้เต็มจำนวนตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า หนี้เงินประเภทต่าง ๆ ที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ล้วนแต่เป็นเงินที่โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระอันเนื่องมาจากการที่จำเลยกับโจทก์มีนิติสัมพันธ์กันในฐานะนายจ้างกับลูกจ้างนั่นเอง ถือได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ได้เนื่องจากการจ้างแรงงานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (1) ซึ่งกำหนดให้เป็นเงินได้พึงประเมิน จำเลยผู้จ่ายเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามคำพิพากษาย่อมมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 50 ประกอบด้วยมาตรา 3 จตุทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่จำเลยจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แม้จำเลยจะมิได้อ้างเรื่องการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ไว้ในชั้นพิจารณาก็ตาม แต่เมื่อจำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยก็สามารถหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ได้ คำสั่งศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของโจทก์ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 3 จตุทศ ม. 40 (1) ม. 50
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 17 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพรัช บูรพชัยศรี
จำเลย — บริษัทเมโทรแมชีนเนอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 868/2548
#270669
เปิดฉบับเต็ม

แม้นายจ้างจะมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้างเพื่อให้เหมาะสมแก่งาน เพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพซึ่งมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้าง อีกทั้งไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยย้ายโจทก์ในตำแหน่งเลขานุการประสำนักงานใหญ่ฝ่ายจัดซื้อซึ่งทำงานธุรการในฝ่ายจัดซื้อไปดำรงตำแหน่งพนักงานทั่วไปประจำแผนกผักและผลไม้ สาขาสุขาภิบาล 1 ของจำเลยซึ่งทำหน้าที่จัดเตรียมสินค้าและชั่งผลไม้ รวมทั้งทำความสะอาดในบริเวณสถานที่ซึ่งมีลักษณะงานที่ด้อยกว่าเดิม ทั้งเป็นการย้ายโจทก์จากตำแหน่งเลขานุการซึ่งเป็นพนักงานระดับ 4 ไปเป็นพนักงานทั่วไปประจำแผนกผักและผลไม้ ซึ่งหัวหน้าแผนกดังกล่าวเป็นพนักงานระดับ 3 จึงเป็นการย้ายที่ลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จะจ่ายค่าจ้างเท่าเดิม ก็เป็นคำสั่งย้ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง จำเลยไม่อาจออกหนังสือเตือนในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่จึงมิใช่เป็นการกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2543 จำเลยได้จ้างโจทก์ให้เข้าทำงานในตำแหน่งเลขานุการ เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2543 โดยประจำที่สำนักงานใหญ่ฝ่ายจัดซื้อ รัชดาภิเษก ต่อมาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 โจทก์ได้รับการโอนย้ายตำแหน่งไปรับงานใหม่ในตำแหน่งพนักงานทั่วไปประจำแผนกผักและผลไม้ สาขาสุขาภิบาล 1 การโอนย้ายตำแหน่งงานดังกล่าวเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ลงโดยไม่ชอบ ไม่เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของโจทก์ และไม่มีเหตุผลในการย้าย เป็นการบังคับโจทก์ในทางอ้อมให้ไม่สามารถทำงานต่อไปได้โจทก์ได้ยื่นหนังสือปฏิเสธการโอนย้ายตำแหน่งงานต่อจำเลย จำเลยออกหนังสือยืนยันการโอนย้ายตำแหน่งงานพร้อมทั้งหนังสือตักเตือนการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยแก่โจทก์ โจทก์ได้ยื่นหนังสือยืนยันปฏิเสธการโอนย้ายตำแหน่งงานต่อจำเลยอีกครั้ง จนกระทั่งวันที่ 24 ธันวาคม 2545 จำเลยมีหนังสือบอกเลิกการจ้างต่อโจทก์ การบอกเลิกการจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่วงล่วงหน้า ค่าชดเชยจากการเลิกจ้าง ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของโจทก์ที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณีประจำปีอีก 1 เท่าของค่าแรงในช่วงเวลานั้น ๆ ที่จำเลยยังไม่ได้มีการจ่ายให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์เพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินใด ๆ จากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวน 47,700 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 15,900 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 47,700 บาท ค่าทำงานในวันหยุดประเพณีประจำปี จำนวน 6,753.28 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีจำนวน 1,590 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 119,643.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2545 จำเลยย้ายโจทก์จากตำแหน่งเลขานุการประจำสำนักงานใหญ่ฝ่ายจัดซื้อ รัชดาภิเษก ไปดำรงตำแหน่งพนักงานทั่วไปประจำแผนกผักและผลไม้ของจำเลย สาขาสุขาภิบาล 1 แล้วโจทก์ไม่ยอมย้ายไปทำงานในตำแหน่งดังกล่าว จำเลยจึงมีหนังสือเตือนให้โจทก์ไปปฏิบัติงานตามตำแหน่งใหม่ แต่โจทก์ก็ไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่ตามหนังสือเตือน จำเลยจึงมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์ตามเอกสารหมาย จล.4 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 อ้างว่า โจทก์จงใจขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยอันเป็นการกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือน เห็นว่า แม้นายจ้างจะมีอำนาจบริหารในการโยกย้ายตำแหน่งงานของลูกจ้าง เพื่อให้เหมาะสมแก่งาน เพื่อให้การทำงานของลูกจ้างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างก็ตาม แต่การย้ายนั้นต้องไม่เป็นการลดตำแหน่งหรือค่าจ้างของลูกจ้าง อีกทั้งไม่เป็นการกลั่นแกล้งลูกจ้างด้วย การที่จำเลยย้ายโจทก์ในตำแหน่งเลขานุการประจำสำนักงานใหญ่ฝ่ายจัดซื้อ ซึ่งทำงานธุรการในฝ่ายจัดซื้อไปดำรงตำแหน่งพนักงานทั่วไปประจำแผนกผักและผลไม้ สาขาสุขาภิบาล 1 ของจำเลยซึ่งทำหน้าที่จัดเตรียมสินค้าและชั่งผลไม้ รวมทั้งทำความสะอาดในบริเวณสถานที่ซึ่งมีลักษณะงานที่ด้อยกว่าเดิม อีกทั้งเป็นการย้ายโจทก์จากตำแหน่งเลขานุการ ซึ่งเป็นพนักงานระดับ 4 ไปเป็นพนักงานทั่วไปประจำแผนกผักและผลไม้ ซึ่งหัวหน้าแผนกดังกล่าวเป็นพนักงานระดับ 3 จึงเป็นการย้ายที่ลดตำแหน่งของโจทก์ลง แม้จะจ่ายค่าจ้างเท่าเดิม ก็เป็นคำสั่งย้ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำหน่งใหม่ที่ต่ำกว่าเดิมนั้น มิใช่เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง จำเลยไม่อาจออกหนังสือเตือนในการกระทำของโจทก์ดังกล่าวได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมไปทำงานในตำแหน่งใหม่จึงมิใช่เป็นการกระทำผิดซ้ำหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) เมื่อโจทก์ทำงานกับจำเลยครบ 1 ปีแต่ยังไม่ครบ 3 ปี จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า จึงต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 90 วัน เป็นเงิน 47,700 บาท ตามมาตรา 118 (2) และต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรา 17 วรรคสองและวรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของนายจ้าง จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุอันสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทั้งสองข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะที่โจทก์โอนย้ายไปดำรงตำแหน่งพนักงานประจำแผนกผักและผลไม้นั้น หัวหน้าแผนกผักและผลไม้ได้เลื่อนระดับจากระดับ 3 ขึ้นเป็นระดับ 4 แล้ว จำเลยจึงมิได้ย้ายโจทก์ไปทำงานในตำแหน่งที่ต่ำกว่าเดิมนั้น เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาว่าขณะที่จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์ไปดำรงตำแหน่งพนักงานประจำแผนกผักและผลไม้ สาขาสุขาภิบาล 1 นั้น หัวหน้าแผนกดังกล่าวเป็นพนักงานระดับ 3 จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยอุทธรณ์ข้อ 2.2 ว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริง ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ว่ามีเพียงวันหยุดประจำสัปดาห์และวันหยุดพักผ่อนประจำปี โดยไม่มีวันหยุดตามประเพณีรวมอยู่นั้น เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่ตรงตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏเป็นการรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบ ต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 จำเลยได้กำหนดให้มีการหยุดตามประเพณีรวมอยู่ด้วยแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดตามประเพณีให้แก่โจทก์นั้น เป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวขวัญผไท เถระสวัสดิ์
จำเลย — บริษัทสยามจัสโก้ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 867/2548
#267355
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 25 ที่ให้สิทธิแก่นายจ้างที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างแล้วขอรับเงินทดแทนคือจากสำนักงานประกันสังคมได้ มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิของลูกจ้างผู้ประสบอันตรายตามมาตรา 49 การที่โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายได้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากสำนักงานประกันสังคมจำเลยตามมาตรา 49 และนายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายของโจทก์ต่อจำเลยตามมาตรา 48 เมื่อจำเลยแจ้งมติของคณะอนุกรรมการแพทย์ให้โจทก์และนายจ้างของโจทก์ทราบแล้ว แม้นายจ้างของโจทก์จะมิได้อุทธรณ์ แต่โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนอันเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 52 เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ตามมาตรา 53 เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด ทำงานในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 ขณะที่โจทก์ปฏิบัติงานคุมเครื่องจักรโดยให้รถยกมายกแผ่นเหล็ก รถยกได้ถอยไปชนเครื่องจักรทำให้เครื่องจักรล้มลงมาทับหลังของโจทก์ได้รับบาดเจ็บ โจทก์มีอาการปวดบริเวณหลังและสะโพกอย่างต่อเนื่อง และได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางปะกอก 2 ในระหว่างวันที่ 26 มกราคม 2544 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2544 ทั้งแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก รวม 22 ครั้ง ในการรักษาที่โรงพยาบาลดังกล่าว นายจ้างของโจทก์ได้ทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 53,457 บาท ภายหลังเกิดเหตุนายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายและขอเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ต่อมาจำเลยได้มีหนังสือถึงนายจ้างโจทก์แจ้งว่า การเจ็บป่วยของโจทก์เกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานแต่ไม่ทำให้ข้อกระดูกเชิงกรานเคลื่อน และให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเฉพาะการรักษาในวันที่ 26, วันที่ 29 และวันที่ 31 มกราคม 2544 รวมเป็น 2,144 บาท โจทก์จึงได้ดำเนินการอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเพื่อให้พิจารณาใหม่อีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้มีมติให้ยืนตามคำวินิจฉัยของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 การวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวเป็นการพิจารณาตามหลักสถิติมิใช่พิจารณาจากเรื่องที่เกิดขึ้นจริง โจทก์ได้รับความเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานมาโดยตลอด ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 175/2545 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์เต็มจำนวน

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 ขณะโจทก์ปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยให้รถยกมายกแผ่นเหล็กรถยกถอยหลังพลาดไปชนเครื่องจักร ทำให้เครื่องจักรล้มลงมาทับหลังของโจทก์ เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้ออักเสบ ฟกช้ำ โจทก์เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางปะกอก 2 ในแผนกผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินรวม 53,457 บาท ภายหลังสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 2 ของจำเลยพิจารณาและวินิจฉัยตามมติของอนุกรรมการการแพทย์ว่า อาการเจ็บป่วยของโจทก์เกิดเนื่องจากการทำงาน แต่ไม่ทำให้กระดูกเชิงกรานเคลื่อนให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับการรักษาวันที่ 26, วันที่ 29 และวันที่ 31 มกราคม 2544 เท่านั้น ต่อมาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้พิจารณาจากเวชระเบียนและลักษณะการทำงานของโจทก์แล้วเห็นว่า การประสบอันตรายของโจทก์ด้วยเหตุเครื่องจักรล้มทับซึ่งเป็นเหตุให้กล้ามเนื้อฟกช้ำไม่ควรใช้เวลารักษาเกิน 1 สัปดาห์ ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับการรักษาในวันที่ 26, วันที่ 29 และวันที่ 31 มกราคม 2544 รวมเป็น 2,144 บาท และจากผลการตรวจร่างกายของโจทก์ไม่พบอาการบาดเจ็บสาหัสที่จะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล ทั้งจากเวชทะเบียนปรากฏว่าโจทก์มีอาการเจ็บสะโพกด้านขวา และจากภาพถ่ายรังสีพบว่าข้อต่อกระดูกสะโพกเชิงกรานด้านซ้ายเป็นปกติ การที่โรงพยาบาลบางปะกอก 2 วินิจฉัยว่าข้อต่อกระดูกเชิงกรานข้างซ้ายแยกจึงเป็นการรักษาอาการเนื่องมาจากข้อต่อกระดูกเชิงกรานข้างขวาอักเสบซึ่งเกิดจากพยาธิสภาพของโจทก์เอง หากโจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลมากกว่าที่จำเลยกำหนดให้ ก็คงได้รับตามความจำเป็นรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 35,000 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ.2539 เท่านั้น คำวินิจฉัยของจำเลยชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำเครื่อง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 ขณะโจทก์ปฏิบัติงานตามหน้าที่ถูกรถยกที่กำลังยกโลหะเกี่ยวเครื่องจักรล้มทับหลังโจทก์ โจทก์เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบางปะกอก 2 ทั้งในแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ในระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 19 ถึง 30 มีนาคม 2544 เข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน เมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 53,457 บาท โจทก์และบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด นายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายต่อจำเลย จำเลยโดยพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 2 พิจารณาและแจ้งให้ทราบว่า คณะกรรมการการแพทย์มีมติว่า การเจ็บป่วยของโจทก์เกิดเนื่องจากการทำงานแต่มิได้ทำให้ข้อกระดูกเชิงกรานเคลื่อน และให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเฉพาะของการรักษาวันที่ 26, 29 และ 31 มกราคม 2544 เท่านั้น โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีมติยืนตามความเห็นของคณะอนุกรรมการการแพทย์ ตามเอกสารหมาย ล.1 เงินค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายให้แก่โรงพยาบาลบางปะกอก 2 จำนวน 53,456 บาท ตามใบแจ้งยอดเงินเอกสารหมาย จ.3 นั้น บริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด นายจ้างโจทก์เป็นผู้ทดรองจ่ายให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 25 นั้น บัญญัติให้สิทธิแก่นายจ้างที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนแล้วขอรับเงินทดแทนคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ หาใช่บทบัญญัติที่จะตัดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายตามมาตรา 49 แต่ประการใด เมื่อกรณีนี้เป็นกรณีโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายได้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลยตามมาตรา 49 และบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด นายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายของโจทก์ต่อจำเลย ตามมาตรา 48 แล้ว เมื่อจำเลยแจ้งมติของคณะอนุกรรมการการแพทย์ให้โจทก์และนายจ้างของโจทก์ทราบแล้ว แม้นายจ้างของโจทก์จะมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการตามมาตรา 52 แต่โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแล้วอันเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 52 ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ ตามมาตรา 53 เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาคดีใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 25 ม. 48 ม. 49 ม. 52 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณาลักษณ์ เจา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 867/2548
#269547
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ มาตรา 25 บัญญัติให้สิทธิแก่นายจ้างที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ หาใช่บทบัญญัติที่จะตัดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายตามมาตรา 49 แต่ประการใด เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายได้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลยตามมาตรา 49 และนายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายของโจทก์ต่อจำเลยตามมาตรา 48 แล้ว เมื่อจำเลยแจ้งมติของคณะอนุกรรมการการแพทย์ให้โจทก์ และนายจ้างของโจทก์ทราบแล้ว แม้นายจ้างของโจทก์จะไม่ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการตามมาตรา 52 แต่โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแล้วอันเป็นการใช้สิทธิตามาตรา 52 ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ตามมาตรา 53

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 175/2545 และให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์เต็มจำนวน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2544 ขณะโจทก์ปฏิบัติงานตามหน้าที่ถูกรถยกที่กำลังยกโลหะเกี่ยวเครื่องจักรล้มทับหลังโจทก์ โจทก์ได้เข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลบางประกอก 2 ทั้งในแผนกผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ในระหว่างวันที่ 5 ถึง 16 กุมภาพันธ์ 2544 และวันที่ 19 ถึง 30 มีนาคม 2544 เข้ารักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน เมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 53,457 บาท โจทก์และบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด นายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายต่อจำเลย จำเลยโดยพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานประกันสังคม เขตพื้นที่ 2 พิจารณาและแจ้งให้ทราบว่า คณะอนุกรรมการการแพทย์มีมติว่า การเจ็บป่วยของโจทก์เกิดเนื่องจากการทำงานแต่มิได้ทำให้ข้อกระดูกเชิงกรานเคลื่อน และให้จ่ายค่ารักษาพยาบาล เฉพาะของการรักษาวันที่ 26, 29 และ 31 มกราคม 2544 เท่านั้น โจทก์อุทธรณ์คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมีมติยืนตามความเห็นของคณะอนุกรรมการการแพทย์ ตามเอกสารหมาย ล.1 เงินค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายให้แก่โรงพยาบาลบางประกอก 2 จำนวน 53,456 บาท ตามใบแจ้งยอดเงินเอกสารหมาย จ.3 นั้น บริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด นายจ้างโจทก์เป็นผู้ทดรองจ่ายให้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 25 นั้น บัญญัติให้สิทธิแก่นายจ้างที่ได้ทดรองจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนแล้วขอรับเงินทดแทนคืนจากสำนักงานประกันสังคมได้ หาใช่บทบัญญัติที่จะตัดสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายตามมาตรา 49 แต่ประการใด เมื่อกรณีนี้เป็นกรณีโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างผู้ประสบอันตรายได้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลยตามมาตรา 49 และบริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรีส์ จำกัด นายจ้างได้แจ้งการประสบอันตรายของโจทก์ต่อจำเลย ตามมาตรา 48 แล้ว เมื่อจำเลยแจ้งมติของคณะอนุกรรมการการแพทย์ให้โจทก์และนายจ้างของโจทก์ทราบแล้ว แม้นายจ้างของโจทก์จะมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการตามมาตรา 52 แต่โจทก์ได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนแล้วอันเป็นการใช้สิทธิตามาตรา 52 ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนโจทก์ย่อมมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ ตามมาตรา 53 เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาคดีใหม่ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 25 ม. 49 ม. 52 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรรณาลักษณ์ เจา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 866/2548
#267567
เปิดฉบับเต็ม

อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ยักยอกเงินของโจทก์ไป อันเป็นการรับผิดในมูลหนี้ละเมิด จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดตามมาตรา 206 ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัดตามมาตรา 686 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อผู้ค้ำประกันกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30

สำนักงานตรวจสอบภายในของโจทก์ได้ตรวจสอบบัญชีของสำนักงานการไฟฟ้าของโจทก์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีการทุจริตยักยอกเงินกระแสไฟฟ้าที่เก็บจากประชาชนจำนวนหนึ่งเมื่อปี 2541 ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายครึ่งหนึ่งโดยโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 ดังนี้ เมื่อมีการยักยอกเงินค่ากระแสไฟฟ้าไปอันเป็นการกระทำละเมิดเมื่อปี 2541 ถือว่าผู้ที่ยักยอกเงินค่ากระแสไฟฟ้ารวมทั้งจำเลยที่ 2 ตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระค่าเสียหายนับแต่วันทำละเมิดคือปี 2541เป็นต้นไป อายุความที่จะฟ้องร้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันจึงเริ่มนับแต่เมื่อนั้น โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 มิจำต้องบังคับจากผู้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดทุกคนก่อนตามที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 อ้าง โจทก์จึงฟ้องร้องต่อศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ชำระหนี้อันเกิดจากค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ มีวัตถุประสงค์ในการผลิต จำหน่าย พลังงานไฟฟ้า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานโจทก์ตำแหน่งพนักงานบัญชี แผนกบัญชีและการเงินการไฟฟ้าอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานให้กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เบียดบังเงินของโจทก์ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและร่วมกันสร้างหลักฐานลูกหนี้ค่าไฟฟ้าในระบบบัญชีอันเป็นเท็จของลูกค้ารายที่นำเงินไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และรับเงินจากลูกค้าผู้ใช้ไฟฟ้าแล้วไม่ลงบัญชี เป็นเงิน 505,423.59 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 นำเงินมาใช้คืนบางส่วน ยังค้าง 436,703.14 บาท คณะกรรมการสอบสวนพิจารณาแล้วให้จำเลยทั้งสองรับผิดชดใช้เงินคนละ 218,365.07 บาท ต่อมาภายหลังโจทก์ตรวจหลักฐานพบว่ามีค่าเสียหายเพิ่มขึ้นอีกรวมเป็นเงิน 447,830.14 บาทโดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้คนละ 223,915.07 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 นำเงินไปชดใช้บางส่วน คงค้างชำระ 167,782.14 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 223,915.07 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2543 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 25,190.44 บาท รวมเป็นเงิน 249,105.51 บาท ให้จำเลยที่ 2 ใช้เงินจำนวน 167,782.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2543 ถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 18,875.48 บาท รวมเป็นเงิน 186,657.62 บาท แก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 4 ที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกัน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การด้วยวาจารับว่า เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การว่า สัญญาค้ำประกันขาดอายุความเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องเกิน 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/9 และมาตรา 193/30 ประกอบมาตรา 368 และสัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะขัดต่อมาตรา 699 มาตรา 150 ผู้บริหารประมาทเลินเล่อร่วมกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นการละเมิดผู้ทำละเมิดต้องร่วมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 420, 432 โจทก์ต้องใช้สิทธิเรียกร้องบังคับชำระหนี้จากการละเมิดให้เสร็จสิ้นก่อน หลังจากนั้นจึงจะใช้สิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้ตามมาตรา 687, 688 , 689 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 223,915.07 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 167,782.14 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อแรกว่า หนี้ที่เกิดจากการที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์นั้นเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด และคดีนี้ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 4 และที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2532 ระบุว่าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดไม่ว่าในหน้าที่การงานหรือจะเป็นกรณีใด ๆ ก็ตาม จึงเป็นความรับผิดต่อมูลหนี้ในอนาคตทุกประเภทอันบ่งชี้ความรับผิดชอบของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ต่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์โดยชัดแจ้งว่า โจทก์อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้ทันทีนับตั้งแต่วันทำสัญญาค้ำประกันเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 อายุความตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 จึงต้องนับตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2532 มิใช่นับตั้งแต่วันที่โจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/13 ซึ่งหนี้ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา193/30 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 ซึ่งพ้นกำหนด 10 ปี จึงขาดอายุความ เห็นว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 ได้ยักยอกไป อันเป็นการรับผิดในมูลหนี้ละเมิดจึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดนับแต่วันทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 อันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อผู้คำประกันกฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า สำนักงงานตรวจสอบภายในของโจทก์ได้ตรวจสอบบัญชีของสำนักงานการไฟฟ้าของโจทก์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่ามีการทุจริตยักยอกเงินค่าไฟฟ้าที่เก็บจากประชาชนจำนวนหนึ่งเมื่อปี 2541 ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายครึ่งหนึ่ง โดยโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้จามเอกสารหมาย จ.13 จำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 ดังนี้ เมื่อมีการยักยอกเงินค่ากระแสไฟฟ้าไปอันเป็นการกระทำละเมิดเมื่อปี 2541 ถือว่าผู้ที่ยักยอกเงินค้ากระแสไฟฟ้าไปรวมทั้งจำเลยที่ 2 ตกเป็นผู้ผิดนัดต้องชำระค่าเสียหายนับแต่วันทำละเมิดคือปี 2541 เป็นต้นไป อายุความที่จะฟ้องร้องจำเลยที่ 4 และที่ 5 ผู้ค้ำประกันจึงเริ่มนับแต่เมื่อนั้น โจทก์ฟ้องคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 ยังไม่พ้นกำหนดเวลา 10 ปี คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ข้อ 2 ว่า โจทก์จะบังคับให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ชำระหนี้อันเกิดจากการค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์ว่า มูลหนี้จากการละเมิดด้วยการยักยอกเงินค่ากระแสไฟฟ้าคดีนี้มีผู้ต้องร่วมรับผิดหลายคน ซึ่งต้องรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม โจทก์ต้องบังคับให้ผู้ร่วมรับผิดทุกคนให้ชำระหนี้ให้ครบถ้วนทุกคนก่อน จึงจะมีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตและมิได้เกี่ยวกับการทำละเมิดให้รับผิด เห็นว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ชอบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้นับแต่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกหนี้ผิดนัดเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 มิจำต้องบังคับจากผู้ร่วมรับผิดในมูลละเมิดทุกคนก่อนตามที่จำเลยที่ 4 และที่ 5 อ้างแต่อย่างใด โจทก์จึงฟ้องร้องต่อศาลขอให้บังคับจำเลยที่ 4 และที่ 5 ชำระหนี้อันเกิดจากค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 2 ได้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/12 ม. 206 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
จำเลย — นางดาวลอยหรือพนิตนันท์ ดวงแก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 865/2548
#267568
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ที่หากจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จะต้องรับผิดชอบทางอาญาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม.131 ต้องเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ด้วย เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดเรื่องการออกจากงานกรณีเกษียณอายุไว้ให้ลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่อครบอายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ และลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปีบริบูรณ์ ซึ่งแตกต่างกันโดยพิจารณาจากเพศของลูกจ้างแต่เพียงอย่างเดียว และต่อมามี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาบังคับใช้ โดยมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเฉพาะส่วนที่ให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ จึงขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 อันเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับใช้ต่อไป จำเลยจะอ้างว่าจำเลยจำต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย มิใช่เป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออก อุทธรณ์ของจำเลยแม้เป็นการยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างแต่ก็เพื่อจะให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นเพราะโจทก์ยื่นใบลาออก มิใช่เลิกจ้างเพราะโจทก์เกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางจึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2510 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานฝ่ายประกอบตัวรถ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 26,085 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน ตามระเบียบของจำเลย พนักงานชายจะเกษียณอายุเมื่ออายุ 55 ปี พนักงานหญิงเมื่ออายุ 50 ปี ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยมาตรา 15 บัญญัติให้นายจ้างต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ ดังนั้น ระเบียบดังกล่าวจึงขัดต่อกฎหมาย สหภาพแรงงานบริษัทจำเลยเรียกร้องให้จำเลยปฏิบัติตามกฎหมาย แต่จำเลยไม่ยอม เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้เกษียณอายุเมื่ออายุ 50 ปี ต่อมาคณะกรรมการสวัสดิการของจำเลยจึงมีมติให้พนักงานชายและหญิงเกษียณอายุที่ 55 ปี ตั่งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป การกระทำของจำเลยเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยต่อไปจนกว่าจะเกษียณอายุที่ 55 ปี และจ่ายเงินเดือนนับแต่เกษียณอายุตามระเบียบเก่าจนถึงวันฟ้อง 10 เดือน เป็นเงิน 260,850 บาท หากจำเลยไม่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน ขอให้จ่ายค่าเสียหายเท่ากับเงินเดือนจนกว่าจะเกษียณอายุตามมติใหม่ดังกล่าวเป็นเวลา 5 ปี เป็นเงิน 1,565,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มิได้หมายความรวมถึงการเกษียณอายุด้วย ดังนั้น ระเบียบเกี่ยวกับการเกษียณอายุของลูกจ้างจำเลยฉบับที่ให้ลูกจ้างชายเกษียณอายุที่ 55 ปี หญิง 50 ปี จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าว วันที่ 16 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้เขียนใบลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเป็นเนื่องจากเกษียณอายุโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2542 ต่อมาจำเลยได้มีการพัฒนาเทคนิคการทำงานในสายการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีทางเครื่องมือให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานได้และเพื่อให้ลูกจ้างชายและลูกจ้างหญิงมีโอกาสทำงานในอายุงานที่เท่าเทียมกัน จำเลยจึงมีมติแก้ไขระเบียบในส่วนที่เกี่ยวกับการเกษียณอายุเป็นว่าลูกจ้างชายและหญิงให้เกษียณอายุที่ 55 ปี แต่ระเบียบดังกล่าวประกาศใช้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 หลังจากที่โจทก์ออกจากงานไปแล้วจำเลยจึงไม่จำต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงานหรือจ่ายเงินเดือนหรือค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์และเนื่องจากโจทก์ได้ลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยทำให้พ้นสภาพการเป็นพนักงานตั้งแต่วันที่ลาออกแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2543) ไม่จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางพิพากษาคดีโดยรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์ถูกจำเลยเลิกจ้างเมื่ออายุครบ 50 ปี เพราะเหตุเกษียณอายุ โดยที่ศาลแรงงานกลางมิได้รับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานตามที่คู่ความนำสืบ และยังมิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานจริงหรือไม่ หากโจทก์ยื่นใบลาออก โจทก์ยื่นเมื่อใด การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออกหรือจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ถือว่าเป็นคำพิพากษามิได้แสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัย ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 พิพากษายกคำพิพากษาแรงงานกลาง และให้ย้อนสำนวนไปยังศาลแรงงานกลางเพื่อพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 6 กรกฎาคม 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย วันเข้าทำงาน ตำแหน่งหน้าที่ ค่าจ้างอัตราสุดท้าย และกำหนดจ่ายค่าจ้างปรากฎตามฟ้องโจทก์มีอายุ 50 ปีบริบูรณ์ และให้ออกจากงานในวันรุ่งขึ้นที่ครบอายุเกษียณ และมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างซึ่งจดทะเบียนแล้วตามเอกหมาย ล.2 ความว่า พนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจำเลยจะพิจารณาให้ต่ออายุการทำงานออกไปได้อีกเป็นเวลาครั้งละ 1 ปี แต่รวมแล้วไม่เกิน 5 ปี หากพนักงานที่ครบเกษียณอายุมีสุขภาพพลานามัยพร้อมที่จะทำงานทั้งนี้ให้เป็นไปตามความจำเป็นของลักษณะงาน เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2542 โจทก์ได้ยื่นใบลาออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ โดยให้การลาออกมีผลในวันที่ 23 สิงหาคม 2542 ตามเอกหมาย ล.4 ซึ่งเป็นวันรุ่งขึ้นหลังจากครบเกษียณอายุแล้ว ขณะนั้นจำเลยมีพนักงานลูกจ้างประมาณ 3,000 คน โจทก์ได้รับค่าชดเชย เงินช่วยเหลือกรณีเกษียณอายุเงินสมบท และเงินสะสมของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ไปครบถ้วน แล้ววินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทว่า การลาออกเป็นเรื่องที่ลูกจ้างแสดงเจตนาต่อนายจ้างว่าลูกจ้างจะไม่ทำงานให้แก่นายจ้างต่อไป ซึ่งสามารถจะกระทำได้เพียงฝ่ายเดียวเมื่อลูกจ้างขอลาออกวัน ก็จะมีผลในวันนั้น แต่การลาออกของลูกจ้างจำเลยรวมทั้งโจทก์เนื่องจากการเกษียณอายุเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของลูกจ้างที่ครบเกษียณทุกคนที่จะต้องยื่นใบลาออกเพื่อเป็นการแจ้งให้นายจ้างเตรียมการจ่ายค่าจ้างของเดือนสุดท้ายที่ครบเกษียณ ค่าชดเชย และเงินช่วยเหลือพิเศษ กรณีเกษียณอายุ และเพื่อให้จำเลยแจ้งไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเตรียมการใช้จ่ายเงินสมบทและเงินสะสมให้แก่ลูกจ้างที่ครบเกษียณ เมื่อโจทก์ครบเกษียณอายุและจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างไม่ให้ทำงานต่อไป จึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างเพราะโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยมิใช่เป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออก ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่กำหนดให้ลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปีบริบูรณ์ ส่วนลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปีบริบูรณ์ แสดงว่าการเกษียณอายุของลูกจ้างจำเลยพิจารณาจากเพศเป็นสำคัญ ขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเฉพาะส่วนที่ให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับใช้ การที่จำเลยให้โจทก์เกษียณอายุโดยไม่ให้โจทก์ทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์มิได้กระทำผิดและไม่มีเหตุให้เลิกจ้างได้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรและถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม แล้วกำหนดค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่อาจปฏิบัติให้แตกต่างไปจากที่ตกลงกันไว้ได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 บังคับไว้ หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม จำเลยก็ต้องรับผิดทางอาญาตามมาตรา 130 และมาตรา 131 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ทั่งการปรับกำหนดอายุเกษียณของลูกจ้างหญิงเป็นอายุ 55 ปี ให้เท่ากับลูกจ้างชายก็ไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างหญิงเพราะลูกจ้างหญิงอ่อนแอกว่าลูกจ้างชาย จำเลยมิได้เลิกจ้างเพราะกลั่นแกล้งโจทก์ เห็นว่า แม้จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม จำเลยจะต้องรับผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 131 แต่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นจะต้องเป็นข้อตกลงที่ชอบด้วยกฎหมายและใช้บังคับได้ เมื่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยกำหนดเรื่องการออกจากงานกรณีเกษียณอายุไว้ให้ลูกจ้างชายเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และลูกเลิกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่อครบ 50 ปีบริบูรณ์ ซึ่งเกษียณอายุของลูกจ้างชายและลูกจ้างหญิงแตกต่างกันโดยพิจารณาจากเพศของลูกจ้างแต่เพียงอย่างเดียว และต่อมามีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาบังคับใช้โดยมาตรา 15 ของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างชายและหญิงโดยเท่าเทียมกันในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเฉพาะส่วนที่ให้ลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ จึงขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 15 ซึ่งกำหนดหลักการให้ลูกจ้างชายและลูกจ้างหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันอันเป็นกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเฉพาะส่วนลูกจ้างหญิงเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับใช้ต่อไป จำเลยจะอ้างว่าจำเลยจำต้องปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยอันถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไม่ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า ลูกจ้างหญิงอ่อนแอกว่าลูกจ้างชายมิได้ปรับกำหนดการเกษียณอายุของลูกจ้างหญิงให้เท่ากับลูกจ้างชายมาแต่แรกนั้นยิ่งเห็นได้ชัดว่าจำเลยถือเพศมากำหนดการเกษียณอายุแต่เพียงอย่างเดียว หาได้นำลักษณะหรือสภาพของงานมาเป็นหลักในการกำหนดการเกษียณอายุไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์มิได้กระทำความผิดและไม่มีเหตุผให้เลิกจ้างได้ตามบังคับเกี่ยวกับการทำงาน จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่มีเหตุผลสมควร ถือเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ ยื่นใบลาออกเพราะเกษียณอายุ แม้จะถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมาย แต่ก็ถือได้ว่าเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจ้างของโจทก์เมื่อยื่นใบลาออกแล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิถอนเจตนานั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 วรรคสอง จึงต้องถือว่าการแสดงเจตนาลาออกมีผลบังคับตามกฎหมายนับตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นใบลาออก จึงเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า การที่โจทก์ออกจากงานเป็นผลเนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์เกษียณอายุตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย มิใช่เป็นผลเนื่องจากโจทก์ยื่นใบลาออก อุทธรณ์ของจำเลยแม้เป็นการยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างแต่ก็เพื่อจะให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นเพราะโจทก์ยื่นใบลาออก มิใช่เลิกจ้างเพราะโจทก์เกษียณอายุตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 15
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 131
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปิยะพร เต่าทอง
จำเลย — บริษัทไทยฮอนด้า แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 861 -ที่ 864/2548
#269628
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจะเกิดมีขึ้นเมื่อใดนั้นจะต้องพิจารณาจากวันคลอดบุตรของผู้ประกันตนประกอบกับผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วหรือไม่ แม้โจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่คลอดบุตร แต่ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธิ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอหาได้ไม่ เมื่อปรากฏว่าภายในระยะเวลา 1 ปีดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ยังไม่อาจใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจากจำเลยได้ เนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการส่งเงินสมทบระหว่างนายจ้างของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยว่าจะต้องส่งเงินสมทบกรณีคลอดบุตรและตายเพียงใด ต่อมาหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว นายจ้างของโจทก์ทั้งสี่เพิ่งส่งเงินสมทบย้อนหลังกรณีคลอดบุตรและตายให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 โจทก์ทั้งสี่จึงอยู่ในฐานะที่อาจใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อจำเลยได้นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไป การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรของโจทก์ทั้งสี่ต่อจำเลย ถือว่าเป็นการยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 วรรคหนึ่ง แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจำนวน 4,000 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรร้อยละ 50 ของค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเป็นเวลา 90 วัน พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินทั้งสองจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่สำนวนให้การเป็นใจความเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่ทราบถึงสิทธิประโยชน์ตั้งแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่เข้าทำงานแล้ว ระยะเวลา 1 ปี ตามมาตรา 56 ที่กำหนดนั้น ต้องนับแต่วันที่มีสิทธิมิใช่นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่รู้หรือควรรู้ โจทก์ทั้งสี่ได้ใช้สิทธิเบิกเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจากองค์การค้าของคุรุสภาแล้วมาขอรับประโยชน์ทดแทนซ้ำอีกเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ 797 ถึง 800/2544 ลงวันที่ 6 กันยายน 2544 ของจำเลยให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรโดยจ่ายค่าคลอดบุตร 4,000 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรร้อยละห้าสิบของค่าจ้างโจทก์ทั้งสี่ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบที่นายจ้างนำส่งเป็นเวลา 90 วัน พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (12 พฤศจิกายน 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของจำเลยที่ว่า โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า องค์การค้าของคุรุสภาได้นำส่งเงินสมทบส่วนของนายจ้างและส่วนของลูกจ้างในกรณีคลอดบุตรและตายย้อนหลังตั้งแต่เดือนเมษายน 2538 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 โดยนำส่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 เรียบร้อยแล้ว โจทก์ที่ 1 คลอดบุตรเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2543 โจทก์ที่ 2 คลอดบุตรเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 โจทก์ที่ 3 คลอดบุตรเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2540 และโจทก์ที่ 4 คลอดบุตรเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2540 โจทก์ที่ 1 ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อจำเลยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2544 ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อจำเลย เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2544 เห็นว่า สิทธิในการขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจะเกิดมีขึ้นเมื่อใดนั้นจะต้องพิจารณาจากวันคลอดบุตรของผู้ประกันตน ประกอบกับผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วหรือไม่ คดีนี้แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อจำเลยภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์ทั้งสี่คลอดบุตรก็ตาม แต่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด กรณีที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ ข้อเท็จจริงในคดีนี้เมื่อปรากฏว่า ภายในระยะเวลา 1 ปี ดังกล่าวเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่ยังไม่อาจใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจากจำเลยได้เนื่องจากมีกรณีพิพาทเกี่ยวกับการส่งเงินสมทบระหว่างองค์การค้าของคุรุสภาซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยว่า จะต้องส่งเงินสมทบกรณีคลอดบุตรและตายเพียงใด ต่อมาหลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาแล้ว องค์การค้าของคุรุสภาเพิ่งส่งเงินสมทบย้อนหลังกรณีคลอดบุตรและตายนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2538 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2543 ให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2543 ฉะนั้น โจทก์ทั้งสี่จึงอยู่ในฐานะที่อาจใช้สิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อจำเลยได้ นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2543 เป็นต้นไป การขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรของโจทก์ทั้งสี่ต่อจำเลย ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง แล้ว คำสั่งของจำเลยที่ว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจีรวรรณ ตรีภัทรรังษิกุล กับพวก
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 859 -ที่ 860/2548
#267044
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลย พิพากษายกฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่าเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยกระทำความผิดสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงตามสัญญา และกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ ประเด็นข้อพิพาทจึงมีว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

ข้อที่ว่า คดีก่อนศาลแรงงานกลางฟังข่อเท็จจริงไม่ถูกต้องเพราะพยานจำเลยเบิกความอันเป็นความเท็จทำให้ศาลหลงเชื่อก็ดี บทบัญญัติของกฎหมายที่บังคับใช้หลังจากคดีถึงที่สุดแล้วให้ความหมายของคำว่านายจ้างแตกต่างจากที่บัญญัติในกฎหมายเดิมก็ดี มิใช่ข้อยกเว้นที่ ป.วิ.พ. มาตรา 148 บัญญัติไว้อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้อีก

ข้อที่ว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตาม ป.วิ.พ ม. 148 (3) นั้น จะต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ยกฟ้องนั้นด้วยโจทก์จึงจะมีสิธิฟ้องใหม่ได้ เมื่อคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีก่อนมิได้ระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเป็นใจความว่า โจทก์ที่ 1 สมัครเข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2514 ในตำแหน่งเสมียนประจำหน่วยซ่อมบำรุงรถยนต์ และโจทก์ที่ 2 สมัครเข้าทำงานกับจำเลยเมื่อปี 2515 ในตำแหน่งเสมียนประจำหน่วยซ่อมบำรุงทั่วไป ต่อมาจำเลยตกลงจ้างบริษัทรับเหมาทั้งสามบริษัท คือ บริษัทอมรกิจ จำกัด บริษัท เอ.เอ็ม.ไทย จำกัด และบริษัทเวสต์ แฮม ยูไนเต็ด จำกัด โดยจำเลยได้โอนพนักงานซึ่งรวมทั้งโจทก์ทั้งสองด้วยไปอยู่ในความดูแลของบริษัทรับเหมาดังกล่าว โดยมีข้อตกลงกันทั้งสามฝ่าย คือ จำเลยมีข้อตกลงกับผู้รับเหมาฝ่ายหนึ่ง และผู้รับเหมามีข้อตกลงกับพนักงานอีกฝ่ายหนึ่ง โจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมจากจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2540 มาตรา 20 ซึ่งระบุว่า การที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานติดต่อกันโดยนายจ้างมีเจตนาที่จะไม่ให้ลูกจ้างนั้นมีสิทธิใดตามพระราชบัญัติดังกล่าว ไม่ว่านายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในหน้าที่ใด และการจ้างแต่ละช่วงมีระยะเวลาห่างกันเท่าใดก็ตาม ให้นับระยะเวลาการทำงานทุกช่วงเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ในการได้สิทธิของลูกจ้างนั้น จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับโจทก์ทั้งสอง ทำให้โจทก์ทั้งสองเสียสิทธิอันพึงที่จะได้รับ และได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย จำเลยจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์แต่ละคนดังนี้ 1. สิทธิที่จะได้เงินจนครบอายุการทำงาน โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 3,018,384 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 3,186,072 บาท 2. เงินประกันสังคมเป็นเงินคนละ 4,192,200 บาท 3. ค่าเสียหายเกี่ยวกับเงินเดือนที่พึงจะได้รับ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,027,392 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 13,738,474 บาท 4. ค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าอาหารและค่าพาหนะตามอายุงาน โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 301,500 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 342,000 บาท ค่าเสียหายสำหรับเงินค่าล่วงเวลา โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 13,487,904 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 15,299,712 บาท 6. ค่าเสียหายในเงินค่าอาหารและค่ารถสำหรับการทำงานล่วงเวลา โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 433,758 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 492,024 บาท 7. ค่าเสียหายในเงินรางวัลปฏิบัติงานโดยไม่ขาดงาน โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 160,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 190,000 บาท 8. ค่าเสียหายสำหรับเงินโบนัส โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 894,336 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 1,062,024 บาท 9. ค่าเสียหายในเงินรางวัลอายุงานที่ปฏิบัติงานเกิน 11 ปี ขึ้นไป โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 2,012,256 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 2,124,048 บาท 10. ค่าเสียหายในเงินรางวัลความปลอดภัยโจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 16,000 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 19,000 บาท 11. ค่าเสียหายในเงินค่าชดเชยพิเศษตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นเงินคนละ 670,680 บาท 12. ค่าเสียหายในเงินรางวัลเกียรติคุณเป็นเงินคนละ 121,000 บาท 13. ค่าเสียหายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินคดีของโจทก์ทั้งสองเป็นเงินคนละ 1,200,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมด โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 31,308,826 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 35,258,962 บาท นอกจากนี้จำเลยยังต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เงินเพิ่มในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2534 เป็นต้นไป ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 31,308,826 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 35,258,962 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินเพิ่มร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2534 เป็นต้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลย โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยให้ข้อหาเดียวกันกับคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางมาแล้วหลายครั้ง คดีถึงที่สุดไปแล้ว ฟ้องฟ้องเป็นฟ้องซ้ำ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองขาดอายุความแล้ว จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแก่โจทก์ทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเคยฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางมาแล้วเป็นคดีหมายเลขดำที่ 11282-11283/2536 หมายเลขแดงที่ 7404-7405/2537 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในคดีดังกล่าวว่าโจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลย และพิพากษายกฟ้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้กล่าวอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย เรียกค่าเสียหายจากจำเลยอีก จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ทั้งโจทก์ทั้งสองมิได้ฟ้องภายในกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความอีกด้วย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัย "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองประการแรกมีว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 7404-7405/2537 ของศาลแรงงานกลาง หรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า คดีก่อนศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่ลูกจ้างจำเลยเพราะนายเพียรศักดิ์ ชื่นพิทยาธร พยานจำเลยเบิกความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างของนายเพียรศักดิ์ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย ทำให้ศาลแรงงานหลงเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่ลูกจ้างจำเลย ทั้งต่อมาภายหลังมีพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาบังคับใช้ ซึ่งมาตรา 5 ให้ความหมายของคำว่านายจ้างไว้และโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีก่อนโจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองไม่มีความผิด ไม่ได้บอกกว่างล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นนายจ้างโจทก์ทั้งสอง ประเด็นข้อพิพาทในคดีก่อนจึงมีว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นลูกจ้างจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีหมายเลขแดงที่ 7404-7405/2537 เอกสารหมายเลข ล.1 โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้ไม่ชอบ ไม่รับวินิจฉัย แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2409-2410/2538 เอกสารหมาย ล.2 คดีก่อนจึงถึงที่สุดไปแล้ว คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยอ้างว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยกระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงตามสัญญา และกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นลูกจ้าง จำเลย ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงมีว่าโจทก์ทั้งสองเป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกันกับที่ศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้ว ฟ้องของโจทก์ทั้งสองคดีนี้จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองที่ว่า คดีก่อนศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องเพราะนายเพียรศักดิ์ ชื่นพิทยาธร พยานจำเลยเบิกความอันเป็นความเท็จทำให้ศาลหลงเชื่อก็ดี บทบัญญัติของกฎหมายที่บังคับใช้หลังจากคดีถึงที่สุดแล้วให้ความหมายของคำว่านายจ้างแตกต่างจากที่บัญญัติในกฎหมายเดิมก็ดี หาใช่ข้อยกเว้นที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 บัญญัติไว้อันจะทำให้โจทก์ทั้งสองมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้อีก ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ด้วยว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 (3) มีข้อยกเว้นให้ฟ้องใหม่ได้ เมื่อมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ยกฟ้องไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้อีกนั้น เห็นว่า ข้อที่ว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นจะต้องกล่าวไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ยกฟ้องนั้นด้วยโจทก์จึงจะมีสิทธิฟ้องใหม่ได้ เมื่อคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางคดีหมายเลขแดงที่ 7404-7405/2537 ตามเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งเป็นคำพิพากษาในคดีก่อนมิได้ระบุว่าไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ใหม่ กรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ศาลแรงงานกลางยกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวดนฤดี แดงประเสริฐ กับพวก
จำเลย — บริษัทเอสโซ่ประเทศไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 855/2548
#269544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการจับกุมจำเลยตามหน้าที่ รวมทั้งมิได้มีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายกัดมือซ้ายสิบตำรวจโท ข. นั้น ปรากฏว่าคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจะกลับเถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นมิได้ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้เพราะกรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ต้องเป็นกรณีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 มาตรา 219 และมาตรา 220 แห่ง ป.วิ.อ. เท่านั้น

พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ มีเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดในขั้นที่ถูกกล่าวหา ตามความในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เพื่อเยียวยาแก้ไขเสียก่อนเข้าสู่กระบวนพิจารณาในชั้นศาล เมื่อจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว มิใช่ผู้มีสถานภาพเป็นเพียงผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด จึงล่วงพ้นเวลาและไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่อาจได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15 และ 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 และ 138 กับบวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และ 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุก 18 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าไม่มีเจตนาต่อสู้ขัดขวางการจับกุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการจับกุมจำเลยตามหน้าที่รวมทั้งมิได้มีเจตนาใช้กำลังประทุษร้ายกัดมือซ้ายสิบตำรวจโทขวัญใจนั้น ปรากฏว่าคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยจะกลับเถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นมิได้ เพราะมิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้ เพราะกรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ต้องเป็นกรณีที่ต้องห้ามฎีกา ตามมาตรา 218 มาตรา 219 และมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยสมควรได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 19 เพราะมีเมทแอมเฟตามีนเพียงเล็กน้อยนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติดในชั้นที่ถูกกล่าวหาให้ตกเป็นผู้ต้องหาตามความในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง เพื่อเยียวยาแก้ไขเสียก่อนเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาล เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยถูกฟ้องต่อศาลแล้ว มิใช่ผู้มีสถานภาพเป็นเพียงผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดฐานเสพยาเสพติด จึงล่วงพ้นเวลาและไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่อาจได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้น แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แม้ระวางโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจะเป็นคุณมากกว่าก็ตาม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) และมาตรา 67 (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายสรพงษ์ ช้างสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ธนพจน์ อารยลักษณ์
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2548
#267045
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 317 วรรคหนึ่ง มีความมุ่งหมายเพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล แม้ผู้เสียหายที่ 1 นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่มีสิทธิจะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่ใดโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยมาอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านพาไปห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าจำเลยแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตาม มาตรา 317 วรรคสาม

จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 อวัยวะเพศจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ส่วนจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ย่อมมิใช่สาระสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 15 มกราคม 2545 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรม กล่าวคือ จำเลยพรากเด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ ไปเสียจากความปกครองดูแลของนาง ต. หรือ ศ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยายของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควรและเพื่อการอนาจาร หลังจากนั้นได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยใช้กำลังประทุษร้าย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานกระทำชำเราเด็ก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ว. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของนาง ต. หรือ ศ. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านของผู้เสียหายที่ 2 ไปเล่นกับเพื่อนอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย และผู้เสียหายที่ 1 นั่งอยู่คนเดียวที่รถยนต์กระบะของจำเลยที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้าน จำเลยอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านเข้าไปในห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของจำเลย โดยขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้านจำเลยก่อนแล้ว จำเลยไม่มีส่วนในการนำพาไปที่บ้านของจำเลย ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องระวางโทษฯ" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสียหายที่ 1 นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่มีสิทธิจะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่ใดโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยมาอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านพาไปห้องนอนและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าจำเลยแยกสิทธิของผู้ปกครองของจำเลยที่ 2 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 นั้น เห็นว่า จำเลยฎีกายอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายที่ 1 ว่า พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาดดังนี้แสดงว่าอวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง ส่วนจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ ย่อมมิใช่สาระสำคัญ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 227 ม. 317
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษณ์
จำเลย — นายณรงค์ คำจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 848/2548
#269626
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 371 วรรคแรก มีความมุ่งหมายเพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแล โดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล การที่จำเลยอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านพาไปห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าจำเลยแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม

จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายที่ 1 ว่าพบเยื่อพรหมจารีฉีกขาด ดังนี้ แสดงว่าอวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ส่วนจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ย่อมมิใช่สาระสำคัญ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 317, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษฐานกระทำชำเราเด็ก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง จำคุก 10 ปี ฐานพรากเด็กเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์ จำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เด็กหญิง ฮ. ผู้เสียหายที่ 1 อายุ 10 ปีเศษ อยู่ในความปกครองดูแลของนาง ก. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นยาย ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องผู้เสียหายที่ 1 ออกจากบ้านของผู้เสียหายที่ 2 ไปเล่นกับเพื่อนอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย และผู้เสียหายที่ 1 นั่งอยู่คนเดียวที่รถยนต์กระบะของจำเลยที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้าน จำเลยอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านเข้าไปในห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านของจำเลย โดยขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้านจำเลยก่อนแล้ว จำเลยไม่มีส่วนในการนำพาไปที่บ้านของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคแรก บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควรพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลต้องระวางโทษฯ" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีความุม่งหมาย เพื่อให้ความคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาผู้ปกครองหรือผู้ดูแลที่มีต่อผู้เยาว์มิให้ผู้ใดพาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไม่จำกัดว่าจะกระทำด้วยวิธีใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 1 นั่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านของจำเลย แต่ผู้เสียหายที่ 1 ก็ยังอยู่ในความปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 2 จำเลยไม่มีสิทธิจะพาผู้เสียหายที่ 1 ไปยังที่ใดโดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่ยินยอม การที่จำเลยมาอุ้มผู้เสียหายที่ 1 ขึ้นไปบนบ้านพาไปห้องนอนแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ถือว่าจำเลยแยกสิทธิปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ในการควบคุมดูแลผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยเป็นการพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 นั้น เห็นว่า จำเลยฎีกายอมรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยนำอวัยวะเพศของจำเลยใส่อวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 และได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจพิสูจน์ผู้เสียหายที่ 1 ว่า พบเยื่อพรหมจารีฉีกขาด ดังนี้แสดงว่าอวัยวะเพศของจำเลยได้ล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายที่ 1 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ส่วนจำเลยจะสำเร็จความใคร่หรือไม่ย่อมมิใช่สาระสำคัญ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 277 วรรคสอง ม. 317 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายณรงค์ คำจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ ทาวุฒิ
จรัส พวงมณี
นินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ