คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1029/2548
#269575
เปิดฉบับเต็ม

คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 จะอนุญาตให้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ แต่การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุดที่โจทก์พึงนำมาแสดง ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งคำให้การรับสารภาพดังกล่าวด้วย

แม้คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมจะมีใจความสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรี ว. แต่บันทึกคำให้การรับสารภาพที่พันตำรวจตรี ว. ได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนบันทึกคำให้การรับสารภาพ โดยให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ กลับมีใจความที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คงมีแต่ข้อความในสามบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่พอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยที่ 2 ถูกตรวจค้นและจับกุมในขณะเกิดเหตุ แต่ก็มิได้แสดงให้เห็นด้วยว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมจึงขัดแย้งกันเองในข้อสำคัญ และมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อของพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนด้วย เพราะนอกจากคำให้การตามคำให้การรับสารภาพซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ จะขัดแย้งตรงกันข้ามกับคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว ยังปรากฏว่าหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 กับพวกเวลา 0.30 นาฬิกา จนถึงเวลาที่จำเลยที่ 2 ถูกส่งตัวให้แก่พนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ถูกสอบปากคำอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และเมื่อพันตำรวจตรี ช. พนักงานสอบสวนได้รับตัวจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว ได้ทำการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ที่นำตัวจำเลยส่งไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพไว้ด้วย ดังนั้น การสอบปากคำจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำจำเลยที่ 2 ไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพจึงมีเหตุสมควรสงสัยว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 2 มีความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ และมีผลกระทบต่อน้ำหนักความน่าเชื่อของคำรับสารภาพที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 ด้วย พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 38 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 19 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ให้การรับสารภาพแต่กลับเบิกความช่วยจำเลยที่ 2 จึงเห็นสมควรลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม เท่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 25 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 19 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจตรีวาทินซึ่งเป็นสารวัตรสืบสวนได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่ลูกค้าในท้องที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ จึงตั้งด่านตรวจที่ตู้สายตรวจตำบลทับกฤชตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เพื่อตรวจค้นรถที่ผ่านไปมาจนถึงเวลาเที่ยงคืนก็ยังไม่พบผู้กระทำความผิด พันตำรวจตรีวาทินจึงใช้วิธีการนำกำลังออกตรวจท้องที่แทน และเมื่อถึงบริเวณศาลาเกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหญิง 2 คน และชาย 1 คน ตรงกับที่สายลับรายงานว่าเป็นคนที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ พันตำรวจตรีวาทินกับพวกจึงเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ขอทำการตรวจค้นและยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ฟังได้ยุติข้างต้น และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปรากฏตามบันทึการจับกุม หมาย จ. 1 และบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 4 กับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 และนำชี้ที่เกิดเหตุตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ หมาย จ. 11 กับภาพถ่าย หมาย จ. 12 และ จ. 14 ตามลำดับ

จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน เนื่องจากมีความรักใคร่ชอบพอกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์รับจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวงานกาชาดที่ตลาดปากน้ำโพ และออกจากงานเพื่อกลับบ้านเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน เมื่อผ่านศาลาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 แวะเข้าไปจอดรถพูดกับหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในศาลานั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ยืนรออยู่ ต่อมาไม่นานนัก มีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมและค้นพบเมทแอมเฟตามีนได้ที่ใต้ถุนศาลาเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การว่าไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังถูกนำตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจตั้งแต่เที่ยงคืน จนกระทั่งรุ่งเช้า และเจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟัง ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 จะไม่ลงลายมือชื่อ

พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุเพียงสองปาก คือ พันตำรวจตรีวาทินกับจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามที่ศาลาเกิดเหตุ แต่การที่ได้ความจากคำเบิกความของพยานทั้งสองปากนี้เพียงว่าขณะจับกุมจำเลยทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกันในศาลาที่เกิดเหตุซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 12 ว่าอยู่ด้านตรงกันข้ามกับใต้ถุนศาลาด้านที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อน และไม่ได้ความด้วยว่าขณะที่เข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 มีการกระทำอย่างใดบ้างที่แสดงว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์ที่อาจรับฟังพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ จึงคงมีเพียงคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินเกี่ยวกับที่มาของการเข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน สำหรับคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินเกี่ยวกับที่มาของการเข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามนั้น ได้ความจากคำเบิกความตอบคำซักถามว่า ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจตรีวาทินสืบทราบโดยได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีคนนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่ลูกค้าในท้องที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และเมื่อตั้งด่านตรวจเพื่อทำการตรวจค้นรถที่ผ่านไปมาเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงแล้วยังไม่ได้ผล พันตำรวจตรีวาทินจึงใช้วิธีการนำกำลังออกตรวจท้องที่แทน เมื่อถึงศาลาที่เกิดเหตุเห็นผู้หญิง 2 คน และชาย 1 คน นั่งอยู่ในศาลา ตรงกับที่สายลับรายงานว่าจะเป็นคนนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ และเห็นมีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ จำนวน 2 คัน จอดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของศาลาดังกล่าวด้วย แต่เมื่อเบิกความตอบคำถามค้าน กลับได้ความว่าสายลับไม่ได้ระบุสถานที่แน่ชัดว่าตกลงรับมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่ใดและไม่ได้ระบุชื่อคนรับและคนส่งเมทแอมเฟตามีน คงรายงานแต่เพียงว่าคนร้ายจะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ และศาลาเกิดเหตุไม่มีเสาไฟฟ้าสาธารณะ มีเพียงแสงสว่างจากไฟรถจักรยานยนต์ของพวกพันตำรวจตรีวาทินเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุพันตำรวจตรีวาทินได้รับข้อมูลจากสายลับเพียงว่าคนร้ายซึ่งจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบในท้องที่ที่พันตำรวจตรีวาทินรับผิดชอบ จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะแต่สายลับมิได้ระบุยี่ห้อหรือลักษณะพิเศษของรถจักรยานยนต์ดังกล่าว และการที่พันตำรวจตรีวาทินนำพวกเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามก็เพราะเห็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าศาลาเกิดเหตุด้วยแสงสว่างจากไฟรถยนต์ของพวกพันตำรวจตรีวาทินเท่านั้น นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ. 14 ยังเห็นได้ด้วยว่าแสงสว่างจากรถยนต์ของพวกพันตำรวจตรีวาทินดังกล่าวไม่น่าจะส่องสว่างไปถึงจุดที่โจทก์นำสืบว่าเห็นจำเลยทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกันในศาลาที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์ส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าพันตำรวจตรีวาทินมีข้อมูลมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการที่จำเลยทั้งสามอยู่ด้วยกันในศาลาเกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชนและในยามวิกาลก็ไม่อาจถือว่าเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด

ส่วนคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้น แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 จะอนุญาตให้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ แต่การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อของพยานหลักฐานดังกล่าวต้องทำด้วยความระมัดระวังเพราะมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุดที่โจทก์พึงนำมาแสดง ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งคำให้การรับสารภาพดังกล่าวด้วย โจทก์มีพันตำรวจตรีวาทินเบิกความตอบคำซักถามเกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนได้ความว่า เมื่อจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ค้นได้ถุงพลาสติกซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่รวมกันแล้ว จึงนำจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง และรถจักรยานยนต์ไปที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจนับและสอบปากคำ จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นคนสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากอำเภอเก้าเลี้ยวเพื่อขายและเคยนำเอาเมทแอมเฟตามีนมาขายที่บริเวณศาลาเกิดเหตุหลายครั้งแล้ว นอกจากนี้ยังค้นได้เงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 18,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมหมาย จ. 1 และพันตำรวจตรีวาทินยังได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้วย แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อความในบันทึกทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว เห็นว่า แม้คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุม หมาย จ. 1 จะมีใจความสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินดังกล่าวข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอเก้าเลี้ยวเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 และมีข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอเก้าเลี้ยวมาให้ที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง โดยขับรถจักรยานยนต์ตามกันมาเมื่อถึงศาลาเกิดเหตุกำลังจะแยกย้ายกันก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน แต่บันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 กลับมีใจความที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ข้อความในบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 เกือบทั้งฉบับเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ไปหาหลานสาวซึ่งเรียนหนังสืออยู่ที่อำเภอเมืองนครสวรรค์โดยมีจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะ คงมีแต่ข้อความในสามบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่พอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยที่ 2 ถูกตรวจค้นและจับกุมในขณะเกิดเหตุ ทั้งข้อความดังกล่าวที่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 1 ออกจากบ้านหลานสาวจำเลยที่ 2 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เมื่อถึงศาลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 รออยู่ที่ศาลานั้น และพูดโทรศัพท์ตลอดมาจนพบกับเจ้าพนักงานตำรวจที่ขอตรวจค้นและจับกุมก็แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธเพราะข้อความดังกล่าวมิได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพดังที่พันตำรวจตรีวาทินอ้าง ทั้งมิได้แสดงให้เห็นด้วยว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ว่าในทางใดก็ตาม พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมจึงขัดแย้งกันเองในข้อสำคัญและไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อของพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนด้วย เพราะนอกจากคำให้การตามคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 ซึ่งวินิจฉัยข้างต้นว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ จะขัดแย้งตรงกันข้ามกับคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 แล้ว การที่ได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ผู้ร่วมจับกุมว่าหลังจากจับกุมและนำตัวจำเลยทั้งสามมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสงเมื่อเวลา 0.30 นาฬิกา ตนเพิ่งมาลงชื่อในบันทึกการจับกุมหมาย จ. 1 ช่วงเกือบเช้าของวันที่ 28 ธันวาคมนั้น ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามของพันตรีชำนาญ จำปีเจริญสุข พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสามถูกจับกุมเวลาประมาณเที่ยงคืน แต่พันตำรวจตรีวาทินกับพวกนำตัวมาส่งให้ตนตอน 8 นาฬิกา ซึ่งตรงกับที่ได้ความตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาหมาย จ. 9 ว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 กับพวกได้ที่ศาลาเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2544 เวลา 0.30 นาฬิกา มีการนำตัวจำเลยกับพวกไปที่ห้องสืบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสง และมีเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนสอบปากคำจำเลยที่ 2 เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดร่วมกันจนเวลาประมาณ 8 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจที่ทำการจับกุมจึงส่งตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่พนักงานสอบสวน แสดงว่าชั้นจับกุมจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 2 ถูกส่งตัวให้แก่พนักงานสอบสวนจำเลยที่ 2 ถูกสอบปากคำอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และเมื่อพันตำรวจตรีชำนาญ พนักงานสอบสวนได้รับตัวจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว ได้ทำการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ที่นำตัวจำเลยส่งไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพไว้ด้วย ดังปรากฏตามวันที่และวันที่กับเวลาที่ลงกำกับในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบกับคำรับสารภาพ หมาย จ. 11 นั่นเอง ฉะนั้นการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำจำเลยที่ 2 ไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพจึงมีเหตุควรสงสัยว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 2 มีความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ และมีผลกระทบต่อน้ำหนักความน่าเชื่อของคำรับสารภาพที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 ด้วย พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อเช่นกัน ทำให้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่เชื่อฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 226 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์
จำเลย — นายประจวบ ม้าเทศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
หัสดี ไกรทองสุก
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1024/2548
#269610
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินระบุข้อตกลงว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคารฯ โจทก์ ข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ครบถ้วน ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม และมิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าหากไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้อง จึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และได้ปรับอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราที่กำหนดไว้ตามสัญญากลายเป็นเบี้ยปรับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 211,000 บาท ตกลงยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีหรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่โจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ดังกล่าวตามประกาศของโจทก์โดยไม่จำต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า และในกรณีที่จำเลยผิดนัดยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้แต่ไม่เกินอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า โจทก์คิดดอกเบี้ยได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี ในวันเดียวกันจำเลยได้จดทะเบียนจำนองห้องชุด พร้อมส่วนควบเป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์หลังจากทำสัญญาจำเลยชำระหนี้บางส่วนแล้วแต่ไม่ได้ชำระหนี้เป็นประจำทุกเดือนค้างชำระติดต่อกันหลายงวด ในระหว่างสัญญาโจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยรวม 19 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจากอัตราร้อยละ 15 ต่อปีเป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี โจทก์ทวงถามและมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 223,377.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 198,288.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,065.72 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 223,377.15 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 198,288.32 บาท นับแต่วันที่ 17 เมษายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์และจดทะเบียนจำนองห้องชุดตามฟ้องเพื่อประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ซึ่งโจทก์อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้และยินยอมเสียดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของโจทก์ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้า ในวันทำสัญญาโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี และต่อมาโจทก์ได้ปรับอัตราดอกเบี้ยรวม 19 ครั้ง ครั้งสุดท้ายจากอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินเป็นเบี้ยปรับหรือไม่เห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 ระบุไว้ชัดเจนว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้และผู้กู้ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยใหม่ตามประกาศของธนาคารฯ โดยผู้ให้กู้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้กู้ทราบล่วงหน้าทั้งนี้ให้ถือปฏิบัติเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญานี้ให้แก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามข้อสัญญาดังกล่าวจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ครบถ้วนตามสัญญาได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ไม่ว่าจำเลยจะผิดนัดหรือไม่ก็ตามข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าหากไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรจึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะยอมผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยในครั้งแรกอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้และต่อมาโจทก์ไปปรับอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราที่กำหนดไว้ตามสัญญากลายเป็นเบี้ยปรับไป ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยตามสัญญาเป็นเบี้ยปรับและลดดอกเบี้ยลงเหลืออัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางอุไรวรรณ แท่นรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2548
#266340
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 ว. ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยสาขาบางบอน โดยมี ส. จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1857 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ที่ 1 กับ ว. ทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยสาขาบางแค โดยโจทก์ทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 กับ ว. ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินครบถ้วนแล้วดังนั้น หนี้ประธานจึงระงับสิ้นไป หนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) ฉะนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง

หนี้ประธานทั้งสองจำนวนที่มีอยู่แก่จำเลยเกิดขึ้นคนละสาขากัน และได้มีการทำสัญญาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เต็มจำนวนหนี้ที่มีอยู่แต่ละสัญญา สัญญาจำนองประกันหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางแค จึงแยกต่างหากจากกันมิได้มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางบอน แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อความที่ว่าเป็นประกันหนี้ทุกประเภททุกอย่างในข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจึงหมายถึงหนี้ประกันแต่ละสัญญา หารวมถึงหนี้คนละประเภทและคนละสาขากัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 99748, 99749, 99750 และ 99751 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 99748 ถึง 99751 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินที่ยึดถือไว้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์กันเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ที่ 1 กับนายวิศาล ทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยสาขาบางแค จำนวน 4,200,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว แต่การที่โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นประกันหนี้แก่จำเลยนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายวิศาล ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยสาขาบางบอน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 วงเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งในส่วนของหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนี้ ได้มีนางไสว จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1857 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันเต็มวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี เมื่อโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจำนองหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลในเวลาต่อมา ก็เป็นการจำนองประกันในวงเงิน 4,200,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน จากข้อเท็จจริง หนี้ประธานทั้งสองจำนวนที่มีอยู่แก่จำเลยเกิดขึ้นคนละสาขากัน และได้มีการทำสัญญาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เต็มจำนวนหนี้ที่มีอยู่แต่ละสัญญา สัญญาจำนองประกันหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางแค จึงแยกต่างหากจากกันมิได้มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางบอน แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อความที่ว่าเป็นประกันหนี้ทุกประเภททุกอย่างในข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจึงหมายถึงหนี้ประกันแต่ละสัญญา หารวมถึงหนี้คนละประเภทและคนละสาขากันดังเช่นจำเลยฎีกาไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่จำเลยสาขาบางแคอันเป็นหนี้ประธานระงับสิ้นไปแล้ว หนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 744 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ แซ่จังหรือวิเศษคุณธรรม กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายรังสรรค์ วิจิตรไกรสร
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1023/2548
#267922
เปิดฉบับเต็ม

ว. ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับธนาคารจำเลยสาขาบางบอนโดยมี ส. จำนองที่ดินเป็นประกัน ต่อมาโจทก์ที่ 1 กับ ว. กู้ยืมเงินจากธนาคารจำเลยสาขาบางแค โดยมีโจทก์ทั้งสองจำนองที่ดินเป็นประกัน หนี้ประธานทั้งสองจำนวนเกิดขึ้นต่างสาขากัน และโจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเต็มจำนวนหนี้ที่มีอยู่แต่ละสัญญาแล้ว สัญญาจำนองประกันหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางแค จึงแยกต่างหากจากหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางบอน ไม่มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กัน ดังนั้น ข้อความที่ว่าเป็นประกันหนี้ทุกประเภททุกอย่างในข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองที่โจทก์ทั้งสองทำกับจำเลยสาขาบางบอนจึงหมายถึงหนี้ประกันแต่ละสัญญา มิรวมถึงหนี้คนละประเภทและคนละสาขากัน เมื่อโจทก์ที่ 1 และ ว. ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่จำเลยสาขาบางแค อันทำให้หนี้ประธานระงับสิ้นไปแล้ว หนี้ตามสัญญาจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงระงับไปด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 (1) แม้ ว. ยังเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่มีอยู่ต่อจำเลยสาขาบางบอนก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยสาขาบางแคโดยโจทก์ทั้งสองได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 99748, 99749, 99750 และ 99751 ไว้แก่จำเลยเพื่อประกันเงินกู้ของนายวิศาล วิเศษคุณธรรม และโจทก์ที่ 1 ที่มีต่อจำเลยทั้งที่มีอยู่แล้วและที่จะมีขึ้นในภายหน้าทุกลักษณะทุกประเภทนี้ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่จำเลยจนครบถ้วนแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยนำโฉนดที่ดินเลขที่ 99748, 99749, 99750 และ 99751 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินและคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า นายวิศาล วิเศษคุณธรรม ยังเป็นหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่จำเลยสาขาบางบอน โจทก์ทั้งสองต้องผูกพันรับผิดในหนี้ดังกล่าว จำเลยจึงชอบที่จะปฏิเสธการไถ่ถอนจำนองได้และไม่เป็นการละเมิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 99748 ถึง 99751 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินที่ยึดถือไว้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 นายวิศาล วิเศษคุณธรรม ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยสาขาบางบอน ในวงเงิน 10,000,000 บาท โดยมีนางไสว กลีบบัว จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1857 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลทำสัญญากู้ยืมเงินจากจำเลยสาขาบางแคจำนวน 4,200,000 บาท โดยโจทก์ทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกัน ต่อมาโจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่จำเลยสาขาบางบอนจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงให้แก่โจทก์ทั้งสอง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าจำเลยต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงและคืนโฉนดที่ดินพิพาททั้งสี่ฉบับแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองกับจำเลยมีนิติสัมพันธ์กันเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ที่ 1 กับนายวิศาล วิเศษคุณธรรม ทำสัญญากู้ยืมเงินจำเลยสาขาบางแค จำนวน 4,200,000 บาท ตามสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.2 โดยโจทก์ทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว แต่การที่โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นประกันหนี้แก่จำเลยนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่นายวิศาล วิเศษคุณธรรม ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับจำเลยสาขาบางบอน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2534 วงเงิน 10,000,000 บาท ซึ่งในส่วนของหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีนี้ได้มีนางไสว กลีบบัว จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 1857 แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันเต็มวงเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี เมื่อโจทก์ทั้งสองทำสัญญาจำนองหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินของโจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลในเวลาต่อมา ก็เป็นการจำนองประกันในวงเงิน 4,200,000 บาท เท่ากับจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน โดยที่สัญญาจำนองและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็นประกันระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยตามเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นว่าสัญญาจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่กระทำกันในภายหลังนี้เกี่ยวข้องกับหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่นายวิศาลมีอยู่แก่จำเลยก่อนหน้านั้น ทำให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าไม่ประสงค์ที่จะนำที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงไปเกี่ยวข้องกับหนี้เบิกเงินเกินบัญชีที่มีอยู่ต่อจำเลยสาขาบางบอน ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 กับนายวิศาลชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินแก่จำเลยสาขาบางแคอันเป็นหนี้ประธานระงับสิ้นไปแล้ว หนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 (1) ฉะนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยฎีกาว่าสัญญาจำนองและข้อความต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 มีข้อตกลงว่าหนี้สินและภาระผูกพันใดๆ ที่จำนองเป็นประกัน ได้แก่หนี้สินและภาระผูกพันทุกประเภททุกอย่าง ที่มีต่อผู้รับจำนองแล้วในเวลานี้และที่จะมีขึ้นต่อไปในภายหน้าเมื่อหนี้สินและภาระผูกพันประเภทใดประเภทหนึ่งหรืออย่างใดอย่างหนึ่งระงับสิ้นไปแต่หนี้สินและภาระผูกพันประเภทอย่างอื่นยังมีอยู่หรือจะมีต่อไปในภายหน้า สัญญาจำนองไม่ระงับสิ้นไปคงผูกพันเป็นประกันต่อไป เมื่อปรากฏว่านายวิศาลยังคงเป็นหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่มีอยู่ต่อจำเลยสาขาบางบอนอยู่ สัญญาจำนองไม่ระงับสิ้นไปนั้น เห็นว่า หนี้ประธานทั้งสองจำนวนที่มีอยู่แก่จำเลยเกิดขึ้นคนละสาขากันและได้มีการทำสัญญาจำนองเป็นประกันการชำระหนี้เต็มจำนวนหนี้ที่มีอยู่แต่ละสัญญา สัญญาจำนองประกันหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางแค จึงแยกต่างหากจากกัน มิได้มีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยสาขาบางบอน แต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ข้อความที่ว่าเป็นประกันหนี้ทุกประเภททุกอย่างในข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองจึงหมายถึงหนี้ประกันแต่ละสัญญา หารวมถึงหนี้คนละประเภทและคนละสาขากันดังเช่นจำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายไพโรจน์ แซ่จังหรือวิเศษคุณธรรม กับพวก
จำเลย — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1013/2548
#269559
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้มิได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และวันเวลาที่จำเลยจะต้องจัดทำระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็พึงอนุมานได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการจัดทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วในระยะเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาที่ให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาเสร็จสิ้น โจทก์ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยตามสัญญาตลอดมาจนถึงงวดที่ 17 จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนายความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จ และนับแต่วันทำสัญญาจนถึงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเป็นเวลานานถึง 7 ปี จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไว้จากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินแต่ละจำนวนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการเมืองทองเอ็กซ์คลูซีฟกับจำเลย โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วรวมเป็นเงิน 1,786,229 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่จัดทำสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามโครงการให้แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์โจทก์มอบหมายให้ทนายความบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้ว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าหนังสือบอกกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจำเลยมีหน้าที่คืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวน 2,717,910.96 บาท และขอให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,786,229 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,786,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 ต้นเงิน 709,131 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2538 ต้นงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ต้นเงิน 60,594 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจำชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดการแล้วเสร็จและวันโอนกรรมสิทธิ์ไว้ โจทก์เองก็มิได้ดำเนินการอย่างใดที่จะชำระหนี้ตามสัญญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้เป็นระยะเวลาที่สั้นและกระชั้นชิดมิใช่ระยะเวลาพอสมควรตามกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย หากจะเรียกได้ก็เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้โดยละเอียดชัดเจนซึ่งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ในสัญญาจะมิได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และวันเวลาที่จำเลยจะต้องจัดทำระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็พึงอนุมานได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการจัดทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วในระยะเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาที่ให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาเสร็จสิ้น โจทก์ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยตามสัญญาตลอดมาจนถึงงวดที่ 17 จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จ และนับแต่วันทำสัญญาจนถึงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเป็นเวลานานถึง 7 ปี จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาแล้วนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม้โจทก์จะกำหนดเวลาให้จำลยนานกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจำเลยก็ไม่อาจชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไว้จากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินแต่ละจำนวนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่โต้เถียงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มาอีกนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก"

พิพากษายกฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 391 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปรียทัศน์ ธรรมปราโมทย์
จำเลย — บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1008/2548
#269549
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นภายหลังจากจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ข้อตกลงที่ยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้แม้จะอยู่ในระยะเวลาที่ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราคงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าทำนองเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ อุทธรณ์ของโจทก์ที่โต้เถียงคำพิพากษาศาลชั้นต้นตรงต่อศาลฎีกาไม่อาจหักล้างเหตุแห่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้นได้และไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อที่เป็นสาระแก่คดีที่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 484,798.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 440,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 599.20 บาท ทุก 3 ปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 440,816.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6.5 ต่อปี จากต้นเงิน 440,000 บาท นับแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2544 หลังจากนั้นให้คิดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 78340 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ทั้งสามครั้งนับตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นมาจนถึงวันที่ 1 มีนาคม 2545 เป็นเบี้ยปรับหรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์เป็นการปรับตามข้อตกลงกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญามิได้มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ และตามหนังสือสัญญากู้เงิน ข้อ 4 ได้มีข้อตกลงเรื่องเบี้ยปรับไว้แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นแสดงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยไว้โดยละเอียดชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นภายหลังจากจำเลยทั้งสามผิดนัดชำระหนี้ ข้อตกลงที่ยอมให้โจทก์ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้แม้จะอยู่ในระยะเวลาที่ต้องเสียดอกเบี้ยอัตราคงที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าทำนองเบี้ยปรับ ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงได้ ตรงตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034/2545 ระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นางสาวณัฐนี ตันธนาทิพย์ชัย กับพวกรวม 2 คน จำเลย ซึ่งมีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกัน อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ไม่อาจหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลชั้นต้นได้และไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายเห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้เป็นอุทธรณ์ในข้อที่เป็นสาระแก่คดีที่ไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ข้อหลังที่ว่า ตามหนังสือสัญญากู้เงิน จำเลยทั้งสามตกลงจะเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์จนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยทุกสามปีภายหลังวันฟ้องแก่โจทก์ด้วยนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยทั้งสามมีหน้าที่ตามสัญญากู้เงินที่จะต้องเอาประกันภัยสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่โจทก์ โดยยินยอมให้โจทก์จัดการทำประกันภัยทรัพย์จำนองได้เอง และเมื่อโจทก์ทดรองจ่ายเบี้ยประกันภัยแทนไปก่อน จำเลยทั้งสามตกลงจะชำระเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อหน้าที่ที่จำเลยทั้งสามจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยภายหลังวันฟ้อง เป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคต จึงจะถือว่าจำเลยทั้งสามละเลยเสียไม่ชำระหนี้ของตนนั้นยังไม่ได้ กรณียังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยทั้งสามตามกฎหมายที่จะฟ้องให้จำเลยทั้งสามรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำขอในส่วนนี้ของโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเฉพาะข้อหาที่ไม่รับวินิจฉัยเพียง 250 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นายสาวสุกันยา แย้มขจร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1000/2548
#267901
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ให้ยกคำร้องขอคืนของกลาง โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบตามคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชีขาดคดีไปแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางอีกครั้งในวันที่ 20 มีนาคม 2544 โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับ ซึ่งเป็นอย่างเดียวกันกับคำร้องฉบับแรกจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 134 วรรคหนึ่ง 160 ทวิ และริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 19 มิถุนายน 2543 ว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นของผู้ร้องที่ผู้ร้องให้จำเลยเช่าซื้อไป ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยกระทำความผิด ขอให้สั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 เมื่อถึงวันนัดผู้ร้องไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องของผู้ร้องและยกคำร้องต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2544 ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนของกลางอีกครั้ง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วให้งดไต่สวนคำร้อง และมีคำสั่งว่าคดีนี้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีของผู้ร้องในการขอคืนของกลางไปแล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอคืนของกลางอีก เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยให้เหตุผลว่าผู้ร้องไม่มีพยานมาสืบตามคำร้อง เท่ากับศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลางในคดีนี้อีกครั้งในวันที่ 20 มีนาคม 2544 โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจให้จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับ ซึ่งเป็นอย่างเดียวกันกับคำร้องฉบับแรกที่ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้วกรณีจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัทฐิติกร จำกัด
จำเลย — นายณัฐพล พุกวีระ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2548
#269600
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งรถยนต์ 1 คัน ไปจากโจทก์ในราคา 6,393,600 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 447,552 บาท จำเลยตกลงชำระค่าเช่าและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือน เดือนละ 142,542 บาท โดยแยกเป็นค่าเช่าเดือนละ 133,200 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 9,324 บาท รวม 48 เดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 6 กรกฎาคม 2538 และทุกวันที่ 6 ของเดือนถัดไป เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าและหากจำเลยที่ 1 มิได้กระทำผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าในราคา 934,579.44 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับรถยนต์ไปแล้วในวันทำสัญญาเช่าแม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายถึงลักษณะของการเช่าแบบลิสซิ่งว่าเป็นสัญญาแบบใด มีผลใช้บังคับได้อย่างไร แต่เมื่อพิจารณาแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่าโจทก์นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดและหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าได้ตามราคาที่ระบุไว้ในสัญญา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

สัญญาเช่าแบบลิชซิ่งตามคำฟ้องโจทก์นั้นโจทก์ผู้ให้เช่าให้คำมั่นจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อครบสัญญาเช่าแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า 934,579.44 บาท หากมิได้ผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาเช่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ามิได้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าทันที สัญญานี้จึงมิใช่สัญญาเช่าซื้อตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 572 เพราะสัญญาเช่าซื้อนั้นเมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบแล้วกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมโอนไปยังผู้เช่าซื้อทันที ดังนั้น สัญญาเช่าตามคำฟ้องโจทก์จึงหาใช่สัญญาเช่าซื้อที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,065,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 172,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2541 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งเป็นสัญญาที่ไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ โจทก์ต้องบรรยายให้ชัดเจนว่าเป็นสัญญาเช่าแบบใด มีผลบังคับได้อย่างไร แต่โจทก์หาได้บรรยายไม่ ทำให้จำเลยทั้งสองไม่เข้าใจคำฟ้องของโจทก์ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าแบบลิสซิ่งรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ หมายเลขทะเบียน 6 ฬ - 1999 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา 6,393,600 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น 447,552 บาท จำเลยตกลงชำระค่าเช่าและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายเดือน เดือนละ 142,542 บาท โดยแยกเป็นค่าเช่าเดือนละ 133,200 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 9,324 บาท รวม 48 เดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 6 กรกฎาคม 2538 และทุกวันที่ 6 ของเดือนถัดไป เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าและหากจำเลยที่ 1 มิได้กระทำผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาเช่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าในราคา 934,579.44 บาท จำเลยที่ 1 ได้รับรถยนต์ไปแล้วในวันทำสัญญาเช่า ซึ่งถึงแม้โจทก์จะไม่ได้บรรยายถึงลักษณะของการเช่าแบบลิสซิ่งว่าเป็นสัญญาแบบใด มีผลใช้บังคับได้อย่างไร แต่เมื่อพิจารณาแล้วย่อมเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่าโจทก์นำรถยนต์ให้จำเลยที่ 1 เช่าโดยมีข้อตกลงว่าเมื่อครบกำหนดและหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้ผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญา จำเลยที่ 1 มีสิทธิซื้อรถยนต์ที่เช่าได้ตามราคาที่ระบุไว้ในสัญญาฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งตามคำฟ้องโจทก์เป็นสัญญาเช่าซื้อเมื่อไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร มาตรา 118 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานไม่ได้หรือไม่ เห็นว่า สัญญาเช่าแบบลิสซิ่งตามคำฟ้องโจทก์นั้นโจทก์ผู้ให้เช่าให้คำมั่นจะขายทรัพย์ที่เช่าให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อครบสัญญาเช่าแล้ว โดยจำเลยที่ 1 มีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า 934,579.44 บาท หากมิได้ผิดข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาเช่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่ามิได้ตกเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เช่าทันที สัญญานี้จึงมิใช่สัญญาเช่าซื้อตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 ตามที่ศาลล่างทั้งสองรับฟังมา เพราะสัญญาเช่าซื้อนั้นเมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อครบแล้วกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อย่อมโอนไปยังผู้เช่าซื้อทันที ดังนั้น สัญญาเช่าตามคำฟ้องโจทก์ จึงหาใช่สัญญาเช่าซื้อที่จะต้องปิดอากรแสตมป์ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าซื้อแม้มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ใช้เป็นพยานหลักฐานได้เพราะจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้ทำสัญญาดังกล่าวแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนวลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทอาร์ทควอลิตี้โปรดักส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2548
#271813
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ในตำแหน่งเป็นนายเรือ โดยมีข้อตกลงตามสัญญาว่าในกรณีเรือที่ลูกจ้างทำงานเดินทางกลับมาถึงท่าเรือกรุงเทพฯ ภายหลังวันครบกำหนดสัญญาจ้างมิให้ถือว่าเป็นการต่อสัญญาจ้างหรือเป็นการจ้างโดยมิได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด การที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคหนึ่งนั้น เป็นการอุทธรณ์ให้มีการตีความข้อความในสัญญาว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับหรือไม่เป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย และที่โจทก์อุทธรณ์ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีระยะเวลาติดต่อกันมาโดยตลอด หาได้สิ้นสุดเป็นคราว ๆ ไม่ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา เป็นการอุทธรณ์ให้ตีความสัญญาว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับหรือไม่ กับเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 157,173.33 บาท ค่าชดเชย 438,533.33 บาท และค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 252,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวทุกจำนวน นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 157,173.33 บาท และค่าชดเชย 438,533.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 12 กรกฎาคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งนายเรือตามสัญญาจ้างฉบับที่ 1 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2543 มีกำหนดเวลา 6 เดือน เมื่อครบกำหนดแล้วได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่ทุกระยะ 6 เดือน อีก 6 ฉบับ ฉบับสุดท้ายครบกำหนดวันที่ 15 เมษายน 2547 โดยมีข้อตกลงตามสัญญาว่าในกรณีเรือที่ลูกจ้างทำงานเดินทางกลับมาถึงเมืองท่ากรุงเทพมหานครภายหลังวันครบกำหนดสัญญาจ้างมิให้ถือว่าเป็นการต่ออายุสัญญาจ้างหรือเป็นการจ้างโดยมิได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด แล้ววินิจฉัยว่าสัญญาจ้างเป็นสัญญาที่มีกำหนดระยะเวลา เมื่อเรือที่โจทก์ทำงานกลับถึงประเทศไทยในวันที่ 30 เมษายน 2547 และจำเลยได้บอกเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2547 ทันที จึงเป็นการเลิกสัญญาตามกำหนดและข้อตกลงดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 3.1 ว่า ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวเป็นโมฆะเพราะขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง กับอุทธรณ์ข้อ 3.2 ว่าสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยมีระยะเวลาติดต่อกันมาโดยตลอด หาได้สิ้นสุดเป็นคราว ๆ ไม่ จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลานั้นเป็นการอุทธรณ์ให้มีการตีความข้อความในสัญญาว่าชอบด้วยกฎหมายและมีผลบังคับหรือไม่ กับเป็นสัญญาที่มีกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่ จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ส่วนอุทธรณ์ข้อ 3.3 มิได้เป็นการโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางเกี่ยวกับค่าชดเชยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้แล้ว เป็นแต่เพียงข้ออุทธรณ์ที่เสริมเหตุผลของอุทธรณ์ ข้อ 3.2 เท่านั้น เป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ข้อนี้ชอบแล้ว"

ให้รับอุทธรณ์ข้อ 3.1 และ 3.2 ของโจทก์ไว้เพื่อดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชลยุทธ เดชะคุปต์
จำเลย — บริษัทกันกุล เทรดดิ้ง แอนด์ เอเยนซี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 986/2548
#266439
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืน ศาลมีคำสั่งอนุญาตโดยสั่งจ่ายเช็คให้โจทก์ไป แต่ตราบใดที่โจทก์มิได้นำเช็คไปเรียกเก็บจากธนาคาร เงินดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาล ถ้าโจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตเงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2539 และสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์จำนวน 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 19 มกราคม 2541 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และทนายโจทก์ได้รับเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 80,000 บาท ไปจากศาลเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 ต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องว่า ทนายโจทก์ทำเช็คค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนหาย ขอให้ศาลจ่ายเงินจำนวน 80,000 บาท แก่โจทก์แทนเช็คฉบับดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าศาลนำเงินค่าธรรมเนียมที่สั่งคืนส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินแล้ว ประกอบกับโจทก์ยื่นคำร้องฉบับนี้เมื่อพ้น 5 ปี นับแต่มีสิทธิได้รับคืน โจทก์จึงไม่อาจขอรับเงินดังกล่าวได้ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่าขึ้นศาลที่ศาลสั่งคืนจำนวน 80,000 บาท ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและสั่งคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท แม้โจทก์ได้แถลงขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2541 และศาลมีคำสั่งอนุญาตโดยสั่งจ่ายเป็นเช็คให้โจทก์ไปเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 ก็ตาม แต่ตราบใดที่โจทก์มิได้นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินจากธนาคาร เงินดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาล ซึ่งถ้าโจทก์มิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาต เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นของแผ่นดินตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ดังนั้น เมื่อโจทก์มายื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจ่ายเงินค่าขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 14 ตุลาคม 2546 ซึ่งพ้นกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่ศาลสั่งอนุญาตให้โจทก์รับไปเงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินไปแล้วที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาไม่คืนเงินให้โจทก์นั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — นางสุพร้อม ชัยกูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางวาสนา อัจฉรานุวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 983/2548
#267936
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง กำหนดให้ผู้ฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาต้องสาบานตัวด้วยตนเอง จึงมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาสาบานตัวแทนไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 18 เมษายน 2540 จากต้นเงินจำนวน 380,000 บาท นับแต่วันที่ 21 เมษายน 2540 จากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 24 เมษายน 2540 และจากต้นเงินจำนวน 420,000 บาท นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้สวมสิทธิแทนโจทกับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และผู้สวมสิทธิแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์และยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์โดยนายพงศ์ศักดิ์ พูนเจริญ ผู้รับมอบอำนาจจำเลยทั้งสี่สาบานตัวแทนจำเลยทั้งสี่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวน แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสี่สาบานตัวด้วยตนเองภายใน 3 วัน มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การสาบานตัวเป็นเรื่องเฉพาะตัวศาลชั้นต้นให้จำเลยทั้งสี่สาบานตัวด้วยตนเองชอบแล้ว ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยทั้งสี่ หากยังประสงค์จะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสี่สาบานตัวภายใน 3 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง หากไม่มาตามกำหนด ให้ถือว่าจำเลยที่ไม่มาไม่ประสงค์จะขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างอื่นต่อไป จำเลยทั้งสี่ไม่มาสาบานตัวภายในกำหนดตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ค่าคำร้องให้เป็นพับ หากจำเลยทั้งสี่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 7 วัน หมายแจ้งคำสั่งให้จำเลยทั้งสี่ทราบ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า จำเลยทั้งสี่ซึ่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์จะให้ผู้รับมอบอำนาจสาบานตัวให้คำชี้แจงว่าจำเลยทั้งสี่ไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาลแทนจำเลยทั้งสี่ได้หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง กำหนดให้ผู้ฟ้องหรือต่อสู้คดีอย่างคนอนาถาต้องสาบานตัวด้วยตนเองจะมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาสาบานตัวแทนไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสี่ไม่มาสาบานตัวภายในระยะเวลาที่กำหนดจึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นให้มีหมายแจ้งคำสั่งศาลที่ให้จำเลยทั้งสี่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 7 วัน แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสี่ทราบแต่อย่างใด ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ครบถ้วน"

พิพากษายืน ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งศาลที่ให้จำเลยทั้งสี่นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระภายใน 7 วัน ให้จำเลยทั้งสี่ทราบ แล้วพิจารณาสั่งเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — บริษัทอเมริกันโฟน (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 970/2548
#272175
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยนำเงินหรือหลักประกันมาวางศาลเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนได้ หากมีพยานหลักฐานเบื้องต้นแสดงว่าคำร้องดังกล่าวไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคห้า ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติว่าหลักฐานเบื้องต้นนั้นจะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนคำร้องที่ยื่น ดังนั้น คำร้องของจำเลยประกอบรายงานข้อเท็จจริงในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงเป็นหลักฐานเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องไต่ส่วนคำร้องของจำเลยเสียก่อน และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้น ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวแล้ว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นชอบที่ยกคำร้องของจำเลยได้ และคำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด

(คำสั่งคำร้องศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,325,479.45 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนอง 16 โฉนด พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนวน 16 โฉนด ตามคำพิพากษาออกขายทอดตลาด โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ในราคา 19,500,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดอ้างว่าราคาที่ขายต่ำเกินสมควร และผู้ลงชื่อเข้าประมูลซึ่งอ้างว่าเป็นผู้แทนโจทก์ไม่ยื่นหนังสือมอบอำนาจของโจทก์

ศาลชั้นต้นเห็นว่า การยื่นคำร้องขอเพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 อาจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินจำนวน 500,000 บาท หรือหาประกันอื่นมาวางต่อศาลภายใน 30 วัน เพื่อเป็นประกันการชำระค้าสินไหมทดแทนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงให้ยกคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุด พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นยังไม่ได้ไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ปรากฏพยานหลักฐานเบื้องต้นว่า คำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่มีข้อมูลหรือยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า คำสั่งยกคำร้องของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาคำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคห้า มิได้บัญญัติว่า หลักฐานเบื้องต้นที่แสดงว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้านั้น จะต้องเป็นหลักฐานที่ได้มาจากการไต่สวนคำร้องที่ยื่น ดังนั้น คำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประกอบรายงานข้อเท็จจริงในการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์จึงเป็นหลักฐานเบื้องต้นได้โดยไม่จำต้องไต่สวนคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียก่อน และเป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นเมื่อหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีมูลและยื่นเข้ามาเพื่อประวิงให้ชักช้า ศาลชั้นต้นก็มีอำนาจสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 วางเงินหรือหาประกันต่อศาลตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด เพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ศาลชั้นต้นก็ชอบที่ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเสีย และคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ออกตามบทมาตราดังกล่าวย่อมเป็นที่สุด ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
บริษัทราชาเรสซิเด้นซ์กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2548
#269574
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยให้ เนื่องจากไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการแย่งการครอบครอง ในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดประเด็นเป็นข้อพิพาทไว้ คำให้การของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแต่ประการใด และไม่วินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249

โจทก์บรรยายความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสองมาในฟ้อง แต่มิได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหาย การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงเกินคำขอของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) โดยซื้อจากนางสาวสุภาพร เตชะทัตตานนท์ ต่อมาโจทก์แบ่งที่ดินให้จำเลยทั้งสอง เนื้อที่ 6 ไร่เศษ โดยจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินในส่วนด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เนื้อที่ 1 ไร่เศษ และทำบันทึกกันไว้แล้วโจทก์ปักเสารั้วคอนกรีตไว้เป็นแนวเขต หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 บุกรุกถอนเสารั้วดังกล่าวแล้วขยับล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ เนื้อที่ 2 ไร่เศษ ซึ่งโจทก์ทราบเรื่องเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ส่วนจำเลยที่ 2 บุกรุกที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันตก เนื้อที่ 1 ไร่เศษ เมื่อประมาณปลายปี 2541 หรือต้นปี 2542 โดยร่วมกับจำเลยที่ 1 รื้อถอนเสารั้วคอนกรีตที่โจทก์ปักไว้เป็นแนวเขตระหว่างที่ดินโจทก์กับที่ดินส่วนที่โจทก์ยกให้จำเลยทั้งสอง แล้วนำไปปักเป็นแนวเขตที่ดินของตนพร้อมปลูกกระท่อมอยู่อาศัย ต้นมะพร้าวและต้นมะม่วงกับขุดบ่อน้ำ ซึ่งโจทก์ทราบเรื่องเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2540 การทำละเมิดดังกล่าวของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย รวมเป็นเงิน 31,000 บาท ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จำเลยทั้งสองบุกรุกเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้ายุ่งเกี่ยวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนเสารั้วและสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาททั้งสองแปลง และให้ปักเสารั้วของโจทก์คืนสู่สภาพเดิมโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ไม่เคยบุกรุกที่ดินโจทก์ จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทก่อนปี 2521 และแบ่งขายบางส่วนให้แก่โจทก์เมื่อปี 2529 โจทก์ไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาท เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จากจำเลยที่ 1 และครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง จำเลยที่ 2 ขอออกใบจอง แต่โจทก์คัดค้านว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินโจทก์ และโจทก์ไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ห้ามโจทก์เกี่ยวข้องและให้โจทก์ถอนคำคัดค้านการขอออกใบจองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 2 มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้แก่นางสาวสุภาพรเมื่อปี 2529 และนางสาวสุภาพรขายต่อให้แก่โจทก์เมื่อปี 2532 จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาทไปขายให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งการซื้อขายดังกล่าวก็ทำกันโดยไม่สุจริต และจำเลยที่ 2 เพิ่งแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทเมื่อประมาณปลายปี 2541 หรือต้นปี 2542 ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทางด้านทิศตะวันออกติดกับที่ดินจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 2 ไร่ ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ปักเสารั้วของโจทก์ตามแนวเขตเดิมและพิพากษาให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวเนื้อที่ 2 ไร่

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 พร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว สำหรับปัญหาข้อแรกที่ว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่ถูกแย้งการครอบครองหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ แต่ศาลชั้นต้นก็มิได้วินิจฉัยให้ เนื่องจากไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการแย่งการครอบครอง และในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยซื้อมาจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาตั้งแต่ปี 2533 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้แย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดเป็นประเด็นข้อพิพาทไว้ คำให้การของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวแต่ประการใดและไม่วินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้

ส่วนปัญหาอีกข้อหนึ่งที่ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงนั้น เนื่องจากได้ความจากรายงานกระบวนพิจารณาว่าทนายความโจทก์และทนายความจำเลยทั้งสองแถลงร่วมกันว่าที่ดินพิพาทมีราคาประเมินเพียง 50,000 บาท และจำเลยที่ 2 ก็เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ดังกล่าว ฎีกาจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้เช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายความเสียหายอันเกิดจากการกระทำของจำเลยทั้งสองมาในฟ้อง แต่มิได้มีคำขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย การที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนนั้น จึงเกินคำขอของโจทก์ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 กับให้ยกฎีกาจำเลยที่ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาวาอากาศโทสมมาตย์ คันธนู
จำเลย — นายสมพงษ์ พิพัฒน์พร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กนก อินทรัมพรรย์
หัสดี ไกรทองสุก
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 953/2548
#113184
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ. โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2541 มาตรา 3 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 (4) และเป็นส่วนราชการของรัฐบาล ห้องพิพาทที่จำเลย พักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อจำเลยเกษียณอายุราชการจึงไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อไป ตามระเบียบการปฏิบัติเข้าพักอาศัยในอาคารของกรมตำรวจ การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทไม่ยอมออกไปเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวให้ออกไปแล้ว จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ขับไล่จำเลย และโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่หาใช่เป็นการกระทำการโดยส่วนตัวไม่ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ เพราะได้รับการยกเว้นตาม ป. รัษฎากร มาตรา 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพ้นจากราชการของโจทก์ เนื่องจากเกษียณอายุราชการ เป็นเหตุให้จำเลยหมดสิทธิพักอาศัยในอาคารของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากอาคารโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากอาคารห้องพักเลขที่ 33/167 อาคาร 2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนกลาง (ซอยเฉลิมลาภ) ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารห้องพักเลขที่ 33/167 อาคาร 2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนกลาง (ซอยเฉลิมลาภ) ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พ.ร.ฎ. โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2541 มาตรา 3 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคล ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 7 (4) และเป็นส่วนราชการของรัฐบาลห้องพิพาทที่จำเลยพักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อจำเลยเกษียณอายุราชการ จึงไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อไปตามระเบียบการปฏิบัติเข้าพักอาศัยในอาคารของโจทก์ในส่วนกลาง การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทไม่ยอมออกไปเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวให้ออกไปแล้วจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้ผู้อื่นขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาทอันเป็นทรัพย์สิน ของทางราชการได้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ หาใช่เป็นการกระทำโดยส่วนตัวไม่ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดี จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ เพราะได้รับการยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 121 แห่ง ป. รัษฎากร ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็มีผลใช้ได้ ตามกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความดำเนินคดีแทนได้ หาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามที่อ้างไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 121
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 7 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — พันตำรวจเอกธวีชชัย ศิริทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางอุษา จิวะชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 953/2548
#268082
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 มาตรา 3 บัญญัติว่า โจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติโจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 (4) และเป็นส่วนราชการของรัฐบาล

ห้องพิพาทที่จำเลยพักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติโจทก์ เป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อจำเลยเกษียณอายุราชการจึงไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อไปตามระเบียบของโจทก์ การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาทได้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ หาใช่เป็นการกระทำโดยส่วนตัวไม่ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ เพราะได้รับการยกเว้นตามมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็มีผลใช้ได้ตามกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความดำเนินคดีแทนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้มอบอำนาจให้สารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 2 กองสวัสดิการ โดยตำแหน่งฟ้องคดีแทน จำเลยรับราชการตำรวจสังกัดโจทก์ ได้รับสิทธิให้เข้าพักอาศัยในอาคารบ้านพักของโจทก์ส่วนกลาง เลขที่ 33/167 อาคาร 2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนกลาง (ซอยเฉลิมลาภ) ต่อมาวันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยพ้นจากราชการของโจทก์เนื่องจากเกษียณอายุราชการ เป็นเหตุให้จำเลยหมดสิทธิพักอาศัยในอาคารของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากอาคารโจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากอาคารห้องพักเลขที่ 33/167 อาคาร 2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนกลาง (ซอยเฉลิมลาภ) ถนนพหลโยธิน แขวงสามแสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์มิใช่เจ้าของห้องพักที่พิพาท โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ คำฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะพนักงานอัยการไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารห้องพักเลขที่ 33/167 อาคาร 2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนกลาง (ซอยเฉลิมลาภ) ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนในเขตพญาไท กรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้เถียงกันฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นกรมตำรวจ สังกัดกระทรวงมหาดไทยต่อมาโจทก์ได้เปลี่ยนฐานะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 มีผลบังคับใช้นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 16 ตุลาคม 2541 ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยรับราชการตำรวจในสังกัดของโจทก์ตั้งแต่โจทก์ยังมีฐานะเป็นกรมตำรวจ และได้รับสิทธิเข้าพักอาศัยในอาคารบ้านพักของโจทก์ตามฟ้อง คือห้องพิพาทเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2528 จำเลยได้พ้นจากราชการวันที่ 1 ตุลาคม 2539 เนื่องจากเกษียณอายุราชการ จำเลยจึงต้องส่งมอบห้องพิพาทคืนโจทก์ตามประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 31 และหนังสือที่ มท. 0612.4/7101 เรื่อง ระเบียบการปฏิบัติเข้าพักอาศัยในอาคารของกรมตำรวจในส่วนกลาง (เพิ่มเติม) ข้อ 6.4 เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 จำเลยได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในห้องพิพาทต่อไปอีก 1 ปี แต่เมื่อครบกำหนดตามที่ได้รับผ่อนผันแล้วจำเลยไม่ยอมส่งมอบห้องพิพาทคืนโจทก์ โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้ออกไปแล้ว จำเลยก็เพิกเฉยไม่ยอมออกไปจากห้องพิพาท โจทก์โดยพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก จึงมอบอำนาจให้สารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 2 กองสวัสดิการโดยตำแหน่งฟ้องคดีแทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.1 แต่ตามหนังสือมอบอำนาจมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่ และการมอบอำนาจดังกล่าวต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัวไม่ใช่กระทำในนามของรัฐบาล หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 121 หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า พระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานแห่งชาติ พ.ศ.2541 มาตรา 3 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 (4) และเป็นส่วนราชการของรัฐบาลห้องพิพาทที่จำเลยพักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อจำเลยเกษียณอายุราชการจึงไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อไปตามระเบียบการปฏิบัติเข้าพักอาศัยในอาคารของโจทก์ในส่วนกลาง การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทไม่ยอมออกไปเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวให้ออกไปแล้วจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของทางราชการได้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ หาใช่เป็นการกระทำโดยส่วนตัวไม่ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจเพราะได้รับการยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 121 แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์เอกสารหมาย จ.1 จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็มีผลใช้ได้ตามกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความดำเนินคดีแทนได้ หาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามที่อ้างไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.รัษฎากร ม. 121
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — พันตำรวจเอกธวัชชัย ศิริทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 953/2548
#269568
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.ฎ.โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจฯ มาตรา 3 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า โจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มาตรา 7 (4) และเป็นส่วนราชการของรัฐบาล ห้องพิพาทที่จำเลยพักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารของโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อจำเลยเกษียณอายุราชการจึงไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อไป ตามระเบียบการปฏิบัติเข้าพักอาศัยในอาคารของกรมตำรวจ การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทไม่ยอมออกไปเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวให้ออกไปแล้ว จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย และโจทก์อยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่หาใช่เป็นการกระทำการโดยส่วนตัวไม่ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีจึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ เพราะได้รับการยกเว้นตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 121

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพ้นจากราชการของโจทก์ เนื่องจากเกษียณอายุราชการเป็นเหตุให้จำเลยหมดสิทธิพักอาศัยในอาคารของโจทก์ โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากอาคารโจทก์แล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากอาคารห้องพักเลขที่ 33/167 อาคาร 2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนกลาง (ซอยเฉลิมลาภ) ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร ของโจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารห้องพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พ.ร.ฎ.โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 มาตรา 3 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าโจทก์เป็นส่วนราชการ และมีฐานะเป็นกรม โจทก์จึงมีฐานะเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 7 (4) และเป็นส่วนราชการของรัฐบาล ห้องพิพาทที่จำเลยพักอาศัยเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโจทก์ จึงเป็นทรัพย์สินของทางราชการ เมื่อจำเลยเกษียณอายุราชการจึงไม่มีสิทธิพักอาศัยอยู่ในห้องพิพาทต่อไปตามระเบียบการปฏิบัติเข้าพักอาศัยในอาคารของโจทก์ในส่วนกลาง การที่จำเลยยังคงอยู่ในห้องพิพาทไม่ยอมออกไปเมื่อโจทก์ได้บอกกล่าวให้ออกไปแล้วจึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องและมอบอำนาจให้ผู้อื่นขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากห้องพิพาทอันเป็นทรัพย์สินของทางราชการได้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้กระทำงานของรัฐบาลโดยหน้าที่ หาใช่เป็นการกระทำโดยส่วนตัวไม่ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดี จึงไม่จำต้องปิดอากรแสตมป์ในหนังสือมอบอำนาจ เพราะได้รับการยกเว้นตามบทบัญญัติมาตรา 121 แห่ง ป.รัษฎากร ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจของโจทก์จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็มีผลใช้ได้ตามกฎหมาย ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์และแต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นทนายความดำเนินคดีแทนได้ หาใช่ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยตามที่อ้างไม่"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1336
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 121
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 7 (4)
พ.ร.ฎ.โอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2541 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จำเลย — พันตำรวจเอกธวัชชัย ศิริทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
บรรหาร มูลทวี
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 942/2548
#267570
เปิดฉบับเต็ม

เนื้อหาในฎีกาของจำเลยที่ 1 ล้วนเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น โดยคำฎีกาในส่วนนี้คัดข้อความมาจากคำอุทธรณ์ทั้งหมด แม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์จำนวน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง และจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้งสามคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลข แดงที่ 3361/2544 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลขที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ 1 กล่าวถึงคำฟ้องโจทก์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จากนั้นเริ่มเนื้อเหตุผลของฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายและลงท้ายว่าด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียนมาข้างต้น ของศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยที่ 1 พ้นข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความ เนื้อหาในฎีกาที่เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแล้ว ล้วนเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น โดยคำฎีกาในส่วนนี้คัดข้อความมาจากคำอุทธรณ์ทั้งหมด แม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนตรี เกตุเหล็ก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 942/2548
#269802
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 1 กล่าวถึงคำฟ้องโจทก์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จากนั้นเริ่มเนื้อหาเหตุผลของฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และลงท้ายว่าด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียนมาข้างต้นขอศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยที่ 1 พ้นข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความเนื้อหาในฎีกาที่เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแล้ว ล้วนเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น โดยคำฎีกาในส่วนนี้คัดข้อความมาจากคำอุทธรณ์ทั้งหมด แม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 92, 335, 357 ให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้ราคารถจักรยานยนต์จำนวน 30,000 บาท แก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง และจำเลยทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้งสามคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 8 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3361/2544 ของศาลชั้นต้น ส่วนคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์ และยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของจำเลยที่ 1 กล่าวถึงคำฟ้องโจทก์ คำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จากนั้นเริ่มเนื้อหาเหตุผลของฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และลงท้ายว่าด้วยเหตุผลดังที่ได้กราบเรียนมาข้างต้นขอศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์โดยพิพากษายกฟ้องโจทก์ ปล่อยจำเลยที่ 1 พ้นข้อกล่าวหา ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ข้อความเนื้อหาในฎีกาที่เป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลแล้ว ล้วนเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทั้งสิ้น โดยคำฎีกาในส่วนนี้คัดข้อความมาจากคำอุทธรณ์ทั้งหมด แม้คำขอท้ายฎีกาจะเป็นการขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แต่ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวก็เป็นการโต้แย้งคัดค้านเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ชอบอย่างไร โดยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เพราะเหตุใด ทั้ง ๆ ที่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อ้างเหตุคนละอย่างกับเหตุที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมนตรี เกตุเหล็ก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 940/2548
#269548
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อขายและจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือจากโจทก์แจ้งกำหนดเวลาจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาท ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่าหนังสือบอกกล่าวที่แจ้งกำหนดเวลาให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพิพาทไม่มีข้อความว่าหากจำเลยไม่ไปถือว่าเป็นอันเลิกสัญญาซื้อขาย จึงเป็นการฎีกาในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลล่าง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 จำเลยทำสัญญาจะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 7726 ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง จากโจทก์และวางเงินมัดจำแล้ว จำเลยผิดนัดไม่ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว จำเลยยังเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านเลขที่ 132 หมู่ที่ 6 ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง และให้รื้อถอนปั๊มน้ำมันออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป และขอให้บ้านดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ให้นายทะเบียนราษฎรอำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทองจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์

จำเลยให้การว่า ตามสัญญาโจทก์จะต้องดำเนินการรังวัดสอบเขตที่ดินให้เสร็จสิ้นก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ปรากฏว่าโจทก์ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกำหนด จำเลยไม่ทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านเลขที่ 132 หมู่ที่ 6 ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ให้จำเลยและบริวารออกจากบ้าน และที่ดินโฉนดเลขที่ 7726 ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือบอกกล่าวที่แจ้งกำหนดเวลาให้จำเลยไปรับโอนที่ดินพร้อมชำระราคาที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 23 เมษายน 2541 เวลา 9 นาฬิกา โดยไม่มีข้อความว่าหากไม่ไปรับโอนในวันที่กำหนด ถือว่าเป็นอันเลิกสัญญาซื้อขาย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 สัญญาซื้อขายจึงยังไม่เลิกกันนั้น เห็นว่า จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดเวลาจดทะเบียนจากโจทก์เลย ดังนั้นฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยไว้ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเกตุ ภูริผล
จำเลย — นายประกอบหรือยูโซป ประทีปโชติ
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 936/2548
#266967
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) จำเลยซึ่งได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 226 (2) ส่วนการอุทธรณ์จะต้องปฎิบัติอย่างไรต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 229 มิใช่พิจารณาแต่เฉพาะมาตรา 226 เพียงประการเดียว

จำเลยผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 แต่จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว และเมื่อจำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ แม้จะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยในเรื่องที่ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยต่อไป มิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรง ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 234 โดยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 7 วัน ปรากฏว่าจำเลยเพียงแต่ยื่นคำร้องขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์เป็นหลักประกันทั้งที่หนี้จำนองที่จำเลยจะต้องชำระตามคำพิพากษามีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่ และหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนสูงกว่าวงเงินที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันอยู่มาก ถือไม่ได้ว่าหลักทรัพย์ที่จำนองเพียงพอสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นไม่รับหลักทรัพย์ที่จำนองดังกล่าวเป็นหลักประกันจึงชอบแล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นหลักประกันอื่นใดภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้นั้นอีก จึงต้องถือว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 234 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่พิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จและอยู่ในระหว่างนัดสืบพยานจำเลยศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์ได้ถอนฟ้องไปก่อน แล้วศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 19,922,464.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 14,850,009.64 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 24 กันยายน 2542) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 6563, 7204, 38372, 38373 และ 38374 ตำบลห้วยยาง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 บังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไปศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไปจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่นำค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเป็นกรณีผู้อุทธรณ์อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันนี้ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์เป็นหลักประกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ทรัพย์ที่ผู้อุทธรณ์จะนำมาวางประกันให้ไว้ต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้น ต้องมิใช่ทรัพย์ที่โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้อยู่แล้ว การที่จำเลยขอนำทรัพย์จำนองวางเป็นประกัน จึงยังถือไม่ได้ว่าได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ปฏิบัติตามคำสั่งลงวันที่ 14 มกราคม 2545 ภายในกำหนด ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เจ้าหน้าที่รายงานต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงได้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 4

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลื่อนคดีและให้งดสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ก่อนศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งได้โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ชาดตัดสินคดีนั้นเป็นต้นไปตามมาตรา 226 (2) ซึ่งบทบัญญัติมาตรา 226 ดังกล่าวจึงคงเป็นเพียงบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาที่จะอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาที่คู่ความได้โต้แย้งคำสั่งไว้แล้วเท่านั้น ส่วนการอุทธรณ์จะต้องปฏิบัติอย่างไร ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 มิใช่พิจารณาแต่เฉพาะมาตรา 226 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างเพียงประการเดียว และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษากลับคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป ซึ่งมีผลเท่ากับให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นสืบพยานต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ ประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา 229 ก็กำหนดเงื่อนไขให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นจึงเป็นการชอบแล้ว และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ แม้จะเป็นการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในเรื่องที่ขอให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อไป มิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยตรงก็ตาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง หาใช่ไม่ต้องนำเงินมาชำระหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาไม่ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 7 วัน และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพียงแต่ยื่นคำร้องขอใช้หลักทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์เป็นหลักประกัน ทั้งที่หนี้จำนองที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระตามคำพิพากษามีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่ และหนี้ตามคำพิพากษาก็มีจำนวนสูงกว่าวงเงินที่จดทะเบียนจำนองเป็นประกันอยู่มาก ถือไม่ได้ว่าหลักทรัพย์ที่จำนองเพียงพอสำหรับหนี้ตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์นั้นแล้ว การที่ศาลชั้นต้นไม่รับหลักทรัพย์ที่จำนองดังกล่าวเป็นหลักประกันจึงชอบแล้ว และเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นหลักประกันอื่นใดภายในกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้นั้นอีก กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบทบังคับให้ผู้อุทธรณ์ต้องปฏิบัติตามที่บทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่อาจพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ต้องยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้นเสีย คำสั่งของศาลล่างทั้งสองที่เกี่ยวด้วยกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 229 ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ็มยู อุตสาหกรรม
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา