คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2548
#113258
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานและ มีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีผู้พิพากษา ศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนฝ่ายขายและเก็บเงินกับโจทก์ จำเลยได้เบิกเงินทดรองจากโจทก์หลายครั้งเพื่อนำไปใช้จ่ายในระหว่างทำงานให้แก่โจทก์โดยจำเลยยอมให้โจทก์หักคืนในวันปิดบัญชีประจำเดือน แต่เมื่อถึงกำหนดหักคืนจำเลยได้อ้างความจำเป็นต้องใช้เงินประกอบกับโจทก์เห็นว่าจำเลยยังมีรายได้ไม่มากนักจึงได้หักคืนไปบางส่วน ต่อมาจำเลยขาดงานไม่ยอมมาทำงานกับโจทก์ โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 19,318 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 (1) เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของ ศาลแรงงานและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่ การที่ศาลชั้นต้นเป็น ผู้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เสียก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนาโชคเซลล์แอนด์เซอร์วิส
จำเลย — นายอนุชา พร้อมสุขกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายวิกรม ศรีวิฑูรย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2548
#267672
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม.9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้นแสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่ง ม.9 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัยศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่ การที่ศาลชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนฝ่ายขายและเก็บเงินกับโจทก์ มีหน้าที่ขายสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าของโจทก์โดยเงินสดหรือให้เช่าซื้อ จัดทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อ ตลอดจนเก็บเงินสดหรือเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์ที่จำเลยได้ดำเนินการขายและนำเงินที่เก็บได้ส่งมอบแก่โจทก์โดยได้รับค่าตอบแทนตามยอดสินค้าที่ขายได้ และในระหว่างวันดังกล่าวจำเลยได้เบิกเงินทดรองจากโจทก์หลายครั้งเพื่อนำไปใช้จ่ายในระหว่างการทำงานให้แก่โจทก์โดยจำเลยยอมให้โจทก์หักคืนในวันปิดบัญชีประจำเดือน แต่เมื่อถึงกำหนดหักคืนจำเลยได้อ้างความจำเป็นต้องใช้เงินประกอบกับโจทก์เห็นว่าจำเลยยังมีรายได้ไม่มากนักจึงได้หักคืนไปบางส่วนคงเหลือเงินที่โจทก์มิได้หักคืน19,318 บาท ต่อมาประมาณวันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยได้ขาดงานไม่ยอมมาทำงานกับโจทก์ โจทก์?ทวงถามให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย ขอบังคับจำเลยชำระเงิน 19,318 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

โจก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่มีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่นให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" การที่ศาลชั้นต้นพิจารราคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีผู้พากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่ การที่ศาลชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมใรศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนาโชคเซลล์แอนด์เซอร์วิส
จำเลย — นายอนุชา พร้อมสุขกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 842/2548
#269545
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่าคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้นเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2545 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยได้ทำสัญญาเป็นตัวแทนฝ่ายขายและเก็บเงินกับโจทก์ มีหน้าที่ขายสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าของโจทก์โดยเงินสดหรือให้เช่าซื้อ จัดทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาค้ำประกันการเช่าซื้อ ตอลดจนเก็บเงินสดหรือเงินค่าเช่าซื้อจากลูกค้าของโจทก์ที่จำเลยได้ดำเนินการขายและนำเงินที่เก็บได้ส่งมอบแก่โจทก์โดยได้รับค่าตอบแทนตามยอดสินค้าที่ขายได้ และในระหว่างวันดังกล่าวจำเลยได้เบิกเงินทดรองจากโจทก์หลายครั้งเพื่อนำไปใช้จ่ายในระหว่างทำงานให้แก่โจทก์โดยจำเลยยอมให้โจทก์หักคืนในวันปิดบัญชีประจำเดือน แต่เมื่อถึงกำหนดหักคืนจำเลยได้อ้างความจำเป็นต้องใช้เงิน ประกอบกับโจทก์เห็นว่าจำเลยยังมีรายได้ไม่มากนักจึงได้หักคืนไปบางส่วนคงเหลือเงินที่โจทก์มิได้หักคืน 19,318 บาท ต่อมาประมาณวันที่ 15 มกราคม 2547 จำเลยขาดงานไม่ยอมมาทำงานกับโจทก์ โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 19,318 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้วเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 8 (1) เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด" การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่าเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น แสดงว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้วว่ามีคดีนี้จะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้อำนาจแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเท่านั้น เป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย ศาลชั้นต้นหามีอำนาจวินิจฉัยไม่ การที่ศาลชั้นต้นเป็นผู้วินิจฉัยเสียเองว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานจึงเป็นการไม่ชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยเสียก่อนว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือไม่แล้วดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธนาโชคเซลล์แอนด์เซอร์วิส
จำเลย — นายอนุชา พร้อมสุขกุล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2548
#113147
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตาย วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยผู้รับประกันภัยมีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 ถึงโจทก์ผู้รับประโยชน์บอกล้างสัญญาประกันชีวิตและปฏิเสธการจ่ายเงินสินไหมมรณกรรม จึงเป็นการผิดสัญญาและถือว่าจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้นับแต่วันดังกล่าว มิใช่นับแต่วันผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,120,822 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 9,000 บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่าผู้เอาประกันซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ทำคำขอประกันชีวิตกับจำเลยในวงเงินประกัน 1,000,000 บาท โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ ตามใบคำขอเอาประกันชีวิต จำเลยตกลงรับประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัย ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 ผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย โจทก์จึงขอรับเงินค่าสินไหมจากจำเลย 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายอ้างว่าสัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะและจำเลยได้บอกล้างแล้ว แต่เมื่อพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สัญญาประกันชีวิตไม่ตกเป็นโมฆียะ จำเลยบอกล้างไม่ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 บอกล้างสัญญาประกันชีวิต และปฏิเสธการจ่ายเงินสินไหมมรณกรรม จึงเป็นการผิดสัญญาและถือว่าจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันดังกล่าว มิใช่นับแต่วันผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์เสียเกินมาจำนวน 1,510 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 889
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมัลลิกา แสนยาสิริ
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุรศักดิ์ ตรีวัฒน์ศิริกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2548
#271064
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เอาประกันชีวิตถึงแก่ความตายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยผู้รับประกันภัยมีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 ถึงโจทก์ผู้รับประโยชน์บอกล้างสัญญาประกันชีวิตและปฏิเสธการจ่ายเงินสินไหมมรณกรรม จึงเป็นการผิดสัญญาและถือว่าจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจำเลยได้นับแต่วันดังกล่าว มิใช่นับแต่วันผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,120,822 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ผู้เอาประกันซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ ทำคำขอประกันชีวิตกับจำเลยในวงเงินประกัน 1,000,000 บาท โดยให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ตามใบคำขอเอาประกันชีวิต จำเลยตกลงรับประกันภัยและออกกรมธรรม์ประกันภัย ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2540 ผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย โจทก์จึงขอรับเงินค่าสินไหมจากจำเลย 1,000,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัย แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายอ้างว่า สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะและจำเลยได้บอกล้างแล้ว แต่เมื่อพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า สัญญาประกันชีวิตไม่ตกเป็นโมฆียะ จำเลยบอกล้างไม่ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตและปฏิเสธการจ่ายเงินสินไหมมรณกรรม จึงเป็นการผิดสัญญาและถือว่าจำเลยผิดนัด โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยนับแต่วันดังกล่าวมิใช่นับแต่วันที่ผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 898
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางมัลลิกา แสนยาสิริ
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ปัญญา ถนอมรอด
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2548
#269618
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 11,000 เม็ด ไว้ในครอบครอง ซึ่งเมื่อคำนวณน้ำหนักเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 233.633 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม จึงเข้าข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง นอกจากนี้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ซึ่งตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไม่ส่อพฤติการณ์ให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจหลอกลวงให้รับสารภาพ โดยเฉพาะในชั้นสอบสวน พันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนได้ยืนยันการรับสารภาพและได้มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องหาให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนลงมือสอบปากคำจำเลยทั้งสองอันเป็นการสอบสวนโดยชอบแล้ว ส่วนในชั้นจับกุมขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานตำรวจต้องแจ้งสิทธิก่อนทำการจับกุม จึงหาจำต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง

ทางนำสืบของโจทก์ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ตามขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคูความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลดโทษให้หนึ่งในสาม จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่นจับกุมจำเลยทั้งสองโดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000 เม็ด และยึดได้จากบ้านที่เกิดเหตุอีก 9,000 เม็ด พนักงานสอบสวนได้ส่งเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์ตรวจพบยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ซึ่งเป็นเกลือของเมทแอมเฟตามีนที่วัตถุของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 233.633 กรัม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์ ทองสาริ และจ่าสิบตำรวจสุรเดช ฉัตรไชย เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยทั้งสองมาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 9 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์และจ่าสิบตำรวจสุรเดชได้รับแจ้งว่าสายลับสามารถล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนได้ โดยมีการนัดส่งมอบที่บริเวณหน้าโรงแรมพงษ์เพชรเกสโฮเต็ลจึงร่วมกันวางแผนจับกุมโดยให้สายลับไปติดต่อเพื่อล่อซื้อ โดยร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์และจ่าสิบตำรวจสุรเดชพร้อมด้วยสายลับไปแอบซุ่มดูอยู่ที่บริเวณลานจอดรถของโรงแรม ครั้นในเวลาประมาณ 13 นาฬิกา สายลับแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งได้นำเมทแอมเฟตามีนมาเพื่อจำหน่ายได้เดินลงจากรถแท็กซี่แล้วเดินเข้ามาในบริเวณลานจอดรถของโรงแรมดังกล่าว ร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์และจ่าสิบตำรวจสุรเดชกับเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปแอบซุ่มดูได้เข้าตรวจค้นและจับกุม จากการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอยู่ในถุงกระดาษที่จำเลยที่ 1 ถืออยู่ 2,000 เม็ด บรรจุอยู่ในถุงพลาสติกพันด้วยเทปพลาสติกเป็นมัด จำเลยที่ 1 รับว่ากำลังจะนำเมทแอมเฟตามีนของกลาง 2,000 เม็ด ส่งมอบให้แก่ลูกค้าและรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 73/122 ถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์จึงขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นแล้วนำพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านดังกล่าวจากการตรวจค้นตู้เสื้อผ้าซึ่งมีเสื้อผ้าของจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยกันในห้องนอนและพบเมทแอมเฟตามีนอีก 9,000 เม็ด อยู่ในลิ้นชักของตู้เสื้อผ้าของจำเลยทั้งสองและเงินสด 50,000 บาท จำเลยทั้งสองรับว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวมีไว้เพื่อจำหน่าย ร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์และจ่าสิบตำรวจสุรเดชกับเจ้าพนักงานตำรวจที่ไปตรวจค้นจึงร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสอง เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์และจ่าสิบตำรวจสุรเดชเป็นเจ้าพนักงานเบิกความได้อย่างสอดคล้องต้องกันตามที่ได้รู้เห็นมาจากการปฏิบัติหน้าที่ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ จากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกพัฒน์พงษ์และจ่าสิบตำรวจสุรเดชแสดงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลาง 11,000 เม็ด ตามฟ้องไว้ในครอบครอง และเมื่อคำนวณน้ำหนักของเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 233.633 กรัม ซึ่งเกินกว่า 20 กรัม กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2520 มาตรา 15 วรรคสอง นอกจากจะมีพยานบุคคลดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสอง ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ซึ่งไม่ส่อพฤติการณ์พิรุธให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองถูกเจ้าพนักงานตำรวจหลอกลวงให้รับสารภาพโดยเฉพาะในชั้นสอบสวน พันตำรวจโทสถาพร บุนนาค พนักงานสอบสวนได้เบิกความยืนยันการรับสารภาพและได้มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องหาให้จำเลยทั้งสองทราบก่อนลงมือสอบปากคำจำเลยทั้งสองอันเป็นการสอบสวนโดยชอบแล้ว ส่วนในชั้นจับกุม ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายบังคับให้เจ้าพนักงานตำรวจต้องแจ้งสิทธิก่อนทำการจับกุม ดังนั้นเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจึงหาจำต้องแจ้งสิทธิดังกล่าวไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ไปเยี่ยมจำเลยที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ไปส่งของให้เพื่อนที่บริเวณหน้าโรงแรมที่เกิดเหตุโดยจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าสิ่งของดังกล่าวเป็นแผ่นซี.ดี.ลามก และที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายหน้าขายบริการทางเพศให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 มาพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 2 ในบ้านที่เกิดเหตุและในเวลาประมาณ 10 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ตื่นนอนขึ้นมาก็ไม่พบจำเลยที่ 1 และในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางในบ้านที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของผู้ใด อันเป็นการนำสืบโดยกล่าวอ้างลอย ๆ ในทำนองว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองมิได้ซักค้านพยานผู้จับกุมไว้ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเพราะขณะกระทำผิดจำเลยที่ 1 อายุ 18 ปีเศษ เป็นผู้เยาว์นั้น พิเคราะห์ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้วไม่สมควรลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 วรรคสอง (เดิม) ซึ่งมีโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษขั้นต่ำสุด ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตแล้วลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 หนึ่งในสามนั้น เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขเป็นอย่างอื่น

อนึ่ง ทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจำเลยทั้งสองได้นำมาใช้สำหรับติดต่อซื้อขายยาเสพติดให้โทษในคดีนี้อย่างไร โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (2) จึงยังไม่อาจริบได้ตามขอ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่คู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นควรหยิบยกว่ากล่าวและสั่งคืนแก่เจ้าของ

นอกจากนี้แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง"

พิพากษายืน ให้คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 134/4 ม. 195 วรรคสอง ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวธิติมา ธาราเกษม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2548
#267673
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ซื้อและผู้ขายตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศตกลงซื้อขายกันตามเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งไปรับสินค้าจากที่หน้าโรงงานของผู้ขาย

เมื่อการซื้อขายครั้งนี้ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงกันให้ผู้ขายมีหน้าที่เพียงส่งมอบสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย และโจทก์มีพนักงานของบริษัทผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้ส่งมาเบิกความยืนยันว่าได้มีการตกลงกันตามสัญญารับขนให้จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จึงเชื่อได้ว่าหน้าที่ความรับผิดชอบในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตามสัญญารับขนซึ่งเป็นสัญญาที่เป็นมูลฟ้องร้องคดีนี้นั้นเป็นของผู้ขนส่ง ดังนั้น ไม่ว่าการบรรจุสินค้าเข้าตู้ที่แท้จริงผู้ส่งจะช่วยบรรจุด้วยหรือไม่ก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่าความเสียหายของสินค้าเกิดจากความผิดของผู้ส่งในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์

จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง และจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งตกลงรับผิดชอบดูแลสินค้าตลอดช่วงการขนส่งจากเมืองท่าลา สเปเซียถึงกรุงเทพมหานคร ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้า ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นในระหว่างช่วงการรับขนของช่วงใดก็ตาม ส่วนจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งตกลงรับผิดชอบดูแลสินค้าในช่วงการขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร แม้ต้องรับผิดเฉพาะในช่วงการรับขนของตน แต่เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าความเสียหายของสินค้าเกิดขึ้นนอกช่วงการขนส่งดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย

เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุตัดสิทธิของผู้ขนส่งตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 จำเลยทั้งสามจึงได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดคือต้องรับผิดเพียงไม่เกิน 30 บาท ต่อหนึ่งกิโลกรัม ตามมาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 292,331.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 280,239.22 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยทั้งสามจะชำระหนี้โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า บริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด ผู้ซื้อในประเทศไทยสั่งซื้อสินค้าเตาเผาที่ใช้แล้วรวม 3 เตา จากบริษัท จี เทค เอส อาร์ แอล จำกัด ผู้ขายที่ประเทศอิตาลี ในเงื่อนไขตาม INCOTERMS แบบ EX WORKS ITALY ซึ่งผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบเตาเผาที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งไปรับขนสินค้าจากที่หน้าโรงงานของผู้ขาย บริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด ตกลงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าครั้งนี้จากเมืองท่าลา สเปเซีย ประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพมหานคร โดยจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่งไว้ให้แก่ผู้ส่ง ในขณะที่มีการมอบสินค้าให้แก่จำเลยที่ 1 นั้น สินค้าและตู้คอนเทนเนอร์ทุกตู้ยังอยู่ในสภาพดี จำเลยที่ 2 เป็นผู้ขนส่งอื่นโดยได้รับมอบหมายต่อจากจำเลยที่ 1 ให้ทำการขนส่งแทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ได้ออกใบตราส่งไว้ให้แก่จำเลยที่ 1 ว่าจะทำการขนส่งสินค้าจากเมืองท่าลา สเปเซีย ประเทศอิตาลีมายังกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 ได้จัดเตรียมและนำตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 3 ตู้ ของจำเลยที่ 2 ไปรับมอบสินค้าจากผู้ขาย โดยได้มีการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ 3 ตู้ จำเลยที่ 2 ขนส่งตู้สินค้าดังกล่าวโดยเรือ "เน็ดลอยด์ ยูโรป้า" จากประเทศอิตาลีไปยังประเทศสิงคโปร์ จากนั้นจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งอื่นอีกช่วงหนึ่งได้ขนส่งสินค้าโดยเรือ "นันทภูมิ" จากประเทศสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าดังกล่าวจากบริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด ในวงเงินประกันภัย 77,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อมีการขนส่งสินค้ามาถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ปรากฏว่าตู้คอนเทนเนอร์ที่บรรจุสินค้าดังกล่าวจำนวน 1 ตู้ ได้รับความเสียหาย พื้นตู้ทะลุ สินค้าที่บรรจุไว้ภายในได้รับความเสียหายในช่วงที่สินค้าอยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือจากประเทศอิตาลีมายังประเทศไทย โจทก์ชำระค่าเสียหายของสินค้าดังกล่าวตามสัญญาประกันภัยแล้ว รับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยทั้งสาม

ในชั้นนี้คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า ความเสียหายของสินค้าเตาเผาเกิดจากความผิดของผู้ขายในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์หรือไม่ จำเลยทั้งสามไม่มีพยานปากใดรู้เห็นโดยแท้จริงเกี่ยวกับการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ ในใบตราส่งซึ่งเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนในครั้งนี้ที่จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งออกไว้ก็ไม่ได้ระบุว่าผู้ส่งเป็นผู้บรรจุและตรวจนับของ (Shippers Load Stowage and Count) ส่วนพยานโจทก์นั้น นางสาวฐิติพร วิญญูวรรธน์ พนักงานบริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นพนักงานผู้มีหน้าที่สั่งซื้อเตาเผาและว่าจ้างผู้ขนส่ง ก็เบิกความยืนยันถึงหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งตามที่ตกลงกันกับผู้ซื้อไว้ว่า จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องควบคุมดูแลการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ เพราะการซื้อขายสินค้าครั้งนี้ผู้ซื้อและผู้ขายได้ตกลงให้ผู้ขายมีหน้าที่เพียงส่งมอบเตาเผาที่หน้าโรงงานของผู้ขาย บริษัทโสสุโก้ เซรามิค จำกัด ผู้ซื้อ จึงได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขนส่ง โดยมอบหมายให้เป็นผู้ติดต่อดูแลและควบคุมการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์และจัดการขนส่งสินค้าตั้งแต่หน้าโรงงานของผู้ขาย รวมทั้งรับมอบสินค้าจากผู้ขายที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ก่อนที่จะทำการขนส่ง ผู้ซื้อได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ติดต่อผู้ขายเพื่อทราบลักษณะสินค้า จำนวน น้ำหนัก เพื่อจำเลยที่ 1 จะได้จัดเตรียมตู้คอนเทนเนอร์ให้พร้อมและเหมาะสมกับสินค้า ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 2 จัดเตรียมแทน โดยในขณะบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ควบคุมดูแลการบรรจุสินค้า จากคำพยานปากนางสาวฐิติพรนี้เท่ากับว่าหน้าที่ความรับผิดชอบในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ตามสัญญารับขนซึ่งเป็นสัญญาที่เป็นมูลของการฟ้องร้องคดีนี้นั้นเป็นของผู้ขนส่ง ไม่ว่าการบรรจุเข้าตู้โดยแท้จริงผู้ส่งจะช่วยบรรจุด้วยหรือไม่ก็ตาม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามจึงรับฟังไม่ได้ว่า ความเสียหายของสินค้าเตาเผาที่พิพาทเกิดจากความผิดของผู้ขายซึ่งเป็นผู้ส่งของในการบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งและจำเลยที่ 2 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งตกลงรับผิดชอบดูแลสินค้าตลอดช่วงการขนส่งจากเมืองท่าลา สเปเซียถึงกรุงเทพมหานคร จึงต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้า ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นในระหว่างช่วงการรับขนของช่วงใดก็ตาม ส่วนจำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นซึ่งตกลงรับผิดชอบดูแลสินค้าในช่วงการขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร แม้ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายของสินค้าเฉพาะในช่วงการรับขนของตน แต่เมื่อคดีนี้ไม่ปรากฏว่าความเสียหายของสินค้าได้เกิดขึ้นนอกช่วงดังกล่าว จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39, 44 และ 45

อย่างไรก็ตาม คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ไว้ว่า หากจำเลยทั้งสามต้องรับผิดก็ต้องรับผิดเพียงไม่เกิน 30 บาท ต่อหนึ่งกิโลกรัม ตามกฎหมาย ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้กำหนดข้อนี้เป็นประเด็นรวมไว้ในประเด็นที่ 3 ของการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาท เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุตัดสิทธิของผู้ขนส่งตามมาตรา 60 จำเลยทั้งสามย่อมได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 คือรับผิดไม่เกิน 30 บาทต่อหนึ่งกิโลกรัม ตามที่ได้ต่อสู้ไว้ ดังนั้น เมื่อสินค้าเตาเผาที่พิพาทในส่วนที่เสียหาย มีน้ำหนักสุทธิ 3,500 กิโลกรัม จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันรับผิดเป็นจำนวนเงินเพียง 105,000 บาท หาใช่ต้องรับผิดเต็มจำนวนเงินตามฟ้องไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 105,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 28 มกราคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 368
INCOTERMS 2000
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 39 ม. 44 ม. 45 ม. 52 (9) ม. 58 ม. 60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทเอ ฮาร์ทรอดต์ อิตาเลียน่า เอส อาร์ แอล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
กำพล ภู่สุดแสวง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 826/2548
#267683
เปิดฉบับเต็ม

การนำแต่ชื่อเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือและเผยแพร่ทางโทรทัศน์นั้น ลำพังเฉพาะชื่อเพลงยังไม่ถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 และ 6 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 31, 69, 70, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 สินค้าเครื่องเล่นวีซีดียี่ห้อ "โซเคน" รุ่น 190 (SOKEN VCD 190) ทุกเครื่องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเก็บคืนจากท้องตลาดทั่วราชอาณาจักรแล้วยึดมาทำลายทิ้งและขอให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเพลงไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ทางไต่สวนโจทก์กลับได้ความว่า การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น เป็นการนำชื่อเพลงไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์ตามหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและม้วนวิดีโอเทปบันทึกภาพพร้อมเสียง การกระทำที่เป็นการนำเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์ตามฟ้อง กับการนำแต่ชื่อเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์นั้นเป็นการกระทำที่แตกต่างกัน งานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทดนตรีกรรม ซึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่า "ดนตรีกรรม" หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้อง ไม่ว่าจะมีทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียว และให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว ดังนี้ งานดนตรีกรรมที่จะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงต้องมีทำนองเพลงหรือโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้วเป็นหลัก จะมีคำร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ ลำพังเฉพาะคำร้องหรือชื่อเพลงยังไม่ถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ตามม้วนวิดีโอเทปวัตถุพยานก็เป็นการโฆษณาเช่นเดียวกับที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงเป็นการเอาแต่ชื่อเพลงมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนเท่านั้น มิได้นำทำนองเพลงหรือโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานและคำร้องของเพลงทั้งสองดังกล่าวอันเป็นงานดนตรีกรรมมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนแต่อย่างใด ลำพังเฉพาะชื่อเพลงทั้งสองนั้นมิใช่งานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 และ 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การนำเอาแต่ชื่อเพลงซึ่งมิใช่งานดนตรีกรรมมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่อาจถือเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมได้ ทั้งการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็เห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะโฆษณาขายสินค้าเครื่องเล่น "VCD SOKEN 190" ของตนเท่านั้น มิได้เจตนากระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมนั้นแต่อย่างใด กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะมีลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมตามฟ้องหรือไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ตามฟ้องโจทก์แต่ประการใด คดีของโจทก์จึงไม่มีมูลตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโปรมีเดียมาร์ท จำกัด
บริษัทโซเคน อิเลคทรอนิคส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 826/2548
#271826
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาตอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ทางไต่สวนโจทก์ได้ความว่าการกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น เป็นการนำชื่อเพลงดังกล่าวไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์และม้วนวิดีโอเทปบันทึกภาพพร้อมเสียง การกระทำที่เป็นการนำเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์ตามฟ้อง กับการนำแต่ชื่อเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์นั้นเป็นการกระทำที่แตกต่างกัน งานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทดนตรีกรรม ซึ่งงานดนตรีกรรมที่จะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 4 จะต้องมีทำนองเพลงหรือโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้วเป็นหลัก จะมีคำร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ ลำพังเฉพาะคำร้องหรือชื่อเพลงยังไม่ถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อบริษัทจำเลยที่ 1 ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ด้วยข้อความว่า "หมดปัญหากับภาษาต่างดาวด้วย SOKEN VCD & DVD โชว์ชื่อเพลง MP3 เป็นภาษาไทย" และมีข้อความว่า "แสดงหน้าจอ MP3 แบบภาษาไทยจาก VCD SOKEN 190" อยู่ใต้จอภาพเครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งมีข้อความในจอภาพนั้นว่า "แผ่นดิสก์ MP3 01 วันเวลา 02 "เจ็บนิดเดียว" ส่วนสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ก็เป็นการโฆษณาเช่นเดียวกับที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ จึงเป็นการเอาแต่ชื่อเพลง "วันเวลา" และชื่อเพลง "เจ็บนิดเดียว" มาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนเท่านั้นมิได้นำทำนองเพลงหรือโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานและคำร้องของเพลงทั้งสองดังกล่าวอันเป็นงานดนตรีกรรมมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนแต่อย่างใด ลำพังเฉพาะชื่อเพลงทั้งสองมิใช่งานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 และ 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ การนำเอาแต่ชื่อเพลงซึ่งมิใช่งานดนตรีกรรมมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่อาจถือเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมได้ ทั้งการกระทำดังกล่าวก็เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะโฆษณาขายสินค้าเครื่องเล่น "VCD SOKEN 190" ของตนเท่านั้น มิได้เจตนากระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมนั้นแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิต รับจ้างผลิต จำหน่ายและรับจำหน่ายภาพยนตร์ แถบบันทึกเสียงและแถบบันทึกภาพ และสิ่งอื่นใดที่ใช้บันทึกเสียงและภาพ ส่วนจำเลยที่ 1 ประกอบกิจการค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องเสียง โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2536 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ต่อเนื่องกัน โจทก์เป็นผู้สร้างสรรค์ผลิตผลงานต้นแบบและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในแถบบันทึกเสียงและแถบบันทึกภาพชื่องานชุด "ก้าวใหม่" ซึ่งมีเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" รวมอยู่ด้วย โจทก์โฆษณางานดังกล่าวทางสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุกระจายเสียงและสื่อโทรทัศน์ต่าง ๆ ในประเทศไทยโดยใช้เงินจำนวนประมาณ 30,000,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันนำเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" ไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ "ไทยรัฐ" ในรายการของสถานีโทรทัศน์ (2.1) ช่องไอทีวี ช่อง 3 รวม 6 ครั้ง โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันแอบอ้างเผยแพร่ต่อสาธารณชนว่ามีเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" ของโจทก์อยู่ในสินค้าเครื่องเล่นวีซีดียี่ห้อ "โซเคน" รุ่น 190 (SOKEN VCD - 190) ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเสนอขายเพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ทั้งนี้เพื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าจำเลยทั้งสามเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานเพลงดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28, 31 69, 70, 74 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 สินค้าเครื่องเล่นวีซีดียี่ห้อ "โซเคน" รุ่น 190 (SOKEN VCD - 190) ทุกเครื่องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันเก็บคืนจากท้องตลาดทั่วราชอาณาจักรแล้วยึดมาทำลายทิ้ง และขอให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่โจทก์

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีของโจทก์มีมูลตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันนำเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ แต่ทางไต่สวนโจทก์กลับได้ความว่าการกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์นั้น เป็นการนำชื่อเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์ตามหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเอกสารหมาย จ. 25 ถึง จ. 28 และม้วนวิดีโอเทปบันทึกภาพพร้อมเสียงวัตถุพยานหมาย จ. 30 และ จ. 32 การกระทำที่เป็นการนำเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์ตามฟ้อง กับการนำแต่ชื่อเพลงอันมีลิขสิทธิ์ไปลงโฆษณาเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์และเผยแพร่ทางโทรทัศน์นั้นเป็นการกระทำที่แตกต่างกันงานเพลงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทดนตรีกรรม ซึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4 บัญญัติไว้ว่า "ดนตรีกรรม" หมายความว่า งานเกี่ยวกับเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อบรรเลงหรือขับร้อง ไม่ว่าจะมีทำนองและคำร้องหรือมีทำนองอย่างเดียวและให้หมายความรวมถึงโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้ว ดังนี้ งานดนตรีกรรมที่จะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 จึงต้องมีทำนองเพลงหรือโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานแล้วเป็นหลักจะมีคำร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ ลำพังเฉพาะคำร้องหรือชื่อเพลงยังไม่ถือว่าเป็นงานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อปรากฏตามหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเอกสารหมาย จ. 25 ถึง จ. 28 ว่า บริษัทจำเลยที่ 1 ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ดังกล่าวด้วยข้อความว่า "หมดปัญหากับภาษาต่างดาวด้วย SOKEN VCD & DVD โชว์ชื่อเพลง MP3 เป็นภาษาไทย" และมีข้อความว่า "แสดงหน้าจอ MP3 แบบภาษาไทยจาก VCD SOKEN 190" อยู่ใต้จอภาพเครื่องรับโทรทัศน์ ซึ่งมีข้อความในจอภาพนั้นว่า "แผ่นดิสก์ MP3 01 วันเวลา 02 เจ็บนิดเดียว" ส่วนสปอตโฆษณาทางโทรทัศน์ตามม้วนวิดีโอเทปวัตถุพยานหมาย จ. 30 จ. 31 และ จ. 32 ก็เป็นการโฆษณาเช่นเดียวกับที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเอกสารหมาย จ. 25 ถึง จ. 28 จึงเป็นการเอาแต่ชื่อเพลง "วันเวลา" และเพลง "เจ็บนิดเดียว" มาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนเท่านั้น มิได้นำทำนองเพลงหรือโน้ตเพลงหรือแผนภูมิเพลงที่ได้แยกและเรียบเรียงเสียงประสานและคำร้องของเพลงทั้งสองดังกล่าวอันเป็นงานดนตรีกรรมมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนแต่อย่างใดลำพังเฉพาะชื่อเพลงทั้งสองนั้นมิใช่งานดนตรีกรรมอันมีลิขสิทธิ์ตามความหมายที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4 และ 6 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 การนำเอาแต่ชื่อเพลงซึ่งมิใช่งานดนตรีกรรมมาโฆษณาเผยแพร่ต่อสาธารณชนไม่อาจถือเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมได้ ทั้งการกระทำดังกล่าวจำเลยที่ 1 ก็เห็นได้ว่ามีเจตนาที่จะโฆษณาขายสินค้าเครื่องเล่น "VCD SOKEN 190" ของตนเท่านั้น มิได้เจตนากระทำละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมนั้นแต่อย่างใด กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์จะมีลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมตามฟ้องหรือไม่การกระทำของจำเลยทั้งสามไม่เป็นการละเมิดงานอันมีลิขสิทธิ์ตามฟ้องโจทก์แต่ประการใด คดีของโจทก์จึงไม่มีมูลตามฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 4 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโปรมีเดียมาร์ท จำกัด
บริษัทโซเคน อิเลคทรอนิคส์
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 825/2548
#270657
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดที่มีโทษถึงขั้นไล่ออก เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างและรับโจทก์กลับเข้าทำงาน มิฉะนั้นให้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นสิทธิในทางแพ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้อาศัยมูลความผิดทางอาญา แม้จำเลยทั้งสองจะให้การว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ เพราะโจทก์กระทำความผิดอาญาโดยทำร้ายร่างกาย พ. และถูกศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาลงโทษไปแล้ว ก็ไม่ทำให้คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวจะนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้ ที่ศาลแรงงานกลางให้โจทก์นำสืบถึงสาเหตุและพฤติการณ์ที่โจทก์ทำร้าย พ. และนำมาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้จงใจทำผิดข้อบังคับและไม่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด

แม้จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ มาตรา 6 (2) แต่จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการผู้มีอำนาจกระทำแทนจำเลยที่ 1 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 กระทำไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 250/2545 ให้จำเลยที่ 1 รับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนเดิมโดยให้โจทก์ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์เดิมตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545 หากจำเลยที่ 1 ไม่ยอมหรือไม่อาจรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า บำเหน็จถึงเกษียณอายุ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมรวมเป็นเงิน 12,211,431 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับกลับเข้าทำงานหรือเรียกร้องเงินใด ๆ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 250/2545 ของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเดิมพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนถึงวันที่รับโจทก์กลับเข้าทำงาน หากจำเลยไม่ยอมรับหรือไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 80,534 บาท ค่าชดเชย 308,430 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 1,850,580 บาท รวมเป็นเงิน 2,239,544 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (10 พฤษภาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ในข้อ 2.1 และข้อ 2.5 ว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่โจทก์ถูกฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายนายไพฑูรย์ พึ่งเพ็ง ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาลงโทษโจทก์ไปแล้ว คดีดังกล่าวโจทก์ให้การรับสารภาพโดยไม่ได้นำสืบว่าเหตุทำร้ายเกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำของนายไพฑูรย์ การที่ศาลแรงงานกลางยอมให้โจทก์นำพยานเข้าสืบถึงสาเหตุแห่งการกระทำของโจทก์ และนำมาวินิจฉัยว่ามิได้จงใจทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ทั้งการกระทำของโจทก์ไม่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 และการกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการจงใจทำผิดข้อบังคับฉบับที่ 46 ข้อ 4.9, 4.10 และ 4.13 ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย ถือได้ว่าเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดที่มีโทษถึงขั้นไล่ออก เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ขอให้เพิกถอนคำสั่งเลิกจ้างและรับโจทก์กลับเข้าทำงาน มิฉะนั้นให้จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาจ้างแรงงานและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นสิทธิในทางแพ่งโดยเฉพาะ ไม่ได้อาศัยมูลความผิดทางอาญา แม้จำเลยทั้งสองจะให้การว่าจำเลยทั้งสองเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ เพราะโจทก์กระทำความผิดอาญาโดยทำร้ายร่างกายนายไพฑูรย์และถูกศาลแขวงพระนครเหนือพิพากษาลงโทษไปแล้ว ก็ไม่ทำให้คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว จะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ ที่ศาลแรงงานกลางให้โจทก์นำสืบถึงสาเหตุและพฤติการณ์ที่โจทก์ทำร้ายนายไพฑูรย์และนำมาวินิจฉัยว่าโจกท์ไม่ได้จงใจทำผิดข้อบังคับและไม่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจึงไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์เป็นคนตรงมิได้สนิทสนมคุ้นเคยกับนายไพฑูรย์ แต่นายไพฑูรย์ชอบอ้างว่าเป็นเพื่อนกับโจทก์และอ้างชื่อโจทก์ใช้ในทางที่ทำให้โจทก์เสื่อมเสีย โจทก์ย่อมมีสิทธิปกป้องชื่อเสียงให้พ้นจากการถูกทำลายของนายไพฑูรย์ วันเกิดเหตุโจทก์ได้ทราบว่านายไพฑูรย์มาประชุมซึ่งโจทก์ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง โจทก์จึงไปหานายไพฑูรย์เพื่อต่อว่าอันเป็นการปกป้องชื่อเสียงของโจทก์ แม้โจทก์จะใช้วิธีจับแก้มนายไพฑูรย์บีบให้หันมาทางโจทก์แล้วพูดต่อว่า ซึ่งเป็นวิธีที่รุนแรงไม่เหมาะสมและเป็นการทำร้ายนายไพฑูรย์ แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำผิดข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ฉบับที่ 46 ข้อ 4.9, 4.10, 4.13 หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นการทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามข้อ 8.2 และข้อ 8.9 ที่ทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิลงโทษไล่โจทก์ออกได้ การที่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีคำสั่งลงโทษไล่โจทก์ออกจึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยทั้งสองจึงต้องรับโจทก์กลับเข้าทำงาน มิฉะนั้นก็ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อ 2.2 ข้อ 2.3 และข้อ 2.4 ที่ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและการสอบสวนโจทก์ชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 มีอำนาจลงโทษเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไปคงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2.6 เป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นนายจ้างตามความในพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 มาตรา 6 (2) แต่จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจ จำเลยที่ 2 เป็นผู้อำนวยการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 77 ประกอบมาตรา 820 เมื่อจำเลยที่ 2 กระทำการไปภายในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 77 ม. 820
ป.วิ.อ. ม. 46
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ม. 6 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายณรงค์ วงศ์สกุล
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2548
#267042
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาเรื่องก่อนพนักงานอัยการจังหวัดระยองฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมีโจทก์เป็นผู้เสียหาย ศาลจังหวัดระยองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาน้ำมันเป็นเงิน 540,940 บาท แก่โจทก์ซึ่งเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่ผู้เสียหายจะใช้สิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทางคือในมูลละเมิดและมูลสัญญาจ้างแรงงาน คดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันคือขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการจังหวัดระยองขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด ส่วนคดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน ประเด็นที่วินิจฉัยจึงมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2546 โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกน้ำมันเชื้อเพลิงของบริษัทระยองเพียวริฟายเออร์ จำกัด ลูกค้าโจทก์จากคลังน้ำมันจังหวัดระยองไปส่งที่คลังน้ำมันจังหวัดนครราชสีมาจำนวน 37,000 ลิตร แต่จำเลยที่ 1 ยักยอกน้ำมันเชื้อเพลิงไปขายให้บุคคลอื่น โจทก์ต้องชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูญหายเป็นเงิน 516,198.20 บาท ไปเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 ออกจากงานและเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ถูกยักยอกพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2546 แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 6,452.47 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 522,650.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 516,198.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 40 วรรคสอง

จำเลยที่ 2 แถลงไม่ติดใจต่อสู้คดีและไม่สืบพยาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ยักยอกเอาน้ำมันเชื้อเพลิงของลูกค้าโจทย์ไปขาย ทำให้โจทย์ต้องชดใช้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 516,198.20 บาท ให้ลูกค้า จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามสัญญาแรงงานและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426.224 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยมาตรา 680 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 51,198.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกินที่โจทก์ขอ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2717/2546 ของศาลจังหวัดระยองที่พนักงานอัยการจังหวัดระยองฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมีโจทก์เป็นผู้เสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดระยองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาน้ำมันเป็นเงิน 540,940 บาท แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องคดีอาญาดังกล่าวนั้นแม้จะถือว่าเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนี้เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่ผู้เสียหายจะใช้สิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทางคือในมูลเหตุละเมิดและมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันคือขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการจังหวัดระยองขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อมูลหนี้ในคำฟ้องของทั้งสองคดีเป็นคนละอย่างเช่นนี้ประเด็นที่วินิจฉัยจึงมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจตุรทิศขนส่ง จำกัด
จำเลย — นายปรีชา เสมพิพัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 824/2548
#269608
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมีโจทก์เป็นผู้เสียหาย ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้ชดใช้ราคาน้ำมันแก่โจทก์ คำฟ้องคดีอาญาดังกล่าว แม้จะถือว่าเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนี้เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่ผู้เสียหายจะใช้สิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทางคือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ ถึงแม้คำขอบังคับจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันคือขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายแต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อมูลหนี้ในคำฟ้องของทั้งสองคดีเป็นคนละอย่าง ประเด็นที่วินิจฉัยจึงมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกน้ำมัน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันความเสียหายที่เกิดจากจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 522,650.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 516,198.20 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลแรงงานกลางพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

จำเลยที่ 2 แถลงไม่ติดใจต่อสู้คดีและไม่สืบพยาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ยักยอกเอาน้ำมันเชื้อเพลิงของลูกค้าโจทก์ไปขาย ทำให้โจทก์ต้องชดใช้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 516,198.20 บาท ให้ลูกค้า จำเลยที่ 1 ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามสัญญาจ้างแรงงานและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 426, 224 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยตามมาตรา 680 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 516,198.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องให้ไม่เกินที่โจทก์ขอ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทนจนครบ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2717/2546 ของศาลจังหวัดระยองที่พนักงานอัยการจังหวัดระยองฟ้องจำเลยที่ 1 โดยมีโจทก์เป็นผู้เสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดระยองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาน้ำมันเป็นเงิน 540,940 บาท แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เห็นว่า คำฟ้องคดีอาญาดังกล่าวนั้นแม้จะถือว่าเป็นการขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นกรณีที่ความเสียหายนั้นเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ทำให้เกิดความเสียหายนี้เป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ที่ผู้เสียหายจะใช้สิทธิเรียกร้องได้ทั้งสองทางคือในมูลละเมิดและในมูลแห่งสัญญาจ้างแรงงานที่มีต่อกันอยู่ ในคดีอาญาดังกล่าวกับคดีนี้ถึงแม้คำขอบังคับจะมีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันคือขอให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหาย แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่พนักงานอัยการจังหวัดระยองขอบังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากข้ออ้างเนื่องจากการกระทำผิดทางอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อมูลหนี้ในคำฟ้องของทั้งสองคดีเป็นคนละอย่างเช่นนี้ ประเด็นที่วินิจฉัยจึงมิใช่ประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันจะเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 43
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทจตุรทิศขนส่ง จำกัด
จำเลย — นายปรีชา เสมพิพัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2548
#267354
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ในปี 2539 โจทก์มีตำแหน่งเป็นช่างอิเล็กทรอนิคการบินสอง โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยให้ตัดเงินเดือนร้อยละ 10 เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 แต่เนื่องจากความบกพร่องในการปฏิบัติงานภายในของจำเลย จำเลยได้มีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่โจทก์ในปี 2540 และส่งผลให้ฐานเงินเดือนในการเลื่อนเงินเดือนในปีงบประมาณ 2541 คลาดเคลื่อนคำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่โจทก์จึงคลาดเคลื่อนไปด้วย เงินที่โจทก์ได้รับมาจากจำเลยโดยคำสั่งที่ไม่ชอบ จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ จึงเป็นลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 วรรคแรก โจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลย แต่จำเลยทราบถึงความบกพร่องในการเลื่อนเงินเดือนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 จำเลยฟ้องแย้งวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 พ้นกำหนด 1 ปีนับแต่เวลาที่จำเลยรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตามมาตรา 419 ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2537 เงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,620 บาท ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 และในวันที่ 10 มีนาคม 2541 จำเลยมีคำสั่งที่ 176/2539 และ 19/2541 ขึ้นเงินเดือนให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาจำเลยมีคำสั่งที่ 28/2542, 34/2542 และ 42/2542 แก้ไขการเลื่อนขั้นเงินเดือนของโจทก์โดยมิชอบ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนย้อนหลัง กับเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของโจทก์จากฐานอัตราเงินเดือนที่จำเลยได้ทำการปรับลดลงนับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึง 6 กรกฎาคม 2543 เป็นเงิน 52,488.30 บาท และ 4,723.95 บาท ตามลำดับ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินค่าเสียหายเนื่องจากการที่จำเลยจ่ายเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ถูกต้องแก่โจทก์เป็นเงิน 4,723.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าจ้าง 52,488.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในปี 2539 ขณะโจทก์ได้รับเงินเดือนอัตรา 16,950 บาท โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือนจำนวนร้อยละ 10 เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 ตามคำสั่งที่ 156/2539 เมื่อโจทก์ถูกตัดเงินเดือนตามระเบียบของจำเลยเกี่ยวกับการพิจารณาบำเหน็จประจำปีข้อ 9 (8) โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับการพิจารณาบำเหน็จประจำปี แต่จำเลยมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจึงได้เลื่อนขั้นเงินเดือนให้โจทก์ในปีงบประมาณ 2550 จากเงินเดือน 16,950 บาท เป็นเงิน 17,990 บาท ตามคำสั่งที่ 176/2539 และปีงบประมาณ 2541 จากเงินเดือน 17,990 บาท เป็น 19,110 บาท ตามคำสั่งที่ 19/2541 ต่อมาจำเลยตรวจพบความคลาดเคลื่อนในการขึ้นเงินเดือนของโจทก์ จึงมีคำสั่งที่ 28/2542 แก้ไขคำสั่งที่ 176/2539 เปลี่ยนจากอัตราเงินเดือน 17,990 บาท เหลือ 16,950 บาท มีคำสั่งที่ 34/2542 แก้ไขคำสั่งที่ 19/2541 เปลี่ยนจากอัตราเงินเดือน 19,110 บาท เหลือ 17,990 บาท เป็น 18,550 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไป อัตราเงินเดือนสุดท้ายของโจทก์จึงเป็นเดือนละ 18,550 บาท เมื่ออัตราเงินเดือนลดลงการส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งกำหนดเป็นร้อยละ จึงย่อมลดตามอัตราส่วนไปด้วย จำเลยมิได้ทำความเสียหายแก่โจทก์ เมื่อฐานเงินเดือนของโจทก์สูงเกินจริง โจทก์จึงได้รับเงินเดือนส่วนเกินเป็นเงิน 29,280 บาท ค่าล่วงเวลา 537 บาท รวมเป็นเงิน 29,817 บาท แต่ช่วงที่โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยให้ตัดเงินเดือนร้อยละ 10 ต่อเดือนนั้น จำเลยหักเกินไป 520 บาท เมื่อหักออกแล้วคงเหลือเงินที่โจทก์จะต้องคืนจำเลย 29,297 บาท จำเลยทวงถามแล้วแต่โจทก์เพิกเฉย ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์คืนเงิน 29,297 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อคำสั่งที่แก้ไขการขึ้นเงินเดือนไม่ถูกต้องโจทก์จึงมีเงินเดือนสุดท้ายเดือนละ 21,620 บาท จำเลยไม่มีสิทธิเรียกเงิน 29,297 บาท คืนจากโจทก์เพราะขาดอายุความลาภมิควรได้ 1 ปี โจทก์รับเงินดังกล่าวไว้โดยสุจริตได้นำไปใช้จ่ายหมดสิ้นแล้ว ทั้งไม่มีดอกผลเกิดจากเงินดังกล่าว จำเลยนำโทษตัดเงินเดือนซึ่งเป็นโทษเก่ามากล่าวหาโจทก์ซ้ำซ้อนซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และจำเลยได้จ่ายค่าจ้างโจทก์ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลา 2 ปี 6 เดือน หลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดย่อมต้องถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โจทก์คืนเงิน 29,297 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2544 อันเป็นวันฟ้องแย้งไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ในปี 2539 โจทก์มีตำแหน่งเป็นช่างอิเล็กทรอนิคการบินสอง อัตราเงินเดือน 16,950 บาท แต่โจทก์ถูกลงโทษทางวินัยให้ตัดเงินเดือน ร้อยละ 10 เป็นเวลา 6 เดือน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2539 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2540 แต่เนื่องจากความบกพร่องในการปฏิบัติงานภายในของจำเลย จำเลยได้มีคำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่โจทก์ในปี 2540 ตามคำสั่งที่ 176/2539 และส่งผลให้ฐานเงินเดือนในการเลื่อนเงินเดือนในปีงบประมาณ 2541 คลาดเคลื่อนทำให้คำสั่งเลื่อนเงินเดือนให้แก่โจทก์ตามคำสั่งที่ 19/2541 คลาดเคลื่อนตามไปด้วย และวินิจฉัยว่าคำสั่งเลื่อนเงินเดือนที่ 176/2539 และ 19/2541 ให้แก่โจทก์เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ โจทก์ไม่อาจอาศัยคำสั่งดังกล่าวเรียกร้องเงินใด ๆ ได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับเกินไปตามคำสั่งที่ 176/2539 และ 19/2541 เป็นลาภมิควรได้หรือไม่ และฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวน 29,297 บาท ที่โจทก์ได้รับเกินไปตามคำสั่งที่ 176/2539 และ 19/2541 นั้น เป็นเงินที่โจทก์ได้รับมาจากจำเลยโดยคำสั่งที่ไม่ชอบ จึงเป็นการได้มาโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นผลให้จำเลยเสียเปรียบจึงเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 วรรคแรก โจทก์ต้องคืนให้แก่จำเลย แต่เมื่อได้ความว่าจำเลยทราบถึงความบกพร่องในการเลื่อนเงินเดือนเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2541 จำเลยฟ้องแย้งวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 เป็นการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่เวลาที่จำเลยรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตามมาตรา 419 ฟ้องแย้งของจำเลยจึงขาดอายุความแล้ว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรัญญา คุณกิตติ
จำเลย — สถาบันการบินพลเรือน
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 817/2548
#267041
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะไปกับจำเลยกับพวก อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เมื่อถึงที่เปลี่ยวจำเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายเพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายในขณะที่การชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธปืน และฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกได้กระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ได้กระทำนั้นเอง จึงมิใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายอีกกรรมหนึ่งต่างหาก

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 โดยไม่ระบุวรรคไม่ถูกต้อง รวมทั้งเมื่อฟังว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 289 (6) (7) แล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทลงโทษตามมาตรา 288 อีก นอกจากนี้โจทก์ขอให้ริบหัวกระสุนปืน 2 หัว และกระสุนปืนหัวตะกั่ว 1 นัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ริบหัวกระสุนปืนทั้งหมดรวม 3 หัว ก็ไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 ถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2545 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยกับพวกที่หลบหนีร่วมกันมีอาวุธปืนสั้นแบบออโตเมติก ขนาด .22 ชนิดประกอบขึ้นเอง 1 กระบอก และอาวุธปืนสั้นแบบลูกโม่ขนาด .38 หรือ .357 จำนวน 1 กระบอก ซึ่งอาวุธปืนทั้งสองกระบอกไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ และร่วมกันมีกระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 แม็กนั่ม 4 นัด กับกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 3 นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในบริเวณห้างสรรพสินค้าโลตัสพระนครศรีอยุธยา ตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตามถนนสายโรจนะจนถึงบริเวณข้างวัดชูจิตธรรมมาราม ตำบลสนับทึบ อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว ทั้งไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ และจำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนดังกล่าวขู่บังคับนางหน่อย วิจิตรผล ผู้ตาย ให้ขึ้นรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บฉ 9206 พระนครศรีอยุธยา ของผู้ตายไปกับจำเลยและพวก โดยขู่บังคับไม่ให้ผู้ตายขัดขืน และไม่ให้หลบหนีอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ผู้ตายจำยอมไปกับจำเลยและพวก เมื่อถึงบริเวณที่เปลี่ยวจำเลยกับพวกร่วมกันลักเอาสร้อยคอทองคำหนัก 2 ถึง 3 บาท 1 เส้น ราคา 18,000 บาท สร้อยข้อมือทองคำหนัก 2 ถึง 3 บาท 1 เส้น ราคา 18,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง 1 เส้น ราคา 1,500 บาท เครื่องเล่นวีซีดี 1 เครื่อง ราคา 500 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ราคา 6,000 บาท กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ และเงินจำนวนเท่าใดไม่ปรากฏชัด รวมราคาทรัพย์ 48,500 บาท ของผู้ตาย ไปโดยทุจริต โดยจำเลยกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย รวม 6 นัด โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน กระสุนปืนทั้ง 6 นัดถูกอวัยวะสำคัญของร่างกายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายทันที เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นซึ่งทรัพย์ และยึดถือเอาทรัพย์ไว้ และจำเลยกับพวกฆ่าผู้ตายเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกกระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ได้กระทำไว้ ต่อมาเจ้าพนักงานยึดรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บฉ 9206 พระนครศรีอยุธยา กระเป๋าสตางค์ 1 ใบ หัวกระสุนปืน 2 หัว เครื่องเล่นวีซีดี 1 เครื่อง อาวุธปืนสั้น แบบออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 แม็กนั่ม 4 นัด ซองกระสุนปืน 1 อัน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 1 เครื่อง กระสุนปืนหัวตะกั่ว 1 หัว เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 288, 310, 339, 339 ทวิ, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบหัวกระสุนปืน 2 หัว กระสุนปืนหัวตะกั่ว 1 นัด อาวุธปืนสั้นแบบออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกกรดขนาด .22 แม็กนั่ม 4 นัด ซองกระสุนปืน 1 อัน และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 40,500 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่รับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4) (6) (7), 310, 339 วรรคท้าย, 340 ตรี, 371 ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อความสะดวกในการที่จะทำความผิดอย่างอื่นและเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทที่มีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นฯ โดยลงโทษประหารชีวิต ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น จำคุก 5 ปี มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านและทางสาธารณะ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยซึ่งเป็นโทษขั้นสูงสุดแล้วจึงไม่รวมโทษจำคุกกระทงอื่นอีก ให้ลงโทษประหารชีวิตสถานเดียว จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) คงจำคุกตลอดชีวิต (ที่ถูกจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) ฐานฆ่าผู้อื่นฯ จำคุกตลอดชีวิต ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะ จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมโทษความผิดทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)) ริบหัวกระสุนปืนรวม 3 หัว อาวุธปืนสั้นแบบออโตเมติก ขนาด .22 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนลูกกรด ขนาด .22 แม็กนั่ม 4 นัด ซองกระสุนปืน 1 อัน ของกลางและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 40,500 บาท แก่เจ้าของ (ที่ถูกคำขอนอกจากนี้ให้ยก)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง การที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่บังคับให้ผู้ตายขึ้นรถยนต์กระบะไปกับจำเลยกับพวกอันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเมื่อถึงที่เปลี่ยวจำเลยกับพวกร่วมกันชิงทรัพย์ผู้ตายโดยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย เพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกได้กระทำความผิด เพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ได้กระทำ แสดงว่าจำเลยกับพวกร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายเพื่อความสะดวกแก่การชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายในขณะที่การชิงทรัพย์และฆ่าผู้ตายยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธปืน และฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิด เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกได้กระทำความผิดเพื่อปกปิดความผิดและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดที่ได้กระทำนั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายอีกกรรมหนึ่งต่างหากดังที่ศาลอุทธรณืภาค 1 ลงโทษมาไม่และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 โดยไม่ระบุวรรคนั้น เห็นสมควรระบุเสียให้ถูกต้อง รวมทั้งเมื่อฟังว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7) แล้ว ก็ไม่จำต้องปรับบทลงโทษตาม มาตรา 288 อีก นอกจากนี้คดีนี้โจทก์ขอให้ริบหัวกระสุนปืน 2 หัว และกระสุนปืนหัวตะกั่ว 1 นัด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ริบหัวกระสุนปืนทั้งหมดรวม 3 หัว จึงไม่ถูกต้อง เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (6) (7), 310 วรรคหนึ่ง, 339 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 340 ตรี ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยในความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังถึงแก่ความตาย ฐานชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายโดยใช้อาวุธปืน และฐานะฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดอื่น และเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทและบางบทมีอัตราโทษเท่ากันเห็นสมควรลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นเพื่อความสะดวกในการที่จะกระทำความผิดอย่างอื่น เพื่อจะเอาและเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่จำเลยกับพวกกระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนและเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ริบหัวกระสุนปืน 2 หัว และกระสุนปืนหัวตะกั่ว 1 นัด นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 289
ป.วิ.อ. ม. 186 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายโสภณหรือโก๊ะ เพ็งศรี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2548
#267348
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เข้าไปบริหารงานของบริษัทจำเลยในฐานะผู้ถือหุ้น การทำงานอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวันไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของผู้ใดในบริษัทจำเลยและไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยเป็นเงินเดือน ก็มิใช่ค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อโจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลยจึงไม่ต้องหักเงินสมทบส่งสำนักงานประกันสังคม การที่จำเลยหักเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมก็ไม่มีผลทำให้โจทก์กลับมีฐานะกลายเป็นลูกจ้างของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ตกลงรับการจ้างทำงานกับจำเลยในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการตลาดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2532 เงินเดือนสุดท้าย 40,000 บาท ต่อมาเดือนกุมภาพันธ์ 2544 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย โจทก์มีสิทธิได้รับเงินที่ไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 40,000 บาท โจทก์ทำงานเกินกว่า 13 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 400,000 บาท เงินที่จำเลยหักไปจากเงินเดือนโดยไม่ชอบ 3 ครั้ง รวมเป็นเงิน 18,200 บาท เงินค่าภาษีหัก ณ ที่จ่าย 2 ครั้งใน 2 ปี ติดต่อกันหลักเลิกจ้างเป็นเงิน 59,361 บาท และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ขาดรายได้คิดเป็นเงิน 2,880,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต่าง ๆ ดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจร้านอาหารใช้ชื่อทางการค้าว่า ร้านเบอร์เบิร์นสตรีท เดิมโจทก์เข้าเป็นหุ้นส่วนกับจำเลย แต่เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ตกลงออกจากการเป็นหุ้นส่วนและผู้บริหารของจำเลยโดยตกลงขายหุ้นของจำเลยในส่วนของโจทก์ทั้งหมดให้แก่นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยด้วยความสมัครใจ มีการตกลงชำระเงินบางส่วนและส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระ ในระหว่างผ่อนชำระนั้นโจทก์ขอให้จำเลยช่วยต่อใบอนุญาตการทำงานให้โจทก์ เพื่อโจทก์จะได้สิทธิทำงานในประเทศไทย โจทก์มิได้เป็นพนักงานของจำเลยตามที่กล่าวอ้าง หากแต่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนและขายหุ้นดังกล่าว จำเลยมิได้เลิกจ้างโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าชดเชย ค่าสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหาย จำเลยไม่เคยหักเงินเดือนโจทก์โดยไม่ชอบส่วนการหักเงินภาษี ณ ที่จ่ายของโจทก์นั้นเป็นความยินยอมของโจทก์ เพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2529 ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ใช้ชื่อร้านว่าเบอร์เบิร์นสตรีท ปัจจุบันมีนายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัท โจทก์ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยตั้งแต่ปี 2531 และได้ร่วมกับนายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน บริหารกิจการของจำเลย โดยโจทก์ดูแลในเรื่องเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งบริหารด้านการบัญชีและการเงิน ได้รับค่าตอบแทนในการบริหารครั้งสุดท้ายเป็นเงินเดือนละ 40,000 บาท ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้ขายหุ้นในบริษัทในส่วนของตนซึ่งขณะนั้นมีอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ให้แก่นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน เป็นเงิน 3,600,000 บาท โจทก์ได้รับเงินแล้วจำนวน 2,600,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 1,000,000 บาท มีข้อตกลงให้นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสันผ่อนชำระเดือนละ 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยมีกำหนด 24 เดือน เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2544 ในระหว่างผ่อนชำระค่าหุ้นนั้น นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน จะต้องต่อใบอนุญาตการทำงานของโจทก์ในการทำงานกับจำเลยต่อไปจนกว่าจะชำระค่าหุ้นหมด ตามเอกสารหมาย ล.1 หรือ ล.12 หรือ ล.13 หลังจากขายหุ้นแล้วโจทก์ไม่ได้เข้าไปทำงานกับจำเลยอีก แต่ได้เข้าไปช่วยฝึกงานด้านการบัญชีและการเงินให้พนักงานใหม่ของจำเลย 2 ถึง 3 ครั้ง นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน ได้ผ่อนชำระค่าหุ้นให้โจทก์โดยจ่ายเป็นเงินเดือนของจำเลยให้แก่โจทก์จนครบสัญญา ในการจ่ายเงินนั้นได้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และหักเงินที่จำเลยให้แก่โจทก์เป็นเงินสมบทส่งสำนักงานประกันสังคม โดยระบุว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดจ่ายเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายที่เกิดจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์เข้าไปบริหารงานของจำเลยในฐานะผู้ถือหุ้นการทำงานอิสระ ไม่ต้องมาทำงานทุกวันไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ใดในบริษัทจำเลยและไม่ต้องอยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 แม้โจทก์จะได้รับค่าตอบแทนจากจำเลยเป็นเงินเดือนก็มิใช่ค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน เมื่อโจทก์มิใช่ลูกจ้างจำเลยจึงไม่ต้องหักเงินสมทบส่งสำนักงานประกันสังคม การที่จำเลยหักเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมก็ไม่มีผลทำให้โจทก์กลับมีฐานะกลายเป็นลูกจ้างของจำเลย อีกทั้งศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานกับจำเลยอีกต่อไปเนื่องจากโจทก์ขายหุ้นของจำเลยในส่วนของโจทก์ให้แก่นายดักลาส เบเกอร์ แฮริสัน โดยที่จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแดเรล เค.วูลลีย์
จำเลย — บริษัทเดอะ เท็กซาน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2548
#266456
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชกับแพทย์ทางจิตเวช และหลังจากจำเลยสืบพยานไปแล้ว ทนายจำเลยแถลงขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชมาวิเคราะห์ว่าจำเลยมีอาการทางจิตหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของจำเลย และขอหมายเรียกจากศาลไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชประสงค์ที่จะขอให้นำตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาล แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดีศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยก่อน โดยเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์แล้วว่า ในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เหตุที่ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลนั้น ไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยกับผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้จำเลยต้องฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจำเลยมาโดยตลอด จำเลยเป็นผู้มีอาการทางประสาท โวยวายว่าจะมีผู้อื่นมาฆ่าจำเลย บิดาและมารดาของจำเลยเคยนำจำเลยไปรักษาอาการทางประสาทที่โรงพยาบาล แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล จำเลยวิ่งหนีไม่ยอมเข้าไปรักษา ก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการคลุ้มคลั่งกลัวคนอื่นจะมาฆ่า ในวันเกิดเหตุน้องชายของจำเลยได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของจำเลยว่ากลัวคนจะมาฆ่า และขณะเกิดเหตุมีผู้เห็นจำเลยยืนถือไม้หน้าสามยืนอยู่ข้างเปลที่ผู้ตายนอนและมีเลือดไหลออกจากจมูกของผู้ตายพร้อมกับตะโกนว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย และตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แม้ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นการชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่การที่จำเลยเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย และหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปนั้น แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจหรือจิตบกพร่อง แต่ก็เชื่อได้ว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าตามวันเวลาเกิดเหตุ จำเลยใช้ไม้ท่อน 1 อัน เป็นอาวุธ ทำร้ายบิดาของจำเลยจนถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 288, 289, 33 และสั่งริบของกลาง

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (1) ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษแก่จำเลย ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยโดยเจตนาฆ่า ใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายบิดาของตนจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีพยานของจำเลยฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2543 อันดับที่ 4 และ 5 และบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชกับแพทย์ทางจิตเวช และหลังจากจำเลยสืบพยานไปแล้ว ทนายจำเลยแถลงขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชมาวิเคราะห์ว่าจำเลยมีอาการทางจิตหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของจำเลย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 และทนายจำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ว่า "ตามที่ได้รับหมายเรียกจากศาลไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชประจำโรงพยาบาล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชประสงค์ที่จะขอให้นำตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาล" แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น และเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาคดีศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยก่อน โดยศาลฎีกาเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาล และโจทก์แถลงว่ากรณีไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ศาลชั้นต้น เห็นว่า ในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เหตุที่ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาล ไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะจิตบกพร่องหรือไม่ เห็นว่า น้องชาย พี่สาว และ มารดาของจำเลย พยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมีอาการทางประสาท และเห็นจำเลยโวยวายว่าจะมีผู้อื่นมาฆ่าจำเลย บิดาและมารดาของจำเลยเคยนำจำเลยไปรักษาอาการทางประสาทที่โรงพยาบาล แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล จำเลยวิ่งหนีไม่ยอมเข้าไปรักษา และก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการคลุ้มคลั่งกลัวคนอื่นจะมาฆ่า ในวันเกิดเหตุน้องชายของจำเลยได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของจำเลยว่า กลัวคนจะมาฆ่า หลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไป ประกอบกับคำให้การในชั้นสอบสวนของน้องชายและมารดาของจำเลยปรากฏว่าเห็นจำเลยยืนถือไม้หน้าสามยืนอยู่ข้างเปลที่ผู้ตายนอนและมีเลือดไหลออกจากจมูกของผู้ตายพร้อมกับตะโกนว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย โดยก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการเกิดความกลัวหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจัดทำขึ้นหลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่าน้องชายและมารดาของจำเลยให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสัตย์จริง ไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือจำเลย เชื่อได้ว่าให้การไปตามความจริงที่ได้รู้เห็น พนักงานสอบสวนจึงได้บันทึกและให้พยานลงชื่อไว้ การที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามค้านของทนายจำเลยจึงไม่เป็นการเบิกความช่วยเหลือจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตาย โดยจำเลยมีอาการทางประสาทเกิดความกลัว หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย และตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยกับผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้จำเลยต้องฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจำเลยมาโดยตลอด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แม้ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นการชัดแจ้งว่า จำเลยกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่การที่จำเลยเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย และหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปนั้น แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจหรือจิตบกพร่อง แต่ก็เชื่อได้ว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตาม ป.อ. มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 65 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65 วรรคสอง ม. 289 (1)
ป.วิ.อ. ม. 14 ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายมิตร ยศตุ้ย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายวิชิต คงรัตนชาติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2548
#269541
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาล โจทก์แถลงว่ากรณีไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ศาลชั้นต้นเห็นว่าในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เหตุที่ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลนั้นไม่เข้าเหตุตาม ป.วิ.อ. มาตรา 14 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่า จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

จำเลยกับผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้จำเลยต้องฆ่าผู้ตายซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจำเลยมาโดยตลอด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แม้ยังไม่เป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่อง แต่การที่จำเลยเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายและหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปนั้น แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจหรือจิตบกพร่อง แต่ก็เชื่อได้ว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 65 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 33 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ลงโทษประหารชีวิต ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอดชีวิตนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน จำเลยได้ใช้ท่อนไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายนายแอ้ ยศตุ้ย บิดาของจำเลยโดยเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้นายแอ้ถึงแก่ความตาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า จำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามบัญชีพยานของจำเลยฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2543 อันดับที่ 4 และที่ 5 และบัญชีพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยอ้างผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชกับแพทย์ทางจิตเวช และหลังจากจำเลยสืบพยานไปแล้วทนายจำเลยแถลงขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชมาวิเคราะห์จำเลยว่ามีอาการทางจิตหรือไม่ เพื่อประโยชน์ในการต่อสู้คดีของจำเลย ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2543 และทนายจำเลยแถลงในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ว่า "ตามที่ได้รับหมายเรียกจากศาลไปให้แพทย์หญิงรุ่งแสง กนกวุฒิ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชประจำโรงพยาบาลพุทธชินราชนั้น แพทย์หญิงรุ่งแสงประสงค์ที่จะขอให้นำตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราช" แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ยกเหตุว่าจำเลยเป็นบุคคลวิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีขึ้นกล่าวอ้างในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นไม่รับวินิจฉัยให้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้ฟังขึ้น อนึ่งเพื่อความรวมเร็วในการพิจารณาคดีศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วินิจฉัยก่อน ศาลฎีกาเห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราชนั้น และโจทก์แถลงว่ากรณีไม่เข้าเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ในระหว่างการสอบสวนและพิจารณาจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้ เหตุที่ทนายจำเลยขอส่งตัวจำเลยไปตรวจจิตที่โรงพยาบาลพุทธชินราชนั้น ไม่เข้าเหตุตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 14 ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้ขาดว่าจำเลยสามารถต่อสู้คดีได้และจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้าน การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปว่า จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือไม่ เห็นว่า นายวิสุทธิ์ ยศตุ้ย น้องชายจำเลย นางดวงรัตน์ ชื่นทิม ที่สาวจำเลย และนางคำใส ยศตุ้ย มารดาจำเลยพยานโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยในทำนองเดียวกันว่า จำเลยมีอากาทางประสาท และเห็นจำเลยโวยวายว่าจะมีผู้อื่นมาฆ่าจำเลย บิดาและมารดาจำเลยเคยนำจำเลยไปรักษาอาการทางประสาทที่โรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลจำเลยวิ่งหนีไม่ยอมเข้าไปรักษา และก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการคลุ้มคลั่งกลัวคนอื่นจะมาฆ่า ในวันเกิดเหตุนายวิสุทธิ์ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของจำเลยว่ากลัวคนจะมาฆ่า หลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไป ประกอบกับนายวิสุทธิ์และนางดวงรัตน์ให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ว่าเห็นจำเลยยืนถือไม้หน้าสามยืนอยู่ข้างเปลที่ผู้ตายนอนและมีเลือดไหลออกจากจมูกของผู้ตายพร้อมกับตะโกนว่าจำเลยฆ่าผู้ตาย และก่อนเกิดเหตุ 2 เดือน จำเลยมีอาการเกิดความกลัวหวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของนายวิสุทธิ์และนางด้วงรัตน์ให้การต่อพนักงานสอบสวน หลังเกิดเหตุเพียง 5 วัน ตามพฤติการณ์เชื่อได้ว่านายวิสุทธิ์และนางดวงรัตน์ให้การต่อพนักงานสอบสวนด้วยความสัตย์จริง ไม่มีเวลาคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือจำเลย เชื่อว่าได้ให้การไปตามความจริงที่ได้รู้ได้เห็น พนักงานสอบสวนจึงได้บันทึกและให้พยานลงชื่อไว้ การที่พยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามค้านของทนายจำเลยจึงไม่เป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยแต่อย่างใด ดังนั้นข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบมาฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตายและจำเลยมีอาการทางประสาทเกิดความกลัว หวาดระแวงว่าจะมีคนมาทำร้าย และตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยกับผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งไม่มีมูลเหตุใดอันเป็นเรื่องรุนแรงพอที่จะทำให้จำเลยต้องฆ่าผู้ตาย ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจำเลยมาโดยตลอด จึงน่าเชื่อว่าจำเลยมีความผิดปกติในความคิดและการรับรู้ แม้ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ยังไม่เป็นการชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ หรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องแต่การที่จำเลยเกิดความหวาดกลัวว่าจะมีคนมาทำร้ายและหลังเกิดเหตุจำเลยวิ่งหลบหนีไปนั้น แสดงว่าจำเลยมีอาการผิดปกติทางจิตใจหรือจิตบกพร่อง แต่ก็เชื่อได้ว่าจำเลยยังสามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง ซึ่งศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาในประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (1) ประกอบมาตรา 65 วรรคสอง ลงโทษจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 65 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายมิตร ยศตุ้ย
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชาย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 803 -ที่ 804/2548
#269534
เปิดฉบับเต็ม

ตัวแทนเชิกที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการตั้งตัวแทนไว้ชัดแจ้งเหมือนกรณีสัญญาตั้งตัวแทนตามปกติธรรมดาทั่วไป

จำเลยที่ 1 รู้และยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำที่ดินจัดสรรออกขายแก่บุคคลภายนอกซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือรู้อยู่แล้วยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เชิดตัวเองออกเป็นตัวแทนของตน จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำไปเสมือนว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำไปเสมือนว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 2 ส่วนจำเลยทั้งห้าให้คงเดิม

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวน ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยปลอดจากภาระจำนองหรือภาระผูกพันใดๆ ให้จำเลยทั้งห้าเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมและค่าภาษีการโอน กับให้จำเลยที่ 1 รับเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่คงเหลือจากโจทก์ทั้งสองหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน หากจำเลยทั้งห้าไม่สามารถปฏิบัติตามก็ขอให้ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองคนละ 559,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการจัดสรรทาวน์เฮ้าส์และอาคารพาณิชย์ขายให้แก่ประชาชนตามฟ้อง การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทไปยังจำเลยที่ 4 นั้น เป็นการโอนโดยสุจริตมีค่าตอบแทน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 146785 และ 146786 ตำบลประเวศ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 กลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 โดยปลอดจากภาระผูกพันใดๆ โดยค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 กับให้จำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ที่ 1 จำนวน 509,000 บาท รับเงินจากโจทก์ที่ 2 จำนวน 549,000 บาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 300,000 บาท และให้คืนเงินมัดจำแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อีกคนละ 50,000 บาท และ 10,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นปีทั้งสองจำนวนนับถัดจากวันที่ 10 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 คนละ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองสำนวนเดิมมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โจทก์ทั้งสองทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 เชิดให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จากคำเบิกความโจทก์ทั้งสอง โดยฝ่ายจำเลยมิได้นำสืบหักล้าง จำเลยที่ 1 รู้และยินยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำที่ดินจัดสรรออกขายแก่บุคคลภายนอกซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทด้วย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เชิดจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกแสดงเป็นตัวแทนของตนหรือรู้แล้วยอมให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตน จำเลยที่ 1 จึงต้องผูกพันต่อโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นบุคคลภายนอกในกิจการที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กระทำเสมือนว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นตัวแทนของตนโดยจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาในฐานะตัวการ ซึ่งโจทก์ทั้งสองนำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าสืบแสดงถึงพฤติการณ์แวดล้อมต่างๆ เป็นที่น่าเชื่อถือเต็มตามที่ตนมีภาระการพิสูจน์จนข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่อ้างมาในคำฟ้องแล้ว มิใช่โจทก์ทั้งสองไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาสืบตามภาระของตน ทั้งพยานโจทก์ทั้งสองมิได้ขัดแย้งกันดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เนื่องจากในกรณีตัวแทนเชิดเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการตั้งตัวแทนไว้ชัดแจ้งเหมือนกรณีสัญญาตั้งตัวแทนตามปกติธรรมดาทั่วไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ สวัสดี
จำเลย — บริษัทยูนิโก้ เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 794/2548
#267040
เปิดฉบับเต็ม

การที่ อ. สามีโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสให้แก่จำเลย เป็นกรณีที่ อ. จัดการสินสมรสซึ่งโดยปกติต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479 เมื่อ อ. จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทได้ภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำดังกล่าวหรือภายใน 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียนขายฝาก เว้นแต่ขณะที่ทำนิติกรรมนั้นจำเลยได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตาม มาตรา 1480

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอรุณ พิมพะสอน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2541 นายอรุณสามีโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 85 ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และนายอรุณให้แก่จำเลย จำนวน 70,000 บาท มีกำหนด 3 เดือน โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม และจำเลยทราบว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายอรุณ ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2543 โจทก์ทราบการกระทำดังกล่าวจึงมีหนังสือแจ้งขอให้เพิกถอนการขายฝากและโอนที่ดินคืนแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้พิพากษาเพิกถอนการขายฝากที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 85 เลขที่ดิน 223 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ระหว่างสามีโจทก์กับจำเลย และให้จำเลยไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อโจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบและยินยอมให้นายอรุณนำที่ดินแปลงพิพาทจดทะเบียนขายฝากไว้แก่จำเลย โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันจดทะเบียนคดีโจทก์จึงขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 85 เลขที่ดิน 223 ตำบลโพนทอง อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2541 ระหว่างนายอรุณ พิมพะสอน กับจำเลยให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 8,000 บาท คำขออื่นขอให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาของนายอรุณ พิมพะสอน เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2541 นายอรุณทำนิติกรรมจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายอรุณให้แก่จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า การที่นายอรุณสามีโจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสให้แก่จำเลย เป็นกรณีที่นายอรุณจัดการสินสมรสซึ่งโดยปกติต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1479 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายอรุณจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยโดยมิได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทดังกล่าวภายในกำหนดเวลา 1 ปี นับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำดังกล่าวหรือภายใน 10 ปี นับแต่วันจดทะเบียนขายฝาก เว้นแต่ขณะที่ทำนิติกรรมนั้น จำเลยได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 คดีมีปัญหาว่าจำเลยกระทำโดยสุจริตหรือไม่ เห็นว่าคดีโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทราบว่านายอรุณมีคู่สมรส และที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายอรุณจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธในเรื่องนี้ ถือว่าจำเลยทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายอรุณตามฟ้อง ดังนั้น การที่จำเลยยังทำนิติกรรมขายฝากทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส จึงมิใช่เป็นการกระทำโดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนายอรุณได้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1479 ม. 1480
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำราญ พิมพะสอน
จำเลย — นางสาววันวิศาข์ วิโรจน์รัตน์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2548
#267350
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม นั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาและได้พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว จึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานหน่วยเหนี่ยวกักขัง

ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและข่มขืนกระทำชำเรา นั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2546 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยพรากนางสาวสีแพร น้อมกระโทก ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ ไปเสียจากนางสำลี สากกระโทก ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร จำเลยได้ข่มขืนใจ โดยฉุดกระชากลากผู้เสียหายที่ 2 ไปที่กระท่อมร้าง และได้พูดข่มขู่ว่าหากขัดขืนจะบีบคอให้ตาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย จนต้องจำยอมกระทำตามจำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้ายและเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 309, 310, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ไม่เกินสิบแปดปี ไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ฉุดกระชากลากเข้าไปในกระท่อมร้าง โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย จนผู้เสียหายที่ 2 ต้องจำยอมกระทำตาม จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่าความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม นั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาและได้พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดหน่วงเหนี่ยวกักขัง ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง กับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และข่มขืนกระทำชำเรา นั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ ศาลล่างทั้งสองมิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและปรับบทลงโทษจำเลยโดยไม่ระบุเป็นความผิดตามวรรคใดในมาตราที่ลงโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากบิดา มารดา ผู้ปกครองดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 16,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสมพร ผิวตะขบ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา