คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2548
#269605
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคสาม นั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาและได้พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ส่วนความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง กับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และข่มขืนกระทำชำเรานั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ ศาลล่างทั้งสองมิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและปรับบทลงโทษจำเลยโดยไม่ระบุเป็นความผิดตามวรรคใดในมาตราที่ลงโทษ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 309, 310, 318

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310, 318 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดา มารดา ผู้ปกครองดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร กับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง เป็นกรรมดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากผู้เยาว์โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นการกระทำต่อเนื่องกับการกระทำครั้งแรก จึงเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 4 ปี รวมจำคุก 7 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 18 ปีเศษ และยังเป็นนักเรียน ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยรู้สำนึกในความผิดของตน ทั้งปรากฏตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้คัดค้านว่า จำเลยและผู้เสียหายที่ 2 คบหากันในทำนองชู้สาว และหลังเกิดเหตุฝ่ายจำเลยได้เจรจาเพื่อขอชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหาย แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ต่อมาภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยได้นำเงินมาวางศาลเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองและผู้เสียหายทั้งสองได้รับเงินดังกล่าวไปจากศาลแล้ว ถือได้ว่าจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับยังอยู่ในวัยศึกษา จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้หลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติไว้ด้วย

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากผู้เสียหายที่ 2 ไปจากผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 2 ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร จำเลยข่มขืนใจผู้เสียหายที่ 2 ฉุดกระชากลากเข้าไปในกระท่อมร้าง โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายจนผู้เสียหายที่ 2 ต้องจำยอมกระทำตาม จำเลยหน่วยเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายที่ 2 และจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่า ความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเสียจากบิดามารดาโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม นั้น เมื่อจำเลยมีเจตนาและได้พรากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไปโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยเพื่อการอนาจาร ถือได้ว่าความผิดสำเร็จนับแต่จำเลยเริ่มพรากผู้เสียหายที่ 2 ไป โดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ส่วนความผิดฐานหน่วยเหนี่ยวกักขังกับความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น และข่มขืนกระทำชำเรานั้น จำเลยกระทำต่อเนื่องเชื่อมโยงอยู่ในวาระเดียวกันโดยมุ่งหมายที่จะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 การกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท นอกจากนี้ศาลล่างทั้งสองมิได้อ้างบทกฎหมายที่เป็นบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราและปรับบทลงโทษจำเลยโดยไม่ระบุเป็นความผิดตามวรรคใดในมาตราที่ลงโทษ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 309 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 318 วรรคสาม ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปจากบิดา มารดา ผู้ปกครองดูแล โดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วย เพื่อการอนาจาร ให้ลงโทษปรับ 6,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของผู้ถูกข่มขืนใจหรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งนั้นและความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษปรับ 10,000 บาท อีกสถานหนึ่ง รวมปรับ 16,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ปีละ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91 ม. 276 ม. 309 ม. 310 ม. 318 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ประกอบ 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายสมพร ผิวตะขบ
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 774/2548
#269603
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรู้ว่ากำลังถูกผู้เสียหายที่ 2 กับพวกซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจับกุม การที่จำเลยกอดปล้ำต่อสู้และใช้มีดฟันแทงผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 138, 140 และเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ด้วย

การเป็นอันตรายสาหัสตาม ป.อ. มาตรา 297 (8) นั้น ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน แต่ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลที่ต้นขาซ้ายด้านหลังต้องรักษาที่โรงพยาบาล 11 วัน หลังจากนั้นให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านและต้องไปทำแผลทุกวัน ในระหว่างรักษาบาดแผลผู้เสียหายที่ 2 ยังสามารถทำงานได้ตามปกติและต้องไปล้างแผลทุกวัน แสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 มิได้ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือประกอบกรณียกิจไม่ได้ จึงไม่เข้าลักษณะอันตรายสาหัสตาม ป.อ. 297 (8) เพียงแต่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจตาม ป.อ. มาตรา295 เท่านั้น การที่จำเลยทำร้ายร่ายกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 296

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 218, 288, 289 (2), 80, 91, 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนของผู้อื่น ส่วนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 (ที่ถูกมาตรา 138 วรรคสอง), 140 (ที่ถูกมาตรา 140 วรรคแรก), 218, 297 (8), 298 เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานวางเพลิงเผาโรงเรือน จำคุก 6 ปี ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8), 298 และมาตรา 138, 140 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 298 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 9 ปีคำรับสารภาพของจำเลยในความผิดฐานวางเพลิง และคำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้อื่นให้จำคุก 5 ปี และจำเลยยังมีความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน อีกกระทงหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาในความผิดฐานวางเพลิงเผาโรงเรือนซึ่งเป็นที่พักอาศัยของผู้อื่นเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งในความผิดฐานนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายตามมาตรา 78 แล้ว คงจำคุกรวม 3 ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบี้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยได้เปิดวาล์วถังแก๊สแล้วจุดไฟวางเพลิงเผาบ้านของนายหัน ธัญญเจริญ ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเหตุให้ไฟไหม้ฝาผนังบ้าน เตียงนอน เสื่อ ฟูก หมอน ผ้าปูที่นอน มุ้ง ผ้าห่ม เสื้อผ้าและกางเกงของผู้เสียหายที่ 1 เสียหาย ประมาณ 5,000 บาท แล้วจำเลยวิ่งหนีไปหลบซ่อนอยู่ในไร่อ้อยข้างบ้านของผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาจำเลยใช้มีดปลายแหลมฟันแทงสิบตำรวจตรีสุทัศน์ ทองเหม ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาซ้ายด้านหลัง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงานตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยใช้อาวุธและทำร้ายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 2 เบิกความยืนยันว่า หลังจากรับแจ้งเหตุคดีนี้ ผู้เสียหายที่ 2 และเจ้าพนักงานตำรวจกับชาวบ้านรวมประมาณ 30 คน ติดตามจับกุมจำเลยเข้าไปในไร่อ้อย ผู้เสียหายที่ 2 พบจำเลยนั่งหลบอยู่โดยถือมีดปลายแหลมและมีดปอกผลไม้ เมื่อจำเลยเห็นผู้เสียหายที่ 2 ก็วิ่งเข้าหาผู้เสียหายที่ 2 ร้องว่า ตายเป็นตาย ผู้เสียหายที่ 2 จึงใช้ปืนยิงลงพื้นดินเพื่อขู่ แต่จำเลยยังคงวิ่งเข้ามาและใช้มีดปลายแหลมฟันผู้เสียหายที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ใช้มือปัดหลบเลี่ยง ระหว่างนั้นผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงจึงถูกจำเลยเข้ากอดปล้ำแล้วต่างแย่งปืนกับมีดของกันและกัน ขณะกอดปล้ำกันนั้นมีเจ้าหนักงานตำรวจอื่นและชาวบ้านได้ยินเสียงจึงเข้าช่วยเหลือจับกุมจำเลย หลังจากนั้นจึงทราบว่าผู้เสียหายที่ 2 ถูกมีดของจำเลยที่บริเวณต้นขาซ้ายด้านหลัง สิบตำรวจโทเดชา คำหอม ผู้ร่วมจับกุมเบิกความว่า ระหว่างเกิดเหตุเมื่อพยานได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัด จึงตามไป และพบว่าจำเลยกำลังกอดปล้ำต่อสู้อยู่กับผู้เสียหายที่ 2 ในลักษณะแย่งปืน ขณะนั้นจำเลยยังคงถือมีดปลายแหลม พยานจึงเข้าช่วยเหลือและสามารถจับกุมจำเลยได้ และดาบตำรวจโสภณผู้ร่วมจับกุมเบิกความว่าหลังจากได้รับแจ้งเหตุว่าจำเลยขู่ว่าจะวางเพลิงเผาบ้านของผู้เสียหายที่ 1 พยานจึงติดตามไป เมื่อไปถึงบ้านที่เกิดเหตุจึงตะโกนเรียกเนื่องจากรู้จักกับจำเลยมาก่อน ต่อมาจำเลยเปิดวาล์วถังแก๊ส และจุดไฟแช็กทำให้ไฟลุกแล้วจำเลยถือมีดปลายแหลมวิ่งหนีออกไป พันตำรวจโทอรุณ เอกพงศ์ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซเบิกความว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาว่าเผาโรงเรือนของผู้อื่น ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความสอดคล้องต้องกันและทุกคนไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะมากลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความจริง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยต่อสู้ว่าชายคนที่กอดปล้ำต่อสู้แย่งปืนกับจำเลยและชายอีกหลายคนที่เข้ามาห้ามแยกจำเลยออกจากกันนั้นทุกคนแต่งกายธรรมดา ไม่ได้แต่งกายชุดเครื่องแบบเจ้าพนักงานตำรวจ และตอนนั้นไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่รู้ว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจนั้น เห็นว่า ปรากฏตามบันทึกคำให้การผู้ต้องหา ว่าจำเลยให้การไว้ได้ความว่า ...สักครู่หนึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่บ้านเกิดเหตุ จำเลยจึงได้เปิดวาล์วปิดเปิดถังแก๊สและจุดไฟขึ้น... ซึ่งจำเลยได้ลงลายมือชื่อตอนท้ายรับรองว่าบันทึกคำให้การดังกล่าวอ่านให้จำเลยฟังแล้วรับว่าถูกต้องจึงขัดกับข้อต่อสู้ของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยรู้ว่ากำลังถูกผู้เสียหายที่ 2 กับพวกซึ่งเป็นพนักงานตำรวจติดตามจับกุม การที่จำเลยกอดปล้ำต่อสู้และใช้มีดฟังแทงผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140 และเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายที่ 2 ถูกจำเลยฟันแทงนั้นผู้เสียหายที่ 2 เป็นอันตรายสาหัสหรือไม่ เห็นว่า การเป็นอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) นั้น ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน แต่ตามข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผนที่ต้นขาซ้ายด้านหลังต้องรักษาที่โรงพยาบาล 11 วัน หลังจากนั้นให้กลับบ้านรักษาตัวที่บ้านและต้องไปทำแผลทุกวัน บาดแผลหายเป็นปกติเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 โดยโจทก์มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าผู้เสียหายที่ 2 ได้รับบาดเจ็บถึงขนาดป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน แต่กลับได้ความจากผู้เสียหายที่ 2 ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ระหว่างรักษาบาดแผลผู้เสียหายที่ 2 ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ นอกจากนี้ การที่ผู้เสียหายหายได้ไปล้างแผลทุกวันนั้นก็แสดงว่าผู้เสียหายที่ 2 มิได้ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือประกอบกรณียกิจไม่ได้อยู่แล้ว จึงไม่เข้าลักษณะอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 (8) เพียงแต่เป็นอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 295 เท่านั้น การที่จำเลยทำร้ายร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติงานตามหน้าที่ จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคแรก, 296 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 138 ม. 140 ม. 295 ม. 296 ม. 297 (8)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายประสาน ฤทธิ์เดช หรือฤเดช
ชื่อองค์คณะ
พีรพล พิชยวัฒน์
ธาดา กษิตินนท์
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2548
#113146
เปิดฉบับเต็ม

พยานเอกสารที่ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลนั้น คงรับฟังได้แต่เพียงว่าผู้จัดส่งเป็นผู้ครอบครองเอกสารนั้นไว้ แต่การที่จะรับฟังได้ว่า เอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องนั้น ผู้อ้างเอกสารจะต้องนำสืบพิสูจน์ต่อศาลอีกชั้นหนึ่ง เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่ต้องพิสูจน์ รายงานแพทย์ที่โรงพยาบาลที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมาจากโรงพยาบาลนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่ต้องพิสูจน์ความแท้จริงและความถูกต้อง เมื่อโจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีในขณะทำสัญญาประกันชีวิตและไม่เคยแจ้งแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จำเลยมีภาระในการพิสูจน์ว่า รายงานแพทย์ดังกล่าวที่ระบุว่า โจทก์มีประวัติเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง นั้นแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยอ้างส่งรายงานแพทย์ลอยๆ โดยมิได้นำแพทย์ที่ซักประวัติโจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเบิกความยืนยันให้เห็นว่าเป็นรายงานแพทย์ที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ให้รายละเอียดกับแพทย์ผู้ตรวจรักษาตามรายงานแพทย์เอกสารหมาย ป.ล.3 ไว้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 115,237 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ ที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันชีวิตสืบไปตราบเท่าที่สัญญาประกันชีวิตจะมีผลใช้บังคับ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 84,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยรับผิดเท่ากับทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตต่อจำเลยโดยระบุว่า ไม่เคยเป็นโรคใด ๆ จำเลยรับประกันและออกกรมธรรม์ให้ ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2540 ซึ่งสัญญาประกันชีวิตยังมีผลใช้บังคับอยู่ โจทก์ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์อันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและเส้นเลือดในสมองตีบ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โจทก์ขอรับเงินตามสัญญาแต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระด้วยการบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โดยอ้างว่า สัญญาเป็นโมฆียะ เนื่องจากโจทก์ปกปิดข้อความจริงว่าตนไม่เคยเป็นโรคดังกล่าวซึ่งหากจำเลยรู้จะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จะรับฟังรายงานแพทย์โรงพยาบาลธนบุรีเอกสารหมาย ป.ล.3 ว่า โจทก์ได้ให้รายละเอียดกับแพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาแล้ว 3 ปี และโรคความดันโลหิตสูงแล้ว 2 ปี หรือไม่ เห็นว่า พยานเอกสารที่ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลนั้น คงรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้จัดส่งเป็นผู้ครอบครองเอกสารนั้นไว้ แต่การที่จะรับฟังได้ว่า เอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องนั้น ผู้อ้างเอกสารจะต้องนำสืบพิสูจน์ต่อศาลอีกชั้นหนึ่ง มิใช่ว่าเมื่อศาลได้รับเอกสารจากผู้ใดแล้วจะต้องฟังว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องเสมอไป เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่ต้องพิสูจน์ สำหรับรายงานแพทย์โรงพยาบาลธนบุรีที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมาจากโรงพยาบาลนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่ต้องพิสูจน์ความแท้จริงและความถูกต้อง เมื่อโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีในขณะทำสัญญาประกันชีวิตและไม่เคยแจ้งแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงแต่ประการใด จำเลยย่อมมีภาระในการพิสูจน์ว่า รายงานแพทย์ที่ระบุว่า โจทก์มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงนั้นแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยอ้างส่งรายงานแพทย์เอกสารหมาย ป.ล.3 ลอย ๆ โดยมิได้นำแพทย์ที่ซักประวัติโจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเบิกความยืนยันให้เห็นว่าเป็นรายงานแพทย์ที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ให้รายละเอียดแก่แพทย์ผู้ตรวจรักษาตามรายงานแพทย์เอกสารหมาย ป.ล.3 ไว้จริง

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา 7,500 บาท ให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย นุติพรรณ
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสาคร — นายบัญญัติ ตังกบดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2548
#269535
เปิดฉบับเต็ม

พยานเอกสารที่ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลนั้น คงรับฟังได้แต่เพียงว่าผู้จัดส่งเป็นผู้ครอบครองเอกสารนั้นไว้ แต่การที่จะรับฟังได้ว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องนั้น ผู้อ้างเอกสารจะต้องนำสืบพิสูจน์ต่อศาลอีกชั้นหนึ่ง เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่ต้องพิสูจน์ รายงานแพทย์ที่โรงพยาบาลที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมาจากโรงพยาบาลนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่ต้องพิสูจน์ความแท้จริงและความถูกต้อง เมื่อโจทก์ฟ้องและนำสืบว่าโจทก์มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีในขณะทำสัญญาประกันชีวิตและไม่เคยแจ้งแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง จำเลยมีภาระในการพิสูจน์ว่ารายงานแพทย์ดังกล่าวที่ระบุว่าโจทก์มีประวัติเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงนั้นแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยอ้างส่งรายงานแพทย์ลอย ๆ โดยมิได้นำแพทย์ที่ซักประวัติโจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเบิกความยืนยันให้เห็นว่าเป็นรายงานแพทย์ที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าโจทก์ได้ให้รายละเอียดกับแพทย์ผู้ตรวจรักษาตามรายงานแพทย์เอกสารหมาย ป.ล. 3 ไว้จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 115,237 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ ที่กำหนดในกรมธรรม์ประกันชีวิตสืบไปตราบเท่าที่สัญญาประกันชีวิตจะมีผลใช้บังคับ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ชดใช้เงินจำนวน 300,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ 84,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2539 โจทก์ยื่นคำขอเอาประกันชีวิตต่อจำเลยโดยระบุว่าไม่เคยเป็นโรคใด ๆ จำเลยรับประกันและออกกรมธรรม์ให้ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย ป.จ.ล. 1 ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2540 ซึ่งสัญญาประกันชีวิตยังมีผลใช้บังคับอยู่ โจทก์ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์อันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และเส้นเลือดในสมองตีบ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล โจทก์ขอรับเงินตามสัญญาแต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมชำระด้วยการบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์ โดยอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆียะ เนื่องจากโจทก์ปกปิดข้อความจริงว่าตนไม่เคยเป็นโรคดังกล่าวซึ่งหากจำเลยรู้จะบอกปัดไม่ยอมทำสัญญา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จะรับฟังรายงานแพทย์โรงพยาบาลธนบุรี เอกสารหมาย ป.ล. 3 ว่า โจทก์ได้ให้รายละเอียดกับแพทย์ผู้ตรวจรักษาว่าโจทก์ป่วยเป็นโรคเบาหวานมาแล้ว 3 ปี และ โรคความดันโลหิตสูงมาแล้ว 2 ปี ได้หรือไม่ เห็นว่า พยานเอกสารที่ส่งมาตามคำสั่งเรียกของศาลนั้น คงรับฟังได้แต่เพียงว่า ผู้จัดส่งเป็นผู้ครอบครองเอกสารนั้นไว้ แต่การที่จะรับฟังได้ว่า เอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องนั้น ผู้อ้างเอกสารจะต้องนำสืบพิสูจน์ต่อศาลอีกชั้นหนึ่ง มิใช่ว่าเมื่อศาลได้รับเอกสารจากผู้ใดแล้วจะต้องฟังว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องเสมอไป เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้ว่าไม่ต้องพิสูจน์ สำหรับรายงานแพทย์โรงพยาบาลธนบุรีที่จำเลยขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกมาจากโรงพยาบาลดังกล่าวนั้น ไม่มีกฎหมายบัญญัติยกเว้นไม่ต้องพิสูจน์ความแท้จริงและความถูกต้อง เมื่อโจทก์ฟ้องและนำสืบว่า โจทก์มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดีในขณะทำสัญญาประกันชีวิต และไม่เคยแจ้งแพทย์โรงพยาบาลธนบุรีว่าเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงแต่ประการใด จำเลยย่อมต้องมีภาระในการพิสูจน์ว่า รายงานแพทย์ดังกล่าวที่ระบุว่า โจทก์มีประวัติเป็นโรคเบาหวานมา 3 ปี และโรคความดันโลหิตสูงมา 2 ปี รักษาโดยซื้อยากินมาตลอดไม่ค่อยได้พบแพทย์นั้นแท้จริงและถูกต้อง เมื่อจำเลยอ้างส่งรายงานแพทย์ เอกสารหมาย ป.ล. 3 ลอย ๆ โดยมิได้นำแพทย์ที่ซักประวัติโจทก์หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาเบิกความยืนยันให้เห็นว่าเป็นรายงานแพทย์ที่แท้จริงและถูกต้อง ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจรับฟังได้ว่า โจทก์ได้ให้รายละเอียดแก่แพทย์ผู้ตรวจรักษาตามรายงานแพทย์ เอกสารหมาย ป.ล. 3 ไว้จริงส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ได้ยอมรับในอุทธรณ์ว่า รายงานแพทย์ดังกล่าวเป็นบันทึกที่ทำโดยนายแพทย์ผู้ตรวจรักษานั้น ปรากฏข้อความตอนนี้ในอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวศาลไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงข้อความใดของเอกสารที่ศาลนำมาวินิจฉัยได้ว่า โจทก์เป็นผู้ให้ถ้อยคำในรายงานแพทย์และรายงานแพทย์เป็นบันทึกที่ทำโดยนายแพทย์ผู้ตรวจรักษา ดังนี้เท่ากับว่าโจทก์ได้ปฏิเสธความแท้จริงและความถูกต้องของรายงานแพทย์ เอกสารหมาย ป.ล. 3 นั่นเอง ฎีกาของจำเลยจึงเป็นความเข้าใจผิดของจำเลยเอง พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญาประกันชีวิต เอกสารหมาย ป.จ.ล. 1 ไม่เป็นโมฆียะอันจำเลยจะบอกล้างได้ สัญญาดังกล่าวยังมีผลผูกพันโจทก์กับจำเลยตามกฎหมาย จำเลยจึงต้องจ่ายผลประโยชน์ให้แก่โจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 93
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวินัย นุติพรรณ
จำเลย — บริษัทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนล แอสชัวรันส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
ปัญญา ถนอมรอด
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 763/2548
#269520
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีความรู้ด้านกฎหมายเป็นอย่างดี และมีประสบการณ์จากการเป็นทนายความ จึงย่อมต้องมีความระมัดระวัง และมีความละเอียดรอบคอบในการทำสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำสัญญาที่ผูกพันตนเอง ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะลงลายมือชื่อทำสัญญาในขณะที่ยังได้กรอกข้อความในเอกสารให้ครบถ้วน และแม้ในการขอกู้เงินจะกำหนดเวลาการผ่อนชำระหนี้ไว้เดือนละ 5,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 5 ปี แต่ต่อมาเมื่อทำสัญญาเงินกู้กันโดยได้มีการกำหนดเวลาชำระหนี้ในสัญญาเงินกู้ว่าจะชำระหนี้ภายในกำหนดเวลา 1 ปี ซึ่งจำแลยยินยอมลงลายมือชื่อโดยไม่โต้แย้งคัดค้านประการใด ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจยกเลิกกำหนดเวลาชำระหนี้ตามข้อตกลงเดิมและกำหนดชำระหนี้กันใหม่ตามที่ระบุในสัญญากู้เงินคือชำระภายในกำหนด 1 ปี จำเลยจึงมิได้ทำสัญญาเงินกู้โดยสำคัญผิดในเงื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้ หรือเพราะถูกโจทก์ใช้กลฉ้อฉลแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์สาขาถนนท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 200,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี และชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นสุดของเดือน หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใด โจทก์มีสิทธิเรียกหนี้คืนก่อนกำหนดตามสัญญา กำหนดชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ โดยตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยอมใช้เงินส่วนที่ขาดจนครบ หลังจากทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 270,423.61 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 270,423.61 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 193,979.07 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้บังคับจำนองแก่ที่ดินที่จำนองเป็นประกัน หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระให้จำเลยชำระส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า สัญญากู้เงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่เคยตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ไม่เคยตกลงชำระหนี้คืนภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 และไม่เคยตกลงให้คิดดอกเบี้ยทบต้น โจทก์กรอกข้อความเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย และโจทก์ฉ้อฉลปกปิดข้อเท็จจริงนำเอกสารไปกรอกข้อความเองโดยจำเลยไม่ทราบ โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบถึงการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเดิม จำเลยไม่เคยให้สัตยาบันเกี่ยวกับสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยขอถือเอาคำให้การเป็นการบอกล้างนิติกรรมสัญญากู้เงินตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 270,423.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 193,979.07 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 19 ตุลาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินจำนองตามฟ้องออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้จำเลยชำระหนี้ส่วนที่ขาดแก่โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ศาลชั้นต้นไม่รับคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยขอกู้เงินจำนวน 200,000 บาท จากโจทก์สาขาถนนท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ โดยเสนอจดทะเบียนจำนองที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยขอผ่อนชำระหนี้เดือนละ 5,000 บาท และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 5 ปี ซึ่งผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาถนนท่าแพได้อนุมัติให้จำเลยกู้เงินดังกล่าวตามเงื่อนไขที่เสนอปรากฏตามหนังสือขออนุมัติเครดิต ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ซึ่งในสัญญาข้อ 4 มีข้อความว่า จำเลยจะชำระหนี้ภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 แต่จำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 30,000 บาท ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญากู้เงินเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งในประเด็นนี้จำเลยฎีกาเป็นสาระสำคัญว่า ขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์สัญญากู้เงินยังไม่ได้กรอกข้อความ และระยะเวลาผ่อนชำรหนี้ในสัญญากู้เงินดังกล่าวมิได้เป็นไปตามข้อตกลงในหนังสือขออนุมัติเครดิต หากจำเลยทราบเงื่อนไขให้ชำระหนี้ภายในเวลา 1 ปี จำเลยจะไม่ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์นั้น เห็นว่า จำเลยมีความรู้ด้านกฎหมายเป็นอย่างดีและมีประสบการณ์จากการทนายความ จำเลยย่อมต้องมีความระมัดระวังและมีความละเอียดรอบคอบในการทำสัญญาผูกพันระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการทำสัญญาผูกพันตนเองกับผู้อื่นย่อมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะลงลายมือชื่อทำสัญญาในขณะที่ยังไม่ได้กรอกข้อความในเอกสารให้ครบถ้วนประกอบข้อเท็จจริงได้ความตามหนังสือขออนุมัติเครดิตดังกล่าวว่า นอกจากจำเลยมีรายได้จากการประกอบอาชีพทนายความแล้ว จำเลยจะนำเงินที่กู้ยืมโจทก์ไปลงทุนประกอบธุรกิจด้านขายของชำซึ่งทำให้จำเลยมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย ในขณะทำสัญญากู้เงิน จำเลยย่อมคาดคิดว่าอาจมีรายได้เพียงพอชำระหนี้โจทก์ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 1 ปี พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยน่าเชื่อว่า ขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินได้กรอกข้อความครบถ้วนแล้ว ดังนี้แม้ในการขอกู้เงินจากโจทก์สาขาถนนท่าแพ จำเลยจะขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เดือนละ 5,000 บาท ภายในกำหนดเวลา 5 ปี และผู้จัดการธนาคารโจทก์สาขาถนนท่าแพ ได้อนุมัติให้จำเลยกู้เงินตามเงื่อนไขที่ระบุในหนังสือขออนุมัติเครดิตดังกล่าวก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อทำสัญญากู้เงินกันโจทก์ได้กรอกข้อความเกี่ยวกับกำหนดเวลาชำระหนี้ในสัญญากู้เงิน ข้อ 4 ว่า ผู้กู้จะชำระหนี้ตามสัญญาภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 ซึ่งจำเลยก็ยินยอมลงลายมือชื่อทำสัญญากับโจทก์โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ถือได้ว่าโจกท์และจำเลยสมัครใจยกเลิกกำหนดเวลาชำระหนี้ตามข้อตกลงเดิมและกำหนดเวลาชำระหนี้กันใหม่ตามที่ระบุในสัญญากู้เงิน โดยจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์ภายในกำหนดเวลา 1 ปี จำเลยจึงมิได้ทำสัญญากู้เงินโดยสำคัญผิดในเงื่อนไขกำหนดเวลาชำระหนี้หรือเพราะถูกโจทก์ใช้กลฉ้อฉลแต่อย่างใด สัญญากู้เงินจึงไม่ตกเป็นโมฆะ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ครบกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแล้วจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วนเป็นเงิน 30,000 บาท จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาทั้งโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 156 ม. 159
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายไชยพงศ์ ณ เชียงใหม่
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 737 -ที่ 738/2548
#268072
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 เพิ่มความในมาตรา 18 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายว่า ในกรณีผู้ซึ่งกระทำผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 289 (4), 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี จึงไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันโดยให้เรียกจำเลยในส่วนแรกว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในส่วนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 288, 289 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณานางเฉื้อน ทิพย์ยอดศรี มารดาของนายประเสริฐ ทิพย์ยอดศรี ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 16 ปี เศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกมาตรา 75) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "อนึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2546 ได้เพิ่มความในมาตรา 18 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายอาญาว่า ในกรณีผู้ซึ่งกระทำผิดในขณะที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีได้กระทำความผิดที่มีระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ให้ถือว่าระวางโทษดังกล่าวได้เปลี่ยนเป็นระวางโทษจำคุกห้าสิบปี ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิด จำเลยทั้งสองอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 (ที่ถูกมาตรา 75) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในส่วนนี้ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสามแล้ว ต้องจำคุก 25 ปี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยลดโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อลดมาตราส่วนโทษลงกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายาอาญา มาตรา 75 ประกอบมาตรา 18 วรรคสามแล้ว จำคุก 25 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลงโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 ม. 75
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
โจทก์ — แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
โจทก์ร่วม — นางเฉื้อน ทิพย์ยอดศรี
จำเลย — นายสายัณห์หรือยุโสบหรือยูโสบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
วิชา มหาคุณ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 736/2548
#266525
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกหนี้ค่าหุ้นที่โจทก์ซื้อจากจำเลย ส่วนบริษัท ส. ซึ่งจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นลูกหนี้ค่าปรับปรุงพัฒนาที่ดินกับบริษัท ว. บริษัท รก. และบริษัท รพ. ซึ่งโจทก์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์จำเลยตกลงกันให้นำเงินที่บริษัท ส. ซึ่งเป็นลูกหนี้บริษัท ว. กับพวกมาหักชำระเป็นค่าหุ้นที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลย กรณีเช่นนี้เป็นการชำระหนี้อย่างอื่นแทนการชำหนี้ที่ได้ตกลงไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 321 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าหุ้นที่จำเลยรับชำระไปแล้วคืนเนื่องจากสัญญาซื้อขายหุ้นเลิกกัน หาใช่เป็นการฟ้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายหุ้นไม่ กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 321 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพีรพล คุณปสุต
จำเลย — นายกำพล แสงเรืองกิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุภกิจ กิตสัมปันต์
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 735/2548
#269576
เปิดฉบับเต็ม

สัญญามีข้อความและรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่า ระยะเวลาการเช่าค่าเช่าที่ผู้เช่าตกลงชำระเป็นรายเดือน หน้าที่ของผู้เช่า การสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดสัญญา สิทธิในการยกเลิกสัญญาของผู้ให้เช่า อันเป็นลักษณะของการเช่าทรัพย์ตาม ป.พ.พ. โดยไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และไม่ปรากฏว่าค่าเช่าที่ชำระให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า แม้ตามสัญญาข้อ 6 จะให้ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่า ก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่าหากประสงค์จะซื้อในอนาคต คู่สัญญามิได้มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์

การบอกเลิกสัญญาเช่าทรัพย์ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้น การมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญาก็ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับของไปรษณีย์มาแสดงจึงถือว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงินคันละ 1,148,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 2,400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป กับให้ใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์คันละ 30,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทนแก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถยนต์พร้อมโม่ผสมคอนกรีตที่พิพาททั้ง 5 คัน คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนคันละ 700,000 บาท (คันละ 700,000 บาท 5 คัน เป็นเงิน 3,500,000 บาท) และให้ร่วมกันใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ต่อไปอีกคันละเดือนละ 20,000 บาท (คันละเดือนละ 20,000 บาท รวม 5 คัน รวมเป็นเงินเดือนละ 100,000 บาท) นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทน แต่ไม่เกิน 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า หนังสือสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.11 รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาเช่าซื้อ โจทก์มีหน้าที่ต้องพิสูจน์และอ้างส่งเอกสารเพื่อให้ทราบรายละเอียดในเอกสารว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เมื่อมีการอ้างส่งสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.11 แต่เอกสารดังกล่าวมิได้ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นหลักฐานในคดีไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เห็นว่า สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.11 มีข้อความและรายละเอียดเช่นสัญญาเช่าทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เช่า ระยะเวลาการเช่า ค่าเช่าที่ผู้เช่าตกลงจะชำระเป็นรายเดือน หน้าที่ของผู้เช่า การสูญหายและเสียหายของทรัพย์สินที่เช่า การผิดสัญญา สิทธิในการยกเลิกสัญญาของผู้ให้เช่าซึ่งล้วนแต่เป็นลักษณะของการเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ถึงมาตรา 571 โดยไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าคู่สัญญาได้ตกลงซื้อหรือเช่าซื้อทรัพย์สินที่เช่า และไม่ปรากฏว่าค่าเช่าที่ชำระให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่เช่า แม้ตามสัญญาข้อ 6 จะให้ผู้เช่ามีสิทธิเลือกซื้อทรัพย์สินที่เช่าก็เป็นเพียงคำมั่นจะขายทรัพย์สินที่เช่าให้แก่ผู้เช่าหากผู้เช่าประสงค์จะซื้อในอนาคตเท่านั้น หาใช่ว่าคู่สัญญามีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าให้แก่กันมาตั้งแต่เริ่มแรกดังสัญญาเช่าซื้อไม่ สัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.11 จึงเป็นสัญญาเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 หาใช่สัญญาเช่าซื้อไม่ เมื่อปรากฏว่าเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.11 เป็นสัญญาเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์ จึงไม่ต้องปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วหรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.7 ถึง จ.11 เป็นการเช่าทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 537 ดังวินิจฉัยแล้ว การบอกเลิกสัญญาเช่าดังกล่าวจึงหาจำต้องทำเป็นหนังสือไม่ ดังนั้น การมอบอำนาจให้ทนายความบอกเลิกสัญญาก็ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมใบตอบรับของไปรษณีย์มาแสดง จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 537 ม. 798
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทกรุงเทพแกรนด์แปซิฟิคลิส จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนพวงศ์ก่อสร้าง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2548
#267893
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องไว้ก่อนวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลให้รอสั่งในวันนัดและจำเลยที่ 1 แถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นคนละกรณีกับการที่จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่การที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในคำสั่งจำหน่ายคดีว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้นเป็นการไม่ถูกต้องเพราะกรณีมิใช่เป็นเรื่องทิ้งฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จำนวน 307,857.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะเพราะผู้ที่ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจให้ลงนามแทนโจทก์ในสัญญาเช่าซื้อมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ ทั้งไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ถือว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง และจำเลยที่ 3 ให้การว่าหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและให้นัดสืบพยานโจทก์ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างเหตุว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์บกพร่องศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ว่า สำเนาให้จำเลยทั้งสามเนื่องจากคดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้เรื่องการมอบอำนาจจึงให้รอสั่งในวันนัด

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยทั้งสามมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ทนายจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องแล้ว ทนายจำเลยทั้งสามแถลงว่า ในส่วนของจำเลยที่ 3 ไม่ได้คัดค้านการที่โจทก์ขอถอนฟ้องแต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอคัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า วันนี้เป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ทิ้งฟ้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่โจทก์ไม่มาศาลในวันสืบพยาน และทนายจำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์ย่อมมีความหมายในทำนองว่าขอให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณาแล้วให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดคดีไปฝ่ายเดียวนั้น เห็นว่า ในกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ การที่จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นคนละกรณีกับการที่จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้วหาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่การที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในคำสั่งจำหน่ายคดีว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้นเป็นการไม่ถูกต้องเพราะกรณีมิใช่เป็นเรื่องทิ้งฟ้องแต่เป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณานอกจากนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตัดข้อความที่ว่า "โจทก์ทิ้งฟ้อง" ออกจากคำสั่งศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 ม. 175 ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบึงใหญ่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 728/2548
#269602
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 202 หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ การที่จำเลยที่ 1 แถลงคำคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นคนละกรณีกับการที่จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป การที่ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความจึงชอบแล้ว แต่การที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในคำสั่งจำหน่ายคดีว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้นเป็นการไม่ถูกต้องเพราะกรณีมิใช่เป็นเรื่องทิ้งฟ้องแต่เป็นกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 307,857.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ สัญญาเช่าซื้อยังมิได้เลิกกัน โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดชี้สองสถานและให้นัดสืบพยานโจทก์ ก่อนถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยทั้งสามมาศาล ส่วนโจทก์ไม่มาศาลและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้เลื่อนคดี ทนายจำเลยทั้งสามได้รับสำเนาคำร้องขอถอนฟ้องแล้ว ทนายจำเลยทั้งสามแถลงว่า ในส่วนของจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านการที่โจทก์ขอถอนฟ้อง แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอคัดค้านการถอนฟ้องของโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า วันนี้เป็นวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ทิ้งฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ในกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 202 หากจำเลยมิได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ศาลจะต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเสียจากสารบบความ การที่จำเลยที่ 1 แถลงคัดค้านการขอถอนฟ้องของโจทก์เป็นคนละกรณีกับการที่จะให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อศาลในวันสืบพยานขอให้ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาชอบด้วยกฎหมายแล้ว หาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ไม่ แต่การที่ศาลชั้นต้นอ้างเหตุในคำสั่งจำหน่ายคดีว่าโจทก์ทิ้งฟ้องนั้นเป็นการไม่ถูกต้องเพราะกรณีมิใช่เป็นเรื่องทิ้งฟ้องแต่เป็นกรณีที่โจทก์ขาดนัดพิจารณา นอกจากนี้ศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตัดข้อความที่ว่า "โจทก์ทิ้งฟ้อง ออกจากคำสั่งศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 202
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบึงใหญ่ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 724/2548
#267351
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ไม่มาศาลในวันนัดสืบพยานนัดต่อมาเพราะสำคัญผิดเนื่องจากจำวันนัดผิด เป็นเรื่องความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นความผิดพลาดของทนายโจทก์เองที่จำวันนัดคลาดเคลื่อน ถือไม่ได้ว่ามีเหตุผลสมควรเพียงพอที่จะอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354, 83, 90 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354, 83 ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้พิจารณา ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2545 จนกระทั่งวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ซึ่งก่อนหน้านั้นโจทก์นำพยานเข้าสืบมาแล้วทั้งหมดรวม 4 ปาก ทนายโจทก์แถลงว่าพยานโจทก์ 1 ปาก ได้รับหมายเรียกแล้วไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ต่อในวันที่ 28 สิงหาคม 2545 เวลา 13.30 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดดังกล่าว จำเลยที่ 2 ที่ 3 และทนายจำเลยที่ 2 ที่ 3 มาศาล แต่ฝ่ายโจทก์ไม่มีผู้ใดมาศาล ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนเพื่อยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้ออ้างของโจทก์ไม่มีเหตุสมควร มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ แล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาตามรูปคดี

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ชอบแล้วหรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า การที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดโดยอ้างว่าจำวันนัดผิดพลาดคลาดเคลื่อนไป เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ อย่างไม่มีเหตุผล เพราะทนายโจทก์เป็นผู้ขอกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ด้วยตนเองก่อนแล้วจึงแจ้งให้ศาลชั้นต้นทราบ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าทนายโจทก์ไม่ได้เอาใจใส่ในคดีของตน กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 บัญญัติเป็นใจความว่า กรณีที่ศาลยกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มาตามกำหนดนัด ถ้าโจทก์มาร้องภายใน 15 วัน นับแต่วันศาลยกฟ้อง โดยแสดงให้ศาลเห็นได้ว่ามีเหตุสมควรจึงมาไม่ได้ ก็ให้ศาลยกคดีนั้นขึ้นพิจารณาใหม่ สำหรับคดีนี้โจทก์อ้างว่าทนายโจทก์จำวันนัดผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปโดยสำคัญผิดและเชื่อโดยสุจริตว่าศาลนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 2 กันยายน 2545 จึงไม่ได้มาศาลในวันที่ 28 สิงหาคม 2545 อันเป็นวันนัด เห็นว่า ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 ว่า ทนายโจทก์ได้ลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดไว้โดยชอบแล้ว อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่าทนายโจทก์ได้ยื่นคำร้องแจ้งเหตุดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 2 กันยายน 2545 อันเป็นวันที่ทนายโจทก์มาศาลด้วยความสำคัญผิดในวันกำหนดนัด แต่ทนายโจทก์เพิ่งจะยื่นคำร้องขอคัดเอกสารต่าง ๆ เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2545 โดยอ้างเหตุว่าเพราะศาลยกฟ้องโจทก์แล้ว และยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 พฤติการณ์แห่งคดีตามข้ออ้างของโจทก์จึงไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า การที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดเป็นเพราะสำคัญผิดเนื่องจากจำวันนัดผิด ก็เป็นเรื่องความบกพร่องหรือประมาทเลินเล่ออันเป็นความผิดพลาดของทนายโจทก์เองที่จำวันนัดคลาดเคลื่อน กรณียังถือไม่ได้ว่ามีเหตุสมควรเพียงพอที่จะอนุญาตให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเซ็นทรัล จัสติน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายจตุรงค์ บุณยประเวศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 718/2548
#271792
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงรับกันว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมผ่อนชำระหนี้จนกว่าจะครบ แต่ประสบปัญหาการเงิน จึงผ่อนชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อตกลงตามฎีกามิใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแต่เป็นกรณีต้องผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงจนครบถ้วนจึงจะถือว่าคดีอาญาระงับจึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (ที่ถูกมาตรา 4 (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 3,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 3 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 1 เดือน 15 วัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาจำเลยที่ 2 ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย จึงไม่รับฎีกา

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ตกลงชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์เดือนละ 10,000 บาท ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ประกอบกับจำเลยที่ 2 นำที่ดินเสนอขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน หากได้รับอนุมัติ จำเลยที่ 2 จะชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้โจทก์ โปรดมีคำสั่งรับฎีกาไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงรับกันว่า จำเลยที่ 2 ยินยอมผ่อนชำระหนี้จนกว่าจะครบแต่ประสบปัญหาการเงิน จึงผ่อนชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อตกลงในการชำระหนี้ดังกล่าวทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เป็นกรณีต้องผ่อนชำระหนี้ตามข้อตกลงจนครบถ้วนจึงจะถือว่าคดีอาญาระงับ จึงเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ซี. บี. คอมเมอร์เชียล จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแหลมฉบัง มอเตอร์เซลส์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2548
#267426
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกันเป็นการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าซึ่งปู่จำเลยเป็นผู้คิดขึ้นและใช้มาก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของตนถึงประมาณ 46 ปี และเป็นการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าที่บิดาจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของปู่จำเลยได้รับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น ไม่ปรากฏว่าบิดาจำเลยและป้าจำเลยซึ่งเป็นทายาทอีกคนหนึ่งได้ห้ามจำเลยมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ตามที่โจทก์ฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 271, 272, 274 และ 275 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109 และ 110 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางมันทนา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ของกลางคืนเจ้าของ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วม และจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับจำเลยโดยโจทก์ร่วมเป็นน้องมารดาจำเลย เมื่อมารดาจำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมก็ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับบิดาจำเลย ปู่ย่าและบิดาจำเลยกับนางสุจินต์ป้าจำเลยประกอบอาชีพค้าขายยาเส้นมาตั้งแต่ปี 2490 โดยปู่จำเลยเป็นผู้คิดเครื่องหมายการค้าตราวัวแดง 2 ตัว ชนกัน และมีคำว่า "กีเส็ง" กำกับอยู่และนำมาใช้กับสินค้ายาเส้นโดยยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เมื่อปู่และย่าจำเลยถึงแก่ความตายแล้ว บิดาจำเลยและโจทก์ร่วมเข้าดูแลกิจการยาเส้นที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีแทน ต่อมามีการขยายตลาดยาเส้นในภาคอีสานโดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจำหน่าย และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายาเส้นของจำเลยเป็นตราเสือคู่ แต่จำเลยก็ยังจำหน่ายยาเส้นของบิดาจำเลยภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกันด้วย ดังนี้ การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกันคือเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า ซึ่งปู่จำเลยเป็นผู้คิดขึ้นและใช้กับสินค้ายาเส้นมาตั้งแต่ปี 2490 ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ถึงประมาณ 46 ปี และเป็นการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้า ที่บิดาจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของปู่จำเลยได้รับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น และไม่ปรากฏว่าบิดาจำเลยและนางสุจินต์ป้าจำเลยทายาทอีกคนหนึ่งได้ห้ามจำเลยมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้า จึงมิใช่การจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางมันทนา ศันสนีย์ชีวิน
จำเลย — นายชาญชัย ศันสนีย์ชีวิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายพิธี อุปปาติก
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2548
#271002
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วมกับเครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกัน คือ เครื่องหมายการค้า ที่ถุงพลาสติกบรรจุยาฉุนที่จำเลยขายให้แก่ ร. และ จ. มีสาระลำคัญและลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า "ยี่ห้อกีเส็ง" และคำว่า "ตราวัวชนกัน" กันรูปวัว 2 ตัว ชนกันเหมือนกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ใช้กับสินค้ายาฉุนซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันแล้วย่อมเห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้นคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์และโจทก์ร่วมจึงต้องมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิด แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานนี้

การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัว 2 ตัวชนกัน คือเครื่องหมายการค้า เป็นการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า ซึ่งปู่จำเลยเป็นผู้คิดขึ้นและใช้กับตัวสินค้ายาเส้นมาตั้งแต่ปี 2490 ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ถึงประมาณ 46 ปี และเป็นการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้า ที่บิดาจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของปู่จำเลยได้รับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น และไม่ปรากฏว่าบิดาจำเลยและ ส. ป้าจำเลยทายาทอีกคนหนึ่งได้ห้ามจำเลยมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้า จึงมิใช่การจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้า ของโจกท์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 271, 272, 274 และ 275 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 109 และ 110 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางมันทนา ศันสนีย์ชีวิน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องของกลางคืนเจ้าของ

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กับมาตรา 272 (1) มาตรา 274 และมาตรา 275 ประกอบมาตรา 272 (1) และ 274 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นข้อหาความผิดอาญาที่มีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โจทก์ร่วมอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวซึ่งเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 39 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วม และจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนของโจทก์ร่วมตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 109 และมาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 หรือไม่

ปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานเลียนเครื่องหมายการค้าที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วมหรือไม่นั้น ข้อเท็จจริงที่โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า กับสินค้าจำพวกที่ 34 ได้แก่ สินค้ายาฉุน ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทะเบียนเลขที่ ค23103 เอกสารหมาย ป.จ.1 เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2541 จำเลยขายยาฉุนที่บรรจุในถุงพลาสติกซึ่งมีเครื่องหมายชื่อ ยี่ห้อกีเส็ง ตราวัวแดง 2 ตัวชนกัน คือ เครื่องหมาย ตามถุงพลาสติกวัตถุพยานหมาย ป.จ.10 ได้แก่ นางรพีพร บุราสิทธิ์ จำนวน 20 ลัง เป็นเงิน 11,600 บาท และขายให้แก่นายจำรูญ บาริศรี จำนวน 100 ลัง เป็นเงิน 55,000 บาท เห็นว่า เครื่องหมายการค้า ที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรของโจทก์ร่วมกับเครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกัน คือเครื่องหมายการค้า ที่ถุงพลาสติกบรรจุยาฉุนที่จำเลยขายให้แก่นางรพีพรและนายจำรูญดังกล่าวมีสาระสำคัญและลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าอยู่ที่คำว่า "ยี่ห้อกีเส็ง" และคำว่า "ตราวัวชนกัน" กับรูปวัว 2 ตัวชนกันเหมือนกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ใช้กับสินค้ายาฉุนซึ่งเป็นสินค้าชนิดเดียวกันแล้ว ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าเครื่องหมายการค้าทั้งสองนั้นคล้ายกันอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ เมื่อตามฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าว แต่โจทก์และโจทก์ร่วมไม่มีพยานหลักฐานใดมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าจำเลยป็นผู้กระทำการเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนดังกล่าวแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำการเลียนเครืองหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรอันเป็นความผิดฐานนี้

ส่วนปัญหาว่า จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักรหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมมาเบิกความว่า โจทก์ร่วมประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายยาฉุนหรือยาเส้น โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "ยี่ห้อกีเส็ง" และคำว่า "ตราวัวชนกัน" กับรูปวัว 2 ตัวชนกัน คือ เครืองหมายการค้า ซึ่งโจทก์ร่วมได้รับการจดทะเบียนเป็นเจ้าของไว้กับสินค้าจำพวกที่ 34 ได้แก่ สินค้ายาฉุน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ตามหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ ค23103 เอกสารหมาย ป.จ.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2541 นายจำรูญ บาริศรี ลูกค้าโจทก์ร่วมโทรศัพท์มาบอกโจกท์ร่วมว่าเหตุใดสินค้าจากโรงงานของโจทก์ร่วมจึงมีคุณภาพต่ำ ขายไม่ออก ผู้เสพจะบ่นว่ายาสูบไม่มีรสชาติ โจทก์ร่วมจึงเดินทางไปที่บ้านของนายจำรูญที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายจำรูญนำยาเส้นมาให้โจทก์ร่วมตรวจดู โจทก์ร่วมตรวจดูแล้วพบว่าเป็นสินค้าปลอม นายจรูญแจ้งว่าซื้อยาสูบดังกล่าวมาจากจำเลยเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2541 จำนวน 100 ลัง ลังละ 550 เป็นเงินทั้งสิ้น 45,000 บาท โดยจำเลยอ้างว่าได้ยาเส้นนั้นมาจากโรงงานของโจทก์ร่วมที่จังหวัดกาญจนบุรี ยาเส้นดังกล่าวสกปรก ไม่มีการปรุงแต่งตามหลักวิชาการ รสชาติฝาดขม ไม่สามารถใช้สูบได้ ถุงพลาสติกที่ใช้บรรจุแตกต่างจากของจริง แต่เครื่องหมายการค้าที่ถุงพลาสติกนั้นเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วม เพียงแต่ลายเล้นและสีของรูปวัวชนกันไม่ชัดเจน และตราสัญลักษณ์ของผู้ผลิตไม่ปรากฏอยู่ด้วย ปรากฏตามภาพถ่ายเครื่องหมายการค้า หมาย ป.จ.3 คำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวมีนายจำรูญมาเบิกความสนับสนุนสอดคล้องต้องกัน นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางรพีพร บุรสิทธิมาเบิกความสนับสนุนว่า เมื่อวันที่เท่าใดจำไม่ได้เดือนมิถุนายน 2541 เวลาช่วงสายขณะที่พยานอยู่ที่ร้านค้าของเบ็ดเตล็ดรวมทั้งยาเส้น จำเลยขับรถยนต์กระบะมาถามพยานว่าจะซื้อยาเส้นหรือไม่ พยานต้องการ จึงตกลงซื้อยาเส้นจากจำเลย จำเลยขายยาเส้นบรรจุถุงพลาสติกที่มีเครื่องหมายการค้ายี่ห้อวัวแดง 2 ตัว หันหน้าชนกันเช่นเดียวกันกับที่จำเลยขายให้นายจำรูญรวม 20 ลัง เป็นเงิน 11,600 บาท ส่วนจำเลยนำสืบโดยมีตัวจำเลยและนางสาวสุจินต์ ศันสนีย์ชีวิน ป้าจำเลยซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับบิดาจำเลยมาเบิกความว่า โจทก์ร่วมเป็นน้องมารดาจำเลยและต่อมาเมื่อมารดาจำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมก็ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับบิดาจำเลย เดิมครอบครัวของจำเลยซึ่งมีปู่ ย่า บิดาจำเลยและนางสาวสุจินต์มีภูมิลำเนาอยู่ที่ท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และเมื่อประมาณปี 2490 จึงย้ายไปอยู่ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ประกอบอาชีพค้าขายยาเส้น ปู่ย่าจำเลยและนางสาวสุจินต์เป็นผู้ริเริ่มค้าขายยาเส้นโดยใช้เครื่องหมายการค้า 7 เครื่องหมาย คือ เครื่องหมายตราวัวแดง ตราวัวแดง 2 ตัวชนกัน ตราปูคู่ ตราหมาจู ตราหมี ตรากิเลน และตราปลา ต่อมาบิดาจำเลยก็ได้ช่วยค้าขายยาเส้นดังกล่าวด้วย ภายหลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ตลาดบินทร์บุรีและบ้านของปู่และย่าจำเลยถูกเพลิงไหม้ไปด้วยจึงย้ายครอบครัวไปที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนโกดังที่อำเภอกบินทร์บุรี ย่าจำเลยและนางสาวสุจินต์ดูแลและจำหน่ายยาเส้นที่อำเภอกบินทร์บุรีกับละแวกใกล้เคียงโดยมีการผลิตยาเส้นที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ส่งมาขายที่อำเภอกบินทร์บุรี เมื่อปู่และย่าจำเลยถึงแก่ความตายแล้ว บิดาจำเลยและโจทก์ร่วมเข้าดูแลกิจการยาเส้นที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีแทน ต่อมามีการขยายตลาดยาเส้นในภาคอีสานแถบจังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ ศรีสระเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจำหน่าย และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายาเส้นของจำเลยเองเป็นตราเสือคู่ แต่จำเลยก็ยังจำหน่ายยาเส้นของบิดาจำเลยภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกันด้วย นอกจากนี้นางสุจินต์เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า เครื่องหมายการค้าตราวัวชนกัน ซึ่งมีคำว่า "กีเส็ง" กำกับอยู่ด้วยนั้น นายชูปู่จำเลยเป็นผู้คิดขึ้น คำว่า กีเส็ง และเครื่องหมายการค้าต่างๆ ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ เห็นว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำสืบพยานหลักฐานอื่นใดหักล้างพยานหลักฐานของจำเลยดังกล่าว โจทก์และโจทก์ร่วมคงนำสืบแต่เพียงว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายยาฉุนโดยใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้ายาฉุนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมได้คิดเครื่องหมายการค้ายี่ห้อกีเส็งตราวัวชนกันดังกล่าวขึ้นมาเองหรือได้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานของจำเลยว่า โจทก์ร่วมเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับจำเลยโดยโจทก์ร่วมเป็นน้องมารดาจำเลย เมื่อมารดาจำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ร่วมก็ได้อยู่กินฉันสามีภริยากับบิดาจำเลย ปู่ย่าและบิดาจำเลยกับนางสุจินต์ป้าจำเลยประกอบอาชีพค้าขายยาเส้นมาตั้งแต่ปี 2490 โดยปู่จำเลยเป็นผู้คิดเครื่องหมายการค้าตราวัวแดง 2 ตัวชนกัน และมีคำว่า "กีเส็ง" กำกับอยู่และนำมาใช้กับสินค้ายาเส้นโดยยังไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น เมื่อปู่และย่าจำเลยถึงแก่ความตายแล้ว บิดาจำเลยและโจทก์ร่วมเข้าดูแลกิจการยาเส้นที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีแทน ต่อมามีการขยายตลาดยาเส้นในภาคอีสาน โดยจำเลยเป็นผู้ดำเนินการจำหน่าย และจำเลยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ายาเส้นของจำเลยเป็นตราเสือคู่ แต่จำเลยก็ยังจำหน่ายยาเส้นของบิดาจำเลยภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกันด้วย ดังนี้ การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปวัวแดง 2 ตัวชนกัน คือเครื่องหมายการค้า จึงเป็นการจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการ ซึ่งปู่จำเลยเป็นผู้คิดขึ้นและใช้กับสินค้ายาเส้นมาตั้งแต่ปี 2490 ก่อนที่โจทก์ร่วมจะได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2536 ถึงประมาณ 46 ปี และเป็นการที่จำเลยใช้เครื่องหมายการค้า ที่บิดาจำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของปู่จำเลยได้รับมรดกสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้น และไม่ปรากฏว่าบิดาจำเลยและนางสุจินต์ป้าจำเลยทายาทอีกคนหนึ่ง ได้ห้ามจำเลยมิให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้นแต่อย่างใด การที่จำเลยจำหน่ายยาเส้นภายใต้เครื่องหมายการค้า จึงมิใช่การจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ร่วมที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 109 ตามที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 109 ม. 110 (1) ประกอบ 109
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์
โจทก์ร่วม — นางมันทนา ศันสนีย์ชีวิน
จำเลย — นายชาญชัย ศันสนีย์ชีวิน
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2548
#267352
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องซื้อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีของศาลล้มละลายกลาง สิทธิของผู้ร้องจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิดังกล่าวตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ทั้งขณะผู้ร้องยื่นคำร้องสอดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเรียกจำเลยไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน อันถือได้ว่าเป็นการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายมีสิทธิร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ประกอบ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) โดยไม่จำต้องมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 และมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และยกเลิกการล้มละลายสำหรับจำเลยที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์คดีนี้ และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชีของโจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลางขอให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลายและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีหมายเลขแดงที่ 317/2544 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ดังนั้นอำนาจการจัดการทรัพย์สินต่าง ๆ ของโจทก์จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์นำออกประมูลขายอันเป็นการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่น ๆ ของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ได้นำออกประมูลขายในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ 317/2544 ดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องได้รับโอนซึ่งสิทธิเรียกร้องและอุปกรณ์แห่งหนี้มาเป็นของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้ และมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งก่อนยื่นคำร้องในคดีนี้ ผู้ร้องได้ดำเนินการบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองทราบแล้ว โดยวิธีลงประกาศทางหนังสือพิมพ์และส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่ถูกต้อง ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีของศาลล้มละลายกลางหมายเลขแดงที่ 317/2544 โดยสิทธิเรียกร้องที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้รวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วย ตามเอกสารแนบท้ายประกาศขายสิทธิเรียกร้อง กลุ่ม 2 ลำดับที่ 1 และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้อง เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 และ 8 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าผู้ร้องไม่สุจริตหรือการขายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใดสิทธิของผู้ร้องผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครองและบังคับตามสิทธิดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ทั้งขณะผู้ร้องยื่นคำร้องสอดจำเลยทั้งสองถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเรียกจำเลยทั้งสองไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน อันถือได้ว่าเป็นการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายแล้ว เมื่อสิทธิของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ตกเป็นของผู้ร้องจากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายมีสิทธิร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) โดยไม่จำต้องมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวเพียรพร พลกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 711/2548
#269565
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ โดยสิทธิเรียกร้องที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้รวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วยและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าผู้ร้องไม่สุจริตหรือการขายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด สิทธิของผู้ร้องผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 123 ทั้งขณะผู้ร้องยื่นคำร้องสอด จำเลยทั้งสองถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเรียกจำเลยทั้งสองไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน อันถือได้ว่าเป็นการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายแล้ว เมื่อสิทธิของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ตกเป็นของผู้ร้องจากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้วผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวข้องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลาย มีสิทธิร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ประกอบ พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 153 (เดิม) โดยไม่จำต้องมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องก่อนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2543 และมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ล้มละลาย ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2546 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้และยกเลิกการล้มละลายสำหรับจำเลยที่ 2

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ให้ระงับการดำเนินกิจการของโจทก์คดีนี้ และดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมาย ต่อมาผู้ชำระบัญชีของโจทก์ยื่นคำร้องขอต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งให้โจทก์เป็นบุคคลล้มละลาย และศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 ดังนั้นอำนาจการจัดการทรัพย์สินต่างๆ ของโจทก์จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ได้รวบรวมทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ของโจทก์นำออกประมูลขายอันเป็นการจัดการและรวบรวมทรัพย์สินของบุคคลผู้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เรื่อง การขายสิทธิเรียกร้องของผู้ล้มละลายโดยวิธีอื่นตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้ พร้อมรายชื่อลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง เอกสารท้ายคำร้องผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อสินทรัพย์และสิทธิเรียกร้องอื่นๆ ของโจทก์ซึ่งรวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์ได้นำออกประมูลขายผู้รองได้รับโอนซึ่งสิทธิเรียกร้องและอุปกรณ์แห่งหนี้มาเป็นของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 305 ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีนี้ และมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ซึ่งก่อนยื่นคำร้องในคดีนี้ ผู้ร้องได้ดำเนินการบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองทราบแล้วโดยวิธีลงประกาศทางหนังสือพิมพ์ และส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว ตามสำเนาประกาศหนังสือพิมพ์หนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิ และใบตอบรับของการสื่อสารแห่งประเทศไทย เอกสารท้ายคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาแพ่ง มาตรา 57 (1) และมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต่อไป

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดโต้แย้งสิทธิของผู้ร้อง การที่ผู้ร้องร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) จึงไม่ถูกต้อง ให้ยกคำร้องของผู้ร้องเสีย

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ เห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าผู้ร้องเป็นผู้เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีของศาลล้มละลายกลายหมายเลขแดงที่ 317/2544 โดยสิทธิเรียกร้องที่ผู้ร้องเป็นผู้ประมูลซื้อได้รวมถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อกองทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองในคดีนี้ด้วย ตามเอกสารแนบท้ายประกาศขายสิทธิเรียกร้องกลุ่ม 2 ลำดับที่ 1 และสำเนาหนังสือสัญญาซื้อขายสิทธิเรียกร้อง เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 7 และ 8 และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่าผู้ร้องไม่สุจริตหรือการขายดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด สิทธิของผู้ร้องผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตในการขายสิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลายจึงควรได้รับความรับรอง คุ้มครอง และบังคับตามสิทธิดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 ทั้งขณะผู้ร้องยื่นคำร้องสอดจำเลยทั้งสองถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีหมายเรียกจำเลยทั้งสองไปให้การเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สิน อันถือได้ว่าเป็นการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายแล้ว เมื่อสิทธิของเจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ที่จะได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยในคดีนี้ตกเป็นของผู้ร้องจากการขายทอดตลาดดังกล่าวแล้วผู้ร้องจึงเป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีล้มละลายมีสิทธิร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองและบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 153 (เดิม) โดยไม่จำต้องมีผู้ใดมาโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องก่อนแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 123 ม. 153 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์แปซิฟิคไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวเพียรพร พลกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สมชาย พงษธา
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 708/2548
#270495
เปิดฉบับเต็ม

ประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ซึ่งใช้บังคับขณะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลย กำหนดให้โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดในกรณีลูกค้าเบิกเงินเกินวงเงินหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี และเรียกจากลูกค้าทั่วไปกรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) คืออัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี บวกร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยที่จะเรียกจากจำเลยที่ 1 ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ให้เรียกเก็บกรณีเบิกเงินเกินวงเงินหรือผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ มิใช่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่จะเรียกจากลูกค้าได้นับแต่วันทำสัญญาเช่นนี้ จึงเป็นการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์ ไม่เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ และเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงขัดต่อ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 อันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) การกำหนดดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยจากหนี้เงินได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งรายการบัญชีเดินสะพัดแล้วไม่โต้แย้งความถูกต้องและดอกเบี้ยที่คิดภายหลังทำสัญญาในบางช่วงเวลารวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ขอมาท้ายฟ้องไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจบังคับได้ตามขอ

สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นข้อตกลงของคู่สัญญาที่จะให้มีสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกัน การชำระหนี้ย่อมจะต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด คือให้กระทำเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้คงเหลือ ดังนั้น หากคู่สัญญายังคงให้บัญชีเดินสะพัดอยู่ต่อไป ก็ยังไม่ถือว่ามีการผิดนัดกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีค้ำประกันและจำนอง จำนวน 600,141.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับจากวันที่ 4 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้นำที่ดินที่จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสี่ให้การในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 กู้เงินและได้รับเงินจำนวน 200,000 บาท ไปจากโจทก์เท่านั้น สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2538 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นหลังจากวันดังกล่าวอันเป็นการขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจำนองในวงเงิน 30,000 บาท จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันและจำนองในวงเงิน 50,000 บาท และจำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันในวงเงิน 120,000 บาท จึงไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าวงเงินที่ตกลงไว้และที่จำเลยที่ 1 สามารถชำระหนี้ส่วนที่เกินได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2538 และพร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 กันยายน 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีใหม่ภายในกำหนดอายุความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 2 ซึ่งระบุว่า ผู้เบิกเงินเกินบัญชีตกลงให้ดอกเบี้ยแก่ธนาคารสำหรับจำนวนเงินที่เบิกเกินบัญชี อัตราร้อยละ 19 ต่อปี ทบต้นตามประเพณีธนาคารพาณิชย์ และยินยอมให้ธนาคารเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ในอัตราไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ปรากฏตามประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดท้ายคำสั่งของโจทก์ที่ 88/2536 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2536 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 และใช้บังคับขณะทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีดังกล่าว กำหนดให้โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยและส่วนลดในกรณีลูกค้าเบิกเงินเกินวงเงินหรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราไม่เกินร้อยละ 19 ต่อปี และเรียกจากลูกค้าทั่วไปกรณีอยู่ภายในวงเงินและไม่ผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระในอัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี(MRR) คืออัตราร้อยละ13.75 ต่อปี บวกร้อยละ 2 ต่อปี รวมเป็นอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี จากประกาศดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เฉพาะในกรณีจำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินวงเงินหรือผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระ ดังนั้น การที่โจทก์กำหนดดอกเบี้ยที่จะเรียกจากจำเลยที่ 1 ในสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ให้เรียกเก็บกรณีเบิกเงินเกินวงเงินหรือลูกค้าผิดเงื่อนไขในการผ่อนชำระมิใช่อัตราดอกเบี้ยทั่วไปที่จะเรียกจากลูกค้าได้นับตั้งแต่วันทำสัญญาเช่นนี้ จึงเป็นการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าประกาศของโจทก์ ไม่เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ และเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงขัดต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 อันเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 (ก) การกำหนดดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์คงคิดดอกเบี้ยจากหนี้เงินได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เท่านั้น และกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งบัญชีรายการเดินสะพัดแล้วไม่โต้แย้งความถูกต้องและดอกเบี้ยที่คิดภายหลังทำสัญญาในบางช่วงเวลารวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ขอมาท้ายฟ้องไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ก็ไม่อาจบังคับให้ได้ตามขอ ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดเมื่อใดนั้น เห็นว่า สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเป็นข้อตกลงของคู่สัญญาที่จะให้มีสัญญาบัญชีเดินสะพัดต่อกันการชำระหนี้ย่อมต้องปฏิบัติตามวิธีการของสัญญาบัญชีเดินสะพัด คือให้กระทำเมื่อมีการหักทอนบัญชีและเรียกร้องให้ชำระหนี้คงเหลือ ดังนั้น หากคู่สัญญายังคงให้บัญชีเดินสะพัดอยู่ต่อไป ก็ยังไม่ถือว่ามีการผิดนัดกัน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี ข้อ 1 ระบุว่าผู้เบิกเงินเกินบัญชีขอเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารวงเงิน 80,000 บาท มีกำหนดชำระคืนภายใน 12 เดือน นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2537 เป็นต้นไป และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงวงเงินสินเชื่อประเภทเบิกเงินเกินบัญชีจากวงเงินเดิมดังกล่าวเป็นวงเงิน 200,000 บาท ตามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครั้งที่ 1 เท่ากับว่าสัญญาได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญาไว้แล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2540 จำนวน 391,560.74 บาท นั้นก็ได้ความจากนายสมชัย เด่นไพบูลย์ พยานผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 นำเงินมาชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้ายจำนวน 5,000 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ย คงเหลือหนี้ค้างชำระเป็นเงินจำนวนดังกล่าว หาใช่เป็นการเบิกเงินไปจากโจทก์ครั้งสุดท้ายในวันดังกล่าวไม่ ส่วนใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ซึ่งแสดงรายการในระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 3 กันยายน 2542 คงปรากฏเพียงรายการคำนวณดอกเบี้ยรายการฝากเงินสดเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีอีก ทั้งยอดเงินที่ปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันดังกล่าวก็สูงเกินกว่าวงเงินที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันไว้ในสัญญา จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ยังประสงค์จะเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างกันต่อไป เมื่อพยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาไม่อาจแสดงให้เห็นว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความประสงค์ที่จะเดินสะพัดทางบัญชีต่อกันภายหลังจากวันสิ้นสุดของสัญญาเช่นนี้ สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันสิ้นสุดลงในวันที่ 26 มกราคม 2538 อันเป็นวันครบกำหนดชำระเงินคืนตามสัญญาเมื่อจำเลยที่ 1ไม่ชำระหนี้คืนตามกำหนด ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์จึงมีสิทธิดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้เงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2538 เป็นต้นไป แม้โจทก์จะมิได้นำสืบให้เห็นว่ายอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ณ วันดังกล่าวมีจำนวนเพียงใดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยอมรับในคำให้การว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวน 200,000 บาท ไปจากโจทก์แล้ว จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระแก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ในต้นเงินดังกล่าวได้พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้คืนโจทก์คือวันที่ 27 มกราคม 2538 เป็นต้นไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,00 บาทพร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์ตามที่ปรากฏในใบแจ้งยอดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.16 ไปหักชำระดอกเบี้ยที่คำนวณได้จากต้นเงินดังกล่าว หากยังเหลือหักชำระต้นเงินให้แก่โจทก์โดยถือว่าเอกสารหมาย จ.16 เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาฉบับนี้ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 522, 1351, 510 และ 1126 ตำบลเกาะทวด อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินพอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 856 ม. 859
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายมณฑล หล่อนุ้ย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 705/2548
#269533
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอพิจารณาใหม่ โดยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องขอของจำเลย ก็ย่อมมีผลกระทบต่อคดีทั้งคดี เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ดังนั้น กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์คำสั่งคำร้องของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์เนื่องจากจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ด้วย แม้คดีนี้จำเลยจะเพียงอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ และมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นก็ตาม แต่โดยที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในกรณีนี้หากเป็นไปในทางอนุญาตตามคำร้องของจำเลย ก็ย่อมมีผลกระทบต่อคดีทั้งคดี เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสาม ให้ถือว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ดังนั้น กรณีจึงอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 เบญจ วรรคสาม ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุตสาหกรรมท่อน้ำไทย จำกัด
จำเลย — บริษัทซูเทคคอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2548
#269560
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจะซื้อจะขายจะไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใดก็ตาม แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน และโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยย่อมมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและส่งมอบให้โจทก์ตามสัญญา ทั้งไม่ใช่ว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้เสร็จเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลย คดีนี้โจทก์ชำระเงินเฉพาะค่างวดให้จำเลยไปแล้ว 630,000 บาท โดยงวดหลังสุดชำระเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 แต่นับจากวันทำสัญญาคือวันที่ 15 มิถุนายน 2539 เป็นต้นมา กระทั่งโจทก์บอกเลิกสัญญา และจนถึงปัจจุบันจำเลยก็ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างบ้านให้โจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ชี้แจงหรือโต้แย้งใดๆ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวถือว่าจำเลยผิดสัญญาและจำเลยไม่มีเจตนาชำระหนี้ให้โจทก์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้โจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยดำเนินการอีก ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของโครงการบ้านสรานนท์ เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2538 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมบ้านทาวน์เฮาส์ สามชั้นครึ่ง 1 หลัง ในโครงการดังกล่าวจากจำเลย โดยชำระราคาให้จำเลยแล้วเป็นเงินจำนวน 454,350 บาท ต่อมาจำเลยขอเปลี่ยนบ้านที่จะขายให้ ซึ่งโจทก์ตกลง โดยชำระราคาเพิ่มอีกรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 636,350 บาท แต่ปรากฏว่า นับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันฟ้อง จำเลยมิได้เริ่มดำเนินการปลูกสร้างบ้านตามสัญญาแต่อย่างใด โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยดำเนินการหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 859,053.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้ผิดสัญญา จึงไม่ต้องคืนเงิน โจทก์ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยดำเนินการปลูกสร้างบ้านให้แล้วเสร็จและทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ อันเป็นการบอกกล่าวแจ้งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยชำระหนี้ในเวลาอันสมควร โจทก์ยังไม่ได้ถูกโต้แย้งสิทธิจึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 777,243 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยผิดสัญญาและโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.9 จะไม่มีข้อตกลงว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้แล้วเสร็จเมื่อใดก็ตาม แต่เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน และโจทก์ได้ชำระเงินค่างวดให้แก่จำเลยแล้วจำเลยย่อมมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและส่งมอบให้โจทก์ตามสัญญา ทั้งไม่ใช่ว่าจำเลยจะสร้างบ้านให้เสร็จเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความพอใจของจำเลยด้วย คดีนี้โจทก์ชำระเงินเฉพาะค่างวดให้จำเลยไปแล้ว 630,000 บาท โดยงวดหลังสุดชำระเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 ปรากฏตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 5 แต่นับจากวันทำสัญญาคือวันที่ 15 มิถุนายน 2539 เป็นต้นมา จนกระทั่งโจทก์บอกเลิกสัญญา ปรากฏตามหนังสือขอบอกเลิกสัญญาและให้คืนเงิน ฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เอกสารหมาย จ. 15 และจนถึงปัจจุบันจำเลยก็ยังไม่ได้ลงมือก่อสร้างบ้านให้โจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ชี้แจงหรือโต้แย้งใดๆ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าว ถือว่าจำเลยผิดสัญญา และจำเลยไม่มีเจตนาชำระหนี้ให้โจทก์ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้โจทก์บอกกล่าวกำหนดเวลาให้จำเลยดำเนินการอีก ดังนั้น โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามหนังสือขอบอกเลิกสัญญาและให้ คืนเงินเอกสารหมาย จ.15 ได้โดยชอบ...ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387 ม. 456 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวชลบงกช เข็มนาค
จำเลย — บริษัทโลยัลตี้เรียลเอสเตท แอนด์ ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 695/2548
#269550
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ค่าอากรขาเข้าและเงินเพิ่มเป็นหนี้ที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐเรียกเก็บจากเอกชนผู้ทำธุรกรรมตามที่กฎหมายกำหนด หนี้ค่าอากรขาเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จตาม พ.ร.บ.ศุลกากรฯ มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ส่วนหนี้เงินเพิ่มเกิดขึ้นเนื่องจากผู้นำเข้าไม่ชำระค่าอากรภายในเวลาที่กำหนดกับให้เรียกเก็บนับแต่วันที่ส่งมอบตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ดังนั้นหนี้ค่าอากรกับหนี้เงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้หลายราย เมื่อจำเลยชำระหนี้ไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกราย หนี้ค่าอากรเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ย่อมได้เปลื้องไปก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 138,808.89 บาท พร้อมเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของอากรที่ค้างชำระจำนวน 87,853.73 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 87,853.73 บาท แก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยนำสินค้าซึ่งมีแหล่งกำเนิดและต้นทางจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักรโดยทางเรือ และได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มสำแดงว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อผลิตเพื่อการส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำเข้า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ตรวจสอบสินค้าแล้วพบว่าจำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาแท้จริงในท้องตลาดจึงแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยยินยอมเพิ่มราคาสินค้าตรงตามราคาที่แท้จริงในท้องตลาด และยินยอมเพิ่มค่าอากรตามราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น จำเลยได้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารค้ำประกันการชำระอากรเนื่องจากจำเลยมิได้ชำระอากรขาเข้าให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 มาตรา 19 ตรี ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มจำเลยได้ชำระเรียบร้อยแล้ว ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ตรวจสอบพบว่าจำเลยมิได้นำสินค้าที่นำเข้ามาไปผลิตเพื่อส่งออกภายใน 1 ปี นับแต่วันนำของเข้ามาในราชอาณาจักรและจำเลยมิได้ยื่นใบสรุปยอดเงินภาษีอากรขาเข้าภายในเดือนที่ 13 นับแต่วันนำของเข้าตามประกาศของโจทก์ จำเลยจึงต้องชำระอากรพร้อมเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยนำเงินค่าอากรตามที่จำเลยสำแดงไว้มาชำระ และมีหนังสือแจ้งให้ธนาคารผู้ค้ำประกันทราบ ธนาคารผู้ค้ำประกันได้นำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จำนวน 465,000 บาท เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักชำระเงินเพิ่มนับแต่วันที่จำเลยรับสินค้าไปคือวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2537 จนถึงวันที่ธนาคารนำเงินมาชำระคือวันที่ 8 กันยายน 2540 จำนวน 166,242.73 บาท คงเหลือเงินที่นำมาหักชำระค่าอากรขาเข้าจำนวน 298,757.27 บาท เมื่อนำมาหักออกจากอากรขาเข้าจำนวน 386,611 บาท แล้วยังคงเหลือเป็นค่าอากรขาเข้าที่จำเลยต้องชำระจำนวน 87,853.73 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า หนี้ค่าอากรและหนี้เงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้าเป็นมูลหนี้รายเดียวกันหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า เงินเพิ่มเกิดจากค่าอากรที่ค้างชำระ มีสภาพคล้ายดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงิน เงินเพิ่มจึงเป็นหนี้อุปกรณ์ของหนี้ค่าอากรที่ค้างชำระซึ่งเป็นหนี้ประธาน ถือได้ว่าเป็นมูลหนี้รายเดียวกันนั้น เห็นว่า การกู้ยืมเงินและดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้ยืมเงินเป็นหนี้ที่เกิดจากการก่อนิติสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชน ซึ่งคู่สัญญาอาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือวิธีการชำระหนี้กันไว้อย่างไรก็ได้ หากการตกลงนั้นไม่เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายหรือไม่เป็นการพ้นวิสัย หรือไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ส่วนหนี้ค่าอากรขาเข้าและเงินเพิ่มเป็นหนี้ที่กฎหมายบัญญัติให้รัฐเรียกเก็บจากเอกชนผู้ทำธุรกรรมตามที่กฎหมายกำหนด จึงถือไม่ได้ว่าหนี้สองประเภทดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกัน หนี้ค่าอากรขาเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ในขณะนั้นหนี้เงินเพิ่มยังไม่เกิดขึ้น หนี้เงินเพิ่มเกิดขึ้นเนื่องจากผู้นำเข้าไม่ชำระค่าอากรภายในเวลาที่กำหนด กับให้เรียกเก็บนับแต่วันที่ส่งมอบตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง หนี้ค่าอากรกับหนี้เงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้หลายราย เมื่อจำเลยชำระหนี้ไม่เพียงพอจะเปลื้องหนี้สินได้หมดทุกราย หนี้ค่าอากรเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้เพราะมีภาระเงินเพิ่มตามกฎหมาย ย่อมได้เปลื้องไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 328 วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางนำเงินประกันไปชำระค่าอากรก่อนชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 112 จัตวา วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทเดอะวินซ็อค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ