คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548
#113006
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ออกใช้บังคับ มาตรา 19 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยกเลิกความในมาตรา 84 แห่ง ป.วิ.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่าขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ ต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษได้ตามกฎหมายเดิม

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 1/2548)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ป.อ. มาตรา ๘๓ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. ๑๐๘๑๗/๒๕๔๔ ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๑ แถลงรับว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา ๑๕ วรรคสอง) , ๖๖ วรรคสอง ประกอบด้วย ป.อ. มาตรา ๘๓ ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ ๑ แล้วก็ไม่อาจนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ ย. ๑๐๘๑๗/๒๕๔๔ ของศาลอาญาได้ ให้ยกคำขอนี้เสีย ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๓ พันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัส ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางเขน ร่วมกันนำหมายค้นของศาลอาญาไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุคดีนี้ และจับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดี โดยตรวจยึดได้เมทแอมเฟตามีนรวมจำนวน ๖๐๖,๐๐๐ บาท จากบ้านทั้งสองหลังดังกล่าวเป็นของกลาง คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองปาก ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองและได้ตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุพบเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าว หลังจากตรวจค้นพบของกลางแล้ว พยานทั้งสองได้สอบถามจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับของกลางดังกล่าว ในชั้นจับกุมได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครองครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม เอกสารหมาย จ. ๓ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองต่างก็เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า พยานทั้งสองจะสมคบกันมาเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษในคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าพยานทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญเป็นอย่างดีและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกัน มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและไร้ข้อพิรุธที่จะชี้ให้เห็นว่ามีการวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความสัตย์จริงตามเหตุการณ์ที่พยานทั้งสองรู้เห็น ที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยทั้งสองถูกจับกุมได้โดยกระทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางยืนยันความผิดของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง

แม้จะปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘๔ แห่ง ป.วิ.อ. และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา ๘๔ ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๗ เป็นต้นไป บัญญัติไว้ว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในความตอนท้ายซึ่งเป็นข้อยกเว้นว่า ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นของคำให้การในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับ เมื่อมีการแจ้งสิทธิตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๘๓ วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้ว ก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ แสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่วรรคนี้มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๘๓ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ. ๓ มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา ๒๒๖ ในสำนวนคดีนี้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ หากจะแปลความบทบัญญัติดังกล่าวว่า ขณะที่ศาลมีคำพิพากษา ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังทุกกรณี ไม่ว่าคำรับสารภาพดังกล่าวจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ก็อาจมีผลกระทบกระทั่งต่อสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะได้รับการลดโทษตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาจทำให้ศาลไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก ในคดีที่ศาลล่างมีคำพิพากษาก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ลดโทษแก่จำเลยเพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ แต่คดีดังกล่าวได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูงภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หากศาลสูงต้องห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับในขณะที่มีคำพิพากษา คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก นอกจากนี้ยังอาจกระทบกระทั่งต่อสิทธิของโจทก์เสมือนหนึ่งว่า พยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ถูกตัดออกไปจากสำนวนโดยที่โจทก์ไม่มีโอกาสได้แก้ไข อันอาจทำให้ความยุติธรรมต้องเสียไปได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่น่าจะมีเจตนารมณ์ให้เกิดผลเช่นนั้น ประกอบกับ ป.วิ.อ. ฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา ๘๔ วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่า กฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา ๘๔ วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสอง ที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา ๒๒๖ โดยชอบด้วยกฎหมายในสำนวนคดีนี้ก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ. ๓ มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามกฎหมายเดิม

อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จะได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และ ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และ ๖๖ แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ ๒ ให้ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ ประกอบมาตรา ๕๒ (๑) แล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ ๒ ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548
#268075
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่ไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามกฎหมายเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 606,000 เม็ด น้ำหนัก 57,175.480 กรัม มีปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 16,656.789 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.10817/2544 ของศาลอาญา

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 แถลงรับว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสอง), 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง เมื่อศาลลงโทษประหารชีวิตจำเลยที่ 1 แล้วก็ไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ ย.10817/2544 ของศาลอาญาได้ ให้ยกคำขอนี้เสีย ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2543 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พันตำรวจตรีสมศักดิ์ วังแก้ว เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลบางเขนกับพวกร่วมกันนำหมายค้นของศาลอาญาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 ไปตรวจค้นบ้านทาวน์เฮาส์ เลขที่ 42/28 และเลขที่ 42/31 หมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ หมู่ที่ 2 แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านที่เกิดเหตุคดีนี้และจับกุมจำเลยทั้งสองซึ่งพักอาศัยอยู่บ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวมาดำเนินคดีนี้ โดยอ้างว่าตรวจยึดเมทแอมเฟตามีนรวมจำนวน 606,000 เม็ดได้จากบ้านทั้งสองหลังดังกล่าวเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งยาเสพติดให้โทษของกลางดังกล่าวไปให้ผู้ชำนาญการพิเศษ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีน มีปริมาณเมทแอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 16,656.789 กรัม ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของตำรวจตรีสมศักดิ์ และดาบตำรวจมนัส โหสุวรรณ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองประจักษ์พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน พยานทั้งสองกับพวกจับกุมนายหยางหรือดนตรี หมื่นจินา ได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด กับเฮโรอีนอัดแท่งอีกจำนวนหนึ่งในท้องที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และจากการสอบสวนขยายผลนายหยางให้การซัดทอดว่า นายหยางได้ร่วมกับนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้และนายเนตรไม่ทราบชื่อสกุล มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้นายหยางยังให้การอีกว่า ยังมีเมทแอมเฟตามีนนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 42/28 และบ้านเลขที่ 42/31 ในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานครอีกด้วย พยานทั้งสองกับพวกจึงนำนายหยางไปที่หมู่บ้านดังกล่าว และนายหยางได้ชี้บ้านดังกล่าวทั้งสองหลัง ซึ่งเป็นบ้านแบบทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่แถวเดียวกันโดยมีบ้านอื่นคั่นอยู่ 2 หลัง ในพยานทั้งสองกับพวกดูว่าเป็นบ้านที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่ขณะนั้นเป็นเวลามืดแล้ว พยานทั้งสองกับพวกจึงไม่ได้เข้าไปตรวจค้นและจากการสืบสวนต่อมาพยานทั้งสองทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 จะพักอยู่ที่การเคหะรามอินทรากิโลเมตรที่ 4 กนนรามอินทรา เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนใหญ่ วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมศักดิ์สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปเฝ้าดูพฤติการณ์ของบุคคลในบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง และให้ร้อยตำรวจเอกเสน่ห์ มณีฉาย ไปขอหมายค้นจากศาลอาญา ส่วนพยานทั้งสองพร้อมด้วยสายลับได้เดินทางไปที่การเคหะรามอินทรากิโลเมตรที่ 4 เพื่อตามหาจำเลยที่ 1 ต่อมาเวลา 17.30 นาฬิกา พยานทั้งสองพบชายคนหนึ่งเดินอยู่กลางซอยในการเคหะรามอินทราดังกล่าว สายลับได้ชี้ให้ดูและบอกว่าชายคนดังกล่าวคือนายธรรมะ จำเลยที่ 1 พยานทั้งสองจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของชายคนดังกล่าวปรากฏว่าชายคนดังกล่าวเป็นนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้จริง พยานทั้งสองจึงนำจำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ ซึ่งได้มีการสอบถามแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านพักของจำเลยที่ 1 จริง พยานทั้งสองกับพวกแสดงหมายค้นของศาลอาญาเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 เพื่อขอตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ผลการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 มัด (มัดละ 2,000 เม็ด) มีกระดาษกาวสีน้ำตาลมัดห่อไว้วางอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอนชั้นบนซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 1 เมื่อแกะห่อกระดาษออกตรวจนับแล้ว ปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้เข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 ซึ่งอยู่ถัดไป ผลการตรวจค้นพยานทั้งสองพบเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 1 มัด) ซุกซ่อนอยู่ใต้บันไดบ้านชั้นล่างแล้วพยานทั้งสองกับพวกขึ้นไปตรวจค้นชั้นบนพบจำเลยที่ 2 นั่งยองๆ อยู่ที่ชั้นบน และตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 5 มัด) อยู่บนฝ้าเพดานซึ่งมีรอยนิ้วมือติดอยู่ที่ขอบเปิดฝ้ากับพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 295 มัด) ในห้องน้ำที่อยู่ใต้ฝ้าดังกล่าวด้วย รวมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบที่บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง มีจำนวนทั้งสิ้น 606,000 เม็ด หลังจากตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้สอบถามจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 บอกว่านายเนตรจะเป็นผู้ดำเนินการเอาเมทแอมเฟตามีนจากท่าอากาศยานกรุงเทพแล้วเอามาเก็บไว้ที่บ้านที่เกิดเหตุสองหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านที่นายเนตรเช่าไว้โดยให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 และให้จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 หลังจากนั้นจึงจะเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนนี้ไปส่งให้แก่ลูกค้าเพื่อจำหน่ายต่อไป ชั้นจับกุมพยานทั้งสองกับพวกแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม เอกสารหมาย จ.3 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองต่างก็เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า พยานทั้งสองจะสมคบกันมาเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษในคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ นอกจากนี้ศาลฎีกายังได้ตรวจดูคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้โดยถ้วนถี่แล้ว ก็ปรากฏว่าพยานทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญเป็นอย่างดีและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและไร้ข้อพิรุธที่จะชี้ให้เห็นว่ามีการวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความสัตย์จริงตามเหตุการณ์ที่พยานทั้งสองรู้เห็น โดยมิได้ปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยทั้งสองถูกจับกุมได้โดยกะทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน เป็นของกลางยืนยันความผิดของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติไว้ว่า "ถ้อยคำใดๆ" ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในความตอนท้ายซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความตอนแรกที่ว่าเป็นถ้อยคำอื่นของคำให้การในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับเมื่อมีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้แก่ผู้ถูกจับแล้ว ก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ แสดงให้เห็นว่า กฎหมายที่แก้ไขใหม่วรรคนี้มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้วต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.3 มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับจัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 ในสำนวนคดีนี้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับหากจะแปลความบทบัญญัติดังกล่าวว่า ขณะที่ศาลมีคำพิพากษาต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังทุกกรณี ไม่ว่าคำรับสารภาพดังกล่าวจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ก็อาจมีผลกระทบกระทั่งต่อสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะได้รับการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาจทำให้ศาลไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก ยิ่งกว่านั้นในคดีที่ศาลล่างมีคำพิพากษาก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ลดโทษแก่จำเลยเพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่คดีดังกล่าวได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูงภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หากศาลสูงต้องห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับในขณะที่มีคำพิพากษา คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก นอกจากนี้ยังอาจกระทบกระทั่งต่อสิทธิของโจทก์เสมือนหนึ่งว่า พยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ถูกตัดออกไปจากสำนวนโดยที่โจทก์ไม่มีโอกาสได้แก้ไข อันอาจทำให้ความยุติธรรมต้องเสียไปได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ไม่น่าจะมีเจตนารมณ์ให้เกิดผลอันไม่พึงปรารถนาเช่นนั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 โดยชอบด้วยกฎหมายในสำนวนคดีนี้ก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.3 มารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามกฎหมายเดิม ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 1 จึงบอกว่าถ้าจะให้การรับสารภาพ ก็ขอรับว่าจำเลยที่ 1 ที่เมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด (ที่ตรวจค้นพบในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28) เท่านั้น เห็นว่า ความในข้อนี้คงมีแต่ตัวจำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอยๆ และมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ไว้ การที่จำเลยที่ 1 มาเบิกความข้างเดียวในภายหลังเช่นนี้ ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ให้การับสารภาพในชั้นจับกุมก็เพื่อที่ภริยาจำเลยที่ 1 จะได้ไม่ต้องถูกจับกุมนั้นก็เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ได้ฎีกาโต้เถียงในข้อนี้ว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับสารภาพในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้นเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษหลายแผ่นให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 เป็นเด็กชาวไทยใหญ่ไม่รู้หนังสือไม่เข้าใจภาษาไทยประกอบกับมีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนขู่เข็ญบังคับให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกใจกลัวจึงได้ลงลายมือชื่อไปนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเช่นเดียวกันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้นำสืบต่อสู้ไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.3 จริง หากจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยพันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานอ่านบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองฟังเป็นที่เข้าใจดีแล้วจึงให้จำเลยทั้งสองลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นชาวไทยใหญ่แต่ก็ปรากฏว่าในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สามารถเบิกความตอบคำซักถามของทนายจำเลยและคำถามค้านของโจทก์โดยไม่ต้องผ่านล่ามภาษาท้องถิ่นอันเป็นภาษาพูดของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถพูดและฟังภาษาไทยเป็นที่เข้าใจได้ สำหรับบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วก็ปรากฏว่ามีการระบุถึงพฤติการณ์ในการจับกุมไว้โดยละเอียดสอดคล้องตรงกับที่พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความข้างต้นทุกประการ รวมทั้งได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าขณะตรวจค้นเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 มิใช่พบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูหมายค้นศาลอาญา เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหมายค้นสำหรับตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 แล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อความในหมายในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับสถานที่ถูกตรวจค้น ตามรูปเรื่องจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริงตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังซึ่งประตูบ้านปิดใส่กุญแจไว้ได้นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนเอาลูกกุญแจของประตูบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังมาไขกุญแจเปิดประตูบ้านทั้งสองหลัง อันเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองดูแลบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังดังกล่าวซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดที่ตรวจค้นพบจะมีลักษณะการห่อเป็นอย่างเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้จากนายหยางเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของขบวนการผู้ค้ายาเสพติดให้โทษในกลุ่มเดียวกัน แต่มีการแยกสถานที่เก็บซุกซ่อนไว้หลายแห่ง ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากจากบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำให้การซัดทอดของนายหยางโดยแท้ แสดงให้เห็นว่า ข้อมูลที่พันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์ได้มาจากนายหยางเป็นความจริง แม้นายหยางจะให้การซัดทอดถึงนายเนตรและจำเลยที่ 1 โดยมิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ด้วยก็น่าเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นเพียงเด็กรับใช้ในขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายนี้ ซึ่งนายเนตรนำมาจากจังหวัดเชียงรายให้มาทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าดูแลเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บ้านที่เกิดเหตุโดยที่จำเลยที่ 2 มิใช่ตัวการสำคัญเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และนายเนตรก็ได้ หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าในการเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง เจ้าพนักงานตำรวจใช้เครื่องมืองัดประตูเข้าไปโดยไม่มีการนำลูกกุญแจจากจำเลยที่ 1 ไปไขกุญแจประตูนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบและถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้และการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ดบนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 โดยที่เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมิได้ถูกซุกซ่อนไว้ให้มิดชิดนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาฟังเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เพราะจำเลยที่ 1 อาจเกิดความชะล่าใจโดยคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ล่วงรู้ความผิดของตนหรือเป็นความมักง่ายของจำเลยที่ 1 จึงได้ทิ้งเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าวไว้ที่เตียงนอนโดยมิได้ซุกซ่อนให้มิดชิดก็ได้ส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้ศาลขอแรงทนายมาวางความให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ว่าจ้างทนายความมาว่าความเองนั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้ายาเสพติดให้โทษจึงเป็นคนยากจนเพราะการที่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาว่าจ้างทนายความอาจเป็นเพราะยังไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไปได้แต่มาถูกจับกุมเสียก่อนก็ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจพบว่าอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กำลังนั่งยองๆ อยู่ที่ชั้นบนของบ้านดังกล่าวโดยมีผ้าห่มหรือหมอนขนาดใหญ่คลุมตัวไว้ในลักษณะซ่อนตัวและจำเลยที่ 2 มีอาการกลัว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นข้อพิรุธที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากในบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลอยู่โดยกะทันหันซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีด้วยจึงทำให้จำเลยที่ 2 มีอาการเป็นข้อพิรุธเช่นนั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่า ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นี้ มีก้านธูปมัดเป็นกำใส่กระป๋องวางไว้เป็นหย่อมๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นการจุดธูปเพื่อดับกลิ่นเมทแอมเฟตามีน กับพบกระดาษกาวที่มีลักษณะเป็นการฉีกแกะจากห่อเมทแอมเฟตามีนทิ้งเกลื่อนบ้านด้วย น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนเฝ้าดูแลบ้านดังกล่าวจะต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำเหล่านี้ด้วย สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริง ก็ไม่จำเป็นต้องใส่กุญแจ การปิดประตูใส่กุญแจขังคนไว้ในบ้านย่อมไร้เหตุผลเพราะหากมีอันตรายคนในบ้านจะหาทางออกไม่ได้นั้น เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ข้อนี้ ไม่เป็นข้อพิรุธที่จะนำมารับฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคนเฝ้าดูแลของกลางในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถเปิดประตูออกจากบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวได้ หากจำเลยที่ 2 ถูกขังอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวจริง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะตัวการใหญ่ที่ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้สามารถกระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ได้ย่อมจะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดจากบุคคลทั่วไป จึงสามารถที่จะขังจำเลยที่ 2 ไว้ในบ้านที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้จำเลยที่ 2 หักหลังโดยลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีมูลค่ามหาศาลออกไปได้โดยไม่จำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นศาลฎีกาเห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ตามปกติผู้กระทำความผิดจะต้องปกปิดเป็นความลับอย่างยิ่งและรู้กันเฉพาะในหมู่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลซึ่งเป็นตัวการใหญ่จะยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าไปพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกจำเลยทั้งสองพบเห็นความผิดและนำไปเปิดเผยได้ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในสถานที่เก็บซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนมากเช่นนี้ จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยทั้งสองอย่างมาก อันเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับบุคคลที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าชื่อนายเนตรซึ่งเป็นตัวการใหญ่ด้วย สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาต่างๆ ที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 ได้ สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นว่า ตามรูปเรื่องและพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาสืบมานี้มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปด้วยว่าแม้จะปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ก็เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด โดยมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 16,656.789 กรัม หากเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวถูกจำหน่ายแพร่ระบาดไปในหมู่ประชาชน ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกนับว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง ซึ่งจะต้องลงโทษในสถานหนักที่สุดเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดหนึ่งผู้ใดเอาเป็นเยี่ยงอย่างและให้ได้รับผลดีในการปราบปราม จึงไม่สมควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่อย่างไรก็ตามสำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุมีอายุ 18 ปีเศษเป็นชาวไทยใหญ่ในชนบทห่างไกลที่ยากจนและไร้การศึกษา จึงอ่อนทางความคิด เมื่อคำนึงถึงสภาพของจำเลยที่ 2 ในขณะถูกจับกุมด้วยแล้วน่าเชื่อว่าจะถูกนายเนตรพวกของจำเลยทั้งสองชักจูงให้หลงผิดเข้าร่วมกระทำความผิดนี้ด้วย ควรปรานีลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะมีอายุ 19 ปีเศษ แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและความรู้สึกผิดชอบของจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่เห็นสมควรที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย

อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และ 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนแต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548
#269736
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) ฯ ออกใช้บังคับมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยกเลิกความในมาตรา 84 แห่ง ป.วิ.อ. และให้ใช้ความใหม่แทนโดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้วหาได้มีความหมายว่าขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ ต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษได้ตามกฎหมายเดิม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง), 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัส โหสุวรรณ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองประจักษ์พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน พยานทั้งสองกับพวกจับกุมนายหยางหรือดนตรี หมื่นจินาได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด กับเฮโรอีนอัดแท่งอีกจำนวนหนึ่งในท้องที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และจากการสอบสวนขยายผลนายหยางให้การซัดทอดว่า นายหยางได้ร่วมกับนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้ และนายเนตรไม่ทราบชื่อสกุล มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้นายหยางยังให้การอีกว่า ยังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 42/28 และบ้านเลขที่ 42/31 ในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานครอีกด้วย พยานทั้งสองกับพวกจึงนำนายหยางไปที่หมู่บ้านดังกล่าว และนายหยางได้ชี้บ้านดังกล่าวทั้งสองหลัง ซึ่งเป็นบ้านแบบทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่แถวเดียวกันโดยมีบ้านอื่นคั่นอยู่ 2 หลัง ให้พยานทั้งสองกับพวกดูว่าเป็นบ้านที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่ขณะนั้นเป็นเวลามืดแล้วพยานทั้งสองกับพวกจึงไม่ได้เข้าไปตรวจค้นและจากการสืบสวนต่อมาพยานทั้งสองทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 จะพักอยู่ที่การเคหะรามอินทรา กิโลเมตรที่ 4 ถนนรามอินทรา เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนใหญ่ วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมศักดิ์สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปเฝ้าดูพฤติการณ์ของบุคคลในบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังและให้ร้อยตำรวจเอกเสน่ห์ มณีฉาย ไปขอหมายค้นจากศาลอาญา ส่วนพยานทั้งสองพร้อมด้วยสายลับได้เดินทางไปที่การเคหะรามอินทรา กิโลเมตรที่ 4 เพื่อตามหาจำเลยที่ 1 ต่อมาเวลา 17.30 นาฬิกา พยานทั้งสองพบชายคนหนึ่งเดินอยู่กลางซอยในการเคหะรามอินทราดังกล่าว สายลับได้ชี้ให้ดูและบอกว่าชายคนดังกล่าวคือนายธรรมะ จำเลยที่ 1 พยานทั้งสองจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของชายคนดังกล่าว ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวเป็นนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้จริง พยานทั้งสองจึงนำจำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ ซึ่งได้มีการสอบถามแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านพักของจำเลยที่ 1 จริง พยานทั้งสองกับพวกแสดงหมายค้นของศาลอาญา เพื่อขอตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ผลการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 มัด (มัดละ 2,000 เม็ด) มีกระดาษกาวสีน้ำตาลมัดห่อไว้วางอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอน ชั้นบนซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 1 เมื่อแกะห่อกระดาษออกตรวจนับแล้วปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้เข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 ซึ่งอยู่ถัดไป ผลการตรวจค้นพยานทั้งสองพบเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 1 มัด) ซุกซ่อนอยู่ใต้บันไดบ้านชั้นล่างแล้วพยานทั้งสองกับพวกขึ้นไปตรวจค้นชั้นบนพบจำเลยที่ 2 นั่งยอง ๆ อยู่ที่ชั้นบนและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 5 มัด) อยู่บนฝ้าเพดานซึ่งมีรอยนิ้วมือติดอยู่ที่ช่องเปิดฝ้ากับพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 298 มัด) ในห้องน้ำที่อยู่ใต้ฝ้าดังกล่าวด้วยรวมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบที่บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง มีจำนวนทั้งสิ้น 606,000 เม็ด หลังจากตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้สอบถามจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 บอกว่านายเนตรจะเป็นผู้ดำเนินการเอาเมทแอมเฟตามีนจากท่าอากาศยานกรุงเทพแล้วเอามาเก็บไว้ที่บ้านที่เกิดเหตุสองหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านที่นายเนตรเช่าไว้โดยให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 และให้จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 หลังจากนั้นจึงจะเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนนี้ไปส่งให้แก่ลูกค้าเพื่อจำหน่ายต่อไป ชั้นจับกุมพยานทั้งสองกับพวกแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองต่างก็เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อนไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า พยานทั้งสองจะสมคบกันมาเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษในคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ นอกจากนี้ศาลฎีกายังได้ตรวจดูคำเบิกความของพยานโจทก์สองปากนี้โดยถ้วนถี่แล้ว ก็ปรากฏว่าพยานทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญเป็นอย่างดีและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและไร้ข้อพิรุธที่จะชี้ให้เห็นว่ามีการวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความสัตย์จริงตามเหตุการณ์ที่พยานทั้งสองรู้เห็น โดยมิได้ปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยทั้งสองถูกจับกุมได้โดยกระทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางยืนยันความผิดของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติไว้ว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในความตอนท้ายซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความตอนแรกที่ว่า ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นของคำให้การในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับเมื่อมีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้แก่ผู้ถูกจับแล้ว ก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่วรรคนี้มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับจัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 ในสำนวนคดีนี้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ หากจะแปลความบทบัญญัติดังกล่าวว่า ขณะที่ศาลมีคำพิพากษา ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังทุกกรณี ไม่ว่าคำรับสารภาพดังกล่าวจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ก็อาจมีผลกระทบกระทั่งต่อสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะได้รับการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาจทำให้ศาลไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก ยิ่งกว่านั้นในคดีที่ศาลล่างมีคำพิพากษาก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ลดโทษแก่จำเลย เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่คดีดังกล่าวได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูงภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หากศาลสูงต้องห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับในขณะที่มีคำพิพากษา คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก นอกจากนี้ยังอาจกระทบกระทั่งต่อสิทธิของโจทก์เสมือนหนึ่งว่าพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ถูกตัดออกไปจากสำนวนโดยที่โจทก์ไม่มีโอกาสได้แก้ไขอันอาจทำให้ความยุติธรรมต้องเสียไปได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่น่าจะมีเจตนารมณ์ให้เกิดผลอันไม่พึงปรารถนาเช่นนั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 โดยชอบด้วยกฎหมายในสำนวนคดีนี้ก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามกฎหมายเดิม ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 จึงบอกว่าถ้าจะให้การรับสารภาพ ก็ขอรับว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด (ที่ตรวจค้นพบในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28) เท่านั้น เห็นว่า ความในข้อนี้คงมีแต่ตัวจำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ และมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ไว้ การที่จำเลยที่ 1 มาเบิกความข้างเดียวในภายหลังเช่นนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็เพื่อที่ภริยาจำเลยที่ 1 จะได้ไม่ต้องถูกจับกุมนั้น ก็เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นได้ฎีกาโต้เถียงในข้อนี้ว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับสารภาพในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้นเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษหลายแผ่นให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 เป็นเด็กชาวไทยใหญ่ไม่รู้หนังสือไม่เข้าใจภาษาไทยประกอบกับมีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนขู่เข็ญบังคับให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกใจกลัวจึงได้ลงลายมือชื่อไปนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเช่นเดียวกันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้นำสืบต่อสู้ไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.3 จริง หากจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยพันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานอ่านบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองฟังเป็นที่เข้าใจดีแล้วจึงให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นชาวไทยใหญ่แต่ก็ปรากฏว่าในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สามารถเบิกความตอบคำซักถามของทนายจำเลยและคำถามค้านของโจทก์โดยไม่ต้องผ่านล่ามภาษาท้องถิ่นอันเป็นภาษาพูดของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถพูดและฟังภาษาไทยเป็นที่เข้าใจได้ สำหรับบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่ามีการระบุถึงพฤติการณ์ในการจับกุมไว้โดยละเอียดสอดคล้องตรงกับที่พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความข้างต้นทุกประการ รวมทั้งได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ขณะตรวจค้นเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 มิใช่พบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูหมายค้นศาลอาญา เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหมายค้นสำหรับตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 แล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อความในหมายในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับสถานที่ถูกตรวจค้น ตามรูปเรื่องจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริงตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ซึ่งประตูบ้านปิดใส่กุญแจไว้ได้นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนเอาลูกกุญแจของประตูบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังมาไขกุญแจเปิดประตูบ้านทั้งสองหลัง อันเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองดูแลบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังดังกล่าวซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดที่ตรวจค้นพบจะมีลักษณะการห่อเป็นอย่างเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้จากนายหยาง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของขบวนการผู้ค้ายาเสพติดให้โทษในกลุ่มเดียวกันแต่มีการแยกสถานที่เก็บซุกซ่อนไว้หลายแห่ง ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากจากบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำให้การซัดทอดของนายหยางโดยแท้ แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่พันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์ได้มาจากนายหยางเป็นความจริง แม้นายหยางจะให้การซัดทอดถึงนายเนตรและจำเลยที่ 1 โดยมิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ด้วยก็น่าเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นเพียงเด็กรับใช้ในขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายนี้ ซึ่งนายเนตรนำมาจากจังหวัดเชียงรายให้มาทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าดูแลเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บ้านเกิดเหตุโดยที่จำเลยที่ 2 มิใช่ตัวการสำคัญเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และนายเนตรก็ได้ หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าในการเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง เจ้าพนักงานตำรวจใช้เครื่องมืองัดประตูเข้าไปโดยไม่มีการนำลูกกุญแจจากจำเลยที่ 1 ไปไขกุญแจประตูนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบและถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้และการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด บนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 โดยที่เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมิได้ถูกซุกซ่อนไว้ให้มิดชิดนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาฟังเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เพราะจำเลยที่ 1 อาจเกิดความชะล่าใจโดยคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ล่วงรู้ความผิดของตนหรือเป็นความมักง่ายของจำเลยที่ 1 จึงได้ทิ้งเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าวไว้ที่เตียงนอนโดยมิได้ซุกซ่อนให้มิดชิดก็ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้ศาลขอแรงทนายมาว่าความให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ว่าจ้างทนายความมาว่าความเองนั้นก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมาฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้ายาเสพติดให้โทษจึงเป็นคนยากจนเพราะการที่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาว่าจ้างทนายความอาจเป็นเพราะยังไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไปได้แต่มาถูกจับกุมเสียก่อนก็ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจพบว่าอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ที่ชั้นบนของบ้านดังกล่าวโดยมีผ้าห่มหรือหมอนขนาดใหญ่คลุมตัวไว้ในลักษณะซ่อนตัว และจำเลยที่ 2 มีอาการกลัว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นข้อพิรุธที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากในบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลอยู่โดยกะทันหันซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีด้วย จึงทำให้จำเลยที่ 2 มีอาการเป็นข้อพิรุธเช่นนั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่า ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นี้มีก้านธูปมัดเป็นกำใส่กระป๋องวางไว้เป็นหย่อม ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นการจุดธูปเพื่อดับกลิ่นเมทแอมเฟตามีน กับพบกระดาษกาวที่มีลักษณะเป็นการฉีกแกะจากห่อเมทแอมเฟตามีนทิ้งเกลื่อนบ้านด้วย น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนเฝ้าดูแลบ้านดังกล่าวจะต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำเหล่านี้ด้วย สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริง ก็ไม่จำต้องใส่กุญแจ การปิดประตูใส่กุญแจขังคนไว้ในบ้านย่อมไร้เหตุผลเพราะหากมีอันตรายคนในบ้านจะหาทางออกไม่ได้นั้น เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ข้อนี้ไม่เป็นพิรุธที่จะนำมารับฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคนเฝ้าดูแลของกลางในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถเปิดประตูออกจากบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวได้ หากจำเลยที่ 2 ถูกขังอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวจริง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะตัวการใหญ่ที่ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้สามารถกระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ได้ย่อมจะต้องมีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดจากบุคคลทั่วไป จึงสามารถที่จะขังจำเลยที่ 2 ไว้ในบ้านที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้จำเลยที่ 2 หักหลังโดยลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีมูลค่ามหาศาลออกไปได้โดยไม่จำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นศาลฎีกาเห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ตามปกติผู้กระทำความผิดจะต้องปกปิดเป็นความลับอย่างยิ่งและรู้กันเฉพาะในหมู่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลซึ่งเป็นตัวการใหญ่จะยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าไปพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกจำเลยทั้งสองพบเห็นความผิดและนำไปเปิดเผยได้ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในสถานที่เก็บซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนมากเช่นนี้ จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยทั้งสองอย่างมาก อันเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับบุคคลที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าชื่อนายเนตรซึ่งเป็นตัวการใหญ่ด้วย สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 ได้ สรุปแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าตามรูปเรื่องและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้ มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปด้วยว่า แม้จะปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ก็เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด โดยมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 16,656.789 กรัม หากเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวถูกจำหน่ายแพร่ระบาดไปในหมู่ประชาชน ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกนับว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง ซึ่งจะต้องลงโทษในสถานหนักที่สุดเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเอาเป็นเยี่ยงอย่างและให้ได้รับผลดีในการปราบปรามจึงไม่สมควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุมีอายุ 18 ปีเศษ เป็นชาวไทยใหญ่ในชนบทห่างไกลที่ยากจนและไร้การศึกษา จึงอ่อนทางความคิด เมื่อคำนึงถึงสภาพของจำเลยที่ 2 ในขณะถูกจับกุมด้วยแล้วน่าเชื่อว่าจะถูกนายเนตรพวกของจำเลยทั้งสองชักจูงให้หลงผิดเข้าร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ควรปรานีลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะมีอายุ 19 ปีเศษ แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและความรู้สึกผิดชอบของจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่เห็นสมควรที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย

อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และ 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2548
#113174
เปิดฉบับเต็ม

ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงินที่เกิดเหตุ และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงนำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกันเนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 66 , 102 ป.อ. มาตรา 91 และขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 25 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน โดยให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่ให้รวมโทษจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ให้นับโทษจำคุกมีกำหนด 25 ปี ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 และศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้นั้น เป็นการไม่ชอบ ขัดต่อบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 91(3) ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาแก้ไขให้เป็นไปตามหลักกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุด กรณีไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้อีก จึงไม่จำเป็นต้องสั่งคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงินอินทร์บุรี และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงนำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกัน เนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอาภรณ์ ธิจิตตัง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายสุรศักดิ์ ห้าวหาญ
ศาลอุทธรณ์ — นายเสรี เพศประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2548
#267569
เปิดฉบับเต็ม

วันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะที่จำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงินอินทร์บุรี และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกันเนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลพิพากษาให้นับโทษจำคุก 25 ปี ในคดีนี้ต่อจากศาลดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง ให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโจทก์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นกับกุมคำรับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่งและลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่ให้รวมโทษจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลขที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีให้นับโทษจำคุกมีกำหนด 25 ปี ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 และศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้นั้น เป็นการไม่ชอบขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาแก้ไขให้เป็นไปตามหลักกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็นเงินอินทร์บุรี และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกัน เนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอาภรณ์ ธิจิตตัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิน เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2548
#269598
เปิดฉบับเต็ม

ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงิน และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่ได้มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกันเนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ ความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง ให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม คำรับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่ให้รวมโทษจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ให้นับโทษจำคุกมีกำหนด 25 ปี ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 และศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้นั้น เป็นการไม่ชอบขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาแก้ไขให้เป็นไปตามหลักกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุด กรณีไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้อีก จึงไม่จำเป็นต้องสั่งคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงินอินทร์บุรี และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกัน เนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอาภรณ์ ธิจิตตัง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 928/2548
#269710
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วย 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 10 เม็ด และคีตามีน 1 ขวด เป็นของกลางที่บริเวณหน้าห้อง 237/36 อาคารศรีวรา และนำจำเลยไปที่สถานีตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบกุญแจห้องพัก 1 ดอก ที่ตัวจำเลย จำเลยแจ้งว่าเป็นกุญแจห้องพักที่ห้อง 403 เจริญอพาร์ทเมนท์ และที่ห้องดังกล่าวยังมี 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำจำเลยไปที่ห้องพักนั้น และตรวจพบ 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 210 เม็ด และคีตามีนอีกจำนวน 15 ขวด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13 ทวิ, 62, 89, 106, 106 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคสาม (2)), 66 วรรคสาม พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 ทวิ (ที่ถูก ต้องปรับบทมาตรา 13 ทวิ, 89 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมี 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด (ที่ถูก ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเป็นความผิดฐานขายคีตามีนและฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด) จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมี 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิต เป็นโทษจำคุก 50 ปี คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดจำคุก 6 ปี รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 31 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ในความผิดฐานมี 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสมควรลงโทษจำคุกจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจโทณรงค์ ม่วงทอง เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมว่า วันเกิดเหตุหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมด้วย 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำนวน 10 เม็ด และคีตามีน 1 ขวด เป็นของกลาง ที่บริเวณหน้าห้อง 236/36 อาคารศรีวรา ต่อมาได้นำจำเลยไปที่สถานีตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบกุญแจห้องพัก 1 ดอก ที่ตัวจำเลย จำเลยแจ้งว่า เป็นกุญแจห้องพักที่ห้อง 403 เจริญอพาร์ทเมนท์ และจำเลยแจ้งอีกว่า ที่ห้องดังกล่าวยังมี 3, 4-เมทิลไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและคีตามีนอีกจำนวนหนึ่ง เจ้าพนักงานตำรวจจึงนำจำเลยไปที่ห้องพักนั้น และตรวจพบ 3, 4-เมทิลไดออกซีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวน 210 เม็ด และคีตามีนอีกจำนวน 15 ขวด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวนับว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจสมควรลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า ในความผิดฐานมี 3, 4-เมทิลไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง หรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์ระบุว่า จำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยตามคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2547 ได้ความว่า จำเลยเป็นนักศึกษาอยู่ระหว่างศึกษาเล่าเรียน ปรากฏตามเอกสารต่าง ๆ แนบท้ายคำร้องฉบับดังกล่าว จำเลยจึงไม่น่าจะมีรายได้จากการประกอบอาชีพใด 3, 4-เมทิลไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีจำนวน 220 เม็ด น้ำหนัก 67.111 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 32.850 กรัม นับว่ายังไม่ถึงขนาดจะถือว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่ เมื่อได้พิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของจำเลยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องประกอบกันแล้ว กรณีมีเหตุอันควรเป็นการเฉพาะรายสมควรลงโทษปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/1 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดนั้น เห็นว่า คีตามีนของกลางในคดีนี้มีจำนวน 16 ขวด น้ำหนัก 168.580 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 7.890 กรัม ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวถึง 12 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น หนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานนี้ใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมี 3, 4-เมทิลไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 40 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 47 ปี และปรับ 500,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 23 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยให้กักขังไม่เกิน 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายหวัง บิง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2548
#269591
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือว่างเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ชอบแล้ว และศาลฎีกาก็ไม่อาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณา หลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานโจทก์แล้ว ในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาในวันเดียวกันให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาและมีการพิจารณาไปฝ่ายเดียว จึงไม่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ตามกฎหมายได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยมิได้เจตนาที่จะละเลยเพิกเฉยไม่วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้สั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมก่อน ดังนั้นหากต้องวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก็ขอให้ศาลฎีกากำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลต่อไปด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันทีโดยไม่จำต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อน กรณีไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาโดยมิได้สั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก่อนก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว กรณีเช่นว่านี้ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามฎีกาของจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเยื่อใย ปัญญานันท์
จำเลย — นางกัญวรรณ เหมือนนิล
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 915/2548
#269705
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนที่โจทก์ขอให้นำโทษจำคุกของจำเลยซึ่งศาลรอการลงโทษไว้มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้นั้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 ให้รอกการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะพิพากษาการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำลงภายในกำหนด 2 ปี ที่ศาลรอการลงโทษไว้ จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้เพราะขัดต่อ ป.อ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง การนำโทษจำคุกที่รอกการลงโทษไว้มาบวกได้หรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 66, 67, 76, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนพร้อมซองกระสุนปืน และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ศาลรอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5887/2544 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง ให้ใช้กฎหมายขณะกระทำความผิดซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 พระราบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูกฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและซองกระสุนปืนของกลาง บวกโทษจำคุก 1 ปี 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5887/2544 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ รวมจำคุก 7 ปี 12 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ 26 วรรคหนึ่ง (เดิม) และ 76 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและข้อหาตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ความผิดในสองข้อหานี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอุดม ศรีอนงค์ จ่าสิบตำรวจสุชาติ ตาลเลี้ยง และสิบตำรวจตรีสังคม ม่วงนาค เจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมตรวจค้นได้ความว่า พยานทั้งสามกับพวกนำหมายค้นเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 182/3 หมู่ที่ 1 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 เวลา 15 นาฬิกา ซึ่งตามสำเนาทะเบียนบ้านมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าบ้าน แต่ขณะนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ที่บ้านดังกล่าว คงพบแต่นายวิทูน กมลเดช นายนพรัตน์ สังข์ทอง และนายพลดนัย เต็มถุง อยู่ที่บ้านแจ้งว่ามาที่บ้านดังกล่าวเมื่อ 9 นาฬิกา และซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาเสพในราคาเม็ดละ 60 บาท หลังจากนั้นจำเลยออกจากบ้านไปก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจจะไปถึง จึงไปตามตัวนายอรุณศักดิ์ อยู่เกษม บุตรชายของจำเลยมานำตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 51 เม็ด และเงินสด 4,900 บาท ในห้องเก็บของ กับพบกัญชาแห้ง 1 ห่อ กระสุนปืนขนาด .45 จำนวน 6 นัด และซองกระสุนปืน 1 อันในห้องนอน เป็นเหตุให้มีการจับกุมนายอรุณศักดิ์นำส่งพนักงานสอบสวนพร้อมของกลาง พร้อมกับออกหมายจับจำเลยไว้ ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2544 จึงจับกุมจำเลยได้ที่บ้านดังกล่าวพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนและกัญชาอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งนี้โดยได้ความจากร้อยตำรวจเอกอุดมว่าบ้านของจำเลยที่ตรวจค้นในวันเกิดเหตุ คือบ้านที่เคยเป็นร้านอาหารและค้นเพียงหลังเดียวเท่านั้น นายอรุณศักดิ์บอกว่าของกลางที่พบทั้งหมดเป็นของจำเลย และพยานปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่าบ้านที่เกิดเหตุซึ่งถูกตรวจค้นคือบ้านหลังใหญ่ ส่วนบ้านหลังสีเขียวไม่ได้เข้าไปตรวจค้น ซึ่งตรงกับคำเบิกความตอบคำถามค้านของจ่าสิบตำรวจสุชาติและสิบตำรวจตรีสังคม แต่กลับได้ความจากนายวิทูน พยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่าในวันเกิดเหตุพยานไปถึงบ้านของจำเลยตั้งแต่เวลา 7 นาฬิกา เพื่อซื้อเมทแอมเฟตามีน ไปถึงพบจำเลย แต่ไม่ทันได้พูดคุยกันจำเลยก็ออกจากบ้านไป พยานจึงขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากนายอรุณศักดิ์บุตรชายของจำเลย จากนั้นนายอรุณศักดิ์ออกจากบ้านไปอีกคนหนึ่ง คงเหลือแต่พยานและเพื่อนของนายอรุณศักดิ์อีก 2 คน อยู่ที่บ้านจนกระทั่งเวลา 15 นาฬิกา จึงมีเจ้าพนักงานตำรวจมาบ้านของจำเลย โดยจำเลยไม่ได้กลับเข้ามาที่บ้านของตนอีกเลย นายอรุณศักดิ์ได้นำเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นบ้าน พบเมทแอมเฟตามีน 51 เม็ด ในห้องครัวซึ่งอยู่ด้านซ้ายของบ้าน และพบกัญชากับซองกระสุนปืนในห้องด้านขวา โดยในวันเกิดเหตุห้องทั้งสองไม่ได้ล็อกและจำเลยออกจากบ้านไปตั้งแต่เวลา 7 นาฬิกาเศษ แสดงให้เห็นว่าในวันเกิดเหตุหลังจากจำเลยออกจากบ้านไปแล้วไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง เจ้าพนักงานตำรวจจึงเข้าไปตรวจค้นโดยระหว่างนั้นมีบุคคลอื่นอยู่ในบ้านซึ่งมิได้ปิดล็อกประตูห้อง ดังนั้น บุคคลอื่น ๆ ย่อมสามารถเข้าออกได้โดยสะดวก โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงความเกี่ยวพันระหว่างจำเลยและเมทแอมเฟตามีนจำนวน 51 เม็ด ของกลาง การที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าบ้านหรืออยู่อาศัยในบ้านที่เกิดเหตุแต่ได้ออกจากบ้านไปหลายชั่วโมงก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นเช่นนี้ย่อมไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่นายอรุณศักดิ์ให้การในชั้นจับกุมว่าของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยนั้น เห็นว่า เป็นเพียงคำซัดทอดของผู้ต้องหาด้วยกัน ซึ่งในชั้นพิจาณานายอรุณศักดิ์ก็เบิกความอ้างว่าให้การไปตามที่จ่าสิบตำรวจสุชาติแนะนำ นอกจากนี้ในชั้นสอบสวนซึ่งได้กระทำต่อหน้าพนักงานอัยการ นักสังคมสงเคราะห์ ทนายความและบุคคลที่ผู้ต้องหาร้องขอ นายอรุณศักดิ์ก็ให้การไว้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้ง 51 เม็ด เป็นของตนซึ่งซื้อมาเพื่อเสพเองและแบ่งให้เพื่อน ๆ เสพ หาได้ระบุว่าเป็นของจำเลยไม่ ทั้งจำเลยก็ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมาในความผิดฐานนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ตามที่โจทก์ขอให้นำโทษจำคุก 1 ปี 2 เดือน ของจำเลยซึ่งศาลรอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5887/2544 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้นั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี แต่เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2544 อันเป็นเวลาก่อนที่ศาลในคดีก่อนจะพิพากษา การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้จึงไม่ใช่ความผิดที่ได้กระทำลงภายในกำหนด 2 ปี ที่ศาลรอการลงโทษไว้ จึงไม่อาจนำโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้เพราะขัดต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายศักดิ์ชายหรือแป๊ะ อยู่เกษม
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร มงคล
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 913/2548
#267898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์จริง เมื่อหนังสือสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้ปิดแสตมป์หรือเสียอากรตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 จึงใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องร้องบังคับคดีแก่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 วรรคสอง

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหนังสือสัญญาค้ำประกันมิได้ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้แล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งร่วมกับจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วย แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1)

ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทโจทก์จะต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งตามสัญญาทรัสต์รีซีทในข้อ 4 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และในสัญญาข้อ 7 ระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้ จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก็ตาม ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศของโจทก์เท่านั้น มิใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้ขอให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศและในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทในวงเงินสินเชื่อ 10,000,000 บาท เพื่อรับสินค้าไปก่อน โดยตกลงจะเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือเปลี่ยนแปลงตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าผูกพันตนค้ำประกันจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยินยอมให้หักเงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 เพื่อให้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) หักเงินในบัญชีเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขอให้ธนาคารดังกล่าวเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 6 รายการ คือ

รายการที่ 1 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าเป็นเงิน 4,455,055 เยน จากผู้ขายสินค้าที่อยู่ประเทศญี่ปุ่น คือ คิทซ์ คอร์ปอเรชั่น ตามคำขอหมายเลข 001-07865-96 ธนาคารได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-07865-96 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 10 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้ามาและทางธนาคารได้จ่ายเงินผ่านตัวแทนไปโดยการหักบัญชีตามวิธีการค้าระหว่างประเทศจากตั๋วแลกเงินจำนวน 4,368,969 เยน จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระได้ทันทีจึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับธนาคารเพื่อจะได้รับสินค้าไปจำหน่ายโดย ขอรับสภาพหนี้และจะชำระคืนภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 เข้าค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อครบกำหนดจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้โดยชำระแต่ดอกเบี้ยบางส่วนและต่อมาผิดนัดไม่ชำระทั้งดอกเบี้ยและต้นเงินตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงินค่าสินค้า 4,368,969 เยน คิดเป็นเงินไทย 906,233.39 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.207425 บาท) ดอกเบี้ย 294,823.80 บาท รวมเป็นเงิน 1,201,057.19 บาท)

รายการที่ 2 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอหมายเลข 001-08174-96 ธนาคารได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-08174-96 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 14 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้ามาและทางธนาคารได้จ่ายเงินแก่ตัวแทนตามตั๋วแลกเงินเรียกเก็บจำนวน 22,585.33 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารเพื่อรับสภาพหนี้และขอขยายระยะเวลาในการชำระเงินคืนภายในวันที่ 15 เมษายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 คำนวณต้นเงินค่าสินค้า 22,585.33 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย 590,380.53 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 26.14บาท) และดอกเบี้ย 192,067.77 บาท รวมเป็นเงิน 782,448.30 บาท

รายการที่ 3 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอหมายเลข 001-08175-96 ธนาคารได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลขตามคำขอในวงเงิน 11,714,711 เยน ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 18 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าและเรียกเก็บเงินผ่านตัวแทนโดยตั๋วแลกเงิน จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม เพื่อรับสภาพหนี้และจะชำระหนี้คืนภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2540 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย คำนวณค่าสินค้าเป็นเงินไทย 2,423,920.14 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.2069125 บาท) ดอกเบี้ยจำนวนเงิน 788,570.94 บาท คำนวณตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จนถึงวันฟ้อง รวมเป็นเงิน 3,212,491.08 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 21

รายการที่ 4 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าเป็นเงิน 22,364.16 ดอลลาร์สหรัฐจากผู้ขายสินค้ารายเดิม และได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-0973 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าและเรียกเก็บตามตั๋วแลกเงิน ธนาคารได้ชำระไปแล้วตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 23 จำเลยที่ 1 ได้มาทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับธนาคารและจะชำระหนี้คืนภายในวันที่ 10 มิถุนายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 คำนวณค่าสินค้าเป็นเงินไทย 576,324.50 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 25.77 บาท) กับดอกเบี้ย 187,494.92 บาท รวมเป็นเงิน 763,819.32 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 25

รายการที่ 5 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-09731-96 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 26 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้าและเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงินซึ่งธนาคารได้ชำระให้แล้วเป็นเงิน 3,555,052 เยน จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทจะชำระคืนภายในวันที่ 13 มิถุนายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 28 เมื่อถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ผิดนัดตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จึงค้างค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวซึ่งคำนวณเป็นเงินไทย 803,352.88 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.225975 บาท) และดอกเบี้ยคำนวณจากวันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 261,353.80 บาท รวมเป็นเงิน 1,064,706.68 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 29

รายการที่ 6 จำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายสินค้ารายเดิมโดยทำคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลข 001-00227-97 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 30 ต่อมาผู้ขายส่งสินค้ามาและเรียกเก็บเงินตามตั๋วแลกเงิน ธนาคารได้ชำระให้แล้วเป็นเงิน 4,495,905 เยน จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทและรับสภาพหนี้โดยขอระยะเวลาในการชำระหนี้คืนภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ค้ำประกันรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 32 วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 1 ผิดนัด รวมค่าสินค้า จำนวนดังกล่าวซึ่งคำนวณเป็นเงินไทย 1,350,263 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เยน เท่ากับ 0.3003319 บาท) และดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 439,279.62 บาท รวมเป็นเงิน 1,789,543.31 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 33 โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งห้าแล้วเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้เป็นเงิน 8,814,065.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,650,475.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดชำระเป็นเงิน 1,789,543.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,263.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การว่า ยอดหนี้ตามคำฟ้องไม่ถูกต้องเพราะจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ต้นเงินไปแล้วจำนวน 2,000,000 บาท จากบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 คงค้างเงินจำนวนเพียง 4,650,475.03 บาท มิใช่ 6,650,475.03 บาท ตามฟ้องของโจทก์ การคำนวณดอกเบี้ยของโจทก์ถึงวันฟ้องจำนวน 2,163,590.85 บาท เกินความจริงโจทก์เรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 13, 18, 21, 25, 29 และ 32 จึงเป็นโมฆะ เพราะเกินกว่าข้อตกลงในสัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่เคยได้รับการบอกกล่าวทวงถาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีภูมิลำเนาแน่นอน การที่โจทก์ประกาศหนังสือพิมพ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 9 แต่ได้บอกเลิกการค้ำประกันไปยังธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ก่อนจำเลยที่ 1 ก่อหนี้ตามฟ้อง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด การทวงถามของโจทก์ไม่ได้ส่งไปยังภูมิลำเนาจำเลยที่ 2 แต่ประกาศหนังสือพิมพ์จึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 5 ให้การว่า สัญญาค้ำประกันตามเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 32 เป็นเอกสารปลอม เพราะเป็นแบบพิมพ์เปล่าขณะจำเลยที่ 5 ลงลายมือชื่อไว้เนื่องจากจำเลยที่ 1 มีบัญชีสินเชื่อประเภทขายลดเช็คและจำเลยที่ 5 เคยค้ำประกันไว้ แต่จำเลยที่ 5 ไม่เคยค้ำประกันสัญญาทรัสต์รีซีทของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ โจทก์จัดทำเอกสารปลอมขึ้น จำเลยที่ 5 มีภูมิลำเนาแน่นอน โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวทวงถามแต่ได้ประกาศหนังสือพิมพ์เป็นการกระทำโดยมิชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ชำระเงินจำนวน 8,814,065.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ให้เรียกได้ตามที่มีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 6,650,03 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2542) ไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ชำระเงินจำนวน 1,789,543.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามประกาศของโจทก์ให้เรียกได้ตามที่มีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด แต่ทั้งนี้ไม่ให้เกินอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 1,350,263.69 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 12 พฤศจิกายน 2542) ไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับกันไป และให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ยังมิได้การชำระค่าอากรแสตมป์โดยมิได้ปิดอากรแสตมป์ลงในสัญญาค้ำประกัน ส่วนรายการชำระค่าอากรแสตมป์ตามเอกสารหมาย จ.56 ก็ไม่ใช่รายการชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับสัญญาค้ำประกันดังกล่าว สัญญาค้ำประกันจึงเป็นตราสารที่ยังมิได้มีการชำระค่าอากรแสตมป์ ไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีหลักฐานใดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 5 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น แม้จำเลยที่ 5 มิได้ยกประเด็นข้อนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพิ่งจะยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นอุทธรณ์ก็ตาม แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยที่ 5 มีสิทธิยกขึ้นอ้างได้และเห็นว่า โจทก์มีนางสาวสุวดี นวกะวงษ์การ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าอากรแสตมป์ของสัญญาต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้วตามเอกสารหมาย จ.56 ซึ่งเป็นเอกสารชุดรวม 13 ฉบับ ประกอบด้วยสำเนาทะเบียนคุมตราสารสำเนาแบบขอเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและสำเนาใบเสร็จรับเงิน แต่นางสาวสุวดีกลับเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 5 ถามค้านว่านางสาวสุวดีไม่ใช่ผู้ทำเอกสารหมาย จ.56 จึงไม่ทราบว่าเป็นการชำระอากรแสตมป์ของสัญญาใดบ้าง ทั้งรับว่าสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ และไม่ทราบว่าจะมีการชำระค่าอากรแสตมป์ของสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเป็นตัวเงินสดให้กรมสรรพากรหรือไม่ นอกจากนั้นตามสำเนาทะเบียนคุมตราสารเอกสารฉบับที่ 11 ในเอกสารชุดหมาย จ.56 ปรากฏว่ามีรายการลำดับที่ 10 เป็นรายการชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับตราสารเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลขที่ 001-00227-79 อันเป็นเลตเตอร์ออฟเครดิตหมายเลขที่เดียวกับที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทโดยมีจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.51 โดยมีการชำระค่าอากรแสตมป์เพียง 30 บาท เท่ากับอัตราต่ออากรแสตมป์ที่ต้องเสียสำหรับเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวตามข้อ 14 (ก) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกในประเทศไทยจำนวนเงินตั้งแต่ 10,000 บาท ขึ้นไปต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 30 บาท ทั้งตามสำเนาทะเบียนคุมตราสารฉบับนี้ระบุว่าเป็นทะเบียนคุมตราสารระหว่างวันที่ 16 มกราคม 2540 อันเป็นเวลาก่อนการทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 แสดงชัดว่าเป็นรายการชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับเลตเตอร์ออฟเครดิตเพียงอย่างเดียว หาใช่เป็นการชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับสัญญาค้ำประกันด้วยไม่ สำหรับเอกสารฉบับอื่นๆ ในเอกสารชุดหมาย จ.56 แม้ว่าโจทก์จะส่งสำเนาแบบขอเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินและสำเนาใบเสร็จรับเงินแนบท้ายสำเนาทะเบียนคุมตราสารเอกสารหมาย จ.11 แต่ปรากฏว่าวันที่ลงในสำเนาคำขอเสียภาษีและสำเนาใบเสร็จรับเงินเป็นเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2540 อันเป็นเดือนก่อนเดือนพฤษภาคม 2540 ที่จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันและก็ไม่ปรากฏว่า มีรายการใดที่เป็นการชำระค่าอากรแสตมป์สำหรับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ซึ่งจะต้องเสียค่าอากรแสตมป์สำหรับสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ซึ่งจะต้องเสียค่าอากรแสตมป์ 10 บาท ตามข้อ 17 (ง) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ที่กำหนดไว้สำหรับสัญญาค้ำประกันจำนวนเงินเกิน 10,000 บาท ขึ้นไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ได้ปิดแสตมป์หรือเสียอากรตามกฎหมายแล้วคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 จำเลยที่ 5 ให้การต่อสู้ว่าสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอม โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ไว้แก่โจทก์จริง เมื่อคดีได้ความว่าสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้ปิดแสตมป์หรือเสียอากรตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 จึงใช้สัญญาค้ำประกันเป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้ ถือได้ว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โจทก์จึงฟ้องรับบังคับคดีแก่จำเลยที่ 5 ไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 วรรคสอง อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 5 ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 ฟังขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากในสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 นอกจากมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว ยังมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมค้ำประกันโดยร่วมกับจำเลยที่ 5 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมซึ่งถือว่าเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกกันได้ แม้คดีนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้อุทธรณ์ก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังแล้วว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 มิได้ปิดอากรแสตมป์ใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีไม่ได้แล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งร่วมกับจำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 6 ต่อโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ด้วย แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 3 แม้จะไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น แต่จำเลยที่ 3 ได้ค้ำประกันสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ต่อโจทก์ในวงเงิน 10,000,000 บาท ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.16 ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะหลุดพ้นความรับผิดเนื่องจากเป็นหนี้อันแบ่งแยกมิได้ตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.51 แต่จำเลยที่ 3 ก็ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.16 ซึ่งครอบคลุมยอดหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับที่ 6 เอกสารหมาย จ.27 จำนวน 1,350,263.69 บาท เพราะยอดหนี้ดังกล่าวรวมกับยอดหนี้ตามสัญญาค้ำประกันฉบับอื่นแล้วยังไม่เกิน 10,000,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.16 ส่วนจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดยอดหนี้ตามหมาย จ.27 ดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีทในคดีนี้โจทก์จะต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตามสัญญาทรัสต์รีซีทในข้อ 4 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท โดยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศของโจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใดๆ เกี่ยวกับหนี้ทรัสต์รีซีท และในสัญญาข้อ 7 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในข้อ 4 เมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดได้เพียงตามอัตราที่ระบุในสัญญาในข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ดังกล่าวข้างต้นเป็นกรณีระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัด ซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 นี้ จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์ก็ตามย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ฉะนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศของโจทก์เท่านั้น มิใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดเอกสารหมาย จ.13 ข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น

คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์เริ่มคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าผิดนัดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จากต้นเงินยอดหนี้เลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหกฉบับซึ่งได้วินิจฉัยไว้แล้วข้างต้นว่า ในกรณีที่สัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยเดียวกับสัญญาข้อ 4 เมื่อฟังว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามข้อ 4 ได้เพียงอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัดการชำระหนี้แล้ว ในคดีนี้โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดลูกค้าทั่วไปไม่ผิดนัด ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

นอกจากนี้เมื่อรวมยอดหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึง 5 แล้วมียอดต้นเงินรวม 5,300,211.34 บาท ฉบับที่ 6 มียอดต้นเงิน 1,350,263.69 บาท รวมยอดต้นเงินทั้งหกฉบับเป็นเงิน 6,650,475.03 บาท แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ชำระหนี้ในต้นเงิน 6,650,475.03 บาท และ 1,350,263.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยเท่ากับพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 รับผิดในต้นเงินฉบับที่ 6 จำนวน 1,350,263.69 บาท ซ้ำซ้อนกัน 2 ครั้ง ซึ่งไม่ถูกต้องและเกินคำขอของโจทก์ จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 ด้วยและให้ยกคำขอโจทก์ที่ขอให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.51 เป็นเงินจำนวน 1,789,543.31 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,263.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันชำระต้นเงินจำนวน 5,300,211.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระต้นเงิน 1,350,263.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดดังกล่าวต้องไม่เกิน 14.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 245
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — บริษัท เอส เอ็ม ที อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2548
#113131
เปิดฉบับเต็ม

รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาล ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา 67 ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4

เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมรับผิดชดใช้หนี้ส่วนที่ขาดจนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้มีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ (ที่ถูกยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 9,706,323.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,124,679.53 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา 67 ว่า ให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดกรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและศาลชั้นต้นสามารถพิพากษาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความโดยมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 4 ในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 48 ม. 67 ม. 198 วรรคหนึ่ง ม. 198 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ. พรรัฐก่อสร้าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายเจตน์ รอดอ่อน
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2548
#267886
เปิดฉบับเต็ม

รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 67 ว่า ให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกแถลงของจำลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อไว้ ก็ถือว่าไม่ได้ว่าเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป้นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามมาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้ดจทก์ตามฟ้องและศาลชั้นต้นสามารถพิพากษาคดีโดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมทดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามกฎหมายดังกล่าวเมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตามมาตรา 198 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์เพื่อเดินสะพัดทางบัญชิ แล้วทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 2,000,000 บาท และทำสัญญากู้เงินโจทก์อีก 4,000,000 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันยอบรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแลยจำเลยที่ 4 จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าว หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 มิได้นำเงินเข้าบัญชีเพื่อหักทอนยอดหนี้ใรบัญชีเงินผากกระแสรายวันและมิได้ผ่อนชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญา ทำให้มีหนี้ค้างชำระเป็นจำนวนมาก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองแต่จำเลยทั้งสี่เพิกฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี 3,707,444.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,257,196.07 บาท ถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงิน 5,998,879.29 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,67,483.46 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยั้งสี่รวมรับผิดชดใช้หนี้ส่วนที่ขาดจนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโจทก์ไม้มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 1,450,248.06 บาท และดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน 2,131,395.83 บาท ส่วนดอกเบี้ยในหนี้สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามคำขอท้ายฟ้องต้องคิดตากต้นเงิน 2,000,000 บาท มิใช่ 2,257,196.07 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ไม่ยื่นคำให้การ ศาลชชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้มีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ (ที่ถูกยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 9,706,323.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,124,679.53 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 4 ได้แถลงต่อศาลชั้นต้นยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นจึงบันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และจำเลย 4 ได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย กรณีจึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 4 ได้ทำคำให้การเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว และการที่จำเลยทั้งสี่สละประเด็นข้อต่อสู้ทั้งหมดโดยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาคดีไปได้โดยไม่ต้องสืบพยาน แต่ด้วยคู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนคดีเพื่อเจรจากัน ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความนั้น เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม็สาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป้นคำให้การของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดคำให้การ โจทก์จึงต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป้นหนี้โจทก์ตามฟ้องและศาลชั้นต้นสามารถพิพากษาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคอีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความโดยมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 48 ม. 67 ม. 177 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ. พรรัฐก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 911/2548
#271833
เปิดฉบับเต็ม

รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดแจ้งข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นๆ ของศาลตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งใน ป.วิ.พ. มาตรา 67 ว่าให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลที่จัดไว้และมีรายการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4

เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด กรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง และศาลชั้นต้นสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมรับผิดชดใช้หนี้ส่วนที่ขาดจนครบ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ไม่ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่ได้มีคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ (ที่ถูกยื่นคำขอเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด) จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 9,706,323.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,124,679.53 บาท นับแต่วันที่ 28 เมษายน 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 21 กรกฎาคม 2543 จำเลยที่ 4 ได้มาแถลงต่อศาลชั้นต้นยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องจริง ศาลชั้นต้นจึงบันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวด้วย กรณีจึงเท่ากับว่าจำเลยที่ 4 ได้ทำคำให้การเป็นหนังสือตามกฎหมายแล้ว และการที่จำเลยทั้งสี่สละประเด็นข้อต่อสู้ทั้งหมดโดยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาคดีไปได้โดยไม่ต้องสืบพยาน แต่ด้วยคู่ความประสงค์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นจึงให้เลื่อนคดีเพื่อเจรจากัน ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความนั้น เห็นว่า รายงานกระบวนพิจารณาเป็นเอกสารที่ศาลจดบันทึกข้อความเกี่ยวด้วยเรื่องที่ได้กระทำในการนั่งพิจารณาหรือในการดำเนินกระบวนพิจารณาอื่นของศาลตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 48 ส่วนคำให้การเป็นคำคู่ความซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 ว่า ให้คู่ความทำเป็นหนังสือโดยใช้แบบพิมพ์ของศาลและมีรายการต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในบทบัญญัติดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะได้บันทึกคำแถลงของจำเลยที่ 4 ที่ยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 และจำเลยที่ 4 ได้ลงลายมือชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ตาม ก็ถือไม่ได้ว่ารายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวเป็นคำให้การของจำเลยที่ 4 เมื่อจำเลยที่ 4 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดกรณีจึงถือว่าจำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลงเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยทั้งสี่จะแถลงยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องและศาลชั้นต้นสามารถพิพากษาคดีได้โดยไม่ต้องทำการสืบพยานอีกต่อไป ก็ไม่ทำให้โจทก์หมดหน้าที่ที่จะต้องมีคำขอตามบทกฎหมายดังกล่าว เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 วรรคสอง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 48 ม. 67 ม. 198
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธ.พรรัฐก่อสร้าง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
ปัญญา ถนอมรอด
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 906/2548
#269682
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยแต่ละข้อหาที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 4, 108, 110, 115 ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม และ ป.อ. มาตรา 32, 33, 91, 272 (1), 275 ฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ เป็นการกระทำโดยมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดทั้งสองข้อหาตามฟ้องโดยมีเจตนาต่างกัน ย่อมลงโทษจำเลยทั้งสองฐานความผิดได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมแต่เพียงกระทงเดียวจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยได้เสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าแบตเตอรี่ที่มีตราเครื่องหมาย "NOKIA" (เป็นคำ) อันเป็นเครื่องหมายการค้าปลอมที่มีผู้ทำปลอมเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงของผู้เสียหาย ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยชอบแล้ว ทั้งนี้ โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินค้าที่มีการปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และจำเลยได้เอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ รูป "NOKIA" ที่ใช้ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายมาใช้หรือทำให้ปรากฏบนสินค้าอุปกรณ์ช่วยหน้ากากโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นสินค้าของผู้เสียหาย โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าสินค้าอุปกรณ์หน้ากากโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีผู้นำเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้เสียหายมาใช้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และสินค้าดังกล่าวมิใช่ของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 272 (1), 275 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 110 (1) ประกอบมาตรา 108 ให้ลงโทษปรับ 6,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 3,250 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือสองกรรม เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 4, 108, 110, 115 ในความผิดฐานเสนอจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 272 (1), 275 ฐานเอาชื่อ รูป รอยประดิษฐ์ในการประกอบการค้าของผู้อื่นมาใช้ จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อการกระทำของจำเลยแต่ละข้อหาตามฟ้องเป็นการกระทำโดยมีเจตนาในการกระทำผิดแยกต่างหากจากกันจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ประกอบกับจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดทั้งสองข้อหาตามฟ้องโดยมีเจตนาต่างกัน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังลงโทษจำเลยทั้งสองฐานความผิดได้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมแต่เพียงกระทงเดียว ย่อมไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 272 (1) อีกกระทงหนึ่ง ให้ลงโทษปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษปรับ 1,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.พ. ม. 142 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายศรัณย์ บุญทอง
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 905/2548
#269557
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงตามสัญญากู้เงินระบุไว้ชัดเจนว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าหากไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรจึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะยอมผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ และต่อมาโจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งจนครั้งสุดท้ายจากอัตราร้อยละ 6 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราที่ไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญญากลายเป็นเบี้ยปรับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 291,632.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี จากต้นเงิน 280,543.56 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 2,486.68 บาท ทุก 3 ปี ต่อครั้ง นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2547 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 291,632.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.75 ต่อปี จากต้นเงิน 280,543.56 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 มกราคม 2547) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1490 ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสองนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงตามสัญญากู้เงินระบุไว้ชัดเจนว่าผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หรือตามอัตราดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ให้กู้อาจเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นหรือต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ข้างต้นนี้ ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสัญญาได้อยู่แล้วไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะผิดนัดหรือไม่ก็ตาม ข้อตกลงดังกล่าวมิใช่เป็นการกำหนดค่าเสียหายกันไว้ล่วงหน้าหากไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรจึงไม่ใช่เบี้ยปรับ แม้ทางปฏิบัติโจทก์จะยอมผ่อนผันให้โดยคิดดอกเบี้ยไม่ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามที่ตกลงกันไว้ และต่อมาโจทก์ได้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งจนครั้งสุดท้ายจากอัตราร้อยละ 6 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราที่ไม่เกินกว่าที่กำหนดไว้ตามสัญญากลายเป็นเบี้ยปรับไป ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าการปรับอัตราดอกเบี้ยของโจทก์มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับและลดอัตราดอกเบี้ยลงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 13 มกราคม 2547) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
จำเลย — จ่าสิบเอกสุวรรณ เพชรสุทธิ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 904/2548
#269675
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แม้จะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 ด้วยก็ตาม แต่ในขั้นตอนการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ศาลชั้นต้นได้เรียงกระทงลงโทษโดยลงโทษจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี ทั้งนี้ ไม่ปรากฏข้อความในคำพิพกาษาของศาลชั้นต้นให้ตีความได้ว่าศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำคุกแก่จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วแต่อย่างใด ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่รับฟังยุติว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 50 เม็ด และจำเลยก็เคยกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาก่อน แสดงว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดโทษจำเลยในคดีนี้โดยยังมิได้เพิ่มโทษแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่กำหนดโทษแก่จำเลยโดยเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเมทแอมเฟตามีน คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 97 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี คืนธนบัตรของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)) ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุก 9 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 7 ปี 15 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 เวลากลางวัน จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 50 เม็ด น้ำหนัก 4.488 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 30 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 1,800 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว และธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ 1,800 บาท เป็นของกลาง ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2321/2544 ของศาลชั้นต้น และภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษคดีดังกล่าว จำเลยได้มากระทำความผิดในคดีนี้ ซึ่งในคดีนี้จะต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้โดยเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 แล้ว แต่มิได้แยกและอธิบายระวางโทษและเพิ่มให้ชัดเจน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษซ้ำจึงไม่ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แม้จะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 97 ด้วยก็ตาม แต่ในขั้นตอนการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น ศาลชั้นต้นได้เรียงกระทงลงโทษโดยลงโทษจำคุกฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี ทั้งนี้ ไม่ปรากฏข้อความในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ตีความได้ว่าศาลชั้นต้นได้เพิ่มโทษจำคุกแก่จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วแต่อย่างใดเลย ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่รับฟังยุติว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 50 เม็ด และจำเลยก็เคยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษมาก่อน แสดงว่าศาลชั้นต้นได้กำหนดโทษจำเลยในคดีนี้โดยยังมิได้เพิ่มโทษแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 จริง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่กำหนดโทษแก่จำเลยโดยเพิ่มโทษอีกกึ่งหนึ่งจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายพรเทพหรือตุ้ย วงษ์วิจารณ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 898/2548
#271809
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์ว่าเงินค่าอาหารและเงินรายรับอื่นไม่ใช่ค่าจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 5 เป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย จึงอุทธรณ์ได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการเกษียณอายุนั้น ถือเป็นค่าชดเชยตามมาตรา 118 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ แล้วหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ให้แปลความข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยเมื่อพนักงานเกษียณอายุแล้ว จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเช่นกัน ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงินในกรณีเกษียณอายุ 153,962.88 บาท และค่าชดเชย 85,440 บาท แก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินในกรณีเกษียณอายุ 153,962.88 บาท และค่าชดเชย 85,440 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 8,544 บาท จำเลยให้การว่าโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,894 บาท และค่าอาหาร 1,200 บาท รวมทั้งรายรับอื่นอีก 450 บาท โดยอ้างว่า เงินค่าอาหารและรายรับอื่นจ่ายให้เป็นสวัสดิการจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แล้วศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์มีรายได้ (เงินเดือน) เดือนละเท่าไร แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เงินค่าอาหารและรายรับอื่นจำเลยจ่ายให้เป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ถือเป็นเงินเดือนด้วย โจทก์จึงมีเงินเดือนเดือนละ 8,544 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 6,894 บาท ไม่ใช่ 8,544 บาท เพราะเงินค่าอาหาร 1,200 บาท และเงินรายรับอื่น 450 บาท จำเลยจ่ายให้เป็นสวัสดิการ จึงไม่ใช่ค่าจ้างตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จึงไม่ต้องนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชย เห็นว่าอุทธรณ์ดังกล่าวของจำเลยเป็นการอุทธรณ์ว่า ค่าอาหารและเงินรายรับอื่นเป็นค่าจ้าง หรือไม่ จึงเป็นการอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย และอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยว่าด้วยการเกษียณอายุนั้น ถือเป็นค่าชดเชยตามมาตรา 118 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้วหรือไม่ เป็นอุทธรณ์ให้แปลความข้อบังคับเกี่ยวกับการจ่ายเงินค่าชดเชยเมื่อพนักงานเกษียณอายุแล้ว จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมายเช่นกัน"

ให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้ดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 54
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนิพนธ์ จยาวรรณ
จำเลย — บริษัทรับตรวจสินค้า โพ้นทะเล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ชวลิต ยอดเณร
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2548
#266694
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีการับวินิจฉัยคำร้องของผู้สมัครในกรณีที่ผู้สมัครไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง กับมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีการับวินิจฉัยคำร้องของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในกรณีที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร ซึ่งทั้งสองกรณีผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น กรณีตามคำร้องของผู้ร้อง ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอยู่ก่อนแล้ว และผู้ร้องได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี แต่เพิ่งมาถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าผู้ร้องขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) และมีคำสั่งให้งดการประกาศผลการเลือกตั้งกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายหลังจากวันเลือกตั้ง ในกรณีนี้ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาที่จะสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้งดการประกาศผลการเลือกตั้ง และสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรีเขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่ ด้วยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้ผู้ร้องไม่ขาดคุณสมบัติในการเลือกตั้ง กับมีคำสั่งให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรีเขตเลือกตั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กับให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งดังกล่าวซึ่งเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีการับวินิจฉัยคำร้องของผู้สมัครในกรณีที่ผู้สมัครไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามมาตรา 32 โดยให้มีคำสั่งว่า ผู้สมัครเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ กับมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยคำร้องของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในกรณีที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร ซึ่งทั้งสองกรณีผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น กรณีตามคำร้องของผู้ร้อง ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอยู่ก่อนแล้ว และผู้ร้องได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี แต่เพิ่งมาถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าผู้ร้องขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) และมีคำสั่งให้งดการประกาศผลการเลือกตั้งกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายหลังจากวันเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีเช่นว่านี้ ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาที่จะสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป ให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34 ม. 34/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปารเมศ โพธารากุล
ผู้ถูกร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2548
#270860
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีการับวินิจฉัยคำร้องของผู้สมัครในกรณีที่ผู้สมัครไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามมาตรา 32 โดยให้มีคำสั่งว่า ผู้สมัครเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ กับมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยคำร้องของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในกรณีที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนการรับสมัครรับเลือกตั้งของผู้รับสมัคร ซึ่งทั้งสองกรณีผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น และในกรณีที่เมื่อถึงวันเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่าไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง ก็ให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามประกาศการรับสมัครที่มีผลอยู่ในวันเลือกตั้ง ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอยู่ก่อนแล้ว และผู้ร้องได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี แต่เพิ่งถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าผู้ร้องขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) และมีคำสั่งให้งดการประกาศผลการเลือกตั้งกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายหลังวันเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีเช่นว่านี้ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาที่จะสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งได้

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ให้งดการประกาศผลการเลือกตั้ง และสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรีเขตเลือกตั้งที่ 3 ใหม่ ด้วยเหตุที่ผู้ร้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำสั่งให้ผู้ร้องไม่ขาดคุณสมบัติในการเลือกตั้ง กับมีคำสั่งให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรีเขตเลือกตั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2548 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กับให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของเขตเลือกตั้งดังกล่าวซึ่งเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2548

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 34 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีการับวินิจฉัยคำร้องของผู้สมัครในกรณีที่ผู้สมัครไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งตามมาตรา 32 โดยให้มีคำสั่งว่า ผู้สมัครเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ กับมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยคำร้องของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งในกรณีที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัคร ซึ่งทั้งสองกรณีผู้ร้องจะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาก่อนวันเลือกตั้งเท่านั้น และในกรณีที่เมื่อถึงวันเลือกตั้งแล้ว ปรากฏว่าไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาตามมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง ก็ให้ดำเนินการเลือกตั้งไปตามประกาศการรับสมัครที่มีผลอยู่ในวันเลือกตั้งกรณีตามคำร้องของผู้ร้อง ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในวันเลือกตั้งอยู่ก่อนแล้ว และผู้ร้องได้รับการเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุดในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดกาญจนบุรี แต่เพิ่งมาถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยว่าผู้ร้องขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 107 (4) และมีคำสั่งให้งดการประกาศผลการเลือกตั้งกับให้มีการเลือกตั้งใหม่ ภายหลังจากวันเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีเช่นว่านี้ ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจศาลฎีกาที่จะสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยและคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาต่อไป ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 32 ม. 34
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายปารเมศ โพธารากุล
ผู้ถูกร้อง — คณะกรรมการการเลือกตั้ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 888/2548
#269669
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ จึงไม่อาจนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยตาม ป.อ. มาตรา 49 มาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดภายใน 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 49 ริบของกลาง และมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดภายใน 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 36 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 24 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน และรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บ - 0246 พังงา ของกลาง ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดภายใน 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 15 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า วันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อนิสสัน สีเทาดำ หมายเลขทะเบียน บ - 0246 พังงา มีจำเลยที่ 1 นั่งคู่มาด้วย มาถึงจุดตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจ ร้อยตำรวจเอกชัยโชค ทองใส และสิบตำรวจเอกโชคดี ศรีสวัสดิ์รักษา ขอตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนัก 181.220 กรัม บรรจุในกล่องนมสดโฟร์โมสต์ซุกซ่อนอยู่ในที่ใส่ไส้กรองอากาศ จึงจับกุมจำเลยทั้งสองโดยแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่สุด คงมีปัญหาวินิจฉัยเฉพาะฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชัยโชคและสิบตำรวจเอกโชคดีเบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ขับรถมาถึงจุดตรวจ ได้เรียกขอตรวจค้น สังเกตเห็นไส้กรองอากาศมีลักษณะใช้แล้ววางอยู่ในส่วนที่นั่งด้านหลัง เกิดความสงสัย จึงให้เปิดกระโปรงหน้ารถ และเปิดฝาครอบไส้กรองอากาศพบกล่องนมสดโฟร์โมสต์ภายในกล่องพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด นอกจากนี้ ร้อยตำรวจเอกชัยโชคยังเบิกความต่อไปอีกว่ามีการเสนอเงินให้พยานโดยครั้งแรกเสนอให้ 300,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้เสนอให้เจ้าพนักงานตำรวจควบคุมตัวจำเลยที่ 2 ไว้ และให้เจ้าพนักงานตำรวจคุมตัวจำเลยที่ 1 ไปเบิกเงิน เมื่อพยานไม่สนใจ จำเลยทั้งสองจึงไม่ยอมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม ส่วนจำเลยที่ 2 นำสืบปฏิเสธว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะของกลางมารับจำเลยที่ 2 ที่บ้าน แล้วให้จำเลยที่ 2 ขับรถคันดังกล่าวไปที่บ้านนายสา ไม่ทราบนามสกุล แล้วร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านนายสา รับประทานอาหารเสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ขับรถพาจำเลยที่ 1 ไปอำเภอกระบุรี ระหว่างทางถูกตรวจค้นจับกุม จำเลยที่ 2 ไม่ทราบเรื่องเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุม เจ้าพนักงานตำรวจให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงลายมือชื่อ เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยที่ 2 ไปด้วยนั้น เห็นว่า หากจำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ขับรถให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบเรื่องการซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในที่ใส่ไส้กรองอากาศแล้ว ทันทีที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนในที่ใส่ไส้กรองอากาศสัญชาตญาณของบุคคลทั่วไปย่อมต้องตกใจและปฏิเสธทันทีว่าไม่ทราบเรื่องด้วย แต่กลับไม่ปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกชัยโชคและสิบตำรวจเอกโชคดีเลยว่าจำเลยที่ 2 ได้ปฏิเสธทันทีที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลาง อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมชี้จุดที่พบเมทแอมเฟตามีนตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ภาพที่ 5 ถึงที่ 7 ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าได้นำชี้โดยไม่ได้ถูกบังคับข่มขู่จากเจ้าพนักงานตำรวจ นอกจากนี้ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ถึงสาเหตุที่ขับรถมากับจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาก็แตกต่างกัน กล่าวคือ ในบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 ไปขับรถยนต์กระบะของกลางมาจากบ้านจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2542 มาไว้ที่บ้านจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว วันที่ 27 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุจึงขับรถยนต์กระบะของกลางไปรับจำเลยที่ 1 ที่บ้านเพื่อไปบรรทุกกระบือที่อำเภอกระบุรี แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 กลับเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นคนขับรถยนต์กระบะของกลางไปรับจำเลยที่ 2 ที่บ้าน แสดงให้เห็นพิรุธของจำเลยที่ 2 พยานจำเลยที่ 2 จึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ซึ่งเบิกความสอดคล้องกัน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่ามุ่งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ จึงไม่อาจนำวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 49 มาใช้บังคับแก่จำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดภายใน 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามบทกฎหมายดังกล่าว จึงเป็นการไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิดภายใน 2 ปี นับแต่วันพ้นโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 49
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
จำเลย — นายอารี รักมิตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ