คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 624/2565
#687032
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2555 ที่ใช้อยู่ขณะเกิดเหตุ กำหนดวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาไว้หลายวิธี โดยข้อ 37 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "เมื่อองค์คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า จากทางไต่สวนข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการอันมีมูลความผิด ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ..." วรรคสองกำหนดว่า "ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจัดทำเป็นบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ระบุการกระทำและพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด... ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี... โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาไว้เป็นหลักฐานด้วย" ข้อ 38 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดหรือปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับหนังสือตามข้อ 37 ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง..." วรรคสองกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาไว้โดยเปิดเผยยังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. และภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา..." ลักษณะการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบดังกล่าวพอจำแนกตามวัตถุประสงค์ได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ การมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งปกติต้องส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา การส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น มุ่งให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบข้อกล่าวหาเพื่อประโยชน์ในการชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา โดยแจ้งไปยังภูมิลำเนาและที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน ซึ่งเป็นสถานที่อยู่สำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาน่าจะได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ กรณีที่ไม่อาจแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยวิธีอื่น คดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาครบทั้งสองลักษณะ สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น จำเลยที่ 2 จงใจปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลบเลี่ยงมิให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถติดตามดำเนินคดีแก่ตนได้ เจ้าของบ้านแจ้งจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้านแล้วไปเพิ่มชื่อจำเลยที่ 2 ในทะเบียนบ้านของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่น ย่อมทำให้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ได้ ถือได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีอื่นไม่อาจกระทำได้ ต้องนำการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ตามข้อ 38 วรรคสอง มาใช้บังคับ เมื่อการปิดประกาศดังกล่าวกระทำโดยชอบ การสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 147, 157 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 600,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.887/2560 ของศาลจังหวัดสตูล

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 (เดิม) จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 600,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.887/2560 ของศาลจังหวัดสตูล ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรี ผู้เสียหาย ได้รับมอบหมายจากนายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหาย ให้มีอำนาจหน้าที่ในการสั่งอนุญาต อนุมัติให้ก่อหนี้ (จัดซื้อจัดจ้าง) อนุมัติให้จ่ายเงินตามระเบียบสั่งจ่ายเงินในฎีกาเงินตามงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ รวมทั้งอนุมัติเงินยืมในวงเงินไม่จำกัดจำนวนเฉพาะส่วนสำนักปลัดเทศบาล กองคลัง กองช่าง ลงนามในเช็คร่วมกับปลัดเทศบาลหรือผู้รักษาการแทน ในหมวดเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว ค่าตอบแทน ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ โดยไม่จำกัดวงเงินขององค์การบริหารส่วนตำบล กรณีที่นายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหายไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาราชการแทน จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งปลัดเทศบาลตำบลผู้เสียหาย มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์สินและเงินงบประมาณของเทศบาลตามระเบียบของทางราชการ รับผิดชอบควบคุม กำกับดูแล บังคับบัญชาการปฏิบัติราชการประจำทุกส่วนงานของเทศบาลผู้เสียหายตั้งแต่สำนักปลัดเทศบาล กองคลัง กองช่าง กองสาธารณสุขและกองการศึกษา เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553 เทศบาลตำบลผู้เสียหายประกาศใช้บังคับเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยงบประมาณส่วนหนึ่งกำหนดรายจ่ายให้กองการศึกษาจัดกิจกรรมโครงการถนนอาหารฮาลาลเป็นเงิน 500,000 บาท ต่อมาประมาณต้นเดือนมกราคม 2554 จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งให้นางซอร่า หัวหน้ากองการศึกษา เทศบาลตำบลผู้เสียหายทำบันทึกเสนอขอจัดกิจกรรมโครงการถนนอาหารฮาลาล ประจำปี 2554 ในวันที่ 18 มีนาคม 2554 โดยให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายจัดกิจกรรม 600,000 บาท มากกว่างบประมาณรายจ่ายที่เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีกำหนดไว้ 100,000 บาท และให้เทศบาลผู้เสียหายโอนงบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับการรับรอง พิธีการด้านศาสนาและประเพณี ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมโครงการประเพณีต่าง ๆ จำนวน 100,000 บาท ไปสมทบ หลังจากนั้นวันที่ 31 มกราคม 2554 เทศบาลตำบลผู้เสียหายออกประกาศตามที่จำเลยที่ 1 สั่งการ ระหว่างนั้นวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 เทศบาลตำบลแม่สะเรียง มีหนังสือเชิญคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา และข้าราชการในสังกัดเทศบาลตำบลผู้เสียหายเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเชิงวิชาการระหว่างวันที่ 16 ถึง 18 มีนาคม 2554 ที่กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 2 เกษียณในหนังสือเชิญดังกล่าวให้ตนเข้าร่วมสัมมนา ต่อมาวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 นางซอร่าจัดทำบันทึกขออนุมัติจัดกิจกรรมโครงการดังกล่าวเสนอให้จำเลยที่ 2 พิจารณาจำเลยที่ 2 ตรวจโครงการแล้วเสนอให้จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติราชการแทนนายกเทศมนตรีพิจารณาอนุมัติ ในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ใช้อำนาจในตำแหน่งสั่งให้กองคลังเทศบาลผู้เสียหายทำสัญญายืมเงินทดรองราชการ 600,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ เมื่อได้รับเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวแล้วจำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 โอนเงิน 568,500 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของนางอมมีสลาม๊ะ ภริยาของจำเลยที่ 1 ส่วนที่เหลือ 31,500 บาท โอนให้แก่บุคคลอื่น วันที่ 7 มีนาคม 2554 จำเลยที่ 2 ทำบันทึกขออนุญาตเดินทางเข้าร่วมสัมมนา วันที่ 8 มีนาคม 2554 นายอดิศักดิ์ นายกเทศมนตรีตำบลผู้เสียหายสั่งให้จำเลยทั้งสองไปร่วมสัมมนา จำเลยทั้งสองเดินทางไปเข้าร่วมสัมมนา โดยไม่ได้ดำเนินการให้มีการนำเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวไปใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมโครงการ ไม่ได้มอบคืนให้แก่เทศบาลตำบลผู้เสียหาย ทั้งมิได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของเทศบาลตำบลผู้เสียหายจัดกิจกรรมโครงการแทน หลังจากนั้นวันที่ 4 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 นำข้อเท็จจริงเรื่องการยืมเงินทดรองราชการและเรื่องที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 นำเงินยืมทดรองราชการดังกล่าวโอนไปเข้าบัญชีของนางอมมีสลาม๊ะ เข้าแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสตูลบันทึกไว้เป็นหลักฐาน วันที่ 5 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 เข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรดังกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 ข่มขู่ กักขังและทำร้ายร่างกายจำเลยที่ 2 เพื่อสอบถามเรื่องที่ภริยาและบุตรสาวของจำเลยที่ 1 ถูกข่มขืน ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ไปช่วยราชการที่สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดหลังจากนั้นวันที่ 19 เมษายน 2554 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 1 ต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องที่จำเลยที่ 1 สั่งให้จำเลยที่ 2 ยืมเงินทดรองราชการแล้วให้โอนเงินยืมดังกล่าวไปเข้าบัญชีของนางอมมีสสลาม๊ะ ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ช่วยราชการครบกำหนด 6 เดือน ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลให้จำเลยที่ 2 ไปช่วยราชการที่เทศบาลตำบลเกาะสาหร่ายจนเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2558 ระหว่างนั้นวันที่ 22 ธันวาคม 2557 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานไต่สวนทำการไต่สวนข้อเท็จจริงแก่จำเลยที่ 1 วันที่ 7 กรกฎาคม 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งให้องค์คณะไต่สวนดำเนินการไต่สวนจำเลยที่ 2 เพิ่มเติมร่วมกับจำเลยที่ 1 วันที่ 28 ธันวาคม 2558 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนทำการไต่สวนข้อเท็จจริงแก่จำเลยทั้งสอง หลังจากนั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2559 คณะอนุกรรมการไต่สวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 1 โดยชอบ จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์แก้ข้อกล่าวหา วันที่ 7 สิงหาคม 2560 คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยส่งไปยังบ้าน เลขที่ 134/15 ซึ่งเคยเป็นภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านและเป็นที่อยู่อาศัยที่จำเลยที่ 2 แจ้งต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขณะทำหนังสือร้องเรียนจำเลยที่ 1 แต่ส่งไม่ได้ ได้รับแจ้งว่าไม่มีผู้รับ พนักงานไต่สวนสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดภูเก็ตซึ่งขณะนั้นไปช่วยราชการจังหวัดสตูล ตรวจสอบแล้วปรากฏว่า บ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นบ้านที่จำเลยที่ 2 เช่าอยู่อาศัย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2560 เจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าวแจ้งต่อสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลให้จำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้าน สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนเลขที่ดังกล่าวแล้วเพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านเลขที่ 41/1 ซึ่งเป็นทะเบียนบ้านกลางของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูล วันที่ 16 สิงหาคม 2560 คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้จำเลยที่ 2 ทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับที่บ้านเลขที่ 41/1 ได้รับแจ้งว่าไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า วันที่ 17 และ 24 สิงหาคม 2560 คณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. และที่บ้านเลขที่ 41/1 จำเลยที่ 2 ไม่มาแก้ข้อกล่าวหา ต่อมาวันที่ 30 มีนาคม 2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองมีมูลความผิดทางอาญา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งเป็นอย่างอื่น จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการไต่สวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2555 ข้อ 37 และ 38 ที่ใช้อยู่ขณะเกิดเหตุ กำหนดวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาไว้หลายวิธี โดยข้อ 37 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "เมื่อองค์คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า จากทางไต่สวนข้อเท็จจริงมีพยานหลักฐานพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการอันมีมูลความผิด ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ..." วรรคสองกำหนดว่า "ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจัดทำเป็นบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาระบุการกระทำและพฤติการณ์ทั้งหลายที่อ้างว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียด... ที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี... โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบการแจ้งข้อกล่าวหาไว้เป็นหลักฐานด้วย" ข้อ 38 วรรคหนึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัดหรือปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้รับหนังสือตามข้อ 37 ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง..." วรรคสองกำหนดว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้รับมารับทราบข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้มีการปิดประกาศหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาไว้โดยเปิดเผยยังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. และภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา..." ลักษณะการแจ้งข้อกล่าวหาตามระเบียบดังกล่าวพอจำแนกตามวัตถุประสงค์ได้เป็น 2 ลักษณะ กล่าวคือ การมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง ซึ่งปกติต้องส่งไปยังภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่งและการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น มุ่งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาเพื่อประโยชน์ในการชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา โดยให้แจ้งไปยังภูมิลำเนาและที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวน ซึ่งเป็นสถานที่อยู่สำคัญที่ผู้ถูกกล่าวหาน่าจะได้รับหนังสือแจ้งให้มารับทราบข้อกล่าวหา ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นวิธีการที่กำหนดขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การไต่สวนให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ กรณีที่ไม่อาจแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาได้ด้วยวิธีอื่น คดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาครบทั้งสองลักษณะ สำหรับการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยการมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 37 วรรคหนึ่ง การส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับตามข้อ 38 วรรคหนึ่ง และการปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาตามข้อ 38 วรรคสองนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะจำเลยที่ 2 ไปดำรงตำแหน่งที่เทศบาลตำบลผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 เช่าบ้านเลขที่ 134/15 เป็นที่อยู่อาศัยและย้ายชื่อตนเข้าทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าว ครั้นต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่เทศบาลตำบลเกาะสาหร่าย จำเลยที่ 2 ก็มิได้แจ้งย้ายชื่อจากทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าวไปยังตำบลดังกล่าวเช่นที่เคยปฏิบัติมา ทั้ง ๆ ที่การแจ้งย้ายชื่อน่าจะเป็นการสะดวกแก่การติดต่อกับทางราชการและผู้อื่น คงปล่อยให้ชื่อของตนอยู่ในบ้านเลขที่ดังกล่าวติดต่อกันมาเป็นเวลานานประมาณ 7 ปี จนกระทั่งวันที่ 2 สิงหาคม 2560 ก่อนที่คณะอนุกรรมการไต่สวนจะมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 เพียง 5 วัน จึงมีการแจ้งให้สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้าน พฤติการณ์เช่นนี้ส่อพิรุธให้เชื่อว่า จำเลยที่ 2 จงใจปกปิดภูมิลำเนาของตนเพื่อหลบเลี่ยงมิให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถติดตามดำเนินคดีแก่ตนได้ ส่วนที่เจ้าของบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นผู้แจ้งให้สำนักงานทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลเมืองสตูลจำหน่ายชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากทะเบียนบ้านนั้น แม้จะยังฟังได้ไม่ถนัดว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ แต่เมื่อมีการจำหน่ายชื่อตนออกจากทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าวแล้วไปเพิ่มในทะเบียนบ้านของสำนักงานทะเบียนท้องถิ่นย่อมทำให้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 2 ไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้คณะอนุกรรมการไต่สวนสามารถมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยที่ 2 ได้ กรณีจึงถือได้ว่าการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีอื่นไม่อาจกระทำได้ ต้องนำการแจ้งข้อกล่าวหาด้วยวิธีปิดประกาศหนังสือส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหายังที่ทำการสำนักงาน ป.ป.ช. ตามข้อ 38 วรรคสอง มาใช้บังคับ เมื่อการปิดประกาศดังกล่าวกระทำโดยชอบ การสอบสวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนจึงเป็นไปโดยชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 ใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 — นางสาวรวิภัทร โชคเจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายวินัส สุนนท์
ชื่อองค์คณะ
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 609/2565
#687005
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีหรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเรื่องอำนาจศาล จึงต้องนำ ป.วิ.อ. มาตรา 22 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดย ป.วิ.อ. มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น..." และ ป.อ. มาตรา 341 บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม...ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." แสดงว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะสำเร็จลงเมื่อผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ดังนั้น ท้องที่ที่มีการมอบเงินให้แก่ผู้กระทำความผิดย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิด และถือว่าผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงลงในท้องที่ดังกล่าวต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในท้องที่ที่มีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง การที่ น. ภริยา พ. โอนเงิน 11,475,520 บาท ที่ธนาคาร ก. เชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ส. สวนหลวง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมอบให้แก่โจทก์ ถือได้ว่า สถานที่ น. ภริยา พ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โอนเงินที่ธนาคาร ก. เชียงของ ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์เป็นเงินจากโจทก์ เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดต่อเนื่องกับการหลอกลวงโจทก์ด้วย ดังนั้น ศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจครอบคลุมอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 กับให้คืนเงิน 11,475,520 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยทั้งสองรับเงินไปจากโจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จ และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2894 (ที่ถูก 2895) และ 2896/2560 ของศาลจังหวัดแม่สอด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 30,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 11,475,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกคำขอให้นับโทษต่อเนื่องจากคดีดังกล่าวศาลอุทธรณ์ ภาค 6 พิพากษายกฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 6,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 โจทก์โดยนายไพโรจน์ หุ้นส่วนผู้จัดการขณะนั้น มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 แจ้งความประสงค์ซื้อน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์จากจำเลยที่ 1 วันที่ 21 สิงหาคม 2559 โจทก์ทำสัญญาซื้อขายน้ำตาลทรายขาวกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 กรรมการผู้จัดการ เป็นการซื้อขายน้ำตาลทราย ICUMSA 45 ปีการผลิต 58/59 จำนวน 10,000 ตัน ราคาตันละ 470 ดอลล่าสหรัฐอเมริกา รวมเป็นเงิน 4,700,000 ดอลล่าสหรัฐอเมริกา รายการคุณลักษณะเฉพาะระบุว่า เป็นน้ำตาลที่ผลิตภายในประเทศไทย วันที่ 23 สิงหาคม 2559 นางนิตยา ภริยานายไพโรจน์ถอนเงิน 11,475,520 บาท จากบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ก. เชียงของ จังหวัดเชียงราย แล้วโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ส. สวนหลวง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมอบให้แก่โจทก์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 โจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ฐานร่วมกันฉ้อโกง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาที่ว่าความผิดเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ เป็นเรื่องอำนาจฟ้องอันเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และยกขึ้นว่ากล่าวในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 อีกทั้งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 ไม่มีบทบัญญัติเรื่องอำนาจศาล จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 มาใช้บังคับแก่คดีนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อความผิดเกิดขึ้น อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลใด ให้ชำระที่ศาลนั้น..." และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติว่า "ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม...ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." แสดงว่า การกระทำความผิดฐานฉ้อโกงจะสำเร็จลงเมื่อผู้กระทำความผิดได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ดังนั้น ท้องที่ที่มีการมอบเงินให้แก่ผู้กระทำความผิดย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิด และถือว่าผู้กระทำความผิดได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงลงในท้องที่ดังกล่าวต่อเนื่องกับการกระทำความผิดในท้องที่ที่มีการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า วันที่ 23 สิงหาคม 2559 นางนิตยา ภริยานายไพโรจน์โอนเงิน 11,475,520 บาท ที่ธนาคาร ก. เชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ส. สวนหลวง จำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วออกใบเสร็จรับเงินที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเงินมอบให้แก่โจทก์ ถือได้ว่า สถานที่นางนิตยา ภริยานายไพโรจน์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของโจทก์โอนเงินที่ธนาคาร ก. เชียงของ ที่ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ทรัพย์เป็นเงินจากโจทก์ เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำความผิดต่อเนื่องกับการหลอกลวงโจทก์ด้วย ดังนั้น ศาลชั้นต้นซึ่งมีเขตอำนาจครอบคลุมอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ย่อมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2564 ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นมาโดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ แล้วให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยข้อความใหม่บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดตามอัตราที่กำหนดไว้ในมาตรา 7 คือ ร้อยละ 3 ต่อปี หรืออัตราที่ปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าว บัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดฉบับดังกล่าวใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในช่วงเวลาก่อนที่พระราชฉบับดังกล่าว แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยระหว่างผิดนัด นับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มีนาคม 2560) ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 อัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราที่จะปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 (ที่แก้ไขใหม่) บวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 22 ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 237 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ.
จำเลย — บริษัท พ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายพินิจ บุญประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายศรชัย วรานิชสกุล
ชื่อองค์คณะ
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
อนันต์ วงษ์ประภารัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 590/2565
#683955
เปิดฉบับเต็ม

หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ข้อตกลงในคดีอาญาของศาลจังหวัดนครนายกมีความว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 3 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าวแล้วจะถอนฟ้องไม่ติดใจบังคับคดีในคดีนี้ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้วในเวลาที่กำหนด เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยและคำนึงถึงมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีอาญาที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในการบังคับคดีแพ่งเรื่องนี้ ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยการยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยการปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ข้อตกลงนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 มีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไปและทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามมาตรา 852 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมตกลงด้วยแต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามผลแห่งคำพิพากษาเป็นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตกลงกับโจทก์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับสิ้นไปเพราะหากจำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดและได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือแก่โจทก์แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้อีกตามมาตรา 693 ซึ่งโดยเหตุผลแล้วไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 209,665.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

วันที่ 14 กันยายน 2561 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการอายัดหรือมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีตามคำสั่งอายัดไว้ในระหว่างรอคำวินิจฉัยชี้ขาด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 209,665.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ร้องขอให้บังคับคดี และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2556 ระหว่างบังคับคดี โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาโกงเจ้าหนี้ตามคดีอาญาหมายเลขดำ ที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายก ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวปรากฏว่าในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันได้ โดยจำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าวแล้ว โจทก์จะถอนฟ้องและไม่ติดใจบังคับคดีในคดีแพ่งเรื่องเช่าซื้อ ค้ำประกันคดีนี้อีก วันที่ 31 มกราคม 2561 โจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 โจทก์ขออายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 คือเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคาร ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอถอนการบังคับคดีและถอนการอายัด ครั้นวันที่ 12 กันยายน 2561 โจทก์ยื่นคำร้องขอยกเลิกการถอนการบังคับคดีและถอนการอายัดดังกล่าว คดีอยู่ระหว่างผู้รับคำสั่งอายัดนำเงินส่งตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่าการที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายก ว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์แล้ว โจทก์จะถอนฟ้องและไม่ติดใจบังคับคดีนี้แก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้นั้นเป็นการสละสิทธิในการบังคับคดีนี้ทั้งหมดรวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันต่อหน้าศาลเป็นการผ่อนปรนกันยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นข้อตกลงที่จะให้มีผลผูกพันบุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 2 ด้วย สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ต่อจำเลยทั้งสองย่อมระงับสิ้นไป โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองแล้ว เห็นว่า หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้เกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ข้อตกลงในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายก ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 มีความว่า จำเลยที่ 1 จะชดใช้เงินให้โจทก์ 100,000 บาท ภายในวันที่ 31 มกราคม 2561 หากจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินดังกล่าว แล้วโจทก์จะถอนฟ้อง และไม่ติดใจบังคับคดีในคดีนี้ ความปรากฏต่อมาว่าในวันที่ 31 มกราคม 2561 โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ตามคำพิพากษา 209,665.64 บาท พร้อมดอกเบี้ย และคำนึงถึงมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีอาญาที่สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทในการบังคับคดีแพ่งเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่นั้นให้เสร็จสิ้นไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันโดยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขซึ่งกันและกัน ข้อตกลงเช่นนี้จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญานั้นว่าเป็นของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมตกลงด้วยแต่ความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามผลแห่งคำพิพากษาเป็นความรับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ซี่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตกลงกับโจทก์เช่นนี้ชี้ให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายประสงค์ให้หนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ระงับสิ้นไปเพราะหากจำเลยที่ 2 ยังต้องรับผิดและได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาส่วนที่เหลือแก่โจทก์แล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้อีกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ซึ่งโดยเหตุผลแล้วไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นได้ความว่าภายหลังจากที่โจทก์ถอนฟ้องคดีอาญานั้นแล้วในวันที่ 11 กันยายน 2561 โจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขอถอนการบังคับคดีและถอนการอายัดคดีนี้ แสดงว่าโจทก์ก็เข้าใจเช่นนั้นว่าโจทก์ไม่ติดใจบังคับคดีนี้ ทั้งข้อความตอนท้ายของคำร้องดังกล่าวยังระบุถึงเงินที่หากจะนำส่งมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนแก่จำเลย การที่โจทก์มายื่นคำร้องขอถอนคำร้องดังกล่าวในภายหลังไม่ทำให้ผลแห่งข้อตกลงเปลี่ยนแปลงไป การที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงกันในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1928/2559 ของศาลจังหวัดนครนายกว่า ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 100,000 บาท แก่โจทก์แล้ว โจทก์จะถอนฟ้องและไม่ติดใจบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 ในคดีนี้นั้นเป็นการสละสิทธิในการบังคับคดีนี้ทั้งหมดรวมทั้งจำเลยที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีผู้บริโภคการยื่นคำฟ้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในชั้นฎีกา โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภคจึงได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 55 เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกานอกจากได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลแล้วจำเลยที่ 2 ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วย แต่จำเลยที่ 2 เสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้มารวม 750 บาท จึงให้คืนค่าใช้จ่ายดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2

พิพากษากลับให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่อายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 2 คือเงินฝากในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคาร คืนค่าใช้จ่ายในการส่งคำคู่ความในชั้นฎีกา 750 บาท แก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 693 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — จ่าสิบตรี บ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายกิตติศักดิ์ แสงภา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2565
#683321
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพ ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลังเพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของ ส. ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หาก ส. ผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทและนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง แต่อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้วโดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง จำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตาม พ.ร.บ.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" และไม่ปรากฏพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่า ส. ภริยาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2

เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 ม. ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกสามในสี่ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินมรดกของจำเลยที่ 1 เพิกถอนการจำนองที่ดินมรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้ร่วมกันส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกทางด้านตะวันออกตามแนวเส้นสีแดงในแผนที่ท้ายฟ้องหมายเลข 13 รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งานเศษ แก่โจทก์ทั้งสามภายใน 7 วัน นับแต่มีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าไม่สามารถตกลงแบ่งปันกันได้ให้นำออกประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้โจทก์ทั้งสาม และให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้รับมรดกแล้วนำส่วนของจำเลยที่ 1 มาแบ่งแก่โจทก์ทั้งสามและทายาทอื่น

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32237 ให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออก 3 ใน 4 ส่วน ให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสามสำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 4,000 บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นางมนทกานต์ ทายาทของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายอ้วน และนางพวง เป็นสามีภริยากัน มีบุตร 8 คน ได้แก่นางเอ็ม นายอ้น นางสาวหรือนางไม นางมง นายอานหรือพระภิกษุอาน นายบุ โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 นายอ้วน นางพวง นางเอ็ม นายอ้น นางมงและนายบุ ถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ที่ 2 เป็นบุตรนางมง และโจทก์ที่ 3 เป็นบุตรนายบุ นายอานหรือพระภิกษุอานเจ้ามรดกไม่มีภริยาและบุตร ก่อนเจ้ามรดกอุปสมบทเป็นพระภิกษุมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1 แปลง โฉนดเลขที่ 32237 เนื้อที่ 2 ไร่ 13 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 เจ้ามรดกมรณภาพโดยมิได้ทำพินัยกรรมและตั้งผู้จัดการมรดก และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ต่อมาวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองแต่เพียงผู้เดียว และวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรย ภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคดีโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสามโดยวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 มิได้ยักย้ายหรือปิดบังที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ผู้เดียว มิได้วินิจฉัยปัญหาอายุความตามที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามไม่ขาดอายุความนั้น มีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยที่ 1 ฝ่ายที่ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในปัญหาดังกล่าว ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า เกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพตามที่จำเลยที่ 1 ให้การไว้หรือไม่นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร จำเลยที่ 1 คงอุทธรณ์แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 โดยทายาททุกคนทราบและให้ความยินยอม เหตุที่ไม่คัดค้านเพราะขณะนั้นที่ดินพิพาทราคายังไม่สูง โจทก์นำคดีมาฟ้องเพราะที่ดินพิพาทมีราคาสูงขึ้น เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ปัญหาข้อเท็จจริงที่ว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพหรือไม่ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเจ้ามรดกไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยและฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนมรณภาพนั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 การที่จะพิจารณาได้ว่าทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกถึงขนาดถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 นั้น ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ๆ ไป นอกจากพิจารณาถึงการกระทำของผู้กระทำแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเจตนาของผู้กระทำและผลของการกระทำนั้นเป็นสำคัญด้วยว่า มีเจตนาทำให้เสื่อมประโยชน์แก่ทายาทคนอื่นด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองเพียงผู้เดียว โดยอ้างว่าเจ้ามรดกยกที่ดินพิพาทให้แก่ตนก่อนมรณภาพ ข้อเท็จจริงดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าเจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การและเบิกความอ้างว่า ขณะจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว โจทก์ทั้งสามทราบดีไม่มีผู้คัดค้านนั้น โจทก์ทั้งสามเบิกความยอมรับแต่เพียงว่า โจทก์ทั้งสามยินยอมให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกเท่านั้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์มาเป็นของตนเองและนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสามไม่ทราบมาก่อน เพิ่งมาทราบเมื่อมีเจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทเมื่อปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับที่นางทองม้วน พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความว่า ที่ดินของนางทองม้วนด้านทิศเหนือมีแนวเขตติดต่อกับที่ดินพิพาททางด้านทิศใต้เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 นางทองม้วนได้รับหนังสือจากสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ว่า จำเลยที่ 1 ขอรังวัดสอบเขตที่ดินสองแปลงซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทให้นางทองม้วนคอยระวังแนวเขต ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 แล้ว ประกอบกับโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนางทองม้วนได้รับหนังสือแจ้งให้ระวังแนวเขต 15 วัน ซึ่งไม่เนิ่นนานเกินไป จึงมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า โจทก์ทั้งสามเพิ่งทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองและจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้กับจำเลยที่ 2 ภายหลังจากเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้นางทองม้วนเจ้าของที่ดินข้างเคียงคอยระวังแนวเขต ส่วนที่โจทก์ที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 ว่า ทราบการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเมื่อปี 2551 โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามติงว่า โจทก์ที่ 1 ทราบเรื่องดังกล่าวเมื่อปี 2561 น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 เบิกความถึงเรื่องที่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยผิดหลงจากปี 2561 เป็นปี 2551 เสียมากกว่า ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตนเองและโจทก์ทั้งสามไม่คัดค้านตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความ เมื่อเจ้ามรดกมรณภาพที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาททันที ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 จึงเป็นเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากันในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการแบ่งปันที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกตามสัดส่วนของทรัพย์มรดกทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสาม เว้นแต่ทายาททั้งหมดสมัครใจตกลงยินยอมให้แบ่งปันเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าทายาททุกคนสมัครใจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นอย่างอื่น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเพียงผู้เดียว ไม่ยินยอมแบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามโดยอ้างว่า ก่อนเจ้ามรดกมรณภาพได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่ตน ซึ่งความจริงแล้วก่อนเจ้ามรดกมรณภาพไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 หรือทายาทคนใด และที่จำเลยที่ 1 ให้การและเบิกความอ้างว่า โจทก์ทั้งสามทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามไม่คัดค้าน ซึ่งความจริงแล้วโจทก์ทั้งสามไม่ทราบมาก่อนดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้ว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาทเท่านั้น ไม่มีทรัพย์มรดกอื่นที่จำเลยที่ 1 ต้องรวบรวมอีก ประกอบกับจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับมรดกดุจเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงไม่มีมูลเหตุทำให้จำเลยที่ 1 สำคัญผิดหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าที่พิพาทตกทอดแก่ตนเพียงผู้เดียว ทั้งพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาจะจดทะเบียนแบ่งปันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทในภายหลัง เพราะการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินลักษณะดังกล่าวต้องกระทำสองทอดและต้องเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนโอนถึงสองครั้ง ประกอบกับที่ดินพิพาทมีหลักฐานทางทะเบียนที่ดินเป็นโฉนด การที่จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลผู้มีชื่อในโฉนดจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 อันเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในส่วนของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยและมีส่วนเท่ากันตามมาตรา 1357 นอกจากนี้การที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้เงินกู้ของนางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 ไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม มีผลก่อเกิดทรัพยสิทธิจำนองในที่ดินพิพาท ซึ่งจำนองจะระงับสิ้นไปเมื่อหนี้กู้ยืมเงินที่เป็นประกันระงับด้วยเหตุประการอื่นใดที่มิใช่เหตุอายุความ หากนางสำเรยผู้กู้และจำเลยที่ 1 ผู้จำนองผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ผู้รับจำนองย่อมใช้สิทธิบังคับจำนองและฟ้องคดีเพื่อให้ศาลสั่งให้ยึดที่ดินพิพาทและให้ขายทอดตลาดได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเป็นของตนเองผู้เดียวไม่แบ่งปันให้แก่โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท และนำที่ดินพิพาทจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ภริยาตนเองไว้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสามมิได้รู้เห็นยินยอม แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทไปเป็นของบุคคลอื่นอีกก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดบังทรัพย์มรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้รับโดยมีเจตนาฉ้อฉลหรือรู้อยู่แล้วว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจึงต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสามจึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 เพื่อนำมาแบ่งปันแก่ทายาทของเจ้ามรดกได้ตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้น แต่อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1639 บัญญัติให้ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกรับมรดกแทนที่ทายาทนั้นได้ในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้นก็ตาม แต่มาตรา 1607 บัญญัติว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเหมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว โดยมิได้บัญญัติว่า ผู้สืบสันดานของทายาทที่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกสืบมรดกต่อไปได้เฉพาะในกรณีที่ทายาทนั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตายเท่านั้น ดังนั้น แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ปิดบังทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมากกว่าส่วนที่ตนจะได้และต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกเลย อันเป็นการถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกหลังเจ้ามรดกมรณภาพก็ตาม บุตรของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สืบสันดานของจำเลยที่ 1 ผู้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของเจ้ามรดกสืบมรดกของเจ้ามรดกต่อไปได้เสมือนหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ตายแล้ว ตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 1607 และบทบัญญัติมาตรา 1607 หาได้อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1639 ไม่ ดังนั้น ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะได้รับจึงกลับสู่กองมรดกของเจ้ามรดก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก จึงเป็นการได้มาโดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม เมื่อโจทก์ทั้งสามยังไม่ได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินพิพาทตามสัดส่วนของตน จะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโดยสุจริตแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง ส่วนปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนรับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วหรือไม่นั้น ได้ความว่าจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจธนาคารตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 การรับจำนองที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ก็เป็นการดำเนินธุรกิจตามปกติของจำเลยที่ 2 ประกอบกับจำเลยที่ 2 ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ทางพิจารณาไม่ปรากฏพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด แต่กลับได้ความว่านางสำเรยภริยาจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทซึ่งมีทะเบียนเป็นโฉนดที่ดินปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ไว้กับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว โจทก์ทั้งสามย่อมไม่อาจยกการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยทางมรดกเป็นข้อต่อสู้จำเลยที่ 2 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสอง โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนที่โจทก์ทั้งสามฎีกาทำนองว่า จำเลยทั้งสองสมคบกันกระทำการโดยไม่สุจริต โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 มิได้ตรวจสอบว่าบุคคลที่อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นบริวารของจำเลยที่ 1 หรือเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยสุจริตนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวบรรยายในคำฟ้องไว้เช่นนั้น โจทก์ทั้งสามบรรยายฟ้องเหตุที่จำเลยที่ 2 กระทำโดยไม่สุจริตแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองจำเลยที่ 2 หรือประกันการชำระหนี้เงินกู้ของนางสำเรย โดยจำเลยทั้งสองกระทำโดยไม่สุจริต และโจทก์ทั้งสามไม่ได้ยินยอมเท่านั้น ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 รับจำนองโดยไม่สุจริตอย่างไร ฎีกาของโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกฟ้อง เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว โดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยให้ได้

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทั้งการเป็นผู้จัดการมรดกเป็นการเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 นาง ม. ทายาทของจำเลยที่ 1 ซึ่งเข้าเป็นคู่ความแทน ไม่อาจเป็นผู้จัดการมรดกแทนจำเลยที่ 1 ได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแบ่งแยกที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกสามในสี่ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสาม หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จึงไม่อาจบังคับให้มีผลตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อีกต่อไป เป็นเรื่องที่ทายาทของเจ้ามรดกต้องไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 32237 ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ฉบับลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความรวม 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์ทั้งสามและจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1357 ม. 1373 ม. 1599 วรรคหนึ่ง ม. 1605 วรรคหนึ่ง ม. 1607 ม. 1639
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ม. กับพวก
จำเลย — นาย บ. โดยนาง ม. ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ — นางสาวทิพากร ลิ้มสถิรานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสิทธิพร บุญยฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 576/2565
#683960
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ มาตรา 112 อัฏฐารส และ ป.รัษฎากร มาตรา 30 มาตรา 88/5 เป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับผู้อุทธรณ์การประเมินที่จะนำคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์แล้วตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และ มาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่าโจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในกำหนดตามกฎหมายจึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้งสองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้เกินกำหนดตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้ แต่หากรับฟังได้ว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างเหตุไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดตามกฎหมายนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลย่อมต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้ภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยไปเลยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ชอบ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในคดีที่จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้ว่า จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมาย และจำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่าการประเมินเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดและการประเมินรวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ขึ้นต่อสู้ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามการประเมิน

จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึง เดือนตุลาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมาตรา 112 จัตวา มิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." ก็คงเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกิดความรับผิดขึ้นแล้ว ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิคำนวณเรียกเก็บดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 คำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับเกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายเดิมมีผลใช้บังคับเท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภาษีอากร 48,161,782.98 บาท และชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละใบขนสินค้าขาเข้ารวม 9,921,918 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มภาษีอากร 48,161,782.98 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละฉบับรวม 9,921,918 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 3 พฤศจิกายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกคือ โจทก์ทั้งสอง) โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2551 จำเลยนำสินค้าส่วนประกอบเครื่องจักร ชุดเครื่องลำเลียงพร้อมอะไหล่ เครื่องบดผสมตะกั่ว เครื่องทดสอบแบตเตอรี่ อุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่และอื่น ๆ เข้ามาในราชอาณาจักรรวม 12 ครั้ง จำเลยชำระภาษีอากรตามที่สำแดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 และได้รับการตรวจปล่อยสินค้าไป ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2553 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 เข้าตรวจค้นที่ทำการของจำเลยยึดเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าของจำเลยตามที่ยื่นใบขนสินค้าขาเข้า ฯ ในช่วงเวลาปี 2550 ถึง 2553 รวม 135 ฉบับไปตรวจสอบ ซึ่งมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้า ฯ พิพาท 12 ฉบับในคดีนี้ และแจ้งผลการตรวจสอบว่า จำเลยสำแดงราคาสินค้าต่ำกว่าราคาซื้อขายจริงเป็นเหตุให้อากรขาด จำเลยอ้างว่า เป็นการกระทำของนิติบุคคลที่จำเลยมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินพิธีการทางศุลกากร พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินให้จำเลยชำระอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินเพิ่มอากรขาเข้า และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม รวม 40,615,762.93 บาท จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 แจ้งการประเมินครั้งที่ 2 เรียกเก็บเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มจากจำเลย จำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินภาษีของโจทก์ทั้งสองจึงอุทธรณ์การประเมินทั้งสองครั้ง คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นเรื่องเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เป็นอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 ในการพิจารณา และการประเมินครั้งแรกจำเลยไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ไม่รับวินิจฉัย จึงมีมติให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลย โดยจำเลยได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2560 ส่วนคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 2 เห็นว่า การประเมินครั้งแรกยุติแล้วเพราะจำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมิน คงพิจารณาแต่เฉพาะการประเมินครั้งที่ 2 และมีมติให้ปลดเบี้ยปรับภาษีมูลค่าเพิ่มตามการประเมินครั้งที่ 2 จำเลยได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2560

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรตามการประเมิน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาถือเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากรแล้ว โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ทันทีเนื่องจากเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (2) โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง การที่จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินจึงเป็นหนี้ที่แน่นอนและเป็นยุตินับแต่พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ของจำเลยตามกฎหมาย หาใช่เป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไม่ การฟ้องคดีของจำเลยที่ขอให้ศาลภาษีอากรกลางเพิกถอนการประเมินภาษีเดียวกันนี้ไม่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นเหตุทำให้อายุความสะดุดหยุดลง หากต้องรอผลการพิจารณาคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแล้ว คดีของโจทก์ทั้งสองจะขาดอายุความ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องเป็นการพิพากษานอกประเด็น โจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.234/2560 ก่อนที่จำเลยจะฟ้องโจทก์ทั้งสองเป็นคดีหมายเลขดำที่ ภ.2/2561 ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะยกปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นอ้างเป็นเหตุยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงไม่ชอบ นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ฉ บัญญัติให้ผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน และมาตรา 112 อัฏฐารส บัญญัติให้ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์โดยฟ้องเป็นคดีต่อศาลภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ส่วนประมวลรัษฎากร มาตรา 88/5 บัญญัติให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินตามบทบัญญัติในส่วน 2 ของหมวด 2 ลักษณะ 2 คือ อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (1) เมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยแล้วมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) เว้นแต่จะเป็นกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ ดังนั้น หากผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งออกไม่พอใจการประเมิน กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้ตรวจคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินว่าชอบด้วยกฎหมายประการใด โดยคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีอำนาจเปลี่ยนแปลง แก้ไข คำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินได้ตามที่เห็นสมควร และหากผู้อุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์สามารถอุทธรณ์โดยฟ้องคดีต่อศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ วิธีการและระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับผู้อุทธรณ์ที่จะนำคดีมาฟ้องศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์แล้ว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (1) และมาตรา 8 แต่ในส่วนของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าหนี้ภาษีอากร หากโจทก์ทั้งสองเห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้แจ้งการประเมินภาษีอากรแก่จำเลยโดยชอบแล้ว จำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินดังกล่าวภายในกำหนดตามกฎหมายจึงเป็นหนี้ภาษีอากรเด็ดขาด โจทก์ทั้งสองย่อมใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวได้ คดีนี้แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้เกินกำหนดตามกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ หากรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายดังที่โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้าง ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ภาษีอากรค้างได้ แต่หากรับฟังได้ว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรภายในกำหนดตามกฎหมายแล้ว ที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างเหตุไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดตามกฎหมายนั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลย่อมต้องพิพากษายกฟ้องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่พิพาทในคดีนี้ภายในกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ แต่กลับวินิจฉัยไปเลยว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อความรวดเร็ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยก่อน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมายหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระค่าภาษีอากรต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยในคดีนี้เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ทั้งสองในคดีนี้เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ภ.2/2561 หมายเลขแดงที่ ภ.192/2561 ของศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และเงินเพิ่มตามใบขนสินค้าขาเข้า 135 ฉบับ ซึ่งมีใบขนสินค้าขาเข้า 12 ฉบับในคดีนี้รวมอยู่ด้วย กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโดยอ้างเหตุยื่นเกินกำหนดตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามศาลภาษีอากรกลางให้ยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่า จำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมาย จำเลยในคดีนี้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา และศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีคำสั่งที่ ครพ.ภษ.11897/2563 ไม่รับคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลย คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและผูกพันโจทก์ทั้งสองและจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ดังนั้น จึงต้องรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าจำเลยอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรเกินกำหนดตามกฎหมาย และจำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ว่า การประเมินเกินระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดและการประเมินรวมทั้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางการปกครอง พ.ศ. 2539 ขึ้นต่อสู้ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามการประเมิน อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จนั้น เห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่ต้องรับผิดนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างเดือนธันวาคม 2550 ถึงเดือนตุลาคม 2551 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าเงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ใช้บังคับ โดยให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." ก็คงเป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปเท่านั้น แต่มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกิดความรับผิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิคำนวณเรียกเก็บดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ซึ่งตามรายละเอียดการคำนวณค่าภาษีอากรและเงินเพิ่มเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 20 ปรากฏว่า นับถึงวันฟ้องคือ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ที่ 1 คำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าแต่ละฉบับเกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียเพิ่มแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิคำนวณเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้ต่อไปจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่กฎหมายเดิมมีผลใช้บังคับเท่านั้น ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาแต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 26 ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้าที่ชำระขาดแต่ละฉบับจนกว่าจะชำระเสร็จมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ยกเว้นในส่วนเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าแก่โจทก์ที่ 1 จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ป.รัษฎากร ม. 30 ม. 88/5
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 ฉ ม. 112 จัตวา ม. 112 อัฏฐารส
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (1) ม. 8 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 547/2565
#683776
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้งสามหาจำต้องอุทธรณ์ในประเด็นนี้ไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในประเด็นอื่น จำเลยทั้งสามได้กล่าวคำแก้อุทธรณ์ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสามชัดแจ้งและฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายจ้างซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่าโจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อไร จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ให้การชัดแจ้งเรื่องอายุความตามสัญญาประกันภัย ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำละเมิดตามคำให้การย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้องคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว เฉพาะคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงชัดแจ้งชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นประเด็นในคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 300 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ. 4677/2560 ของศาลชั้นต้น กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อปรากฏตามคำฟ้องว่า คดีอาญาถึงที่สุดก่อนโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง การฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา193/32 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสาม ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคสอง เมื่อโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าเป็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันเกิดเหตุละเมิด โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ

จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นตันไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 3,424,714 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 2,978,013 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์แถลงว่าบริษัท ค. ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถบรรทุกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ 160,000 บาท ครบถ้วนเต็มจำนวนที่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยแล้ว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 300,011.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ยกเว้นนั้น ให้จำเลยทั้งสามนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถบรรทุก รถพ่วง จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกดังกล่าว และจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. เป็นผู้ใช้หรือจ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถบรรทุกคันดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงคันดังกล่าวบรรทุกอุปกรณ์ลิฟต์ใช้ในการก่อสร้างกลับมาเพื่อไปเก็บรักษาที่สำนักงานห้างหุ้นส่วนจำกัด ค. ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ แต่รถพ่วงมีโครงเหล็กยื่นออกมาจากท้ายรถโดยไม่ติดสัญญาณไฟที่ปลายสุดของโครงเหล็กดังกล่าวไปตามถนนรังสิต - นครนายก ฝั่งขาออก ถึงที่เกิดเหตุบริเวณคลอง 11 หน้าหมู่บ้านเทพธารินทร์ เยื้องหมู่บ้านแพรมาพร จำเลยที่ 1 เลี้ยวกลับรถข้ามมายังถนนรังสิต - นครนายก ฝั่งขาเข้า ขณะนั้นโจทก์ขับรถจักรยานยนต์มาตามถนนรังสิต - นครนายก ฝั่งขาเข้า มองไม่เห็นโครงเหล็กที่ยื่นออกมาจากท้ายรถพ่วง ทำให้ใบหน้าโจทก์ปะทะเข้ากับโครงเหล็กที่ยื่นออกมาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับบาดเจ็บสาหัสและรถจักรยานยนต์ได้รับความเสียหาย ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4677/2560 ของศาลชั้นต้น คดีนี้จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความละเมิดเพราะฟ้องเกิน 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุละเมิด แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยทั้งสามหาจำต้องอุทธรณ์ประเด็นนี้ไม่ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ในประเด็นอื่น จำเลยทั้งสามได้กล่าวคำแก้อุทธรณ์ว่าคำให้การของจำเลยทั้งสามชัดแจ้งและฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว คดีจึงมีประเด็นตามคำแก้อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่วินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยก่อน เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้กระทำละเมิด ให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะนายจ้างซึ่งต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่กระทำละเมิดในทางการที่จ้าง และให้จำเลยที่ 3 รับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การชัดแจ้งว่า โจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 เมื่อไร จำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้ให้การชัดแจ้งเรื่องอายุความตามสัญญาประกันภัย ดังนี้ ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำให้การจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ชอบแล้ว สำหรับจำเลยที่ 1 ที่เป็นผู้กระทำละเมิด ตามคำให้การย่อมเป็นการแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความให้เป็นที่เข้าใจแล้วว่า นับแต่วันเกิดเหตุละเมิดถึงวันฟ้องคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปีแล้ว เฉพาะคำให้การของจำเลยที่ 1 จึงชัดแจ้งชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง แล้ว ปัญหาเรื่องอายุความจึงเป็นประเด็นในคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญา ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.4677/2560 ของศาลชั้นต้น กรณีจึงเป็นการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อปรากฏตามคำฟ้องว่า คดีอาญาถึงที่สุดก่อนโจทก์ฟ้องคดีแพ่ง การฟ้องคดีแพ่งย่อมมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/32 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง เมื่อโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าเป็นจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 อันเป็นวันเกิดเหตุละเมิด โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561 คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อมาว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใด โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายอื่นใดที่โครงเหล็กที่ยื่นออกมา แต่โครงเหล็กดังกล่าวมิได้บดบังแสงไฟจากท้ายรถพ่วงที่ส่องออกมาให้รถอื่นเห็น นอกจากนี้ยังมีแสงไฟจากเสาไฟของถนนที่เกิดเหตุส่องอยู่และเสาไฟแต่ละต้นสามารถส่องสว่างให้เห็นได้ในระยะ 20 ถึง 30 เมตร โจทก์จึงเป็นฝ่ายประมาทมากกว่าจำเลยที่ 1 เห็นว่า เมื่อพิจารณาภาพถ่ายที่เกิดเหตุ ประกอบคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกประพันธ์ พยานจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นผู้ตรวจสถานที่เกิดเหตุในคืนเกิดเหตุและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่กรณีฝ่ายใด นับได้ว่าเป็นพยานคนกลาง ถ้อยคำจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพยานเบิกความยืนยันว่า บริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟตามเสาไฟสาธารณะตลอดเส้นทาง แต่เป็นแสงไฟที่ค่อนข้างสลัว สามารถมองเห็นได้ในระยะ 20 ถึง 30 เมตร จึงเชื่อว่าถนนบริเวณที่เกิดเหตุมืดและมองเห็นได้ไม่ชัดเจน การที่จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงบรรทุกอุปกรณ์ลิฟต์มีโครงเหล็กยื่นออกมาจากท้ายรถพ่วงถึง 52 เซนติเมตร โดยไม่ติดไฟสัญญาณแสงแดงที่ปลายสุดของโครงเหล็กที่ยื่นออกมาให้ผู้ที่ขับรถตามหลังมาสามารถมองเห็นในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, มาตรา 152 แม้โจทก์จะมีส่วนประมาทด้วย แต่พฤติการณ์การขับรถของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายประมาทมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์กึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับ จึงชอบแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพียงใดนั้น เห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด แม้โจทก์ไม่นำสืบให้ศาลเห็นว่าขณะเกิดเหตุโจทก์มีสภาพเช่นใดและปัจจุบันโจทก์มีสภาพเช่นใดตามที่จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลก็มีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้โดยวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด สำหรับค่าซ่อมรถจักรยานยนต์และค่ายกรถจักรยานยนต์นั้น แม้โจทก์มีพยานหลักฐานเพียงใบเสนอราคา ซึ่งมิใช่พยานหลักฐานการจ่ายเงินค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ แต่เมื่อพิจารณารายการซ่อม ตรงกับสภาพความเสียหายรถจักรยานยนต์ของโจทก์ จึงเชื่อว่าโจทก์ได้ซ่อมรถจักรยานยนต์และเสียค่าใช้จ่ายไปจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเงิน 5,870 บาท จึงเหมาะสมแล้ว ส่วนค่ายกรถจักรยานยนต์ 1,600 บาท ที่โจทก์ขอมานั้น จำเลยทั้งสามฎีกาว่า รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวถูกยกขึ้นรถของพนักงานสอบสวนไปเก็บรักษาไว้สถานที่เก็บของพนักงานสอบสวน โจทก์จึงไม่เสียหายในส่วนนี้ เห็นว่า ตามฎีกาดังกล่าว แสดงว่า ภายหลังเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ถูกยกไปจริง แม้โจทก์จะไม่มีใบเสร็จค่ายกรถมาแสดงก็มิใช่ว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าเสียหายเป็นค่ายกรถจักรยานยนต์จำนวน 1,600 บาท เหมาะสมแล้ว สำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้นำเงินที่โจทก์ได้รับจากบริษัทประกันภัยมาหักออกจากค่ารักษาพยาบาลแล้ว คงเหลือจำนวนเงินที่โจทก์ได้ชำระไปจริง 232,553 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนที่โจทก์จ่ายไปจริง จึงชอบแล้ว ส่วนค่าเสียหายเป็นค่ารักษาพยาบาลในภายหน้าเป็นค่าผ่าตัดปลูกถ่ายกระดูกใบหน้าและศัลยกรรมใบหน้า 200,000 บาท ค่าผ่าตัดต่อเส้นเอ็นขาข้างซ้ายซึ่งฉีกขาด 80,000 บาท ค่าผ่าตัดขาข้างขวาเพื่อนำเหล็กที่ดามอยู่ภายในขาออก 80,000 บาท ค่าขาดรายได้ที่โจทก์ต้องออกจากงาน 60,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมาน 100,000 บาท และค่าจ้างผู้ดูแล 40,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดมานั้น เหมาะสมแล้ว เมื่อรวมค่าเสียหายทั้งหมดแล้ว เป็นเงินทั้งสิ้น 800,023 บาท จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดกึ่งหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับดังวินิจฉัยไว้ข้างต้น เป็นเงิน 400,011.50 บาท เมื่อนำเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 3 จำนวน 100,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายดังกล่าวแล้ว คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ 300,011.50 บาท จำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 เป็นผู้เอาประกันภัยรถบรรทุกคันเกิดเหตุไว้กับจำเลยที่ 3 แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานการเป็นนายจ้างลูกจ้างในเรื่องการจ่ายเงินเดือนหรือเรื่องการนำส่งเงินประกันสังคมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาแสดงต่อศาล แต่จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงหักล้างว่าเอกสารไม่ถูกต้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ประกอบการขนส่งรถบรรทุกคันเกิดเหตุเป็นผู้ใช้หรือจ้างวานให้จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกและรถพ่วงในขณะเกิดเหตุ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ด้วยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ไม่ใช่ผู้ทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดกับผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทำละเมิด ประกอบกับหนี้หรือค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนมิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินและโจทก์ไม่ได้ทวงถามจำเลยที่ 3 ให้ชำระหนี้ก่อน ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 ตกเป็นผู้ผิดนัดมาก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันทำละเมิด จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง และระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ซึ่งปัญหาการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยเพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 300,011.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2561) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/32 ม. 448 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง ม. 246 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 51 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นาย ศ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นางสาวอิษณี กำลัง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชยุตม์ ประภากมล
ชื่อองค์คณะ
เมธี ประจงการ
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 512/2565
#682150
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 โดยอ้างว่า ส. ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาท ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ส. ให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมที่โจทก์บรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวประกอบด้วยแล้วแปลเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมรายนี้มีการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ทำตามแบบดังกล่าวได้ทั้งหมด และเมื่อนิติกรรมการให้ถูกเพิกถอนก็ย่อมทำให้ที่ดินพิพาทกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับ ส. ดังเดิม จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงต้องส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่าง ส. กับจำเลยในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยนั้นไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการได้เองตาม ป.ที่ดิน และที่ดินพิพาทย่อมกลับมีชื่อของ ส. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสัญญาให้ที่ดินรวมสี่โฉนดระหว่างนายสุวัธ กับจำเลย ฉบับลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลย ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2555 หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลยหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และที่ให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 โดยอ้างว่านายสุวัธ ทำนิติกรรมยกที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รวม 4 แปลง ซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนายสุวัธให้แก่จำเลยโดยปราศจากความยินยอมของโจทก์ แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะมีเพียงว่าให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย แต่เมื่อพิจารณาคำฟ้องโดยรวมที่โจทก์บรรยายว่านำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหนังสือสัญญาให้ที่ดินพิพาทระหว่างนายสุวัธกับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทดังกล่าวประกอบด้วยแล้วแปลเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพที่มีการเพิกถอนนิติกรรมการให้เรียบร้อยแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามฟ้องและนิติกรรมรายนี้มีการทำตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ ทำเป็นหนังสือสัญญาและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลก็ย่อมพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ทำตามแบบดังกล่าวได้ทั้งหมด และเมื่อนิติกรรมการให้ถูกเพิกถอนก็ย่อมทำให้ที่ดินพิพาทกลับตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กับนายสุวัธดังเดิม จำเลยไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทอีกต่อไป จึงต้องส่งมอบที่ดินพร้อมโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลยในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท และให้จำเลยส่งมอบที่ดินพิพาทแก่โจทก์ด้วยนั้นไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอแต่อย่างใด คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในส่วนนี้ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการได้เองตามประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทย่อมกลับมีชื่อของนายสุวัธเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยผลของคำพิพากษา ไม่มีสิ่งใดที่จะต้องบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติโดยการแสดงเจตนาอีก จึงไม่จำต้องสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย

อนึ่ง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายซึ่งมิได้มีผลเกี่ยวกับทุนทรัพย์ในคดี จึงมิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ โจทก์ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ 2 (ก) จึงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่โจทก์เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนในสารบัญการจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 รายการจดทะเบียนการให้ระหว่างนายสุวัธกับจำเลย และให้จำเลยส่งมอบที่ดินโฉนดเลขที่ 77783, 77784, 77787 และ 77788 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ล.
จำเลย — นาง ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุดรธานี — นางปฏิญาพร ปลูกสวัสดิ์
- นางรัชดาพร เสนียวงศ์ ณ อยุธยา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
อรุณี วีระรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 500 -ที่ 501/2565
#683702
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ซึ่งในการยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณามีเพียงว่าศาลจะบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น โดยศาลอาจปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดหากมีเหตุตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 และ 45 สำหรับคำร้องในส่วนที่ขอบังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนที่ขอบังคับตามสัญญาจำนำหุ้นซึ่งไม่ได้อยู่ในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เหลือประเด็นเฉพาะการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อประเด็นหลักที่ศาลต้องพิจารณาในคดีนี้ และไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจะพิจารณาเฉพาะตัวคำชี้ขาดตามคำร้องเท่านั้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์อ้างทำนองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ เท่ากับเป็นการอนุญาตให้แก้ไขคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 179 นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นมีเนื้อหาเป็นการขอถอนคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับจำนำหุ้นและขอแก้เป็นให้บังคับเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อันมีลักษณะเป็นการสละข้อหาตามคำร้องเดิมบางข้อออกไป โดยไม่มีการเพิ่มเติมข้อหา ข้อกล่าวอ้าง หรือข้อเท็จจริงอื่นใดอันจะมีผลทำให้คำร้องในส่วนที่ไม่ชอบกลับมาเป็นคำร้องที่ชอบ เมื่อไม่ปรากฏว่าการที่ผู้ร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งได้ความว่าการถอนคำร้องดังกล่าวไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวมานั้นจึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า การที่สัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียวนั้นขัดต่อ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อบังคับของสำนักงานศาลยุติธรรมที่กำหนดให้เป็นสิทธิของคู่พิพาท และยังถือเป็นการจำกัดสิทธิอันชอบธรรมของคู่สัญญาอีกฝ่ายในการแสวงหาหรือการเข้าถึงความยุติธรรมในศาล ขัดต่อหลักกฎหมายอังกฤษ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติกรรม ข้อสัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นข้อสัญญาที่บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า วิธีอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการระงับข้อพิพาททางการพาณิชย์ระหว่างประเทศดังที่ปรากฏตามหมายเหตุท้าย พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็นำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) มาเป็นหลักในการพัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย ทั้งประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.1958 แห่งสหประชาชาติ หรืออนุสัญญานิวยอร์ก (The United Nations Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards, The New York Convention) ดังนั้น แม้สัญญาการเข้าร่วมจะกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เพราะเมื่อผู้ร้องเลือกที่จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการแล้ว ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (SIAC Rules) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำคัดค้านต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าการดำเนินการอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์จะทำให้ผู้ร้องได้เปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อย่างไร ทั้งเมื่อมีคำชี้ขาดแล้วหากผู้ร้องประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวในประเทศไทยก็ต้องดำเนินการร้องขอต่อศาลตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และ 42 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อให้ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดได้หากสามารถพิสูจน์ได้ตามมาตรา 43 ดังเช่นที่มีการดำเนินคดีนี้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิในการเลือกระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการจึงไม่ถือเป็นการจำกัดสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในการแสวงหาหรือเข้าถึงความยุติธรรมดังที่อ้างมาแต่อย่างใด ข้ออ้างในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า คำชี้ขาดกำหนดให้คิดดอกเบี้ยทบต้นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เห็นว่า ในส่วนของความเสี่ยงภัยของบริษัท ท. ซึ่งเป็นเงินที่สัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แก่ผู้ร้อง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระนั้น ได้ความตามที่อนุญาโตตุลาการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า เงินทั้งสามส่วนดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระให้แก่ผู้ร้อง ไม่ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะผิดสัญญาหรือไม่ การนำเงินสามส่วนแรกนี้มาคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่มีคำชี้ขาดจึงไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยทบต้น ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยหลังจากวันที่มีคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่ามีการคิดดอกเบี้ยทบต้นนั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยถึงความชัดแจ้งของสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 12 หัวข้อ "ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest)" ข้อ 12 (บี) ซึ่งระบุว่า ดอกเบี้ยผิดนัด (หากไม่ชำระ) ที่เกิดขึ้นจากเงินที่ค้างชำระนั้น สามารถคิดทบต้นกับเงินที่ค้างชำระได้ในวันครบกำหนดดอกเบี้ยค้างชำระเมื่อครบรอบปีแรก" อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องสามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ และเห็นด้วยกับผู้ร้องที่ขอให้คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายปี (Annual Basis) โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับภาระน้อยที่สุด ดังนี้ คำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการนำส่วนของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมารวมกับต้นเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณของปีถัดไปอันเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ ตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับโอนสำนวนมาจากศาลแพ่งกรุงเทพใต้ตามคำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้นำหุ้นของบริษัท ย. ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 จำนำไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระให้แก่ผู้ร้องต่อไป

ผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 6 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นให้บังคับเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ โดยขอถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับจำนำหุ้น และถอนคำร้องขอในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ออกจากคดีนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ยื่นคำคัดค้าน วันที่ 23 กันยายน 2562 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความ ผู้คัดค้านที่ 2 โต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ส่วนผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกา ต่อมาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืนตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำพิพากษาฎีกาที่ 3940/2563

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แก่ผู้ร้องภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 อันเป็นวันที่มีคำชี้ขาด ดังต่อไปนี้

(ก) หนี้เงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ และต้องชำระต่อไปตามสัญญานับถัดจากวันมีคำชี้ขาดไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่เมื่อคำนวณถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ต้องไม่เกินจำนวน 336,072,131.75 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำขอ อนึ่ง ต้นเงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น คำชี้ขาดรวมค่าใช้จ่าย 432,768.43 ดอลลาร์สหรัฐ เข้าไปด้วย ค่าใช้จ่ายจำนวนหลังให้คิดดอกเบี้ยตามข้อ (ง)

(ข) ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมชั้นอนุญาโตตุลาการจำนวน 370,027.92 ดอลลาร์สิงคโปร์

(ค) ค่าใช้จ่ายคดีความและอื่น ๆ ของผู้ร้องจำนวน 1,049,304.69 ดอลลาร์สิงคโปร์

(ง) ในส่วนค่าใช้จ่าย 432,768.43 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดรวมอยู่ในข้อ (ก) แล้วนั้น ให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5.33 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่เมื่อคำนวณถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ดอกเบี้ยต้องไม่เกิน 68,879.30 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำขอ

(จ) คำขออื่นให้ยก

ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่ผู้ร้องชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ 500,000 บาท กรณีชำระหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินบาท ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐและดอลลาร์สิงคโปร์ตามอัตราถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อในวันที่ใช้เงิน ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราถัวเฉลี่ยเช่นว่านั้น ในกรณีธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยหรืออัตราอ้างอิง ก็ให้ใช้อัตรานั้นเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษาต่อศาลฎีกา และผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะเคย์แมน มีวัตถุประสงค์บริหารจัดการลงทุนและจัดหาแหล่งลงทุน บริษัท ท. เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายดินแดนหมู่เกาะเคย์แมน โดยมีผู้ร้องเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด บริษัท ย. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ผู้คัดค้านที่ 2 ยังเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นบริษัทดังกล่าวด้วย ในช่วงปี 2543 ถึง 2554 บริษัท ย.เป็นหนี้เจ้าหนี้หลายรายรวมถึงบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. เจ้าหนี้รายใหญ่ ต่อมาบริษัท ย. ถูกฟ้องล้มละลายและถูกพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ติดต่อผู้ร้องให้จัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อให้บริษัท ย. นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาการเข้าร่วม (Participation Agreement) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่างทำสัญญาในฐานะ "Sponsor" หรือ "ผู้สนับสนุนทางการเงิน" ส่วนผู้ร้องทำสัญญาในฐานะ "Participant" หรือ "ผู้เข้าร่วม" ซึ่งมีสาระสำคัญให้ผู้ร้องดำเนินการให้บริษัท ท. ให้สินเชื่อแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่าเงินจำนวน 1,405,000,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะใช้เงินที่ได้รับตามที่ตกลงไว้ในสัญญาสินเชื่อ (Facility Agreement) และโอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัท ท. ตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง (Subrogation Claim Assignment Agreement) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัท ย. ที่มีต่อบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. ตามสัญญาการเข้าร่วมยังให้นิยาม "เหตุการณ์เงื่อนไขที่ 1" (Trigger Event 1) ว่า หมายถึง กรณีที่มีเหตุดังต่อไปนี้เกิดขึ้น (เอ) ศาลล้มละลายปฏิเสธคำร้องในส่วนของแผนฟื้นฟูกิจการ หรือ (บี) ศาลล้มละลายไม่รับคำร้องในส่วนของแผนฟื้นฟูกิจการภายใน 6 เดือน นับจากวันเบิกเงินกู้ และ "เหตุการณ์เงื่อนไขที่ 2" (Trigger Event 2) หมายถึง กรณีที่มีเหตุดังต่อไปนี้เกิดขึ้น (เอ) ไม่มีการจัดประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงคะแนนเสียงในแผนฟื้นฟูกิจการภายใน 11 เดือน นับจากวันเบิกเงินกู้ หรือในการประชุมเจ้าหนี้นั้น แผนฟื้นฟูกิจการที่เสนอไม่ได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้ที่เกี่ยวข้องตามที่กฎหมายไทยกำหนดในการยอมรับและให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการ หรือ (บี) แผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้รับความเห็นชอบจากศาลล้มละลายภายใน 11 เดือน นับจากวันเบิกเงินกู้ หรือแผนฟื้นฟูกิจการที่เสนอถูกศาลล้มละลายปฏิเสธไม่ว่าช่วงเวลาใดก็ตาม ในวันเดียวกันผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงให้คำรับรองและค้ำประกันแก่ผู้ร้องในกรณีมีการผิดสัญญาการเข้าร่วม หรือสัญญาสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้างระหว่างบริษัท ย. กับบริษัท ท. และในวันเดียวกันผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 กับบริษัท ท. ตกลงทำสัญญาสินเชื่อ (Facility Agreement) โดยบริษัท ท. จะให้เงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่าเงินจำนวน 725,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อนำไปชำระแก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และบริษัท ท. จะให้เงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเทียบเท่าเงินจำนวน 680,000,000 บาท แก่ผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อไปชำระแก่ธนาคาร ก. จำนวน 660,000,000 บาท ส่วนเงินที่เหลือไปชำระค่าธรรมเนียมก่อนเบิกใช้เงินกู้ หลังจากผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เบิกใช้เงินกู้ดังกล่าวและชำระหนี้ให้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. ในฐานะผู้ค้ำประกันแทนบริษัท ย. ไปแล้ว วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ผู้คัดค้านที่ 1 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 725,000,000 บาท ให้บริษัท ท. ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ตกลงโอนสิทธิเรียกร้องในเงินจำนวน 660,000,000 บาท ให้บริษัท ท. โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวให้บริษัท ย. ทราบแล้ว ในวันเดียวกันบริษัท ย. ตกลงกับบริษัท ท. ว่า บริษัท ย. ในฐานะผู้กู้ จะชำระเงินจำนวน 1,385,000,000 บาท คืนให้แก่บริษัท ท. ในฐานะผู้ให้กู้เดิม (the Original Lender) โดยมีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการเข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 (Supplemental Deed Relating to Participation Agreement Dated 28 November 2010) หลังทำสัญญาการเข้าร่วมเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553 มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท ย. 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2553 วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 และวันที่ 28 มิถุนายน 2555 แต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องทั้งหมด วันที่ 1 สิงหาคม 2556 ผู้ร้องยื่นข้อพิพาทต่อศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (The Singapore International Arbitration Center หรือ SIAC) เรียกร้องให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายจากการผิดสัญญา ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แต่งตั้งลอร์ด โกลด์สมิธ เนติบัณฑิตอาวุโส (Lord Goldsmith QC) เป็นอนุญาโตตุลาการคนเดียว วันที่ 18 กันยายน 2558 อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาด โดยในข้อ 290 วินิจฉัยว่า จำนวนค่าเสียหายตามข้อเรียกร้องจะถูกคิดคำนวณต่อไปตามข้อสัญญา โดยพยานผู้เชี่ยวชาญฝ่ายผู้ร้องให้สูตรการคำนวณค่าเสียหายต่อไปถึงวันที่มีคำชี้ขาดเท่ากับ 16,535,599.61 ดอลลาร์สหรัฐ คูณด้วย 1.33 (ยกกำลัง "n" หารด้วย 360) โดยที่ "n" คือ จำนวนวันระหว่างวันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่มีคำชี้ขาด ข้อ 333 วินิจฉัยว่า อนุญาโตตุลาการเห็นว่าค่าเสียหายที่ต้องชำระทั้งสิ้นจะเป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญา ดังที่อ้างไว้ในข้อ 290 จนกว่าจะชำระต้นเงินทั้งหมดเสร็จสิ้น และข้อ 335 ชี้ขาดว่า

(1) ให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินแก่ผู้ร้องภายใน 14 วัน นับจากวันชี้ขาด ดังนี้

(เอ) เงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ

(บี) ค่าใช้จ่ายในชั้นอนุญาโตตุลาการ (Costs of Arbitration) จำนวน 370,027.92 ดอลลาร์สิงคโปร์

(ซี) ค่าใช้จ่ายทางกฎหมายหรือค่าใช้จ่ายอื่นของผู้ร้อง (The Claimant’s Legal or Other Costs) จำนวน 1,049,304.69 ดอลลาร์สิงคโปร์

(2) ยกคำเรียกร้องแย้ง

(3) รับรองว่าเกิดเหตุการณ์เงื่อนไขที่ 1 (Trigger Event 1) และเหตุการณ์เงื่อนไขที่ 2 (Trigger Event 2) ตามที่ได้นิยามไว้ในสัญญา ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีสิทธิตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 5 ในการบังคับและหรือใช้สิทธิใด ๆ ภายใต้หนังสือมอบอำนาจเหนือทรัพย์สินในประเทศสิงค์โปร์

(4) รับรองว่ามีการผิดนัดตามสัญญาการเข้าร่วม

(5) การชำระเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องจ่ายให้แก่ผู้ร้องจะคิดตามสัญญาระหว่างคู่พิพาทต่อไปจนกว่าจะมีการชำระหนี้เสร็จสิ้น

(6) ดอกเบี้ยสำหรับค่าใช้จ่ายจำนวน 432,768.43 ดอลลาร์สหรัฐ จะคิดต่อไปในอัตราร้อยละ 5.33 ต่อปี และ

(7) บรรดาข้อเรียกร้อง ข้อต่อสู้ และข้อเรียกร้องแย้งอื่นนอกจากนี้ ให้ตกไป ศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์แจ้งคำชี้ขาดดังกล่าวแก่ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 แล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทราบคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ตามคำชี้ขาดดังกล่าวให้แก่ผู้ร้อง ประเทศสิงคโปร์เป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญานิวยอร์กว่าด้วยการยอมรับนับถือและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.1958 ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกอยู่ด้วย

คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 42 ซึ่งในการยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ประเด็นที่ต้องพิจารณามีเพียงว่าศาลจะบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวหรือไม่เท่านั้น โดยศาลอาจปฏิเสธไม่บังคับตามคำชี้ขาดหากมีเหตุตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 และ 44 สำหรับคำร้องในส่วนที่บังคับเกินไปกว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ศาลไม่อาจมีคำพิพากษาบังคับให้ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องขอถอนคำร้องในส่วนที่ขอบังคับตามสัญญาจำนำหุ้นซึ่งไม่ได้อยู่ในคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้เหลือประเด็นเฉพาะการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ย่อมไม่มีผลกระทบต่อประเด็นหลักที่ศาลต้องพิจารณาในคดีนี้ และไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบแต่อย่างใด เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ต้องพิจารณาในคดีขอบังคับ ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งจะพิจารณาเฉพาะตัวคำชี้ขาดตามคำร้องเท่านั้น ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์อ้างทำนองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการอนุญาตให้แก้ไขคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาเป็นคำร้องที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 นั้น เห็นว่า ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น มีเนื้อหาเป็นการขอถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับจำนำหุ้นและขอแก้เป็นให้บังคับเฉพาะผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ อันมีลักษณะเป็นการสละข้อหาตามคำร้องเดิมบางข้อออกไป โดยไม่มีการเพิ่มเติมข้อหา ข้อกล่าวอ้าง หรือข้อเท็จจริงอื่นใดอันจะมีผลทำให้คำร้องในส่วนที่ไม่ชอบกลับมาเป็นคำร้องที่ชอบดังที่ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์แต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่าการที่ผู้ร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทั้งได้ความว่าการถอนคำร้องดังกล่าวไม่ทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ต้องเสียเปรียบดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งดังกล่าวมานั้นจึงชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วอุทธรณ์คำสั่งข้ออื่นของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลของคำสั่ง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย อุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 11 จะกำหนดเรื่องเขตอำนาจในการพิจารณาว่าศาลแห่งประเทศอังกฤษมีเขตอำนาจโดยไม่กล่าวถึงการอนุญาโตตุลาการก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมทั้งฉบับแล้ว พบว่าสาระสำคัญของสัญญานี้อยู่ที่การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาการเข้าร่วม โดยในข้อ 2 "AMENDMENTS" หรือหัวข้อ "การแก้ไขเพิ่มเติม" มีการระบุถึงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมไว้ในหัวข้อย่อย ได้แก่ 2.1 การแก้ไขเพิ่มเติมคำนิยามต่าง ๆ (Amendments to Definitions) ระบุว่า "(i) The definition of "First Loss Application" shall be deleted in entirety and substituted with the following: … (ii) A new definition of "Indirect Tax" shall be added as follows: …" ซึ่งหมายความว่า "(1) ให้ยกเลิกนิยามของคำว่า "การหักเงินครั้งแรก" ทั้งหมดและแทนที่ด้วยข้อความตามนี้ ... (2) คำนิยามของคำว่า "ภาษีทางอ้อม" จะถูกเพิ่มเติมตามนี้ ..." 2.2 การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อ 4.2 (Amendment to Clause 4.2) ระบุว่า "… the Parties hereby agree that the following shall be inserted as new paragraph (d) to Clause 4.2 of the Participation Agreement …" ซึ่งหมายความว่า "... คู่สัญญาตกลงให้เพิ่มข้อย่อย (ดี) เข้าไปในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 4.2 ดังต่อไปนี้ ..." 2.3 การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อ 7 (Amendment to Clause 7) ระบุว่า "… the Parties hereby agree that Clause 7 of the Participation Agreement shall be deleted in entirety and substituted with the following: …" ซึ่งหมายความว่า "… คู่สัญญาตกลงให้ยกเลิกข้อความในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 7 ทั้งหมด และแทนที่ด้วยข้อความตามนี้ ..." 2.4 การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาข้อ 8 (Amendment to Clause 8) ระบุว่า "… the Parties agree that following shall be inserted as new paragraph (g) to Clause 8 of the Participation Agreement …" ซึ่งหมายความว่า "... คู่สัญญาตกลงให้เพิ่มข้อย่อย (จี) เข้าไปในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 8 ดังต่อไปนี้ ..." และข้อ 2.5 การแก้ไขเพิ่มเติมตาราง 2 (Amendment to Schedule 2) ระบุว่า "… the Parties hereby agree that the Schedule 2 (The Properties) of the Participation Agreement shall be deleted and substituted with the revised Schedule 2 (The Properties) attached hereto as Annex 1." ซึ่งหมายความว่า "… คู่สัญญาตกลงให้ยกเลิกตาราง 2 (ทรัพย์สินต่าง ๆ) ในสัญญาการเข้าร่วม และแทนที่ด้วยตาราง 2 (ทรัพย์สินต่าง ๆ) ที่ปรับปรุงใหม่ตามภาคผนวก 1 แนบท้ายนี้" จากข้อสัญญาข้างต้นทำให้เห็นถึงเจตนาของคู่สัญญาได้ว่า หากคู่สัญญาต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อความส่วนใดในสัญญาการเข้าร่วมก็จะมีการระบุไว้โดยละเอียดว่าต้องการยกเลิกข้อความส่วนใดแล้วใส่ข้อความใหม่แทนที่ข้อความเดิมที่ถูกยกเลิกไป หรือหากต้องการเพิ่มเติมข้อความใดเข้าไปโดยไม่ยกเลิกข้อความเดิมในสัญญาก็จะมีการระบุไว้อย่างชัดเจน ดังเช่นที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 2.1 ถึง 2.5 ข้างต้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 11 แล้วเห็นว่าไม่ได้ระบุในรูปแบบเช่นเดียวกับในข้อ 2 แต่เพียงกำหนดเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับและเขตอำนาจศาลในการพิจารณาข้อพิพาทตามสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม อันเป็นการกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในกรณีพิจารณาแยกเฉพาะสัญญาไป โดยไม่มีเจตนาแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการบังคับหรือระงับข้อพิพาทตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26 เนื่องจากหากคู่สัญญาประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งในสัญญาข้อดังกล่าว หรือต้องยกเลิกวิธีการระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26.2 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างแล้วย่อมต้องระบุไว้ในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 2 และใส่รายละเอียดให้ชัดเจนว่าให้ยกเลิกข้อความตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26.2 ทั้งหมดดังเช่นที่ระบุในข้อย่อยที่ 2.1 ถึง 2.5 ข้างต้น นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 10 "INCORPORATION OF TERMS" หรือหัวข้อ "การนำข้อกำหนดอื่นมาใช้ในสัญญานี้" ระบุว่า "The provisions of Clause 17 (Rights and Waivers), Clause 18 (Notices) and Clause 26 (Enforcement) of the Participation Agreement shall be incorporated into this Deed as if set out in full in this Deed and as if references in those clauses to "this Agreement" are references to this Deed." ซึ่งหมายความว่า "ข้อกำหนดในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 17 (สิทธิและการสละสิทธิ) ข้อ 18 (การแจ้งเตือน) และข้อ 26 (การบังคับตามสัญญา) จะนำมาใช้ในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้เสมือนกับว่าได้ระบุไว้ครบถ้วนในสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้" โดยถ้อยคำของสัญญาการเข้าร่วมข้อ 17, 18 และ 26 ข้างต้นที่ใช้คำว่า "สัญญานี้ (this Agreement)" จะถูกนำมาใช้เสมือนเป็นกรณีการอ้างอิงถึงสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนี้ (this Deed) ยิ่งทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมมิได้แก้ไขหรือยกเลิกข้อความใด ๆ ในสัญญาการเข้าร่วมข้อ 26 แต่ในทางตรงข้ามกลับให้นำสัญญาข้อ 26 มาใช้ร่วมกับสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมด้วย ดังนี้ สัญญาแก้ไขเพิ่มเติมข้อ 11 จึงไม่ได้ยกเลิกข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการตามสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 26.2 ดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างแต่อย่างใด

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างด้วยว่า การที่สัญญาการเข้าร่วม ข้อ 26.2 กำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียวนั้น ขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 และข้อบังคับของสำนักงานศาลยุติธรรมที่กำหนดให้เป็นสิทธิของคู่พิพาท และยังถือเป็นการจำกัดสิทธิอันชอบธรรมของคู่สัญญาอีกฝ่ายในการแสวงหาหรือการเข้าถึงความยุติธรรมในศาล ขัดต่อหลักกฎหมายอังกฤษ หลักสิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม ข้อสัญญาดังกล่าวจึงถือเป็นข้อสัญญาที่บังคับไม่ได้นั้น เห็นว่า วิธีอนุญาโตตุลาการนั้นเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการระงับข้อพิพาททางการพาณิชย์ระหว่างประเทศดังที่ปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ซึ่งพระราชบัญญัติดังกล่าวก็นำกฎหมายแม่แบบว่าด้วยอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ (UNCITRAL Model Law on International Commercial Arbitration) มาเป็นหลักในการพัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย ทั้งประเทศไทยและประเทศสิงคโปร์ต่างก็เป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ.1958 แห่งสหประชาชาติ หรืออนุสัญญานิวยอร์ก (The United Nations Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Awards, The New York Convention) ดังนั้น แม้สัญญาการเข้าร่วมข้อ 26.2 จะกำหนดให้ผู้ร้องเป็นผู้เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการเพียงฝ่ายเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ เพราะเมื่อผู้ร้องเลือกที่จะระงับข้อพิพาทด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการตามสัญญาข้อ 26.2 แล้ว ก็ต้องดำเนินการตามข้อบังคับศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (SIAC Rules) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 สามารถยื่นคำคัดค้านต่อสู้ในคดีดังกล่าวได้ ซึ่งก็ไม่ปรากฏว่าการดำเนินการอนุญาโตตุลาการที่ประเทศสิงคโปร์จะทำให้ผู้ร้องได้เปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อย่างไร ทั้งเมื่อมีคำชี้ขาดแล้วหากผู้ร้องประสงค์จะให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวในประเทศไทยก็ต้องดำเนินการร้องขอต่อศาลตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 41 และ 42 ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็อาจยื่นคำคัดค้านเพื่อให้ศาลปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดได้หากสามารถพิสูจน์ได้ตามมาตรา 43 ดังเช่นที่มีการดำเนินคดีนี้ ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงยินยอมให้ผู้ร้องเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิในการเลือกระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการจึงไม่ถือเป็นการจำกัดสิทธิของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในการแสวงหาหรือเข้าถึงความยุติธรรมดังที่อ้างมาแต่อย่างใด ข้ออ้างในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 25 วางหลักว่า ในการพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการ ให้คู่พิพาทได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน และให้มีโอกาสนำสืบพยานหลักฐานและเสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้ตามพฤติการณ์แห่งข้อพิพาทนั้น ในกรณีที่คู่พิพาทมิได้ตกลงกันหรือกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร อำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการนี้รวมถึงอำนาจวินิจฉัยในเรื่องการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงด้วย เมื่อตามสัญญาการเข้าร่วม ข้อ 26.2 กำหนดในกรณีระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ให้ใช้อนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ภายใต้ข้อบังคับศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ (SIAC Rules) โดยคณะอนุญาโตตุลาการจะประกอบไปด้วยอนุญาโตตุลาการคนเดียวที่แต่งตั้งโดยประธานศูนย์อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งสิงคโปร์ ดังนี้ จึงเป็นการที่ผู้ร้องกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงให้อำนาจอนุญาโตตุลาการคนเดียวในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่าง ๆ แล้ว โดยเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาข้างต้นแล้วเห็นได้ว่า ก่อนจะถึงวันนัดสืบพยานนั้น อนุญาโตตุลาการได้ให้โอกาสฝ่ายผู้คัดค้านและอนุญาตตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมและขยายกำหนดเวลาต่าง ๆ ให้ฝ่ายผู้คัดค้านหลายครั้งแม้จะมีการคัดค้านจากฝ่ายผู้ร้องก็ตาม และแม้ท้ายที่สุดฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีผู้ใดมาในวันนัดสืบพยาน แต่ในการรับฟังพยานหลักฐานอนุญาโตตุลาการก็นำพยานหลักฐาน บันทึกถ้อยคำพยาน รวมถึงรายงานผู้เชี่ยวชาญของฝ่ายผู้คัดค้านมาพิจารณาด้วย นอกจากนี้ ยังปรากฏจากอุทธรณ์คำพิพากษาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ด้วยว่า "หากผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ได้เข้าร่วมพิจารณาในวันสืบพยานย่อมเป็นการให้สัตยาบันแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น" อันแสดงให้เห็นว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทราบกำหนดนัดแล้วแต่เลือกที่จะไม่ส่งผู้ใดไปในวันนัดสืบพยานดังกล่าว ดังนั้น การที่อนุญาโตตุลาการกำหนดนัดสืบพยานและสืบพยานฝ่ายผู้ร้องไปฝ่ายเดียวเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2558 จนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2558 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควรในอำนาจของอนุญาโตตุลาการ โดยไม่ปรากฏว่าการทำหน้าที่ดังกล่าวของอนุญาโตตุลาการคนเดียวจะมีข้อบกพร่องในการใช้ดุลพินิจตามที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างมา แต่เป็นการพิจารณาข้อพิพาทโดยชอบและปฏิบัติต่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นคู่พิพาทอีกฝ่ายอย่างเท่าเทียมเสมอภาคกันกับฝ่ายผู้ร้อง และให้โอกาสผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เสนอข้ออ้างข้อต่อสู้ของตนได้แล้ว ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

สำหรับที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า สัญญาการเข้าร่วมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงสัญญาให้คำรับรอง และหนังสือค้ำประกัน มีวัตถุประสงค์เป็นการค้าความ โดยเป็นการซื้อหนี้ที่เป็นคดีความทำให้เป็นคดีใหม่ คือ คดีฟื้นฟูกิจการที่ศาลล้มละลายกลาง แผนทางการเงินและโครงสร้างการให้กู้ยืมเงินมีลักษณะเป็นการแสวงหาประโยชน์จากการเป็นคดีความเดิมของบริษัท ย. ทั้งสัญญาการเข้าร่วมและสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมยังมีข้อกำหนดให้มีการฟื้นฟูกิจการของบริษัท ย. เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้ร้องและบริษัท ท. โดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้และเจ้าหนี้ทุกราย ผู้ร้องใช้อำนาจครอบงำการฟื้นฟูกิจการ มีข้อกำหนดวิธีการฟื้นฟูกิจการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และยังเป็นความผิดอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว สัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 เนื่องจากก่อนทำสัญญา บริษัท ย. ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการ ถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาบังคับคดี ยึดทรัพย์ ฟ้องล้มละลายจนถูกพิทักษ์ทรัพย์ชั่วคราว ทำให้ ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องหาแหล่งเงินกู้และได้รับการแนะนำให้กู้เงินจากผู้ร้อง ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจการค้าหรือวิชาชีพทางการเงินมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจเหนือกว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้บริโภค อาศัยวิกฤตทางการเงินของบริษัท ย. ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องจำยอมทำตามโครงสร้างการให้กู้ยืมเงินที่ผู้ร้องเป็นผู้กำหนดและเป็นฝ่ายจัดทำสัญญาทุกฉบับโดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่มีโอกาสแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในสัญญาได้ ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องรับภาระมากกว่าความเป็นจริง เป็นการเอาเปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้สัญญาการเข้าร่วมยังขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 เนื่องจากสัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จ่ายเงินตอบแทนในรูปของผลตอบแทนแบบแน่นอนตายตัว (All-in-Fixed Yield) ซึ่งหมายความถึง อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return) ที่คำนวณจากความเสี่ยงภัยของเทล (TAEL Exposure) ในอัตราที่เท่ากับอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วม (Participation IRR) ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี ส่วนความเสี่ยงภัยของเทลหมายถึงจำนวนเงินกู้สะพานเชื่อมปรับโครงสร้างตามที่ลดจำนวนลงด้วยจำนวนเงินใด ๆ ที่ผู้ร้องนำไปใช้กับการหักเงินครั้งแรก (First Loss Application) ซึ่งคือจำนวนเงินกู้สะพานเชื่อมปรับโครงสร้างลดด้วยเงินชำระคืนใด ๆ จากผู้ที่เกี่ยวข้องรวมถึงบริษัท ย. ด้วย อันเป็นการอำพรางดอกเบี้ยเงินกู้เป็นค่าตอบแทนตามสัญญาการเข้าร่วมโดยเลี่ยงไม่ใช้คำว่าดอกเบี้ย คิดเป็นเงินค่าตอบแทนที่ผู้ร้องได้รับอัตราร้อยละ 130 ต่อปี เมื่อรวมกับดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 3 ต่อปี จึงเป็นอัตราร้อยละ 133 ต่อปี นั้น ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังข้อเท็จจริงรวมถึงที่มาอันเป็นมูลเหตุในการทำสัญญาต่าง ๆ ในคดีนี้ สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดได้ความว่า ศูนย์กลางของนิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คือ หนี้ของบริษัท ย. ซึ่งถือหุ้นโดยบุคคลในตระกูล ต. และมีผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ บริษัทดังกล่าวมีเจ้าหนี้รายใหญ่คือบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกัน คือ จำนองเหนืออาคาร ย. ส่วนผู้ร้องเป็นหน่วยลงทุนที่เชี่ยวชาญและมุ่งการให้ทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้บริหารซึ่งเคยทำงานในภูมิภาคดังกล่าวรวมถึงประเทศไทย เคยให้คำปรึกษาและช่วยการลงทุนแก่ตระกูลต่าง ๆ ในประเทศไทย ผู้ร้องได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพื่อบริหารหนี้ของบริษัท ย. โดยจัดหาแหล่งลงทุนให้แก่บริษัท ย. ในลักษณะเงินกู้สะพานหรือเงินกู้ระยะสั้นในวงเงินประมาณ 50,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ การเจรจาหยุดชะงักไปจนกระทั่งเริ่มเจรจากันใหม่ในเดือนกันยายน 2553 หลังจากมีเหตุความวุ่นวายทางการเมือง จากพฤติการณ์และบรรยากาศการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผู้ร้องเห็นว่าผลตอบแทนการลงทุนต้องอยู่ในระดับอัตราร้อยละ 30 ต่อปี โครงการลงทุนดังกล่าวมีโครงสร้างที่ซับซ้อน โดยให้บริษัท ท. ให้เงินกู้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐแก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 เพื่อนำไปชำระหนี้แก่บรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. และดำเนินการเพื่อให้บริษัท ท. ได้รับโอนหลักประกันจำนองในอาคาร ย. คืนจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ท. และธนาคาร ก. โดยให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โอนสิทธิในความเป็นเจ้าหนี้พร้อมหลักประกันที่ได้รับมาจากบริษัท ย. ให้แก่บริษัท ท. พร้อมให้บริษัท ย. กับบริษัท ท. ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ระยะสั้นหรือสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้บริษัท ย. เสนอคำร้องให้ศาลล้มละลายกลางอนุมัติแผนฟื้นฟูกิจการของตน และเพื่อกำหนดเงื่อนไขการชำระหนี้ โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตกลงจ่ายค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนในความเสี่ยง เบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน และค่าใช้จ่าย ให้แก่ผู้ร้องซึ่งต้องรับภาระและความเสี่ยงในการร่วมรับผิดชอบในเงินกู้ที่จัดหาให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต่อมาศาลล้มละลายกลางยกคำร้องขอฟื้นฟูกิจการบริษัท ย. ถึงสามครั้ง บริษัท ย. ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. ส่วนผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนในความเสี่ยง เบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามสัญญา ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในประเทศสิงคโปร์ตามสัญญาอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยพิจารณารวมถึงรายงานผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไทยของทั้งสองฝ่ายแล้วสรุปได้ความว่า สัญญาดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอังกฤษซึ่งเป็นไปตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 25 ซึ่งมีผลบังคับใช้สมบูรณ์ และไม่ได้เป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนของประเทศไทย โดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest) ตามสัญญาคืออัตราร้อยละ 3 ไม่ใช่อัตราร้อยละ 33 อันเป็นไปตามสัญญาการเข้าร่วมข้อ 12 ที่ระบุไว้ชัดเจนว่าเท่ากับอัตราร้อยละ 3 บวกด้วยอัตราร้อยละ 30 ของอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วม (Participation IRR) โดยผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ไม่อาจโต้แย้งได้ว่าอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วมดังกล่าว คือ เบี้ยปรับ (Penalty) เนื่องจากหน้าที่ในการชำระอัตราผลตอบแทนของการมีส่วนร่วมเป็นหนี้ประธาน (Primary Obligation) ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะต้องชำระ ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็ยอมรับในหลักที่ว่าเบี้ยปรับมิใช่หนี้ประธาน แต่เป็นหนี้ลำดับรอง (Secondary Obligation) ที่จะต้องจ่ายก็ต่อเมื่อเกิดการผิดสัญญา ปรากฏตามคำชี้ขาด ข้อ 206 ถึง 281 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยถึงข้อเท็จจริง มูลเหตุและความเป็นมาในคดีประกอบสัญญาที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า สัญญาต่าง ๆ และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่อาศัยรากฐานจากสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประเทศไทย ทั้งเห็นด้วยว่าค่าตอบแทนที่ผู้ร้องได้รับคืออัตราร้อยละ 30 ต่อปี ของจำนวนเงินกู้ในสัญญาสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้างที่บริษัท ท. ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาสินเชื่อซึ่งอยู่ในสัญญาการเข้าร่วมนั้นไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่เป็นค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนในความเสี่ยง เบี้ยประกัน ค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องในฐานะผู้จัดหาเงินทุนต้องรับภาระ รวมถึงความเสี่ยงที่ผู้ร้องต้องร่วมรับผิดชอบในเงินกู้ที่จัดหาให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ส่วนดอกเบี้ยในหนี้ที่ผิดนัดตามสัญญากำหนดไว้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี ดังนี้ เหตุบกพร่องต่าง ๆ ที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้าง ไม่ว่าจะเป็นการที่สัญญาต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์เป็นการค้าความ ผู้ร้องมีอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่า กำหนดและจัดทำสัญญาต่าง ๆ เอาเปรียบผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 โดยอาศัยวิกฤตทางการเงินของบริษัท ย. ขัดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 นั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเนื้อหาและความสมบูรณ์ของสัญญาอันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของอนุญาโตตุลาการ ทั้งเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วตั้งแต่มูลเหตุที่มาของการทำสัญญาต่าง ๆ ในคดีนี้ รายละเอียดเนื้อหาและความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างสัญญาเหล่านั้น รวมถึงคู่สัญญาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยฟังข้อเท็จจริงตามคำชี้ขาดแล้วเห็นว่าสัญญาต่าง ๆ และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการที่อาศัยรากฐานจากสัญญาดังกล่าวมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประเทศไทย โดยข้อคัดค้านในส่วนนี้ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับฟังไม่ได้ตามที่ต่อสู้ อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้ นอกจากนี้ เรื่องอัตราผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยรวมที่อ้างว่าผู้ร้องได้รับในอัตราร้อยละ 133 ต่อปี นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ก็เพิ่งหยิบยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ทั้งที่ในชั้นอนุญาโตตุลาการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างถึงอัตราร้อยละ 33 ต่อปี มาตลอด จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบและเป็นข้ออุทธรณ์ที่ต้องห้าม ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้เช่นกัน

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างต่อไปว่า คำชี้ขาดกำหนดให้คิดดอกเบี้ยทบต้นฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เนื่องจากตามคำชี้ขาดข้อ 283 กำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดใน (1) ความเสี่ยงภัยของเทล (TAEL Exposure) (2) บรรดาต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ (Unpaid Costs and Expenses) (3) ผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระ (Participation Return Outstanding) และ (4) ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest) แต่คำชี้ขาดมีการนำผลรวมของเงินค้างชำระคือ (1) ความเสี่ยงภัยของเทล (2) บรรดาต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และ (3) ผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระ มาคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2558 อันเป็นวันที่มีคำชี้ขาด คิดเป็นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 26,880,477.63 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้มีผลรวมของเงินที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดชอบตามคำชี้ขาดเป็นจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งเมื่อพิจารณาตารางการคิดดอกเบี้ยที่ผู้ร้องคำนวณจากต้นเงินจำนวนดังกล่าว ก็พบว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยปรากฎตามตารางการคำนวณที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จัดทำขึ้น นั้น เห็นว่า ในส่วนของความเสี่ยงภัยของเทล (TAEL Exposure) ซึ่งเป็นเงินที่สัญญาการเข้าร่วมกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระให้แก่ผู้ร้อง ต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ และผลตอบแทนการมีส่วนร่วมที่ค้างชำระนั้น ได้ความตามที่อนุญาโตตุลาการและศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้แล้วว่า เงินทั้งสามส่วนดังกล่าวไม่ใช่ดอกเบี้ยแต่เป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระให้แก่ผู้ร้องไม่ว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะผิดสัญญาหรือไม่ การนำเงินสามส่วนแรกนี้มาคิดดอกเบี้ยจนถึงวันที่มีคำชี้ขาดจึงไม่ใช่การคิดดอกเบี้ยทบต้น ส่วนการคำนวณดอกเบี้ยหลังจากวันที่มีคำชี้ขาดที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่ามีการคิดดอกเบี้ยทบต้น นั้น เห็นว่า ตามคำชี้ขาดข้อ 182 อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยถึงความชัดแจ้งของสัญญาการเข้าร่วมข้อ 12 หัวข้อ "ดอกเบี้ยผิดนัด (Default Interest)" ข้อ 12 (บี) ซึ่งระบุว่า "Default Interest (if unpaid) arising on overdue amount will be compounded with the overdue amount from the first anniversary of the date on which such unpaid interest fell due" อันหมายความว่า "ดอกเบี้ยผิดนัด (หากไม่ชำระ) ที่เกิดขึ้นจากเงินที่ค้างชำระนั้น สามารถคิดทบต้นกับเงินที่ค้างชำระได้ในวันครบกำหนดดอกเบี้ยค้างชำระเมื่อครบรอบปีแรก" อนุญาโตตุลาการเห็นว่าข้อสัญญาดังกล่าวทำให้ผู้ร้องสามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ และเห็นด้วยกับผู้ร้องที่ขอให้คิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายปี (Annual Basis) โดยให้เหตุผลว่าจะทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับภาระน้อยที่สุด ดังนี้ คำชี้ขาดในส่วนดังกล่าวจึงมีลักษณะเป็นการนำส่วนของดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดมารวมกับต้นเงินที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณของปีถัดไป อันเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 44 อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ในส่วนนี้ฟังขึ้น

และที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า คำชี้ขาดไม่เป็นไปตามสัญญาการเข้าร่วม เนื่องจากในคำชี้ขาดไม่ได้วินิจฉัยและทำคำชี้ขาดให้หักหนี้ในกรณีที่บริษัท ย. ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. ไป ทำให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ต้องชำระหนี้ซ้ำซ้อนเกินกว่ามูลหนี้ที่แท้จริง โดยอ้างว่าลักษณะของสัญญาการเข้าร่วมเป็นสัญญาค้ำประกันของสัญญาสินเชื่อสะพานเชื่อมปรับโครงสร้าง คำชี้ขาดจึงไม่อยู่ในขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 43 (4) และขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ไว้ตามคำชี้ขาดข้อ 187 ถึง 191 ได้ความว่า ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้และแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้งโดยอาจสรุปได้ 4 ประการ คือ (1) การที่สัญญากำหนดให้ใช้กฎหมายอังกฤษนั้นเป็นการไม่สุจริต สัญญาต่าง ๆ เป็นโมฆะและไม่อาจใช้บังคับได้เนื่องจากขัดต่อกฎหมายไทย (2) ผู้ร้องเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อลวงให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญา ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายและเลิกสัญญา (3) ผู้ร้องมีหน้าที่โดยปริยายที่ต้องฟื้นฟูกิจการบริษัท ย. ให้สำเร็จภายใน 18 เดือน นับแต่วันทำสัญญา เมื่อผู้ร้องผิดหน้าที่ดังกล่าวจึงไม่สามารถเรียกให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 รับผิดได้ และ (4) ข้อกำหนดเกี่ยวกับเบี้ยปรับหรือผลตอบแทนของผู้ร้องที่เท่ากับเบี้ยปรับนั้นไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งจากข้อต่อสู้ในชั้นอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่พบว่าผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ให้การเรื่องการหักหนี้ในส่วนของบริษัท ย. หรือภาระการชำระหนี้ที่ซ้ำซ้อนดังกล่าวเป็นประเด็นไว้ จึงไม่มีประเด็นที่อนุญาโตตุลาการต้องวินิจฉัยและทำคำชี้ขาด นอกจากนี้ข้ออ้างดังกล่าวยังมีส่วนของข้อเท็จจริงที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบรายละเอียดในข้อสัญญาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันเป็นอำนาจของอนุญาโตตุลาการในการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาลไม่อาจก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงของอนุญาโตตุลาการ ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะอุทธรณ์ได้ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 มาตรา 45 เช่นกัน ทั้งเรื่องดังกล่าวก็ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตของสัญญาอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 43 (4) แต่อย่างใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยในข้อนี้

ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อ้างมาเป็นข้อสุดท้ายว่า คำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดเกินขอบเขตคำชี้ขาด โดยผู้ร้องขอให้บังคับการจำนำหุ้นของผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 รวมมาในคำร้อง ทั้งที่ตามคำชี้ขาดไม่ได้บังคับจำนำหุ้นตามสัญญาจำนำหุ้น และผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ก็มิได้เป็นคู่พิพาทตามคำชี้ขาดนั้น เห็นว่า ในข้อนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องขอในส่วนที่เกี่ยวกับสัญญาจำนำหุ้นระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 6 ได้ คงให้เหลือเฉพาะประเด็นการขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และจำหน่ายคดีในส่วนของผู้คัดค้านที่ 3 ถึงที่ 6 ออกจากสารบบความไป ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ในอุทธรณ์คำสั่งของผู้คัดค้านที่ 2 ข้างต้นแล้วว่าคำสั่งดังกล่าวของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ดังนั้น นอกจากประเด็นเรื่องการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด ซึ่งได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน กรณีไม่ปรากฏเหตุอันจะทำให้การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดในส่วนอื่นขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือปรากฏว่าคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในส่วนอื่นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์อ้างแต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์คำพิพากษาของผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

เมื่อสัญญาการเข้าร่วมข้อ 12 กำหนดให้นำดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาร้อยละ 3 คิดทบต้นกับยอดเงินที่ค้างชำระ เป็นข้อตกลงที่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคสอง ดังนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 คงมีหน้าที่ชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 3 ต่อปี แบบไม่ทบต้นของต้นเงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 อันเป็นวันที่อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ร้อง

พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ (ก) เป็นว่า ในส่วนหนี้เงินจำนวน 143,416,077.24 ดอลลาร์สหรัฐให้ผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 ชำระแก่ผู้ร้อง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2558 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมิให้คิดดอกเบี้ยทบต้น และเมื่อคำนวณถึงวันที่ 28 สิงหาคม 2561 ต้องไม่เกินจำนวน 336,072,131.75 ดอลลาร์สหรัฐ ตามคำขอ ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ข้อ (ง) ซึ่งเป็นการนำดอกเบี้ยสะสมเข้าไปรวมกับยอดเงินในข้อ (ก) แล้วคิดดอกเบี้ยทบเข้าไปอีก ส่วนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาตามข้อ (ข) (ค) และ (จ) และนอกจากที่แก้ คงให้เป็นไปตามคำสั่งและคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224
ป.วิ.พ. ม. 179
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2545 ม. 41 ม. 42 ม. 43 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
ผู้คัดค้าน — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
-
ชื่อองค์คณะ
ภัทรศักดิ์ วรรณแสง
ชลิต กฐินะสมิต
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 494/2565
#693458
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ป.พ.พ. มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดานั้น เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ที่จะมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เยาว์ เนื่องจากผู้เยาว์เป็นผู้ที่ยังอ่อนในด้านสติปัญญา ความคิด และร่างกาย ขาดความรู้ ความชำนาญ จึงต้องมีผู้ใช้อำนาจปกครองคอยปกครองดูแลจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ แต่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก นั้น แม้กฎหมายบัญญัติโดยมุ่งที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของผู้เยาว์ เพื่อปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวนอกจากคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาแล้ว ยังคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เยาว์ด้วย เห็นได้ว่าการล่วงละเมิดอำนาจปกครองที่จะเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก มีความหมายแตกต่างจากอำนาจปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1566 ประกอบกับการพรากผู้เยาว์เป็นความผิดทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไม่ได้ ดังนี้ การพรากผู้เยาว์ที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรกได้นั้น ผู้เยาว์ต้องอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามสภาพความเป็นจริงว่าผู้เยาว์อยู่ในความดูแลหรือไม่ หากผู้เยาว์ไปจากการดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเสียแล้ว อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลย่อมขาดตอนหรือสิ้นสุดลง แต่หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอนหรือสิ้นสุดลง

คดีนี้ ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์หนีออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปก่อนเกิดเหตุเกือบ 1 ปี และพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่า ผู้เสียหายที่ 1 ยังใส่ใจดูแลผู้เสียหายที่ 2 อยู่ ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จึงขาดตอนและสิ้นสุดลง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหาให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปค้าประเวณีให้แก่สายลับ จึงไม่เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 4, 9 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 90, 91, 282, 319 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด จำนวน 2 เครื่อง ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 50,000 บาท ได้แก่ ความเสียหายอันเนื่องมาจากถูกละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ จำนวน 10,000 บาท ความเสียหายอันเนื่องมาจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง จำนวน 20,000 บาท และความเสียหายต่อเสรีภาพ จำนวน 20,000 บาท

จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคสอง, 319 วรรคแรก พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (3), 78 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) (เดิม), 52 วรรคสอง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 มาตรา 9 วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย จำคุก 2 ปี ฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี เพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม และฐานส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 52 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานค้ามนุษย์ คงจำคุก 4 ปี รวมจำคุก 5 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 15,000 บาท ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 เฉพาะความผิดฐานค้ามนุษย์ คงจำคุก 4 ปี ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ดของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า ขณะเกิดเหตุนางสาว ล. ผู้เสียหายที่ 2 อายุ 15 ปีเศษ (เกิดวันที่ 6 มกราคม 2546) เป็นบุตรของนางสาว ม. ผู้เสียหายที่ 1 บิดามารดาของผู้เสียหายที่ 2 แยกทางกันตั้งแต่ผู้เสียหายที่ 2 เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เดิมผู้เสียหายที่ 2 อาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 และสามีใหม่ของผู้เสียหายที่ 1 แต่ขณะเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลาเกือบ 1 ปี และไปพักอาศัยอยู่กับนางสาว ย. ไม่ปรากฏชื่อสกุล เพื่อนรุ่นพี่ซึ่งเป็นคนที่แนะนำให้ผู้เสียหายที่ 2 รู้จักกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 ก่อนเกิดเหตุพันตำรวจโท ช. เจ้าพนักงานตำรวจ กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี สืบทราบว่าเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อ ส. มีพฤติการณ์เป็นธุระจัดหาเด็กให้กระทำการค้าประเวณีด้วยวิธีติดต่อส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊กชื่อ ส. พันตำรวจโท ช. จึงวางแผนให้สายลับใช้เฟซบุ๊กชื่อ ค. ส่งข้อความขอซื้อบริการทางเพศไปยังเจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าว จำเลยที่ 1 เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวส่งข้อความสนทนากับสายลับ ตกลงราคาค่าบริการ 1,500 บาท นัดหมายสถานที่ขายบริการทางเพศที่โรงแรม 69 ห้องหมายเลข 3 เจ้าพนักงานตำรวจใช้ธนบัตรฉบับละ 100 บาท และฉบับละ 1,000 บาท ในการล่อซื้อ จำเลยที่ 1 ติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ไปให้บริการทางเพศ โดยจำเลยที่ 1 จะได้ส่วนแบ่งเป็นค่านายหน้าจากผู้เสียหายที่ 2 ต่อมาวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้เสียหายที่ 2 ไปที่ห้องพักหมายเลข 3 เพื่อขายบริการทางเพศ โดยมีเด็กหญิง ป. ไปเป็นเพื่อน เจ้าพนักงานตำรวจให้ผู้เสียหายที่ 2 ติดต่อจำเลยที่ 1 เจ้าของเฟซบุ๊กดังกล่าวให้มารับเงิน จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 มารับเงินแทน เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 และติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ โดยยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อออปโป้ สีชมพู 2 เครื่อง ของจำเลยทั้งสอง และธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 5 ฉบับ เป็นของกลาง คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานค้ามนุษย์ ฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไปซึ่งบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีเพื่อให้บุคคลนั้นกระทำการค้าประเวณี ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปซึ่งบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปี แม้ผู้นั้นจะยินยอม และฐานส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ความผิดฐานดังกล่าวสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติ ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จึงเป็นอันยุติ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดานั้น เป็นบทบัญญัติในหมวด 2 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตร อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บิดามารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ที่จะมีอำนาจจัดการเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้เยาว์ รวมทั้งทรัพย์สินและหนี้สินของผู้เยาว์ ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เยาว์เป็นผู้ที่ยังอ่อนในด้านสติปัญญา ความคิด และร่างกาย ขาดความรู้ ความชำนาญ จึงต้องมีผู้ใช้อำนาจปกครองคอยปกครองดูแลจนกว่าผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ แต่ความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก นั้น แม้กฎหมายบัญญัติโดยมุ่งที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลของผู้เยาว์ เพื่อปกป้องมิให้ผู้ใดมาก่อการรบกวนหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวนอกจากคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดาแล้ว ยังคุ้มครองอำนาจปกครองดูแลของผู้ปกครองและผู้ดูแลผู้เยาว์ด้วย เห็นได้ว่าการล่วงละเมิดอำนาจปกครองที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก มีความหมายแตกต่างจากอำนาจปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1566 ประกอบกับการพรากผู้เยาว์เป็นความผิดทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะขยายความไม่ได้ ดังนี้ การพรากผู้เยาว์ที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 319 วรรคแรกได้นั้น ผู้เยาว์ต้องอยู่ในความปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตามสภาพความเป็นจริงว่าผู้เยาว์อยู่ในความดูแลหรือไม่ หากผู้เยาว์ไปจากการดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเสียแล้ว อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลย่อมขาดตอนหรือสิ้นสุดลง แต่หากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่ผู้เยาว์อยู่ ผู้เยาว์ย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอนหรือสิ้นสุดลง คดีนี้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์หนีออกจากบ้านพักที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาไปก่อนเกิดเหตุเกือบ 1 ปี แม้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความประกอบคำให้การในชั้นสอบสวนว่า ระหว่างผู้เสียหายที่ 2 หายไป สามารถติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ได้เป็นบางครั้ง ทราบว่าพักอาศัยอยู่ในเมืองและทำงานรับจ้างที่ร้านเนื้อย่าง เคยบอกให้ผู้เสียหายที่ 2 กลับมาอยู่ที่บ้าน และผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านไปหลายเดือนจึงติดต่อผู้เสียหายที่ 2 ได้ แต่โจทก์ไม่นำสืบให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ติดต่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา ไม่เคยขาดการติดต่อ และได้พยายามติดตามตัวผู้เสียหายที่ 2 ในข้อนี้ผู้เสียหายที่ 1 กลับเบิกความว่า ปกติไม่ได้ติดต่อผู้เสียหายที่ 2 เท่าไรนัก ประกอบกับผู้เสียหายที่ 1 มีสามีใหม่และมีบุตรต้องเลี้ยงดูอีก 2 คน โดยก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีพฤติการณ์ไปนอนค้างที่บ้านเพื่อนบ่อยครั้ง ผู้เสียหายที่ 1 และสามีใหม่ต้องดุด่าเป็นประจำ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ได้ใช้ความพยายามในการติดต่อหรือติดตามผู้เสียหายที่ 2 ก็ได้ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักรับฟังว่าผู้เสียหายที่ 1 ยังใส่ใจดูแลผู้เสียหายที่ 2 อยู่ ดังนี้ อำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จึงขาดตอนและสิ้นสุดลง ทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ไม่อยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดหาให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปค้าประเวณีให้แก่สายลับ จึงไม่เป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากมารดาเพื่อหากำไรหรือเพื่อการอนาจาร โดยผู้เยาว์นั้นเต็มใจไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 319 วรรคแรก
ป.พ.พ. ม. 1566 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นางสาว ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นางสาววราภรณ์ มณีชื่น
ศาลอุทธรณ์ — นางอรพันท์ เพ็ญตระการ
ชื่อองค์คณะ
จักษ์ชัย เยพิทักษ์
ศิริชัย ศิริชื่นวิจิตร
ชัยยุทธ กลับอำไพ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 492/2565
#682380
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ภายในบ้านพักที่ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 แม้หลังจากจำเลยกระทำชำเราและออกจากบ้านพักดังกล่าวแล้ว จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเพื่อให้เงินและมีการโอบกอดผู้เสียหายที่ 2 แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกันในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุนั้นเอง จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อื่นอันเป็นการพาไปหรือแยกออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน ยังไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 317, 364, 365

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานาง อ. ผู้เสียหายที่ 1 และเด็กหญิง ร. ผู้เสียหายที่ 2 โดยนาง อ. ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินเป็นเงิน 200,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และค่าเสียหายเพราะทำผิดอาญาเป็นทุรศีลธรรมเป็นเงิน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 รวมเป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยกระทำผิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ได้กระทำผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคสอง, 317 วรรคสาม, 365 (1) ประกอบมาตรา 364 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานบุกรุกเคหสถานโดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 12 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุก 7 ปี 12 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองเป็นเงินคนละ 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันกระทำละเมิด (วันที่ 18 ตุลาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เด็กหญิง ร. ผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2550 ขณะเกิดเหตุอายุ 12 ปี 9 เดือนเศษ เป็นบุตรของนาย ธ. กับนาง อ. ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ภายหลังผู้เสียหายที่ 1 กับนาย ธ. เลิกรากัน ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 ที่บ้านไม่ทราบเลขที่ ซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียวทำด้วยปูนมีสภาพเก่า แพทย์หญิงสุริสาเป็นผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลผู้เสียหายที่ 2 ผลการตรวจร่างกายภายนอก ไม่พบร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ผลการตรวจร่างกายภายใน พบรอยฉีกขาดใหม่บริเวณเยื่อพรหมจารีที่ 4 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ไม่พบอสุจิ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 มีอายุเพียง 12 ปีเศษ ผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยรู้จักจำเลยหรือมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนเบิกความเป็นลำดับตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุเห็นจำเลยนั่งดื่มสุราอยู่ในกลุ่มเดียวกับบิดาของผู้เสียหายที่ 2 ใกล้ที่พักของผู้เสียหายที่ 2 จนกระทั่งถูกจำเลยล่วงละเมิดทางเพศโดยมีสาระสำคัญสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ให้การไว้ต่อหน้าพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและนักสังคมสงเคราะห์ ทั้งยังมีผู้เสียหายที่ 1 เบิกความสนับสนุน ซึ่งการถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นเรื่องน่าอับอายเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล หากไม่มีเหตุการณ์ถูกล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้นแล้วผู้เสียหายที่ 2 คงไม่แต่งเรื่องราวขึ้นเพื่อใส่ร้ายปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ แม้หลังเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 2 ไปพบเพื่อนแต่ไม่ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟังทันทีก็ไม่ใช่ข้อพิรุธเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่เมื่อผู้เสียหายที่ 2 พบผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นมารดา ผู้เสียหายที่ 2 ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ผู้เสียหายที่ 1 ทราบในทันทีและมีการแจ้งความดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจในวันเดียวกัน ส่วนที่แพทย์หญิงสุริสาตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ไม่พบตัวอสุจิ แต่พบรอยฉีกขาดใหม่บริเวณเยื่อพรหมจารีที่ 4 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ซึ่งการพบรอยฉีกขาดใหม่แสดงให้เห็นว่าบาดแผลดังกล่าวยังไม่ได้มีการสมานของเนื้อเยื่อ น่าเชื่อว่าเป็นบาดแผลที่เกิดมาไม่เกิน 1 วัน และแพทย์หญิงสุริสายังตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เยื่อพรหมจารีของผู้เสียหายที่ 2 มีการฉีกขาดในลักษณะเป็นเส้นตรงที่บริเวณ 4 นาฬิกา และ 8 นาฬิกา ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในคดีข่มขืนกระทำชำเราแม้ไม่ได้ความว่าแพทย์หญิงสุริสาทำการตรวจด้วยวิธีการใดหรือใช้เครื่องมือใดในการตรวจภายในผู้เสียหายที่ 2 ก็มิได้ทำให้ผลการตรวจชันสูตรร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือตามที่จำเลยฎีกา น่าเชื่อว่าแพทย์หญิงสุริสาทำการตรวจร่างกายผู้เสียหายที่ 2 ตามวิธีทางการแพทย์อย่างถูกต้องและให้ความเห็นตามหลักวิชาโดยไม่มีส่วนได้เสียใด ๆ จึงนำมารับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ส่วนการตรวจไม่พบร่องรอยการถูกทำร้ายนั้น ได้ความจากแพทย์หญิงสุริสาตอบทนายจำเลยถามค้านอีกว่า การถูกมัดหรือรัดด้วยเชือกหากไม่ได้มัดไว้โดยแรงจนทำให้เส้นเลือดฝอยแตกก็อาจไม่พบรอยบวมช้ำ อาจจะเป็นแค่รอยแดง รอยแดงดังกล่าวไม่เกิน 1 วัน ก็สามารถจางหายได้ ฉะนั้น การที่ไม่พบร่องรอยช้ำตามร่างกายของผู้เสียหายที่ 2 จึงไม่ได้ขัดแย้งกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 2 ดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ใช้อาวุธใด ๆ ขู่บังคับผู้เสียหายที่ 2 ให้เกิดความกลัวนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นชายฉกรรจ์อายุ 29 ปี รูปร่างสูงกว่า 175 เซนติเมตร อยู่ในอาการมึนเมาสุราย่อมทำให้ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเพียงเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีเศษ ไม่ได้มีร่างกายใหญ่โตผิดปกติกว่าเด็กผู้หญิงทั่วไปที่จะสู้แรงชายฉกรรจ์ได้และเกิดความกลัวที่ถูกทำร้ายจึงไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ การที่ผู้เสียหายที่ 2 มิได้ร้องขอให้เพื่อนหรือชาวบ้านใกล้เคียงช่วยเหลือจึงไม่เป็นข้อพิรุธ อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุมีการตรวจพบกางเกงชั้นในแบบชายระบุว่าสีฟ้าหรือสีน้ำเงินวางอยู่บนพื้นปลายที่นอนในห้องนอนที่เกิดเหตุ ซึ่งจำเลยให้การในชั้นสอบสวนรับว่าวันเกิดเหตุจำเลยสวมกางเกงชั้นในสีน้ำเงิน แม้รายงานการตรวจเก็บวัตถุพยานเอกสาร ระบุวัตถุพยานที่ตรวจเก็บจากบ้านเกิดเหตุตามข้อ 7.1.5 เป็นกางเกงชั้นใน สีน้ำเงิน ยี่ห้อรอซโซ่ (ของผู้ชาย) แต่ตามบันทึกข้อความเอกสาร ระบุกางเกงชั้นในสำหรับผู้ชาย ยี่ห้อ ROSSO และมีลายมือเขียนตกเติมว่า สีเทา นั้น ได้ความจากพันตำรวจโทพิรุนพัฒน์ ซึ่งทำหน้าที่ตรวจพิสูจน์วัตถุของกลางดังกล่าวตอบโจทก์ถามติงว่า วัตถุพยานที่ทำการตรวจรับต้องเก็บไว้ในซองปิดผนึก หากมีร่องรอยการเปิดปิดไม่เรียบร้อยจะส่งคืนไม่ทำการตรวจให้ กางเกงชั้นในผู้ชายสีกรมท่าคือตัวเดียวกับที่บรรจุในซองหีบห่อที่ส่งตรวจดีเอ็นเอ แม้พันตำรวจโทพิรุนพัฒน์มิได้ตรวจเก็บวัตถุพยานดังกล่าวด้วยตนเองแต่การตรวจเก็บทำโดยพนักงานสอบสวนร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจของศูนย์นิติวิทยาศาสตร์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนและไม่มีส่วนได้เสียในคดี น่าเชื่อว่าปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาโดยจัดเก็บวัตถุพยานที่พบใส่ซองปิดผนึกเรียบร้อยก่อนนำส่งตรวจพิสูจน์ต่อไป เมื่อผลการตรวจพิสูจน์เสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีดำขอบสีแดง เสื้อชั้นในสตรีสีขาว กางเกงชั้นในผู้ชายสีกรมท่า และธนบัตรฉบับละ 100 บาท ของกลาง พบสารพันธุกรรม (DNA) ลักษณะปนเปื้อนของบุคคลมากกว่าหนึ่งคนติดอยู่ แต่เป็นสารพันธุกรรม (DNA) ที่เข้ากันได้กับสารพันธุกรรม (DNA) ของจำเลย จึงน่าเชื่อว่ากางเกงชั้นในสำหรับผู้ชายเป็นตัวเดียวกับกางเกงชั้นในผู้ชายสีกรมท่าที่ส่งและมีการตรวจพิสูจน์ เพียงแต่เขียนตกเติมระบุสีผิดไปเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นจำเลยนำสืบเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์โดยรับว่าเข้าไปในบ้านที่เกิดเหตุจริง แต่อ้างลอย ๆ ว่าเป็นเพราะตนเมาสุรา พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปในห้องนอนที่เกิดเหตุภายในบ้านที่พักอาศัยของผู้เสียหายทั้งสองแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นเด็ก แต่สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า "พราก" ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายความว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน หรือแยกออกไป ดังนั้น คำว่า "พราก" ในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาโดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงหมายความว่าพาไปหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลของบิดามารดาเด็กถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบิดามารดาเด็กไม่รู้เห็นยินยอมด้วย อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดาเด็ก เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 ภายในบ้านพักที่ผู้เสียหายที่ 2 พักอาศัยอยู่กับผู้เสียหายที่ 1 แม้จะได้ความว่าหลังจากที่จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 และออกจากบ้านพักดังกล่าวแล้ว จำเลยเรียกให้ผู้เสียหายที่ 2 ออกจากบ้านเพื่อให้เงินและมีการโอบกอดผู้เสียหายที่ 2 ดังที่ผู้เสียหายที่ 2 ให้การต่อพนักงานสอบสวน แต่การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องกันในบริเวณบ้านที่เกิดเหตุนั้นเอง จำเลยมิได้พาผู้เสียหายที่ 2 ไปที่อื่นอันเป็นการพาไปหรือแยกออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ที่ทำให้อำนาจปกครองดูแลของผู้เสียหายที่ 1 ถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือน การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดต่อผู้เสียหายที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทนเป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม และยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันกระทำละเมิด (วันที่ 18 ตุลาคม 2562) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
ผู้ร้อง — นาง อ. กับพวก
จำเลย — นาย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนาทวี — นางสาวพนิดา พงศ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายกอบเดช วรสิงห์
ชื่อองค์คณะ
สมชาติ ธัญญาวินิชกุล
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 468/2565
#682229
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินขึ้นตามที่โจทก์ขอร้องให้ช่วยเหลือเพื่อโจทก์นำไปใช้แสดงแก่ภริยาให้เชื่อว่าโจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินตามสัญญากู้ดังกล่าวเท่านั้น โดยไม่มีการกู้เงินและรับเงินตามสัญญากันจริง สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดจากการแสดงเจตนาลวงของคู่กรณีตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญากู้เงินมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองกับโจทก์เคยเป็นเพื่อนร่วมงานและมีความสนิทสนมกัน ประมาณต้นปี 2560 โจทก์ร่วมลงทุนทำกิจการร้านอาหารกับจำเลยที่ 2 จำนวน 500,000 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ในช่วงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 รวม 6 ครั้ง เป็นเงินรวม 455,000 บาท และชำระค่าสินค้าเข้าร้านด้วยบัตรเครดิตเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 อีกจำนวน 45,213 บาท ต่อมาวันที่ 2 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เงินกับโจทก์จำนวน 500,000 บาท กำหนดชำระคืนภายในวันที่ 5 กันยายน 2561 โดยในสัญญามีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแต่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในสัญญาระบุในฐานะเป็นพยาน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์มีสัญญากู้เงินมาเป็นพยานแต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบรับว่า เงินจำนวน 500,000 บาท ที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยที่ 2 ไปนั้น เป็นเงินที่โจทก์ร่วมลงทุนทำร้านอาหารกับจำเลยที่ 2 จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินที่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองกู้ยืมไปตามที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าหลังจากร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ร่วมลงทุนจึงขอเงินที่ได้ลงทุนไปคืน จำเลยที่ 2 ยินยอม แต่จำเลยที่ 2 ไม่มีเงินคืนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงขอให้ทำเป็นสัญญากู้เงินนั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งยังขัดต่อเหตุผลกล่าวคือ โจทก์เบิกความว่าร้านอาหารที่โจทก์ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 เริ่มเปิดขายวันที่ 16 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าเดือดร้อนเรื่องซื้อสุราเข้าร้าน โจทก์จึงให้จำเลยที่ 2 นำบัตรเครดิตของโจทก์ชำระค่าสินค้าดังกล่าวจำนวน 45,213 บาท ต่อมาจำเลยที่ 2 แจ้งโจทก์ว่าขายหุ้นยังไม่หมด หมุนเงินไม่ทัน และหลังจากโจทก์จ่ายเงินร่วมลงทุนครบถ้วนแล้ว เมื่อถามถึงยอดเฉลี่ยการขาย จำเลยที่ 2 แจ้งว่าขายได้วันละ 1,000 ถึง 2,000 บาท และในวันที่ 9 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 2 ขอยืมเงินโจทก์ 20,000 บาท เพื่อจ่ายค่าเช่าร้าน พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่าการดำเนินกิจการร้านอาหารที่โจทก์ร่วมลงทุนอยู่ในสภาวะไม่มีเงินทุนหมุนเวียนและขาดทุนมาตลอดตั้งแต่เริ่มดำเนินการ ทั้งยังขาดทุนถึงขนาดจำเลยที่ 2 ต้องกู้เงินโจทก์เพื่อจ่ายค่าเช่าร้าน ซึ่งโดยปกติในทางการค้าหากกิจการอยู่ในภาวะขาดทุนหุ้นส่วนหรือผู้ร่วมลงทุนทุกคนจะต้องร่วมรับภาระการขาดทุนตามสัดส่วนที่ตนลงหุ้นย่อมไม่มีหุ้นส่วนคนใดยอมที่จะนำเงินส่วนตัวมาคืนทุนให้แก่ผู้ร่วมลงทุน ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าภายหลังร้านอาหารที่ร่วมลงทุนกันนั้นขาดทุนจนถึงขนาดต้องเลิกกิจการและเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ให้เช่าไปแล้วด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ยินยอมที่จะคืนเงินที่โจทก์ร่วมลงทุนให้แก่โจทก์ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ประกอบกับจำเลยทั้งสองก็นำสืบหักล้างถึงที่มาในการทำสัญญากู้เงินว่า จำเลยทั้งสองและโจทก์มีความสนิทสนมกัน โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองว่าโจทก์นำเงินมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 2 โดยไม่ได้บอกกล่าวแก่ภริยาให้ทราบโจทก์จึงขอร้องให้จำเลยทั้งสองช่วยทำสัญญากู้เงินเพื่อจะนำไปแสดงให้ภริยาเชื่อว่าโจทก์ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินไปเพื่อโจทก์ไม่ต้องเลิกร้างกับภริยา จำเลยที่ 1 จึงยอมลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ในสัญญากู้เงินเพื่อช่วยเหลือตามที่โจทก์ขอร้อง โดยไม่มีเจตนาที่จะผูกพันตามสัญญากู้เงินเพราะไม่ได้มีการกู้เงินกันจริง และไม่เคยได้รับเงินตามสัญญากู้เงินจากโจทก์ พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่นำสืบมาจึงสอดคล้องกับเหตุผลและมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินขึ้นตามที่โจทก์ขอร้องให้ช่วยเหลือเพื่อโจทก์นำไปใช้แสดงแก่ภริยาให้เชื่อว่าโจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสองกู้เงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าวเท่านั้นโดยไม่มีการกู้เงินและรับเงินตามสัญญากันจริง สัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเกิดจากการแสดงเจตนาลวงของคู่กรณีตกเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธินำสัญญากู้เงินมาฟ้องเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 155 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — นางสาว ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระ มหธรรม
ศาลอุทธรณ์ — นางกันยารัตน์ ดำรงรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีรภัทร ไพบูลย์วัฒนกิจ
สันทัด สุจริต
อรพงษ์ ศิริกานต์นนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2565
#683701
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 2 เข้าไปติดต่อกับครอบครัวของโจทก์ทั้งสอง จนครอบครัวโจทก์ทั้งสองทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 กับสมาชิกในทีมดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองกับครอบครัวทำใบคำขอเอาประกันชีวิตยื่นต่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 ออกใบรับเงินชั่วคราวแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้นำกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 9 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้ มามอบให้แก่โจทก์ทั้งสองและครอบครัว เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่า สามารถเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ใหม่ ทุนประกันเท่าเดิม แต่จะได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่าเดิม ย่อมเป็นเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และถือได้ว่าเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจตัวแทนประกันชีวิตที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว พนักงานอัยการจะฟ้องเป็นคดีอาญา และศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว แต่คดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความด้วย ทั้งการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ประเด็นในคดีนี้จึงมีว่า จำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวในฐานะที่เป็นตัวแทนจำเลยที่ 1 หรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทจึงต่างจากคดีอาญา ไม่จำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ทั้งสองให้ลงลายมือชื่อในหนังสือบอกกล่าวเวนคืนกรมธรรม์เพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์และขอรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ และนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 อนุมัติ ก็รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์และออกใบรับเงินชั่วคราวในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นหลักฐานการรับชำระค่าเบี้ยประกันภัยสำหรับการเปลี่ยนแบบหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ตามที่เสนอขายแก่โจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะเบียดบังเอาเงินดังกล่าวไปและไม่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทน หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในฐานะตัวการไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 และ พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 70/1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7

แม้ตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 71 วรรคสอง ตัวแทนประกันชีวิตไม่อาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามบริษัท และมีผลให้การชักชวนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คำเสนอในการทำสัญญาประกันชีวิต แต่การชักชวนให้โจทก์ทั้งสองเปลี่ยนหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่โดยเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม เพื่อนำเงินมาชำระเป็นเบี้ยประกันภัย เป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ถือเป็นคำเสนออย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองตกลงจึงเป็นคำสนองและเกิดสัญญาต่างตอบแทนขึ้น โดยโจทก์ทั้งสองเมื่อได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แล้ว ก็ต้องชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องออกกรมธรรม์ประกันภัยแบบเดิมให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยที่ 2 ให้สัญญาไว้ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความในการใช้สิทธิเรียกร้องในกรณีดังกล่าวไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 โดยโจทก์ทั้งสองอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องต่อจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์และส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จนครบถ้วน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 จึงยังไม่ขาดอายุความ

เมื่อสัญญาต่างตอบแทนมีสภาพบังคับได้และมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการ โจทก์ทั้งสองย่อมมีคำขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามคำขอท้ายฟ้องได้ อย่างไรก็ดีเมื่อนับถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ กรมธรรม์ 2 ฉบับแรก จะครบกำหนดความคุ้มครองแล้ว ส่วนกรมธรรม์อีก 2 ฉบับ แม้จะยังไม่ครบกำหนด แต่เมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กรรมธรรม์อีก 2 ฉบับ ก็จะครบกำหนดความคุ้มครองแล้วเช่นกัน น่าเชื่อว่าการที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้ก็เพื่อที่จะเรียกร้องเอาผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากโจทก์ทั้งสองถือกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ไว้จนครบกำหนดแล้วเป็นสำคัญ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากกรมธรรม์ทั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ อันเป็นการกำหนดค่าเสียหายเต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ว กรณีย่อมไม่จำเป็นต้องบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกต่อไป

ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองในคดีนี้เท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากไม่มีการเวนคืนกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ แล้ว เพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำซ้อนกับคำพิพากษาในคดีอาญาที่ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แก่โจทก์ทั้งสอง ดังนั้น หากโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวเพียงใด ก็ให้นำมาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3,000,000 บาท พร้อมเงินปันผลอีก 574,950 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 10/1 (มีเงินปันผล) มีจำนวนเบี้ยประกันหรือทุนประกัน 2,874,750 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท พร้อมรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767) โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นคุ้มครองและสิ้นสุดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 7,000,000 บาท พร้อมเงินปันผล 1,341,550 บาท หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 10/1 (มีเงินปันผล) มีจำนวนเบี้ยประกันหรือทุนประกัน 6,707,750 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เงินเอาประกันภัย 7,000,000 บาท พร้อมรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781) โดยมีระยะเวลาเริ่มต้นคุ้มครองและสิ้นสุดตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิมแก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมเงินปันผล 2,288,520 บาท และเงินปันผลอีกปีละ 190,710 บาท ติดต่อกันไป 3 ปี หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) จำนวนทุนประกัน 9,535,500 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และมีจำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท โดยให้มีระยะเวลาเริ่มต้นและคุ้มครองสิ้นสุดรายละเอียดต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327) แก่โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 10,000,000 บาท พร้อมเงินปันผล 2,264,400 บาท และเงินปันผลอีกปีละ 188,700 บาท ติดต่อกันไป 3 ปี หรือให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยแบบทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) จำนวนทุนประกัน 9,435,000 บาท พร้อมเงินปันผลอัตราร้อยละ 2 ต่อปี และมีจำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท โดยให้มีระยะเวลาเริ่มต้นและคุ้มครองสิ้นสุด รายละเอียดต่าง ๆ ตามกรมธรรม์ประกันภัยฉบับเดิม (กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224) แก่โจทก์ที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,205,020 บาท แก่โจทก์ที่ 1 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หรือจำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยฉบับต่าง ๆ ให้โจทก์ที่ 1 ตามที่โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,264,400 บาท แก่โจทก์ที่ 2 นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 หรือจำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ประกันภัยให้โจทก์ที่ 2 ตามที่โจทก์ที่ 2 ขอ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 10,054,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2548 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 14,414,959.40 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2549 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 25,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจประกันชีวิต จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2547 ถึงเดือนธันวาคม 2547 โจทก์ทั้งสองและครอบครัวทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ ฉบับที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 วันเริ่มสัญญาประกันภัย 22 มีนาคม 2547 แบบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ปันผล 10 (มีเงินปันผล) วันทำสัญญาประกันภัย 24 มีนาคม 2547 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท วันครบกำหนดสัญญาประกันภัย 22 มีนาคม 2557 เบี้ยประกันภัย 2,874,750 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ฉบับที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 วันเริ่มสัญญาประกันภัย 5 เมษายน 2547 แบบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ปันผล 10 (มีเงินปันผล) วันทำสัญญาประกันภัย 7 เมษายน 2547 จำนวนเงินเอาประกันภัย 7,000,000 บาท วันครบกำหนดสัญญาประกันภัย 5 เมษายน 2557 เบี้ยประกันภัย 6,707,750 บาท ชำระเบี้ยประกันภัยครบถ้วนแล้ว ฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 9 เป็นสัญญาประกันชีวิตแบบกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) ที่ผู้เอาประกันภัยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยเพียง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อจำเลยที่ 1 รับทำสัญญาประกันชีวิต ครั้งที่ 2 เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 แล้วจำเลยที่ 1 จะให้ความคุ้มครองจนครบปีที่ 15 จ่ายปันผลหรือดอกเบี้ยให้แก่ผู้เอาประกันภัยในอัตราร้อยละ 2 ของจำนวนเงินค่าเบี้ยประกันภัยตลอดไปจนครบปีที่ 15 เป็นประจำทุกปี และเมื่อครบ 15 ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินคืนตามจำนวนเงินเอาประกันภัยที่ทำไว้ หรือหากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตก่อนครบสัญญาจำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัยให้แก่ทายาทต่อไป โดยฉบับที่ 3 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257812 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 96,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 48,000 บาท และครั้งที่ 2 อีก 48,000 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 4 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257800 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 2 จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 95,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 47,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 47,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 5 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257796 ผู้เอาประกันภัยคือนางสาวอุมาพร จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 95,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 47,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 47,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 6 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101257824 ผู้เอาประกันภัยคือนางสาวมณี จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท เบี้ยประกันภัย 95,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 47,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 47,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 7 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104119089 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 2,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 1,911,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 955,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 955,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 กรมธรรม์ประกันภัยฉบับนี้โจทก์ที่ 1 ไม่ติดใจเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง ฉบับที่ 8 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 1 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 9,535,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 4,767,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 4,767,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 ฉบับที่ 9 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 ผู้เอาประกันภัยคือโจทก์ที่ 2 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท เบี้ยประกันภัย 9,435,000 บาท ชำระครั้งแรกวันทำสัญญา 4,717,500 บาท และครั้งที่ 2 อีก 4,717,500 บาท เมื่อครบกำหนดปีที่ 2 สัญญาประกันชีวิตฉบับที่ 3 ถึงที่ 9 ชำระค่าเบี้ยประกันภัยครั้งแรกครบถ้วนแล้ว ต่อมาโจทก์ทั้งสองขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยต่อจำเลยที่ 1 จำนวน 4 ฉบับ คือ กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 จำนวนเงินเอาประกันภัย 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จำนวนเงิน 2,593,973 บาท ให้โจทก์ที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 จำนวนเงินเอาประกันภัย 7,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 21 มิถุนายน 2549 จำนวนเงิน 6,048,575 บาท ให้โจทก์ที่ 1 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จำนวนเงิน 2,929,843.66 บาท ให้โจทก์ที่ 1 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 จำนวนเงินเอาประกันภัย 10,000,000 บาท จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคาร ก. ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 จำนวนเงิน 2,840,567.74 บาท ให้โจทก์ที่ 2 โจทก์ทั้งสองร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยที่ 2 กล่าวหาว่าหลอกลวงให้โจทก์ทั้งสองเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยที่โจทก์ทั้งสองทำไว้ต่อจำเลยที่ 1 และหลอกลวงเอาเงินที่จำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวไป จากนั้นต้นปี 2556 พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 คดีนี้เป็นจำเลยต่อศาลอาญาในคดีหมายเลขดำที่ อ.2385/2556 ข้อหาฉ้อโกง ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม เอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ รวม 14,414,959.40 บาท แก่โจทก์ทั้งสอง

กรณีเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ต้องผูกพันร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ชักชวนให้บุคคลทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 จัดการเบื้องต้นให้บุคคลยื่นคำขอเอาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวมทั้งเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 เข้าไปติดต่อกับโจทก์ทั้งสองตั้งแต่โจทก์ที่ 1 สนใจจะทำสัญญาประกันชีวิตฉบับแรกกับจำเลยที่ 1 ตามคำชักชวนของนางสาวจิตติมา ญาติของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ทีมเดียวกับจำเลยที่ 2 มีสามีของจำเลยที่ 2 เป็นหัวหน้าทีม จนครอบครัวของโจทก์ทั้งสองทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยที่ 1 รวม 9 ฉบับ โดยจำเลยที่ 2 ร่วมกับสมาชิกในทีมดำเนินการให้โจทก์ทั้งสองและครอบครัวทำใบคำขอเอาประกันชีวิตยื่นต่อจำเลยที่ 1 รับเงินค่าเบี้ยประกันภัยแทนจำเลยที่ 1 รวมทั้งออกใบรับเงินชั่วคราวของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้นำกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 9 ฉบับ ที่จำเลยที่ 1 ออกให้มาส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสองและครอบครัว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งแก่โจทก์ทั้งสองว่าสามารถเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ ทุนประกันภัยเท่าเดิม แต่จะทำให้ได้รับความคุ้มครองที่ดีกว่าเดิม อันเป็นการชักชวนให้โจทก์ทั้งสองทำสัญญาประกันชีวิตรูปแบบใหม่กับจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นเหตุอันสมควรที่ทำให้โจทก์ทั้งสองเชื่อโดยสนิทใจว่าเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และถือได้ว่าเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจตัวแทนประกันชีวิตที่จำเลยที่ 1 มอบหมาย แม้การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวพนักงานอัยการจะฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีอาญาในความผิดฐานฉ้อโกง ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยมีโจทก์ทั้งสองเป็นผู้เสียหาย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ และศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดตามฟ้องจนคดีถึงที่สุดไปแล้วก็ตาม แต่คดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นคู่ความด้วย ทั้งการฟ้องคดีนี้เป็นการฟ้องเพื่อให้จำเลยที่ 1 รับผิดในการกระทำของจำเลยที่ 2 ในฐานะที่เป็นตัวแทนประกันชีวิตของจำเลยที่ 1 ประเด็นแห่งคดีมีว่าจำเลยที่ 2 กระทำการดังกล่าวในฐานะที่เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ มิใช่จำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้จึงแตกต่างจากคดีอาญา การพิพากษาคดีนี้ในส่วนของจำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องถือเอาข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 หลอกลวงโจทก์ทั้งสองให้ลงลายมือชื่อในหนังสือบอกกล่าวเพื่อขอเวนคืนกรมธรรม์และขอรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ แล้วนำไปยื่นต่อจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 อนุมัติให้เวนคืนก็ดำเนินการรับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยและออกใบรับเงินชั่วคราวในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นหลักฐานการรับชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับการเปลี่ยนแบบหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ตามที่ได้เสนอขายแก่โจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ส่วนตนและไม่ส่งมอบแก่จำเลยที่ 1 ก็เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการต้องไปว่ากล่าวเอากับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทน หาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นจากความรับผิดต่อบุคคลภายนอกในฐานะที่เป็นตัวการแต่อย่างใดไม่ จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องผูกพันและรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในการกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ได้กระทำไปภายในขอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 และตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 70/1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ถึงแม้ว่าพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ.2535 มาตรา 71 วรรคสอง กำหนดว่าตัวแทนประกันชีวิตไม่อาจทำสัญญาประกันชีวิตในนามบริษัท และมีผลให้การชักชวนของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่คำเสนอในการทำสัญญาประกันชีวิตก็ตาม แต่โดยลักษณะของการชักชวนดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาที่มุ่งหมายให้โจทก์ทั้งสองผู้ถูกชักชวนตอบตกลงที่จะทำคำขอเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ประกันภัยหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่โดยเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม 4 ฉบับ เพื่อนำเงินมาชำระเป็นเบี้ยประกันภัย อันเป็นการก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จึงถือเป็นคำเสนออย่างหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสองตกลงจึงเป็นคำสนองและเกิดเป็นสัญญาต่างตอบแทนขึ้น แม้จะมิใช่สัญญาประกันชีวิต แต่ก็เป็นสัญญาที่มีผลผูกพันและก่อให้เกิดหนี้ระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเมื่อได้รับเงินจากการเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม 4 ฉบับ แล้ว ก็ต้องชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ ส่วนจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องพิจารณาการขอเปลี่ยนหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยใหม่ภายในเวลาอันสมควรว่าจะรับประกันภัยหรือไม่ หากไม่รับก็ต้องคืนเงินค่าเบี้ยประกันภัย แต่สำหรับคดีนี้ต้องออกเป็นกรมธรรม์ประกันภัยแบบเดิมให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนได้สัญญาไว้ ซึ่งการใช้สิทธิเรียกร้องในกรณีดังกล่าวกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดสิบปีตามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ส่วนปัญหาว่าอายุความเริ่มนับตั้งแต่เมื่อใดนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 บัญญัติให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ซึ่งกรณีการขอเปลี่ยนแบบหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ โจทก์ทั้งสองจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยใหม่โดยการขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิมแล้วนำเงินที่ได้มาชำระเป็นเบี้ยประกันภัยให้ครบถ้วนเสียก่อน หลังจากนั้นบริษัทประกันจึงจะพิจารณาคำขอ ดังนั้น โจทก์ทั้งสองจะบังคับตามสิทธิเรียกร้องของตนต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับประกันได้ก็ต่อเมื่อโจทก์ทั้งสองได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ และส่งมอบแก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 จนครบถ้วนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ ครั้งสุดท้ายวันที่ 14 กรกฎาคม 2549 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสองจึงอาจบังคับได้ตั้งแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไป เมื่อนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 ยังไม่เกินกำหนดสิบปี ฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า คำขอให้จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์ประกันภัยทั้งสี่ฉบับและชดใช้เงินตามผลตอบแทนที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับตามคำขอท้ายฟ้องบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ดังได้วินิจฉัยแล้วว่าการที่จำเลยที่ 2 ชักชวนจนกระทั่งโจทก์ทั้งสองตกลงเปลี่ยนแบบกรมธรรม์ประกันภัยหรือซื้อกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่และขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยเดิม 4 ฉบับ เพื่อนำเงินมาชำระเป็นค่าเบี้ยประกันภัย และต่อมาจำเลยที่ 2 แจ้งว่าไม่สามารถทำกรมธรรม์ประกันภัยแบบใหม่ได้และจะทำเป็นแบบเดิมให้โดยไม่ต้องทำคำขอใหม่ ถือเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่มีสภาพบังคับได้และผูกพันจำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการ โจทก์ทั้งสองย่อมสามารถมีคำขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้ แต่เมื่อพิจารณาตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้วจะเห็นได้ว่า โจทก์ทั้งสองมีคำขอประการแรกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับหากกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ หรือประการที่สองขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบกรมธรรม์ที่มีจำนวนเงินเอาประกันภัย ผลประโยชน์ เงื่อนไข ระยะเวลาเริ่มต้นคุ้มครองและคุ้มครองสิ้นสุด รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ เหมือนกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ทุกประการ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาคุ้มครองตามกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ แล้ว กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 จะครบกำหนดในวันที่ 22 มีนาคม 2557 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 จะครบกำหนดในวันที่ 5 เมษายน 2557 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 จะครบกำหนดในวันที่ 15 ธันวาคม 2562 กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 จะครบกำหนดในวันที่ 24 ธันวาคม 2562 เมื่อนับถึงวันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 จะครบกำหนดแล้ว ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 นั้น แม้จะยังไม่ครบกำหนด ณ วันที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ แต่ก็จะเหลือระยะเวลาความคุ้มครองอีกเพียง 3 ปีเศษเท่านั้น และเมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กรมธรรม์ประกันภัยพิพาททั้ง 2 ฉบับดังกล่าว ก็จะครบกำหนดแล้ว เช่นกัน น่าเชื่อว่าการที่โจทก์ทั้งสองมาฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ ก็เพื่อที่จะเรียกร้องเอาผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากโจทก์ทั้งสองถือกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ไว้จนครบกำหนดแล้วเป็นสำคัญ จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ ในส่วนนี้โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า กรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 เป็นกรมธรรม์แบบทรัพย์ปันผล 10 (มีเงินปันผล) ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 10 ปี และทุก ๆ ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันและเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเอาประกัน 10 ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินคืนแก่โจทก์ที่ 1 เต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกัน ส่วนกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 เป็นกรมธรรม์แบบทรัพย์ปันผล 15/2 (มีเงินปันผล) ซึ่งให้ความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 15 ปี และทุก ๆ ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกัน และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาเอาประกัน 15 ปี จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินคืนแก่โจทก์ทั้งสองเต็มตามจำนวนเงินที่เอาประกัน แม้ตามตารางกรมธรรม์ ในข้อกำหนดการจ่ายผลประโยชน์ ข้อ 3 เงินปันผล จะระบุถึงเงื่อนไขในการจ่ายเงินปันผลไว้ในทำนองเดียวกันว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลตามที่บริษัทพิจารณากำหนดในแต่ละปี แต่เมื่อนายวสันต์ พนักงานของจำเลยที่ 1 เบิกความตอบศาลถามแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินปันผลสำหรับกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ตามผลประกอบการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะประกาศให้ลูกค้าทราบเป็นรายปี โดยมิได้นำสืบให้เห็นว่า แต่ละปีจำเลยที่ 1 จ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้เอาประกันภัยในอัตราเท่าใดแน่ ทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 โดยเฉพาะ และง่ายต่อการนำสืบ นอกจากนี้นายวสันต์ยังเบิกความต่อไปอีกว่า จำเลยที่ 1 มีผลกำไรทุกปี จำเลยที่ 1 จึงจ่ายเงินปันผลให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยประเภทนี้ทุกปี ที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเท่ากับผลรวมของจำนวนเงินที่เอาประกันและเงินผลประโยชน์ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปีของเบี้ยประกันภัยแต่ละฉบับตลอดระยะเวลาเอาประกัน เห็นว่าเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101141767 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 3,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 2,874,750 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 57,495 บาท ผลประโยชน์ 10 ปี รวมเป็นเงิน 574,950 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าเสียหายสำหรับกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 รวม 3,574,950 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ K 101147781 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 7,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 6,707,750 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 134,155 บาท ผลประโยชน์ 10 ปี รวมเป็นเงิน 1,341,550 บาท จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าเสียหายสำหรับกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 รวม 8,341,550 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 10,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 9,535,000 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 190,700 บาท มิใช่ 190,710 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองบรรยายมาในฟ้อง สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 เป็นจำนวนเงินเอาประกัน 10,000,000 บาท เงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ของเบี้ยประกันภัย 9,435,000 บาท คิดเป็นเงินผลประโยชน์ปีละ 188,700 บาท แม้โจทก์ทั้งสองจะมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายในส่วนของผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 แก่โจทก์ที่ 1 และกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 แก่โจทก์ที่ 2 คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 12 ปี เป็นเงิน 2,288,520 บาท (ที่ถูก 2,288,400) และ 2,264,400 บาท และผลประโยชน์ในอัตรา 190,710 (ที่ถูก 190,700 บาท) และ 188,700 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปอีก 3 ปี แต่เมื่อนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา กรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวจะครบกำหนดระยะเวลาเอาประกัน 15 ปีแล้ว ดังนี้ เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษาของโจทก์ทั้งสองเป็นไปโดยเหมาะสมและเพียงพอต่อการเยียวยาความเสียหายตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 39 กำหนดค่าเสียหายสำหรับผลประโยชน์ตามกรมธรรม์ทั้ง 2 ฉบับ โดยนำเอาผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองขอมานับถัดจากวันฟ้องอีก 3 ปี มารวมคำนวณเข้าด้วย สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104136327 เงินผลประโยชน์ 15 ปี คิดเป็นเงิน 2,860,500 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 ตามกรมธรรม์ฉบับดังกล่าว 12,860,500 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันภัยเลขที่ B 104173224 เงินผลประโยชน์ 15 ปี คิดเป็นเงิน 2,830,500 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 2 ตามกรมธรรม์ดังกล่าว 12,830,500 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,777,000 บาท และเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 12,830,500 บาท และเมื่อเป็นหนี้เงิน โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันผิดนัด แต่เมื่อโจทก์ทั้งสองมีคำขอให้คิดดอกเบี้ยเฉพาะสำหรับต้นเงิน 24,205,020 บาท (ที่ถูก 24,204,900 บาท) และ 12,264,400 บาท โดยมิได้มีคำขอให้คิดดอกเบี้ยสำหรับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองเรียกนับถัดจากวันฟ้อง เมื่อศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายคำนวณถึงวันฟ้องแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24,204,900 บาท และสำหรับโจทก์ที่ 2 จำนวน 12,264,400 บาท จึงเห็นควรกำหนดดอกเบี้ยแก่โจทก์ทั้งสองสำหรับต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และเมื่อศาลฎีกากำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ยังคงมีผลใช้บังคับ เต็มตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองแล้ว กรณีย่อมไม่จำต้องบังคับตามคำขอของโจทก์ทั้งสองที่ให้จำเลยที่ 1 ออกกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ ให้แก่โจทก์ทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2385/2556 ของศาลอาญาและศาลอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.3531/2556 ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์แก่โจทก์ทั้งสอง 14,414,959.40 บาท การที่ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายในคดีนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่ากับผลประโยชน์ที่โจทก์ทั้งสองควรจะได้รับหากไม่มีการเวนคืนกรมธรรม์พิพาททั้ง 4 ฉบับ แล้ว ดังนี้ เพื่อมิให้เป็นการซ้ำซ้อนกัน หากโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาดังกล่าวเพียงใดก็ต้องนำมาหักกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองในคดีนี้

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี... และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดฉบับดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิมแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า หนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี... และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติในมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์ทั้งสองยังคงมีสิทธิคิดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 24,777,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,204,900 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงิน 12,830,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 12,264,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 สำหรับดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ และโดยมีเงื่อนไขว่า หากโจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.3531/2556 ของศาลอาญาเพียงใด ก็ให้โจทก์ทั้งสองได้รับชำระหนี้น้อยลงเพียงนั้น ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 820
ป.วิ.พ. ม. 145 (2)
พ.ร.บ.ประกันชีวิต พ.ศ.2535 ม. 70/1 ม. 71 วรรคสอง
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ม. กับพวก
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมชนก ปิยะสุวรรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายประทีป เหมือนเตย
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
กาญจนา ชัยคงดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2565
#680203
เปิดฉบับเต็ม

ในการผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาในสัญญาและไม่ครบจำนวนหลายครั้ง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ โจทก์ก็ยอมรับชำระไว้ทุกครั้งโดยไม่ได้ทักท้วง พฤติการณ์ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสาระสำคัญ กรณีจึงถือว่าเป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งถึงกำหนดชำระหนี้โดยพลัน และจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องเตือนให้ชำระหนี้ก่อน แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 29 มีนาคม 2562 และวันที่ 1 เมษายน 2562 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือในวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 และต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2562 ซึ่งภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เองในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 กรณีจึงถือได้ว่า เป็นการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,382,773.13 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,256,612.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแทนแก่โจทก์ 1,256,612.37 บาท พร้อม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกิน 60 วัน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 เป็นเวลา 60 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีกา ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 3,000,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ เอ็ม อาร์ อาร์ บวก 6.75 ต่อปี หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดร้อยละ 18 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ 104,600 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 มีนาคม 2560 และงวดต่อ ๆ ไปทุกวันที่ 10 ของเดือน กำหนดชำระเสร็จสิ้นภายใน 3 ปี นับจากวันรับเงินกู้ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในวงเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ผิดนัดต่อโจทก์เมื่อใด และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า ข้ออ้างของโจทก์สอดคล้องกับรายการชำระหนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ในการผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดเวลาในสัญญาและไม่ครบจำนวนหลายครั้ง แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ โจทก์ก็ยอมรับชำระไว้ทุกครั้งโดยไม่ได้ทักท้วง พฤติการณ์ย่อมแสดงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ถือเอากำหนดเวลาในสัญญาเป็นสาระสำคัญ กรณีจึงถือว่าเป็นหนี้ไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งถึงกำหนดชำระหนี้โดยพลัน และจะถือว่าลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องเตือนให้ชำระหนี้ก่อน แต่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และมาตรา 204 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า หลังจากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ในวันที่ 29 มีนาคม 2562 และวันที่ 1 เมษายน 2562 แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก โจทก์จึงมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ทั้งหมดภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ โดยจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือในวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ จึงถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 และต้องรับผิดในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดนับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2562 ซึ่งภายหลังจากจำเลยที่ 1 ผิดนัด โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แล้วเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 โดยจำเลยที่ 2 ได้รับไว้เองในวันที่ 10 สิงหาคม 2562 กรณีจึงถือได้ว่า เป็นการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการผิดนัดของจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด อันเป็นการที่โจทก์ได้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 วรรคหนึ่ง แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวมทั้งดอกเบี้ยที่ค้างชำระเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในส่วนดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ชำระเพียงหกสิบวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2562 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,206,726.50 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินแทน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 203 ม. 204 ม. 686
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ย.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสุชาติ อินประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ สายสุวรรณนที
ชื่อองค์คณะ
นพเรศ พันธุ์นรา
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2565
#687043
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยล่าสัตว์ป่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าสงวนหรือมิใช่ ด้วยการใช้นกกางเขนดงอันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนกใส่กรงแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อล่อดักจับสัตว์ป่าในเขตป่ากรุงชิงซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นการเก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 19, 43, 45 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่เพิ่มโทษจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 19, 43, 45 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 14, 31, 35 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 3, 7, 12, 17, 89, 92, 112 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 มาตรา 12, 17 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 17), 89 (ที่ถูก 89 วรรคหนึ่ง), 92 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (7), 45 (ที่ถูก 17) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท ฐานมีสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ปรับ 5,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 18 เดือน และปรับ 34,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 15 เดือน และปรับ 17,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 8 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมาย รับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับข้อหาพาอาวุธมีด และข้อหานำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์ป่าหรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า คดีมีเหตุอันสมควรที่ต้องลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายแต่เพียงว่า จำเลยมีและพาอาวุธปืนยาวอัดลม 1 กระบอก ลูกกระสุนปืนอัดลม 33 นัด และมีดพกสั้น 2 เล่ม เข้าไปในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติ จากนั้นนำนกกางเขนดง 1 ตัว ใส่กรงแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อล่อดักจับสัตว์ป่าแล้วถูกเจ้าพนักงานจับกุมพร้อมอาวุธปืนยาวอัดลม ลูกกระสุนปืน มีดพกสั้น 2 เล่ม และนกกางเขนดงในกรงดังกล่าวเป็นของกลางเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยาวอัดลมของกลางยิงทำร้ายเพื่อล่าสัตว์ในที่เกิดเหตุแต่ประการใด และไม่ปรากฏว่ามีซากสัตว์ป่าที่จำเลยได้ล่ามาแล้วเป็นของกลางแต่อย่างใด ตามพฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยเตรียมอาวุธปืน มีดพกสั้นพร้อมนกกางเขนดงไปในที่เกิดเหตุก็เพื่อล่อดักจับนกกางเขนดงตัวอื่นและล่าสัตว์ขนาดเล็กทั่ว ๆ ไป จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ป่าและสัตว์ป่ามากนัก การให้โอกาสแก่จำเลยซึ่งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนได้ประพฤติกลับตัวเป็นพลเมืองดีสักครั้งด้วยการรอการลงโทษจำคุกและให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ ย่อมดีกว่าลงโทษจำคุกระยะสั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยโดยคุมประพฤติจำเลยไว้ด้วยชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยล่าสัตว์ป่าไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือสัตว์ป่าสงวนหรือมิใช่ ด้วยการใช้นกกางเขนดงอันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองจำพวกนกใส่กรงแขวนไว้บนต้นไม้เพื่อล่อดักจับสัตว์ป่าในเขตป่ากรุงชิงซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติอันเป็นการกระทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และเป็นการเก็บหาของป่าหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ กับมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 4, 19, 43, 45 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 มาด้วย เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยในความผิดฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นมานั้น เป็นการไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่เพิ่มโทษจำเลย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 19 (3), 43 ด้วย ความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ป่าภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ ฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรืออาวุธใด ๆ เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่น ๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้ว เป็นจำคุก 15 เดือน และปรับ 14,500 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นาย ด.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายสากล รัตนคามินี
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายเกรียงศักดิ์ ตั้งปรัชญากูล
ชื่อองค์คณะ
สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2565
#680828
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานในการลงโทษจำเลย แต่เป็นการห้ามมิให้รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยนั้นเอง มิได้ห้ามรับฟังถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยอื่นด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลย่อมนำถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกที่พาดพิงว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วย มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำให้การในชั้นสอบสวนถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังเสียทีเดียว หากมีเหตุผลอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานประกอบอื่นมาสนับสนุน ก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 227/1

ป่าที่เกิดเหตุเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจึงเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานนี้เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติกับความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 8, 9, 14, 15, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 5, 6, 8, 16, 24, 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 5, 6, 16, 19, 47 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 7, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 116,480 บาท แก่รัฐ บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2090/2561 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ และให้การรับในคดีส่วนแพ่งว่า ตนได้ทำลายหรือเป็นเหตุให้เกิดการทำลายหรือทำให้สูญหายหรือเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ คิดเป็นค่าเสียหาย 116,480 บาท

จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง (2), 73 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคสอง (2) พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 16 (2) (3) (15) (16), 24, 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 16, 19 วรรคหนึ่ง, 47 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 57 (เดิม), 91 จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 อีกกระทงหนึ่ง ขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 6 อายุ 18 ปีเศษ แต่เห็นว่ารู้ผิดชอบเช่นผู้ใหญ่แล้ว จึงไม่ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้การกระทำของจำเลยทั้งหกเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ) และฐานร่วมกันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุกคนละ 9 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ (ที่ถูก ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ) และฐานร่วมกันยิงปืนภายในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 มีกำหนดคนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 20 ปี 14 เดือน และปรับคนละ 500 บาท จำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 21 ปี 14 เดือน และปรับคนละ 500 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จำคุกคนละ 8 ปี 31 เดือน และปรับคนละ 250 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 5 ให้การรับสารภาพฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 6 ให้การรับสารภาพฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษในความผิดฐานดังกล่าวกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 4 และที่ 6 คนละ 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 คนละ 3 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 5 และที่ 6 คนละ 6 เดือน รวมแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 19 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 20 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 19 ปี 23 เดือน และปรับ 500 บาท บวกโทษจำคุก 1 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2090/2561 ของศาลแขวงสมุทรปราการ เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 19 ปี 18 เดือน และปรับ 500 บาท หากจำเลยทั้งหกไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 116,480 บาท แก่รัฐ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 6 อายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 333.33 บาท ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ จำคุก 2 เดือน 20 วัน ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง จำคุก 2 เดือน 20 วัน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 8 เดือน เฉพาะความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 2 เดือน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 8 ปี 22 เดือน 40 วัน และปรับ 333.33 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 ฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละคนละกึ่งหนึ่งแล้ว ฐานร่วมกันทำไม้อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ คงจำคุกคนละ 3 ปี และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร คงจำคุกคนละ 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 6 ปี 19 เดือน และปรับคนละ 250 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 13 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท และคงจำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 14 ปี 17 เดือน และปรับ 500 บาท จำเลยที่ 4 เมื่อบวกโทษจำคุก 1 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2090/2561 ของศาลแขวงสมุทรปราการแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 13 ปี 18 เดือน และปรับ 500 บาท จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 6 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 วิธีการจัดการค่าปรับสำหรับจำเลยที่ 4 กับที่ 5 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งหกกับนายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกร พร้อมยึดไม้ประดู่ ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. อันยังมิได้แปรรูปที่ถูกตัดทิ้งไว้ 1 ท่อน ปริมาตร 14.56 ลูกบาศก์เมตร เลื่อยโซ่ยนต์ 2 เครื่อง บาร์เลื่อย 1 แผ่น โซ่เลื่อยยนต์ 3 เส้น อาวุธปืนแก๊ป 3 กระบอก ซากขนกระจงเล็ก 1 ถุง ซากหางกระรอกสามสี 2 ซาก ซางหางพญากระรอกบินสีดำ 1 ซาก ซากขนนกปรอดหน้านวล 1 ถุง ซึ่งเป็นซากสัตว์ป่าคุ้มครอง เมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 15 เม็ด และสิ่งของอื่นอีกหลายรายการเป็นของกลาง ที่เกิดเหตุอยู่ในบริเวณป่ายอดลำห้วยทราย ซึ่งเป็นเขตอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และเป็นพื้นที่ทับซ้อนเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบุณฑริก ตำบลห้วยข่า อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นนำตัวจำเลยทั้งหกกับพวกส่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเป็นคดีนี้ ต่อมาพนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกกับพวกต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีเดียวกัน นายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกรให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษและริบของกลางไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 293/2562 ของศาลชั้นต้น ส่วนจำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ โจทก์จึงแยกฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งให้การรับสารภาพ คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ฎีกาในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน นอกจากนี้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ไม่ฎีกาในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ความผิดฐานดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เนื่องจากต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ความผิดฐานนี้ของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 จึงยุติไปแล้วเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันยิงปืนภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงพฤติการณ์ในการจับกุมจำเลยทั้งหกกับพวก และยึดของกลางที่เกี่ยวข้องได้สอดคล้องต้องกันทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่ร่วมกันออกตรวจป่าที่เกิดเหตุ ขณะหยุดพักที่บริเวณลำห้วยทรายได้ยินเสียงเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ดังมาจากบริเวณป่ายอดลำห้วยทราย จึงเดินตามเสียงนั้นไปเพื่อตรวจสอบเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นได้ยินเสียงต้นไม้ขนาดใหญ่หักล้ม จนกระทั่งเดินไปพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ที่บริเวณปางพัก หลังจากนั้นพบพวกของจำเลยดังกล่าวอีก 6 คน เดินแบกเครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ อาวุธปืน และของกลางอื่นหลายรายการกลับมาที่ปางพัก และในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเอง จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ก็สะพายปืนและถุงข้าวสารเดินจากทิศทางเดียวกันตามมาสมทบที่บริเวณปางพัก จึงจับกุมไว้ด้วย หลังจากนั้นจำเลยทั้งหกกับพวกพาพยานโจทก์ไปดูจุดที่ตัดโค่นไม้ประดู่ทิ้งไว้ เป็นลำดับ อีกทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามปากมีสาระสำคัญตรงกับพฤติการณ์แห่งคดีที่ระบุไว้ในบันทึกการตรวจยึดจับกุมและภาพถ่ายที่เกี่ยวข้อง พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานต่างไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวกมาก่อน วันเกิดเหตุออกตรวจป่าตามอำนาจหน้าที่ และไปพบเห็นการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวกโดยบังเอิญ ตามรูปคดีไม่มีข้อให้น่าระแวงสงสัยว่าเป็นการกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวก ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กับพวกต่างให้ถ้อยคำตรงกันว่า ร่วมกันลักลอบเข้าไปในป่าที่เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ตามเส้นทางในป่าด้านทิศใต้บ้านห้วยซันเหนือ ตำบลนาจะหลวย เพื่อทำไม้ประดู่ที่บริเวณป่ายอดห้วยทรายไปจำหน่ายให้พ่อค้าชาวลาวที่มารับซื้อบริเวณช่องบ้านก๊อก (ตรงกับหมู่บ้านหนองงา) เมื่อเดินเท้ามาถึงที่เกิดเหตุจึงได้สร้างปางพักเป็นที่หลับนอนและประกอบอาหาร ตอนเช้าวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ได้แบ่งหน้าที่กันให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำหน้าที่หุงหาอาหารอยู่ที่ปางพัก ส่วนพวกที่เหลือมีหน้าที่ไปทำไม้โดยใช้เลื่อยโซ่ยนต์ของกลางตัดไม้ประดู่ จนกระทั่งถูกพยานโจทก์กับพวกจับกุมได้ในเวลาต่อมา ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวมีรายละเอียดในการกระทำความผิดอย่างชัดเจน ยากที่เจ้าพนักงานจะปั้นแต่งขึ้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งพวกอีก 6 คน คือ นายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกร ต่างให้การรับสารภาพตามฟ้อง จนศาลมีคำพิพากษาลงโทษไปแล้ว เป็นข้อสนับสนุนให้เชื่อได้ว่า พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมทั้งสามปากเบิกความไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ต่างก็นำสืบยอมรับว่า ถูกจับกุมได้ในบริเวณที่เกิดเหตุจริง โดยจำเลยที่ 4 และที่ 6 มีอาวุธปืนแก๊ปติดตัวมาคนละ 1 กระบอก ส่วนจำเลยที่ 5 มีถุงข้าวสารติดตัวมาด้วยจริง เป็นการเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานในการลงโทษจำเลย แต่เป็นการห้ามมิให้รับฟังเฉพาะคำรับสารภาพของจำเลยเป็นพยานหลักฐานเพื่อลงโทษจำเลยนั้นเอง มิได้ห้ามรับฟังถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยอื่นด้วยแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลย่อมนำถ้อยคำในชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกที่พาดพิงว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วย มารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกประพาษ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความสนับสนุนอีกปากหนึ่งว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกอีก 6 คน ให้การว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วย ซึ่งพยานโจทก์ปากนี้ก็ปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่รู้จักกับจำเลยทั้งหกและพวกมาก่อน จำเลยคนใดให้การรับสารภาพหรือปฏิเสธ พยานก็บันทึกถ้อยคำไปตามความสมัครใจของแต่ละคน ดังจะเห็นได้จากเมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ให้การปฏิเสธ พยานก็บันทึกคำให้การไว้ จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกอีก 6 คน ให้การว่าจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมกระทำความผิดด้วยจริง แม้คำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวถือเป็นพยานบอกเล่าและพยานซัดทอด แต่กฎหมายมิได้ห้ามรับฟังเสียทีเดียว หากมีเหตุอันหนักแน่น มีพฤติการณ์พิเศษแห่งคดี หรือมีพยานประกอบอื่นมาสนับสนุน ก็สามารถรับฟังลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบมาตรา 227/1 ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ได้ใกล้บริเวณปางพัก โดยจำเลยที่ 4 และที่ 6 สะพายอาวุธปืนแก๊ปมาคนละ 1 กระบอก ส่วนจำเลยที่ 5 มีถุงข้าวสารติดตัวมาด้วย และยังได้ความว่า จำเลยที่ 4 เป็นพี่จำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน บ้านพักของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อยู่ห่างจากบริเวณที่เกิดเหตุถึงประมาณ 20 กิโลเมตร ตามรูปคดีไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เดินเท้าออกจากบ้านมาพบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพวกอีก 6 คน ในป่าลึกโดยบังเอิญ แต่เชื่อว่าต้องมีการนัดแนะตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ข้อที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า เข้าไปในป่าที่เกิดเหตุเพื่อหาของป่าและล่าสัตว์ขายนั้น จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อ้างว่าเดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ของวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2562 จนกระทั่งถูกจับกุมในบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อตอนเช้าของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2562 แต่ขณะถูกจับกุมไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีสัตว์หรือของป่าติดตัวแต่อย่างใด ทั้งที่อ้างว่าป่าที่เกิดเหตุมีสัตว์ชุกชุม และออกจากบ้านมาเป็นเวลานานประมาณ 10 ชั่วโมง แล้ว จึงเป็นพิรุธและขัดต่อเหตุผล ส่วนที่อ้างว่าเหตุที่ถูกจับกุมเพราะเข้าไปกรอกน้ำดื่มที่แอ่งน้ำใกล้ปางพักที่เกิดเหตุนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะถูกจับกุมจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มีภาชนะใส่น้ำใด ๆ ติดตัวมา จึงขัดต่อเหตุผลเช่นกัน แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 5 มีถุงข้าวสารติดตัวมาด้วย แต่ไม่มีหม้อหรือภาชนะในการหุงข้าว รวมทั้งไม่มีอุปกรณ์สำหรับทำอาหารและใช้ในการรับประทานอาหารใด ๆ กลับได้ความว่ามีการทำอาหารกันในบริเวณปางพัก จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 5 นำข้าวสารมาสมทบกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพวก เพื่อประกอบอาหารรับประทานด้วยกัน หาใช่เป็นคนละพวกที่มาพบกันโดยบังเอิญดังที่กล่าวอ้างไม่ ข้อที่จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฎีกาว่า ถูกจับกุมที่แอ่งน้ำห่างจากปางพักประมาณ 200 ถึง 300 เมตร ไม่ใช่ถูกจับกุมที่บริเวณปางพัก อันเป็นการกล่าวอ้างทำนองว่าเป็นคนละพวกกับจำเลยอื่นนั้น เห็นว่า ปางพักที่เกิดเหตุมีบริเวณกว้างเนื้อที่ประมาณ 1 งาน แม้จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 อ้างว่าถูกจับกุมห่างออกไปประมาณ 200 ถึง 300 เมตร ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อพิรุธน่าสงสัยเพราะเป็นการจับกุมบริเวณใกล้เคียงปางพักนั่นเอง ส่วนที่พยานโจทก์ผู้จับกุมเบิกความว่า พบเปลนอนในบริเวณปางพัก 18 เปล แต่ไม่ได้ระบุไว้ในบันทึกการตรวจยึดจับกุม ก็ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้พยานหลักฐานของโจทก์มีข้อน่าระแวงสงสัย เนื่องจากพยานจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เองก็เบิกความยอมรับว่า มีเปลนอนอยู่ในที่เกิดเหตุรวม 12 เปล แสดงว่ามีคนผูกเปลนอนพักในบริเวณที่เกิดเหตุอย่างน้อย 12 คน จริง แม้พยานโจทก์ผู้จับกุมไม่พบซากสัตว์ป่าคุ้มครองที่ตัวจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และไม่เห็นจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ร่วมตัดไม้ประดู่ของกลางโดยตรง แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีเห็นได้ชัดว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 เป็นตัวการร่วมในการทำไม้และล่าสัตว์ป่าคุ้มครองกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และพวกอีก 6 คนข้างต้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ที่โต้เถียงการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นเพียงข้อปลีกย่อยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อประมวลพยานหลักฐานของโจทก์และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกันแล้วมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันทำให้เสื่อมสภาพซึ่งไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันยิงปืนภายในเขตอุทยานแห่งชาติ และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จริง จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 นำสืบปฏิเสธเพียงลอย ๆ และขัดต่อเหตุผล แม้อ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รวมทั้งนายอำพล นายสุวรรณ นายอ่อน นายสมคิด นายเฉลิมศรี และนายศิวกร เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วย แต่พยานดังกล่าวเบิกความขัดกับคำให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน รวมทั้งขัดกับข้อเท็จจริงที่พยานทุกคนต่างให้การรับสารภาพว่าร่วมกันกระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องจริง เชื่อว่าเป็นการเบิกความเพื่อช่วยเหลือจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ซึ่งเป็นพวกของตนให้พ้นผิดเสียมากกว่า จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 4 และที่ 6 สถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลอุทธรณ์วางโทษจำคุกขั้นต่ำสุดของกฎหมายแล้ว ส่วนความผิดกระทงอื่นก็ใช้ดุลพินิจวางโทษจำคุกเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และยังลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 4 และที่ 6 แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขและเนื่องจากโทษของจำเลยที่ 4 ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร และฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปมีปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร จำคุกกระทงละ 6 ปี จึงไม่อาจรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ได้ ดังนั้น แม้โทษจำคุกในความผิดฐานอื่นของจำเลยที่ 4 ไม่เกินกระทงละ 5 ปี ก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษให้ เพราะจะทำให้เกิดความลักลั่นไม่เหมาะสม ส่วนจำเลยที่ 6 แม้โทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี อยู่ในเงื่อนไขที่จะรอการลงโทษได้ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยที่ 6 ร่วมกับพวกกว่าสิบคนลักลอบเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ แล้วใช้เลื่อยโซ่ยนต์ตัดโค่นไม้ประดู่ขนาดใหญ่ 1 ต้น ปริมาตรถึง 14.56 ลูกบาศก์เมตร เพื่อจำหน่ายแก่นายทุนชาวลาว อันมีลักษณะกระทำความผิดกันเป็นขบวนการ เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศโดยเห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อระบบนิเวศของป่าและผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ป่าและพันธุ์พืชต่าง ๆ นอกจากนี้ยังร่วมกันกระทำความผิดอื่นอีกหลายกระทง ถือเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 6 เช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 6 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 4 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ป่าที่เกิดเหตุเป็นเขตอุทยานแห่งชาติและเป็นป่าสงวนแห่งชาติ การล่าสัตว์ป่าคุ้มครองจึงเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง อีกกระทงหนึ่งด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานนี้เป็นการไม่ชอบ และความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติกับความผิดฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ ถือว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในความผิดฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติต่างกรรมกับความผิดฐานอื่นจึงไม่ถูกต้องเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขปรับบทให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 และเมื่อโจทก์ฟ้องและนำสืบว่าจำเลยทั้งหกร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นเหตุที่อยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาให้มีผลตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งมิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 และศาลล่างทั้งสองยังมิได้มีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ครบถ้วน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งหกมีความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ด้วย การกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ฐานร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ฐานร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครอง ฐานร่วมกันกระทำให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ภายในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยประการใด ๆ และฐานร่วมกันยิงปืนในเขตอุทยานแห่งชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษจำคุก และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 84 ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226/3 วรรคสอง ม. 227/1
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม. 14 ม. 31 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ม. 16 (15) ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเดชอุดม
จำเลย — นาย ม. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเดชอุดม — นายธิปพงษ์ ภิญโญโสภณ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ชื่อองค์คณะ
พิชัย เพ็งผ่อง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 427/2565
#681804
เปิดฉบับเต็ม

ใบสั่งจ้างมีข้อความในตอนต้นของกระดาษว่าคือใบสั่งจ้าง และเอกสารดังกล่าวก็มีข้อความสำคัญเพียงว่า บริษัท ว. ผู้สั่งจ้าง โจทก์ผู้รับจ้าง วันที่ เลขที่ใบสั่งจ้าง รหัสสินค้า รายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย และจำนวนเงิน แม้จะมีการลงชื่อผู้ว่าจ้างและโจทก์ผู้รับจ้างด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อสัญญาจ้างทำของนั้นไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ ประกอบกับลักษณะในการประกอบกิจการของโจทก์ที่จะรอคำสั่งจ้างจากผู้ว่าจ้างเป็นลักษณะรายครั้ง เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการสั่งจ้างผลิตครั้งใดก็จะมีใบสั่งจ้างทีละครั้ง ทำให้ช่วงเวลาที่โจทก์ผลิตสินค้าเดือนมกราคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 86 ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ 2557 มีใบสั่งจ้าง 18 ฉบับ เดือนมีนาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 70 ฉบับ เดือนเมษายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 36 ฉบับ เดือนพฤษภาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 7 ฉบับ เดือนมิถุนายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนกรกฎาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 8 ฉบับ เดือนสิงหาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 11 ฉบับ เดือนกันยายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนตุลาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 10 ฉบับ และเดือนพฤศจิกายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 6 ฉบับ อันแสดงให้เห็นว่าใบสั่งจ้างดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานแห่งการทำนิติกรรม ไม่ใช่หนังสือสัญญาจ้างทำของอันจะต้องเสียอากรตามลักษณะแห่งตราสาร 4 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 อากรแสตมป์แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ ภงด73.1-09360060-25591129-002-00001 หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ ภพ73.1-09360060-25591129-005-00029 ถึง 00039 หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร เลขที่ อส6-09360060-25591129-007-00001 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ สภ.9/สท.ชย./12/2560 ภาษีมูลค่าเพิ่ม เลขที่ สภ.9/สท.ชย./13-23/2560 เงินอากรและเงินเพิ่มอากร เลขที่ สภ.9/สท.ชย./24/2560 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2560 กับให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 914,346.34 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ให้ส่งสำนวนคืนศาลภาษีอากรกลางเพื่อพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลภาษีอากรกลางรวมสั่งเมื่อพิพากษาใหม่ และหากโจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาใหม่ของศาลภาษีอากรกลางก็ให้ยกเว้นค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลางรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร เลขที่ อส6-09360060-25591129-007-00001 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์อากรและอากรเพิ่ม เลขที่ สภ.ส/สท.ชย/24/2560 (ที่ถูก เลขที่ สภ.9/สท.ชย./24/2560) ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์ประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก รับจ้างผลิตสินค้าอื่นที่เกี่ยวกับผ้าและสินค้าอื่น ๆ ด้วย โจทก์ขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2557 เป็นเงิน 914,346.34 บาท วันที่ 16 กรกฎาคม 2558 จำเลยออกตรวจปฏิบัติการและตรวจสภาพกิจการที่บริษัทโจทก์ วันที่ 17 ธันวาคม 2558 จำเลยออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์ทุกประเภทในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว โดยให้โจทก์นำส่งเอกสารหลักฐานทางบัญชีภาษีอากรไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินเพื่อตรวจสอบ ซึ่งผู้รับมอบอำนาจโจทก์นำหลักฐานต่าง ๆ ไปมอบให้เจ้าพนักงานประเมินพร้อมให้ปากคำตามหมายเรียกดังกล่าว ต่อมาจำเลยมีหนังสือเชิญโจทก์ไปพบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม โดยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้ไปพบและให้ปากคำต่อเจ้าพนักงานประเมินแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีปี 2557 จำนวน 1 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีเพิ่มเติมพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 4,461 บาท หนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีมกราคมและเดือนภาษีมีนาคมถึงเดือนภาษีธันวาคม 2557 รวม 11 ฉบับ ให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและ เงินเพิ่มเป็นเงิน 1,499,957 บาท และหนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากร 1 ฉบับ ให้โจทก์ชำระเงินอากรและเงินเพิ่มอากร 196,210 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมิน คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับในส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

คดีมีประเด็นตามที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือแจ้งให้เสียค่าอากรและค่าเพิ่มอากรและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ใบสั่งจ้างเป็นใบสั่งจ้างที่โจทก์นำส่งต่อเจ้าพนักงานของจำเลยในชั้นตรวจสอบ โดยเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจ้างทำของซึ่งโจทก์ตกลงทำการผลิตสินค้าตามรายการที่กำหนด ตามประเภทของสินค้า จำนวนผลิตและราคาผลิตต่อหน่วย เอกสารดังกล่าวเป็นต้นฉบับเอกสาร และได้มีการลงลายมือชื่อในใบสั่งจ้างทั้งผู้สั่งจ้างและผู้รับจ้าง จึงเป็นตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ นั้น พิเคราะห์แล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา 103 บัญญัติว่า "ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น "ตราสาร" หมายความว่า เอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้..." และมาตรา 104 บัญญัติว่า "ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น" และตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์บัญญัติให้ ลักษณะแห่งตราสาร 4 จ้างทำของต้องเสียอากรแสตมป์ 1 บาท ทุกจำนวนเงิน 1,000 บาท หรือเศษของ 1,000 บาท แห่งสินจ้างที่กำหนดไว้ ซึ่งการจ้างทำของนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 บัญญัติว่า "อันว่าจ้างทำของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่าผู้รับจ้าง ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสำเร็จแห่งการที่ทำนั้น" ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ใบสั่งจ้างมีข้อความในตอนต้นของกระดาษว่าคือใบสั่งจ้าง และเอกสารดังกล่าวก็มีข้อความสำคัญเพียงว่า บริษัท ว. ผู้สั่งจ้าง โจทก์ผู้รับจ้าง วันที่ เลขที่ใบสั่งจ้าง รหัสสินค้ารายการสินค้า จำนวน ราคาต่อหน่วย และจำนวนเงิน แม้จะมีการลงชื่อผู้ว่าจ้างและโจทก์ผู้รับจ้างด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อสัญญาจ้างทำของนั้นไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำสัญญากันเป็นหนังสือมิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ ประกอบกับลักษณะในการประกอบกิจการของโจทก์ที่จะรอคำสั่งจ้างจากผู้ว่าจ้างเป็นลักษณะรายครั้ง เมื่อผู้ว่าจ้างต้องการสั่งจ้างผลิตครั้งใดก็จะมีใบสั่งจ้างทีละครั้ง ทำให้ช่วงเวลาที่โจทก์ผลิตสินค้าเดือนมกราคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 86 ฉบับ เดือนกุมภาพันธ์ 2557 มีใบสั่งจ้าง 18 ฉบับ เดือนมีนาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 70 ฉบับ เดือนเมษายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 36 ฉบับ เดือนพฤษภาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 7 ฉบับ เดือนมิถุนายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนกรกฎาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 8 ฉบับ เดือนสิงหาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 11 ฉบับ เดือนกันยายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 9 ฉบับ เดือนตุลาคม 2557 มีใบสั่งจ้าง 10 ฉบับ และเดือนพฤศจิกายน 2557 มีใบสั่งจ้าง 6 ฉบับ อันแสดงให้เห็นว่าใบสั่งจ้างดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานแห่งการทำนิติกรรม ไม่ใช่หนังสือสัญญาจ้างทำของอันจะต้องเสียอากรตามลักษณะแห่งตราสาร 4 บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 อากรแสตมป์แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด และสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าการประเมินอากรแสตมป์ของจำเลยไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นายเฉลิมชัย จินะปริวัตอาภรณ์
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
วรงค์พร จิระภาค
ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 423/2565
#683775
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพศาลสามารถพิพากษาลงโทษโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ต่อมาจำเลยอุทธรณ์โดยแนบสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 มาท้ายอุทธรณ์ซึ่งยังอยู่ในระยะเวลาได้รับใบอนุญาตจึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวน ศาลอุทธรณ์ควรสืบพยานหลักฐานเพิ่มเติมในปัญหาที่ว่าจำเลยมีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถดังที่อ้างหรือไม่เสียก่อนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) ประกอบมาตรา 228 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ตามที่อ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 43 ทวิ, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 4, 92, 93, 102 (3 ทวิ), 111, 127 ทวิ, 151, 161 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 42, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157/1 วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 93 วรรคหนึ่ง, 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคหนึ่งและวรรคสอง พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตกับฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนกับฐานเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีน (ที่ถูก และฐานเป็นผู้ประจำรถโดยเป็นผู้ขับรถเสพเมทแอมเฟตามีนด้วย) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่บทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 127 ทวิ วรรคสอง, 151 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157/1 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 จำคุก 8 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 14 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 13 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงลงโทษจำคุก 10 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย เนื่องจากมิใช่คดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และข้อเท็จจริงย่อมรับฟังเป็นยุติได้ตามที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้ขับรถยนต์บรรทุกขนส่งโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถยนต์บรรทุกขนส่งประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นมากล่าวอ้างในอุทธรณ์ของจำเลย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 นั้น จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 18 วรรคสอง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นมาใหม่ในชั้นอุทธรณ์และพิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า แม้เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 แต่การวินิจฉัยข้อกฎหมายดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบในศาลชั้นต้น คดีนี้ในส่วนความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยเป็นผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวซึ่งความผิดอยู่ที่การไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพและศาลสามารถพิพากษาลงโทษจำเลยได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีเป็นอันฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้ขับรถและไม่ได้รับใบอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถอันเป็นองค์ประกอบแห่งความผิด โดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 กรณีจึงไม่มีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีใบอนุญาตเช่นนั้นหรือไม่ ข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าขณะเกิดเหตุจำเลยถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจโดยใบอนุญาตขับขี่เก็บไว้ในรถบรรทุกคันที่จำเลยขับ นายจ้างได้นำสำเนาใบอนุญาตขับขี่ฉบับเก่าซึ่งสิ้นอายุไปแสดงแก่พนักงานสอบสวน ต่อมามีการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าวแก่จำเลยซึ่งจำเลยปฏิเสธว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่ แต่พนักงานสอบสวนแจ้งว่าสรุปสำนวนแล้วให้ไปต่อสู้คดีที่ศาล ในชั้นศาลจำเลยไม่มีทนายความและไม่เข้าใจเรื่องการต่อสู้คดี จึงรับสารภาพตามฟ้อง และจำเลยแนบสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 มาท้ายอุทธรณ์ ที่ระบุวันอนุญาตคือวันที่ 31 ตุลาคม 2562 อันเป็นเวลาก่อนเกิดเหตุ และสิ้นอายุวันที่ 30 ตุลาคม 2564 อันเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ แม้โจทก์จะไม่ยื่นคำแก้อุทธรณ์โต้แย้งคัดค้าน แต่เมื่อเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของจำเลยเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาวินิจฉัยว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถทุกประเภทชนิดที่ 4 อันสามารถขับรถบรรทุกที่ใช้ขนส่งในวันเกิดเหตุได้ จึงเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงถึงการกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา เพราะเป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในสำนวนความ แต่ถือได้ว่าเป็นพยานหลักฐานที่เพิ่งปรากฏในระหว่างการพิจารณาชั้นอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้เพื่อให้มีการนำพยานหลักฐานดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยชอบด้วยกระบวนพิจารณาและเพื่อให้การวินิจฉัยคดีของศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรม ศาลอุทธรณ์ควรสืบพยานเพิ่มเติมในปัญหาที่ว่าจำเลยมีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถดังที่อ้างมาหรือไม่ เสียก่อนที่จะวินิจฉัยความข้อนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ประกอบมาตรา 228 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์ด่วนวินิจฉัยโดยฟังว่าจำเลยมีใบอนุญาตขับขี่และอ้างเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ประจำรถประเภทผู้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นที่ว่าจำเลยมีใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถหรือไม่ เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาตามอุทธรณ์ของจำเลยใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 208 (1) ม. 228
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางพรรณนภา กาศโอสถ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางนริสรา ศรีภิรมย์ รางแดง
ชื่อองค์คณะ
นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2565
#697982
เปิดฉบับเต็ม

การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วยและตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตาม ป.อ. มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุ ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตาม ป.อ. มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 19087 เนื้อที่ 30 ไร่เศษ วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวไว้กับธนาคาร พ. เพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพร ในวงเงิน 300,000 บาท วันที่ 18 มีนาคม 2554 โจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเนื้อที่ 17 ไร่ จากจำเลยเป็นเงิน 85,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ขายให้โจทก์และศาลพิพากษาตามยอมแล้วเป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ พ.747/2559 ของศาลจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งพิพากษาให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินจากธนาคารภายในวันที่ 31 มีนาคม 2562 และให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันไถ่ถอนจำนอง หากจำเลยไม่ไปไถ่ถอนจำนอง จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทนและให้โจทก์ไล่เบี้ยจำเลยได้ แต่จำเลยกลับทำสัญญากับธนาคาร พ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ขอขึ้นวงเงินจำนองเป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมของนางณัฐฐาพรอีก 1,540,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 1,840,000 บาท จำเลยไม่ไถ่ถอนจำนองตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ตามฟ้องและพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าแม้การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยก็ตาม แต่พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่าจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดพิษณุโลกด้วยการสร้างภาระจำนองแก่ที่ดินเพิ่มสูงขึ้น เป็นการทำให้เสียหายทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ที่จำเลยรู้ว่าน่าจะถูกยึดหรืออายัดเพื่อมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ซึ่งโจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดไปเป็นมาตรา 350 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยตามข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติดังวินิจฉัยข้างต้นไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ซึ่งโจทก์ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยเป็นทำนองเห็นพ้องด้วย และตามคำฟ้องของโจทก์นอกจากขอให้ลงโทษฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 แล้วยังพอแปลได้ว่าโจทก์บรรยายการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งทรัพย์ที่ถูกยึดหรืออายัดเพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้ระบุขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง แสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะให้ศาลลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว แม้การกระทำของจำเลยที่สร้างภาระจำนองเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวจะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม เป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่จะถูกบังคับ เพื่อจะมิให้การเป็นไปตามคำพิพากษาตามยอม อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย ก็ไม่อาจพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 ที่โจทก์ไม่ได้ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้องได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม แต่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิด อันจะทำให้ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่พิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 187 นั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 187 ม. 350
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ย.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพิษณุโลก — นายฉัตรชัย เพ็ชรชนะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสุรพล ศุขอัจจะสกุล
ชื่อองค์คณะ
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
เศกสิทธิ์ สุขใจ
ประสาร กีรานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2565
#683202
เปิดฉบับเต็ม

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่า การยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพ จึงถือว่า คดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 1 ปี 12 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลฎีกา พิพากษายืน

วันที่ 29 กันยายน 2563 จำเลยยื่นคำร้องว่า การพิจารณาของศาลชั้นต้นผู้พิพากษาคนเดียวนั่งพิจารณาไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (5) ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 212 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยมาตรา 5... ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ในระหว่างนั้น ให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" เห็นได้ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องยื่นในระหว่างพิจารณา ก่อนคดีถึงที่สุด คดีนี้ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพจึงถือว่าคดีถึงที่สุดในวันดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ส่งข้อโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว เป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวข้างต้น ที่จำเลยฎีกาว่าการอ่านคำพิพากษาฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 วรรคสองและวรรคสามนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลสูงในลักษณะการประชุมทางจอภาพ พ.ศ.2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2551 จำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาไม่ชอบด้วยระเบียบดังกล่าวอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 212 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นาย ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบึงกาฬ — นายเจษฎา ชุมเปีย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายบัณฑิต สีอุไรย์
ชื่อองค์คณะ
นิพันธ์ ช่วยสกุล
อนันต์ เสนคุ้ม
ประสิทธิ์ เจริญถาวรโภคา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2565
#681774
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่สั่งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสองแล้ว จึงไม่เป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่ง ป.อ. อันเป็นบททั่วไปอีก การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 368 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 368 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 142, 157, 160 ตรี

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 368 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 142 (2) วรรคสี่ (ที่ถูก 142 วรรคสอง, 154 (3)), 157, 160 ตรี วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 40,000 บาท ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จำคุก 2 เดือน และปรับ 5,000 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 (ที่ถูก มาตรา 368 วรรคหนึ่ง) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย คงจำคุก 2 ปี และปรับ 20,000 บาท ฐานขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,500 บาท ฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ ปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 2 ปี 1 เดือน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 8 ครั้ง และให้เข้ารับการอบรมความรู้ในการใช้ยานพาหนะตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 ตรี วรรคสี่ อีกบทหนึ่ง ไม่ปรับบทลงโทษและไม่ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายกับฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 2,500 บาท ไม่รอการลงโทษและไม่คุมความประพฤติของจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วางโทษจำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 3 ปี เป็นการวางโทษในอัตราโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราย่อมส่งผลต่อร่างกายทำให้ไม่สามารถใช้ความระมัดระวังได้อย่างเต็มที่ดังเช่นในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะย่อมลดลง โดยเฉพาะการขับรถในเวลากลางคืนที่มีแสงสว่างน้อย โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุย่อมมีมากขึ้น การที่จำเลยขับรถในเวลากลางคืนในขณะเมาสุราด้วยความเร็วสูงเกินสมควรทั้งจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ จึงทำให้ไม่สามารถควบคุมรถให้หยุดหรือชะลอความเร็วของรถให้ช้าลงพอที่จะหลบหลีกไม่ชนรถที่อยู่ข้างหน้าได้ทัน เป็นเหตุให้ชนผู้ตายซึ่งขับรถจักรยานยนต์อยู่ด้านหน้าอย่างแรงจนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้เมื่อพนักงานสอบสวนมีคำสั่งให้ทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่จำเลยกลับฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานไม่ยอมรับการทดสอบโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอีกด้วย นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย และขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ร่วมใช้รถใช้ถนน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง และได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.2154/2551 ของศาลชั้นต้น และฐานขับรถขณะเมาสุรา ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.426/2557 ของศาลแขวงพิษณุโลก ซึ่งในคดีดังกล่าวศาลได้ให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในลักษณะเดียวกันอีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้หลาบจำหรือสำนึกที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดี แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาทผู้ตายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยไม่ยอมทดสอบว่าเมาสุราหรือไม่ตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนที่สั่งตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งบัญญัติไว้เป็นพิเศษในมาตรา 142 วรรคสอง ความว่าในกรณีเจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า ผู้ขับขี่ฝ่าฝืนมาตรา 43 (1) หรือ (2) ให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่สั่งให้มีการทดสอบผู้ขับขี่ดังกล่าวว่าหย่อนความสามารถในอันจะขับหรือเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่นหรือไม่ ซึ่งหากฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะมีส่วนที่ว่าด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 154 (3) โดยระวางโทษปรับครั้งละไม่เกินหนึ่งพันบาท จึงเห็นได้ว่าการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเช่นนี้พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 กำหนดโทษไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานตามความหมายของมาตรา 368 แห่งประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นกฎหมายทั่วไป การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 142 วรรคสอง, 154 (3) ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 500 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 500 บาท ยกฟ้องข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 368
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 142 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบูรณ์
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ — นางสาวเนตรนารี สิริยากรนุรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
สิทธิโชติ อินทรวิเศษ
ณรงค์ กลั่นวารินทร์
ปราช ตัณฑศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา