ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ารับผิดชอบสำนวนคดีนี้แทน ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ณ. มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนี้อย่างไรหรือมีเหตุการณ์อื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไปอย่างไร อันเป็นเหตุตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้เพื่อคัดค้านผู้พิพากษา แม้จำเลยจะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า รายละเอียดจำเลยที่ 1 ขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้และหลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องเพื่อกระทบต่อจิตสำนึกในการเคารพผู้พิพากษาก็ตาม แต่เมื่อคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่า มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จังหวัดนครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเพียงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีมอบให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว ลำพังเพียงการที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่าไม่มีรางวัลของจำเลยตามใบรับรองการถูกรางวัลและไม่มีหลักฐานการดำเนินการทางกฎหมายของจำเลยแก่บริษัทต่างประเทศชื่อ E ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินรางวัล ก็ยังไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงจากคำบรรยายฟ้องได้ว่า จำเลยมีพฤติการณ์ใด ๆ อันแสดงถึงการกระทำโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการออกใบรับรองการถูกรางวัลที่บริษัท E ส่งมาให้แก่โจทก์อย่างไร และการกระทำของจำเลยประการใดที่ทำให้จำเลยได้รับทรัพย์สินไปจากโจทก์ หรือทำให้โจทก์ต้องทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธินั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในกรณีศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่รับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาหรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา การพิจารณาว่าศาลนั้นมีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 2 (1) ว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินรางวัล 18,117,213.87 บาท พร้อมดอกเบี้ย 90,586.06 บาท ซึ่งเกินกว่าอำนาจที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะพิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาท เท่ากับเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีในทางเนื้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) และทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ชอบไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และ ป.วิ.อ. มาตรา 40
คดีนี้ บริษัท อ. โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ส. ที่ 1 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ 2 จำเลย ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ในงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด(Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ และสัญญาซื้อขายสินค้า ศาลแพ่งและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า คดีในส่วนที่ฟ้องให้รับผิดตามมูลหนี้สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คำฟ้องในข้อหานี้จึงไม่เป็นกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับวินิจฉัย
คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องเกี่ยวกับสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อที่จะได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ โดยกำหนดให้จำเลยที่๑ยอมให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 โดยตรง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิรับเงินไปยังผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทาง ในงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้นกรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 เรียกโดยย่อว่า กทพ. มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ รวมทั้งดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษหรือที่เป็นประโยชน์แก่ กทพ. ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงมีฐานะเป็น"หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางฯ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณูปโภคที่รัฐจัดให้มีขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชน และประชาชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางฯ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2จึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นข้อพิพาทอันเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างงานติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." คดีที่ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ ซึ่งแม้ผู้ร้องเป็นผู้ฟ้องคดีในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ และเป็นจำเลยในคดีอาญาของศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคู่ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตามการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องดำเนินการภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมที่ออกภายหลัง ศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โจทก์ฎีกา ศาลมีคำสั่งว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา คดีถึงที่สุด โดยศาลอาญาตลิ่งชันออกใบสำคัญคดีถึงที่สุด ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๕ จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ถึงที่สุด แม้ว่าภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ร้อง ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ แต่คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งที่ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ ตามมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ใช่คำพิพากษาในเนื้อหาของคดีที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ จึงมิใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดที่จะขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ คำร้องของผู้ร้อง ไม่ชอบด้วย มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๘ ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้ยกคำร้อง
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นางป. ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสอง เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ เดิมเป็นที่ดินที่ผู้มีชื่อเป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ และยกให้โจทก์ที่ ๑ เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ให้บิดาและโจทก์ที่ ๒ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่เศษ หลังจากที่บิดาของโจทก์ที่ ๒ เสียชีวิต โจทก์ที่ ๒ ยังคงครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยที่ ๒ ทำประโยชน์อยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ต่อมาประมาณปี ๒๕๒๑ นางส. ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ครอบครอง โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ถือเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ โดยไม่ได้ออกมาสำรวจในพื้นที่จริงว่ามีการครอบครองที่ดินหรือไม่ การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ และเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ให้โจทก์ที่ ๑ ได้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ ๘ ไร่ และให้โจทก์ที่ ๒ ได้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ ๗ ไร่ และให้จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๘๓๖ เนื่องจากเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีเอกสารสิทธิใดมายืนยันการได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ จึงถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการซื้อขายอย่างสุจริตและเสียค่าตอบแทน ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าผู้มีชื่อครอบครองนั้นเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๒๖ ที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาททางทิศตะวันตก ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นเอกชน โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ ๒ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลพยุห์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นายอำเภอพยุห์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีอำนาจนำไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำป้ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีข้อความว่าที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มาปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและห้ามผู้ฟ้องคดีใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลตำบลเกาะหวาย ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิได้สำรวจพื้นที่ก่อสร้างให้ชัดเจน ไม่มีการเวนคืนที่ดินและมิได้ตกลงในเรื่องการโอนหรือยินยอมอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้ก่อสร้างถนนในที่ดินขอให้รื้อถอนถนนคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ชำระค่าเสียหาย และส่งมอบการครอบครองพื้นที่คืนแก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพปกติ เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลเกาะหวาย ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้สร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ และ ๑๘๒๕๕ โดยได้รับโอนมรดกมาจากนาง จ. ผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวรขนาดใหญ่รุกล้ำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ เดิมเป็นของนาง ล. ผู้เป็นมารดาของนาง จ. นาง ล. แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งอุทิศที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมชลประทานเพื่อให้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตร ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๒๔ ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อาคารสูบน้ำบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำเข้าไปยังที่ดินดังกล่าว ซึ่งถ้าหากมีการก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำที่ดินในขณะทำการก่อสร้างอาคารนั้นจริง ผู้ฟ้องคดีหรือนาง จ. ต้องมาแสดงตัวคัดค้าน ท้วงติง หรือทำการชี้แนวเขตของที่ดินแปลงดังกล่าว การปรับปรุงแนวรั้วได้ดำเนินการตามแนวเขตรั้วเดิมซึ่งได้ก่อสร้างมาพร้อมอาคารสูบน้ำ ต่อมากรมชลประทานได้ถ่ายโอนภารกิจและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่เทศบาลตำบลธรรมามูลเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลา ๑๙ ปี สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่มีส่วนใดที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลธรรมามูลจึงไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่งและมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่(อาคารสูบน้ำ) รุกล้ำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังได้รื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีแล้ว การก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) การรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) ในที่ดินดังกล่าวเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตรในที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๓ ผู้อำนวยการเขตคันนายาว ที่ ๔ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ด้านหน้าทั้งหมดติดกับซอยคู้บอน ๙ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้รังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก่อสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ารื้อถอนขนย้ายรางน้ำและท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี และส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนแก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๓ ผู้อำนวยการเขตคันนายาว ที่ ๔ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดก่อสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า รางน้ำและท่อระบายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยคู้บอน ๙ ก่อสร้างขึ้นบนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน บริเวณที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าไม่จำต้องรื้อถอนและชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือ ใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ามีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้นายอำเภอท่าอุเทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเทศบาลตำบลท่าอุเทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นราชการส่วนกลางมีฐานะเป็น กรม ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครพนม ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ เป็นหน่วยงานในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ (๑๘) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ และผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศ คำสั่ง หรือเอกสารอื่นใดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับการเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ราชพัสดุหรือโครงการอ่างเก็บน้ำบึงมอ อันมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ รื้อถอนถนนคอนกรีตที่ก่อสร้างทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับปรุงแก้ไขสภาพที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายประการสำคัญที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนประเด็นปัญหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2562 โดยบรรยายฟ้องในข้อ 1 ว่าจำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 แต่ตามคำร้องขอฝากขังคดีหมายเลขดำที่ ฝ.210/2562 ระบุพฤติการณ์แห่งคดีว่า เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 ช. พนักงานรักษาความปลอดภัยของผู้เสียหายตรวจค้นรถคันที่จำเลยเป็นผู้ขับพบสิ่งผิดปกติ จึงใช้กล้องจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพวัตถุต้องสงสัย ทั้งฟ้องข้อ 2 บรรยายว่าเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2562 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จำเลยได้รับการปล่อยตัวไป จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2562 มิใช่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งพออนุโลมได้ว่าคำร้องขอฝากขังถือเป็นส่วนประกอบของคำฟ้อง และถือว่าฟ้องระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาโดยผิดหลง เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยมิได้หลงต่อสู้ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ต้องเป็นคดีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกฟ้องให้รับผิดเยียวยาความเสียหายให้แก่โจทก์โดยการชดใช้เงินส่งมอบทรัพย์สิน กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เป็นผู้ใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด หรือละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร โดยกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือการกระทำอื่น หรือการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้น ก่อความเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อคดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านที่จำเลยได้รับไปโดยไม่มีสิทธิพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โดยการที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้นมิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
การใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา ๖๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในคดีที่มีการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การที่โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการสั่งยึดหรืออายัดบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสามที่ต้องสงสัยว่าเป็นทรัพย์สินของนาย บ. ที่ร่ำรวยผิดปกติ ตามมาตรา ๖๙ (๒) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และเรียกค่าเสียหายจากการใช้อำนาจดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องขอให้ตรวจสอบและเรียกค่าเสียหายจากใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีเพื่อประโยชน์แก่การบังคับคดีตามผลของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ และธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ความว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนพร้อมขาย โครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะที่ ๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยมีกำหนดเวลา ๓ ปี ระหว่างสัญญาจำเลยที่ ๑ค้างชำระค่าเช่า และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดิน โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ภายใน ๓๐ วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระ ให้ถือหนังสือดังกล่าวแทนการบอกเลิกสัญญา และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่นที่ค้างชำระ และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนแก่โจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากอาคารที่เช่าตามฟ้อง ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาแต่โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์จึงมีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี โดยสัญญามีข้อกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ผู้เช่านำทรัพย์สินออกให้ผู้เช่าช่วงเช่าได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินอัตราที่โจทก์ผู้ให้เช่ากำหนด อันเป็นข้อตกลงที่จำกัดเสรีภาพของเอกชนคู่สัญญาในการกำหนดราคาค่าเช่าได้โดยเสรี ซึ่งแตกต่างจากสัญญาเช่าระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการจัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาถูกและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เช่าช่วงให้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีมาตรฐานและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาพิพาทจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔ อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นผู้บริหารกิจการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ส่วนผู้ฟ้องคดีเป็นลูกจ้างในหน่วยงานทางปกครอง จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติเดียวกันแต่เนื่องจากมาตรา ๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ บัญญัติให้รัฐวิสาหกิจทั้งหลายอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่ว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะกำหนดไว้เช่นใดก็ตาม เว้นแต่รัฐวิสาหกิจที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ดังนั้น นิติสัมพันธ์ระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ จึงอยู่ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ ภายใต้ข้อบังคับและระเบียบที่กำหนดความสัมพันธ์หรือสภาพการจ้างระหว่างกัน เมื่อคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ บภบ. ๘๒/๒๕๖๔ ที่ให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการที่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างมีหน้าที่ในการขับรถไฟได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับความเสียหาย คำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวจึงเป็นผลมาจากการกระทำละเมิดของผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นลูกจ้างต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งเป็นนายจ้าง กรณีจึงเป็นคดีพิพาทอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง จำเลย จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางน้ำและทางบก ตามมาตรา 67 (1) แห่งพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ก็ตาม แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยโดยอ้างเหตุว่า จำเลยกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตบุกรุกที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันออก กว้าง 6 เมตร ยาวประมาณ 200 เมตร ตลอดแนวเพื่อเป็นทางเข้าออกถนนสาธารณะ สายพิมาย - หินดาด โดยไม่ได้ขออนุญาตโจทก์ ส่วนจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โจทก์รับรู้และทราบมาโดยตลอดว่าจำเลยได้ทำการก่อสร้างถนนคอนกรีตในที่ดินพิพาทของโจทก์ จำเลยมิได้กระทำละเมิด ขอให้ยกฟ้อง การที่จะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก (คสล.) ของจำเลย ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของจำเลยแล้ว จะเป็นผลให้จำเลยมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์จึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์เป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ บริษัท ฐ. จำกัด โจทก์ ยื่นฟ้อง มหาวิทยาลัยราชภัฏ ล. ที่ 1 นาย ก. ที่ 2 นาย ป. ที่ 3 จำเลยตามสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ ระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย กรณีจึงมีปัญหาว่า สัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลและเป็นส่วนราชการ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามมาตรา 4 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน วิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุงถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ผลิตครูและส่งเสริมวิทยฐานะครู อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่ลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์เพื่อใช้เป็นสถานที่ให้นักศึกษาครุศาสตร์เข้าพักในขณะเข้ารับการศึกษากับจำเลยที่ 1 เท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่จำเลยที่ 1 มอบให้โจทก์เข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับจำเลยที่ 1 อันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารหอพักนักศึกษาครุศาสตร์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ร. ที่ ๑ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน จำเลยที่ ๒ เข้าทำสัญญาค้ำประกันการเช่าเหมาของจำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ ยินยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในหนี้ตามสัญญาเช่าเหมา หลังสัญญาสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองทรัพย์สินที่เช่าและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินนั้นตลอดมาอันเป็นการผิดสัญญาเช่า ขอให้บังคับขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาท โดยให้จำเลยที่ ๑ ส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนในสภาพเรียบร้อยปราศจากการชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ บัญญัติให้โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่งและการจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย และให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี โดยสัญญามีข้อกำหนดให้จำเลยที่ ๑ ผู้เช่านำทรัพย์สินออกให้ผู้เช่าช่วงเช่าได้ในอัตราสูงสุดไม่เกินอัตราที่โจทก์ผู้ให้เช่ากำหนด อันเป็นข้อตกลงที่จำกัดเสรีภาพของเอกชนคู่สัญญาในการกำหนดราคาค่าเช่าได้โดยเสรี ซึ่งแตกต่างจากสัญญาเช่าระหว่างเอกชนกับเอกชน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ในการจัดให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยในราคาถูกและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เช่าช่วงให้อยู่อาศัยในชุมชนที่มีมาตรฐานและมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ สัญญาพิพาทจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ อันมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เกี่ยวกับการค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ของสัญญาเช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน สัญญาประธานซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สัญญาค้ำประกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองเช่นเดียวกัน
คดีที่ อดีตลูกจ้างองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ยื่นฟ้ององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๑ ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๒ รองผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๓ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำเลยที่ ๔ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ ว่า โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ ๑ มีคำสั่งที่ ๘๗/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๓ ลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ในสถานให้ออก ตามที่จำเลยที่ ๔ มีมติ ชี้มูลความผิดทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรงแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ มีมติให้ยกโทษแก่โจทก์โดยเห็นว่าโจทก์มิได้มีความผิดตามที่จำเลยที่ ๔ ชี้มูล จำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งที่ ๒๐๓/๒๕๖๓ ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ ให้ยกโทษแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ ๔ มีหนังสือแจ้งว่า เป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ให้จำเลยที่ ๑ พิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจให้ถูกต้องเหมาะสมต่อไป จำเลยที่ ๕ ถึงที่ ๙ จึงเสนอความเห็นว่า ควรดำเนินการตามหนังสือของจำเลยที่ ๔ จากนั้นจำเลยที่ ๑ จึงมีคำสั่งที่ ๑๖๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เพิกถอนคำสั่งที่ ๒๐๓/๒๕๖๓ ที่ให้ยกโทษทางวินัยแก่โจทก์ เป็นให้ยืนโทษทางวินัยโจทก์ในสถานให้ออก ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการออกคำสั่งซ้ำไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ชอบด้วยข้อบังคับขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ว่าด้วยการปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๖๔ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ได้รับค่าจ้างและ เสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้เพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ ๑ ที่ ๑๖๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ กับให้จำเลยทั้งเก้าร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าจ้างและค่าเสียหายแก่โจทก์ เห็นว่า แม้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๑ เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา และมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ส่วนโจทก์ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ สังกัดจำเลยที่ ๑ และฟ้องคดีนี้โดยโจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๑๖๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ที่ให้ยืนโทษทางวินัยในสถาน ให้ออกตามคำสั่งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ ๘๗/๒๕๖๓ กับขอให้จำเลยทั้งเก้าซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคำสั่งลงโทษให้โจทก์ออกจากงานร่วมกันจ่ายค่าจ้างและค่าเสียหายแก่โจทก์ อันเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับ การออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันเกิดจากคำสั่ง ทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ในขณะมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานนั้น อยู่ในฐานะเป็นลูกจ้างกับนายจ้างโดยสภาพการจ้างงานเป็นไปตาม พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๔๙๙ และข้อบังคับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ว่าด้วย การปฏิบัติงาน พ.ศ. ๒๕๕๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างพนักงานรัฐวิสาหกิจและรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นนายจ้าง ดังนี้ การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ให้โจทก์ออกจากงานโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเรียกค่าจ้างกับค่าเสียหายอันเกิดจากคำสั่งที่ให้โจทก์ออกจากงานดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง และเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างลูกจ้างและนายจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งเข้าข้อยกเว้นเป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตาม มาตรา ๙ วรรคสอง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คดีนี้จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม