คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 785/2565
#686980
เปิดฉบับเต็ม

ในสัญญาประกันชีวิต การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ และมาตรา 865 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติว่า "...บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยการทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เอาประกันชีวิต เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันชีวิตซึ่งการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตน ที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยทราบ หาใช่หน้าที่ของจำเลยผู้รับประกันชีวิตที่จะต้องสืบหาประวัติการรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้เอาประกันชีวิตไม่ การที่ผู้เอาประกันชีวิตระบุในใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ที่ถามชัดเจนว่าระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมาเคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัว ตรวจโลหิต ความดันโลหิตหรือไม่ แต่ผู้เอาประกันชีวิตกลับตอบว่า การตรวจสุขภาพประจำปีผลปกติ ทั้งที่ก่อนที่จะยื่นใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) เพิ่งไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง บ่งชี้ได้ว่า ผู้เอาประกันชีวิตจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและอาการเจ็บป่วยดังกล่าวของตนที่เป็นข้อสาระสำคัญซึ่งหากจำเลยทราบก็จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นผลให้สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะตามบทกฎหมายข้างต้น เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังโจทก์ทั้งสองผู้รับประโยชน์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 865 วรรคสอง โดยชอบแล้ว สัญญาประกันชีวิตจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตเพื่อชำระหนี้ของดาบตำรวจสอิ้งให้แก่ธนาคาร 2,203,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ต้นเงิน 1,950,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากมีเงินเหลือจากการหักชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินแล้วให้คืนแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,879,254 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 14 กันยายน 2559 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคาร หากมีเงินเหลือจากการชำระหนี้แล้วให้ชำระแก่โจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจสะอิ้ง วันที่ 13 ตุลาคม 2558 ดาบตำรวจสอิ้งทำสัญญากู้เงินกับธนาคาร 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,950,000 บาท ในวันดังกล่าวดาบตำรวจสอิ้งยังได้ยื่นคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) จำนวนเงินเอาประกัน 1,950,000 บาท โดยระบุให้ธนาคาร เป็นผู้รับประโยชน์ตามภาระหนี้ที่ค้างชำระ ถ้ามีเงินเหลือจ่ายก็ให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับประโยชน์ ดาบตำรวจสอิ้งตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพในคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ข้อ 14 ที่ระบุว่า ในระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมา ท่านเคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัว ตรวจโลหิต ความดันโลหิต ปัสสาวะ เอกซเรย์ ตรวจหัวใจ หรือตรวจอย่างอื่นหรือไม่ ดาบตำรวจสอิ้งตอบว่าเคยตรวจสุขภาพประจำปี ผลปกติ จำเลยตกลงรับประกันชีวิตดาบตำรวจสอิ้งแบบกลุ่ม และมอบหนังสือรับรองการเอาประกันชีวิตให้ดาบตำรวจสะอิ้ง ระหว่างอายุกรมธรรม์ประกันชีวิตดังกล่าว ดาบตำรวจสอิ้งเสียชีวิตด้วยระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว โจทก์ทั้งสองขอรับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันชีวิตของดาบตำรวจสอิ้งจากจำเลย จำเลยปฏิเสธที่จะชำระค่าสินไหมทดแทน และมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตพร้อมคืนเงินเบี้ยประกันชีวิตให้ธนาคาร ก.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า สัญญาประกันชีวิตตกเป็นโมฆียะหรือไม่ จำเลยฎีกาทำนองว่า ดาบตำรวจสอิ้งปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของตนที่เข้ารับการรักษาโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง อันเป็นข้อสาระสำคัญที่จำเลยจะพิจารณาว่าจะรับหรือปฏิเสธการขอเอาประกันชีวิตของดาบตำรวจสอิ้งและจำเลยไม่มีหน้าที่ที่จะไปสืบหาประวัติการรักษาของดาบตำรวจสอิ้ง ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะนั้น จำเลยเป็นฝ่ายยกข้อเท็จจริงขึ้นมาปฏิเสธความรับผิดตามสัญญาประกันชีวิตที่จำเลยทำไว้กับดาบตำรวจสอิ้งภาระการพิสูจน์ตกแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 ซึ่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ให้นำมาใช้บังคับในคดีผู้บริโภคด้วย จำเลยมีนายพิเชฐ นายสารัตถ์ และนายแพทย์กฤษณะ เป็นพยานเบิกความได้ความว่า จากประวัติการตรวจรักษาอาการป่วยของดาบตำรวจสอิ้งที่โรงพยาบาล บ. แจ้งให้จำเลยทราบเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 พบว่า ดาบตำรวจสอิ้งเข้ารับการรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงมาตั้งแต่ปี 2556 และดาบตำรวจสอิ้งไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการป่วยตามนัดอย่างต่อเนื่อง วันที่ 8 กันยายน 2558 ก่อนที่ดาบตำรวจสอิ้งจะยื่นคำขอเอาประกันชีวิต 1 เดือนเศษ ดาบตำรวจสอิ้งเข้ารับการรักษาอาการป่วยเบาหวานและไขมันในเลือดสูง แพทย์วินิจฉัยว่า ดาบตำรวจสอิ้งป่วยเป็นโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง และนายพิเชฐยังเบิกความอีกว่า หากดาบตำรวจสอิ้งให้ข้อเท็จจริงว่า ป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูงและอยู่ระหว่างการรักษาแล้ว จำเลยจะปฏิเสธไม่รับทำสัญญาประกันชีวิต เพราะเป็นผู้มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ อาจเสียชีวิตได้มากกว่าคนที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จำเลยมีหนังสือลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2560 และ 15 กุมภาพันธ์ 2560 บอกล้างสัญญาประกันชีวิตไปยังโจทก์ทั้งสองและธนาคาร ในฐานะผู้รับประโยชน์ นอกจากโจทก์ทั้งสองจะไม่ได้นำสืบโต้แย้งข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบให้เห็นเป็นอื่นแล้ว โจทก์ที่ 1 ยังเบิกความว่า ดาบตำรวจสอิ้งตอบคำถามข้อ 14 ในใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ว่า ตรวจสุขภาพประจำปี ผลปกติ เห็นว่า ในสัญญาประกันชีวิต การใช้จำนวนเงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของบุคคลหนึ่งเป็นสำคัญ และมาตรา 865 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า "...บุคคลอันการใช้เงินย่อมอาศัยการทรงชีพหรือมรณะของเขานั้นก็ดี รู้อยู่แล้วละเว้นเสียไม่เปิดเผยข้อความจริงซึ่งอาจจะได้จูงใจผู้รับประกันภัยให้เรียกเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอีกหรือให้บอกปัดไม่ยอมทำสัญญา หรือว่ารู้อยู่แล้วแถลงข้อความนั้นเป็นความเท็จไซร้ ท่านว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ" จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อเท็จจริงต่าง ๆ รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพของผู้เอาประกันชีวิตเป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันชีวิตซึ่งการใช้เงินย่อมอาศัยความทรงชีพหรือมรณะของตน ในคดีนี้คือดาบตำรวจสอิ้งผู้เอาประกันชีวิตที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงให้ผู้รับประกันภัยในคดีนี้ก็คือจำเลยผู้รับประกันชีวิตทราบ หาใช่หน้าที่ของจำเลยผู้รับประกันชีวิตที่จะต้องสืบหาประวัติการรักษาอาการเจ็บป่วยของดาบตำรวจสอิ้งผู้เอาประกันชีวิตไม่ การที่ดาบตำรวจสอิ้งผู้เอาประกันชีวิตระบุในข้อ 14 ของใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ที่ถามชัดเจนว่าระหว่าง 6 เดือนที่ผ่านมาเคยให้แพทย์ตรวจหรือเข้าสถานพยาบาลทำการรักษาตัว ตรวจโลหิต ความดันโลหิตหรือไม่ แต่ดาบตำรวจสอิ้งกลับตอบว่า การตรวจสุขภาพประจำปี ผลปกติ ทั้งที่ก่อนที่ดาบตำรวจสอิ้งจะยื่นใบคำขอเอาประกันภัยสินเชื่อกลุ่ม (แบบสั้น) ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2558 นั้น วันที่ 8 กันยายน 2558 ดาบตำรวจสอิ้งไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง บ่งชี้ได้ว่าดาบตำรวจสอิ้งจงใจปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสุขภาพและอาการเจ็บป่วยดังกล่าวของตนที่เป็นข้อสาระสำคัญซึ่งหากจำเลยทราบก็จะไม่รับทำสัญญาประกันชีวิตกับดาบตำรวจสอิ้งดังที่นายพิเชฐเบิกความ การปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าวของดาบตำรวจสอิ้งเป็นผลให้สัญญาประกันชีวิตระหว่างดาบตำรวจสอิ้งกับจำเลยตกเป็นโมฆียะตามบทกฎหมายข้างต้น เมื่อจำเลยมีหนังสือบอกล้างสัญญาประกันชีวิตระหว่างดาบตำรวจสอิ้งกับจำเลยที่ตกเป็นโมฆียะกรรมไปยังธนาคาร และโจทก์ทั้งสองผู้รับประโยชน์ภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่จำเลยทราบมูลอันจะบอกล้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 865 วรรคสอง โดยชอบแล้ว สัญญาประกันชีวิตระหว่างดาบตำรวจสอิ้งกับจำเลยจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องให้รับผิด โดยไม่จำต้องวินิจฉัยเหตุผลอื่น ๆ ที่จำเลยกล่าวมาในฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยรับผิดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 865 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง อ. กับพวก
จำเลย — บริษัท ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายเมธี วรรณวีระ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนเรศ กลิ่นสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ไชยผล สุรวงษ์สิน
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 783/2565
#682233
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งขึ้นมาวินิจฉัยว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้ศาลสามารถนำพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งมาวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาได้ ทั้งปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

ในคดีส่วนอาญาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 แม้คู่ความจะนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง การรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งเพื่อกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 และมาตรา 223 นั้น หากข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วย ศาลก็เพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น แต่ไม่อาจด่วนพิพากษาให้ความรับผิดค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นพับและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ได้ เพราะต้องถือว่าข้อเท็จจริงในคดีอาญายุติตามคำรับสารภาพของจำเลยแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดตามฟ้องก็บ่งชี้อยู่ว่าจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง โดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยตามพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นาย ก. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ โจทก์ร่วมไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,116,083.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งว่าการพิจารณาสิทธิในการฎีกาเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนในคดีส่วนแพ่งของโจทก์ร่วม ต้องถือคดีส่วนอาญาเป็นหลัก การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ร่วมมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาสั่งโดยยังไม่ได้ตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญา เป็นการไม่ถูกต้อง ให้คืนสำนวนศาลชั้นต้นเพื่อตรวจสั่งฎีกาของโจทก์ร่วมในคดีส่วนอาญาให้แล้วเสร็จเสียก่อน ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ต่อมาศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาคดีส่วนอาญาของโจทก์ร่วม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาเสียก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังยุติว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัส การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 หยิบยกพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งขึ้นมาวินิจฉัยว่าเหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของโจทก์ร่วมและจำเลยไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบ เพราะไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้ศาลสามารถนำพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งมาวินิจฉัยในคดีส่วนอาญาได้ ทั้งปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยและพิพากษายกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องจึงเป็นการไม่ชอบ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมที่อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

สำหรับในคดีส่วนแพ่ง ซึ่งโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและศาลฎีกาสั่งจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความนั้น เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ร่วมขึ้นพิจารณา เห็นว่า คดีนี้โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นการใช้สิทธิยื่นคำร้องในคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ จึงต้องถือว่าคำพิพากษาในส่วนที่โจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนเป็นส่วนหนึ่งแห่งคำพิพากษาในคดีส่วนอาญา เมื่อคดีอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา โจทก์ร่วมจึงไม่ต้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่ง

สำหรับคดีส่วนแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง การพิพากษาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 แม้คู่ความจะนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง การรับฟังพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบกันในคดีส่วนแพ่งเพื่อกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 และมาตรา 223 นั้น หากข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งฟังได้ว่าโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วย ศาลก็เพียงแต่นำมาฟังประกอบในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าโจทก์ร่วมควรจะได้รับค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเพียงใดเท่านั้น แต่ไม่อาจด่วนพิพากษาให้ความรับผิดค่าสินไหมทดแทนระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นพับและยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ได้ เพราะต้องถือว่าข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยแล้วว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ซึ่งพฤติการณ์การกระทำผิดตามฟ้องก็บ่งชี้อยู่ว่าจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง โดยมิได้วินิจฉัยเนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและจำเลยตามพยานหลักฐานที่โจทก์ร่วมและจำเลยนำสืบกันในคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) ประกอบมาตรา 252 คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีส่วนแพ่ง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งใหม่ตามรูปคดี และให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกาคดีส่วนแพ่งและยกฎีกาของโจทก์ร่วมทั้งคดีส่วนอาญาและคดีส่วนแพ่งค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 44/1 ม. 46 ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 243 (2) ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครศรีธรรมราช
โจทก์ร่วม — นาย ก.
จำเลย — นาย ณ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครศรีธรรมราช — นายกมล บัวแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2565
#685427
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความใน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด จำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้ดำเนินการแก้ไขตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของ ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2561 ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 ปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 5,000 บาท และปรับอีกวันละ 1,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2562 จำเลยยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินค่าปรับที่จำเลยชำระนับถัดจากวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเป็นต้นไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดไต่สวน ศาลชั้นต้นสอบถามคู่ความและนายทวี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย แถลงรับว่า จำเลยประกอบธุรกิจโรงแรม โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ต่อมาได้ยื่นคำร้องต่อองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายเพื่อดำเนินการตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 ข้อ 2 (1) และองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายออกหนังสือ ที่ สต 71303/613 ว่า ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานประกอบการโรงแรมของจำเลยแล้วผลปรากฏว่าดำเนินการแก้ไขอาคารตามคำสั่งดังกล่าวถูกต้องเรียบร้อย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงมีคำสั่งงดไต่สวน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุที่จะกำหนดโทษจำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 หรือไม่ แม้จำเลยจะหยิบยกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 เรื่อง มาตรการส่งเสริมและพัฒนามาตรฐานการประกอบธุรกิจโรงแรมบางประเภท ซึ่งออกคำสั่ง ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2562 ขึ้นกล่าวอ้างภายหลังและคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม แต่จำเลยกำลังรับโทษปรับตามคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ หากปรากฏตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังว่า จำเลยไม่ต้องรับโทษในการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 แล้ว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้กำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังได้ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง คดีนี้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2561 จำเลยกระทำความผิดฐานประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ภายหลังคดีถึงที่สุด เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2562 ได้มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 6/2562 มีใจความสรุปได้ว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการประกอบอาชีพสุจริตของชุมชนเพื่อให้เศรษฐกิจมีความคล่องตัว เกิดการกระจายรายได้ เกิดการสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ลดความขัดแย้งในชุมชนและจัดให้กิจการที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีการบริหารจัดการที่ดีและมีการตรวจสอบควบคุมโดยรัฐ ตามหลักการดังกล่าวนี้ปรากฏว่ามีผู้นำอาคารมาให้บริการเป็นที่พักแก่ประชาชน ตลอดจนใช้บ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้บริการในรูปแบบของโรงแรมตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เพื่อหารายได้ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งควรให้โอกาสดำเนินการเสียให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นเดียวกับที่เคยมีกฎหมายผ่อนผันในเรื่องอื่นไว้ทำนองเดียวกันแล้ว อันจะทำให้กิจการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ จึงได้กำหนดไว้ในข้อ 2 (1) ของคำสั่งดังกล่าว ให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งใช้อาคารในการประกอบธุรกิจโรงแรมอยู่ในวันก่อนที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ และอาคารนั้นมีลักษณะเป็นการฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ไปแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนและดำเนินการปรับปรุงระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 แล้วติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่อาคารไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 2 เครื่อง ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คำสั่งมีผลใช้บังคับ พร้อมทั้งยื่นเอกสารหรือหลักฐานเพื่อประกอบการตรวจสอบ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ซึ่งต่อมาได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยื่นเอกสารหรือหลักฐานของผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งมีอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว จำเลยเสนอต่อศาลเป็นหนังสือขององค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เรื่อง การแก้ไขอาคารตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 6/2562 หนังสือดังกล่าวเป็นเอกสารของทางราชการ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องพร้อมเอกสารดังกล่าวของจำเลยไว้แล้ว มิได้โต้แย้งความถูกต้อง และนายทวี ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่าย ผู้ลงนามในเอกสารได้แถลงรับรองเอกสารดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2563 จึงรับฟังเอกสารนั้นเป็นหลักฐานได้ว่า จำเลยได้แจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบถึงการฝ่าฝืนประกาศกระทรวงมหาดไทยแล้ว และต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายซึ่งเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้มีหนังสือแจ้งต่อจำเลยว่า ตามที่องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารที่ใช้ประกอบกิจการโรงแรมตามหนังสือแจ้งประกาศกระทรวงมหาดไทย องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะสาหร่ายได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่าสถานที่ประกอบกิจการของจำเลยได้ดำเนินการแก้ไข ตามอาคารที่มีลักษณะตามข้อ 2 วรรคหนึ่ง ของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาตินี้ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมซึ่งผ่านการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ได้รับยกเว้นโทษอาญาสำหรับความผิดตามข้อ 2 ที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจสอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น ดังนี้ ถือว่ากรณีเป็นเรื่องที่มีกฎหมายบัญญัติในภายหลังบัญญัติให้การกระทำของจำเลยไม่ต้องรับโทษ จำเลยจึงพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมาว่า จำเลยมีสิทธิขอคืนเงินค่าปรับหรือไม่ เห็นว่า กรณีของจำเลยต้องตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวได้แยกผลของการกระทำความผิดและการบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วจากกันต่างหาก กล่าวคือ ในส่วนของการบังคับตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดนั้นหากมีส่วนใดที่ยังค้างอยู่ระหว่างการบังคับ ก็ให้การบังคับนั้นสิ้นสุดลง ไม่มีการบังคับในส่วนที่ค้างอยู่อีกต่อไปเท่านั้น หาได้มีผลให้รื้อฟื้นการบังคับโทษที่เสร็จสิ้นไปแล้วขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกแต่อย่างใด โทษที่ได้รับมาแล้วต้องถือว่ายุติไปตามผลของคำพิพากษา ดังนั้น ค่าปรับที่จำเลยได้ชำระไปตลอดระยะเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นถือว่าการบังคับโทษปรับในส่วนนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จำเลยจึงไม่อาจถอนคืนได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับว่า จำเลยพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 59 คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 วรรคสอง
พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ.2547 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายจิรวัฒน์ เล่งน้อย
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายราเชนทร์ เรืองทวีป
ชื่อองค์คณะ
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
ภัทริกา จุลฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 767/2565
#685352
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีเจตนายุติความเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 คงเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 เพียง 2 คน เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทจำเลยที่ 3 ต่างมีความขัดแย้งกันจนผู้ถือหุ้นคนหนึ่งต้องการออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผลให้จำนวนผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ลดลงต่ำกว่าจำนวนผู้ถือหุ้นสามคนที่จะตั้งบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1097 ความขัดแย้งดังกล่าวย่อมทำให้บริษัทจำเลยที่ 3 ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไป และเป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น กรณีถือว่ามีเหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพราะจำนวนผู้ถือหุ้นลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึงสามคน ตามมาตรา 1237 (4) แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินลงทุนและทรัพย์สินของบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชําระได้เมื่อเลิกบริษัทและทำการชําระบัญชี เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อขอแบ่งทุนและทรัพย์สินคงเหลือและเมื่อกรณีต้องด้วยเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 7,576,894 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์รายเดือน เดือนละ 250,000 บาท นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 29 มกราคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่โจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 111,637 บาท แก่จำเลยทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในส่วนของจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์ครบวงจร ให้บริการถ่ายภาพ เสริมความงามและสตูดิโอ มีทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งเป็น 10,000 หุ้น หุ้นละ 100 บาท จำเลยที่ 1 ถือหุ้น 4,000 หุ้น จำเลยที่ 2 ถือหุ้น 3,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการร้าน ร. และร้าน บ. มีโจทก์เป็นผู้จัดการร้านรับเงินเดือนจากจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปพบโจทก์ที่ ร้าน ร. จากนั้นโจทก์มิได้กลับเข้าไปทำงานที่ร้านทั้งสองอีก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องหุ้นส่วนบริษัทซึ่งโจทก์ขอเรียกคืนทุน คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องละเมิดและความรับผิดจากการทำละเมิด ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการเข้ามาในร้าน ร. กล่าวอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญา และขับไล่โจทก์ออกจากร้านห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับร้าน ร. และร้าน บ. อีกต่อไป ทั้งประกาศริบเงินหุ้นส่วน เงินปันผลและทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสาม การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายก็ตาม แต่โจทก์ระบุในคำฟ้องด้วยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหุ้นส่วนสถานประกอบการชื่อ ร. และ บ. และจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์ครบวงจรมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ เมื่อจำเลยทั้งสามกระทำการให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดคืนเงินค่าหุ้นและเงินปันผลร้าน ร. และร้าน บ. แก่โจทก์ คืนเงินในบัญชีเงินฝาก ชำระเงินปันผลค้างจ่ายรวมถึงค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ ทั้งโจทก์นำสืบด้วยว่า โจทก์ตกลงเข้าหุ้นกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อประกอบกิจการร้าน ร. และร้าน บ. ต่อมาจำเลยทั้งสามประกาศริบหุ้น เงินปันผลและทรัพย์สินทั้งหมดของโจทก์ โจทก์จึงประสงค์ฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินตามฟ้อง เห็นได้ว่า ตามคำฟ้องและทางนำสืบโจทก์เป็นเรื่องโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์ใช้ชื่อว่า ร้าน ร. และร้าน บ. ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิโจทก์ด้วยการประกาศริบหุ้น เงินปันผลและทรัพย์สินทั้งหมดที่โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของ โจทก์จึงฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสามใช้คืนเงินลงทุน แบ่งทรัพย์สินของบริษัทและใช้เงินปันผล อันเป็นการฟ้องเกี่ยวกับความขัดแย้งในการประกอบกิจการของบริษัทจำเลยที่ 3 และเรียกทรัพย์สินและหุ้นคืน มิใช่การฟ้องเกี่ยวกับความขัดแย้งในการประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนหรือฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรับผิดในเรื่องละเมิดแต่อย่างใด และเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงเข้ากับบทกฎหมายเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องหุ้นส่วนบริษัทซึ่งโจทก์ขอเรียกคืนทุน คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทเรื่องละเมิดและความรับผิดจากการทำละเมิดนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่เคลือบคลุมนั้น ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นนี้แล้วว่า ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่เคลือบคลุม ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ปัญหาว่าฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 เคลือบคลุมหรือไม่จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัยและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า ฟ้องโจทก์เป็นเรื่องความขัดแย้งในการประกอบกิจการบริษัท การเรียกคืนหุ้นและเรียกทรัพย์สินของบริษัท กรณีจึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา ลักษณะ 22 หุ้นส่วนและบริษัท มาปรับใช้แก่คดี โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบรับกันว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีข้อขัดแย้งกัน โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า สามีโจทก์เปิดร้านซึ่งประกอบกิจการลักษณะเดียวกันกับกิจการของจำเลยที่ 3 และทำการค้าแข่งเป็นปฏิปักษ์แก่กิจการของจำเลยที่ 3 ผิดข้อตกลงที่ทำไว้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 และโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริหารงานร้านจงใจไม่ยื่นภาษีจนสรรพากรพื้นที่ระยองมีหนังสือขอให้จำเลยที่ 1 ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการประกอบกิจการร้านเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสามได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เห็นว่าผลของการผิดข้อตกลงต้องริบคืนหุ้นที่เป็นของโจทก์ ส่วนโจทก์อ้างว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติผิดข้อตกลง และโจทก์กับสามีมิได้กระทำทุจริตจงใจไม่ยื่นภาษี จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างเรื่องที่ไม่เป็นความจริงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่ต้องการทำงานร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป และประสงค์จะเรียกเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ คืน ขณะฟ้องคดีนี้โจทก์ออกจากร้านมิได้ประกอบกิจการร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 อีกต่อไป พฤติการณ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีเจตนายุติความเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์ที่มีอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 3 คงเหลือจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 3 เพียง 2 คน เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของบริษัทจำเลยที่ 3 ต่างมีความขัดแย้งกัน จนผู้ถือหุ้นคนหนึ่งต้องการออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผลให้จำนวนผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 3 ลดลงต่ำกว่าจำนวนผู้ถือหุ้น 3 คน ที่จะตั้งบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1097 ความขัดแย้งดังกล่าวย่อมทำให้บริษัทจำเลยที่ 3 ไม่สามารถประกอบธุรกิจต่อไปและเป็นปฏิปักษ์ต่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น กรณีถือว่ามีเหตุที่ศาลจะสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพราะจำนวนผู้ถือหุ้นลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึงสามคนตามมาตรา 1237 (4) แม้ฟ้องโจทก์จะมิได้ขอให้ศาลมีคำสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 แต่โจทก์ฟ้องขอคืนเงินลงทุนและทรัพย์สินของบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนที่เป็นของโจทก์ซึ่งจะสามารถบังคับชำระได้เมื่อเลิกบริษัทและทำการชำระบัญชี เห็นความประสงค์ของโจทก์ได้ว่าต้องการให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อขอแบ่งทุนและทรัพย์สินคงเหลือและเมื่อกรณีต้องด้วยเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 ดังได้วินิจฉัยมาข้างต้น จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 ส่วนการที่โจทก์ขอคืนทุนโดยมิได้ขอให้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยที่ 3 เสียก่อนนั้น ได้ความว่า บริษัทจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการให้บริการงานวิวาห์เปิดเป็นร้านให้บริการหลายร้าน มีทรัพย์สิน รายได้ รายจ่าย และอาจมีหนี้สินค้างชำระแก่บุคคลภายนอก จึงมีความจำเป็นต้องจัดให้มีการชำระบัญชีเพื่อให้ทราบทรัพย์สิน หนี้สิน รวมถึงผลกำไร ขาดทุนของบริษัทเสียก่อน โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างมีข้อขัดแย้งกันหากจะตั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการเป็นผู้ชำระบัญชีก็เล็งเห็นได้ว่าจะเกิดปัญหาการไม่ร่วมมือกันในการชำระบัญชี เป็นอุปสรรคแก่การชำระบัญชีและไม่เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย จึงเห็นสมควรแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีเพื่อทำการชำระบัญชีไปเสียทีเดียว โดยไม่จำต้องให้โจทก์กลับไปฟ้องเป็นคดีใหม่อีก สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทจำเลยที่ 3 นั้น ปรากฏตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 3 ว่า โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น ซึ่งเอกสารดังกล่าวมาตรา 1024 บัญญัติให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้นั้นทุกประการ โจทก์อ้างว่า โจทก์นำเงินมาลงทุนในบริษัทจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงทุนอีกกึ่งหนึ่ง อันเป็นกรณีที่โจทก์โต้แย้งว่าบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนั้นไม่ถูกต้อง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ แต่ทางนำสืบโจทก์คงมีแต่โจทก์อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาแสดงจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า โจทก์ถือหุ้นกึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นทั้งหมดในบริษัทจำเลยที่ 3 เช่นนี้ สัดส่วนการถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทจำเลยที่ 3 ที่ใช้เป็นฐานในการชำระบัญชีคงเป็นไปตามที่ระบุในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น คือ โจทก์ถือหุ้น 3,000 หุ้น ส่วนโจทก์จะได้รับคืนทุนหรือทรัพย์สินหรือไม่ เพียงใด เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไปในชั้นชำระบัญชี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยเรื่องความรับผิดของจำเลยทั้งสามอีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้เลิกบริษัทจำเลยที่ 3 และตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1097 ม. 1237 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ส.
จำเลย — นาย ว. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทยา — นายมานพ จรัสจรรยาวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง
ชื่อองค์คณะ
อุดม วัตตธรรม
พิศิฏฐ์ สุดลาภา
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 766/2565
#685225
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายสถานีของสถานีขนส่งสินค้าของจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรต่อไป แต่กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ให้เกิดความชัดเจนที่แสดงว่าจำเลยปฏิเสธไม่ให้โจทก์ปฏิบัติงานอีกต่อไปภายหลังจากสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงแล้วประกอบกับต่อมาโจทก์มีหนังสือฉบับแรกลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกให้ชำระค่าบริการหรือค่าจ้างในเดือนตุลาคม 2560 โดยอ้างถึงสัญญาจ้างทั้งสามฉบับระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า ภายหลังครบกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์ยังคงให้บริการรักษาความปลอดภัยและเข้าปฏิบัติงานที่สถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งเรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 จำเลยมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด หลังจากนั้น โจทก์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกอีกครั้งให้ชำระค่าบริการโดยอ้างถึงสัญญาและการเข้าปฏิบัติงานเช่นเดียวกับหนังสือฉบับแรก จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์แล้ว แต่ไม่ได้ตอบกลับไปยังโจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยนิ่งเฉยเสียไม่ได้ชี้แจงหรือปฏิเสธให้เห็นได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งที่หนังสือทวงถามให้ชำระค่าจ้างแก่โจทก์นั้น มีผลกระทบต่อจำเลยให้ต้องเสียประโยชน์โดยตรง พฤติการณ์ถือได้ว่า โจทก์ได้ปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรภายในสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งให้จำเลยและจำเลยได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานตามลักษณะงานปกติเช่นที่โจทก์เคยปฏิบัติมา การที่โจทก์ให้บริการต่อมาอีก 1 เดือน แต่หาได้มีการจัดจ้างโจทก์ จึงไม่ได้มีการต่อสัญญา เป็นกรณีโจทก์เข้าจัดการงานของจำเลยโดยไม่มีหน้าที่ แต่การให้บริการของโจทก์สมประโยชน์ของจำเลยตัวการ จึงปรับบทในเรื่องจัดการงานนอกสั่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการให้บริการตามอัตราค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,048,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 975,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เดิมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาจ้างเหมาบริการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจร ภายในสถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑลสถานีขนส่งสินค้าคลองหลวง และสถานีขนส่งสินค้าร่มเกล้า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 ค่าจ้างในแต่ละสถานีขนส่งสินค้าเดือนละ 325,000 บาท รวมค่าจ้าง 3,900,000 บาท โจทก์ได้ปฏิบัติตามสัญญาและจำเลยได้ชำระค่าจ้างให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์และจำเลยคงโต้แย้งกันเฉพาะการปฏิบัติงานของโจทก์ในการให้บริการรักษาความปลอดภัยและการอำนวยการจราจรในสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งของจำเลย และเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยในเดือนตุลาคม 2560 อันเป็นเวลาภายหลังที่ระยะเวลาตามสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เดิมสิ้นสุดลงแล้ว เป็นเงิน 975,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เมื่อสัญญาจ้างเหมาบริการฯ ระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2560 แล้วโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรต่อไปในเดือนตุลาคม 2560 หรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าบริการหรือค่าจ้างตามอัตราในสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เดิมให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีมีน้ำหนักให้น่าเชื่อว่า การที่พยานทั้งสามซึ่งต่างเป็นนายสถานีของสถานีขนส่งสินค้าของจำเลยมิได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งต่อผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ ก็เนื่องจากสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งยังมีความจำเป็นที่จะต้องให้โจทก์ปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรเพื่อประโยชน์ของจำเลยในระหว่างที่รอการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) เพื่อทำสัญญากับผู้รับจ้างรายใหม่ ซึ่งเหตุจำเป็นดังกล่าวยังได้ความจากคำเบิกความของพยานทั้งสามด้วยว่า แม้ว่าจำเลยจะสามารถจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานรักษาความปลอดภัยได้เอง จำเลยก็มีความจำเป็นต้องจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย เพราะเจ้าหน้าที่ของจำเลยแต่ละคนมีงานรับผิดชอบประจำ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อว่า พยานทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าโจทก์ยังคงปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรต่อไปแต่กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ ให้เกิดความชัดเจนที่แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยปฏิเสธไม่ให้โจทก์ปฏิบัติงานอีกต่อไปภายหลังที่สัญญาจ้างเหมาบริการฯ ระหว่างโจทก์กับจำเลยได้สิ้นสุดลงแล้ว ประกอบกับต่อมาเมื่อโจทก์มีหนังสือฉบับแรกลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ให้ชำระค่าบริการหรือค่าจ้างในเดือนตุลาคม 2560 โดยอ้างถึงสัญญาจ้างรับเหมาบริการฯ ทั้งสามฉบับที่ทำระหว่างโจทก์กับจำเลยว่า ภายหลังครบกำหนดตามสัญญาแล้ว โจทก์ยังคงให้บริการรักษาความปลอดภัยและเข้าปฏิบัติงานที่สถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งเรื่อยมาจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560 โดยจำเลยมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด หลังจากนั้นโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 กันยายน 2561 แจ้งไปยังอธิบดีกรมการขนส่งทางบกอีกครั้งให้ชำระค่าบริการโดยอ้างถึงสัญญาและการเข้าปฏิบัติงานเช่นเดียวกับหนังสือให้ชำระค่าบริการฉบับแรก ซึ่งข้อนี้นางสาวรวิภา พยานจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ แต่ไม่ได้ตอบกลับไปยังโจทก์ อันเป็นกรณีที่จำเลยนิ่งเฉยเสียโดยไม่ได้มีหนังสือชี้แจงหรือปฏิเสธข้อเท็จจริงใดให้เป็นที่เห็นได้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ทั้งที่หนังสือทวงถามให้จำเลยชำระค่าจ้างแก่โจทก์นั้น มีผลกระทบต่อจำเลยให้ต้องเสียประโยชน์โดยตรง การที่จำเลยไม่มีหนังสือปฏิเสธความรับผิดไปยังโจทก์ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเลยพึงกระทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ จึงเป็นพิรุธ พฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่าโจทก์ได้ปฏิบัติงานในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยการจราจรภายในสถานีขนส่งสินค้าทั้งสามแห่งให้จำเลยและจำเลยได้รับประโยชน์จากการปฏิบัติงานตามลักษณะงานปกติเช่นที่โจทก์เคยปฏิบัติมา แต่ในการปฏิบัติงานของโจทก์ที่ให้บริการแก่จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานราชการ โจทก์ทราบดีว่าจะต้องเป็นการทำสัญญาจ้างเป็นหนังสือเช่นเดียวกับสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เมื่อจำเลยอยู่ระหว่างดำเนินการประกวดราคาและยังไม่ได้ผู้รับจ้างรายใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้มีหน้าที่ให้บริการแก่จำเลยการที่โจทก์ให้บริการต่อมาอีก 1 เดือน แม้เจ้าหน้าที่ของจำเลยรับเอาการปฏิบัติงานของโจทก์แต่ก็หาได้มีการดำเนินการจัดจ้างโจทก์ตามขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติ จึงไม่ได้มีการต่อสัญญากันแต่อย่างใด หากแต่เป็นกรณีโจทก์เข้าจัดการงานของจำเลยโดยไม่มีหน้าที่ ซึ่งแม้จำเลยไม่ได้มอบหมายให้กระทำก็ตาม แต่การให้บริการของโจทก์สมประโยชน์ของจำเลยตัวการตามข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าว ศาลมีอำนาจปรับบทในเรื่องจัดการงานนอกสั่งได้ ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่ายในการให้บริการ ตามอัตราค่าจ้างที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเหมาบริการฯ เดิม เป็นเงิน 975,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่เมื่อหนังสือแจ้งให้ชำระค่าบริการ โจทก์ให้จำเลยชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือ และปรากฏตามใบตอบรับไปรษณีย์ในประเทศแนบหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ดังกล่าว มีผู้รับแทนจำเลยเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2561 ซึ่งครบกำหนด 15 วัน ในวันที่ 9 ตุลาคม 2561 จำเลยจึงต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 975,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 395
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — กรมการขนส่งทางบก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวสรัณยา เปรื่องวงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายขจรเดช เจนวัฒนานนท์
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 755/2565
#686975
เปิดฉบับเต็ม

แม้คดีนี้โจทก์นำสืบในทำนองว่า น. มีส่วนร่วมวางแผนกับคนร้ายที่ฆ่าผู้ตาย และฎีกาว่า น. จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย แต่ได้ความว่า น. ถึงแก่ความตายหลังผู้ตาย 2 วัน และไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำให้เจ้ามรดกคือผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1606 (1) การที่มีผู้ลงบทความเรื่องคำรับสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหารในเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต ถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ในคดีของศาลอาญา ให้การรับสารภาพว่า น. เป็นคนใช้จ้างวานให้ตนไปฆ่าผู้ตาย ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคำพิพากษา และ น. มิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยอันเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีการพิสูจน์ว่า น. เป็นผู้ร่วมฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 1606 (1) ดังกล่าว น. จึงไม่เป็นบุคคลผู้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย และย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7547, 7710, 7801, 7803 และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครอง กว้าง 25.5 เมตร ยาว 32 เมตร รวมเนื้อที่ 204 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 28, 30, 32, 34 แก่โจทก์ และ/หรือให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงข้างต้น ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ของเนื้อที่ดินทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่อาจปฏิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 114,299,598 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ตามฟ้องข้อ 2.1.2, 2.1.3, 3.9.1 และ 3.9.2 รวม 14 โฉนด ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 4 ส่วน และ/หรือให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงข้างต้นในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 4 ส่วน หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และ/หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 182,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนของที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1 จำนวน 153 โฉนด ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หรือให้ประมูลซื้อกันระหว่างทายาท และ/หรือให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 153 โฉนด ข้างต้น ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม และ/หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 278,538,749 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันแบ่งปันทรัพย์มรดกในส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2, 2.2.3 และ 2.2.4 ทั้งหมดให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หรือให้ประมูลซื้อกันระหว่างทายาทหรือขายทรัพย์ดังกล่าวแล้วนำเงินมาแบ่งแก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน ของเงินที่ได้ทั้งหมด หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 93,775,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายไชยศิริ ผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7547, 7710, 7801, 7803 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 ให้แก่โจทก์ ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน และ 1 ส่วน ใน 4 ส่วน ตามลำดับ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินสำหรับที่ดินจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 จำนวน 93,815,962.50 บาท กับให้แบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินจำนวน 150 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 ข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลซื้อทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 ลำดับที่ 4 และที่ 7 ถึงที่ 11 และข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และข้อ 2.2.2 จำนวน 41,654,307.10 บาท และจำนวน 750,000 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 51,962,771.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมของนายไชยศิริ ผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 7547, 7710, 7801, 7803 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน และ 1 ส่วน ใน 5 ส่วน ตามลำดับ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉย ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินสำหรับที่ดินจำนวน 9 โฉนด ตามฟ้องข้อ 2.1.2 และ 2.1.3 จำนวน 75,052,770 บาท กับให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ดินจำนวน 150 โฉนด ตามคำฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และสังหาริมทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 ข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้ประมูลซื้อทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2 และข้อ 2.2.3 และข้อ 2.2.4 ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม หากตกลงประมูลราคากันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว แล้วนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.2 ถึง 2.2.1.12) และข้อ 2.2.2 จำนวน 41,654,307.10 บาท และจำนวน 1,350,000 บาท ตามลำดับ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 มิถุนายน 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า จำเลยที่ 3 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยศิริ ผู้ตายซึ่งมีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายนิรันดร โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้ตายประกอบธุรกิจต่าง ๆ เช่น กิจการโรงแรม ป. โรงแรมม่านรูด ว. สถานบริการอาบ อบ นวด ไนต์คลับ โรงงานผลิตน้ำแข็งและโรงเลื่อยจักร ที่จังหวัดอุบลราชธานี และเป็นนักการเมืองได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี หลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2539 ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรม และต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2539 นายนิรันดรถึงแก่ความตาย โดยไม่มีภริยาและบุตร ขณะถึงแก่ความตายผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นที่ดินและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับสังหาริมทรัพย์อื่นจำนวนหลายรายการ รวมทั้งมีหนี้ค้างชำระแก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนมากกว่า 300,000,000 บาท วันที่ 15 มกราคม 2540 ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำสั่งตั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ 2159/2539 หมายเลขแดงที่ 12/2540 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาวันที่ 12 ตุลาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนขายที่ดินจำนวน 93 แปลง ที่ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ตามฟ้องข้อ 2.1.1. ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 196,923,085.47 บาท และวันที่ 12 มกราคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนขายที่ดินจำนวน 3 แปลงและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นแฟลตหลังโรงแรม ป. จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.2 ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 7,000,000 บาท และวันที่ 20 ตุลาคม 2558 จำเลยทั้งสามร่วมกันโอนขายที่ดินจำนวน 2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ 8 คูหา ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนสุริยาตร ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.4 ให้แก่บุคคลภายนอกในราคา 47,000,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายรวมสองโฉนด วันที่ 9 พฤษภาคม 2558 โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสามให้ส่งเงินและทรัพย์สินคืนแก่กองมรดกของผู้ตายและแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ในฐานะทายาทของผู้ตาย วันที่ 24 พฤษภาคม 2558 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงให้โจทก์ทราบ ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2558 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลอาญา ข้อหายักยอกทรัพย์มรดก ตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อ.2678/2558 ของศาลอาญา และยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีในคดีหมายเลขดำที่ 2159/2539 หมายเลขแดงที่ 12/2540 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ขอถอนจำเลยทั้งสามออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายศาลนัดไกล่เกลี่ยหรือนัดไต่สวนคำร้อง โจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันได้ในทรัพย์มรดกของผู้ตายบางส่วน ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ของศาลจังหวัดอุบลราชธานี ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1 (2.2.1.1 ถึง 2.2.1.12) ทรัพย์สินประเภทพระเครื่อง พระบูชา ตามฟ้องข้อ 2.2.3 ลำดับที่ 1 ถึงที่ 6 และรถยนต์ลำดับที่ 1 ถึงที่ 5 ตามฟ้องข้อ 2.2.4 เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายสัดส่วนเท่าใด โดยโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วให้โจทก์มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย 1 ใน 5 ส่วน กรณีเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย กับให้โจทก์ได้รับ 1 ใน 10 ส่วน กรณีเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 นั้นไม่ชอบ เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งเห็นว่า คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างนำสืบข้อเท็จจริงรับกันว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือนายนิรันดร โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับนายนิรันดรถึงแก่ความตายภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสและผู้สืบสันดาน ดังนั้น ปัญหาว่าทายาทโดยธรรมของผู้ตายแต่ละคนมีสิทธิรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายในสัดส่วนเท่าใด เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งจำเลยทั้งสามได้หยิบยกขึ้นอุทธรณ์ด้วย เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นกำหนดส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายแก่โจทก์ไม่ถูกต้อง และฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้หรือจะหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองก็ได้เช่นกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบกับมาตรา 246 แม้คดีนี้โจทก์นำสืบในทำนองว่านายนิรันดรมีส่วนร่วมวางแผนกับคนร้ายที่ฆ่าผู้ตาย และฎีกาว่านายนิรันดรจึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายแต่ได้ความว่านายนิรันดรถึงแก่ความตายหลังผู้ตาย 2 วัน และไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้เจตนากระทำให้เจ้ามรดกคือผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันจะเป็นบุคคลที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกฐานเป็นผู้ไม่สมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1606 (1) การที่มีผู้ลงบทความเรื่องคำรับสารภาพสุดท้ายของนักโทษประหารในเว็บไซต์ทางอินเทอร์เน็ต ถึงกรณีที่จำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ 4220/2539 หมายเลขแดงที่ 4815/2539 ของศาลอาญา ให้การรับสารภาพว่านายนิรันดรเป็นคนใช้จ้างวานให้ตนไปฆ่าผู้ตาย ก็มิใช่ข้อเท็จจริงที่ยุติโดยคำพิพากษา และนายนิรันดรมิได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยอันเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ต้องมีการพิสูจน์ว่านายนิรันดรเป็นผู้ร่วมฆ่าผู้ตายโดยเจตนาหรือไม่ ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 1606 (1) ดังกล่าว นายนิรันดรจึงไม่เป็นบุคคลผู้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตาย และย่อมมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งในจำนวน 5 คน อันได้แก่ จำเลยที่ 3 โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง, 1633 และมาตรา 1635 (1) เมื่อนายนิรันดรถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสและผู้สืบสันดานสิทธิในการรับมรดกของผู้ตายย่อมตกทอดไปยังจำเลยที่ 3 ผู้เป็นมารดาเพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 (2) ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาสัดส่วนในสิทธิของทายาทโดยธรรมที่จะรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายดังกล่าวจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาประการต่อไปของโจทก์มีว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถนนลาดพร้าวซอย 101 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร จำนวน 93 แปลงตามฟ้องข้อ 2.1.1. เป็นของบริษัท ท. หรือบริษัทนั้นถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตายและโจทก์มีสิทธิขอแบ่งเงินจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้หรือไม่ เพียงใดเห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องบริษัท ท. เป็นจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชี เป็นจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 93 แปลง แทนผู้ตาย แล้วนำออกขายแก่บุคคลภายนอกในราคา 196,923,083.47 บาทโดยชำระเงิน 2,268,000 บาท แก่โจทก์ อ้างว่าเป็นเงินปันผล ทั้งมิได้นำเงินส่วนที่เหลือคืนกองมรดกของผู้ตาย จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนเงินแก่โจทก์ 49,230,771.37 บาท ตามคดีหมายเลขดำที่ พ.5179/2559 หมายเลขแดงที่ 4072/2560 ของศาลแพ่งศาลแพ่งมีคำวินิจฉัยเป็นใจความว่า ที่ดินพิพาททั้งหมดก่อนโอนให้แก่บริษัท ศ. เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิใช่ของบริษัท ท. จำเลยที่ 1 แต่เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นคดีนี้ และศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งเป็นเงินเท่ากับสิทธิที่โจทก์พึงได้ตามส่วนจากที่ดินพิพาทในทรัพย์มรดกเดียวกันแล้ว จึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอกับพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้น คำวินิจฉัยในคดีดังกล่าวอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์แห่งที่ดินพิพาททั้งเก้าสิบสามแปลงย่อมเป็นคุณแก่โจทก์จึงมีผลผูกพันจำเลยทั้งสามในฐานะกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัททองคูณ จำกัด กับในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ที่ดินพิพาททั้งหมดตามข้อฟ้อง 2.1.1. จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อมีการขายให้แก่บุคคลภายนอกจึงต้องนำมาแบ่งแก่ทายาททุกคน ซึ่งในข้อนี้จำเลยทั้งสามฎีกาด้วยว่าทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1 อันได้แก่ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึงข้อ 2.1.4 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน ในข้อนี้โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวจิราภา น้องของผู้ตาย เบิกความทำนองเดียวกันว่า ผู้ตายเป็นบุตรคนโตของนายวุฒิพงษ์ กับนางทองพูน มีน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันอีก 10 คน ได้แก่ นายประสาน นางสุดาวรรณหรือจุฑามาศ นางสาวจิราภา นายธัญญพฤกษ์ นางดวงพันธ์ นางดวงพร นพคุณ นายกำชัย นางจินตนา นายสมบูรณ์ และนายสมจิต นายวุฒิพงษ์เป็นคนเชื้อชาติและสัญชาติจีน เดินทางเข้าอยู่ในประเทศไทยขณะอายุ 20 ปี เริ่มแรกประกอบอาชีพขายของชำ ผลไม้ และสินค้าหลายอย่าง ในปี 2475 จึงได้แต่งงานกับนางทองพูนซึ่งเป็นชาวจังหวัดมหาสารคาม จากนั้นประมาณ 5 ถึง 6 ปี นายวุฒิพงษ์ประมูลโรงฝิ่นจากรัฐบาลได้ 3 แห่ง ที่จังหวัดนครราชสีมา 2 แห่ง จังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง เมื่อปี 2488 นายวุฒิพงษ์ประมูลสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราจากรัฐบาลได้ 1 แห่งที่จังหวัดสุรินทร์ แล้วประมูลสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราได้อีก 1 แห่ง ที่จังหวัดชัยภูมิในปี 2493 ถึงปี 2494 นายวุฒิพงษ์เปิดกิจการโรงเลื่อยจักรบริษัท ต. ที่อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี และขยายกิจการออกไปที่อำเภอเขมราฐ อำเภออำนาจเจริญ (ในขณะนั้น) และอำเภอพิบูลมังสาหาร ในปี 2500 นายวุฒิพงษ์กับนางทองพูนเปิดกิจการโรงแรม อ. ที่อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีและได้รับสัญชาติไทยในปี 2509 จากนั้นปี 2513 จึงซื้อที่ดินและปลูกสร้างโรงแรม ป. จังหวัดอุบลราชธานี เริ่มเปิดกิจการเมื่อปี 2516 แล้วปิดกิจการลงเมื่อปลายปี 2558 เพราะเกิดเหตุไฟไหม้โรงแรม ประมาณปี 2514 นายวุฒิพงษ์และนางทองพูน นำเงินของกงสีไปซื้อที่ดินบริเวณรองเมือง ซอย 4 กรุงเทพมหานครโดยประกอบกิจการโรงแรม ท. ปี 2518 ประมูลสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราในนามบริษัท ต. ที่จังหวัดนครพนม และเปิดกิจการโรงน้ำแข็ง อ. อีก 2 แห่งที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดสุรินทร์ กิจการต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นของตระกูลหรือที่เรียกว่ากิจการกงสี ดังนั้น รายได้ของกิจการต่าง ๆ จะส่งเข้ามาที่แผนกการเงินของกงสีใหญ่ ที่กรุงเทพมหานคร ค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัวทุกคนจะเบิกจ่ายจากกงสีซึ่งนางสาวจิราภาเป็นผู้ดูแลการเงินและบัญชีของกงสี การนำเงินจากกงสีไปซื้อที่ดินต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา การมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุตรทุกคนเป็นการถือแทนกงสีของนายวุฒิพงษ์และนางทองพูนมอบให้บุตรแต่ละคนแบ่งความรับผิดชอบในการดูแลบริหารกิจการกงสี ในส่วนของผู้ตายที่เป็นบุตรชายคนโตได้รับมอบให้ดูแลกิจการทั้งหมดในจังหวัดอุบลราชธานี ได้แก่ โรงเลื่อยจักรบริษัท ต. โรงน้ำแข็ง อ. โรงแรม อ.โรงแรม ป. รวมทั้งห้องอาหาร กิจการ-อาบอบนวด ไนต์คลับและดิสโกเทก เมื่อปลายปี 2531 ถึงปี 2532 นายวุฒิพงษ์และนางทองพูนแบ่งทรัพย์สินให้บุตรทุกคน ผู้ตายได้รับส่วนแบ่งมากที่สุด คือ กิจการต่าง ๆ พร้อมที่ดินในจังหวัดอุบลราชธานีและทรัพย์สินที่กรุงเทพมหานครบางส่วน ได้แก่ ที่ดินที่ซอยนานา ที่ดิน 93 แปลงที่ลาดพร้าวซอย 101 ที่ดินซอยอารีย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพักของผู้ตายและครอบครัวที่ดินสุขาภิบาล 3 (ถนนรามคำแหง) ที่ดินบริเวณบางขุนเทียน นอกจากนี้ยังแบ่งทรัพย์สินให้บุตรทุกคนซึ่งเป็นการยกให้ หลังจากนั้นผู้ตายได้มอบให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 บริหารกิจการต่อมาในรูปกงสีเช่นเดิม โดยทุกคนจะเบิกจ่ายเงินผ่านกงสี ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งจดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2505 นั้น จำเลยที่ 3 ไม่มีทรัพย์สินติดตัวมา คงทำหน้าที่เพียงเป็นแม่บ้าน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ผู้ตายซื้อมาโดยใช้เงินกงสี แต่มีชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกงสีของตระกูลเท่านั้นส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบโดยมีจำเลยที่ 3 เบิกความว่า ก่อนจำเลยที่ 3 แต่งงานกับผู้ตายจำเลยที่ 3 ได้รับมอบทองคำทั้งหมดหนักเกือบ 100 บาท จากบิดาและมารดาบุญธรรมกับญาติของมารดาที่ให้เป็นของขวัญในปี 2506 จำเลยที่ 3 คลอดนายนิรันดรบุตรคนแรกก็ได้รับมอบทองคำหนักมากกว่า 3 กิโลกรัม จากญาติและเพื่อนที่ทำธุรกิจด้วยกันเพื่อรับขวัญบุตร ต่อมาประมาณ 3 ปี จำเลยที่ 3 กับผู้ตายนำสินสอดและทองคำทั้งหมดไปขายได้เงินมา 100,000 บาทเศษ แล้วไปซื้อกิจการโรงเลื่อยไม้ที่ลำโดมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ได้กำไรมาก จึงลงทุนซื้อสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราที่จังหวัดนครพนม และได้กำไรมากเช่นกัน จึงไปซื้อที่ดินที่ซอยนานาสุขุมวิท 4 ที่ดินซอยอารีย์ 3 ที่ดินซอยลาดพร้าว 101 จำนวน 93 แปลง ที่ดินที่ตั้งโรงแรม ป. ที่ดินถนนสุริยาตรและที่ดินอื่นอีกหลายแปลง หลังปี 2525 ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ขายโรงต้มกลั่นสุราพร้อมสัมปทานให้ผู้อื่นได้เงินมา 10,000,000 บาท จึงนำเงินไปใช้ในกิจการโรงแรมและทรัพย์สินอื่นเพิ่ม ผู้ตายเป็นนักการเมืองไม่สามารถถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินได้มากจึงใส่ชื่อจำเลยที่ 3 เป็นส่วนใหญ่ เห็นว่า แม้ทรัพย์สินคือที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 มีชื่อผู้ตายและจำเลยที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์ย่อมมีสิทธินำสืบหักล้างถึงความถูกต้องของโฉนดที่ดินอันเป็นเอกสารมหาชนดังกล่าวว่าผู้ตายและจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกงสีของตระกูลได้ ซึ่งในข้อนี้นางสาวจิราภา ซึ่งเป็นน้องผู้ตายและได้รับมอบจากนายวุฒิพงษ์กับนางทองพูน ให้รับผิดชอบดูแลด้านการเงินและบัญชีของกงสีเบิกความตามลำดับความเป็นมาของครอบครัวตั้งแต่ช่วงที่นายวุฒิพงษ์เดินทางเข้ามาหางานทำในประเทศไทย จนกระทั่งสมรสกับนางทองพูนแล้วประสบความสำเร็จในการประกอบกิจการด้านต่าง ๆ อย่างชัดเจน สอดคล้องกับคำเบิกความของนางดวงพันธ์และนางดวงพรน้องผู้ตายที่เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่ากิจการของกงสีที่จังหวัดอุบลราชธานี เช่น โรงแรม ป. โรงเลื่อยจักรที่อำเภอเดชอุดมอำเภอเขมราฐ และโรงแรมม่านรูดเป็นเงินที่ผู้ตายเบิกจากกงสีมาซื้อที่ดินโดยนายวุฒิพงษ์และนางทองพูนให้ใส่ชื่อผู้ตายหรือจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกงสีนางดวงพันธ์เป็นผู้จัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่นายวุฒิพงษ์มีอายุครบ 80 ปี ในปี 2527 ส่วนนางดวงพรจัดทำหนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสที่นางทองพูนมีอายุครบ 86 ปี ในปี 2541 โดยพยานทั้งสองรับฟังการถ่ายทอดเรื่องราวเป็นคำบอกเล่าจากบิดามารดาถึงชีวิตที่คนทั้งสองร่วมบุกเบิกฝ่าฟันกันมาด้วยความเหนื่อยยาก เริ่มประสบความสำเร็จจากกิจการใด และขยายกิจการต่าง ๆ ในปีใด เป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจนยากแก่การคาดเดาตกแต่งเรื่องราวของผู้บันทึกเองได้เกี่ยวกับการเริ่มก่อตั้งบริษัท ต. ในปี 2494 นั้น ก็ปรากฏว่ามีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการสีข้าว ทำโรงน้ำแข็ง โรงเลื่อย ค้าสินค้าพื้นเมืองและของป่า กับรับเหมาประมูลทุกชนิด โดยมีชื่อนายวุฒิพงษ์หรือเป้กฮวย แซ่เตีย ถือหุ้น 394 หุ้น นางทองพูน 200 หุ้น ผู้ตายและนายประสาน ขณะนั้นยังเป็นผู้เยาว์ก็ถือหุ้นคนละ 100 หุ้น ต่อมาในปี 2544 ยังมีชื่อนายวุฒิพงษ์ นางทองพูน และน้องผู้ตายอีก 7 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยไม่มีชื่อผู้ตายถือหุ้นอีกต่อไป แสดงว่ากิจการต่าง ๆ ของบริษัท ต. เป็นของกงสี ซึ่งต่อมายังจดทะเบียนตั้งบริษัทและห้างหุ้นจำกัดเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการด้านต่าง ๆ ของกงสี อาทิเช่น บริษัทพูนพงษ์ประทานจำกัด จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 10 มกราคม 2516 มีชื่อนายวุฒิพงษ์ นางทองพูน ผู้ตาย จำเลยที่ 3 นายกำชัย นางดวงพร นางสาวจิราภา และนางจินตนา เป็นผู้ถือหุ้น เพื่อประกอบกิจการโรงแรม หอพักภัตตาคารและสถานบริการ มีชื่อนายวุฒิพงษ์และนางทองพูน เป็นกรรมการ ตั้งแต่ปี 2516 ถึงปี 2532 จากนั้นจึงเปลี่ยนแปลงเป็นชื่อของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1และที่ 2 กับโจทก์เป็นกรรมการเรื่อยมาจนกระทั่งบริษัทถูกศาลสั่งให้ล้มละลายในวันที่ 7 ตุลาคม 2556 ซึ่งในปี 2532 คือวันที่ 19 มกราคม 2532 นั้น ไม่มีชื่อนายวุฒิพงษ์ นางทองพูนและน้องผู้ตาย เป็นผู้ถือหุ้น แต่มีชื่อนายนิรันดร โจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือหุ้นแทน ห้างหุ้นส่วนจำกัด ด. จดทะเบียนนิติบุคคลในวันที่ 14 มีนาคม 2517 ก็จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลกิจการโรงแรม ด. สำหรับบริษัท ล. เดิมจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดในปี 2516 ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปี 2520 มีชื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ถือหุ้น ตั้งแต่ปี 2521 ถึงปี 2536 มีชื่อนายกำชัย นายสมบูรณ์ กับบุคคลอื่นอีก 1 คนเป็นผู้ถือหุ้น จากนั้นในวันที่ 30 ธันวาคม 2536 จึงเปลี่ยนเป็นชื่อนายนิรันดร โจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น ในปี 2545 จึงมีชื่อของจำเลยทั้งสาม ห้างหุ้นส่วนจำกัดดอกบัวรัฐ จดทะเบียนวันที่ 9 ธันวาคม 2520 มีนายกำชัยเป็นหุ้นส่วนและผู้จัดการ ต่อมาปี 2536 ถึงปี 2545 จึงมีชื่อโจทก์จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นและผู้จัดการ กระทั่งจดทะเบียนเลิกห้างในวันที่ 23 ธันวาคม 2558 ในส่วนของบริษัท ท. จดทะเบียนนิติบุคคลในปี 2522 มีชื่อผู้ตาย นายกำชัย และนางจินตนา ถือหุ้นคนละ 200 หุ้นใน 1,000 หุ้น ต่อมาปี 2544 ปรากฏชื่อผู้ตาย จำเลยทั้งสาม โจทก์ นายนิรันดร เป็นผู้ถือหุ้นรวม 4,340 หุ้น ในจำนวนทั้งหมด 4,500 หุ้น นอกจากนี้ยังมีบริษัท อ. กับห้างหุ้นส่วนจำกัด โรงแรม ว. จดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2531 และวันที่ 20 ธันวาคม 2531 โดยมีเฉพาะผู้ตายและบุคคลในครอบครัวของผู้ตายเป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด ตามพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าก่อนถึงปลายปี 2531 บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าวล้วนประกอบกิจการในเครือบริษัท ต. ซึ่งเป็นกงสีของตระกูล ดังที่นางสาวจิราภา นางดวงพันธ์และนางดวงพรเบิกความ พยานทั้งสามของโจทก์เป็นน้องของผู้ตายย่อมมีความใกล้ชิดกับครอบครัวและได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากบิดามารดาโดยไม่ปิดบังทั้งพยานโจทก์ดังกล่าวไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดซึ่งล้วนเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกันกับผู้ตาย การจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกของนายวุฒิพงษ์กระทำขึ้นก่อนที่นายวุฒิพงษ์จะแบ่งปันทรัพยสินในกงสีให้แก่บุตรทุกคนในระหว่างปี 2531 ถึงปี 2532 โดยนางสาวจิราภาเบิกความว่าได้รับเงิน 60,000,000 บาท กับที่ดินที่มีชื่อของตนถือกรรมสิทธิ์ และอะพาร์ตเมนต์ที่ถนนพระราม 4 เขตคลองเตย ที่ถือครองในนามของบริษัท ต. ส่วนของนางดวงพันธ์นางดวงพร นางจุฑามาศและนางจินตนา ได้รับเงินคนละ 30,000,000 บาท นายประสานได้รับกิจการโรงแรม อ. ที่กรุงเทพมหานครนายสมบูรณ์ได้รับกิจการโรงสีที่จังหวัดสุรินทร์ และนายสมจิตรได้รับกิจการโรงน้ำแข็งและอาคาร ต. ที่จังหวัดสุรินทร์ แม้การแบ่งปันทรัพย์สินของกงสีในส่วนของกิจการและที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจะมิได้ทำบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็น่าจะมาจากการที่ทรัพย์สินดังกล่าวมีชื่อของผู้ตายและบุคคลคนอื่นเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทั้งเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน และไม่ปรากฏว่ามีข้อพิพาทระหว่างผู้ตายกับน้องคนอื่นแต่อย่างใด พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักให้รับฟังดีกว่าพยานของจำเลยทั้งสามที่อ้างว่าจำเลยที่ 3 กับผู้ตายขายทองคำที่ได้รับมาเป็นจำนวนมากในตอนแต่งงานและคลอดบุตรคนแรกแล้วนำเงินไปลงทุนซื้อกิจการโรงเลื่อยที่ลำโคมน้อย จังหวัดอุบลราชธานี (ประมาณปี 2509) กับต่อมาผู้ตายซื้อสัมปทานโรงต้มกลั่นสุราที่จังหวัดนครพนม จนได้รับผลกำไรมากมายจึงนำเงินมาซื้อที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 และที่ดินอีกหลายแปลงนั้น แต่ปรากฏว่าที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.4 ซื้อเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2508 ก่อนที่จำเลยที่ 3 อ้างว่ามีการซื้อโรงเลื่อย ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.3 ซื้อเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2510 ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.2 ซื้อเมื่อปี 2513 และปี 2530 ส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ซื้อเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522 ซึ่งมีรายได้หลักอยู่ที่กงสีของตระกูล และนางสาวจิราภาเบิกความยืนยันว่า ที่ดินตามข้อ 2.1.1 ผู้ตายเบิกเงินจากพยานจำนวน 6,000,000 บาท ไปซื้อ โดยผู้ตายถือกรรมสิทธิ์แทนกงสี ส่วนทรัพย์สินตามข้ออื่นผู้ตายก็ขออนุญาตจากบิดามารดาแล้วพยานเบิกเงินให้ไปซื้อเช่นเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสามคงมีเพียงจำเลยที่ 3 เบิกความลอย ๆ โดยปราศจากหลักฐานอันควรแก่การเชื่อถือ จึงรับฟังตามที่โจทก์นำสืบหักล้างได้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.1. ถึง 2.1.4 เป็นทรัพย์สินของกงสี ต่อมาปี 2531 ถึงปี 2532 นายวุฒิพงษ์และนางทองพูนยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ตายโดยเสน่หา จึงต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 ที่ว่า สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สิน... (3) ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา" กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งมาตรา 1474 ที่จะเป็นสินสมรสก็แต่โดยมีหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส แม้จำเลยที่ 3 กับผู้ตายได้สมรสกันในปี 2505 ขณะใช้บทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม แต่การจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสต้องพิจารณาว่าสามีหรือภริยาได้มาขณะใดและโดยเหตุใด เมื่อปรากฏว่าในระหว่างสมรสได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ. 2519 โดยมีผลให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2519 เป็นต้นไป และยกเลิกบทบัญญัติบรรพ 5 เดิม ซึ่งตามมาตรา 1471 (3) กำหนดให้ทรัพย์สินที่สามีหรือภริยาได้มาโดยการให้โดยเสน่หาตกเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นอันเป็นบทบัญญัติที่แตกต่างจากบทบัญญัติบรรพ 5 เดิม ที่ยกเลิกแล้ว เมื่อผู้ตายได้รับทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 ซึ่งบิดามารดายกให้โดยเสน่หา และไม่ได้ทำหนังสือระบุว่าเป็นสินสมรส ทรัพย์สินทั้งสี่รายการดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย อันเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์และจำเลยทั้งสามในสัดส่วนคนละ 1 ส่วน ใน 5 ส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 54407 จังหวัดอุบลราชธานี และที่ดินโฉนดเลขที่ 28233 (ที่ถูกคือ 17199) จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย หรือเป็นของนายนิรันดร โดยจำเลยทั้งสามฎีกาว่า ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ได้โอนกรรมสิทธิ์ให้นายนิรันดรไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 และไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เห็นว่า จำเลยที่ 1 เบิกความยอมรับว่าที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 ถึง 2.2.1.11 เป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 3 และเบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า ผู้จัดการมรดกทั้งสี่ตกลงกันว่าที่ดินที่มีชื่อโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายนิรันดรถือกรรมสิทธิ์ให้ตกเป็นของบุคคลที่มีชื่อนั้น และจำเลยที่ 3 ยังเบิกความว่าที่ดินหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามบัญชีรายการทรัพย์สิน เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย กับตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 ทราบว่ามีที่ดินที่ใส่ชื่อนายนิรันดรเป็นเจ้าของ แต่ในคดีที่จำเลยที่ 3 ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายนิรันดร คงระบุว่าผู้ตายมีทรัพย์สิน คือบัญชีเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ รวม 4 บัญชี ดังนั้น พยานหลักฐานตามที่จำเลยทั้งสามนำสืบมาคงรับฟังได้ว่านายนิรันดรมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสองแปลงแทนผู้ตายกับจำเลยที่ 3 และเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแปลงละกึ่งหนึ่ง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ทรัพย์สินตามคำฟ้องข้อ 2.2.2 กับทรัพย์สินตามคำฟ้องข้อ 2.2.4 เป็นสินสมรสหรือไม่ ส่วนโจทก์ฎีกาว่า ทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.15 ทั้งหมด และทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.3 ได้แก่ งาช้างสีดำ เป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน เห็นว่า ทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.3 จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่า โจทก์เป็นผู้ดูแลและเก็บรักษากุญแจห้องพระของผู้ตายเพียงผู้เดียว ต่อมาพบว่าบ้านพักชั้นล่างในส่วนที่เป็นสำนักงานถูกรื้อค้น จำเลยทั้งสามจึงให้ช่างกุญแจมาเปลี่ยนสะเดาะกุญแจห้องพระพบว่าพระบูชาที่มีมูลค่าสูงของผู้ตายสูญหายไป จึงให้ช่างติดตั้งกุญแจชุดใหม่ให้จำเลยที่ 3 เก็บรักษา คำให้การจำเลยทั้งสามดังกล่าวมิได้ปฏิเสธว่ารายการทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.3 เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ย่อมมีผลเป็นคำรับตามคำฟ้อง ที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่าทรัพย์สินรายการที่ 7 งาช้างสีดำเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 ได้รับการยกให้จากนางประยูร จึงเป็นการนำสืบนอกประเด็นข้อพิพาท ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ส่วนทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.4 ที่เป็นรถยนต์ รวม 8 คัน แต่จำเลยทั้งสามคงให้การเพียงว่าทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.4 มีเพียงบางส่วนเท่านั้นเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยมิอ้างเหตุแห่งการปฏิเสธว่ารถยนต์รายการใดไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ย่อมไม่มีประเด็นให้จำเลยทั้งสามนำสืบเช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยทั้งสามที่ว่ารถยนต์รายการลำดับที่ 6 ถึงที่ 8 ไม่ใช่สินสมรสของผู้ตายจึงฟังไม่ขึ้น สำหรับทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.2 แบ่งเป็นประเภท นาฬิกา ตั้งแต่รายการลำดับ 1 ถึงที่ 6 ประเภทกระเป๋ารายการลำดับ 7 ถึงที่ 11 เครื่องประดับรายการลำดับ 12 ถึงที่ 45 ซึ่งได้มาระหว่างสมรส โดยจำเลยที่ 3 เบิกความว่า จำเลยที่ 3 สวมใส่เครื่องประดับดังกล่าว ได้แก่ สร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวน และนาฬิกาในการออกงานสังคมวาระต่าง ๆ เพราะผู้ตายมีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีบางครั้งบุคคลคนใดขอยืมจำเลยที่ 3 เพื่อใส่ออกงาน จำเลยที่ 3 ก็อนุญาตสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และภาพถ่าย ที่โจทก์เบิกความว่าผู้ตายซื้อมาให้บุคคลภายในครอบครัวใช้ร่วมกันจึงเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ แม้ต่อมาภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์และจำเลยทั้งสามไปเช่าตู้นิรภัยที่ธนาคาร ท. แล้วนำเครื่องเพชรเครื่องประดับต่าง ๆ ไปเก็บรักษาไว้ โดยปรากฏว่ามีโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปเปิดตู้นิรภัยหลายครั้งก็มิใช่ข้อแสดงว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากการรับรู้ของจำเลยที่ 3 หรือกระทำโดยพลการเนื่องจากมีชื่อเป็นผู้เช่าตู้นิรภัยอยู่ด้วย เมื่อพิจารณาถึงสภาพแห่งลักษณะของนาฬิกาและเครื่องประดับดังกล่าวแล้วมีราคาสูง การเช่าตู้นิรภัยเก็บทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมีความปลอดภัยจากการถูกโจรกรรม ประกอบกับจำเลยที่ 3 มีฐานะเป็นมารดาของโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมมีความไว้วางใจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าตู้นิรภัย ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2539 ภายหลังในปี 2542 จึงเพิ่มชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าด้วยก็เพื่อให้จำเลยที่ 3 มีหลักฐานว่าบุตรคนใดไปเปิดตู้นิรภัยเมื่อไร และนำเครื่องประดับใดไปใช้ ดังนั้น ทรัพย์สินประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับกาย อันเป็นเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับกายที่ได้มาในระหว่างสมรสของผู้ตายกับจำเลยที่ 3 โดยค่อย ๆ สะสมมาเป็นเวลานานถึง 35 ปี ทั้งเหมาะสมแก่ฐานะ รายได้ กับสถานะทางสังคมของจำเลยที่ 3 กับผู้ตาย ทรัพย์สินตามรายการดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (2) ส่วนข้อที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่าทรัพย์สิน มิใช่สินสมรส โดยจำเลยที่ 3 เบิกความว่า นาฬิกาลำดับที่ 4 เป็นของผู้ตาย ลำดับที่ 6 เป็นของนายนิรันดร และกระเป๋าลำดับที่ 7 เป็นของผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามมิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่ากระเป๋าลำดับที่ 8 ถึงที่ 11 มิใช่สินสมรสอย่างไร จึงไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เมื่อพิจารณาถึงคำให้การของจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องข้อ 2.2.2 แม้จำเลยทั้งสามคงให้การเพียงว่า เป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 3 มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้นที่จำเลยที่ 3 นำสืบว่า ทรัพย์สินตามลำดับที่ 4 และที่ 7 เป็นของผู้ตาย ส่วนนาฬิกา ตามลำดับที่ 6 เป็นของนายนิรันดร จึงขัดแย้งกับคำให้การและไม่อยู่ในประเด็นที่จะนำสืบให้รับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยทรัพย์สินรายการดังกล่าวเป็นสินสมรสจึงชอบแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่า ที่ดินตามฟ้องข้อ 3.9.1 และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 3.9.2 เป็นมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 ถึง 187753 กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ ตามฟ้องข้อ 3.9.2 นั้นก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 และ 187751 คืนแก่จำเลยที่ 1 โดยอ้างว่าโจทก์ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 1 โจทก์ให้การว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างทั้งสี่แปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยการนำที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจากกองมรดกไปขายแล้วนำเงินมาซื้อกับใส่ชื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนกองมรดกคนละ 2 แปลง ศาลแพ่ง-กรุงเทพใต้วินิจฉัยว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารพิพาท 2 แปลงแทนจำเลยที่ 1 แล้วพิพากษาให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 1 โดยปลอดภาระใด ๆ ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ พ.304/2558 คดีหมายเลขแดงที่ พ.543/2559 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2559 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6891/2561 ซึ่งสืบค้นจากสารบบคำพิพากษาศาลฎีกา ดังนี้ การที่โจทก์นำคดีที่มีประเด็นตามฟ้องข้อ 3.9.2 อย่างเดียวกับที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้วินิจฉัยตามฟ้องของจำเลยที่ 1 มาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ โดยโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นคู่ความเดียวกันกับคดีก่อน ทั้งประเด็นที่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดในคดีนี้กับคดีก่อนว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 และ 187751 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่อันเป็นประเด็นแห่งคดีข้อเดียวกัน และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วก่อนโจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ (วันที่ 16 มิถุนายน 2559) ฟ้องโจทก์ในข้อนี้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 187750 และ 187751 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 187752 และ 187753 ตามฟ้องข้อ 3.9.2 นั้น จำเลยที่ 3 เบิกความว่า ครอบครัวของจำเลยที่ 3 ประกอบอาชีพค้าขายมีกิจการโรงงานผลิตลำไยอบแห้งและผลไม้อบแห้งกับโรงงานทำลูกกวาดหลายชนิดขายส่งทั่วจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือ แสดงว่าจำเลยที่ 3 มีฐานะการเงินดี น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 3 มีทรัพย์สินส่วนตัวที่จะซื้อที่ดิน 2 แปลงนี้ได้ และจำเลยที่ 3 ยังเบิกความอีกว่า ให้จำเลยที่ 1 ซื้อมาเมื่อปี 2549 เพื่อรับขวัญหลาน ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย และการสมรสระหว่างจำเลยที่ 3 กับผู้ตายได้สิ้นสุดลง ส่วนพยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงคำเบิกความของโจทก์ผู้เดียวที่อ้างว่าที่ดินเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่โจทก์ไม่ได้นำพยานบุคคลหรือพยานเอกสารในการจัดทำบัญชีรับจ่ายของผู้ตายมาสนับสนุนว่ามีการจ่ายเงินกงสีเพื่อให้ซื้อที่ดินดังกล่าว พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงได้มาจากการนำเงินมรดกของผู้ตายมาซื้ออันจะเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือเป็นสินสมรส จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องร่วมกันคืนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตาย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ดินตามฟ้องข้อ 3.9.1 ที่โจทก์เบิกความว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามตกลงกันให้นำเงินจากกองมรดกของผู้ตายไปซื้อเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2547 และใส่ชื่อนายนาวิก น้องต่างบิดาของจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทน วันรุ่งขึ้นจึงโอนใส่ชื่อจำเลยที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์แทนกองมรดก ทั้งจำเลยที่ 1 เคยส่งรายการบัญชีทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จัดทำขึ้นต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอยู่ในบัญชีทรัพย์สินกลุ่ม 3 อันดับที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาและรายการทรัพย์สิน ซึ่งตรงตามบัญชีรายการทรัพย์สินแบ่งกลุ่ม จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้นเห็นว่า ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เพื่อเรียกคืนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 3.9.2 แต่เพื่อให้เกิดผลแบ่งปันทรัพย์สินเป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เสร็จสิ้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 1 ทำบัญชีรายการทรัพย์สินเพื่อแบ่งปันระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 3 จึงจัดทำบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าวขึ้นโดยให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกก่อน ในรายการกลุ่มที่ 2 ถึงที่ 3 แต่โจทก์ไม่ยอมรับ แล้วมาฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสามเบิกความว่าไม่เคยมีข้อตกลงดังกล่าว แต่การที่จำเลยที่ 3 ฟ้องขอแบ่งสินสมรสจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกลับระบุถึงที่ดินรายการนี้ไว้ด้วยสอดคล้องกับบัญชีรายการทรัพย์สินกลุ่ม 3 อันดับที่ 1 ดังกล่าวที่จัดทำขึ้นก่อนจำเลยที่ 3 ฟ้องขอแบ่งสินสมรส พยานโจทก์จึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานจำเลยทั้งสาม และฟังได้ว่าเป็นที่ดินที่นำเงินจากกองมรดกของผู้ตายมาซื้อ จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย แต่ที่ดินแปลงนี้ซื้อมาในปี 2547 ก่อนที่จำเลยทั้งสามจะขายทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.1 ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 ที่เป็นสินส่วนตัว จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1474 วรรคสองว่า เป็นการขายทรัพยมรดกในส่วนที่เป็นสินสมรส โจทก์จึงมีส่วนแบ่งในที่ดินแปลงนี้ในสัดส่วน 1 ส่วนใน 10 ส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

โจทก์ฎีกาประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสามต้องคืนเงินค่าตัดไม้ยูคาลิปตัส 100,000,000 บาท อันเป็นทรัพย์มรดกตามฟ้องข้อ 4.2 แก่กองมรดกแล้วแบ่งให้โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์จะถือเงินสดค่าตัดไม้ยูคาลิปตัสทยอยส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 3 ตั้งแต่ปี 2543 เงินบางส่วนนายสมชาย ผู้ทำหน้าที่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายกงสีของกองมรดกของผู้ตายจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากจำเลยที่ 3 รวมแล้วประมาณ 100,000,000 บาท เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายไม้ กำหนดให้ผู้จะซื้อชำระค่าไม้โดยโอนเงินเข้าบัญชีชื่อโจทก์ ที่ธนาคาร ส. จังหวัดอุบลราชธานี เท่านั้น โจทก์จึงเป็นผู้ครอบครองดูแลเงินค่าไม้แต่เพียงผู้เดียวโดยจำเลยที่ 3 เบิกความว่าไม่เคยทราบเรื่องดังกล่าวมาก่อน ประกอบกับเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่โจทก์จะโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 ย่อมมีความปลอดภัยและสะดวกกว่า ทั้งโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานปรากฏให้เป็นข้อยืนยันได้อย่างชัดแจ้งคำเบิกความของโจทก์จึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ 3 ได้รับมอบเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ต้องร่วมรับผิดคืนเงินค่าตัดไม้ดังกล่าวแก่กองมรดกของผู้ตายเพื่อแบ่งแก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้รับเงินจากโจทก์และจากการบริหารธุรกิจกองมรดกแล้วไม่ส่งมอบคืนกองมรดก จำนวน 3,485,872 บาทและ 10,852,523 บาท ตามลำดับตามฟ้องข้อ 4.6 หรือไม่ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ล้วนคัดลอกมาจากอุทธรณ์ของโจทก์ในหน้า 117 และหน้า 118 คงมีการตัดทอนและเพิ่มเติมข้อความเพียงเล็กน้อย ซึ่งมิใช่สาระสำคัญ โดยมิได้คัดค้านว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ข้อนี้ไม่ชอบและฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนอย่างไร ที่ถูกต้องเป็นประการใดย่อมเป็นข้อฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์ฎีกา แต่เนื้อหาตามฎีกาของโจทก์แต่ละข้อย่อมพิจารณาแยกวินิจฉัยต่างหากจากกันได้ และตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ประกอบมาตรา 225 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสามชำระค่าเสียหาย 24,734,228 บาท แก่โจทก์ตามฟ้องข้อ 5.7 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามขายที่ดินทรัพย์มรดกได้เงินมาหลายรายการ แต่มิได้ทำบันทึกรายการทรัพย์สินและรวบรวมหลักฐานการจัดการมรดกเกี่ยวกับรายการจำหน่ายทรัพย์มรดก รายรับและรายจ่ายอันเป็นการปฏิบัติผิดต่อหน้าที่ผู้จัดการมรดกทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก จงใจจัดการทรัพย์สินของกองมรดกให้ได้รับความเสียหาย เห็นว่า โจทก์ยอมรับว่าผู้ตายมีหนี้ค้างชำระต่อสถาบันการเงินและหนี้ในการบริหารจัดการกิจการภายในกงสีของผู้ตาย ในการจำหน่ายทรัพย์สินต่าง ๆ ได้นำเงินไปชำระหนี้ทั้งหมดเพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ย ส่วนที่ยังชำระหนี้ไม่ครบก็ถูกเจ้าหนี้ฟ้องบริษัทในเครือจนถูกศาลสั่งให้ล้มละลาย รายได้ที่เกิดจากการจำหน่ายที่ดินในรูปบริษัทก็แบ่งเป็นเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นทุกคน แม้ภายหลังจะปรากฏว่าบริษัทถือกรรมสิทธิ์แทนผู้ตายก็เป็นหน้าที่ที่จำเลยทั้งสามต้องนำมาแบ่งปันแก่ทายาท โดยมีหลักฐานว่าคงเหลือเงินอยู่จำนวนเท่าใด สำหรับการขายที่ดิน 3 แปลง ตามฟ้องข้อ 2.1.2 ก็มีหลักฐานตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ปรากฏว่าโจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่เหลือจากการชำระหนี้ค่าสาธารณูปโภค เงินเดือนพนักงานโรงแรมและค่าใช้จ่ายในกงสี เป็นเงิน 1,000,000 บาทแล้ว นอกจากนี้เงินที่ได้จากการขายที่ดินและอาคารพาณิชย์ จำนวน 47,000,000 บาท ตามฟ้องข้อ 2.1.4 ก็ได้นำไปชำระหนี้ของผู้ตายเป็นต้น โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่าคงเหลือ 20,000,000 บาท แต่โจทก์อ้างว่าเหลือ 33,000,000 บาท กรณียังไม่พอฟังว่าจำเลยทั้งสามจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยผิดต่อหน้าที่หรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกแต่อย่างไรโจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในรายการต่าง ๆ ตามฟ้องที่ศาลวินิจฉัยมาแล้วข้างต้นคนละเท่าใดเห็นว่า ศาลได้วินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ผู้ตายมีทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกจำนวน 5 คน คือโจทก์ นายนิรันดร และจำเลยทั้งสาม จึงต้องแยกพิจารณาว่าทรัพย์มรดกรายการใดเป็นสินส่วนตัวและรายการใดเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 หากกรณีเป็นสินส่วนตัว ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็น 5 ส่วน โดยโจทก์ นายนิรันดร และจำเลยทั้งสามมีสิทธิได้รับคนละ 1 ส่วน ใน 5 ส่วน หากทรัพย์มรดกรายการใดเป็นสินสมรสการคิดส่วนแบ่งปันทรัพย์สินส่วนนี้ระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ย่อมตกอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ประกอบมาตรา 1533 กล่าวคือ แบ่งสินสมรสให้แก่ผู้ตายกับจำเลยที่ 3 ได้ส่วนเท่ากัน คือคนละกึ่งหนึ่งก่อนส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกของผู้ตายจึงอยู่ในบังคับตามมาตรา 1629 มาตรา 1633 และมาตรา 1635 ให้แก่ผู้สืบสันดานของผู้ตาย 4 คน ให้รับคนละส่วน และจำเลยที่ 3 เป็นคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับ 1 ส่วน รวมเป็นได้รับคนละ 1 ส่วน ใน 10 ส่วน ดังนั้น ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ทายาทมีสิทธิได้รับคนละ 1 ส่วน ใน 5 ส่วนได้แก่ ทรัพย์สินที่เป็นที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ถึง 2.1.4 ทรัพย์มรดกของผู้ตายในส่วนที่เป็นสินสมรสที่ทายาทมีสิทธิได้รับร่วมกับจำเลยที่ 3 คนละ 1 ใน 10 ส่วน จำเลยที่ 3 มีสิทธิได้รับ 6 ส่วน ใน 10 ส่วนได้แก่ ทรัพย์สินเป็นที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 ถึง 2.2.1.12 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.2. ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.3 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.4 และทรัพย์ตามฟ้องข้อ 3.9.1

ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในกรรมสิทธิ์ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.2.1.1 ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 8 ส่วน เพราะมีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสาม โดยให้นำออกขายแก่บุคคลภายนอกแล้วนำเงินมาแบ่งตามสัดส่วน ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อ.2678/2558 นั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ตามกฎหมาย มิได้ฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยอาศัยข้อตกลงตามสัญญา จึงเป็นฎีกาที่นอกประเด็นข้อพิพาท ทั้งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 252 ประกอบมาตรา 225 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนใส่ชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินที่ยังมิได้จำหน่ายตามสัดส่วน หรือให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามส่วนแก่โจทก์ ตามคำขอข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.3 และข้อ 5.5 นั้นศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน เห็นว่าทรัพย์มรดกดังกล่าวล้วนเป็นที่ดินที่มีโฉนดที่ดินแทบทั้งหมด ซึ่งสามารถจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมได้ ทั้งที่ดินบางแปลงยังมีชื่อของโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่แล้วด้วยส่วนที่ดินที่ไม่มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดินก็สามารถมีสิทธิครอบครองและโอนการครอบครองกันได้ หากตกลงแบ่งปันกันไม่ได้ ก็ใช้วิธีประมูลราคาระหว่างกันเองหรือขายทรัพย์เพื่อนำเงินมาแบ่งปันกัน หาใช่เป็นทรัพย์ที่มีสภาพไม่สามารถบังคับให้แบ่งปันกันได้ประกอบกับคู่ความมีข้อโต้แย้งกันว่า ที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวมีราคาเท่าไร จึงไม่อาจกำหนดราคาที่จะให้จำเลยทั้งสามใช้เงินตามส่วนที่จะได้รับแก่โจทก์ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับสภาพบังคับแห่งคำขอที่ไม่อาจบังคับ ทั้งมีวิธีการอื่นตามหลักเจ้าของรวมที่มีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745ประกอบมาตรา 1364 และมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง ให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมกันเป็นการเฉพาะอยู่แล้ว นับว่าเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบกับมาตรา 246 และมาตรา 252

สำหรับรถยนต์ลำดับที่ 8 ตามฟ้องข้อ 2.2.4 ข้อเท็จจริงได้ความจากจำเลยทั้งสามว่าได้ขายไปแล้ว จึงไม่มีตัวทรัพย์มรดกที่จะนำมาแบ่งปันกันได้ จำเลยทั้งสามต้องชดใช้เงินตามสัดส่วนของราคาขายที่โจทก์พึงได้รับ โดยแสดงหลักฐานและราคาตามที่จำหน่ายแก่ผู้ซื้อ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำสืบในข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้มีราคาขาย 500,000 บาท โจทก์คงได้รับ 50,000 บาท ในสัดส่วนของ 1 ใน 10 ส่วน ส่วนทรัพย์ตามรายการตามฟ้องข้อ 2.2.2 ถึง 2.2.4 ที่ศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสามแบ่งปันแก่โจทก์ตามส่วนนั้นไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่สภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ ทั้งมีบทบัญญัติถึงการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ประกอบมาตรา 1364 และมาตรา 1750 วรรคหนึ่ง แล้วเช่นกัน จึงให้ยกคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามส่วนแก่โจทก์ด้วย

ในส่วนของที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.1 ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 ที่ขายแก่บุคคลภายนอกนั้น จำเลยทั้งสามต้องแบ่งแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ในเบื้องต้นเห็นว่าที่ดินดังกล่าวทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย โจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะทายาท 1 ส่วน ใน 5 ส่วน ข้อเท็จจริงได้ความว่า ที่ดินตามฟ้องข้อ 2.1.1 ขายไปในราคา 196,923,085.47 บาท โจทก์ได้รับเป็นเงินปันผลไปแล้ว 2,268,000 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.2 ขายไป 3 แปลง จากทั้งหมด 10 แปลง ในราคา 7,000,000 บาท โจทก์ได้รับส่วนแบ่งไปแล้ว 1,000,000 บาท ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องข้อ 2.1.4 ขายไปในราคา 47,000,000 บาท แม้โจทก์นำสืบว่าการขายทรัพย์สินทั้งสามรายการเป็นราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ดังนั้น นอกจากจำเลยทั้งสามต้องนำเงินที่ได้จากการขายมาแบ่งให้โจทก์แล้ว จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชดใช้ในส่วนของค่าเสียหายที่ขายขาดราคาแก่โจทก์อีกด้วย เห็นว่า ตามฟ้องข้อ 5.2 โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสามคืนเงินที่ได้จากการขายทรัพย์แก่กองมรดกและแบ่งให้โจทก์ตามส่วนเท่านั้น โจทก์มิได้ขอให้จำเลยทั้งสามชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการขาดราคาแต่อย่างใด จึงไม่อาจพิพากษาให้เพราะเหตุเกินคำขอ ส่วนจำเลยทั้งสามนำสืบว่าผู้ตายมีหนี้ค้างชำระแก่สถาบันการเงินหลายแห่งทั้งที่กรุงเทพมหานครและที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงตกลงร่วมกันกับโจทก์ว่าจะชำระหนี้ของผู้ตายให้เสร็จสิ้นก่อนแล้วจะแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยหนี้ที่กรุงเทพมหานครประมาณ 300,000,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้รับผิดชอบส่วนหนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 100,000,000 บาท มอบให้โจทก์เป็นผู้รับผิดชอบดูแล หนี้ที่กรุงเทพมหานครได้เจรจากับเจ้าหนี้แล้วทำหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ภายหลังจึงขายที่ดินของผู้ตายในซอยนานาพร้อมอาคาร 21 ชั้น ชำระหนี้ให้ธนาคาร ก. ส่วนหนี้ที่จังหวัดอุบลราชธานีได้ขายที่ดินบางแปลงเพื่อชำระหนี้ โดยโจทก์ขายที่ดินที่ตั้งโรงแรม ว. จำเลยที่ 3 ขายที่ดินพร้อมแฟลต หลังโรงแรม ป. (ข้อ 2.1.2) ในราคา 7,000,000 บาท นำเงินไปชำระค่าภาษีโรงเรือนที่ค้างชำระกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค คงเหลือ 4,000,000 บาทขายที่ดินที่ลาดพร้าว 101 จำนวน 93 แปลง (ข้อ 2.1.1) ซึ่งหักชำระค่าภาษีค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ค่านายหน้า และอื่น ๆ แล้ว เป็นเงิน 62,000,000 บาทเศษคงเหลือ 138,000,000 บาทเศษ ขายที่ดินที่ถนนสุริยาตร (ข้อ 2.1.4) ชำระหนี้ของผู้ตายแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ค่าภาษี ค่านายหน้า และอื่น ๆ คงเหลือ 20,000,000 บาท เห็นว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้นำเงิน 196,923,085.47 บาท ตามฟ้องข้อ 2.1.1 และจำนวน 4,000,000 บาท ตามฟ้องข้อ 2.1.2 ที่ได้รับจากการขายมาแบ่งแก่โจทก์ซึ่งคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่าจำนวนเงินที่กำหนดไม่เหมาะสมหรือคลาดเคลื่อนไม่ถูกต้องอย่างไร ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงฟังเป็นยุติในชั้นอุทธรณ์ โจทก์คงฎีกาว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งจากเงินคงเหลือ 20,000,000 บาท นั้นไม่ถูกต้องเพราะเอกสารหมาย ล.46 จำเลยทั้งสามจัดทำขึ้นเอง ทั้งรายการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ได้ระบุว่าแต่ละรายการใช้จ่ายจำนวนเท่าไร และค่าใช้จ่ายที่บ้านในกรุงเทพมหานครก็เป็นค่าใช้จ่ายประจำ จำเลยทั้งสามสามารถนำเงินจากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแปลงอื่นมาชำระได้ จำเลยทั้งสามจึงอ้างไม่ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายอีก 13,000,000 บาท นอกเหนือจากที่ชำระหนี้ 14,000,000 บาท แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์จึงคงเหลือเงินต้องแบ่ง 33,000,000 บาท มิใช่ 20,000,000 บาท เห็นว่า รายการชำระหนี้ 14,000,000 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย ล.31 (แผ่นที่ 1 และที่ 2) ส่วนรายการตามเอกสารหมาย ล.46 ข้อ 4.2 ถึงข้อ 4.5 แม้จำเลยทั้งสามไม่มีหลักฐานหรือใบเสร็จรับเงิน แต่เห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายตามข้อ 4.2 เกี่ยวกับค่าภาษีที่ดินและค่านายหน้าตามข้อ 4.4 ค่าที่ปรึกษาที่ไปติดต่อลดหนี้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติที่เกิดจากการทำธุรกรรมในการขายและการติดต่อขอปรับลดหนี้ แม้จำเลยทั้งสามไม่ได้นำพยานเอกสารมาแสดงก็เพราะบางรายการไม่มีการออกใบเสร็จรับเงิน ส่วนค่าใช้จ่ายตามข้อ 4.3 และข้อ 4.5 ก็เป็นค่าใช้จ่ายตามปกติในการดำเนินกิจการโรงแรมและบริษัทในเครือที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนค่าใช้จ่ายในบ้านที่กรุงเทพมหานคร ก็เป็นค่าใช้จ่ายประจำที่เกิดขึ้นตามปกติทุกเดือน แม้จำเลยทั้งสามมิได้ระบุจำนวนเงินแต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากเป็นกิจการภายในกงสีที่โจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นบุคคลในครอบครัวเดียวกัน และผู้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายของกงสี คือนายสมชาย โจทก์สามารถตรวจสอบหรือสอบถามหรือนำนายสมชายมาเบิกความเป็นพยานโจทก์เพื่อทำลายน้ำหนักพยานจำเลยทั้งสามได้ ประกอบกับข้อนำสืบของจำเลยทั้งสามล้วนเป็นค่าใช้จ่ายตามปกติที่มีอยู่จึงไม่มีข้อพิรุธแต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองให้นำเงินคงเหลือ 20,000,000 บาท มาแบ่งแก่ทายาททุกคนจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับเงิน 1,000,000 บาท จากจำเลยทั้งสามไปแล้วตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จึงต้องนำมาหักออกจากเงินส่วนแบ่งทั้งหมดที่โจทก์จะได้รับด้วย เมื่อรวมเงินค่าขายที่ดินโดยหักค่าใช้จ่ายตามฟ้องข้อ 2.1.1. ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 แล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 220,923,085.47 บาท โจทก์ได้รับส่วนแบ่ง 1 ส่วน ใน 5 ส่วน จึงเป็นเงิน 44,184,617.09 บาท แต่โจทก์ได้รับเงินไปแล้ว 3,268,000 บาท คงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 40,916,617.09 บาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายซึ่งมีชีวิตอยู่ ทั้งยังเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำสั่งศาลด้วยกันทุกคน ย่อมมีหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยต้องถือเอาเสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1719 และมาตรา 1726 เมื่อปรากฏว่าผู้ตายมีหนี้ต่อเจ้าหนี้หลายรายโจทก์และจำเลยทั้งสามย่อมมีหน้าที่จัดสรรทรัพย์สินของผู้ตายเพื่อชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นเสียก่อน จึงจะนำทรัพย์มรดกส่วนที่เหลือมาแบ่งปันแก่ทายาททุกคน คดีนี้ปรากฏว่ามีการขายที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ 8 คูหา ตามฟ้องข้อ 2.1.4 เป็นแปลงสุดท้ายในวันที่ 20 ตุลาคม 2558 แล้วนำเงินชำระหนี้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ ผู้เป็นเจ้าหนี้ จำนวน 14,000,000 บาท สามีโจทก์เคยทำหนังสือถึงจำเลยทั้งสามเพื่อให้ส่งเงินและทรัพย์สินคืนแก่กองมรดกแต่หนังสือลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2558 อันเป็นเวลาก่อนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของผู้ตายเสร็จสิ้น ทั้งต่อมาจำเลยที่ 3 ทำหนังสือลงวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เพื่อนัดประชุมผู้จัดการมรดกทุกคน แต่โจทก์อ้างติดภารกิจไม่อาจเข้าร่วมประชุมได้ นอกจากนี้ในคดีที่จำเลยที่ 1ฟ้องเรียกทรัพย์คืนจากโจทก์ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายดำที่ พ.304/2558 ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 ธันวาคม 2558 ว่าจำเลยที่ 1 เสนอรายการทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 ประสงค์จะแบ่งให้บุตรทุกคนแก่ศาล แต่โจทก์ขอกลับไปตรวจสอบราคาประเมินของทางราชการก่อน ในที่สุดโจทก์ไม่รับข้อเสนอของฝ่ายจำเลยทั้งสาม ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 3 เปิดโอกาสให้โจทก์มีสิทธิเลือกรายการทรัพย์สินในกลุ่มที่ 2 ถึงที่ 3 ก่อน แสดงว่าโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่อาจตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ ดังนั้นมูลเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยทั้งสามมิได้กระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ประกอบกับเงินที่ขายทรัพย์สินต่าง ๆ ภายหลัง เหลือจากการชำระหนี้แล้วก็ไม่ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสามนำไปใช้สอยเป็นประโยชน์ส่วนตนอันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสามต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวนี้นับแต่วันที่เอาไปใช้ต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1720 ประกอบมาตรา 811 ที่ให้นำหลักตัวแทนมาใช้โดยอนุโลม จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ฎีกาของจำเลยทั้งสามในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามในฐานะผู้จัดการมรดกของนายไชยศิริ ผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 61273 ทรัพย์ตามฟ้องข้อ 3.9.1 ให้แก่โจทก์ ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้แบ่งทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.2.3 แก่โจทก์ด้วย ในสัดส่วน 1 ส่วน ใน 10 ส่วนให้ร่วมกันชำระเงินตามฟ้องข้อ 2.2.4 จำนวน 50,000 บาท กับให้ร่วมกันชำระเงินค่าขายทรัพย์ตามฟ้องข้อ 2.1.1 ข้อ 2.1.2 และข้อ 2.1.4 จำนวน 40,916,617.09 บาท แก่โจทก์ ในกรณีที่โจทก์กับจำเลยทั้งสามตกลงแบ่งทรัพย์รายการใดกันไม่ได้ ให้ประมูลซื้อทรัพย์ระหว่างกันเอง หากประมูลราคากันไม่ได้ให้นำทรัพย์นั้นออกขายแล้วนำเงินสุทธิส่วนที่เหลือมาแบ่งกันตามส่วน ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยหากสภาพแห่งหนี้ไม่อาจบังคับได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสามให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1606 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว จ.
จำเลย — นางสาว ต. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางนพมาศ ดูลภัทร ปิ่นกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชัย ตัญศิริ
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
อธิคม อินทุภูติ
จรัญ เนาวพนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 752/2565
#683488
เปิดฉบับเต็ม

แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. แต่ปรากฏตามแผนผังหมู่บ้านดังกล่าวว่า ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าว ต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปาก ก. รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า โจทก์ได้รับโอนโครงการหมู่บ้านจัดสรร ช. มาจากบริษัท ม. เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2550 โจทก์มีหน้าที่จัดการและดูแลบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และบริการต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกภายในหมู่บ้านดังกล่าวภายใต้ข้อบังคับ จำเลยกับนางสาวอัญชลี ร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 47287 จากนายพุฒ ตั้งแต่ปี 2530 ก่อนที่บริษัท ม. โอนสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะในโครงการหมู่บ้านดังกล่าวให้โจทก์ดูแล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้พยานโจทก์ไม่ได้ความแน่ชัดว่าที่ดินพร้อมบ้านของจำเลยซื้อจากบริษัทที่จัดสรรที่ดินหมู่บ้าน ช. ก็ตาม ที่ดินของจำเลยอยู่ติดถนนทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวต้องใช้ถนนนี้ร่วมกับผู้มีที่ดินและบ้านในหมู่บ้านนี้ และที่ดินของจำเลยก็มีลักษณะตำแหน่งที่ตั้งไม่ต่างจากการเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านจัดสรรนี้ และแม้ทางเข้าหมู่บ้านดังกล่าวเจ้าของที่ดินได้มอบให้เป็นทางสาธารณะแล้ว รวมทั้งการเก็บขยะมีพนักงานกรุงเทพมหานครมาจัดเก็บก็ตาม แต่ตามบัญชีรายชื่อผู้เข้าประชุมการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช. มีชื่อจำเลยเข้าร่วมประชุมโดยมีการลงลายมือชื่อไว้ซึ่งคล้ายกับลายมือชื่อจำเลยในใบแต่งทนายจำเลย ทั้งนายอธิป ทนายจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านก็ไม่ยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลย และพยานยังเบิกความทำนองว่า จำเลยบอกว่าเคยบริจาคเงินค่าส่วนกลาง แต่ไม่เคยชำระค่าส่วนกลาง เจือสมกับคำเบิกความพยานโจทก์ปากนายไกรศร รองประธานกรรมการโจทก์ซึ่งซื้อบ้านและที่ดินโดยเข้าอยู่อาศัยในหมู่บ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2534 ที่เบิกความว่า จำเลยร่วมประชุม ทั้งจำเลยเคยชำระค่าส่วนกลางด้วย เนื่องจากจำเลยมีสิทธิใช้สอยสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา สวนสาธารณะ สระว่ายน้ำ ท่อบำบัดน้ำเสีย และการรักษาความปลอดภัย ซึ่งจำเลยก็นำสืบปฏิเสธการใช้สาธารณูปโภคเฉพาะถนนทางเข้าหมู่บ้านที่เป็นถนนสาธารณะและการเก็บขยะเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้สาธารณูปโภคอื่นแต่อย่างใด จึงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมประชุมจัดตั้งนิติบุคคลโจทก์ และเคยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลาง กับใช้ประโยชน์จากสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของหมู่บ้านจัดสรร ช. ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ดูแลรักษาด้วย พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาข้างต้นย่อมถือได้ว่าจำเลยเป็นสมาชิกของโจทก์โดยปริยายแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับและระเบียบของโจทก์ ในอันที่จะต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางแก่โจทก์ และเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งจำนวนค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระตามคำฟ้องของโจทก์ จึงฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระหนี้ดังกล่าวเป็นจำนวนตามฟ้องจริง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น อย่างไรก็ตามดอกเบี้ยของหนี้ที่ค้างชำระที่โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระ 475,938 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้นนั้น เห็นได้ว่าเป็นการเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งเดิมให้คิดดอกเบี้ยในหนี้เงินระหว่างผิดนัด ร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่ขณะนี้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 ออกมาแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 โดยมาตรา 7 ให้คิดดอกเบี้ยที่ไม่ได้กำหนดอัตราไว้ร้อยละ 3 ต่อปี แต่อาจลดหรือเพิ่มได้โดยการตราพระราชกฤษฎีกา และมาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามที่กำหนดในมาตรา 7 บวกเพิ่มด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี จึงต้องคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 ประกอบมาตรา 7 ให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 523,531.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 475,938 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ร้อยละ 3 ต่อปี บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ตามมาตรา 224 นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามมาตรา 7 เช่นใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยในส่วนตามมาตรา 7 ไปตามนั้น แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แล้วต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอในคำฟ้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 47 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ช.
จำเลย — นาย พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตลิ่งชัน — นายวีระพงษ์ ทองอ่อน
ศาลอุทธรณ์ — นายสังคม สุภาผล
ชื่อองค์คณะ
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 747/2565
#683703
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ตกไปด้วย จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 3, 4, 5, 12 และให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงิน 253,200 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ช. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาฉ้อโกงประชาชน ส่วนข้อหาอื่นผู้ร้องไม่เป็นผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343 วรรคแรก พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงประชาชนเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยคืนเงิน 253,200 บาท ที่โจทก์ร่วมยังไม่ได้รับคืนให้แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างจำเลยขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกง

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ร่วมใช้แอปพลิเคชัน เฟซบุ๊ก ชื่อว่า "C." ส่วนจำเลยใช้แอปพลิเคชัน เฟซบุ๊ก ชื่อว่า "T." โจทก์ร่วมมีบัญชีเงินฝากธนาคาร สำหรับความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนความผิดฐานอื่น ระหว่างจำเลยขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ทุกข้อกล่าวหา เมื่อความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 348 สิทธินำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจึงระงับไปเมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมไม่ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าว และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวย่อมไม่ระงับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 126

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การเล่นแชร์ตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 4 ต้องเป็นการที่บุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปตกลงกันเป็นสมาชิกวงแชร์ โดยแต่ละคนมีภาระที่จะส่งเงินหรือทรัพย์สินอื่นใด รวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวด ๆ เพื่อให้สมาชิกวงแชร์หมุนเวียนกันรับทุนกองกลางแต่ละงวดนั้นไปโดยการประมูลหรือโดยวิธีอื่นใด ข้อเท็จจริงปรากฏตามที่โจทก์ร่วมเบิกความประกอบหลักฐานจากเฟซบุ๊กของจำเลย รายการโอนเงิน ข้อความการตั้งวงแชร์และคำให้การของผู้กล่าวหาโดยจำเลยนำสืบรับข้อเท็จจริงดังกล่าวว่า จำเลยตั้งกลุ่มแชร์ออนไลน์ ผ่านทางเฟซบุ๊กของจำเลยหลายวง ลักษณะการเล่นคล้ายการเล่นแชร์ มีจำเลยเป็นผู้กำหนดจำนวนเงินต้น จำนวนสมาชิกในแต่ละวง ระยะเวลาการชำระเงิน และจำนวนเงินที่สมาชิกแต่ละลำดับต้องชำระ โดยจำนวนเงินต้นที่จำเลยกำหนดคือจำนวนเงินรวมทั้งหมดที่จำเลยกำหนดให้สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มชำระในแต่ละงวด ในแต่ละกลุ่มจำเลยเป็นผู้ได้รับเงินงวดแรก ส่วนในงวดต่อ ๆ ไป จำเลยให้สมาชิกแต่ละคนเป็นผู้เลือกว่าจะเข้าชื่ออยู่ในลำดับใด ซึ่งสมาชิกแต่ละลำดับจะส่งเงินรายงวดและได้ผลประโยชน์ตอบแทนที่ไม่เท่ากัน เมื่อถึงลำดับของสมาชิกรายใด สมาชิกรายนั้นก็จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย (กำไร) ในกรณีของโจทก์ร่วมนับแต่วันที่ 6 กันยายน 2561 เข้าร่วมเล่นกับจำเลย 15 วง แต่ละวงมีชื่อเรียกต่างกัน ได้แก่ วงสงกรานต์ วงมงกุฎ วงมังกร วงตำป่า วงปีโป้ วงนครสวรรค์ วงตอง 7 วงสุโขทัย วงกล้วยหอม วงส้มเขียวหวาน วงปลาแขยง วงชาเชียว วงรีเจนซี่ วงแม่โขง และวงแตงกวา แล้วโจทก์ร่วมชำระเงินตามระยะเวลาและจำนวนเงินในลำดับที่โจทก์ร่วมเป็นสมาชิกในแต่ละวง เช่น ในวงสงกรานต์ จำเลยกำหนดวงเงิน 30,000 บาท จ่ายทุก 10 วัน จนครบจำนวนสมาชิก มีสมาชิกทั้งหมด 15 คน จำเลยเป็นท้าวแชร์และเป็นสมาชิกในลำดับที่ 1 ส่วนโจทก์ร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 11 ซึ่งลำดับนี้จำเลยกำหนดให้ส่งเงินงวดละ 1,500 บาท เริ่มเล่นและโอนเงินงวดแรกวันที่ 6 กันยายน 2561 เป็นต้นไป โจทก์ร่วมโอนเงินให้จำเลยทั้งหมด 8 งวด เป็นเงิน 12,000 บาท กำหนดจะได้รับเงินในวันที่ 11 ธันวาคม 2561 เป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นเงินต้นบวกกำไร ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำเลยประกาศทางกลุ่มในเฟซบุ๊กว่าไม่สามารถเดินแชร์ทุกวงต่อไปได้อ้างว่าสุขภาพไม่ดี และปิดกลุ่มบ้านแชร์ไป โจทก์ร่วมจึงเสียเงินจากการเล่นที่มีลักษณะคล้ายแชร์ในวงนี้ 12,000 บาท เมื่อรวมทั้ง 15 วง ที่โจทก์ร่วมได้ร่วมเล่นแล้วโจทก์ร่วมเสียเงินไปทั้งสิ้น 275,200 บาท ดังนี้ เห็นได้ว่า ในแต่ละวงที่มีการร่วมเล่นดังกล่าว จำเลยจะได้รับผลประโยน์ตั้งแต่งวดแรกในฐานะสมาชิกลำดับที่ 1 เป็นเงินรวมที่สมาชิกทุกคนนำมาลงทุน โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยส่งเงินรวมเข้าเป็นทุนกองกลางเป็นงวด ๆ ทั้งมิได้จัดให้มีการประมูลกันเป็นงวด ๆ แต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเล่นแชร์ตามความหมายของมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 หากแต่เป็นการกระทำลักษณะคล้ายเล่นแชร์ โดยนำเงินของสมาชิกทุกคนไปหมุนเวียนจ่ายให้แก่สมาชิกแต่ละคนตามลำดับ ได้ความจากโจทก์ร่วมเบิกความยืนยันว่า จำเลยลงภาพและข้อความโฆษณาในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งกลุ่มเฟซบุ๊กว่า "บ." ชักชวนโจทก์ร่วมและประชาชนทั่วไปให้ร่วมเล่นแชร์ โดยจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่าธนาคาร โดยสมาชิกอาจเลือกลงทุนเป็นทองคำหรือเงินก็ได้ แต่หากลงทุนเป็นทองคำจะได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงิน โจทก์ร่วมต้องการผลประโยชน์ตอบแทน จึงร่วมลงทุนเล่นแชร์กับจำเลย สอดคล้องกับภาพและข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยกับหลักฐานการจ่ายเงิน ความข้อนี้จำเลยเบิกความเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์รับว่าเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของจำเลยจริงและโจทก์ร่วมเข้ามาเล่นแชร์กับจำเลย โจทก์ร่วมโอนเงินร่วมเล่นแชร์ให้จำเลยประมาณ 30 วง จำเลยโอนเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์ร่วม 29 ครั้ง เป็นเงิน 261,960 บาท ซึ่งภาพและข้อความที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะจำเลยลงโฆษณาชักชวนให้ประชาชนทั่วไปให้มาร่วมเล่นแชร์ด้วยการลงทุนเป็นเงินและทองคำ โดยมีรูปภาพธนบัตรจำนวนมากและทองคำรูปพรรณ ส่อแสดงว่าเป็นการจูงใจให้โจทก์ร่วมและประชาชนทั่วไปร่วมลงทุนเล่นแชร์กับจำเลย แล้วจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนสูง โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยนำเงินค่าแชร์ไปลงทุนทำธุรกิจอื่นใดอันจะทำให้สมาชิกได้ผลประโยชน์ตอบแทนมากเช่นนั้น จากนั้นวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 จำเลยก็ปิดเฟซบุ๊กตนเองและปิดวงแชร์ทั้งหมด เป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของโจทก์ร่วมและสมาชิก พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยเพียงแต่นำเงินที่โจทก์ร่วมและสมาชิกส่งค่างวดหมุนเวียนจ่ายให้แก่สมาชิกรายอื่นหรือกลุ่มอื่นตามที่จำเลยเป็นผู้กำหนด และที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ร่วมหรือสมาชิกรายอื่นในอัตราสูง ก็เพื่อจูงใจให้มีบุคคลอื่นมาเข้าร่วมเล่นต่อกันไปไม่ขาดสาย ทำให้จำเลยสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์และนำเงินที่ได้รับไปหมุนเวียนจ่ายสมาชิกต่อไปได้เรื่อย ๆ ส่วนการจ่ายเงินและผลตอบแทนคืนแก่โจทก์ร่วมและสมาชิกรายอื่นในครั้งแรก ๆ เป็นเพียงอุบายทุจริตหลอกลวงให้หลงเชื่อเพื่อให้มีการเข้าร่วมกลุ่มและชำระเงินแก่จำเลยเพิ่มมากขึ้นอันเป็นการแสดงข้อความเท็จต่อประชาชน จึงเป็นการกระทำโดยทุจริต หลอกลวงประชาชนรวมทั้งโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กชักชวนประชาชนทั่วไปมาร่วมทุนเล่นแชร์ โดยการตั้งวงแชร์เป็นเครื่องมือในการหลอกลวง เป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของประชาชนรวมทั้งโจทก์ร่วม ที่จำเลยนำสืบอ้างว่าเหตุที่จำเลยไม่ได้โอนเงินตอบแทนในคดีนี้เนื่องจากสมาชิกที่ได้รับค่าแชร์ไปแล้วไม่ส่งเงินค่าแชร์ สมาชิกบางคนยังไม่จ่ายเงินค่าแชร์ บางคนปลอมสลิบการโอนเงินจำเลยจึงไม่มีเงินจ่ายโจทก์ร่วมและสมาชิกรายอื่นนั้นเป็นการนำสืบลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ รับฟังได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมให้เข้าร่วมเล่นแชร์ออนไลน์กับจำเลยมิใช่เกิดจากความสมัครใจของโจทก์ร่วมเอง นอกจากนี้แม้การเล่นแชร์ออนไลน์ซึ่งมีลักษณะคล้ายการเล่นแชร์กับจำเลยนี้โจทก์ร่วมเป็นผู้ชักชวนเพื่อนในเฟซบุ๊กของโจทก์ร่วมให้ร่วมเล่นกับจำเลยหลายคนดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกาหรือไม่ก็ตาม แต่การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนนั้นถือเจตนาแสดงข้อความเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะเห็นได้จากการหลอกลวง และไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการดังกล่าวด้วยตนเองมาตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายบางคน แล้วเป็นผลให้ประชาชนรวมทั้งโจทก์ร่วมหลงเชื่อนำเงินร่วมเล่นกับจำเลย แม้ต่อมามีการบอกกันเป็นทอด ๆ และเพื่อนของโจทก์ร่วมทราบข่าว จากนั้นจำเลยยังคงมีพฤติการณ์แสดงข้อความและภาพที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของจำเลยเพื่อให้หลงเชื่อและเป็นผู้เปิดโอกาสให้เพื่อนของโจทก์เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการเล่นลักษณะคล้ายแชร์ดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และเป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเฟซบุ๊กของจำเลยโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วม ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามฟ้องโจทก์อีกฐานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่การที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ตกไปด้วย จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์เสีย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ยกคำขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 43 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นางสาว ช.
จำเลย — นางสาว พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุโขทัย — นางอนิสรา จารุอรอุไร
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายชัยพร ควรอักษร
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 745/2565
#684491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานและขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกต้นฉบับใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเอกสาร ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้รับเพียงสำเนาใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 พฤติการณ์น่าเชื่อว่า ต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาให้จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 วรรคสาม (2) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานชอบแล้ว

การออกหุ้นกู้ต้องอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 1229 และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 มาตรา 33 มาตรา 34 และมาตรา 65 กล่าวคือ ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดและต้องได้รับโทษตาม มาตรา 268 การที่จำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเป็นเหตุให้การออกหุ้นกู้ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจใช้บังคับในฐานะหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ และมีกำหนดเวลาการชำระคืน ถือได้ว่า สำเนาใบหุ้นกู้มีข้อความครบถ้วนเพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินที่เป็นหนังสือ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐานได้ ไม่เป็นการสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงพยานเอกสาร

เมื่อฟังได้ว่าสำเนาใบหุ้นกู้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน ซึ่งจำเลยที่ 1 ตกลงให้ผลตอบแทนร้อยละ 2 ต่อเดือน เป็นการให้ดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 654 ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไป ส่วนผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้ชำระแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดขึ้นเอง จึงเป็นการชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 407 จำเลยที่ 1 ไม่อาจขอให้นำเงินที่ชำระไปดังกล่าวมาหักกลบกับต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,585,477.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการสวนสัตว์สาธารณะ มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินกู้ให้แก่โจทก์หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นสามีภริยากัน ส่วนโจทก์เป็นเพื่อนกับจำเลยที่ 3 เมื่อประมาณปี 2556 กิจการของจำเลยที่ 1 ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนในลักษณะซื้อหุ้นกู้ของจำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาไถ่ถอน 2 ปี โดยเสนอเงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน โจทก์ตกลงร่วมลงทุนตามคำชักชวน วันที่ 24 เมษายน 2556 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ออกใบหุ้นกู้ตามจำนวนเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยโจทก์มีสำเนาชุดฝากเงินสดพร้อมใบเสร็จรับเงิน และสำเนาบันทึกรายการโอนเงิน ซึ่งปรากฏข้อความว่ามีการโอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 และมีสำเนาใบหุ้นกู้เอกสาร ซึ่งปรากฏข้อความอันเป็นสาระสำคัญระบุว่า เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือของจำเลยที่ 1 ครบกำหนดไถ่ถอน 2 ปี โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นกู้ วันที่ออกหุ้นกู้ 25 เมษายน 2556 มูลค่าหุ้น 2,000,000 บาท รับประกันเงินปันผล ส่วนแบ่งรายได้จากการประกอบการคงที่ในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ชำระทุกวันที่ 25 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 มิถุนายน 2556 มีชื่อพร้อมลายมือชื่อโจทก์ที่ระบุว่าเป็นผู้ถือหุ้น กับลายมือชื่อที่ระบุว่าเป็นลายมือชื่อจำเลยที่ 2 พร้อมประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 เป็นพยานหลักฐานสนับสนุนสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าไม่ได้รับเงินจากโจทก์ และจำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบหุ้นกู้นั้น จำเลยที่ 1 มีนายวิฑูรย์ ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความว่า พยานสอบถามจำเลยที่ 2 แล้ว ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบหุ้นกู้ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้มาเบิกความเป็นพยานหักล้างข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ ทั้งพยานเองก็ไม่ทราบด้วยว่าจำเลยที่ 1 ยังใช้บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่หรือไม่ มิได้นำสืบปฏิเสธว่า บัญชีเงินฝากที่โจทก์โอนเงินให้นั้นไม่ใช่บัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 คำเบิกความของนายวิฑูรย์จึงเป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง นอกจากนี้ ยังได้ความจากคำเบิกความของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำสืบพยานหักล้างเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยที่ 1 โอนเงินปันผลตามข้อตกลงให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 จนถึงเดือนธันวาคม 2557 อันแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมตนเข้าผูกพันตามข้อตกลงที่มีต่อโจทก์ตลอดมา ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลไม่อาจรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้ เป็นพยานหลักฐาน เนื่องจากโจทก์ไม่ได้ส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยาน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 นั้น เห็นว่า โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานอ้างสำเนาใบหุ้นกู้เป็นพยานหลักฐาน และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกต้นฉบับใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองเอกสาร ทั้งในชั้นพิจารณาโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้รับเพียงสำเนาใบหุ้นกู้จากจำเลยที่ 1 โดยมีนายวุฒินันท์ เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเป็นเพื่อนกับโจทก์และจำเลยที่ 3 และพยานได้ร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ในทำนองเดียวกันนี้ด้วย โจทก์ฝากให้พยานรับใบหุ้นกู้แทน แต่จำเลยที่ 3 เพียงถ่ายสำเนาใบหุ้นกู้ทั้งของโจทก์และของพยานให้เท่านั้น ตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า ต้นฉบับใบหุ้นกู้อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อยกเว้นที่โจทก์ไม่ต้องส่งสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ก่อนวันสืบพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 90 วรรคสาม (2) การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับฟังสำเนาใบหุ้นกู้ เป็นพยานหลักฐาน จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างมาในฎีกา อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การออกหุ้นกู้ต้องอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1229 และพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 33, มาตรา 34 และมาตรา 65 กล่าวคือ ต้องได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเสนอขายหุ้นกู้ได้ต่อเมื่อได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหุ้นกู้และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และแบบเสนอรายการข้อมูลการเสนอขายและร่างหนังสือชี้ชวนดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว การฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดและต้องรับโทษตามมาตรา 268 แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นเหตุให้หุ้นกู้ที่ออกโดยจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบและไม่อาจใช้บังคับในฐานะเป็นหุ้นกู้ตามกฎหมายได้ก็ตาม แต่ข้อความตามที่ระบุใน มีสาระสำคัญว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินไปจากโจทก์ 2,000,000 บาท และจะชำระคืนภายในวันที่ 25 เมษายน 2558 อันถือได้ว่ามีข้อความครบถ้วนเพียงพอให้รับฟังได้ว่า เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในบังคับที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ศาลย่อมรับฟังสำเนาใบหุ้นกู้ เป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งไม่เป็นกรณีโจทก์นำสืบพยานบุคคลเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารอันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ที่มีเพียงคำเบิกความลอย ๆ ของนายวิฑูรย์ซึ่งไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในการบริหารกิจการของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ 2,000,000 บาท และตกลงจะชำระคืนในวันที่ 25 เมษายน 2558 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 ออกหุ้นกู้โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย โจทก์จึงไม่อาจอ้างสำเนาใบหุ้นกู้ มาบังคับในฐานะเป็นหุ้นกู้ได้ คงรับฟังเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินได้เท่านั้น แต่ข้อตกลงในการออกหุ้นกู้ที่ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจะให้ประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินปันผลในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน มีลักษณะเป็นข้อตกลงให้ดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 ที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงตกเป็นโมฆะ โจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้เป็นต้นไป ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดในผลตอบแทนอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ตามข้อตกลงได้ ส่วนที่ได้ความจากโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้จ่ายเงินปันผลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนธันวาคม 2557 รวม 19 เดือน เป็นเงิน 760,000 บาท แก่โจทก์แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ประสงค์จะก่อนิติสัมพันธ์กันในฐานะผู้ถือหุ้นกู้และผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามบทกฎหมายในเรื่องการออกหุ้นกู้อันเป็นความรับผิดชอบและอยู่ในความรู้เห็นของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว และไม่ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งลงทุนในฐานะผู้ถือหุ้นกู้กระทำโดยไม่สุจริต แม้ผลตอบแทนที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์จะถือเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและตกเป็นโมฆะก็ตาม แต่จำเลยที่ 1 เป็นผู้กำหนดผลตอบแทนเองถือว่าจำเลยที่ 1 กระทำการตามอำเภอใจเหมือนหนึ่งว่าเพื่อชำระหนี้โดยรู้อยู่ว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 407 จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกร้องคืนด้วยการนำมาคิดหักกลบกับต้นเงินกู้ยืมที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2558 เป็นต้นไป โดยไม่ต้องรับผิดในเงินผลประโยชน์ตอบแทนอีก 200,000 บาท แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ประกาศใช้บังคับ โดยมาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 7 ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยเป็นผลให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ ได้เพียงอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เว้นแต่โจทก์อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ทั้งให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนี้ได้ตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์มีเหตุอื่นอันชอบด้วยกฎหมายในอันที่จะมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงกว่านี้ จึงต้องกำหนดให้เป็นไปตามบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2558 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับเปลี่ยนตามอัตราที่กระทรวงการคลังกำหนดในภายหลัง แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 407 ม. 653 วรรคหนึ่ง ม. 654 ม. 1229
ป.วิ.พ. ม. 90 วรรคสาม (2)
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ม. 33 ม. 34 ม. 65 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ว.
จำเลย — บริษัท ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายรัฐกรณ์ เกียรติลัชชานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุจินต์ ขำไชโย
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
นิพนธ์ พิชยพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 721/2565
#682232
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตาม ป.รัษฎากร มาตรา 12 ยึดที่ดินพิพาทเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อมีคำสั่งยึดแล้ว บุคคลใดจะทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดดังกล่าวไม่ได้ตามมาตรา 12 ทวิ สิทธิของผู้ร้องสอดดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย การที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ไปขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง หากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ ย่อมเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) แม้ว่าผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปดำเนินการจดทะเบียนที่ดินให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์แล้ว แต่ก็เป็นการดำเนินการหลังจากที่ผู้ร้องสอดยึดที่ดินพิพาทไว้แล้ว อันมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การจดทะเบียนที่ดินนั้นชอบหรือไม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องสอดไว้เพื่อดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องสอดในชั้นบังคับคดีตามรูปคดีต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เมื่อประมาณปี 2548 ผู้ร้องเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12588 เนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา ของนายรชต์เขตต์ โดยเจตนายึดถือเพื่อตน ด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ เป็นเวลา 10 ปีเศษ ผู้ร้องจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว ขอให้มีคำสั่งว่าที่ดินดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 12588 เนื้อที่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามกรอบเส้นสีแดง ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 คดีถึงที่สุดแล้ว

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 12588 โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นของนายรชต์เขตต์ตามเดิม เพื่อที่ผู้ร้องสอดจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องสอด

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ว่า ผู้ร้องสอดมีอำนาจยื่นคำร้องคัดค้าน (ที่ถูก คำร้องสอด) เข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องสอด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในเบื้องต้นข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมนายรชต์เขตต์ เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท ต่อมานายรชต์เขตต์ค้างชำระค่าภาษีอากร 267,880,741 บาท (ยังไม่รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย) เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ยึดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระภาษีอากรของนายรชต์เขตต์ ต่อมาเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าเมื่อประมาณปี 2548 ผู้ร้องได้ยึดถือครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาเป็นเวลา 10 ปีเศษ ศาลชั้นต้นประกาศนัดไต่สวนคำร้องแล้วไม่มีผู้ใดคัดค้าน จึงมีคำสั่งให้ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุด ผู้ร้องนำคำสั่งศาลไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินทำการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อผู้ร้องแล้วเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 ต่อมาผู้ร้องสอดจึงยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีนี้

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2551 ผู้ร้องสอดอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร ยึดที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งว่าผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทของนายรชต์เขตต์โดยการครอบครองปรปักษ์เป็นคดีนี้ ทั้งนี้ ประมวลรัษฎากร มาตรา 12 วรรคสอง บัญญัติว่า "เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้องขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดังกล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้" และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ทวิ ได้บัญญัติบังคับไว้ว่า "เมื่อได้มีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา 12 แล้ว ห้ามผู้ใดทำลายย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว" จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรนี้เป็นบทบัญญัติพิเศษให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานที่จะเรียกเก็บภาษีอากรค้างได้ โดยสั่งยึดและสั่งขายทอดตลาดทรัพย์สินได้เอง โดยไม่จำต้องนำคดีขึ้นฟ้องร้องต่อศาล และเมื่อมีคำสั่งยึดหรืออายัดแล้ว บุคคลใดจะทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าวไม่ได้ สิทธิของผู้ร้องสอดตามประมวลรัษฎากรจึงถือได้ว่าเป็นสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย เมื่อกฎหมายให้อำนาจแก่ผู้ร้องสอดไว้โดยเฉพาะถึงขนาดนี้แล้วการที่ผู้ร้องนำคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเป็นชื่อของผู้ร้อง ถือได้ว่าเป็นการดำเนินการในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งหากเจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการให้ ย่อมจะเกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและถูกโต้แย้งสิทธิที่จะร้องขอเข้ามาในชั้นบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) แม้ว่าในคดีนี้ผู้ร้องจะได้นำคำสั่งศาลไปดำเนินการจดทะเบียนที่ดินให้ผู้ร้องถือกรรมสิทธิ์แล้ว แต่ก็ปรากฏว่าเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่ผู้ร้องสอดได้ยึดที่ดินพิพาทไว้แล้วตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อันมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การจดทะเบียนที่ดินนั้นชอบหรือไม่ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องสอดไว้เพื่อดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยถึงข้อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องสอดในชั้นบังคับคดีให้ตามรูปคดีต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งงดสืบพยานและยกคำร้องขอของผู้ร้องสอดมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวน แล้วมีคำวินิจฉัยใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 57 (1)
ป.รัษฎากร ม. 12 ม. 12 ทวิ
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ฐ.
ผู้ร้องสอด — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นางจันทร ตันทวีวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวงการ ช่วยพนัง
ชื่อองค์คณะ
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
สุทิน นาคพงศ์
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 681/2565
#683962
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง วรรคสอง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาตรา 15 วรรคสาม บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 และข้อ 6 การจะจัดสินค้าที่โจทก์นําเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 และใช้บังคับในขณะที่โจทก์นําเข้าสินค้าพิพาท ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ตอนที่ 84 ว่า เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภท 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 และได้มีการกำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ ประเภทย่อย 8708.95 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ประเภทย่อย 8708.95.10 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม และประเภทย่อย 8708.95.90 ส่วนประกอบ เมื่อพิจารณาประเภทพิกัดดังกล่าวข้างต้น การพิเคราะห์ว่าสินค้า "Coolant" ที่โจทก์นําเข้ามาตามใบขนสินค้าทั้ง 11 ฉบับ จัดอยู่ในพิกัดใดนั้น ต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญของสินค้าดังกล่าวเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นําเข้าเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ที่โจทก์ผลิตและจําหน่าย ประกอบด้วย "Bridge Wire, Initiator, Enhancer, สารกำเนิดก๊าซ Gas Generant และ Coolant" ซึ่งเมื่อรถยนต์ถูกชนด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าที่ตั้งไว้ เซนเซอร์ไฟฟ้าจะทำงาน โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าสู่ "Bridge Wire" ซึ่งอยู่ใน "Initiator แล้วเกิดประกายไฟใน "Initiator" ผ่านเข้าสู่ "Enhancer" ทำให้เกิดความร้อนไปเผาไหม้ "Gas Generant" จนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ก๊าซจะไหลผ่านทาง "Coolant" และปล่อยเข้าสู่ถุงลมนิรภัยจนพองตัว ส่วนสินค้าอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) นั้น มีลักษณะเป็นเส้นลวดม้วนทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอก 6 เซนติเมตร โดยนําเข้าลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร พันเป็นม้วน 300 ถึง 5,000 รอบ แล้วนําไปยึดติดกันด้วยความร้อนในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสินค้า "Coolant" จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ทำหน้าที่เป็นตัวกันความร้อน ดักฝุ่นควัน และลดแรงกระแทกของแรงดันก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีในอุปกรณ์กำเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) เท่านั้น ไม่สามารถนําไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้เดิมเมื่อปี 2543 คณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) มีคําวินิจฉัยว่า ของดังกล่าวจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศ ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) ครั้งที่ 87/5/2543 แต่ต่อมามี พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ประกอบกับบัญชีท้าย พ.ร.ก.ดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้กำหนดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมสำหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว จัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.95 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สอดคล้องกับที่องค์การศุลกากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจากเดิม เอชเอส 2002 กำหนดให้สินค้า "Coolant" อยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8479.89.40 เป็นระบบพิกัด เอชเอส 2007 กำหนดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 เมื่อปรากฏว่า สินค้า "Coolant" ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมในรถยนต์ สินค้า "Coolant" จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้โดยเฉพาะ ในฐานะส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตามประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 และเมื่อเป็นการนําเข้ามาในช่วงระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลังจาก พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าที่โจทก์นําเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความของประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าที่โจทก์นําเข้าจึงไม่ใช่เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานที่เป็นเอกเทศ ตามประเภทพิกัด 84.79 ประเภทย่อย 8479.90.40 อีก ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ข้อ 1 และข้อ 6 โดยโจทก์ไม่อาจอ้างถึงคําวินิจฉัยของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด (กรป.) การประชุมครั้งที่ 87/5/2543 ในปี 2543 ที่วินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์นําเข้าจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กล ที่ทำงานเป็นเอกเทศ มาใช้บังคับได้อีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จําเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น เห็นได้ว่าเมื่อสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 ตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาก่อนที่จําเลยจะออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 42/2553 กรณีหาใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นําเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความในประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจําเลยในส่วนอากรขาเข้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน และคําวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังนี้แล้ว ในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่จําต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา ให้จําเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของค่าอากรที่นํามาชําระได้เมื่อผู้นําของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้า โดยสำแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่นําเข้า โดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าพนักงานผู้สํารวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จําเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ ข้อเท็จจริงได้ความจากคําเบิกความของ ม. ผู้รับมอบอำนาจบริษัทโจทก์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 สินค้าที่โจทก์นําเข้า โจทก์เคยนําเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วและสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด 8479.90 ตามคําวินิจฉัยของสำนักมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรบันทึกที่ กค 0518(2)ฝ.2/(4)5305 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจาก เอชเอส 2002 เป็น เอชเอส 2007 จําเลยจึงได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราร้อยละ 10 นับแต่ปี 2553 เป็นต้นมาโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตาม โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 สำหรับการนําเข้าสินค้า "Coolant" ส่วนจําเลยไม่ได้นําสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 โจทก์นําเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว โดยสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด8479.90.40 ตามที่จําเลยเคยวินิจฉัยมาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 โจทก์ก็ได้นําเข้าสินค้า "Coolant" โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ที่ถูกต้อง พฤติการณ์ที่โจทก์สำแดงประเภทพิกัดสำหรับสินค้า "Coolant" ในการนําเข้าดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้า "Coolant" ตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว ซึ่งมีการนําเข้าก่อนมีประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) จัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 เมื่อตามทางนําสืบของจําเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการชําระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชําระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าพนักงานผู้สํารวจเงินอากรตรวจพบ จําเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชําระเงินเพิ่มตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง เมื่อได้วินิจฉัยว่าจําเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชําระเงินเพิ่มแล้ว กรณีจึงไม่จําต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่ากรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์ต้องรับผิดชําระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ตามฎีกาของจําเลยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) รวมจำนวน 11 ฉบับ และเพิกถอนหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ที่ กค 0518(6)/928 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2560 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ กอ 180/2560/ป16/2560 (3.5) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์รับผิดไม่เกินค่าอากรที่ต้องเสียเพิ่ม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 โจทก์นำเข้าส่วนประกอบอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) จากประเทศญี่ปุ่น รวมจำนวน 11 ฉบับ โดยสำแดงในใบขนสินค้าประเภทพิกัด 8479.90.40 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 0 (ยกเว้นอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากร ตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 6 กันยายน 2550) ภายหลังตรวจปล่อย จำเลยได้ตรวจทบทวนหลังการตรวจปล่อยพบว่า สินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 6 ฉบับ ชำระอากรไว้ตามประเภทพิกัดอัตราอากรไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องสินค้า "Coolant" มีลักษณะเป็นลวดม้วนทรงกระบอก ใช้ติดตั้งในอุปกรณ์กำเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ จัดเป็นของตามประเภทพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรขาเข้าร้อยละ 10 (ลดอัตราอากร ตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา 12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2549) ในฐานะเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2554 จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเพิ่มจำนวน 334,921 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 23,443 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 13,096.18 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 371,460.18 บาท และเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2554 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงินอากรขาเข้าเพิ่มจำนวน 160,879 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 11,263 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 2,873.88 บาท รวมเป็นเงิน 175,033.88 บาท และเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2557 จำเลยมีหนังสือแจ้งการประเมินอากรขาเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มอีกจำนวน 5 ฉบับ รวมเป็นเงินค่าภาษีอากรขาเข้าเพิ่มจำนวน 590,929 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 41,367 บาท เงินเพิ่มอากรจำนวน 407,208 บาท และเงินเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 40,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,080,404 บาท โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมิน จึงอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้ง 11 ฉบับ โจทก์ไม่เห็นด้วย จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามแบบแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย สำหรับประเด็นปัญหาว่า แบบแจ้งการประเมินของจำเลยชอบด้วยพระราชบัญญัติปฏิบัติราชการศาลปกครอง พ.ศ. 2539 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า แบบแจ้งการประเมินทั้ง 11 ฉบับ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคสาม (2) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 โจทก์ยื่นคำร้องของอนุญาตฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าฎีกาในข้อนี้ของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษและไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัย จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกาในประเด็นดังกล่าว ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สินค้า "Coolant" ตามคำฟ้องจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 หรือจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 โดยโจทก์ฎีกาว่า สินค้าชิ้นส่วนส่วนประกอบอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงสภาพ นำเข้ามาตั้งแต่ปี 2543 ถึงปี 2552 จำเลยเคยจัดให้สินค้าดังกล่าวเป็นอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่เป็นเครื่องจักร เครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศตามประเภทพิกัด 8479.90.40 แม้ต่อมาจะมีพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 กำหนดประเภทพิกัดย่อย 8709.95 ขึ้นใหม่สำหรับถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมรวมทั้งส่วนประกอบดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่อาจจัดสินค้าที่โจทก์นำเข้าให้เข้าประเภทพิกัดดังกล่าวได้ และจำเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 จัดให้ตัวกำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยสำหรับรถยนต์เป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม แต่ก็มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากโจทก์นำเข้าสินค้าดังกล่าว พิเคราะห์แล้วโจทก์มีนางพรณรัตน์ และนางมัลลิกา มาเบิกความเป็นพยานว่า แม้จะมีการประกาศพระราช-กำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า หมวด 17 ตอนที่ 87 ประเภท 87.08 ได้กำหนดพิกัดประเภทย่อย 8708.95 โดยจัดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมสำหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าวอยู่ในพิกัดศุลกากรประเภทที่ 8708.95 แต่สินค้า "Coolant" มิใช่ส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม แต่เป็นส่วนประกอบของตัวกำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยอีกทีหนึ่ง ซึ่งในช่วงเวลาระหว่างปี 2550 ถึงปี 2552 บัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวยังมิได้จำแนกประเภทพิกัดอัตราศุลกากรของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยไว้โดยชัดแจ้ง และแม้องค์การศุลกากรโลกจะมีการเปลี่ยนพิกัดระบบเป็น เอชเอส 2007 แล้วก็ตาม แต่ไม่มีการระบุพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยไว้เป็นการเฉพาะเช่นเดียวกับ เอชเอส 2002 เพียงแต่กำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่สำหรับถุงลมนิรภัยและระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว เป็นประเภทพิกัด 8708.95 ส่วนจำเลยมีนางสาวอังคณา นักวิชาการศุลกากรปฏิบัติการ ส่วนอุทธรณ์พิกัดอัตราศุลกากร มาเบิกความเป็นพยานว่า เนื่องจากพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาตรา 3 บัญญัติว่า "ให้ยกเลิกความในภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 และให้ใช้ความตามบัญชีท้ายพระราชกำหนดนี้แทน" โดยในบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าว ตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 ได้มีการกำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ สำหรับสินค้าถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมรวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ดังนี้ 8708.95 - ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว 8708.95.10 - ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม 8708.95.90 - ส่วนประกอบ เมื่อสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยในรถยนต์ และเป็นการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ในช่วงปี 2550 ถึงปี 2552 จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้เฉพาะในประเภทย่อย 8708.95 แล้ว กรณีจึงไม่อาจจัดให้ของที่โจทก์นำเข้าอยู่ใน ตอนที่ 84 เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภทพิกัด 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และจัดเข้าประเภทย่อย 8479.89 หรือ 8479.90.40 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" วรรคสอง บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับมาตรา 87 และมาตรา 88 การคำนวณค่าภาษีให้ถือตามสภาพของ ราคาของและพิกัดอัตราศุลกากรที่เป็นอยู่ในเวลาที่ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีเกิดขึ้น..." และพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ของที่นำเข้าหรือพาเข้ามาในหรือส่งหรือพาออกไปนอกราชอาณาจักรนั้นให้เรียกเก็บและเสียอากรตามที่กำหนดไว้ในพิกัดอัตราอากรท้ายพระราชกำหนดนี้..." และมาตรา 15 วรรคสาม บัญญัติว่า "การตีความให้ถือตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดนี้ ประกอบกับคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ของคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากรที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาว่าด้วยการจัดตั้งคณะมนตรีความร่วมมือทางศุลกากร..." ซึ่งบัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 1 หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากร ข้อ 1 ระบุว่า "ชื่อของหมวด ตอน และตอนย่อย ได้กำหนดขึ้นเพื่อให้สะดวกแก่การอ้างอิงเท่านั้น ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทให้จำแนกตามความของประเภทนั้น ๆ ตามหมายเหตุของหมวดหรือของตอนที่เกี่ยวข้องและตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้ หากว่าประเภทหรือหมายเหตุดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้เป็นอย่างอื่น" หลักเกณฑ์ข้อ 6 ระบุว่า "ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย การจำแนกประเภทของของเข้าในประเภทย่อยของประเภทใดประเภทหนึ่งให้เป็นไปตามความของประเภทย่อยที่เกี่ยวข้องและตามหลักเกณฑ์ข้างต้นโดยอนุโลม โดยพิจารณาเปรียบเทียบในระหว่างประเภทย่อยที่อยู่ในระดับเดียวกัน ตามวัตถุประสงค์ของหลักเกณฑ์นี้ให้ใช้หมายเหตุของหมวดและของตอนที่เกี่ยวข้องด้วย เว้นแต่จะมีข้อความระบุไว้เป็นอย่างอื่น" ดังนั้น การจะจัดสินค้าที่โจทก์นำเข้าว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดจึงต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 บัญชีท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) ดังกล่าว ซึ่งตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 2 พิกัดอัตราศุลกากรขาเข้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 และใช้บังคับในขณะที่โจทก์นำเข้าสินค้าพิพาท ได้ระบุสินค้าที่อยู่ในประเภทพิกัด ตอนที่ 84 ระบุว่า เครื่องปฏิกรณ์-นิวเคลียร์ บอยเลอร์ เครื่องจักร เครื่องใช้กล และส่วนประกอบของเครื่องดังกล่าว ประเภท 84.79 เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานเป็นเอกเทศ ที่ไม่ได้ระบุหรือรวมไว้ในที่อื่นในตอนนี้ และตอนที่ 87 ยานบกนอกจากรถที่เดินบนรางรถไฟหรือรางรถราง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานดังกล่าว ประเภท 87.08 ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบของยานยนต์ตามประเภทที่ 87.01 ถึง 87.05 และได้มีการกำหนดประเภทย่อยขึ้นใหม่ ประเภทย่อย 8708.95 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว ประเภทย่อย 8708.95.10 ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลม และประเภทย่อย 8708.95.90 ส่วนประกอบ เมื่อพิจารณาประเภทพิกัดดังกล่าวข้างต้น การพิเคราะห์ว่าสินค้า "Coolant" ที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าทั้ง 11 ฉบับ จัดอยู่ในพิกัดใดนั้น ต้องพิจารณาถึงสาระสำคัญของสินค้าดังกล่าวเป็นหลัก ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) ที่โจทก์ผลิตและจำหน่าย ประกอบด้วย "Bridge Wire, Initiator, Enhancer, สารกำเนิดก๊าซ Gas Generant และ Coolant" ซึ่งเมื่อรถยนต์ถูกชนด้วยความเร็วที่มากกว่าค่าที่ตั้งไว้ เซนเซอร์ไฟฟ้าจะทำงาน โดยกระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านเข้าสู่ "Bridge Wire" ซึ่งอยู่ใน "Initiator" แล้วเกิดประกายไฟใน "Initiator" ผ่านเข้าสู่ "Enhancer" ทำให้เกิดความร้อนไปเผาไหม้ "Gas Generant" จนเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซอย่างรวดเร็ว ก๊าซจะไหลผ่านทาง "Coolant" และปล่อยเข้าสู่ถุงลมนิรภัยจนพองตัว ส่วนสินค้าอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ (Coolant) นั้น มีลักษณะเป็นเส้นลวดม้วนทรงกระบอก เส้นผ่าศูนย์กลางรอบนอก 6 เซนติเมตร โดยนำเข้าลวดขนาด 0.5 มิลลิเมตร พันเป็นม้วน 300 ถึง 5,000 รอบ แล้วนำไปยึดติดกันด้วยความร้อนในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งสินค้า "Coolant" จะถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ทำหน้าที่เป็นตัวกันความร้อน ดักฝุ่นควัน และลดแรงกระแทกของแรงดันก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ของสารเคมีในอุปกรณ์กำเนิดก๊าซของถุงลมนิรภัย (Airbag Inflator) เท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้ แม้เดิมเมื่อปี 2543 คณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) มีคำวินิจฉัยว่า ของดังกล่าวจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศ ตามรายงานการประชุมของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัดอัตราศุลกากร (กรป.) ครั้งที่ 87/5/2543 แต่ต่อมามีพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า ได้กำหนดให้ถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมสำหรับรถยนต์ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าว จัดอยู่ในพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8708.95 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 สอดคล้องกับที่องค์การศุลกากรโลกมีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจากเดิม เอชเอส 2002 กำหนดให้สินค้า "Coolant" อยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8479.89.40 เป็นระบบพิกัด เอชเอส 2007 กำหนดให้สินค้าดังกล่าวอยู่ในประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 เมื่อปรากฏว่า สินค้า "Coolant" ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมในรถยนต์ (Airbag Inflator) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมในรถยนต์ สินค้า "Coolant" จึงเป็นของที่มีประเภทพิกัดระบุถึงไว้โดยเฉพาะ ในฐานะส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตามประเภทพิกัดย่อย 8708.95.90 และเมื่อเป็นการนำเข้ามาในช่วงระหว่างวันที่ 16 ธันวาคม 2550 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2552 อันเป็นเวลาภายหลังจากพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ประกอบกับบัญชีท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวภาค 2 พิกัดอัตราอากรขาเข้า มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้น เมื่อสินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความของประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 เป็นการเฉพาะแล้ว สินค้าที่โจทก์นำเข้าจึงไม่ใช่เครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่มีหน้าที่การทำงานที่เป็นเอกเทศ ตามประเภทพิกัด 84.79 ประเภทย่อย 8479.90.40 อีก ตามหลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ข้อ 1 และข้อ 6 โดยโจทก์ไม่อาจอ้างถึงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเร่งรัดและแก้ไขข้อขัดข้องในการพิจารณาปัญหาพิกัด (กรป.) การประชุมครั้งที่ 87/5/2543 ในปี 2543 ที่วินิจฉัยให้สินค้าที่โจทก์นำเข้าจัดเข้าพิกัดอัตราศุลกากรประเภทที่ 8479.89 ในฐานะเป็นเครื่องจักรและเครื่องใช้กลที่ทำงานเป็นเอกเทศ มาใช้บังคับได้อีก ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2553 เป็นต้นไป ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราอากรร้อยละ 10 นั้น เห็นได้ว่าเมื่อสินค้าดังกล่าวจัดอยู่ในประเภทพิกัด 8708.95.90 ตามพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2549 ซึ่งใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2550 มาก่อนที่จำเลยจะออกประกาศกรมศุลกากร ที่ 42/2553 กรณีหาใช่เป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังตามที่โจทก์ฎีกาไม่ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า สินค้าที่โจทก์นำเข้าเป็นส่วนประกอบของถุงลมนิรภัยพร้อมระบบพองลมตรงตามความในประเภทพิกัด 8708.95 ประเภทย่อย 8708.95.90 การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยในส่วนอากรขาเข้าจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนอากรขาเข้าดังนี้แล้ว ในประเด็นข้อพิพาทว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มในส่วนฐานของอากรขาเข้าหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะอากรขาเข้าไม่มีการแก้ไขให้ลดลง ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากรขาเข้า กรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ เอ021-0510100460 เอ001-0511100396 เอ005-0520103629 เอ013-0511001426 และเอ018-0511002234 รวมจำนวน 5 ฉบับ และโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าอากรขาเข้าหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า แบบแจ้งการประเมินอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว เจ้าพนักงานสำรวจอากรเป็นผู้ตรวจพบและเรียกเก็บอากรเพิ่มกรณีตรวจเก็บอากรขาด ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 102 ตรี (3) ซึ่งเป็นคนละส่วนกับการสำแดงเท็จตามมาตรา 99 จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร แต่หากจำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร โจทก์ก็ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงอากรและให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานกรมจำเลยเป็นอย่างดี กรณีจึงมีเหตุลดหรืองดเงินเพิ่มอากรให้แก่โจทก์ ส่วนจำเลยฎีกาว่า การนำเข้าสินค้าชิ้นส่วนส่วนประกอบอุปกรณ์กำเนิดก๊าซที่ใช้กับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ของโจทก์เกิดขึ้นในขณะที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มีผลใช้บังคับ มูลหนี้ภาษีอากรพร้อมเงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้ทางแพ่งที่ต้องใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ในการคิดเงินเพิ่มมาใช้บังคับคือให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรโดยไม่คิดทบต้นจนถึงวันที่นำเงินมาชำระ และไม่ใช่กรณีที่นำกฎหมายมีผลบังคับย้อนหลังมาใช้ไม่ได้ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา ให้จำเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าอากรที่นำมาชำระได้เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกมีเจตนายื่นใบขนสินค้าขาเข้าโดยสำแดงพิกัดและอัตราอากรอันเป็นเท็จ หรือจงใจปกปิดรายละเอียดของสินค้าที่นำเข้าโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีตามมาตรา 102 ตรี อนุมาตรา 1 และอนุมาตรา 2 ส่วนกรณีที่มีการเก็บอากรขาดและเจ้าพนักงานผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบตามอนุมาตรา 3 จำเลยเรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ด้วยว่า โจทก์มิได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษี แต่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยในข้อนี้ จึงยังไม่ยุติ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนางมัลลิกา ผู้รับมอบอำนาจบริษัทโจทก์ว่า ตั้งแต่ปี 2547 สินค้าที่โจทก์นำเข้า โจทก์เคยนำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วและสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด 8479.90 ตามคำวินิจฉัยของสำนักมาตรฐานพิกัดอัตราศุลกากรบันทึกที่ กค 0518(2)ฝ.2/(4)5305 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2547 ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบพิกัดจาก เอชเอส 2002 เป็น เอชเอส 2007 กรมจำเลยจึงได้ออกประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 ให้จัดสินค้า "Coolant" เป็นของตามพิกัด 8708.95.90 อัตราร้อยละ 10 นับแต่ปี 2553 เป็นต้นมาโจทก์ก็ได้ปฏิบัติตาม โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 สำหรับการนำเข้าสินค้า "Coolant" ส่วนจำเลยไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานหักล้างข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2551 ถึงเดือนมกราคม 2552 โจทก์นำเข้าสินค้าตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว โดยสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นพิกัด 8479.90.40 ตามที่กรมจำเลยเคยวินิจฉัยมาโดยตลอดจนกระทั่งเมื่อประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน 2553 โจทก์ก็ได้นำเข้าสินค้า "Coolant" โดยสำแดงประเภทพิกัด 8708.95.90 ที่ถูกต้อง พฤติการณ์ที่โจทก์สำแดงประเภทพิกัดสำหรับสินค้า "Coolant" ในการนำเข้าดังกล่าว เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่าโจทก์เข้าใจโดยสุจริตว่าสินค้า"Coolant" ตามใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว ซึ่งมีการนำเข้าก่อนมีประกาศกรมศุลกากรที่ 42/2553 เรื่อง แจ้งพิกัดอัตราศุลกากร (ป.อ.1/2553) จัดอยู่ในประเภทพิกัด 8479.90.40 เมื่อตามทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์มีเจตนาที่จะสำแดงประเภทพิกัดของสินค้า "Coolant" เป็นเท็จ กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าความรับผิดของโจทก์ในการชำระค่าอากรที่ขาดเกิดจากการที่โจทก์สำแดงเท็จในใบขนสินค้าขาเข้าจำนวน 5 ฉบับ ดังกล่าว แต่ต้องด้วยกรณีที่ไม่ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มเมื่อมีการชำระอากรเพิ่ม เนื่องจากเป็นกรณีที่มีการตรวจเก็บอากรขาดโดยเจ้าพนักงานผู้สำรวจเงินอากรตรวจพบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระเงินเพิ่มแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่ากรณีมีเหตุสมควรลดหรืองดเงินเพิ่มอากรขาเข้าให้โจทก์หรือไม่ และโจทก์ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขแบบแจ้งการประเมินตามใบขนสินค้าขาเข้าเลขที่ เอ021-0510100460 เอ001-0511100396 เอ005-0520103629 เอ013-0511001426 และเอ018-0511002234 รวมจำนวน 5 ฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ที่ กอ 180/2560/ป 16/2560 (3.5) ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 โดยให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มอากรขาเข้า นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชา-ธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ ม. 102 ตรี (1), (2), (3) ม. 112 จัตวา
พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
จำเลย — กรมศุลกากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายกมล สุปรียสุนทร
- นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ชื่อองค์คณะ
ปริญญา ดีผดุง
อุดม วัตตธรรม
ชูเกียรติ ดิลกแพทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 673/2565
#683480
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/58 (2) ประกอบมาตรา 130 (6) สิทธิของกรมศุลกากรและกรมสรรพากรเจ้าหนี้รายที่ 66 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น หนี้ภาษีอากรที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่แล้วหรือจะมีขึ้นต่อไปก็อาจถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ได้ และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 35 - 36/2544 แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลสามารถใช้ดุลพินิจเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการที่ให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากมูลหนี้ภาษีอากรได้

ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 นั้น หลังจากที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนแล้ว จะต้องให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง แผนจึงจะมีผลบังคับผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่ในการดำเนินการตามแผนและดำเนินการชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ การที่แผนจะกำหนดให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ไปตกลงกันต่างหากในสาระสำคัญนอกเหนือจากแผนที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วไม่อาจทำได้ และตามบทบัญญัติมาตรา 90/61 เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ เว้นแต่แผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กล่าวคือ แผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายนั้นมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้ ซึ่งแผนจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่า จะให้เจ้าหนี้รายใดที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด ซึ่งข้อเสนอในแผนดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และได้รับความเห็นชอบจากศาล ซึ่งกรณีดังกล่าว ศาลย่อมจะต้องพิจารณาถึงเหตุอันสมควรและความเป็นธรรมในการที่แผนจะกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้รับชำระหนี้

แม้แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนพิจารณาร่วมกันกับคณะกรรมการเจ้าหนี้สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าปกติที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยนำวิธีการและเงื่อนไขเดียวกับเจ้าหนี้ตามแผนในลักษณะหนี้ประเภทนั้นมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่มิได้มีการกำหนดรายละเอียดไว้ในแผนว่าเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีรายใดบ้างและมีจำนวนหนี้เท่าใด ซึ่งมีผลให้การได้รับชำระหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนส่วนนี้ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ข้อนี้จึงมิชอบด้วยกฎหมาย แต่ข้อกำหนดในแผนข้างต้น เป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นข้อสำคัญอันจะทำให้แผนฟื้นฟูกิจการทั้งฉบับตกไปเสียทีเดียว แผนส่วนอื่น ๆ ยังใช้บังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนและแผนที่มีการแก้ไข ขอให้ศาลล้มละลายกลางนัดพิจารณาแผน

เจ้าหนี้รายที่ 66 และรายที่ 120 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้หน่วยงานราชการและภาครัฐ ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่าขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า ข้อกำหนดของแผนฟื้นฟูกิจการสามารถปรับลดหนี้ของกรมศุลกากรและกรมสรรพากร เจ้าหนี้รายที่ 66 และกรมสรรพากร เจ้าหนี้รายที่ 120 ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้ทำแผนสามารถกำหนดเรื่องการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/61 (1) แผนฟื้นฟูกิจการของผู้ทำแผนเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและกระทำโดยสุจริต

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขตามมติพิเศษของที่ประชุมเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้ทั้งสองอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

เจ้าหนี้รายที่ 66 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความทุกฝ่ายไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุว่า "8.2.6 เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6: เจ้าหนี้หน่วยราชการและภาครัฐ ...จะได้รับการชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้...

(2) ภาระหนี้เงินต้นคงค้างของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 (เจ้าหนี้กรมศุลกากรและกรมสรรพากร รายที่ 66) จำนวน 21,031,357.78 บาท ซึ่งเป็นภาระหนี้ในอนาคตที่มีเงื่อนไขและยังไม่เกิดขึ้น หากต่อมาบริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้มีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุน เลขที่ 1497(2)/2554 ทำให้บริษัทฯ ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากกระแสเงินสดเพื่อการชำระหนี้เป็นรายเดือน รวม 84 เดือน โดยเริ่มชำระหนี้เงินต้นงวดแรกภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนถัดจากเดือนที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนของบริษัทฯ และกรมศุลกากรและกรมสรรพพากรได้มีหนังสือแจ้งเรียกให้บริษัทฯชำระค่าภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าว

(3) ภาระหนี้อื่นใดของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 รวมทั้งหนี้เบี้ยปรับเงินเพิ่ม จำนวน 46,243,841.41 บาท หนี้ดอกเบี้ยคงค้าง ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าปรับ ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นตามสัญญา และหรือตามกฎหมายที่มิได้กำหนดวิธีการชำระหนี้ไว้ในแผนฉบับนี้ ถือว่าได้รับการปลดหนี้ทั้งจำนวนทันทีที่มีการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการให้แก่เจ้าหนี้รายดังกล่าวครบถ้วน

แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุว่า "8.3 การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้บริหารแผนมีอำนาจพิจารณาเห็นชอบให้บริษัทฯ ชำระหนี้อื่นได้ หากเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ดังนี้มูลหนี้ทางการค้าปกติที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและเจ้าหนี้มิได้ยื่นขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หากผู้บริหารแผนและคณะกรรมการเจ้าหนี้ร่วมกันพิจารณาแล้วเห็นพ้องกันว่าเป็นหนี้ที่แท้จริงและการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าวจำเป็นสำหรับการฟื้นฟูกิจการและ/หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ต่อไปในอนาคต หรือกรณีเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอภายใน แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาล (แล้วแต่กรณี) มีคำสั่งให้รับคำขอรับชำระหนี้ ผู้บริหารแผนจะชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ดังกล่าว โดยนำวิธีการและเงื่อนไขเดียวกับเจ้าหนี้ตามแผนในลักษณะหนี้ประเภทนั้น มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการแรกว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ข้อ 8.2.6 (2) กำหนดเงื่อนไขให้เจ้าหนี้รายที่ 66 จะได้รับชำระหนี้ในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนของลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 66 ได้มีหนังสือแจ้งเรียกให้ลูกหนี้ชำระค่าภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวนดังกล่าว เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสาม หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสาม บัญญัติว่า "ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องแจ้งขอชำระภาษีอากร หรือภาษีอากรเพิ่มต่อกรมศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่ได้นำของนั้นเข้ามาหรือส่งของนั้นออกไปภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร และต้องชำระ ณ ที่ทำการศุลกากรซึ่งกรมศุลกากรกำหนดให้เสร็จสิ้นภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มอันจะต้องชำระ..." ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า ในกรณีที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร ผู้ได้รับการส่งเสริมการลงทุนมีหน้าที่ประการแรกคือ ต้องแจ้งขอชำระภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มต่อกรมศุลกากรหรือด่านศุลกากรภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากร และประการที่สอง ต้องชำระภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มให้เสร็จภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจำนวนเงินภาษีอากรหรือภาษีอากรเพิ่มที่ต้องชำระแผนข้อ 8.2.6 (2) เพียงกำหนดให้เกิดความชัดเจนว่า ลูกหนี้จะต้องรับผิดชำระหนี้ค่าภาษีอากรในส่วนนี้ต่อเมื่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้พิจารณาว่าลูกหนี้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขและมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนของลูกหนี้แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ลูกหนี้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรต่อไป และกำหนดวันที่ลูกหนี้ต้องเริ่มชำระหนี้เงินต้นงวดแรกสำหรับหนี้ส่วนนี้ โดยกำหนดให้ชำระภายในวันทำการสุดท้ายของเดือนถัดจากเดือนที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนมีคำสั่งเพิกถอนบัตรส่งเสริมการลงทุนและเจ้าหนี้รายที่ 66 ได้มีหนังสือแจ้งเรียกให้ลูกหนี้ชำระค่าภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น แผนข้อนี้ไม่ได้กำหนดยกเว้นหน้าที่ของลูกหนี้ที่จะต้องชำระค่าภาษีอากรและหน้าที่ที่ต้องแจ้งขอชำระภาษีอากรต่อเจ้าหนี้รายที่ 66 ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันทราบคำสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรแต่อย่างใด แผนข้อนี้จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 55 วรรคสาม และไม่ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 66 ไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่อย่างใด ฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการแรกฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการที่สองว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ข้อ 8.2.6 (3) กำหนดเงื่อนไขและวิธีการในการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 66 โดยให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มอันเกิดจากมูลหนี้ภาษีอากรดังกล่าวไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ประมวลรัษฎากร และพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิหรือคุ้มครองแก่หนี้ภาษีอากรที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเป็นกรณีพิเศษแล้ว ภายใต้บังคับมาตรา 90/58 (2) ประกอบมาตรา 130 (6) สิทธิของกรมศุลกากรและกรมสรรพากรเจ้าหนี้รายที่ 66 จึงมีฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้อื่น ดังนั้น แม้หนี้ภาษีอากรที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องอันมีอยู่แล้วหรือจะมีขึ้นต่อไปก็อาจถูกปรับลดหรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในการชำระหนี้ได้ ส่วนที่เจ้าหนี้รายที่ 66 ฎีกาว่าแผนไม่อาจปรับลดยอดหนี้ภาษีอากรและแผนขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น พออนุมานได้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 66 คัดค้านว่าพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการให้ความเห็นชอบด้วยแผนขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัญหาดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 35 - 36/2544 แล้วว่าบทบัญญัติมาตรา 90/58 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจเห็นชอบด้วยแผนดังกล่าวได้ ฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการที่สองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้รายที่ 66 ประการสุดท้ายว่า แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ข้อ 8.3 ซึ่งกำหนดการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวถือว่าไม่สุจริตและเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้เฉพาะราย มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ ซึ่งไม่สอดคล้องและขัดต่อหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่นที่ได้ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ตามขั้นตอนกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 หมวด 3/1 นั้น หลังจากที่ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติยอมรับแผนแล้ว จะต้องให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง แผนจึงจะมีผลบังคับผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้บริหารแผนมีหน้าที่ในการดำเนินการตามแผนและดำเนินการชำระหนี้ในมูลหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการ การที่แผนจะกำหนดให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้ไปตกลงกันต่างหากในสาระสำคัญนอกเหนือจากแผนที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วไม่อาจทำได้ ส่วนที่มาตรา 90/61 บัญญัติว่า "เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 90/26 หรือมาตรา 90/27 วรรคสาม แล้วแต่กรณี เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จะเป็นผลสำเร็จตามแผนหรือไม่ เว้นแต่ (1) แผนจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว เจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการผู้ใดไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าหนี้ผู้นั้นย่อมหมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ เว้นแต่แผนกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กล่าวคือ แผนกำหนดให้เจ้าหนี้รายนั้นมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ได้ ซึ่งแผนจะต้องระบุไว้ให้ชัดเจนว่า จะให้เจ้าหนี้รายใดที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้เพียงใด ซึ่งข้อเสนอในแผนดังกล่าวจะต้องผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และได้รับความเห็นชอบจากศาล ซึ่งกรณีดังกล่าว ศาลย่อมจะต้องพิจารณาถึงเหตุอันสมควรและความเป็นธรรมในการที่แผนจะกำหนดให้เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้รับชำระหนี้ ดังนั้น แม้แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนพิจารณาร่วมกันกับคณะกรรมการเจ้าหนี้สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าปกติที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ โดยนำวิธีการและเงื่อนไขเดียวกับเจ้าหนี้ตามแผนในลักษณะหนี้ประเภทนั้นมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่มิได้มีการกำหนดรายละเอียดไว้ในแผนว่าเจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้มีรายใดบ้างและมีจำนวนหนี้เท่าใด ซึ่งมีผลให้การได้รับชำระหนี้ที่ไม่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในแผนส่วนนี้ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมเจ้าหนี้และศาลได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ แผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ข้อ 8.3 จึงมิชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดในแผนข้างต้น เป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นข้อสำคัญอันจะทำให้แผนฟื้นฟูกิจการทั้งฉบับตกไปเสียทีเดียว แผนส่วนอื่น ๆ ยังใช้บังคับได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนข้อนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาประการสุดท้ายของเจ้าหนี้รายที่ 66 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนเฉพาะข้อ 8.3 การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ที่ไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/58 ม. 90/61 ม. 130 (6)
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัท ส.
เจ้าหนี้รายที่ 66 — กรมศุลกากรและกรมสรรพากร
เจ้าหนี้รายที่ 120 — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายศักดิ์เสถียร สวนสุข
- นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
เอกศักดิ์ ยันตรปกรณ์
สุทธินันท์ เสียมสกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 672/2565
#686979
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อภายหลังครบกำหนดระยะเวลาที่จำเลยต้องรับผิดชอบบำรุงรักษาสาธารณูปโภคแล้ว ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรโครงการ ป. ยังไม่ได้จัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรหรือนิติบุคคลอื่นเพื่อรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปจัดการและดูแลบำรุงรักษา จำเลยยังไม่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค และจำเลยยังไม่ได้จดทะเบียนโอนทรัพย์สินดังกล่าวให้เป็นสาธารณประโยชน์ตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) (3) (เดิม) จำเลยจึงยังไม่พ้นจากหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภคในโครงการ ป. ให้คงสภาพดังที่ได้จัดทำขึ้นนั้นต่อไปตามมาตรา 43 ส่วนข้อตกลงตามบันทึกต่อท้ายสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ระบุว่า ผู้จะซื้อยินดีที่จะชำระค่าสาธารณูปโภคที่มีการเรียกเก็บต่อไปในอนาคตที่ผู้จะขายหรือนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นผู้กำหนดและเรียกเก็บต่อไป นั้น เมื่อปรากฏว่ายังไม่มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 44 (1) (2) หรือ (3) (เดิม) ประการใดประการหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดบำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อไป และไม่มีบทบัญญัติใดให้จำเลยมีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไปบำรุงรักษาสาธารณูปโภค จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง จะเรียกเก็บจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่ฝ่าฝืน พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่ดินจัดสรร อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เฉพาะข้อตกลงดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย จำเลยไม่อาจอ้างข้อตกลงดังกล่าวมาเป็นเหตุปฏิเสธความรับผิดได้ ส่วนค่าบริการสาธารณะ แม้เป็นคนละส่วนกับความรับผิดค่าสาธารณูปโภคตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 จึงอาจมีการกำหนดหรือตกลงกันให้ผู้ซื้อที่ดินจัดสรรรับผิดค่าบริการสาธารณะตามอัตราที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกรุงเทพมหานครตาม พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 53 ได้ก็ตาม แต่ตามแผนผังโครงการและวิธีการจัดสรรที่ดินที่จำเลยได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ไม่ปรากฏข้อกำหนดให้เรียกเก็บค่าบริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินจัดสรรแต่อย่างใด แต่กลับปรากฏเงื่อนไขกำหนดในแผนผังและวิธีการจัดสรร ฉบับแก้ไข ครั้งที่ 3 ข้อ 8 ว่า จำเลยจะเป็นผู้ดูแลสาธารณูปโภคต่าง ๆ และบริการสาธารณะให้คงสภาพเดิมเป็นระยะเวลา 1 ปี และพ้นจากหน้าที่เมื่อผู้ซื้อที่ดินจัดสรรจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรอันเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยว่าจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายค่าสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะเอง ดังนี้ โครงการ ป. ยังไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้น เพราะเหตุมีการคัดค้านบัญชีทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนและสาธารณูปโภคยังไม่แล้วเสร็จ จำเลยจึงมีส่วนทำให้การจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรไม่สำเร็จ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดค่าบริการสาธารณะ การที่โจทก์และผู้ซื้อที่ดินจัดสรรอื่นได้รับความเดือดร้อนจากการไม่บริหาร จัดการ ดูแลบริการสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ จนจัดตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านชั่วคราวและต้องร่วมกันชำระเงินจำนวนตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะระหว่างเดือนเมษายน 2557 ถึงเดือนกรกฎาคม 2558 เงินที่โจทก์แต่ละคนชำระจึงเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับสืบเนื่องมาจากการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรงของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการผิดสัญญาและละเมิด จำเลยต้องคืนเงินค่าสาธารณูปโภคและค่าบริการสาธารณะตามฟ้องแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งแปดสิบห้าฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบห้าตามจำนวนต้นเงิน กล่าวคือ โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 32,544 บาท โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 29,160 บาท โจทก์ที่ 4 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 5 เป็นเงิน 36,900 บาท โจทก์ที่ 6 เป็นเงิน 27,360 บาท โจทก์ที่ 7 เป็นเงิน 31,392 บาท โจทก์ที่ 8 เป็นเงิน 29,484 บาท โจทก์ที่ 9 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 10 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 11 เป็นเงิน 20,884 บาท โจทก์ที่ 12 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 13 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 14 เป็นเงิน 22,284 บาท โจทก์ที่ 15 เป็นเงิน 22,752 บาท โจทก์ที่ 16 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 17 เป็นเงิน 24,444 บาท โจทก์ที่ 18 เป็นเงิน 25,560 บาท โจทก์ที่ 19 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 20 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 21 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 22 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 23 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 24 เป็นเงิน 24,408 บาท โจทก์ที่ 25 เป็นเงิน 25,452 บาท โจทก์ที่ 26 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 27 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 28 เป็นเงิน 30,420 บาท โจทก์ที่ 29 เป็นเงิน 25,452 บาท โจทก์ที่ 30 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 31 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 32 เป็นเงิน 25,344 บาท โจทก์ที่ 33 เป็นเงิน 21,600 บาท โจทก์ที่ 34 เป็นเงิน 27,000 บาท โจทก์ที่ 35 เป็นเงิน 24,948 บาท โจทก์ที่ 36 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 37 เป็นเงิน 24,732 บาท โจทก์ที่ 38 เป็นเงิน 20,916 บาท โจทก์ที่ 39 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 40 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 41 เป็นเงิน 27,468 บาท โจทก์ที่ 42 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 43 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 44 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 45 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 46 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 47 เป็นเงิน 20,124 บาท โจทก์ที่ 48 เป็นเงิน 20,304 บาท โจทก์ที่ 49 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 50 เป็นเงิน 20,232 บาท โจทก์ที่ 51 เป็นเงิน 24,012 บาท โจทก์ที่ 52 เป็นเงิน 31,572 บาท โจทก์ที่ 53 เป็นเงิน 25,956 บาท โจทก์ที่ 54 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 55 เป็นเงิน 31,716 บาท โจทก์ที่ 56 เป็นเงิน 29,952 บาท โจทก์ที่ 57 เป็นเงิน 33,408 บาท โจทก์ที่ 58 เป็นเงิน 24,408 บาท โจทก์ที่ 59 เป็นเงิน 22,320 บาท โจทก์ที่ 60 เป็นเงิน 27,684 บาท โจทก์ที่ 61 เป็นเงิน 26,532 บาท โจทก์ที่ 62 เป็นเงิน 32,904 บาท โจทก์ที่ 63 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 64 เป็นเงิน 23,724 บาท โจทก์ที่ 65 เป็นเงิน 25,812 บาท โจทก์ที่ 66 เป็นเงิน 29,628 บาท โจทก์ที่ 67 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 68 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 69 เป็นเงิน 29,592 บาท โจทก์ที่ 70 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 71 เป็นเงิน 31,140 บาท โจทก์ที่ 72 เป็นเงิน 20,880 บาท โจทก์ที่ 73 เป็นเงิน 24,480 บาท โจทก์ที่ 74 เป็นเงิน 29,124 บาท โจทก์ที่ 75 เป็นเงิน 25,200 บาท โจทก์ที่ 76 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 77 เป็นเงิน 29,880 บาท โจทก์ที่ 78 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 79 เป็นเงิน 25,200 บาท โจทก์ที่ 80 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 81 เป็นเงิน 25,920 บาท โจทก์ที่ 82 เป็นเงิน 30,564 บาท โจทก์ที่ 83 เป็นเงิน 28,116 บาท โจทก์ที่ 84 เป็นเงิน 29,520 บาท และโจทก์ที่ 85 เป็นเงิน 27,396 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินโจทก์ทั้งแปดสิบห้าตามลำดับดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์ทั้งแปดสิบห้าเสร็จสิ้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 ม. 43 ม. 44 ม. 49 ม. 53
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส. กับพวก
จำเลย — บริษัท ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงธนบุรี — นายพิพัฒน์ นัจฉริยางกูร
ศาลอุทธรณ์ — นางพัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
ชื่อองค์คณะ
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แรงรณ ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 669/2565
#681807
เปิดฉบับเต็ม

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนหรือไม่ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ข้อ 11 ระบุว่า "... (4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย (ก) รัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือ (ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยช์ บุนเดสแบงก์" หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วีเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ (ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก..." ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และข้อ 23 ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือ ต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลย โดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผลสามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่าธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 20 มกราคม 2560 รวม 7 ฉบับ เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ.1(อธ.1)/417 - 423/2561 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 ให้จำเลยคืนหลักประกันตามคำร้องขอทุเลาการเสียภาษีอากรของโจทก์ ลงวันที่ 10 กันยายน 2561 และให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีอนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างกัน คือ ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ทำ ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2510 ต้นฉบับ 6 ฉบับ เป็นภาษาเยอรมัน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ภาษาละ 2 ฉบับ ทุกฉบับใช้ได้เท่าเทียมกัน เว้นแต่กรณีสงสัยให้ใช้ฉบับภาษาอังกฤษบังคับ ข้อที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้คือ ข้อ 11 โดยมีข้อความภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้

ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน

ข้อ 11

(1) ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งและจ่ายแก่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งอาจเก็บภาษีได้ในอีกรัฐหนึ่งนั้น

(2) อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยนั้นอาจเก็บภาษีได้ในรัฐผู้ทำสัญญาที่ดอกเบี้ยเกิดขึ้นและเป็นไปตามกฎหมายของรัฐนั้นแต่ภาษีที่เรียกเก็บนั้นจะต้องไม่เกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น

(3) แม้จะมีบทของวรรค 2 อยู่ ภาษีของรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งที่เก็บจากดอกเบี้ยซึ่งได้รับโดยสถาบันการเงินใด ๆ (รวมทั้งบริษัทประกันภัย) ซึ่งเป็นบริษัทของรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนดอกเบี้ยทั้งสิ้น ถ้าวิสาหกิจที่จ่ายดอกเบี้ยนั้นดำเนินกิจการอุตสาหกรรมตามความหมายของวรรค 4 อนุวรรค ข. ของข้อ 10

(4) แม้จะมีบทของวรรค 2 และ 3 อยู่ ดอกเบี้ยซึ่งเกิดขึ้นในรัฐผู้ทำสัญญารัฐหนึ่งจะได้รับยกเว้นภาษีในรัฐนั้น ถ้าดอกเบี้ยนั้นได้รับโดย

(ก) รัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้น หรือ

(ข) สถาบันการเงินใด ๆ ซึ่งรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่ง มลรัฐ (ลันด์) ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของอีกรัฐหนึ่งนั้นเป็นเจ้าของทั้งหมด และโดยเฉพาะในกรณีสหพันธ์สาธารณรัฐ โดย "ดอยช์ บุนเดสแบงก์" หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วีเดอรัฟเบา" และในกรณีประเทศไทย โดย "ธนาคารแห่งประเทศไทย" หรือ

(ค) โดยผู้มีถิ่นที่อยู่ในรัฐผู้ทำสัญญาอีกรัฐหนึ่งจากพันธบัตรซึ่งออกจำหน่ายโดยรัฐบาลของรัฐผู้ทำสัญญารัฐแรก ...

ARTICLE 11

(1) Interest arising in a Contracting State and paid to a resident of the other Contracting State may be taxed in that other State.

(2) However, such interest may be taxed in the Contracting State in which it arises, and according to the law of that State, but the tax so charged shall not exceed 25 per cent of the gross amount of the interest.

(3) Notwithstanding the provisions of paragraph 2, the tax of a Contracting State on interest received by any financial institution (including an insurance company) which is a company of the other Contracting State shall not exceed 10 per cent of the gross amount of the interest, if the enterpriss (ที่ถูก enterprise) paying the interest engages in an industrial undertaking whthin (ที่ถูก within) the meaning of paragraph 4, subparagraph b, of Article 10.

(4) Notwithstanding the provisions of paragraphs 2 and 3, interest arising in a Contracting State shall be exempt from tax in that State if the interest is received by

(a) the other Contracting State, a "Land", a political subdivision, a local authority or a local administration thereof, or

(b) any financial institution wholly owned by the other Contracting State, a "Land", a political subdivision, a local authority or a local administration thereof, and in particular, in the case of the Federal Republic, by the "Deutsche Bundesbank" or the "Kreditanstalt fur Wiederaufbau", and in the case of Thailand, by the "Bank of Thailand", or

(c) by a resident of the other Contracting State on bonds issued by the Government of the first - mentioned State. ...

ทั้งนี้ ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale ต่อไปจะเรียกว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นธนาคารที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2513 โดยกฎหมายเฉพาะของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีถิ่นที่อยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มิได้ประกอบกิจการในราชอาณาจักรไทย แต่มีสาขาที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ส่วนโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2547 ขณะจดทะเบียนชื่อ บริษัท อ. ทุนจดทะเบียน 250,000,000 บาท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ได้แก่ ซ. นิติบุคคลสัญชาติสิงคโปร์ ถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ไม่มีสำนักงานสาขา มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการลงทุนในกลุ่มบริษัทในเครือ และบริการส่งเสริมด้านการตลาดและการขาย การบริหารจัดการและวางแผนด้านการตลาดและการขาย รวมถึงโฆษณาเผยแพร่และแนะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่สำหรับบริษัทในเครือด้วย โจทก์ทำสัญญากู้เงินจากธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2547 จำนวน 140,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ นำไปลงทุนโดยการซื้อหุ้นในบริษัทอื่นตามวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของโจทก์ด้วย โจทก์เบิกเงินกู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2547 มีกำหนดชำระเงินต้นและดอกเบี้ยทุก 6 เดือน โจทก์ชำระดอกเบี้ยแก่ผู้ให้กู้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2547 และต่อมาในเดือนธันวาคม 2551 โจทก์ทำสัญญากู้ยืมกับธนาคาร NORD/LB ฉบับใหม่ (Refinance) โจทก์ชำระดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้ธนาคารดังกล่าวอีกหลายครั้ง ดังนี้ 1) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551 จำนวน 23,455,226.14 บาท 2) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำนวน 10,354,283.22 บาท 3) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2552 จำนวน 6,962,729.10 บาท 4) เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 จำนวน 292,385.89 บาท 5) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2553 จำนวน 1,857,988.54 บาท 6) เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2553 จำนวน 2,772,764.91 บาท 7) เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 จำนวน 169,498.36 บาท 8) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 จำนวน 143,021.25 บาท 9) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2554 จำนวน 294,485.11 บาท ดอกเบี้ยเป็นเงินได้พึงประเมินของผู้ให้กู้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) (ก) ตามปกติผู้ให้กู้ต้องเสียภาษี โดยให้โจทก์ผู้จ่ายดอกเบี้ยหักภาษี ดอกเบี้ยที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายดอกเบี้ย หากมิได้หักและนำส่ง โจทก์ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักและนำส่งแต่ประการใด เพราะโจทก์เห็นว่าธนาคาร NORD/LB ได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ยตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว ข้างฝ่ายจำเลย เจ้าพนักงานของจำเลยได้รับเอกสารของธนาคาร NORD/LB ที่โจทก์ส่งมอบต่อเจ้าพนักงานของจำเลยว่าโจทก์ได้รับยกเว้นภาษีตามความตกลงดังกล่าว เช่น ตามเอกสารหนังสือธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 ลงวันที่ 27 กันยายน 2548 และลงวันที่ 8 มิถุนายน 2549 ประกอบกับแนวทางการตอบข้อหารือของจำเลย ลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 และลงวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ซึ่งสำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 นั้นรับผิดชอบในเขตพื้นที่ที่สำนักงานแห่งใหญ่ของโจทก์ตั้งอยู่ มีหนังสือหารือไปยังสำนักงานสรรพากรภาค 1 เกี่ยวกับกรณีนี้ สรรพากรภาค 1 เห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษีและนำส่ง แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์มีหน้าที่หักภาษีและนำส่ง จำเลยในฐานะที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหนังสือลงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 และวันที่ 2 มีนาคม 2552 สอบถามไปยังกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทั้งนี้ โดยอาศัยข้อ 24 และข้อ 25 แห่งความตกลงดังกล่าว ต่อมากระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือตอบมายังจำเลย 2 ฉบับ ทั้งสองฉบับเป็นภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ

ฉบับแรกลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ที่เป็นภาษาอังกฤษ มีข้อความว่า

With reference to your above-mentioned letter I am now able to provide you with a report from our local tax authorities.

The Landesbank is only partly and indirectly owned by local government authorities, and so it is not a financial institution within the meaning of Article 11 Paragraph 4 (b) of our Double Taxation Agreement that might claim exemption from tax at source in Thailand.

The information provided is subject to the provisions concerning secrecy contained in the above - mentioned arrangements and may be used only for the purposes specified therein, limited to the taxes named there.

ฝ่ายจำเลยจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยว่า

ตามหนังสือกรมสรรพากรที่อ้างถึงข้างต้น ข้าพเจ้าขอแจ้งข้อมูลจากรายงานที่ได้รับจากสำนักงานสรรพากรท้องถิ่น ดังนี้

ธนาคาร Landesbank นั้น มีหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมบางส่วน จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 วรรค 4 (ข) ของอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนไทย – เยอรมัน ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้

ข้อมูลที่จัดส่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับภายใต้อนุสัญญาฯ ที่อ้างถึงข้างต้น และอาจนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว

ฉบับที่สองลงวันที่ 18 มิถุนายน 2555 ที่เป็นภาษาอังกฤษ มีข้อความว่า

I enclose a more detailed response for the above - mentioned case: For the period in question, the owners of Norddeutsche Landesbank /Girozentrale are:

- the German federal states of Lower Saxony and Saxony - Anhalt as regional authorities and

- the associations of savings banks in Lower Saxony, Saxony - Anhalt and Mecklenburg - Western Pomerania. The owners of the associations of saving banks are the respective municipalities and regional authorities.

Norddeutsche Landesbank / Girozentrale is therefore partly directly and partly indirectly owned by regional authorities.

The information provided is subject to the provisions concerning secrecy contained in the above - mentioned arrangements and may be used only for the purposes specified therein, limited to the taxes named there.

ฝ่ายจำเลยจัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยว่า

ข้าพเจ้าขอส่งรายละเอียดเพิ่มเติมกรณีที่กล่าวถึงข้างต้น ดังนี้

สำหรับช่วงเวลาที่กล่าวถึงธนาคาร Norddeutsche Landesbank / Girozentale (ที่ถูก Girozentrale) มีผู้มีอำนาจควบคุมธนาคาร ประกอบด้วย

- หน่วยงานราชการรัฐ Lower Saxony และรัฐ Saxony Anhalt

- สมาคมธนาคารออมทรัพย์ในรัฐ Lower Saxony รัฐ Saxony Anhaltและรัฐ Mecklenburg – Western Pomerania โดยผู้มีอำนาจควบคุมสมาคมธนาคารออมทรัพย์ ได้แก่ เทศบาลและหน่วยงานราชการท้องถิ่นในท้องที่ที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ธนาคาร Norddeutsche Landesbank / Girozentrale จึงมีหน่วยงานราชการท้องถิ่นเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางตรงบางส่วน และโดยทางอ้อมบางส่วน

ข้อมูลที่จัดส่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการรักษาความลับภายใต้อนุสัญญาฯ ที่อ้างถึงข้างต้น และอาจนำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ที่ได้กำหนดไว้ภายใต้อนุสัญญาดังกล่าว

ทั้งนี้ตามหนังสือและคำแปลเอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 243 ถึง 249 โดยสรุปตามหนังสือ 2 ฉบับดังกล่าว กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีแจ้งว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามความตกลงดังกล่าวข้อ 11 (4) (ข) ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ดอกเบี้ย สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 จึงออกตรวจสภาพกิจการโจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 แจ้งประเด็นที่กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีให้โจทก์ทราบ ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยมีหนังสือลงวันที่ 20 มกราคม 2560 ถึงโจทก์ 7 ฉบับ เป็นหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร ที่โจทก์จ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระบุข้อความมีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เข้าลักษณะเป็นสถาบันการเงินที่ได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยไปตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เนื่องจากมีรัฐบาลท้องถิ่นถือหุ้นเพียงบางส่วนและเป็นทางอ้อม ตามหนังสือของกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ตอบมายังจำเลย โจทก์ต้องหักภาษีและนำส่งตามมาตรา 70 แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่งไว้ จึงต้องรับผิดชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีธันวาคม 2551 เดือนภาษีมิถุนายน 2552 เดือนภาษีธันวาคม 2552 เดือนภาษีมกราคม 2553 เดือนภาษีมิถุนายน 2553 เดือนภาษีธันวาคม 2553 เดือนภาษีมกราคม 2554 เดือนภาษีกุมภาพันธ์ 2554 และเดือนภาษีเมษายน 2554 รวม 9 เดือนภาษี เป็นเงินภาษีและเงินเพิ่มรวม 13,890,714.74 บาท ไม่มีเบี้ยปรับแต่อย่างใด โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2561 มีใจความด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินที่ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 11 (4) (ข) แห่งความตกลงดังกล่าว ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฟ้องต่อศาลภาษีอากรกลางเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2561 ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า การตีความข้อยกเว้นในการจัดเก็บภาษีจึงต้องตีความเคร่งครัดภายใต้วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของคู่สัญญา เมื่อหนังสือตอบของกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีฉบับแรกว่า การมีหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมบางส่วนมิได้มีลักษณะเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่จะได้รับยกเว้นตามข้อ 11 (4) (ข) ตามความตกลงดังกล่าว และข้อความต่อมาว่า "ดอยช์ บุนเดสแบงก์" หรือ "เครดิตทันสตาลห์ฟือร์ วีเดอรัฟเบา" ย่อมมีนัยว่าการเป็นเจ้าของทั้งหมดต้องเทียบเคียงได้ อันเป็นการแสดงถึงวัตถุประสงค์ว่าต้องการให้ยกเว้นแต่เฉพาะสถาบันการเงินของรัฐที่มีรัฐเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น และหนังสือตอบฉบับที่สองซึ่งระบุช่วงเวลาพิพาทก็ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับฉบับแรก ส่วนพยานหลักฐานโจทก์ไม่อาจฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ กรณีไม่ปรากฏกฎหมายให้ลดหรืองดเงินเพิ่ม และจำเลยจึงไม่ต้องคืนหลักประกันแก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตามความหมายของข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว การประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์จึงชอบแล้ว พิพากษายืน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือ ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุนหรือไม่ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว เพราะเป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี "เป็นเจ้าของทั้งหมด" การเป็นเจ้าของทั้งหมดหมายถึงเป็นเจ้าของทุนทั้งหมด ซึ่งก็คือ เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด โดยเมื่อรวมผู้ถือหุ้นโดยทางตรงกับโดยทางอ้อมเข้าด้วยกันก็เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมด ซึ่งรัฐเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ทั้งหมดจากการประกอบธุรกิจของธนาคาร NORD/LB โจทก์เห็นว่าจะถือเอาผู้ถือหุ้นโดยทางตรงทั้งหมดเท่านั้น โดยไม่รวมผู้ถือหุ้นโดยทางอ้อมดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไม่น่าจะถูกต้อง และโจทก์มีพยานหลักฐานสำคัญหลายฉบับที่สอดคล้องและยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นมลรัฐและหน่วยงานของรัฐ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบทั้งหมดมีน้ำหนักรับฟังได้แล้วว่าธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว กล่าวคือ (1) ข้อเท็จจริงคดีนี้ เทียบเคียงได้กับแนวปฏิบัติตามที่จำเลยตอบข้อหารือว่าไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ตามบันทึกข้อความ ส่วนราชการ สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 3 ทีมกำกับดูแลผู้เสียภาษี 12 เรื่อง หารือการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากอนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อน รายโจทก์ ลงวันที่ 17 มีนาคม 2551 ลงวันที่ 30 กันยายน 2546 และวันที่ 2 ธันวาคม 2548 ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ของธนาคารออมสินของประชาชนในมลรัฐซึ่งมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ จึงเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดของธนาคาร NORD/LB ตามหนังสือลงวันที่ 16 ธันวาคม 2547 วันที่ 27 กันยายน 2548 และวันที่ 8 มิถุนายน 2549 โจทก์ว่าจ้างสำนักงานกฎหมาย ดร.สุวรรณ ซึ่งมีนายสุวรรณ เป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและภาษีอากร มาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายและภาษีอากรให้แก่โจทก์ และเป็นผู้รับมอบอำนาจโจทก์ให้ฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้สอบถามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งและเจ้าของธนาคาร NORD/LB ไปยังสำนักงานกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี สำนักงานกฎหมายดังกล่าวให้ความเห็นทางกฎหมายตามหลักวิชาการและข้อเท็จจริงที่ถูกต้องมีน้ำหนักให้รับฟังว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาจัดตั้งธนาคารระหว่างมลรัฐ Lower Saxony มลรัฐ Saxony - Anhalt และมลรัฐ Mecklenburg – Western Pomerania ซึ่งเป็น 3 ใน 16 มลรัฐของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางและผู้ประสานงานกับธนาคารออมสินต่าง ๆ ในมลรัฐทั้งสาม มีโครงสร้างเจ้าของของธนาคาร NORD/LB ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปี 2555 ตามตารางที่ 1 ถึงที่ 5 โดยที่อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับเดือนภาษีพิพาทคือ ตารางที่ 1 ถึงที่ 3 ดังนี้ ตารางที่ 1 ตั้งแต่ปี 2545 ถึงวันที่ 18 กรกฎาคม 2548 มลรัฐและเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น (เทศบาล, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น) เป็นเจ้าของคือ มลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 40, เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของรัฐจัดตั้งโดยกฎหมายธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony ร้อยละ 100 ธนาคารออมสินดังกล่าวเป็นเจ้าของธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony และองค์กรออมทรัพย์ (NSGV) ร้อยละ 50 และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony และองค์กรออมทรัพย์ (NSGV) ร้อยละ 50 แล้วธนาคารออมสินของมลรัฐ Lower Saxony และองค์กรออมทรัพย์ (NSGV) เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 26 , มลรัฐ Saxony - Anhalt เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 10 เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Saxony - Anhalt เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของรัฐจัดตั้งโดยกฎหมายธนาคารออมสินของมลรัฐ Saxony - Anhalt ร้อยละ 100 ธนาคารออมสินดังกล่าวเป็นเจ้าขององค์กรที่ถือหุ้นธนาคารออมสินของมลรัฐ Saxony - Anhalt (SBV) ร้อยละ 50 และเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Saxony – Anhalt เป็นเจ้าของ SBV ร้อยละ 50 แล้ว SBV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 6 , มลรัฐ Mecklenburg West Pomerania เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 10, เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นในมลรัฐ Mecklenburg West Pomerania เป็นเจ้าของธนาคารออมสินของรัฐจัดตั้งโดยกฎหมายธนาคารออมสินของมลรัฐ Mecklenburg West Pomerania ร้อยละ 100 ธนาคารออมสินดังกล่าวเป็นเจ้าขององค์กรเฉพาะกิจของธนาคารออมสินของมลรัฐ Mecklenburg West Pomerania (SZV) ร้อยละ 100 แล้ว SZV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 6 ตารางที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2548 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2548 มลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 36.89 มลรัฐ Saxony – Anhalt เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 13.37 NSGN, SBV และ SZV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 38.70 ร้อยละ 6.79 และร้อยละ 4.25 ตามลำดับ และตารางที่ 3 ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2548 ถึงวันที่ 28 ธันวาคม 2554 มลรัฐ Lower Saxony เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 41.75 มลรัฐ Saxony - Anhalt เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 8.25 NSGV, SBV และ SZV เป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB ร้อยละ 37.25 ร้อยละ 7.53 และร้อยละ 5.22 ตามลำดับ ระบุไว้ด้วยว่าผู้ถือหุ้นของ NSGV, SBV และ SZV เป็นเจ้าของ NSGV, SBV และ SZV ตามลำดับ ดังนั้น จึงเป็นเจ้าของธนาคาร NORD/LB โดยทางอ้อม และฎีกาว่า หนังสือกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ไม่ได้ตอบสถานะของธนาคาร NORD/LB ในช่วงเวลาพิพาทในคดีนี้ จึงนำมาใช้วินิจฉัยสถานะของธนาคาร NORD/LB ในคดีนี้ไม่ได้ กับตามหนังสือกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีที่ตอบมายังจำเลย ฉบับที่สอง ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2555 ซึ่งจำเลยแปลว่า ธนาคาร NORD/LB มีหน่วยงานราชการท้องถิ่นเป็นผู้ถือหุ้นโดยทางตรงบางส่วน และโดยทางอ้อมบางส่วน แต่โจทก์เห็นว่าควรแปลว่า ธนาคาร NORD/LB มีราชการส่วนท้องถิ่นเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งโดยตรงและอีกส่วนหนึ่งโดยอ้อม ดังนั้น ธนาคาร NORD/LB จึงมีรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดร้อยละ 100 โดยส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของโดยอ้อมอีกส่วนหนึ่งเป็นเจ้าของโดยตรง และฎีกาด้วยว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีธนาคารกลางมากกว่า 1 ธนาคาร ธนาคาร NORD/LB เป็นธนาคารกลางทางภาคเหนือของประเทศและมีรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมด หากจะเปรียบเทียบกับประเทศไทยซึ่งมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นธนาคารกลางเพียงธนาคารเดียว ก็ต้องเปรียบเทียบว่ามีรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดเหมือนกันเท่านั้น โดยสรุปแล้ว ตามฎีกาของโจทก์ดังที่กล่าวมา โจทก์เห็นว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐ เทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในมลรัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดหรือร้อยละ 100 โดยส่วนหนึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของ (เป็นผู้ถือหุ้น) โดยตรง และอีกส่วนหนึ่ง NSGV, SBV และ SZV เป็นเจ้าของ (เป็นผู้ถือหุ้น) โดยอ้อม ธนาคาร NORD/LB จึงเป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะเหตุผลสามประการประกอบกัน ประการที่หนึ่ง คำว่า เป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) หมายถึงเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงการเป็นเจ้าของโดยอ้อมหรือโดยทางอ้อมด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ตามความตกลงนี้หากกรณีที่ต้องการให้หมายรวมถึงโดยทางอ้อมด้วยก็จะระบุไว้ชัดเจน ดังที่ระบุไว้ในข้อ 9 และข้อ 23 ที่ยกมากล่าวไว้ข้างต้น ประการที่สอง เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบข้อ 11 (4) (ก) กับข้อ 11 (4) (ข) แล้วควรมีความสำคัญที่เท่าเทียมหรือเกือบเท่าเทียมกัน ซึ่งตามข้อ 11 (4) (ก) ถ้าดอกเบี้ยได้รับโดยรัฐ มลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ส่วนข้อ 11 (4) (ข) ผู้รับดอกเบี้ยมิใช่รัฐ แต่เป็นสถาบันการเงินโดยเป็นสถาบันการเงินซึ่งรัฐ...เป็นเจ้าของทั้งหมด การที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดของสถาบันการเงิน สถาบันการเงินจึงควรมีความสำคัญเท่ากับหรือเกือบเท่ากับรัฐตามข้อ 11 (4) (ก) นั่นคือต้องเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรงเท่านั้น เพราะหากเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางอ้อมด้วย ความสำคัญของสถาบันการเงินจะมีน้อยกว่ารัฐตามข้อ 11 (4) (ก) มาก เช่น หากรัฐเป็นเจ้าของทางอ้อมด้วย รัฐไม่อาจควบคุมดูแลสถาบันการเงินได้ดีเหมือนกับที่รัฐเป็นเจ้าของทั้งหมดโดยทางตรง และประการที่สาม กรณีที่กระทรวงการคลังสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมีหนังสือ 2 ฉบับ ตอบมายังจำเลยดังที่ได้ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยตอบมารวมความได้ว่า ธนาคาร NORD/LB มีหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นถือหุ้นโดยทางอ้อมด้วย จึงไม่ได้เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ที่อาจอ้างสิทธิได้รับยกเว้นภาษีจากแหล่งเงินได้ ซึ่งเมื่อได้พิจารณาเหตุผลสามประการดังกล่าวประกอบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่าธนาคาร NORD/LB ไม่เป็นสถาบันการเงินซึ่งมลรัฐ ส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นเจ้าของทั้งหมดตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาอีกว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงได้กับแนวปฏิบัติตามที่จำเลยตอบข้อหารือว่าไม่ต้องถูกหักภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 70 ตามหนังสือตอบข้อหารือลงวันที่ 2 มีนาคม 2542 วันที่ 30 กันยายน 2546 วันที่ 2 ธันวาคม 2548 และวันที่ 17 มีนาคม 2551 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงคดีนี้เทียบเคียงกับแนวปฏิบัติดังกล่าวได้หรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ปรับได้กับข้อกฎหมายดังเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงต้องเป็นไปตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า หนังสือกระทรวงการคลัง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 2 มกราคม 2555 ไม่ได้ตอบสถานะของธนาคาร NORD/LB ในช่วงเวลาพิพาทในคดีนี้ นั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบสนับสนุนข้ออ้างในส่วนนี้ ทั้งไม่ปรากฏว่าสัดส่วนการถือหุ้นของธนาคาร NORD/LB ในช่วงเวลาพิพาทมีการเปลี่ยนแปลงและไม่ถูกต้องอย่างใด และที่โจทก์ฎีกาด้วยว่า ธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ มีหนังสือถึงโจทก์ยืนยันว่า ธนาคาร NORD/LB มีมลรัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ของธนาคารออมสินของประชาชนในมลรัฐซึ่งมีเทศบาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นซึ่งมลรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการ จึงเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหมดของธนาคาร NORD/LB ก็ดี กับที่ฎีกาว่า สำนักกฎหมาย Freshfields Bruckhaus Deringer แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ให้ความเห็นว่า ธนาคาร NORD/LB เป็นสถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) รายละเอียดตามที่ยกขึ้นกล่าวมาแล้วข้างต้นก็ดี ก็เป็นเพียงความเห็นของธนาคาร NORD/LB สาขาสาธารณรัฐสิงคโปร์ และความเห็นของสำนักกฎหมายดังกล่าว ซึ่งไม่ผูกพันให้ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรต้องวินิจฉัยตาม เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่า ธนาคาร Norddeutsche Landesbank Girozentrale หรือธนาคาร NORD/LB มิใช่สถาบันการเงินตามข้อ 11 (4) (ข) ของความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้และจากทุน ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยในราชอาณาจักรไทย ดังนั้น โจทก์จึงมีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร แต่โจทก์มิได้หักภาษีและนำส่ง และทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏเหตุอันควรให้งดหรือลดเงินเพิ่มแก่โจทก์ การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย พร้อมเงินเพิ่มทั้งเจ็ดฉบับ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจึงไม่จำต้องคืนหลักประกันตามคำร้องขอทุเลาการเสียภาษี ลงวันที่ 10 กันยายน 2561 แก่โจทก์ ส่วนฎีกาของโจทก์ประการอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70
ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยกับสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน เพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ และจากทุน
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท บ.
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม
ชื่อองค์คณะ
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
อุดม วัตตธรรม
ประทีป ดุลพินิจธรรมา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2565
#683741
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) แต่คำขอท้ายฟ้อง โจทก์ไม่ระบุมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยมาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว จึงพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกินคำขอและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่

ความผิดข้อหาเคลื่อนย้ายหลักหมายเขตหรือหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ป.ที่ดิน มาตรา 67 เป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐ เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหาย

คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจำเลยไม่จำเป็นต้องกระทำการด้วยตนเองโดยตรง และหากไม่ดำเนินการโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอาจยื่นคำขอฝ่ายเดียวให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคลภายนอกกระทำการแทน โดยให้จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 362, 363, ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 67, 109 และให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินหมายเลข 2ฉ – 8316 กลับไปตำแหน่งเดิมด้านทิศใต้ระยะ 1.15 เมตร และย้ายหลักเขตที่ดินหมายเลข 8จ - 8336 กลับไปตำแหน่งเดิมด้านทิศใต้ระยะ 1.58 เมตร กับให้จำเลยย้ายกำแพงที่จำเลยกับพวกได้ก่อสร้างขึ้นกลับไปตำแหน่งเดิมตามระยะหลักเขตที่ดินที่ย้ายกลับไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 (เดิม), 363 (เดิม), ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 67, 109 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 363 (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินหมายเลข 2ฉ - 8316 และ 8จ - 8336 พร้อมรั้วกำแพงที่จำเลยทำขึ้นกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในคดีส่วนอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกาในคดีส่วนแพ่ง โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้พิพากษาหรือสั่งเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 365 (2) แต่เมื่อคำขอท้ายฟ้อง โจทก์ไม่ระบุมาตรา 365 ซึ่งเป็นบทบัญญัติให้ผู้กระทำผิดต้องรับโทษสูงขึ้น อันเป็นผลร้ายแก่จำเลยมาด้วย จึงต้องถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามบทมาตราดังกล่าว ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำเลยตาม มาตรา 365 (2) ไม่ได้เพราะเป็นเรื่องเกินคำขอและเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ จึงต้องถือว่าโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 363 เท่านั้น ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปมีว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดข้อหาเคลื่อนย้ายหลักหมายเขตหรือหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดข้อหาดังกล่าว จึงเป็นผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ความผิดข้อหาเคลื่อนย้ายหลักหมายเขตหรือหมุดหลักฐานเพื่อการแผนที่ไปจากที่เดิมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดที่กระทำต่อรัฐเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการที่จะฟ้องขอให้ลงโทษผู้กระทำความผิดดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (1) และพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 (2) เอกชนจะฟ้องได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ แม้โจทก์อ้างว่าจำเลยกับพวกร่วมกันเคลื่อนย้ายหลักเขตที่ดินเข้าไปที่ดินของโจทก์เนื้อที่ประมาณ 6.3 ตารางวา ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่เป็นผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดข้อหาดังกล่าวนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งประการสุดท้ายมีว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นคำขอที่อาจบังคับได้หรือไม่ เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งเป็นข้อยกเว้นให้คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ว่าจะมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้โดยเห็นว่าคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เป็นกรณีที่โจทก์ขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งจำเลยไม่จำเป็นต้องกระทำการด้วยตนเองโดยตรง แม้การย้ายหลักเขตที่ดิน จะเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถดำเนินการโดยลำพังด้วยตนเองได้ จำเลยก็สามารถดำเนินการโดยการยื่นคำร้อง คำขอผ่านเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อให้ดำเนินการนำหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมตามคำพิพากษาได้ โดยการที่เจ้าพนักงานที่ดินจะย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องทำการรังวัดสอบเขตที่ดินตามกฎหมาย ตามระเบียบ และตามหลักวิชาการ เพื่อกำหนดตำแหน่งเดิมของที่ดิน มิใช่ตามที่คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนำชี้แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากจำเลยไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำบังคับ โจทก์สามารถที่จะดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 358 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 ได้ คำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยย้ายหลักเขตที่ดินกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิม จึงเป็นคำขอที่อาจบังคับได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 365 (2)
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 192 วรรคสี่
ป.วิ.พ. ม. 358
ป.ที่ดิน ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ว.
จำเลย — นาง พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายรุ่งโรจน์ สันติจิราวัชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายเกรียงศักดิ์ ดำรงศักดิ์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สนิท ตระกูลพรายงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 655/2565
#683961
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ข้อ 2 มีข้อความเช่นเดียวกันว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ว่าทั้งหมดหรือเฉพาะส่วน จำเลยยอมชำระเงินแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนังสือค้ำประกันทุกฉบับที่จำเลยมอบแก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดในช่วงระยะเวลาที่หนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับกำหนดไว้ เพราะหากพ้นจากช่วงระยะเวลาดังกล่าวของหนังสือค้ำประกันฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแก่โจทก์ในฉบับนั้น อันมีผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแทนผู้ร้องสอดได้ และหากตีความว่าเมื่อผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ในช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือค้ำประกันก็ตาม โจทก์ยังต้องมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละฉบับ ย่อมขัดต่อความประสงค์และมุ่งหมายที่โจทก์ให้จำเลยค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดอย่างแท้จริง ทั้งจำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันหนี้ของลูกค้า เช่นผู้ร้องสอด จากผู้ร้องสอดเป็นเงินตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ของยอดวงเงินค้ำประกัน ซึ่งคิดเป็นรายปี จำเลยย่อมทราบดีว่าในกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ที่ตนค้ำประกันประพฤติผิดสัญญา ย่อมมีข้อโต้แย้งทำให้ไม่อาจแจ้งเหตุให้จำเลยทราบได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ดังเช่นคดีนี้ โจทก์อ้างว่าผู้ร้องสอดผิดสัญญาตั้งแต่การส่งมอบงานชุดแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากโจทก์แจ้งถึงการผิดสัญญาให้ผู้ร้องสอดทราบและบอกเลิกสัญญาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน โดยถือเอาวันที่ผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาในระหว่างช่วงเวลาที่หนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดกำหนดไว้ แม้จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวก็หามีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไม่ จึงชอบด้วยหลักการตีความสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 368 เมื่อคำนึงประกอบกับสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ซึ่งระบุข้อความในข้อ 16.3 เช่นเดียวกันว่า "ในกรณีข้อพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาท คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ผลของการพิจารณาจากอนุญาโตตุลาการ ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดในข้อพิพาทนั้น" ย่อมมีผลให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่าผู้ร้องสอดผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ซึ่งตามสภาพการณ์ดังกล่าวจะต้องใช้เวลาพิจารณาเนิ่นนานพอสมควร โจทก์ย่อมไม่อาจแจ้งถึงความรับผิดของผู้ร้องสอดให้จำเลยทราบภายในกำหนดเวลาของหนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับได้ ซึ่งจะมีผลให้หนังสือค้ำประกันสิ้นผลไปโดยปริยายและไม่มีประโยชน์อันใดที่โจทก์ต้องให้จำเลยทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ อันจะเป็นการขัดแย้งกับหลักการตีความตาม ป.พ.พ. มาตรา 10 เช่นนี้ การตีความสัญญาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยต้องรับผิดในการผิดสัญญาของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ แม้โจทก์จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบภายหลังกำหนดเวลาดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยมิได้ยกข้อที่ว่า การที่โจทก์มิได้ทวงถามให้ผู้ร้องสอดชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน ผู้ร้องสอดจึงยังมิได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 686 ขึ้นเป็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง ทั้งผู้ร้องสอดก็กล่าวอ้างเพียงว่าแม้คณะอนุญาโตตุลาการจะได้มีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดรับผิดต่อโจทก์ แต่ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นเหตุเพียงพอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ซึ่งหากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการถูกศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว ผู้ร้องสอดไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันได้อีกต่อไป โดยไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้โจทก์ต้องนำสืบว่า โจทก์ได้เรียกร้องให้ผู้ร้องสอดรับผิดเพราะเหตุผิดสัญญา และผู้ร้องสอดผิดนัดแล้วจึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ผู้ร้องสอดมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ผู้ร้องสอดฎีกาปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันชดใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ปรากฎว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรา 7 และมาตรา 224 ว่าให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี รวมเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงคิดดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ มิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ ผู้ร้องสอดและจำเลยจึงต้องรับผิดโดยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) และขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ยกคำร้อง แล้วพิจารณาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ กับให้รับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันรับผิดชดใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่มีผลกระทบถึงความรับผิดของผู้ร้องสอดในส่วนคงเหลือที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558 กับให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้และชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้ผู้ร้องสอดใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 15,000 บาท แทนโจทก์

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประมาณต้นปี 2554 โจทก์ตกลงว่าจ้างผู้ร้องสอดให้ก่อสร้างอาคาร ชื่อโครงการ บ. โดยจำเลยได้ออกหนังสือค้ำประกันผู้ร้องสอดที่ทำสัญญารับจ้างกับโจทก์รวม 4 ฉบับ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 18 มกราคม 2554 เลขที่ 54 - 42 - 0131 - 1 วงเงิน 3,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 17 มกราคม 2555 และเลขที่ 54 - 42 - 0131 - 2 วงเงิน 2,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ฉบับที่ 3 และฉบับที่ 4 ลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 เลขที่ 54 - 42 - 0292 - 9 วงเงิน 2,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 และเลขที่ 54 - 42 - 0303 - 3 วงเงิน 2,000,000 บาท มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2555 วันที่ 11 มกราคม 2555 โจทก์ยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ให้คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาดเรื่องผิดสัญญา เรียกค่าเสียหายจากผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ร้องสอดเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา และได้บอกเลิกสัญญาไปยังผู้ร้องสอดแล้วเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 ดังนั้น สัญญาพิพาทเลิกกันไป โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับให้จำเลยที่ออกหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันเพื่อความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการผิดสัญญาของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์คืนหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับให้แก่ผู้ร้องสอด ให้ผู้ร้องสอดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 18,624,981.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันเสนอข้อพิพาทเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกข้อเรียกร้องแย้งของผู้ร้องสอด ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต่อศาลแพ่ง โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้ยกคำร้อง ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักระงับข้อพิพาท สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 3/2555 ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่ 88/2558 เฉพาะส่วนที่วินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำเงินค่าเคลียร์แรงงานคนต่างด้าวที่โจทก์จ่ายให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจจำนวน 84,000 บาท มาหักออกจากเงินค่าจ้างที่จะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างแก่ผู้ร้องสอด และให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในส่วนอื่นนอกจากส่วนที่เพิกถอนดังกล่าว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดประการแรกว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ โดยผู้ร้องสอดฎีกาว่าหนังสือค้ำประกันฉบับดังกล่าว ตามข้อ 4 ระบุว่า "มีผลใช้บังคับได้ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2554 ถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2554" และสัญญาข้อ 2 ระบุว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งความจากโจทก์ว่า ผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายในวงเงินดังกล่าว (2,000,000 บาท) ไม่ว่าทั้งหมดหรือเฉพาะส่วน จำเลยยอมชำระเงินแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าวเป็นต้นไป แสดงว่าหากโจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันแล้ว โจทก์ต้องมีหนังสือแจ้งการผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันภายในวันที่ 17 กรกฎาคม 2554 แต่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 หนังสือค้ำประกัน จึงสิ้นผลผูกพัน เห็นว่า ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับตามข้อ 2 มีข้อความเช่นเดียวกันว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือแจ้งจากโจทก์ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ว่าทั้งหมดหรือเฉพาะส่วน จำเลยยอมชำระเงินแทนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหนังสือค้ำประกันทุกฉบับที่จำเลยมอบแก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดในช่วงระยะเวลาที่หนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับกำหนดไว้ เพราะหากพ้นจากช่วงระยะเวลาดังกล่าวของหนังสือค้ำประกันฉบับใดฉบับหนึ่ง ก็ไม่อาจถือได้ว่าผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแก่โจทก์ในฉบับนั้น อันมีผลให้โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแทนผู้ร้องสอดได้ และหากตีความว่าเมื่อผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาต่อโจทก์ในช่วงเวลาตามที่กำหนดไว้ในหนังสือค้ำประกันก็ตาม โจทก์ยังต้องมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกันภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละฉบับ ย่อมขัดต่อความประสงค์และมุ่งหมายที่โจทก์ให้จำเลยค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดอย่างแท้จริง ทั้งจำเลยประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ โดยได้รับผลประโยชน์ในรูปค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือค้ำประกันหนี้ของลูกค้า เช่นผู้ร้องสอด จากผู้ร้องสอดเป็นเงินตอบแทนในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี ของยอดวงเงินค้ำประกัน ซึ่งคิดเป็นรายปี จำเลยย่อมทราบดีว่าในกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า ลูกหนี้ที่ตนค้ำประกันประพฤติผิดสัญญา ย่อมมีข้อโต้แย้งทำให้ไม่อาจแจ้งเหตุให้จำเลยทราบได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ดังเช่นคดีนี้ โจทก์อ้างว่าผู้ร้องสอดผิดสัญญาตั้งแต่การส่งมอบงานชุดแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2554 และมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือค้ำประกัน เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากโจทก์แจ้งถึงการผิดสัญญาให้ผู้ร้องสอดทราบและบอกเลิกสัญญาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกันโดยถือเอาวันที่ผู้ร้องสอดปฏิบัติผิดสัญญาในระหว่างช่วงเวลาที่หนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดกำหนดไว้ แม้จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวก็หามีผลให้จำเลยหลุดพ้นความรับผิดไม่ จึงชอบด้วยหลักการตีความสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ที่บัญญัติว่า "สัญญานั้น ท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปรกติประเพณีด้วย" เมื่อคำนึงประกอบกับสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ ซึ่งระบุข้อความในข้อ 16.3 เช่นเดียวกัน ว่า "ในกรณีข้อพิพาท เพื่อระงับข้อพิพาท คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงนำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ กระทรวงยุติธรรม ผลของการพิจารณาจากอนุญาโตตุลาการ ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดในข้อพิพาทนั้น" ย่อมมีผลให้โจทก์ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการว่า ผู้ร้องสอดผิดสัญญาและต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวนเท่าใด ซึ่งตามสภาพการณ์ดังกล่าวจะต้องใช้เวลาพิจารณาเนิ่นนานพอสมควร โจทก์ย่อมไม่อาจแจ้งถึงความรับผิดของผู้ร้องสอดให้จำเลยทราบภายในกำหนดเวลาของหนังสือค้ำประกันแต่ละฉบับได้ ซึ่งจะมีผลให้หนังสือค้ำประกันสิ้นผลไปโดยปริยายและไม่มีประโยชน์อันใดที่โจทก์ต้องให้จำเลยทำหนังสือค้ำประกันการทำงานของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ อันจะเป็นการขัดแย้งกับหลักการตีความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 10 ที่บัญญัติว่า "เมื่อความข้อใดข้อหนึ่งในเอกสารอาจตีความได้สองนัย นัยไหนจะทำให้เป็นผลบังคับได้ ให้ถือเอาตามนัยนั้นดีกว่าจะถือเอานัยที่ไร้ผล" เช่นนี้ การตีความสัญญาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยต้องรับผิดในการผิดสัญญาของผู้ร้องสอดแก่โจทก์ แม้จะมีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบภายหลังกำหนดเวลาคือ วันที่ 17 กรกฎาคม 2554 ผ่านพ้นไปแล้วจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของผู้ร้องสอดข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผู้ร้องสอดฎีกาประการสุดท้ายว่า การที่โจทก์มิได้ทวงถามให้ผู้ร้องสอดชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน ผู้ร้องสอดจึงยังมิได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยให้รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสี่ฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 นั้น เห็นว่า จำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นเป็นข้อต่อสู้เรื่องอำนาจฟ้อง ทั้งผู้ร้องสอดก็กล่าวอ้างเพียงว่า แม้คณะอนุญาโตตุลาการจะได้มีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องสอดรับผิดต่อโจทก์ แต่ผู้ร้องสอดได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นเหตุเพียงพอให้ผู้ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความมาตรา 57 (1) ซึ่งหากคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการถูกศาล มีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนแล้ว ผู้ร้องสอดไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันได้อีกต่อไป โดยไม่มีประเด็นข้อพิพาทให้โจทก์ต้องนำสืบว่า โจทก์ได้เรียกร้องให้ผู้ร้องสอดรับผิดเพราะเหตุผิดสัญญา และผู้ร้องสอดผิดนัดแล้ว จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน ดังนั้น อุทธรณ์ของผู้ร้องสอดในข้อนี้จึงเป็นข้อที่ผู้ร้องสอดมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แม้ผู้ร้องสอดฎีกาปัญหาข้อนี้มา ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยให้เช่นเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันชดใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2555) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันมีสาระสำคัญเกี่ยวกับ มาตรา 7 และมาตรา 224 ว่าให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละสามต่อปีบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี รวมเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละห้าต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงคิดดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น เมื่อปรากฏว่าสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารเรือนแถวและสัญญาจ้างเหมางานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ เอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 มิได้กำหนดดอกเบี้ยไว้ ผู้ร้องสอดและจำเลยจึงต้องรับผิดโดยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอ จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและผู้ร้องสอดร่วมกันใช้เงิน 9,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2555) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีนับแต่วันนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอ ให้ผู้ร้องสอดใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 15,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 10 ม. 224 ม. 368 ม. 680 ม. 686
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 142 (5) ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 246 ม. 252
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ด.
ผู้ร้องสอด — บริษัท บ.
จำเลย — บริษัท ธ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางนฤมล ทาสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายจรูญ โชครุ่งวรานนท์
ชื่อองค์คณะ
ชาติชาย อัครวิบูลย์
พิชัย เพ็งผ่อง
อรุณ เรืองเพชร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 654/2565
#681422
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 โดย พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าภาษีอากรค้างพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 12,414,527 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม กับเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนจากอากรขาเข้า 1,727,589 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระภาษีอากร พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม 10,602,747 บาท แก่โจทก์ทั้งสาม กับให้จำเลยชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือนของอากรที่ต้องเสียเพิ่มโดยไม่คิดทบต้น จำนวน 824,044 บาท นับแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2552 เป็นต้นไป จำนวน 447,124 บาท นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2554 เป็นต้นไป และจำนวน 456,421 บาท นับแต่วันที่ 20 กันยายน 2554 เป็นต้นไป จนถึงวันที่จำเลยนำเงินมาชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 เศษของเดือนให้นับเป็นหนึ่งเดือน โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียเพิ่มแต่ละจำนวนดังกล่าว กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 จำเลยนำรถยนต์นั่งใหม่พร้อมอุปกรณ์ เกียร์อัตโนมัติและรถยนต์นั่งสำเร็จรูปจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและสหรัฐอเมริกาเข้ามาในราชอาณาจักรไทย โดยสำแดงปริมาณ ราคา และค่าภาษีอากรประเภทต่าง ๆ ที่ต้องชำระตามใบขนสินค้าขาเข้าพร้อมแบบแสดงรายการภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่ม 3 ฉบับ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 ตรวจสอบพบว่า จำเลยสำแดงราคาต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงอากรเป็นเหตุให้จำเลยชำระภาษีอากรขาด พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ที่ 1 จึงแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังจำเลยให้ชำระอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย ภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ตามแบบแจ้งการประเมิน/เรียกเก็บอากรขาเข้า/ขาออก ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่น ๆ (กรณีอื่น ๆ) ให้จำเลยทราบโดยชอบแล้วทางไปรษณีย์ตอบรับเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 จำเลยไม่อุทธรณ์การประเมินและไม่ชำระหนี้ภายในกำหนด การประเมินภาษีอากรเป็นอันยุติ

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าไม่เกินกว่าค่าอากรขาเข้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหรือไม่ ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดในส่วนเงินเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น เมื่อคดีนี้จำเลยนำเข้าสินค้าระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม 2552 ถึงวันที่ 14 กันยายน 2554 ความรับผิดอากรขาเข้าตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ โดยตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 112 จัตวา บัญญัติว่า "เมื่อผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกนำเงินมาชำระค่าอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มในอัตราร้อยละหนึ่งต่อเดือนของค่าอากรที่นำมาชำระโดยไม่คิดทบต้นนับแต่วันที่ได้ส่งมอบหรือส่งของออก จนถึงวันที่นำเงินมาชำระ..." ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่า เงินเพิ่มอากรขาเข้าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม ดังนี้ เมื่อจำเลยชำระอากรขาเข้าไม่ครบถ้วน โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะต้องไม่เกินอากรขาเข้าที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่มตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แม้ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 จะได้มีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 ใช้บังคับ และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 22 บัญญัติว่า "...โดยเงินเพิ่มที่เรียกเก็บนี้ต้องไม่เกินอากรที่ต้องเสียหรือเสียเพิ่ม..." เป็นผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าเฉพาะส่วนที่เกินอากรขาเข้านับแต่วันที่พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับแล้วได้อีกต่อไปก็ตาม แต่ก็มิได้เป็นการลบล้างเงินเพิ่มที่เกิดขึ้นแล้วตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 ดังนั้น โจทก์ที่ 1 ย่อมมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าได้จนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ส่วนนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 หากเงินเพิ่มยังไม่เท่าอากรขาเข้าตามการประเมิน โจทก์ที่ 1 ยังคงมีสิทธิคำนวณเรียกเงินเพิ่มอากรขาเข้าดังกล่าวต่อไปได้จนกว่าจำนวนเงินเพิ่มจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 22 ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระเงินเพิ่มอากรขาเข้าในส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 ให้แก่โจทก์ที่ 1 แต่จำเลยไม่ต้องรับผิดเงินเพิ่มส่วนที่เกินอากรขาเข้าที่คำนวณนับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 เว้นแต่เมื่อคำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าจนถึงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2560 แล้ว เงินเพิ่มอากรขาเข้ายังไม่เท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมินก็ให้คำนวณเงินเพิ่มอากรขาเข้าต่อไปจนกว่าจะเท่าจำนวนอากรขาเข้าตามการประเมิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 112 จัตวา
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร กับพวก
จำเลย — บริษัท อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายชูชัย สุทธิสว่างวงศ์
- นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ชื่อองค์คณะ
พอพันธุ์ คิดจิตต์
อุดม วัตตธรรม
สุนทร ทรงฤกษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 646/2565
#688315
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องเครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 จะออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม แต่ก็มิใช่กฎหมายที่ศาลจะรู้เองได้ ถือได้แต่เพียงเป็นประกาศที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประการอื่น จึงต้องรับฟังตามที่ปรากฏในฟ้องและคำรับสารภาพ การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ริบเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางเพื่อไว้ใช้ในราชการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 23 (ที่ถูก มาตรา 6 วรรคหนึ่ง, 23 ฐานมีและค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวกันและมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐษนค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง (ที่ถูก ริบเพื่อไว้ใช้ในราชการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อ 2.2 ที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงไม่รับฎีกาในส่วนนี้ สำหรับฎีกาในส่วนที่เป็นปัญหาข้อกฎหมายข้อ 2.1 นั้น เห็นว่า เป็นข้อกฎหมายที่มิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคแรก ประกอบมาตรา 225 อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 223 จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 2.1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ซึ่งแม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงให้รับฎีกาของจำเลยเฉพาะข้อ 2.1 ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดไม่ครบถ้วนและขาดองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ผู้ใด ทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่เห็นสมควร รัฐมนตรีมีอำนาจออกฎกระทรวงกำหนดให้เครื่องวิทยุคมนาคมบางลักษณะ หรือเครื่องวิทยุคมนาคมที่ใช้ในกิจการบางประเภทได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งทั้งหมด หรือเฉพาะแต่บางกรณีได้" องค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัตินี้คือ การทำ มี ใช้ นำเข้า นำออก หรือค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ดังนั้น ความผิดฐานมีหรือค้าเครื่องมือวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดเพราะจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจออกใบอนุญาต เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2561 จำเลยมีและค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมหลายประเภทรวม 35 รายการ จำนวนทั้งสิ้น 260 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมใช้ในการส่งและรับเครื่องหมายสัญญาณ ตัวหนังสือ ภาพ และเสียง หรือการอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน มีความถี่วิทยุส่งและรับระหว่าง 824 ถึง 2500 เมกะเฮิรตซ์ กำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมาย โดยจำเลยมีเครื่องวิทยุคมนาคมดังกล่าวไว้ครอบครองเพื่อขายให้แก่ลูกค้าของจำเลยอันเป็นการมีและค้าซึ่งวิทยุคมนาคมโดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 มาตรา 4, 6, 22, 23 เช่นนี้ ฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าในข้อหาได้ดีแล้วว่า จำเลยมีและค้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนที่จำเลยอ้างในฎีกาว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องแจกแจงให้ชัดเจนว่า เครื่องวิทยุคมนาคมของกลางแบบใดชนิดใดมีความถี่เท่าไร เครื่องใดมีกำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ และเครื่องใดมีกำลังวัตต์ต่ำกว่า เพราะตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้กำหนดความถี่และวัตต์ของเครื่องวิทยุคมนาคมไว้แตกต่างกันนั้น เห็นว่า ที่จำเลยยกขึ้นอ้างดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดมิใช่องค์ประกอบความผิดตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 หากจำเลยปฏิเสธ โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความว่าเครื่องวิทยุคมนาคมของกลางเป็นแบบใดชนิดใดมีความถี่เท่าไร เครื่องใดมีกำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ และเครื่องใดมีกำลังวัตต์ต่ำกว่าตามที่จำเลยอ้าง แต่เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยอุทธรณ์เพียงขอให้รอการลงโทษโดยอ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ทราบว่าการขายเครื่องวิทยุคมนาคมเป็นความผิดและต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเท่านั้น ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โดยลดโทษให้จำเลยคงจำคุก 9 เดือน แสดงว่าจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดี ถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิดและจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดีจึงรับสารภาพและอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษดังกล่าว ฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยมีและค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมตามฟ้องได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 หรือไม่นั้น เห็นว่า แม้ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง เครื่องวิทยุคมนาคมและสถานีวิทยุคมนาคมที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ดังกล่าวจะออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (4) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และมาตรา 27 (24) (25) และมาตรา 81 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ประกอบมาตรา 6 วรรคสอง และมาตรา 11 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ตาม ก็มิใช่เป็นกฎหมายที่ศาลจะรับรู้ได้เอง ถือได้แต่เพียงเป็นประกาศที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น เป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยไม่ได้ต่อสู้เป็นประการอื่น จึงต้องรับฟังตามที่ปรากฏในคำฟ้องและคำรับสารภาพว่า จำเลยมีและค้าซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมหลายประเภท 35 รายการ รวม 260 เครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมใช้ในการส่งและรับเครื่องหมายสัญญาณ ตัวหนังสือ ภาพ และเสียง หรือการอื่นใดซึ่งสามารถให้เข้าใจความหมายได้ด้วยคลื่นแฮรตเซียน มีความถี่วิทยุส่งและรับช่วงระหว่าง 824 ถึง 2500 เมกะเฮิรตซ์ กำลังส่งสูงสุดที่ตรวจสอบได้ 3 วัตต์ อันเป็นเครื่องวิทยุคมนาคมตามกฎหมาย โดยจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อขายให้แก่ลูกค้าอันเป็นการมีและค้าซึ่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อถือได้ว่าฟ้องของโจทก์สมบูรณ์ดังวินิจฉัยมาข้างต้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้องและศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ป.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายวัฒนพล ไชยมณี
ศาลอุทธรณ์ — นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
ชื่อองค์คณะ
อดิศักดิ์ ปัตรวลี
กิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ประเสริฐ เสียงสุทธิวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 642/2565
#680726
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 31 ศาลมีอำนาจรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 30 โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบ แต่ก็เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น มิใช่นำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟัง จำเลยก็ขอสละถ้อยคำในเชิงปฏิเสธไปแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงในรายงานการสืบเสาะและพินิจมารับฟังลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาตามที่ถูกฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 264, 265, 268 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง (เดิม), 265 ประกอบมาตรา 83 จำเลยเป็นผู้ร่วมกันปลอมเอกสารราชการ ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอมแต่กระทงเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 (เดิม), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (เดิม), 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการปลอมกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ข้อเท็จจริงในคดีมีเพียงว่า ในขณะเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจับกุม จำเลยแสดงตัวต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเป็นผู้ครอบครองรถยนต์ของกลางพร้อมทั้งนำเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์มามอบให้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบ โดยจำเลยไม่มีอาการพิรุธที่ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ว่าเอกสารเกี่ยวกับรถยนต์ที่นำมาแสดงเป็นเอกสารราชการปลอม ทั้งจำเลยไม่มีชื่อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิด ดังที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ จำเลยขอสืบพยานพนักงานคุมประพฤติเพิ่มเติมในประเด็นว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ และจำเลยให้การรับสารภาพไปโดยผิดหลงเพราะเข้าใจว่าศาลจะรอการลงโทษ หากต่อสู้คดีจะต้องเสียค่าจ้างทนายความ ทำนองว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้อง นั้น เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลออกนั่งพิจารณาหลังจากจำเลยมีทนายความแล้ว จำเลยได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องต่อหน้าศาล จึงต้องฟังว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยสมัครใจ ทั้งข้อหาตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาในความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แม้ว่าพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 31 ศาลจะมีอำนาจรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 30 โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานประกอบก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติมารับฟังเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น มิใช่เป็นการนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องด้วย นอกจากนี้เมื่อศาลชั้นต้นอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยฟัง จำเลยก็ขอสละถ้อยคำในเชิงปฏิเสธไปแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวในรายงานการสืบเสาะและพินิจมารับฟังลบล้างคำรับสารภาพของจำเลยในข้อหาตามที่ถูกฟ้องได้ คดีต้องฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริงดังที่โจทก์ฟ้อง จำเลยจะมาฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นว่า จำเลยมิได้ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจและจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องอีกหาได้ไม่ เพราะเป็นข้อเท็จจริงซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมและเอกสารรายการจดทะเบียนปลอม โดยนำแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมไปติดไว้ที่รถยนต์ และใช้เอกสารรายการจดทะเบียนปลอมแสดงต่อเจ้าพนักงานตำรวจ เป็นเหตุให้รัฐไม่อาจควบคุมความปลอดภัยของสภาพรถรวมถึงปริมาณของรถที่แท้จริง ทั้งกระทบต่อความน่าเชื่อถือในการที่จะใช้เอกสารดังกล่าวเป็นพยานหลักฐาน และหากนำรถยนต์ไปใช้ในการกระทำความผิดอื่นแล้ว ย่อมยากแก่การที่เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการไม่เคารพกฎหมาย อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และประกอบอาชีพสุจริตมาโดยตลอด หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เป็นเหตุที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 ม. 30 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นางสาว น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายเกียงไกร หวังสุจริตการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปรีชา เชิดชู
ชื่อองค์คณะ
ธงชัย จันทร์วิรัช
อดิศักดิ์ ตันติวงศ์
สมเจริญ พุทธิประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 626/2565
#689067
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตฯ จัดตั้งขึ้นตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด โดยมีคณะกรรมการที่ได้รับคัดเลือกโดยมติที่ประชุมสมาชิก เงินฝากที่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฝากมาเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมถือเป็นกิจการของกลุ่มออมทรัพย์ และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเงินส่วนนี้ การที่คณะกรรมการเลือกให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนดูแลเงินฝากของสมาชิก ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนของคณะกรรมการในการเก็บรักษาเงิน เมื่อเงินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามหายไป คณะกรรมการย่อมเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าว และมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ ธ. ผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม เมื่อ ธ. เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ที่นำฝากเงินกับกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วยคนหนึ่ง เมื่อมีผู้ยักยอกเงินที่นำฝากไป ธ. ย่อมได้รับความเสียหาย ธ. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกอื่นหรือจากคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ การที่คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มอบอำนาจให้ ธ. ไปร้องทุกข์ถือได้ว่า ธ. ร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย การแจ้งความร้องทุกข์ของ ธ. จึงเป็นไปโดยชอบ และไม่จำต้องให้สมาชิกทุกคนร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 83 และให้จำเลยทั้งสามคืนเงิน 685,262 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก 353 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานยักยอกเพียงบทเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน กับให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 681,046 บาท แก่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. ลำดับที่ 1 ถึง 202 ตามบัญชีสมาชิกท้ายคำฟ้อง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 5 ซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย รับรองให้โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. จัดตั้งขึ้นตามระเบียบกรมการพัฒนาชุมชน ว่าด้วยการส่งเสริมการดำเนินงานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต พ.ศ. 2555 เป็นกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตที่ประชาชนรวมตัวกันจัดตั้งขึ้นเพื่อเก็บออมเงินสะสมรวมกันโดยมีการบริหารจัดการกันเอง และดำเนินการตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด มีคณะกรรมการบริหารที่ได้รับการคัดเลือกโดยมติที่ประชุมสมาชิก ประกอบด้วย คณะกรรมการอำนวยการ มีหน้าที่กำหนดระเบียบข้อบังคับ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย และทะเบียนเอกสารต่าง ๆ และบริหารงานทั่วไปเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก คณะกรรมการเงินกู้ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาเงินกู้ให้กับสมาชิก คณะกรรมการตรวจสอบ มีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานและกิจการของกลุ่ม และคณะกรรมการส่งเสริม มีหน้าที่ส่งเสริมและสร้างเสริมความเข้าใจในหลักการของกลุ่มออมทรัพย์ ขณะเกิดเหตุกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. มีจำเลยทั้งสามกับนางธมลวรรณ นางนงคราญ นายบดินทร์ นายสมโพธิ์ นางพวงมาลา และนายวิเชียรเป็นคณะกรรมการ โดยจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่ลงบันทึกในสมุดบันทึกการออม และรับเรื่องการแจ้งเข้าของสมาชิกเพิ่มและลาออก อนุมัติเงินกู้ และมีหน้าที่ถอนเงินจากธนาคารนำมาจ่ายให้แก่สมาชิกที่กู้ยืมและลาออก จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เก็บดอกเบี้ยเงินกู้ และเก็บเงินต้นและดอกเบี้ยจากสมาชิกที่กู้ยืมเงินของกลุ่มสมาชิก และลงบันทึกในสมุดเงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ และจำเลยที่ 3 มีหน้าที่ลงบันทึกสมุดออมสะสมของสมาชิกในเวลาที่สมาชิกนำเงินสดไปออม เมื่อรับเงินออมจากสมาชิกแล้วจะนำไปฝากที่ธนาคาร โดยจำเลยทั้งหมด 2 ใน 3 เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในการเบิกถอนเงินจากธนาคารดังกล่าว ต่อมาปรากฏว่ากลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. มีเงินไม่เพียงพอให้สมาชิกกู้ยืม เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. ที่เหลืออยู่ทำหนังสือมอบอำนาจและแนบบัญชีรายชื่อสมาชิกพร้อมลงลายมือชื่อให้นางธมลวรรณดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม ต่อมาวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 นางธมลวรรณไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าแดด กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามยักยอกเงินของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ.

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า นางธมลวรรณมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ. จัดตั้งขึ้นตามแนวทางที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนด โดยมีคณะกรรมการที่ได้รับการคัดเลือกโดยมติที่ประชุมสมาชิก ได้แก่ จำเลยทั้งสาม นางธมลวรรณ นางนงคราญ นายบดินทร์ นายสมโพธิ์ นางพวงมาลา และนายวิเชียร เงินฝากที่สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ฝากมาเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมถือเป็นกิจการของกลุ่มออมทรัพย์ และคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในเงินส่วนนี้ การที่คณะกรรมการเลือกให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนดูแลเงินฝากของสมาชิก ก็มีวัตถุประสงค์ให้จำเลยทั้งสามเป็นตัวแทนของคณะกรรมการในการเก็บรักษาเงิน เมื่อเงินที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยทั้งสามหายไป คณะกรรมการย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตเงินดังกล่าว และมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจแต่งตั้งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นตัวแทนร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ นางธมลวรรณผู้รับมอบอำนาจจากคณะกรรมการจึงมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม นอกจากนี้ยังได้ความว่า นางธมลวรรณเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ที่นำฝากเงินกับกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวด้วยคนหนึ่ง เมื่อมีผู้ยักยอกเงินที่นำฝากไป นางธมลวรรณย่อมได้รับความเสียหาย นางธมลวรรณจึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ได้โดยไม่จำต้องได้รับมอบอำนาจจากสมาชิกอื่นหรือจากคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์ การที่คณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์มอบอำนาจให้นางธมลวรรณไปร้องทุกข์ถือได้ว่านางธมลวรรณร้องทุกข์ในฐานะที่ตนเป็นผู้เสียหายด้วย การแจ้งความร้องทุกข์ของนางธมลวรรณจึงเป็นไปโดยชอบ และไม่จำต้องให้สมาชิกทุกคนร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน การสอบสวนของพนักงานสอบสวนจึงชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การแจ้งความร้องทุกข์ของนางธมลวรรณเป็นไปโดยไม่มีอำนาจที่จะกระทำได้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนหรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดคดีนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เนื่องจากคดีนี้โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง ทำให้พนักงานอัยการโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โดยยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามลำดับศาลเพราะผลแห่งการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 5 อาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิการฎีกาของคู่ความได้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352 ม. 353
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 208 (2) ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเทิง
จำเลย — นาง ก. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเทิง — นายธราดล พินิจสัจจธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสนิท โพชนะกิจ
ชื่อองค์คณะ
สุวิชา นาควัชระ
ธวัชชัย รัตนเหลี่ยม
ปิยนุช มนูรังสรรค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา