ธ. เป็นผู้แจ้งการโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าของจำเลยที่ 1 แก่ จ. เพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้า แม้ว่าเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่โอนมาจากบัญชีธนาคารของโจทก์ก็ตาม แต่เชื่อว่าโจทก์ต้องรู้เห็นยินยอมให้ ธ. ใช้เงินดังกล่าวเพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าแก่ จ. แทน เพราะถ้าโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมหรือบอกให้ ธ. ทราบว่าโจทก์ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในวันใด เป็นจำนวนเท่าไร ไม่น่าเชื่อว่า ธ. จะแจ้งให้ จ. ทราบและออกใบรับเงินได้อย่างถูกต้อง ขณะที่ จ. ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ากับ ธ. นั้นโจทก์รับรู้ด้วย เมื่อสถานะทางบัญชีซื้อขายของ ธ. ขาดทุน และถูกเรียกเก็บเงินประกันเพิ่มเติม และเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ธ. ได้ขอให้ จ. โทรศัพท์ไปหาโจทก์เพื่อช่วยพูดถึงสาเหตุที่ ธ. ซื้อขายขาดทุนและเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งหากเงินที่นำมาใช้เป็นเงินของ ธ. เองก็ไม่มีความจำเป็นที่ จ. จะต้องโทรศัพท์ไปชี้แจงให้โจทก์ทราบ ดังนั้น การซื้อขายในบัญชีของ ธ. จ. จึงน่าจะทราบดีว่าเป็นการซื้อขายโดยใช้เงินของโจทก์ และ ธ. น่าจะกระทำการแทนโจทก์ เช่นนี้ถือว่า โจทก์ได้เชิดหรือยอมให้ ธ. เชิดตนเองออกเป็นตัวแทนของตนในการใช้เงินจำนวนพิพาทที่โอนเข้าบัญชีลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทำการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแทน โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่า ธ. เป็นตัวแทนของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมการที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี แล้วจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นั้น เป็นการไม่ชอบ เพราะที่ถูก ศาลชั้นต้นจะต้องลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงรวมโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้บทลงโทษฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนให้ถูกต้องและแก้โทษฐานพาอาวุธปืนฯ เท่านั้น โดยมิได้พิพากษาแก้ไขการลดโทษดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมในทางไต่สวนไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้บริษัท อ. ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) ด้วยตนเอง แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการของผู้ร้องโดยต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการของผู้ร้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดตามหน้าที่ คงมีอำนาจบริหารกิจการของผู้ร้องตามที่คณะกรรมการของผู้ร้องมอบหมายเท่านั้น การเข้าทำสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นไปตามมติของคณะกรรมการของผู้ร้องย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามมาตรา 11 เพียงบทเดียว
สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเอกสารประกอบวาระการประชุมที่จัดทำโดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ไปปรึกษาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เรียกนาย ส. และนาย ว. เข้าหารือที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมอยู่ด้วยและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปรับแก้ไขเอกสารดังกล่าวนำไปจัดพิมพ์ใหม่ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเป็นเลขานุการคณะกรรมการของผู้ร้องมีหน้าที่ดูแลสำนักเลขานุการของผู้ร้องและจัดระเบียบวาระเรื่องที่จะนำเข้าประชุมคณะกรรมการ มิได้มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว
คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยได้กล่าวถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด เวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่าสถานที่เกิดการนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสถานที่ที่เกิดการเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ กับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงคือที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งยังบรรยายถึงกระเป๋าเดินทางที่ใช้บรรจุนอแรดของกลางอันเป็นการบรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ส่วนการบรรยายรายละเอียดในเรื่องที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดของกลางซึ่งเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือทั้งสองฐานตามที่พิจารณาได้ความ ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดซึ่งเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี และเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2, 27 ดังนี้ ในขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ปรากฏว่ามี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่งและมาตรา 244 วรรคหนึ่ง ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิด เพียงแต่แก้ไขบทกำหนดโทษเท่านั้น กรณีจึงมิใช่การยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิม การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมายเดิมโดยมิได้อ้างกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วมาด้วย จึงถือว่าเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 245 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือสมคบกันในการกระทำความผิดตามมาตรา 242 มาตรา 243 หรือมาตรา 244 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในการกระทำความผิดนั้น" แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มิได้ยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องตัวการร่วม
ป.วิ.อ. มาตรา 134 บัญญัติบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหานั้น มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าจะถูกสอบสวนในเรื่องใดและทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด โดยไม่จำต้องแจ้งทุกข้อหา ทุกตัวบทกฎหมาย ทุกมาตราและทุกกระทงความผิดเสมอไป ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ก่อนทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดแล้ว จากนั้นจึงได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยแต่ละคนว่า "ร่วมกันนำหรือพาของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอันถูกต้องหรือของต้องจำกัด ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 นำเข้าสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า ชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเข้าซากของสัตว์ป่าชนิดที่ต้องมีใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้าตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 และนำเข้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ซึ่งข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่ารวมถึงการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรซึ่งก็เป็นความผิดที่บัญญัติอยู่ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ด้วย กรณีจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร แก่จำเลยทั้งสามและมีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำพา นำเข้า นอแรดขาว 19 ชิ้น นอแรดดำ 2 ชิ้น รวม 21 ชิ้น น้ำหนัก 49.4 กิโลกรัม ราคารวม 49,400,000 บาท อันเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ประกาศกำหนดห้ามนำเข้าและส่งออกตามประกาศกระทรวงและบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวง และเป็นซากสัตว์ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี เหตุเกิดที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และเมืองไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 23, 47 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 31, 68, 78 การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกตามฟ้องจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย เมื่อเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 20 แห่ง ป.วิ.อ. บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ในกรณีมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจึงสามารถมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าอัยการสูงสุดมอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ และให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมกับพนักงานอัยการที่แต่งตั้งมาดำเนินการสอบสวนร่วมตามหนังสือเรื่องมอบหมายหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและมอบหมายให้พนักงานอัยการร่วมสอบสวนในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ดังนี้ พนักงานสอบสวนที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง
นอแรดเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดตามความหมายของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่แต่มีระวางโทษปรับเบากว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ดังนั้นในส่วนของระวางโทษจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3 นอกจากนี้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใด ๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของใด ๆ เข้ามา จะพึงถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้ ท่านให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จ แต่ขณะที่เรือซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง" มาตรา 10 ทวิ บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2480 มาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า "เรือกำปั่น" หรือ "เรือ" ให้มีความหมายรวมถึงอากาศยาน ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแต่ขณะที่อากาศยานซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากอากาศยาน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา อันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดและจะนำออกไปจากท่าอากาศยานจึงเป็นความผิดต่อเนื่องจากการที่พวกของจำเลยที่ 1 ลักลอบขนนอแรดของกลางอันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ สำหรับความผิดฐานเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลนั้น เมื่อของกลางดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษีเนื่องจากเป็นของต้องห้าม การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้ เมื่อปรากฏว่าการนำเข้านอแรดจะต้องได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และต้องได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 กับบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกาเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้านอแรดซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และนอแรดของกลางเป็นซากสัตว์ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ด้วย
ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การให้บริการรักษาความปลอดภัยต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้..." อันมีความหมายว่า ในการให้บริการรักษาความปลอดภัย บริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้างต้องทำสัญญาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจะถือว่ามีการทำสัญญาเป็นหนังสือไม่ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า "ให้การให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือหรือมีรายการไม่ครบถ้วนตามวรรคหนึ่ง เป็นโมฆะ" ฉะนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารท้ายคำฟ้องมีเพียงโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับจ้างฝ่ายเดียว ส่วนจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้าง ต้องถือว่าการให้บริการรักษาความปลอดภัยตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้การให้บริการรักษาความปลอดภัยของโจทก์แก่จำเลยจะเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 มิได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ แต่ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัยซึ่งมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า สัญญารักษาความปลอดภัยต้องทำเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนทรัพย์ให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ และเมื่อการรักษาความปลอดภัยมีลักษณะเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าทรัพย์สิ่งใดที่สามารถคืนกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ด้วย โดยการคืนทรัพย์สินในกรณีนี้สามารถทำได้โดยกำหนดให้จำเลยใช้เงินเท่ากับบริการที่จำเลยได้รับจากโจทก์ และเมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมตามคำร้องของโจทก์ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นแทน ณ. ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าที่ ณ. นั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1163/2561 ซึ่งแม้จะเป็นคู่ความเดียวกันด้วยนั้น มีพฤติกรรมอย่างไรที่ ณ. อาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีนี้เสียความยุติธรรมไปอย่างไรด้วย แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำร้องว่าขออนุญาตนำสืบในรายละเอียดชั้นไต่สวนคำร้องต่อไป แต่เมื่อคำร้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (5) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่ามีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่โจทก์จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องนั้นเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมแม้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นข้าราชการ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมทรัพยากรน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นกรมสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแลสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดลอกหนองน้ำตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองไข่นุ่นมีพื้นที่บางส่วนทับกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า ที่ดินเนื้อที่จำนวนดังกล่าวบิดาของผู้ฟ้องคดีอุทิศให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว ผู้ฟ้องคดีซึ่งรับโอนที่ดินต่อจากบิดาจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ในที่ดินแปลงพิพาท กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 มีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกหนองน้ำตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัท อ. จำกัด จำเลย ว่า จำเลยติดตั้งเสาส่งสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่บนที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ มีความสูง 35.6 เมตร และติดตั้งใกล้ชิดบ้านของโจทก์ จนน่าหวาดกลัวในเรื่องภัยอันตรายจากคลื่นสัญญาณ เสียงรบกวน การโค่นล้มหรือฟ้าผ่า มลภาวะทางสายตาที่ไม่สวยงาม ทำให้สุขภาพจิตเศร้าหมอง ไม่มีสมาธิในการทำงานและทำให้ราคาที่ดินของโจทก์ด้อยราคาลง โจทก์คัดค้านการติดตั้งเสาดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ แม้บริษัท อ. จำกัด จำเลย เป็นบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 จำเลยจึงอาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ หากได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือได้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย และโดยที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 17 กำหนดให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีหน้าที่จัดให้มีการบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึง และให้มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการบริการโทรคมนาคม ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่มีผลตอบแทนการลงทุนต่ำ หรือท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่ยังไม่มีผู้ให้บริการหรือมีแต่ไม่ทั่วถึงหรือไม่เพียงพอแก่ความต้องการของผู้ใช้บริการในท้องที่ ภายใต้ประกาศที่คณะกรรมการกำหนด อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในการบริการโทรคมนาคม เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จึงถือว่าจำเลยเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองและเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 บัญญัติว่า ในการดำเนินการให้บริการโทรคมนาคม ถ้าผู้รับใบอนุญาตมีเหตุต้องปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดและจำเป็นต้องใช้สิทธิตามมาตรานี้ ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผนผังแสดงรายละเอียดของลักษณะทิศทาง และแนวเขตในการปักหรือตั้งเสา เดินสาย วางท่อ และการติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใด เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ และวรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ได้ให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิปักหรือตั้งเสา เดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคมในที่ดินของบุคคลอื่น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีความสูง 35.6 เมตร อยู่ห่างจากตัวบ้านโจทก์ 7 เมตร มีสายดินอยู่ห่างจากขอบเขตรั้วบ้านเพียง 0.5 เมตร จนน่าหวาดกลัวในเรื่องภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง มลภาวะทางสายตา ทัศนียภาพไม่สวยงาม และราคาที่ดินลดลง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเกิดจากการกระทำดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
คดีนี้ จำเลยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จึงเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้จำเลยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัด เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานตามโครงการช่วยเหลือข้าราชการตำรวจ ข้าราชการบำนาญ ลูกจ้างประจำในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัด และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด ก็ตาม แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด จัดตั้งขึ้นโดยการจดทะเบียนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่มิได้มีฐานะเป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด ประกอบด้วยคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันอีกทั้งการดำเนินกิจการของสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่รวมตัวกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด จึงเป็นนิติบุคคลเอกชนมิใช่นิติบุคคลมหาชน และไม่เข้าประเภทหนึ่งประเภทใดของ "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัดไม่มีลักษณะเป็นการได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแต่อย่างใดดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกโครงการดังกล่าวในคดีนี้ จึงมิใช่การกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลงโอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราวจึงมิใช่ "คำสั่งทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นข้อพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยได้ออกหนังสือคำสั่งยกเลิกโครงการก่อนที่ดาบตำรวจด. เสียชีวิต 2 วัน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าวข้างต้น อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอันจะถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน
ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ารับผิดชอบสำนวนคดีนี้แทน ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ณ. มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนี้อย่างไรหรือมีเหตุการณ์อื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไปอย่างไร อันเป็นเหตุตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้เพื่อคัดค้านผู้พิพากษา แม้จำเลยจะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า รายละเอียดจำเลยที่ 1 ขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้และหลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องเพื่อกระทบต่อจิตสำนึกในการเคารพผู้พิพากษาก็ตาม แต่เมื่อคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่า มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14
อ่านฉบับย่อเพิ่มเติมคดีนี้แม้จังหวัดนครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเพียงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีมอบให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว ลำพังเพียงการที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่าไม่มีรางวัลของจำเลยตามใบรับรองการถูกรางวัลและไม่มีหลักฐานการดำเนินการทางกฎหมายของจำเลยแก่บริษัทต่างประเทศชื่อ E ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินรางวัล ก็ยังไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงจากคำบรรยายฟ้องได้ว่า จำเลยมีพฤติการณ์ใด ๆ อันแสดงถึงการกระทำโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการออกใบรับรองการถูกรางวัลที่บริษัท E ส่งมาให้แก่โจทก์อย่างไร และการกระทำของจำเลยประการใดที่ทำให้จำเลยได้รับทรัพย์สินไปจากโจทก์ หรือทำให้โจทก์ต้องทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธินั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในกรณีศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่รับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาหรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา การพิจารณาว่าศาลนั้นมีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 2 (1) ว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินรางวัล 18,117,213.87 บาท พร้อมดอกเบี้ย 90,586.06 บาท ซึ่งเกินกว่าอำนาจที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะพิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาท เท่ากับเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีในทางเนื้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) และทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ชอบไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และ ป.วิ.อ. มาตรา 40
คดีนี้ บริษัท อ. โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ส. ที่ 1 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ 2 จำเลย ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ในงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด(Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ และสัญญาซื้อขายสินค้า ศาลแพ่งและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า คดีในส่วนที่ฟ้องให้รับผิดตามมูลหนี้สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คำฟ้องในข้อหานี้จึงไม่เป็นกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับวินิจฉัย
คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องเกี่ยวกับสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อที่จะได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ โดยกำหนดให้จำเลยที่๑ยอมให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 โดยตรง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิรับเงินไปยังผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทาง ในงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้นกรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 เรียกโดยย่อว่า กทพ. มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ รวมทั้งดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษหรือที่เป็นประโยชน์แก่ กทพ. ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงมีฐานะเป็น"หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางฯ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณูปโภคที่รัฐจัดให้มีขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชน และประชาชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางฯ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2จึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นข้อพิพาทอันเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างงานติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." คดีที่ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ ซึ่งแม้ผู้ร้องเป็นผู้ฟ้องคดีในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ และเป็นจำเลยในคดีอาญาของศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคู่ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตามการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องดำเนินการภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมที่ออกภายหลัง ศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โจทก์ฎีกา ศาลมีคำสั่งว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา คดีถึงที่สุด โดยศาลอาญาตลิ่งชันออกใบสำคัญคดีถึงที่สุด ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๕ จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ถึงที่สุด แม้ว่าภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ร้อง ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ แต่คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งที่ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ ตามมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ใช่คำพิพากษาในเนื้อหาของคดีที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ จึงมิใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดที่จะขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ คำร้องของผู้ร้อง ไม่ชอบด้วย มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๘ ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้ยกคำร้อง
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นางป. ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสอง เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ เดิมเป็นที่ดินที่ผู้มีชื่อเป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ และยกให้โจทก์ที่ ๑ เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ให้บิดาและโจทก์ที่ ๒ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่เศษ หลังจากที่บิดาของโจทก์ที่ ๒ เสียชีวิต โจทก์ที่ ๒ ยังคงครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยที่ ๒ ทำประโยชน์อยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ต่อมาประมาณปี ๒๕๒๑ นางส. ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ครอบครอง โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ถือเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ โดยไม่ได้ออกมาสำรวจในพื้นที่จริงว่ามีการครอบครองที่ดินหรือไม่ การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ และเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ให้โจทก์ที่ ๑ ได้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ ๘ ไร่ และให้โจทก์ที่ ๒ ได้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ ๗ ไร่ และให้จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๘๓๖ เนื่องจากเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีเอกสารสิทธิใดมายืนยันการได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ จึงถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการซื้อขายอย่างสุจริตและเสียค่าตอบแทน ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าผู้มีชื่อครอบครองนั้นเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๒๖ ที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาททางทิศตะวันตก ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นเอกชน โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ ๒ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลพยุห์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นายอำเภอพยุห์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีอำนาจนำไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำป้ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีข้อความว่าที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มาปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและห้ามผู้ฟ้องคดีใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลตำบลเกาะหวาย ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิได้สำรวจพื้นที่ก่อสร้างให้ชัดเจน ไม่มีการเวนคืนที่ดินและมิได้ตกลงในเรื่องการโอนหรือยินยอมอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้ก่อสร้างถนนในที่ดินขอให้รื้อถอนถนนคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ชำระค่าเสียหาย และส่งมอบการครอบครองพื้นที่คืนแก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพปกติ เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลเกาะหวาย ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้สร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ และ ๑๘๒๕๕ โดยได้รับโอนมรดกมาจากนาง จ. ผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวรขนาดใหญ่รุกล้ำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ เดิมเป็นของนาง ล. ผู้เป็นมารดาของนาง จ. นาง ล. แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งอุทิศที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมชลประทานเพื่อให้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตร ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๒๔ ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อาคารสูบน้ำบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำเข้าไปยังที่ดินดังกล่าว ซึ่งถ้าหากมีการก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำที่ดินในขณะทำการก่อสร้างอาคารนั้นจริง ผู้ฟ้องคดีหรือนาง จ. ต้องมาแสดงตัวคัดค้าน ท้วงติง หรือทำการชี้แนวเขตของที่ดินแปลงดังกล่าว การปรับปรุงแนวรั้วได้ดำเนินการตามแนวเขตรั้วเดิมซึ่งได้ก่อสร้างมาพร้อมอาคารสูบน้ำ ต่อมากรมชลประทานได้ถ่ายโอนภารกิจและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่เทศบาลตำบลธรรมามูลเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลา ๑๙ ปี สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่มีส่วนใดที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลธรรมามูลจึงไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่งและมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่(อาคารสูบน้ำ) รุกล้ำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังได้รื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีแล้ว การก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) การรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) ในที่ดินดังกล่าวเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตรในที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๓ ผู้อำนวยการเขตคันนายาว ที่ ๔ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ด้านหน้าทั้งหมดติดกับซอยคู้บอน ๙ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้รังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก่อสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ารื้อถอนขนย้ายรางน้ำและท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี และส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนแก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๓ ผู้อำนวยการเขตคันนายาว ที่ ๔ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดก่อสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า รางน้ำและท่อระบายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยคู้บอน ๙ ก่อสร้างขึ้นบนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน บริเวณที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าไม่จำต้องรื้อถอนและชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือ ใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ามีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คดีนี้ แม้นายอำเภอท่าอุเทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเทศบาลตำบลท่าอุเทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นราชการส่วนกลางมีฐานะเป็น กรม ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครพนม ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ เป็นหน่วยงานในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ (๑๘) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ และผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศ คำสั่ง หรือเอกสารอื่นใดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับการเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ราชพัสดุหรือโครงการอ่างเก็บน้ำบึงมอ อันมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ รื้อถอนถนนคอนกรีตที่ก่อสร้างทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับปรุงแก้ไขสภาพที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายประการสำคัญที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนประเด็นปัญหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม