คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 114/2565
#680491
เปิดฉบับเต็ม

ธ. เป็นผู้แจ้งการโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าของจำเลยที่ 1 แก่ จ. เพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้า แม้ว่าเงินดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่โอนมาจากบัญชีธนาคารของโจทก์ก็ตาม แต่เชื่อว่าโจทก์ต้องรู้เห็นยินยอมให้ ธ. ใช้เงินดังกล่าวเพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าแก่ จ. แทน เพราะถ้าโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมหรือบอกให้ ธ. ทราบว่าโจทก์ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในวันใด เป็นจำนวนเท่าไร ไม่น่าเชื่อว่า ธ. จะแจ้งให้ จ. ทราบและออกใบรับเงินได้อย่างถูกต้อง ขณะที่ จ. ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ากับ ธ. นั้นโจทก์รับรู้ด้วย เมื่อสถานะทางบัญชีซื้อขายของ ธ. ขาดทุน และถูกเรียกเก็บเงินประกันเพิ่มเติม และเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ธ. ได้ขอให้ จ. โทรศัพท์ไปหาโจทก์เพื่อช่วยพูดถึงสาเหตุที่ ธ. ซื้อขายขาดทุนและเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งหากเงินที่นำมาใช้เป็นเงินของ ธ. เองก็ไม่มีความจำเป็นที่ จ. จะต้องโทรศัพท์ไปชี้แจงให้โจทก์ทราบ ดังนั้น การซื้อขายในบัญชีของ ธ. จ. จึงน่าจะทราบดีว่าเป็นการซื้อขายโดยใช้เงินของโจทก์ และ ธ. น่าจะกระทำการแทนโจทก์ เช่นนี้ถือว่า โจทก์ได้เชิดหรือยอมให้ ธ. เชิดตนเองออกเป็นตัวแทนของตนในการใช้เงินจำนวนพิพาทที่โอนเข้าบัญชีลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทำการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแทน โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่า ธ. เป็นตัวแทนของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 821

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 22,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 12,200,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันฟ้อง 1 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทน วันที่ 14 สิงหาคม 2552 โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ส่วนนายธนวีร์ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2553 วันที่ 22 เมษายน 2553 วันที่ 26 เมษายน 2553 วันที่ 28 เมษายน 2553 และวันที่ 29 เมษายน 2553 มีการโอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคาร ก. ของโจทก์ จำนวน 2,000,000 บาท, 2,000,000 บาท, 2,200,000 บาท, 3,000,000 บาท และ 3,000,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 12,200,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดไว้เพื่อลูกค้าเพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 12,200,000 บาท คืนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ พยานโจทก์มีโจทก์เบิกความว่า ในการซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้า จำเลยที่ 1 ต้องฟังคำสั่งซื้อจากโจทก์ ช่วงแรกการซื้อขายไม่มีปัญหา หลังจากนั้น วันที่ 22 มกราคม 2553 และวันที่ 25 มกราคม 2553 โจทก์โอนเงิน 600,000 บาท และ 200,000 บาท (ที่ถูกน่าจะคือจำนวน 2,000,000 บาท) ตามลำดับ จากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันธนาคาร ก. ของโจทก์ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ของจำเลยที่ 1 และวันที่ 16 เมษายน 2553 วันที่ 22 เมษายน 2553 วันที่ 26 เมษายน 2553 วันที่ 28 เมษายน 2553 และวันที่ 29 เมษายน 2553 โจทก์โอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เหตุที่โอนเงินมากถึง 14,000,000 บาท เนื่องจากในช่วงดังกล่าวราคายางลดลงมากจึงต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อสะสมเงินเอาไว้ (บล็อกสินค้าที่สั่งซื้อ) หรือรักษาสภาพการเงินของโจทก์ไว้ในบัญชี หลังจากนั้นโจทก์ตรวจสอบกับจำเลยที่ 1 ได้รับแจ้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าให้ และนายธนวีร์เบิกความว่า พยานทำการสั่งซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าโดยให้จำเลยที่ 1 ซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามีกำไรประมาณ 21,000,000 บาท ต่อมาได้ปรึกษากับนายจีระสิทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของจำเลยที่ 1 ว่า อยากให้จำเลยที่ 1 ลงทุนให้ หากมีผลกำไรก็จะแบ่งปันกัน นายจีระสิทธิ์บอกว่าจะปรึกษาฝ่ายจำเลยก่อน แล้วแจ้งว่าตกลง ประมาณเดือนมกราคม 2553 มีการโอนเงินเข้าบัญชีการซื้อขายของพยานประมาณ 600,000 บาท และต่อมามีการโอนเงินอีกหลายครั้งรวมประมาณ 14,800,000 บาท นายจีระสิทธิ์บอกว่าได้โอนเงินเข้าบัญชีการซื้อขายของพยานแล้ว ให้ทำการสั่งซื้อขายได้เลย พยานจึงทำการสั่งซื้อขายผ่านนายจีระสิทธิ์ ผลปรากฏว่าขาดทุน ทางฝ่ายสำนักหักบัญชีของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเรียกเก็บเงินมาในบัญชีการซื้อขายของพยานรวม 6,410,521.90 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลย นายจีระสิทธิ์ กับพวกในคดีหมายเลขดำที่ อ. 1808/2553 ของศาลอาญา พยานจึงทราบว่า เงินที่โอนมาใช้บัญชีการซื้อขายของพยานนั้นเป็นเงินของโจทก์ ส่วนพยานจำเลยทั้งสามมีนายจีระสิทธิ์เบิกความว่า พยานเคยเป็นเจ้าหน้าที่การตลาดของจำเลยที่ 1 เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 2552 ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยได้จัดงานที่โรงแรมเพื่อโปรโมทการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ บริษัทโบรกเกอร์ซึ่งเป็นสมาชิกของตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ได้รับเชิญให้มาร่วมงานด้วย โดยพยานทำหน้าที่แนะนำผู้ที่มาร่วมงานดังกล่าว โจทก์และนายธนวีร์มาร่วมงานด้วยโดยพยานอธิบายรายละเอียดให้ทราบและนัดหมายให้มาพบที่บริษัทจำเลยที่ 1 ในโอกาสต่อไป ต่อมาวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 โจทก์และนายธนวีร์มาพบพยานที่บริษัทจำเลยที่ 1 แล้วนายธนวีร์ขอเปิดบัญชีซื้อขายล่วงหน้าและทำสัญญาเพื่อทำการซื้อขายล่วงหน้า หลังจากนั้นนายธนวีร์ได้แจ้งการโอนเงินประกันขั้นต้นและเงินประกันเพิ่มเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายวันที่ 29 เมษายน 2553 จำนวน 3,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ออกใบรับเงินดังกล่าวให้แก่นายธนวีร์ทั้งหมด ใบรับเงินบางส่วนคือช่วงระหว่างวันที่ 22 มกราคม 2553 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2553 นายธนวีร์เป็นผู้โทรศัพท์แจ้งการโอนเงินดังกล่าวแก่พยานทุกครั้งเพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า มีเพียง 2 ครั้งที่นายธนวีร์ได้ส่งคำสั่งซื้อหรือขายทางอินเทอร์เน็ตด้วยตนเอง จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2553 บัญชีของนายธนวีร์มีสถานะขาดทุนและถูกเรียกเก็บเงินประกันเพิ่ม 2,785,317.90 บาท ส่วนโจทก์ได้ขอเปิดบัญชีซื้อขายล่วงหน้าและทำสัญญาเพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าผ่านจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 ในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า โจทก์จะต้องวางเงินประกันขั้นต้น เงินประกันขั้นต่ำ เงินประกันระหว่างวัน และเงินประกันประเภทอื่น ๆ ตามที่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้ากำหนดไว้ให้จำเลยที่ 1 เพื่อจะได้นำเงินประกันดังกล่าวไปวางต่อสำนักหักบัญชีตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ โดยต้องวางเงินประกันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 1 ในบัญชีเพื่อลูกค้าให้ครบถ้วนก่อนส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้า หลังจากนั้นโจทก์ได้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 รวม 12 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2552 และครั้งสุดท้ายวันที่ 23 ธันวาคม 2552 จำเลยที่ 1 ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์โดยโจทก์ทำการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าผ่านพยานทุกครั้ง จนถึงวันที่ 14 มกราคม 2553 ในการซื้อขายของโจทก์ปรากฏว่ามีกำไรและได้ขอถอนเงินทั้งหมด วันที่ 15 มกราคม 2553 จำเลยที่ 1 ได้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ หลังจากนั้น โจทก์ไม่เคยแจ้งการโอนเงิน ไม่เคยติดต่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดกับพยานหรือเจ้าหน้าที่อื่นของจำเลยที่ 1 อีก วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 นายธนวีร์ได้ขอร้องให้พยานโทรศัพท์ไปหาโจทก์เพื่อให้ช่วยพูดถึงสาเหตุที่นายธนวีร์ซื้อขายขาดทุนและเป็นหนี้จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 พยานได้โทรศัพท์ไปชี้แจงให้โจทก์ทราบ โจทก์มิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งใด ๆ เห็นว่า โจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านว่า โดยปกติการโอนเงิน ลูกค้าต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ทราบทุกครั้งทางโทรศัพท์ อีเมล์ และโทรสาร แล้วจำเลยที่ 1 จะออกใบรับเงินให้ลูกค้ารายนั้น ทุกครั้งที่มีการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 โจทก์จะแจ้งให้นายจีระสิทธิ์ทราบทุกครั้ง จำเลยที่ 1 จะออกใบรับเงินให้แก่โจทก์ตามใบเสร็จรับเงิน ฉบับลงวันที่ 14 สิงหาคม 2552 วันที่ 20 สิงหาคม 2552 วันที่ 9 ตุลาคม 2552 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2552 วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2552 วันที่ 24 พฤศจิกายน 2552 วันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 วันที่ 14 ธันวาคม 2552 วันที่ 15 ธันวาคม 2552 วันที่ 17 ธันวาคม 2552 และวันที่ 23 ธันวาคม 2552 ใบเสร็จดังกล่าวจะออกในวันที่มีการโอนเงินและจะทำการส่งในวันรุ่งขึ้น โดยส่งทางไปรษณีย์ไปยังภูมิลำเนาของโจทก์ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ส่ง แต่การโอนเงิน 5 ครั้ง ในวันที่ 16, 22, 26, 28 และ 29 เมษายน 2553 โจทก์ไม่ได้โทรศัพท์ไปแจ้งการโอนเงินแก่นายจีระสิทธิ์ แต่เป็นนายจีระสิทธิ์โทรศัพท์ถึงโจทก์ในช่วงดังกล่าวเนื่องจากมารดาของโจทก์ป่วย โจทก์ไม่ได้อยู่ที่บ้าน ไม่เห็นใบรับเงินทางไปรษณีย์ ดังนี้ ทำให้เป็นพิรุธน่าสงสัยว่าทางปฏิบัติของโจทก์กับจำเลยที่ 1 แต่เดิมเมื่อโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ในปี 2552 โจทก์ก็โทรศัพท์ไปแจ้งแก่นายจีระสิทธิ์ทุกครั้งและได้รับใบเสร็จรับเงินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งออกให้ในวันที่มีการโอนเงินทุกครั้ง ในเรื่องนี้ได้ความจากนายวีระศักดิ์ พยานจำเลยทั้งสามซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคาร ก. ซึ่งถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางเบิกความว่า บัญชีกระแสรายวันซึ่งเป็นบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 เป็นรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีที่มีการโอนเงินเข้ามา จะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้โอนเข้ามา หากต้องการทราบว่าบุคคลใดโอนเงินเข้ามาจะต้องแจ้งทางธนาคารให้ตรวจสอบรายละเอียดการโอนเงินดังกล่าว การตรวจสอบทางธนาคาร ก. ไม่สามารถตรวจสอบเองได้ จะต้องส่งเรื่องไปให้ทางสำนักงานใหญ่เป็นผู้ตรวจสอบ จากนั้นสำนักงานใหญ่จะส่งรายละเอียดการตรวจสอบมาที่สาขาที่มีการสอบถามไป ดังนั้น ที่โจทก์อ้างว่าได้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 ในเดือนมกราคม 2553 รวม 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 2,600,000 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมากนั้น โจทก์ก็ไม่ได้แจ้งให้นายจีระสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของจำเลยที่ 1 ทราบว่า โจทก์ได้โอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 แล้ว และจำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่โจทก์ จึงทำให้เป็นที่น่าสงสัยไม่น่าเชื่อว่า วันที่ 16 เมษายน 2553 อันเป็นเวลาที่ล่วงเลยการโอนเงินครั้งก่อนมาถึง 2 เดือนกว่า โจทก์จะโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในบัญชีของตนเองไปอีก ทั้งที่ยังไม่ทราบว่าเงินจำนวน 2,600,000 บาท ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้นำไปซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าตามคำสั่งของโจทก์อย่างไร มีเหลืออยู่เพียงใดหรือไม่ รวมทั้งโจทก์ก็มิได้ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์ด้วย ที่โจทก์อ้างว่าไม่ได้โทรศัพท์ไปแจ้งการโอนเงินแก่นายจีระสิทธิ์ แต่นายจีระสิทธิ์โทรศัพท์มาถึงโจทก์เองนั้น เป็นการขัดต่อเหตุผล เพราะหากโจทก์มิได้แจ้งการโอนเงินแต่ละครั้งให้นายจีระสิทธิ์ทราบ ย่อมเป็นการยากที่นายจีระสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของจำเลยที่ 1 จะทราบได้ว่าจำนวนเงินที่โอนเข้ามาในบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 แต่ละรายการนั้นเป็นของบุคคลใดโอนเข้ามาบ้าง และไม่น่าจะออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ลูกค้าที่โอนเงินเข้ามาโดยมิได้แจ้งได้ทันในวันเดียวกันนั้นตามที่จำเลยที่ 1 กับลูกค้าเคยปฏิบัติต่อกัน ที่โจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า หลังจากโจทก์ถอนเงินผลกำไรจากบัญชีซื้อขายแล้ว นายจีระสิทธิ์ได้ติดต่อมาแจ้งว่ายางพารามีราคาน่าซื้อ คาดว่าจะทำกำไรได้ดี ดังนั้น เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2553 โจทก์จึงเริ่มโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 มียอดรวมกันประมาณ 2,600,000 บาท ในช่วงเวลาดังกล่าวนายจีระสิทธิ์แจ้งว่ายางพารามีราคาต่ำลงทำให้ขาดทุน ต่อมาวันที่ 16 เมษายน 2553 นายจีระสิทธิ์โทรศัพท์มาถามว่าจะทำกำไรชดเชยกับที่ขาดทุนหรือไม่ โจทก์จึงโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 อีก 5 ครั้งตามฟ้องนั้น เป็นการเบิกความอ้างลอย ๆ ขัดกับที่โจทก์เบิกความในตอนแรกว่าในช่วงดังกล่าวราคายางลดลงมากจึงต้องโอนเงินเข้าไปเพื่อสะสมเงินเอาไว้ (บล็อกสินค้าที่สั่งซื้อ) หรือรักษาสภาพการเงินของโจทก์ไว้ในบัญชี จึงเป็นข้อพิรุธ ทั้งการที่โจทก์อ้างว่าได้โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในเดือนมกราคม 2553 ดังกล่าวแล้วขาดทุน ซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมาก แต่โจทก์ก็มิได้ขอให้นายจีระสิทธิ์ หรือจำเลยที่ 1 ส่งหลักฐานการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแล้วขาดทุนดังกล่าวว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้างให้โจทก์ได้ตรวจสอบว่าถูกต้องจริงหรือไม่ ทั้งที่มีระยะเวลาก่อนที่โจทก์จะโอนเงินจำนวนที่พิพาทคดีนี้ถึง 2 เดือนเศษ จึงไม่มีเหตุผลน่าเชื่อว่าโจทก์ได้โอนเงินที่พิพาทคดีนี้ซึ่งมีจำนวนเงินมากถึง 12,200,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าไปอีกโดยมิได้ตรวจสอบขอหลักฐานการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในครั้งก่อนรวมทั้งแจ้งการโอนเงินเพื่อขอใบเสร็จรับเงินและสอบถามขอหลักฐานการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าจากจำเลยที่ 1 ในแต่ละครั้งทันทีว่า ยางพาราหรือสินค้าเกษตรที่ซื้อขายในแต่ละครั้งแต่ละรายการมีราคาเท่าไร ผลการซื้อขายมีกำไรหรือขาดทุนอย่างไรบ้าง กลับได้ความจากโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่นายธนวีร์ มีรายการโอนเงินทั้ง 7 ครั้งที่พิพาทนี้ ตรงกับรายการโอนเงินโดยการโอนเงินนี้มีการตรวจสอบไปยังธนาคาร ก. แล้ว เป็นเงินที่โอนโดยเจ๊นาง โดยคุณธัญทิพย์ คำว่า เจ๊นาง เป็นชื่อทางการค้าไก่ของโจทก์ เงินที่โอนไปนี้เป็นเงินจากบัญชีของนายธนวีร์ แต่ต่อมาโจทก์เบิกความว่าเงินเป็นเงินของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ออกใบรับเงินในนามของนายธนวีร์ เป็นการออกใบรับเงินให้ผิดคน เป็นการเบิกความกลับไปกลับมา และเกี่ยวกับใบรับเงินนี้ปรากฏว่า นายธนวีร์ได้เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านตอนแรกว่าใบรับเงินนั้น เป็นใบรับเงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่พยานหรือไม่ ไม่ยืนยัน เนื่องจากใบรับเงินดังกล่าวจำเลยที่ 1 สามารถออกได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต่อมาเมื่อทนายจำเลยที่ 1 อ้างสำเนาคำให้การ พยานจึงเบิกความว่าพยานได้เบิกความในคดีหมายเลขดำที่ 1810/2555 ว่า พยานได้รับเอกสารซึ่งเป็นเอกสารชุดเดียวกันจากโจทก์ (หมายถึงจำเลยที่ 1 คดีนี้ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าว) และพยานไม่เคยทักท้วงเกี่ยวกับการซื้อขายหรือยอดเงินในบัญชีกับจำเลยที่ 1 เป็นการเบิกความกลับไปกลับมาเช่นเดียวกับโจทก์ เป็นข้อพิรุธแสดงให้เห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวมิได้เบิกความตามความจริงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงว่ารายการโอนเงินที่ลูกค้าแต่ละรายได้โอนเงินเข้ามาในบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 เพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าซึ่งนายจีระสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของจำเลยที่ 1 ไม่น่าจะทราบว่าเป็นของลูกค้าบุคคลใดเป็นผู้โอนเข้ามาถ้าลูกค้ารายนั้นมิได้แจ้งให้ทราบ เว้นแต่จะต้องสอบถามไปยังธนาคารให้ตรวจสอบตามที่นายวีระศักดิ์เบิกความ ดังนี้ หากนายธนวีร์มิได้เป็นผู้แจ้งให้นายจีระสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของจำเลยที่ 1 ทราบว่าเป็นผู้โอนตามจำนวนเงินในวันดังกล่าว ไม่น่าเชื่อว่านายจีระสิทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของจำเลยที่ 1 จะออกใบรับเงินให้แก่นายธนวีร์ ได้ถูกต้องตรงกับจำนวนเงินในวันดังกล่าว ที่นายธนวีร์เบิกความว่าได้ปรึกษากับนายจีระสิทธิ์ ว่าอยากให้จำเลยที่ 1 ลงทุนให้ หากมีกำไรก็จะแบ่งปันกัน นายจีระสิทธิ์ตกลง ประมาณเดือนมกราคม 2553 มีการโอนเงินเข้าบัญชีการซื้อขายของพยานประมาณ 600,000 บาท และต่อมามีการโอนเงินอีกจำนวนหลายครั้งรวมประมาณ 14,800,000 บาท นายจีระสิทธิ์บอกว่าได้โอนเงินเข้าบัญชีการซื้อขายของพยานแล้วให้ทำการสั่งซื้อขายได้เลย พยานจึงทำการสั่งซื้อขายผ่านนายจีระสิทธิ์ นั้น เป็นการขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ เพราะนายจีระสิทธิ์ไม่น่าจะทราบว่าโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในวันใดเป็นจำนวนเงินเท่าไรและไม่น่าจะแจ้งให้นายธนวีร์ทราบเพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าได้ตามที่นายธนวีร์เบิกความ คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวขัดต่อเหตุผลไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ในขณะที่คำเบิกความพยานจำเลยทั้งสามสอดคล้องกับเอกสารชอบด้วยเหตุผล มีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่า ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่านายธนวีร์เป็นผู้แจ้งการโอนเงินที่พิพาทจำนวนรวม 12,200,000 บาท เข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 แก่นายจีระสิทธิ์ เพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่โอนมาจากบัญชีธนาคารของโจทก์ก็ตาม แต่เชื่อว่าโจทก์ต้องรู้เห็นยินยอมให้นายธนวีร์ใช้เงินดังกล่าวเพื่อทำการสั่งซื้อสินค้าเกษตรล่วงหน้าแก่นายจีระสิทธิ์แทน เพราะถ้าโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมหรือบอกให้นายธนวีร์ทราบว่าโจทก์ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ในวันใด เป็นจำนวนเท่าไร ไม่น่าเชื่อว่านายธนวีร์จะแจ้งให้นายจีระสิทธิ์ทราบและออกใบรับเงินได้อย่างถูกต้อง เมื่อพิจารณาแบบฟอร์มการเปิดบัญชีของโจทก์ที่ทำให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ระบุว่า โจทก์เป็นเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. กรณีเร่งด่วนให้ติดต่อนายนายธนวีร์ โดยระบุว่ามีความสัมพันธ์เป็นหุ้นส่วน และโจทก์เขียนตัวอย่างลายมือชื่อให้จำเลยที่ 1 ไว้โดยระบุอีเมลเป็นชื่ออีเมลของนายธนวีร์ ส่วนตามแบบฟอร์มการเปิดบัญชีของนายธนวีร์ ที่นายธนวีร์ทำให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ระบุหมายเลขโทรสารเป็นของโจทก์ ประกอบกับที่นายจีระสิทธิ์เบิกความว่า โจทก์กับนายธนวีร์มาด้วยกันตลอดตั้งแต่วันที่ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทยได้จัดงานที่โรงแรมเพื่อโปรโมทการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ มาขอเปิดบัญชีซื้อขายล่วงหน้าและทำสัญญาเพื่อทำการซื้อขายล่วงหน้ากับพยานที่บริษัทจำเลยที่ 1 ด้วยกัน และนายธนวีร์ก็เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกับโจทก์ในห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2554 ทั้งยังได้ความจากนายจีระสิทธิ์เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์ว่า พยานทราบว่ากำลังซื้อขายของนายธนวีร์ นั้นโจทก์รับรู้ด้วย เมื่อสถานะทางบัญชีซื้อขายของนายธนวีร์ขาดทุน และถูกเรียกเก็บเงินประกันเพิ่มเติม และเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 นายธนวีร์ได้ขอให้พยานโทรศัพท์ไปหาโจทก์เพื่อช่วยพูดถึงสาเหตุที่นายธนวีร์ซื้อขายขาดทุนและเป็นหนี้บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งหากเงินที่นำมาใช้เป็นเงินของนายธนวีร์เองก็ไม่มีความจำเป็นที่นายจีระสิทธิ์จะต้องโทรศัพท์ไปชี้แจงให้โจทก์ทราบ ดังนั้น การซื้อขายในบัญชีของนายธนวีร์ นายจีระสิทธิ์จึงน่าจะทราบดีว่าเป็นการซื้อขายโดยใช้เงินของโจทก์ และนายธนวีร์น่าจะกระทำการแทนโจทก์ เช่นนี้ถือว่า โจทก์ได้เชิดหรือยอมให้นายธนวีร์เชิดตนเองออกเป็นตัวแทนของตนในการใช้เงินจำนวนพิพาทที่โอนเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทำการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแทน โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่านายธนวีร์เป็นตัวแทนของตน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 821 เมื่อนายธนวีร์ได้ใช้เงินจำนวนพิพาทของโจทก์ที่โอนเข้าบัญชีเพื่อลูกค้าของจำเลยที่ 1 ทำการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าแทนโจทก์ไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินจำนวนพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว ธ.
จำเลย — บริษัท อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — ลลิดา จุลฤกษ์
ศาลอุทธรณ์ — อุทิศ สุภาพ
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สันต์ชัย ล้อมณีนพรัตน์
สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2565
#682381
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี แล้วจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นั้น เป็นการไม่ชอบ เพราะที่ถูก ศาลชั้นต้นจะต้องลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงรวมโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้บทลงโทษฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนให้ถูกต้องและแก้โทษฐานพาอาวุธปืนฯ เท่านั้น โดยมิได้พิพากษาแก้ไขการลดโทษดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 34, 72, 72 ทวิ, 73 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 58, 80, 91, 371 ริบของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 534/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 34, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 73 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 534/2563 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ เป็นจำคุก 1 ปี 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2590 (ที่ถูก พ.ศ. 2490) ให้ลงโทษตามมาตรา 34, 73 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 ความผิดฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 1 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 534/2563 ของศาลชั้นต้น รวมจำคุก 1 ปี 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า กรณีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ซึ่งอาวุธปืนของกลางโดยสภาพเป็นอาวุธที่ร้ายแรงสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายได้ ทั้งยังเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ หากนำไปใช้ก่อเหตุร้ายย่อมเป็นการยากที่จะติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด กับจำเลยยังพาอาวุธปืนของกลางไปในบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางสาธารณะและพยายามจำหน่ายอาวุธปืนของกลางให้แก่ผู้อื่นซึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตให้ซื้อหรือมีและใช้อาวุธปืน เพียงเพื่อประสงค์ผลประโยชน์ส่วนตนในทางการค้าโดยมิชอบ อันเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนและมีเหตุผลความจำเป็นส่วนตัวดังที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืน จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 3 ปี แล้วจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นั้น เป็นการไม่ชอบ เพราะที่ถูกศาลชั้นต้นจะต้องลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงก่อน แล้วจึงรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้บทลงโทษฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืนให้ถูกต้องและแก้โทษฐานพาอาวุธปืนฯ เท่านั้น โดยมิได้พิพากษาแก้ไขการลดโทษดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความมิได้ยกฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ก่อนรวมโทษ เมื่อลดโทษให้จำเลยเป็นรายกระทงกึ่งหนึ่งแล้ว คงลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 3 เดือน และฐานพยายามจำหน่ายอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 15 เดือน บวกโทษจำคุก 2 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 534/2563 ของศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 17 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสงคราม
จำเลย — สิบเอก ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายพิเชษฐ โตประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายทรงชัย รักษาเกียรติศักดิ์
ชื่อองค์คณะ
อุไรลักษณ์ ลีธรรมชโย
นวลทิพย์ ฉัตรชัยสกุล
พัชร์ภรณ์ อนุวุฒินาวิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 103/2565
#695683
เปิดฉบับเต็ม

ในทางไต่สวนไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้บริษัท อ. ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) ด้วยตนเอง แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการของผู้ร้องโดยต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการของผู้ร้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดตามหน้าที่ คงมีอำนาจบริหารกิจการของผู้ร้องตามที่คณะกรรมการของผู้ร้องมอบหมายเท่านั้น การเข้าทำสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นไปตามมติของคณะกรรมการของผู้ร้องย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามมาตรา 11 เพียงบทเดียว

สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเอกสารประกอบวาระการประชุมที่จัดทำโดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ไปปรึกษาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เรียกนาย ส. และนาย ว. เข้าหารือที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมอยู่ด้วยและจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปรับแก้ไขเอกสารดังกล่าวนำไปจัดพิมพ์ใหม่ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเป็นเลขานุการคณะกรรมการของผู้ร้องมีหน้าที่ดูแลสำนักเลขานุการของผู้ร้องและจัดระเบียบวาระเรื่องที่จะนำเข้าประชุมคณะกรรมการ มิได้มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 11 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท.37/2559 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

บริษัท ท. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 16,753,393,546.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,919,267,532.11 บาท นับถัดวันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง

จำเลยทั้งสองให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ ผู้ร้อง และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 จำคุก 9 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 จำคุก 6 ปี พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองที่ไต่สวนมาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 24/2560 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 8,376,696,773.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,459,633,766.05 บาท นับถัดวันที่ผู้ร้องยื่นคำร้อง (ยื่นคำร้องวันที่ 29 สิงหาคม 2559) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ ผู้ร้อง และจำเลยทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัท ร. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเข้าเป็นผู้ร้องแทนบริษัท ท. ผู้ร้องเดิม ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้ร้อง มีอำนาจเสนอความเห็นในนามผู้ร้องต่อคณะกรรมการของผู้ร้องเพื่อพิจารณาอนุมัติการดำเนินงานของผู้ร้อง ส่วนจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้ร้อง และเป็นเลขานุการคณะกรรมการผู้ร้อง มีหน้าที่ดูแลสำนักเลขานุการของผู้ร้อง และจัดระเบียบวาระเรื่องที่จะนำเข้าประชุมคณะกรรมการผู้ร้อง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2533 ผู้ร้องซึ่งเดิมคือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และบริษัท อ. ทำสัญญาให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และมีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดังกล่าวมาแล้ว 6 ครั้ง ต่อมาวันที่ 7 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 1 ออกคำสั่งผู้ร้องที่ 12/2545 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้อง โดยให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1. พิจารณากลั่นกรองเรื่องซึ่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้ร้องสั่งการให้นำเสนอคณะกรรมการผู้ร้องเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายและการดำเนินธุรกิจของผู้ร้อง และพิจารณาความถูกต้องในด้านกฎหมายและสอดคล้องกับข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และหลักเกณฑ์ของผู้ร้อง รวมทั้งพิจารณาถึงผลประโยชน์สูงสุดต่อผู้ร้อง 2. ซักซ้อมเพื่อเตรียมความพร้อมของรองกรรมการผู้จัดการใหญ่... และ 5. ดำเนินการอื่นตามที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้ร้องมอบหมาย วันที่ 30 มกราคม 2544 บริษัท อ. มีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 มกราคม 2544 ว่า ตามที่บริษัท อ. ได้รับหนังสือแจ้งจากบริษัท ด. ว่าได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยให้สามารถดำเนินการใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ในการให้บริการให้กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัท ด. ได้ และบริษัท ด. มีความประสงค์จะขอใช้เครือข่ายของบริษัท อ. เพื่อให้บริการกับลูกค้าของบริษัท ด. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยทั่วไป และเกิดรายได้จากการใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ดังกล่าวกับบริษัท อ. อันจะทำให้องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นจากรายได้ดังกล่าวด้วย บริษัท อ. จึงขอเปิดการให้บริการใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบริษัท ด. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไป โดยบริษัท อ. จะส่งส่วนแบ่งรายได้ให้กับองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยตามสัญญาต่อไป ซึ่งบริษัท ด. มีบริษัท อ. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ต่อมาเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2545 บริษัท อ. มีหนังสือฉบับลงวันที่ 21 สิงหาคม 2545 ว่าบริษัท อ. มีความประสงค์ที่จะอนุญาตให้ผู้ให้บริการรายอื่นสามารถเข้ามาใช้เครือข่ายร่วมในเครือข่ายของบริษัท อ. ได้ โดยคิดค่าใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ในอัตรานาทีละ 2.10 บาท ทั่วประเทศ และรายได้จากการใช้เครือข่ายของบริษัท อ. จะไม่นำมาใช้คำนวณค่าส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาร่วมการงานของบริษัท อ. ในทำนองเดียวกัน บริษัท อ. มีความประสงค์จะใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่น โดยบริษัท อ. จะจ่ายค่าใช้เครือข่ายให้กับเจ้าของเครือข่ายนั้นในอัตรานาทีละ 2.10 บาท เช่นเดียวกัน ค่าใช้บริการบริษัท อ. เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการหักด้วยค่าใช้เครือข่ายดังกล่าวแล้ว จะนำมาคำนวณเป็นส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ร้องต่อไป ต่อมาในวันเดียวกันคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องมีการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวของบริษัท อ. มีข้อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณส่วนแบ่งรายได้บริษัท อ. เสนอว่า รายได้จากการให้ผู้บริการรายอื่นมาใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ยังต้องนำมาพิจารณาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ สำหรับรายจ่ายของบริษัท อ. จากการใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่น ถือเป็นภาระหน้าที่ของบริษัท อ. ที่จะต้องขยายเครือข่ายให้สามารถรองรับการให้บริการโดยบริษัท อ. จะเลือกวิธีการลงทุนสร้างโครงข่ายเพิ่มเติม หรือการใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่น ที่ประชุมมอบให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ประสานงานกับบริษัท อ. ก่อนนำเสนอคณะกรรมการผู้ร้องต่อไป ตามบันทึกการประชุมครั้งที่ 2/2545 ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2545 บริษัท อ. มีหนังสือฉบับลงวันที่ 26 สิงหาคม 2545 ว่า บริษัท อ. ขอปรับหลักการใช้เครือข่ายร่วมกัน หลังการเจรจาในรายละเอียดร่วมกับผู้ร้องเพิ่มเติมแล้วดังนี้ 1. ในกรณีที่ผู้ให้บริการรายอื่นเข้ามาใช้เครือข่ายร่วมในเครือข่ายของบริษัท อ. บริษัท อ. จะคิดค่าใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ และรายได้จากค่าใช้เครือข่ายของบริษัท อ. ดังกล่าวจะนำมาใช้คำนวณส่วนแบ่งรายได้กับผู้ร้องต่อไป และ 2. ในกรณีที่บริษัท อ. ไปใช้เครือข่ายร่วมของผู้ให้บริการรายอื่น บริษัท อ. จะจ่ายค่าใช้บริการเครือข่ายให้กับเจ้าของเครือข่ายนั้น ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 นาที ทั่วประเทศ และรายได้จากค่าใช้บริการบริษัท อ. เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการหักด้วยค่าใช้เครือข่ายดังกล่าวแล้วจะนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ร้องต่อไป ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2545 คณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องมีการประชุมพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวของบริษัท อ. มีข้อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัท อ. เสนอซึ่งที่ประชุมมีความเห็นเป็น 2 แนวทาง คือ 1. ฝ่ายบริหารผลประโยชน์มีความเห็นว่า ตามสัญญาระหว่างผู้ร้องกับบริษัท อ. ข้อ 9 บริษัท อ. ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินบริการ และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมด ประกอบกับสัญญาข้อ 16 บริษัท อ. ต้องจัดหาอุปกรณ์เพื่อให้บริการได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ ฝ่ายบริหารผลประโยชน์จึงมีความเห็นว่าการคำนวณส่วนแบ่งรายได้ไม่ควรที่จะต้องหักด้วย ค่าใช้บริการเครือข่ายร่วมของผู้ให้บริการรายอื่น (ค่าโรมมิ่ง) ที่บริษัท อ. จ่ายให้แก่เจ้าของโครงข่ายอื่นเพราะเป็นภาระหน้าที่ของบริษัท อ. ตามสัญญาอยู่แล้ว นอกจากนี้ กรณีที่บริษัท อ. ทำการส่งเสริมการตลาดจนมีบางส่วนที่ไม่มีรายได้ หรือมีรายได้ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการน้อยกว่าค่าโรมมิ่งที่บริษัท อ. ต้องจ่ายให้แก่เจ้าของโครงข่ายอื่น ก็จะมีผลกระทบทำให้ส่วนแบ่งรายได้ที่คำนวณมามีผลติดลบได้ อย่างไรก็ดี หากจะคำนวณส่วนแบ่งรายได้โดยหักค่าโรมมิ่งที่บริษัท อ. จ่ายให้แก่เจ้าของโครงข่ายอื่นก่อนก็ควรมีมาตรการป้องกันผลกระทบในประเด็นนี้ไว้ด้วยเพื่อจะมิได้เกิดปัญหาโต้แย้งกันเกี่ยวกับวิธีการในการปฏิบัติติดตามมาภายหลังเมื่อผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ร้องแล้ว และ 2. ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องมีความเห็นว่า โดยปกติการไปโรมมิ่งกับผู้ให้บริการรายอื่นจะใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นเพราะรายได้ที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการจะต้องแบ่งให้กับเจ้าของโครงข่าย ทำให้มีรายได้น้อยกว่าการใช้เครือข่ายของตนเอง แต่ก็ประหยัดเงินลงทุนสร้างเครือข่าย และกรณีที่ผู้ประกอบการใช้เครือข่ายที่สร้างไว้ยังไม่เต็มขีดความสามารถ การให้ลูกข่ายของผู้ให้บริการรายอื่นมาโรมมิ่งก็เป็นรายได้ที่เสริมเพิ่มขึ้น และอาจเทียบเคียงได้กับการโรมมิ่งระหว่างประเทศที่มีการหักค่าใช้โครงข่ายจากอัตราค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ นอกจากนี้ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการแต่ละรายอาจมีทั้งส่วนที่ให้ผู้อื่นร่วมใช้ และส่วนที่ไปใช้เครือข่ายของผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งในกรณีที่โครงข่ายของตนเองได้ถูกใช้เต็มที่แล้วและขยายไม่ได้ การไปใช้เครือข่ายของผู้อื่นก็ทำให้เกิดรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นประโยชน์กับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และในทางเทคนิคสามารถตรวจสอบการโรมมิ่งได้ ที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายบริหารผลประโยชน์ปรับเอกสารวาระโดยนำข้อพิจารณาของที่ประชุมมาพิจารณาและใช้ประโยชน์ แล้วนำเสนอคณะกรรมการผู้ร้องโดยเร็วต่อไป ตามบันทึกการประชุมครั้งที่ 3/2545 ต่อมาวันที่ 29 สิงหาคม 2545 ฝ่ายบริหารผลประโยชน์จัดทำร่างวาระตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องเพื่อเสนอคณะกรรมการผู้ร้อง โดยจัดทำความเห็นของผู้ร้องในส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณส่วนแบ่งรายได้ที่บริษัท อ. เสนอว่า 3.1 ข้อสัญญาที่เกี่ยวข้อง สัญญาข้อ 9 กำหนดว่า บริษัทต้องเป็นผู้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้ และรับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินบริการและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์ทั้งหมด สัญญาข้อ 16 กำหนดว่า บริษัทต้องจัดหาอุปกรณ์ Cellular 900 เพื่อให้เปิดบริการได้ตามประมาณการลงทุนแผนการติดตั้งและสามารถบริการได้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการและต้องให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ และสัญญาข้อ 30 กำหนดในเรื่องการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นอัตราร้อยละของรายได้และผลประโยชน์อื่นใดที่บริษัทพึ่งได้รับในรอบปีก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีใด ๆ และ ข้อ 3.2 ว่า ค่าใช้เครือข่ายร่วมกัน (โรมมิ่ง) ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของบริษัท ซึ่งบริษัทต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามข้อกำหนดในสัญญาข้อ 9 และข้อ 16 รวมถึงการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้ร้องตามสัญญาข้อ 30 รายได้ที่นำมาคำนวณต้องเป็นรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษีใด ๆ วันที่ 30 สิงหาคม 2545 จำเลยที่ 1 เรียกนายสุวิทย์ และนายวรุธ ฝ่ายบริหารผลประโยชน์เข้าหารือที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมอยู่ด้วย จำเลยที่ 2 เป็นผู้ปรับแก้ไขเอกสารดังกล่าว แล้วสั่งให้นายพิชัย ผู้จัดการส่วนเลขานุการคณะกรรมการผู้ร้องนำเอกสารวาระดังกล่าวไปปรับแก้ไขใหม่โดยไม่มีส่วนความเห็นของผู้ร้องที่จัดทำโดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์ข้างต้นและมีเพิ่มเป็นข้อ 3.2 ว่า เนื่องจากบริษัท อ. ให้บริการโดยได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่เพียง 7.5 MHz ตามที่ผู้ร้องได้รับการจัดสรรมา ขณะที่ Operator รายอื่น 3 ราย รวมกันได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่รวมกันมากถึง 75 MHz ทำให้บริษัท อ. มีขีดความสามารถของโครงข่ายจำกัดกว่า Operator รายอื่น และขณะนี้ก็ได้วางโครงข่ายเต็มที่มากที่สุดในบรรดาผู้ให้บริการทั้งหมดที่มีในปัจจุบันและเต็มความสามารถทางเทคนิคที่จะจัดพื้นที่บริการได้ตามคลื่นความถี่ที่ได้รับการจัดสรรแล้ว ทำให้เกิดสภาพมีพื้นที่ที่ไม่สามารถตั้งสถานีฐานรองรับการบริการได้ ประกอบกับผู้ใช้บริการของบริษัท อ. ที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หากจะขยายเพิ่มเติมก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องจัดหาความถี่เพิ่มเติมให้ ซึ่งไม่สามารถทำได้ จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการใช้โครงข่ายร่วมกับผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อลดข้อจำกัดทางเทคนิค ดังนั้น ในหลักการผู้ร้องก็ควรร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้โครงข่ายร่วมในฐานะผู้รับผิดชอบจัดหาคลื่นความถี่ให้กับคู่สัญญา และข้อ 3.3 ว่า เนื่องจากการใช้โครงข่ายร่วมกันเป็นกรณีที่ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการในพื้นที่ปกติ ไม่สามารถใช้ได้ในโครงข่ายของตนเอง การที่ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการนอกพื้นที่บริการได้ทำให้เกิดรายได้พิเศษเพิ่มขึ้นจากขอบเขตบริการปกติ ดังนั้นในกรณีที่บริษัทผู้ได้รับอนุญาตไปใช้โครงข่ายอื่นเพื่อทำให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในพื้นที่นอกเขตบริการซึ่งไม่เคยมีรายได้จึงเป็นประโยชน์ทั้งตัวผู้ใช้บริการและทำให้การร่วมให้บริการระหว่างผู้ร้องและบริษัทผู้ได้รับอนุญาตได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นจากรายได้ดังกล่าว อย่างไรก็ดี เนื่องจากรายได้พิเศษดังกล่าวที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เกิดจากโครงข่ายของตนเอง จำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายในการใช้โครงข่ายของผู้ให้บริการรายอื่นด้วย ดังนั้น ตามข้อเท็จจริงรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษดังกล่าว เมื่อนำมาแบ่งรายได้โดยหักค่าใช้โครงข่ายก่อนก็น่าจะยอมรับได้ ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2545 คณะกรรมการผู้ร้องประชุมและอนุมัติในส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณส่วนแบ่งรายได้ตามที่บริษัท อ. เสนอ คือ 1. กรณีที่ผู้ให้บริการรายอื่นมาใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) กับเครือข่ายของบริษัท อ. ในอัตรานาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ รายได้จากการใช้เครือข่ายของบริษัท อ. จะนำมาใช้คำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ร้อง และ 2. กรณีบริษัท อ. ไปใช้เครือข่ายร่วม (โรมมิ่ง) ของผู้ให้บริการรายอื่น บริษัท อ. จะจ่ายค่าใช้เครือข่ายนั้น ในอัตราค่านาทีละไม่เกิน 3 บาท ทั่วประเทศ รายได้จากค่าใช้บริการที่บริษัท อ. เรียกเก็บหักด้วยค่าใช้เครือข่ายดังกล่าวแล้วนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้กับผู้ร้องต่อไป ต่อมาวันที่ 20 กันยายน 2545 ผู้ร้องและบริษัท อ. ทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ครั้งที่ 7) มีผลบังคับวันที่ 1 ตุลาคม 2545 วันที่ 30 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ตามสัญญาจ้าง และวันที่ 1 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 2 เกษียณอายุราชการ วันที่ 30 มิถุนายน 2551 คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐส่งมอบสำนวนการไต่ส่วนกรณีกล่าวหานายทักษิณ กระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้อง ทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติโดยอาศัยอำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน 2545 ข้อ 11 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้บริษัท อ. ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ครั้งที่ 7) เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วมกันกับของผู้ให้บริการรายอื่น และอนุญาตให้หักค่าใช้จ่ายจากการใช้เครือข่ายร่วมกันก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ผู้ร้อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 84 ที่ใช้อยู่ในขณะนั้น จะบัญญัติให้การกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ผู้กล่าวหายื่นคำกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่เกินสองปีก็ตาม แต่มาตรา 88 ก็บัญญัติไว้ว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รับคำกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 84 หรือมีเหตุอันสมควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหมวด 4 การไต่สวนข้อเท็จจริง ดังนั้น กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำต้องคำนึงว่า จำเลยทั้งสองพ้นจากตำแหน่งมาเกินกว่าสองปีแล้วหรือไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ครั้งที่ 7) นั้น ขัดต่อสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งเป็นสัญญาหลักหรือไม่ เห็นว่า สัญญาหลัก ข้อ 9 ระบุว่าบริษัท (บริษัท อ. ) ต้องเป็นผู้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์แห่งสัญญานี้ และรับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินบริการและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาอุปกรณ์ทั้งหมด ข้อ 12 ระบุว่าการดำเนินงานตามสัญญานี้ไม่ว่า การบริหาร การหาผู้ใช้บริการ การโฆษณาหรือการทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอกหรือผู้ใช้บริการก็ดี บริษัทเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการเองในนามบริษัท บรรดาภาระผูกพันทั้งหลายที่บริษัทมีต่อบุคคลภายนอก องค์การ ท. จะไม่รับผิดชอบทั้งสิ้น และข้อ 30 ระบุว่าบริษัทต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้ องค์การ ท. เป็นรายปี ตามหลักประกันขั้นต่ำ หรืออัตราร้อยละของรายได้หรือผลประโยชน์อื่นใดที่บริษัทพึงได้รับในรอบปีก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีใด ๆ ทั้งสิ้น จำนวนไหนมากกว่าให้ถือเอาจำนวนนั้น จากข้อสัญญาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการดำเนินการตามสัญญาของบริษัท อ. ไม่ว่าจะมีค่าใช้จ่ายใด ๆ หรือค่าภาษีเกิดขึ้น บริษัท อ. จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเองทั้งสิ้น ไม่อาจจะนำมาหักค่าใช้จ่ายและค่าภาษีดังกล่าวออกก่อนได้ ดังนั้น กรณีที่บริษัท อ. ไปใช้เครือข่ายของผู้บริการรายอื่น บริษัท อ. ก็จะต้องรับผิดชอบในค่าใช้จ่ายเองทั้งสิ้น โดยไม่อาจตีความเป็นอย่างอื่นไปได้ ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ครั้งที่ 7) ที่ยอมให้บริษัท อ. หักค่าใช้เครือข่ายของผู้ให้บริการรายอื่นก่อน จึงขัดต่อสัญญาหลัก

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปอีกว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องครั้งที่ 3/2545 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 ในวาระที่ 4.2 ที่ประชุมพิจารณาข้อเสนอของบริษัท อ. แล้วมีความเห็นเป็นสองแนวทาง โดยแนวทางแรก ข้อ 2.1 เป็นความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ส่วนแนวทางที่สอง ข้อ 2.2 เป็นความเห็นของที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้อง เมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องครั้งที่ 3/2545 มีมติควรนำเสนอคณะกรรมการผู้ร้องพิจารณาตามหลักการที่บริษัท อ. เสนอโดยมีมาตรการป้องกันผลกระทบตามที่ฝ่ายบริหารผลประโยชน์เสนอไว้ด้วย การที่นายวรุธ ทำเอกสารวาระในทำนองไม่เห็นด้วยกับการคำนวณส่วนแบ่งรายจึงไม่ถูกต้องเพราะที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้อง ได้มีการปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้จนได้ข้อยุติและมีมติโดยให้นำเสนอความเห็นที่แบ่งออกเป็นสองแนวทาง ทั้งความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ที่ไม่เห็นด้วยกับการให้หักค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่งก่อนนำมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการผู้ร้องเพื่อพิจารณา ซึ่งนายวรุธก็เห็นพ้องในมติดังกล่าวด้วย ดังนั้น การที่นายวรุธจัดทำเอกสารนำเสนอวาระที่มีเพียงความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ที่ไม่เห็นด้วยกับการให้หักค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่งดังกล่าวจึงต่างไปจากมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้อง เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้ร้องและประธานคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้อง ทราบจากจำเลยที่ 2 ถึงความไม่ถูกต้องดังกล่าว และยังคงเพิกเฉยหรือละเลยไม่แก้ไข ปล่อยให้มีการจัดทำเอกสารวาระที่ต่างไปจากมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมเสนอต่อคณะกรรมการผู้ร้องอาจเกิดความเสียหายต่อผู้ร้องได้ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเรียกฝ่ายบริหารผลประโยชน์คือนายสุวิทย์ และนายวรุธ มาหารือจนได้ข้อสรุปให้ปรับแก้เอกสารวาระให้ตรงตามมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องครั้งที่ 3/2545 ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจ้างบริหาร ข้อ 2 ที่จะต้องบริหารกิจการของผู้ร้องให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย ระเบียบ คำสั่งของผู้ร้อง และดำเนินงานอื่น ๆ ในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์และผลดีต่อผู้ร้อง แม้ว่าในการปรับแก้เอกสารวาระ จำเลยที่ 1 จะได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมไปจากมติที่ประชุมว่า บริษัท อ. มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถวางโครงข่ายเพิ่มได้อีก จำเป็นต้องไปใช้เครือข่ายร่วมกันของผู้ให้บริการรายอื่น ผู้ร้องควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้โครงข่ายในฐานะผู้รับผิดชอบจัดหาคลื่นความถี่ให้บริษัท อ. การคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้ร้องหลังจากหักด้วยค่าใช้เครือข่ายร่วมกัน (โรมมิ่ง) น่าจะยอมรับได้และไม่ขัดต่อสัญญาหลักก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงซึ่งมีการหยิบยกขึ้นหารือกันในคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมแล้วอันจะช่วยให้การพิจารณาปัญหาดังกล่าวชัดเจนขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ร้อง ซึ่งมิได้เป็นการบิดเบือนหรือทำให้มติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องครั้งที่ 3/2545 เปลี่ยนไปแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ปิดบังข้อเท็จจริงความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ทั้งไม่ใช่หน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่จะต้องนำความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการผู้ร้อง การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาโดยสุจริต นั้น เห็นว่า แม้นายวรุธจัดทำเอกสารนำเสนอวาระการประชุมที่มีความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ที่ไม่เห็นด้วยกับการให้หักค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่ง ซึ่งต่างไปจากมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้องดังที่จำเลยที่ 1 อ้างก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองเรียกฝ่ายบริหารผลประโยชน์คือนายสุวิทย์และนายวรุธมาหารือเพื่อให้ปรับแก้เอกสารวาระการประชุมดังกล่าวนั้น ก็ปรากฏว่ามีการปรับแก้เอกสารไม่ตรงกับมติที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองวาระการประชุมของคณะกรรมการผู้ร้อง ครั้งที่ 3/2545 ที่มีความเห็นเป็น 2 แนวทาง ตามข้อ 2.1 และ 2.2 ซึ่งในข้อ 2.1 เป็นความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ แต่ในร่างเอกสารเสนอคณะกรรมการของผู้ร้อง กลับไม่ปรากฏความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ตามข้อ 2.1 ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการหักค่าโรมมิ่งที่บริษัท อ. จ่ายให้กับเจ้าของโครงข่ายอื่นก่อนแต่กลับมีข้อความที่สนับสนุนข้อเรียกร้องของบริษัท อ. ตามข้อ 3.2 และ 3.3 ซึ่งไม่เคยมีปรากฏอยู่ในเอกสาร ทั้งในข้อ 3.3 ยังระบุในตอนท้ายว่า เมื่อนำมาแบ่งรายได้โดยหักค่าใช้จ่ายโครงข่ายก่อนก็น่าจะยอมรับได้ ซึ่งข้อความข้อ 3.2 และ 3.3 เป็นข้อความที่โน้มน้าวให้คณะกรรมการของผู้ร้องคล้อยตามความเห็นสนับสนุนข้อเสนอของบริษัท อ. ข้างต้น แม้กรรมการของผู้ร้องแต่ละคนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง แต่การจะพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด ย่อมจะต้องอาศัยข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากทราบข้อโต้แย้งของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ข้างต้นด้วยย่อมทำให้คณะกรรมการของผู้ร้องได้ฉุกคิดและใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่นำความเห็นของฝ่ายบริหารผลประโยชน์ใส่ไว้ในเอกสารเสนอกรรมการผู้ร้อง ทั้งยังเพิ่มเติมความเห็นในทำนองสนับสนุนข้อเรียกร้องของบริษัท อ. เช่นนี้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ต้องการให้คณะกรรมการของผู้ร้องเห็นชอบตามข้อเสนอของบริษัท อ. โดยยอมให้หักค่าใช้จ่ายที่บริษัท อ. จ่ายให้ผู้บริการรายอื่นก่อนแล้ว จึงนำรายได้ส่วนที่เหลือมาคำนวณส่วนแบ่งรายได้ให้แก่ผู้ร้องอันเป็นการไม่รักษาผลประโยชน์สูงสุดของผู้ร้อง จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ของผู้ร้องโดยทุจริต ซึ่งเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 แต่ทางไต่สวนไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีอำนาจทำข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตให้บริษัท อ. ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 (ครั้งที่ 7) ด้วยตนเอง แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการผู้ร้องโดยต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการของผู้ร้อง จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดตามหน้าที่ คงมีแต่อำนาจบริหารกิจการของผู้ร้องตามที่คณะกรรมการของผู้ร้องมอบหมายเท่านั้น การเข้าทำสัญญาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นไปตามมติของคณะกรรมการของผู้ร้องย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามมาตรา 11 เพียงบทเดียว

สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้นำเอกสารประกอบวาระการประชุมที่จัดทำโดยฝ่ายบริหารผลประโยชน์ ไปปรึกษาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 เรียกนายสุวิทย์และนายวรุธเข้าหารือที่ห้องทำงานของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมอยู่ด้วย และจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปรับแก้ไขเอกสารดังกล่าวนำไปจัดพิมพ์ใหม่ ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่จำเลยที่ 2 เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และเป็นเลขานุการคณะกรรมการของผู้ร้องมีหน้าที่ดูแลสำนักเลขานุการของผู้ร้องและจัดระเบียบวาระเรื่องที่จะนำเข้าประชุมคณะกรรมการ มิได้มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือ จำเลยที่ 1 ก่อนหรือขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว และสมควรกำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยทั้งสองสำหรับข้อเท็จจริงในคดีอื่นที่จำเลยทั้งสองอ้างมานั้น ก็มีข้อแตกต่างจากคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงได้ ฎีกาอื่นของจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง แม้จะวินิจฉัยต่อไปก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนตามฎีกาของจำเลยทั้งสองของโจทก์และผู้ร้อง ซึ่งจำเลยทั้งสองฎีกาในประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องขาดอายุความละเมิด นั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องเรียกร้องค่าเสียหายจากมูลความผิดที่มีโทษทางอาญา จึงต้องใช้อายุความทางอาญาซึ่งยาวกว่ามาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคสอง ซึ่งพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 มีอัตราโทษสูงสุดจำคุกสิบปี จึงมีอายุความ 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำความผิดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2559 คดีจึงไม่ขาดอายุความ

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองของโจทก์และผู้ร้อง ซึ่งจะได้วินิจฉัยรวมกันไปว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องหรือไม่เพียงใด เห็นว่า เมื่อรับฟังได้ข้างต้นแล้วว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด การกระทำของจำเลยทั้งสองย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง โดยขาดประโยชน์ที่ควรได้รับจากบริษัท อ. แต่การแก้ไขสัญญาหลักตามข้อตกลงต่อท้ายสัญญาหลัก (ครั้งที่ 7) นั้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของผู้ร้องด้วย จึงอาจจะต้องมีผู้อื่นที่ร่วมรับผิดกรณีนี้ด้วย จำเลยทั้งสองจึงไม่ควรต้องรับผิดในค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวน ส่วนจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นเพียงผู้สนับสนุนในความผิดทางอาญา แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องความรับผิดทางแพ่ง ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยทั้งสองต่างมีส่วนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จึงต้องร่วมรับผิดเท่าๆ กัน และจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์และผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ให้จำคุก 6 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ให้จำคุก 4 ปี เมื่อลดโทษให้คนละหนึ่งในสามแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับดอกเบี้ยในต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยทั้งสองชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2559 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง แต่ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 ม. 8 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — อัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง — นายสุดสาคร เวชยชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ ตันไชย
ชื่อองค์คณะ
ก่อพงศ์ สุวรรณจูฑะ
วยุรี วัฒนวรลักษณ์
กฤตพงศ์ เอี่ยมวรเมธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2565
#706349
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โดยได้กล่าวถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด เวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่าสถานที่เกิดการนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสถานที่ที่เกิดการเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ กับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงคือที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งยังบรรยายถึงกระเป๋าเดินทางที่ใช้บรรจุนอแรดของกลางอันเป็นการบรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ส่วนการบรรยายรายละเอียดในเรื่องที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดของกลางซึ่งเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือทั้งสองฐานตามที่พิจารณาได้ความ ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดซึ่งเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี และเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2, 27 ดังนี้ ในขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ปรากฏว่ามี พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน ซึ่งตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่งและมาตรา 244 วรรคหนึ่ง ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิด เพียงแต่แก้ไขบทกำหนดโทษเท่านั้น กรณีจึงมิใช่การยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิม การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมายเดิมโดยมิได้อ้างกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วมาด้วย จึงถือว่าเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 245 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือสมคบกันในการกระทำความผิดตามมาตรา 242 มาตรา 243 หรือมาตรา 244 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในการกระทำความผิดนั้น" แสดงให้เห็นชัดเจนว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มิได้ยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องตัวการร่วม

ป.วิ.อ. มาตรา 134 บัญญัติบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหานั้น มีเจตนารมณ์เพียงเพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าจะถูกสอบสวนในเรื่องใดและทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด โดยไม่จำต้องแจ้งทุกข้อหา ทุกตัวบทกฎหมาย ทุกมาตราและทุกกระทงความผิดเสมอไป ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ก่อนทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดแล้ว จากนั้นจึงได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยแต่ละคนว่า "ร่วมกันนำหรือพาของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอันถูกต้องหรือของต้องจำกัด ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 นำเข้าสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า ชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเข้าซากของสัตว์ป่าชนิดที่ต้องมีใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้าตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 และนำเข้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ซึ่งข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่ารวมถึงการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรซึ่งก็เป็นความผิดที่บัญญัติอยู่ใน พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ด้วย กรณีจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร แก่จำเลยทั้งสามและมีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำพา นำเข้า นอแรดขาว 19 ชิ้น นอแรดดำ 2 ชิ้น รวม 21 ชิ้น น้ำหนัก 49.4 กิโลกรัม ราคารวม 49,400,000 บาท อันเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ประกาศกำหนดห้ามนำเข้าและส่งออกตามประกาศกระทรวงและบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวง และเป็นซากสัตว์ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี เหตุเกิดที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และเมืองไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 23, 47 พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 31, 68, 78 การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกตามฟ้องจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย เมื่อเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 20 แห่ง ป.วิ.อ. บัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ในกรณีมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจึงสามารถมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าอัยการสูงสุดมอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ และให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมกับพนักงานอัยการที่แต่งตั้งมาดำเนินการสอบสวนร่วมตามหนังสือเรื่องมอบหมายหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและมอบหมายให้พนักงานอัยการร่วมสอบสวนในคดีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ดังนี้ พนักงานสอบสวนที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์มีอำนาจฟ้อง

นอแรดเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดตามความหมายของ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด แต่เนื่องจาก พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่แต่มีระวางโทษปรับเบากว่า พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ดังนั้นในส่วนของระวางโทษจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามมากกว่าตาม ป.อ. มาตรา 3 นอกจากนี้ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใด ๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของใด ๆ เข้ามา จะพึงถือว่าเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้ ท่านให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จ แต่ขณะที่เรือซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง" มาตรา 10 ทวิ บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" และตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2480 มาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า "เรือกำปั่น" หรือ "เรือ" ให้มีความหมายรวมถึงอากาศยาน ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแต่ขณะที่อากาศยานซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากอากาศยาน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา อันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดและจะนำออกไปจากท่าอากาศยานจึงเป็นความผิดต่อเนื่องจากการที่พวกของจำเลยที่ 1 ลักลอบขนนอแรดของกลางอันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ สำหรับความผิดฐานเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลนั้น เมื่อของกลางดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษีเนื่องจากเป็นของต้องห้าม การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้ เมื่อปรากฏว่าการนำเข้านอแรดจะต้องได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และต้องได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 กับบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกาเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้านอแรดซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และนอแรดของกลางเป็นซากสัตว์ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2, 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 23, 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 31, 68, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลาง นับโทษของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3459/2559 ของศาลจังหวัดอุดรธานี

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 (ที่ถูก มาตรา 31 วรรคหนึ่ง), 68 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ริบของกลาง ในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3459/2559 ของศางจังหวัดอุดรธานี เมื่อความปรากฏแก่ศาลว่าในคดีดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 40,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 3 ปี จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอ และเมื่อศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษภายหลังที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่อาจบวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ (ที่ถูก ไม่ต้องวินิจฉัยเรื่องบวกโทษ)

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในข้อหาความผิดฐานนำเข้าซึ่งซากของสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 และฐานนำเข้าซึ่งซากสัตว์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 ให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง แต่ระวางโทษให้บังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 3 ฐานเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาลที่จะต้องเสียสำหรับของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่ระวางโทษให้บังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนกำหนดโทษที่ลงแก่จำเลยที่ 3 ให้แก้เป็นจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า นอแรดของกลางมี 21 นอ แบ่งเป็นนอแรดขาว 19 นอ นอแรดดำ 2 นอ นอแรดดำและนอแรดขาวเป็นซากสัตว์ป่ากีบคี่ในวงศ์แรดซึ่งเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ใกล้สูญพันธุ์ อันมีแหล่งกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา ผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศเมื่อผ่านพิธีการคนเข้าเมืองแล้วก่อนที่จะออกสู่ด้านนอกอาคารผู้โดยสารเพื่อไปจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารจะต้องเดินผ่านช่องทางที่เรียกว่า ช่องเขียวและช่องแดง ช่องเขียวหมายความว่า ผู้โดยสารไม่มีของที่ต้องสำแดงเพื่อเสียค่าภาษีศุลกากรหรือไม่มีของต้องจำกัดหรือต้องห้ามนำเข้าราชอาณาจักรติดตัวมาด้วยและจะสามารถเดินผ่านออกทางช่องทางนี้ได้เพราะไม่มีสิ่งของต้องสำแดง ส่วนช่องแดงหมายความว่า ผู้โดยสารมีสิ่งของต้องสำแดงเพราะต้องเสียค่าภาษีศุลกากรหรือต้องขอใบอนุญาตการนำของเข้ามาในราชอาณาจักรเนื่องจากเป็นของต้องจำกัดหรือเป็นของต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 1 เดินทางกลับจากราชอาณาจักรกัมพูชาด้วยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 581 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อเวลาประมาณ 11 นาฬิกา กระเป๋าสัมภาระของจำเลยที่ 1 จะถูกลำเลียงมาบนสายพานหมายเลข 15 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ไปรับจนเป็นกระเป๋าตกค้าง ขณะเดียวกันจำเลยที่ 2 เดินทางกลับจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามด้วยสายการบินเวียดเจ็ต เที่ยวบินที่ VZ 971 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 11.10 นาฬิกา เมื่อจำเลยที่ 1 เดินทางมาถึงบริเวณสายพานลำเลียงกระเป๋าเพื่อรับกระเป๋า จำเลยที่ 1 เดินไปที่สายพานหมายเลข 9 กระเป๋าเดินทางล้อลากยี่ห้อ AMERICAN TOURIST ของกลางถูกห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสทั้งใบคาดทับด้วยแถบสีเหลืองสองแถบ โดยที่กระเป๋ามีแถบแสดงข้อมูลการขนส่งกระเป๋าใบนี้อยู่ด้วย ซึ่งเป็นของสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ ET 628 ปลายทางกรุงเทพมหานคร โดยบนแถบแสดงข้อมูลการขนส่งกระเป๋าไม่ปรากฏรายละเอียดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของ สำหรับสายพานหมายเลข 9 เป็นสายพานสำหรับสัมภาระของผู้โดยสารของสายการบินเคนยาแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ KQ 886 ซึ่งมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 10 มีนาคม 2560 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา กระเป๋าของกลางส่งมากับเที่ยวบินที่ KQ 886 เมื่อกระเป๋าของกลางไหลมาตามสายพานหมายเลข 9 ในเวลา 13.20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งยืนรออยู่แล้วได้ตรงเข้าไปยกกระเป๋าของกลางออกจากสายพานนำไปวางไว้บนรถเข็นที่เตรียมไว้ จากนั้นจำเลยที่ 1 เข็นรถไปหาจำเลยที่ 2 ตามที่นัดกันไว้ที่บริเวณหน้าร้านค้าปลอดอากรใกล้สายพานหมายเลข 22 ซึ่งเป็นสายพานสำหรับสัมภาระของผู้โดยสารสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ ET 628 ขณะนั้นจำเลยที่ 3 ซึ่งเข้ามาในพื้นที่หวงห้ามนี้โดยใช้บัตรผ่านที่ร้อยตำรวจเอกไพศาลกับร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์จัดหาให้ได้เข้ามารอรับจำเลยที่ 2 พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิทั้งสองคนดังกล่าวซึ่งมาอำนวยความสะดวกในการผ่านพิธีการศุลกากรตามคำขอของจำเลยที่ 3 จากนั้นบุคคลทั้งห้าพากันเดินออกจากพื้นที่ดังกล่าวเพื่อผ่านช่องเขียว ขณะที่บุคคลทั้งห้ากำลังเดินตามกันเพื่อผ่านช่องเขียว โดยมีร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์เดินนำหน้านำจำเลยที่ 3 เข้าไปในบริเวณช่องเขียวซึ่งมีเครื่องเอกซเรย์วางอยู่ มีจำเลยที่ 1 เข็นรถเข็นตามมาติด ๆ ตามด้วยจำเลยที่ 2 ที่เดินมากับร้อยตำรวจเอกไพศาล ขณะเดียวกันนั้นเองเจ้าหน้าที่ศุลกากรคนหนึ่งสังเกตเห็นความผิดปกติได้เดินออกจากห้องห้องหนึ่งซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของช่องเขียวตรงเข้าหาจำเลยที่ 1 และแจ้งให้จำเลยที่ 1 นำกระเป๋าเข้ารับการตรวจโดยผ่านเครื่องเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่ศุลกากรคนอื่น ๆ ได้ช่วยกันกับจำเลยที่ 2 ที่เดินตรงเข้ามาช่วยยกกระเป๋าของกลางขึ้นสายพานของเครื่องเอกซเรย์ ขณะนั้นจำเลยที่ 3 ยืนติดกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 1 ยังคงยืนเกาะรถเข็นไม่ได้เข้าไปช่วยยก เมื่อยกกระเป๋าของกลางขึ้นสายพานแล้วจำเลยที่ 2 ปลีกตัวออกมาพูดบางอย่างกับจำเลยที่ 1 แล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชวนกันเดินแยกออกจากบริเวณนั้นไป โดยไม่รอผลการเอกซเรย์และพากันเดินออกนอกอาคารผู้โดยสาร เมื่อจำเลยที่ 3 หันกลับมาจึงพบว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่อยู่บริเวณนั้นแล้ว ขณะเดียวกันเมื่อเอกซเรย์กระเป๋าแล้วเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องพบว่าสิ่งของในกระเป๋าเป็นอินทรีย์วัตถุ (หมายถึง เป็นสิ่งมีชีวิต) จึงเดินมาพูดกับจำเลยที่ 3 ที่ยังยืนอยู่ที่เครื่องเอกซเรย์ และต่อมากระเป๋าของกลางถูกนำไปห้องสืบสวนและปราบปรามของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่อยู่ห่างออกไป โดยจำเลยที่ 3 เดินตามไปด้วย เมื่อเปิดกระเป๋าของกลางพบว่าภายในบรรจุนอแรดขาว 19 นอ กับนอแรดดำ 2 นอ น้ำหนักรวม 49.4 กิโลกรัม ราคาของรวมค่าภาษีแล้ว 49,400,000 บาท

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในประการแรกว่า คำฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่าง ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) โดยได้กล่าวถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด เวลาและสถานที่เกิดเหตุซึ่งสามารถเข้าใจได้ว่าสถานที่ที่เกิดการนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักร หรือสถานที่ที่เกิดการเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ กับการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงคือที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งยังบรรยายถึงกระเป๋าเดินทางที่ใช้บรรจุนอแรดของกลางอันเป็นการบรรยายถึงสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว ส่วนการบรรยายรายละเอียดในเรื่องที่จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดของกลางซึ่งเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยและลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานใดฐานหนึ่งหรือทั้งสองฐานตามที่พิจารณาได้ความ ถือได้ว่าเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยทั้งสามเข้าใจข้อหาได้ดี จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ดังนั้น ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการต่อไปว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 อันจะทำให้ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำนอแรดซึ่งเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี และเป็นของที่มีแหล่งกำเนิดในต่างประเทศ ยังไม่ได้เสียภาษี ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้องเข้ามาในราชอาณาจักร และโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายให้นำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงบทกฎหมายและข้อจำกัดใด ๆ อันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล หรือโดยเจตนาร่วมกันหลีกเลี่ยงข้อห้าม หรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น และมีคำขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 2, 27 ดังนี้ ในขณะกระทำความผิดการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2560 ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2560 บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และให้ใช้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 แทน ซึ่งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 243 วรรคหนึ่ง และมาตรา 244 วรรคหนึ่ง ยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิด เพียงแต่แก้ไขบทกำหนดโทษเท่านั้น กรณีจึงมิใช่การยกเลิกการกระทำอันเป็นความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายเดิม การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามกฎหมายเดิมโดยมิได้อ้างกฎหมายใหม่ที่มีผลใช้บังคับภายหลังที่โจทก์ยื่นฟ้องแล้วมาด้วย จึงถือว่าเป็นการอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนี้เป็นความผิดแล้ว ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องการเป็นตัวการร่วมแล้ว การร่วมกันกระทำการตามฟ้องจึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไปนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 245 บัญญัติว่า "ผู้ใดเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน หรือสมคบกันในการกระทำความผิดตามมาตรา 242 มาตรา 243 หรือมาตรา 244 ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการในการกระทำความผิดนั้น" แสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มิได้ยกเลิกบทบัญญัติในเรื่องตัวการร่วมดังที่จำเลยทั้งสามยกขึ้นอ้าง ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันในการหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากร หรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียค่าภาษีศุลกากรหรือไม่ เห็นว่า ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 บัญญัติบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหานั้น ก็เพื่อให้ผู้ต้องหาทราบว่าจะถูกสอบสวนในเรื่องใดและทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด โดยไม่จำต้องแจ้งทุกข้อหา ทุกตัวบทกฎหมาย ทุกมาตราและทุกกระทงความผิดเสมอไป ดังนั้น เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า ก่อนทำการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตามลำดับ ทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดแล้ว จากนั้นจึงได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยแต่ละคนว่า "ร่วมกันนำหรือพาของที่ยังไม่ได้เสียค่าภาษีอันถูกต้องหรือของต้องจำกัด ต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักร (อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27) นำเข้าสัตว์ป่า ซากของสัตว์ป่า ชนิดที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต นำเข้าซากของสัตว์ป่าชนิดที่ต้องมีใบอนุญาต หรือใบรับรองให้นำเข้าตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต (อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47) และนำเข้าสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต (อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68)" จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ซึ่งข้อหาที่พนักงานสอบสวนแจ้งแก่จำเลยทั้งสามนั้นเป็นที่เข้าใจได้อยู่แล้วว่ารวมถึงการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรซึ่งก็เป็นความผิดที่บัญญัติอยู่ในพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ด้วย กรณีจึงถือได้ว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรแก่จำเลยทั้งสามและมีการสอบสวนในข้อหาดังกล่าวแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในข้อหาความผิดฐานร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรหรือเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากร ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการต่อไปว่า คดีนี้อัยการสูงสุดเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและมีอำนาจมอบอำนาจหน้าที่นี้ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันนำพา นำเข้า นอแรดขาว 19 ชิ้น (ที่ถูก นอ) นอแรดดำ 2 ชิ้น (ที่ถูก นอ) รวม 21 ชิ้น (ที่ถูก นอ) น้ำหนัก 49.4 กิโลกรัม ราคารวม 49,400,000 บาท อันเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 23 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ประกาศกำหนดห้ามนำเข้าและส่งออกตามประกาศกระทรวงและบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวง และเป็นซากสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร เข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี เหตุเกิดที่ตำบลหนองปรือ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และเมืองไนโรบี สาธารณรัฐเคนยา เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 6, 23, 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 4, 31, 68, 78 การกระทำของจำเลยทั้งสามกับพวกตามฟ้องจึงเป็นการกระทำความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยและได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยด้วย เมื่อเป็นความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 20 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ในกรณีมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้ อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจึงสามารถมอบหมายหน้าที่นั้นให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าอัยการสูงสุดมอบหมายให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีนี้ และให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ร่วมกับพนักงานอัยการที่แต่งตั้งมาดำเนินการสอบสวนร่วม ดังนี้ พนักงานสอบสวนที่ได้รับการแต่งตั้งครั้งนี้จึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวก็ไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นปลีกย่อยซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้วข้างต้นอีกเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับที่จำเลยทั้งสามฎีกาขอให้ยกฟ้องในความผิดฐานร่วมกันพยายามหลีกเลี่ยงข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 นั้น จะได้วินิจฉัยไปพร้อมกันกับฎีกาของโจทก์ที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งซากของสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 กับฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งซากสัตว์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 โดยมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามกับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งซากของสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 กับฐานร่วมกันนำเข้าซึ่งซากสัตว์โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 หรือไม่ โจทก์มีนายณรงค์ฤทธิ์ หัวหน้าด่านตรวจสัตว์ป่า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีหน้าที่ตรวจสอบใบอนุญาตนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าและปราบปรามการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เป็นพยานเบิกความว่า ผลการตรวจนอแรดของกลางปรากฏว่าเป็นนอแรดที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกาและนอแรดชนิดดังกล่าวอยู่ท้ายประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่องกำหนดชนิดสัตว์ป่าและซากของสัตว์ป่าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออก ตามประกาศลงวันที่ 27 มิถุนายน 2556 เป็นแรดที่อยู่ในบัญชีที่ 1 ลำดับที่ 256 และอาจอยู่ในบัญชีที่ 2 ลำดับที่ 260 ที่ระบุว่าเป็นแรดขาวถิ่นใต้ซึ่งมีจำนวนมาก สามารถค้าขายได้แต่ต้องมีใบอนุญาต โดยจะต้องมีใบอนุญาตส่งออกจากประเทศต้นทาง และใบอนุญาตนำเข้าจากประเทศปลายทาง สำหรับประเทศไทยจะไม่อนุญาตให้นำเข้านอแรด ยกเว้นสวนสัตว์ ดังนั้น นอแรดของกลางจึงมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกาและเป็นของต้องห้ามมิให้นำเข้าประเทศไทย ประกอบกับได้ความจากนายวีรวัฒน์ พนักงานของสายการบินเคนยาแอร์เวย์ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการโดยสารมีหน้าที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารทั้งก่อนและหลังลงเครื่องบินว่า กระเป๋าที่บรรจุนอแรดของกลางมากับตู้คอนเทนเนอร์ของสายการบินเคนยาแอร์เวย์และถูกลำเลียงขึ้นสายพานหมายเลข 9 ดังนั้น การที่นอแรดของกลางถูกตรวจพบในพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้โดยสารเครื่องบินที่เดินทางมาจากต่างประเทศ แสดงให้เห็นว่านอแรดของกลางต้องมีบุคคลขนมาทางเครื่องบินด้วยสายการบินเคนยาแอร์เวย์เข้าสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2560 เวลาประมาณ 13.30 นาฬิกา ได้ความจากนายเจอด หัวหน้างานวางแผนและประสานงานศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) มีหน้าที่ตรวจสอบเหตุการณ์ที่ไม่ปกติในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พยานโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2560 พยานได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจยึดกระเป๋าที่บรรจุนอแรดของกลาง พยานประสานกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่เกิดเหตุทั้งหมด พบว่ากระเป๋าที่บรรจุนอแรดของกลางรับมาจากสายพานหมายเลข 9 ของสายการบินเคนยาแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ KQ 886 โดยบรรจุมาในตู้คอนเทนเนอร์ตู้ที่ 1 เป็นกระเป๋าใบที่ 9 จำเลยที่ 1 นั่งรออยู่ตรงเสาใกล้กับสายพานหมายเลข 9 เดินไปหยิบกระเป๋าที่บรรจุนอแรดของกลาง จากนั้นพยานประสานกับสายการบินและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพบว่าจำเลยที่ 1 เดินทางไปกรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา เที่ยวบินที่ TG 584 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2560 เวลาประมาณ 13 นาฬิกา และรุ่งขึ้นเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเที่ยวบิน TG 581 ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องไปรับกระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 1 ที่สายพานหมายเลข 15 แต่จำเลยที่ 1 ไปนั่งรอบริเวณสายพานหมายเลข 9 และไม่ได้ไปรับกระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 1 จนถูกพบว่าเป็นกระเป๋าเดินทางสูญหายโดยสายการบินไทยและเก็บไว้ที่หลังสายพานหมายเลข 7 กระเป๋าดังกล่าวมีแท็กติดกระเป๋าระบุรายละเอียดเป็นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็เบิกความรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยกกระเป๋าของกลางออกมาจากสายพานหมายเลข 9 ในวันเกิดเหตุ แต่ต่อสู้ว่าเพื่อนจำเลยที่ 1 ชื่อนกโทรศัพท์ทางแอปพลิเคชั่นไลน์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่าจะให้เพื่อนไปพบที่สายพานหมายเลข 5 ต่อมามีชายมาแนะนำตัวว่าเป็นเพื่อนของนกจะพาไปเอากระเป๋าที่ตกค้าง จำเลยที่ 1 ถามชายคนดังกล่าวว่า กระเป๋าตกค้างที่ศูนย์ลอสแอนด์ฟาวด์หรือ ชายคนดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ไปนั่งรอที่สายพานหมายเลข 9 และแจ้งว่ากระเป๋าจะมีเทปคาด ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยินเสียงกระเป๋ามาตามสายพาน จำเลยที่ 1 จึงหยิบกระเป๋าของกลางขึ้นรถเข็น ในทำนองว่าจำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าภายในกระเป๋าของกลางเป็นของผิดกฎหมาย ที่ต้องขนกระเป๋าของกลางไปเป็นเพราะเพื่อนชื่อนกขอความช่วยเหลือนั้น ก็เป็นการผิดปกติวิสัยเพราะจำเลยที่ 1 ไม่สนใจที่จะนำกระเป๋าเดินทางของตนที่ติดตัวมาและปล่อยทิ้งไว้ที่สายพานหมายเลข 15 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ที่เดินทางออกจากประเทศไทยก่อนวันเกิดเหตุ 1 วัน รุ่งขึ้นวันเกิดเหตุก็เดินทางกลับถึงประเทศไทยในเวลาใกล้เคียงกับที่สายการบินเคนยาแอร์เวย์มาถึงประเทศไทยเพื่อที่จำเลยที่ 1 จะได้มีโอกาสอยู่ในพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ การที่จำเลยที่ 1 ยกกระเป๋าเดินทางที่บรรจุนอแรดของกลางออกจากสายพานแล้วเข็นออกมาเพื่อผ่านช่องทางที่ไม่มีของต้องสำแดงเพื่อนำของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดผ่านด่านตรวจศุลกากร เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรพบพิรุธจึงขอเอกซเรย์กระเป๋าของกลางแต่จำเลยที่ 1 ไม่รอให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจสอบกระเป๋าของกลางเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ จำเลยที่ 1 กลับเดินหลบออกไปจากอาคารผู้โดยสารอย่างเร่งรีบ บ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรู้ว่าสิ่งของที่บรรจุภายในกระเป๋าของกลางเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำกับบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแอฟริกา เมื่อนอแรดของกลางเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดตามความหมายของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้นตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 และแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะกระทำความผิด แต่เนื่องจากพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ แต่มีระวางโทษปรับเบากว่าพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 ดังนั้นในส่วนของระวางโทษต้องบังคับตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสามมากกว่าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 นอกจากนี้พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 41 บัญญัติว่า "ถ้ามีความจำเป็นด้วยประการใด ๆ เกี่ยวด้วยการศุลกากรที่จะกำหนดเวลาเป็นแน่นอนว่าการนำของใด ๆ เข้ามา จะพึงถือเป็นอันสำเร็จเมื่อไรไซร้ ท่านให้ถือว่าการนำของเข้ามาเป็นอันสำเร็จแต่ขณะที่เรือซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากเรือ หรือท่าที่มีชื่อส่งของถึง" มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ความรับผิดในอันจะต้องเสียค่าภาษีสำหรับของที่นำเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ" และตามพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2480 มาตรา 3 (1) วรรคสอง บัญญัติว่า "เรือกำปั่น" หรือ "เรือ" ให้มีความหมายรวมถึงอากาศยาน ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแต่ขณะที่อากาศยานซึ่งนำของเช่นนั้นได้เข้ามาในเขตท่าที่จะถ่ายของจากอากาศยาน ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา อันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดและจะนำออกไปจากท่าอากาศยานจึงเป็นความผิดต่อเนื่องจากการที่พวกของจำเลยที่ 1 ลักลอบขนนอแรดของกลางอันเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ สำหรับความผิดฐานเกี่ยวข้องด้วยประการใด ๆ ในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีศุลกากรอันเกี่ยวแก่การนำของเข้าโดยเจตนาร่วมกันจะฉ้อค่าภาษีของรัฐนั้น ได้ความจากนายธนิต ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากรพยานโจทก์ว่า ตามหนังสือแจ้งเรื่องการประเมินภาษีศุลกากรเป็นการประเมินตามพิกัดศุลกากรซึ่งใช้ระบบฮาโมไนซ์และระบุพิกัดว่า อยู่ในอัตราอากร 0 เปอร์เซ็นต์ พิกัดที่ 0507.90.90 ซึ่งหมายความว่าของกลางดังกล่าวไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากเป็นของต้องห้าม การกระทำของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงไม่เป็นความผิดฐานนี้ และเมื่อปรากฏว่าการนำเข้านอแรดจะต้องได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 และต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 กับบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกาเข้ามาในราชอาณาจักรจึงมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้านอแรดซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าชนิดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง และนอแรดของกลางเป็นซากสัตว์ซึ่งเป็นของต้องห้ามต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องได้รับใบอนุญาตจากอธิบดีในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เมื่อจำเลยที่ 1 กับพวกไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 กับพวกจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นพยานโจทก์ปากนายวีรวัฒน์ซึ่งเป็นพนักงานของสายการบินเคนยาแอร์เวย์ ตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการโดยสารเบิกความว่า กระเป๋าบรรจุนอแรดของกลางมากับตู้คอนเทนเนอร์ของสายการบินเคนยาแอร์เวย์และถูกลำเลียงขึ้นสายพานหมายเลข 9 และมีนายเจอดเป็นพยานเบิกความว่า พยานประสานงานกับสายการบินและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง พบว่าจำเลยที่ 2 เดินทางไปกรุงโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในวันเกิดเหตุ เวลา 5 นาฬิกา โดยสายการบินไลอ้อนแอร์ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง แล้วเดินทางกลับประเทศไทยในวันนั้นด้วยเที่ยวบินเวียดเจ็ต VZ 971 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 11.10 นาฬิกา จำเลยที่ 2 เดินผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแบบใช้เครื่องสแกนนิ้วช่องอัตโนมัติ แล้วไปรอที่สายพานหมายเลข 19 ต่อมาจำเลยที่ 2 ไปเข้าห้องน้ำบริเวณหลังสายพานหมายเลข 19 จากนั้นประมาณ 3 นาที จำเลยที่ 2 เดินออกมาพร้อมกระเป๋าลากใบเล็ก 1 ใบ มีร้อยตำรวจเอกไพศาลเป็นพยานเบิกความว่า พยานเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พยานรู้จักจำเลยที่ 3 เพราะเคยทำคดีและส่งสำนวนต่อจำเลยที่ 3 วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 13 นาฬิกา พยานได้รับการประสานงานจากจำเลยที่ 3 ขอให้ไปอำนวยความสะดวกในการรับเพื่อนสาวของจำเลยที่ 3 ที่เดินทางกลับจากประเทศสิงคโปร์ ถึงเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ขอให้พยานและร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์พาจำเลยที่ 3 เข้าไปบริเวณจุดรับผู้โดยสารขาเข้า พยานนำจำเลยที่ 3 เข้าไปทางช่องทางสำหรับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานโดยจะต้องมีบัตรอนุญาตจากส่วนกลางที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมอบให้สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งจะต้องมีการลงชื่อและแลกบัตรเข้าไป เมื่อได้รับบัตรแล้วก็สามารถสแกนเข้าไปในบริเวณจุดรับผู้โดยสารขาเข้าได้ พยานและร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์แต่งกายเครื่องแบบตำรวจพาจำเลยที่ 3 ไปที่บริเวณสายพานหมายเลข 22 สักครู่หนึ่งจำเลยที่ 1 เข็นรถเข็นมาที่บริเวณสายพานหมายเลข 22 มีจำเลยที่ 2 ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับจำเลยที่ 1 พยานทักทายจำเลยที่ 2 เพราะเคยพบและเคยมารับจำเลยที่ 2 ที่สนามบิน 2 ครั้ง จำเลยที่ 2 เป็นเพื่อนสาวของจำเลยที่ 3 จากนั้นทั้งหมดก็พากันเดินออกมาโดยมีจำเลยที่ 1 เดินนำหน้า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินตาม ร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์เดินใกล้กับจำเลยที่ 3 ส่วนพยานอยู่ด้านหลัง แล้วทั้งหมดพากันไปที่ร้านคิงเพาเวอร์ จากนั้นพากันเดินไปทางช่องสีเขียว C มีจำเลยที่ 1 เข็นรถที่มีกระเป๋าของกลางนำหน้า จำเลยที่ 2 เดินตาม ร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์กับจำเลยที่ 3 เดินมาใกล้ ๆ เจ้าหน้าที่ศุลกากรเกิดความสงสัยจึงดึงกระเป๋าของกลางที่จำเลยที่ 1 เข็นมาไปตรวจโดยนำเข้าเครื่องเอกซเรย์ จากการเอกซเรย์เจ้าหน้าที่ศุลกากรเชื่อว่าน่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมายเพราะมีลักษณะเป็นเขาสัตว์ซุกซ่อนในกระเป๋าของกลาง เจ้าหน้าที่ศุลกากรสอบถามว่ากระเป๋าเป็นของผู้ใด ร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่าจำเลยที่ 3 เป็นพนักงานอัยการ ร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์และพยานมาอำนวยความสะดวกให้ ระหว่างนั้นไม่เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว และโจทก์มีร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์เป็นพยานเบิกความว่า พยานดำรงตำแหน่งรองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พยานเห็นจำเลยที่ 2 ประมาณ 3 ครั้ง และทราบจากจำเลยที่ 3 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นคนรักของจำเลยที่ 3 พยานเคยพบจำเลยที่ 3 ก่อนที่จะมารับราชการที่จังหวัดสมุทรปราการโดยขณะนั้นพยานรับราชการที่จังหวัดอ่างทอง พี่ชายของพยานเคยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานลักลอบนำนอแรดและซากสัตว์ป่าเข้ามาในราชอาณาจักรที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ขณะนั้นพยานปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรสอบสวน พยานได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 3 ว่าจะมารับคนรักที่เดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์ และจำเลยที่ 3 ได้แจ้งต่อร้อยตำรวจเอกไพศาลด้วย โดยจำเลยที่ 3 แจ้งให้พยานและร้อยตำรวจเอกไพศาลพาจำเลยที่ 3 ไปรับคนรักที่สายพานรับกระเป๋าเดินทาง โดยก่อนหน้านี้พยานเคยอำนวยความสะดวกแก่จำเลยที่ 3 ในลักษณะเดียวกันนี้ 3 ครั้ง เวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ไปที่สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อมารับบัตรอนุญาตเข้าพื้นที่หวงห้ามในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นบัตรที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมอบให้สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสำหรับอำนวยความสะดวกผู้บังคับบัญชาระดับสูงในการขอเข้าพื้นที่หวงห้าม ต่อมาเวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 3 พาพยานไปดื่มกาแฟที่ร้านสตาร์บัคส์ ระหว่างนั้นพยานได้ยินเสียงโทรศัพท์ จำเลยที่ 3 แจ้งพยานว่าจำเลยที่ 2 มาถึงแล้ว พยานจึงพาจำเลยที่ 3 ไปที่ช่องอนุญาตสำหรับผู้ติดบัตรอนุญาตเข้าพื้นที่หวงห้าม ชั้น 2 ประตู 4 ก่อนเข้าประตูเจ้าหน้าที่ขอตรวจบัตรประจำตัวจำเลยที่ 3 และลงบันทึกในสมุดคุมของเจ้าหน้าที่การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พยานเดินนำหน้าจำเลยที่ 3 และร้อยตำรวจเอกไพศาลไปที่สายพานหมายเลข 21 และ 22 พยานเห็นจำเลยที่ 3 ทักและพูดคุยกับจำเลยที่ 2 บริเวณหน้าร้านคิงเพาเวอร์ พยานเห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่ด้านหลังรถเข็นที่มีกระเป๋าของกลางวางอยู่ หลังจากจำเลยที่ 2 ซื้อสุราแล้ว พยานเดินนำหน้าจำเลยทั้งสาม ส่วนร้อยตำรวจเอกไพศาลเดินรั้งท้ายไปที่ช่องด่านตรวจทางออกสีเขียว C เมื่อถึงจุดตรวจพยานแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่า ขออำนวยความสะดวกให้ท่านอัยการ แต่ขณะเดินออกจากช่องตรวจเจ้าหน้าที่ศุลกากรเรียกจำเลยที่ 1 ขอตรวจกระเป๋าของกลาง เจ้าหน้าที่ศุลกากรยกกระเป๋าของกลางเข้าเครื่องเอกซเรย์ และเจ้าหน้าที่ศุลกากรนำภาพเอกซเรย์ที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายให้พยานดูเนื่องจากสงสัยว่าในกระเป๋าของกลางมีนอแรดบรรจุอยู่ และขอนำกระเป๋าของกลางไปตรวจสอบ ขณะนั้นพยานไม่เห็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว กับมีนายอาณาจักรและนายยุทธภูมิ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ประจำอยู่ที่สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 13.50 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองประจำอยู่ที่จุดตรวจช่องเขียว (ทางผ่านที่ไม่มีของต้องเสียภาษีหรือของต้องห้าม) พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ประมาณ 10 คน มีคนเดินเข้ามาทางช่องเขียวประมาณ 5 คน มีเจ้าพนักงานตำรวจ 2 คน แต่งกายในเครื่องแบบเดินเข้ามาแจ้งว่าพาพนักงานอัยการมารับเพื่อนเดินทางมาจากประเทศสิงคโปร์นำไวน์เข้ามาเล็กน้อย เจ้าพนักงานตำรวจดังกล่าวทำท่าผายมือไปทางจำเลยที่ 3 และมีจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ร่วมกลุ่มมาด้วย โดยจำเลยที่ 3 มีกระเป๋าเดินทางขนาดเล็ก 1 ใบ จำเลยที่ 1 มีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 1 ใบ ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีสัมภาระ นายอาณาจักรสังเกตตั้งแต่กลุ่มจำเลยทั้งสามเดินออกมาพบว่า ขณะจำเลยที่ 1 กำลังจะเดินผ่านช่องสีเขียว จำเลยที่ 1 เดินในลักษณะตีวงโค้งออกมาทางด้านนอกอย่างมีลักษณะผิดสังเกตจึงสั่งให้นายยุทธภูมินำกระเป๋าของกลางขึ้นเครื่องเอกซเรย์ แต่จำเลยที่ 2 บอกแก่นายยุทธภูมิว่า กระเป๋าใบนี้ไม่ต้องเอกซเรย์โอเคนะคะ พร้อมกับเอาเข่าและมือกดกระเป๋าของกลางไว้ นายอาณาจักรแจ้งให้จำเลยที่ 2 ถอยออกไปเพื่อจะช่วยนายยุทธภูมิยกกระเป๋าของกลางขึ้นเอกซเรย์ เมื่อเอกซเรย์แล้วปรากฏภาพที่ทำให้เชื่อว่าไม่น่าจะใช่ไวน์ตามที่ได้รับแจ้ง จึงสั่งให้เปิดกระเป๋าของกลางเพื่อตรวจสอบ และเชิญจำเลยที่ 3 กับเจ้าพนักงานตำรวจที่มาด้วยกันอีก 2 คน ไปห้องทำการฝ่ายบริการผู้โดยสาร ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เดินออกไปจากบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้โจทก์มีพันตำรวจโทกวีรัตนะ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานรวบรวมพยานหลักฐานและขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพราะเชื่อว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิด ต่อมาจำเลยที่ 1 เข้ามอบตัวที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พยานรับตัวจำเลยที่ 1 และจัดทำบันทึกการเข้ามอบตัว แจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน และเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พยานแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และสอบปากคำจำเลยที่ 2 ไว้ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวน เห็นว่า พยานโจทก์ปากนายวีรวัฒน์ นายเจอด นายอาณาจักร นายยุทธภูมิและพันตำรวจโทกวีรัตนะ พนักงานสอบสวน ล้วนแต่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน และต่างก็เบิกความในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามหน้าที่ของตนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเสริมแต่งเรื่องขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 2 ส่วนพยานโจทก์ปากร้อยตำรวจเอกไพศาลและร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์ แม้รู้จักกับจำเลยที่ 2 มาก่อนก็ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกัน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ทั้งคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวยังสอดคล้องต้องกัน เชื่อว่านายวีรวัฒน์ นายเจอด นายอาณาจักร นายยุทธภูมิ พันตำรวจโทกวีรัตนะ ร้อยตำรวจเอกไพศาลและร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์ต่างเบิกความไปตามความสัตย์จริง และเมื่อพิจารณาบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวน ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การต่อพันตำรวจโทกวีรัตนะต่อหน้านายสมคิด ทนายความที่จำเลยที่ 1 ให้เข้าร่วมรับฟังการสอบสวนด้วย จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เดินทางจากกรุงพนมเปญกลับมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลา 12.30 นาฬิกา ขณะจำเลยที่ 1 เดินหากระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำไม่ได้ว่าต้องไปรับที่สายพานใด จำเลยที่ 2 โทรศัพท์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์สอบถามว่าจำเลยที่ 1 อยู่ที่ไหน ขึ้นเครื่องหรือยัง จำเลยที่ 1 แจ้งว่าอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว จำเลยที่ 2 บอกว่าจำเลยที่ 2 ก็อยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิและให้จำเลยที่ 1 ไปรอที่บริเวณร้านค้าดิวตี้ฟรี (ร้านขายสินค้าปลอดภาษี) ใกล้ทางออก จากนั้นประมาณ 10 นาที จำเลยที่ 2 เดินลากกระเป๋าแบบมีล้อเลื่อนขนาดเล็กไปตรงบริเวณที่จำเลยที่ 1 ยืนรออยู่ จำเลยที่ 2 บอกว่ากระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 2 ขึ้นมาที่สายพานหมายเลข 9 และขอยืมบอร์ดดิ้งพาสพร้อมหนังสือเดินทางของจำเลยที่ 1 เพื่อไปซื้อสุราที่ร้านค้าดิวตี้ฟรี จำเลยที่ 1 แจ้งแก่จำเลยที่ 2 ว่าจะไปหากระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 1 ก่อน จำเลยที่ 2 บอกว่ายังไม่ต้องไปรับกระเป๋าของจำเลยที่ 1 แต่ให้ไปรับกระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 2 ก่อนที่สายพานหมายเลข 9 โดยจำเลยที่ 2 บอกรายละเอียดว่ากระเป๋าเดินทางของจำเลยที่ 2 สีดำ มีเทปสีเหลืองพันรอบกระเป๋า จำเลยที่ 1 เดินไปที่สายพานหมายเลข 9 พบกระเป๋าเดินทางมีลักษณะตรงกับที่จำเลยที่ 2 บอก จำเลยที่ 1 ยกกระเป๋าใบดังกล่าวขึ้นรถเข็นแล้วเข็นไปที่ร้านค้าดิวตี้ฟรีที่จำเลยที่ 2 รออยู่ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเป็นลักษณะที่เจ้าพนักงานตำรวจถาม จำเลยที่ 1 ตอบ และเจ้าพนักงานตำรวจจะพิมพ์คำให้การทันที เป็นการสอบสวนต่อหน้าเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนและทนายความของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ลงชื่อในบันทึกคำให้การด้วยความสมัครใจ ไม่มีผู้ใดบังคับ แม้จะถือได้ว่าเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันก็ตาม แต่คำซัดทอดดังกล่าวก็มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 ผู้ซัดทอดให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว คงเป็นการให้การแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ได้ประสบมาจากการกระทำความผิดของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 คำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ว่าจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปเอากระเป๋าเดินทางของกลางที่สายพานหมายเลข 9 จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ฉะนั้น เมื่อนำข้อเท็จจริงตามคำซัดทอดดังกล่าวมาพิจารณาประกอบพยานโจทก์ทั้งหมดดังกล่าว มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เดินทางออกไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในเช้าวันเกิดเหตุเวลา 5 นาฬิกา แล้วเดินทางกลับประเทศไทยภายในวันเดียวกันถึงประเทศไทยเวลาประมาณ 11 นาฬิกา แสดงให้เห็นว่าการเดินทางออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามแล้วเดินทางกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง หากหักเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับประมาณ 3 ชั่วโมง จะมีเวลาเหลือเพียง 3 ชั่วโมง ที่อยู่ในสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 เดินทางไปเมืองโฮจิมินห์เพื่อไปพูดคุยงานกับผู้จัดหาสินค้าเกี่ยวกับเสื้อผ้านั้น เห็นว่า หากนับเวลาที่จำเลยที่ 2 จะต้องเดินทางออกจากท่าอากาศยานสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามไปในเมืองโฮจิมินห์เพื่อเจรจาธุรกิจแล้วเดินทางกลับมาที่ท่าอากาศยานสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและรอขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมง รูปเรื่องกลับบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2 วางแผนเดินทางไปสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามแล้วเดินทางกลับประเทศไทยทันทีเพื่อแสดงตนให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้โดยสารเดินทางมาจากต่างประเทศ และมีโอกาสเข้าไปอยู่ในพื้นที่หวงห้ามสำหรับผู้โดยสารขาเข้าเพื่อนำกระเป๋าของกลางจากสายพานไปได้โดยไม่ทำให้ผู้ที่พบเห็นสงสัย ทั้งจำเลยที่ 2 ยังเดินทางกลับประเทศไทยตรงกับเวลาที่พวกของจำเลยที่ 2 นัดหมายให้จำเลยที่ 2 มารอรับนอแรดของกลางที่พวกของจำเลยที่ 2 ส่งมากับสายการบินเคนยาแอร์เวย์ นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังให้จำเลยที่ 1 ไปรับกระเป๋าของกลางจากสายพานหมายเลข 9 ซึ่งไม่ใช่สายพานที่ใช้ขนสัมภาระจากสายการบินที่จำเลยที่ 2 เดินทางมา และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติกรรมที่จำเลยที่ 2 แสดงต่อนายอาณาจักรและนายยุทธภูมิที่นำกระเป๋าของกลางเข้าเครื่องเอกซเรย์ ตลอดจนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างพากันหลบหนีออกไปจากอาคารผู้โดยสารหลังจากนายอาณาจักรและนายยุทธภูมินำกระเป๋าของกลางเข้าเครื่องเอกซเรย์ ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 ต้องรู้ว่าสิ่งของที่บรรจุภายในกระเป๋าของกลางเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ 1 และบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 3 โจทก์มีนายอาณาจักร นักวิชาการศุลกากรชำนาญการเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากนำกระเป๋าของกลางเข้าเครื่องเอกซเรย์ตรวจสอบแล้วพบว่าไม่น่าจะใช่ไวน์เนื่องจากภาพที่ปรากฏในจอเป็นสีส้ม น่าจะเป็นอินทรีย์วัตถุ (หมายถึง สิ่งมีชีวิต) พยานสอบถามจำเลยที่ 3 ว่าภายในกระเป๋าเป็นของสิ่งใด จำเลยที่ 3 ตอบว่าไม่ทราบ พยานจึงสั่งให้เปิดตรวจสอบและถามหาเจ้าของกระเป๋า จำเลยที่ 3 แจ้งว่าเจ้าของกระเป๋าเดินออกไปแล้ว พยานจึงเชิญจำเลยที่ 3 ร้อยตำรวจเอกไพศาลและร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์ไปที่ห้องทำการฝ่ายบริการผู้โดยสารเพื่อเปิดกระเป๋าของกลาง ระหว่างที่พยานเข็นกระเป๋าของกลางไปที่ห้องทำการ จำเลยที่ 3 พูดกับพยานว่า ไม่ต้องเปิดตรวจได้ไหม นำออกไปเลยได้หรือไม่ พยานตอบว่าไม่ได้ จำเลยที่ 3 พูดต่อว่า งั้นถ้ามันยุ่งยากก็เอากระเป๋าไปวางทิ้งไว้ที่สายพาน เป็นกระเป๋าไม่มีเจ้าของได้ไหม พยานตอบว่าไม่ได้ จนไปถึงห้องทำการฝ่ายบริการผู้โดยสาร พยานแจ้งต่อนายจุมพล หัวหน้าฝ่ายบริการผู้โดยสารถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อมาร่วมกันตรวจสอบ แล้วพยานกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจะทำการเปิดกระเป๋าของกลางตรวจสอบที่ห้องฝ่ายสืบสวนและปราบปราม เมื่อพยานไปที่ห้องฝ่ายสืบสวนและปราบปราม พยานพบเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหน้าที่ศุลกากรและเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อเปิดกระเป๋าของกลางพบว่ามีนอแรด 21 นอ อยู่ในกระเป๋าของกลาง มีนายจุมพลหัวหน้าฝ่ายบริการผู้โดยสารที่ 2 สำนักงานตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศุลกากรในฝ่ายที่ 2 เป็นพยานเบิกความว่า พยานเชิญจำเลยที่ 3 ร้อยตำรวจเอกไพศาลและร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์ เข้าไปในห้องทำงานของพยานเพื่อเปิดกระเป๋าของกลาง จำเลยที่ 3 แจ้งต่อพยานว่า เจ้าพนักงานตำรวจที่มาด้วยไม่ได้เกี่ยวข้อง ให้เชิญออกไปข้างนอก จึงเหลือพยานกับจำเลยที่ 3 ในห้องทำงาน พยานบอกแก่จำเลยที่ 3 ว่า ต้องเปิดกระเป๋าของกลางเนื่องจากเป็นของต้องสงสัยซึ่งอาจเป็นหน่อไม้หรือนอแรด และสอบถามจำเลยที่ 3 ว่า ข้างในเป็นอะไร จำเลยที่ 3 ตอบว่าไม่ทราบ และขณะพูดคุยกันจำเลยที่ 3 พูดหลายครั้งว่า ไม่เปิดกระเป๋าได้ไหม ช่วยหน่อยได้ไหม พยานตอบว่าไม่ได้ ต่อมาจำเลยที่ 3 บอกพยานว่า ขอเวลาหน่อยได้หรือไม่ เพื่อจะแจ้งให้เจ้าของกระเป๋ามาเปิดกระเป๋า โดยจำเลยที่ 3 ขอผัดผ่อนไปเรื่อยจนถึงเวลาประมาณา 20 นาฬิกา ระหว่างรอเปิดกระเป๋าของกลาง จำเลยที่ 3 พูดกับพยานว่า ไม่เปิดกระเป๋าได้ไหม ช่วยหน่อยได้ไหม อยู่หลายครั้ง หลังสุดจำเลยที่ 3 พูดกับพยานว่า ผมไม่อยากพูดคำนี้ ท่านจะเอาเท่าไร พยานตอบว่า ขอบคุณ ไม่เป็นไร ไม่เอา แล้วจำเลยที่ 3 พูดกับพยานว่า เราต้องทำงานประสานกัน จะต้องทำงานร่วมกันและช่วยเหลือกันได้ พยานตอบว่า ไม่เป็นไร ระหว่างที่รอนั้น จำเลยที่ 3 พยายามพูดในลักษณะเสนอผลประโยชน์ให้แก่พยาน แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงิน พยานเห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงให้เกียรติและอนุญาตให้ผัดผ่อนเรื่อยมาจนเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานจึงเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้นำกระเป๋าของกลางไปเปิดตามขั้นตอนที่ฝ่ายสืบสวนและปราบปรามของศุลกากร กับมีนายธนิต ผู้อำนวยการส่วนควบคุมทางศุลกากร สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีหน้าที่ควบคุมกำกับ สืบสวนปราบปรามผู้กระทำความผิดตามกฎหมายศุลกากร เป็นพยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุ เวลา 14.30 นาฬิกา พยานได้รับแจ้งจากนายบุญเทียม ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งผู้บังคับบัญชาให้เข้ามากำกับดูแลตรวจสอบกรณีส่วนบริการผู้โดยสารตรวจพบวัตถุคล้ายนอแรดในกระเป๋าเดินทางภายในช่องตรวจผู้โดยสารช่องเขียวและส่วนบริการผู้โดยสารได้นำกระเป๋าของกลางพร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องไปรอการตรวจสอบที่ห้องหัวหน้าฝ่ายบริการผู้โดยสารฝ่ายที่ 2 พยานจึงเดินไปหาผู้อำนวยการสำนักเพื่อขอข้อมูล ผู้อำนวยการสำนักส่งภาพจากกล้องวงจรปิดซึ่งบันทึกไว้ในโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมกับคลิปวิดีทัศน์ให้พยานดู จากนั้นพยานเดินไปที่ห้องทำงานของนายจุมพล เมื่อไปถึงพบนายจุมพล จำเลยที่ 3 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อีก 1 คน พยานแสดงตนและสอบถามจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 แจ้งว่าเป็นพนักงานอัยการพร้อมแสดงบัตรประจำตัวข้าราชการ ทำงานที่จังหวัดสระบุรี กำลังจะย้ายมาที่จังหวัดสมุทรปราการ พยานสอบถามว่าภายในกระเป๋าเดินทางเป็นอะไร จำเลยที่ 3 ทราบหรือไม่ จำเลยที่ 3 ตอบว่าไม่ทราบ และอ้างว่ามารับจำเลยที่ 2 ที่เดินทางมาจากสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมีเจ้าพนักงานตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 2 คน มาอำนวยความสะดวกและตำรวจทั้งสองคนไม่เกี่ยวข้อง พยานสอบถามจำเลยที่ 3 ว่า เกี่ยวข้องกับกระเป๋าอย่างไร จำเลยที่ 3 ตอบว่า ไม่ทราบเพราะกระเป๋าของกลางเป็นของผู้โดยสารอื่น พยานแจ้งให้จำเลยที่ 3 ติดต่อเจ้าของกระเป๋าให้กลับมาเพื่อเจ้าพนักงานจะได้เปิดกระเป๋าของกลางออกตรวจสอบ จำเลยที่ 3 แจ้งต่อพยานว่า ขอให้ปล่อยตัวไปเนื่องจากไม่เกี่ยวข้อง แต่พยานยืนยันว่าตามหลักฐานที่ได้มามีผู้เกี่ยวข้อง 5 คน เป็นผู้โดยสารหญิง 2 คน จำเลยที่ 3 และเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 คน พยานยืนยันว่าถ้าจำเลยที่ 3 ไม่เกี่ยวข้องก็ขอให้ติดต่อเจ้าของกระเป๋าของกลาง จากนั้นจำเลยที่ 3 ได้โทรศัพท์ พยานเข้าใจว่าจำเลยที่ 3 โทรศัพท์หาจำเลยที่ 2 และพยานได้ยินจำเลยที่ 3 พูดคุยทางโทรศัพท์ว่าให้กลับมาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หากไม่กลับมาจำเลยที่ 3 จะเดือดร้อน ต่อมาจำเลยที่ 3 ถามพยานว่า หากเจ้าของกระเป๋าไม่กลับมา พยานจะดำเนินการอย่างไร พยานตอบจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องเป็นพยานในการเปิดตรวจสอบกระเป๋าของกลาง จำเลยที่ 3 บอกแก่พยานว่า สามารถที่จะนำกระเป๋าของกลางไปไว้ที่สายพานแล้วทำทีว่าเป็นกระเป๋าไม่มีเจ้าของแล้วให้เจ้าพนักงานอายัดไว้ได้หรือไม่ พยานตอบว่า ไม่ได้ เพราะกล้องวงจรปิดได้บันทึกภาพไว้หมดแล้ว จำเลยที่ 3 บอกว่า กำลังจะย้ายมารับราชการที่จังหวัดสมุทรปราการซึ่งจะต้องมาประสานงานกับพยาน พยานก็ยืนยันว่าจะปฏิบัติตามหน้าที่ พยานรอจนเวลา 17.30 นาฬิกา ก็ยังติดต่อเจ้าของกระเป๋าของกลางไม่ได้ และจำเลยที่ 3 ขอขยายระยะเวลาไปอีก พยานรอจนเวลาประมาณ 20 นาฬิกา พยานจึงประสานกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าพนักงานตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้มาร่วมเป็นพยานในการเปิดกระเป๋าของกลาง เมื่อเปิดกระเป๋าของกลางพบนอแรด 21 นอ จึงยึดไว้เป็นของกลาง และมีพันตำรวจโทกวีรัตนะ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานแล้วเชื่อว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดจึงดำเนินการขอออกหมายจับจำเลยที่ 3 แต่ศาลไม่อนุญาตเนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ให้ออกหมายเรียกก่อน ระหว่างออกหมายเรียกจำเลยที่ 3 ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมขอให้เปลี่ยนตัวพนักงานอัยการผู้ร่วมสอบสวน และจำเลยที่ 3 ไม่ได้มาพบตามกำหนดนัดในหมายเรียก พนักงานสอบสวนทั้งหมดประชุมกันและขอให้ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 3 เป็นครั้งที่สอง หลังจากศาลออกหมายจับ จำเลยที่ 3 เข้ามอบตัว พยานแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมกับแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่า รับว่าจะให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงาน จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ ตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 3 ในชั้นสอบสวน เห็นว่า พยานโจทก์ปากนายอาณาจักร นายจุมพล นายธนิต และพันตำรวจโทกวีรัตนะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการไปตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 3 มาก่อน ต่างเบิกความไปตามที่แต่ละคนได้ประสบพบเห็นจากการปฏิบัติหน้าที่ได้สอดคล้องต้องกัน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์ดังกล่าวจะร่วมมือกันเสริมแต่งเรื่องขึ้นเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 3 เชื่อว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเบิกความไปตามความสัตย์จริง ที่จำเลยที่ 3 เบิกความว่า เมื่อจำเลยที่ 2 โทรศัพท์แจ้งจำเลยที่ 3 ว่ามาถึงแล้วและกำลังซื้อสุราให้จำเลยที่ 3 อยู่บริเวณร้านขายสินค้าปลอดภาษี เสร็จแล้วจะให้ไปพบที่จุดใด จำเลยที่ 3 สอบถามว่า ร้านค้าอยู่บริเวณใด จนทราบว่าอยู่ใกล้สายพานหมายเลข 22 ร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์และร้อยตำรวจเอกไพศาลพาจำเลยที่ 3 ไปที่ร้านค้าบริเวณสายพานหมายเลข 22 พบจำเลยที่ 2 กำลังซื้อสุรา เห็นจำเลยที่ 1 ยืนอยู่มีรถเข็นพร้อมกระเป๋าสัมภาระ 1 ใบ จำเลยที่ 3 ไม่เคยเห็นหรือรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน จำเลยที่ 3 ทักจำเลยที่ 2 และรับกระเป๋าล้อลากขนาดเล็กของจำเลยที่ 2 มาถือไว้ จำเลยที่ 2 เดิมตามร้อยตำรวจเอกสิทธิพงษ์ออกมา จำเลยที่ 3 ไม่ได้สังเกตว่าจำเลยที่ 1 เข็นรถที่มีกระเป๋าของกลางมาด้วยหรือไม่ เมื่อไปถึงช่องทางออกศุลกากรช่อง C ขณะจำเลยที่ 3 ลากกระเป๋าผ่านเครื่องเอกซเรย์ เจ้าหน้าที่ศุลกากรเรียกตรวจกระเป๋าของกลางที่จำเลยที่ 1 เข็นมา แต่ยกเข้าเครื่องเอกซเรย์ไม่ไหว จำเลยที่ 3 ยืนรออยู่ ส่วนจำเลยที่ 2 กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรอีกคนเข้ามาช่วยยกกระเป๋าของกลาง เมื่อกระเป๋าของกลางเข้าเครื่องเอกซเรย์แล้ว เจ้าหน้าที่บอกจำเลยที่ 3 ว่ากระเป๋าใบที่จำเลยที่ 3 ลากมาไม่ต้องเข้าเครื่องเอกซเรย์ จำเลยที่ 3 จึงไปยืนอีกฝั่งหนึ่งของเครื่องเอกซเรย์ ต่อมาเจ้าหน้าที่ถามจำเลยที่ 3 ว่าในกระเป๋ามีอะไร จำเลยที่ 3 ตอบว่า ไม่ทราบพร้อมกับหันไปเพื่อจะสอบถามแต่ไม่พบจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว ไม่ทราบว่าเดินออกไปด้านนอกเมื่อใด ในทำนองว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และไม่ทราบว่ากระเป๋าของกลางบรรจุสิ่งใดนั้น เห็นว่า วันและเวลาเกิดเหตุตรงกับวันศุกร์อันเป็นวันเวลาที่จำเลยที่ 3 ต้องปฏิบัติราชการตามปกติที่จังหวัดสระบุรี แต่จำเลยที่ 3 กลับเดินทางมาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วขอให้เจ้าพนักงานตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิมาอำนวยความสะดวกให้จำเลยที่ 3 เข้าไปในพื้นที่สำหรับผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามเพื่อที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่พบเห็นจำเลยที่ 3 เกิดความเกรงใจและไม่กล้าตรวจสอบสิ่งของผิดกฎหมายเมื่อจำเลยทั้งสามเดินผ่านด่านตรวจศุลกากร เมื่อนำพฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 มาประมวลเข้ากับคำพูดและพฤติกรรมต่าง ๆ ของจำเลยที่ 3 ที่แสดงต่อนายอาณาจักร นายจุมพลและนายธนิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องต่อรองไม่ให้เปิดกระเป๋าของกลาง เสนอผลประโยชน์ตอบแทนหากไม่เปิดกระเป๋าของกลาง หรือให้นำกระเป๋าของกลางไปไว้ที่สายพานแล้วทำทีว่าเป็นกระเป๋าไม่มีเจ้าของแล้วให้เจ้าพนักงานอายัดไว้ ตลอดจนจำเลยที่ 3 อ้างว่ากำลังจะย้ายมารับราชการที่จังหวัดสมุทรปราการต้องประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ล้วนบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 3 ต้องรู้ดีว่าในกระเป๋าของกลางมีนอแรดของกลางซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดบรรจุอยู่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 3 รู้ว่าสิ่งของที่บรรจุภายในกระเป๋าของกลางเป็นนอแรดของกลางซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และบุคคลที่ลักลอบขนนอแรดของกลางซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบแอฟริกา การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น ฐานร่วมกันนำเข้านอแรดซึ่งเป็นซากของสัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นซากสัตว์ซึ่งเป็นของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดจากต่างประเทศและต้องขออนุญาตจากอธิบดี ในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดี ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อปลีกย่อยอื่น ๆ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษจำเลยทั้งสามสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ เห็นว่า กฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่ามุ่งประสงค์ให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลสมดังวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ประกอบกับจำเป็นจะต้องเร่งรัดการขยายพันธุ์สัตว์ป่าและให้การสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าควบคู่กันไป และมีความตกลงระหว่างประเทศในการที่จะร่วมมือกันเพื่อสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าของท้องถิ่นอันเป็นทรัพยากรที่สำคัญของโลก ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามนับว่าเป็นภัยต่อทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ พฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง การที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าจำเลยทั้งสามมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว หากต้องถูกลงโทษจำคุกก็จะทำให้บุตร ภริยา บุคคลในครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างมากนั้น เห็นได้ว่าเหตุต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสามยกขึ้นอ้างเป็นเพียงเหตุผลส่วนตัวของจำเลยทั้งสามเท่านั้น บุคคลทั่ว ๆ ไปในสถานะเช่นเดียวกันกับจำเลยทั้งสามก็มีภาระหน้าที่ไม่แตกต่างไปจากจำเลยทั้งสาม เหตุต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสามยกขึ้นอ้างนั้นจึงยังไม่เพียงพอที่จะนำมารับฟังเพื่อลงโทษในสถานเบากว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสามได้ ทั้งจำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการอัยการต้องถือและปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด การที่จำเลยที่ 3 อาศัยตำแหน่งและความคุ้นเคยที่เคยปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับเจ้าพนักงานตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุจนสามารถเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุแล้วก่อเหตุครั้งนี้เป็นการกระทำที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายและไม่ยอมรับผิดแต่กลับให้การปฏิเสธตลอดจนฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำความผิด ทั้งยังบิดเบือนข้อกฎหมายอ้างว่าการกระทำของจำเลยที่ 3 ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย แสดงว่าจำเลยที่ 3 ไม่สำนึกในความผิดที่ได้กระทำไป ไม่เป็นผู้มีจิตสำนึกที่ดี ไม่สมกับความดีงามที่จำเลยที่ 3 ปฏิบัติราชการมานาน 26 ปี ดังที่จำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้าง ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 244 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 27 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, 68 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำหรือพาของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงข้อห้ามหรือข้อจำกัดอันเกี่ยวแก่ของนั้น ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 158 (6)
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 ม. 31 ม. 68 ม. 78
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 27
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 243 ม. 244 ม. 245
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 23 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
จำเลย — นาง ฐ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอวิรุทธ์ ชาญชัยกิตติกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ช่อมณี
พิชัย เพ็งผ่อง
ขจรศักดิ์ บุญเกษม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 92/2565
#688311
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การให้บริการรักษาความปลอดภัยต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้..." อันมีความหมายว่า ในการให้บริการรักษาความปลอดภัย บริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้างต้องทำสัญญาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจะถือว่ามีการทำสัญญาเป็นหนังสือไม่ได้ และวรรคสองบัญญัติว่า "ให้การให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือหรือมีรายการไม่ครบถ้วนตามวรรคหนึ่ง เป็นโมฆะ" ฉะนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารท้ายคำฟ้องมีเพียงโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับจ้างฝ่ายเดียว ส่วนจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้าง ต้องถือว่าการให้บริการรักษาความปลอดภัยตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ได้ทำเป็นหนังสือ จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้การให้บริการรักษาความปลอดภัยของโจทก์แก่จำเลยจะเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 587 มิได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือ แต่ พ.ร.บ.ธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัยซึ่งมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า สัญญารักษาความปลอดภัยต้องทำเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 จึงตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องคืนทรัพย์ให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ และเมื่อการรักษาความปลอดภัยมีลักษณะเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าทรัพย์สิ่งใดที่สามารถคืนกันได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 ด้วย โดยการคืนทรัพย์สินในกรณีนี้สามารถทำได้โดยกำหนดให้จำเลยใช้เงินเท่ากับบริการที่จำเลยได้รับจากโจทก์ และเมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 260,411 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 252,520 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชำระเงิน 130,497 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 25

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โจทก์ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจรักษาความปลอดภัย ตามพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยเป็นโมฆะหรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า จำเลยยอมรับการให้บริการรักษาความปลอดภัยของโจทก์และได้รับประโยชน์จากโจทก์ตามสัญญาแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตีความกฎหมายตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ถือเอาความเป็นจริงว่าคู่สัญญามีเจตนาต่อกันอย่างไร ด้วยข้อจำกัดทางธุรกิจโจทก์จึงให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่จำเลยก่อนมีการลงนามในสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยดังกล่าว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การให้บริการรักษาความปลอดภัยต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้…" อันมีความหมายว่าในการให้บริการรักษาความปลอดภัย บริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้างต้องทำสัญญาเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญา จะถือว่ามีการทำสัญญาเป็นหนังสือไม่ได้ และวรรคสองของมาตรานี้บัญญัติว่า "ให้การให้บริการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือหรือมีรายการไม่ครบถ้วนตามวรรคหนึ่ง เป็นโมฆะ" ฉะนั้น เมื่อสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยมีเพียงโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับจ้างฝ่ายเดียว ส่วนจำเลยมิได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้ว่าจ้าง ต้องถือว่าการให้บริการรักษาความปลอดภัยตามที่โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องไม่ได้ทำสัญญาเป็นหนังสือ จึงเป็นโมฆะตามบทบัญญัติดังกล่าว แม้การให้บริการรักษาความปลอดภัยของโจทก์แก่จำเลยจะเป็นสัญญาจ้างทำของ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587 มิได้บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือมิฉะนั้นเป็นโมฆะ แต่พระราชบัญญัติธุรกิจรักษาความปลอดภัย พ.ศ. 2558 เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นโดยเฉพาะเพื่อควบคุมธุรกิจการให้บริการรักษาความปลอดภัยซึ่งมีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของประชาชน และส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วว่า การให้บริการรักษาความปลอดภัยต้องทำสัญญาเป็นหนังสือระหว่างบริษัทรักษาความปลอดภัยและผู้ว่าจ้าง มิฉะนั้นเป็นโมฆะ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมาใช้บังคับแก่การให้บริการรักษาความปลอดภัยได้ เมื่อสัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงต้องคืนทรัพย์สินอันเกิดจากโมฆะกรรมให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ ดังนั้นเมื่อการรักษาความปลอดภัยมีลักษณะเป็นการให้บริการอย่างหนึ่งย่อมอยู่ในความหมายของคำว่าทรัพย์สิ่งใดที่สามารถคืนกันได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ด้วย โดยการคืนทรัพย์สินในกรณีนี้สามารถทำได้ด้วยการกำหนดให้จำเลยใช้เงินเป็นจำนวนเท่ากับบริการที่จำเลยได้รับจากโจทก์ ซึ่งตามข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ดำเนินการให้บริการรักษาความปลอดภัยแก่จำเลยเป็นเวลา 2 เดือน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงิน 236,000 บาท ซึ่งเท่ากับค่าบริการรักษาความปลอดภัยจำนวน 2 เดือน ตามสัญญาฉบับที่ตกเป็นโมฆะ ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 7 ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 224 หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี…" ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ เมื่อจำเลยต้องชำระเงิน 236,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดแก่โจทก์ จึงเป็นการผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระหนี้ก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 สิงหาคม 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เท่ากับร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 อันเป็นวันที่พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 236,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 236,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามขอค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 406 ม. 587
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ร.
จำเลย — บริษัท ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายณัฐพล จันทรศิริภาส
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายทนงศักดิ์ ดุลยกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
ชัยยุทธ ศรีจำนงค์
เทพ อิงคสิทธิ์
กมล คำเพ็ญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 87/2565
#684671
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของโจทก์ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นแทน ณ. ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าที่ ณ. นั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1163/2561 ซึ่งแม้จะเป็นคู่ความเดียวกันด้วยนั้น มีพฤติกรรมอย่างไรที่ ณ. อาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีนี้เสียความยุติธรรมไปอย่างไรด้วย แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำร้องว่าขออนุญาตนำสืบในรายละเอียดชั้นไต่สวนคำร้องต่อไป แต่เมื่อคำร้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (5) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่ามีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่โจทก์จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องนั้นเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 335, (7) (8), 362, 365 (2) หลังจากสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว ระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ อ้างว่าทนายโจทก์ขอถอนฟ้องเป็นเท็จศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านนาย ณ. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นแทนนาย ณ. ได้ระบุความเพียงว่า เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติยศและชื่อเสียงของนาย ณ. ไว้ไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือนหม่นหมองหรือเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ระหว่างที่นาย ณ. นั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1163/2561 โจทก์เห็นบรรยากาศการพิจารณาคดีว่าตึงเครียดมีความหนักหนาสาหัสเป็นภาระแก่นาย ณ. อย่างหนักอยู่แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ข้อ 3, 4, 5 และ 6 ให้ตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 11 (5) และมาตรา 12 ประกอบกับเคยมีบรรยากาศที่ทำให้โจทก์เกิดความลำบากใจหลายประการขออนุญาตนำสืบในรายละเอียดชั้นไต่สวนคำร้องนี้ อันเป็นเหตุการณ์หรือสภาพร้ายแรงทำให้เห็นได้ว่า หากให้นาย ณ. ได้พิจารณาหรือพิพากษาคดีนี้อาจจะเกิดบรรยากาศเช่นนี้ขึ้นอีกภายใต้สภาวะเช่นนี้ จะทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีจะเสียความยุติธรรมไปตามมาตรา 12 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น คำร้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ที่นาย ณ. นั่งพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ 1163/2561 ซึ่งแม้จะเป็นคู่ความเดียวกันด้วยนั้นมีพฤติกรรมอย่างไรที่นาย ณ. อาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีนี้เสียความยุติธรรมไปอย่างไรด้วย แม้โจทก์จะกล่าวอ้างในคำร้องว่าขออนุญาตนำสืบในรายละเอียดชั้นไต่สวนคำร้องต่อไป แต่เมื่อคำร้องของโจทก์ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11(5) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่า มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่โจทก์จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องนั้นเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุด จึงต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ เป็นการชอบแล้วเช่นเดียวกัน ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 11 (5) ม. 12 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ส.
จำเลย — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายประชา จารุวาที
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สรชัย จตุรภัทรพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 82/2565
#700188
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 3 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นข้าราชการ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกรมทรัพยากรน้ำ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 เป็นกรมสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแลสิ่งแวดล้อมจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดลอกหนองน้ำตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองไข่นุ่นมีพื้นที่บางส่วนทับกับที่ดินของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การว่า ที่ดินเนื้อที่จำนวนดังกล่าวบิดาของผู้ฟ้องคดีอุทิศให้เป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันแล้ว ผู้ฟ้องคดีซึ่งรับโอนที่ดินต่อจากบิดาจึงต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ในที่ดินแปลงพิพาท กรณีจึงเป็นปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาลจะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 กระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีย่อมเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีและต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ถึงที่ 3 มีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกหนองน้ำตามโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์โดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561
พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดหนองคาย
ผู้ฟ้องคดี — นางสาว ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 3 ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 81/2565
#700187
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชนยื่นฟ้องบริษัท อ. จำกัด จำเลย ว่า จำเลยติดตั้งเสาส่งสัญญาโทรศัพท์เคลื่อนที่บนที่ดินข้างเคียงกับที่ดินของโจทก์ มีความสูง 35.6 เมตร และติดตั้งใกล้ชิดบ้านของโจทก์ จนน่าหวาดกลัวในเรื่องภัยอันตรายจากคลื่นสัญญาณ เสียงรบกวน การโค่นล้มหรือฟ้าผ่า มลภาวะทางสายตาที่ไม่สวยงาม ทำให้สุขภาพจิตเศร้าหมอง ไม่มีสมาธิในการทำงานและทำให้ราคาที่ดินของโจทก์ด้อยราคาลง โจทก์คัดค้านการติดตั้งเสาดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ แม้บริษัท อ. จำกัด จำเลย เป็นบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม จำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 จำเลยจึงอาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ประเภทหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ได้ หากได้ใช้อำนาจทางปกครองหรือได้ดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมาย และโดยที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 มาตรา 17 กำหนดให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติมีหน้าที่จัดให้มีการบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน โดยทั่วถึง และให้มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการบริการโทรคมนาคม ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมในพื้นที่ชนบทหรือพื้นที่ที่มีผลตอบแทนการลงทุนต่ำ หรือท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่ยังไม่มีผู้ให้บริการหรือมีแต่ไม่ทั่วถึงหรือไม่เพียงพอแก่ความต้องการของผู้ใช้บริการในท้องที่ ภายใต้ประกาศที่คณะกรรมการกำหนด อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะในการบริการโทรคมนาคม เมื่อจำเลยเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ประกอบกิจการโทรคมนาคม จึงถือว่าจำเลยเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองและเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และโดยที่มาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 บัญญัติว่า ในการดำเนินการให้บริการโทรคมนาคม ถ้าผู้รับใบอนุญาตมีเหตุต้องปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดและจำเป็นต้องใช้สิทธิตามมาตรานี้ ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดทำแผนผังแสดงรายละเอียดของลักษณะทิศทาง และแนวเขตในการปักหรือตั้งเสา เดินสาย วางท่อ และการติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใด เสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบก่อนดำเนินการ และวรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ได้ให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตมีสิทธิปักหรือตั้งเสา เดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคมในที่ดินของบุคคลอื่น การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มีความสูง 35.6 เมตร อยู่ห่างจากตัวบ้านโจทก์ 7 เมตร มีสายดินอยู่ห่างจากขอบเขตรั้วบ้านเพียง 0.5 เมตร จนน่าหวาดกลัวในเรื่องภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้น รวมทั้ง มลภาวะทางสายตา ทัศนียภาพไม่สวยงาม และราคาที่ดินลดลง ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ อันเกิดจากการกระทำดังกล่าว กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498
พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาง ธ.
จำเลย — บริษัท อ. จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 80/2565
#700186
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ จำเลยดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด จึงเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้จำเลยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการ ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัด เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานตามโครงการช่วยเหลือข้าราชการตำรวจ ข้าราชการบำนาญ ลูกจ้างประจำในสังกัดตำรวจภูธรจังหวัด และเจ้าหน้าที่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด ที่เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด ก็ตาม แต่สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด จัดตั้งขึ้นโดยการจดทะเบียนตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มีฐานะเป็นนิติบุคคลแต่มิได้มีฐานะเป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด ประกอบด้วยคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิก ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันอีกทั้งการดำเนินกิจการของสหกรณ์ตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นไปเพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ที่รวมตัวกัน สหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัด จึงเป็นนิติบุคคลเอกชนมิใช่นิติบุคคลมหาชน และไม่เข้าประเภทหนึ่งประเภทใดของ "หน่วยงานทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการของคณะกรรมการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวของสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจ จำกัดไม่มีลักษณะเป็นการได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองแต่อย่างใดดังนั้นการที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกโครงการดังกล่าวในคดีนี้ จึงมิใช่การกระทำที่เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลงโอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราวจึงมิใช่ "คำสั่งทางปกครอง" ตามบทนิยามในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1)แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นข้อพิพาทในทางแพ่งระหว่างเอกชนด้วยกันที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ส่วนที่โจทก์อ้างว่า จำเลยได้ออกหนังสือคำสั่งยกเลิกโครงการก่อนที่ดาบตำรวจด. เสียชีวิต 2 วัน เป็นเหตุให้โจทก์ไม่ได้รับเงินจากโครงการดังกล่าวข้างต้น อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอันจะถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ.2545
พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดแพร่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นาง ณ.
จำเลย — พลตำรวจตรี ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2565
#687360
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ารับผิดชอบสำนวนคดีนี้แทน ไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า ณ. มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนี้อย่างไรหรือมีเหตุการณ์อื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไปอย่างไร อันเป็นเหตุตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้เพื่อคัดค้านผู้พิพากษา แม้จำเลยจะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า รายละเอียดจำเลยที่ 1 ขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้และหลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องเพื่อกระทบต่อจิตสำนึกในการเคารพผู้พิพากษาก็ตาม แต่เมื่อคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ ป.วิ.พ. มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่า มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 352 ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องคัดค้าน นาย ณ. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้น โดยผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ที่คัดค้านขอให้เปลี่ยนตัวผู้พิพากษาท่านอื่นเข้ารับผิดชอบสำนวนคดีนี้แทน ได้ระบุความเพียงว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันทางธุรกิจมีความไม่เข้าใจกันเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องหนี้สินทางแพ่ง จำเลยมีความไม่สบายใจที่ท่านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต้องเป็นภาระไกล่เกลี่ยในท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างโจทก์และจำเลย จำเลยทำคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาฉบับนี้เพื่อปกป้องเกียรติยศของ นาย ณ. เหตุการณ์ต่าง ๆ และบรรยากาศที่เกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่นัดแรกที่ นาย ณ. เข้ามารับผิดชอบสำนวน มีเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้จำเลยเห็นว่าเข้าองค์ประกอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11(1) และมาตรา 12 กล่าวคือ ในการพิจารณาคดีนัดสืบพยาน วันที่ 20 พฤศจิกายน 2561 และวันที่ 30 มีนาคม 2563 ท่านผู้พิพากษาที่จำเลยคัดค้านได้กล่าวข้อความถ้อยคำหลายประการและปฏิบัติตนในระหว่างการพิจารณาคดีหลายประการ และการสั่งคดีของท่านในเรื่องประเด็นสำคัญ อันเป็นเหตุผลที่จำเลยต้องยื่นคำร้องคัดค้านท่าน รายละเอียดจำเลยขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้ และเป็นการหลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องนี้เพื่อกระทบต่อจิตสำนึกในการเคารพผู้พิพากษาของจำเลย จำเลยมีความลำบากใจในการที่จะเดินทางมาศาลเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ เหตุผลเพราะบรรยากาศการดำเนินคดีดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งและเกรงว่าจะเกิดขึ้นอีก จำเลยเชื่อว่าหากมีผู้พิพากษาท่านอื่นที่เคร่งครัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลจริยธรรมเข้ามาทำหน้าที่ในสำนวนคดีนี้ก็จะทำให้การดำเนินคดีนี้เกิดความยุติธรรมกับคู่ความทั้งสองฝ่าย ดังนี้ คำร้องของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้แสดงรายละเอียดโดยแจ้งชัดพอที่จะทำให้เข้าใจได้ว่า นาย ณ. มีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ในคดีนี้อย่างไรหรือมีเหตุการณ์อื่นอันมีสภาพร้ายแรงซึ่งอาจทำให้การพิจารณาหรือพิพากษาคดีเสียความยุติธรรมไปอย่างไร อันเป็นเหตุตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้เพื่อคัดค้านผู้พิพากษา แม้จำเลยจะกล่าวอ้างในคำร้องต่อไปว่า รายละเอียดจำเลยที่ 1 ขอนำสืบในชั้นไต่สวนคำร้องนี้และเป็นการหลีกเลี่ยงไม่เขียนข้อความในคำร้องนี้เพื่อกระทบต่อจิตสำนึกในการเคารพผู้พิพากษาของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อคำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่มีรายละเอียดในเบื้องต้นว่ามีเหตุที่จะคัดค้านผู้พิพากษาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 11 (1) และมาตรา 12 ได้บัญญัติไว้อย่างไรเสียแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลจะต้องทำการไต่สวนพยานหลักฐานว่า มีข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำร้องหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 จะขอนำสืบรายละเอียดในชั้นไต่สวนคำร้องนั้นก็เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้อ้างไว้ในคำร้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ปรากฏเหตุตามกฎหมายที่จะคัดค้านผู้พิพากษาได้ ในชั้นนี้ให้ยกคำร้องนั้นเป็นการชอบแล้ว และคำสั่งเช่นว่านี้เป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าคำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุด จึงต้องห้ามอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการชอบแล้วเช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 11 (1) ม. 12 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาย ส. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นางสาวพัณณภัสสร์ ธรรมพศุตม์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายเมธา ธรรมพนิชวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
พงษ์ธร จันทร์อุดม
สรชัย จตุรภัทรพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 79/2565
#694848
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้แม้จังหวัดนครปฐม ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นราชการส่วนภูมิภาค ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่ลักษณะของสัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีเป็นเพียงการที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างผู้ฟ้องคดีให้ก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์เพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และมิใช่สัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีมอบให้ผู้ฟ้องคดีเข้าดำเนินการบริการสาธารณะโดยตรงหรือเข้าร่วมดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะกับผู้ถูกฟ้องคดีอันจะถือว่าเป็นสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ ตามนัยบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ สัญญาจ้างก่อสร้างอาคารแฟลตพักแพทย์ระหว่างผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็นเพียงสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง หากแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครปฐม
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท พ. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — จังหวัดนครปฐม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 78/2565
#698316
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว ลำพังเพียงการที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่าไม่มีรางวัลของจำเลยตามใบรับรองการถูกรางวัลและไม่มีหลักฐานการดำเนินการทางกฎหมายของจำเลยแก่บริษัทต่างประเทศชื่อ E ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินรางวัล ก็ยังไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงจากคำบรรยายฟ้องได้ว่า จำเลยมีพฤติการณ์ใด ๆ อันแสดงถึงการกระทำโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการออกใบรับรองการถูกรางวัลที่บริษัท E ส่งมาให้แก่โจทก์อย่างไร และการกระทำของจำเลยประการใดที่ทำให้จำเลยได้รับทรัพย์สินไปจากโจทก์ หรือทำให้โจทก์ต้องทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธินั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในกรณีศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่รับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาหรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา การพิจารณาว่าศาลนั้นมีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปหรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. ว่าด้วยเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 2 (1) ว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินรางวัล 18,117,213.87 บาท พร้อมดอกเบี้ย 90,586.06 บาท ซึ่งเกินกว่าอำนาจที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะพิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาท เท่ากับเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีในทางเนื้อหาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคท้าย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) และทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ชอบไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และ ป.วิ.อ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยชดใช้เงินรางวัล 570,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2562 เป็นเงิน 18,117,213.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงิน 90,586.06 บาท และให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินการโอนเงินทั้งหมดเข้าบัญชีธนาคารของโจทก์

ศาลชั้นต้นงดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องและยกคำขอในส่วนแพ่ง (ที่ถูก ยกฟ้องคดีส่วนแพ่ง) ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา และได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีส่วนแพ่ง

ต่อมาก่อนส่งสำนวนไปศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 มีใจความว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยไม่มีความผิดและให้จำเลยโอนเงินรางวัลแก่โจทก์ทันที และโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 มีใจความว่า ขอให้ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาวันที่ 9 สิงหาคม 2564

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ต้องประกอบด้วยผู้หลอกลวงมีเจตนาทุจริตหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และผลการหลอกลวงนั้นทำให้ผู้หลอกลวงได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สามทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธิ คดีนี้ แม้โจทก์บรรยายฟ้องในทำนองว่า การที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่าไม่มีรางวัลของจำเลยตามใบรับรองการถูกรางวัลซึ่งถูกส่งมาโดยบริษัท E และเมื่อโจทก์ติดต่อสอบถามเกี่ยวกับใบรับรองการถูกรางวัลไปยังบริษัทสาขาของจำเลยรวมถึงบริษัทต่างประเทศเพื่อให้ระบุยืนยันว่าใบรับรองการถูกรางวัลนั้นเป็นเอกสารที่แท้จริงหรือเป็นเอกสารที่สร้างขึ้นมาหลอกลวงกัน โจทก์ก็ไม่ได้รับคำตอบที่เป็นข้อสรุป โดยจำเลยไม่มีหลักฐานการดำเนินการทางกฎหมายแก่บริษัทต่างประเทศชื่อ E ถือเป็นการหลอกลวงปกปิดข้อเท็จจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินรางวัลนั้น แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์แล้ว ลำพังเพียงการที่จำเลยแจ้งโจทก์ว่าไม่มีรางวัลของจำเลยตามใบรับรองการถูกรางวัลและไม่มีหลักฐานการดำเนินการทางกฎหมายของจำเลยแก่บริษัทต่างประเทศชื่อ E ทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินรางวัล ก็ยังไม่อาจสรุปข้อเท็จจริงจากคำบรรยายฟ้องได้ว่า จำเลยมีพฤติการณ์ใด ๆ อันแสดงถึงการกระทำโดยทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง โดยจำเลยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการออกใบรับรองการถูกรางวัลที่บริษัท E ส่งมาให้แก่โจทก์อย่างไร และการกระทำของจำเลยประการใดที่ทำให้จำเลยได้ทรัพย์สินไปจากโจทก์ หรือทำให้โจทก์ต้องทำ ถอนหรือทำลายเอกสารสิทธินั้น ฟ้องโจทก์จึงขาดข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญขององค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง เป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องในคดีส่วนอาญามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่งของโจทก์นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้ การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง" บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า ในการฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ผู้เสียหายสามารถฟ้องคดีแพ่งรวมไปกับคดีอาญาและให้ศาลที่พิจารณาคดีอาญาพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งไปในคราวเดียวกัน ในกรณีที่ศาลที่จะพิจารณาคดีอาญารับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว ดังนั้น ถึงแม้ว่าในบางกรณีเขตอำนาจปกติของศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่อาจพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญานั้นได้ก็ตาม ต้องถือว่าเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์จะยกเว้นให้ทำได้ แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งจำนวนเงินที่ขอเกินอำนาจพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นเช่นนี้ ผู้พิพากษาคนเดียวในศาลชั้นต้นก็มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนแพ่งได้ แต่ในกรณีศาลที่พิจารณาคดีอาญาไม่รับฟ้องคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาหรือพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา การพิจารณาว่าศาลนั้นมีอำนาจรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปได้หรือไม่ ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่าด้วยเขตอำนาจศาล ตามมาตรา 2 (1) ว่าศาลนั้นมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนั้นได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรมหรือไม่ คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญา และโจทก์ขอให้บังคับจำเลยชดใช้เงินรางวัล 18,117,213.87 บาท พร้อมดอกเบี้ย 90,586.06 บาท ซึ่งเกินว่าอำนาจที่ผู้พิพากษาคนเดียวจะพิจารณาพิพากษา การที่ศาลชั้นต้นโดยผู้พิพากษานายเดียวพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์เกิน 300,000 บาท เท่ากับเป็นการใช้อำนาจวินิจฉัยประเด็นแห่งคดีในทางเนื้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคท้าย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) และทำให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ไม่ชอบไปด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งให้ถูกต้องเสียก่อน กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น ๆ ตามฎีกาของโจทก์ และตามคำขอฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2564 และฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งไปตามรูปคดีโดยมีผู้พิพากษาครบองค์คณะ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.พ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
ป.วิ.อ. ม. 40 ม. 158 (5)
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ก.
จำเลย — บริษัท ช.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมหาสารคาม — นายดิลก พนอำพน
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอนุรัตน์ ลิ่มทอง
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำวินิจฉัยที่ 78/2565
#700185
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ บริษัท อ. โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท ส. ที่ 1 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ที่ 2 จำเลย ขอให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ตามสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ในงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด(Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ และสัญญาซื้อขายสินค้า ศาลแพ่งและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า คดีในส่วนที่ฟ้องให้รับผิดตามมูลหนี้สัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คำฟ้องในข้อหานี้จึงไม่เป็นกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกันตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องเกี่ยวกับสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับจ้างงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อที่จะได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยที่ 2 ซึ่งโจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิการชำระหนี้ โดยกำหนดให้จำเลยที่๑ยอมให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 โดยตรง ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิรับเงินไปยังผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยทราบแล้ว แต่จำเลยที่ 2 ไม่ชำระเงินให้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาโอนสิทธิ กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทาง ในงานติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ระหว่างจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 2 แต่โดยที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองเท่านั้นกรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2550 เรียกโดยย่อว่า กทพ. มีวัตถุประสงค์ในการสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษด้วยวิธีใด ๆ ตลอดจนบำรุงและรักษาทางพิเศษ รวมทั้งดำเนินงานหรือธุรกิจเกี่ยวกับทางพิเศษ และธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับทางพิเศษหรือที่เป็นประโยชน์แก่ กทพ. ตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จึงมีฐานะเป็น"หน่วยงานทางปกครอง" ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางฯ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง การที่จำเลยที่ 2 ตกลงทำสัญญากับจำเลยที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เข้าดำเนินการติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณูปโภคที่รัฐจัดให้มีขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์แก่ประชาชน และประชาชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้โดยตรง สัญญาจ้างเหมาติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางฯ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2จึงเป็นสัญญาที่จัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคสาธารณะ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ดังนั้น เมื่อข้อพิพาทตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นข้อพิพาทอันเกี่ยวด้วยสัญญาจ้างงานติดตั้งระบบเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสด (Manual) ทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อ ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสัญญาทางปกครอง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การทางพิเศษแห่งประเทศไทย พ.ศ.2550
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท อ. จำกัด
จำเลย — บริษัท ส. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัย(คำสั่ง)ที่ 77/2565
#691953
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "ถ้ามีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน จนเป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือมีความขัดแย้งกันในเรื่องฐานะหรือความสามารถของบุคคล คู่ความ หรือบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวอาจยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าวได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด..." คดีที่ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คำพิพากษาของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ขัดแย้งกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ ซึ่งแม้ผู้ร้องเป็นผู้ฟ้องคดีในคดีของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ และเป็นจำเลยในคดีอาญาของศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคู่ความตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตามการยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกันตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องดำเนินการภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ออกภายหลังถึงที่สุด เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมที่ออกภายหลัง ศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๒ โจทก์ฎีกา ศาลมีคำสั่งว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้ฎีกา จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา คดีถึงที่สุด โดยศาลอาญาตลิ่งชันออกใบสำคัญคดีถึงที่สุด ลงวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องคดีนี้ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลเมื่อวันที่ ๒ กันยายน ๒๕๖๕ จึงเป็นการล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ ถึงที่สุด แม้ว่าภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้อง ผู้ร้องจะได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ต่อศาลปกครอง และศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ร้อง ลงวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ แต่คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวเป็นเพียงคำสั่งที่ไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่เนื่องจากไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ ตามมาตรา ๗๕ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ไม่ใช่คำพิพากษาในเนื้อหาของคดีที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงผลของคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อบ. ๑๗/๒๕๖๑ จึงมิใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดที่จะขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ ๒๐/๒๕๖๒ คำร้องของผู้ร้อง ไม่ชอบด้วย มาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๗ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ประกอบข้อ ๒๘ ของข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงให้ยกคำร้อง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
ข้อบังคับคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ว่าด้วยวิธีการเสนอเรื่อง การพิจารณาและวินิจฉัย พ.ศ.2544
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พันตำรวจโท ภ.
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 76/2565
#694850
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๑ นางป. ที่ ๒ จำเลย อ้างว่า โจทก์ทั้งสอง เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ เดิมเป็นที่ดินที่ผู้มีชื่อเป็นผู้เข้าครอบครองทำประโยชน์ และยกให้โจทก์ที่ ๑ เข้าครอบครองทำประโยชน์ด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ประมาณ ๘ ไร่ ให้บิดาและโจทก์ที่ ๒ เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทางด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ ๗ ไร่เศษ หลังจากที่บิดาของโจทก์ที่ ๒ เสียชีวิต โจทก์ที่ ๒ ยังคงครอบครองทำประโยชน์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนจำเลยที่ ๒ ทำประโยชน์อยู่ทางด้านทิศใต้เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ ต่อมาประมาณปี ๒๕๒๑ นางส. ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทับที่ดินในส่วนของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๒ ครอบครอง โดยเจ้าพนักงานที่ดินได้ถือเอาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ โดยไม่ได้ออกมาสำรวจในพื้นที่จริงว่ามีการครอบครองที่ดินหรือไม่ การออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ และเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาท ให้โจทก์ที่ ๑ ได้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ ๘ ไร่ และให้โจทก์ที่ ๒ ได้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันตกเนื้อที่ ๗ ไร่ และให้จำเลยที่ ๑ ออกโฉนดที่ดินให้กับโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ ๑ ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๗๘๓๖ เนื่องจากเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมการได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการกล่าวอ้างโดยไม่มีเอกสารสิทธิใดมายืนยันการได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ จึงถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาโดยการซื้อขายอย่างสุจริตและเสียค่าตอบแทน ที่ดินที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าผู้มีชื่อครอบครองนั้นเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๒๖ ที่อยู่ติดกับที่ดินพิพาททางทิศตะวันตก ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ โจทก์ทั้งสองเป็นเอกชน ยื่นฟ้องอธิบดีกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และจำเลยที่ ๒ เป็นเอกชน โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว โจทก์ทั้งสองอ้างว่า เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๒๗ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๗๘๓๖ ปัจจุบันมีชื่อจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทับที่ดินของโจทก์ทั้งสอง ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ทั้งสองมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสอง กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ ๒ ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นของจำเลยที่ ๒ ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
โจทก์ — นาง พ. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย — อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 75/2565
#698758
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง องค์การบริหารส่วนตำบลพยุห์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ นายอำเภอพยุห์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีคำขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว อันมีลักษณะเป็นการตั้งรูปเรื่องการฟ้องคดีเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เหตุแห่งการฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าวก็เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่าหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้หรือไม่นั้น จำต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่สาธารณประโยชน์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ มีอำนาจนำไปออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ นำป้ายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่มีข้อความว่าที่ดินสาธารณประโยชน์แปลงหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง มาปักในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและห้ามผู้ฟ้องคดีใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดผู้ฟ้องคดีนั้น การกระทำดังกล่าวมิได้เกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดในทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุบลราชธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
ผู้ฟ้องคดี — นาง จ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — สำนักงานที่ดินจังหวัดศรีสะเกษ ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 74/2565
#700184
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเทศบาลตำบลเกาะหวาย ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนด ได้รับความเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยมิได้สำรวจพื้นที่ก่อสร้างให้ชัดเจน ไม่มีการเวนคืนที่ดินและมิได้ตกลงในเรื่องการโอนหรือยินยอมอุทิศให้เป็นทางสาธารณประโยชน์หรือยินยอมให้ก่อสร้างถนนในที่ดินขอให้รื้อถอนถนนคอนกรีตออกจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี ชำระค่าเสียหาย และส่งมอบการครอบครองพื้นที่คืนแก่ผู้ฟ้องคดีในสภาพปกติ เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลเกาะหวาย ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดี โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กผ่านเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้สร้างถนนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของผู้ฟ้องคดีและมิได้กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กของผู้ถูกฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครนายก
ผู้ฟ้องคดี — นาง ส.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลเกาะหวาย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 73/2565
#688084
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย อ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ และ ๑๘๒๕๕ โดยได้รับโอนมรดกมาจากนาง จ. ผู้ฟ้องคดีพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ก่อสร้างอาคารแบบถาวรขนาดใหญ่รุกล้ำที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดี ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า โฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ เดิมเป็นของนาง ล. ผู้เป็นมารดาของนาง จ. นาง ล. แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งอุทิศที่ดินดังกล่าวให้แก่กรมชลประทานเพื่อให้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตร ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๒๔ ที่ดินดังกล่าวจึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อาคารสูบน้ำบนที่ดินจึงเป็นส่วนควบของที่ดิน และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ส่วนโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำเข้าไปยังที่ดินดังกล่าว ซึ่งถ้าหากมีการก่อสร้างอาคารสูบน้ำรุกล้ำที่ดินในขณะทำการก่อสร้างอาคารนั้นจริง ผู้ฟ้องคดีหรือนาง จ. ต้องมาแสดงตัวคัดค้าน ท้วงติง หรือทำการชี้แนวเขตของที่ดินแปลงดังกล่าว การปรับปรุงแนวรั้วได้ดำเนินการตามแนวเขตรั้วเดิมซึ่งได้ก่อสร้างมาพร้อมอาคารสูบน้ำ ต่อมากรมชลประทานได้ถ่ายโอนภารกิจและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่เทศบาลตำบลธรรมามูลเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะต่อเนื่องมาโดยตลอดเป็นระยะเวลา ๑๙ ปี สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวจึงไม่มีส่วนใดที่รุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี เทศบาลตำบลธรรมามูลจึงไม่ต้องรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของทางราชการ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้เทศบาลตำบลธรรมามูล ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นจัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ วรรคหนึ่งและมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็ตาม แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีโดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดโดยก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่(อาคารสูบน้ำ) รุกล้ำโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๔ ทั้งแปลง และโฉนดที่ดินเลขที่ ๑๘๒๕๕ บางส่วน อีกทั้งผู้ถูกฟ้องคดียังได้รื้อถอนต้นไม้ใหญ่ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีแล้ว การก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) การรื้อถอนต้นไม้ใหญ่ของผู้ถูกฟ้องคดี ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจก่อสร้างอาคารถาวรขนาดใหญ่ (อาคารสูบน้ำ) ในที่ดินดังกล่าวเพื่อการจัดทำบริการสาธารณะสำหรับสูบน้ำให้แก่เกษตรกรใช้ทำการเกษตรในที่ดินพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534
พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดชัยนาท
ผู้ฟ้องคดี — นาย อ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลตำบลธรรมมามูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 72/2565
#688085
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๓ ผู้อำนวยการเขตคันนายาว ที่ ๔ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนด ด้านหน้าทั้งหมดติดกับซอยคู้บอน ๙ ซึ่งเป็นทางสาธารณประโยชน์ ได้รังวัดสอบเขตที่ดินพบว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก่อสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ารื้อถอนขนย้ายรางน้ำและท่อระบายน้ำออกไปจากที่ดินของผู้ฟ้องคดี และส่งมอบที่ดินพิพาทในสภาพเรียบร้อยคืนแก่ผู้ฟ้องคดี กับให้ชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี เห็นว่า แม้กรุงเทพมหานคร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๓ ผู้อำนวยการเขตคันนายาว ที่ ๔ หัวหน้าฝ่ายโยธา สำนักงานเขตคันนายาว ที่ ๕ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าโดยอ้างเหตุว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ กระทำละเมิดก่อสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าให้การว่า รางน้ำและท่อระบายน้ำเป็นส่วนหนึ่งของถนนซอยคู้บอน ๙ ก่อสร้างขึ้นบนที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน บริเวณที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์ ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าไม่จำต้องรื้อถอนและชำระค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ากระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การสร้างรางน้ำและท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมือ ใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้าแล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งห้ามีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่งมีนบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง พ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรุงเทพมหานคร ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 71/2565
#694880
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้นายอำเภอท่าอุเทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเทศบาลตำบลท่าอุเทน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นราชการส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เป็นราชการส่วนกลางมีฐานะเป็น กรม ส่วนกรมธนารักษ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ มีสถานะเป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงการคลัง ตามมาตรา ๑๑ (๓) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยมีสำนักงานธนารักษ์พื้นที่นครพนม ผู้ถูกฟ้องคดี ที่ ๓ เป็นหน่วยงานในสังกัดตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ข้อ ๓ (๑๘) ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ถึงที่ ๕ เป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เมื่อข้อพิพาทในคดีนี้คู่กรณีโต้แย้งกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินของรัฐ และผู้ฟ้องคดีมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนประกาศ คำสั่ง หรือเอกสารอื่นใดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ที่ปรากฏชื่อผู้ฟ้องคดีเกี่ยวกับการเป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ราชพัสดุหรือโครงการอ่างเก็บน้ำบึงมอ อันมีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินที่ดินของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ รื้อถอนถนนคอนกรีตที่ก่อสร้างทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี และปรับปรุงแก้ไขสภาพที่ดินให้กลับสู่สภาพเดิม คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายประการสำคัญที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ส่วนประเด็นปัญหาว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดีหรือไม่นั้น เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2562
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ณ.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอท่าอุเทน ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ