คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,178 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 404/2565
#684105
เปิดฉบับเต็ม

กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. มีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกออมเงินแล้วนำเงินฝากของสมาชิกไปให้สมาชิกกู้ยืม โดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน แล้วนำดอกเบี้ยมาจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิก ดอกเบี้ยดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 24 บาท ต่อปี เกินกว่าร้อยละ 15 บาท ต่อปี ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 654 และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะนั้น และ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับภายหลัง ดังนี้ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. จึงต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 สมาชิกทุกรายที่เข้าร่วมฝากเงินและกู้ยืมรวมทั้งชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว หรือเมื่อผิดนัด ยินยอมให้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการนำต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระที่ฝ่าฝืนกฎหมายรวมเข้ากันแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ต่อไปซึ่งเกินกว่าระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ข้อ 23 รวมถึงการส่งมอบเงินฝาก รับเงินกู้ยืม เงินกำไรหรือปันผล ดอกเบี้ยของสมาชิกในทุกขั้นตอนตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว เป็นการร่วมกันกระทำการอันต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนซ้ำซ้อน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายซึ่งเป็นสมาชิกจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความกันได้ตาม ป.อ. มาตรา 356 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 121 วรรคสอง และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 352, 353 และให้ร่วมกันชดใช้เงิน 15,064,946.91 บาท แก่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสิบสี่ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 7 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ และนางสาวแสงรุ้ง สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 6 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มีกำหนดคนละ 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มีกำหนดคนละ 1 ปี 4 เดือน ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ร่วมกันชดใช้เงิน 15,064,946.91 บาท แก่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า เมื่อปี 2544 พระครู ส. เจ้าอาวาส ได้จัดตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ให้แก่ชุมชนให้มีเงินทุนหมุนเวียนในกลุ่มและส่งเสริมสวัสดิการให้แก่สมาชิก โดยให้สมาชิกออมเงินแล้วนำเงินฝากของสมาชิกไปให้สมาชิกกู้ยืมร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน แล้วนำดอกเบี้ยที่สมาชิกกู้ยืมมาจ่ายเป็นเงินปันผลและสวัสดิการให้แก่สมาชิก กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. เปิดทำการในวันเสาร์แรกของเดือนตามระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 1 เป็นประธานกรรมการ จำเลยที่ 6 เป็นรองประธานกรรมการ จำเลยที่ 2 เป็นเลขานุการ จำเลยที่ 3 เป็นประชาสัมพันธ์ จำเลยที่ 4 และที่ 10 เป็นฝ่ายสินเชื่อ จำเลยที่ 5 ที่ 8 ที่ 9 ที่ 11 ถึงที่ 13 เป็นฝ่ายการเงิน จำเลยที่ 7 เป็นเหรัญญิก และจำเลยที่ 14 เป็นฝ่ายบัญชี ปัจจุบันมีสมาชิก 1,897 คน เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 นายสมิง ในฐานะส่วนตัวและผู้รับมอบอำนาจจากสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหายรวม 322 คน ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบสี่ในข้อหาร่วมกันยักยอกทรัพย์ เนื่องจากนายสมิงกับพวกลาออกจากสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. แต่ไม่ได้รับเงินฝากคืนจากจำเลยทั้งสิบสี่ พนักงานสอบสวนจัดทำบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายไว้มีสมาชิกของกลุ่มออมทรัพย์ผู้เสียหายที่ลาออกปี 2555 จำนวน 77 คน รวมเป็นเงิน 656,570 บาท สมาชิกที่ลาออกปี 2556 จำนวน 147 คน รวมเป็นเงิน 1,589,800 บาท และสมาชิกที่ลาออกปี 2557 จำนวน 245 คน รวมเป็นเงิน 3,635,470 บาท รวมทั้งหมด 469 คน เป็นเงิน 5,881,840 บาท แจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสิบสี่ว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น จำเลยทั้งสิบสี่ให้การปฏิเสธ ก่อนคดีนี้โจทก์ร่วมกับพวกรวม 434 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่และนางมัลลิกา เป็นจำเลยให้ร่วมกันชำระเงินฝากคืนพร้อมดอกเบี้ยต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสี่ร้อยสามสิบสี่และจำเลยทั้งสิบห้าไปว่ากล่าวกันต่อไปตามสิทธิหลังจากได้มีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนแล้วตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 135/2559 ต่อมาโจทก์ร่วมกับพวกรวม 6 คน เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่และนางมัลลิกา เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน (กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว.) และแต่งตั้งโจทก์ทั้งหกเป็นผู้ชำระบัญชีของกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าวกับให้มีอำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเพิ่มเติมได้ โจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสิบห้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันตกลงเลิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าว โดยตั้งโจทก์ที่ 1 (โจทก์ร่วมคดีนี้) นางสาวทิพวิมล นายมานพ นางสาวกมลพร นายสันติ นายธงชัย (จำเลยที่ 5 คดีนี้) นางสาวสมจิตร (จำเลยที่ 4 คดีนี้) นางสาวสมัย (จำเลยที่ 12 คดีนี้) และนางสาววนัสวัณณ์ เป็นผู้ชำระบัญชีโดยให้นายสันติเป็นประธาน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 580/2559 ของศาลชั้นต้น สำเนาคำฟ้อง สัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม นายสันติกับพวกจัดทำรายการชำระบัญชีของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. โดยสรุปรายการชำระบัญชีจากสมาชิกที่ให้ความร่วมมือส่งมอบสมุดเงินฝากแก่ผู้ชำระบัญชี 1,050 เล่ม แยกเป็นรายปีตั้งแต่ปี 2550 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และสรุปรายงานการชำระบัญชีปรับปรุงถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ปรากฏว่ากลุ่มออมทรัพย์ ว. ผู้เสียหายมีรายรับ 12,870,956.90 บาท เมื่อหักหนี้ค้างชำระ 4,600,291 บาท คงเหลือรายรับ 8,270,665.90 บาท ส่วนรายจ่ายจะนำดอกเบี้ยรับคงเหลือ 9,154,279 บาท หักด้วยเงินปันผล 1,516,341 บาท เฉลี่ยหุ้น 89,088.99 บาท สวัสดิการ 585,349 บาท และค่าตอบแทน 169,219 บาท คงเหลือเป็นดอกเบี้ยรับ 6,794,281.01 บาท เมื่อนำรายรับคงเหลือและดอกเบี้ยรับคงเหลือมารวมกันแล้วเป็นเงิน 15,064,946.91 บาท จากการตรวจสอบบัญชีเงินฝากของสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ดังกล่าว ปรากฏว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2557 มีเงินอยู่ในบัญชี 26,879.41 บาท

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า พระครู ส. เจ้าอาวาส ได้ก่อตั้งกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ขึ้น เมื่อปี 2544 โดยมีวัตถุประสงค์ให้สมาชิกออมเงินโดยรับฝากเงินจากสมาชิก และนำเงินฝากของสมาชิกให้สมาชิกกู้ยืมโดยคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 บาท ต่อเดือน และนำดอกเบี้ยมาจ่ายเป็นสวัสดิการให้แก่สมาชิกโดยมีจำเลยทั้งสิบสี่เป็นคณะกรรมการดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ข้อ 22 อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 24 บาท ต่อปี เกินกว่าร้อยละ 15 บาท ต่อปี ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ในขณะนั้น และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ที่ใช้บังคับภายหลัง ซึ่งเป็นความผิดทางอาญามีโทษทั้งจำคุกและปรับ เยี่ยงนี้ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. จึงต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 สมาชิกทุกรายที่เข้าร่วมฝากเงินและกู้ยืมรวมทั้งชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว หรือเมื่อผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ได้ ยินยอมให้กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการนำต้นเงินและดอกเบี้ยค้างชำระที่ฝ่าฝืนกฎหมายรวมเข้ากันแล้วคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ต่อไปซึ่งเกินกว่าระเบียบข้อบังคับกลุ่มสัจจะ ว. (ฉบับปรับปรุง 2549) ข้อ 23 รวมถึงการส่งมอบเงินฝาก รับเงินกู้ยืม เงินกำไรหรือปันผล ดอกเบี้ยของสมาชิกในทุกขั้นตอนทุกส่วนในการดำเนินการเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเป็นการร่วมกันกระทำการอันต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ทั้งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนซ้ำซ้อน เป็นผลสืบเนื่องเพราะเหตุที่วัตถุประสงค์ของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว นายสมิง สมาชิกในฐานะส่วนตัวและสมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. รวม 322 คน รวมถึงโจทก์ร่วม ผู้มอบอำนาจ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ไม่มีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสิบสี่ฐานร่วมกันยักยอกทรัพย์ดังกล่าวซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความกันได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356 พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121 วรรคสอง และพนักงานอัยการโจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 จะมิได้ฎีกา เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่อาจลงโทษในความผิดฐานร่วมกันยักยอกได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ข้ออื่นอีกต่อไป ส่วนการที่จำเลยทั้งสิบสี่จงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. หรือบริหารงานด้วยนโยบายที่ผิดพลาดบกพร่อง หรือกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาชิกกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ว. ทั้ง 1,897 คน อย่างไร เป็นเรื่องที่สมาชิกแต่ละคนหรือหลายคนรวมกันว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งสิบสี่ทางแพ่งต่างหากจากคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 และที่ 8 ถึงที่ 14 ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 353 (เดิม) ม. 356
ป.พ.พ. ม. 654
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 121 วรรคสอง ม. 195 วรรคสอง ม. 215 ม. 225
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสวรรคโลก
โจทก์ร่วม — นางสาว ส.
จำเลย — นาย ฉ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสวรรคโลก — นายธีรรัฐ ไชยวุฒิ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายสังคม เมฆอรุณลักษณ์
ชื่อองค์คณะ
วิธูร คลองมีคุณ
ธนิต รัตนะผล
ปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 283/2565
#666539
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งตามองค์ประกอบของความผิดสองฐานนี้ จึงอาจเป็นความผิดต่างกรรมกันได้ แต่เมื่อการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) และ (2) มีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เมื่อปรากฏว่าการเข้าเป็นสมาชิกหรือการสมคบกันนั้นก็เพื่อจะกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานต่าง ๆ ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน แต่ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินจึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานอื่น ๆ ดังกล่าวสำเร็จแล้ว และเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดฐานอื่นนั้นได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมกัน ซึ่งปัญหาว่าการกระทำความผิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3902/2562 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสามสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยทั้งสามในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 4 และเรียกจำเลยในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 5 แต่คดีสำหรับจำเลยที่ 5 ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเฉพาะคดีสองสำนวนแรก

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (3), 5, 9, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 3, 5, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 นับโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามลำดับ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.2861/2561 (คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.83/2562) ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ กับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน จำนวน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคสอง, 210 วรรคสอง, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 83 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) ถึง (4), 7, 25 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 (1) ถึง (3), 9 วรรคสอง, 60 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) ที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 9 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 2,727,759.11 บาท แก่ผู้เสียหาย กับให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.83/2562 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันฟอกเงิน และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งตามองค์ประกอบของความผิดสองฐานนี้จึงอาจเป็นความผิดต่างกรรมกันได้ แต่เมื่อการกระทำความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 มาตรา 5 (1) และ (2) มีองค์ประกอบของความผิด คือ เป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติจึงมีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ความผิดฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน เมื่อต่อมาปรากฏว่าการเข้าเป็นสมาชิกหรือการสมคบกันนั้นก็เพื่อจะกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จึงเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ ความผิดฐานต่าง ๆ ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ต้องลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด แต่สำหรับความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินนั้น พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มีเจตนารมณ์ในการปราบปรามผู้กระทำความผิดมูลฐานที่ได้นำเงินหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมากระทำการในรูปแบบต่าง ๆ อันเป็นการฟอกเงิน เพื่อนำเงินหรือทรัพย์สินนั้นไปใช้เป็นประโยชน์ในการกระทำความผิดต่อไปได้อีก โดยมีองค์ประกอบของความผิด คือ การโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือปกปิดอำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มา แหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิใด ๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด ความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินจึงเป็นการกระทำความผิดที่เกิดภายหลังเมื่อมีการกระทำความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จสำเร็จแล้ว และเป็นความผิดอีกส่วนหนึ่งซึ่งสามารถแยกเจตนาและการกระทำต่างจากการกระทำความผิดฐานอื่นตามฟ้องโจทก์ได้ จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งต่างกรรมกัน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่โดยที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในส่วนความผิดฐานอื่นมานั้นก็ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา และปัญหาว่าการกระทำความผิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี ฐานร่วมกันฟอกเงิน จำคุกคนละ 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 14 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสาม คงจำคุก 9 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 209 ม. 210 ม. 342 (1) ม. 343
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ม. 5
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 ม. 5 (1) ม. 5 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ณ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาพระโขนง — นายอนันต์ ลิขิตธนสมบัติ
ศาลอุทธรณ์ — นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ช้างหัวหน้า
สิริกานต์ มีจุล
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 275/2565
#682447
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีคำสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 และค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ ศาลจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไปตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

ศาลชั้นต้นสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ตามกฎหมายแล้ว

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์ดังกล่าวแก่ผู้คัดค้านที่ 1

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบทรัพย์สินรวม 7 รายการ ได้แก่ 1. เงินสด 50,000 บาท 2.รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 3. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ย. 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ชื่อบัญชีผู้คัดค้านที่ 2 6. รถยนต์ยี่ห้อ ฮ. และ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29 และ 31

ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นบุตรของนายสมาน และเป็นพี่ของนายสัญญา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมทั้งยึดเมทแอมเฟตามีน ชนิดเม็ด 2,800 เม็ด และชนิดเกล็ดสีขาว 9 ถุง น้ำหนักประมาณ 68.39 กรัม เป็นของกลาง และยึดทรัพย์สินหลายรายการ ผู้ร้องได้ฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 457/2560 ของศาลชั้นต้น ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นายปรีชาซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่านายปรีชากระทำความผิดตามฟ้องให้จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท และให้ยกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1998/2560 ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของนายปรีชารวม 7 รายการ ดังนี้ รายการที่ 1. เงินสด 50,000 บาท รายการที่ 2. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 3. รถจักรยายนต์ ยี่ห้อ ย. รายการที่ 4. รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. รายการที่ 5. เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ รายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. และรายการที่ 7. ที่ดินโฉนดเลขที่ 28127 โดยเชื่อว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ทรัพย์สินรายการที่ 4 รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮ. เป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 6 รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ ฮ. ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์คือผู้คัดค้านที่ 1 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าเป็นทรัพย์สินของนายปรีชาที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้ริบและให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกา จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

เนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับและมีผลเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2564 โดยมาตรา 4 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน ซึ่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ภาค 1 ลักษณะ 4 ยังคงมีมาตรการในการตรวจสอบทรัพย์สินและขอให้ศาลสั่งริบทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยหลักเกณฑ์บางอย่างแตกต่างจากกฎหมายเดิม จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า จะต้องนำประมวลกฎหมายยาเสพติดมาใช้บังคับแก่คดีนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 มาตรา 12 บัญญัติว่า "บรรดาคดีที่ได้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดท้ายพระราชบัญญัติใช้บังคับ ให้คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน คณะอนุกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานอัยการ และศาล ดำเนินการตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด" ดังนั้น กรณีที่มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินตามกฎหมายเดิมก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับและค้างการพิจารณาอยู่ไม่ว่าในชั้นใด ก็ต้องดำเนินการต่อไปตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เมื่อคดีนี้มีการสั่งตรวจสอบทรัพย์สินมาตั้งแต่ปี 2561 ก่อนประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเสพติด พ.ศ.2534

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้คัดค้าน 2 ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงนั้นสิ้นสุดลงหรือไม่ เห็นว่า ตามคำวินิจฉัยที่ 486/2561 ของคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 และคำสั่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินที่ 514/2561 เรื่องให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สิน ลงวันที่ 25 เมษายน 2561 ระบุชัดเจนว่า เป็นการตรวจสอบทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการที่นายปรีชา ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และสั่งยึดอายัดทรัพย์สิน 7 รายการ ในคดีนี้ในฐานะเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา ไม่ใช่ของผู้คัดค้านที่ 2 ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้คัดค้านที่ 2 จึงไม่มีผลให้คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้ง 7 รายการ ดังกล่าวในฐานะที่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชาสิ้นสุดลง กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่สิ้นสุดลงจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ในประการสุดท้ายมีว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินรายการที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 และที่ 7 และให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

สำหรับทรัพย์สินรายการที่ 3 คือ รถจักยานยนต์ ยี่ห้อ ย. ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 2 มิได้อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงในทรัพย์สินดังกล่าวแต่เป็นของนายสัญญา ซึ่งเป็นน้องของผู้คัดค้านที่ 2 ผู้คัดค้านที่ 2 ย่อมไม่อาจขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ว่าไม่ชอบอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกาว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้คัดค้านที่ 2 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 ได้มาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนหรือได้มาตามสมควรในทางศีลธรรมอันดี โดยผู้คัดค้านที่ 2 ช่วยนายสมานบิดาทำมาหาได้ร่วมกัน นายสมานขายที่ดินมรดกและขายโคแล้วมอบเงินส่วนหนึ่งให้ ผู้คัดค้านที่ 2 จึงนำไปซื้อที่ดินและปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์สินรายการที่ 7 ส่วนทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ที่เป็นเงินสด รถจักรยานยนต์ และเงินฝากธนาคารพยานหลักฐานในคดีน่าจะฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของที่แท้จริงเช่นกัน ทางไต่สวนผู้ร้องมีร้อยตำรวจเอกสิรภาพ ผู้ร่วมจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 กับมีนางสาวชนิศา ผู้ตรวจสอบทรัพย์สินซึ่งได้สอบปากคำนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานได้ความตรงกันว่า นายปรีชากับผู้คัดค้านที่ 2 คบหาและอยู่กินฉันสามีภริยามาก่อนที่จะถูกจับกุมเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ในข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร้อยตำรวจเอกสิรภพเบิกความว่า พยานกับพวกจับกุมนายปรีชาและผู้คัดค้านที่ 2 ได้ที่บ้าน พร้อมยาเสพติดให้โทษของกลางในคดีหมายเลขแดงที่ อ 1998/2550 ของศาลชั้นต้น รวมทั้งยึดทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 และทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการได้ที่บ้านดังกล่าว ซึ่งบุคคลทั้งสองรับว่าเป็นบ้านที่ใช้อาศัยอยู่กินฉันสามีภริยากัน ในชั้นจับกุม นายปรีชายังรับว่านำเงินที่ได้จากการจำหน่ายยาเสพติดบางส่วนไปซื้อทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นของกลางซึ่งรวมถึงทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 รับว่าทรัพย์สินรายการที่ 1 และที่ 5 ได้มาจากการค้ายาเสพติด ในชั้นตรวจสอบทรัพย์สิน ได้ความจากนางสาวชนิศาว่า ทรัพย์สินรายการที่ 1 เงินสด 50,000 บาท ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ถ้อยคำว่าเป็นเงินของตนเองที่ได้รับจากบิดา แต่นายปรีชากลับชี้แจงว่าเป็นเงินของนางพู่นำมาฝากให้นายปรีชาไปไถ่ทองรูปพรรณที่นางพู่นำไปจำนำไว้ ซึ่งขัดกันและจากการตรวจสอบไม่ปรากฏว่าผู้คัดค้านที่ 2 ประกอบอาชีพใดเป็นกิจจะลักษณะ ไม่มีหลักฐานการได้รับเงินค่าขายโคซึ่งอ้างว่าเป็นที่มาของรายได้ที่นำไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ และทรัพย์สินรายการที่ 5 ซึ่งเป็นเงินฝากในบัญชีเงินฝากธนาคารปรากฏรายการเงินฝากเข้ามากและถี่ไม่สัมพันธ์กับรายได้ เห็นว่า คดีนี้เจ้าพนักงานยึดทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ ดังกล่าวได้พร้อมกับยาเสพติดให้โทษที่บ้านซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 อาศัยอยู่กินกับนายปรีชาและได้ความจากร้อยตำรวจเอกสิรภพว่า ขณะเข้าจับกุมนายปรีชากำลังนั่งนับเมทแอมเฟตามีนอยู่ภายในห้อง แสดงว่านายปรีชาใช้บ้านหลังดังกล่าวเป็นที่จำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ทั้งนายปรีชายอมรับว่าทรัพย์สินเหล่านั้นได้มาจากการค้ายาเสพติด ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ก็รับว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติดเช่นกัน เพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่รวมทรัพย์สินรายการที่ 2 กับที่ 7 แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ให้โอกาสชี้แจงในชั้นของการตรวจสอบทรัพย์สิน ผู้คัดค้านที่ 2 กลับไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าตนเองมีรายได้เพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินเหล่านั้นได้ และที่อ้างว่าได้เงินจากการที่นายสมานขายโคและที่ดินมรดกแล้วแบ่งเงินให้ ผู้คัดค้านที่ 2 ก็ไม่มีหลักฐานใด ๆ มาแสดง คดีของผู้ร้องมีมูลว่าทรัพย์สินดังกล่าว 4 รายการ เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา

ดังนั้น การที่ผู้คัดค้านที่ 2 จะขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินนั้น ผู้คัดค้านที่ 2 มีหน้าที่นำสืบแสดงให้ศาลเห็นว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริงซึ่งทรัพย์สินนั้นและทรัพย์สินดังกล่าวไม่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของนายปรีชา ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง (1) ซึ่งผู้คัดค้านที่ 2 อ้างตนเองเบิกความเป็นพยานถึงที่มาของเงินที่ตนนำไปซื้อทรัพย์สินดังกล่าวว่า เดิมผู้คัดค้านที่ 2 มีรายได้จากการช่วยนายสมานบิดาทำนาร่วมกับพี่น้องของผู้คัดค้านที่ 2 มีรายได้ปีละประมาณ 300,000 บาท ถึง 400,000 บาท ซึ่งนายสมานเบิกความเป็นพยานของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า ตนเองมีรายได้สุทธิจากการทำนาเพียงปีละ 100,000 บาท และมีอาชีพเลี้ยงโคเนื้อด้วย ทั้งอ้างว่าได้ขายโคทั้งหมดไปในปี 2557 ได้เงิน 630,000 บาท มอบเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 500,000 บาท และในปี 2558 ผู้คัดค้านที่ 2 นำเงิน 200,000 บาท ไปซื้อที่ดิน ทรัพย์สินรายการที่ 7 และจ้างช่างมาปลูกสร้างบ้านบนที่ดินดังกล่าวเสียเงินอีกประมาณ 200,000 บาท เงินที่เหลือนำไปซื้อรถจักรยานยนต์ ทรัพย์สินรายการที่ 2 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทรัพย์สินรายการที่ 5 และเก็บเป็นเงินสดไว้ที่บ้านอีก 50,000 บาท ทรัพย์สินรายการที่ 1 เห็นว่า ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าที่มาของทรัพย์สินทั้ง 4 รายการ มาจากเงินที่นายสมานขายโคแล้วมอบให้ 500,000 บาท นั้น แม้จะมีนายสมานมาเบิกความยืนยันว่าขายโคได้เงินมากถึง 630,000 บาท ก็ตาม แต่เป็นการเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีหลักฐานการได้รับเงินหรือนำเงินเหล่านั้นไปฝากธนาคารมายืนยัน ข้อเท็จจริงจึงยังฟังเป็นยุติไม่ได้ว่า นายสมานมีรายได้จากการขายโคหรือที่ดินมรดกดังที่เบิกความ และที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่านายสมานขายโคได้เงิน 630,000 บาท และมอบเงินให้ตนเองถึง 500,000 บาท ก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือเพราะนายสมานมีภริยาและบุตรอีกสองคน หลังขายโคนายสมานไม่ได้ทำนาอีกและภริยามีรายได้เดือนละไม่ถึง 5,000 บาท ไม่น่าเป็นไปได้ที่นายสมานจะให้เงินเกือบทั้งหมดแก่ผู้คัดค้านที่ 2 โดยไม่แบ่งให้บุตรคนอื่นและไม่กันเงินไว้ให้เพียงพอต่อการใช้จ่ายในช่วงชราภาพ ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการนำเงิน 500,000 บาท ที่ผู้คัดค้านที่ 2 อ้างว่าได้รับจากนายสมานฝากเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้คัดค้านที่ 2 เบิกความว่า หลังจากเลิกทำนาในปี 2557 ผู้คัดค้านที่ 2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปรายได้วันละ 300 บาท แต่ไม่ได้รับจ้างทุกวันและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนเพียง 5,000 บาท พยานหลักฐานตามทางไต่สวนเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 2 ไม่มีรายได้พอที่จะซื้อและเป็นเจ้าของทรัพย์สินรายการที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 และที่ 7 ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่านายปรีชาเป็นเจ้าของทรัพย์สินดังกล่าวและเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ริบทรัพย์สินทั้ง 4 รายการดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี
ผู้คัดค้าน — นาย อ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายธิตินันต์ ธัญญสิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ชื่อองค์คณะ
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์
จาตุรงค์ สรนุวัตร
เอกวิทย์ วัชชวัลคุ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 272/2565
#683609
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ ป.ยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิม ยังมีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ ป.ยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิม มาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 66 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญ แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 145 ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว ดังนั้น ถ้าผู้กระทำความผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำความผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนการปรับบทความผิดนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ คดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ให้ผู้ล่อซื้อ และจำเลยทั้งสองเคยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ต้องหารายอื่นมาก่อนหน้าแล้ว พฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดดังกล่าวย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นกฎหมายที่เป็นคุณมากกว่าแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนปริมาณถึงตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท หรือประหารชีวิต ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 500,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสามจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,000,000 บาท คำให้การของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด เป็นของกลาง ซุกซ่อนอยู่ในรถกระบะ บริเวณใต้เบาะที่นั่งข้างคนขับด้านซ้าย ซึ่งมีนายณัฐกรณ์เป็นคนขับ และนางสาวสุมินตรานั่งด้านข้างคนขับ ส่วนจำเลยทั้งสองนั่งอยู่ในแคปตอนหลัง เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม ชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและต่อมามีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกินยี่สิบกรัมขึ้นไปไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การไว้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อซื้อขายหรือนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยเฉพาะเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุห่อหุ้มอย่างปกปิดมิดชิดในกระเป๋าส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจล่วงรู้พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 แม้จะนั่งโดยสารมาในรถกระบะคันเดียวกันก็ตามนั้น ในข้อนี้โจทก์มีร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุคดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ผู้ต้องหาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์แจ้งพยานทั้งสองว่า สามารถติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ได้ เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีน 1,000 เม็ด ในราคา 60,000 บาท จากจำเลยที่ 1 โดยนัดส่งมอบที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงใหม่ แห่งที่ 2 ที่เกิดเหตุ ในวันที่ 23 มกราคม 2562 โดยจำเลยที่ 1 แจ้งว่าจะเดินทางมากับรถยนต์ของเพื่อน พยานทั้งสองได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นเวลาประมาณ 2 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุพยานทั้งสองพร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมตัวนายวุฒิชัยและนายกิตติพงษ์ไปลอบซุ่มดูเหตุการณ์บริเวณดังกล่าวจนกระทั่งเวลาผ่านไป 30 นาที มีรถกระบะ แบบมีแคป สีดำ ซึ่งตรงกับลักษณะรถที่นายวุฒิชัยแจ้งแล่นมาจอดบริเวณที่เกิดเหตุร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์จึงปล่อยนายนายวุฒิชัยเดินไปที่รถกระบะคันดังกล่าว พยานทั้งสองเห็นนายณัฐกรณ์คนขับรถกระบะเปิดประตูให้จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังลงจากรถจึงเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหลัง ส่วนนางสาวสุมินตรานั่งอยู่บริเวณเบาะด้านหน้าข้างคนขับ โดยมีกระเป๋าสะพายสีน้ำตาลสอดอยู่ใต้เบาะดังกล่าว ภายในกระเป๋าพบถุงพลาสติกสีฟ้า 2 ใบ ถุงพลาสติกสีชมพู 2 ใบ และถุงพลาสติกใส 2 ใบ บรรจุเมทแอมเฟตามีนรวม 1,000 เม็ด จากการสอบถามจำเลยทั้งสองยอมรับว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวเตรียมไว้เพื่อส่งมอบให้แก่ผู้ล่อซื้อ ส่วนนายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง และจำเลยทั้งสองยืนยันว่าบุคคลทั้งสองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานทั้งสองจึงแจ้งข้อกล่าวหาเฉพาะจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย และโจทก์ยังมีนางสาวสุมินตราเบิกความประกอบบันทึกคำให้การพยาน สนับสนุนว่า พยานได้ยินจำเลยทั้งสองสนทนากันภายในรถในทำนองว่ารอคนมารับ จำเลยหนึ่งในสองคนใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกับบุคคลปลายสายว่าจำเลยทั้งสองโดยสารมากับรถกระบะสีดำจอดรออยู่บริเวณหน้าชานชาลาแล้วนายณัฐกรณ์สอบถามจำเลยทั้งสองว่าจะลงจากรถเลยหรือไม่ จำเลยทั้งสองแจ้งนายณัฐกรณ์ว่ารอคนมารับก่อน หลังจากนั้นไม่เกิน 5 นาที เจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาแสดงตัวและขอตรวจค้นรถ เห็นว่า ร้อยตำรวจเอกไพฑูรย์และดาบตำรวจไพรัตน์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เป็นเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติการไปตามอำนาจหน้าที่ เบิกความสอดคล้องต้องกัน ไม่มีข้อพิรุธประการใด ทั้งขั้นตอนต่าง ๆ ในการจับกุมจำเลยทั้งสองเป็นไปในระยะเวลาใกล้ชิดและต่อเนื่องกัน เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากจำเลยทั้งสองว่านายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง พยานทั้งสองก็แจ้งข้อหาเฉพาะจำเลยทั้งสองเท่านั้น สอดรับกับคำเบิกความของนางสาวสุมินตราซึ่งเดินทางร่วมมากับจำเลยทั้งสองยืนยันพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองร่วมเดินทางมายังจุดหมายปลายทางเดียวกัน มีการสนทนากันระหว่างจำเลยทั้งสองและมีการโทรศัพท์ติดต่อกับบุคคลปลายสายในทำนองแจ้งว่าจำเลยทั้งสองเดินทางมาด้วยกันหลังจากนั้นไม่นานมีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมและตรวจค้นรถกระบะ เมื่อปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน จึงไม่มีเหตุให้น่าระแวงสงสัยว่าจะสร้างเรื่องกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริงที่รับรู้มา นอกจากนี้ยังได้ความจากบันทึกคำให้การของจำเลยทั้งสองซึ่งให้การในวันเดียวกับวันที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุมว่า จำเลยที่ 1 รับว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งให้นายวุฒิชัยจริง ซึ่งมิใช่เป็นการซัดทอดเพื่อให้ตนเองพ้นผิดโดยปัดความผิดไปให้จำเลยที่ 2 เพียงผู้เดียวส่วนจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับข้อเท็จจริงว่าทราบเรื่องที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ผู้ซื้อจริง และจำเลยทั้งสองยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเมทแอมเฟตามีนอย่างสอดคล้องต้องกัน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในความรู้เห็นของจำเลยทั้งสองโดยเฉพาะ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งข้อเท็จจริงขึ้นเองได้หากจำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การไว้ เชื่อว่าจำเลยทั้งสองให้การไปตามเหตุการณ์ที่ตนประสบมาจริง เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้น น่าเชื่อว่าสามารถพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 และรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3 และคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมีน้ำหนักให้รับฟังมากยิ่งขึ้นด้วย แม้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการติดต่อล่อซื้อและนัดหมายในการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลางก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโจทก์ประกอบพฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยที่ 2 เดินทางร่วมกับจำเลยที่ 1 ในยามวิกาลไปยังจุดหมายเดียวกันซึ่งเป็นสถานที่ที่นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยการครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษสูง ผู้กระทำผิดย่อมกระทำอย่างลับ ๆ เพื่อปกปิดไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ หากจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นตัวการร่วมในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 คงไม่ให้จำเลยที่ 2 ไปร่วมรู้เห็นด้วยเป็นแน่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 เดินทางนำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งมอบให้แก่นายวุฒิชัยที่จำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้และฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ไม่ได้ลงชื่อในภาพถ่ายประกอบการจับกุม ภาพถ่ายประกอบคดีและบัญชีของกลางคดีอาญา เป็นการแสดงว่าจำเลยที่ 2 ยืนยันปฏิเสธความบริสุทธิ์มาโดยตลอดนั้น แต่เหตุใดจำเลยที่ 2 จึงลงมาจากรถเป็นคนแรกในทันทีที่นายวุฒิชัยผู้ติดต่อล่อซื้อเดินเข้าไปหาทั้งที่จำเลยที่ 2 อ้างในชั้นสอบสวนว่าไม่เคยรู้จักนายวุฒิชัยมาก่อน จำเลยที่ 2 คงมีเพียงตนเองเบิกความในชั้นพิจารณายืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งมาเบิกความยืนยันเป็นพยานจำเลยที่ 2 นั้น ก็เป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันและรู้จักกันมาก่อน จึงอาจเบิกความช่วยเหลือกันก็เป็นได้ ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จริง จำเลยที่ 2 ก็น่าจะปฏิเสธความผิดของตนตั้งแต่ในชั้นจับกุม แต่จำเลยที่ 2 กลับแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจในขณะนั้นว่านายณัฐกรณ์และนางสาวสุมินตราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่สมเหตุสมผล ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นสำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ออกใช้บังคับ โดยมาตรา 4 ยกเลิกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดแทน แต่มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังคงให้บทบัญญัติที่ให้สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ มีผลใช้บังคับแก่คดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วก่อนวันที่ประมวลกฎหมายยาเสพติดใช้บังคับจนกว่าคดีถึงที่สุด บทสันนิษฐานตามกฎหมายเดิมในมาตรา 15 ที่ว่า การมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามปริมาณที่กำหนด เช่น แอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปในคดีนี้ที่ยังไม่ถึงที่สุด

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เมื่อตามกฎหมายเดิม มาตรา 15ประกอบมาตรา 66 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาเพียงปริมาณของยาเสพติดเป็นสำคัญแต่กฎหมายใหม่ มาตรา 145 บัญญัติให้ลงโทษหนักขึ้นโดยถือเอาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ในการกระทำผิดเป็นสำคัญ ไม่ได้ถือเอาเพียงปริมาณดังเช่นกฎหมายเดิมอีกต่อไป แม้ปริมาณที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ได้ระดับหนึ่งก็ตาม เมื่อปริมาณยาเสพติดที่มากขึ้นอาจบ่งชี้ได้ถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่อยู่ในตัว กฎหมายใหม่จึงไม่ได้ยกเลิกความผิดตามมาตรา 66 วรรคสองและวรรคสาม ไปเสียทีเดียว แต่เมื่อกฎหมายใหม่ไม่ได้ให้ศาลลงโทษหนักขึ้นเพียงเพราะปริมาณยาเสพติดให้โทษดังเช่นในกฎหมายเดิม แต่ต้องมีพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ตามที่กฎหมายใหม่กำหนดไว้ด้วย จึงจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ ดังนั้น ถ้าผู้กระทำผิดมีพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ได้ แต่ถ้ายาเสพติดให้โทษมีปริมาณถึงตามกฎหมายเดิมมาตรา 66 วรรคสองหรือวรรคสาม แต่ผู้กระทำผิดไม่มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและบทบาทหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสาม ศาลย่อมไม่อาจปรับบทความผิดตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามได้ คงปรับบทความผิดได้เพียงตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ส่วนการกำหนดโทษก็ต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณทั้งกฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ไม่ว่าในทางใด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าจะปรับบทความผิดแก่จำเลยทั้งสองในคดีนี้ตามวรรคใดในสามวรรคของกฎหมายใหม่ มาตรา 145 อันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงในแต่ละคดีไปนั้น คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ต้องหาในคดียาเสพติดคดีอื่นแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 1 จึงมีการล่อซื้อและจับจำเลยทั้งสองได้ในรถกระบะพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง 1,000 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองมาส่งตามที่มีการล่อซื้อ ในราคา 60,000 บาท พฤติการณ์น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ต้องหาดังกล่าว และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้ผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่จำหน่ายให้ผู้ต้องหาดังกล่าวกับที่จำหน่ายให้ผู้ล่อซื้ออีก 1,000 เม็ด ย่อมทำให้เกิดการแพร่กระจายแก่ผู้เสพหลายคนโดยสภาพ ถือเป็นการกระทำให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนแล้ว กรณีจึงต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี อันเป็นบทกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองที่มีเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 22.927 กรัม เข้าตามกฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต สำหรับโทษปรับ ก็ต้องลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายใหม่ มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณกว่าตามกฎหมายเดิม มาตรา 66 วรรคสาม ที่มีระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ทั้งเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 213 และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ.2550 มาตรา 3

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี และปรับคนละ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 คงจำคุก 11 ปี 3 เดือน และปรับ 750,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 213 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสาม (2) ม. 66 วรรคสาม
พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2550 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ค. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นางสาวจารุณี จีระออน
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพจน์ กาวชู
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สุวิทย์ พรพานิช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2565
#682120
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) ว่าจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีและพาติดตัวไปตามฟ้องข้อ (ก) และ (ข) ยิง น. ผู้เสียหายจำนวน 2 นัด ถูกข้อเท้าและหน้าอก และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิง ต. ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด ถูกที่ลำคอ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีทำร้าย จ. ผู้เสียหายที่ 3 ที่ศีรษะหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยลงมือกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วแต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากแพทย์รักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตาย แต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน กับผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย แม้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) รวมกันมาก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแยกข้อเท็จจริงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคน ในลักษณะที่เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำแต่ละครั้งมีจุดประสงค์ต่อผู้เสียหายเป็นคน ๆ ไป อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกันในแต่ละครั้ง ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในตอนแรกแล้วว่าจำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกันและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91 ก็เป็นการเพียงพอให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในแต่ละข้อหาแยกกรรมต่างหากจากกัน ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบประกอบคำรับสารภาพ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 มิได้อยู่ในสถานที่เดียวกับผู้เสียหายที่ 2 และตอนที่จำเลยใช้อาวุธตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 เกิดหลังจากที่ยิงผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ไปแล้ว แม้เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกัน แต่แยกเจตนาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนได้การกระทำเป็นความผิดสำเร็จต่างหากจากกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 80, 91, 288, 295, 297, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบปลอกกระสุนปืนและลูกกระสุนปืนออโตเมติก (ทองแดงหุ้มตะกั่ว) ของกลาง กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3572/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ต่อมาก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 295 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นกับฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 6 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 6 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3572/2553 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีก 6 เดือน เป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีและพาอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด .45 (11 มม.) ซึ่งเป็นของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายวิวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณช่องอกด้านซ้ายซึ่งเป็นทางกระสุนปืนเข้าและทะลุออกด้านหลังด้านซ้าย กระสุนทะลุเนื้อปอด มีภาวะเสียเลือดอย่างรุนแรง หากไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงทีจะต้องเสียชีวิต หลังการรักษาต้องพักรักษาตัวอย่างน้อย 2 เดือน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน กับจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางสาวเนตรทราย ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด แนวกระสุนผ่านจากลำคอออกทางบ่าขวา ใช้เวลารักษาบาดแผลประมาณ 14 ถึง 21 วันและจำเลยยังใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีทำร้ายนางจันทร์เพ็ญ ผู้เสียหายที่ 3 บริเวณศีรษะหลายครั้ง ได้รับบาดแผลที่ขมับทั้งสองข้างและกลางศีรษะ ใช้เวลารักษาประมาณ 7 ถึง 14 วัน การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 และใช้อาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ดังที่ปรากฏในฟ้องข้อ 1 (ค) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) ว่า จำเลยโดยมีเจตนาฆ่าใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่มีและพาติดตัวไปตามฟ้องข้อ 1 (ก) และ (ข) ยิงนายนิวัฒน์ ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด ถูกที่ข้อเท้าด้านซ้ายและหน้าอก และใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนางสาวเนตรทราย ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 1 นัด ถูกที่ลำคอ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวตีทำร้ายนางจันทร์เพ็ญ ผู้เสียหายที่ 3 ที่ศีรษะหลายครั้ง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยลงมือกระทำความผิดต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แล้วแต่ไม่บรรลุผลเนื่องจากแพทย์รักษาไว้ได้ทัน ผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 จึงไม่ถึงแก่ความตายแต่เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัสต้องทุพพลภาพป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน กับเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1 (ค) รวมกันมาก็ตาม แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องแยกข้อเท็จจริงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคน ในลักษณะที่ทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำแต่ละครั้งมีจุดประสงค์ต่อผู้เสียหายเป็นคน ๆ ไป อันเป็นการกระทำที่มีเจตนาต่างกันในแต่ละครั้ง ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องในข้อ 1 ตอนแรกว่า จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน และได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาในคำขอท้ายฟ้องด้วย เป็นการเพียงพอให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามฟ้องข้อ 1 (ค) ในแต่ละข้อหาเป็นแต่ละกรรมแยกต่างหากจากกันรวมสามกรรม ประกอบกับข้อเท็จจริงได้ความจากการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยว่า ขณะจำเลยลากตัวผู้เสียหายที่ 3 ออกจากบ้านที่เกิดเหตุ ผู้เสียหายที่ 2 พยายามดึงผู้เสียหายที่ 3 กลับ จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 2 เมื่อเสียงปืนดังขึ้น ผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งอยู่หลังบ้านที่เกิดเหตุรีบวิ่งออกมา เห็นจำเลยกำลังใช้อาวุธปืนเล็งไปที่ผู้เสียหายที่ 3 ผู้เสียหายที่ 1 ร้องตะโกนห้ามและเอาตัวเข้าขวางอาวุธปืนไว้จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงไปที่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 2 นัด จากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 บริเวณศีรษะหลายครั้ง แสดงให้เห็นชัดเจนว่าขณะจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 นั้น ผู้เสียหายที่ 1 ยังอยู่หลังบ้านที่เกิดเหตุ มิได้อยู่ในสถานที่เดียวกับผู้เสียหายที่ 2 และตอนที่จำเลยใช้อาวุธปืนตีทำร้ายผู้เสียหายที่ 3 ก็เกิดขึ้นหลังจากยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 1 ไปแล้ว แม้เป็นการกระทำต่อเนื่องกัน แต่แยกเจตนาของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายแต่ละคนได้ ซึ่งการกระทำแต่ละครั้งเป็นความผิดสำเร็จต่างหากจากกันการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยเรียงกระทงอันเป็นการขอให้เพิ่มโทษจำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นและทำร้ายร่างกายผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 295 (เดิม) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 12 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวม 2 กระทง คงจำคุกกระทงละ 6 ปี ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น คงจำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 2 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3572/2553 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้อีก 6 เดือน แล้ว รวมเป็นจำคุก 12 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นางสรสิริ จันทรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวจิตฤดี วีระเวสส์
ชื่อองค์คณะ
กฤษฎิ์จิรัฐ คุณาจิรภรณ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 262/2565
#684104
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 บัญญัติว่า "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้...(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย...." และตาม ป.อ. มาตรา 333 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาทว่า "ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น ความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 326 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมความกันได้ เมื่อปรากฏว่า ข้อเท็จจริงตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ข้อ 1 กำหนดว่า โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนค้ำประกัน 1,500,000 บาท โดยให้เปลี่ยนบุคคลอื่นค้ำประกันแทนภายในเดือนเมษายน 2560 และข้อ 4 กำหนดว่า หากจำเลยไม่หาคนเปลี่ยนค้ำประกันได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โจทก์จะนำคดีหมิ่นประมาทนี้มาดำเนินคดีกับจำเลยภายในอายุความ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีเจตนาจะสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็นบุคคลอื่นเป็นผู้ค้ำประกันแทนให้แล้วเสร็จโดยมีกำหนดเวลาให้จำเลยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน 2560 หากจำเลยไม่ดำเนินการโจทก์จะดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทแก่จำเลยภายในอายุความ เมื่อปรากฎว่าจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้จำเลยยังมิได้เปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็น ร. หรือบุคคลอื่นแทนโจทก์ การที่จำเลยดำเนินการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยต่อธนาคาร ก. จากโจทก์เป็น ร. ก็เป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งที่จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นบุคคลอื่นแทนโจทก์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ในระหว่างโจทก์ดังกล่าว กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมาย อันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้คำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326 และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์ครบถ้วน

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูลให้ยกฟ้องและไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ประทับฟ้อง และรับฟ้องคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 จำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์รับราชการในตำแหน่งนักพัฒนาชุมชนปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ที่สถานีตำรวจภูธรเขาคิชฌกูฏ สำหรับข้อหาความผิดที่โจทก์ฟ้องในข้อ 2.2 นั้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อความที่จำเลยพูดต่อบุคลากรในสำนักงานตำบลแสลงตามแอปพลิเคชันไลน์ว่า "พี่มนเป็นกิ๊กกับมัน" และพูดว่า "มันพูดกับเพื่อนที่พลับพลานารายณ์ คือ มันมีอะไรกันแล้วต้องพาไปทำแท้งที่กรุงเทพ" เป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าว คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 บัญญัติว่า "สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปดังต่อไปนี้...(2) ในคดีความผิดต่อส่วนตัว เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย..." และตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 333 วรรคแรก ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาทว่า "ความผิดในหมวดนี้เป็นความผิดอันยอมความได้..." ดังนั้น ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ซึ่งบัญญัติอยู่ในหมวดความผิดฐานหมิ่นประมาทที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ จึงเป็นความผิดต่อส่วนตัวซึ่งยอมความกันได้ เมื่อปรากฏว่าข้อเท็จจริงตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ข้อ 1 กำหนดว่า โจทก์ต้องการให้จำเลยถอนค้ำประกัน 1,500,000 บาท โดยให้เปลี่ยนบุคคลอื่นค้ำประกันแทนภายในเดือนเมษายน 2560 และข้อ 4 กำหนดว่า หากจำเลยไม่หาคนเปลี่ยนค้ำประกันได้ภายในเดือนเมษายน 2560 โจทก์จะนำคดีหมิ่นประมาทนี้มาดำเนินคดีกับจำเลยภายในอายุความ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้มีเจตนาจะสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยในทันที แต่กลับมีเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็นบุคคลอื่นเป็นผู้ค้ำประกันแทนให้แล้วเสร็จโดยมีกำหนดเวลาให้จำเลยดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนเมษายน 2560 หากจำเลยไม่ดำเนินการโจทก์จะดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทแก่จำเลยภายในอายุความ ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ธนาคาร ก. ทำหนังสือแจ้งจำเลยว่าจำเลยได้รับการอนุมัติการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขจากสำนักงานใหญ่แล้ว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2560 โดยเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันจากโจทก์เป็นนางรจนาเป็นการที่จำเลยปฏิบัติตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ ข้อ 1 แล้ว เห็นว่า หลังจากที่โจทก์และจำเลยทำบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้จากโจทก์เป็นนางรจนาหรือบุคคลอื่นแทนโจทก์ การที่จำเลยดำเนินการขออนุมัติเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้ของจำเลยต่อธนาคาร ก. จากโจทก์เป็นนางรจนาก็เป็นขั้นตอนส่วนหนึ่งที่จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบันทึกการไกล่เกลี่ยยอมความ แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนตัวผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นบุคคลอื่นแทนโจทก์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้กับโจทก์ดังกล่าว กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความตามกฎหมายอันจะทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ดังนั้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ทำให้ดอกเบี้ยผิดนัดของค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นหนี้เงินที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ต้องปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ดังนี้ เมื่อปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยขัดต่อกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและกำหนดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326 ม. 333 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง น.
จำเลย — นาย ว.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นางสาววรรณวิสาข์ สุทธิวารี
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นางสาวอรุณี กระจ่างแสง
ชื่อองค์คณะ
สมเกียรติ ตั้งสกุล
ไชยยศ วรนันท์ศิริ
นพเรศ พันธุ์นรา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 203/2565
#680202
เปิดฉบับเต็ม

คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงนั้นต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะเป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์มีลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาประกอบด้วยสองภาคส่วน คือ ภาคส่วนคำว่า "MY" มีความหมายตามพจนานุกรม Oxford River Books English-Thai แปลว่า ของฉัน และภาคส่วน คำว่า "CLOUD" ซึ่งแม้คำนี้จะมีหลายความหมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็มีความหมายที่แตกต่างกัน เมื่อการพิจารณาว่าคำในเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าหรือบริการที่ขอจดทะเบียน การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "CLOUD" กับบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ สาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ ดังนั้น คำว่า "CLOUD" จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ

เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำว่า "CLOUD" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง การที่โจทก์นำคำดังกล่าวมาประกอบกับคำว่า "MY" ในลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา แยกส่วนออกได้เป็นสองคำ โดยที่คำว่า "MY" มีความหมายว่า ของฉัน ซึ่งเป็นความหมายโดยทั่วไปไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์ เมื่อนำมาใช้ประกอบกับคำว่า "CLOUD" จึงไม่ได้เป็นการนำคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมมาใช้อย่างอำเภอใจ แต่กลับเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์โดยภาพรวมจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) (เดิม)

พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในเรื่องนี้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะว่า สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น เมื่อการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้นั้นต้องเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นมีความแตกต่างจากบริการอื่นก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งนั้นจึงต้องมีลักษณะเป็นทำนองที่แสดงให้เห็นถึงการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน กรณีจึงไม่อาจนำหลักฐานการโฆษณาเผยแพร่หลังจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการมาพิจารณาประกอบความมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้สำหรับคำขอจดทะเบียนคดีนี้ ประกอบกับในเอกสารโฆษณาบางส่วนก็เป็นการโฆษณาเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ประกอบคำว่า WD แตกต่างจากเครื่องหมายบริการที่ขอจดทะเบียน เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์จึงไม่เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการที่มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการของโจทก์แตกต่างไปจากบริการของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ พณ 0704/18359 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 297/2560 กับให้จำเลยดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ตามคำขอเลขที่ 892112 ของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/34097 และ พณ 0704/18359 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 297/2560 ให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าดำเนินการเกี่ยวกับคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า MY CLOUD ตามคำขอเลขที่ 892112 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ พณ 0704/34097 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD เป็นคำขอเลขที่ 892112 สำหรับบริการจำพวกที่ 42 รายการบริการ 47 รายการ เช่น จัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ จัดหาซอฟต์แวร์สำหรับการเข้ารหัสและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลคอมพิวเตอร์ จัดหาซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชนิดดาวน์โหลดไม่ได้ จัดหาเฟิร์มแวร์ (ซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการพื้นฐาน) สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ จัดหาซอฟต์แวร์ประยุกต์สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ออกแบบซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ออกแบบอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลซึ่งใช้หน่วยความจำแฟลช (แฟลชไดร์ฟ) ออกแบบอุปกรณ์เก็บบันทึกข้อมูลภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ (ฮาร์ดไดร์ฟ) พัฒนาหน่วยขับจานบันทึกข้อมูล (ดิสก์ไดร์ฟ) พัฒนาอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลซึ่งใช้วงจรรวมเป็นหน่วยความจำ (โซลิดสเตดไดร์ฟ) บริการเฝ้าสังเกตการณ์ระบบคอมพิวเตอร์ผ่านการเข้าถึงจากระยะไกล บริการให้ใช้ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ชนิดดาวน์โหลดไม่ได้ชั่วคราว นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนเนื่องจากเห็นว่าเครื่องหมายบริการดังกล่าวไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) เพราะคำว่า MY CLOUD แปลว่า เครือข่ายการติดต่อสื่อสารของฉัน เมื่อนำมาใช้กับบริการที่ยื่นขอจดทะเบียนจึงเล็งถึงคุณสมบัติของบริการโดยตรง โจทก์อุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า ต่อมาคณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ว่า พจนานุกรม Oxford River Books English-Thai แปลคำว่า MY ว่า ของฉัน และพจนานุกรมออนไลน์ www.merriamwebster.com/dictionary/cloud แปลคำว่า CLOUD หมายถึง the computers and connections that support cloud computing แปลว่า คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่สนับสนุนระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอากาศ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้เรียกระบบสำรองข้อมูล รวมกันสื่อความหมายได้ว่า คอมพิวเตอร์และระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ของฉัน เมื่อนำมาใช้กับบริการจำพวกที่ 42 ทำให้เข้าใจได้ว่าบริการภายใต้เครื่องหมายบริการดังกล่าวเป็นบริการที่เกี่ยวกับระบบสำรองข้อมูลและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ของฉัน ถือเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรง เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) สำหรับหลักฐานที่โจทก์นำส่งเป็นเพียงเอกสารแสดงการโฆษณาภายใต้เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ประกอบคำว่า WD ซึ่งแตกต่างจากเครื่องหมายบริการที่ยื่นขอจดทะเบียน และเป็นข้อมูลแสดงการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในปี 2557 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏช่วงเวลาเผยแพร่หรือการโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานเท่าใดจึงรับฟังไม่ได้ว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ยื่นขอจดทะเบียนมีการให้บริการเผยแพร่ หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการของโจทก์แตกต่างไปจากบริการอื่น จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ตามคำขอเลขที่ 892112 ของโจทก์เป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนได้หรือไม่ ในส่วนประเด็นที่จำเลยฎีกาว่า แม้เครื่องหมายบริการของโจทก์ในภาคส่วนคำว่า CLOUD มีหลายความหมาย แต่ในการพิจารณาความหมายของคำในภาษาอังกฤษที่มีหลายความหมายต้องพิจารณาความหมายของคำประกอบกับรายการบริการที่ยื่นขอจดทะเบียนเป็นสำคัญสาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์ย่อมเข้าใจได้ทันทีว่า บริการภายใต้เครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นบริการเครือข่ายการติดต่อสื่อสารของฉัน หรือเป็นบริการที่เกี่ยวกับระบบสำรองข้อมูลและซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ของฉันนับว่าเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะของบริการโดยตรง เครื่องหมายบริการของโจทก์จึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) นั้น เห็นว่า คำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงนั้นต้องเป็นคำที่เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการอย่างตรงไปตรงมาจนถึงขนาดที่ว่าทำให้สาธารณชนทราบถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการทันที หรือหากสาธารณชนใช้วิจารณญาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถเข้าใจได้ เพราะ เป็นคำที่บรรยายหรือพรรณนาถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นโดยตรง คดีนี้เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์มีลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดาประกอบด้วยสองภาคส่วน คือ ภาคส่วนคำว่า "MY" มีความหมายตามพจนานุกรม Oxford River Books English-Thai แปลว่า ของฉัน และภาคส่วน คำว่า "CLOUD" ซึ่งแม้โจทก์แก้ฎีกาอ้างว่า คำว่า "CLOUD" มีหลายความหมาย ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ และในส่วนความหมายที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ก็มีความหมายที่แตกต่างกัน ดังเช่นในชั้นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำว่า "CLOUD" ตาม encyclopedia2.thefreedictionary.com แปลว่า เครือข่ายการติดต่อสื่อสาร ส่วนในชั้นคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แปลความหมายคำว่า "CLOUD" ตามพจนานุกรมออนไลน์ www.merriamwebster.com/dictionary/cloud ว่า คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่สนับสนุนระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอากาศ คำดังกล่าวจึงไม่อาจสื่อได้แน่ชัดว่าหมายถึงสิ่งใด โดยพยานโจทก์ปากนายนันทน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า สาธารณชนทั่วไปที่เห็นคำว่า "CLOUD" ก็เพียงเข้าใจความหมายว่าเป็นก้อนเมฆ หรือปกคลุมด้วยเมฆ เท่านั้น แต่พยานโจทก์ปากดังกล่าวเบิกความด้วยว่า ในแวดวงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์มีการนำคำว่า "CLOUD" ไปใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า cloud computing system ประกอบกับตามพจนานุกรม www.merriamwebster.com/dictionary/cloud คำว่า"CLOUD" หมายถึง the computers and connections that support cloud computing ด้วย ซึ่งคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแปลว่า คอมพิวเตอร์และการเชื่อมต่อที่สนับสนุนระบบสำรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ทางอากาศ สอดคล้องกับที่โจทก์ก็ระบุในคำอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่า cloud computing เป็นระบบการเก็บข้อมูลประเภทหนึ่งอันแสดงให้เห็นว่า เมื่อนำคำว่า "CLOUD" ไปใช้กับสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ สาธารณชนย่อมเข้าใจได้ว่าคำดังกล่าวมีความหมายแตกต่างจากความหมายที่แปลว่าก้อนเมฆหรือปกคลุมด้วยเมฆ ซึ่งจากพยานหลักฐานของโจทก์ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่า โจทก์มุ่งเน้นที่จะใช้เครื่องหมายบริการดังกล่าวกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ และตามเอกสารการโฆษณาประชาสัมพันธ์ของโจทก์ ก็อธิบายการทำงานของสินค้าหรือบริการของโจทก์ในลักษณะว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวโดยจะมีฮาร์ดดิสก์บรรจุอยู่ภายในเครื่องที่สามารถเชื่อมต่อกับภายนอกได้ผ่านทางระบบเน็ตเวิร์กหรือระบบอินเทอร์เน็ตและมีบริการแอปพลิเคชันให้สามารถเข้าใช้งานคลาวด์ได้ จึงเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับ cloud computing โดยตรง เมื่อการพิจารณาว่าคำในเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการโดยตรงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาประกอบกับสินค้าหรือบริการที่ขอจดทะเบียน การที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการที่มีคำว่า "CLOUD" กับบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ สาธารณชนที่พบเห็นเครื่องหมายบริการของโจทก์ย่อมเข้าใจได้ในทันทีว่าเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทางคอมพิวเตอร์ดังนั้น คำว่า "CLOUD" จึงเป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า คำว่า "MY" ของโจทก์เป็นคำคุณศัพท์แสดงความเป็นเจ้าของ มีความหมายว่า ของฉัน เมื่อประกอบคำว่า "CLOUD" ซึ่งมิได้มีความหมายเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว จึงเป็นการนำคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมมาใช้อย่างอำเภอใจ (arbitrary) เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าคำว่า "CLOUD" เป็นคำที่เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการของโจทก์โดยตรง การที่โจทก์นำคำดังกล่าวมาประกอบกับคำว่า "MY" ในลักษณะเป็นอักษรโรมันตัวพิมพ์ใหญ่ธรรมดา แยกส่วนออกได้เป็นสองคำ โดยที่คำว่า "MY" มีความหมายว่า ของฉัน ซึ่งเป็นความหมายโดยทั่วไปไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับโจทก์ เมื่อนำมาใช้ประกอบกับคำว่า "CLOUD" จึงไม่ได้เป็นการนำคำที่มีความหมายตามพจนานุกรมมาใช้อย่างอำเภอใจตามที่กล่าวอ้าง แต่กลับเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะที่ทำให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการนั้นทราบหรือเข้าใจได้ว่าบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นแตกต่างไปจากบริการอื่น เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์โดยภาพรวมจึงไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสอง (2) (เดิม) ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางโดยให้เหตุผลว่าเครื่องหมายบริการของโจทก์เป็นคำที่ไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของบริการโดยตรงนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้จำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD จนแพร่หลายแล้วในประเทศไทยอันจะถือได้ว่า มีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) นั้น ประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) บัญญัติว่า ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่มีลักษณะตาม (1) หรือ (2) หากได้มีการจำหน่ายเผยแพร่ หรือโฆษณาสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้านั้นจนแพร่หลายแล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และพิสูจน์ได้ว่าได้ปฏิบัติถูกต้องตามหลักเกณฑ์นั้นแล้ว ก็ให้ถือว่ามีลักษณะบ่งเฉพาะ ในเรื่องนี้ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่องการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะตามมาตรา 7 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 กำหนดหลักเกณฑ์การพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะว่า สินค้าหรือบริการที่ใช้เครื่องหมายนั้นได้มีการจำหน่าย เผยแพร่หรือโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร จนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าสินค้าหรือบริการดังกล่าวแตกต่างไปจากสินค้าหรือบริการอื่น ประเด็นนี้โจทก์นำสืบโดยมีนายนันทน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ชั้นนำระดับโลกซึ่งสาธารณชนทั่วไปและสาธารณชนผู้ใช้สินค้าต่างรู้จักผลิตภัณฑ์และบริการของโจทก์ในชื่อ MY CLOUD และโจทก์ได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ประวัติความเป็นมาของบริษัทภายใต้เครื่องหมายบริการ MY CLOUD ผ่านสื่อออนไลน์ของโจทก์ แต่หลักฐานดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารแสดงประวัติของบริษัท การโฆษณาสินค้าหรือบริการ และช่องทางการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าเริ่มมีการใช้ การโฆษณา หรือการจำหน่ายสินค้าหรือการให้บริการภายใต้เครื่องหมายบริการที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ตั้งแต่เมื่อใด ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์สื่อออนไลน์รวมถึงหนังสือนิตยสาร แผ่นพับหนังสือพิมพ์ และการออกร้านขายสินค้าและให้บริการภายใต้เครื่องหมายบริการ MY CLOUD แต่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 พยานหลักฐานที่โจทก์นำส่งเป็นเอกสารโฆษณาเผยแพร่สินค้าหรือบริการตั้งแต่ช่วงประมาณปลายปี 2556 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเรื่อยมา เมื่อการนำสืบพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้นั้นต้องเป็นพยานหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนนั้นมีความแตกต่างจากบริการอื่นก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน พยานหลักฐานที่โจทก์อ้างส่งนั้นจึงต้องมีลักษณะเป็นทำนองที่แสดงให้เห็นถึงการจำหน่าย เผยแพร่ หรือโฆษณาบริการที่ใช้เครื่องหมายบริการที่โจทก์ขอจดทะเบียนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควรก่อนวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียน กรณีจึงไม่อาจนำหลักฐานการโฆษณาเผยแพร่หลังจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายบริการมาพิจารณาประกอบความมีลักษณะบ่งเฉพาะจากการใช้สำหรับคำขอจดทะเบียนคดีนี้ ประกอบกับในเอกสารโฆษณาบางส่วนก็เป็นการโฆษณาเครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ประกอบคำว่า WD แตกต่างจากเครื่องหมายบริการที่ขอจดทะเบียน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงยังไม่พอฟังว่า เครื่องหมายบริการคำว่า MY CLOUD ของโจทก์เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับบริการที่มีการจำหน่าย เผยแพร่ และโฆษณาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานพอสมควรจนทำให้สาธารณชนทั่วไปหรือสาธารณชนในสาขาที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยรู้จักและเข้าใจว่าบริการของโจทก์แตกต่างไปจากบริการของบุคคลอื่น อันถือได้ว่าเป็นเครื่องหมายบริการที่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันเกิดจากการใช้จนแพร่หลายตามมาตรา 80 ประกอบมาตรา 7 วรรคสาม (เดิม) ดังนั้น เครื่องหมายบริการของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 892112 จึงเป็นเครื่องหมายบริการที่ไม่มีลักษณะบ่งเฉพาะอันพึงรับจดทะเบียน คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 7, 80
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ว.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางอารยา ธีรการุณวงศ์ ลิ้มวงษ์ทอง
- นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
ชลิต กฐินะสมิต
นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
วันชัย ศศิโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2565
#683281
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยกที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ให้แก่จําเลย มิใช่ให้จําเลยถือครองที่ดินแทนโจทก์ และตามสำเนาโฉนดที่ดินระบุว่า โจทก์ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 ดังกล่าวมาโดยการรับโอนมรดก ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จําเลยโดยไม่ได้ระบุว่า ให้เป็นสินสมรส ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของจําเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) และ 1474 (2) จําเลยย่อมเป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินดังกล่าวได้เอง ตามมาตรา 1473 ดังนั้น การที่จําเลยจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท ผ. ไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่จําต้องพิจารณาว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมในการขายที่ดินของจําเลยหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จําเลยในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากัน ซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อจําเลยได้ขายที่ดินไปเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับหลังจากปี 2559 โจทก็ไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูบุตรให้แก่จําเลย เนื่องจากจําเลยผิดข้อตกลงเรื่องหย่า และโจทก์คิดว่าจําเลยมีเงินส่งเสียบุตร เพราะจําเลยขายที่ดินที่โจทก์ยกให้ไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมโดยปริยายให้นําเงินที่ได้จากการขายที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูจําเลยและบุตรของโจทก์ เฉพาะอย่างยิ่งบุตรโจทก์กําลังศึกษาอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะฟ้องขอให้จําเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้แบ่งกรรมสิทธิ์ในสินสมรส 48 รายการ ให้โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง ให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7113 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6322, 6324 และ 6325 โดยให้ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ หากจำเลยขายที่ดินดังกล่าวให้คืนเงินที่ได้จากการขายให้แก่โจทก์ และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 6,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยคืนสินส่วนตัว 38 รายการ ให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน 550,000 บาท ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 6323 ให้แก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการขอออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเตียงนอนหลุยส์ เก้าอี้หนังหลุยส์ ชุดรับแขกไม้แกะสลัก ถาดทองเหลือง พานทองเหลือง เตียงไม้ชิงชันสำหรับนอนเล่นและตู้โชว์ไม้ชิงชัน สินส่วนตัวของโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 110,000 บาท กับให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 6322, 6324 และ 6325 เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2544 และที่ดินโฉนดเลขที่ 7113 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 และให้จำเลยส่งมอบคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากไม่ส่งคืนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์เท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยคืนเงิน 6,650,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 มิถุนายน 2560) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2530 ระหว่างสมรสโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนางอัญชลี มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายรัฐนันท์ หลังจากโจทก์เลิกความสัมพันธ์กับนางอัญชลีเมื่อปี 2543 แล้วโจทก์และจำเลยได้รับนายรัฐนันท์มาเลี้ยงดูโจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 7113 โฉนดที่ดินเลขที่ 6322, 6324 และ 6325 โฉนดที่ดินเลขที่ 30376 แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 แก่บริษัท ผ. ไปในราคา 6,650,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจากศาลฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 แก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาททั้ง 5 แปลง ให้แก่จำเลย มิใช่ให้จำเลยถือครองที่ดินแทนโจทก์ โจทก์อุทธรณ์เพียงว่า โจทก์ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 ให้แก่จำเลยย่อมเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสเช่นกัน โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกล้างได้ ข้อเท็จจริงจึงยุติตามศาลชั้นต้นว่า โจทก์ยกที่ดินให้แก่จำเลยมิใช่ให้จำเลยถือครองที่ดินแทนโจทก์ ซึ่งระบุว่า โจทก์ได้รับที่ดินโฉนดเลขที่ 30376 ดังกล่าวมาโดยการรับโอนมรดก ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินแก่จำเลยโดยไม่ได้ระบุว่า ให้เป็นสินสมรส ที่ดินจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) และ 1474 (2) จำเลยย่อมเป็นผู้มีอำนาจจัดการที่ดินดังกล่าวได้เอง ตามมาตรา 1473 ดังนั้น การที่จำเลยจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บริษัท ผ. ไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 นิติกรรมการขายที่ดินดังกล่าวจึงเป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว โดยไม่จำต้องพิจารณาว่า โจทก์ได้ให้ความยินยอมในการขายที่ดินของจำเลยหรือไม่ ดังนั้น แม้โจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยในระหว่างสมรส อันเป็นสัญญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้ทำไว้ต่อกันในระหว่างเป็นสามีภริยากันซึ่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะบอกล้างเสียในระหว่างที่เป็นสามีภริยากันอยู่ก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ขายที่ดินไปเสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้วก่อนวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ ประกอบกับโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่าหลังจากปี 2559 โจทก์ไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูบุตรให้แก่จำเลย เนื่องจากจำเลยผิดข้อตกลงเรื่องหย่าและโจทก์คิดว่าจำเลยมีเงินส่งเสียบุตร เพราะจำเลยขายที่ดินที่โจทก์ยกให้ไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้ตกลงยินยอมโดยปริยายให้นำเงินที่ได้จากการขายที่ดินเป็นค่าใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูจำเลยและบุตรของโจทก์ เฉพาะอย่างยิ่งบุตรโจทก์กำลังศึกษาอยู่ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จึงไม่เป็นกรณีที่โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์อีก ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ ตามฎีกาของจำเลยต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1469 ม. 1471 ม. 1473 ม. 1474
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อ.
จำเลย — นาง ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) — นางสาวภัชดา เหลืองวิลัย
- นางสาวอินทิรา ฉิวรัมย์
ชื่อองค์คณะ
จักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ
สมชัย ฑีฆาอุตมากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 179/2565
#680498
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต มีโจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเรื่องโทษโดยขอให้ลงโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตจำเลยเท่านั้น ถือว่าประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของโทษจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคดีในประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่จะลงแก่จำเลยจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในส่วนของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในประเด็นนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มานั้นไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นาง ท. มารดาของนางจาง ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ลงโทษประหารชีวิต คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ส่วนโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษประหารชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์คงมีโจทก์ร่วมอุทธรณ์เฉพาะประเด็นเรื่องโทษโดยขอให้ลงโทษสถานหนักให้ประหารชีวิตจำเลยเท่านั้น ถือว่าประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง แล้วศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนของโทษจากจำคุกตลอดชีวิตเป็นประหารชีวิต เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคดีในประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยเพราะโจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะโทษที่จะลงแก่จำเลยจึงเท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนในส่วนของความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นอันถึงที่สุดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงไม่มีสิทธิยื่นฎีกาในประเด็นนี้ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้มานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประเด็นเดียวว่าสมควรลดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เดิมพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 จำเลยให้การรับสารภาพ ต่อมามีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยว่ากระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โดยแจ้งข้อหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเหตุที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยเพิ่มเติมจากความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเป็นฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน สืบเนื่องมาจากนาย จ. บิดาผู้ตายกับโจทก์ร่วมนำสัญญาประกันชีวิตที่ผู้ตายทำไว้กับบริษัทต่าง ๆ จำนวน 4 ฉบับ มามอบให้ เป็นเหตุให้มีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติมอันนำมาซึ่งการสรุปสำนวนสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวนั้นโดยจุดเริ่มต้นเกิดจากเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 จำเลย โจทก์ร่วม นาย จ. และญาติของผู้ตายเดินทางมารับศพผู้ตาย ขณะที่อยู่ที่ห้องพักในโรงแรม จำเลยเข้ามาหานาย จ. คุกเข่าและพูดขอให้นาย จ. ไม่เอาเรื่องจำเลย โดยจำเลยบอกกับนาย จ. ว่าผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้หลายฉบับเป็นเงินสามสิบล้านหยวน จนเป็นเหตุให้นาย จ. โทรศัพท์บอกให้นางสาว จ. น้องสาวซึ่งอาศัยอยู่ที่สาธารณรัฐประชาชนจีนให้ไปค้นหาจนพบสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวซุกซ่อนอยู่ที่ห้องชุดที่นาย จ. กับโจทก์ร่วมซื้อให้ผู้ตายกับจำเลยเป็นเรือนหอ โดยนาย จ. เบิกความว่าห้องชุดดังกล่าวผู้ตายกับจำเลยไม่เคยไปอยู่อาศัย รวมถึงผู้ตายไม่เคยบอกเล่าเรื่องเกี่ยวกับสัญญาประกันชีวิตให้นาย จ. กับโจทก์ร่วมทราบ ซึ่งหากจำเลยไม่ได้ให้การต่อนาย จ. ว่าผู้ตายทำสัญญาประกันชีวิตไว้โดยระบุจำเลยเป็นผู้รับประโยชน์มีมูลค่าสามสิบล้านหยวน นาย จ. ก็คงจะไม่ได้ให้น้องสาวไปค้นหาและได้มาซึ่งสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวอันเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่พนักงานสอบสวนนำมาใช้เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แม้ว่าจำเลยจะให้การปฏิเสธบ่ายเบี่ยงว่ามิได้มีเจตนาฆ่าผู้ตายมาโดยตลอดก็ตาม แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าได้ซื้อสัญญาประกันชีวิตผู้ตายไว้จริง และรับว่าในวันเกิดเหตุมีการทะเลาะกัน มีการลงมือทำร้ายกันและจำเลยจับผู้ตายกดน้ำ เมื่อสัญญาประกันชีวิตดังกล่าวเป็นเอกสารที่ทำให้เชื่อได้ว่าจำเลยวางแผนในการฆ่าผู้ตายมาก่อนโดยหวังจะได้รับเงินประกันชีวิตจากความตายของผู้ตาย จึงถือได้ว่าคำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ลดโทษให้แก่จำเลยนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
โจทก์ร่วม — นาง ท.
จำเลย — นาย จ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายชรินทร์ ก้าวลิ้ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางรุ่งระวีพร กิตติธนนิรมัย
ชื่อองค์คณะ
สุวิทย์ พรพานิช
อำพันธ์ สมบัติสถาพรกุล
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2565
#683324
เปิดฉบับเต็ม

แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างก่อน ป.วิ.พ. มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ โดย พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 มาตรา 20 มีผลใช้บังคับ คือ วันที่ 5 กันยายน 2560 แต่ผู้ร้องยื่นคําร้องขอปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดหลังจากวันดังกล่าว จึงต้องนําบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มาบังคับใช้แก่คดี ซึ่งตามมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "... ให้ยื่นคําร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์สินนั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคําร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคําร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และได้ยื่นคําร้องขอไม่ช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดหรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย บุคคลนั้นจะยื่นคําร้องขอในภายหลังก็ได้ แต่จะต้องยื่นเสียก่อนขายทอดตลาดหรือจําหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้น" เมื่อมีการยึดที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ก่อนวันที่ ป.วิ.พ. มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับ การที่จะยื่นคําร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดภายในระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันยึดทรัพย์โดยที่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ยังไม่ใช้บังคับจึงไม่อาจกระทำได้ อีกทั้งก่อนคดีนี้ศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินมาก่อน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุด ผู้ร้องจึงมายื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นคดีนี้ จึงถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคําร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ยึด

ผู้ร้องเคยยื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินมาก่อน ตามคําร้องคดีก่อนเป็นการขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงานและบ้านพักคนงาน แต่คําขอท้ายคําร้องกลับขอให้ปล่อยทรัพย์สินบ้านพักคนงานและโรงเก็บของ ซึ่งโจทก์ยื่นคำให้การโต้แย้งไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ผู้ร้องมิได้มีคําขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงาน แต่ผู้ร้องมิได้แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว จนศาลชั้นต้นคดีก่อนมีคําวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีความประสงค์ขอให้ปล่อยทรัพย์สินโรงเก็บของ มิได้ขอให้ปล่อยอาคารโรงงาน ให้ยกคําร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกามีคําสั่งไม่รับฎีกา คดีจึงถึงที่สุด แม้ผู้ร้องมายื่นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินขึ้นใหม่เป็นคดีนี้โดยมีคําขอท้ายคําร้องขอครบถ้วน แต่ก็เป็นการยื่นคําร้องขอโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ผู้ร้องอาจแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนคําขอท้ายคําร้องในคดีก่อนเพื่อให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไปพร้อมกับประเด็นคําร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินบ้านพักคนงาน การที่ผู้ร้องหยิบยกข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีก่อนมาร้องเป็นคดีนี้อีก เท่ากับเป็นการแก้ไขคําร้องขอในคดีเดิมให้สมบูรณ์ขึ้น ถือว่าผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับผู้ร้องคดีก่อนรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาเบิกเงินเกินบัญชี สัญญาค้ำประกัน และสัญญาจำนอง ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 85524 และเลขที่ 85592 ที่มีชื่อจำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง 4 รายการคือ อาคารโรงงาน 1 ชั้น เลขทะเบียนที่ 29/31 อาคารสำนักงาน 1 ชั้น บ้านพักคนงาน 1 ชั้น และโรงเก็บของ 1 ชั้น ซึ่งปลูกสร้างคร่อมอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเช่าที่ดินและอาคารสำนักงานจากจำเลยที่ 1 แล้วก่อสร้างอาคารโรงงานเพิ่มเติมและต่อเติมบ้านพักคนงานเพิ่มขึ้น อาคารโรงงานที่สร้างขึ้นใหม่และบ้านพักคนงานที่ต่อเติมจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ขอให้มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์บ้านพักคนงานที่ต่อเติมตามรายการที่ 3 และโรงเก็บของตามรายการที่ 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ผู้ร้องยื่นฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาและไม่รับฎีกาของผู้ร้อง คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนการอายัด (ที่ถูก ยึด) อาคารโรงงานดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดิน 2 แปลง พร้อมอาคารโรงงานเลขทะเบียนที่ 29/31 อาคารสำนักงาน 1 หลัง บ้านพักคนงาน 1 หลัง และโรงเก็บของ 1 หลัง ซึ่งปลูกคร่อมอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลง และประกาศขายทอดตลาดครั้งแรกวันที่ 2 ธันวาคม 2558 ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2558 ผู้ร้องทราบว่าเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ดังกล่าว วันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึด คือ บ้านพักคนงาน 1 หลัง และโรงเก็บของ 1 หลัง ตามรายการที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกคำร้อง ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบข.4/2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องยื่นฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา ศาลชั้นต้นอ่านคำสั่งดังกล่าววันที่ 17 (ที่ถูก 16) พฤษภาคม 2561

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดหรือไม่ เห็นว่า แม้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 แต่เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ.2560 มาตรา 20 มีผลใช้บังคับ คือ วันที่ 5 กันยายน 2560 เป็นต้นไป จึงต้องใช้บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่มาบังคับใช้แก่คดีนี้ ซึ่งมาตรา 323 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ให้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีการยึดทรัพย์นั้น แต่ถ้าไม่สามารถยื่นคำร้องขอภายในระยะเวลาดังกล่าว บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอเมื่อพ้นระยะเวลาเช่นว่านั้นได้ก็ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและได้ยื่นคำร้องขอไม่ช้ากว่าเจ็ดวันก่อนวันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนดไว้เพื่อการขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้นเป็นครั้งแรก เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย บุคคลนั้นจะยื่นคำร้องขอในภายหลังก็ได้ แต่จะต้องยื่นเสียก่อนขายทอดตลาดหรือจำหน่ายโดยวิธีอื่นซึ่งทรัพย์สินนั้น"คดีนี้เมื่อมีการยึดที่ดินพร้อมอาคารสิ่งปลูกสร้างก่อนวันที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ การที่จะยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดภายในระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันยึดทรัพย์โดยที่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ยังไม่ใช้บังคับจึงไม่อาจกระทำได้ อีกทั้งศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบข.4/2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องยื่นฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา เมื่อคดีดังกล่าวถึงที่สุดผู้ร้องจึงมายื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดเป็นคดีนี้ ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้วผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ยึด ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น ส่วนประเด็นพิพาทที่ว่า อาคารโรงงานที่ต่อเติมใหม่เป็นทรัพย์สินของผู้ร้องหรือไม่ นั้น ศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว โดยคู่ความทุกฝ่ายต่างนำพยานเข้าสืบในศาลชั้นต้นในประเด็นข้อนี้จนเสร็จสิ้นกระแสความ เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อน

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำร้องขอปล่อยทรัพย์สินที่ถูกยึดของผู้ร้องคดีนี้เป็นร้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบข.4/2559 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงานและบ้านพักคนงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ แต่คำขอท้ายคำร้องขอกลับขอให้ปล่อยทรัพย์สินบ้านพักคนงาน รายการที่ 3 และโรงเก็บของ รายการที่ 4 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ แม้โจทก์ยื่นคำให้การแก้คดีก็โต้แย้งไว้ชัดเจนว่า ผู้ร้องมิได้มีคำขอให้ปล่อยทรัพย์สินอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ แต่ผู้ร้องมิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าผู้ร้องได้ต่อเติมบ้านพักคนงานขึ้นใหม่ตามรายการที่ 3 และผู้ร้องมีความประสงค์ขอให้ปล่อยทรัพย์สินโรงเก็บของตามรายการที่ 4 มิใช่ขอให้ปล่อยอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ตามที่บรรยายมาในคำร้องขอ ให้ยกคำร้อง ในชั้นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ในประเด็นส่วนที่เกี่ยวกับบ้านพักคนงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ส่วนประเด็นที่ขอให้ปล่อยอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องมีคำขอให้ถอนการยึดอาคารโรงงานดังกล่าว จึงไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย พิพากษายืน เมื่อศาลฎีกาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของผู้ร้อง และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง คดีจึงถึงที่สุดแล้ว แม้ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอให้ปล่อยอาคารโรงงานที่ต่อเติมขึ้นใหม่เป็นคดีนี้โดยมีคำขอท้ายคำร้องขอครบถ้วน แต่ก็เป็นการยื่นคำร้องขอโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ที่อ้างว่าทรัพย์สินสองในสี่รายการที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้เป็นของผู้ร้องหรือไม่ โดยผู้ร้องอาจแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนคำขอท้ายคำร้องให้สอดรับกับข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาได้ในคดีเดิม เพื่อให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไปพร้อมกับประเด็นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินในส่วนบ้านพักคนงานที่ผู้ร้องอ้างว่าต่อเติมขึ้นใหม่ได้อยู่แล้ว การที่ผู้ร้องหยิบยกข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีก่อนมาร้องเป็นคดีนี้อีกเท่ากับเป็นการแก้ไขคำร้องขอในคดีเดิมให้สมบูรณ์ขึ้นนั่นเอง ถือว่าผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันกับผู้ร้องคดีก่อนรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นร้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบข.4/2559 ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นพิพาทที่ว่า อาคารโรงงานที่ต่อเติมใหม่เป็นทรัพย์สินของผู้ร้องหรือไม่ต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ท. โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์ ก. ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
ผู้ร้อง — บริษัท ท.
จำเลย — บริษัท ฟ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นางสาวอรรถนัดดา สุนทรศารทูล
ศาลอุทธรณ์ — นายชูศักดิ์ ทองวิทูโกมาลย์
ชื่อองค์คณะ
สืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 167/2565
#680821
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 19 นาฬิกา แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 แม้เวลา 24 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ออกไปค้างคืนที่บ้านของ น. แต่ก็กลับมาที่บ้านของจำเลยอีกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา 6 นาฬิกา แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารเช่นเดิม จนเวลา 13 นาฬิกา จำเลยจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้านของ ส. โดยตั้งแต่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาจนพากลับไปส่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้กลับบ้านไปหาผู้เสียหายที่ 2 การที่จำเลยชักชวนผู้เสียหายที่ 1 กลับมาที่บ้านของจำเลยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่เป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากการดูแลของผู้เสียหายที่ 2 อีกเป็นครั้งที่สอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีและฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดแต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน และปรับกระทงละ 53,333.33 บาท ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน และปรับกระทงละ 26,666.66 บาท รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333.33 บาท รวมจำคุก 3 ปี 16 เดือน และปรับ 86,666.65 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นบุตรของผู้เสียหายที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2547 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายที่ 1 อยู่ที่บ้านของนางสาว อ. เพื่อนของผู้เสียหายที่ 1 จำเลยมารับผู้เสียหายที่ 1 และพาไปบ้านของจำเลย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ต่อมาเวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย น. มารับที่บ้านของจำเลยแล้วพากันไปที่บ้านของนาย น. จนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา จำเลยโทรศัพท์มาชักชวนให้ผู้เสียหายที่ 1 กลับมาหาจำเลย ผู้เสียหายที่ 1 ให้นาย น. มาส่งที่บ้านของจำเลย แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จึงพาผู้เสียหายที่ 1 มาส่งที่บ้านของนางสาว ส. เพื่อนของผู้เสียหายที่ 1 อีกคนหนึ่ง สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์ คดีจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตั้งแต่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาที่บ้านของจำเลยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 19 นาฬิกา แล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 นั้น แม้เวลาประมาณ 24 นาฬิกา ผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปค้างคืนที่บ้านของนาย น. แต่ก็กลับมาที่บ้านของจำเลยอีกในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 เวลาประมาณ 6 นาฬิกา แล้วจำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อีก อันเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเพื่อการอนาจารเช่นเดิมจนเวลาประมาณ 13 นาฬิกา จำเลยจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปส่งที่บ้านของนางสาว ส. โดยตั้งแต่จำเลยรับผู้เสียหายที่ 1 มาจนพากลับไปส่งดังกล่าว ผู้เสียหายที่ 1 ยังไม่ได้กลับบ้านไปหาผู้เสียหายที่ 2 เลย การกระทำของจำเลยที่ชักชวนผู้เสียหายที่ 1 กลับมาที่บ้านของจำเลยในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2562 จึงไม่เป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากการดูแลของผู้เสียหายที่ 2 อีกเป็นครั้งที่สอง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารอีกกระทงหนึ่งตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ก.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงราย — นางสาวนงลักษณ์ วันฟั่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางกริตติกา ทองธรรม
ชื่อองค์คณะ
สิริกานต์ มีจุล
วิชัย ช้างหัวหน้า
ประชา งามลำยวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 163/2565
#682228
เปิดฉบับเต็ม

ได้ความจากร้อยตรี ณ. ว่าวันเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการของพยานเฝ้าระวังอยู่ที่บริเวณแยกหนองสังข์ ส่วนพยานคอยตรวจเส้นทางระหว่างตำบลหนองสังข์ไปยังอำเภอโคกสูง จนกระทั่งเวลา 14 นาฬิกา ได้รับแจ้งจากชุดระวังหน้าว่ามีรถเป้าหมายเข้าพื้นที่เป็นรถกระบะสีขาวและรถกระบะสีบรอนซ์ขับตามกันมา พยานสวนกับรถเป้าหมายจึงกลับรถเพื่อติดตามรถเป้าหมายไป ต่อมาเมื่อจับกุมจําเลยทั้งสี่ ได้ตรวจค้นรถกระบะคันที่จําเลยที่ 1 ขับ ก็พบรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสี่คันของกลาง ชั้นจับกุมจําเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าไม่ทราบชื่อให้ขนส่งนํารถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันมาส่งบริเวณใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา เขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว แล้วจะมีคนมารับช่วงนําข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชา โดยได้ค่าจ้าง 7,000 บาท ส่วนจําเลยที่ 3 รับว่าจะเป็นผู้รับช่วงต่อจากจําเลยที่ 1 และที่ 2 ในการนํารถจักรยานยนต์ส่งออกไปจําหน่ายยังประเทศกัมพูชา ตามบันทึกการจับกุม ซึ่งคำให้การชั้นจับกุมนี้ แม้ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย จะห้ามไม่ให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานแต่กฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับเท่านั้น มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น จึงรับฟังบันทึกการจับกุมของจําเลยที่ 3 ประกอบคําเบิกความพยานโจทก์ผู้จับกุมและพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์อ้างเป็นพยานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 โดยชอบ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ได้

พฤติการณ์ของจําเลยที่ 1 และที่ 2 ที่รับจ้างขนส่งรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจำนวนมาก แต่อ้างว่าไม่รู้ว่าผู้รับจ้างเป็นใคร กลับส่อแสดงให้เห็นว่าจําเลยที่ 1 และที่ 2 ปกปิดการกระทำความผิดโดยรู้ว่าเป็นการนํารถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันของกลางออกนอกราชอาณาจักร และการที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของกลางบรรทุกมากับรถกระบะ เดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยังจุดเกิดเหตุ ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา เพียง 3 กิโลเมตร เพื่อจะส่งมอบแก่ผู้รับช่วงนํารถจักรยานยนต์ดังกล่าวส่งข้ามชายแดนไปประเทศกัมพูชาถือได้ว่าการกระทำของจําเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานพบเห็นและจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียก่อน จําเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร มิใช่ไม่เป็นความผิดเพราะไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิดดังที่จําเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

การกระทำของจําเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจําคุกมาก่อน มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งเหตุผลความจําเป็นประการอื่น ก็ยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 3, 4, 242 พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ.2488 (ที่ถูก 2489) มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1032/2562 ของศาลจังหวัดระยอง จ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับและจ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 242 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 ความผิดฐานพยายามนำของออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากร (ที่ถูก ฐานร่วมกันพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร) กฎหมายบัญญัติให้ระวางโทษเช่นเดียวกันกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามมาตรา 242 วรรคสอง จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 2 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 กับยกคำขอให้จ่ายสินบนและเงินรางวัล เนื่องจากมิได้มีการริบของกลางและมิได้ลงโทษปรับจำเลย

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ในวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดได้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสี่คันเป็นของกลาง โดยรถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทผู้ให้เช่าซื้อ อยู่ระหว่างผ่อนชำระค่างวด จุดเกิดเหตุ ถนนบ้านสุขสำราญ - ถนนเลียบแนวชายแดน (ศรีเพ็ญ) เป็นพื้นที่หมู่บ้าน ย. อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ห่างจากชายแดนไทย - กัมพูชา ประมาณ 3 กิโลเมตร สำหรับจำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (1) ส่วนจำเลยที่ 4 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 4 จึงถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันพยายามกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์แต่ละปากล้วนเป็นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ไม่รู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อน โดยร้อยตรีณฐพงษ์ และนายจักรพลต่างเบิกความไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเกิดเหตุนับแต่ได้รับแจ้งว่าจะมีรถกระบะตู้ทึบบรรทุกรถจักรยานยนต์นำส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศกัมพูชาจนกระทั่งทำบันทึกรายงานต่อผู้บังคับบัญชา แล้วบูรณาการวางแผนการจับกุม และวางกำลังเพื่อคอยสกัดจับ ทั้งยังเบิกความยืนยันสอดคล้องต้องกันถึงการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะสมคบกันเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ ซึ่งได้ความจากร้อยตรีณฐพงษ์ว่าวันเกิดเหตุ ชุดปฏิบัติการของพยานเฝ้าระวังอยู่ที่บริเวณสี่แยกหนองสังข์ ส่วนพยานคอยตรวจเส้นทางระหว่างตำบลหนองสังข์ไปยังอำเภอโคกสูง จนกระทั่งเวลาประมาณ 14 นาฬิกา ได้รับแจ้งจากชุดระวังหน้าว่ามีรถเป้าหมายเข้าพื้นที่เป็นรถกระบะสีขาวและรถกระบะสีบรอนซ์ขับตามกันมา พยานขับรถออกติดตามทันทีจากอำเภอโคกสูงมุ่งหน้าไปแยกหนองสังข์ เมื่อขับมาถึงแยกเหล่าอ้อย พยานสวนกับรถเป้าหมาย จึงกลับรถเพื่อติดตามรถเป้าหมายไป ต่อมาเมื่อจับกุมจำเลยทั้งสี่ ได้ตรวจค้นรถกระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับ ก็พบรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสี่คันของกลาง ชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าได้รับการว่าจ้างจากลูกค้าไม่ทราบชื่อให้ขนส่งนำรถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันมาส่งบริเวณใกล้ชายแดนไทย - กัมพูชา เขตอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว แล้วจะมีคนมารับช่วงนำข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชา โดยได้ค่าจ้าง 7,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 3 รับว่าจะเป็นผู้รับช่วงต่อจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในการที่จะนำรถจักรยานยนต์ส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศกัมพูชา ซึ่งคำให้การชั้นจับกุมนี้ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย จะห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่กฎหมายห้ามมิให้รับฟังเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับเท่านั้น มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น จึงรับฟังบันทึกการจับกุมของจำเลยที่ 3 ประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ผู้จับกุมและพยานหลักฐานอื่นที่โจทก์อ้างเป็นพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 โดยชอบ เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำสืบอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีรถกระบะตู้ทึบคันที่จำเลยที่ 1 ขับในวันเกิดเหตุไว้สำหรับรับจ้างทั่วไป วันเกิดเหตุรับจ้างจากลูกค้าให้ขนส่งรถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันไปส่งให้ญาติที่อำเภอโคกสูง เมื่อขับถึงสี่แยกอำเภอโคกสูงมีร้านสะดวกซื้อ จึงสอบถามเส้นทางไปหมู่บ้าน ค. จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่รู้จักจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เพราะนอกจากจะมีเฉพาะคำเบิกความลอย ๆ ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซี่งง่ายต่อการกล่าวอ้างแล้ว ยังไม่สอดคล้องต่อคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้การโดยละเอียดว่าเมื่อขับรถกระบะไปถึงจังหวัดสระแก้ว จำเลยที่ 2 โทรศัพท์สอบถามทางจากผู้ว่าจ้าง แล้วจำเลยที่ 2 บอกให้จำเลยที่ 1 ขับไปให้ถึงบริเวณร้านสะดวกซื้อ อำเภอโคกสูง จะมีคนมารอรับเพื่อขับนำไปอีกที เมื่อไปถึงร้านสะดวกซื้อดังกล่าว พบรถกระบะมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ในรถ จำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถตรงไปเรื่อย ๆ โดยรถกระบะของจำเลยที่ 3 ขับตามหลังมา นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการทำหลักฐานการรับรถจักรยานยนต์ของกลางระหว่างผู้ว่าจ้างกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 กันไว้ ทั้งการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ทราบชื่อผู้ว่าจ้างและผู้รับรถจักรยานยนต์ปลายทาง ไม่มีหลักฐานการติดต่อกับผู้ว่าจ้าง หรือเอกสารการรับส่งของใด ๆ นับเป็นเรื่องผิดปกติของผู้รับจ้างทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขนส่งรถจักรยานยนต์ที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนถึงสี่คัน ซึ่งมีราคาสูง กลับไม่มีหลักฐานการว่าจ้าง ไม่มีการกำหนดตัวผู้รับสินค้าปลายทาง หากแต่มีผู้คอยบอกทางให้ไปส่งยังสถานที่ที่กำหนดเมื่อถึงจุดนัดหมาย เช่นนี้ นับเป็นเรื่องผิดปกติ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมต้องทราบดีถึงข้อผิดปกตินั้น ขณะเดียวกันพฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่รับจ้างขนส่งรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนจำนวนมาก แต่อ้างว่าไม่รู้ว่าผู้รับจ้างเป็นใคร กลับส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ปกปิดการกระทำความผิดโดยรู้ว่าเป็นการนำรถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันของกลางออกนอกราชอาณาจักร และการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันนำรถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนของกลางบรรทุกมากับรถกระบะ เดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจุดเกิดเหตุ ห่างจากชายแดนไทย – กัมพูชา เพียง 3 กิโลเมตร เพื่อจะส่งมอบแก่ผู้รับช่วงนำรถจักรยานยนต์ดังกล่าวส่งข้ามชายแดนไปประเทศกัมพูชา ถือได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จเข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานพบเห็นและจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 เสียก่อน จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีความผิดฐานร่วมกันพยายามส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร มิใช่ไม่เป็นความผิดเพราะไม่ถึงขึ้นลงมือกระทำความผิดดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ดังนี้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย ไม่พอรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ รูปคดีรับฟังได้มั่นคงตามพยานหลักฐานของโจทก์โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ประการสุดท้ายว่า สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า โทษที่ลงแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว และการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย สร้างความเสียหายในทางเศรษฐกิจและสังคม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว รวมทั้งเหตุผลความจำเป็นประการอื่น ก็ยังไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 84 วรรคท้าย ม. 226
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ม. 242 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว
จำเลย — นาย ด. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระแก้ว — นายประสงค์ นะมะพะทะ
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ชื่อองค์คณะ
สถาพร ดาโรจน์
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
เสถียร ศรีทองชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 159/2565
#697984
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" จากหลักกฎหมายดังกล่าวเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แล้วเสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์โดยไม่เสนอปัญหาให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2) กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเองได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 57, 58, 76/1, 91, 100/1, 100/2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 34, 58, 83, 91, 144 ริบใบพืชกระท่อมสดที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และเงินสดของกลาง บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2937/2560 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 57, 58, 76/1 วรรคสี่, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคสอง, 57, 58, 76/1 วรรคสี่, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานเสพมอร์ฟีน ปรับ 10,000 บาท ฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน จำคุก 1 ปี การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 9 เดือน และปรับ 40,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท ฐานเสพมอร์ฟีน ปรับ 10,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 15 เดือน และปรับ 50,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 เดือน และปรับ 60,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 เดือน 15 วัน และปรับ 25,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 เดือน 15 วัน และปรับ 30,000 บาท บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 1 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2933/2560 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 19 เดือน 15 วัน และปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป และคืนคำฟ้องให้โจทก์ไปดำเนินการตามบทกฎหมายที่บัญญัติไว้

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เฉพาะคดีของจำเลยที่ 1 เท่านั้นที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 ยังอยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ ไม่ว่าปัญหานั้นจะเกิดขึ้นในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือศาลยุติธรรมอื่น ให้ศาลนั้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวแล้วเสนอปัญหานั้นให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัย คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" จากหลักกฎหมายดังกล่าวเมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จะต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แล้วเสนอปัญหานี้ให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเสียก่อน การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์โดยไม่เสนอปัญหาให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ฎีกาคดีนี้แล้ว ศาลฎีกาให้รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ ต่อมาประธานศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้ทั้งคดีอยู่ในอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ดังนี้ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ว่าด้วยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) กระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น กับเพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2560 เป็นต้นไป และคืนฟ้องให้โจทก์ไปดำเนินการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 208 (2) ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 ม. 11
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาส
จำเลย — นาย จ. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายสุรเชนทร์ วงค์พิพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุวัฒน์ ไวยพัฒนธี
ชื่อองค์คณะ
กีรติ เชียงปวน
ชลิต กฐินะสมิต
ธัชพงศ์ วิสุทธิสังวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 158/2565
#684733
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญาและเงื่อนไขที่ระบุในใบสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล กำหนดว่า ผู้กู้ตกลงที่จะชำระคืนหนี้ต้นเงินกู้ ตามจํานวนที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนในวันที่ครบกําหนดชําระเงินซึ่งระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี โดยผู้กู้จะเลือกชําระคืนต้นเงินกู้ขั้นต่ำในแต่ละเดือนเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ของยอดหนี้ที่ธนาคารเรียกเก็บในแต่ละเดือนหรือจํานวน 500 บาท แล้วแต่จํานวนใดจะสูงกว่ากันและ/หรือในอัตราขั้นต่ำอื่น ๆ ที่ธนาคารประกาศกําหนดในแต่ละขณะตามจํานวนที่ธนาคารระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีก็ได้ ตามสัญญามีข้อตกลงว่าจำเลยจะต้องชําระค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินโดยแบ่งชําระเป็นงวดรายเดือนในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 5 ของยอดหนี้ที่ธนาคารเรียกเก็บในแต่ละเดือน ซึ่งสัญญาตามกําหนดให้จําเลยชําระเพียงจํานวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชําระ แม้ธนาคารจะนําไปหักชําระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วน แต่หากจําเลยผิดนัดไม่ชําระหนี้ตามสัญญาและภายในกําหนดจําเลยต้องชําระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอันเป็นข้อตกลงว่าจําเลยอาจชําระหนี้ในอัตราขั้นสูงเพียงใดก็ได้ และสัญญามิได้กําหนดให้จําเลยต้องผ่อนทุนคืนเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ กรณีดังกล่าวจึงมิใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกําหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 เมื่อจําเลยทําสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า สัญญาฉบับนี้เป็นเพียงการยืนยันความถูกต้องแห่งภาระหนี้ และการผ่อนปรนชําระหนี้ มิใช่การแปลงหนี้ใหม่อันทําให้หนี้เดิมตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลระงับ จึงเป็นกรณีที่จําเลยรับสภาพหนี้ต่อธนาคารเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความสินเชื่อส่วนบุคคลตามมาตรา 193/15 เมื่อจําเลยผิดนัดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลของจําเลยจากธนาคาร ย. ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จําเลยชําระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2553 และเริ่มนับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์นับแต่นั้นมา เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ

เมื่อธนาคาร ย. เจ้าหนี้เดิมทําสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีต่อจําเลยให้แก่โจทก์ จําเลยจึงต้องรับผิดในต้นเงินค้างชําระ ส่วนที่โจทก์ขอใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดกับจําเลยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจําเลยจากธนาคาร ย. ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราเดิมที่ธนาคารมีสิทธิคิดจากลูกหนี้ แต่ต้องคิดดอกเบี้ย ณ วันที่ได้รับโอนสินทรัพย์มา ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิจากธนาคารเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ประกาศธนาคาร ย. เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับที่สถาบันการเงินอาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กํากับ ฉบับที่ 002/2559 เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 ระบุอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชําระหนี้ (ต่อปี) สําหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ร้อยละ 28 โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ย ร้อยละ 28 ต่อปี โดยชอบด้วยกฎหมาย ธนาคาร ย. คิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดอัตราร้อยละ 26.5 ต่อปี การคิดดอกเบี้ยผิดนัดเป็นการกําหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วน ศาลมีอํานาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 เห็นควรลดเบี้ยปรับลงเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 27 ต่อปี นับแต่วันที่จําเลยผิดนัดไม่ชําระหนี้จนกว่าจะชําระเสร็จ แต่เมื่อจําเลยยกอายุความเรื่องดอกเบี้ยค้างชําระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ไว้ในคําให้การ จึงกําหนดให้จําเลยรับผิดชําระดอกเบี้ยแก่โจทก์ก่อนฟ้องไม่เกิน 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 181,617.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินบัตรเครดิต 25,629.48 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี ของต้นเงินสินเชื่อส่วนบุคคล 30,971.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานทนายจำเลยแถลงขอสละประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกาโดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2551 จำเลยสมัครขอใช้บัตรเครดิตและบัตรสินเชื่อส่วนบุคคลกับธนาคาร ย. ซึ่งได้อนุมัติและออกบัตรเครดิต และบัตรสินเชื่อส่วนบุคคล ให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารดังกล่าวยอมรับว่า ณ วันทำสัญญาจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระจากการใช้บัตรเครดิต 27,406.79 บาท ธนาคารดังกล่าวยอมให้จำเลยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน 34 งวด งวดละ 1,000 บาท ภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 และกำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 มกราคม 2556 หากผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด และจำเลยยอมรับว่า ณ วันทำสัญญาจำเลยมียอดหนี้ค้างชำระจากการใช้บัตรสินเชื่อส่วนบุคคล 31,097.59 บาท ธนาคารดังกล่าวยอมให้จำเลยผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือน 39 งวด งวดละ 1,000 บาท ภายในวันที่ 30 ของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 และกำหนดชำระให้เสร็จสิ้นในวันที่ 30 มกราคม 2556 หากผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดชำระทั้งหมด หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดนัดชำระหนี้แก่ธนาคารดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 ธนาคารดังกล่าวทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ และสิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยได้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (7) แล้วเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลของจำเลยขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคล ไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ซึ่งมีอายุความ 5 ปี แต่มีอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เห็นว่า ตามสัญญาและเงื่อนไขที่ระบุในใบสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล ข้อ 5 กำหนดว่า ผู้กู้ตกลงที่จะชำระคืนหนี้ต้นเงินกู้ ตามจำนวนที่ระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชีพร้อมดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือนในวันที่ครบกำหนดชำระเงินซึ่งระบุไว้ในใบแจ้งยอดบัญชี โดยผู้กู้จะเลือกชำระคืนต้นเงินกู้ขั้นต่ำในแต่ละเดือนเท่ากับอัตราร้อยละ 5 ของยอดหนี้ที่ธนาคารเรียกเก็บในแต่ละเดือน หรือจำนวน 500 บาท แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่ากันและ/หรือในอัตราขั้นต่ำอื่น ๆ ที่ธนาคารประกาศกำหนดในแต่ละขณะตามจำนวนที่ธนาคาระบุไว้ใบแจ้งยอดบัญชีก็ได้ ตามสัญญามีข้อตกลงว่าจำเลยจะต้องชำระค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินโดยแบ่งชำระเป็นงวดรายเดือนในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 5 ของยอดหนี้ที่ธนาคารเรียกเก็บในแต่ละเดือน ซึ่งสัญญาตามกำหนด ให้จำเลยชำระเพียงจำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องชำระ แม้ธนาคารจะนำไปหักชำระเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วน แต่หากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามสัญญาและภายในกำหนด จำเลยต้องชำระเบี้ยปรับและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอันเป็นข้อตกลงว่าจำเลยอาจชำระหนี้ในอัตราขั้นสูงเพียงใดก็ได้ และสัญญามิได้กำหนดให้จำเลยต้องผ่อนทุนคืนเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ กรณีดังกล่าวจึงมิใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกำหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์เช่นนี้กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความต่อมาว่า วันที่ 30 ตุลาคม 2552 จำเลยทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับธนาคารดังกล่าว ภายในกำหนดอายุความดังกล่าว ซึ่งตามข้อ 3 ของสัญญาได้ระบุไว้ชัดเจนว่า สัญญาฉบับนี้เป็นเพียงการยืนยันความถูกต้องแห่งภาระหนี้ และการผ่อนปรนชำระหนี้ มิใช่การแปลงหนี้ใหม่ อันทำให้หนี้เดิมตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลระงับ ดังนั้น สัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้จึงเป็นกรณีที่จำเลยรับสภาพหนี้ต่อธนาคารอันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนหน้านั้นไม่นับเข้าในอายุความ ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคล ตามมาตรา 193/15 เมื่อจำเลยผิดนัดตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลของจำเลยจากธนาคาร ย. ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2553 และเริ่มนับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์นับแต่นั้นมา เมื่อนับถึงวันฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2562 ยังไม่เกิน 10 ปี ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ขาดอายุความ

เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาว่า จำเลยต้องรับผิดในชำระหนี้ตามสินเชื่อส่วนบุคคล หรือไม่ เพียงใด โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย ปัญหานี้ เห็นว่า วันที่ 2 กรกฎาคม 2553 มียอดหนี้ค้างชำระเป็นต้นเงิน 30,971.04 บาท เมื่อธนาคาร ย. เจ้าหนี้เดิมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญาสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีต่อจำเลยให้แก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดในต้นเงินค้างชำระดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอใช้สิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดกับจำเลยในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี เห็นว่า ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระหว่างธนาคาร ย. กับจำเลย ข้อ 2 ตอนท้ายได้กำหนดว่า หากข้าพเจ้า (หมายถึงจำเลย) ผิดนัดผิดสัญญาไม่ว่าหนี้ประเภทใดจำนวนเงินเท่าใดก็ตาม ข้าพเจ้าตกลงให้ถือว่าสัญญาฉบับนี้สิ้นผลทันที ให้สิทธิธนาคารที่จะเรียกเก็บดอกเบี้ยในอัตราสูงสุด สำหรับการผิดสัญญาของสินเชื่อประเภทนั้นๆได้ทันที โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของจำเลยจากธนาคาร ย. ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราเดิมที่ธนาคารมีสิทธิคิดจากลูกหนี้แต่ต้องคิดดอกเบี้ย ณ วันที่ได้รับโอนสินทรัพย์มา ตามมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เมื่อโจทก์ได้รับโอนสิทธิจากธนาคารเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2561 และข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์โดยจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งฟังได้ว่า ในการคิดดอกเบี้ยจากจำเลย โจทก์อาศัยอำนาจตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศธนาคาร ย. ซึ่งตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.83/2551 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ย ค่าบริการต่างๆ และเบี้ยปรับที่สถาบันการเงินอาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 4 สิงหาคม 2551โดยข้อ 5.2.1 (1) กำหนดให้ธนาคารอาจเรียกเก็บดอกเบี้ยในหนี้ค้างชำระ หรือดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดชำระหนี้ หรือค่าบริการต่างๆ หรือเบี้ยปรับในการชำระหนี้ล่าช้ากว่ากำหนดจากผู้บริโภค ทั้งนี้ เมื่อคำนวณแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 28 ต่อปี และประกาศธนาคาร ย. เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ค่าบริการต่าง ๆ และเบี้ยปรับที่สถาบันการเงินอาจเรียกได้ในการประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้กำกับ ฉบับที่ 002/2559 เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2559 ระบุ อัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ (ต่อปี) สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล ร้อยละ 28 ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 28 ต่อปี โดยชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตามธนาคาร ย. คิดดอกเบี้ยปกติก่อนผิดนัดอัตราร้อยละ 26.5 ต่อปี ตามที่ระบุในสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ซึ่งการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราสูงกว่าดอกเบี้ยปกติที่ไม่ผิดนัด ถือว่าเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับ หากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจลดลงได้ตามที่เห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง จึงเห็นควรลดเบี้ยปรับลงเท่ากับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 27 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เมื่อจำเลยยกอายุความเรื่องดอกเบี้ยค้างชำระเกินห้าปีขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ก่อนฟ้องไม่เกิน 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 30,971.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 27 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 ตุลาคม 2562) ย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลา 5 ปี และนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/30 ม. 193/33 (1) ม. 193/33 (2) ม. 383
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์ ช.
จำเลย — นาย ส. หรือ พ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงทุ่งสง — นางสาวตุลาพร มุกสิก
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประสาร กีรานนท์
ประทีป อ่าววิจิตรกุล
สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 156/2565
#680833
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัยด้วยกันก็ตาม แต่การที่จำเลยปิดล็อกประตูขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากห้องนอนแล้วกระทำชำเราพร้อมข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่ว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กอายุ 10 ปีเศษ ถึง 11 ปีเศษ ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 โดยให้ผู้เสียหายที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลย และจำยอมให้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา เป็นความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 91, 277, 310, 317, 392 และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2850/2561 ของศาลจังหวัดตรังเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม) (ที่ถูก มาตรา 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย), 310 วรรคหนึ่ง, 392 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 7 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 21 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี ฐานขู่เข็ญผู้อื่นให้ตกใจกลัว จำคุกกระทงละ 20 วัน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 160 วัน รวมทุกกระทงแล้วเป็นจำคุก 29 ปี 160 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 14 ปี 6 เดือน 80 วัน (ที่ถูก 9 ปี 66 เดือน 80 วัน) บวกโทษจำคุก 10 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2850/2561 ของศาลจังหวัดตรัง เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุก 14 ปี 16 เดือน 80 วัน (ที่ถูก 9 ปี 76 เดือน 80 วัน) ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 มารดาหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน (ที่ถูก 6 ปี 18 เดือน) เมื่อรวมโทษกับกระทงอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 21 ปี 22 เดือน 80 วัน (ที่ถูก 15 ปี 94 เดือน 80 วัน) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เด็กหญิง ป. ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ขณะเกิดเหตุอายุ 10 ปีเศษ ถึง 11 ปีเศษ เป็นบุตรของนายเฉียว กับ นางสาวฉวี ผู้เสียหายที่ 2 และอยู่ในความดูแลปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา ต่อมาปี 2558 ผู้เสียหายที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โดยผู้เสียหายที่ 2 จำเลยและผู้เสียหายที่ 1 พักอาศัยอยู่บ้านเดียวกัน วันเกิดเหตุจำเลยเข้าไปภายในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ปิดล็อกประตูไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากห้องแล้วกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของจำเลย โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอมและจำเลยพูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะทำร้ายร่างกาย หากนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราไปบอกบุคคลอื่นสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานขู่เข็ญผู้อื่นให้ตกใจกลัว คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพาษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 มารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับผู้เสียหายที่ 1 แยกห้องนอนคนละห้องกันจำเลยเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 แล้วล็อกประตูกอดปล้ำกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ไม่เข้าลักษณะแยกผู้เสียหายที่ 1 ไปจากความปกครองของผู้เสียหายที่ 2 นั้น เห็นว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสาม กฎหมายบัญญัติโดยมีความมุ่งหมายที่จะคุ้มครองอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลที่มีต่อเด็กคำว่า "พราก" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 มีความหมายว่า ทำให้จากไป พาไปเสียจาก ทำให้แยกออกจากกัน ดังนั้น การพรากซึ่งจะทำให้ผู้กระทำมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จึงหมายถึงการพาหรือแยกเด็กออกไปจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ทำให้อำนาจปกครองดูแลเด็กของบุคคลดังกล่าวถูกรบกวนหรือถูกกระทบกระเทือนโดยบุคคลดังกล่าวไม่รู้เห็นยินยอม อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็ก ซึ่งกฎหมายมิได้จำกัดว่า "พราก" โดยวิธีการอย่างใด และไม่คำนึงถึงระยะใกล้หรือไกล ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่แห่งใดหากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลยังดูแลเอาใจใส่อยู่ เด็กย่อมอยู่ในอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลตลอดเวลาโดยไม่ขาดตอน หากมีผู้กระทำต่อเด็กในทางเสื่อมเสียและเสียหายหรือโดยปราศจากเหตุอันสมควรซึ่งเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองดูแลย่อมถือได้ว่าเป็นความผิดฐานพรากเด็ก คดีนี้พยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยฟังได้ว่า จำเลยเข้าไปในห้องนอนของผู้เสียหายที่ 1 ขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 นอนอยู่ในห้องนอนกับน้องชายแล้วปิดล็อกประตูขัดขวาง กอดผู้เสียหายที่ 1 ไม่ให้ออกจากห้องนอนและกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยผู้เสียหายที่ 1 ไม่ยินยอม ทั้งพูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายที่ 1 ว่าจะทำร้ายร่างกายหากนำเรื่องที่จำเลยกระทำชำเราไปบอกบุคคลอื่น การกระทำของจำเลยเช่นนี้ แม้จำเลยไม่ได้พาผู้เสียหายที่ 1 ออกไปจากบ้านที่อยู่อาศัยด้วยกันก็ตาม แต่การที่จำเลยปิดล็อกประตูขัดขวางไม่ให้ผู้เสียหายที่ 1 ออกจากห้องนอนแล้วกระทำชำเราพร้อมข่มขู่ผู้เสียหายที่ 1 ดังกล่าว ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กอายุ 10 ปีเศษ ถึง 11 ปีเศษ ยังอยู่ในอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยมีเจตนาแยกผู้เสียหายที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้ผู้เสียหายที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลย และจำยอมให้จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 การกระทำของจำเลยจึงเป็นการพรากผู้เสียหายที่ 1 ไปเสียจากอำนาจปกครองของผู้เสียหายที่ 2 ผู้เป็นมารดา จำเลยจึงกระทำความผิดฐานพรากผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม กระทงละ 5 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 15 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการวางโทษในอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ทั้งยังลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายอีกด้วย ศาลฎีกาจึงกำหนดโทษจำคุกสถานเบากว่านี้อีกไม่ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 317 วรรคหนึ่ง ม. 317 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย ส.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเวียงสระ — นายสรร แสงทับทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายกิตติชัย ภูมิมาโนช
ชื่อองค์คณะ
ภัทริกา จุลฤกษ์
พงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ภิญโญภัทร์ แสงภู่
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 141/2565
#679242
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งแรกของจำเลยไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งหลัง อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง และถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 92, 279, 283 ทวิ, 317 เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสาม

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง (เดิม), 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจารและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 4 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี 8 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 8 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า ฎีกาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2563 ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 30 วัน โดยไม่ได้ระบุพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย และแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลกเพื่อแจ้งให้จำเลยทราบ จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 2 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องด้วยเหตุผลเดียวกับที่สั่งยกคำร้องจำเลยฉบับแรก และแจ้งคำสั่งไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 3 ผ่านทางเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 7 สิงหาคม 2563 อ้างเหตุที่มิได้ยื่นคำร้องขอก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกา เนื่องจากรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ทนายจำเลยไม่สามารถเดินทางมายื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ ประกอบกับจำเลยถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ประกาศงดการเยี่ยม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาสองฉบับแรกจำเลยมิได้กล่าวถึงพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัย และจำเลยมิได้ยื่นคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นฎีกา ซึ่งจำเลยสามารถกระทำได้ผ่านทางพัศดีเรือนจำ จึงให้ยกคำร้อง และแจ้งคำสั่งไปยังเรือนจำจังหวัดพิษณุโลก ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขขายระยะเวลายื่นฎีกาครั้งที่ 4 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อ้างว่า จำเลยเข้าใจว่าทนายความได้ดำเนินการขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาและยื่นฎีกาตามกำหนดแล้ว ประกอบกับจำเลยมีปัญหากับญาติและครอบครัวของภริยาจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลกำหนด เห็นว่า ขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งแรกนั้นได้พ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้ว การที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาได้ต้องเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย เมื่อคำร้องของจำเลยฉบับลงวันที่ 15 มิถุนายน 2563 ไม่ปรากฏพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลายื่นฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ถือว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของจำเลยไปแล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาครั้งต่อมา จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่จำเลยจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 มาตรา 144 วรรคหนึ่ง และถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดตามคำร้องฉบับลงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 และยกฎีกาของจำเลยโดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 27 ม. 144 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัด
จำเลย — นาย อ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายทรงธน ติระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวินัย อินประสิทธิ์
ชื่อองค์คณะ
สุทิน นาคพงศ์
จิราวรรณ สุญาณวนิชกุล
ชูศักดิ์ จำปา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2565
#687041
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้โดยตรงจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามและศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับพิจารณาในข้อหานี้โดยกำหนดโทษใหม่เป็นจำคุก 4 ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์ แล้วเปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาที่มีรถยนต์กระบะของจำเลยแล่นอยู่ โดยผู้ตายไม่ตรวจตรารถที่วิ่งมาในทางตรงให้ปลอดภัยทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน ผู้ตายมิได้ใช้ความระมัดระวังในการเปลี่ยนช่องเดินรถถือว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ส่วนจำเลยขับรถยนต์ในขณะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 182 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งประสงค์จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เนื่องจากสุราหรือของมึนเมาทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้โดยง่าย จำเลยขับรถผ่านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางตรงและเป็นช่วงเวลากลางวัน หากจำเลยไม่อยู่ในอาการมึนเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น จำเลยก็น่าจะหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น เหตุเฉี่ยวชนจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยด้วยเช่นกัน เมื่อจำเลยมีส่วนประมาท จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด

เมื่อจำเลยและผู้ตายต่างเป็นฝ่ายประมาทก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้น กรณีจึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 ที่บัญญัติว่า ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และมาตรา 223 บัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า จำเลยขับรถยนต์ในขณะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 182 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ค่อนข้างมาก บ่งชี้ว่าจำเลยไม่แยแสต่อผลร้ายที่จะเกิดขึ้นจากการขับรถในขณะที่ตนเมาสุรา ทั้งจุดชนอยู่ในช่องเดินรถที่สองนับจากซ้ายมือแสดงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ขับรถในช่องเดินรถซ้ายสุดตามที่กฎหมายกำหนด บนพื้นถนนก็ไม่ปรากฏว่ามีรอยเบรคของรถยนต์คันที่จำเลยขับ ทั้งที่สถาพบริเวณถนนที่เกิดเหตุจำเลยสามารถมองเห็นรถที่แล่นอยู่ในทิศทางเดียวกับรถของตนได้โดยง่าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่า จำเลยมีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าผู้ตาย จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดนั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เท่ากับจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด

เมื่อลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่แล้ว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่งได้อีก และจำเลยยังมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุรา และมิได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทน ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไข ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 78, 157, 160, 160 ตรี และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุรีย์ ภริยาของผู้ตาย นางฉลวย มารดาของผู้ตาย และนางระพีพรรณ บุตรของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องทั้งสามเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ผู้ร้องทั้งสามไม่ใช่ผู้เสียหายจึงไม่อนุญาต โดยให้เรียกนางสุรีย์ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 นางฉลวยว่า โจทก์ร่วมที่ 2 และนางระพีพรรณว่า โจทก์ร่วมที่ 3 และโจทก์ร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 2,048,056.13 บาท

จำเลยให้การในส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 78, 157, 160 (ที่ถูก 160 วรรคสอง), 160 ตรี วรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุรา ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี ฐานไม่หยุดและให้การช่วยเหลือตามสมควร พร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 2 เดือน เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย และให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 1 จำนวน 270,579 บาท และชำระเงินแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก (ที่ถูก ยกคำร้องของโจทก์ร่วมที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ)

โจทก์ร่วมทั้งสามและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานไม่หยุดและให้การช่วยเหลือตามสมควรพร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 4 ปี 2 เดือน และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 519,158 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 120,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซี่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยขับรถยนต์กระบะ โดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 182 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ไปตามถนนสาย 304 (ราชสีมา-ปักธงชัย) มุ่งหน้าไปทางอำเภอปักธงชัย โดยถนนดังกล่าวแบ่งช่องเดินรถไปและกลับฝั่งละ 2 ช่อง เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ ที่นายวัชรินทร์ ผู้ตาย ขับออกมาจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์เพื่อไปกลับรถเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย สำหรับความผิดฐานไม่หยุดและให้การช่วยเหลือตามสมควร พร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด จำเลยไม่อุทธรณ์ ความผิดข้อหานี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ส่วนความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โจทก์ร่วมทั้งสามไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้โดยตรงจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยหนักกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามและศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับพิจารณาในข้อหานี้โดยกำหนดโทษใหม่เป็นจำคุก 4 ปี จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวแม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากร้อยตำรวจเอกหญิงพนมเนตร พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลางว่า หลังเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกหญิงพนมเนตรออกไปตรวจที่เกิดเหตุ พบมีรอยครูดอยู่ในช่องเดินรถด้านขวาห่างจากเส้นกั้นขอบทางด้านขวาประมาณ 2.5 เมตร และห่างจากเส้นแบ่งช่องเดินรถด้านซ้ายประมาณ 1 เมตร และพบชิ้นส่วนของรถตกอยู่ ซึ่งร้อยตำรวจเอกหญิงพนมเนตรสันนิษฐานว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย และได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากพันตำรวจโทยอดรัก ซึ่งเป็นผู้ตรวจร่องรอยการเฉี่ยวชนของรถทั้งสองคันว่า จากการตรวจสอบรถยนต์กระบะของจำเลยพบความเสียหายบริเวณด้านหน้าซ้าย ไฟเลี้ยวซ้ายแตก แก้มซ้ายเหนือบังโคลนมีรอยบุบยุบ กันชนหน้าด้านซ้ายมีรอยครูด ซุ้มล้อด้านหลังมีรอยครูด ส่วนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพบร่องรอยความเสียหาย โดยบริเวณคันบังคับเลี้ยวด้านขวามีรอยครูด เฟรมครอบไฟหน้ามีรอยครูด บังลมด้านหน้าแตกหัก ท่อไอเสียมีรอยครูด ที่พักเท้าด้านขวาบิดงอ ร่องรอยความเสียหายของรถทั้งสองคันเข้ากันได้ จึงสันนิษฐานว่าจุดที่ปะทะกันของรถทั้งสองคันน่าจะอยู่ที่มุมด้านซ้ายของรถยนต์กระบะกับด้านหน้าข้างขวาบริเวณคันบังคับของรถจักรยานยนต์ โดยลักษณะการชนของรถทั้งสองคันเป็นการเบียดเข้าหากัน แต่ไม่ทราบว่าคันไหนชนคันไหน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจุดชนอยู่ในช่องเดินรถของจำเลย และบริเวณด้านหน้ารถยนต์ของจำเลยและบริเวณด้านท้ายรถจักรยานยนต์ของผู้ตายไม่มีร่องรอยเฉี่ยวชนเช่นนี้ แสดงว่าก่อนเกิดเหตุรถทั้งสองคันไม่ได้แล่นอยู่ในช่องเดินรถเดียวกัน ต่อมาเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์เข้าไปในช่องเดินรถด้านขวาที่มีรถยนต์กระบะของจำเลยแล่นอยู่ทำให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน โดยด้านหน้าขวาบริเวณคันบังคับของรถจักรยานยนต์ปะทะบริเวณมุมหน้าซ้ายของรถยนต์กระบะจำเลย ซึ่งสอดคล้องกับที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์เปลี่ยนเข้าช่องเดินรถทางขวา ซึ่งเป็นช่องเดินรถเดียวกันกับช่องเดินรถของจำเลย เพื่อที่จะกลับรถมุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองนครราชสีมา ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนก็ได้แจ้งข้อหาผู้ขับรถจักรยานยนต์ว่า ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ออกมาจากค่ายสุรธรรมพิทักษ์เพื่อที่จะกลับรถมุ่งหน้าสู่อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เปลี่ยนช่องเดินรถไปทางขวาโดยไม่ตรวจตรารถที่วิ่งมาในทางตรงให้ปลอดภัยทำให้เกิดเหตุเฉี่ยวชนกัน การที่ผู้ตายไม่ใช้ความระมัดระวังในการเปลี่ยนช่องเดินรถถือได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ในส่วนของจำเลยนั้นข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยขับรถยนต์ในขณะมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 182 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตามที่กฎหมายกำหนด อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งประสงค์จะเอาผิดและลงโทษผู้ขับขี่ที่เมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น เนื่องจากสุราหรือของมึนเมาทำให้สมรรถภาพในการควบคุมยานพาหนะด้อยประสิทธิภาพลง อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้โดยง่าย การที่จำเลยขับรถผ่านที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางตรงและเป็นช่วงเวลากลางวันนั้น หากจำเลยไม่อยู่ในอาการมึนเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น จำเลยก็น่าจะหักรถหลบหรือหยุดรถได้ทันก่อนที่จะเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น เหตุเฉี่ยวชนจึงเกิดจากความประมาทของจำเลยด้วยเช่นกัน เมื่อจำเลยมีส่วนประมาท จำเลยจึงไม่หลุดพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นการต่อไปว่า จำเลยต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อรับฟังได้ว่าทั้งจำเลยและตัวผู้ตายต่างก็เป็นฝ่ายประมาทก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้น กรณีจึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ที่บัญญัติว่า ถ้าความเสียหายได้เกิดขึ้นเพราะความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดของผู้ต้องเสียหายประกอบด้วยไซร้ ท่านให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา 223 มาใช้บังคับโดยอนุโลม และมาตรา 223 บัญญัติว่า ถ้าฝ่ายผู้เสียหายได้มีส่วนทำความผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วยไซร้ ท่านว่าหนี้อันจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ฝ่ายผู้เสียหายมากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณ ข้อสำคัญก็คือว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ได้ความว่า จำเลยขับรถในขณะเมาสุราโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด 182 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ค่อนข้างมาก บ่งชี้ว่าจำเลยไม่แยแสต่อผลร้ายที่จะเกิดขึ้นจากการขับรถในขณะที่ตนเมาสุรา ทั้งปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสาม โดยจำเลยไม่ได้โต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า จุดชนอยู่ในช่องเดินรถที่สองนับจากซ้ายมือ แสดงว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยไม่ได้ขับรถในช่องเดินรถซ้ายสุดตามที่กฎหมายกำหนด บนพื้นถนนก็ไม่ปรากฏว่ามีรอยเบรคของรถยนต์คันที่จำเลยขับแต่อย่างใด ทั้งที่เมื่อพิจารณาจากสภาพถนนบริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยสามารถมองเห็นรถที่แล่นอยู่ในทิศทางเดียวกับรถของตนได้โดยง่าย ตามพฤติการณ์แห่งคดีถือได้ว่า จำเลยมีส่วนประมาทเลินเล่อมากกว่าผู้ตาย จำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของผู้ตาย ได้แก่ ค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 1,500 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี เป็นเงิน 180,000 บาท ค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน 48,579 บาท ค่าปลงศพเป็นเงิน 40,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นเงิน 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 270,579 บาท และชำระค่าขาดไร้อุปการะแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดาผู้ตายเดือนละ 1,500 บาท เป็นระยะเวลา 5 ปี เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดนั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 เท่ากับจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง เมื่อลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ตรี วรรคสี่ แล้ว ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานขับรถในขณะเมาสุราตามมาตรา 160 ตรี วรรคหนึ่ง ได้อีก และจำเลยยังมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราและมิได้พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง สำหรับอัตราดอกเบี้ยของค่าสินไหมทดแทนนั้น ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (2) (4), 78 วรรคหนึ่ง, 157, 160 ตรี วรรคสี่ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานไม่หยุดและให้การช่วยเหลือตามสมควร พร้อมแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันทีเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 3 ปี 2 เดือน และให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 270,579 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ทั้งนี้หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยใหม่โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปีแต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 223 ม. 224 ม. 442
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 252
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (2) ม. 160 ตรี วรรคหนึ่ง ม. 160 ตรี วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
โจทก์ร่วม — นาง ก. กับพวก
จำเลย — นาย ล.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครราชสีมา — นายศรสิทธิ์ เหลืองคุณวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประยูร ณ ระนอง
ชัยเจริญ ดุษฎีพร
โสภณ โรจน์อนนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2565
#688061
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาซื้อขายที่ดินที่คู่สัญญาไม่มีเจตนาไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคหนึ่ง จำเลยผู้ขายจะต้องคืนเงินค่าที่ดินแก่ ส. ผู้ซื้อในฐานลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งมีอายุความหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 419

โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมของ ส. มีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินค่าซื้อที่ดินคืนตั้งแต่เมื่อใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่ ส. จะถึงแก่ความตาย ส. ได้ทวงถามเงินค่าซื้อที่ดินจากจำเลย พฤติการณ์เช่นนี้ ถือได้ว่า ส. รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่ทวงถามแล้ว แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เวลาที่ ส. รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 191,972 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 130,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสุวรรณ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4329 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2556 นายสุวรรณทำสัญญาซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 4329 ดังกล่าว บางส่วนขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 140 เมตร จากจำเลยในราคา 130,000 บาท เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกที่ดินของนายสุวรรณ ในสัญญาดังกล่าวระบุข้อความว่า ผู้ขายยอมส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อในวันทำสัญญา และผู้ขายได้รับชำระราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายไปจากผู้ซื้อครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญาต่อมาวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 นายสุวรรณถึงแก่ความตาย ครั้นปี 2560 มีถนนสาธารณะตัดเลียบข้างที่ดินของนายสุวรรณ จากนั้นปี 2562 จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4329 ดังกล่าวทั้งแปลงให้แก่บุคคลภายนอก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า สัญญาระหว่างนายสุวรรณกับจำเลยเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือไม่ เห็นว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ซึ่งในการซื้อขายที่ดินนั้นจะต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่กรณีขณะทำสัญญาว่าประสงค์จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลังหรือไม่ หากไม่มีเจตนาดังกล่าวก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มีผลให้สัญญาตกเป็นโมฆะเพราะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด เมื่อพิเคราะห์หนังสือสัญญาซื้อขายแล้ว ปรากฏว่าไม่มีข้อความตอนใดที่แสดงให้เห็นเจตนาของนายสุวรรณและจำเลยว่าประสงค์จะให้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ประกอบกับนายสำเริง พยานโจทก์ ผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือสัญญาซื้อขาย เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าคู่กรณีเจรจากันเรื่องจะไปจดทะเบียนโอนที่ดินยังสำนักงานที่ดินท้องที่หรือไม่ ส่อแสดงว่าทั้งนายสุวรรณและจำเลยไม่ถือเรื่องการไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ อันเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่า ไม่เคยตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดิน ยิ่งกว่านั้น หลังจากทำหนังสือสัญญาซื้อขายกันแล้ว ไม่ปรากฏว่าทั้งนายสุวรรณและจำเลยต่างทวงถามหรือสอบถามกันที่จะไปจดทะเบียนโอนที่ดินแต่อย่างใด พฤติการณ์เช่นนี้บ่งชี้ให้เห็นชัดว่าทั้งนายสุวรรณและจำเลยต่างไม่มีเจตนาที่จะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น สัญญาระหว่างนายสุวรรณกับจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด มิใช่สัญญาต่างตอบแทนประเภทหนึ่งตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อหนังสือสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แต่ไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบที่กฎหมายกำหนด จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง จำเลยจะต้องคืนเงินค่าซื้อที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินอันเกิดจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะให้แก่ฝ่ายนายสุวรรณในฐานเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคสอง ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 บัญญัติว่า "ในเรื่องลาภมิควรได้นั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น" อันเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนเมื่อใด แต่โจทก์เบิกความรับว่าก่อนที่นายสุวรรณจะถึงแก่ความตาย นายสุวรรณได้ทวงถามเงินค่าซื้อที่ดินจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยินยอมคืนเงินให้ พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมถือได้ว่านายสุวรรณรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืนตั้งแต่ทวงถามแล้ว เมื่อนายสุวรรณถึงแก่ความตายในปี 2559 โดยยังไม่ได้ฟ้องเรียกเงินค่าซื้อที่ดินคืนจากจำเลย และโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสุวรรณฟ้องคดีนี้เรียกเงินค่าซื้อที่ดินคืนจากจำเลยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2562 อันเป็นการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เวลาที่นายสุวรรณรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 จำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกาเพียงขอให้จำเลยชำระเงิน 130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในทุนทรัพย์ 191,972 บาท ตามคำฟ้องโจทก์ อันเป็นกรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินมา จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ โดยให้ศาลชั้นต้นคิดคำนวณจำนวนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมา

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 172 วรรคสอง ม. 193/10 ม. 419 ม. 456 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 84/1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธ.
จำเลย — นางสาว ท.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดหลังสวน — นายชัยรัตน์ วงศ์ศรีชัยโรจน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายอมร ศิลปวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เสถียร ศรีทองชัย
สุนทร เฟื่องวิวัฒน์
สถาพร ดาโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 123/2565
#688763
เปิดฉบับเต็ม

แม้การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝาก กฎหมายจะมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะบังคับกันได้ดังที่บัญญัติไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 496 เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขยายเวลาไถ่โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้รับไถ่ไว้โดยผู้แทนของโจทก์ตามความประสงค์ของนิติบุคคลซึ่งย่อมแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 70 กรณีการทำหลักฐานเป็นหนังสือในการขยายกำหนดเวลาไถ่ จึงเป็นสาระสำคัญ มิฉะนั้นไม่อาจบังคับกันได้ หาใช่เป็นเพียงแบบพิธีที่ต้องทำกันภายหลังครบกำหนดเวลาขายฝากดังที่จำเลยฎีกาไม่ แม้จำเลยนำสืบว่า ป. บุตรจำเลยซึ่งได้รับมอบหมายจากจำเลยให้เป็นผู้เจรจาตกลงได้ติดต่อกับ ส. ประธานกรรมการของโจทก์ ทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งมีข้อความที่ ป. ขอไปพบ ส. เพื่อทำสัญญาและนำของขวัญไปมอบให้ ส. ที่ให้โอกาสต่อสัญญาอีก 1 ปี ก็เป็นข้อความที่เกิดจากการส่งข้อความของ ป. แต่ฝ่ายเดียว โดยที่ ส. มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสนทนาโดยการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ที่บัญญัติให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือมีเอกสารมาแสดงแล้วมาใช้บังคับ เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่จำเลยมิได้ชำระสินไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝาก กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 492 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินซึ่งขายฝากทำให้โจทก์เสียหายจึงเป็นการละเมิด การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7584 และ 12115 และสิ่งปลูกสร้างบ้าน 2 ชั้น เลขที่ 82 กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารพาณิชย์ที่จำเลยก่อสร้างขึ้นบนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว หากจำเลยไม่กระทำดังกล่าว ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์พร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยก่อสร้างขึ้นบนที่ดินจนเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7584 และ 12115 และบ้านเลขที่ 82 บนที่ดินโฉนดเลขที่ 7584 กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรืออาคารพาณิชย์ที่ก่อสร้างในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวและชำระค่าเสียหายเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและรื้อถอนจนเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2558 จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 7585 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 82 และที่ดินโฉนดเลขที่ 12115 รวมราคาที่ขายฝาก 73,000,000 บาท ไว้กับโจทก์ กำหนดเวลาไถ่ถอนภายใน 1 ปี และสินไถ่ 82,855,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่ จำเลยไม่ได้ไถ่ทรัพย์ซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ตกลงขยายกำหนดเวลาไถ่ออกไป 1 ปี ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินซึ่งขายฝากมีกำหนดเวลาไถ่ภายใน 1 ปี ซึ่งจำเลยต้องชำระเงินค่าสินไถ่ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 แม้หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2559 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระเงินค่าสินไถ่ นางปุญชรัศมิ์ได้นัดหมายกับนางสาวสิริลักษณ์รับประทานอาหารกลางวันร่วมกันที่ร้านอาหารภายในคริสตัลดีไซน์เซ็นเตอร์และพูดคุยกับนางสาวสิริลักษณ์เรื่องขยายระยะเวลาการขายฝาก และนางสาวสิริลักษณ์ยินยอมขยายกำหนดเวลาไถ่ให้ 1 ปี แต่การขยายกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากแม้กฎหมายมิได้บังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพียงแต่อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับไถ่ จึงจะบังคับกันได้ ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 ซึ่งวรรคหนึ่งบัญญัติว่า "กำหนดเวลาไถ่นั้น อาจทำสัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ได้..." และวรรคสองบัญญัติว่า "การขยายกำหนดเวลาไถ่ตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือผู้รับไถ่..." เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขยายเวลาไถ่โดยทำหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้รับไถ่ไว้โดยผู้แทนของโจทก์ตามความประสงค์ของนิติบุคคลซึ่งย่อมแสดงออกโดยผู้แทนนิติบุคคล ทั้งนี้ตามข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งจะได้กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 กรณีการทำหลักฐานเป็นหนังสือในการขยายกำหนดเวลาไถ่ จึงเป็นสาระสำคัญในการขยายกำหนดเวลาไถ่ มิฉะนั้นไม่อาจบังคับกันได้ หาใช่เป็นเพียงแบบพิธีที่ต้องทำกันภายหลังครบกำหนดเวลาขายฝากได้ดังที่จำเลยฎีกาไม่ และแม้จำเลยนำสืบว่านางปุญชรัศมิ์ได้ติดต่อกับนางสาวสิริลักษณ์ทางแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งมีข้อความที่นางปุญชรัศมิ์ขอไปพบนางสาวสิริลักษณ์เพื่อทำสัญญาและจะนำของขวัญเป็นเครื่องประดับที่เป็นเข็มกลัดไปมอบให้นางสาวสิริลักษณ์ที่ให้โอกาสต่อสัญญาอีก 1 ปี ก็เป็นข้อความที่เกิดจากการส่งข้อความของนางปุญชรัศมิ์แต่ฝ่ายเดียว โดยที่นางสาวสิริลักษณ์ซึ่งเป็นประธานกรรมการของโจทก์มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการสนทนาโดยการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่จะต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 มาตรา 8 ที่บัญญัติให้ถือว่าข้อความนั้นได้ทำเป็นหนังสือ มีหลักฐานเป็นหนังสือหรือมีเอกสารมาแสดงแล้วมาใช้บังคับ ดังนั้น เมื่อครบกำหนดเวลาไถ่จำเลยไม่ได้ชำระสินไถ่ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์สินซึ่งขายฝากภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 492 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์ทรัพย์สินซึ่งขายฝากทำให้โจทก์เสียหายจึงเป็นการทำละเมิด การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยจึงมิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามลำดับ และให้ใช้ความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี" และมาตรา 224 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น" และโดยที่มาตรา 6 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้ใช้แก่การคิดดอกเบี้ยที่ถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 อันเป็นวันผิดนัดนั้น จึงตกอยู่ในบังคับแห่งพระราชกำหนดดังกล่าวโดยอัตราดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ยังคงเป็นอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงิน 80,000 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและรื้อถอนจนเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 492 วรรคหนึ่ง ม. 496
พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ป.
จำเลย — นาง บ.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวุฒิพงษ์ แจ่มกระจาย
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวจิตตรา กาญธนะประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
เศกสิทธิ์ สุขใจ
น้ำเพชร ปานะถึก
อรุณี วีระรัศมี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2565
#680831
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1144 บัญญัติว่า "บรรดาบริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง" กรรมการของจำเลยที่ 1 จึงต้องจัดการบริษัทตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว เมื่อในการเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาในการเรียกประชุมกรรมการไว้เป็นการเฉพาะ และปรากฏตามรายงานการประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ว่าที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ใช้ ป.พ.พ. เป็นข้อบังคับของบริษัท ดังนั้น ในการเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1162 ที่บัญญัติว่า "กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้" อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับการเรียกประชุมกรรมการบริษัท ซึ่งในกรณีนี้กฎหมายมิได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการบอกกล่าวเรียกประชุมไว้ และเมื่อการเรียกประชุมกรรมการบริษัทมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้กรรมการนัดเรียกประชุมเมื่อใดก็ได้ กรณีจึงไม่อาจนำวิธีการบอกกล่าวเรียกประชุมตามมาตรา 1175 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมาใช้บังคับในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 ได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงสามารถเรียกประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้

ข้อบังคับของบริษัทเป็นข้อตกลงในการจัดการงานของบริษัทที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมตั้งบริษัท และข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้สำหรับบริษัทใดย่อมใช้บังคับสำหรับบริษัทนั้น เมื่อบริษัท ร. เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะของกิจการร่วมค้าตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีนและเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัท ร. เท่านั้น แม้สัญญาร่วมลงทุนของบริษัท ร. จะกำหนดว่าการเรียกประชุมกรรมการของบริษัทต้องเรียกประชุมล่วงหน้า 15 วัน ก็ตาม แต่เมื่อที่ประชุมของจำเลยที่ 1 ให้ใช้ ป.พ.พ. เป็นข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ตกลงให้นำข้อบังคับของบริษัท ร. มาใช้เป็นข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ด้วย ระยะเวลาในการบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของบริษัท ร. ที่กำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1

การออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการระบุวาระการประชุมว่า เรื่องต่าง ๆ รวมถึงมาตรการที่เหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ในฐานะกรรมการของบริษัท ร. เมื่อพิจารณาถึงวาระการประชุมตามที่กำหนดไว้ในเอกสารดังกล่าว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นวาระการประชุมเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการใด ๆ ที่เหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ที่ดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการของบริษัท ร. ซึ่งครอบคลุมรวมถึงการคงอยู่ หรือการถอดถอน หรือการแต่งตั้งผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัทดังกล่าวด้วย การที่ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ ๑ ได้พิจารณาและลงมติให้ถอดถอนโจทก์กับพวกซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ที่ได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัท ร. ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งบุคคลอื่นแทนจึงเป็นการพิจารณาและลงมติในวาระหรือเรื่องที่กำหนดไว้

บริษัท ร. เป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการของบริษัทแยกต่างหากจากบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น การที่ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ ๑ มีมติถอดถอนโจทก์กับพวกออกจากการเป็นผู้แทนของจำเลยที่ ๑ ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัท ร. จึงมิใช่เป็นการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ ๑ ที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับมาตรา ๑๑๕๑ ที่กำหนดให้การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทต้องกระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่เพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ห้ามมิให้จำเลยทั้งสี่นำมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ไปใช้แสดงอ้างต่อบุคคลใดหรือหน่วยงานใดทั้งในประเทศและต่างประเทศ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า บริษัท ร. จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2538 โจทก์ซึ่งมีชื่อในภาษาจีน ว่า เหยียน และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มทุกชนิด ต่อมาจำเลยที่ 1 เข้าถือหุ้นของบริษัท ร. ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อ ก. หรือ ร. ในสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 มีหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยนัดประชุมในวันที่ 20 กันยายน 2559 เมื่อถึงกำหนดวันนัดประชุมมีการประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ตามสถานที่ที่กำหนดดังกล่าว โดยมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าร่วมประชุม ส่วนโจทก์ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ที่ประชุมมีมติถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งกรรมการ ตำแหน่งประธานกรรมการและตำแหน่งตัวแทนตามกฎหมายของบริษัท ร. รวมทั้งตำแหน่งตัวแทนตามกฎหมายของบริษัทที่จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน และถอดถอนนางสาววรพนิต นางสาวเฟย และนายจาง ออกจากตำแหน่งกรรมการของบริษัท ร. แล้วมีมติแต่งตั้งนายยิป ดำรงตำแหน่งกรรมการ ตำแหน่งประธานกรรมการ และตำแหน่งตัวแทนตามกฎหมายของบริษัท ร. แต่งตั้งจำเลยที่ 3 นางสาวนุชรี และนางสาววันวิมล เป็นกรรมการของบริษัท ร. และแต่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนตามกฎหมายของบริษัทดังกล่าวที่จดทะเบียนไว้กับหน่วยงานที่มีอำนาจของรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยให้มีผลทันที และให้บริษัท ร. ดำเนินการตามระเบียบต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไปตามมติที่ประชุมภายใน 14 วัน ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2559 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ขอคัดค้านและเพิกถอนการประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาข้อแรกว่า เมื่อข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการบริษัทไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับการนัดเรียกและการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น หรือนำข้อบังคับเกี่ยวกับการประชุมกรรมการของบริษัท ร. ที่กำหนดให้ต้องบอกกล่าวนัดประชุมกรรมการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน มาปรับใช้ในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เมื่อจำเลยที่ 2 บอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในระยะเวลากระชั้นชิด โจทก์พักอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนย่อมไม่อาจเดินทางกลับมาร่วมประชุมได้ทัน การบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1144 บัญญัติว่า "บรรดาบริษัทจำกัด ให้มีกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนด้วยกันจัดการตามข้อบังคับของบริษัท และอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นทั้งปวง" กรรมการของจำเลยที่ 1 จึงต้องจัดการบริษัทตามข้อบังคับของบริษัทและอยู่ในความครอบงำของที่ประชุมใหญ่แห่งผู้ถือหุ้นตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว โดยข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อบังคับของจำเลยที่ 1 กำหนดระยะเวลาในการเรียกประชุมกรรมการไว้เป็นการเฉพาะ และปรากฏตามรายงานการประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 ว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นข้อบังคับของบริษัท ดังนั้น ในการเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1162 ที่บัญญัติว่า "กรรมการคนหนึ่งคนใดจะนัดเรียกให้ประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้" อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับการเรียกประชุมกรรมการบริษัท ซึ่งในกรณีนี้กฎหมายมิได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการบอกกล่าวเรียกประชุมไว้ และเมื่อการเรียกประชุมกรรมการบริษัทมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้กรรมการนัดเรียกประชุมเมื่อใดก็ได้ กรณีจึงไม่อาจนำวิธีการบอกกล่าวเรียกประชุมตามมาตรา 1175 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในการเรียกประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของบริษัทมาใช้บังคับในฐานะเป็นบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ดังที่โจทก์ฎีกาได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงสามารถเรียกประชุมกรรมการเมื่อใดก็ได้ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้มีหนังสือขอเชิญประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยส่งหนังสือเชิญประชุมไปยังโจทก์ตามที่อยู่ที่โจทก์แจ้งไว้ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น นอกจากนี้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2559 จำเลยที่ 2 ยังส่งสำเนาหนังสือเชิญประชุมทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ไปถึงนายพินิจ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของโจทก์ เพื่อขอเชิญประชุมในวันที่ 20 กันยายน 2559 โดยโจทก์ทราบถึงการนัดประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในวันดังกล่าวแล้ว ที่โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 2 บอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในระยะเวลากระชั้นชิด โจทก์พักอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนย่อมไม่อาจเดินทางกลับมาร่วมประชุมได้ทันนั้น เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาในการเรียกประชุมกรรมการในครั้งนี้เปรียบเทียบกับการเรียกประชุมกรรมการจำเลยที่ 1 ในครั้งอื่น ๆ ซึ่งข้อเท็จจริงได้ความว่า กรรมการจำเลยที่ 1 เคยนัดเรียกประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 โดยมีการส่งหนังสือเชิญประชุมแก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2558 ก่อนวันนัดประชุมประมาณ 6 วัน และในการประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2559 มีการส่งหนังสือเชิญประชุมแก่โจทก์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559 ก่อนวันนัดประชุมประมาณ 6 วัน เห็นได้ว่า ระยะเวลาในการเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ในครั้งนี้ก็มีระยะเวลาใกล้เคียงกับการเรียกประชุมในครั้งอื่น ๆ โดยที่โจทก์มิได้โต้แย้งว่าเป็นการบอกกล่าวเรียกประชุมที่ไม่ชอบ และแม้ในช่วงระยะเวลาที่มีการส่งหนังสือเชิญประชุมแก่โจทก์ โจทก์พักอาศัยอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงระยะเวลาในการเดินทางจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาประเทศไทย ประกอบกับโจทก์เองก็มีเครื่องบินส่วนตัว โจทก์จึงมีเวลาเพียงพอที่จะเดินทางมาร่วมประชุมในวันนัดได้ กรณีถือได้ว่า เป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนวันประชุมเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อบังคับกำหนดระยะเวลาการบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการบริษัทไว้ กรณีต้องนำข้อบังคับของบริษัท ร. มาใช้บังคับแก่การบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ข้อบังคับของบริษัทเป็นข้อตกลงในการจัดการงานของบริษัทที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมตั้งบริษัท ข้อบังคับที่จดทะเบียนไว้สำหรับบริษัทใดย่อมใช้บังคับสำหรับบริษัทนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า บริษัท ร. เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะของกิจการร่วมค้าตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีนและเป็นนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย โดยจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่งในบริษัท ร. เท่านั้น แม้สัญญาร่วมลงทุนของบริษัท ร. ข้อ 23 จะกำหนดว่าการเรียกประชุมกรรมการบริษัทต้องเรียกประชุมล่วงหน้า 15 วัน ก็ตาม แต่เมื่อที่ประชุมของจำเลยที่ 1 ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นข้อบังคับของบริษัทจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้ตกลงให้นำข้อบังคับของบริษัท ร. มาใช้เป็นข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ด้วย ระยะเวลาในการบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของบริษัท ร. ที่กำหนดให้ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 บอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการล่วงหน้าก่อนวันประชุมเป็นเวลาพอสมควรดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว การบอกกล่าวเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า วาระการประชุมไม่ได้ระบุวาระเรื่องการเปลี่ยนแปลงกรรมการในบริษัท ร. การที่ที่ประชุมมีมติในเรื่องดังกล่าวซึ่งไม่ได้กำหนดในวาระการประชุม จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ ระบุวาระการประชุมว่า เรื่องต่าง ๆ รวมถึงมาตรการที่เหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับผู้แทนของจำเลยที่ 1 ในฐานะกรรมการของบริษัท ร. ในสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อพิจารณาถึงวาระการประชุมตามที่กำหนดไว้ในเอกสารดังกล่าว ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นวาระการประชุมเกี่ยวกับการกำหนดมาตรการใด ๆ ที่เหมาะสมที่เกี่ยวข้องกับผู้แทนของจำเลยที่ 1 ที่ดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการของบริษัท ร. ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งครอบคลุมรวมถึงการคงอยู่ หรือการถอดถอน หรือการแต่งตั้งผู้แทนของจำเลยที่ 1 ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัทดังกล่าวด้วย การที่ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาและลงมติให้ถอดถอนโจทก์กับพวกซึ่งเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับแต่งตั้งให้เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัท ร. ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้งบุคคลอื่นแทน จึงเป็นการพิจารณาและลงมติในวาระหรือเรื่องที่กำหนดไว้ ข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า การประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 จัดประชุมในสถานที่ห่างไกลจากที่ทำการของจำเลยที่ 1 ทำให้ไม่สะดวกต่อการเดินทาง เป็นการประชุมที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเรียกประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 โดยจัดประชุมขึ้นที่บ้านเลขที่ 288 ซี่งมิใช่ที่ทำการของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2558 ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2558 ที่ผ่านมาก็มีการจัดประชุมที่บ้านเลขที่ดังกล่าว ซึ่งโจทก์สามารถเดินทางมาเข้าร่วมประชุมได้ ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่า การกำหนดสถานที่ในการประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 เป็นการไม่ชอบ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า การปลดโจทก์ออกจากการเป็นผู้แทนทางการค้าที่สาธารณรัฐประชาชนจีน มีผลเท่ากับเป็นการเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท ร. และมีความสำคัญเท่ากับการเปลี่ยนแปลงกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงต้องใช้มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ทั้งคณะกรรมการของจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจลงมติถอดถอนกรรมการของบริษัท ร. ซึ่งเป็นคนละนิติบุคคลกับจำเลยที่ 1 ออกจากตำแหน่งนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัท ร. เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นในลักษณะของกิจการร่วมค้าตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งตามสัญญาร่วมลงทุนของบริษัท ร. พร้อมคำแปล ข้อ 18 และข้อบังคับของบริษัท ข้อ 20 กำหนดให้คณะกรรมการของบริษัท ร. ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากคู่สัญญาฝ่ายต่าง ๆ ที่เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ร. ตามสัดส่วนการถือหุ้น และสามารถเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัทภายในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งในกรณีที่มีเหตุพิเศษ เช่นนี้ เห็นได้ว่า บริษัท ร. เป็นนิติบุคคลและมีคณะกรรมการของบริษัทแยกต่างหากจากบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น การที่ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 มีมติถอดถอนโจทก์กับพวกออกจากการเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ที่เข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการในบริษัท ร. จึงมิใช่เป็นการถอดถอนโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1 ที่จะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1151 ที่กำหนดให้การแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการบริษัทต้องกระทำโดยมติที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด และเมื่อสัญญากิจการร่วมค้าของบริษัท ร. กำหนดให้ผู้ถือหุ้นของบริษัท ร. แต่งตั้งผู้แทนฝ่ายของตนเข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัท ร. ตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ร. อัตราส่วนร้อยละ 88 ของทุนจดทะเบียน จึงมีสิทธิแต่งตั้งกรรมการได้ 4 คน ซึ่งจำเลยที่ 1 แต่งตั้งโจทก์กับพวกอีก 3 คน เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการของบริษัท ร. เช่นนี้ การที่ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 มีมติถอดถอนโจทก์กับพวกอีก 3 คน ออกจากการเป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 ในการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการของบริษัท ร. จึงมีผลเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลที่เป็นผู้แทนที่จะไปดำรงตำแหน่งกรรมการฝ่ายของจำเลยที่ 1 ในบริษัท ร. ตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในสัญญากิจการร่วมค้าของบริษัท ร. เท่านั้น ที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 จึงมีอำนาจที่จะพิจารณาและลงมติในเรื่องดังกล่าวได้ ส่วนการที่จำเลยทั้งสี่จะนำมติที่ประชุมดังกล่าวไปดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจของโจทก์ หรือใช้กับบริษัท ร. หรือบุคคลภายนอกในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้หรือไม่ ย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายของสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อไม่ปรากฏว่า การนัดเรียกประชุมกรรมการจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2559 และการลงมติในการประชุมฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือข้อบังคับของบริษัท จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนมติที่ประชุมกรรมการของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว สำหรับฎีกาข้ออื่นของโจทก์ล้วนเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไปได้ จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 4 ม. 1144 ม. 1151 ม. 1162 ม. 1175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ช.
จำเลย — บริษัท ร. กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายภัทรภณ ขวัญเมือง
ศาลอุทธรณ์ — นายจักรพันธ์ สอนสุภาพ
ชื่อองค์คณะ
อนุวัตร มุทิกากร
ชูชัย วิริยะสุนทรวงศ์
อุดม วัตตธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา