คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,109 รายการ
คำวินิจฉัยที่ 45/2565
#693651
เปิดฉบับเต็ม

สำนักงานศาลปกครอง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อร. ๓๓/๒๕๖๕ ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๓๔/๒๕๖๓

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมสำนักงานศาลปกครอง ยื่นฟ้อง นาย ส. ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๓๘/๒๕๕๗ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเรียกให้ นาย ส. คืนเงินค่าเช่าบ้านที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ ต่อมา มีการดำเนินการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล โดยศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้โอนสำนวนคดีนี้ไปศาลยุติธรรม (ศาลแพ่ง) ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๒) และวรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ต่อมา นาย ส. ยื่นฟ้อง ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุน ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๙๙๑/๒๕๕๗ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของผู้ฟ้องคดีและเรียกเงินค่าเช่าบ้านคืนจากผู้ฟ้องคดี เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ยกอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการโดยให้มีการจ่ายเงินค่าเช่าบ้านแก่นาย ส. ตามสิทธิอันพึงมีพึงได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ เป็นต้นไป โดยคดีทั้งสองนี้ ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยตรงกันว่า นาย ส. เป็นผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ว่าด้วยค่าเช่าบ้านข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๕ คำสั่งของผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุนซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองในการอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้านและเพิกถอนการอนุมัติเบิกค่าเช่าบ้าน ที่ให้เพิกถอนสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านของนาย ส. จึงเป็นคำสั่งโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ในส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยต่อมาว่า นาย ส. ผู้ฟ้องคดีได้รับเงินค่าเช่าบ้านโดยสุจริตและได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดสิ้น จึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปเต็มจำนวน ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบมาตรา ๔๑๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่า การเบิกจ่ายเงินค่าเช่าบ้านระหว่างสำนักงานศาลปกครองและนาย ส. มิใช่เป็นการกระทำเพื่อชำระหนี้หรือได้มาโดยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ หากแต่เป็นเรื่องนาย ส. ขอรับสวัสดิการจากหน่วยงานของรัฐ แต่ได้รับเงินค่าเช่าบ้านมาโดยไม่ชอบ กรณีจึงไม่ใช่เรื่องลาภมิควรได้ สำนักงานศาลปกครองซึ่งเป็นเจ้าของเงินที่ส่งมอบให้แก่นาย ส. โดยสำคัญผิด จึงมีสิทธิติดตามเอาคืนจากนาย ส. ผู้ไม่มีสิทธิได้รับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๖ และพิพากษาให้นาย ส. คืนเงินให้แก่สำนักงานศาลปกครอง เพราะคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวมีผลทำให้สำนักงานศาลปกครองไม่อาจเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่นาย ส. ได้รับไปจากสำนักงานศาลปกครองได้ คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในส่วนนี้จึงขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกา

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คู่ความต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยในส่วนที่เรียกเงินคืนอย่างไร เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในส่วนนี้เป็นการวินิจฉัยที่เกี่ยวกับประเด็นการเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่อ้างว่านาย ส. รับไปโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามที่สำนักงานศาลปกครองได้ฟ้องขอให้นาย ส. คืนค่าเช่าบ้านที่รับไปโดยไม่มีสิทธิต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองกลางกับศาลแพ่งมีความเห็นตรงกันว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม จึงได้โอนคดีมาพิจารณาพิพากษาที่ศาลยุติธรรม ทั้งศาลปกครองสูงสุดก็ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาแล้วว่า คำสั่งของหน่วยงานในส่วนที่เรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านจากนาย ส. นั้น มิใช่การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ นาย ส. จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีขอให้เพิกถอนหนังสือดังกล่าวเฉพาะในส่วนที่เรียกให้นาย ส. คืนเงินค่าเช่าบ้าน พิพากษายกฟ้อง ดังนั้น เมื่อนาย ส. ไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือที่เรียกให้คืนเงินค่าเช่าบ้าน ศาลปกครองสูงสุดจึงไม่อาจวินิจฉัยว่า นาย ส. ได้รับเงินค่าเช่าบ้านโดยสุจริตและได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดสิ้น จึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปเต็มจำนวนให้แก่หน่วยงาน ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบมาตรา ๔๑๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลยุติธรรมที่จะต้องวินิจฉัยว่า สำนักงานศาลปกครองมีอำนาจฟ้องเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านที่รับไปโดยไม่มีสิทธิ และนาย ส. ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่สำนักงานศาลปกครองหรือไม่ เพียงใด ดังนั้น การที่ศาลฎีกาพิพากษาให้นาย ส. จำเลยคืนเงินค่าเช่าบ้านเต็มจำนวนให้แก่สำนักงานศาลปกครอง โดยอ้างอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๑๓๓๖ และไม่นำพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๑ วรรคสี่ มาใช้บังคับ ก็เป็นอำนาจของศาลในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจจะวินิจฉัยปรับบทกฎหมายใช้บังคับแก่ข้อเท็จจริงในคดี และเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีของศาลยุติธรรม คู่ความในคดีนี้จึงต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยในส่วนการเรียกคืนเงินตามคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทนี้

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อร. ๓๓/๒๕๖๕ ระหว่าง นาย ส. ผู้ฟ้องคดี กับ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการเงินและต้นทุน ที่ ๑ เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง ที่ ๒ ผู้ถูกฟ้องคดี ในส่วนที่วินิจฉัยว่า นาย ส. ได้รับเงินค่าเช่าบ้านโดยสุจริตและได้ใช้เงินดังกล่าวไปจนหมดสิ้น จึงไม่ต้องคืนเงินค่าเช่าบ้านที่ได้รับไปเต็มจำนวนให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ตามมาตรา ๕๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ประกอบมาตรา ๔๑๒ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขัดแย้งกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๓๔/๒๕๖๓ ระหว่าง สำนักงานศาลปกครอง โจทก์ นาย ส. จำเลย ให้คู่ความปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๖๓๔/๒๕๖๓

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.ฎ.ค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2527
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — สำนักงานศาลปกครอง
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 43/2565
#694928
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้อำนวยการเขตบางซื่อ ที่ ๑ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ ๒ และสำนักงานเขตบางซื่อ ที่ ๓ กรุงเทพมหานคร ที่ ๔ ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานทางปกครอง ตามบทนิยามในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และมีหน้าที่ในการจัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตามมาตรา ๘๙ วรรคหนึ่ง (๖) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่โดยอ้างเหตุว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่กระทำละเมิดปรับปรุงถนนคอนกรีตพร้อมวางท่อระบายน้ำบางส่วนรุกล้ำที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ให้การว่า ถนนพิพาทตกเป็นทางสาธารณประโยชน์โดยปริยาย จึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้ฟ้องคดี การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การปรับปรุงถนนคอนกรีตพร้อมวางท่อระบายน้ำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ประโยชน์ร่วมกันซึ่งอยู่ในการดูแลรักษาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่แล้ว จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่มีอำนาจเข้าไปจัดให้มีและบำรุงรักษาทางพิพาทได้ ไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ดังนั้น คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมีความมุ่งหมายที่จะให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2528
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท บ. จำกัด
ผู้ถูกฟ้องคดี — ผู้อำนวยการเขตบางซื่อ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 42/2565
#683755
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และจำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๔ ซึ่งเป็นเอกชน โดยมูลความแห่งคดีสืบเนื่องมาจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินสังกัดจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้แก่ผู้ซื้อที่ดินจัดสรร ซึ่งโจทก์ทั้งสี่อ้างว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากผู้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินยังไม่ได้สร้างถนนเชื่อมทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะซึ่งเป็นสาธารณูปโภคในโครงการตามที่ได้ขออนุญาตไว้ การดำเนินการประชุมผู้ซื้อที่ดินจัดสรร การประกาศของเจ้าพนักงานที่ดินเรื่อง การขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเพื่อจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ ๒ ตลอดจนการจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญครั้งแรก ภายหลังจากการจดทะเบียนจัดตั้งจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร รายงานการประชุมผู้ซื้อที่ดินจัดสรร และรายงานการประชุมใหญ่ครั้งแรก ดังนี้ เมื่อการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ สาขาสันกำแพง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดจำเลยที่ ๑ เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๔๕ ประกอบกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. ๒๕๔๕ หมวด ๑ การขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงข้อบังคับ กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็น "คำสั่งทางปกครอง" ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยที่ ๑ เพิกถอนการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรโดยอ้างว่า เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ ประกอบกับกฎกระทรวงว่าด้วยการขอจดทะเบียนจัดตั้ง การบริหาร การควบ และการยกเลิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พ.ศ. ๒๕๔๕ กรณีตามคำฟ้องจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองดังกล่าวว่าเป็นการใช้อำนาจที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในการออกคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
โจทก์ — นางสาว อ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 41/2565
#683002
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่บริษัท ท. จำกัด ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้ององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จำเลยที่ ๑ นาย ส (รองผู้อำนวยการจำเลยที่ ๑) จำเลยที่ ๒ ว่า จำเลยที่ ๒ ออกประกาศ เรื่อง การสรรหาตัวแทนบริหารธุรกิจแฟรนไชส์ร้าน THAI-DENMARK MILK LAND และเรื่อง ประกาศผู้ชนะการเสนอราคาการสรรหาตัวแทนบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ร้าน THAI-DENMARK MILK LAND โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ ๒ มีหนังสือบอกเลิกบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในสัญญาที่ให้โจทก์เป็นผู้จำหน่ายสินค้าและส่งวัตถุดิบให้แก่ร้าน THAI-DENMARK MILK LAND ทุกสาขา แต่เพียงผู้เดียว โดยยังไม่ครบกำหนดระยะเวลา ตามบันทึกข้อตกลง ขอให้จำเลยทั้งสองยกเลิกประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว และชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า ในส่วนคำฟ้องที่โจทก์ฟ้องขอให้ยกเลิกประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว ทั้งศาลจังหวัดสระบุรีและศาลปกครองกลางมีความเห็นพ้องกันว่า คำฟ้องในข้อหานี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง คำฟ้องในข้อหานี้จึงไม่เป็นกรณีเขตอำนาจศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลจะรับวินิจฉัย

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะคำฟ้องในข้อหาที่โจทก์ฟ้องว่า การที่จำเลยที่ ๒ มีหนังสือบอกเลิกบันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในสัญญาพิพาทเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจศาลใด กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า บันทึกข้อตกลงและบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในสัญญาพิพาทเป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาบันทึกข้อตกลงพิพาทระหว่างสโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. กับโจทก์ และบันทึกข้อตกลงแก้ไขเพิ่มเติมข้อความในสัญญาพิพาทจะเห็นได้ว่า สโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. ทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในนามองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นองค์การของรัฐบาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ. ๒๔๙๖ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยจำเลยที่ ๑ มอบหมายให้สโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. ไปทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์เพื่อตกลงให้โจทก์เป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับร้าน THAI-DENMARK MILK LAND และแฟรนไชส์ของร้านทุกสาขา อันเป็นวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๗ แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ (๒) ที่มีวัตถุประสงค์ด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม ทั้งปรากฏตามหนังสือบอกเลิกบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ มีหนังสือถึงผู้จัดการบริษัทโจทก์ เพื่อบอกเลิกบันทึกข้อตกลงระหว่างสโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. กับโจทก์ โดยให้มีผลทันทีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือ และจำเลยที่ ๑ ขอสงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากโจทก์ แสดงให้เห็นว่าการกระทำของสโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ ๑ สัญญาตามบันทึกข้อตกลงพิพาทจึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อตกลงพิพาทที่กำหนดให้โจทก์เป็นผู้จำหน่ายสินค้าให้กับร้าน THAI-DENMARK MILK LAND และแฟรนไชส์ร้าน THAI-DENMARK MILK LAND ตามที่กำหนดไว้ในเอกสารแนบท้ายบันทึกข้อตกลง โดยสโมสรจะชำระค่าสินค้าให้กับโจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนดในใบวางบิลหรือใบแจ้งหนี้ และโจทก์ตกลงให้ส่วนลดค่าสินค้าแก่สโมสรในอัตราอย่างน้อย ร้อยละ ๕ ของราคาที่ได้กำหนดไว้ในรายการสินค้า เป็นเพียงข้อตกลงที่มอบหมายให้โจทก์ทำกิจการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ ๑ ด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม ซึ่งมิใช่วัตถุประสงค์ด้านส่งเสริมกิจการโคนมตามมาตรา ๗ (๑) แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๑๔ อันจะถือว่าเป็นวัตถุประสงค์ด้านการบริการสาธารณะ ลักษณะของสัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางแพ่ง และไม่มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ข้อพิพาทตามคำฟ้องในข้อหานี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล พ.ศ.2496
พ.ร.ฎ.จัดตั้งองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2514
ป.พ.พ.
ระเบียบองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยว่าด้วยสโมสรผู้ปฏิบัติงาน อ.ส.ค. พ.ศ. 2561
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสระบุรี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — บริษัท ท. จำกัด
จำเลย — องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 40/2565
#684697
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ และธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ภายหลังศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ ๒ ความว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน โครงการเคหะชุมชนเชียงใหม่ ระยะ ๓ (แฟลตเช่า) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย มีกำหนด ๓ ปี ต่อมา โจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาเช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน ลดจำนวนห้องเช่าและตกลงเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่ารายเดือน จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าแต่ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ขอให้ศาลพิพากษาขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาท ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชน โครงการเคหะชุมชนเชียงใหม่ ระยะ ๓ (แฟลตเช่า) เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย และให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 39/2565
#684668
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ และธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ความว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ ๒ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑บริหารชุมชน มีกำหนดเวลา ๓ ปี จำเลยที่ ๑ เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าโดยนำห้องออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงตามสัญญา แต่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา ขอให้ขับไล่จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากอาคารที่เช่าตามฟ้อง และส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยปราศจากการชำรุดบกพร่องและการรอนสิทธิ และให้จำเลยที่ ๑ ระงับการนำทรัพย์สินที่เช่าตามฟ้องออกให้เช่าช่วง และห้ามจำเลยที่ ๑ กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดต่อทรัพย์สินที่เช่า ให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ค่าขาดประโยชน์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ และบริวารจะออกและส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามภาระค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการเคหะชุมชนสมุทรสาคร ระยะ ๒ เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑บริหารชุมชน รวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 38/2565
#701473
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้อง นายอำเภอเมืองพะเยา ที่ 1 นาย จ. ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ระหว่างพิจารณา ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 สรุปข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินตามหลักฐานใบจอง (น.ส. 2 ก.) โดยรับมรดกมาจากสามี เมื่อยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดพะเยา ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเขต 1 (พะเยา) ได้คัดค้านการรังวัด อ้างว่า ที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วนรุกล้ำเขตที่ดินตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ได้คัดค้านการรังวัดการออกโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่า ที่ดินเดิมเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ร่วมกันเพื่อเป็นทางลงสู่กว๊านพะเยา เมื่อผู้ฟ้องคดีตรวจสอบพบว่าที่ดินแปลงนี้มิได้นำขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะตามกฎหมาย และไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 อ้างว่า ได้มีประชาคมหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2560 นั้น เป็นการดำเนินการหลังจากออกใบจองเป็นระยะเวลาหลายสิบปี การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป็นการยึดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินตามหลักฐานใบจองของผู้ฟ้องคดีออกโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือผู้ปกครองท้องที่ ตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ลงนามให้การรับรองตั้งแต่ปี 2537 แล้วว่าไม่เป็นที่สาธารณะและผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้จัดทำประกาศเรื่องการจับจองที่ดินปิดประกาศไว้แล้ว ที่ดินแปลงนี้จึงไม่เป็นที่สาธารณประโยชน์ ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ที่ดินตามหลักฐานใบจอง (น.ส. 2 ก.) อยู่ในความครอบครองของผู้ฟ้องคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย และมิใช่ที่สาธารณประโยชน์ และเพิกถอนการคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ให้การโดยสรุปว่า การออกใบจอง (น.ส. 2 ก.) ของผู้ฟ้องคดีเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพะเยาดำเนินการเพิกถอนใบจองที่ดินของผู้ฟ้องคดีแล้ว และเนื่องจากเป็นการขอออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยใบจองซึ่งออกทับที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นที่ดินที่ห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน การคัดค้านการออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดีจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการกระทำเช่นเดียวกันกับการที่เอกชนโดยทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 คัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยอ้างว่าที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีนำรังวัดออกโฉนดที่ดินเดิมเป็นหนองน้ำสาธารณประโยชน์อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457
ป.ที่ดิน
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดพะเยา
ผู้ฟ้องคดี — นาง ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — นายอำเภอเมืองพะเยา ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 37/2565
#701472
เปิดฉบับเต็ม

แม้เทศบาลเมืองบางกร่าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะเป็นหน่วยงานทางปกครอง และนายกเทศมนตรีเมืองบางกร่าง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" และ "เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาและคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดสอบเขตที่ดินรุกล้ำที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นการกระทำเช่นเดียวกันกับการที่เอกชนโดยทั่วไปซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินเพื่อป้องกันมิให้มีการรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของตน การคัดค้านการรังวัดสอบเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จึงไม่มีลักษณะเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย กรณีจึงไม่เข้าลักษณะเป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองคัดค้านการรังวัดที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองโดยอ้างว่าที่ดินบริเวณพิพาทไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง แต่มีสภาพเป็นทางเดินเท้าสาธารณะอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กรณีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแขวงนนทบุรี
ผู้ฟ้องคดี — นาง ช. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — เทศบาลเมืองบางกร่าง ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 36/2565
#701471
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาย ป. กับพวก รวม ๗ คน ยื่นฟ้อง การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ที่ 2 จำเลย ต่อศาลแพ่งตลิ่งชัน อ้างว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ทั้งเจ็ดและเจ้าของที่ดินรายอื่นใช้ที่ดินของจำเลยที่ 1 เป็นทางผ่านออกสู่ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้อันเป็นทางสาธารณะเรื่อยมา จนกระทั่งต่อมาจำเลยที่ 2 เช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 เพื่อก่อสร้างบ้านพักชดเชยให้แก่ชุมชนริมทางรถไฟสายใต้ (โครงการบ้านมั่นคง) มีการสำรวจผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการดังกล่าว เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 จำเลยที่ 2 เสนอให้เจ้าของที่ดินด้านหลังโครงการบ้านมั่นคงสามารถใช้ถนนในโครงการและถนนที่ตัดผ่านชิดแนวเขตที่ดินออกไปสู่ถนนเลียบทางรถไฟ โดยกำหนดทางออกจาก 2 ช่องทางเป็น 3 ช่องทาง ขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 21 เมตร ที่ประชุมลงมติยอมรับว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยที่ 1 อันเป็นที่ตั้งของโครงการดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ยอมให้จำเลยที่ 2 ปิดกั้นทางเข้าออกที่ดินที่จะเชื่อมไปยังถนนเลียบทางรถไฟ ปักเสาเข็ม ตอม่อ ใช้เครื่องจักรกลหนักทุบทำลายจนโจทก์ทั้งเจ็ดไม่สามารถใช้เส้นทางได้ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนเสาปูนซีเมนต์ที่ปักขวางทางเข้าออก พร้อมตอม่อ และสิ่งกีดขวางบนที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ช่องทาง เพื่อเปิดทางเดินให้โจทก์ทั้งเจ็ดเข้าออกเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ ตามมติที่ประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 หากจำเลยทั้งสองไม่ยอมรื้อถอนเสาปูน ตอม่อ และสิ่งกีดขวางดังกล่าว ให้โจทก์ทั้งเจ็ดรื้อเสาปูนพร้อมสิ่งกีดขวางได้เอง และให้จำเลยทั้งสองให้ทางจำเป็นแก่โจทก์ทั้งเจ็ดเพื่อเป็นทางเดินและรถวิ่ง ขนาดความกว้าง 4 เมตร ยาว 21 เมตร ดังนี้ แม้การรถไฟแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 ส่วนสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นองค์การมหาชนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2543 ออกตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งเจ็ดซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินข้างเคียงเปิดทางจำเป็นเพื่อออกไปสู่ทางสาธารณะ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 และให้มีขนาดความกว้างและความยาวตามมติที่ประชุมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 กรณีตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงไม่ใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาททางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่งตลิ่งชัน
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาย ป. ที่ 1 กับพวกรวม 7 คน
จำเลย — การรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 35/2565
#701470
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นางสาว ย. โจทก์ ยื่นฟ้องนาย ม. จำเลย ต่อศาลจังหวัดปัตตานีเป็นคดีอาญา ฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 40, 43 (4) (8), 44 วรรคสอง, 46 (4), 67 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยแถลงข้อเท็จจริงว่าขณะเกิดเหตุจำเลยรับราชการทหารโดยเป็นนายทหารสัญญาบัตรประจำการ และขับรถยนต์ไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 13 บัญญัติว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาวางบทลงโทษผู้กระทำผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นในทางอาญาในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายในการที่ให้มีศาลทหารแยกต่างหากจากศาลพลเรือนก็เพื่อให้บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารที่กระทำความผิดต่อกฎหมายทหารหรือกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา ต้องได้รับการพิจารณาพิพากษาคดีในอำนาจของศาลทหารเพื่อวัตถุประสงค์ในการปกครองบังคับบัญชาและส่งเสริมอำนาจของผู้บังคับบัญชาทหาร ดังนั้น คดีในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 จึงอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ตามมาตรา 13 และ 16 (1) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดในทางแพ่งนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 53 บัญญัติว่า ผู้เสียหายจะร้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์ ใช้ราคาทรัพย์ หรือใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในศาลทหารไม่ได้ ดังนี้คำขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการกระทำละเมิดจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหารที่จะพิจารณา แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498
ป.อ.
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดปัตตานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๖
โจทก์ — นางสาว ย.
จำเลย — นาย ม.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 34/2565
#684667
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ ธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการอาคารเช่ามาตรฐานรองหนองจอก จำนวน ๑,000 หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑ บริหารชุมชน มีกำหนดเวลา ๓ ปี แต่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา ขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ และบริวารจะส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามภาระค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนา ผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยเช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการอาคารเช่ามาตรฐานรองหนองจอก จำนวน ๑,000 หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย และให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 33/2565
#684666
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ การเคหะแห่งชาติ โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทเอกชน ที่ ๑ ธนาคารพาณิชย์ ที่ ๒ จำเลย ว่า โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการอาคารเช่ามาตรฐานรองสุขาภิบาล ๑ จำนวน ๑,๔๐๐ หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัยและให้จำเลยที่ ๑ บริหารชุมชน มีกำหนดเวลา ๓ ปี แต่จำเลยที่ ๑ ค้างชำระค่าเช่าแก่โจทก์ ภายหลังสัญญาเช่าสิ้นสุดลงจำเลยที่ ๑ ยังคงครอบครองและใช้ประโยชน์ทรัพย์สินที่เช่าตลอดมา ขอให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าขาดประโยชน์ นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๑ และบริวารจะส่งมอบที่ดินและอาคารพิพาทคืนให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ ๑ ชำระเงินตามภาระค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญา แต่ โดยที่การเคหะแห่งชาติ โจทก์ เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยาม "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติการเคหะแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์มีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ทั้งในลักษณะ ที่เป็นการใช้อำนาจทางปกครอง และในลักษณะของการดำเนินการที่เป็นการประกอบกิจการในเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องทางแพ่ง และโดยที่การจัดให้มีเคหะเพื่อให้ประชาชนได้มีที่อยู่อาศัย รวมตลอดถึงจัดให้มีสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้อยู่อาศัย ทำนุบำรุง ปรับปรุง และพัฒนาบรรดาเคหะดังกล่าว รวมทั้งพัฒนาผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งในทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นการจัดทำบริการสาธารณะของโจทก์ การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาให้จำเลยที่ ๑ เช่าเหมาอาคารและบริหารชุมชนโครงการอาคารเช่ามาตรฐานรองสุขาภิบาล ๑ จำนวน ๑,๔๐๐ หน่วย เพื่อให้จำเลยที่ ๑ นำไปบรรจุผู้เช่าช่วงเพื่อการอยู่อาศัย และให้จำเลยที่ ๑ บริหารจัดการชุมชนรวมถึงดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในโครงการ เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยภายในโครงการมีสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดีจึงเป็นการให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะกับโจทก์ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.การเคหะแห่งชาติ พ.ศ.2537
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแพ่ง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — บริษัท ร. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 32/2565
#701469
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ แม้การประปาส่วนภูมิภาค ผู้ถูกฟ้องคดี จะเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2522 มีวัตถุประสงค์ในการประกอบและส่งเสริมธุรกิจการประปาโดยการสำรวจ จัดหาแหล่งน้ำดิบ และจัดให้ได้มาซึ่งน้ำดิบ เพื่อใช้ในการผลิต จัดส่ง และจำหน่ายน้ำประปา รวมทั้งการดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวกับหรือต่อเนื่องกับธุรกิจการประปา เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่การให้บริการสาธารณูปโภค โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐและสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นสำคัญ ผู้ถูกฟ้องคดีจึงเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาสัญญาจ้างโครงการปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) การประปาส่วนภูมิภาค ระหว่างผู้ฟ้องคดีทั้งสี่กับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) ที่ใช้อยู่เดิม SAP R/3 Version 4.6 C และระบบสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร SAP BW Version 3.0 เป็น SAP BW Version 7.3 รวมทั้งจัดซื้อและติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอุปกรณ์เครือข่ายของระบบงานทางธุรกิจ (SAP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ การตัดสินใจของผู้บริหารและสอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมทั้งฝึกอบรมบุคลากรของผู้ถูกฟ้องคดี ให้สามารถใช้ระบบงานทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพให้บริการสนับสนุนภายในองค์กรรองรับมาตรฐานบัญชีใหม่ (International Financial Reporting Standards : IFRS) รวมทั้งปรับปรุงระบบและวิธีการใช้งานให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่มีอยู่ใน SAP Version ECC 6.0 เพื่อรองรับงานในอนาคตทั้งในด้านของความต้องการใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นและการปรับปรุงการบริหารงานองค์กรต่าง ๆ เท่านั้น ลักษณะของสัญญาจ้างโครงการปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) เป็นเพียงสัญญาที่ผู้ถูกฟ้องคดีว่าจ้างให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ปรับปรุงงานทางธุรกิจของผู้ถูกฟ้องคดีในการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการและการบริหารในรูปแบบการบูรณาการ เพื่อรองรับและสนับสนุนภารกิจการทำงานของผู้ถูกฟ้องคดีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง ทั้งมิได้มีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ตามบทนิยาม "สัญญาทางปกครอง" ในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 สัญญาจ้างปรับปรุงระบบงานทางธุรกิจ (Upgrade SAP) ระหว่างผู้ถูกฟ้องคดีกับผู้ฟ้องคดีทั้งสี่จึงเป็นสัญญาทางแพ่งของหน่วยงานทางปกครอง ข้อพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองแต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.การประปาส่วนภูมิภาค พ.ศ.2522
ป.พ.พ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลแพ่ง
ผู้ฟ้องคดี — บริษัท ฟ. จำกัด ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี — การประปาส่วนภูมิภาค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 31/2565
#701468
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่วิทยาลัย น. ผู้ร้อง ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีผู้ร้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1227/2564 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2561 ที่พิพากษาขัดแย้งกัน โดยในคดีของศาลยุติธรรม ศาลฎีกาพิพากษาในคดีส่วนแพ่งให้ผู้ร้อง ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 กับพวกรวม 2 คน ชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาว ว. โจทก์ร่วมที่ 7 และนางสาว ก. โจทก์ร่วมที่ 73 เป็นเงินจำนวน 924,000 บาท และ 282,000 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ย ส่วนคดีของศาลปกครอง ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ผู้ร้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาว ว. และนางสาว ก. ผู้ฟ้องคดี คนละ 178,768 บาท พร้อมดอกเบี้ย มูลความแห่งคดี สืบเนื่องมาจากการที่ผู้ร้องซึ่งเป็นสถาบันศึกษาเอกชนเปิดสอนหลักสูตรสาขาวิชาพยาบาลศาสตร์โดยไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาจากสภาการพยาบาลเป็นเหตุให้นักศึกษาที่เข้าเรียนหลักสูตรดังกล่าวไม่สามารถสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลได้ ดังนี้ ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลยุติธรรมตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2561 ในคดีส่วนแพ่ง กับข้อเท็จจริงในคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของศาลปกครองตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1227/2564 จึงเป็นข้อเท็จจริงเรื่องเดียวกันอันเกิดมาจากมูลความแห่งคดีเดียวกัน ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยในคดีส่วนแพ่งว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วมเช่นเดียวกับ คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด เพียงแต่ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันนั้นแตกต่างกัน เป็นเหตุให้คู่ความไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คณะกรรมการจะวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดในส่วนการกำหนดค่าสินไหมทดแทน กรณีนางสาว ว. และนางสาว ก. อย่างไร ซึ่งตามมาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติให้คณะกรรมการพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้

ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล แล้วให้กำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษา หรือคำสั่งของศาลดังกล่าว เห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงในคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3254/2561 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1227/2564 เป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน โดยศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นางสาว ว. โจทก์ร่วมที่ 7 เป็นเงิน 924,000 บาท และให้แก่นางสาว ก. โจทก์ร่วมที่ 73 เป็นเงิน 282,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 กรกฎาคม 2554) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 2 นำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหลายรับไปแล้วหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิด ซึ่งต่อมา วิทยาลัย น. จำเลยที่ 1 (ผู้ร้อง) ได้เจรจาประนีประนอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางสาว ว. และนางสาว ก. จำนวน 1,200,000 บาท และ 460,000 บาท ตามลำดับ โดยนางสาว ว. และนางสาว ก. ยื่นคำร้องขอสละสิทธิการบังคับคดีกับจำเลยทั้งสองต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาแล้ว นางสาว ว. กับนางสาว ก. ไม่ได้ชี้แจงโต้แย้งข้อเท็จจริงในส่วนนี้เป็นอย่างอื่น จึงฟังว่า ผู้ร้องกับพวกได้ชดใช้ความเสียหายจากการกระทำของตนให้แก่นางสาว ว. และนางสาว ก. และปรากฏตามหนังสือสัญญาประนีประนอมยอมความ ค่าสินไหมทดแทน ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2563 กับบันทึกการรับเงินและขอสละสิทธิการบังคับคดีเฉพาะราย ลงวันที่ 17 มีนาคม 2564 ระบุว่านางสาว ก. ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาอื่นใดจากผู้ร้องอีก และนางสาว ว. ได้รับชำระหนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว ไม่ประสงค์จะบังคับคดีกับ ผู้ร้องในคดีนี้ต่อไป จึงขอสละสิทธิการบังคับคดี ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำของตนที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกันนั้นให้แก่นางสาว ว. และนางสาว ก. จนพอใจและสละสิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม จึงไม่ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.วิ.พ.
ป.วิ.อ.
พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546
ชื่อคู่ความ
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลฎีกา
คู่กรณี — คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
ผู้ร้อง — วิทยาลัย น.
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 30/2565
#701467
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ เอกชน ยื่นฟ้อง กรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาแจ้ห่ม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชน อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจอง ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้มีชื่อโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวมาจากผู้มีชื่อจึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกทับที่ดินของผู้ฟ้องคดี ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมายไม่มีเหตุให้เพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้การว่า การออกโฉนดที่ดินชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซื้อที่ดินตามโฉนดดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมที่ดิน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง สาขาแจ้ห่ม ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นเอกชน โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามร่วมกันเพิกถอนโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครอง แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีอ้างว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินตามใบจอง แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ออกโฉนดที่ดินพิพาทซึ่งปัจจุบันมีชื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ทับที่ดินของผู้ฟ้องคดีบางส่วน ลักษณะข้อพิพาทในคดีนี้เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีมุ่งหมายที่จะใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นการโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองหรือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ย่อมกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของเอกชนทั้งสองฝ่าย เนื้อหาประเด็นหลักตามคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีจึงมิใช่การขอให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายปกครอง แต่เป็นการขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของตนเป็นสำคัญ กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดลำปาง
ผู้ฟ้องคดี — นาง ช.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กรมที่ดิน ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 29/2565
#701466
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่เอกชน ยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามน.ส. 3 ก. ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 มีคำสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ก. ดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าเจ้าของเดิมได้แสดงเจตนายกที่ดินให้แก่ทางราชการแล้ว และที่ดินบางแปลงได้มีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ ปัจจุบันพื้นที่ทั้งหมดได้ใช้ก่อสร้างอนุสรณ์สถานสมเด็จย่าที่ดินจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ที่เพิกถอน น.ส. 3 ก. และให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีสิทธิครอบครองที่ดินต่อไป กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การว่า ที่ดินตาม น.ส. 3 ก. จำนวน 8 แปลง เจ้าของเดิมได้ทำหนังสือแสดงเจตนาอุทิศให้แก่ทางราชการ (กรมตำรวจ) โดยที่ดินดังกล่าวรวมทั้งที่ดินอีก 1 แปลง ได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว จึงตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ คำสั่งเพิกถอน น.ส. 3 ก. ทั้ง 9 แปลงจึงชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า แม้คดีนี้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ซึ่งเป็นเอกชนยื่นฟ้องกระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กรมที่ดิน ที่ 2 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) พิพาทอันเป็นคำสั่งทางปกครองก็ตาม แต่เหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวผู้ฟ้องคดีทั้งสี่อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามอ้างว่า น.ส. 3 ก. พิพาทออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากออกในที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 หรือเป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งยังไม่อาจหา ข้อยุติกันได้ ดังนั้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ในการใช้สิทธิทางศาล ก็เพื่อให้ศาลมี คำพิพากษารับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 กรณี จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดิน แม้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิ ในที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของผู้ฟ้องคดีที่ 1 นางสาว ท. ผู้ฟ้องคดีที่ 3 และที่ 4 หรือเป็นของรัฐ ส่วนคำขอให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินต่อไป และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายนั้น ก็ล้วนแต่เป็นเพียงผลต่อเนื่องในการวินิจฉัยเรื่องสิทธิในที่ดินพิพาทเท่านั้น ข้อพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
ป.ที่ดิน
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลปกครองอุดรธานี
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลจังหวัดนครพนม
ผู้ฟ้องคดี — นาย ว.
ผู้ถูกฟ้องคดี — กระทรวงมหาดไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 28/2565
#701465
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ นาวาเอก ศ. โจทก์ ยื่นฟ้อง สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) จำเลย ว่า โจทก์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศของจำเลย จำเลยทำสัญญาว่าจ้างทดลองงานกับโจทก์ โดยมีหนังสือถึงผู้บัญชาการทหารเรือขอให้โจทก์ลาออกจากราชการชั่วคราว โจทก์ผ่านการประเมินผลการทดลองงานตามระเบียบของจำเลย จำเลยจึงทำสัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้รับการพิจารณาต่ออายุสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไม่เกิน 4 ปี โดยอาจต่ออายุสัญญาจ้างได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่จำเลยกำหนด เมื่อใกล้ครบกำหนดการลาออกจากราชการชั่วคราว โจทก์ได้แจ้งความประสงค์ต่อจำเลยว่าจะมาปฏิบัติงานกับจำเลยต่อเนื่อง จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ว่ายังไม่มีข้อบังคับ ระเบียบใด กำหนดหลักเกณฑ์ให้รับเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวกลับไปปฏิบัติงานกับจำเลยต่อเนื่อง หากโจทก์มีความประสงค์จะปฏิบัติงานกับจำเลย โจทก์สามารถดำเนินการได้โดยผ่านกระบวนการสรรหาตามข้อบังคับ ระเบียบที่จำเลยกำหนด โจทก์ขอให้จำเลยทบทวนผลการพิจารณา แต่จำเลยยืนยันผลการพิจารณาเช่นเดิม โจทก์อุทธรณ์ผลการพิจารณาประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีหนังสือตอบโจทก์ว่า เมื่อโจทก์กลับไปบรรจุเข้ารับราชการมีผลให้สัญญาจ้างสิ้นสุดลง การกระทำของจำเลยเป็นการผิดสัญญาและเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าจ้างรายเดือนค้างจ่าย ค่ารักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือบุตรและค่าชดเชยเป็นเงินพร้อมดอกเบี้ย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ย

กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นสัญญาทางปกครองหรือไม่ เห็นว่า มาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "สัญญาทางปกครอง" หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทานสัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติว่า "หน่วยงานทางปกครอง" หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง เมื่อคดีนี้ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการด้านศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เป็นศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้แก่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อันเป็นหน้าที่สำคัญและเกี่ยวเนื่องกับภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ อันเป็นการจัดทำบริการสาธารณะ ตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศมีหน้าที่และอำนาจ ตามมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 และมาตรา 21 วรรคสาม บัญญัติว่า กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ดังนั้นสัญญาจ้างโจทก์ในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนความร่วมมือระหว่างประเทศระหว่างจำเลยกับโจทก์จึงเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง และเป็นสัญญาเพื่อจัดหาบุคคลมาปฏิบัติงานเพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศบรรลุผล มีลักษณะเป็นสัญญาที่จำเลยตกลงให้โจทก์เข้าร่วมจัดทำบริการสาธารณะโดยตรง โจทก์และจำเลยมีสถานะและความสัมพันธ์กันตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามกฎหมายเอกชน สัญญาพิพาทจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ดังนั้น ข้อพิพาทตามสัญญาในคดีนี้กรณีเกี่ยวกับค่าจ้างรายเดือนค้างจ่าย ค่ารักษาพยาบาลและค่าช่วยเหลือบุตร ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.พ.พ.
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522
พ.ร.บ. เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562
พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542
พ.ร.ก. จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลแรงงานภาค ๑
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาวาเอก ศ.
จำเลย — สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 27/2565
#701464
เปิดฉบับเต็ม

คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองได้นั้น ต้องเป็นคดีพิพาทอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองของฝ่ายบริหารหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง แต่โดยที่พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดโครงสร้างการบริหาร และการปกครองคณะสงฆ์ในประเทศไทยให้เป็นไปโดยเรียบร้อย เพื่อประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนา การดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกิจการทางศาสนา มิใช่กิจการทางปกครอง และไม่ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ทั้งนี้ ตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (9) การดำเนินการเพื่อพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสหรือการออกคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสจึงไม่ใช่การพิจารณาทางปกครองหรือคำสั่งทางปกครองตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ที่จะอยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลปกครอง

คดีนี้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นพระภิกษุ สังกัดวัด บ. ฟ้องว่าได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นพระภิกษุ โดยจำเลยที่ 1 เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัด บ. จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าคณะตำบล จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าคณะอำเภอ จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าคณะจังหวัด จำเลยที่ 5 เป็นรักษาการแทนเจ้าคณะภาค กระทำการที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ โดยการที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ดำเนินการเลือก และมีคำสั่งแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด บ. ซึ่งเป็นพระภิกษุนอกเขตปกครองของตนเอง ให้เป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัด บ. จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจกระทำการใด ๆ ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด บ. ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสเกินกว่า 1 ปี ไม่ชอบด้วยกฎมหาเถรสมาคม ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยที่ ๑ กระทำการใด ๆ ในฐานะรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัด บ. ให้โจทก์ทั้งสามร่วมกันดำเนินการและจัดกิจการต่าง ๆ ของวัด บ. จนกว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะดำเนินการคัดเลือกเจ้าอาวาสและพิจารณาแต่งตั้งเจ้าอาวาสวัด บ. โดยถูกต้องตามกฎหมาย และให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทำหน้าที่เลือกเจ้าอาวาสในตำบลท่านั่ง – บางคลาน จากพระภิกษุที่มีคุณสมบัติ ตามข้อ 6 และข้อ 26 ของกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งและถอดถอนพระสังฆาธิการ แล้วให้จำเลยที่ 3 รายงานเสนอจำเลยที่ 4 เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง และหากพระภิกษุผู้นั้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด ให้จำเลยที่ 3 รายงานเสนอจำเลยที่ 4 เพื่อให้จำเลยที่ 5 พิจารณาแต่งตั้งต่อไป ซึ่งเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินกิจการทางศาสนา มิใช่การใช้อำนาจหรือการดำเนินกิจการทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครอง จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ประกอบมาตรา 5 และมาตรา 4 วรรคหนึ่ง (9) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงที่ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอื่น

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดพิจิตร
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองพิษณุโลก
โจทก์ — พระ บ. ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
จำเลย — พระครู พ. ที่ 1 กับพวกรวม 5 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 26/2565
#684350
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ นาง จ. โจทก์ ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำเลย อ้างว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโท ฐ. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว ให้ดำเนินคดีกับนาย ธ. ในความผิดข้อหาฉ้อโกง ต่อมานาย ธ. ถูกจับกุมตามหมายจับและนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบางแก้วเพื่อดำเนินคดี แต่พันตำรวจโท ฐ. ไม่ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อศาลแขวงสมุทรปราการได้ทันภายในกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย เป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งคืนหลักประกัน ทำให้โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่สามารถยื่นคำร้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการเพื่อเรียกค่าเสียหาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ได้ ดังนั้นจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่พันตำรวจโท ฐ. สังกัดอยู่จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดจากการกระทำของพันตำรวจโท ฐ. ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิด และมีปัญหาต้องพิจารณาว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) บัญญัติให้ความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองนั้น ต้องเป็นการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่น หรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง หรือการดำเนินกิจการทางปกครอง หรือการละเลยต่อหน้าที่ในทางปกครองเท่านั้น เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า พันตำรวจโท ฐ. พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวนไม่ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญาให้พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสมุทรปราการ เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลแขวงสมุทรปราการให้ทันภายในกำหนดระยะเวลาผัดฟ้องฝากขังครั้งสุดท้าย ทำให้โจทก์ในฐานะผู้เสียหายไม่อาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๔๔/๑ ได้ ดังนั้นการกระทำละเมิดตามคำฟ้องจึงเป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนในการสอบสวนคดีอาญาและเสนอความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหาต่อพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา กรณีตามคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มิใช่การละเลยต่อหน้าที่ในการดำเนินกิจการทางปกครองหรือการใช้อำนาจทางปกครอง คดีนี้จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๓) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดอันสืบเนื่องจากการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และเมื่อศาลยุติธรรมเป็นศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๑) การตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของพันตำรวจโท ฐ. ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒ (๖) สังกัดจำเลย จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ซึ่งเป็นศาลที่มีอำนาจควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับการใช้อำนาจในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ป.วิ.อ.
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดสมุทรปราการ
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองกลาง
โจทก์ — นาง จ.
จำเลย — สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
คำวินิจฉัยที่ 25/2565
#701463
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบลดงมูลเหล็ก จำเลย เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์แล้วสรุปได้ว่า โจทก์อ้างว่าได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย โดยแยกเป็นสองข้อหา ดังนี้ ข้อหาที่หนึ่ง การที่จำเลยไม่พิจารณาคำขอของโจทก์ที่ขออนุญาต นำสุกรมาเลี้ยงที่ฟาร์มโดยอ้างว่าได้ออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวซึ่งอยู่ระหว่างการลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เห็นว่า เป็นการฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองละเลยต่อหน้าที่ในการพิจารณาคำขอออกใบอนุญาตประกอบกิจการเลี้ยงสุกรตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ เหตุละเมิดตามฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่รัฐอันเกิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ส่วนข้อหาที่สอง โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยสมคบกับชาวบ้านบริเวณรอบฟาร์มเลี้ยงสุกรของโจทก์จัดให้มีการประชุมชาวบ้านเพื่อลงมติว่าจะให้โจทก์เลี้ยงสุกรที่ฟาร์มต่อไปหรือไม่ ทั้งมีหนังสือแจ้งบริษัทคู่ค้าของโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จว่าฟาร์มสุกรของโจทก์สร้างมลภาวะทางกลิ่นเหม็น น้ำเสียและแมลงวัน ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่ส่งลูกสุกรมาให้โจทก์เลี้ยง ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย เห็นว่า เมื่อเหตุละเมิดที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องในส่วนนี้เป็นข้อพิพาทที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจของจำเลยและมีมูลเหตุจากการที่จำเลยไม่พิจารณาคำขอออกใบอนุญาตของโจทก์ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ข้อหาตามฟ้องในส่วนนี้ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวพันกับข้อหาแรก จึงสมควรที่จะได้รับการวินิจฉัยในศาลเดียวกัน คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535
พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537
พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551
ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรตามพระราชบัญญัติมาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551
ชื่อคู่ความ
ศาลผู้ส่งความเห็น — ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ศาลผู้รับความเห็น — ศาลปกครองนครสวรรค์
โจทก์ — นาย พ.
จำเลย — องค์การบริหารส่วนตำบลดงมูลเหล็ก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
-
-
ชื่อองค์คณะ
ไม่มี
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ