คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 148/2548
#269353
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีแต่คำให้การในชั้นสอบสวนของ ช. และ ป. มาแสดงว่า เมื่อ ช. และ ป. ถูกจับกุมในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ต้องหาทั้งสองคนให้การในชั้นสอบสวนซัดทอดไปถึงจำเลยว่า เฮโรอีนที่ตนมีไว้ในครอบครองซื้อมาจากจำเลย แต่โจทก์ไม่สามารถนำ ช. และ ป. มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้จึงเป็นพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักรับฟังมาลงโทษจำเลยได้

ธนบัตรของกลางที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายยาเสพติดให้บุคคลอื่นไปก่อนคดีนี้นั้น มิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้จึงไม่อาจริบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 ริบเฮโรอีน เมทแอมเฟตามีน และธนบัตร 3,000 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 2 กระทง จำคุกกระทงละ 8 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 4 กระทง จำคุก 24 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี รวมทุกกระทงจำคุกมีกำหนด 16 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นความผิดกรรมเดียวให้ลงโทษจำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาต เป็นจำคุกมีกำหนด 5 ปี 7 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยมีเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีนตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกเจษฎากร ศรีงาม ดาบตำรวจสามารถ ปานดำ สิบตำรวจตรีองอาจ วิภาคะ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมจำเลยสืบทราบมาว่าจำเลยมีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจึงได้มีการขอหมายค้นจากศาลเพื่อตรวจค้นบ้านจำเลยซึ่งตรงกับช่วงที่มีการระดมกำลังเพื่อกวาดล้าง หลังจากเข้าตรวจค้นบ้านจำเลยพบเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครองครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องแล้ว ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดที่ออกทำการกวาดล้างสามารถจับกุมนายณรงค์ นามโชติ นายประเสริฐ รัดพวงทอง และนายชูศักดิ์ เผ่าพันธุ์ศรี พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนเป็นของกลาง ผู้ต้องหาทั้งสามคนนี้ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนและเฮโรอีนมาจากจำเลย นายณรงค์ นามโชติ มาเบิกความสนับสนุนคำพยานโจทก์ว่าในชั้นสอบสวนได้ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนที่ตนมีไว้ในครอบครองมาจากจำเลยและรับว่าไม่ได้ถูกขู่เข็ญหรือบังคับให้ต้องให้การดังกล่าวแต่อย่างใด แต่มาในชั้นพิจารณานายณรงค์เบิกความว่าซื้อมาจากนายชูศักดิ์ซึ่งนำมาจำหน่ายที่บ้านจำเลย จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาต ข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ เห็นว่า ในข้อหาจำหน่ายเฮโรอีนและเมทแอมเฟตามีน เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงตามฟ้อง พิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แล้วในข้อหาจำหน่ายเฮโรอีนนั้น โจทก์มีแต่คำให้การในชั้นสอบสวนของนายชูศักดิ์และนายประเสริฐตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.6 และ ป.จ.7 มาแสดงว่าเมื่อนายชูศักดิ์และนายประเสริฐถูกจับกุมในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ให้การในชั้นสอบสวนซัดทอดไปถึงจำเลยว่าเฮโรอีนที่ตนมีไว้ในครอบครองได้ซื้อมาจากจำเลย แต่โจทก์ไม่สามารถนำนายชูศักดิ์และนายประเสริฐมาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ คำให้การในชั้นสอบสวนของผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้จึงเป็นพยานบอกเล่าไม่มีน้ำหนักรับฟังมาลงโทษจำเลยได้

ธนบัตร 3,000 บาท ของกลางที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายให้บุคคลอื่นไปก่อนคดีนี้นั้น มิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบธนบัตร 3,000 บาท ของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นายจำเริญหรือสมบัติ สุวรรณสิงห์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2548
#270411
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโดยอ้างว่าราคาที่ขายได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป ระหว่างการไต่สวนทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและคำสั่งยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ออกขายทอดตลาดตามคำสั่งศาล ที่ดินแปลงดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินประเมินราคา 288,000 บาท เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคา 180,000 บาท ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 7 คงมีแต่นายสมควรผู้เดียวเข้าสู้ราคาโดยเสนอราคา 200,000 บาท ซึ่งเป็นราคาสูงสุด จำเลยที่ 3 ค้านราคา เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าไม่มีผู้เข้าสู้ราคาและราคาที่เสนอก็สูงกว่าราคาของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว จึงได้นับและเคาะไม้ขายให้แก่นายสมควร

จำเลยทั้งสามยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ขายต่ำไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้อง ระหว่างการไต่สวนทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอเลื่อนการไต่สวน อ้างว่าทนายจำเลยทั้งสามป่วยเจ็บไม่สามารถมาศาลได้ ศาลชั้นต้นไม่เชื่อว่าทนายจำเลยทั้งสามป่วยจริง จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยทั้งสาม แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งทั้งสองของศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดโดยอ้างว่าราคาที่ขายได้เป็นราคาที่ต่ำเกินไป ระหว่างการไต่สวนทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีกับมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองของศาลชั้นต้น กล่าวคือ อุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ทนายจำเลยทั้งสามเลื่อนคดีและอุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดของจำเลยทั้งสาม ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วพิพากษายืน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ จำเลยที่ 3 ไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้จำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเจือ ฟักแสง
จำเลย — นายเสมอ พรหมจำปา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2548
#267477
เปิดฉบับเต็ม

ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตระบุให้จำเลยเป็นธนาคารผู้แจ้งเครดิตและเป็นธนาคารที่ได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนธนาคารผู้ยืนยันเครดิตในการรับ ตรวจสอบ และส่งต่อเอกสารและการส่งสินค้าออกของโจทก์เท่านั้น และไม่ปรากฎข้อความที่เป็นเงื่อนไขพิเศษให้จำเลยต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยต่อการสลักหลังของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย ทั้งข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับสินค้าก็สอดคล้องตรงกับเงื่อนไขที่ระบุในเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าและธนาคารผู้ยืนยันเครดิตไม่จ่ายเงินค่าสินค้าของโจทก์โดยอ้างว่า การสลักหลังกรมธรรม์มิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าธนาคารจำเลยทราบอยู่แล้วว่าต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย แล้วจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อมิได้สลักหลังกรมธรรม์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยต้องมีหน้าที่สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยในเอกสารของโจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีหน้าที่และความรับผิดในการตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกให้แก่โจทก์และมีหน้าที่สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยดังที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยจัดส่งเอกสารการส่งสินค้าไปให้ธนาคารผู้ยืนยันเครดิตโดยจำเลยมิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าแต่ละงวดและเอกสารการส่งสินค้าออกมีข้อความไม่ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต เป็นเหตุให้ผู้ซื้อปฏิเสธสินค้าของโจทก์และธนาคารผู้ยืนยันเครดิตปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าสินค้าโดยแจ้งสาเหตุว่า การสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต และใบตราส่งสินค้าระบุค่าใช้จ่ายอื่นด้วยนอกจากค่าระวางเรือ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาต่อโจทก์หรือความเสียหายของโจทก์เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,147,428.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยในเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตระบุให้จำเลยเป็นธนาคารผู้แจ้งเครดิตและธนาคารผู้ได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนธนาคาร ผู้ยืนยันเครดิตในการรับ ตรวจสอบและส่งต่อเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์เท่านั้นและไม่ปรากฎข้อความที่เป็นเงื่อนไขพิเศษให้จำเลยต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยต่อจากการสลักหลังของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย ทั้งข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับสินค้าก็สอดคล้องตรงกับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าและธนาคารผู้ยืนยันเครดิตไม่จ่ายเงินค่าสินค้าของโจทก์โดยอ้างว่า การสลักหลังในกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต โจทก์ก็ไม่สารมารถนำสืบได้ว่าธนาคารจำเลยทราบอยู่แล้วว่าต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย แล้วจงใจหรือประมาทเลินเล่อมิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยตามข้ออ้างของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีหน้าที่และความรับผิดในการตรวจสอบเอกสารส่งสินค้าออกให้แก่โจทก์และมีหน้าที่สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยดังที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยจัดส่งเอกสารการส่งสินค้าไปให้ธนาคารผู้ยืนยันเครดิตโดยจำเลยมิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าแต่ละงวดและเอกสารการส่งสินค้าออกมีข้อความไม่ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต เป็นเหตุให้ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าของโจทก์และธนาคารผู้ยืนยันเครดิตปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าสินค้าโดยแจ้งสาเหตุว่า การสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต และใบตราส่งสินค้าระบุค่าใช้จ่ายอื่นด้วยนอกเหนือจากค่าระวางเรือ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาต่อโจทก์หรือความเสียหายของโจทก์เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 861
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอเชี่ยนโปรดักซ์อินเตอร์เทรด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวราคมน์ เลี้ยงพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2548
#267703
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ขายสินค้าและรับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตมีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในกาส่งสินค้าและรวบรวมเอกสารการส่งสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อยืนยันและขอรับตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยเป้นธนาคารผู้แจ้งเครดิตและตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจำเลยได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนในการจ่ายเงินหรือการรับซื้อตั๋วเงินและเอกสารด้วยจำเลยจึงปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในฐานะตัวแทนของธนาคารผู้เปิดเครดิตกับธนาคารผู้ยืนยันเครดิตดังกล่าว หากจำเลยปฏิบัติหน้าที่บกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารซึ่งเป็นตัวการ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อตัวการ แต่ความผิดชอบในการตรวจเอกสารตามยูซีพี 500 มิใช่หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ต้องตัดหาเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนมาแสดงเองโดยตรง จึงเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าต่อโจทก์

จำเลยไม่มีหน้าที่และความรับผิดในการตรวจสอบเอกสารส่งสินค้าออกให้แก่โจทก์และสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย การที่จำเลยจัดส่งเอกสารการส่งสินค้าออกไปให้ธนาคารผู้ยืนยันเครดิตโดยจำเลยมิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าแต่ละงวด และเอกสารการส่งสินค้าออกมีข้อความไม่ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเหตุให้ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าของโจทก์ และธนาคารผู้ยืนยันเครดิตปฏิเสธไม่จ่ายเงินค้าสินค้า โดยแจ้งสาเหตุว่าการสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิตและใบตราส่งสินค้าระบุค่าใช้จ่ายอื่นด้วยนอกเหนือจากค่าระวางเรือจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาค่อโจทก์หรือความเสียหายของโจทก์เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อเดือนเมษายน 2541 ลูกค้าจากประเทศสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์สั่งซื้อสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปของโจทก์โดยให้ขนส่งทางเรือและชำระราคาด้วยเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งดำเนินการผ่านธนาคารจำเลย ต่อมาผู้ซื้อดำเนินการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับธนาคารไฟซาลอิสลามิกแห่งอียิปต์ ธนาคารดังกล่าวตกลงเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วขอให้ธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เยลแห่งอังกฤษขอให้ธนาคารจำเลยแจ้งเครดิตแก่โจทก์ โดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ จำนวนเงิน 89,250 ดอลลาร์สหรัฐ มีเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ คือ (1) ให้กรมธรรม์ประกันภัยที่ออกระบุว่าเป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต และ (2) ใบตราส่งสินค้าจะต้องระบุค่าระวางเรือเท่านั้น ห้ามแสดงค่าใช้จ่ายอื่น ยกเว้นค่าล่วงเวลาของตู้เก็บสินค้า เมื่อโจทก์รับแจ้งเครดิตแล้ว โจทก์ได้ส่งสินค้าและจัดทำเอกสารการส่งสินรวม 4 งวด มอบหมายให้จำเลยเป็นผู้ตรวจให้ตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยเก็บเงินค่าตรวจเอกสารและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จากโจทก์แล้วชำระเงินค่าสินค้าให้โจทก์ก่อนที่จะเรียกเก็บจากผู้ซื้อ โดยจำเลยได้หักเงินค่าตรวจเอกสารและค่าใช้จ่ายอืน ๆ ออกจากราคาสินค้าก่อนแล้วนำเงินที่เหลือเข้าบัญชีของโจทก์ ในการมอบหมายดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่ตรวจเอกสารของโจทก์ให้ตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต แต่จำเลยกลับปฏิบัติผิดหน้าที่ กล่าวคือ มิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย และปรากฏว่า ใบตราส่งสินค้าระบุค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากค่าระวางเรือ ผู้ซื้อจึงปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า และธนาคารไม่ยอมจ่ายเงินค่าสินค้า 3 งวดแรก ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยอ้างความผิดพลาดทางเอกสารทั้ง 2 ข้อดังกล่าว สำหรับเงินค่าสินค้าที่จำเลยนำเข้าบัญชีของโจทก์ไว้ก่อนล่วงหน้าแล้วนั้น จำเลยก็หักออกจากบัญชีของโจทก์ ส่วนสินค้างวดที่ 4 หลังจากจำเลยทราบเหตุขัดข้องแล้วก็ได้ตรวจเอกสารให้ตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตโดยสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยจนธนาคารผู้เปิดเครดิตจ่ายเงินค่าสินค้างวดที่ 4 และคืนเอกสารการส่งสินค้า 3 งวดแรกมายังโจทก์ การที่จำเลยไม่ตรวจเอสารให้ตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตทำให้โจทก์ไม่ได้รับเงินค่าสินค้า 3 งวดแรก รวมเป็นเงิน 79,090 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 3,215,799.40 บาท สินค้า 3 งวดแรก ซึ่งเป็นเสื้อผ้าเฟชั่นเมื่อตกค้างอยู่ในประเทศสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ก็ย่อมเสือมราคาลงมากและหากนำส่งกลับมายังประเทศไทยก็ยิ่งเสียหายมากขึ้น เพื่อบรรเทาความเสียโจทก์จำต้องขายสินค้า 3 งวด นี้ให้แก่ผู้ซื้อรายอื่นในราคาเพียง39,195 ดอลลาร์สหรัฐ หักค่าใช้จ่าย 4,391 ดอลลาร์สหรัฐ ออกแล้วโจทก์คงได้รับเพียง 34,784 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,274,621.45 บาท ซึ่งน้อยกว่าเงินที่โจทก์จะได้รับอยู่ถึงจำนวน 1,941,177.95 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้รับค่าขายสินค้าจากผู้ซื้อรายใหม่คือวันที่ 5 สิงหาคม 2541 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน 206,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,147,428.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกสารการส่งสินค้าของโจทก์ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์กับบริษัทเรือดำเนินการกันเองโดยโจทก์แจ้งให้บริษัทเรือปฏิบัติตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วโจทก์นำเอกสารนั้นมายื่นต่อจำเลย สำหรับเอกสารการส่งสินค้างวดที่ 1 โจทก์นำมาขายให้จำเลยเพื่อขอรับเงินไปก่อนโดยตกลงว่าหากจำเลยไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โจทก์ยอมชดใชเงินคืนแก่จำเลยพร้อมชำระดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่จำเลยครบถ้วน ส่วนเอกสารการส่งสินค้าค้างงวดที่ 2 และงวดที่ 3 จำเลยไมได้รับซื้อไว้ จำเลยมิใช่ธนาคารผู้เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือธนาคารผู้ยืนยันการจ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่สามารถรับรองความถูกต้องสมบูรณ์ของเอกสารการส่งสินค้า จำเลยเป็นเพียงธนาคารผู้แจ้งการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้โจทก์ทราบ รับซื้อเอกสารการส่งสินค้าของโจทก์และเป็นตัวแทนรวบรวมเอกสารนั้นส่งไปเรียกเก็บเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตเท่านั้น และจำเลยปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวครบถ้วนถูกต้องตามหลักการค้าระหว่างประเทศแล้ว โดยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมซึ่งมิใช่ค่าตรวจเอกสารตามที่โจทก์กล่าวอ้างสำหรับเอกสารการส่งสินค้างวดที่ 4 โจทก์ได้แก้ไขเองจนถูกต้องหลังจากทราบว่าเอกสารการส่งสินค้า 3 งวดแรกเคยมีปัญหามาก่อนกรณีขัดข้องทางเอกสารดังกล่าวจำเลยได้ช่วยเจรจากับธนาคารในต่างประเทศโดยจำเลยชี้แจงไปให้ทราบว่า กรมธรรม์ประกันภัยได้สลักหลังโอนให้แก่ธนาคารผู้รับประโยชน์แล้ว ส่วนใบตราส่งสินค้าโจทก์ก็ได้แก้ไขจนถูกต้องแล้ว ความบกพร่องทางเอกสารเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่น่ามีผลถึงขนาดทำให้ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าของโจทก์แต่ต่อมาเมื่อโจทก์แจ้งว่าหาผู้ซื้อรายใหม่ได้แล้วขอให้จำเลยเรียกเอกสารการส่งสินค้ากลับคืนมาจากธนาคารในต่างประเทศ มีผลให้การเจรจาระงับไปโดยปริยาย จำเลยจึงปฏิบัติตามความประสงค์ของโจทก์ การที่โจทก์นำสินค้าไปขายให้บุคคลอื่นและได้รับความเสียหายจำนวน 1,941,177.95 บาท เป็นเรื่องที่โจทก์ยอมขายและยอมขาดทุนด้วยความสมัครใจเองไม่เกี่ยวกับจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือนเมษายน 2541 บริษัทอัลมัดดาห์เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศไทยสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ได้สั่งซื้อสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจากโจทก์รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 550 โหล เป็นเงิน 79,250 ดอลลาร์สหรัฐ ครั้งที่สองจำนวน 250 โหล เป็นเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมีข้อตกลงให้ขนส่งสินค้าทางเรือและสามารถทยอยส่งมอบเป็นงวด ๆ ได้ กับชำระราคาสินค้าโดยการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตผ่านธนาคารจำเลย ผู้ซื้อได้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตชนิดเพิกเพิกถอนไม่ได้กับธนาคารไฟซาลอสลามิกแห่งอียิปต์ จำนวน 2 ฉบับ และให้ธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอนเป็นผู้ยืนยันการจ่ายเงิน และแจ้งเครดิตผ่านธนาคารจำเลยโดยระบุให้โจทก์เป็นผู้รับประโยชน์ในเงินค่าสินค้าดังกล่าว ซึ่งเงื่อนไขสำคัญ 2 ข้อ คือให้กรมธรรม์ประกันภัยที่ ออกระบุว่าเป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต และใบตราส่งสินค้าจะต้องระบุค่าระวางเรือเท่านั้น ห้ามแสดงค่าใช้จ่ายอื่นยกเว้นค่าล่วงเวลาของตู้เก็บสินค้าตามสำเนาเลตเตอร์ออฟเครดิต เลขที่ 17556/98 และเลขที่ 17557/98 เอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ตามลำดับ เมื่อโจทก์ได้รับการแจ้งเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้งสองฉบับจากจำเลยแล้ว โจทก์ได้จัดส่งสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับแรกไปให้ผู้ซื้อโดยทยอยส่งเป็น 3 งวด งวดที่ 1 ตามใบกำกับสินค้า เลขที่ 1139/98 สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน 80 โหล รวมค่าสินค้า ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยทางทะเลเป็นเงิน 11,200 ดอลลาร์สหรัฐ งวดที่ 2 ตามใบกำกับสินค้า เลขที่ 1140/98 สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน 198 โหล ควมค่าสินค้า ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยทางทะเลเป็นเงิน 27,390 ดอลลาร์สหรัฐ งวดที่ 3 ตามใบกำกับภาษี เลขที่ 1141/98 สินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปจำนวน 280 โหล ควมค่าสินค้า ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยทางทะเลเป็นเงิน 40,500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยโจทก์ได้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และได้ว่าจ้างให้บริษัทขนส่งสากล จำกัด เป็นผู้ขนสินค้าของโจทก์ หลังจากส่งมอบสินค้าแต่ละงวดให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว โจทก์ได้นำเอกสารเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกทางเรื่อต่าง ๆ ได้แก่ ใบตราส่งซึ่งระบุถึงค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอกเหนือค่าระวางเรือ ใบกำกับสินค้าและกรมธรรม์ประกันภัย โดยกรมธรรม์ประกันภัยแต่ละฉบับจะมีข้อความทำนองเดียวกันว่า การจ่ายเงินให้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารไฟซาลอิสลามิกแห่งอียิปต์และโจทก์ได้สลักหลังลอยไว้เสนอต่อจำเลยเพื่อให้ดำเนินการเรียกเก็บเงินค่าสินค้าจากผู้ซื้อหรือธนาคารผู้จ่ายเงินในต่างประเทศ โดยโจทก์ได้ลงชื่อในเอกสารคำขอขายเอกสาร (REQUEST FOR NEGOTIATION) ซึ่งมีข้อความสำคัญว่า หากจำเลยเรียกเก็บเงินค่าสินค้าไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ โจทก์ยินยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย สำหรับสินค้างวดที่ 1 ธนาคารจำเลยได้จ่ายเงินค่าสินค้าให้โจทก์ไปก่อนโดยหักเงินค่าธรรมเนียม 800 บาท กับค่าธรรมเนียมอื่นอีกหลายรายการรวมเป็นเงิน 1,358 บาท และนำเงินส่วนที่เหลือจำนวน 458,514 บาท เข้าบัญชีของโจทก์เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 ตามใบแจ้งเข้าบัญชีเอกสารหมาย จ.19 และคำแปลเอกสารหมาย จ.20 ส่วนสินค้างวดที่ 2 และที่ 3 โจทก์ขอให้ธนาคารจำเลยส่งเอกสารไปเพื่อเรียกเก็บเงินค่าสินค้าตามปกติ ซึ่งจำเลยได้เรียกเก็ยเงินค่าธรรมเนียมรวม 1,358 บาทเช่นเดียวกันตามใบแจ้งหักบัญชีเอกสารหมาย จ.21 และ จ.23 กับคำแปลเอกสารหมาย จ.22 และ จ.24 ตามลำดับ เมื่อจำเลยได้ส่งเอกสารการส่งสินค้าออกจากโจทก์ไปเพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่ามีการปฏเสธไม่จ่ายเงินค้าสินค้าโดยอ้างว่า เอกสารการส่งสินค้าไม่ตรงตามเงื่อนไขของเลตเอตร์ออฟเครดิตโดยการสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต และใบตราส่งสินค้าระบุค่าใช้จ่ายอื่นด้วยนอกเหนือค่าระว่างเรือ จำเลยจึงเรียกเงินค่าสินค้างวดที่ 1 คืนจากโจทก์ โดยการหักเงินจำนวนดังกล่าวออกจากบัญชีของโจทก์ ในการส่งสินค้าตามเลตเอตร์ออฟเครดิตฉบับที่ 2 ซึ่งเป็นการส่งสินค้าในงวดที่ 4 ได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องเรียบร้อยแล้ว และธนาคารผู้ยืนยันเครดิตได้จ่ายเงินค่าสินค้าในช่วงที่ 4 ให้แก่โจทก์ โดยผ่านธนาคารจำเลย สำหรับสินค้างวดที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ที่ผู้ซื้อปฏเสธไม่ยอมรับสินค้า โจทก์ได้ขอเอกสารการส่งสินค้าคืนจากจำเลยและได้ติดต่อขายให้แก่บริษัทซาห์รัตอีลคาลิล จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ได้ในราคา 5,600 ดอลลาร์สหรัฐ และ20,050 ดอลลาร์สหรัฐ ตามลำดับ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในการตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกที่โจทก์นำมายื่นต่อจำเลยให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของเลตเอตร์ออฟเครดิตหรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า แม้จำเลยจะเป็นธนาคารผู้แจ้งเครดิต แต่เมื่อโจทก์นำเอกสารการส่งสินค้าออกยื่นต่อจำเลยเพื่อเรียกเก็บเงินค่าสินค้า จำเลยได้เรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการตรวจเอกสารโดยระบุรายการเป็นภาษาอังกฤษ ว่า NEGO. FEE ครั้งละ 800 บาท ถือได้ว่าค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นค่าจ้างในการตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังได้มอบอำนาจจากธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอนผู้ยืนยันเครดิตให้ดำเนินการรับซื้อตั๋วเงินตามเลตเอตร์ออฟเครดิต จำเลยจึงเป็นธนาคารผู้รับซื้อตั๋วด้วย ดังนั้น จำเลยจึงมีหน้าที่ตรวจสอบจำเลยจึงมีหน้ที่ตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์ด้วยความระมัดระวังให้ถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตตามกำหนดในยูซีพี 500 (UCP 500) ข้อ 13 (เอ) การที่จำเลยมิได้ตรวจเอกสารการส่งสินค้าออกด้วยความระมัดระวัง โดยเอกสารดังกล่าวบางส่วนไม่ตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต ทำให้ผู้ซื้อปฏิเสธไม่ยอมรับสินค้า จำเลยจึงต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ขายสินค้าและเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตมีหน้าที่และรับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการส่งสินค้าและรวบรวมเอกสารการส่งสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อยืนยันขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจำเลยเป็นเพียงธนาคารผู้แจ้งเครดิต (ADVISING BANK) และตามเลตเตอร์ออฟเครดิตมีข้อความว่าธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอนผู้ยืนยันเครดิต (COMFIRMING BANK) มอบอำนาจให้จำเลยในการหักบัญชีของธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอน ตามมูลค่าของตั๋วเงินที่จำเลยได้รับซื้อและจ่ายเงินตามมูลค่าเครดิตและเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตภายหลัง 5 วันทำการ นับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับข้อความการตรวจสอบเอกสารของจำเลยว่าถูกต้องตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งหมายความว่าจำเลยเป็นธนาคารที่ได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนในการจ่ายเงินหรือการรับซื้อตั๋วและเอกสารด้วยก็ตาม แต่การที่จำเลยได้รับซื้อตั๋วเงินหรือเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์ที่ 1 โดยนำเงินค่าสินค้าในงวดที่ 1 หลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้วเข้าบัญชีของโจทก์ ก็เป็นกรณีที่จำเลยให้สินเชื่อแก่โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าที่มีวงเงินสินเชื่อในการซื้อขายเอกสารการส่งออกกับจำเลยเป็นความผูกพันโดยเฉพาะระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยในการรับซื้อตั๋วเงินและเอกสารและจ่ายเงิรค่าสินค้าให้แก่โจทก์ไปก่อน แล้วเรียกเก็บเงินนำเข้าชำระหนี้ต่อไป แต่ทั้งนี้โจทก์ได้ทำหนังสือรับรองไว้ว่า หากจำเลยเรียกเก็บเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ โจทก์ยินยอมคืนเงินให้แก่จำเลย ดังนี้ แม้หากจะฟังว่าธนาคารจำเลยเป็นธนาคารผู้รับซื้อตั๋วเงินและเอกสารจากโจทก์ด้วย ซึ่งจำเลยจะต้องตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกก็ตาม แต่หน้าที่ของจำเลยดังกล่าวเกิดจากการแต่งตั้งและมอบหมายจากธนาคารไฟซาลอิสลามิกแห่งอียิปต์และธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอน จำเลยจึงปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในฐานะตัวแทนของธนาคารผู้เปิดเครดิตกับธนาคารผู้ยืนยันเครดิตดังกล่าวหากจำเลยปฏิบัติห้าที่บกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารซึ่งเป็นตัวการ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อตัวการดังกล่าวนั้น โดยความรับผิดชอบในการตรวจเอกสารตามยูพีซี 500 ดังกล่าวมุ่งหมายถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของธนาคารที่เกี่ยวข้องในการตรวจเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในการขอเปิดเครดิตของลูกค้าผู้ขอเปิดเครดิตเพื่อประโยชน์แก่ผู้ขอเครดิตนั้นในอันที่จะได้รับเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามคำขอเปิดเครดิตมิใช่หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ต้องจัดหาเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนมาแสดงเองโดยตรงดังกล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใด จึงมิใช่กรณีที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจเอกสารการส่งสินค้าต่อโจทก์ตามข้อกำหนดของยูพีซี 500 ดังที่โจทก์อ้าง ส่วนปัญหาว่าการที่จำเลยเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 800 บาท โดยระบุรายการว่า COMM. REC. - NEGO. FEE ถือเป็นกรณีมีข้อตกลงพิเศษอันที่จำเลยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนในการรับตรวจเอกสารการส่งสินค้าออกให้แก่โจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์หรือไม่ โจทก์มีนายวิโรจน์ ศรีวิทิตกุล หุ้นส่วนผู้จัดการโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์ให้ตรงตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตเพราะจำเลยได้เรียกเก็บเงินจำนวน 800 บาท เป็นค่าจ้างในการตรวจเอกสารดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้วคำว่า "NEGO FEE" คือค่าตรวจเอกสารและรวบรวมเอกสารส่งไปเรียกเก็บเงิน และโจทก์มีนายธวัชชัย หนุนภักดี มาเบิกความสนับสนุนว่า คำว่า "NEGO.FEE" ย่อมาจากคำว่า "NEGOTIATING FEE" หมายความว่า ธนาคารมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารให้เป็นไปตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตและมีการจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ส่งออก แล้วจึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว ส่วนจำเลยมีนายถนอม ตั้งปอง ผู้จัดการศูนย์บริการธุรกิจการค้าระหว่างประเทศของจำเลยมาเบิกความเป็นพยานว่าคำว่า "NEGO. FEE" คือค่าธรรมเนียมในการจ่ายเงิน เงินที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์จำนวน 800 บาท เป็นค่า "HANDLING FEE" หมายถึง ค่าแบบพิมพ์เอกสาร เครื่องมือ เครื่องใช้ ค่าปฏิบัติงานของพนักงานเป็นต้น "NEGO. FEE" ไม่ใช่ค่าตรวจเอกสารเมื่อลูกค้านำเอกสารการส่งสินค้าออกมาให้แก่จำเลย จำเลยรับดำเนินการให้ก็จะเรียกเก็บเงิน "NEGO. FEE" เมื่อจำเลยรับเอกสารแล้วก็มีการตรวจเอกสาร แต่ไม่ได้แจ้งเรื่องเกี่ยวกับเอกสารไปยังธนาคารผู้ยืนยันการจ่ายเงิน กล่าวคือ จำเลยรวบรวมเอกสารเสร็จก็จะจ่ายเงินให้ทันที และมีนางอรุณี อัครประเสริฐกุล ผู้จัดการฝ่ายการต่างประเทศของธนาคารทหารไทยมาเบิกความเป็นพยานว่า การที่ลูกค้านำเอกสารมาให้ธนาคารเพื่อให้เรียกเก็บเงินหรือขอให้ธนาคารจ่ายเงินก่อน ลูกค้าจะต้องเสียธรรมเนียม 800 บาท เป็นค้าใช้จ่าย ค่าดำเนินการ ค่าพนักงาน คำว่า COMM. REC. - NEGO. FEE ต้องแปลว่า ค่าธรรมเนียมในการเรียกเก็บเงินตามเอกสาร ทั้งจำเลยยังมีนายสุธิน สมุทวนิช ที่ปรึกษาสมาคมธนาคารไทยมาเบิกความเป็นพยานด้วยคำว่า "NEGO. FEE" คือค่าธรรมเนียมในการรับซื้อตั๋วส่วนคำว่า WCOMM. REC." คือ COMMISSLON RECEIPT คำว่า "NEGO. FEE" ตามเอกสารหมาย จ.22 จ.24 และ จ.26 ที่แปลว่า ค่าตรวจเอกสารเป็นคำแปลที่ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับกันว่า "NEGO. FEE" มาจากคำว่า "NEGOTIATING FEE" ซึ่งหน้าจะแปลได้ว่าค่าธรรมเนียมในการรับซื้อเอกสารหรือเรียกเก็ฐเงินตามเอกสาร แม่ตามคำเบิกความของนายถนอม ตั้งปอง พยานจำเลยจะรับว่า เมื่อธนาคารจำเลยรับเอกสารก็จะต้องมีการตรวจเอกสาร เจือสมกับคำเบิกความของนายธวัชชัย หนุกภักดี พยานโจทก์ที่ว่าคำว่า "NEGOTIATING FEE" หมายความว่า ธนาคารมีหน้าที่ตรวจสอบเอกสารให้เป็นไปตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตและมีการจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ส่งออกแล้วจึงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงการที่จำเลยต้องให้โจทก์ลงื่อในเอกสารการส่งสินค้าออกมายื่น โดยมีข้อความส่วนหนึ่งเป็นการประกันความเสียหายของจำเลยว่า หากจำเลยเรียกเก็บเงินค่าสินค้าไม่ได้ไม่ว่าว่าด้วยเหตุใด ๆ โจทก์ยินยอมคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้ยินยอมเสี่ยงภัยรับประกันการรับและตรวจเอกสารการส่งสินค้าออกให้แก่โจทก์ว่าสามารถเรียกเก็บเงืนได้อย่างแน่นอน ซึ่งรวมไปถึงรับรองความถูกต้องของเอกสารว่าตรวตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ ดังนั้นแม้จำเลยจะเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากโจทก์ในกรณีรับซื้อเอกสารหรือเรียกเก็บเงินตามเอกสารให้โจทก์ และจำเลยมีหน้าที่ตรวจเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ที่จำต้องเพื่อระมัดระวังรักษาประโยชน์ของจำเลยเองมิได้มีหน้าที่ตรวจเอกสารให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังที่โจทก์อุทธรณ์ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยตกลงทำสัญญาในการรับตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยในเอกสารการส่งสินค้าของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตตามฟ้อง จำเลยเป็นธนาคารผู้แจ้งเครดิตและธนาคารผู้ได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนธนาคารผู้ยืนยันเครดิตในการรับ ตรวจสอบและส่งต่อเอกสารการส่งสินค้าออกจากโจทก์เท่านั้น เงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตในส่วนที่เกี่ยวกับการประกันภัยสินค้าระบุเพียงว่ากรมธรรม์ประกันให้ออกว่าเป้นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิตและให้แสดงให้เห็นว่าการร้องขอรับเงินค่าเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าทำได้ที่ปลายทางในจำนวนเงินที่ระบุไว้ในใบกำกับสินค้าบวกกับอีกร้อยละ 10 ของจำนวนเงินดังกล่าว รวมทั้งให้มีข้อความคลอบคลุมถึงความเสี่ยงภัยดังต่อไปนี้ ภัยทางทะเล สงคราม ระเบิด ความเสี่ยงภัยทุกชนิด ได้ความว่าโจทก์ได้เอาประกันภัยสินค้าของโจทก์ทั้ง 4 งวด ไว้แก่บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) และกรมธรรม์ประกันภัยทั้ง 4 ฉบับ ที่บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) ออกให้แก่โจทก์ ก็มีข้อความเป็นไปตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยเฉพาะข้อความที่ว่า ให้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารไฟซาลอิสลามิกแห่งอียิปต์ แต่ปรากฏว่า สินค้าของโจทก์รวม 3 งวดแรก ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าและธนาคารผู้ยืนยันเครดิตปฏิเสธไม่จ่ายเงินค่าสินค้าด้วยเหตุผลข้อหนึ่งว่า การสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามีคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต โจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่า ข้อความในเลตเตอร์ออฟเครดิตอันเกี่ยวกับการกระกันภัยสินค้าดังกล่าวข้างต้น ผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารซึ่งมีธุรกรรมเกี่ยวกับวิธีการชำระเงินในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศต้องเข้าใจว่าธนาคารผู้รับแจ้งเครดิตหรือได้รับแต่งตั้งมีหน้าที่สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยด้วย นายถนอม ตั้งปอง พยานจำเลยเบิกความว่า ข้อความที่ระบุในกรมธรรม์ประกันภัยทุกฉบับ มีปรากฏหมายความอยู่แล้วว่าหากสินค้าได้รับความเสียหาย ผู้รับประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยคือธนาคารไฟซาลอิสลามิกแห่งอียิปต์ตึงไม่จำเป็นต้องมีการสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยอีก นางาสวศิริรัตน์ หวังธนาเลิศ เจ้าหน้าที่รับประกันของบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) มาเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.57 จ.58 และ 59 มีโจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัย คำว่า TO ORDER OF FAISAL ISLAMIC BANK นั้น หมายถึง การจ่ายตามคำสั่งของธนาคารไฟซาลอิลามิก ธนาคารจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาตามกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าว และเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า หากผู้เอาประกันภัยประสงค์จะโอนสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยก็จะต้องสลักหลังลอย ถ้าผู้ซื้อไม่รู้จักผู้ขายสินค้าก็ต้องดำเนินการผ่านธนาคาร ถ้าผู้เอาประกันภัยสลักหลังลอบให้ธนาคารก็จะต้อสลักหลังต่อให้ผู้รับประโยชน์ในการส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อในต่างประเทศธนาคารจำเลยจะต้องตรวจสอบเอกสารถูกต้องตามเงื่อนไขในเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วจึงจะส่งสินค้าออกไปได้ ถ้าผู้ซื้อสินค้าให้ธนาคารจำเลยสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย ธนาคารจำเลยก็ต้องสลักหลัง ถ้าผู้ซื้อสินค้าระบุเงื่อนไขพิเศษให้ธนาคารจำเลยสลักหลังเพิ่มเติมนอกเหนือจากกรณีผู้เอาประกันภัยสลักลอยแล้ว ธนาคารจำเลยก็ต้องสลักหลังเพิ่มเติมตามคำสั่งของผู้ซื้อ เห็นได้ว่า ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตทั้ง 2 ฉบับ ตามฟ้องที่เปิดและให้ธนาคารจำเลยแจ้งไปยังโจทก์ผู้รับประโยชน์ไม่ปรากฏข้อความที่เป็นเงื่อนไขพิเศษให้จำเลยต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยต่อการจากสลักหลังของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย ทั้งข้อความในกรมธรรม์ประกันภัยสำหรับสินค้างวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ก็สอดคล้องตรงกับเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าและธนาคารผู้ยืนยันเครดิตไม่จ่ายเงินค่าสินค้าในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ของโจทก์โดยอ้างว่า การสลักหลังในกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต โจทก์ก็ไม่สามารถนำสืบไปได้ว่าธนาคารจำเลยทราบอยู่แล้วว่าต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยตามข้ออ้างของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น

เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีหน้าที่และความรับผิดในการตรวจสอบเอกสารส่งสินค้าออกให้แก่โจทก์และมีหน้าที่สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยดังที่โจทก์อ้าง การที่จำเลยจัดส่งเอกสารการส่งสินค้างวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ไปธนาคารผู้ยืนยันเครดิตโดยจำเลยมิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าแต่ละงวด และเอกสารการส่งสินค้าออกมีข้อความไม่ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตเป็นเหตุให้ผู้ซื้อปฏิเสธไม่รับสินค้าของโจทก์ในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 และธนาคารผู้ยืนยันเครดิตปฏเสธไม่จ่ายเงินค้าสินค้าในงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 โดยแจ้งสาเหตุว่า การสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยมิได้เป็นไปตามคำสั่งของธนาคารผู้เปิดเครดิต และใบตราส่งสินค้าระบุค่าใช้จ่ายอื่นด้วยนอกเหนือจากค่าระวางเรือ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติผิดหน้าที่ตามสัญญาต่อโจทก์หรือความเสียหายของโจกท์เกิดจากการกระทำของจำเลย โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียให้แก่โจทก์ได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงใดอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่าง

ประเทศกลางพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 269
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอเชี่ยนโปรดักซ์อินเตอร์เทรด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 144/2548
#269461
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะต้องตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออก แต่หน้าที่ของจำเลยดังกล่าวเกิดจากการแต่งตั้งและมอบหมายจากธนาคาร ฟ. และธนาคาร บ. จำเลยจึงปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตัวแทนของธนาคาร ฟ. ผู้เปิดเครดิตกับธนาคาร บ. ผู้ยืนยันเครดิต หากจำเลยปฏิบัติหน้าที่บกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารซึ่งเป็นตัวการ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อตัวการโดยความรับผิดชอบในการตรวจเอกสารตามยูซีพี 500 มุ่งหมายถึงหน้าที่และความรับผิดของธนาคารที่เกี่ยวข้องในการตรวจเอกสารเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในการขอเปิดเครดิตของลูกค้าผู้ขอเปิดเครดิตเพื่อประโยชน์แก่ผู้ขอเปิดเครดิตนั้นในอันที่จะได้รับเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามคำขอเปิดเครดิต มิใช่หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่จัดหาเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนมาแสดงเอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,147,428.95 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ในการตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกที่โจทก์นำมายื่นต่อจำเลยให้ถูกต้องตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะผู้ขายสินค้าและเป็นผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการดำเนินการส่งสินค้าและรวบรวมเอกสารการส่งสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อยื่นขอรับเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิต จำเลยเป็นเพียงธนาคารผู้แจ้งเครดิต (ADVISING BANK) และตามเลตเตอร์ออฟเครดิตมีข้อความว่า ธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอนผู้ยืนยันเครดิต (CONFIRMING BANK) มอบอำนาจให้จำเลยในการหักบัญชีของธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอน ตามมูลค่าของตั๋วเงินที่จำเลยได้รับซื้อและจ่ายเงินตามูลค่าเครดิตและเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต ภายหลัง 5 วันทำการ นับแต่วันที่ธนาคารดังกล่าวได้รับข้อความการตรวจสอบเอกสารของจำเลยว่าถูกต้องตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิต ซึ่งหมายความว่าจำเลยเป็นธนาคารที่ได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนในการจ่ายเงินหรือการรับซื้อตั๋วเงินและเอกสารด้วยก็ตาม แต่การที่จำเลยได้รับซื้อตั๋วเงินหรือเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์ (หมายเหตุ : ตามฟ้องมีโจทก์แค่คนเดียว) โดยนำเงินค่าสินค้าในงวดที่ 1 หลังจากหักค่าธรรมเนียมแล้วเข้าบัญชีของโจทก์ ก็เป็นกรณีที่จำเลยให้สินเชื่อแก่โจทก์ซึ่งเป็นความผูกพันโดยเฉพาะระหว่างจำเลยกับโจทก์ซึ่งเป็นลูกค้าของจำเลยในการรับซื้อตั๋วเงินและเอกสารและจ่ายเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ไปก่อน แล้วเรียกเก็บเงินนำเข้าชำระหนี้ต่อไป แต่ทั้งนี้โจทก์ได้ทำหนังสือรับรองไว้ว่า หากจำเลยเรียกเก็บเงินค่าสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ โจทก์ยินยอมคืนเงินให้แก่จำเลย ดังนี้ แม้หากจะฟังว่าจำเลยเป็นธนาคารผู้รับซื้อตั๋วเงินและเอกสารจากโจทก์ด้วย ซึ่งจำเลยจะต้องตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าออกก็ตาม แต่หน้าที่ของจำเลยดังกล่าวเกิดจากการแต่งตั้งและมอบหมายจากธนาคารไฟซาลอิสลามิกแห่งอียิปต์และธนาคารบริติชอาหรับคอมเมอร์เชียลแห่งกรุงลอนดอน จำเลยจึงปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวในฐานะตัวแทนของธนาคารผู้เปิดเครดิตกับธนาคารผู้ยืนยันเครดิต หากจำเลยปฏิบัติหน้าที่บกพร่องก่อให้เกิดความเสียหายแก่ธนาคารซึ่งเป็นตัวการ ก็เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบต่อตัวการ โดยความรับผิดชอบในการตรวจเอกสารตามยูซีพี 500 มุ่งหมายถึงหน้าที่และความรับผิดของธนาคารที่เกี่ยวข้องในการตรวจเอกสารตามเลตเตอร์ออฟเครดิตก็เพื่อให้ถูกต้องตามเงื่อนไขในการขอเปิดเครดิตของลูกค้าผู้ขอเปิดเครดิตเพื่อประโยชน์แก่ผู้ขอเปิดเครดิตนั้นในอันที่จะได้รับเอกสารถูกต้องครบถ้วนตามคำขอเปิดเครดิต มิใช่หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่ผู้รับประโยชน์ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งเป็นหน้าที่ต้องจัดหาเอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนมาแสดงเองโดยตรงดังกล่าวมาข้างต้นแต่อย่างใดจึงมิใช่กรณีที่จำเลยจะต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการตรวจสอบเอกสารการส่งสินค้าต่อโจทก์ตามข้อกำหนดของยูซีพี 500 ดังที่โจทก์อ้างและแม้จำเลยจะเรียกเก็บเงินค่าธรรมเนียมจากโจทก์ในกรณีรับซื้อเอกสารหรือเรียกเก็บเงินตามเอกสารให้โจทก์และจำเลยมีหน้าที่ตรวจเอกสารส่งสินค้าออกของโจทก์ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของเลตเตอร์ออฟเครดิตก็ตาม ก็เป็นหน้าที่ที่จำเลยต้องทำเพื่อระมัดระวังรักษาประโยชน์ของจำเลยเอง มิได้มีหน้าที่ตรวจเอกสารให้แก่โจทก์ตามสัญญาดังที่โจทก์อุทธรณ์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่ามี จำเลยมีหน้าที่ต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยในเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตตามฟ้อง จำเลยเป็นธนาคารผู้แจ้งเครดิตและธนาคารผู้ได้รับการแต่งตั้งให้กระทำการแทนธนาคารผู้ยืนยันเครดิตในการรับ ตรวจสอบและส่งต่อเอกสารการส่งสินค้าออกของโจทก์เท่านั้น โจทก์ไม่มีพยานมาเบิกความยืนยันว่า ข้อความในเลตเตอร์ออฟเครดิตอันเกี่ยวกับการประกันภัยสินค้าดังกล่าว ผู้ประกอบวิชาชีพธนาคารซึ่งมีธุรกรรมเกี่ยวกับวิธีการชำระเงินในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศต้องเข้าใจว่าธนาคารผู้รับแจ้งเครดิตหรือได้รับแต่งตั้งมีหน้าที่สลักหลังกรมธรรม์ประกันด้วย ทั้งไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยทราบอยู่แล้วว่าต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย แล้วจงใจหรือประมาทเลินเล่อมิได้สลักหลังกรมธรรม์ประกันภัย พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องสลักหลังกรมธรรม์ประกันภัยตามข้ออ้างของโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 797 ม. 812
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดเอเชี่ยนโปรดักซ์อินเตอร์เทรด
จำเลย — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 136/2548
#270322
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 นั่งโดยสารมาในรถยนต์กระบะ ถือกางเกงซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่มาด้วย หาได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ รถยนต์กระบะจึงมิใช่ยานพาหนะซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจริบตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และ ป.อ. มาตรา 33 ได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง โดยคืนให้แก่เจ้าของได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 40 ปี ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 3 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 26 ปี 8 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ยกฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...สำหรับรถยนต์กระบะของกลางนั้นข้อเท็จจริงได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งนั่งโดยสารมาในรถยนต์คันดังกล่าวถือกางเกงซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่มาด้วยเท่านั้น หาได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเป็นที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ รถยนต์กระบะของกลางจึงมิใช่ยานพาหนะซึ่งจำเลยที่ 3 ได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบรถยนต์ของกลางมานั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง โดยเห็นสมควรให้คืนแก่เจ้าของได้ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายเสกสรร โตเอี่ยม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
รัตน กองแก้ว
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 133/2548
#269351
เปิดฉบับเต็ม

แม้พลตำรวจโท ป. และพลตำรวจโท ว. เป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17 แต่ตามหนังสือที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพลตำรวจโท ป. และพลตำรวจโท ว. ซึ่งบุคคลทั้งสองต่างเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ ทั้งนี้เพื่อประสงค์ให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ และย้ายโจทก์ออกจากพื้นที่รับผิดชอบทางราชการ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงพลตำรวจโท ป. และพลตำรวจโท ว. ขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับความประพฤติโจทก์ต่อบุคคลทั้งสองในฐานะผู้บังคับบัญชาโจทก์ มิใช่ในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาแต่อย่างใด และพลตำรวจโท ป. มิได้มีคำสั่งให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนความผิดในทางอาญาแก่โจทก์ คงมีคำสั่งให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาให้ความคุ้มครองจำเลยที่ 1 แล้วรายงานให้พลตำรวจโท ป. ทราบด้วยเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 172

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 326, 328 และ 84

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172, 326, 328 ให้ประทับฟ้อง สำหรับจำเลยที่ 2 คดีมีมูลเฉพาะฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 จำคุก 1 ปี ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 มีหนังสือถึงพลตำรวจโทประจิตต์ แสงสุบิน ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจ ทำหน้าที่หัวหน้าตำรวจภูธรภาค 8 และมีหนังสือถึงพลตำรวจโทวุฒิชัย ศรีรัตนวุฒิ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังพล กรมตำรวจ มีข้อความตามหนังสือเอกสารหมาย จ.2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 หรือไม่ เห็นว่าแม้พลตำรวจโทประจิตต์และพลตำรวจโทวุฒิชัยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 17 ดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาตามหนังสือเอกสารหมาย จ.2 ที่จำเลยที่ 1 ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อพลตำรวจโทประจิตต์และพลตำรวจโทวุฒิชัย ซึ่งบุคคลทั้งสองต่างเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ ทั้งนี้เพื่อประสงค์ให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและลงโทษทางวินัยแก่โจทก์ และย้ายโจทก์ออกจากพื้นที่รับผิดชอบทางราชการ จึงเป็นการที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือมีข้อความตามเอกหมาย จ.2 ถึงพลตำรวจโทประจิตต์และพลตำรวจโทวุฒิชัยขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับความประพฤติโจทก์ต่อบุคคลทั้งสองในฐานะผู้บังคับบัญชาโจทก์ มิใช่ในฐานะที่เป็นพนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาแต่อย่างใด และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า พลตำรวจโทประจิตต์มิได้มีคำสั่งให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนความผิดในทางอาญาแก่โจทก์ คงมีคำสั่งให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชุมพรตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาให้ความคุ้มครองจำเลยที่ 1 แล้วรายงานให้พลตำรวจโทประจิตต์ทราบด้วยเท่านั้น ดังนี้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้องในข้อหาความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 172
ป.วิ.อ. ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกมาโนชญ์ บุญสม
จำเลย — นายอรุณ รักธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2548
#113104
เปิดฉบับเต็ม

หมายนัดมีข้อความว่า "นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน" แม้มีการพิมพ์เพิ่มเติมคำว่า "และสืบพยาน" และ ไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ข้อความในหมายนัดดังกล่าวมีข้อความถูกต้องตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ในหนังสือส่งประเด็นคืนของศาลจังหวัดปทุมธานี ทั้งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ในหมายนัดตามระเบียบ การออกหมายนัดดังกล่าวจึงชอบแล้ว

แม้หมายนัดจะมีข้อความว่านัดสืบพยานโดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่านัดสืบพยานโจทก์ แต่คดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ และโจทก์มีพยานบุคคลอีกหลายปากที่เป็นพยานนำ ซึ่งโจทก์จะต้องนำมาสืบต่อศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานไว้จึงหมายถึงนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบตามนัดหากมีเหตุขัดข้องไม่อาจนำพยานมาสืบได้ โจทก์ก็ควรยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ทนายโจทก์เพียงแต่มอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มาฟังประเด็นกลับ กำหนดวันนัดสืบพยาน และรับทราบคำสั่งศาลเท่านั้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีด้วย แสดงว่าโจทก์มิได้เอาใจใส่คดีของตนว่าศาลชั้นต้นนัดมาเพื่อพิจารณาในเรื่องใด ไม่นำพยานมาสืบตามหน้าที่นำสืบและตามที่ ศาลชั้นต้นนัด ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ชอบแล้ว

แม้เจ้าพนักงานศาลจัดส่งประเด็นไปศาลอื่นตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอส่งประเด็นยังมิได้ชำระค่าส่งประเด็นก็ตาม การส่งประเด็นนั้นก็ชอบแล้ว เพราะศาลมีอำนาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าส่งประเด็นในภายหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์โดยจำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก แล้วส่งประเด็น ไปสืบพยานโจทก์ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี ครั้นถึงวันนัดคู่ความไม่ไปศาล ศาลที่รับประเด็นจึงส่งประเด็นคืน ศาลชั้นต้นนัดฟังประเด็นกลับและนัดสืบพยาน ครั้นถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปศาล คงมอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์ไปแทนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ว่าโจทก์ทราบนัดแล้ว แต่ไม่มีพยานมาศาล จึงให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วนัดสืบพยานจำเลย เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 3 ไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจ วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นมีหมายนัดโดยระบุข้อความว่า "นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน" โดยมีการพิมพ์เพิ่มเติมคำว่า "และสืบพยาน" ซึ่งไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ข้อความในหมายนัดดังกล่าวถูกต้องตรงตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ในหนังสือส่งประเด็นคืนของศาลจังหวัดปทุมธานีว่า "นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน?" ทั้งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงลายมือชื่อไว้ในหมายนัดตามระเบียบแล้ว การออกหมายนัดดังกล่าวจึงชอบแล้ว แม้หมายนัดจะมีข้อความว่านัดสืบพยานโดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่านัดสืบ พยานโจทก์ แต่คดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ และโจทก์มีพยานบุคคลอีกหลายปากที่เป็นพยานนำ ซึ่งจะต้องนำมาสืบต่อศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานไว้จึงหมายถึงนัดสืบพยานโจทก์นั่นเอง ที่โจทก์อ้างว่า ไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ด้วยนั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริงโจทก์จะต้องนำพยานมาสืบตามนัดหากมีเหตุขัดข้องไม่อาจนำพยานมาสืบได้ โจทก์ก็ควรยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นวันนัดสืบพยาน ฝ่ายจำเลย หากโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้ก็ยังต้องยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเช่นเดียวกัน แต่ทนายโจทก์เพียงมอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มาฟังประเด็นกลับ กำหนดวันนัดสืบพยาน และรับทราบคำสั่งศาลเท่านั้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีด้วย แสดงว่าโจทก์มิได้เอาใจใส่คดีของตนว่าศาลชั้นต้นนัดมาเพื่อพิจารณาคดีในเรื่องใด ทั้งไม่นำพยานมาสืบตามหน้าที่นำสืบและตามที่ศาลชั้นต้นนัด เพื่อให้คดีเสร็จการพิจารณาไปโดยเร็วตามที่ควรจะเป็น ที่โจทก์อ้างว่า ในวันนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี โจทก์มิได้ชำระค่าส่งประเด็น และหลงเข้าใจผิดโดยสุจริตว่าสำนวนคดีอยู่ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งประเด็นไปศาลจังหวัดปทุมธานี โจทก์จึงไปที่ศาลชั้นต้นยื่นคำแถลงขอชำระค่าส่งประเด็นและยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ก่อนเวลาที่ศาลจังหวัดปทุมธานีออกนั่งพิจารณาคดีศาลชั้นต้นควรจะแจ้งไปยัง ศาลจังหวัดปทุมธานีถึงสาเหตุขัดข้องตามที่โจทก์ขอเลื่อนคดีเพื่อศาลจังหวัดปทุมธานีจะได้ทราบสาเหตุขัดข้องของโจทก์และกำหนดวันนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ใหม่ตามที่โจทก์ขอนั้น เป็นเพียงข้อแก้ตัวของโจทก์หากโจทก์ใส่ใจคดี ของตนโจทก์ควรชำระค่าส่งประเด็นในวันที่ขอส่งประเด็นตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่หากโจทก์หลงลืมไม่ได้ชำระใน วันดังกล่าว โจทก์จะต้องเตรียมคดีโดยขอหมายเรียกพยานประเด็นโจทก์ต่อศาลจังหวัดปทุมธานีซึ่งโจทก์จะทราบว่ามีการส่งประเด็นไปตามที่โจทก์ขอแล้ว แต่โจทก์หาได้ขอหมายเรียกพยานประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้เอาใจใส่คดีของตน การที่โจทก์มาขอชำระค่าส่งประเด็นและขอเลื่อนคดีต่อศาลชั้นต้น จึงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อขอเลื่อนคดี เพราะโจทก์ไม่ได้ขอหมายเรียกพยานประเด็นต่อศาลจังหวัดปทุมธานีนั่นเอง ข้ออ้างของโจทก์ จึงฟังไม่ขึ้นเมื่อศาลชั้นต้นนัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน ทนายโจทก์เพียงแต่มอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มาศาลเพื่อฟังประเด็นกลับ กำหนดวันนัดสืบพยานและรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเท่านั้น โดยไม่นำพยานโจทก์มาสืบ เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานมาศาลและสั่งงดสืบพยานโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว

เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปยังศาลจังหวัดปทุมธานีตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบแล้ว ส่วนการชำระค่าส่งประเด็นเป็นหน้าที่ของโจทก์ หากโจทก์มิได้ชำระค่าส่งประเด็นตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลมีอำนาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าส่งประเด็นในภายหลังได้ การส่งประเด็นจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสอง ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเจริญ น่อมอ่อน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2548
#269350
เปิดฉบับเต็ม

หมายนัดมีข้อความว่า "นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน" แม้มีการพิมพ์เพิ่มเติมคำว่า "และสืบพยาน" และไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ข้อความในหมายนัดดังกล่าวมีข้อความถูกต้องตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ในหนังสือส่งประเด็นคืนของศาลจังหวัดปทุมธานี ทั้งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ในหมายนัดตามระเบียบ การออกหมายนัดดังกล่าวจึงชอบแล้ว

แม้หมายนัดจะมีข้อความว่านัดสืบพยานโดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่านัดสืบพยานโจทก์ แต่คดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ และโจทก์มีพยานบุคคลอีกหลายปากที่เป็นพยานนำ ซึ่งโจทก์จะต้องนำมาสืบต่อศาลชั้นต้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานไว้จึงหมายถึงนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบตามนัด หากมีเหตุขัดข้องไม่อาจนำพยานมาสืบได้ โจทก์ก็ควรยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แต่ทนายโจทก์เพียงแต่มอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มาฟังประเด็นกลับกำหนดวันนัดสืบพยาน และรับทราบคำสั่งศาลเท่านั้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีด้วย แสดงว่าโจทก์มิได้เอาใจใส่คดีของตนว่าศาลชั้นต้นนัดมาเพื่อพิจารณาในเรื่องใดไม่นำพยานมาสืบตามหน้าที่นำสืบและตามที่ศาลชั้นต้นนัด ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์ชอบแล้ว

เจ้าพนักงานศาลจัดส่งประเด็นไปศาลอื่นตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ขอส่งประเด็นยังมิได้ชำระค่าส่งประเด็นก็ตาม การส่งประเด็นนั้นก็ชอบแล้ว เพราะศาลมีอำนาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าส่งประเด็นในภายหลังได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน 259,114 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์โดยจำเลยที่ 3 ขาดนัดพิจารณา เมื่อสืบพยานโจทก์ได้ 1 ปาก แล้วส่งประเด็นไปสืบพยานโจทก์ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี ครั้นถึงวันนัดคู่ความไม่ไปศาล ศาลที่รับประเด็นจึงส่งประเด็นคืน ศาลชั้นต้นนัดฟังประเด็นกลับและนัดสืบพยาน ครั้นถึงวันนัดโจทก์ไม่ไปศาล คงมอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์ไปแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ว่าโจทก์ทราบนัดแล้ว แต่ไม่มีพยานมาศาลจึงให้งดสืบพยานโจทก์ แล้วนัดสืบพยานจำเลย เมื่อถึงวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 3 ไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 ชอบหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลชั้นต้นมีหมายนัดโดยระบุข้อความว่า "นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน" โดยมีการพิมพ์เพิ่มเติมคำว่า "และสืบพยาน" และไม่มีการลงลายมือชื่อกำกับไว้ ไม่แน่ชัดว่าเป็นการพิมพ์เพิ่มเติมตามคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เป็นการผิดระเบียบขั้นตอนกระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบ และข้อความในหมายนัดไม่แน่ชัดว่าศาลชั้นต้นสืบพยานฝ่ายใด โจทก์จึงไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า ข้อความในหมายนัดดังกล่าวมีข้อความถูกต้องตรงตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไว้ในหนังสือส่งประเด็นคืนของศาลจังหวัดปทุมธานีว่า "นัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน..." ทั้งผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ลงลายมือชื่อไว้ในหมายนัดตามระเบียบแล้ว การออกหมายนัดดังกล่าวจึงชอบแล้ว แม้หมายนัดจะมีข้อความว่านัดสืบพยานโดยมิได้ระบุให้ชัดเจนว่านัดสืบพยานโจทก์ แต่คดียังอยู่ในขั้นตอนการสืบพยานโจทก์ และโจทก์มีพยานบุคคลอีกหลายปากที่เป็นพยานนำ ซึ่งจะต้องนำมาสืบต่อศาลชั้นต้น ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นนัดสืบพยานไว้จึงหมายถึงนัดสืบพยานโจทก์นั่นเอง ที่โจทก์อ้างว่า ไม่ทราบว่าศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ด้วยนั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบตามนัดหากมีเหตุขัดข้องไม่อาจนำพยานมาสืบได้ โจทก์ก็ควรยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นวันนัดสืบพยานฝ่ายจำเลย หากโจทก์ไม่สามารถมาศาลได้ก็ยังต้องยื่นคำร้องเลื่อนคดีเช่นเดียวกัน แต่ทนายโจทก์เพียงมอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มาฟังประเด็นกลับ กำหนดวันนัดสืบพยาน และรับทราบคำสั่งศาลเท่านั้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีด้วย แสดงว่าโจทก์มิได้เอาใจใส่คดีของตนว่าศาลชั้นต้นนัดมาเพื่อพิจารณาคดีในเรื่องใด ทั้งไม่นำพยานมาสืบตามหน้าที่นำสืบและตามที่ศาลชั้นต้นนัดเพื่อให้คดีเสร็จการพิจารณาไปโดยเร็วตามที่ควรจะเป็น ที่โจทก์อ้างว่าในวันนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี โจทก์มิได้ชำระค่าส่งประเด็นและหลงเข้าใจผิดโดยสุจริตว่าสำนวนคดีอยู่ที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งประเด็นไปศาลจังหวัดปทุมธานี โจทก์จึงไปที่ศาลชั้นต้นยื่นคำแถลงขอชำระค่าส่งประเด็นและยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีไปสืบพยานประเด็นโจทก์วันที่ 26 เมษายน 2543 เวลา 13.30 นาฬิกา แสดงว่าโจทก์ยังคงประสงค์จะนำพยานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างตามฟ้องของโจทก์ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีเวลา 14.08 นาฬิกา ก่อนเวลา 14.20 นาฬิกา ที่ศาลจังหวัดปทุมธานีออกนั่งพิจารณาคดีศาลชั้นต้นควรจะแจ้งไปยังศาลจังหวัดปทุมธานีถึงสาเหตุขัดข้องตามที่โจทก์ขอเลื่อนคดีเพื่อศาลจังหวัดปทุมธานีจะได้ทราบสาเหตุขัดข้องของโจทก์และกำหนดวันนัดสืบพยานประเด็นโจทก์ใหม่ตามที่โจทก์ขอนั้น เป็นเพียงข้อแก้ตัวของโจทก์ หากโจทก์ใส่ใจคดีของตนโจทก์ควรชำระค่าส่งประเด็นในวันที่ขอส่งประเด็นตามคำสั่งศาลชั้นต้น แต่หากโจทก์หลงลืมไม่ได้ชำระในวันดังกล่าว โจทก์จะต้องเตรียมคดีโดยขอหมายเรียกพยานประเด็นโจทก์ต่อศาลจังหวัดปทุมธานี ซึ่งโจทก์จะทราบว่ามีการส่งประเด็นไปตามที่โจทก์ขอแล้ว แต่โจทก์หาได้ขอหมายเรียกพยานประเด็นดังกล่าวแต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ได้เอาใจใส่คดีของตน การที่โจทก์มาขอชำระค่าส่งประเด็นและขอเลื่อนคดีต่อศาลชั้นต้น จึงเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อขอเลื่อนคดี เพราะโจทก์ไม่ได้ขอหมายเรียกพยานประเด็นต่อศาลจังหวัดปทุมธานีนั่นเอง ข้ออ้างของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นนัดฟังประเด็นกลับและสืบพยาน ทนายโจทก์เพียงแต่มอบฉันทะให้เสมียนทนายโจทก์มาศาลเพื่อฟังประเด็นกลับ กำหนดวันนัดสืบพยานและรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นเท่านั้น โดยไม่นำพยานโจทก์มาสืบ เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานมาศาลและสั่งงดสืบพยานโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว

ที่โจทก์ฎีกาว่า เจ้าพนักงานศาลได้ส่งประเด็นไปยังศาลจังหวัดปทุมธานีทั้งที่โจทก์ยังมิได้ชำระค่าส่งประเด็นตามคำสั่งศาลชั้นต้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนพิจารณาและคำสั่งของศาลชั้นต้น จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานศาลชั้นต้นส่งประเด็นไปยังศาลจังหวัดปทุมธานีตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยชอบ ส่วนการชำระค่าส่งประเด็นเป็นหน้าที่ของโจทก์ หากโจทก์มิได้ชำระค่าส่งประเด็นตามคำสั่งศาลชั้นต้นศาลมีอำนาจเรียกให้โจทก์ชำระค่าส่งประเด็นในภายหลังได้ การส่งประเด็นจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86 วรรคสอง ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายเจริญ น่อมอ่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
ปัญญา ถนอมรอด
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 130/2548
#266782
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์ที่อ้างว่าการเรียกประชุมหรือการประชุมและการลงมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท เป็นกรณีเกี่ยวกับการร้องให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติฝ่าฝืนกฎหมายตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1195 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้น เมื่อมติของที่ประชุมใหญ่ที่โจทก์ขอให้เพิกถอนมีการลงมติเมื่อปี 2533, 2534, 2535 และ 2539 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนเมื่อ 18 มกราคม 2545 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2533 ตามฟ้อง และให้ศาลมีคำสั่งว่า สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นปลอมและให้จำนวนหุ้นของโจทก์ที่ขาดหายไปกลับคืนสู่สภาพเดิมและใส่ชื่อโจทก์เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ตามเดิม ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2534 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2534 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2534 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นมติพิเศษให้เพิ่มทุนจำนวน 105,000,000 บาท และมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับสู่สภาพเดิม ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2535 ตามรายงานการประชุมฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2535 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2535 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 ที่ให้เพิ่มทุนจำนวน 65,000,000 บาท และมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับสู่สภาพเดิม ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2539 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2539 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นมติพิเศษให้เพิ่มทุนจำนวน 372,500,000 บาท และมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้อง ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำให้การแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่โดยวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมติที่เพิ่มทุนบริษัท ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) และการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่ศาลมีคำสั่งให้รับฟ้องคำฟ้องไว้จึงเป็นการผิดหลง เห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งเดิมที่ให้รับฟ้อง แล้วมีคำสั่งใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่า การเรียกประชุมหรือการประชุมและการลงมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท โดยมีคำขอให้เพิกถอนกับมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับคืนสู่สภาพเดิม กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร้องให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติฝ่าฝืนกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้น เมื่อปรากฏว่ามติของที่ประชุมใหญ่ที่โจทก์ขอให้เพิกถอนได้มีการลงมติเมื่อปี 2533, 2534, 2535 และ 2539 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรวัต จินดาพล
จำเลย — บริษัทมิวเร็กซ์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิเทพ อริยสัจจากร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 130/2548
#267875
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์กล่าวอ้างว่า การเรียกประชุมหรือการประชุมและการลงมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท โดยมีคำขอให้เพิกถอนกับมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับคืนสู่สภาพเดิม กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร้องให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติฝ่าฝืนกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2530 ระหว่างปี 2533 ถึงปี 2539 จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการผู้อำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2533 จำเลยทั้งสามร่วมกันปลอมสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของโจทก์ในบริษัทจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ถือหุ้นอยู่เพียง 12,000 หุ้น ทั้งที่โจทก์ถือหุ้นจำนวน 25,000 หุ้น และได้เพิ่มจำนวนผู้ถือหุ้นอีก 2 คน คือ นายจเร อุปัติศฤงค์ ถือหุ้น 32,330 หุ้น นายสุริยะ อุปัติศฤงค์ ถือหุ้น 99,990 หุ้น และจำเลยทั้งสามได้ร่วมกันกรอกข้อความด้วยการจัดทำรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2533 ว่าโจทก์ได้เข้าประชุมสามัญผู้ถือหุ้นด้วยการมอบฉันทะให้นายมงคลชัย ม้าวิเชียร เป็นผู้ประชุมแทน ซึ่งไม่มีความจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 จำเลยทั้งสามดำเนินการจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2534 ขอมติประชุมเพื่อเพิ่มทุนบริษัท ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน 2534 จำเลยที่ 1 และ ที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2534 เพื่อขอมติพิเศษยืนยันการเพิ่มทุน 105,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 ได้กรอกข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุมดังกล่าวทั้ง 2 ครั้งว่า ได้มีผู้ถือหุ้นเข้าร่วมประชุมจำนวน 8 คน ครบตามจำนวนหุ้น 300,000 หุ้น ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้นำรายงานการประชุมวิสามัญทั้ง 2 ครั้ง ดังกล่าวไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2535 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2535 เพื่อเพิ่มทุนบริษัทจำเลยที่ 1 อีก 65,000,000 บาท ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ต่อมาวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2534 เพื่อขอมติพิเศษยืนยันการเพิ่มทุน 65,000,000 บาท ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ ในการจัดทำรายงานการประชุมวิสามัญทั้ง 2 ครั้ง จำเลยที่ 2 ได้กรอกข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุม และจำเลยที่ 2 ได้นำไปยื่นคำขอจดทะเบียนแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2539 จำเลยทั้งสามจัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 เพื่อเพิ่มทุนบริษัทจำเลยที่ 1 อีก 372,500,000 บาท ที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ได้จัดให้มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2539 เพื่อขอมติพิเศษยืนยันการเพิ่มทุนจำนวน 372,000,000 บาท ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ ในการจัดทำรายงานการประชุมวิสามัญทั้ง 2 ครั้ง จำเลยที่ 3 ได้กรอกข้อความอันเป็นเท็จในรายงานการประชุม โจทก์ทราบเหตุแห่งการกระทำของจำเลยทั้งสามประมาณเดือนเมษายน 2544 เมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการบริษัท จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2533 ตามฟ้อง และให้ศาลมีคำสั่งว่า สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นปลอมและให้จำนวนหุ้นของโจทก์ที่ขาดหายไปกลับคืนสู่สภาพเดิมและใส่ชื่อโจทก์เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ตามเดิม ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2534 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2534 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2534 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นมติพิเศษให้เพิ่มทุนจำนวน 105,000,000 บาท และมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับสู่สภาพเดิม ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2535 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 1/2535 ตามรายงานประชุม ฉบับลงวันที่ 17 ตุลาคม 2535 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2535 ตามรายงานการประชุมฉบับลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2535 ที่ให้เพิ่มทุนจำนวน 65,000,000 บาท และมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับสู่สภาพเดิม ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2539 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 9 ตุลาคม 2539 และมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2539 ตามรายงานการประชุม ฉบับลงวันที่ 24 ตุลาคม 2539 ซึ่งเป็นมติพิเศษให้เพิ่มทุนจำนวน 372,500,000 บาท และมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับคืนสู่สภาพเดิมหากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการซึ่งศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 โดยมีบริษัท บี ซี กอล์ฟ รีสอร์ท เมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้บริหารแผน การเรียกและการประชุมสามัญและวิสามัญของผู้ถือหุ้นดังกล่าวเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องที่ขอให้ศาลเพิกถอนมติของที่ประชุมดังกล่าวขาดอายุความเพราะโจทก์จะต้องฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ลงมติขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประชุมเกินกว่า 1 เดือน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 การประชุมและบันทึกรายการประชุมเป็นไปโดยถูกต้องตรงกับมติของที่ประชุม ไม่ใช่รายงานการประชุมปลอมหรือรายงานการประชุมเท็จ ขอให้ยกฟ้อง

ในชั้นแรกศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้อง ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นคำให้การแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่โดยวินิจฉัยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมติที่เพิ่มทุนบริษัท ฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการบริษัทจำเลยที่ 1 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) และการขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมของบริษัทจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 การที่ศาลมีคำสั่งให้รับฟ้องคำฟ้องไว้จึงเป็นการผิดหลง เห็นสมควรเพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำสั่งที่ให้รับฟ้อง แล้วมีคำสั่งใหม่ให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการกล่าวอ้างว่าการเรียกประชุมและการลงมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจำเลยที่ 1 ได้กระทำไปโดยมิชอบด้วยกฎหมายและข้อบังคับของบริษัท โดยมีคำขอให้เพิกถอนกับมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำนวนทุนกลับคืนสู่สภาพเดิม กรณีจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร้องให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ลงมติฝ่าฝืนกฎหมายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 ซึ่งจะต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมตินั้น เมื่อปรากฏว่ามติของที่ประชุมใหญ่ที่โจทก์ขอให้เพิกถอนได้มีการลงมติเมื่อปี 2533, 2534, 2535 และ 2539 ตามลำดับ โจทก์ฟ้องคดีต่อศาลขอให้เพิกถอนเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 จึงพ้นกำหนดเวลาที่จะร้องขอต่อศาลตามบทกฎหมายดังกล่าว ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในข้ออื่นต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1195
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเรวัต จินดาพล
จำเลย — บริษัทมิวเร็กซ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2548
#269345
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อการเลือกตั้งเกิดการทุจริตและคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 145 (4) และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ มาตรา 10 (7) ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งใหม่ตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ เมื่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและไม่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 21 และมาตรา 22 ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งและได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา แต่ต่อมาผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา แจ้งแก่ผู้ร้องว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 17 จังหวัดนครราชสีมา ในการเลือกตั้งครั้งที่สองเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ซึ่งผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปในครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 แล้ว เหตุที่ผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่สองในวันที่ 29 มกราคม 2544 เนื่องจากผู้ร้องไม่ได้รับแจ้งให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงขอให้มีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดนครราชสีมารับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดนครราชสีมา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องได้ยื่นหลักฐานการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อผู้คัดค้าน แต่เมื่อผู้คัดค้านได้ตรวจสอบหลักฐานและคุณสมบัติของผู้ร้องแล้วปรากฏว่าผู้ร้องมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สองเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 และมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิและขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ในวันนัดพิจารณา ศาลฎีกาสอบผู้ร้องและผู้คัดค้านแล้ว ผู้ร้องแถลงว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สองเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 17 หน่วยเลือกตั้งที่ 9 อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา แต่ผู้ร้องมิได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เขตเลือกตั้งดังกล่าวและไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรในการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เนื่องจากไม่ทราบว่ามีการเลือกตั้งใหม่แต่บิดามารดาของผู้ร้องซึ่งมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านหลังเดียวกันกับผู้ร้องได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกและครั้งที่สองด้วย ส่วนผู้คัดค้านแถลงว่า การเลือกตั้งครั้งที่สองเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งที่ 33/2544 ลงวันที่ 23 มกราคม 2544 แล้วผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างแถลงไม่ติดใจแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปเลือกตั้งได้ย่อมเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) ที่แก้ไขแล้วบัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและมิได้แจ้งเหตุการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 21 หรือมาตรา 22 หรือแจ้งเหตุแล้วแต่เหตุนั้นมิใช่เหตุอันควร ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นบุคคลซึ่งไม่ไปเลือกตั้งโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรและเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น โดยมาตรา 21 และมาตรา 22 กำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำแต่ละเขตเลือกตั้ง ดังนั้น การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 และมิได้แจ้งเหตุอันสมควรที่ทำให้ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ ผู้ร้องย่อมเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) ดังกล่าวข้างต้น แม้ผู้ร้องจะอ้างว่า ผู้ร้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 แล้วก็ตาม แต่เมื่อการเลือกตั้งดังกล่าวเกิดการทุจริตและคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่สองในวันที่ 29 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะกระทำได้ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 145 (4) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 มาตรา 10 (7) ดังนั้น ผู้ร้องจึงมีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งใหม่ในวันดังกล่าวด้วยตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ซึ่งตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 85/7 และมาตรา 7/2 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ในข้อ 4 ก็ระบุให้ย่นหรือขยายระยะเวลา รวมทั้งงดเว้นการดำเนินการที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมแก่การดำเนินการเลือกตั้งใหม่ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว สุจริตและเที่ยงธรรม ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7/2 นอกจากนี้ยังได้ความจากผู้ร้องว่า บิดามารดาของผู้ร้องซึ่งมีชื่ออยู่ในสำเนาทะเบียนบ้านหลังเดียวกันกับผู้ร้องก็ได้ทราบวันเลือกตั้งดังกล่าว และได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งที่สองด้วยเชื่อว่าได้มีการประกาศให้มีการเลือกตั้งใหม่ และถือว่าผู้ร้องทราบวันเลือกตั้งดังกล่าวด้วยแล้ว หากผู้ร้องไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ เนื่องจากผู้ร้องเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร และไม่ทราบว่ามีการเลือกตั้งใหม่ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในคำร้อง ผู้ร้องก็มีหน้าที่ต้องไปแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งดังกล่าวต่อบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ประจำเขตเลือกตั้ง การที่ผู้ร้องไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 21 และมาตรา 22 ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียสิทธิเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่งและวรรคสอง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง (3) คำสั่งของผู้คัดค้านชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 68 วรรคหนึ่ง ม. 68 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 20 ม. 23 วรรคหนึ่ง (3)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2541 ม. 10 (7)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายแก้วอุบลหรืออาฎานา กองทุ่งมน
ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ประจำเขตเลือกตั้งที่ 8
ผู้คัดค้าน — จังหวัดนครราชสีมา
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2548
#269468
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ เมื่อทรัพย์มรดกของ ช. เจ้ามรดกตกทอดได้แก่ทายาทซึ่งรวมทั้ง ม. มารดาผู้ร้องด้วย แต่ ม. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของ ช. ส่วนที่ตกได้แก่ ม. จึงเป็นมรดกของ ม. ที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาท ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของ ช. ด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม หนูแสง ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องมิใช่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของนายชุมเจ้ามรดกที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม หนูแสง ผู้ตาย หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงหากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่า นางชวนชม เรืองเพชร มารดาผู้ร้อง เป็นบุตรของนายชุม หนูแสง นางชวนชมจึงเป็นทายาทของนายชุม เมื่อนายชุมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกของนายชุมย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของนายชุมซึ่งรวมทั้งนางชวนชมด้วย แต่นางชวนชมถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของนายชุมส่วนที่ตกได้แก่นางชวนชมจึงเป็นมรดกของนางชวนชมที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของนางชวนชม ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของนายชุมด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นรับคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1600 ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสุจินต์ ช่วยดิษฐ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2548
#269341
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันโปปั่นและเจ้ามือตาม พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 4 วรรคแรก, 12 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือน ถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาทถึง 5,000 บาท ศาลล่างใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามกฎหมายได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลางและให้จำเลยทั้งยี่สิบสี่จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งยี่สิบสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่มีความผิดตามฟ้องรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนัก จำคุก 1 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุก 1 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 24 ปรับคนละ 2,500 บาท พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เป็นการเล่นพนันบ่อนใหญ่ มีการใช้ชิปแลกเงิน แสดงให้เห็นถึงการเล่นที่เป็นอาชีพ สมควรปราบปรามอบายมุขนี้อย่างจริงจัง จึงไม่สมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 24 จ่ายสินบนนำจับกึ่งหนึ่งของค่าปรับ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคแรก, 10, 12 (1), 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นเจ้าสำนัก จำคุก 2 เดือน จำเลยที่ 2 ฐานเป็นเจ้ามือ จำคุก 2 เดือน ส่วนจำเลยที่ 3 ถึงที่ 24 ปรับคนละ 5,000 บาท จำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง สำหรับโทษที่ลดแล้วและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งยี่สิบสี่คนได้พร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเล่นการพนันโปปั่น 1 ชุด โต๊ะสำหรับใช้บอกแต้ม 1 ตัว เก้าอี้ 25 ตัว เงินสด 360 บาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งยึดได้ชิปแลกเงิน ราคา 50 บาท 15 อัน และชิปแลกเงิน ราคา 10 บาท 16 อัน พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันในลักษณะเป็นบ่อนการพนันรายใหญ่ซึ่งมีผู้เข้าเล่นพนันเป็นจำนวนมากและกระทำเป็นอาชีพ โดยมีจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้นำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกัน จึงนับเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นการพนันโปปั่นและเจ้ามือ ตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 วรรคแรก, 12 (1) มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี และปรับตั้งแต่ 500 บาทถึง 5,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 2 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคแรก ม. 12 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายมลไชย มีชู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ปัญญา สุทธิบดี
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2548
#267708
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปแล้ว เมื่อสินค้าดังกล่าวขนส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแทนไปก่อนได้ จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ ซึ่งสินค้าตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวก็คือสินค้าตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั่นเอง สัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทำความตกลงกันในรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หาใช่เป็นเรื่องที่คู่สัญญามีเจตนาจะก่อหนี้ขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในมูลหนี้เดิมแต่อย่างใด คงเป็นมูลหนี้ในประเภทและจำนวนเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,463,399.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 915,563.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 915,563.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 915,990 บาท ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2540 และดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 909,213.75 บาท ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540 อัตราร้อยละ 20 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 อัตราร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 15 เมษายน 2542 อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 เมษายน 2542 ถึงวันที่ 3 ตุลาคม 2542 อัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2542 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2543 และดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 915,563.31 บาท ในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ ส่วนจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 ให้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้แก่โจทก์ในต้นเงินจำนวน 915,563.31 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 915,990 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2540 และดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 909,213.75 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2540 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2543 และดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวน 915,563.31 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 7,000 บาท

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทด้วยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปแล้ว เมื่อสินค้าดังกล่าวขนส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแทนไปก่อนได้ จำเลยที่ 1 จึงขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ด้วยการขอรับสินค้าไปก่อนแล้วจะชำระราคาภายในเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งสินค้าตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวก็คือสินค้าที่ขอให้โจทก์ชำระเงินแทนตามสัญญาตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั่นเอง สัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นเรื่องคู่สัญญาตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทำความตกลงกันในรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อันถือได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นสัญญาที่ทำต่อเนื่องจากคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หาใช่เป็นเรื่องที่คู่สัญญามีเจตนาจะก่อหนี้ขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในมูลหนี้เดิมแต่อย่างใด คงเป็นมูลหนี้ในประเภทและจำนวนเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงไม่ระงับไปเพราะการแปลงหนี้ใหม่ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์แต่อย่างใด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าที่โจทก์ชำระแทนจำเลยที่ 1 ไปตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและต่อมาได้มีการทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ในฐานะที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิแทน
จำเลย — บริษัทเทคโน 2000 จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปลื้มจิต จุลฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 98/2548
#271827
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปแล้ว เมื่อสินค้าขนส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแทนไปก่อนได้ทันที จำเลยที่ 1 จึงขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ด้วยการขอรับสินค้าไปก่อนแล้วจะชำระราคาภายในวันที่กำหนดไว้ ซึ่งสินค้าตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวก็คือสินค้าที่ขอให้โจทก์ชำระเงินแทนตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั่นเอง สัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นเรื่องที่คู่สัญญาตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทำความตกลงกันในรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อันถือว่าสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นสัญญาที่ทำต่อเนื่องจากคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หาใช่เป็นเรื่องที่คู่สัญญามีเจตนาจะก่อหนี้ขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในมูลหนี้เดิมแต่อย่างใด คงเป็นมูลหนี้ในประเภทและจำนวนเดียวกัน มูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงไม่ระงับไปเพราะการแปลงหนี้ใหม่ จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าที่โจทก์ชำระแทนจำเลยที่ 1 ไปตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและต่อมาทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ ในฐานะที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 4 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าโจทก์โดยเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2538 โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อสั่งซื้อสินค้าประเภทชิ้นส่วนและอะไหล่ใช้แล้วจากผู้ขายในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 3,800,000 เยน โดยตกลงว่าเมื่อโจทก์จ่ายเงินให้ผู้ขายแล้วจำเลยที่ 1 จะชำระเงินคืนแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์ จึงทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ต่อโจทก์รวม 2 ฉบับ เพื่อขอรับเอกสารไปออกสินค้าก่อน โดยสัญญาว่าจะนำเงินค่าสินค้าชำระแก่โจทก์ตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง 2 ฉบับ เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ที่มีต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิต และจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ต่อโจทก์ เมื่อครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้ง 2 ฉบับ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ณ วันฟ้องจำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระจำนวน 1,463,399.05 บาท ก่อนฟ้องโจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,463,099.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 915,563.31 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และต่อมาบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้จำนวน 915,563.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทด้วยหรือไม่ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์เฉพาะสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตของจำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาทรัสต์รีซีทโดยมิได้บังคับตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่สามารถชำระค่าสินค้าตามที่ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต เป็นการสร้างเงื่อนไขขึ้นใหม่และเป็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในมูลหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ค้ำประกัน จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมจึงระงับ ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 หลุดพ้นจากความรับผิดนั้น เห็นว่า การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้จำเลยที่ 1 ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายไปแล้ว เมื่อสินค้าดังกล่าวขนส่งมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ยังไม่สามารถชำระเงินค่าสินค้าที่โจทก์ชำระแทนไปก่อนได้ทันที จำเลยที่ 1 จึงขอทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ด้วยการขอรับสินค้าไปก่อนแล้วจะชำระราคาภายในเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งสินค้าตามสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวก็คือสินค้าที่ขอให้โจทก์ชำระเงินแทนตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั่นเอง สัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นเรื่องคู่สัญญาตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตทำความตกลงกันในรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อันถือได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีทเป็นสัญญาที่ทำต่อเนื่องจากคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต หาใช่เป็นเรื่องที่คู่สัญญามีเจตนาจะก่อหนี้ขึ้นใหม่หรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในมูลหนี้เดิมแต่อย่างใด คงเป็นมูลหนี้ในประเภทและจำนวนเดียวกัน ดังนั้น มูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจึงไม่ระงับไปเพราะการแปลงหนี้ใหม่ดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์แต่อย่างใด การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดต่อโจทก์ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าที่โจทก์ชำระแทนจำเลยที่ 1 ไปตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและต่อมาได้มีการทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้ในฐานะที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกันตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้หรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ในข้อนี้ว่า ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตนั้นไม่ได้ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งในปัญหาข้อนี้โจทก์ได้อุทธรณ์ไว้เช่นกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในดอกเบี้ย ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทในอัตราเดียวกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคำขอของโจทก์ด้วยจึงจะได้วินิจฉัยรวมกันไป เห็นว่า ในคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.7 ซึ่งจำเลยที่ 3 และที่ 4 ลงชื่อค้ำประกันไว้นั้น ในข้อ 9 ของเอกสารดังกล่าวด้านหน้าได้ระบุถึงเรื่องดอกเบี้ยอันเกิดจากมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ผู้ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตคือจำเลยที่ 1 ยอมชำระไว้ด้วยแต่มิได้ระบุอัตราไว้แต่อย่างใด ส่วนการทำสัญญาทรัสต์รีซีทต่อเนื่องจากคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตตามเอกสารหมาย จ.9 และ จ.11 นั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้ลงชื่อเป็นคู่สัญญาโดยตรง กรณีต้องถือว่าโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยของมูลหนี้ที่ค้างชำระจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่มิได้กำหนดอัตราไว้ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ดังนี้ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดในส่วนของดอกเบี้ยต่อโจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีโดยตลอดนั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของทั้งโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 349 ม. 680
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โจทก์ — โดยบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — บริษัทเทคโน 2000 จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 93/2548
#269492
เปิดฉบับเต็ม

การที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ และเมื่ออนุมัติสัญญาแล้วพร้อมกันนั้นสำนักงานใหญ่ของโจทก์จะเป็นผู้เปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมที่อยู่สำนักงานใหญ่ และจะโทรศัพท์แจ้งสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์เพื่อแจ้งให้จำเลยผู้ขอใช้บริการทราบ จากนั้นจำเลยจึงจะสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมตามคำขอที่ยื่นไว้ได้เช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยกรอกข้อความแล้วยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงคำเสนอเพื่อขอใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิทยุคมนาคม ส่วนการพิจารณาอนุมัติสัญญาและเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้นถือเป็นการอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ยื่นขอใช้บริการ แม้ถึงจะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กระทำขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอของจำเลยโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตาม ป.พ.พ. มาตรา 361 วรรคสองอีก ส่วนการที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์แจ้งให้สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์เพื่อแจ้งให้จำเลยทราบอีกครั้งหนึ่งก็เป็นการแจ้งให้ทราบภายหลังจากสัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการให้บริการวิทยุคมนาคม จำเลยได้ใช้บริการโจทก์และผิดสัญญาไม่ชำระค่าใช้บริการให้แก่โจทก์ภายในเวลาที่กำหนด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,239.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บริการตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมซึ่งถือว่าเป็นหนี้เหนือบุคคล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อจำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมมาขอใช้บริการและทำคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์จากสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์แล้ว สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์จะเสนอคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าวโดยวิธีโทรสารหรือสื่ออิเลคทรอนิกส์มาให้สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นพิจารณาอนุมัติ เมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์พิจารณาอนุมัติสัญญาแล้วจะเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมให้จำเลยใช้บริการ เห็นว่า การที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติคำขอ/สัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ และเมื่ออนุมัติสัญญาแล้วพร้อมกันนั้นสำนักงานใหญ่ของโจทก์จะเป็นผู้เปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมที่อยู่ที่สำนักงานใหญ่และจะโทรศัพท์แจ้งสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์เพื่อแจ้งให้จำเลยซึ่งขอใช้บริการทราบ จากนั้นจำเลยจึงจะสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมตามคำขอที่ยื่นไว้ได้เช่นนี้ กรณีย่อมถือได้ว่าคำขอใช้บริการวิทยุคมนาคมที่จำเลยกรอกข้อความแล้วยื่นต่อสำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์ดังกล่าวเป็นเพียงคำเสนอเพื่อขอใช้บริการวิทยุคมนาคมต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้บริการวิทยุคมนาคมระบบเซลลูลาร์ที่ได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศไทย ส่วนการพิจารณาอนุมัติสัญญาและเปิดสัญญาณคลื่นวิทยุคมนาคมของสำนักงานใหญ่ของโจทก์นั้นถือเป็นการอันใดอันหนึ่งซึ่งมีผลเป็นการแสดงเจตนาสนองรับคำเสนอของจำเลยตามคำขอที่ยื่นขอใช้บริการ แม้ถึงจะเป็นการแสดงเจตนาที่กระทำต่อจำเลยซึ่งมิได้อยู่เฉพาะหน้า แต่ก็ถือได้ว่าตามปกติประเพณีการตกลงทำสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กระทำขึ้นในลักษณะเช่นนี้ ได้เกิดเป็นสัญญาขึ้นเมื่อสำนักงานใหญ่ของโจทก์ได้สนองรับคำเสนอของจำเลยโดยการเปิดสัญญาณวิทยุคมนาคมอันมีผลให้จำเลยสามารถใช้บริการวิทยุคมนาคมจากโจทก์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำบอกกล่าวสนองไปถึงจำเลยผู้เสนอตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 361 วรรคสองอีก ส่วนการที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์แจ้งให้สำนักงานสาขาหรือตัวแทนของโจทก์เพื่อแจ้งให้จำเลยทราบอีกครั้งหนึ่งก็เป็นการแจ้งให้ทราบภายหลังจากสัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมระหว่างโจทก์กับจำเลยได้เกิดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นและโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้อำนาจตามสัญญาการใช้บริการวิทยุคมนาคมดังกล่าว จึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นเป็นศาลหนึ่งที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 361
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางเครือวัลย์ จันทร์โรจน์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90 -ที่ 92/2548
#269339
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 118 ที่บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วย

จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วมโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาแสดง ก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน

ระหว่างพิจารณา นายวีระพล ชินวัตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกสำนวนละ 1 ปี รวมทั้งสามสำนวนเป็นจำคุก 3 ปี

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 2 เดือน ปรับสำนวนละ 40,000 บาท รวมโทษทั้งสามสำนวนเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 120,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยได้ออกเช็คพิพาท จำนวน 3 ฉบับ ให้โจทก์ร่วม เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ร่วมนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 ฉบับ โดยอ้างว่าบัญชีปิดแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะขายหุ้นของบริษัทปรางภรณ์ จำกัด ในราคา 600,000 บาท จึงทำสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โดยจำเลยออกเช็คพิพาทชำระค่าหุ้นให้โจทก์ร่วม เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมทำให้น่าเชื่อยิ่งขึ้น อีกทั้งวันที่ลงสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ นั้น ก็ตรงกับงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ที่ระบุไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้น ซึ่งจำเลยได้เบิกความยอมรับว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นและออกเช็คพิพาทจริง เพียงแต่อ้างว่าเช็คพิพาทที่จำเลยออกให้โจทก์ร่วมเป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เห็นว่าจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น หามีพยานหลักฐานอื่นมาสืบแต่อย่างใดไม่ แม้แต่นายชุมพร ศุภสร ผู้ถือหุ้นของบริษัทปรางค์ภรณ์ จำกัด และจำเลยอ้างเป็นพยานยังได้เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าจำเลยจะขอยืมเงินจากโจทก์ร่วมหรือไม่ และไม่ทราบว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยจะทำสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนกันหรือไม่ นอกจากนี้หากเป็นเรื่องที่จำเลยยอมใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมแทนบริษัทปรางค์ภรณ์ จำกัด และเป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายหุ้นตามที่จำเลยอ้างจริงแล้ว จำเลยก็น่าจะให้ออกเช็คเพียงฉบับเดียวหรือให้ระบุไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นด้วย การที่ไม่มีการบันทึกข้อความดังกล่าวไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นเช่นนี้ทำให้น่าสงสัยอยู่ พยานหลักฐานของโจทก์ และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมามีเหตุผลน่าเชื่อ พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการค้ำประกันสัญญาซื้อขายหุ้นตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าสัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องต่อศาลได้ ดังนั้น การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่ไม่อาจนำมาฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วมโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ป.รัษฎากร ม. 118
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
โจทก์ร่วม — นายวีระพล ชินวัตร
จำเลย — นายเปี่ยมศักดิ์ ปฤชานนท์
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 88/2548
#271787
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนโจทก์มาวางศาลภายใน 15 วันนับแต่วันรับหมายนั้น เป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 หากจำเลยเห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จำเลยชอบที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อน แล้วใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้เพื่อการใช้สิทธิฎีกาในภายหลังเมื่อได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้ว การที่จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในทันทีในขณะที่ยังถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ โดยโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ทั้งสองแปลงดังกล่าว

จำเลยที่ 3 ที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสอง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ส่งสำนวนคืนไปให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยที่ 3 และที่ 4 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นมาวางศาลก่อน

ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งว่า ให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 นำค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาคำสั่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องใช้แทนโจทก์ตามคำสั่งของศาลชั้นต้นมาวางศาลภายใน 15 วันนับแต่วันรับหมายนั้น เป็นคำสั่งที่ศาลชั้นต้นปฏิบัติตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2547 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 หากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร จำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนแล้วใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้เพื่อการใช้สิทธิฎีกาในภายหลังเมื่อได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 แล้วการที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในทันทีในขณะที่ยังถือว่าคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เช่นนี้ จึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบด้วย มาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงชอบแล้วให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เกียรตินาคิน จำกัด
จำเลย — บริษัทสยามนิสสันราชบุรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2548
#267047
เปิดฉบับเต็ม

ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่า ในการต่อสู้คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้เสียค่าใช้จ่ายและค่าฤชาธรรมเนียมมาโดยตลอด และยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียนบุตรอีก 3 คน ทั้งผู้ตายสามีจำเลยที่ 2 ก็มีหนี้สินเป็นจำนวนมากซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องแบกรับภาระเองทั้งสิ้นค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องวางในชั้นอุทธรณ์แม้จะมีจำนวนไม่มากแต่ก็ถือว่าสูงสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ก็มิได้บัญญัติว่าเหตุใดเป็นพฤติการณ์พิเศษแต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจเป็นเรื่อง ๆ ไป การที่ศาลวินิจฉัยว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ว่าหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลไม่ทันมิใช่พฤติการณ์พิเศษ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ฎีกาในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกัน ก็ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2544 ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 84,571.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มีนาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกได้แก่ตน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท ต่อมาวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องอ้างว่า หาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องมาวางศาลไม่ทันและเพิ่งให้ทนายความทำคำฟ้องอุทธรณ์ ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ข้ออ้างตามคำร้องมิใช่กรณีมีพฤติการณ์พิเศษที่จะอ้างได้ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 จะต้องนำมาวางศาลมีจำนวนไม่มาก และจำเลยที่ 2 มีเวลา 1 เดือน ที่จะอุทธรณ์ ซึ่งเพียงพอที่จำเลยที่ 2 จะขวนขวายหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมเสียแต่เนิ่น ๆ เหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องมาวางศาลไม่ทันเพื่อขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งเท่ากับศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยที่ 2 ต้องวางศาลมีจำนวนไม่สูงดังที่จำเลยที่ 2 อ้างในคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลควรอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ในการต่อสู้คดีนี้จำเลยที่ 2 ได้เสียค่าใช้จ่ายและค่าฤชาธรรมเนียมมาโดยตลอด และยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายค่าเล่าเรียนบุตรอีก 3 คน ทั้งนายดำรงค์ องค์เลิศปราณี ผู้ตายสามีจำเลยที่ 2 ก็มีหนี้สินเป็นจำนวนมากซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องแบกภาระเองทั้งสิ้น ค่าฤชาธรรมเนียมที่จะต้องวางในชั้นอุทธรณ์แม้จะมีจำนวนไม่มากแต่ก็ถือว่าสูงสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ก็มิได้บัญญัติว่าเหตุใดเป็นพฤติการณ์พิเศษ แต่ให้ศาลใช้ดุลพินิจเป็นเรื่อง ๆ ไป การที่ศาลวินิจฉัยว่าเหตุที่จำเลยที่ 2 อ้างในการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ว่าหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลไม่ทันมิใช่พฤติการณ์พิเศษ จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ ไม่เปิดโอกาสให้จำเลยที่ 2 ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่นั้น เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแม้จะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ "

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 2 ค่าทนายความชั้นศาลฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางฉลวย องศ์เลิศปราณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา