คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 290/2548
#269493
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามฟ้องของโจทก์ในตอนแรกโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนก็ตาม แต่ฟ้องในตอนท้ายโจทก์บรรยายว่า ตามวันเวลาที่อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสามและแผ่นวีซีดีคาราโอเกะเดียวกันดังกล่าวที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวเป็นของกลาง การบรรยายฟ้องในตอนท้ายนี้แสดงให้เห็นว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่มีบุคคลอื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอยู่แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่าจำเลยนำม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย "ออกวางจำหน่าย" มีความหมายเช่นเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนท้ายว่า จำเลย "เสนอขาย" สิ่งของดังกล่าวที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแก่บุคคลทั่วไป แต่การนำออกวางจำหน่ายหรือเสนอขายซึ่งสิ่งที่มิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มิได้บัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ คงมีแต่มาตรา 31 (1) ที่บัญญัติให้การเสนอขายซึ่งสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น ทั้งโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำใดของจำเลยที่เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงอันจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 28 ฟ้องโจทก์เป็นเพียงการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 31 เท่านั้น

แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 27, 28 และ 69 ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 31 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดและบทมาตราผิด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดและบทมาตราที่ถูกต้องได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และ ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 28, 69, 75 และ 76 ให้ม้วนเทปเพลง แผ่นเพลงเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ คำรับของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี และปรับ 200,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีนี้เป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 หรือเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามมาตรา 31 ปัญหานี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2545 เวลากลางวัน จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมบทเพลงของผู้เสียหายตามหนังสือยืนยันลิขสิทธิ์ในบทเพลงท้ายฟ้อง โดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันเป็นลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชน อันเป็นการกระทำเพื่อแสวงหากำไรทางการค้า โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง เห็นว่า แม้ตามฟ้องของโจทก์ในตอนแรกโจทก์จะบรรยายว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงโดยนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่บันทึกภาพและเสียงเพลงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายออกวางจำหน่ายและเผยแพร่ต่อสาธารณชนก็ตาม แต่ฟ้องในตอนท้าย โจทก์บรรยายว่า ตามวันเวลาที่อ้างว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ เจ้าพนักงานจับจำเลยพร้อมยึดได้ม้วนเทปเพลงแผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะเดียวกันดังกล่าวที่บันทึกภาพและเสียงโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จำเลยได้เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปดังกล่าวข้างต้นเป็นของกลาง การบรรยายฟ้องในตอนท้ายเช่นนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่มีบุคคลอื่นได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายอยู่แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยนำม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะ อันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย "ออกวางจำหน่าย" มีความหมายเช่นเดียวกับที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนท้ายว่า จำเลย "เสนอขาย" สิ่งของดังกล่าวที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายแก่บุคลลทั่วไปแต่การนำออกวางจำหน่ายหรือเสนอขายซึ่งสิ่งที่มิได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มิได้บัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์คงมีแต่เฉพาะมาตรา 31 (1) ที่บัญญัติให้การเสนอขายซึ่งสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้น ทั้งโจทก์ก็มิได้บรรยายฟ้องถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำใดของจำเลยที่เป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงแต่อย่างใด ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยตรงอันจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 28 ที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นเพียงการบรรยายฟ้องว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์โดยกระทำแก่งานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตามพระราชบัญญัติลิขสิทธ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จึงถือได้ว่าจำเลยรับข้อเท็จจริงว่า จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำม้วนเทปเพลง แผ่นเอ็มพีสาม และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวนดังกล่าว ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาเสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อหากำไรและเพื่อการค้า การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) แม้ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 28 และ 69 ไม่ได้ขอให้ลงโทษตามมาตรา 31 (1) และมาตรา 70 วรรคสอง ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่าโจทก์อ้างฐานความผิดและบทมาตราผิด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดและบทมาตราที่ถูกต้องได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 2 ปี และปรับ 400,000 บาท ก่อนลดโทษให้นั้นจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เพราะเห็นว่าม้วนเทปเพลงก็ดี แผ่นวีซีดีคาราโอเกะก็ดี มีวางขายทั่วไป จึงไม่ทราบว่าสินค้าที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษปรับน้อยลงนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องเป็นเพียงการนำม้วนเทปเพลงจำนวน 20 ม้วน แผ่นเอ็มพีสามจำนวน 2 แผ่น และแผ่นวีซีดีคาราโอเกะจำนวน 209 แผ่น ที่มีผู้อื่นทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาเสนอขายเท่านั้น จำเลยมิได้เป็นผู้ทำซ้ำซึ่งม้วนเทปเพลงแผ่นเอ็มพีสามและวีซีดีคาราโอเกะดังกล่าว ดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงสภาพความผิดและความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลยดังกล่าวแล้ว ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษโดยกำหนดโทษก่อนลดโทษให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี และปรับ 400,000 บาท นั้น จึงหนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดของจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 วรรคสอง ประกอบมาตรา 31 (1) ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 80,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคห้า
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 45
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 27 ม. 28 ม. 31 ม. 69 ม. 70
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายโชคดี จันวัน
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 289/2548
#267051
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเรื่องเงินโบนัส ได้บรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะได้เงินจากจำเลยเป็นจำนวนเท่าใด อันเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ในคำขอท้ายคำฟ้อง ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ได้เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดเป็นประเด็นว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์หรือไม่ การกำหนดประเด็นข้อพิพาทให้ดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ผิดหลงไปเท่านั้น

ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง หมายความว่า โจทก์จะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้อะไรหรือกระทำการใด หรืองดเว้นกระทำการใด ก็ต้องบรรยายให้แจ้งชัดในคำขอบังคับท้ายคำฟ้องและพิสูจน์ให้เห็นตามคำขอบังคับนั้นเพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับของศาลที่ออกตามคำพิพากษาได้อย่างถูกต้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลก็สามารถบังคับคดีได้

โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยยึดนามบัตรของลูกค้าประมาณ 2,000 แผ่น ที่ติดต่อกับโจทก์ไว้ และมีคำขอบังคับท้ายคำฟ้องขอให้จำเลยคืนนามบัตรประมาณ 2,000 แผ่นนั้นให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่านามบัตรที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนให้โจทก์นั้น เป็นนามบัตรของใครมีชื่ออะไรบ้าง ศาลย่อมไม่สามารถบังคับให้จำเลยคืนนามบัตรที่ถูกต้องให้แก่โจทก์ หากศาลพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ จำเลยก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ การที่ศาลแรงงานกลางไม่พิพากษาบังคับให้จำเลยคืนนามบัตรประมาณ 2,000 แผ่น ให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบธุรกิจการผลิตและพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ซอฟท์แวร์ต่าง ๆ โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2540 เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายขาย ครั้งสุดท้ายได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการบริษัท (ประจำประเทศไทย) และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยด้วย ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือน เดือนละ 92,931 บาท เงินทดแทนสำหรับรถยนต์ประจำตำแหน่งเดือนละ 15,000 บาท ค่าน้ำมันรถยนต์ เดือนละ 2,000 บาท ค่าผ่านทางด่วน เดือนละ 1,000 บาท ค่ารับรองลูกค้า เดือนละ 2,000 บาท รวมค่าจ้าง เดือนละ 112,931 บาท นอกจากนี้จำเลยตกลงจ่ายเงินรางวัลค่าตอบแทนพิเศษหรือเงินโบนัสทุก 3 เดือนต่อครั้ง แต่จำเลยยังไม่ได้จ่ายเงินรางวัลของเดือนกรกฎาคม 2545 คิดเฉลี่ยจากเงินที่จำเลยจ่ายครั้งสุดท้ายแล้วเป็นเงิน 90,437 บาท เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า อ้างเหตุว่าโจทก์ติดต่อธุรกิจกับองค์กรของรัฐในทางไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นความเท็จเพื่อต้องการกลั่นแกล้งโจทก์เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ปกติจำเลยจ่ายค่าจ้างทุกวันทำการสุดท้ายของเดือน จำเลยบอกเลิกจ้างโจทก์เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 จึงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2545 จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกรกฎาคม 2545 เต็มเดือน แต่จำเลยจ่ายเพียง 22 วัน จึงต้องจ่ายอีก 9 วัน คิดเป็นเงิน 33,879 บาท ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าสำหรับเดือนสิงหาคม 2545 เป็นเงิน 112,931 บาท รวมสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2545 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2545 เป็นเงิน 146,810 บาท แต่จำเลยไม่ยอมจ่าย จึงต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ของเงินสินจ้างที่ค้างชำระดังกล่าวทุก 7 วัน คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 212,874 บาท โจทก์ทำงานกับจำเลยกว่า 5 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเวลา 180 วัน หรือ 6 เดือน เป็นเงิน 667,586 บาท เงินโบนัส คิดเฉพาะเดือนกรกฎาคม 2545 เป็นเงิน 90,437 บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโจทก์ขอคิดมีกำหนด 10 ปี คิดเป็นเงิน 13,551,721 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชดใช้ทั้งสิ้น 14,432,180.50 บาท และจำเลยได้ยึดนามบัตรลูกค้าของโจทก์ไว้ประมาณ 2,000 แผ่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยให้ดำรงตำแหน่งเดิม ให้จ่ายค่าจ้างและค่าตอบแทนเช่นเดียวกับที่โจทก์เคยได้รับครั้งสุดท้าย มิฉะนั้นให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 13,551,720 บาท สินจ้างค้างชำระ 146,810 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 66,064 บาท รวมเงินสินจ้างค้างชำระพร้อมด้วยเงินเพิ่มเป็นเงิน 212,874.50 บาท และเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทุก 7 วัน ของจำนวนเงิน 146,810 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป และให้จ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 667,586 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยคืนนามบัตรบุคคลต่าง ๆ ที่ติดต่อกับโจทก์ประมาณ 2,000 แผ่น

จำเลยให้การว่า สินจ้างอัตราสุดท้ายของโจทก์ก่อนเลิกจ้างคือ 92,931 บาท จำเลยไม่ได้จัดรถยนต์ประจำตำแหน่งให้โจทก์สำหรับค่าน้ำมัน ค่าผ่านทางด่วนและค่ารับรองนั้น จำเลยจะชดใช้แก่โจทก์ตามที่จ่ายจริง โดยโจทก์ต้องแสดงหลักฐานการจ่ายเงินดังกล่าว ดังนั้น รถยนต์ประจำตำแหน่งและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ดังกล่าวไม่อาจถือว่าเป็นสินจ้างตามกฎหมาย สำหรับเงินโบนัสมีสภาพเป็นสิ่งจูงใจ การจ่ายขึ้นอยู่กับดุลพินิจของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว และเนื่องจากผลประกอบการและกำไรของจำเลยไม่ดีประกอบกับโจทก์ประพฤติผิด และโจทก์ถูกเลิกจ้างก่อนถึงกำหนดจ่ายในเดือนกันยายน โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับโบนัสสำหรับเดือนกรกฎาคม 2545 ทั้งจำนวนเงินโบนัสที่โจทก์คำนวณมาโดยการเฉลี่ย หากโจทก์ไม่ถูกเลิกจ้างก็ไม่อาจได้รับตามที่โจทก์ฟ้องเนื่องจากผลประกอบการในเดือนกรกฎาคมนั้นไม่ดี เหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ เนื่องจากโจทก์มีหน้าที่และความรับผิดชอบสูงกว่าพนักงานโดยทั่วไป มีหน้าที่ในการควบคุมดูแลและบริหารงานของจำเลยด้วยความระมัดระวังและป้องกันมิให้มีการกระทำผิดหรือกระทำอันไม่เหมาะสมเกิดขึ้นแต่โจทก์กลับมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือกระทำอันไม่เหมาะสมในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐในปี 2544 เกี่ยวกับงาน 2 โครงการ สำหรับโครงการที่ 1 โจทก์ได้ติดต่อหางานผ่านผู้จัดหางานซึ่งจะได้รับบำเหน็จจากการทำสัญญา ปรากฏว่าในการชำระเงินบำเหน็จโจทก์ได้ตกลงจ่ายให้แก่บุคคลที่ไม่เปิดเผยชื่อ เมื่อมีการจ่ายเงิน ได้มีการจ่ายเงินให้แก่ผู้ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ควรได้รับเงินดังกล่าวโดยชอบ สำหรับโครงการที่ 2 ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนร่วมหรือรู้เห็น แต่ไม่ป้องกันหรือรายงานต่อจำเลยในการกระทำที่ไม่เหมาะสมและอาจขัดต่อกฎหมายและนโยบายของจำเลยหลายประการ การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้จำเลยเสียหาย ฝ่าฝืนระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยอย่างร้ายแรง เป็นการประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยดำเนินการสอบสวนและให้โอกาสโจทก์เต็มที่ในการอธิบาย แต่ผลของการสอบสวนทำให้จำเลยเชื่อหรือมีเหตุควรเชื่อได้ว่า โจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนรู้เห็นการกระทำความผิด จำเลยจึงต้องเลิกจ้างโจทก์ โดยได้ส่งจดหมายบอกกล่าวเลิกจ้างลงนามโดยผู้มีอำนาจในวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าดอกเบี้ย โบนัสสำหรับเดือนกรกฎาคม 2545 และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม อีกทั้งนามบัตรที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องโจทก์ได้รับจากบุคคลภายนอกขณะทำงานให้จำเลยเป็นตัวแทนของจำเลย จึงเป็นของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 540,000 บาท ค่าชดเชยเป็นเงิน 647,586 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี เฉพาะของค่าชดเชยนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 สิงหาคม 2545) เป็นต้นไป และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 143,908 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ศาลแรงงานกลางต้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า แม้ในคำขอบังคับท้ายฟ้องโจทก์จะไม่ขอให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องเรื่องเงินโบนัสและมีคำขอส่วนนี้มาในคำฟ้องโจทก์ข้อ 4.3 และในหน้า 7 บรรทัดที่ 2 นับจากข้างล่างก็ได้กล่าวถึงจำนวนเงินโบนัสที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่โจทก์ และในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทข้อ 4 เรื่องเงินโบนัสไว้ด้วย ศาลแรงงานกลางจึงต้องพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสตามประเด็นข้อพิพาทให้แก่โจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว ที่โจทก์อ้างว่าโจทก์มีคำขอในคำฟ้องข้อ 4.3 และในหน้า 7 บรรทัดที่ 2 นับจากข้างล่าง และศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นเรื่องเงินโบนัสไว้นั้น ปรากฏว่าคำฟ้องโจทก์ ข้อ 4.3 และคำบรรยายฟ้องในหน้า 7 ดังกล่าวเป็นเพียงการบรรยายถึงการรับผิดของจำเลยที่มีต่อโจทก์และสิทธิของโจทก์ที่ควรจะได้รับ โดยไม่มีคำขอบังคับให้จำเลยต้องรับผิดในเงินโบนัสต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น "มาตรา 142 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อแต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง..." เห็นว่า แม้คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับเรื่องเงินโบนัสโจทก์ได้บรรยายถึงสิทธิของโจทก์ที่จะได้เงินจากจำเลยเป็นจำนวนเท่าใด อันเป้นการแสดงโดยชัดถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา แต่โจทก์ไม่ได้ขอให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ในคำขอท้ายคำฟ้อง ศาลแรงงานกลางจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ได้ เพราะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง คดีนี้แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดเป็นประเด็นข้อ 4 ว่า จำเลยจะต้องจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์หรือไม่ก็ตาม การกำหนดประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ศาลแรงงานกลางกำหนดไว้ผิดหลงไปเท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางไม่พิพากษาบังคับให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสตามฟ้องให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อสุดท้ายว่าศาลแรงงานกลางต้องพิพากษาให้จำเลยคืนนามบัตรของลูกค้าที่โจทก์ติดต่อประมาณ 2,000 กว่าแผ่นให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า นามบัตรของลูกค้าดังกล่าวเป็นของโจทก์ จึงต้องพิพากษาให้จำเลยคืนนามบัตรเหล่านั้นให้แก่โจทก์นั้น พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ..." หมายความว่า โจทก์จะขอให้ศาลบังคับให้จำเลยชำระหนี้อะไร หรือกระทำการใด หรืองดเว้นกระทำการใด ก็ต้องบรรยายให้แจ้งชัดในคำขอบังคับท้ายคำฟ้องและพิสูจน์ให้เห็นตามคำขอบังคับนั้น เพื่อให้จำเลยปฏิบัติตามคำบังคับของศาลที่ออกตามคำพิพากษาได้อย่างถูกต้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลก็สามารถบังคับคดีได้ คดีนี้แม้โจทก์จะได้บรรยายว่า จำเลยยึดนามบัตรของลูกค้าประมาณ 2,000 แผ่น ที่ติดต่อกับโจทก์ไว้ และมีคำขอบังคับท้ายคำฟ้องขอให้จำเลยคืนนามบัตรประมาณ 2,000 แผ่นนั้น ให้แก่โจทก์ แต่ศาลแรงงานกลางรับข้อเท็จจริงว่า นามบัตรของลูกค้าที่โจทก์ติดต่อมีประมาณ 2,000 กว่าแผ่น แต่ไม่ทราบว่านามบัตรเหล่านั้นมีชื่ออะไรบ้าง และนางรุ่งระวีไม่ยอมให้โจทก์นำนามบัตรเหล่านั้นออกไป เห็นว่า โจทก์ไม่สามารถนำสืบให้เห็นว่านามบัตรที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนให้โจทก์นั้น เป็นนามบัตรของใครบ้าง ศาลย่อมไม่สามารถบังคับให้จำเลยคืนนามบัตรที่ถูกต้องให้แก่โจทก์ หากศาลพิพากษาให้ตามคำขอของโจทก์ จำเลยก็ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ การที่ศาลแรงงานกลางไม่พิพากษาบังคับให้จำเลยคืนนามบัตรประมาณ 2,000 แผ่น ให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมงคล เอกสินิทธ์กุล
จำเลย — บริษัทยูนิกราฟิคส์ โซลูชั่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 256/2548
#269398
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นหัวหน้าสินเชื่อมีหน้าที่ในการพิจารณา กลั่นกรอง ตรวจสอบ ควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบ แบบแผน คำสั่ง และวิธีปฏิบัติของธนาคารจำเลยอย่างเคร่งครัด แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยให้มีการปล่อยสินเชื่อไปอย่างเร่งรีบ ไม่ตรวจสอบการวิเคราะห์สินเชื่อและผ่านงานเสนอขออนุมัติสินเชื่อไปโดยไม่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบให้รอบคอบ การปล่อยสินเชื่อโครงการมีการตีราคาประเมินสูงกว่าความเป็นจริง งดเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องตรงตามระเบียบของธนาคารจำเลย การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบคำสั่งและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย จนทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเกิดหนี้ค้างชำระเป็นจำนวนมาก แม้จะไม่มีพฤติการณ์ว่าโจทก์ตั้งใจหรือเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บุคคลเป็นพิเศษ แต่การทำงานที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่และทำงานผิดพลาดของโจทก์เช่นนี้ ย่อมมีเหตุที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควร มิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายหรือรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและเสียหาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ พ. 145/2544 และที่ พ. 31/2545 และขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานโดยมีตำแหน่งและอัตราเงินเดือนเทียบเท่าไม่ต่ำกว่าตำแหน่งและเงินเดือนครั้งสุดท้ายของโจทก์เสมือนหนึ่งโจทก์มิได้ถูกคำสั่งให้ออกจากการเป็นลูกจ้างของจำเลย และให้จำเลยจ่ายเงินเดือนตั้งแต่ถูกเลิกจ้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 223,458 บาท และหลังจากวันฟ้องถึงวันที่จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานรวมทั้งให้จำเลยจ่ายเงินโบนัสของปี 2544 จำนวน 4.5 เท่าของเงินเดือน เป็นเงิน 97,200 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ พ. 145/2544 และคำสั่งที่ พ.31/2545 และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราเงินเดือนเทียบเท่าไม่ต่ำกว่าเดิมและนับอายุงานต่อเนื่องพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายในระหว่างถูกเลิกจ้างเป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งหัวหน้าพนักงานสินเชื่อที่ธนาคารจำเลยสาขาลำปาง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้ช่วยผู้จัดการที่ธนาคารจำเลย สาขาลำปาง ได้ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 21,600 บาท จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2544 ตามคำสั่งที่ พ. 145/2544 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ต่อมาจำเลยมีคำสั่งที่ พ. 31/2545 ตามเอกสารหมาย ล.51 ให้ยืนตามคำสั่งเดิม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ และมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ พ. 145/2544 และที่ พ. 31/2545 หรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนจำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ตามคำสั่งที่ พ. 145/2544 ฝ่ายตรวจสอบของจำเลยได้ไปตรวจสอบที่ธนาคารจำเลยสาขาลำปางแล้วทำบันทึกเสนอกรรมการผู้จัดการจำเลยว่าการปล่อยสินเชื่อของธนาคารจำเลยสาขาลำปางในโครงการพิมานธานีน่าจะมีความผิดพลาด 2 ประการ คือมีการใช้พนักงานผิดประเภทไปประเมินราคาที่ดินของโครงการ และมีการสรุปวิเคราะห์สินเชื่อผิดพลาดทำให้เกิดหนี้ค้างชำระจำนวนมาก จำเลยจึงแต่งตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งที่ พ. 171/2541 คณะกรรมการดังกล่าวได้ไปสอบสวนข้อเท็จจริงที่ธนาคารจำเลยสาขาลำปาง โดยสอบพนักงานธนาคารและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง แล้วสรุปข้อเท็จจริงทำรายงานแก่จำเลยว่าการปล่อยสินเชื่อของธนาคารจำเลยสาขาลำปาง ในโครงการพิมานธานีได้มีการทำผิดระเบียบวิธีปฏิบัติของจำเลย จำเลยจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยพนักงานธนาคารจำเลยสาขาลำปางจำนวน 4 คน คือโจทก์ นายบรรพต ธีระชาญณรงค์ นางบุษกร อู่เงิน และนางรุจา สุพรหมมา คณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยทำการสอบสวนเสร็จแล้วได้ทำบันทึกเสนอจำเลยว่าโจทก์ละเลยขาดความระมัดระวังในการพิจารณากลั่นกรองและตรวจสอบในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อปล่อยให้มีการสรุป วิเคราะห์ และผ่านงานเสนอขออนุมัติปล่อยสินเชื่อด้วยความเร่งรีบไม่เป็นไปตามระเบียบ แบบแผน คำสั่ง และวิธีปฏิบัติของธนาคารจำเลย ทำให้ธนาคารจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2544 ตามคำสั่งที่ พ. 145/2544 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่จำเลยมีคำสั่งที่ พ. 31/2545 ให้ยืนตามคำสั่งเดิม เห็นว่า โจทก์เป็นหัวหน้าสินเชื่อมีหน้าที่ในการพิจารณา กลั่นกรอง ตรวจสอบ ควบคุมการปล่อยสินเชื่อให้ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบ แบบแผน คำสั่ง และวิธีปฏิบัติของธนาคารจำเลยอย่างเคร่งครัด แต่โจทก์กลับปล่อยปละละเลยให้มีการปล่อยสินเชื่อไปอย่างเร่งรีบ ไม่ตรวจสอบการวิเคราะห์สินเชื่อและผ่านงานเสนอขออนุมัติสินเชื่อไปโดยไม่พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบให้รอบคอบ อีกทั้งโจทก์ยอมรับว่าการปล่อยสินเชื่อโครงการพิมานธานีมีการตีราคาประเมินสูงกว่าความเป็นจริง และยอมรับว่าโจทก์ได้งดเว้น ละเลย ไม่ตรวจสอบเอกสารให้ถูกต้องตรงตามระเบียบของธนาคารจำเลย การกระทำของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คำสั่งและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจนทำให้จำเลยได้รับความเสียหายเกิดหนี้ค้างชำระจำนวนมาก แม้จะไม่มีพฤติการณ์ว่าโจทก์ตั้งใจหรือเจตนาเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดเป็นพิเศษ แต่การทำงานที่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ และทำงานผิดพลาดของโจทก์เช่นนี้ ย่อมมีเหตุที่จำเลยจะไม่ไว้วางใจให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุผลอันสมควรมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าเสียหายหรือรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลย จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งจำเลยที่ พ. 145/2544 และคำสั่งที่ พ. 31/2545 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับจำเลยพร้อมทั้งจ่ายค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานกับโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพีรณัฐ เวียงนาค
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 253/2548
#113281
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อบุหรี่จากโจทก์ร่วมและออกเช็คพิพาทชำระหนี้ จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโรงงานยาสูบย่อมฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมเป็นตัวแทน เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา สมาคม สโมสรยาสูบเชียงใหม่ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 (5) ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้ซื้อบุหรี่จากโจทก์ร่วมและออกเช็คพิพาทชำระหนี้ จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโรงงานยาสูบ ย่อมฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นตัวแทนของโรงงานยาสูบ กระทรวงการคลัง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น เป็นการโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงว่าโจทก์ร่วมเป็นตัวแทนเพื่อนำขึ้นสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกามาก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — สมาคมสโมสรยาสูบเชียงใหม่
จำเลย — นายบัณลือศักดิ์ จิระวัฒนากุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงจังหวัดเชียงใหม่ — นายวิทยา จันทร์ชื่น
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสู่บุญ วุฒิวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2548
#269394
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยสมัครใจตกลงเข้าทำสัญญาเพื่อรับทุนจากโจทก์ไปศึกษาต่อต่างประเทศเองโดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยผิดสัญญา จำเลยยอมให้เรียกตัวกลับหรือปลดออกจากราชการได้ และจำเลยยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 3 เท่าของเงินทุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไป แต่เมื่อเป็นกรณีเกี่ยวกับข้อตกลงสำหรับความเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับแล้ว เมื่อเห็นว่าสูงเกินส่วนศาลย่อมสามารถลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

จำนวนเงินค่าเสียหายที่ศาลกำหนดรวมทั้งเบี้ยปรับเป็นหนี้เงิน โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีทั้งจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่เพียงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนักเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรือกองทัพเรือ ซึ่งเป็นส่วนราชการของโจทก์ จำเลยได้รับทุนจากโจทก์ให้ไปศึกษาที่โรงเรียนนายเรือประเทศสเปนมีกำหนดเวลาประมาณ 6 ปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2536 โดยจำเลยทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่า หากจำเลยต้องยุติการศึกษาไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม จำเลยจะกลับมารายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการกับโจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่สิ้นสุดการศึกษา และหากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยอมให้เรียกตัวกลับหรือปลดออกจากราชการได้ และจำเลยยอมชดใช้เงินให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 3 เท่า ของเงินทุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไป โจทก์จัดให้จำเลยเดินทางไปประเทศสเปนเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2536 และเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนนายเรือ ประเทศสเปน จนถึงวันที่ 26 สิงหาคม 2539 หลังจากนั้นจำเลยขาดสอบและไม่ไปรายงานตัวเพื่อกลับเข้าศึกษาต่อโดยไม่มีเหตุอันควร โรงเรียนนายเรือ ประเทศสเปน จึงมีคำสั่งปลดจำเลยออกจากการเป็นนักเรียนนายเรือตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2539 ซึ่งต่อมาจำเลยถูกปลดออกจากการเป็นนักเรียนนายเรือของกองทัพเรือตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2539 เช่นเดียวกัน โจทก์จ่ายเงินทุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาแทนจำเลย คือค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายประจำตัว ค่าเครื่องแต่งตัว ค่าตำราเรียน และอุปกรณ์การศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าเล่าเรียนและค่าบำรุงการศึกษารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,360,650.61 บาท ซึ่งจำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาเป็นจำนวน 3 เท่า รวมเป็นเงิน 4,081,951.83 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระตามหนังสือทวงถาม คิดเป็นเงินดอกเบี้ย 25,162.71 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ย 4,107,114.54 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 4,081,951.83 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,660,651.61 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,360,650.61 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,721,301.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,360,650.61 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์เพียงว่า สมควรกำหนดเบี้ยปรับจำเลยเต็มจำนวนตามสัญญา สำหรับผู้ที่ทางราชการส่งไปศึกษาและรับโอนเข้าศึกษาในต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 6 คือสามเท่าของเงินทุนค่าใช่จ่ายในการศึกษาที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยหรือไม่เพียงใด เห็นว่า แม้จำเลยสมัครใจตกลงเข้าทำสัญญากับโจทก์เอง แต่เมื่อเป็นกรณีเกี่ยวกับข้อตกลงสำหรับความเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าอันมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับแล้ว เมื่อเห็นว่าสูงเกินส่วนศาลย่อมสามารถลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ โดยพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี จำเลยมีรายได้น้อยพยายามประกอบอาชีพสุจริต ศึกษาเล่าเรียนหาความรู้ เมื่อถูกฟ้องจำเลยก็มิได้ให้การต่อสู้คดี แต่แถลงยอมรับว่าเป็นผู้ผิดสัญญาทุกประการเพียงขอพิจารณาลดเบี้ยปรับให้จำเลย ทั้งมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์แก้ฎีกาแต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการผิดสัญญาของจำเลยมีมากกว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาหลายเท่าดังที่โจทก์อ้างอย่างไร การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยรับผิดชำระเงินให้โจทก์อีก 1 เท่าของเงินทุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาที่โจทก์จ่ายแทนจำเลยไปรวมเป็นเงิน 2,721,301.22 บาท จึงเป็นจำนวนพอสมควรแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำนวนเงินค่าเสียหายที่กำหนดนั้นเป็นหนี้เงินซึ่งโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ทั้งจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยดังกล่าวในต้นเงิน 1,360,650.61 บาท เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,721,301.22 บาท นับแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2543 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กระทรวงกลาโหม
จำเลย — นายดนัย แก้วเล็ก
ชื่อองค์คณะ
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
พิชิต คำแฝง
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2548
#113118
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาว่าร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 คดีไม่มีมูล จึงประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำสั่งของศาลชั้นต้นให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 มีผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่อาจนำมาผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิด จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะฟังในคดีแพ่งว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ระหว่างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 407/2540 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 มีมูล แต่คดีโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล จึงประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมชี้ให้เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่อาจนำมาผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิด จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะฟังในคดีนี้ได้ว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคล่อง เดชนุ้ย
จำเลย — นายจิรศักดิ์ ฐิติปรีชานนท์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายทวีศักดิ์ สุขชุ่ม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายเฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2548
#267050
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ แต่โจทก์ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายชื่อไว้ไปใช้ทำการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อโจทก์หรือไม่และเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ไม่ใช่ลายมือชื่อปลอมจึงพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ทำการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ยินยอมหรือไม่ เมื่อปัญหาว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปใช้โดยโจทก์มิได้ยินยอมเป็นข้อที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง ไม่เป็นประเด็นที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องวินิจฉัย ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารให้ประทับฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่อาจนำมาผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิด จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะฟังในคดีแพ่งได้ว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม

ฎีกาโจทก์ในส่วนที่คัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งข้อ มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงไว้ว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไร เป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 713 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2539 โจทก์ตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ในราคา 2,600,000 บาท ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำจำนวน 200,000 บาท กำหนดจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและรับเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือในวันที่ 16 สิงหาคม 2539 แต่หลังจากครบกำหนดวันจดทะเบียนโอนสิทธิครอบครอง จำเลยที่ 1 ขอเลื่อนนัดหลายครั้งจนกระทั่งโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) คืนแก่โจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 407/2540 ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวปลอมแล้วจำเลยทั้งสองนำหนังสือมอบอำนาจไปทำนิติกรรมโอนขายที่ดินให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 ซึ่งเป็นวันก่อนถึงวันนัดโอนสิทธิครอบครองตามสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญามัดจำจำเลยที่ 1 ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อโจทก์จริง และจำเลยที่ 2 ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จว่าขอยืนยันว่าจำเลยที่ 2 ได้ติดต่อซื้อขายที่ดินกับโจทก์โดยตรง ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการทุจริตปิดบังเอาทรัพย์ของโจทก์หรือผลประโยชน์ของโจทก์ไป จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้แทนโจทก์ในการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 713 เลขที่ดิน 263 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ระหว่างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในที่ดินพิพาทและโจทก์รู้เห็นยินยอมในการที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินมาขายให้จำเลยที่ 2 ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิต่อเจ้าพนักงานโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่ง หมายเลขแดงที่ 407/2540 ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้ำ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยรับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า หนังสือมอบอำนาจที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำการโอนสิทธิครอบครองแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ไม่ได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจด้วย หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอมนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อโจทก์ในหนังสือมอบอำนาจ แต่ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการฎีกาในทำนองว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ทำการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ยินยอม ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเฉพาะปัญหาที่ว่าลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นลายมือชื่อโจทก์หรือไม่และเชื่อว่าเป็นลายมือชื่อของโจทก์ไม่ใช่ลายมือชื่อปลอมจึงพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์ลงลายมือชื่อไว้ไปใช้ทำการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์ไม่ยินยอมหรือไม่ เมื่อปัญหาว่าจำเลยที่ 1 นำหนังสือมอบอำนาจของโจทก์ไปใช้โดยโจทก์มิได้ยินยอมเป็นข้อที่โจทก์มิได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง ปัญหานี้จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องวินิจฉัย ดังนั้น ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 มีมูล แต่คดีโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล จึงประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมชี้ให้เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ. 11 เป็นหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่อาจนำมาผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิด จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะฟังในคดีนี้ได้ว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาโจทก์ข้อสุดท้ายมีข้อความที่คัดลอกข้อความในอุทธรณ์มาทั้งข้อ มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงไว้ว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบอย่างไรจึงเป็นฎีกาไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคล่อง เดชนุ้ย
จำเลย — นายจิรศักดิ์ ฐิติปรีชานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2548
#269391
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาว่าร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 คดีไม่มีมูล จึงประทับฟ้องจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 มีผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่อาจนำมาผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำผิด จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะฟังในคดีแพ่งว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 713 เลขที่ดิน 263 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ระหว่างโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับมอบอำนาจกับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่โจทก์ฎีกาข้อต่อไปว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองในข้อหาร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 มีมูล แต่คดีโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล จึงประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และยกฟ้องจำเลยที่ 2 ย่อมชี้ให้เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นหนังสือมอบอำนาจปลอมนั้น เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 มีผลให้คดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ว่าหนังสือมอบอำนาจปลอมหรือไม่ และคดีสำหรับจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ถึงที่สุด ทั้งไม่อาจนำมาผูกพันจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำผิด จึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่จะฟังในคดีนี้ได้ว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคล่อง เดชนุ้ย
จำเลย — นายจิรศักดิ์ ฐิติปรีชานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
จิระวรรณ ศิริบุตร
เกษม เวชศิลป์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 247/2548
#269357
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นแชร์โดยโจทก์เป็นนายวงแชร์ ตามข้อตกลงเมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้ จำเลยจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ยึดถือไว้ภายหลังที่จำเลยได้รับเงินแชร์จากโจทก์ ดังนั้น ข้อความในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกก็คือจำนวนเงินค่าแชร์ที่จำเลยจะต้องชำระคืนแก่โจทก์ พฤติการณ์เท่ากับว่าจำเลยได้ยินยอมให้โจทก์กรอกจำนวนเงินค่าแชร์ที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระคืนตามความเป็นจริงนั่นเอง เมื่อได้ความว่า จำเลยจะต้องชำระคืนเงินค่าแชร์เป็นจำนวน 82,800 บาท และโจทก์กรอกจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้ตรงกับมูลหนี้ที่แท้จริง สัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยกู้เงินไปจากโจทก์ 82,800 บาท คิดดอกเบี้ยตามกฎหมาย ชำระทุกเดือน ชำระต้นเงินคืนให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ภายหลังจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์บางส่วน โจทก์ทวงถามแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 109,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 82,800 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ จำเลยและพวกร่วมกันเล่นแชร์ 36 มือ โจทก์เป็นนายวงแชร์ แชร์มือละ 1,000 บาท ประมูลแชร์เดือนละ 1 ครั้ง จำเลยประมูลแชร์ได้ในเดือนที่ 5 เสียค่าดอก 1,671 บาท โจทก์ให้จำเลยลงชื่อช่องผู้กู้ในสัญญากู้โดยมิได้กรอกข้อความ ต่อมาจำเลยผ่อนค่าแชร์ทั้งหมด 31 งวด รวมเป็นเงิน 82,801 บาท ให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่ได้คืนสัญญากู้ให้จำเลยกลับนำสัญญากู้มากรอกข้อความโดยที่จำเลยไม่ทราบและจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ สัญญากู้เป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 79,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์จำเลยกับพวกร่วมกันเล่นแชร์ โดยโจทก์เป็นนายวงแชร์ แชร์มือละ 1,000 บาท จำเลยประมูลแชร์ได้ยอมเสียดอกเบี้ย 1,671 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระ 82,801 บาท ประเด็นแห่งคดีที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า สัญญากู้เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยได้ความว่า เมื่อจำเลยประมูลแชร์ได้จำเลยจะต้องลงลายมือชื่อในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความให้โจทก์ยึดถือไว้ภายหลังที่จำเลยได้รับเงินค่าแชร์จากโจทก์ในฐานะนายวงแชร์ ดังนั้นข้อความในสัญญากู้ที่ยังไม่ได้กรอกก็คือจำนวนเงินค่าแชร์ที่จำเลยจะต้องชำระคืนแก่โจทก์ในฐานะนายวงแชร์ พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวก็เท่ากับว่าจำเลยได้ยินยอมให้โจทก์กรอกจำนวนเงินค่าแชร์ที่จำเลยจะต้องรับผิดชำระคืนตามความเป็นจริงนั่นเอง ซึ่งตามพยานหลักฐานแห่งคดีได้ความว่า จำเลยจะต้องชำระคืนเงินค่าแชร์เป็นจำนวน 82,800 บาท เมื่อโจทก์กรอกจำนวนเงินกู้ลงในสัญญากู้ว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไป 82,800 บาท ซึ่งตรงกับมูลหนี้ที่แท้จริง สัญญากู้จึงไม่ใช่เอกสารปลอม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ดังกล่าวแก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในประการต่อมาว่าจำเลยได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ จำเลยนำสืบลอย ๆ เพียงว่าจำเลยชำระหนี้ค่าแชร์ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยไม่ปรากฏหลักฐานการรับชำระหนี้จากโจทก์ หรือโจทก์ได้เวนคืนสัญญากู้ให้แก่จำเลย ข้อนำสืบของจำเลยจึงรับฟังไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ตามสัญญากู้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิมลวรรณ นาพอ
จำเลย — นางพิศมัย ทองย้อย
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 237/2548
#267511
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 และพ้นจากสมาชิกภาพเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ผู้ร้องยังได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2547 ก่อนวันที่ผู้ร้องจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย สมาชิกภาพของผู้ร้องจึงหาได้สิ้นสุดลงตามข้อบังคับของพรรคชาติไทย ข้อ 14 (5) ที่กำหนดว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง เมื่อสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่น ดังที่ผู้ร้องอ้างแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ในวันที่ผู้ร้องพ้นจากสมาชิกภาพของพรรคชาติไทย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 11 มกราคม 2548 ผู้ร้องจึงมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนี้ มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยหรือไม่ ในปัญหานี้ผู้ร้องแถลงรับว่า ผู้ร้องได้ยื่นหลักฐานการสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยไว้ ส่วนการที่พรรคชาติไทยจะรับสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อใดนั้นผู้ร้องไม่ทราบ และวัน เดือน ปี ที่เข้าเป็นสมาชิกและลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยนั้นก็คลาดเคลื่อน ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองเป็นข้อมูลที่หัวหน้าพรรคชาติไทยแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบตามหน้าที่ ข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งผู้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นหรือรับรอง หรือสำเนาอันรับรองถูกต้องแห่งเอกสารนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้อง เป็นหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ถูกอ้างเอกสารนั้นมายัน ต้องนำสืบความไม่บริสุทธิ์หรือความไม่ถูกต้องแห่งเอกสาร ตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 เมื่อผู้ร้องโต้แย้งแต่เพียงลอยๆ ว่า วัน เดือน ปี ที่เข้าเป็นสมาชิกและลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยที่ปรากฎในข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองนั้นคลาดเคลื่อน จึงไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองว่า ผู้ร้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2547 และพ้นจากสมาชิกภาพเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ผู้ร้องยังได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2547 ก่อนวันที่ผู้ร้องจะไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย สมาชิกภาพของผู้ร้องจึงหาได้สิ้นสุดลงตามข้อบังคับของพรรคชาติไทย ข้อ 14 (5) ดังที่ผู้ร้องอ้างแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น ในวันที่ผู้ร้องพ้นจากสมาชิกภาพของพรรคชาติไทย เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2547 ถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 11 มกราคม 2548 ผู้ร้องจึงมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจัการไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบแล้ว

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสรเดช มานะมีเงินทอง
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 7
ผู้คัดค้าน — จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 235/2548
#272144
เปิดฉบับเต็ม

เดิมผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ เมื่อพรรคความหวังใหม่ไปรวมเข้าเป็นพรรคเดียวกับพรรคไทยรักไทย ผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นหลักตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 73 วรรคสอง ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องเพิ่งยื่นหนังสือขอลาออกจากพรรคไทยรักไทยในวันที่ 14 มกราคม 2548 นับแต่วันที่ผู้ร้องลาออกจากพรรคไทยรักไทยถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่ถึง 90 วัน ผู้ร้องจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดเชียงใหม่

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2548 ผู้คัดค้านมีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ผู้ร้องมิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองพรรคใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขาดคุณสมบัติมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียว นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่เมื่อใด พิเคราะห์แล้ว เห็นสมควรวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยและผู้ร้องลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยแล้วหรือไม่ ข้อนี้ผู้ร้องนำสืบรับว่า เดิมผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ ต่อมาพรรคความหวังใหม่รวมเข้าเป็นพรรคเดียวกับพรรคไทยรักไทย แต่ผู้ร้องไม่ได้ลงลายชื่อยินยอมให้พรรคความหวังใหม่รวมเข้าเป็นพรรคเดียวกับพรรคไทยรักไทย ผู้ร้องจึงถือว่าผู้ร้องไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อนายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 71 แล้ว ให้นายทะเบียนดำเนินการตามมาตรา 65 วรรคสอง เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคการเมืองที่รวมเข้ากันเป็นอันยุบไป โดยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองเดิมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งขึ้นหรือเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคการเมืองอื่นในกรณีที่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองและสมาชิกพรรคการเมืองเดิมเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหม่ที่จัดตั้งขึ้น และให้บรรดาทรัพย์สินหนี้สิน สิทธิ และความรับผิดของพรรคการเมืองเดิมโอนไปเป็นของพรรคการเมืองใหม่ตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง... และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 73 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่การรวมพรรคการเมืองเป็นการรวมพรรคการเมืองหนึ่งหรือหลายพรรคการเมืองเข้าเป็นพรรคการเมืองเดียวกันกับอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่เป็นหลักให้พรรคการเมืองที่จะรวมกัน ขอความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่แต่ละพรรคการเมือง และมาตรา 73 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อที่ประชุมใหญ่ของแต่ละพรรคการเมืองเห็นชอบให้รวมกันแล้ว ให้หัวหน้าพรรคการเมืองที่จะรวมกันทุกพรรคการเมืองร่วมกันแจ้งการรวมพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนและให้นายทะเบียนดำเนินการตามมาตรา 65 วรรคสอง เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคการเมืองที่รวมเข้ากับอีกพรรคการเมืองที่เป็นหลักนั้นยุบไปนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งและให้นำมาตรา 72 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่ในขณะนั้น เมื่อพรรคความหวังใหม่ไปรวมเข้าเป็นพรรคเดียวกับพรรคไทยรักไทย ผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เป็นหลักตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 มาตรา 73 วรรคสอง ประกอบมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แม้จะปรากฏจากพยานหลักฐานของผู้คัดค้านซึ่งเป็นหนังสือของผู้ร้องขอย้ำการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งในเอกสารดังกล่าวมีใจความว่าผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย เมื่อเดือนเมษายน 2547 แต่ผู้ร้องก็ไม่ได้นำหนังสือขอลาออกดังกล่าวมาแสดงต่อศาล เมื่อพิจารณาหนังสือของนายสุริยะเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ลงวันที่ 14 มกราคม 2548 ที่มีถึงผู้ร้องเกี่ยวกับการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องในย่อหน้าที่ 1 ตอนท้าย มีข้อความว่า ...สมาชิกภาพของท่านจะสิ้นสุด ณ วันที่ท่านแจ้งมาต่อไป ข้อเท็จจริงจึงไม่พอรับฟังว่าผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนเมษายน 2547 นอกจากนี้ผู้ร้องเองยังนำสืบว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องไปยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย พยานหลักฐานของผู้ร้องไม่พอฟังว่าผู้ร้องได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยแล้ว ตั้งแต่เดือนเมษายน 2547 แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องเพิ่งยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยในวันที่ 14 มกราคม 2548 นับแต่วันที่ผู้ร้องลาออกจากพรรคไทยรักไทยถึงวันที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2548 ผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคความหวังใหม่เพียงพรรคเดียวเป็นเวลาติดต่อกันถึงวันสมัครรับเลือกตั้งไม่ถึง 90 วัน ผู้ร้องจึงเป็นผู้ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครและไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งชอบแล้ว

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107 (4)
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 73
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายณรงค์ นิยมไทย
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4
ผู้คัดค้าน — จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สบโชค สุขารมณ์
พีรพล พิชยวัฒน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2548
#113349
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อนายอำเภอไว้โดยชอบแล้ว นายอำเภอซึ่งเป็นนายทะเบียนอำเภอตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (4) ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบุคคลรับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการพิจารณาการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2543 ข้อ 3 มีหน้าที่พิจารณาเหตุของการไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าเป็นเหตุอันสมควรหรือไม่ ตามข้อ 6 กับข้อ 12 แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้แจ้งเหตุทราบโดยเร็ว แต่นายทะเบียนอำเภอไม่ได้พิจารณาคำร้องของผู้ร้องเพราะเจ้าหน้าที่อำเภอไม่ได้นำหนังสือของผู้ร้องเสนอต่อนายทะเบียนอำเภอ เนื่องจากหนังสือดังกล่าวสูญหาย อันเป็นความผิดพลาดของฝ่ายนายทะเบียนอำเภอที่ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ดังนี้ การจัดให้ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ของฝ่ายผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ผู้ร้องจึงไม่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 23 (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้าน รับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหนังสือของผู้ร้องที่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อนายอำเภอสิงหนครนั้นเป็นการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลที่คณะกรรมการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 21 และมาตรา 22 โดยชอบเพราะนายอำเภอสิงหนครเป็นนายทะเบียนอำเภอตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 8 (4) ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการพิจารณาการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2543 ข้อ 3 นายทะเบียนอำเภอเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบุคคลรับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และข้อ 6 ให้นายทะเบียนอำเภอพิจารณาเหตุของการไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับข้อ 12 ให้นายทะเบียนอำเภอพิจารณาว่า เหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งตามข้อ 11 เป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ โดยมีแนวทางตามข้อ 6 แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้แจ้งเหตุทราบโดยเร็ว เมื่อผู้ร้องยื่นหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อนายอำเภอสิงหนครไว้โดยชอบแล้ว นายอำเภอสิงหนครซึ่งเป็นนายทะเบียนอำเภอจะต้องวินิจฉัยว่าเหตุที่ผู้ร้องอ้างนั้นเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทราบโดยเร็ว แต่นายทะเบียนอำเภอไม่ได้พิจารณาคำร้องของผู้ร้องเพราะเจ้าหน้าที่อำเภอสิงหนครไม่ได้นำหนังสือของผู้ร้องเสนอต่อนายทะเบียนอำเภอ เนื่องจากหนังสือดังกล่าวสูญหาย อันเป็นความผิดพลาดของฝ่ายนายทะเบียนอำเภอ ซึ่งนายทะเบียนอำเภอได้ยอมรับความผิดพลาดดังกล่าวที่ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ดังนี้ การจัดให้ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ของฝ่ายผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ผู้ร้องจึงไม่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 23 (3) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 การที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ในเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 68 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23 (3)
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 8 (4)
ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการพิจารณาการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2543 ม. 3 ม. 6 ม. 11 ม. 12
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิรัช นาโค
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สมชาย จุลนิติ์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 234/2548
#270466
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อนายอำเภอซึ่งเป็นนายทะเบียนอำเภอและเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบุคคลรับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการพิจารณาการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ ตามระเบียบดังกล่าวนายทะเบียนอำเภอจะต้องวินิจฉัยว่าเหตุที่ผู้ร้องอ้างนั้นเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทราบ แต่เจ้าหน้าที่อำเภอไม่ได้นำหนังสือของผู้ร้องเสนอต่อนายทะเบียนอำเภอ เนื่องจากหนังสือดังกล่าวสูญหาย อันเป็นความผิดพลาดของฝ่ายนายทะเบียนอำเภอ เป็นเหตุให้ผู้ร้องมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การจัดให้ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิดังกล่าวจึงไม่ชอบ ผู้ร้องจึงไม่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 23 (3) แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 ผู้ร้องได้ยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตในเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร โดยสังกัดพรรคชาติไทย ต่อมาวันที่ 18 มกราคม 2548 ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้านได้ออกประกาศการรับสมัครเลือกตั้ง แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง การรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 8 (15) เป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ที่แก้ไขแล้ว ด้วยเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 5 ตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ร้องนั้น แต่ผู้ร้องได้แจ้งเหตุที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันดังกล่าว เนื่องจากผุ้ร้องประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ให้แก่นายอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ทราบแล้วเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2547 ผู้ร้องตรวจสอบข้อมูลพบว่าผู้ร้องเป็นผู้เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจึงได้ไปติดต่อขอให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลาแก้ไขให้ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสงขลาได้มีหนังสือหารือมายังประธานกรรมการการเลือกตั้งว่า ผู้ร้องจะมีสิทธิดำเนินการในการขอยกเลิกการเป็นบุคคลผู้เสียสิทธิหรือไม่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติว่ากรณีนี้มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งเป็นผู้ตรวจสอบหลักฐานการสมัครและคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตไม่คืนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งให้แก่ผู้ร้อง และมีคำสั่งไม่รับผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคำสั่งที่คลาดเคลื่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและตามที่คู่ความแถลงรับกันฟังได้ว่า ผู้ร้องไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 5 ตำบลชิงโค อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของผู้ร้องในขณะนั้น ต่อมาวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ได้รับหนังสือของผู้ร้องลงวันที่ 8 มกราคม 2544 ที่แจ้งต่อนายอำเภอสิงหนครว่า ในวันที่ 5 มกราคม 2544 ผู้ร้องได้รับอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 6 มกราคม 2544 ได้ จึงแจ้งมายังนายอำเภอสิงหนครเพื่อไม่ให้เสียสิทธิตามกฎหมายเลือกตั้ง แต่เจ้าหน้าที่ผู้รับหนังสือดังกล่าวของผู้ร้องไม่ได้นำเสนอหนังสือดังกล่าวให้นายทะเบียนอำเภอตรวจสอบพิจารณา มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เห็นว่า หนังสือของผู้ร้องฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2544 ที่แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อนายอำเภอสิงหนครตามสำเนาเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 4 นั้นเป็นการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งต่อบุคคลที่คณะกรรมการเลือกตั้งแต่งตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 มาตรา 21 และมาตรา 22 โดยชอบ เพราะนายอำเภอสิงหนครเป็นนายทะเบียนอำเภอตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 8 (4) ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการพิจารณาการแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2543 ข้อ 3 นายทะเบียนอำเภอเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นบุคคลรับแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับข้อ 6 ให้นายทะเบียนอำเภอพิจารณาเหตุของการไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กับข้อ 12 ให้นายทะเบียนอำเภอพิจารณาว่าเหตุที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งแจ้งตามข้อ 11 เป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ โดยมีแนวทางตามข้อ 6 แล้วแจ้งผลการพิจารณาให้ผู้แจ้งเหตุทราบโดยเร็ว เมื่อผู้ร้องยื่นหนังสือแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อนายอำเภอสิงหนครไว้โดยชอบแล้ว นายอำเภอสิงหนครซึ่งเป็นนายทะเบียนอำเภอจะต้องวินิจฉัยว่าเหตุที่ผู้ร้องอ้างนั้นเป็นเหตุอันสมควรที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือไม่ แล้วแจ้งให้ผู้ร้องทราบโดยเร็ว แต่นายทะเบียนอำเภอไม่ได้พิจารณาคำร้องของผู้ร้องเพราะเจ้าหน้าที่อำเภอสิงหนครไม่ได้นำหนังสือของผู้ร้องเสนอต่อนายทะเบียนอำเภอเนื่องจากหนังสือดังกล่าวสูญหาย อันเป็นความผิดพลาดของฝ่ายนายทะเบียนอำเภอ ซึ่งนายทะเบียนอำเภอได้ยอมรับความผิดพลาดดังกล่าวที่ไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการเลือกตั้ง จึงเป็นเหตุให้ผู้ร้องมีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ดังนี้ การจัดให้ผู้ร้องมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ของฝ่ายผู้คัดค้านจึงไม่ชอบ ผู้ร้องจึงไม่เสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 23 (3) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 การที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 68 วรรคสอง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 21 ม. 22 ม. 23 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายวิรัช นาโค
ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง
ผู้คัดค้าน — ประจำเขตเลือกตั้งที่ 23 กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
จิระ โชติพงศ์
สมชาย จุลนิติ์
สถิตย์ ทาวุฒิ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 232/2548
#266668
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน เมื่อข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคมหาชนตามที่ผู้คัดค้านอ้าง และข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยส่งไปถึงพรรคไทยรักไทยแล้วเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ...(2) ลาออก จึงต้องถือว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องมีผลเมื่อหนังสือของผู้ร้องไปถึงพรรคไทยรักไทย ความเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5 ตุลาคม 2547 นับแต่วันที่ความเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องสิ้นสุดลงดังกล่าว ผู้ร้องคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แต่เพียงพรรคเดียว ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันรับสมัครเลือกตั้งผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้องและไม่ประกาศรายชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเชียงใหม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 107 (4) ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน จึงต้องวินิจฉัยต่อไปประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคมหาชนตามที่ผู้คัดค้านอ้างหรือไม่ วันนัดพิจารณาผู้ร้องแถลงยืนยันว่า ผู้ร้องไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคมหาชนตามที่ปรากฏในข้อมูลสมาชิกพรรคการเมือง ส่วนผู้คัดค้านยอมรับว่า ข้อมูลตามข้อมูลสมาชิกพรรคการเมืองที่ระบุว่า ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคมหาชนในวันที่ 22 ตุลาคม 2543 นั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะพรรคมหาชนเพิ่งจัดตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี 2547 ดังนี้ เมื่อผู้คัดค้านเองยอมรับว่า ข้อมูลที่ระบุว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคมหาชนในวันที่ 22 ตุลาคม 2547 ดังกล่าวเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคมหาชนตามที่ผู้คัดค้านอ้าง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่า ผู้ร้องลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยแล้วหรือไม่เมื่อใด ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า ผู้ร้องได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยส่งไปถึงพรรคไทยรักไทยแล้วเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2547 ดังนั้น เมื่อ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 บัญญัติว่า สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ...(2) ลาออก จึงต้องถือว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องมีผลเมื่อหนังสือของผู้ร้องไปถึงพรรคไทยรักไทย ความเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5 ตุลาคม 2547 นับแต่วันที่ความเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยของผู้ร้องสิ้นสุดลงดังกล่าว ผู้ร้องคงเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แต่เพียงพรรคเดียว ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 เมื่อนับถึงวันรับสมัครเลือกตั้งผู้ร้องจึงเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคเดียวนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน ผู้ร้องจึงมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 107 (4) ที่ผู้คัดค้านไม่รับสมัครผู้ร้อง และไม่ประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย คำร้องของผู้ร้องฟังขึ้น

จึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับสมัครผู้ร้องและประกาศให้ผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 107
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 29 ม. 30
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 ม. 22
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายอุดม วรวัลย์
ผู้คัดค้าน — ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 3 จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สมชัย จึงประเสริฐ
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 231/2548
#269355
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ต่อมาถูกลงโทษทางวินัย ฐานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว เมื่ออุทธรณ์ของผู้ร้องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจและยังมิได้มีมติเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ร้อง ต้องถือว่าคำสั่งลงโทษไล่ผู้ร้องออกจากราชการเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่ราชการนั้น ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องจึงได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้เคยถูกไล่ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 109 (6)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย และได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสกลนคร แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสกลนคร แจ้งว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จึงขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสกลนคร รับผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสกลนคร

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานแล้วผู้ร้องเคยถูกลงโทษทางวินัย ฐานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ แม้คำสั่งดังกล่าวยังไม่ถึงที่สุดก็ต้องถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 109 (6) ขอให้ยกคำร้อง

วันนัดพิจารณา ศาลฎีกาสอบข้อเท็จจริงคู่ความทั้งสองฝ่ายแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านไม่โต้แย้งกันว่า ผู้ร้องยื่นใบสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดสกลนคร ภายหลังผู้คัดค้านประกาศรายชื่อผู้รับสมัครรับเลือกตั้ง แต่ไม่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในประกาศของผู้คัดค้านดังกล่าว ผู้ร้องเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจ ต่อมาผู้ร้องถูกลงโทษทางวินัยฐานกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการตามคำสั่งตำรวจภูธรภาค 1 ที่ 548/2546 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2546 ให้ลงโทษไล่ออกจากราชการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ออกจากราชการตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 700/2541 ลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2541 ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว ปัจจุบันการดำเนินการทางวินัยดังกล่าวจึงยังไม่ถึงที่สุด เห็นว่า เมื่ออุทธรณ์ของผู้ร้องยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ และยังมิได้มีมติเปลี่ยนแปลงคำสั่งลงโทษทางวินัยแก่ผู้ร้อง ต้องถือว่าคำสั่งลงโทษไล่ผู้ร้องออกจากราชการเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่ราชการนั้น ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่ผู้ร้องสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ร้องจึงได้ชื่อว่าเป็นบุคคลผู้เคยถูกไล่ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 109 (6) การที่ผู้คัดค้านไม่ประกาศชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งนั้นชอบแล้ว"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 109 (6)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พันตำรวจโทสมใจ จันทรังษี
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 4
ผู้คัดค้าน — จังหวัดสกลนคร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2548
#113005
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิ พ.ศ. 2541 นั้น มีได้ 2 กรณี คือ กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของตนได้ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใด ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครผู้นั้นได้ตามมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง

การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พ. มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของ พ. ตามที่ผู้ร้องขอให้ตรวจสอบ เป็นคำร้องที่ไม่ต้องด้วยมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 ผู้ร้อง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายและได้ตรวจสอบรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปรากฏว่า พ. ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดนครพนม เป็นผู้เสียสิทธิทางการเมือง เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยไม่แจ้งเหตุอันสมควร ผู้ร้องได้ทำหนังสือขอให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒ ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ พ. แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวมิได้ดำเนินการสืบสวนสวบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำวินิจฉัย เพียงแต่มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่า พ. พ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พ. มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ และการที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒ มิได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยว่า พ. มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพียงแต่ทำหนังสือตอบแจ้งคุณสมบัติของ พ. ให้ผู้ร้องทราบนั้นถือว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามกฎหมาย เหตุที่ผู้คัดค้านไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพราะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง การเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ผู้คัดค้านกลับมามีสิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง มิได้เป็นผู้เสียสิทธิแต่อย่างใด ผู้อำนวยการการเลือกตั้งมีอำนาจตามกฎหมายที่จะชี้แจงปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่ผู้ร้องมีหนังสือสอบถาม การดำเนินการของผู้อำนวยการการเลือกตั้งจึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง และมีคำสั่งว่าผู้คัดค้านมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายที่จะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผู้คัดค้านที่ ๒ ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่เป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิ ไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง คำร้องของผู้ร้องเคลือบคลุม ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดีนี้ เนื่องจากอำนาจในการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดนครพนม ถือเป็นยุติ พ. มีคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครบถ้วนตามกฎหมาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๔๑ นั้นมีได้ ๒ กรณี คือ กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของตนได้ตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง และกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาแล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ดังกล่าว มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครผู้นั้นได้ตามมาตรา ๓๔/๑ วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายไพจิต ศรีวรขาน มีคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ดี และการที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดนครพนม ไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายไพจิตตามที่ผู้ร้องขอให้ตรวจสอบเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ดี จึงเป็นคำร้องที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยได้

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34 ม. 34/1
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุขสันต์ ชัยเทศ
ผู้คัดค้าน — นายไพจิต ศรีวรขาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
มงคล ทับเที่ยง
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2548
#270416
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาฯ มีได้ 2 กรณีคือ (1) กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของตนได้ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และ (2) กรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใดขาดคุณสมบัตรหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครผู้นั้นได้ตามมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินจิฉัยว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งมีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งและการดำเนินการของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคำร้องที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยได้

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามกฎหมายและได้ตรวจสอบรายชื่อผู้เสียสิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปรากฏว่า นายไพจิต ศรีวรขาน ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครพนม เป็นผู้เสียสิทธิทางการเมือง เนื่องจากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่แจ้งเหตุอันสมควรต่อนายอำเภอธาตุพนมหรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ผู้ร้องได้ทำหนังสือขอให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายไพจิต ศรีวรขาน แต่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวมิได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อมีคำวินิจฉัย เพียงแต่มีหนังสือแจ้งให้ผู้ร้องทราบว่านายไพจิตพ้นจากการถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งแล้วเท่านั้น จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่านายไพจิต ศรีวรขาน มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ และการที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 มิได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยว่านายไพจิต ศรีวรขาน มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพียงแต่ทำหนังสือตอบแจ้งคุณสมบัติของนายไพจิตให้ผู้ร้องทราบนั้นถือว่าเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 นั้นมีได้ 2 กรณี คือ กรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดไม่มีชื่อเป็นผู้สมัครในประกาศของผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้สมัครผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของตนได้ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และกรณีที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแล้ว แต่ต่อมาปรากฏหลักฐานว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้หนึ่งผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครผู้นั้นได้ตามมาตรา 34/1 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายไพจิต ศรีวรขาน มีคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ก็ดี และการที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดนครพนม ไม่ดำเนินการสืบสวนสอบสวนและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายไพจิตตามที่ผู้ร้องขอให้ตรวจสอบ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ดี จึงเป็นคำร้องที่ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้มีคำวินิจฉัยได้"

จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 34 วรรคหนึ่ง ม. 34/1 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายสุขสันต์ ชัยเทศ
ผู้คัดค้าน — นายไพจิต ศรีวรขาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
มงคล ทับเที่ยง
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2548
#266465
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ในประเทศอังกฤษ โดยใช้กับเสื้อผ้ามาตั้งแต่ปี 2526 และโฆษณาอย่างต่อเนื่องแพร่หลายไปทั่วโลก จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้าใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้า ไม่ปรากฏว่าจำเลยคิดคำว่า "HACKETT" ขึ้นมาเองหรือทีมงานออกแบบสินค้าเสื้อผ้าจำเลยได้คำนี้มาอย่างไร จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้นำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าโดยสุจริตและโดยบังเอิญไปเหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ประกอบกับจำเลยได้มีโอกาสได้สำรวจตลาดค้าขายเสื้อผ้าในต่างประเทศและได้พบเห็นสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ในประเทศอังกฤษและได้ใช้คำว่า "HACKETT" กับธงชาติอังกฤษมาติดกับสินค้าเสื้อยืดที่จำเลยผลิตออกจำหน่าย ดังนี้ การยื่นเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลย จึงเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะยังไม่ได้ส่งสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์มาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้รับการจดทะเบียน

การฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียน เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีนี้ภายในวันที่ 16 กันยายน 2544 ปรากฏว่าวันที่ 16 กันยายน 2544 เป็นวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ ดังนี้ ที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการจึงเป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 10 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อจำเลยลืมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ต่อนายทะเบียนภายใน 90 วันก่อนวันที่ 16 กันยายน 2544 อันเป็นวันสิ้นอายุ 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง และ 54 วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วโดยผลของกฎหมาย ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลย และให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ดีกว่าจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียนหรือไม่ โจทก์มีนางสาวแคธรีน หลุยส์ แคนนอน ผู้จัดการฝ่ายเครื่องหมายการค้าบริษัทโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า คำว่า "HACKETT" เป็นชื่อสกุลของนายเจรีมี แฮกเก็ต ซึ่งเป็นประธานบริษัทและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์ โจทก์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ออกใช้ครั้งแรกกับสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชายที่มีความหรูหราเมื่อปี 2526 ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ไปใช้กับสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ เช่น เครื่องแต่งกายสำหรับเล่นกีฬาและพักผ่อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าต่าง ๆ เครื่องเขียน นาฬิกา เป็นต้น โจทก์ได้ขยายธุรกิจของโจทก์ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นต้น และลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อสินค้าของโจทก์โดยตรงจากเว็บไซต์ของโจทก์หรือทางไปรษณีย์ โจทก์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ออกใช้และโฆษณาอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายในนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับซึ่งวางจำหน่ายทั่วโลก ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุผลและน้ำหนักให้เชื่อว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าที่แท้จริงเพราะคำว่า "HACKETT" เป็นชื่อของประธานบริษัทโจทก์เอง นอกจากโจทก์จะใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเสื้อผ้าที่โจทก์ผลิตออกจำหน่ายแล้ว โจทก์ยังใช้คำว่า "HACKETT" เป็นชื่อบริษัทโจทก์ด้วย ส่วนจำเลยคงมีตัวจำเลยมาเบิกความลอย ๆ ว่า ในปี 2534 จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในคราวเดียวกับจำนวน 7 เครื่องหมาย รวมทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" และคำว่า "UZEM" กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ที่จำเลยใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้าเพราะเป็นคำที่สั้นและจำง่ายโดยทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยเสนอมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยคิดคำว่า "HACKETT" ขึ้นมาเองหรือทีมงานออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยได้คำนี้มาอย่างไร จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้นำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าโดยสุจริตและโดยบังเอิญไปเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าเช่นเดียวกับสินค้าเสื้อผ้าของจำเลย ประกอบกับในข้อนี้จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยประกอบธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ามานาน 20 ปี จำเลยเคยไปต่างประเทศแถบทวีปเอเชียและออสเตรเลีย นามบัตรของจำเลยมีคำว่า "HACKETT" และคำว่า "LONDON" ซึ่งทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยทำมาให้ เสื้อยืดของจำเลยมีธงชาติอังกฤษอยู่ด้วย ซึ่งทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยทำมาให้เช่นกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ามีโอกาสได้สำรวจตลาดค้าขายเสื้อผ้าในต่างประเทศและได้พบเห็นสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศอังกฤษแล้วนำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าเสื้อผ้าของจำเลย และได้ใช้คำว่า "HACKETT" กับธงชาติอังกฤษมาติดกับสินค้าเสื้อยืดที่จำเลยผลิตออกจำหน่าย ดังนี้ การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" เลขที่ 219251 ของจำเลยจึงเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" โดยใช้กับสินค้าเสื้อผ้ามาตั้งแต่ปี 2526 ก่อนที่จำเลยจะขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" กับสินค้าเสื้อผ้า ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 นานถึง 8 ปี แม้โจทก์จะยังไม่ได้ส่งสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์มาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้รับการจดทะเบียน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 บัญญัติกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียน และจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2534 แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ซึ่งถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 56 ไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนอีก และถือไม่ได้ว่าคำฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนล่วงเลยระยะเวลาที่ระบุตามกำหนดหรือขาดอายุความดังที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้นั้นเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อหาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากคำฟ้องของโจทก์ เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีของโจทก์ขาดอายุความตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 แล้วนั้น เห็นว่า ที่มาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา 40 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น" นั้น เป็นระยะเวลาการฟ้องร้องคดีอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง มิใช่อายุความฟ้องคดี แม้จำเลยจะให้การว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่ก็ถือได้เท่ากับว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ดี เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 158366 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 เป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มิใช่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 67 มาใช้บังคับการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ได้ การฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยคดีนี้เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีนี้ภายในวันที่ 16 กันยายน 2544 ปรากฏว่าวันที่ 16 กันยายน 2544 เป็นวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการ ดังนี้ ที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการจึงเป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 10 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยลืมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน ก่อนวันที่ 16 กันยายน 2544 อันเป็นวันสิ้นอายุ 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง และ 54 วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วโดยผลของกฎหมาย ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 56 ถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว ไม่มีเหตุที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนอีก จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ มิใช่การวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/8
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 41 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 53 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแฮคเก็ต จำกัด
จำเลย — นายสมหมายหรืออิทธิพงศ์ เลิศพิสิฐกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายไมตรี ศิริเมธารักษ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 201/2548
#267049
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าและใช้เป็นชื่อบริษัทอยู่ก่อน จำเลยนำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าใช้กับสินค้าเสื้อผ้าเช่นเดียวกันโดยไม่สุจริต แม้โจทก์จะยังไม่ได้ส่งสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นดีกว่าจำเลย

กำหนดระยะเวลาตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 เป็นระยะเวลาการฟ้องร้องคดีอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง มิใช่อายุความฟ้องคดี การที่จำเลยให้การว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ถือได้เท่ากับว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 เป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มิใช่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 67 มาใช้บังคับแก่การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ได้ การฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าคดีนี้เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม

จำเลยลืมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน ก่อนวันที่ 16 กันยายน 2544 อันเป็นวันสิ้นอายุ 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง และ 54 วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วโดยผลของกฎหมายตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 56 ศาลจึงไม่จำต้องพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 56 ไม่มีเหตุที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนอีก จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ มิใช่การวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายของประเทศอังกฤษ โจทก์แต่งตั้งนายศุภวุฒิ อยู่วัฒนา นางสาววันสว่าง เหลืองประวัติ นางสาวชลิตา ชมะโชติ เป็นตัวแทนดำเนินคดี โจทก์เป็นเจ้าของและผู้ให้บริการจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องใช้ เครื่องแต่งกายชาย ภายใต้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการอักษรโรมัน คำว่า "HACKETT" อ่านว่า "แฮกเก็ต" โดยโจทก์ใช้ โฆษณา และจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวในนานาประเทศมานานกว่า 17 ปี จนมีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วโลก โจทก์ประสงค์ที่จะขยายธุรกิจ จึงมอบให้ตัวแทนขอจดทะเบียนเครื่องหมายดังกล่าวในประเทศไทย แต่พบว่าจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตาม พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ซึ่งเป็นสินค้าประเภทเดียวกับสินค้าของโจทก์ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 อันก่อให้เกิดความสับสนหลงผิดแก่สาธารณชน ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิดีกว่าได้รับความเสียหาย ขอให้พิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลยและให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าว หากไม่ปฏิบัติตาม ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ลายมือชื่อของผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีของโจทก์เป็นลายมือชื่อปลอม และไม่มีการรับรองความถูกต้องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือกงสุล จึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย โจทก์ไม่เคยใช้ โฆษณา ทำการค้า และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ในประเทศไทย ส่วนจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ตามทะเบียนเลขที่ 158366 จากกรมทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 จำเลยจึงเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ ซึ่งจำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" กับสินค้าประเภทเสื้อผ้าที่จำเลยออกแบบและผลิตออกจำหน่ายในประเทศไทยจนเป็นที่รู้จักแพร่หลายมานานกว่า 10 ปี โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยและคดีของโจทก์ขาดอายุความเนื่องจากมิได้ฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ดีกว่าจำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่โจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่าบริษัทโจทก์ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ในประเทศอังกฤษ โจทก์ประกอบกิจการให้บริการจำหน่ายสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องแต่งกายชายภายใต้เครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการคำว่า "HACKETT" โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ไว้กับสินค้าเสื้อผ้าในประเทศอังกฤษและในอีกหลายประเทศตั้งแต่ปี 2528 แต่โจทก์ยังมิได้นำสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" เข้ามาจำหน่ายและจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นในประเทศไทย ส่วนจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬาเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 เอกสารหมาย จ.5 แต่จำเลยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียนหรือไม่ โจทก์มีนางสาวแคธรีน หลุยส์ แคนนอน ผู้จัดการฝ่ายเครื่องหมายการค้าบริษัทโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าคำว่า "HACKETT" เป็นชื่อสกุลของนายเจรีมี แฮกเก็ต ซึ่งเป็นประธานบริษัทและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทโจทก์ โจทก์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ออกใช้ครั้งแรกกับสินค้าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายชายที่มีความหรูหราเมื่อปี 2526 ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ไปใช้กับสินค้าอื่น ๆ อีกหลายรายการ เช่น เครื่องแต่งกายสำหรับเล่นกีฬาและพักผ่อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว กระเป๋าเดินทางและกระเป๋าต่าง ๆ เครื่องเขียน นาฬิกา เป็นต้น โจทก์ได้ขยายธุรกิจของโจทก์ไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส สเปน สหรัฐอเมริกา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ญี่ปุ่น และมาเลเซีย เป็นต้น และลูกค้ายังสามารถสั่งซื้อสินค้าของโจทก์โดยตรงจากเว็บไซต์ของโจทก์หรือทางไปรษณีย์โจทก์นำเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ออกใช้และโฆษณาอย่างต่อเนื่องและแพร่หลายในนิตยสารและหนังสือพิมพ์หลายฉบับซึ่งวางจำหน่ายทั่วโลกตามเอกสารหมาย จ.1 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่นพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวมีเหตุผลและน้ำหนักให้เชื่อว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าที่แท้จริงเพราะคำว่า "HACKETT" เป็นชื่อของประธานบริษัทของโจทก์เอง นอกจากโจทก์จะใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเสื้อผ้าที่โจทก์ผลิตออกจำหน่ายแล้วโจทก์ยังใช้คำว่า "HACKETT" เป็นชื่อบริษัทโจทก์ด้วย ส่วนจำเลยคงมีตัวจำเลยมาเบิกความลอย ๆ ว่า ในปี 2534 จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในคราวเดียวกันจำนวน 7 เครื่องหมาย รวมทั้งเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" และคำว่า "UZEM" กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ที่จำเลยใช้คำว่า "HACKETT" เป็นเครื่องหมายการค้าเพราะเป็นคำที่สั้นและจำง่ายโดยทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยเสนอมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยคิดคำว่า "HACKETT" ขึ้นมาเองหรือทีมงานออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยได้คำนี้มาอย่างไร จึงไม่มีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยได้นำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าโดยสุจริตและโดยบังเอิญไปเหมือนกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเสื้อผ้าเช่นเดียวกับสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยประกอบกับในข้อนี้จำเลยตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยประกอบธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ามานาน 20 ปี จำเลยเคยไปต่างประเทศแถบทวีปเอเซียและออสเตรเลีย นามบัตรของจำเลยมีคำว่า "HACKETT" และคำว่า "LONDON" ซึ่งทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยทำมาให้ เสื้อยืดของจำเลยตามวัตถุพยานหมาย ล.4 ตัวที่ 11 มีธงชาติอังกฤษอยู่ด้วย ซึ่งทีมออกแบบสินค้าเสื้อผ้าของจำเลยมาทำเช่นกัน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายเสื้อผ้ามีโอกาสได้สำรวจตลาดค้าขายเสื้อผ้าในต่างประเทศและได้พบเห็นสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทในประเทศอังกฤษแล้วนำคำว่า "HACKETT" มายื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าเสื้อผ้าของจำเลย และได้ใช้คำว่า "HACKETT" กับธงชาติอังกฤษมาติดกับสินค้าเสื้อยืดที่จำเลยผลิตออกจำหน่าย ดังนี้ การยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" เลขที่ 219251 ของจำเลยจึงเป็นการขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" โดยใช้กับสินค้าเสื้อผ้ามาตั้งแต่ปี 2526 ก่อนที่จำเลยจะขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" กับสินค้าเสื้อผ้าตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 นานถึง 8 ปี แม้โจทก์จะยังไม่ได้ส่งสินค้าเสื้อผ้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของโจทก์มาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็ตาม โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ได้แก่ เสื้อยืด เสื้อเชิ้ต เสื้อกีฬา กางเกงขาสั้น และกางเกงกีฬา ตามคำขอเลขที่ 219251 ทะเบียนเลขที่ 158366 ดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้รับการจดทะเบียน อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ประการสุดท้ายว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า แม้พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 บัญญัติกำหนดระยะเวลาฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนและจำเลยได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2534 แต่ปรากฏว่าจำเลยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายซึ่งถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 56 ไม่มีเหตุที่จะต้องเพิกถอนการจดทะเบียนอีกหรือถือไม่ได้ว่าคำฟ้องขอเพิกถอนการจดทะเบียนล่วงเลยระยะเวลาที่ระบุตามที่กำหนดหรือขาดอายุความดังที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้นั้นเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อหาที่เกินไปกว่าหรือนอกจากคำฟ้องของโจทก์ เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และคดีของโจทก์ขาดอายุความตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 แล้วนั้น เห็นว่า ที่มาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 บัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่นายทะเบียนที่คำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าใดตามมาตรา 40 ผู้มีส่วนได้เสียอาจร้องขอต่อศาลให้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ หากแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น" นั้น เป็นระยะเวลาการฟ้องร้องคดีอันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง มิใช่อายุความฟ้องคดี แม้จำเลยจะให้การว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว แต่ก็ถือได้เท่ากับว่าจำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ดีเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 158366 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 เป็นการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มิใช่การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2535 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติ มาตรา 67 มาใช้บังคับการฟ้องคดีนี้ของโจทก์ได้การฟ้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยคดีนี้เป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งมิได้กำหนดอายุความไว้ จึงมีอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่เครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 เดิม เมื่อเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ของจำเลยได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 โจทก์จึงต้องฟ้องคดีนี้ภายในวันที่ 16 กันยายน 2544 ปรากฏว่าวันที่ 16 กันยายน 2544 เป็นวันอาทิตย์ อันเป็นวันหยุดราชการ ดังนี้ ที่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 ซึ่งเป็นวันเปิดทำการจึงเป็นการฟ้องคดีภายในกำหนดอายุความ 10 ปี คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยลืมต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ต่อนายทะเบียนภายใน 90 วัน ก่อนวันที่ 16 กันยายน 2544 อันเป็นวันสิ้นอายุ 10 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง และ 54 วรรคหนึ่ง จึงต้องถือว่าเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วโดยผลของกฎหมาย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 56 ศาลจึงไม่จำเป็นต้องพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ตามทะเบียนเลขที่ 158366 ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์อีก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "HACKETT" ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายถือว่าเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกเพิกถอนการจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 56 ไม่มีเหตุที่จะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนอีก จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์หรือไม่ มิใช่การวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องดังที่จำเลยอุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 164 เดิม
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 177 ม. 41
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 53 ม. 54 ม. 56 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแฮคเก็ต จำกัด
จำเลย — นายสมหมายหรืออิทธิพงศ์ เลิศพิสิฐกุล
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2548
#270978
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยให้ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์สินที่จำนอง ถ้าไม่พอชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับจนถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 1 ปี ก็ให้จำเลยหาประกันมาให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีในชั้นพิจารณาหลักประกัน โดยถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการวางหลักประกันภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องกับคำสั่งทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 980,421.46 บาท พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 44616 ตำบลบางมด (ราษฎร์บูรณะ) อำเภอราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยจนครบ

จำเลยยื่นอุทธรณ์และขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์สินที่จำนอง ถ้าไม่พอชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับจนถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 1 ปี ก็ให้จำเลยหาประกันมาให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นนัดพิจารณาทรัพย์จำนองและหลักประกันแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สาม มีเจตนาประวิงการบังคับคดี ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี โดยถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการวางหลักประกันภายในระยะเวลาที่กำหนด คำร้องทุเลาการบังคับเป็นอันถูกยกเลิกไปตามคำสั่งศาลอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกาและขอทุเลาการบังคับคดีในระหว่างฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์โดยให้ศาลชั้นต้นตีราคาทรัพย์สินที่จำนอง ถ้าไม่พอชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนับจนถึงวันทราบคำสั่งและต่อไปอีก 1 ปี ก็ให้จำเลยหาประกันมาให้ครบถ้วนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด การที่ศาลอุทธรณ์คำสั่งยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี โดยถือว่าจำเลยไม่ดำเนินการวางหลักประกันภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเป็นคำสั่งที่ต่อเนื่องกับคำสั่งทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งนี้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายพีระพงษ์ อนังรัสดีหรือพงศ์ภัค สกุลพรหมพิริยะ
ชื่อองค์คณะ
ศิริชัย จิระบุญศรี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ