คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9085/2547
#113094
เปิดฉบับเต็ม

การตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์กับเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดจำเลยที่ 1 เป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินให้กันและกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 518 อันมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งมาตรา 519 ระบุให้นำบทบัญญัติทั้งหลายในลักษณะซื้อขายมาใช้ถึงการแลกเปลี่ยนด้วย เมื่อฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้เจรจาต่อรองกันมาตลอด แม้ที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาแลกเปลี่ยนจะเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่จำเลยที่ 1 ก็ตกลงที่จะดำเนินการให้สามารถโอนที่ดินสาธารณประโยชน์นั้นแลกเปลี่ยนกับที่ดิน ส.ค. 1 ของ ก. ปู่โจทก์ซึ่งต่อมาเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินของโจทก์ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติเพื่อโอนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นให้แก่โจทก์จนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ดให้ความเห็นชอบในการออกพระราชบัญญัติโอนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ถอนร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจดำเนินการโอนที่ดินนั้นให้โจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของโจทก์ได้ แสดงว่าการตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่การแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติเพื่อโอนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่โจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของโจทก์ จึงเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดิน เมื่อปรากฏว่า ก. ได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินของตนกับจำเลยที่ 1 และได้ยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าทำถนนในที่ดินดังกล่าวจึงเท่ากับมีการชำระหนี้บางส่วน ย่อมฟ้องร้องบังคับคดีกัน ตามสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 519 ประกอบมาตรา 456 วรรคสอง

การที่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 ของ ก. และทำเป็นถนนสาธารณะจึงเป็นการยึดถือแทน ก. จ. บิดาโจทก์ และโจทก์ผู้มีสิทธิครอบครอง มิใช่ยึดถือในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินนั้น ไปยัง ก. หรือ จ. หรือโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินนั้นแทน ก. หรือ จ. หรือโจทก์ต่อไป อันจะถือเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าว เมื่อถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าว กรณีจึงยังไม่อาจเริ่มนับระยะเวลาที่ฝ่ายโจทก์ถูกแย่งการครอบครองที่ดินนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสองได้

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจโอนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมโดยออกพระราชบัญญัติโอนที่ดินนั้นแก่โจทก์ตามสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินอันเป็นสัญญาต่างตอบแทนได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิได้รับโอนที่ดินของโจทก์จากโจทก์ และจำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินนั้นแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจคืนที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาที่ดินนั้นแก่โจทก์ได้

เมื่อการแลกเปลี่ยนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินกับที่ดิน ส.ค. 1 ระหว่างฝ่ายจำเลยที่ 1 กับฝ่ายโจทก์เป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติเพื่อโอนที่ดิน สาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของฝ่ายโจทก์ มิใช่สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าวจึงบังคับกันได้ และหากมีพระราชบัญญัติให้โอนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้โจทก์ ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นก็สามารถโอนให้โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 ดังนี้ การกระทำของนายกเทศมนตรีซึ่งเป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 ในขณะทำสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21569 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ในสภาพเดิมแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ไปโอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 1,440,000 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบที่ดินของโจทก์ในสภาพเดิม หากไม่สามารถคืนที่ดินดังกล่าวก็ให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินดังกล่าวจำนวน 13,255,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินของนายกิมฮงกับจำเลยที่ 1 ซึ่งตกลงกันเมื่อปี 2505 มีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ เพราะที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ ซึ่งประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน กฎหมายห้ามโอนและมิใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 นายกิมฮงยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำที่ดินดังกล่าวไปทำเป็นทางสาธารณะถนนคหบดีอุทิศและยินยอมให้ประชาชนทั่วไปใช้เป็นทางเดินสาธารณะเป็นเวลา 30 ปีเศษแล้ว โดยโจทก์ไม่ได้ฟ้องเพื่อเอาคืนภายใน 1 ปี โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิได้ เนื่องจากการกระทำของ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ดที่แลกเปลี่ยนที่ดินกับนายกิมฮงที่ผ่านมาเกินอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2496 จึงถือเป็นการกระทำไปส่วนตัว ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 8,676,000 บาท แทนราคาที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21569 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 มกราคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จ ด้วยการนำเงินจำนวนดังกล่าวมาวางศาลเพื่อชำระแก่โจทก์ แต่ให้โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวนดังกล่าวไปเมื่อได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 แล้ว หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 60,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 7,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,510 บาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21569 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด เนื้อที่ 48 2/10 ตารางวา ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของถนนคหบดีอุทิศ มีชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เดิมที่ดินดังกล่าวเป็นที่สวนซึ่งมีหลักฐานตามทะเบียนการครอบครองที่ดินเลขที่ 909 ซึ่งมีนายกิมฮง ปู่โจทก์เป็น ผู้ครอบครอง เมื่อนายกิมฮงถึงแก่ความตาย นายจินบุ๊น บิดาโจทก์รับมรดกมา ต่อมาโจทก์ได้รับโอนที่ดินนั้น จากนายจินบุ๊น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ซึ่งขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินหนึ่งปีนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า ในปี 2505 จำเลยที่ 1 ได้เริ่มเจรจากับนายกิมฮงขอแลกเปลี่ยนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมบางส่วนกับที่ดินของนายกิมฮงโดยจะถอนสภาพที่ดินสาธารณประโยชน์ให้สามารถแลกเปลี่ยนได้ นายกิมฮงตกลง จำเลยที่ 1 จึงเข้าก่อสร้างถนนในที่ดินของ นายกิมฮง แต่ยังไม่สามารถโอนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมให้แก่นายกิมฮงได้ ต่อมาปี 2508 นายกิมฮงถึง แก่ความตาย หลังจากนั้นได้มีการเจรจาต่อรองกันอีกหลายครั้ง จนกระทั่งฝ่ายทายาทนายกิมฮงยินยอมอุทิศที่ดินจำนวน 45 ตารางวา เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิม จำนวน 82 5/10 ตารางวา หลังจากนั้น ในปี 2524 สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดแจ้งให้โจทก์ทราบว่ากรมที่ดินแจ้งว่าที่ดินที่จะแลกเปลี่ยนกับที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมมีเพียง ส.ค. 1 ขอให้โจทก์ขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินดังกล่าวก่อน โจทก์จึงไปยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินของนายกิมฮงดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดได้ออกโฉนดที่ดินให้โจทก์เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2524 ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21569 เนื้อที่ 48 2/10 ตารางวา เพื่อกรมที่ดินจะได้ดำเนินการในการออก พระราชบัญญัติโอนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขยายแนวถนนออกไปให้มีความกว้างใกล้เคียงกับถนนคหบดีอุทิศ โดยโจทก์ยอมสละที่ดินเพิ่มอีกจำนวน 32 1/10 ตารางวา เห็นว่า การตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 นั้น เป็นสัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างโอนกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สิน ให้กันและกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 518 อันมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งมาตรา 519 ระบุให้นำบทบัญญัติ ทั้งหลายในลักษณะซื้อขายมาใช้ถึงการแลกเปลี่ยนด้วย เมื่อฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยที่ 1 ได้เจรจาต่อรองกันมาตลอด แม้ที่ดินที่จำเลยที่ 1 นำมาแลกเปลี่ยนจะเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ แต่จำเลยที่ 1 ก็ตกลงที่จะดำเนินการให้สามารถโอนที่ดินสาธารณประโยชน์นั้นแลกเปลี่ยนกับที่ดิน ส.ค.1 ของนายกิมฮงซึ่งต่อมาเป็นที่ดินของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 21569 ได้ และจำเลยที่ 1 ก็ได้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติเพื่อโอนที่ดินสาธารณสมบัติของ แผ่นดินนั้นให้แก่โจทก์จนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ดเขตเลือกตั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้ความเห็นชอบในการออกพระราชบัญญัติโอนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ถอนร่าง พระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจดำเนินการโอนที่ดินนั้นให้โจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของโจทก์ได้ แสดงว่า การตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าวระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มิใช่การแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นการ แลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่า จำเลยที่ 1 จะดำเนินการเกี่ยวกับการออกพระราชบัญญัติเพื่อโอนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่โจทก์เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของโจทก์ จึงเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดิน เมื่อปรากฏว่านายกิมฮงได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินของตนกับจำเลยที่ 1 และได้ยอมให้จำเลยที่ 1 เข้าทำถนนในที่ดินดังกล่าวจึงเท่ากับมีการชำระหนี้บางส่วน ย่อมฟ้องร้องบังคับคดีกันตามสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 519 ประกอบมาตรา 456 วรรคสอง ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เข้าครอบครองที่ดิน ส.ค. 1 ของนายกิมฮงตามทะเบียนการครอบครองที่ดินเลขที่ 909 และทำเป็นถนนสาธารณะจึงเป็นการยึดถือแทนนายกิมฮง นายจินบุ๊น และโจทก์ผู้มีสิทธิครอบครอง มิใช่ยึดถือในฐานะเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครอง และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือที่ดินนั้นไป ยังนายกิมฮง หรือนายจินบุ๊น หรือโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีเจตนาจะยึดถือที่ดินนั้นแทนนายกิมฮง หรือนายจินบุ๊น หรือโจทก์ต่อไป อันจะถือเป็นการแย่งการครอบครองที่ดินดังกล่าว เมื่อถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้แย่งการครอบครอง ที่ดินดังกล่าว กรณีจึงไม่อาจเริ่มนับระยะเวลาที่ฝ่ายโจทก์ถูกแย่งการครอบครองที่ดินนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสองได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจโอนที่ดินสาธารณประโยชน์สระสิมโดยออกพระราชบัญญัติโอนที่ดินนั้นแก่โจทก์ตามสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินอันเป็นสัญญาต่างตอบแทนได้ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิได้รับโอนที่ดินของโจทก์ ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 จากโจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องคืนที่ดินนั้นแก่โจทก์ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่อาจคืนที่ดิน ตามโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ราคาที่ดินนั้นแก่โจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประเด็นที่ว่า การแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างนายกิมฮงกับนายกเทศมนตรีในขณะนั้น เป็นการกระทำนอกเหนือขอบเขตอำนาจตามกฎหมายของนายกเทศมนตรีและเป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง เพราะที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินไม่อาจที่จะโอนหรือแลกเปลี่ยนได้นั้น เห็นว่า ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าการแลกเปลี่ยนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินกับที่ดินตามทะเบียนการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) เลขที่ 909 ระหว่างฝ่ายจำเลยที่ 1 กับฝ่ายโจทก์เป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการเกี่ยวกับ การออกพระราชบัญญัติเพื่อโอนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของฝ่ายโจทก์ มิใช่สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินดังกล่าวจึงบังคับกันได้ และหากมีพระราชบัญญัติให้โอนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้โจทก์ ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินนั้นก็สามารถโอนให้โจทก์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 ดังนี้ การกระทำของนายกเทศมนตรีซึ่งเป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 ในขณะนั้นจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท แทนโจทก์ คงให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,510 บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 369 ม. 456 วรรคหนึ่ง ม. 518 ม. 519 ม. 1305 ม. 1375 วรรคสอง ม. 1381
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเดชา เกษมทรัพย์
จำเลย — เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายพิจักษณ์ พูนผลอำนวย
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายอัครศักย์ จิตธรรมมา
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9083/2547
#412096
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด เป็นเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในการตรวจค้นคราวเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้ว แม้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำซึ่งใช้ใส่ถ่านหุงข้าวในครัวของบ้านพักของจำเลยทั้งสองและพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 1 แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รับเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ดและจำนวน 2 เม็ดไว้คนละคราวกัน จึงต้องถือว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันซึ่งแยกเก็บไว้ในที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับการกระทำของจำเลยในคดีก่อนจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว ฟ้องโจทก์ในคดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์จึงระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 5 ปี คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 19,500 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 13,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด และห้ามจำเลยที่ 2 เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษและวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาททุกประเภทตลอดระยะเวลารอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามพยานหลักฐานของโจทก์ได้ความโดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจได้นำหมายค้นไปตรวจบ้านพักของจำเลยทั้งสอง เมื่อไปถึงพบจำเลยทั้งสองอยู่ในบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงหมายค้นต่อจำเลยทั้งสองแล้วทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด บรรจุอยู่ในหลอดเครื่องดื่มสีขาวลายแดงที่มือและที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังซ้ายอีก 1 เม็ด เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 1 ว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นก็ได้ทำการตรวจค้นตัวจำเลยที่ 2 แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมายอะไร ครั้นเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นภายในบ้านก็ปรากฏว่าพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส่ยาแบบรูดปิดเปิดได้จำนวน 63 เม็ด ในซองบุหรี่กรองทิพย์จำนวน 25 เม็ด และบรรจุหลอดเครื่องดื่มปิดหัวท้ายอีกจำนวน 2 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ใต้ถังน้ำซึ่งใช้ใส่ถ่านหุงข้าววางอยู่ในห้องครัวด้านทิศตะวันตกของบ้าน ได้สอบถามจำเลยทั้งสองเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนที่พบ จำเลยทั้งสองยอมรับสารภาพว่าเป็นของจำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป เจ้าพนักงานตำรวจจึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนได้แยกดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองออกเป็น 2 สำนวน สำหรับสำนวนแรกที่ค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้น ส่วนเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด พนักงานสอบสวนได้แยกดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองอีกต่างหากเป็นคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด เป็นเมทแอมเฟตามีนที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในการตรวจค้นคราวเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้น แม้เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ในถังน้ำซึ่งใช้ใส่ถ่านหุงข้าวในครัวของบ้านพักของจำเลยทั้งสองและพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 2 แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 รับเอาเมทแอมเฟตามีนจำนวน 90 เม็ดและจำนวน 2 เม็ดไว้คนละคราวกัน จึงถือว่าเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนเดียวกันซึ่งแยกเก็บไว้ในที่ต่างกันเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้กับการกระทำของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เมื่อศาลมีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์ในคดีนี้สำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นฟ้องในคดีที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาคดีมานั้นชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 2 แม้จะร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 แต่เมทแอมเฟตามีนในคดีนี้มีจำนวนถึง 90 เม็ด แตกต่างจากคดีที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 928/2541 ของศาลชั้นต้นมาก พฤติการณ์การกระทำความผิดในคดีนี้จึงเป็นเรื่องร้ายแรงสมควรลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 โดยกำหนดโทษใหม่และไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำเลยที่ 2 นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ส่วนในมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ได้กำหนดไว้ว่า การมียาเสพติดที่มีสารเมทแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ไม่ได้มีบทบัญญัติใดกำหนดเป็นข้อสันนิษฐานไว้ว่าจะต้องมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด กล่าวคือ แม้จะมีตั้งแต่ 15 หน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไปตามกฎหมายเดิมก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิม มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าแม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมแต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แม้ระวางโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจะเป็นคุณมากกว่าก็ตาม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนโทษจำคุกให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 67 (ใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
จำเลย — นายเอนก มีทิม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
มนตรี ยอดปัญญา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9081/2547
#412095
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวน เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่าโจทก์มิใช่คนยากจนจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ หาได้ไม่ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์โดยมิได้สืบพยานโจทก์ เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคำขออนาถาใหม่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง มิใช่การยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องนั้นใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ แล้ว เห็นได้ว่าขัดแย้งกับข้อความในคำร้องดังกล่าวที่ต้องการให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้ไต่สวนใหม่ โดยอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจไม่นำพยานมาสืบในวันนัดไต่สวน แม้โจทก์จะอ้างในตอนท้ายของคำร้องด้วยว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ แต่ก็เป็นการอ้างเพื่อยืนยันให้ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นคนยากจนเท่านั้น ข้อความที่อ้างมีเนื้อความเดียวกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาฉบับเดิมทุกประการ โจทก์มิได้อ้างเหตุอะไรขึ้นใหม่ คำร้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ต้องยื่นมาพร้อมอุทธรณ์และสาบานตัวให้คำชี้แจงว่าโจทก์ไม่มีทรัยพ์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ เว้นแต่ว่าโจทก์ตกเป็นคนยากจนลงภายหลัง พฤติการณ์ของโจทก์แสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าโจทก์ต้องยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์ใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ หาใช่เป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตามมาตรา 156 วรรคหนึ่งไม่ เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวได้และไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องของโจทก์ตามที่นัดไว้อีกต่อไป ก็ชอบที่จะมีคำสั่งงดการไต่สวนและยกคำร้องของโจทก์เสียได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ถึงวันนัดโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มาศาลและไม่นำพยานเข้าสืบโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องและไม่ได้ร้องขอเลื่อนคดี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าโจทก์เป็นบุคคลซึ่งไม่มีเงินพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ ให้ยกคำร้อง หากโจทก์ยังติดใจที่จะอุทธรณ์ต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออนาถาใหม่โดยอ้างว่า เหตุที่โจทก์ไม่มาศาลและนำพยานมาสืบในวันนัดไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา เนื่องจากสมุดนัดความของโจทก์สูญหายจึงจำวันนัดไม่ได้ ขอให้รับคำร้องไว้ไต่สวนใหม่

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวน แต่เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามคำร้องขอให้พิจารณาคำขออนาถาใหม่ของโจทก์เป็นกรณีที่โจทก์จะใช้สิทธิสืบพยานเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ มิใช่กรณีที่โจทก์ตกเป็นคนยากจนลงภายหลังและยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้ไม่มีการสืบพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาชั้นอุทธรณ์ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ จึงมีคำสั่งงดไต่สวน ยกคำร้อง หากโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2546

โจทก์ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หากโจทก์ยังติดใจดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคำขออนาถาใหม่ของโจทก์นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์โดยถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบในวันนัดไต่สวน เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของโจทก์แล้วว่าโจทก์มิใช่คนยากจน จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ ในกรณีเช่นนี้โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หาได้ไม่ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์โดยมิได้สืบพยานโจทก์ เมื่อพิจารณาคำร้องขอให้พิจารณาคำขออนาถาใหม่ที่โจทก์อ้างว่าเป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง มิใช่การยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องนั้นใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ เห็นได้ชัดว่าขัดแย้งกับข้อความในคำร้องดังกล่าวที่ต้องการให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของโจทก์ไว้ไต่สวนใหม่โดยอ้างว่าโจทก์มิได้จงใจไม่นำพยานมาสืบในวันนัดไต่สวน แม้โจทก์จะอ้างในตอนท้ายของคำร้องด้วยว่าโจทก์เป็นคนยากจนไม่สามารถเสียค่าธรรมเนียมศาลได้แต่ก็เป็นการอ้างเพื่อยืนยันให้ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นคนยากจนเท่านั้น ข้อความที่อ้างมีเนื้อหาทำนองเดียวกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาฉบับเดิมทุกประการ โจทก์มิได้อ้างเหตุอะไรขึ้นใหม่ คำร้องของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์ต้องยื่นมาพร้อมอุทธรณ์และสาบานตัวให้คำชี้แจงว่าโจทก์ไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ เว้นแต่ว่าโจทก์ตกเป็นคนยากจนลงภายหลัง พฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ว่าโจทก์ต้องการยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของโจทก์ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ หาใช่เป็นการยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาตามมาตรา 156 วรรคหนึ่งไม่ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวได้และไม่มีความจำเป็นต้องไต่สวนคำร้องของโจทก์ตามนัดไว้อีกต่อไป ก็ชอบที่จะมีคำสั่งงดการไต่สวนและยกคำร้องของโจทก์เสียได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสันติพงษ์ นิมิตรดี
จำเลย — นายสมบูรณ์ บุญยรักษ์โยธิน
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9079/2547
#113042
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของผู้คัดค้านอ้างว่า นาย อ. เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย นาย อ. จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อนาย อ. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนาย อ. ซึ่งตามกฎหมายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ซึ่งมีผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย อ. รวมอยู่ด้วย ทั้งผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายยังมีทายาทลำดับอื่นก่อนผู้ร้องซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และผู้ร้องยังประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย สมควรถูกถอดออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หากเป็นจริงตามข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าว ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้สืบสิทธิของนาย อ. ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางเอี้ยม แพทองคำ ผู้ตาย ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอี๋ย แพทองคำ ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายอยู่ในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม นายเอี๋ยจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของผู้ตาย ต่อมานายเอี๋ยถึงแก่กรรมลงและกองมรดกดังกล่าวยังไม่ได้แบ่งปันให้ทายาท ผู้คัดค้านในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเอี๋ย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตาย ส่วนผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เนื่องจากยังมีทายาทในลำดับชั้นที่เหนือขึ้นไปและยังมีชีวิตอยู่คือนางเอื้อนกับนางละออง ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันกับผู้ตาย แต่ต่างบิดา จึงไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก และไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดก นอกจากนี้ผู้ร้องยังจงใจปิดบังจำนวนทายาทโดยธรรมและนำสืบพยานหลักฐานเท็จอีกทั้งทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกส่อเจตนาทุจริต สมควรถอดถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไปด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่

ผู้ร้องฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดในเนื้อหาแห่งคดี

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอี๋ย แพทองคำ ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย นายเอี๋ยจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อนายเอี๋ยถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายเอี๋ยซึ่งตามกฎหมายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งมีผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอี๋ยอยู่ด้วย ทั้งผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายยังมีทายาทลำดับอื่นก่อนผู้ร้องซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และผู้ร้องยังประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย สมควรถูกถอดออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หากเป็นจริงตามข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าวถือได้ว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้สืบสิทธิของนายเอี๋ย ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ สั่งให้รับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1718
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอิ้ม พลเสน
ผู้คัดค้าน — นางมะปราง แพทองคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายเลิศพงศ์ อินทรหอม
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9079/2547
#412443
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำร้องของผู้คัดค้านอ้างว่า อ. เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย อ. จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ส่วนหนึ่ง ต่อมาเมื่อ อ. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของ อ. ซึ่งตามกฎหมายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม ซึ่งมีผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ อ. รวมอยู่ด้วย ทั้งผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายยังมีทายาทลำดับอื่นก่อนผู้ร้องซึ่งยังมีชีวิตอยู่และผู้ร้องยังประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย สมควรถูกถอดออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหากเป็นจริงตามข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าว ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้สืบสิทธิของ อ. ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางเอี้ยม ผู้ตาย ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอี๋ย ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายอยู่ในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม นายเอี๋ยจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งจากกองมรดกของผู้ตายต่อมานายเอี๋ยถึงแก่กรรมลงและกองมรดกดังกล่าวยังไม่ได้แบ่งปันให้ทายาท ผู้คัดค้านในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเอี๋ย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายส่วนผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เนื่องจากยังมีทายาทในลำดับชั้นที่เหนือขึ้นไปและยังมีชีวิตอยู่คือนางเอื้อน กับนางละออง ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ส่วนผู้ร้องเป็นเพียงพี่น้องร่วมมารดาเดียวกันกับผู้ตาย แต่ต่างบิดา จึงไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกและไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดก นอกจากนี้ผู้ร้องยังจงใจปิดบังจำนวนทายาทโดยธรรม และนำสืบพยานหลักฐานเท็จ อีกทั้งทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกส่อเจตนาทุจริต สมควรถอดถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายต่อไปด้วย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้คัดค้านไว้เพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

ผู้ร้องฎีกา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดในเนื้อหาแห่งคดี

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับฎีกาของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางเอี้ยม ผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องของผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอี๋ย ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายในขณะที่ผู้ตายถึงแก่ความตาย นายเอี๋ยจึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายและมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายอยู่ส่วนหนึ่งต่อมาเมื่อนายเอี๋ยถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายเอี๋ยซึ่งตามกฎหมายย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมซึ่งอ้างว่าเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเอี๋ยอยู่ด้วย ทั้งผู้คัดค้านอ้างว่าผู้ร้องมิใช่ทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายยังมีทายาทลำดับอื่นก่อนผู้ร้องซึ่งยังมีชีวิตอยู่ และผู้ร้องยังประพฤติตนไม่เหมาะสม ทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกของผู้ตาย สมควรถูกถอดออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย หากเป็นจริงตามข้ออ้างของผู้คัดค้านดังกล่าว ถือได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้สืบสิทธิของนายเอี๋ยย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ผู้คัดค้านจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอถอดถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก และขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 สั่งให้รับคำร้องของผู้คัดค้านไว้ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางอิ้ม พลเสน
ผู้คัดค้าน — นางมะปราง แพทองคำ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9072/2547
#412094
เปิดฉบับเต็ม

ธุรกิจการค้าของโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขัน ข้อมูลความรู้ความลับทางการค้าเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ตามสมควร โจทก์จึงมีสิทธิที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ ทั้งข้อตกลงตามสัญญาจ้างทำงานก็มีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่ 2 ปี อันถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาพอสมควร สัญญาจ้างทำงานดังกล่าว จึงหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่

ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยจะไม่ทำงานรับจ้างหรือให้ข้อมูลของโจทก์แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับจากวันเลิกจ้าง หากผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท นั้น ย่อมเป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้าจึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เบี้ยปรับเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย ถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้หรือโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับและค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามจำเลยทำงานหรือกระทำการอันเป็นการแข่งขันในทางการค้ากับโจทก์เป็นเวลา 2 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544 จำเลยได้เข้าทำงานกับโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายซูเปอร์มาร์เก็ตได้รับค่าจ้างเดือนละ 40,000 บาท ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.4 และในข้อ 5.2 มีข้อตกลงว่าจำเลยจะไม่ไปทำงานรับจ้างหรือให้ข้อมูลของโจทก์กับผู้ประกอบการรายอื่นซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันเลิกจ้าง หากจำเลยผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 สิงหาคม 2545 จำเลยลาออกตามใบลาออกเอกสารหมาย จ.5 แล้วจำเลยเข้าทำงานที่บริษัทศิริมหาชัยโฮมเซ็นเตอร์หรือบริษัทยูนิตี้โฮม จำกัด ซึ่งมีลักษณะธุรกิจเดียวกับโจทก์เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ซึ่งอยู่ในระยะเวลา 2 ปี นับแต่เลิกจ้าง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า สัญญาตามเอกสารหมาย จ.4 ที่มีข้อตกลงว่าจำเลยจะไม่ไปทำงานรับจ้างกับผู้ประกอบการรายอื่นซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันเลิกจ้าง หากจำเลยผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท นั้น ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะ เพราะรักษาผลประโยชน์ของโจทก์ฝ่ายเดียวเกินสมควร ปิดทางทำมาหาได้ของจำเลยอย่างเด็ดขาด จำเลยไม่อาจประกอบอาชีพอย่างเดียวกับโจทก์จนไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ เห็นว่า ธุรกิจการค้าของโจทก์ต้องอาศัยการแข่งขัน ข้อมูลความรู้ความลับทางการค้าเกี่ยวกับสินค้าของโจทก์ตามสมควร ฉะนั้น โจทก์จึงมีสิทธิตามควรที่จะป้องกันสงวนรักษาข้อมูลและความลับในทางการค้าเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจของโจทก์ได้ทั้งข้อสัญญาดังกล่าวก็มีกำหนดเวลาห้ามจำเลยอยู่ 2 ปี อันถือได้ว่าเป็นกำหนดเวลาพอสมควร สัญญาจ้างทำงานตามเอกสารหมาย จ.4 จึงหาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงในสัญญาจ้างทำงานตามเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 5.2 ที่มีข้อความว่า หากจำเลยฝ่าฝืนจะถูกปรับเป็นเงินจำนวนหนึ่งไม่ใช่เบี้ยปรับดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย แต่เป็นข้อสัญญาที่ชัดแจ้งต้องบังคับกันตามที่ตกลงไว้นั้น เห็นว่า ข้อความในสัญญาที่ว่าจำเลยจะไม่ทำงานรับจ้างหรือให้ข้อมูลของโจทก์แก่ผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งมีลักษณะธุรกิจแบบเดียวกับโจทก์ภายในกำหนด 2 ปี นับจากวันเลิกจ้าง หากผิดสัญญายอมให้ปรับ 200,000 บาท นั้น ย่อมเป็นข้อสัญญาที่มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายจากการผิดสัญญาไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เบี้ยปรับเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหาย ถ้าสูงเกินส่วนศาลย่อมมีอำนาจลดลงได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้หรือโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 การที่ศาลแรงงานกลางใช้ดุลพินิจลดเบี้ยปรับลงจึงชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอุบลวัสดุ จำกัด
จำเลย — นางสาววราภรณ์ สุเมธศุภโชค
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9061/2547
#412284
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้กับคดีก่อนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันได้ จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.อ. มาตรา 91 (3) ศาลย่อมนับโทษจำคุกตลอดชีวิตคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต โดยไม่นับโทษต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 10966/2527 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ตลอดชีวิตแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว โดยศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2533 และคดีถึงที่สุดโดยจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกา

ต่อมาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่าคดีนี้กับคดีก่อนดังกล่าว ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตทั้งสองคดี ขอให้แก้ไขคำพิพากษาให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) เป็นไม่นับโทษต่อกัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีก่อนของศาลชั้นต้นกับคดีนี้ วันเวลาเกิดเหตุต่างกันไม่มีความเกี่ยวพันกัน จึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) และไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงนับโทษต่อกันได้ ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า จะนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีก่อน คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10966/2527 ของศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีก่อนเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งไม่อาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันหรือพิจารณาพิพากษารวมกันได้ กรณีดังกล่าวจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ดังนั้น ศาลย่อมนับโทษจำคุกตลอดชีวิตคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตในคดีก่อนได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุทธิชัยหรือลิ้ม รัตนบวรวิศิษฐ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9051/2547
#113093
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมเช็คของโจทก์ร่วมแล้วนำเช็คไปเบิกเงินและยักยอกเงินตามเช็คไป โจทก์ร่วมไปแจ้งความร้องทุกข์ ต่อมาจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนการที่โจทก์ร่วมนำมูลหนี้ตามเช็คไปฟ้องคดีแพ่งในมูลละเมิด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม คดีถึงที่สุด ก็มีผลเพียงห้ามคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยมูลเหตุอย่างเดียวกันเฉพาะมูลคดีแพ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมอันเป็นมูลคดีนี้ ซึ่งมิใช่ความผิดอันยอมความได้ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเช็คอันเป็นเอกสารสิทธิ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 265 แม้ไม่ได้บรรยายว่าปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) แต่เช็คก็เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่ง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่า โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 266 (4) ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว ดังนั้น เมื่อทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมสืบสมว่า จำเลยปลอมเช็คและใช้หรืออ้างเอกสารเช็คปลอม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิดศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโซเทค จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 266, 268 (ที่ถูกมาตรา 266 (4), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมจึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคสอง) กระทงเดียว และแม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรา 266 มาด้วย ก็เป็นกรณีที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า ลงโทษจำเลยตามมาตรา 266 ได้ จำเลยกระทำความผิด 5 กรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อ 1 ว่า โจทก์ร่วมได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยได้ปลอมเช็คอันเป็นเช็คทั้งหมดที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ แล้วได้เบิกเงินตามเช็คและยักยอกเงินตามเช็คไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ แต่โจทก์ร่วมกลับนำมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นให้ ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดอีก จนเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมนำเช็คจำนวนเดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีนี้ในความผิดฐานปลอมเช็คอันเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นคดีนี้ อันเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในความผิดที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการฟ้องซ้ำ และสิทธิในการนำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องคดีนี้ได้ระงับลงแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) (4) ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเคยร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ แล้วต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยและถอนคำร้องทุกข์ในคดีดังกล่าวไปก็เพียงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายจากมูลละเมิดที่เกิดจากการปลอมเช็คและเบิกเงินตามเช็คไป ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด ก็มีผลเพียงห้ามคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเฉพาะมูลคดีแพ่ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมอันเป็นมูลคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อ 2 และข้อ 3 ว่า โจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 265 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เป็นฟ้องเคลือบคลุม และศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 266 เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเช็ค 53 ฉบับ อันเป็นเอกสารสิทธิ ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 265 แม้ไม่ได้บรรยายว่าปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) แต่เช็คก็เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่ง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 266 (4) ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว และทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็สืบสมว่า จำเลยปลอมเช็คจำนวน 5 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ. 4 ฉบับที่ 1, 2, 5, 6, และ 8 และใช้หรืออ้างเอกสารเช็คปลอม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ ตาม ป.อ. มาตรา 192 วรรคห้า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเช็คตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 1 มีจำนวนเงิน 40,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 195,000 บาท ฉบับที่ 5 จำนวนเงิน 20,000 บาท ฉบับที่ 6 จำนวนเงิน 30,000 บาท ฉบับที่ 8 จำนวนเงิน 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 335,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้น หนักเกินไป ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจและเห็นสมควรลงโทษให้เหมาะสมแก่ความผิดได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 266 ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) (4) ม. 158 (5) ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — บริษัทโซเทค จำกัด
จำเลย — นางชฎาพร แก้วตก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายสมศักดิ์ ทิมพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวสมสุข ธีระกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9051/2547
#412092
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมเคยร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ แล้วต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยและถอนคำร้องทุกข์ในคดีกังกล่าวไป ก็เพียงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายจากมูลละเมิดที่เกิดจากการปลอมเช็คและเบิกเงินตามเช็คไป ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด ก็มีผลเพียงห้ามคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเฉพาะมูลคดีแพ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมอันเป็นมูลคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โจทก์และโจทก์ร่วมมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเช็ค 53 ฉบับ อันเป็นเอกสารสิทธิขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 265 แม้ไม่ได้บรรยายว่าปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) แต่เช็คก็เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่ง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาได้โดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 266 (4) ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แล้ว และทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็สืบสมว่า จำเลยปลอมเช็คจำนวน 5 ฉบับ และใช้หรืออ้างเอกสารเช็คปลอมจึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคห้า

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทโซเทค จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266, 268 (ที่ถูกมาตรา 266 (4), 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 266 (4)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมจึงต้องลงโทษฐานใช้เอกสารตั๋วเงินปลอมแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคสอง) กระทงเดียว และแม้โจทก์จะมิได้อ้างมาตรา 266 มาด้วย ก็เป็นกรณีที่โจทก์อ้างฐานความผิดหรือบทมาตราผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า ลงโทษจำเลยตามมาตรา 266 ได้ จำเลยกระทำความผิด 5 กรรม ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 ปี รวมจำคุก 10 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติเป็นเบื้องต้นว่า ระหว่างปลายปี 2535 ถึงปลายปี 2537 จำเลยเป็นพนักงานของโจทก์ร่วมทำหน้าที่ทำบัญชีรับ - จ่าย เขียนเช็คจ่ายให้แก่ลูกค้าของโจทก์ร่วม และนำเช็คเงินสดของโจทก์ร่วมวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท ไปเบิกเงินจากธนาคาร โจทก์ร่วมเปิดบัญชีไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ โดยให้ลงลายมือชื่อของนายวิชัยและนางยุพดีกรรมการของโจทก์ร่วมคนใดคนหนึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อในเช็คและตัวอย่างตราประทับให้ไว้แก่ธนาคาร ต่อมาเดือนมกราคม 2538 จำเลยลาออก นายวิชัยจึงตรวจสอบสมุดเช็ค ปรากฏว่าต้นขั้วเช็คและสมุดเช็คบางฉบับหายไปจึงไปตรวจสอบกับธนาคารพบว่าเช็คที่หายไปและนำมาเรียกเก็บเงินจากธนาคารมีลายมือชื่อคล้ายกับลายมือชื่อของนายวิชัย แต่นายวิชัยไม่ได้ลงลายมือชื่อและที่ด้านหลังเช็คมีลายมือชื่อของจำเลยเป็นผู้รับเงิน นายวิชัยจึงตรวจสอบเช็คทั้งหมดตั้งแต่จำเลยเริ่มเข้าทำงาน พบเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ 8 ฉบับ ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายวิชัย และเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ 45 ฉบับ ไม่ใช่ลายมือชื่อของนายวิชัย สำหรับเช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ 45 ฉบับ ซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อของนายวิชัยปลอมและนำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ 3 ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 3, 4 และ 7 ซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อของนายวิชัยปลอมและนำไปเบิกเงินจากธนาคารตามเช็คนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อุทธรณ์ ดังนั้น ในฐานความผิดปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม เช็คของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ 45 ฉบับ และเช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาหาดใหญ่ 3 ฉบับดังกล่าว จึงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อ 1 ว่า โจทก์ร่วมได้กล่าวหาต่อพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอหาดใหญ่ว่า จำเลยได้ปลอมเช็คอันเป็นเช็คทั้งหมดที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนี้ แล้วได้เบิกเงินตามเช็คและยักยอกเงินตามเช็คไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ ต่อมาจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมจนโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ แต่โจทก์ร่วมกลับนำมูลหนี้ตามเช็คดังกล่าวมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้นให้ชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดอีก จนเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วม คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์และโจทก์ร่วมนำเช็คจำนวนเดียวกันมาฟ้องร้องจำเลยเป็นคดีนี้ในความผิดฐานปลอมเช็คอันเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นคดีนี้ อันเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในความผิดที่ศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว จึงเป็นการฟ้องซ้ำและสิทธิในการนำคดีอาญาของโจทก์มาฟ้องคดีนี้ได้ระงับลงแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2), (4) ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมนั้น เห็นว่า โจทก์ร่วมเคยร้องทุกข์กล่าวหาจำเลยว่ายักยอกเงินตามเช็คของโจทก์ร่วมไปจำนวน 3,000,000 บาทเศษ แล้วต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยและถอนคำร้องทุกข์ในคดีดังกล่าวไป ก็เพียงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์และโจทก์ร่วมในความผิดฐานยักยอกทรัพย์อันเป็นความผิดต่อส่วนตัวระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าเสียหายจากมูลละเมิดที่เกิดจากการปลอมเช็คและเบิกเงินตามเช็คไป ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด ก็มีผลเพียงเห้ามคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันเฉพาะมูลคดีแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 เท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่เคยมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในคดีอาญาสำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารตั๋วเงินและใช้เอกสารตั๋วเงินปลอม อันเป็นมูลคดีนี้ ซึ่งไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยเป็นคดีนี้ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องคดีนี้ของโจทก์และร่วมยังไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อ 2 และข้อ 3 ว่าโจทก์และโจทก์ร่วมฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 โดยไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) เป็นฟ้องเคลือบคลุม และศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบนั้น เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ปลอมเช็ค 53 ฉบับ อันเป็นเอกสารสิทธิ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 แม้ไม่ได้บรรยายว่าปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) แต่เช็คก็เป็นตั๋วเงินชนิดหนึ่ง คำบรรยายฟ้องเช่นนี้ทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อหาโดยถูกต้องแล้วว่าโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดอย่างไร แม้โจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว และทางพิจารณาโจทก์และโจทก์ร่วมก็สืบสมว่าจำเลยปลอมเช็คจำนวน 5 ฉบับตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 1, 2, 5, 6 และ 8 และใช้หรืออ้างเอกสารเช็คปลอม จึงเป็นการอ้างบทมาตราผิด ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตามฐานความผิดที่ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคห้า คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความฎีกาได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เช็คตามเอกสารหมาย จ.4 ฉบับที่ 1 มีจำนวนเงิน 40,000 บาท ฉบับที่ 2 จำนวนเงิน 195,000 บาท ฉบับที่ 5 จำนวนเงิน 20,000 บาท ฉบับที่ 6 จำนวนเงิน 30,000 บาท ฉบับที่ 8 จำนวนเงิน 50,000 บาท รวมเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 335,000 บาท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 ปี นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจและเห็นสมควรลงโทษให้เหมาะสมแก่ความผิดได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 5 กระทงเป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 265 ม. 266 (4)
ป.วิ.พ. ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 39 (2) ม. 39 (4) ม. 158 ม. 192 วรรคห้า
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
โจทก์ร่วม — บริษัทโซเทค จำกัด
จำเลย — นางชฎาพร แก้วตก
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9042 -ที่ 9043/2547
#412280
เปิดฉบับเต็ม

แม้เช็คเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร จึงเป็นเอกสารสิทธิตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 265 ด้วย แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยปลอมเอกสารสิทธิ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 265 ได้ เช็คถือเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 898 การที่จำเลยนำเช็คธนาคาร ก. ของโจทก์ร่วมมาแก้ไขและเติมข้อความในช่องสั่งจ่ายบ้าง ช่องจำนวนเงินบ้างหรือปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมในช่องสั่งจ่าย แล้วนำเช็คไปขอเบิกเงินจากธนาคาร ก. ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นเช็คที่แท้จริงของโจทก์ร่วม จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นบางส่วนโดยการแก้ไขเติมข้อความและลงลายมือชื่อปลอมในตั๋วเงินที่แท้จริง เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่โจทก์ร่วมทำขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคาร ก. การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมตั๋วเงิน จำเลยหาจำต้องปลอมเช็คขึ้นทั้งฉบับ จึงจะเป็นความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตาม ป.อ. มาตรา 266 (4) เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและนำไปใช้เอง จึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอมตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แต่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 265 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย คือลงโทษในบทมาตราที่เบากว่า ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 3 วรรคแรก ไม่ได้ เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด แตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด

เมื่อศาลฎีกาได้ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยแล้ว แม้จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงรวมทั้งดุลพินิจในการกำหนดโทษได้ตามที่เห็นสมควร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนเป็นใจความว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 266, 268, 335 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินรวมสองสำนวนเป็นเงิน 613,890 บาท แก่ผู้เสียหาย นับโทษจำเลยต่อกันทั้งสองสำนวนและนับต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 730/2544 ของศาลแขวงพระนครเหนือ

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสองสำนวน แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณาบริษัทโปรอิมเมจ จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 266 (4), 268 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4)), 335 (11) วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 266 ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (ที่ถูกความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) มาตรา 268 วรรคสอง แต่กระทงเดียว และความผิดฐานลักทรัพย์กับความผิดฐานใช้ตั๋วเงินปลอมเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมตั๋วเงินและใช้ตั๋วเงินปลอมกับลักทรัพย์รวม 6 ครั้ง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 24 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 12 ปี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงิน 613,890 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูกข้อหาอื่นให้ยก) ส่วนคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อไม่ปรากฏว่าศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายมีว่า การปลอมเช็คของจำเลยเป็นการปลอมเอกสารสิทธิและปลอมตั๋วเงินต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 266 (4) หรือไม่ เห็นว่า แม้เช็คเป็นเอกสารอันก่อให้เกิดสิทธิในการรับเงินจากธนาคาร จึงเป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) และโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมเอกสารสิทธิ จึงไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 265 ดังที่จำเลยฎีกาได้และเช็คถือเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่งดังที่บัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 898 ที่บัญญัติว่า "อันตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายนี้มีสามประเภท ๆ หนึ่งคือตั๋วแลกเงิน ประเภทหนึ่งคือ ตั๋วสัญญาใช้เงิน ประเภทหนึ่งคือ เช็ค" ดังนั้น การที่จำเลยนำเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาลาดพร้าว 67 ของโจทก์ร่วมมาแก้ไขและเติมข้อความในช่องสั่งจ่ายบ้าง ช่องจำนวนเงินบ้าง หรือปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมในช่องสั่งจ่าย แล้วนำเช็คไปขอเบิกเงินจากธนาคารดังกล่าว ซึ่งหลงเชื่อว่าเป็นเช็คที่แท้จริงของโจทก์ร่วม จึงจ่ายเงินให้จำเลยไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทำเอกสารปลอมขึ้นบางส่วนโดยการแก้ไขเติมข้อความและลงลายมือชื่อปลอมในตั๋วเงินที่แท้จริง เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่โจทก์ร่วมทำขึ้น และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ร่วมและธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานปลอมตั๋วเงิน จำเลยหาจำต้องปลอมเช็คขึ้นทั้งฉบับจึงจะเป็นความผิดฐานปลอมตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) ดังที่จำเลยอ้างในฎีกาไม่ เมื่อจำเลยเป็นผู้ปลอมตั๋วเงินและนำไปใช้เองจึงต้องลงโทษจำเลยฐานใช้ตั๋วเงินปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (4) ตามมาตรา 268 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่จะพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยคือลงโทษในบทมาตราที่เบากว่าไม่ว่าทางใดทางหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคแรก ดังจำเลยอ้างย่อมไม่ได้เพราะไม่ใช่เป็นกรณีที่กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น และเมื่อได้ยกปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยแล้ว แม้จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและจำเลยต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ก็ตาม แต่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงรวมทั้งดุลพินิจในการกำหนดโทษได้ตามที่เห็นสมควร ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งเป็นจำคุกกระทงละ 4 ปี นั้น นับว่าหนักเกินไป เนื่องจากจำเลยได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมบางส่วนจนโจทก์ร่วมพอใจไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไปแล้ว จึงเห็นสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดร้ายแรง แม้จำเลยมีภาระต้องดูแลมารดาที่แก่ชราและบุตรชายอายุ 10 ปี ซึ่งมีอาการบกพร่องทางสติปัญญา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 6 กระทง จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกมีกำหนด 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 898
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 3 วรรคแรก ม. 90 ม. 265 ม. 266 (4) ม. 268
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลยร่วม — บริษัทโปรอิมเมจ จำกัด
จำเลย — นางสาวศิริพงษ์หรือศศิพงษ์ บุญคลัง
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9041/2547
#267445
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของโจทก์กับเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอนั้น ต่างมีตัวอักษรโรมันคำว่า "VALENTINO" จัดวางไว้อย่างเด่นชัดเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าโจทก์ได้นำคำว่า "VALENTINO" และคำว่า "COUTURE" มาใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และใช้กับสินค้านำออกจำหน่ายเป็นที่แพร่หลายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ซึ่งได้มีการจดทะเบียนไว้ด้วยแล้วก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนได้นำคำว่า "VALENTINO" และคำว่า "COUPEAU" มาจัดวางในเครื่องหมายการค้าของตน ดังนี้ แม้ผู้ขอจดทะเบียนจะมีสิทธิใช้คำว่า "VALENTINO" มาเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของตนก็ตาม แต่ก็ต้องกระทำโดยสุจริตป้องกันความสับสนต่อผู้บริโภคโดยออกแบบเครื่องหมายการค้าให้มีลักษณะแตกต่างกันซึ่งมีโอกาสทำได้ แต่กลับปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ออกแบบลักษณะเครื่องหมายการค้าที่นอกจากจะใช้คำที่เหมือนของโจทก์แล้วยังออกแบบวางรูปและคำในรูปแบบเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้งยังมีสำเนียงที่เรียกขานใกล้เคียงกัน โดยนำไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ อย่างเดียวกัน จึงมีโอกาสทำให้ผู้ซื้อหรือผู้ใช้สินค้าหลงผิดว่าสินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นสินค้าของโจทก์ได้ง่าย ส่อแสดงว่าผู้ขอจดทะเบียนมีเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการขายสินค้าของตนโดยอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วสำหรับสินค้าอย่างเดียวกัน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ย่อมไม่เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้และต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 วรรคหนึ่ง (2)

เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนเมื่อนายทะเบียนยังมิได้มีคำสั่งให้รับจดทะเบียน จึงไม่จำต้องพิพากษาเพิกถอนคำขอจดทะเบียนแต่อย่างใด เพราะเครื่องหมายการค้าที่ศาลพิพากษาว่าเครื่องหมายการค้าที่ไม่พึงรับจดทะเบียนได้ ก็เป็นการต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนให้อยู่แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ฉบับที่ 1519/2543 และ 1520/2543 เรื่อง เครื่องหมายการค้าคำว่า "VALENTINO COUPEAU" และรูปสุนัขพื้นทึบ (คำขอเลขที่ 336888 และ 336889 ตามลำดับ) และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 12 และที่ 13 ที่ให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ฉบับที่ 43/2542 และ 24/2542 ตามลำดับ มีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 1 ถึงที่ 13 รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 336888 และ 336889 และมีคำสั่งจำหน่ายเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองดังกล่าวออกจากสารบบความของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสิบสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 336888 และ 336889 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสิบสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบสามว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 336888 และ 336889 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์คือเครื่องหมาย. .กับเครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนทั้งสองคำขอคือเครื่องหมาย นั้น ต่างมีตัวอักษรโรมันคำว่า "VALENTINO" จัดวางไว้อย่างเด่นชัดเช่นเดียวกัน ปรากฏว่าโจทก์ได้นำคำว่า "VALENTINO" และคำว่า "COUTURE" มาใช้ประกอบเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของโจทก์และใช้กับสินค้านำออกจำหน่ายเป็นที่แพร่หลายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยซึ่งได้มีการจดทะเบียนไว้ด้วยแล้วก่อนที่ผู้ขอจดทะเบียนได้นำคำว่า "VALENTINO" และคำว่า "COUPEAU" มาจัดวางในเครื่องหมายการค้าของตน ดังนี้ แม้ผู้ขอจดทะเบียนจะมีสิทธิใช้คำว่า "VALENTINO" เป็นส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของตนก็ตาม แต่ก็ต้องกระทำโดยสุจริตป้องกันความสับสนต่อผู้บริโภค โดยควรพยายามออกแบบเครื่องหมายการค้าให้มีลักษณะแตกต่างกันซึ่งมีโอกาสทำได้ แต่กลับปรากฏว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ออกแบบลักษณะเครื่องหมายการค้าที่นอกจากจะใช้คำว่า "VALENTINO" เหมือนของโจทก์แล้วยังออกแบบวางรูปและคำในรูปแบบเดียวกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ ทั้งยังมีสำเนียงที่เรียกขานใกล้เคียงกัน โดยนำไปใช้กับสินค้าต่าง ๆ อย่างเดียวกัน จึงมีโอกาสทำให้ผู้ซื้อหรือผู้ใช้สินค้าหลงผิดว่าสินค้าของผู้ขอจดทะเบียนเป็นสินค้าของโจทก์ได้ง่าย ส่อแสดงว่าผู้ขอจดทะเบียนมีเจตนาที่จะใช้เครื่องหมายการค้าที่คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อประโยชน์ในการขายสินค้าของตน โดยอาศัยชื่อเสียงเกียรติคุณในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วสำหรับสินค้าอย่างเดียวกัน จึงเห็นว่า เครื่องหมายการค้าของผู้ขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 336888 และ 336889 คล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้วสำหรับสินค้าอย่างเดียวกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า ย่อมไม่เป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้และต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) และมาตรา 13 วรรคหนึ่ง (2) แต่ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 336888 และ 336889 นั้น ไม่ปรากฏว่านายทะเบียนได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวแล้ว กรณีจึงไม่ต้องเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้า และเมื่อศาลพิพากษาถึงที่สุดว่าเครื่องหมายการค้าตามคำขอทั้งสองคำขอดังกล่าวมิใช่เครื่องหมายการค้าที่พึงรับจดทะเบียนได้ดังกล่าวมาข้างต้น ก็เป็นการต้องห้ามมิให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนให้อยู่แล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง โดยไม่จำเป็นต้องเพิกถอนคำขอจดทะเบียนนั้นแต่อย่างใด แต่ต้องเพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 และที่ 12 กับที่ 13 เสียด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า เครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 336888 และ 336889 มิใช่เครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบมาตรา 13 วรรคหนึ่ง (2) และวรรคสอง ให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่ 1519/2543 และ 1520/2543 และคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 12 และที่ 13 ที่ 43/2542 และ 24/2542 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 6 (3) ม. 13 วรรคหนึ่ง (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวาเลนติโน โกลบ บี. วี.
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางปราณี บุญโญภาส
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9032/2547
#412279
เปิดฉบับเต็ม

การออกเช็คเป็นการสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามจำนวนในเช็ค ณ วันที่ที่ลงในเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีเจตนาให้จ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวนไม่ได้ร่วมเป็นเช็คฉบับเดียวกัน ความผิดเกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจนเป็นการเฉพาะตัวของเช็คแต่ละฉบับเมื่อธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ๆ แล้ว การที่จำเลยออกเช็คแต่ละฉบับชำระหนี้รายเดียวกันและได้ลงวันที่สั่งจ่ายคนละวัน ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามวันที่ลงในเช็คจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเป็นคนละกระทงความผิดแยกจากกัน ซึ่งศาลต้องลงโทษจำเลยเรียงเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (1) (2) (3) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 3 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 6 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน รวม 2 กระทงจำคุก 4 เดือน เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่าเช็คพิพาทบังคับกันไม่ได้ตามกฎหมายเพราะมูลหนี้ระงับแล้ว เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยในการออกเช็คของศาลแขวงพระโขนงเป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย และเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ เห็นว่า การออกเช็คเป็นการสั่งให้ธนาคารจ่ายเงินตามจำนวนในเช็ค ณ วันที่ที่ลงในเช็คนั้น ผู้ออกเช็คมีเจตนาให้จ่ายเงินตามเช็คแต่ละฉบับแยกจากกันเป็นคนละส่วนคนละจำนวนไม่ได้ร่วมเป็นเช็คฉบับเดียวกัน ความผิดเกิดขึ้นต่างหากแยกจากกันได้โดยชัดเจนเป็นการเฉพาะตัวของเช็คแต่ละฉบับ เมื่อธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น ๆ แล้ว ดังนั้น การที่จำเลยออกเช็คแต่ละฉบับชำระหนี้รายเดียวกันและได้ลงวันที่สั่งจ่ายคนละวัน ธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามวันที่ลงในเช็คจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเป็นคนละกระทงความผิดแยกจากกันซึ่งศาลต้องลงโทษจำเลยเรียงเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายวิเชียร ทรัพย์เจริญไวทย์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9029/2547
#412420
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วยผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่งกับผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่งตามบทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 106, 112, และมาตรา 114

จำเลยเป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกันและเป็นผู้ทำสัญญาประกันตัว ป. ผู้ต้องหาในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ จากโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกันมาตามมาตรา 114 เมื่อไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าหลักประกันนั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยจัดหาหลักประกันเป็นที่ดินมีโฉนดซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วน ส. และห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยินยอมให้นำโฉนดที่ดินมาวางต่อโจทก์ในการขอปล่อย ป. ผู้ต้องหาชั่วคราว โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้รับโฉนดที่ดินไปดำเนินการแทนนั้น หาได้แปลว่า จำเลยยื่นคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันตัว ป. ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวในฐานะที่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของห้างหุ้นส่วน ส. แต่อย่างใดไม่ แต่แสดงว่าจำเลยมีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันตัว ป.ผู้ต้องหาในนามของจำเลยเองด้วย หากจำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วน ส. ให้มาประกันตัวผู้ต้องหาจริงแล้ว จำเลยก็ควรระบุไว้ในคำร้องขอประกันและสัญญาประกันด้วยว่า ทำแทนหรือเป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนดังกล่าว ดังนั้น สัญญาประกันจึงมีผลผูกพันจำเลยในฐานะคู่สัญญา

การที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดในวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้แก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ก่อน เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้น ย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัด อันจะทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัว ป. ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเพียงแต่มีบันทึกลงไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่าจะได้ดำเนินการเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายต่อไปเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระเงินตามสัญญาประกัน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่ วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้อันเป็นการเรียกให้ชำระหนี้เงินแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,473,060.07 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,207,765.32 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การดำเนินการขอประกันตัวผู้ต้องหาของจำเลยเป็นการกระทำในฐานะตัวแทนผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ มิได้กระทำในฐานะส่วนตัวที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่โจทก์และจำเลยไม่ฎีกาและแก้ฎีกาโต้แย้งกันว่า เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุม นายปฐมพงษ์ ผู้ต้องหาในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 แล้วควบคุมตัวส่งมอบให้โจทก์เพื่อดำเนินการสอบสวนรวม 5 คดี ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2539 มีการยื่นคำร้องขอประกันผู้ต้องหาชั่วคราวและทำสัญญาประกันตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหารวม 5 คดี โดยจำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกัน และลงลายมือชื่อเป็นผู้ประกันในสัญญาประกันปรากฏตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ในสัญญาประกันทั้ง 5 ฉบับดังกล่าว จำเลยระบุที่ดินโฉนดเลขที่ 158115 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ เป็นหลักประกัน ต่อมาจำเลยไม่สามารถส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ได้ตามสัญญา โจทก์จึงเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าปรับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดตามสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 คำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาหรือจำเลยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีประกันหรือมีประกันหรือมีประกันและหลักประกัน ย่อมยื่นได้โดยผู้ต้องหาเอง หรือผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง และมาตรา 112 เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันก่อนปล่อยไปให้ผู้ประกันหรือผู้เป็นหลักประกันลงลายมือชื่อในสัญญาประกันนั้น

ในสัญญาประกันนอกจากข้อความอย่างอื่นอันจะพึงมี ต้องมีข้อความดังนี้ด้วย

(1) ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวหรือผู้ประกัน แล้วแต่กรณี จะปฏิบัติตามนัดหรือหมายเรียกของเจ้าพนักงานซึ่งให้ปล่อยชั่วคราว

(2) เมื่อผิดสัญญาจะใช้เงินจำนวนที่ระบุไว้

ส่วนมาตรา 114 เมื่อจะปล่อยชั่วคราวโดยให้มีประกันและหลักประกันด้วยก่อนปล่อยตัวไป ให้ผู้ร้องขอประกันจัดหาหลักประกันมาดังต้องการ

หลักประกันมี 3 ชนิด คือ

(1) มีเงินสดมาวาง

(2) มีหลักทรัพย์อื่นมาวาง

(3) มีบุคคลมาเป็นหลักประกัน โดยแสดงหลักทรัพย์

บทบัญญัติดังกล่าวเป็นที่เห็นได้ว่า การขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวโดยมีประกันและหลักประกันนั้นต้องประกอบด้วย ผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องได้ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวประการหนึ่งกับผู้ร้องขอประกันได้จัดหาหลักประกันมาอีกประการหนึ่ง ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏชัดตามคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 รวม 5 ฉบับว่า จำเลยเป็นผู้ยื่นคำร้องขอประกันและเป็นผู้ทำสัญญาประกันตัว นายปฐมพงษ์ ผู้ต้องหาในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 จากโจทก์ จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องจัดหาหลักประกันมาตามมาตรา 114 เมื่อไม่มีกฎหมายใดบังคับว่าหลักประกันนั้นจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ประกันแต่ผู้เดียว การที่จำเลยจัดหาหลักประกันเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 158115 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ และห้างหุ้นส่วนดังกล่าวยินยอมให้นำโฉนดที่ดินมาวางต่อโจทก์ในการขอให้ปล่อยนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาชั่วคราว โดยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้รับโฉนดที่ดินไปดำเนินการแทนนั้น หาได้แปลว่าจำเลยยื่นคำร้องขอประกันและทำสัญญาประกันตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาคดีดังกล่าวในฐานะที่จำเลยเป็นเพียงตัวแทนของห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้แต่อย่างใดไม่ แต่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาเข้าทำสัญญาประกันตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาในนามของจำเลยเองด้วย หากจำเลยเป็นแต่เพียงผู้รับมอบอำนาจจากห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลสยามเฮ้าส์ซิ่งแฮปปี้ให้มาประกันตัวผู้ต้องหาจริงแล้วจำเลยก็น่าจะระบุไว้ในคำร้องขอประกันและสัญญาประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ด้วยว่า ทำแทนหรือประกันเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 จึงมีผลผูกพันจำเลยในฐานะคู่สัญญา ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เพียงใด ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัยเพื่อความรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาคดี ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยเสียให้เสร็จสิ้น โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหารวม 5 คดี คดีเลขที่ 551/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 840,000 บาท และคดีเลขที่ 876/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 54,420 บาท คดีเลขที่ 1522/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 259,002 บาท คดีเลขที่ 1668/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 33,890.66 บาท และคดีเลขที่ 1680/2539 ยอมใช้เงินจำนวน 20,452.66 บาท รวมจำนวน 1,207,765.32 บาท โจทก์กำหนดนัดให้จำเลยส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาต่อโจทก์ดังนี้ คดีเลขที่ 551/2539 ส่งตัววันที่ 16 ธันวาคม 2539 คดีเลขที่ 876/2539 และ 1522/2539 ส่งตัววันที่ 25 ธันวาคม 2539 คดีเลขที่ 1668/2539 และ 1680/2539 ส่งตัววันที่ 27 ธันวาคม 2539 ครั้นถึงกำหนดนัดดังกล่าวจำเลยไม่สามารถนำตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหามาส่งให้โจทก์ได้จึงถือว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามสัญญาประกันแต่ละฉบับ รวมจำนวน 1,207,765.32 บาท แต่ที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 โดยถือว่าเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหาต่อโจทก์นั้น เห็นว่า การที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดย่อมทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดสัญญาประกัน โจทก์ชอบที่จะบังคับตามสัญญาประกันได้โดยมีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินตามจำนวนที่ระบุไว้ในสัญญาประกันซึ่งมีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ แต่การชำระหนี้ดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาอันจะพึงชำระหนี้แก่กันไว้ โจทก์ชอบที่จะบอกกล่าวกำหนดเวลาให้ชำระหนี้ก่อนเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้นั้นย่อมได้ชื่อว่าผิดนัดนับแต่เมื่อนั้น กรณีมิใช่เป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระในวันเดียวกับวันที่จำเลยไม่ส่งตัวผู้ต้องหาให้แก่โจทก์ตามกำหนดนัดอันจะทำให้จำเลยตกเป็นผู้ผิดนัด ตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวนายปฐมพงษ์ผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนเพียงแต่มีบันทึกลงไว้ในรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานเอกสารหมาย จ.13 ว่าจะได้ดำเนินการเสนอผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายต่อไปเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหาแล้ว โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยให้ชำระเงินตามสัญญาประกัน กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2539 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้อันเป็นการเรียกให้ชำระหนี้เงินแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยดังนี้กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,207,765.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 379
ป.วิ.อ. ม. 106 ม. 112 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคลองตัน
จำเลย — นางรุ่งนภา สุขสันต์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9018/2547
#412414
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งตามคำฟ้องและจากการตรวจสอบของโจทก์ทั้งสามว่าเจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนให้แก่ตนเองเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์มรดกอื่นอีก ดังนี้ ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 182 (4) โดยไม่จำต้องทำการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์จำเลยก่อน และการที่ทรัพย์มรดกมีเพียงที่ดินพิพาท 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมรดกตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535 ถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ทั้งสามซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเห็นว่าการจัดการมรดกไม่ชอบโจทก์ทั้งสามก็ฟ้องภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง คือภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสามฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายชู ได้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี อันเป็นทรัพย์มรดกของนายชู ให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบ วันที่ 29 กันยายน 2535 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่นางเมี้ยน และวันที่ 17 มีนาคม 2536 นางเมี้ยนได้โอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นหลานผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายจำนงค์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชูได้รับความเสียหาย ไม่ได้รับส่วนแบ่งมรดก ขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมจดทะเบียนวันที่ 10 สิงหาคม 2535 วันที่ 29 กันยายน 2535 และวันที่ 17 มีนาคม 2536 ในสารบัญท้ายหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 1 หมู่ที่ 7 ตำบลปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ดังกล่าวคืนแก่กองมรดกของนายชู และให้จำเลยที่ 1 จัดการแบ่งแยกแก่โจทก์ทั้งสาม เนื้อที่ประมาณ 201 ตารางวา หากจำเลยทั้งสองไม่ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ) ให้ถือว่าสูญหาย ขอให้สั่งเจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนเอกสารสิทธิสำหรับที่ดินฉบับเดิม

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ เพราะไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ 29 กันยายน 2535 ซึ่งจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทรัพย์มรดกให้แก่ภริยานายชูก่อนโอนมาเป็นของจำเลยที่ 2 และขาดอายุความเพราะโจทก์ทั้งสามไม่ได้ฟ้องคดีภายใน 1 ปีหรือ 10 ปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2530 ซึ่งนายชู เจ้ามรดกตาย สิทธิในที่ดินของโจทก์ทั้งสามมีไม่เกิน 83 ตารางวา ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าฟ้องโจทก์ทั้งสามขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายโดยยังมิได้มีการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์จำเลยก่อนนั้นชอบหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องของโจทก์ทั้งสามขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสามกล่าวอ้างในคำฟ้องว่า นายชู เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 1 แปลง ระหว่างการพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีเพื่อให้โจทก์ทั้งสามตรวจสอบหาทรัพย์มรดกอื่นของเจ้ามรดก โจทก์ทั้งสามตรวจสอบแล้วแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า พบเพียงที่ดินพิพาท 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนให้แก่ตนเองเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2535 ไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินมรดกอื่นอีก ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 182 (4) โดยไม่จำต้องทำการชี้สองสถานหรือสืบพยานโจทก์จำเลยก่อน และการที่ทรัพย์มรดกมีเพียงที่ดินพิพาท 1 แปลง ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับมรดกตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535 ถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงในวันดังกล่าวแล้วเมื่อโจทก์ทั้งสามซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดกเห็นว่าการจัดการมรดกไม่ชอบโจทก์ทั้งสามก็ต้องฟ้องภายในเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2535 คือภายในวันที่ 10 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์ทั้งสามฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2544 เกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1733
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 182 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนันต์ ระวังเหตุ กับพวก
จำเลย — นางทองคำ กิจดี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9015/2547
#113182
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบฉันทะของโจทก์ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ว. ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลในคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าให้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันเวลาใด การมอบฉันทะดังกล่าวก็เพื่อให้ ว. มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แทนโจทก์จนเสร็จการนั้นเอง ตราบใดที่ยังไม่มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว. ก็ยังมีอำนาจฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อยู่จนกว่าโจทก์จะถอนหรือยกเลิกใบมอบฉันทะดังกล่าว การที่ ว. มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 16.15 นาฬิกา หลังจากที่ศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 10 นาฬิกา ให้เลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา และออกหมายจับจำเลยรวมทั้งปรับนายประกันแล้วเช่นนี้ ก็ต้องถือว่า ว. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบฉันทะจากโจทก์ มิใช่กระทำโดยพลการตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ ว. ฟังก็ต้องถือว่าได้อ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้โจทก์ฟังโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถึงวันนัดนางสาวแววดาว ผู้รับมอบฉันทะจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มา ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านและเลื่อนนัดไปกับออกหมายจับจำเลยไว้ แต่ต่อมาในวันนั้นเอง จำเลยมาศาลและยื่นคำร้องขอฟังคำพิพากษาเจ้าหน้าที่ศาลได้โทรศัพท์ตามนางสาวแววดาวให้มาฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและนางสาวแววดาวผู้รับมอบฉันทะจาก ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟัง

โจทก์ยื่นคำร้องว่า นางสาวแววดาวผู้รับมอบฉันทะจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่มีอำนาจฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แทนโจทก์แล้ว ขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้โจทก์ฟังใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามใบมอบฉันทะของโจทก์ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 ระบุว่าโจทก์มอบอำนาจให้ นางสาวแววดาวไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลในคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าให้ฟัง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันเวลาใด การมอบฉันทะดังกล่าวก็เพื่อให้นางสาวแววดาวมาฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แทนโจทก์จนเสร็จการนั้นเอง ตราบใดที่ยังไม่มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 นางสาวแววดาว ก็ยังมีอำนาจฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อยู่จนกว่าโจทก์จะถอนหรือยกเลิกใบมอบฉันทะดังกล่าว การที่นางสาวแววดาวมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 16.15 นาฬิกา หลังจากที่ ศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 10 นาฬิกา ให้เลื่อนการฟังคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา และออกหมายจับจำเลยรวมทั้งปรับนายประกันแล้ว เช่นนี้ก็ต้องถือว่านางสาวแววดาวได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบฉันทะจากโจทก์ มิใช่กระทำโดยพลการตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้นางสาวแววดาวฟังก็ต้องถือว่าได้อ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้โจทก์ฟังโดยชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 64
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 182
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุสงวนไทยมอเตอร์เซลส์ จำกัด
จำเลย — นางนิตยา ดาปานหรือคาปาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายวิรัตน์ กาญจนเลขา
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอร่าม แย้มสอาด
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9014/2547
#113041
เปิดฉบับเต็ม

การชำระค่าขึ้นศาลจะต้องชำระเมื่อเวลายื่นฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ประกอบตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. แม้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 4 ชำระเงินให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 4 ได้ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหาก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์มาฉบับเดียวกันจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระในต้นเงินพร้อมค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ วันที่ 13 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขอขยาย โดยเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์จำนวน 300,595 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 แล้ว ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่ขอขยายโดยเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท กับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 4 ชำระค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าธรรมเนียมแทนโจทก์เต็มจำนวนแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอถือเอาค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมวางแทนโจทก์ของจำเลยที่ 4 เป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวันเดียวกัน

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยและคำสั่งให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ไว้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) และพิพากษาให้ยกคำสั่งรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ของแต่ละคนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องเสียค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การเสียค่าขึ้นศาลจะต้องเสียในเวลาที่ยื่นฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ประกอบด้วยตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้แล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์ มาฉบับเดียวกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคน ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ของแต่ละคนเป็นการไม่ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนลแฟคเตอร์ส จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็น. ที. เอส. สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9014/2547
#412276
เปิดฉบับเต็ม

การเสียค่าขึ้นศาลจะต้องเสียในเวลาที่ยื่นฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 ประกอบด้วย ตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้แล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ตามทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์และยื่นอุทธรณ์มาฉบับเดียวกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคนคงต้องร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลเพียงจำนวนเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ของแต่ละคนเป็นการไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 20,888,006.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 4 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันชำระในต้นเงินจำนวน 17,824,530.84 บาท พร้อมค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท วันที่ 13 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ขอขยาย โดยเสียค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท และวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์จำนวน 300,595 บาท ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 แล้ว ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้นภายในระยะเวลาที่ขอขยายโดยเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท กับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาดังกล่าวออกไปถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2543 ต่อมาวันที่ 29 ธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นคำแถลงว่า จำเลยที่ 4 ชำระค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และวางเงินค่าธรรมเนียมแทนโจทก์เต็มจำนวนแล้ว จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขอถือเอาค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมวางแทนโจทก์ของจำเลยที่ 4 เป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในวันเดียวกันคือวันที่ 8 มีนาคม 2543

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยและคำสั่งให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 4 ไว้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) และพิพากษาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 8 มีนาคม 2543 แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินการเรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้เสียค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ของแต่ละคนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องเสียค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การเสียค่าขึ้นศาลจะต้องเสียในเวลาที่ยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 ประกอบด้วยตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 4 ต่อโจทก์และจำเลยที่ 4 ยื่นอุทธรณ์โดยเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไว้แล้ว แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยื่นอุทธรณ์เป็นอีกฉบับหนึ่งต่างหากจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ด้วยเช่นกัน แต่ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคนไปนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดในหนี้ตามทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ และยื่นอุทธรณ์มาฉบับเดียวกัน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคนคงต้องร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลเพียงจำนวนเดียว ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ของแต่ละคนเป็นการไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 149 ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอยุธยาอินเตอร์เนชั่นแนล แฟคเตอร์ส จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็น.ที.เอส.สตีลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9001/2547
#412091
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสาม อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ดังนั้น ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่มีทนายความ ศาลต้องตั้งทนายความให้โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตในการต่อสู้คดีไว้อย่างเต็มที่ แต่คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยเรื่องทนายความแล้วแต่จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความโดยไม่ตั้งทนายความให้จำเลย แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไปจนเสร็จ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาคดี จำเลยจะได้แต่งทนายความเข้ามา แต่ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาคดีสืบพยานโจทก์เสร็จไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าทนายความของจำเลยเข้าร่วมในกระบวนพิจารณาในครั้งนั้นแต่อย่างไร ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงยังไม่มีทนายความคอยช่วยเหลือในการดำเนนคดี อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 102 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินจำนวน 9,350 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 และ 66 วรรคสาม ให้จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,500,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี และปรับ 1,250,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 300,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 150,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ชอบด้วยบทบัญญัติมาตรา 173 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม อันเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ อันเป็นคนละกรณีกับวรรคสองของบทมาตราดังกล่าว ซึ่งเป็นคดีที่มีโทษจำคุกในวันที่ถูกฟ้องต่อศาลที่ศาลต้องสอบถามด้วยว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ดังนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่มีทนายความ ศาลก็ต้องตั้งทนายความให้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องการทนายความหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคุ้มครองแก่จำเลยในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ แต่คดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2546 ท้ายคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า ศาลชั้นต้นสอบจำเลยเรื่องทนายความแล้วแต่จำเลยแถลงไม่ต้องการทนายความ ดังนี้ จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นเพียงแต่สอบถามจำเลยเรื่องทนายความโดยไม่ตั้งทนายความให้จำเลย แล้วดำเนินการสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไปจนเสร็จ ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 ซึ่งระบุว่าศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาเวลา 9.30 นาฬิกา แม้ในวันเดียวกันจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาแต่ตามใบแต่งทนายความจำเลยที่เจ้าหน้าที่ศาลลงเวลารับก็เป็นเวลา 12.25 นาฬิกาแล้ว และตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่ามีทนายความของจำเลยเข้าร่วมในกระบวนพิจารณาในครั้งนั้นแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าจำเลยแต่งทนายความเข้ามาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์จนเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น ขณะที่ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์ในคดีนี้ จำเลยจึงยังไม่มีทนายความคอยช่วยเหลือในการดำเนินคดี อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งศาลฎีกาเห็นเป็นการจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลชั้นต้นตั้งทนายความให้จำเลยแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
จำเลย — นางนภาภรณ์ พรมเวท
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8999/2547
#412275
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสามและแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ แต่ไม่ปรากฏว่าได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทั้งสามทราบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 7 ทวิ (เดิม) ซึ่งเป็นบทบังคับให้ผู้จับมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิรวม 3 ประการ โดยเฉพาะประการที่ 1 คือพบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง ทั้งตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมก็ไม่มีข้อความระบุว่ามีการแจ้งสิทธิดังกล่าวด้วย บันทึกการตรวจค้นจับกุมจึงมีน้ำหนักน้อย เจ้าพนักงานตำรวจเพียงแต่พบเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บริเวณหัวเตียงนอนและในห้องดังกล่าวซึ่งมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ด้วยกัน โดยจำเลยที่ 3 เบิกความยอมรับว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เอง เมื่อมิได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากตัวจำเลยที่ 1 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ โจทก์เพียงอ้างส่งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ โจทก์เพียงอ้างส่งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 3 ต่อศาลเท่านั้น มิได้อ้างส่งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ต่อศาลด้วย ทำให้เป็นพิรุธน่าสงสัยว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าอย่างไร ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยสมัครใจหรือไม่ ข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโท พ. และดาบตำรวจ ว. ในชั้นศาลหรือไม่ทั้จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมาก่อน กรณีจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 92 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมายและบวกโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและบวกโทษ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 504/2544 และคดีหมายเลขแดงที่ 4760/2544 ของศาลจังหวัดสมุทรสาครอีก 12 เดือน เข้ากับโทษในคดีนี้รวมจำคุก 7 ปี 18 เดือน ริบของกลาง ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ส่วนโทษของจำเลยที่ 3 และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 3 มิได้ฎีกาคดีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 480 เม็ด น้ำหนักรวม 47.550 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 11.040 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทไพโรจน์และดาบตำรวจวิเชียรผู้จับกุมจำเลยทั้งสาม และร้อยตำรวจโทกษิดิศพนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยาน โดยพันตำรวจโทไพโรจน์เบิกความว่า ก่อนวันเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์ พยานและดาบตำรวจวิเชียรได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านเลขที่ 86/1 ห้อง 1/12 ครั้นวันที่ 18 ธันวาคม 2544 จึงวางแผนล่อซื้อโดยให้สายลับไปติดต่อขอซื้อก่อน หากติดต่อได้จะนัดล่อซื้อและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนในวันรุ่งขึ้น แต่พยานกลับเบิกความใหม่ว่าในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา พยานวางแผนให้สายลับไปล่อซื้อ จากนั้นพยานกับดาบตำรวจวิเชียรพร้อมด้วยสายลับเดินทางไปยังบ้านดังกล่าวโดยพยานกับดาบตำรวจวิเชียรไปซุ่มดูอยู่ที่ร้านอาหารครัวสมัยซึ่งอยู่ตรงกันข้าม สักครู่หนึ่งสายลับเดินออกจากห้องจำเลยที่ 1 แล้วขับรถจักรยานยนต์ไปที่สถานีบริการน้ำมันห่างออกไปประมาณ 100 เมตร เพื่อไปพบกับเจ้าพนักงานตำรวจอีกชุดหนึ่ง ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดดังกล่าวโทรศัพท์แจ้งให้พยานทราบว่าที่ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 มัด นั้นไม่มี มีแค่ 2 ถึง 3 ถุงเท่านั้น และหลังจากพยานกับดาบตำรวจวิเชียรได้รับแจ้งแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินออกมาจากห้องพักมีท่าทางพิรุธ พยานกับดาบตำรวจวิเชียรจึงขับรถยนต์ไปจอดที่หน้าห้องเพื่อเข้าตรวจค้น ส่วนดาบตำรวจวิเชียรกลับเบิกความว่า พันตำรวจโทไพโรจน์วางแผนให้สายลับทำการล่อซื้อในวันที่ 18 ธันวาคม 2544 นั้นเอง ครั้นเมื่อสายลับเข้าไปติดต่อในห้องจำเลยที่ 1 และออกเดินทางไปยังสถานีบริการน้ำมัน พยานได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานตำรวจชุดที่อยู่ที่สถานีบริการน้ำมันว่า เมทแอมเฟตามีนมีเพียง 2 ถึง 3 ถุงเท่านั้น ต่อมาพยานไปที่ห้องของจำเลยที่ 1 เห็นจำเลยที่ 2 และที่ 3 เดินออกมาจากห้อง มีท่าทางตกใจและวิ่งเข้าไปในห้อง พยานจึงติดตามเข้าไป ขณะนั้นจำเลยที่ 1 อยู่ในห้องน้ำ พยานพร้อมเจ้าพนักงานตำรวจอื่นตรวจค้นในบริเวณห้อง พบเมทแอมเฟตามีน 3 ถุงอยู่บริเวณหัวเตียงนอน จึงจับกุมจำเลยทั้งสามและแจ้งข้อหาว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งจากคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทั้งสามทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 ทวิ ซึ่งเป็นบทบังคับให้ผู้จับมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบถึงสิทธิรวม 3 ประการ โดยเฉพาะประการที่ 1 คือ พบและปรึกษาผู้ที่จะเป็นทนายสองต่อสอง ทั้งตามบันทึกการตรวจค้นจับกุมเอกสารหมาย จ.3 ก็ไม่มีข้อความระบุว่ามีการแจ้งสิทธิดังกล่าวด้วย ดังนั้น บันทึกการตรวจค้นจับกุมดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อย นอกจากนี้พยานโจทก์ทั้งสองเพียงแต่พบเมทแอมเฟตามีนอยู่ที่บริเวณหัวเตียงนอนและในห้องดังกล่าวซึ่งมีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อยู่ด้วยกัน โดยจำเลยที่ 3 เบิกความยอมรับว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เอง เมื่อมิได้ค้นพบเมทแอมเฟตามีนจากตัวจำเลยที่ 1 และร้อยตำรวจโทษิดิศพนักงานสอบสวนก็เบิกความว่า ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ โดยโจทก์เพียงแต่อ้างส่งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนเฉพาะของจำเลยที่ 3 ต่อศาลเท่านั้น มิได้อ้างส่งบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ต่อศาลด้วย ทำให้เป็นพิรุธน่าสงสัยว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าอย่างไร ได้ลงชื่อในบันทึกการจับกุมโดยสมัครใจหรือไม่ ข้อเท็จจริงในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 สอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจโทไพโรจน์และดาบตำรวจวิเชียรในชั้นศาลหรือไม่ ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษมาก่อน กรณีจึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 7 ทวิ (เดิม) ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอิศะริยะ ซุ่นหอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
นันทชัย เพียรสนอง
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8989/2547
#113064
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่ง แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์

โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นต้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ รวมทั้งมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัย มาตรา 42, 43 และ 44 แห่ง ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้ได้ทรัพย์มรดก ที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ และให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จากจำเลยกลับมาเป็นของกองมรดกของนางบุญมาผู้ตาย ตามเดิมโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการรับโอนมรดกของจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 ตำบลในคลองบางปลากด อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลับเข้ามาเป็นทรัพย์ในกองมรดกของนางบุญมาผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาจึงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของทนายโจทก์ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานในสำนวนปรากฏว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 แล้ว ทนายโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยในคำร้องระบุว่า โจทก์ได้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ทายาทของโจทก์อยู่ระหว่างการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของโจทก์ จึงจำเป็นต้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ซึ่งต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ทนายจำเลยก็ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนายฟัก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ เข้ารับมรดกความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่ส่วนให้ได้ความว่า โจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ ทั้งมิได้มีคำสั่งตามคำร้องของทนายจำเลยก่อนมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลย เห็นว่า ในคดีแพ่ง แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์ คดีนี้ โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะรวมทั้งมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัยมาตรา 42, 43 และ 44 แห่ง ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาโจทก์และจำเลยได้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42, 43 และ 44 ต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43 ม. 44 และ 140
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญธรรม ปั้นช้าง
จำเลย — นายสำราญ พรประพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายอนันต์ ลิ้มฉาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอิศเรศ ชัยรัตน์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา