คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8989/2547
#412090
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีแพ่ง แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์

โจทก์จึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นต้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ รวมทั้งมีคำสั่งในการที่เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัยมาตรา 42, 43 และ 44 แห่ง ป.วิ.พ. การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียกันกับนางบุญมา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 6 คน ส่วนบิดามารดาถึงแก่ความตายแล้ว นางบุญมาสมรสกับจำเลยแต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2541 นางบุญมาถึงแก่ความตาย จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาล เพื่อให้ศาลตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้กำจัดจำลยมิให้ได้ทรัพย์มรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 จากจำเลยกลับมาเป็นของกองมรดกของนางบุญมา ผู้ตายเดิมโดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียมในการโอน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนการรับโอนมรดกของจำเลยในที่ดินโฉนดเลขที่ 68998 กลับเข้ามาเป็นทรัพย์ในกองมรดกของนางบุญมาผู้ตาย โดยให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาจึงปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายแล้วตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของทนายโจทก์ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545

โจทก์และจำเลยฎีกา "หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 แล้ว ทนายโจทก์ก็ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาฎีกา โดยในคำร้องระบุว่า โจทก์ได้ถึงแก่ความตายตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2545 ทายาทของโจทก์อยู่ระหว่างการร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา ซึ่งต่อมาวันที่ 18 ธันวาคม 2545 ทนายจำเลยก็ยื่นฎีกาและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าโจทก์ถึงแก่ความตายก่อนศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกนายฟักซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ เข้ารับมรดกความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ แต่ศาลชั้นต้นมิได้ไต่สวนให้ได้ความว่า โจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ ทั้งมิได้มีคำสั่งตามคำร้องของทนายจำเลยก่อนมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลย เห็นว่า ในคดีแพ่งแม้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตายก่อนศาลพิพากษา แต่ปรากฏต่อศาลเมื่ออ่านคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาก็คงสมบูรณ์ คดีนี้โจทก์ถึงแก่ความตายก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แต่ปรากฏต่อศาลหลังอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว เมื่อคดีอยู่ระหว่างระยะยื่นฎีกาศาลชั้นต้นย่อมดำเนินกระบวนพิจารณาหาบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ รวมทั้งมีคำสั่งในการที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะได้ตามนัยมาตรา 42, 43 และ 44 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการดังกล่าวเสียก่อนแล้วมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์และจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยฎีกาโจทก์และจำเลยได้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาโจทก์และจำเลย ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนให้ได้ความว่าโจทก์ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42, 43 และ 44 ต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43 ม. 44 ม. 140
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวบุญธรรม ปั้นช้าง
จำเลย — นายสำราญ พรประพันธ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
สุมิตร สุภาดุลย์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8976/2547
#412411
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จำเลยยังอุทธรณ์ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดและขอให้ยกฟ้อง แม้จะมิได้อุทธรณ์ขอให้ลดโทษลงอีก เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังสูงเกินไป ก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 102 เม็ด และ 1 ซีก ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57,66, 67, 91 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 57, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน ของกลาง และบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน บวกโทษจำคุกของจำเลย 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2358/2543 ของศาลชั้นต้น รวมจำคุก 5 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี รวมโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนที่ลดโทษแล้วเป็นจำคุก 3 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อน รวมเป็นจำคุกมีกำหนด 4 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีอำนาจแก้ไขโทษจำคุกสำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จากที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ให้จำคุก 4 ปี เป็นให้จำคุก 3 ปี ได้หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลย 4 ปีแล้ว จำเลยมิได้อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นกำหนดโทษสูงเกินไปหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายประการใด จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่อาจแก้ไขโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ให้ลดลงได้ เห็นว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาตและกำหนดโทษจำคุก 4 ปี จำเลยยังอุทธรณ์ต่อสู้ว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดและขอให้ยกฟ้องสำหรับความผิดฐานนี้ แม้จะมิได้อุทธรณ์ขอให้ลดโทษลงอีก ความผิดฐานนี้รวมตลอดถึงโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็หาได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนี้ แต่โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังสูงเกินไปก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายแอ็ดหรือแอดหรือสาพุ่มจันทร์
ชื่อองค์คณะ
พิทยา บุญชู
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2547
#412085
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 4 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะจำนวนเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อมถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี เช่นเดียวกัน จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถาบเบานั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

การที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้นำข้อกฎหมายในมาตราที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มาพิจารณาลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่ากฎหมายที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวคือกฎหมายในเรื่องใด ฉบับใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 11 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะจำนวนเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 80 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปี ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในความผิดฐานดังกล่าวและให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกินห้าปีเช่นเดียวกัน จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ขอให้นำข้อกฎหมายในมาตราที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มาพิจารณาลดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วยนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้แสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า กฎหมายที่พอจะเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ดังกล่าวนั้นคือกฎหมายในเรื่องใด ฉบับใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 อีกด้วย ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายประสงค์หรือเริญ พฤกษ์ชาติไพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
ธานิศ เกศวพิทักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8971/2547
#412084
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (2) ฟ้องต้องมีคดีระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลย กรณีจำเลยเป็นนิติบุคคล ในคำฟ้องช่องคู่ความเพียงระบุชื่อนิติบุคคลซึ่งเป็นจำเลยและโดยผู้แทนนิติบุคคลจำเลยคนใดคนหนึ่งที่มีอำนาจทำการแทนได้ หาจำต้องระบุผู้แทนนิติบุคคลหรือกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนหมดทุกคนไม่ โจทก์ระบุในช่องคู่ความว่า ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์ บริษัทสกลนคร เอ็ม.เจ. (1996) จำกัด โดย ก. กรรมการผู้จัดการ จำเลย ไม่จำต้องระบุ ว. กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนอีกคนด้วยเพราะ ก. และ ว. คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนจำเลยได้โดยลำพัง ฟ้องโจทก์จึงมีผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลย ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (2) แล้ว

โจทก์ฟ้องโดยระบุวันกระทำผิดฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ส่วนวันทราบคำสั่งแม้ไม่ระบุว่าเป็นวันใด แต่ก็ระบุว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว วันทราบคำสั่งไม่ใช่วันกระทำความผิดโดยตรง และเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ ส่วนฟ้องที่บรรยายว่าจำเลยดัดแปลงอาคาร เป็นการบรรยายการกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่ฟ้อง แม้ไม่ตรงกับคำเบิกความของพยานและเอกสารของโจทก์ชั้นพิจารณาตามที่จำเลยฎีกา ก็เป็นเรื่องว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับฟ้องหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 4, 21, 22, 40, 41, 65, 67, 70, 71 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 21, 65 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยมาตรา 70 ปรับ 80,000 บาท และให้ปรับจำเลยตามมาตรา 65 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 70 อีกวันละ 4,000 บาท รวม 60 วัน เป็นเงิน 240,000 บาท รวมปรับจำเลย 320,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองอาคารโรงแรม เอ็ม.เจ. เลขที่ 399 หมู่ที่ 2 ถนนคูเมือง ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มีนายเกียรติสุทธิ์เป็นกรรมการผู้จัดการ และนางสาววารีวรรณเป็นกรรมการ คนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนจำเลยได้ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2540 นายเกียรติสุทธิ์กับพวกก่อสร้างอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กขนาด 2 ชั้น จำนวน 8 คูหา พื้นที่ปราะมาณ 6,800 ตารางเมตร โดยไม่ได้รับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร วันที่ 22 มกราคา 2541 เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีคำสั่งแจ้งให้นายเกียรติสุทธิ์กับพวกระงับการก่อสร้างอาคารและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายใน 30 วัน ตามคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างและคำสั่งให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยยื่นคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารตามคำขอรับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารเอกสารหมาย จ.9 และได้รับใบอนุญาตดัดแปลงอาคารเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2541 ตามใบอนุญาตดัดแปลงอาคารเอกสารหมาย จ.10

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.13 นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองสกลนครมอบอำนาจให้นางสาวฐิติรัตน์แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย แต่ตามบันทึกที่นางสาวฐิติรัตน์เสนอขอรับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นให้ดำเนินคดีแก่นายเกียรติสุทธิ์กับพวกไม่ใช่จำเลย เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะเป็นคนละคนกัน จึงถือว่าไม่มีการร้องทุกข์และไม่มีการสอบสวน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อแผ่นดิน มิใช่คดีความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนได้ ไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบ เมื่อไม่ปรากฏว่าการสอบสวนไม่ชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่วินิจฉัยว่าการแจ้งคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างของเจ้าพนักงานท้องถิ่นชอบหรือไม่ เป็นการไม่ชอบ และโจทก์ไม่อาจอาศัยคำสั่งแจ้งให้ระงับการก่อสร้างไม่สมบูรณ์มาฟ้องจำเลย นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 มาตรา 40, 67 โดยโจทก์ไม่อุทธรณ์ ความผิดฐานดังกล่าวจึงถึงที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่วินิจฉัยเกี่ยวกับการแจ้งคำสั่งดังกล่าวว่าชอบหรือไม่ จึงชอบแล้ว คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงปรับกับคดีนี้ได้

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลระบุในคำฟ้องแต่เพียงว่า บริษัทสกลนคร เอ็ม.ใจ. (1996) จำกัด โดยนายเกียรติสุทธิ์กรรมการผู้จัดการ โดยมิได้ระบุนางสาววารีวรรณกรรมการของจำเลยอีกคนหนึ่งด้วยหมดทุกคน เป็นคำฟ้องชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (2) ฟ้องต้องมีคดีระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลย กรณีจำเลยเป็นนิติบุคคล ในคำฟ้องช่องคู่ความเพียงระบุชื่อนิติบุคคลซึ่งเป็นจำเลยและโดยผู้แทนนิติบุคคลจำเลยคนใดคนหนึ่งที่มีอำนาจทำการแทนได้ หาจำต้องระบุผู้แทนนิติบุคคลหรือกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนหมดทุกคนไม่ คดีนี้โจทก์ระบุในช่องคู่ความระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์ บริษัทสกลนคร เอ็ม.เจ. (1996) จำกัด โดยนายเกียรติสุทธิ์กรรมการผู้จัดการ จำเลย จึงไม่จำต้องระบุนางสาววารีวรรณกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนอีกคนด้วย เพราะนายเกียรติสุทธิ์และนางสาววารีวรรณคนใดคนหนึ่งมีอำนาจทำการแทนจำเลยได้โดยลำพัง ฟ้องโจทก์จึงมีผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลยตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (2) บัญญัติบังคับไว้ คำฟ้องโจทก์ชอบแล้ว

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์ไม่แสดงว่าจำเลยทราบคำสั่งวันใด และฝ่าฝืนคำสั่งวันใด และโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ทำการดัดแปลงอาคารซึ่งขัดกับคำเบิกความของนายฮิลเล่อร์ที่เบิกความว่าก่อสร้างโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ขัดกับคำสั่งตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ที่ให้ระงับการก่อสร้างและให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้าง ทำให้จำเลยหลงข้อต่อสู้นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยระบุวันกระทำผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่นแล้ว ส่วนวันทราบคำสั่งแม้ไม่ระบุว่าเป็นวันใด แต่ก็ระบุว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว วันทราบคำสั่งไม่ใช่วันกระทำความผิดโดยตรง และเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ ส่วนฟ้องที่บรรยายว่าจำเลยดัดแปลงอาคาร เป็นการบรรยายการกระทำอันเป็นองค์ประกอบความผิดที่ฟ้อง แต่ไม่ตรงกับคำเบิกความของพยานและเอกสารของโจทก์ในชั้นพิจารณาตามที่จำเลยฎีกา ก็เป็นเรื่องว่าข้อเท็จจริงในทางพิจารณาต่างกับฟ้องหรือไม่ เป็นคนละเรื่องกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ จำเลยฎีกาว่านายเกียรติสุทธิ์กับพวกเป็นผู้ก่อสร้างและเป็นอาคารอื่น มิใช่อาคารโรงแรม เอ็ม.เจ. ของจำเลย ดังที่ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 ที่ระบุว่าผู้กระทำความผิดคือนายเกียรติสุทธิ์กับพวก เห็นว่า แม้ตามบันทึกเอกสารหมาย จ.1 จะระบุว่านายเกียรติสุทธิ์กับพวกก่อสร้างอาคารโดยมิได้รับใบอนุญาต มิได้ระบุว่าเป็นการกระทำของจำเลย มิได้ระบุว่าเป็นอาคารอะไร และขนาดเท่าใด แต่ได้ความจากคำเบิกความของนายฮิลเลอร์พยานโจทก์ว่า ขณะตรวจพบการกระทำความผิดมีเพียงโครงสร้างของอาคารเท่านั้น ยังไม่ทราบว่าเป็นอาคารอะไร ใช้เพื่อกิจการใด นายเกียรติสุทธิ์บอกว่าอาคารที่ก่อสร้างนั้นเป็นของนายเกียรติสุทธิ์ ทั้งตามหลักฐานโฉนดที่ดินที่ตรวจสอบก็ปรากฏว่ามีนายเกียรติสุทธิ์กับพวกเป็นเจ้าของที่ดินที่ก่อสร้างอาคารดังกล่าวบันทึกเอกสารหมาย จ.1 จึงเป็นการบันทึกรายงานตามที่นายฮิลเล่อร์ตรวจพบในเบื้องต้นเท่านั้น มิใช่เป็นข้อบ่งชี้ว่าเป็นอาคารอื่น ซึ่งต่อมานายฮิลเลอร์ก็ได้ถ่ายรูปอาคารที่ดัดแปลงไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 อาคารที่ดัดแปลงมีลักษณะคล้ายตึกแถวแบ่งเป็นคูหาได้ประมาณ 8 คูหา และเชื่อมต่อจากด้านหลังอาคารโรงแรม เอ็ม.เจ. ของจำเลยจึงมีการระบุรายละเอียดและที่ตั้งของอาคารดังกล่าวไว้ในคำสั่งให้ระงับการก่อสร้างอาคารและคำสั่งให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตก่อสร้างอาคารตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 และต่อมาจำเลยได้ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารโรงแรม เอ็ม.เจ. ของจำเลย ตามคำขออนุญาตดัดแปลงอาคารเอกสารหมาย จ.9 อาคารที่นายฮิลเลอร์ตรวจพบว่านายเกียรติสุทธิ์ดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และที่จำเลยโดยนายเกียรติสุทธิ์ยื่นคำขออนุญาตดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและมีขนาดใกล้เคียงกันเชื่อว่าอาคารที่นายเกียรติสุทธิ์กับพวกทำการดัดแปลงและอาคารที่จำเลยขออนุญาตดัดแปลงนั้นเป็นอาคารเดียวกัน พยานหลักฐานโจทก์ตลอดจนพฤติการณ์แห่งคดีฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานดัดแปลงอาคารเพื่อพาณิชยกรรมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

ปัญหาต้องวินินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษปรับจำเลยสูงเกินไปหรือไม่ เห็นว่า อาคารที่จำเลยดัดแปลงโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นเป็นอาคารสาธารณะใช้ประกอบการให้บุคคลทั่วไปเข้าพักแรมจะต้องควบคุมการก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยเข้มงวด เพื่อมิให้เกิดอันตรายแก่บุคคลทั่วไป กฎหมายจึงกำหนดโทษไว้สูงกว่าอาคารทั่วๆ ไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษปรับจำเลยมานั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — บริษัทสกลนคร เอ็ม.เจ. (1996) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8947/2547
#412406
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็นสถานที่มูลคดีเกิด ส่วนจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์ตกลงจะซื้อจะขายกันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น

การที่โจทก์เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้น เมื่อจำเลยยื่นคำให้การและยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย คดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความในชั้นตรวจคำฟ้อง หรือสั่งแก้ไขคำสั่งรับฟ้องเป็นไม่รับฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจก็ตาม การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงหาเป็นการไม่ชอบไม่

ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ เนื่องจาก ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลคืนค่าธรรมเนียมทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2537 โจทก์และจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลปากเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 120 ตารางวา ในโครงการจัดสรรของจำเลย ในราคา 7,434,000 บาท โจทก์ได้ชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยแล้วรวมเป็นเงิน 2,230,200 บาท ส่วนที่เหลืออีก 5,203,800 บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่จำเลยไม่จัดทำระบบสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ตามสัญญาเนื่องจากประสบภาวะขาดทุนโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและขอเงินคืน แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,266,428 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 2,230,200 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมาเป็นเงิน 56,460 บาท แก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ได้ชำระไปแล้วคืนเพราะจำเลยผิดสัญญาและโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วเมื่อปรากฎว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทำที่สำนักงานของจำเลยในกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครจึงเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดส่วนจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินที่โจทก์จำเลยตกลงจะซื้อจะขายกันถือไม่ได้ว่าเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วย เมื่อมูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ดินดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่มีอำนาจเสนอคำฟ้องของตนต่อศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยบางส่วนโดยได้วางประจำค่าที่ดิน ณ สถานที่เปิดขายโครงการของจำเลยในจังหวัดนนทบุรี ตลอดจนได้ชำระค่าที่ดินในงวดต่อ ๆ มาด้วยจึงถือได้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นสถานที่ที่มูลคดีเกิดด้วยนั้นเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่โจทก์เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในชั้นตรวจคำฟ้องหากศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ฟ้องผิดศาลก็ชอบที่จะสั่งไม่รับหรือคืนคำคู่ความหรือหากตรวจเห็นภายหลังจากที่จำเลยให้การต่อสู้คดีเรื่องเขตอำนาจศาลแล้วก็ชอบที่จะแก้ไขคำสั่งรับคำฟ้องที่สั่งโดยผิดหลงเป็นไม่รับคำฟ้องเพื่อให้โจทก์นำคำฟ้องไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาตลอดจนให้โจทก์จำเลยนำพยานเข้าสืบจนเสร็จสิ้นกระบวนความแล้ว ศาลชั้นต้นจะหยิบยกเรื่องเขตอำนาจศาลมาพิจารณาพิพากษายกฟ้องโจทก์ไม่ได้เพราะไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณานั้น เห็นว่า โจทก์ได้เสนอคำฟ้องโดยอ้างว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น กรณีย่อมเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นเข้าใจว่าโจทก์มีอำนาจเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงได้มีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาในเบื้องต้นและเมื่อจำเลยยื่นคำให้การจำเลยก็ได้ยกเรื่องเขตอำนาจศาลขึ้นต่อสู้ไว้ด้วยคดีจึงมีประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลที่ศาลชั้นต้นจะต้องวินิจฉัยโดยรับฟังข้อเท็จจริงจากพยายหลักฐานในสำนวนที่โจทก์จำเลยนำสืบ แต่เมื่อข้อเท็จจริงในสำนวนรับฟังไม่ได้ว่ามูลคดีเกิดในเขตอำนาจของศาลชั้นต้นตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นก็ย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องของโจทก์เสียได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงหาเป็นการไม่ชอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ส่วนเรื่องที่ศาลชั้นต้นมิได้คืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์นั้นก็เนื่องจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่งกำหนดให้ศาลสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดเฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยประเด็นแห่งคดีเท่านั้น แต่เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษาชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วก็ย่อมไม่มีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เนื่องจากศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเรื่องเขตอำนาจศาลว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นแล้วพิพากษายกฟ้องโดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่น โจทก์อุทธรณ์คัดค้านว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ยังมิได้วินิจฉัย และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ก็ฎีกาในลักษณะเดียวกันนี้ จึงเป็นฎีกาที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวล

กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินกว่า 200 บาท แก่โจทก์ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 18 ม. 151
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัจฉรา ไทยเจริญพร
จำเลย — บริษัทบางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8944/2547
#412273
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 119 บัญญัติว่า ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด ดังนั้น ผู้ประกันซึ่งผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยตามกำหนดวันนัดของศาล ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 2 เกี่ยวกับค่าปรับตามสัญญาประกันอีกไม่ได้ เพราะคดีถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากผู้ประกันทั้งสองทำสัญญาประกันจำเลยทั้งสองในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้ประกันทั้งสองผิดสัญญาประกันไม่ส่งตัวจำเลยทั้งสองตามกำหนดวันนัดของศาล ศาลชั้นต้นสั่งปรับผู้ประกันทั้งสองเต็มตามสัญญา คนละ 60,000 บาท และออกหมายจับจำเลยทั้งสอง เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลับหลังจำเลยทั้งสองแล้ว ผู้ประกันทั้งสองได้นำตัวจำเลยทั้งสองมาส่งศาล เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2545 ศาลชั้นต้นลดค่าปรับให้ผู้ประกันทั้งสองคงปรับผู้ประกันตัวจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 54,000 บาท และปรับผู้ประกันตัวจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 48,000 บาท

ผู้ประกันทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับผู้ประกันทั้งสองคนละ 30,000 บาท

ผู้ประกันทั้งสองฎีกาขอให้ลดค่าปรับหรือให้ผ่อนชำระค่าปรับได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 119 บัญญัติว่า "ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควรโดยมิต้องฟ้อง เมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด" ดังนั้น ผู้ประกันทั้งสองจึงฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เกี่ยวกับค่าปรับตามสัญญาต่อมาอีกไม่ได้ เพราะคดีย่อมถึงที่สุดไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกามานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของผู้ประกันทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 119
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี
ผู้ประกัน — นายวิชัย นิยมสุข และนายบันเทิง ปัญญดี
จำเลย — นายวรรณชัย วงษ์เพี้ย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
พิทยา บุญชู
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8939/2547
#113271
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ริบทรัพย์สินตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 มุ่งประสงค์จะให้ริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ การจะได้ความว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ย่อมจะต้องผ่านกระบวนการไต่สวนในเบื้องต้นเสียก่อนว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกฟ้องอันเป็นคดีหลัก ตามถ้อยคำแห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 จึงบัญญัติข้อความแยกต่างหากจากการริบทรัพย์สินและขอคืนทรัพย์สิน ตามมาตรา 36 แห่ง ป.อ. ทั้งห้ามมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกฟ้องเป็นคดีหลักและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่ารถกระบะของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงให้งดไต่สวนและยกคำร้องมานั้นไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2544 เวลา 22.45 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมนายสมัยและนายไชยโญพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 จำนวน 200 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 5.285 กรัม และรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าหมายเลขทะเบียน (ป้ายแดง) ฉ - 2607 กรุงเทพมหานคร หรือ ลฐ - 5740 กรุงเทพมหานคร ซึ่งบุคคลทั้งสองใช้เป็นเครื่องมือหรือยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องได้ยื่นฟ้องบุคคลทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลชั้นต้นในข้อหากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ฯ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ ย. 3969/2544 ของศาลชั้นต้น ขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์กระบะของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตาม พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30, 31

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ประกาศในหนังสือพิมพ์ที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า รถยนต์กระบะของกลางเป็นของผู้คัดค้าน จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำความผิดและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีดังกล่าวแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดไต่สวนคำร้องและให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ศาลล่างทั้งสองให้งดไต่สวนและยกคำร้องมานั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า การขอให้ริบทรัพย์สินในกรณีดังกล่าว เป็นเรื่องที่ พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 มุ่งประสงค์จะให้ริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นหลัก โดยไม่คำนึงว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ การจะได้ความว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ย่อมจะต้องผ่านกระบวนการไต่สวนในเบื้องต้นเสียก่อนว่าทรัพย์สินดังกล่าวเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ ซึ่งเป็นคนละส่วนกับคดีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกฟ้องอันถือเป็นคดีหลัก ตามถ้อยคำแห่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 30 ข้างต้น จึงบัญญัติข้อความแยกต่างหากจากการริบทรัพย์สินและขอคืนทรัพย์สินตามมาตรา 36 แห่ง ป.อ. ทั้งห้ามมิให้นำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับ ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าคดีที่ผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดถูกฟ้องเป็นคดีหลักและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่ารถยนต์กระบะของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงให้งดไต่สวนและยกคำร้องมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวน แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้คัดค้าน — นางชฎาพร ยศกันโท
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพล — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายสมควร วิเชียรวรรณ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8920/2547
#113040
เปิดฉบับเต็ม

เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ จึงไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติ ศาลชั้นต้นชอบที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาเฉพาะประเด็นที่ยังไม่ได้ดำเนินการเท่านั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของจำเลยที่ขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีก แล้วหยิบยกขึ้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๗๓๒,๑๐๒.๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๓๓,๔๓๔.๕๒ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมไว้สั่งเมื่อมีคำพิพากษาแล้ว

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ก่อนสืบพยาน จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็นเรื่องขาดอายุความนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ เห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความจึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเฉพาะประเด็นอื่นที่ยังมิได้ดำเนินการเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีกเพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๔ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอายุความแล้วหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยยกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ย่อมไม่ชอบ

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๙ ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ส่วนที่เกิน ๒๐๐ บาท แก่โจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวปิ่นนุช สัตยพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตรัง — นายธรรมนาถ กาวชู
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8920/2547
#412270
เปิดฉบับเต็ม

เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเฉพาะประเด็นอื่นที่ยังมิได้ดำเนินการเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอายุความแล้วหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว

ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ 2 (ก)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 732,102.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 633,434.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้วจึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้ววินิจฉัยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ก่อนสืบพยานจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความและฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า คำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็นเรื่องขาดอายุความนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุคดีโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า คำให้การจำเลยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ คดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นข้ออื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ประเด็นเรื่องอายุความจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ดังนั้น ศาลชั้นต้นจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์จำเลยเฉพาะประเด็นอื่นที่ยังมิได้ดำเนินการเท่านั้น จำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเพื่อให้เกิดประเด็นเรื่องอายุความขึ้นอีก เพราะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การเกี่ยวกับประเด็นเรื่องอายุความแล้วหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยยกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนนั้น ย่อมไม่ชอบด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพียงใดนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้วินิจฉัยและแม้จะได้มีการสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว แต่ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาประเด็นนี้ต่อไปโดยตลอดได้เนื่องจากข้อเท็จจริงในสำนวนได้ความว่า โจทก์ให้จำเลยเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้ก็เพื่อให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตของจำเลยฝ่ายเดียวโดยเฉพาะ มิใช่เปิดไว้เพื่อหักทอนบัญชีหนี้อันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างโจทก์และจำเลยหักกลบลบกันแล้วคงชำระส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาคอันเป็นลักษณะสำคัญของสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจึงมิใช่หนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยทบต้นเอาจากจำเลยได้ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตมากมายหลายรายการและโจทก์ได้คิดดอกเบี้ยทบต้นในลักษณะสัญญาบัญชีเดินสะพัดติดต่อกันตลอดมาเป็นการไม่ถูกต้อง ซึ่งผลแห่งการวินิจฉัยของศาลล่างทั้งสองอาจนำไปสู่การจำกัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกาของคู่ความได้ จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาในประเด็นนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลมาเต็มตามจำนวนทุนทรัพย์ ซึ่งฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำสั่งศาลที่อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ส่วนฎีกาในปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เพียงใด ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้โดยย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ ส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวปิ่นนุช สัตยพันธ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8889/2547
#411990
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 29 บัญญัติให้นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาตินั้น ก็เพื่อให้ลูกจ้างประกอบกิจกรรมสำคัญทางศาสนาหรือตามประเพณีนิยม ซี่งวันหยุดดังกล่าวล้วนแต่ให้หยุดในระหว่างการทำงานทั้งสิ้น เมื่อ ฉ. ลาป่วยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ตลอดมาจนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โดยไม่มีการทำงานให้แก่นายจ้าง จึงไม่มีวันหยุดตามประเพณีดังกล่าว นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีให้แก่ ฉ. และไม่ได้หักค่าจ้างของ ฉ. ส่งสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 เมื่อ ฉ. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โดยไม่ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือนภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 73 โจทก์ซึ่งเป็นภรรยาของ ฉ. จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตายจากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายฉลวย ด้วงปลี เป็นลูกจ้างของบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด ตั้งแต่ปี 2538 และได้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2545 นายฉลวยประสบอุบัติเหตุ และได้รับการรักษาพยาบาลมาโดยตลอดจนกระทั่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตายต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมแต่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมแจ้งว่า นายฉลวยผู้ประกันตนส่งเงินสมทบไม่ครบ 1 เดือน ภายในระยะเวลา 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทำศพ โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ต่อมาคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัย 133/2546 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ผู้ตายเป็นลูกจ้างของบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด จนกระทั่งถึงแก่ความตาย การไม่ส่งเงินสมทบไม่ใช่ความผิดของผู้ตาย เพราะผู้ตายเข้าใจว่านายจ้างส่งเงินสมทบแล้ว ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 133/2546 ลงวันที่ 31 มีนาคม 2546 (ที่ถูกน่าจะเป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546)

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 133/2546 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่านายฉลวย ด้วงปลี เป็นลูกจ้างของบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด มาตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2538 เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2545 นายฉลวยประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์บรรทุกพ่วงแล่นตัดหน้ารถจักรยานยนต์คันที่นายฉลวยขับจึงเกิดการเฉี่ยวชนกันเป็นเหตุให้นายฉลวยได้รับบาดเจ็บขาข้างขวาหักสองท่อน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลจันทรุเบกษา อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ต่อมาเจ้าหน้าที่ของจำเลยรับนายฉลวยไปรับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลนครปฐม ซึ่งเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ นายฉลวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โจทก์เป็นภริยาของนายฉลวยได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตายต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมปรากฏตามแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย เอกสารหมาย จ.1 หนังสือรับรองนายจ้าง เอกสารหมาย จ.2 บันทึกถ้อยคำ เอกสารหมาย จ.3 นางสาวดลชนก แวววีรคุปต์ นักวิชาการประกันสังคม 5 ทำบันทึกเสนอความเห็นต่อประกันสังคมจังหวัดนครปฐมว่า นายฉลวยซึ่งเป็นผู้ประกันตนส่งเงินสมทบไม่ครบ 1 เดือนภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย จึงเห็นควรขออนุมัติปฏิเสธคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีตามของโจทก์ ปรากฏตามบันทึกเอกสารหมาย จ.4 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำศพ ปรากฏตามคำสั่งประโยชน์ทดแทนและใบสั่งจ่าย เอกสารหมาย จ.6 และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ ปรากฏตามสำเนาหนังสือเอการหมาย จ.7 และ จ.8 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ ต่อมาประกันสังคมจังหวัดนครปฐมมีหนังสือลงวันที่ 31 มีนาคม 2546 แจ้งให้โจทก์ทราบว่าคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 133/2546 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ว่าตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดให้ในกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย โดยมิใช่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ถ้าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย จากข้อเท็จจริงในกรณีนี้ นายฉลวย ด้วงปลี มีการนำส่งเงินสมทบเดือนสุดท้ายคือเดือนมกราคม 2545 และถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ทำให้ไม่มีการนำส่งเงินสมทบอันก่อให้เกิดสิทธิในกรณีตาย นายฉลวยไม่มีการจ่ายเงินสมทบตามที่กฎหมายกำหนดจึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตาย คณะกรรมการอุทธรณ์จึงมีมติให้ยกอุทธรณ์ ปรากฏตามสำเนาคำวินิจฉัยที่ 133/2546 เอกสารหมาย จ.9 และแจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ปรากฏตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.10 บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด จ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนในวันลาป่วยเป็นเวลา 30 วันตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2545 ให้แก่นายฉลวยซึ่งเป็นค่าจ้างเป็นเงินเดือนครั้งสุดท้ายและมีการส่งเงินสมทบเดือนสุดท้ายคือเดือนมกราคม 2545 ปรากฏตามรายการแสดงการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนรายนายฉลวย และบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด มีหนังสือแจ้งให้ประกันสังคมจังหวัดนครปฐมทราบว่า บริษัทไม่ได้แจ้งการสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของนายฉลวยไปยังสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม เพราะนายฉลวยได้นำใบรับรองแพทย์ไปให้แก่บริษัทเป็นระยะๆ ปรากฏตามหนังสือของบริษัท ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 เอกสารหมาย จ.11 นายฉลวยมีสภาพการเป็นลูกจ้างของบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด จนถึงวันที่ถึงแก่ความตาย คู่มีอพนักงานเรื่องระเบียบข้อบังคับในการทำงานของบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานปรากฏตามสำเนาเอกสารหมาย จ.12 สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมได้จ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้แก่นายฉลวยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2545 ปรากฏตามสำเนาใบสำคัญรับเงิน เอกสารหมาย จ.13 นายฉลวยเขียนบันทึกไว้เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2545 ว่าจะกลับเข้าทำงานในวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ปรากฏตามสำเนาเอกสารหมาย จ.14 บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด ไม่ได้ส่งเงินสมทบทั้งส่วนของนายฉลวยและส่วนของบริษัทเข้ากองทุนประกันสังคมตั้งแต่งวดเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ถึงงวดเดือนกันยายน 2545 พนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมไม่ได้มีคำเตือนเป็นหนังสือให้บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด นำเงินสมทบที่ค้างชำระและเงินเพิ่มในส่วนของลูกจ้างรายนายฉลวย ตามนัยมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไปชำระให้แก่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ไม่ได้ประเมินเงินสมทบและแจ้งเป็นหนังสือให้บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด นำส่งเงินสมทบในส่วนของลูกจ้างนายฉลวยจำเลยไม่ได้ดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินสมทบและเงินเพิ่มในส่วนของลูกจ้างรายนายฉลวยตามนัยมาตรา 50 บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด กำหนดวันหยุดและวันลาตามคู่มือพนักงานเรื่องระเบียบ ข้อบังคับการทำงานตามเอกสารหมาย จ.12 โดยกำหนดในหมวดที่ 3 ข้อ 5 ให้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ ข้อ 6 กำหนดวันหยุดตามประเพณีนิยมว่า "บริษัทฯ จะประกาศวันหยุดตามประเพณีนิยมให้ทราบล่วงหน้าแต่ละปีไม่น้อยกว่า 13 วัน ทั้งนี้ จะรวมวันที่ 1 พฤษภาคม อันเป็นวันแรงงานแห่งชาติไว้ด้วย โดยได้รับค่าจ้างในวันทำงาน หากวันหยุดดังกล่าวตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ (วันอาทิตย์) หรือวันหยุดที่กำหนดขึ้นตามข้อ 2.2 บริษัทฯ จะเลื่อนวันหยุดตามประเพณีนิยมนั้น ไปหยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป" ซึ่งเป็นการกำหนดวันหยุดตามประเพณีตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 29 วรรคสองและวรรคสี่ โดยบริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด กำหนดวันหยุดตามประเพณีในเดือนกุมภาพันธ์ 2545 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 ไว้ คือ วันที่ 11 และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2545 วันตรุษจีน วันที่ 13 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2545 วันสงกรานต์และชดเชยวันเข้าพรรษา (ที่ถูกชดเชยวันสงกรานต์) วันที่ 1 พฤษภาคม 2545 วันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2545 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ข้อ 7. กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีว่าบริษัทมีนโยบายที่จะให้พนักงานประจำทุกคนได้หยุดพักผ่อนประจำปีหลังจากปฏิบัติงานมาครบ 1 ปีบริบูรณ์ พนักงานมีสิทธิขอหยุดพักผ่อนประจำปีได้ 6 วันทำงาน โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงาน ทั้งนี้ บริษัทจะเป็นผู้กำหนดวันหยุดให้พนักงานทราบล่วงหน้าหรือกำหนดตามที่บริษัทและพนักงานตกลงกัน และข้อ 8. หลักเกณฑ์การหยุด กำหนดว่า "8.1 การหยุดตามข้อ 5. และข้อ 6. พนักงานไม่ต้องทำใบขออนุญาตลา ยกเว้นเป็นวันที่ตรงกับวันทำงานที่บริษัทฯ จัดตามข้อ 2.2" และหมวดที่ 6 การลาและหลักเกณฑ์การลา ข้อ 12. การลาป่วย กำหนดว่า "12.1 พนักงานมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริงโดยจะได้รับค่าจ้างปีละสามสิบวันทำงานเท่านั้น" แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณีคือวันที่ 11 และ 12 กุมภาพันธ์ 2545 วันตรุษจีน วันที่ 13 ถึงวันที่ 17 เมษายน 2545 วันสงกรานต์ วันที่ 1 พฤษภาคม 2545 วันแรงงานแห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม 2545 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้แก่นายฉลวย และมีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างดังกล่าวนำส่งเป็นเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ต้องจ่ายค่าจ้างดังกล่าว แม้บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด ไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดตามประเพณีดังกล่าวให้แก่นายฉลวยตามกำหนด บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด ก็ยังมีหน้าที่ส่งเงินสมทบโดยถือเสมือนหนึ่งว่าได้ส่งเงินสมทบงวดเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน พฤษภาคม และสิงหาคม 2545 แล้ว เมื่อนายฉลวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 ต้องถือว่าภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตาย นายฉลวยได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของนายฉลวยจึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตายเป็นเงินค่าทำศพ 30,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 133/2546 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และกรณีมีเหตุที่จะพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าวตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่าช่วงระยะเวลาที่นายฉลวยลาป่วยเพื่อรักษาพยาบาล นายฉลวยไม่สามารถทำงานได้แม้จะตรงกับวันหยุดตามประเพณี เมื่อนายฉลวยได้รับค่าจ้างในระหว่างลาป่วยแล้ว ย่อมไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีอีก ซึ่งนายฉลวยทราบดี นายฉลวยจึงขอใช้สิทธิรับเงินทดแทนการขาดรายได้จากจำเลย ซึ่งจำเลยจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้นายฉลวยรับไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2545 รวมเป็นเงิน 18,297 บาทแล้ว บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด จึงไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีวันที่ 11 และ 12 กุมภาพันธ์ 2545 วันที่ 13 ถึง 17 เมษายน 2545 วันที่ 1 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 12 สิงหาคม 2545 ให้แก่นายฉลวย จึงไม่มีค่าจ้างที่บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด จะต้องหักส่งเป็นเงินสมทบ เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 29 บัญญัติให้นายจ้างกำหนดให้ลูกจ้างมีวันหยุดตามประเพณีไม่น้อยกว่าปีละ 13 วันโดยรวมวันแรงงานแห่งชาตินั้น ก็เพื่อให้ลูกจ้างประกอบกิจกรรมสำคัญทางศาสนาหรือตามประเพณีนิยม ซึ่งวันหยุดดังกล่าวล้วนแต่ให้หยุดในระหว่างการทำงานทั้งสิ้น เมื่อนายฉลวยลาป่วยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2545 ตลอดมาจนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โดยไม่ได้มีการทำงานให้แก่บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด จึงไม่มีวันหยุดตามประเพณีดังกล่าว บริษัทวัฒนาโชค กรุ๊ป จำกัด ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณีให้แก่นายฉลวยและไม่ได้หักค่าจ้างของนายฉลวยส่งสำนักงานประกันสังคมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2545 เมื่อนายฉลวยถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2545 โดยไม่ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนถึงแก่ความตายตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 โจทก์ซึ่งเป็นภริยาของนายฉลวยจึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีตายจากจำเลย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครปฐม ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2545 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 133/2546 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 29
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกาญจนา ด้วงปลี
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ ชพานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8883/2547
#412267
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีจ่าสิบตำรวจ ส. เบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว โดยไม่เห็นเหตุการณ์การล่อซื้อ คงมีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น การจะพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

ธนบัตรของกลางจำนวน 380 บาท พบรวมอยู่กับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ จำเลยรับในชั้นจับกุมว่าได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ธนบัตรของกลางดังกล่าวจึงได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งก่อน หาใช่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่อาจริบธนบัตรของกลางได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 และให้ริบเมทแอมเฟตามีน กระดาษตะกั่ว 1 ม้วน และธนบัตรจำนวน 360 บาท ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 7 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนรวมสองกระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 20 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน กระดาษตะกั่ว 1 ม้วน และธนบัตรจำนวน 360 บาท ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสามกรรมต่างกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนกระทงเดียว จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองให้ปรับ 120 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ให้คืนธนบัตรจำนวน 360 บาท ของกลางแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2543 เวลา 8.20 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 51 เม็ดครึ่ง กระดาษตะกั่ว 1 ม้วน เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด ตามฟ้องข้อ 1.ข. หรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสุวิทย์เบิกความเป็นพยานว่าร้อยตำรวจเอกไวพจน์ มอบธนบัตรฉบับชนิดราคา 100 บาท จำนวน 1 ฉบับ และชนิดราคา 20 บาท จำนวน 7 ฉบับ ให้สาบลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีและสำเนาธนบัตรเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ตามลำดับ ต่อมาสายลับนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด มามอบแก่ร้อยตำรวจเอกไวพจน์ สายลับบอกว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวจากนายสมชายและนายสมชายมอบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่จำเลย เห็นว่า โจทก์มีจ่าสิบตำรวจสุวิทย์เบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว จ่าสิบตำรวจสุวิทย์ไม่เห็นเหตุการณ์การล่อซื้อ คงมีเพียงคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น การจะพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคหนึ่ง พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวไม่พอฟังว่าจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายขอให้ริบธนบัตรจำนวน 360 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 380 บาท) ของกลางนั้น เห็นว่า ธนบัตรของกลางดังกล่าวพบรวมอยู่กับธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อ จำเลยรับในชั้นจับกุมว่าธนบัตรของกลางได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ธนบัตรของกลางดังกล่าวจึงได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งก่อน หาใช่ได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนครั้งที่โจทก์ฟ้องจึงไม่อาจริบธนบัตรของกลางได้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางหล้า ทองอินทร์
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8880/2547
#113063
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,942 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความรวม 4,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีชั้นอุทธรณ์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ราคา 396,075.66 บาท แบ่งชำระ 48 งวด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 8 ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 จึงนำรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์นำออกประมูลขายได้ราคา 142,940 บาท นับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียภาษีรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ. 4 และ จ. 5 สามารถใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. 4 และ จ. 5 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ซึ่งตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ. 4 เมื่อสัญญาเช่าซื้อไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.เอ็ม.ที.ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายอนันต์ กล่อมผ่อง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสมเกียรติ เมาลานนท์
ศาลอุทธรณ์ — นายไพรัช เกิดศิริ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8880/2547
#412081
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ป.รัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับหรือสำเนาเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก-1319 (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 396,075.66 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 160,942 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 128,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ก-1319 (ป้ายแดง) กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ราคา 396,075.66 บาท แบ่งชำระ 48 งวด งวดละ 6,986 บาท งวดแรกชำระวันที่ 25 ธันวาคม 2539 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 25 ของเดือนจนกว่าจะครบ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 8 และจำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ จนกระทั่งวันที่ 13 พฤศจิกายน 2540 จึงนำรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์นำออกประมูลขายได้ราคา 142,940 บาท นับแต่วันทำสัญญาจนถึงวันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ โจทก์ไม่ได้เสียภาษีรถยนต์คันที่จำเลยเช่าซื้อ

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 สามารถใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้หรือไม่ สำหรับประเด็นนี้โจทก์นำสืบว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันโจทก์เสียค่าอากรแสตมป์เป็นตัวเงินแล้ว ปรากฏตามสำเนาแบบขอเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินเอกสารหมาย จ.6 เห็นว่า พยานเอกสารหมาย จ.6 ไม่ปรากฏว่ามีการเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงินสำหรับสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์หรือเสียภาษีอากรแสตมป์เป็นตัวเงิน ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติไว้ว่า ตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีกหรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ แม้จำเลยที่ 1 จะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อสัญญาเช่าซื้อตามเอกสารหมาย จ.4 ไม่อาจใช้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ คดีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 และแม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจริง แต่คำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็หามีผลถึงจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น คดีจึงมีผลถึงจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 245 ม. 246
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอส.ที.ลีสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายอนันต์ กล่อมผ่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8879/2547
#412266
เปิดฉบับเต็ม

กำหนดอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 นั้นจะต้องเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้รถบุบสลายที่เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สำหรับกรณีที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำรถยนต์ไปขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เงินที่ยังขาดอยู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายชัยวัฒน์ดำเนินคดีแทนและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ นายชัยวัฒน์มอบอำนาจช่วงให้นายยศพนธ์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทน เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 8 ฒ-1183 กรุงเทพมหานครไปจากโจทก์ในราคา 353,520 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละ 9,820 บาท รวม 36 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 15 เมษายน 2539 และงวดต่อ ๆ ไป ทุกวันที่ 15 ของเดือนถัดไปโดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดประจำวันที่ 15 กันยายน 2539 โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้พร้อมส่งมอบรถยนต์คืน แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2540 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ในสภาพชำรุด โดยเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามรถยนต์คืนเป็นเงิน 3,100 บาท และนำรถยนต์ออกประมูลขายได้เงินเพียง 231,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดราคา โดยโจทก์ขอคิดเพียง 50,000 บาท และขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้บุคคลอื่นเช่าซึ่งจะได้ค่าเช่าไม่ต่ำกว่าวันละ 300 บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันรับรถยนต์คืนเป็นเวลา 171 วัน รวมเป็นเงิน 51,300 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 104,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 57,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินเดือนดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 16,600 บาท ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.4 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีกำหนดอายุความ 6 เดือน นับแต่รับคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 มิใช่มีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่า กำหนดอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ส่งคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 นั้น จะต้องเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้รถบุบสลายที่เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาเช่าซื้อยังมีผลใช้บังคับอยู่ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อจนโจทก์บอกเลิกสัญญา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอมส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายขาดประโยชน์ที่ควรจะได้จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สำหรับกรณีที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแล้วนำรถยนต์ไปขายทอดตลาดได้เงินน้อยกว่าค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ เงินที่ยังขาดอยู่นี้เกิดขึ้นหลังจากสัญญาเช่าซื้อได้เลิกกันแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยอายุความ 6 เดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 563 เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความใช้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เช่นเดียวกัน สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 563
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายจรูญ เพ็ชรรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8872/2547
#412263
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เคยขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยอ้างเหตุไม่มีพยานมาศาล เพราะโจทก์ยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นอาศัยหลักประโยชน์แห่งความยุติธรรมอนุญาตให้เลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดซึ่งโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ก็ยังไม่มาศาลอีก โดยข้อเท็จจริงปรากฏตามสำนวนได้ความว่า โจทก์ยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน นอกจากนี้ศาลชั้นต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์หลายครั้งตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา จนถึง 11.50 นาฬิกา และยังให้เจ้าหน้าที่ติดตามโจทก์ตามห้องพิจารณาต่าง ๆ อีกตั้งแต่เวลา 11 นาฬิกา ถึง 11.50 นาฬิกา ทั้งยังได้โทรศัพท์แจ้งโจทก์ถึงเหตุที่ไม่มาศาลเพื่อให้โจทก์ดำเนินการอย่างไรต่อไปกับคดีนี้ที่สำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด แต่โจทก์ก็ยังไม่มาศาล แม้โจทก์จะอ้างว่า ก. พนักงานอัยการโจทก์เจ้าของสำนวนเจ็บป่วยซึ่งโดยพยาธิสภาพของ ก. ทำให้หลงลืมที่จะมอบสำนวนคดีนี้ให้พนักงานอัยการคนอื่นดำเนินการแทน กรณีเป็นเรื่องภายในของโจทก์ที่จะต้องมอบหมายสำนวนให้พนักงานอัยการผู้อื่นดำเนินคดีแทน ซี่งสามารถกระทำได้ เพราะวันดังกล่าว ก. ยังมาทำงานที่สำนักงานอัยการอยู่ ถ้าป่วยเจ็บจนถึงขนาดไม่สามารถมาศาลเพื่อสีบพยานโจทก์ได้ ก็น่าจะมอบหมายให้พนักงานอัยการผู้อื่นทำหน้าที่แทนหากกลับบ้านไปพักรักษาตัว แต่ก็หาได้กระทำไม่ อันเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลเพราะไม่สนใจต่อเวลานัดของศาลและไม่ได้มาศาลตามกำหนดนัด หาใช่ไม่ได้มาศาลเพราะมีเหตุอันสมควรไม่ จึงไม่มีเหตุจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181

โจทก์ยื่นคำร้องว่า วันนัดสืบพยานโจทก์ เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นโทรศัพท์ไปที่สำนักงานของโจทก์เพื่อแจ้งให้นายกิตติพงษ์พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนไปศาล เจ้าหน้าที่ธุรการของสำนักงานของโจทก์ให้นายกิตติพงษ์ทราบแล้ว แต่นายกิตติพงษ์ป่วยกะทันหันและกลับบ้านไปรักษาตัวโดยไม่ใด้แจ้งอัยการจังหวัดหรือพนักงานอัยการคนอื่นทราบ และไม่ได้มอบหมายให้พนักงานอัยการคนอื่นดำเนินคดีแทน ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่ามีเหตุสมควรที่จะให้ยกคดีของโจทก์คือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2545 นายกิตติพงษ์พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนป่วย ปรากฏตามใบรับรองการเจ็บป่วยของคลินิกประสงค์การแพทย์ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2545 ที่โจทก์อ้างส่งศาล ซึ่งในใบรับรองการเจ็บป่วยดังกล่าวได้รับรองว่านายกิตติพงษ์ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ควรพักผ่อนรักษาตัว 3 วัน ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เคยขอเลื่อนคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว โดยอ้างเหตุไม่มีพยานมาศาล เพราะโจทก์ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน ซึ่งศาลชั้นต้นอาศัยหลักประโยชน์แห่งความยุติธรรมอนุญาตให้เลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดซึ่งโจทก์ทราบนัดโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ก็ยังไม่มาศาลอีก โดยข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำนวนได้ความว่าโจทก์ยังไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยาน นอกจากนี้ศาลชั้นต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ประกาศเรียกโจทก์หลายครั้งตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา จนถึง 11.50 นาฬิกา และยังให้เจ้าหน้าที่ติดตามโจทก์ตามห้องพิจารณาต่าง ๆ อีกตั้งแต่เวลา 11 นาฬิกา ถึง 11.50 นาฬิกา ทั้งยังได้โทรศัพท์แจ้งโจทก์ถึงเหตุที่ไม่มาศาลเพื่อให้โจทก์ดำเนินการอย่างไรต่อไปกับคดีนี้ที่สำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2545 แต่โจทก์ก็ยังไม่มาศาล แม้โจทก์จะอ้างว่านายกิตติพงษ์พนักงานอัยการโจทก์เจ้าของสำนวนเจ็บป่วยซึ่งโดยพยาธิสภาพของนายกิตติพงษ์ทำให้หลงลืมที่จะมอบสำนวนคดีนี้ให้พนักงานอัยการคนอื่นดำเนินการแทน กรณีเป็นเรื่องภายในของโจทก์ที่จะต้องมอบหมายสำนวนให้พนักงานอัยการผู้อื่นดำเนินคดีแทน ซึ่งสามารถกระทำได้ เพราะวันดังกล่าวนายกิตติพงษ์ยังมาทำงานที่สำนักงานอัยการอยู่ ถ้าป่วยเจ็บจนถึงขนาดไม่สามารถมาศาลเพื่อสืบพยานโจทก์ได้ ก็น่าจะมอบหมายให้พนักงานอันเป็นความบกพร่องของโจทก์เอง พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่มาศาลเพราะไม่สนใจต่อเวลานัดของศาล และไม่ได้มาศาลตามกำหนดนัด หาใช่ไม่ได้มาศาลเพราะมีเหตุอันสมควรไม่จึงไม่มีเหตุจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ฎีกาของโจทก์ประการอื่นมิใช่เหตุอันสมควรที่จะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่แต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายสังเวียน ฤทธิภา
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8854/2547
#113045
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของนายจ้างที่กำหนดให้การประพฤติตัวเป็นอันธพาลและกระทำผิดทางอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นระเบียบวินัยที่ลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ได้ ซึ่งนายจ้างอาจลงโทษได้ถึงเลิกจ้างนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4)

น. และ ป. ลูกจ้างโจทก์ทำร้ายร่างกาย พ. ลูกจ้างโจทก์ด้วยกันเพียงคนเดียว สาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องส่วนตัว มิใช่ น. และ ป. เกะกะระรานหาเรื่อง พ. แต่ฝ่ายเดียว การกระทำของบุคคลทั้งสองยังไม่ถึงขนาดประพฤติตนเป็นพาลเกเรแกล้งทำให้ พ. เดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ อันเป็นการประพฤติตนเป็นคนเกะกะระรานตามความหมายของคำว่าอันธพาล ทั้งเป็นเรื่องลูกจ้างทำร้ายกันเองนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน ไม่เกี่ยวกับกิจการของโจทก์โดยตรง จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ถือไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) โจทก์เลิกจ้างบุคคลทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ประกอบกิจการผลิตวัสดุก่อสร้างวัตถุมวลเบา โจทก์เลิกจ้างนายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ ลูกจ้าง เนื่องจากบุคคลทั้งสองทะเลาะวิวาททำร้ายนายพลากร ลูกจ้างโจทก์อีกคนหนึ่งด้วยสาเหตุส่วนตัว นอกสถานที่ทำงานและนอกเวลาทำงาน กิจการของโจทก์ไม่ใช่การบริการที่ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอก การกระทำของบุคคลทั้งสองไม่มีผลกระทบต่อกิจการของโจทก์ ไม่ทำให้เสียการบริหาร การปกครอง หรือชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งเป็นความผิดลหุโทษ จึงไม่ใช่การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรง โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้ แก่บุคคลทั้งสอง ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่าการที่นายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ ทำร้ายร่างกายนายพลากรด้วยสาเหตุส่วนตัว นอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่กำหนดให้การประพฤติตัวเป็นอันธพาลและกระทำผิดทางอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นระเบียบวินัยที่ลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ได้ ซึ่งโจทก์อาจลงโทษได้ถึงเลิกจ้างนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) ด้วย แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่านายนิรันดร์และนายประเสริฐศักดิ์ลูกจ้างโจทก์ทำร้ายร่างกาย นายพลากรลูกจ้างโจทก์ด้วยกันเพียงคนเดียว แต่สาเหตุก็เกิดจากการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องส่วนตัว หาใช่นายนิรันดร์และนายประเสริฐศักดิ์เกะกะระรานหาเรื่องนายพลากรแต่ฝ่ายเดียวไม่ การกระทำของบุคคลทั้งสองยังไม่ถึงขนาดประพฤติเป็นพาลเกเรแกล้งทำให้นายพลากรเดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ อันเป็นการประพฤติตนเป็นคนเกะกะระรานตามความหมายของคำว่าอันธพาล ทั้งเป็นเรื่องลูกจ้างทำร้ายกันเองนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน ไม่เกี่ยวกับกิจการของโจทก์โดยตรง และไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสอง ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (4) อันโจทก์จะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่จำเลยมีคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ให้โจทก์จ่าย ค่าชดเชยแก่บุคคลทั้งสองนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซุปเปอร์บล๊อก จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ อางคาสัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8854/2547
#412405
เปิดฉบับเต็ม

ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของนายจ้างที่กำหนดให้การประพฤติตัวเป็นอันธพาลและกระทำผิดทางอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นระเบียบวินัยที่ลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ได้ ซึ่งนายจ้างอาจลงโทษได้ถึงเลิกจ้างนั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4)

น. และ ป. ลูกจ้างโจทก์ทำร้ายร่างกาย พ. ลูกจ้างโจทก์ด้วยกันเพียงคนเดียว สาเหตุเกิดจากการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องส่วนตัว มิใช่ น. และ ป. เกะกระระรานหาเรื่อง พ. แต่ฝ่ายเดียวการกระทำของบุคคลทั้งสองยังไม่ถึงขนาดประพฤติตนเป็นพาลเกเรแกล้งทำให้ พ. เดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ อันเป็นการประพฤติตนเป็นคนเกะกะระรานตามความหมายของคำว่าอันธพาล ทั้งเป็นเรื่องลูกจ้างทำร้ายกันเองนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางานไม่เกี่ยวกับกิจการของโจทก์โดยตรง จึงไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของโจทก์ซึ่งเป็นนายจ้าง ถือไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (4) โจทก์เลิกจ้างบุคคลทั้งสองจึงต้องจ่ายค่าชดเชย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ เป็นลูกจ้างโจทก์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2546 เวลา 18 นาฬิกา บุคคลทั้งสองทะเลาะวิวาทด้วยเหตุส่วนตัวกับนายพลากร ลูกจ้างของโจทก์อีกคนหนึ่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาแก่บุคคลทั้งสองในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ บุคคลทั้งสองเคยทำร้ายร่างกายลูกจ้างด้วยกันทั้งภายในและภายนอกโรงงานหลายครั้งแล้ว จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกทำร้ายไม่กล้ามาทำงานทำให้เกิดความเสียหายต่อการผลิตสินค้าและชื่อเสียงของโจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดต่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์อย่างร้ายแรงฐานประพฤติตัวเป็นอันธพาล เสื่อมเสียชื่อเสียงของโจทก์และกระทำผิดอาญาต่อเพื่อนร่วมงาน โจทก์จึงมีหนังสือลงวันที่ 30 เมษายน 2546 เลิกจ้างบุคคลทั้งสองโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ให้มีผลเป็นการเลิกจ้างตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2546 บุคคลทั้งสองร้องเรียนต่อจำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงาน จำเลยสอบสวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสองประพฤติตัวเป็นอันธพาลทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ความผิดที่บุคคลทั้งสองกระทำเป็นความผิดลหุโทษ กฎหมายแรงงานมีหลักเกณฑ์ว่าลูกจ้างกระทำผิดลหุโทษไม่เป็นเหตุยกเว้นให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย จึงมีคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่บุคคลทั้งสองเป็นเงินคนละ 56,400 บาท จำเลยมีคำสั่งเนื่องจากฟังข้อเท็จจริงผิดและปรับบทกฎหมายตามมาตรา 119 (6) ซึ่งผิดไปจากเหตุเลิกจ้างของโจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้บุคคลทั้งสองตามคำสั่งของจำเลย ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ของจำเลย

จำเลยให้การว่าจำเลยสอบข้อเท็จจริงแล้วไม่มีหลักฐานปรากฏว่าลูกจ้างทั้งสองคนของโจทก์ที่ร้องเรียนต่อจำเลยมีพฤติกรรมเป็นอันธพาลและทำร้ายร่ายกายลูกจ้างด้วยกันเองหลายครั้งตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จำเลยจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของบุคคลทั้งสองไม่เป็นความผิดต่อระเบียบข้อบังคับการทำงานของโจทก์ในกรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ส่วนการวินิจฉัยเรื่องการกระทำผิดอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นเพียงการแสดงเหตุผลเพื่อให้โจทก์เห็นว่าการกระทำผิดอาญาต้องมีความหนักเบา ไม่ใช่จะถือเป็นกรณีร้ายแรงเสมอไปโดยสรุปเหตุผลการเลิกจ้างตามมาตรา 119 (6) ประกอบเท่านั้น จำเลยไม่ได้วินิจฉัยโดยปรับบทกฎหมายผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ประกอบกิจการผลิตวัสดุก่อสร้างวัตถุมวลเบาโจทก์เลิกจ้างนายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ ลูกจ้างเนื่องจากบุคคลทั้งสองทะเลาะวิวาททำร้ายนายพลากร ลูกจ้างโจทก์อีกคนหนึ่งด้วยสาเหตุส่วนตัวนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลาทำงาน กิจการของโจทก์ไม่ใช่การบริการที่ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอก การกระทำของบุคคลทั้งสองไม่มีผลกระทบต่อกิจการของโจทก์ ไม่ทำให้เสียการบริหาร การปกครอง หรือชื่อเสียงของโจทก์ทั้งเป็นความผิดลหุโทษจึงไม่ใช่การฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับกรณีร้ายแรงโจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่บุคคลทั้งสอง ไม่มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่า การที่นายนิรันดร์ และนายประเสริฐศักดิ์ ทำร้ายร่างกายนายพลากร ด้วยสาเหตุส่วนตัวนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) หรือไม่ เห็นว่า ระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์ผู้เป็นนายจ้างที่กำหนดให้การประพฤติตัวเป็นอันธพาลและกระทำผิดทางอาญาต่อเพื่อนร่วมงานเป็นระเบียบวินัยที่ลูกจ้างฝ่าฝืนไม่ได้ตามเอกสารหมาย ล.1 ข้อ 6.3 (3) (4) ซึ่งโจทก์อาจลงโทษได้ถึงเลิกจ้างตามข้อ 7.2 (5) นั้น ต้องอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) ด้วย แม้ข้อเท็จจริงปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางลงวันที่ 9 กันยายน 2546 และคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่านายนิรันดร์และนายประเสริฐศักดิ์รวม 2 คน ทำร้ายร่างกายนายพลากรเพียงคนเดียว แต่สาเหตุก็เกิดจากการทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องส่วนตัว หาใช่นายนิรันดร์และนายประเสริฐศักดิ์เกะกะระรานหาเรื่องนายพลากรแต่ฝ่ายเดียวไม่ การกระทำของบุคคลทั้งสองยังไม่ถึงขนาดประพฤติเป็นพาลเกเรแกล้งทำให้นายพลากรเดือดร้อนโดยไม่มีสาเหตุ อันเป็นการประพฤติตนเป็นคนเกะกะระรานตามความหมายของคำว่าอันธพาล ทั้งเป็นเรื่องลูกจ้างทำร้ายกันเองนอกสถานที่ทำงานและนอกเวลางาน ไม่เกี่ยวกับกิจการของโจทก์โดยตรง และไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าบุคคลทั้งสองฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงานของโจทก์กรณีร้ายแรงตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) อันโจทก์จะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ที่จำเลยมีคำสั่งที่ 5/2546 ลงวันที่ 18 มิถุนายน 2546 ให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยแก่บุคคลทั้งสองนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซุปเปอร์บล็อก จำกัด
จำเลย — นายชัยวัฒน์ อางคาสัย
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8844/2547
#412075
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพราะมารดายกให้และจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยและจำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่วันเวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง หรือไม่ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อนี้ไว้ซึ่งเป็นการมิชอบ ทั้งปัญหานี้มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยแต่ว่าโจทก์ฟ้องคดีเกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 45 หมู่ 6 ตำบลสัมพันธ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี จำเลยซึ่งเป็นพี่สาวโจทก์ได้ขอปลูกบ้านอาศัยบนที่ดินพิพาท เมื่อปี 2539 โจทก์ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนด โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย ทำให้โจทก์ไม่สามารถขอออกโฉนดสำหรับที่ดินพิพาทได้ ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม และขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไป กับห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทให้จำเลยไปยื่นคำขอยกเลิกการคัดค้านการออกโฉนดที่ดินพิพาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างพร้อมขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทของโจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาว่า ที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 45 หมู่ที่ 6 ตำบลสัมพันธ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ภายในกรอบเส้นสีเขียวตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.9 เป็นของโจทก์ให้จำเลยปลูกบ้านอยู่อาศัย มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยกมาตรา 1375 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาวินิจฉัยแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในปี 2539 โจทก์ขอรังวัดที่ดินพาทเพื่อออกโฉนดที่ดินแต่ไม่สามารถออกโฉนดได้ เพราะจำเลยคัดค้านโดยอ้างว่าเป็นที่ดินของจำเลย โจทก์จึงขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยไปขอยกเลิกการคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าเดิมนางนกแก้วมารดาจำเลยได้ยกที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ให้จำเลยครอบครองทำประโยชน์ปลูกสร้างคอกวัวและปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัยตลอดมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยไม่เคยขออนุญาตจากโจทก์ โจทก์ไม่เคยโต้แย้ง จนกระทั่งปี 2539 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานมารังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน โดยนำชี้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินที่จำเลยครอบครอง จำเลยได้คัดค้าน โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ล่วงเลยเวลากว่า 1 ปีแล้ว โจทก์จึงเสียสิทธิในการฟ้องคดี ดังนี้ เมื่อจำเลยให้การว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพราะมารดายกให้และจำเลยครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา จึงไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะที่ดินเป็นของผู้อื่น เมื่อจำเลยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย และจำเลยครอบครองเองจึงไม่เป็นการแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์ คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์ฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาที่ถูกแย่งการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง หรือไม่ ดังที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นนี้ไว้ เพราะจะขัดแย้งกับประเด็นที่จำเลยให้การไว้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยโดยได้รับการยกให้จากมารดาจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทเดิม การที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทนี้ไว้จึงเป็นการมิชอบ ทั้งปัญหานี้มิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 1 ปี นับแต่จำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อเอาคืนการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาตามคำขอท้ายคำฟ้องโจทก์ทุกประการ ซึ่งในคำขอท้ายคำฟ้องโจทก์ข้อ 3 โจทก์ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยและบริวารจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายเรื่องค่าเสียหายมาในคำฟ้องแล้ว แต่ศาลชั้นต้นมิได้กำหนดเป็นประเด็นไว้และโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านย่อมถือว่าโจทก์ได้สละประเด็นดังกล่าวแล้ว ศาลไม่อาจพิพากษาให้ได้"

พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกจากที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 45 หมู่ที่ 6 ตำบลสัมพันธ์ อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี ตามที่ดินในกรอบสีเขียวของแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.9 และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเดิม ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป ให้จำเลยไปยื่นคำขอยกเลิกการคัดค้านขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย คำขออื่นให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1375
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 142 (5) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมพงษ์ ทรงบรรดิษฐ์
จำเลย — นางประดับ สนิทราทร์
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2547
#412262
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ. มาตรา 136 เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความกันได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ บริษัท ม. และบริษัท ข. ตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ บริษัท ม. บริษัท ข. และจำเลยที่โจทก์ถอนฟ้องไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งต่อกันอีก ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาถอนฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วย จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกาในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา และความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารเป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารกับถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ. มาตรา 39 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 326, 328, 90, 91, 83, 50 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาทั้งหมดครึ่งหน้าในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น หนังสือพิมพ์แนวหน้า หนังสือพิมพ์ข่าวสด เป็นเวลา 15 วัน และห้ามจำเลยทั้งสามประกอบอาชีพหนังสือพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษตามคำพิพากษา และขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำของศาลต่าง ๆ ตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 2 แถลงว่า ชื่อ คาน คอดิน เป็นชื่อนามปากกาซึ่งมีผู้เขียนหลายคนใช้ชื่อนามปากกาดังกล่าวโดยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดบ้าง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวเฉพาะจำเลยที่ 3

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 5 เดือน และปรับ 50,000 บาท เนื่องจากไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ปรับปรุงความประพฤติในหน้าที่บรรณาธิการของตนเอง จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 และให้จำเลยที่ 2 นำใจความของคำพิพากษาลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือพิมพ์ข่าวสดมีกำหนด 5 วัน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา คำขออื่นและข้อหาอื่นให้ยก กับให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสาม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่คัดค้าน ส่วนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและยังไม่ได้ให้การแก้คดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 เป็นความผิดที่ไม่อาจยอมความกันได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 18 ตุลาคม 2547 ใจความว่า โจทก์ บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) และบริษัทข่าวสด จำกัด ตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว โจทก์จึงไม่ประสงค์ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม โจทก์ บริษัทมติชน จำกัด (มหาชน) บริษัทข่าวสด จำกัด และจำเลยที่โจทก์ถอนฟ้อง ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งต่อกันอีก ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีเจตนาถอนฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ด้วย จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฎีกาในความผิดฐานดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำพิพากษา และความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร กับถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 136 ม. 328
ป.วิ.อ. ม. 35 วรรคหนึ่ง ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พลตำรวจโทเสรี เตมียเวส
จำเลย — บริษัทข่าวสด จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8822/2547
#411986
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 4 การออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้น จะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคบได้ตามกฎหมายและข้อความดังกล่าวเป็นองค์ประกอบของความผิด เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องข้อความดังกล่าวไว้ แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ก็ย่อมต้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบความผิดในมาตรา 4 คำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2543 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาวังจันทร์ เลขที่ 0656955 ลงวันที่ 5-9-43 สั่งจ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์นำไปเบิกเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่าบัญชีปิดแล้ว ทั้งนี้จำเลยออกเช็คโดยมีเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือออกเช็คโดยในขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชี อันจะพึงให้ใช้เงินหรือออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินไม่เพียงพอจะใช้เงินตามเช็คนั้น ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า การที่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แต่จำเลยไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตั้งแต่เริ่มคดี แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะต่อสู้คดีจำเลยจึงไม่เสียเปรียบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย โดยมีลักษณะหรือมีการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(1) เจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คนั้น

(2) ในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้

(3) ให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น

(4) ถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันพึงจะให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้

(5) ห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นโดยเจตนาทุจริต..." ตามบทบัญญัติดังกล่าว การออกเช็คที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องเป็นการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และข้อความดังกล่าวเป็นองค์ประกอบของความผิด เมื่อโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องข้อความดังกล่าวไว้ แม้จำเลยจะมิได้ให้การต่อสู้ก็ย่อมต้องถือว่าโจทก์บรรยายฟ้องขาดองค์ประกอบของความผิดในมาตรา 4 คำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญทรวง ศุภพิพัฒน์
จำเลย — นายธงชัย ทัดละมัย
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ