คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9208 -ที่ 9209/2547
#113057
เปิดฉบับเต็ม

การปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้น สามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียง 6 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องมาขอปล่อยผู้ต้องหาด้วยการนำโฉนดที่ดินมาให้จำเลยยึดถือไว้อีก จำเลยจึงต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสี่ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 7

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนโฉนดที่ดิน ให้แก่โจทก์ทั้งหก และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 150,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ 75,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะคืนหลักประกันแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง จำเลยที่ 5 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์ที่ 7 ชำระเงินจำนวน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 681,165 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ที่ 7 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 5 จำนวน 6,681,165 บาท และให้โจทก์ที่ 7 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 5

โจทก์ที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันคืนหลักประกันคือโฉนดที่ดิน ให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 คำขออื่นของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 5 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหลักประกันให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ระหว่างโจทก์ทั้งเจ็ดกับจำเลยที่ 5 ให้เป็นพับ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2537 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 7 นำที่ดินโฉนดดังกล่าวไปประกันตัวผู้ต้องหารวม 6 คน คือ นายเสริม นายสุริยา นายวิรัตน์ นายสมพร นายอนันต์ และนายเทร์ ในคดีความผิดต่อ พ.ร.บ. ศุลกากร พ.ศ. 2469 พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และ พ.ร.บ. การเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ. 2456 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานสอบสวนทำเรื่องประกันเสนอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้ประกันไปและได้รับต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกัน พนักงานสอบสวนกำหนดวันเวลานัดให้โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 รวม 6 ครั้ง โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกให้พนักงานสอบสวนตามนัดทุกครั้ง แต่พนักงานสอบสวนก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่งพ้นกำหนดที่จะฝากขังได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้งหก และแจ้งให้โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมด โจทก์ที่ 7 พยายามติดตามส่งตัวผู้ต้องหาจนสามารถส่งฟ้องได้ครบทุกคน แต่เมื่อโจทก์ที่ 7 ขอหลักประกันคือโฉนดที่ดินคืนจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับไม่คืนอ้างว่าโจทก์ที่ 7 เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันให้โจทก์ที่ 7 นำเงินค่าปรับมาชำระจำนวน 6,000,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 หรือไม่ และโจทก์ที่ 7 ผิดสัญญาประกันต้องชำระค่าปรับให้จำเลยที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จะต้องมีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวหรือขอประกันตัว ผู้ต้องหาก็เพราะผู้ต้องหาถูกควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งหกถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหากระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา ซึ่งในระหว่างสอบสวนแม้พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควบคุมได้โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา หากให้ทำเช่นนั้นได้ก็จะเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก ฉะนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติไว้ชัดเจนว่า การปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้นสามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียงหกเดือนเท่านั้น และในวรรคสองยังบัญญัติย้ำว่า เมื่อการปล่อยชั่วคราวสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งแล้วถ้ายังมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ต่อไปให้ส่งตัวผู้ต้องหามาศาล และให้นำบทบัญญัติมาตรา 87 วรรคสี่ ถึงวรรคเก้า มาใช้บังคับ แสดงว่าการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวของพนักงานสอบสวนตามที่โจทก์ที่ 7 ทำสัญญาประกันไว้ เมื่อครบหกเดือนแล้วพนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จ การปล่อยชั่วคราวตามสัญญาประกัน เป็นอันสิ้นสุดลง พนักงานสอบสวนคือจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาดังกล่าวไว้ได้อีกต่อไป เมื่อไม่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ก็ไม่มีเหตุที่ฝ่ายโจทก์จะต้องมาขอปล่อยผู้ต้องหาดังกล่าวด้วยนำโฉนดที่ดินมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยึดถือไว้อีก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยึดถือโฉนดที่ดินไว้อีกต่อไปเพราะถือว่าการปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนตามสัญญาประกันสิ้นสุดลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคสอง ไปแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ที่ว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาสิ้นสุดลงนับแต่พ้นกำหนดเวลา 6 เดือน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 และสัญญาประกันเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีกฎหมายสนับสนุน เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งเจ็ดปรากฏว่าโจทก์ที่ 7 ส่งตัว ผู้ต้องหาทั้งหกตามกำหนดนัดที่พนักงานสอบสวนระบุไว้ในด้านหลังของสัญญาประกันทุกครั้ง ดังนี้โจทก์ที่ 7 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าปรับให้จำเลยที่ 5 ยิ่งกว่านั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าสัญญาประกันสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ที่ 7 ก็ยังช่วยอนุเคราะห์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนด้วยการยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งหกมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จนสามารถส่งฟ้องได้ครบทุกคน แทนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรีบคืนโฉนดที่ดินให้ จำเลยที่ 5 กลับดำเนินคดีฟ้องเรียกค่าปรับจากโจทก์ที่ 7 อ้างว่าฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันเสียอีก การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.วิ.อ. ม. 113 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจินต์ จินดาศักดิ์ชัย กับพวก
จำเลย — กรมตำรวจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายตั้งใจ ศาสตร์ศศิ
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9208 -ที่ 9209/2547
#412099
เปิดฉบับเต็ม

การปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้น สามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียง 6 เดือนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 113 วรรคหนึ่ง เมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาเป็นอันสิ้นสุดลง จำเลยซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาต่อไปได้ จึงไม่มีเหตุที่โจทก์จะต้องมาขอปล่อยผู้ต้องหาด้วยการนำโฉนดที่ดินมาให้จำเลยยึดถือไว้อีก จำเลยจึงต้องคืนโฉนดที่ดินพิพาทแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งหกและจำเลยทั้งสี่ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และจำเลยที่ 1 ถึง 4 ให้เรียกโจทก์ในสำนวนที่สองว่า จำเลยที่ 5 และเรียกจำเลยในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 7

สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 23798 จำเลยที่ 1 เป็นกรมในกระทรวงมหาดไทย เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจในตำแหน่งหน้าที่สารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกรมจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจในตำแหน่งหน้าที่รองสารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ และระหว่างปี 2547 ถึงปี 2538 จำเลยที่ 4 เคยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจในตำแหน่งหน้าที่สารวัตรงาน 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันคืนโฉนดที่ดินเลขที่ 23798 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่โจทก์ทั้งหก และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเงิน 150,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปเป็นรายเดือน เดือนละ 75,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะคืนหลักประกันแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง จำเลยที่ 5 ฟ้องว่า จำเลยที่ 5 เป็นพนักงานสอบสวนกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ มีอำนาจหน้าที่สอบสวน ควบคุมและให้ประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญาขอให้บังคับโจทก์ที่ 7 ชำระเงินจำนวน 6,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2538 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 681,165 บาท รวมเป็นเงินที่โจทก์ที่ 7 ต้องชำระแก่จำเลยที่ 5 จำนวน 6,681,165 บาท และให้โจทก์ที่ 7 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 6,000,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 5

โจทก์ที่ 7 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันคืนหลักประกันคือ โฉนดที่ดินเลขที่ 23798 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 คำขออื่นของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 5

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหลักประกันให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 23798 ตำบลโสธร อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2537 โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 7 นำที่ดินโฉนดดังกล่าวไปประกันตัวผู้ต้องหารวม 6 คน คือ นายเสริม นายสุริยา นายวิรัตน์ นายสมพร นายอนันต์ และนายเทร์ ในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 ตามเอกสารหมาย จ.3 จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานสอบสวนทำเรื่องประกันเสนอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นผู้พิจารณาอนุมัติให้ประกันไปและได้รับต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้เป็นหลักประกันพนักงานสอบสวนกำหนดวันเวลานัดให้โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2537 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2538 รวม 6 ครั้ง โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกให้พนักงานสอบสวนตามนัดทุกครั้ง แต่พนักงานสอบสวนก็ยังสอบสวนไม่เสร็จ ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2538 ซึ่งพ้นกำหนดที่จะฝากขังได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้ฟ้องผู้ต้องหาทั้งหก และแจ้งให้โจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหมด โจทก์ที่ 7 พยายามติดตามส่งตัวผู้ต้องหาจนสามารถฟ้องได้ครบทุกคน แต่เมื่อโจทก์ที่ 7 ขอหลักประกันคือโฉนดที่ดินคืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับไม่คืนให้อ้างว่าโจทก์ที่ 7 เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกัน ให้โจทก์ที่ 7 นำเงินค่าปรับมาชำระจำนวน 6,000,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 หรือไม่ และโจทก์ที่ 7 ผิดสัญญาประกันต้องชำระค่าปรับให้จำเลยที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า เหตุที่จะต้องมีการยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวหรือขอประกันตัวผู้ต้องหาก็เพราะผู้ต้องหาถูกควบคุมโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ต้องหาทั้งหกคือ นายเสริม นายสุริยา นายวิรัตน์ นายสมพร นายอนันต์ และนายเทร์ ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในข้อหากระทำความผิดที่มีโทษทางอาญา ซึ่งในระหว่างสอบสวนแม้พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าควบคุมได้โดยมีกำหนดระยะเวลา หากให้ทำเช่นนั้นได้ก็จะเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก ฉะนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 113 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติไว้ชัดเจนว่าการปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนนั้น สามารถให้ปล่อยชั่วคราวได้สูงสุดเพียงหกเดือนเท่านั้น และในวรรคสองยังบัญญัติย้ำว่าเมื่อการปล่อยชั่วคราวสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้ายังมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมผู้ต้องหาไว้ต่อไปให้ส่งตัวผู้ต้องหามาศาล และให้นำบทบัญญัติมาตรา 87 วรรคสี่ ถึงวรรคเก้ามาใช้บังคับ แสดงว่าการปล่อยตัวผู้ต้องหาชั่วคราวของพนักงานสอบสวนตามที่โจทก์ที่ 7 ทำสัญญาประกันไว้ เมื่อครบหกเดือนแล้วพนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จการปล่อยชั่วคราวตามสัญญาประกันเป็นอันสิ้นสุดลง พนักงานสอบสวนคือจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจควบคุมตัวผู้ต้องหาดังกล่าวไว้ได้อีกต่อไป เมื่อไม่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ก็ไม่มีเหตุที่ฝ่ายโจทก์จะต้องมาขอปล่อยผู้ต้องหาดังกล่าวด้วยนำโฉนดที่ดินมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยึดถือไว้อีก ฉะนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีเหตุตามกฎหมายที่จะยึดถือโฉนดที่ดินไว้อีกต่อไป เพราะถือว่าการปล่อยชั่วคราวของพนักงานสอบสวนตามสัญญาประกันสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 113 วรรคสอง ไปแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ที่ว่า ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สัญญาประกันตัวผู้ต้องหาสิ้นสุดลงนับแต่พ้นกำหนดเวลา 6 เดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 113 และสัญญาประกันเป็นสัญญาที่แยกต่างหากจากการดำเนินคดีอาญา ก็เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีกฎหมายสนับสนุน เมื่อข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งเจ็ดปรากฏว่าโจทก์ที่ 7 ส่งตัวผู้ต้องหาทั้งหกตามกำหนดนัดที่พนักงานสอบสวนระบุไว้ในด้านหลังของสัญญาประกันทุกครั้ง ดังนี้ โจทก์ที่ 7 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกัน ไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าปรับให้จำเลยที่ 5 ยิ่งกว่านั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะไม่มีอำนาจควบคุมผู้ต้องหาแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าสัญญาประกันสิ้นสุดลงแล้ว โจทก์ที่ 7 ก็ยังช่วยอนุเคราะห์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนด้วยการยอมเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งหกมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จนสามารถส่งฟ้องได้ครบทุกคน แทนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะรีบคืนโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 ให้ จำเลยที่ 5 กลับดำเนินคดีฟ้องเรียกค่าปรับจากโจทก์ที่ 7 อ้างว่าฝ่ายโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาประกันเสียอีก การกระทำของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 6 และให้ยกฟ้องของจำเลยที่ 5 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ป.วิ.พ. ม. 113 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุจินต์ จินดาศักดิ์ชัย กับพวก
จำเลย — กรมตำรวจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
นันทชัย เพียรสนอง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9204/2547
#113031
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีที่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมจะต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งหมด ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันที่ 18 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยให้คิดจากต้นเงิน 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ฎีกาคัดค้านในเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือกู้เงินเอกสารหมาย จ. 1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีที่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมจะต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งหมด ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายย่อง ขนอม
จำเลย — นายจำนงค์ คงศรีสง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช — นายเมธี เลขานุกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9204/2547
#412328
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีที่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมจะต้องอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งหมด ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเงินให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ดอกเบี้ยให้คิดจากต้นเงิน 200,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้วเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ฎีกาคัดค้านในเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยก่อนว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องข้อหาจำเลยผิดสัญญากู้เงิน โดยยกข้ออ้างซึ่งอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้อง (เอกสารหมาย จ.1) แล้วผิดสัญญาไม่ยอมชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์ในวันที่ 1 มกราคม 2538 จำนวน 200,000 บาท ตามฟ้อง ความจริงจำเลยกู้เงินโจทก์เมื่อปี 2536 เพียง 20,000 บาท จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ และโจทก์ได้นำสัญญากู้เงินดังกล่าวมากรอกข้อความตามที่ปรากฏในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้องเอง ดังนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าตามคำให้การของจำเลยดังกล่าว เท่ากับจำเลยยอมรับว่าลายมือชื่อของจำเลยในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารท้ายฟ้อง (เอกสารหมาย จ.1) เป็นลายมือชื่อของจำเลยจริง แต่ปฏิเสธไม่ยอมรับข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินทั้งหมดอ้างว่าโจทก์เป็นฝ่ายกรอกข้อความเอาเอง เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 200,000 บาท จริงตามฟ้อง การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จริง แต่เป็นการลงลายมือชื่อในกระดาษเปล่า โจทก์ไปกรอกข้อความเอาเองในภายหลัง กับยืนยันว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปเพียง 20,000 บาท และอ้างเหตุผลว่าคำเบิกความของโจทก์มิได้ยืนยันว่าจำเลยได้รับเงินไปจำนวน 200,000 บาท จึงต้องฟังว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปเพียง 20,000 บาท เท่านั้น อีกทั้งสัญญากู้เงินทำให้วันที่ 1 มกราคม 2538 โจทก์เป็นเพียงชาวสวน เงินจำนวน 200,000 บาทดังกล่าว โจทก์ต้องไปเบิกจากธนาคาร แต่วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการและวันหยุดธนาคารต่อเนื่องกันหลายวัน เป็นเรื่องเหลือเชื่อว่าจะกู้ยืมเงินกันถึง 200,000 บาท จำเลยมีอาชีพทำนาไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมากถึง 200,000 บาท และเดิมก็เคยกู้ยืมเงินกันเพียงครั้งละ 10,000 บาท ถึง 20,000 บาท เท่านั้น เพื่อนำมาประกอบอาชีพเกษตร เช่นนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเท่ากับจำเลยได้อุทธรณ์ว่าจำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยจำเลยได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นกล่าวโดยชัดแจ้งและเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย อุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว แม้ว่าในชั้นพิจารณาจำเลยจะได้นำสืบพยานหลักฐานแตกต่างขัดแย้งกับที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้บ้าง ซึ่งอาจเป็นการสืบนอกประเด็นตามคำให้การดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัยก็ตาม แต่ก็หามีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้ว อันจะไม่ชอบด้วยมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นแห่งอุทธรณ์ของจำเลยเช่นว่านั้นไปเสียทีเดียว โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อนตามลำดับชั้นศาลแต่อย่างใด

สำหรับประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยมิได้กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธว่ามิได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างหน้าที่นำสืบในประเด็นข้อนี้จึงตกอยู่แก่โจทก์ แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบต่อศาลนั้น โจทก์คงมีแต่เพียงตัวโจทก์มาเบิกความรับรองหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 เท่านั้น นางลัดดาที่ลงนามเป็นพยานในหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่าเป็นบุตรสาวของโจทก์นั้นโจทก์ก็หาได้นำมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลไม่ แม้กระทั่งนายจำลองซึ่งโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าเป็นบุตรของโจทก์และเป็นผู้เขียนกรอกข้อความลงในหนังสือสัญญากู้เงิน โจทก์ก็มิได้นำมาเป็นพยานเบิกความต่อศาลเช่นกัน ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องรู้เห็นในการทำหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ล้วนแต่เป็นบุตรซึ่งเป็นบุคคลในครอบครัวของโจทก์ แต่โจทก์กลับไม่นำบุคคลเหล่านี้มาเบิกความเป็นพยานต่อศาลเพื่อให้โอกาสจำเลยได้ถามค้านเพื่อจับพิรุธหรือทำลายน้ำหนักของพยานหลักฐานโจทก์ การที่มีเพียงตัวโจทก์มาเบิกความรับรองเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินเพียงคนเดียวเช่นนี้ นอกจากศาลจะต้องรับฟังคำเบิกความของโจทก์อย่างระมัดระวังแล้วยังส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์เองน่าจะยังมีข้อน่าเคลือบแคลงสงสัยว่าจะมีข้อเท็จจริงบางประการที่ปกปิดซ่อนเร้น ไม่กล้าเผชิญต่อความจริงอยู่ทำให้พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบต่อศาลนั้นมีข้อพิรุธไม่อาจรับฟังเชื่อถือได้อย่างสนิทใจ และข้อพิรุธสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ โจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ก่อนกู้ยืมเงินโจทก์ในคดีนี้ จำเลยเคยกู้ยืมเงินจากภริยาโจทก์เมื่อปี 2536 หรือ 2537 โจทก์ไม่แน่ใจและเบิกความอีกตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันภริยาจำเลยก็ยังเป็นหนี้ภริยาโจทก์อยู่ อันเป็นข้อบ่งชี้ชัดแจ้งว่าขณะที่โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินตามฟ้อง จำเลยและภริยาจำเลยยังมีหนี้เงินกู้ค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จึงทำให้มีพิรุธน่าสงสัยว่าเมื่อหนี้ที่ค้างเก่าอยู่ยังชำระไม่ครบถ้วน ย่อมไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินอีกเป็นจำนวนมากถึง 200,000 บาท และในประการสำคัญ คือ โจทก์เบิกความยอมรับต่อคำถามค้านของทนายจำเลยด้วยว่า ที่ดินแปลงหนึ่งเนื้อที่ 6 ไร่เศษตามหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 จำเลยได้จำนองไว้แก่ภริยาโจทก์ ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 แล้ว ปรากฏว่า คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1880 ตำบลทุ่งปรัง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ระบุในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ว่าเป็นที่ดินที่จำเลยนำมาให้โจทก์ยึดไว้เป็นหลักประกันด้วย ซึ่งความข้อนี้แม้โจทก์จะเบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า ก่อนกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยได้กู้ยืมเงินภริยาโจทก์โดยนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันตามเอกสารหมาย ล.1 ภายหลังต่อมาจำเลยต้องการเงินซื้อรถยนต์จึงมาขอกู้ยืมเงินเพิ่มโดยจะจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวเพิ่มวงเงินจำนอง แต่เนื่องจากระหว่างนั้นภริยาโจทก์ไม่อยู่ โจทก์จึงให้จำเลยกู้ยืมเงินไปแทนและไม่ได้จดทะเบียนเพิ่มวงเงินจำนองอันเป็นการตอบคำถามติงเพื่อพยายามอธิบายถึงเหตุผลเกี่ยวกับหลักประกันของการกู้ยืมเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ว่า โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินโดยมีหลักประกัน แต่ศาลฎีกากลับเห็นว่าคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวยิ่งกลับส่อข้อพิรุธมากขึ้นเพราะเมื่อได้ตรวจดูหนังสือสัญญาจำนองเอกสารหมาย ล.1 ซึ่งระบุว่านางอำภาภริยาจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1880 เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินแก่นางเอี่ยมภริยาโจทก์ผู้รับจำนองเพียง 130,000 บาท เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้เงินกู้เพียง 130,000 บาท ฝ่ายโจทก์ยังต้องการหลักประกันถึงขนาดต้องมีการนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกัน จึงเป็นการขัดต่อเหตุผลอย่างยิ่งที่ฝ่ายโจทก์จะยอมให้จำเลยกู้ยืมเงินตามฟ้องคดีนี้เพิ่มอีกเป็นจำนวนมากขึ้นถึง 200,000 บาท โดยเพียงแต่เขียนระบุข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ว่า จำเลยผู้กู้ได้นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) แปลงดังกล่าวมาให้โจทก์ผู้ให้กู้ยืมไว้เป็นหลักประกันเท่านั้น โดยหาได้มีการจดทะเบียนเพิ่มวงเงินจำนองไม่ จึงเป็นข้อพิรุธน่าสงสัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งว่า โจทก์ได้ให้จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 จริง ดังที่ศาลชั้นต้นรับฟังมาหรือไม่ แต่ตามพฤติการณ์แห่งคดีกลับมีเหตุผลให้น่าเชื่อตามข้อนำสืบของจำเลยว่าแท้จริงแล้วจำเลยเป็นหนี้เงินกู้โจทก์อยู่เพียง 20,000 บาท ซึ่งจำเลยกู้ยืมเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปเมื่อปี 2536 โดยจำเลยผู้กู้ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โดยยังไม่มีการกรอกข้อความและจำนวนเงินที่กู้ ดังนั้น การที่โจทก์กรอกข้อความลงในหนังสือสัญญากู้เงินระบุว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ถึง 200,000 บาท ซึ่งเกินกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกู้ยืมจริงเพียง 20,000 บาท หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นเอกสารปลอมไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ ส่วนที่จำเลยให้การและเบิกความยอมรับว่ายังค้างชำระเฉพาะต้นเงิน 20,000 บาท อยู่แก่โจทก์นั้น เมื่อหนังสือสัญญากู้เงินที่ทำกันไว้เดิมยังไม่เคยมีการกรอกจำนวนเงินที่กู้ในสัญญา แม้จำเลยจะได้ลงลายมือชื่อไว้ก็หาใช่เป็นหลักฐานเป็นหนังสือที่โจทก์จะนำมาฟ้องร้องให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งไม่ ที่ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเชื่อว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์จริงตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์และฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยตามประเด็นแห่งคดีที่จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมจะต้องอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 151 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องสั่งคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งหมด ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 151 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายย่อง ขนอม
จำเลย — นายจำนงค์ คงศรีสง
ชื่อองค์คณะ
ธานิศ เกศวพิทักษ์
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9203/2547
#266372
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ซึ่งจะมีผลให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปมีผลเท่ากับ เป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงมิชอบ เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), 246 และ 247 ถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาท 5 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ย จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ก่อนถึงวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การ โดยอ้างว่าไม่ได้จงใจขาดนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง และมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาท 5 ฉบับ จำนวน 1,131,712 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,060,812 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การของจำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การและยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่มีผลทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปมีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงอยู่ภายใต้บังคับของ ป.วิ.พ. มาตรา 229 ที่ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย เมื่อจำเลยไม่นำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ ย่อมเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นจึงมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยนั้นจึงมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 และถือไม่ได้ว่าฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และยกฎีกาของจำเลย ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าฤชาธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลย ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นจำกัด ศิลาสินสมุทรอู่ทอง
จำเลย — นายจิรศักดิ์ ฉันทวิลาศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนรินทร์ ทองคำใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
สุรพล เอกโยคะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9201/2547
#113141
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวโจทก์เพียงแต่มีภาระการพิสูจน์โดยนำพยานหลักฐานมานำสืบให้พอรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังที่โจทก์ฟ้องก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันประกอบหนังสือมอบอำนาจว่า อ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ มอบอำนาจให้พยานเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้สืบพยานหลักฐานหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงเพียงพอให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว สัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 การที่ทนายความโจทก์ยื่นหนังสือรับรองที่ไม่ปรากฏว่า อ. ผู้มอบอำนาจมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์นั้น ก็เป็นเพราะหนังสือรับรองฉบับนี้สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้หลังวันทำสัญญาเช่าซื้อ กรณีจึงเป็นข้อผิดพลาดในการอ้างส่งเอกสาร เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยถือเอาประโยชน์ตามสัญญาด้วยการรับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาจนกระทั่งผิดนัด ย่อมเป็นการผูกพันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 234,310 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 100,000 บาท และค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 7,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคาแทนจนเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ซึ่งในประเด็นดังกล่าวนี้โจทก์เพียงแต่มีภาระการพิสูจน์โดยนำพยานหลักฐานมานำสืบให้พอรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นไปดังที่โจทก์ฟ้องก็เป็นการเพียงพอแล้ว โจทก์มีนางอิงอรผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความยืนยันประกอบหนังสือมอบอำนาจว่านางอโนทัยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ มอบอำนาจให้พยานเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้สืบพยานหลักฐานหักล้างข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงเพียงพอให้รับฟังได้ว่าโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวแล้ว สัญญาเช่าซื้อมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 การที่ทนายความโจทก์ยื่นหนังสือรับรองที่ไม่ปรากฏว่านางอโนทัยผู้มอบอำนาจมีชื่อเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อแทนโจทก์นั้น ก็เป็นเพราะหนังสือรับรองฉบับนี้สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทออกให้หลังวันทำสัญญาเช่าซื้อ กรณีจึงเป็นข้อผิดพลาดในการอ้างส่งเอกสาร เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยถือเอาประโยชน์ตามสัญญาด้วยการรับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาจนกระทั่งผิดนัด ย่อมเป็นการผูกพันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากส่งคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 180,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 144,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทฐิติกร จำกัด
จำเลย — นางสุมาลี อุดาการ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2547
#113135
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์บางส่วน จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเมื่อพ้นกำหนด 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ต้องห้ามตามกฎหมาย และอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเป็นอุทธรณ์อย่างหนึ่งซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 232 นั่นเอง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีโดยให้หักเงิน ซึ่งมีการชำระเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 จำนวน 6,742.46 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์เสียก่อน หากไม่ชำระให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 85312 , 85313 , 77470 , 77471 ตำบลบางไผ่ (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 1046 ตำบลคลองขวาง (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแต่บางส่วนเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าธรรมเนียมนอกจากนี้ให้จำเลยที่ 3 นำมาชำระภายใน 15 วัน วันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 ให้ยกคำร้อง คืนค่าคำร้อง (ที่ถูกคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่ง) แก่จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องฉบับนี้ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วนเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลชั้นต้นวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนด 7 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย แล้วจึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ต้องห้ามตามกฎหมายและอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเป็นอุทธรณ์อย่างหนึ่งซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่สั่งอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 232 นั่นเอง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคท้าย ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดอกหญ้าโฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายไชยยศ วรนันท์ศิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9200/2547
#412506
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลา 7 วันแล้วจึงเป็นอุทธรณ์ที่ต้องห้ามตามกฎหมายและอุทธรณ์คำสั่งเป็นอุทธรณ์อย่างหนึ่งซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 232 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 232 คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้ยืมจำนวน 64,259,782.69 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา MLR ตามประกาศของโจทก์ บวกร้อยละ 2 ต่อปี และไม่เกินกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดสูงสุดตามประกาศของโจทก์และที่โจทก์ขอ นับตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 15,628,525.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จโดยให้หักเงิน ซึ่งมีการชำระเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2541 จำนวน 6,742.46 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์เสียก่อน หากไม่ชำระให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 85312, 85313, 77470, 77471 ตำบลบางไผ่

(บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 1046 ตำบลคลองขวาง (บางเชือกหนังฝั่งใต้) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบถ้วนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 อนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแต่บางส่วนเฉพาะค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าธรรมเนียมนอกจากนี้ให้จำเลยที่ 3 นำมาชำระภายใน 15 วัน วันที่ 25 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเมื่อพ้นกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 ให้ยกคำร้อง (ที่ถูกคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่ง) แก่จำเลยที่ 3

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วนจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์เป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องฉบับนี้ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวการที่ศาลชั่นต้นมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์คำสั่งจึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลให้แต่เฉพาะบางส่วน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 จำเลยที่ 3 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้นต่อศาลอุทธรณ์ได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย เมื่อจำเลยที่ 3 ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลชั้นต้นวันที่ 25 ตุลาคม 2545 ซึ่งเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลา 7 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้ายแล้วจึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ต้องห้ามตามกฎหมาย และอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเป็นอุทธรณ์อย่างหนึ่งซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะตรวจอุทธรณ์และมีคำสั่งให้ส่งหรือปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์นั้นไปยังศาลอุทธรณ์ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งแก่จำเลยที่ 3 จึงเป็นการตรวจและมีคำสั่งปฏิเสธไม่ส่งอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 232 นั่นเอง คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 ม. 232
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดอกหญ้าโฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9195/2547
#113150
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวจำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาศาล หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าว คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเสีย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 14,551,199.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยบังคับชำระหนี้จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์พร้อมยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วจำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ทราบคำสั่ง จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาชำระเงินออกไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ จำเลยจึงยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ซึ่งการยื่นคำร้องอุทธณณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้จำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาศาลหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายดังกล่าว คำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวเสีย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้สั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและรับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยจึงไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

พิพากษายกฎีกา ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายนพดล พิทักษ์วาณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางจันทิมา บำรุงศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางสาวปิยกุล บุญเพิ่ม
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9190/2547
#113183
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของท่าเทียบเรือและรับจ้างขนสินค้าขึ้นจากเรือได้ขนถ่ายรถยนต์ของโจทก์ทั้งหมด ขึ้นจากเรือเสร็จแล้ว โจทก์มิได้รับรถยนต์ไปทันที แต่ได้ให้จำเลยเก็บรักษาไว้ที่ลานพักสินค้าของจำเลย โดยมีการ คิดค่าเก็บรักษา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จรวมอยู่ด้วย ซึ่งหากรถยนต์ได้รับความเสียหาย จำเลยผู้รับฝากต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้ฝาก การฟ้องเรียกค่าซ่อมแซมรถยนต์เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหม ทดแทนเกี่ยวกับการฝากทรัพย์ อันมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จึงเกินกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รับรถยนต์ คืนไปจากจำเลยอันเป็นวันสิ้นสัญญาฝากทรัพย์ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 9,626,959.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 9,508,108.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีหมายเรียกบริษัทธนากรผลิตภัณฑ์ น้ำมันพืช จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์สั่งซื้อและนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อฮุนได จากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทยโดยเรือส่งสินค้าระหว่างประเทศ ชื่อ ทรานส์ออโต เมื่อเรือดังกล่าวเข้าเทียบ ท่าเรือของจำเลยที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยได้รับจ้างโจทก์ขนถ่ายรถยนต์ทั้งหมดขึ้นจากเรือและรับฝากไว้ที่ ลานพักสินค้ากลางแจ้งของจำเลยใกล้กับโรงงานผลิตน้ำมันพืชของจำเลยร่วม ต่อมาโจทก์ไปขอรับรถยนต์ทั้งหมดจากจำเลยโดยได้ชำระค่าขนถ่ายกับค่าดูแลรักษาและรับฝากรถยนต์แล้ว ปรากฏว่าสีรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายต้องซ่อมแซมจำนวน 361 คัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาให้บริการแบบเบ็ดเสร็จต่อเนื่องกันซึ่งมีทั้งการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือโดยคิดค่าขนถ่ายและ เก็บรักษาสินค้าโดยมีการคิดค่าเก็บสินค้าไม่อาจแบ่งแยกจากกันเป็นเอกเทศสัญญาใดสัญญาหนึ่งได้โดยเฉพาะ ถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี มิใช่ 6 เดือน คดีของโจทก์สำหรับจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า เมื่อจำเลยขนถ่ายรถยนต์ทั้งหมดขึ้นจากเรือเสร็จแล้ว โจทก์มิได้รับรถยนต์ไปทันที แต่ได้ให้จำเลยเก็บรักษาไว้ที่ลานพักสินค้าของจำเลย โดยมีการคิดค่าเก็บรักษา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ โดยมีบำเหน็จรวมอยู่ด้วย ซึ่งหากรถยนต์ได้รับความเสียหาย จำเลยผู้รับฝากต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้ฝาก การฟ้องเรียกค่าซ่อมแซมรถยนต์เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์อันมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 มิใช่ 10 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จึงเกินกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รับรถยนต์คืนไปจากจำเลยอันเป็นวันสิ้นสัญญาฝากทรัพย์ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยจึงขาดอายุความ

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 657 ม. 659 วรรคสอง ม. 671
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ด โอโต เซลล์ (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทบางกอก โมเดอร์น เทอร์มินอล จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุขุม นามวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวเบญจภา วิทิตางกูร
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9190/2547
#412500
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจ้างโจทก์ขนถ่ายรถยนต์ที่โจทก์สั่งซื้อมาจากต่างประเทศขึ้นจากเรือและรับฝากไว้ที่ลานพักสินค้ากลางแจ้งของจำเลย การที่จำเลยขนถ่ายรถยนต์ทั้งหมดขึ้นจากเรือเสร็จแล้ว โจทก์มิได้รับรถยนต์ไปทันที แต่ได้ให้จำเลยเก็บรักษาไว้ที่ลานพักสินค้าของจำเลยโดยมีการคิดค่าเก็บรักษา จึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จรวมอยู่ด้วยซึ่งหากรถยนต์ได้รับความเสียหาย จำเลยผู้รับฝากทรัพย์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้ฝาก การฟ้องเรียกค่าซ่อมแซมรถยนต์เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์อันมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 671 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 6 เดือนนับจากวันที่โจทก์รับรถยนต์คืนไปจากจำเลยอันเป็นเวลาสิ้นสัญญาฝากทรัพย์ สิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับจำเลยจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้สั่งซื้อและนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อฮุนได (HYUNDAI) ที่ผลิตจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยมีการขนส่งรถยนต์ทางเรือเข้ามาในประเทศไทยเทียบท่าเทียบเรือของจำเลย จำเลยต้องนำรถยนต์ที่โจทก์นำเข้าทั้งหมดขึ้นจากเรือโดยโจทก์จะเป็นผู้ชำระค่าขนถ่ายสินค้า (handling charge) และรับฝากไว้หรือเก็บรักษารถยนต์ของโจทก์อย่างดี ซึ่งโจทก์จะต้องชำระค่าเก็บรักษาหรือรับฝากสินค้า (addition storage charge) ตามปริมาณและระยะเวลาในการเก็บรักษาหรือรับฝากสินค้าเป็นรายวันจนกว่าโจทก์จะดำเนินพิธีการทางศุลกากรแล้วเสร็จแล้วรับรถยนต์ทั้งหมดไปจากจำเลย หากเกิดความเสียหายใด ๆ จำเลยจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โจทก์ได้สั่งซื้อและนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อฮุนไดรุ่นแอกเซนต์ (Accent) จำนวน 420 คัน จากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีโดยขนส่งทางเรือสินค้าระหว่างประเทศชื่อเรือทรานส์ออโต (Trans Auto) เมื่อเรือเทียบท่าเรือ ซี.อาร์.ซี. ของจำเลยแล้ว จำเลยก็นำรถยนต์ทั้ง 420 คัน ของโจทก์ขึ้นจากเรือไปเก็บรักษาไว้ ต่อมาระหว่างวันที่ 21 ถึง 24 พฤศจิกายน 2538 โจทก์ดำเนินพิธีการทางศุลกากรแล้วเสร็จจึงไปขอรับรถยนต์ทั้งหมดจากจำเลย โจทก์ได้ชำระค่าขนถ่ายและค่าดูแลรักษาและรับฝากรถยนต์แก่จำเลยแล้ว โจทก์ตรวจพบว่าสีของรถยนต์บางส่วนเกิดความเสียหายเพราะจำเลยนำรถยนต์ทั้งหมดของโจทก์ไปเก็บรักษาไว้ในที่กลางแจ้งปราศจากสิ่งปกคลุมและเก็บรักษารถยนต์ไว้ใกล้กับบริษัทธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ทำให้เขม่าควันจากปล่องควันของบริษัทดังกล่าวหรือเขม่าจากสารทำลายจากที่ใกล้เคียงปกคลุมรถยนต์ของโจทก์บางส่วน เป็นเหตุให้สีรถยนต์บางส่วนได้รับความเสียหายโจทก์ต้องซ่อมแซมสีรถยนต์จำนวน 361 คัน ทั้งนี้เหตุเกิดเพราะความจงใจหรือประมาทเลินเล่อของจำเลย จำเลยควรนำรถยนต์ไปเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือจัดหาวัสดุปกคลุมป้องกันไม่ให้เขม่าควันจากบริษัทธนากรผลิตน้ำมันพืช จำกัด หรือเขม่าจากที่ข้างเคียงมาทำให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์แจ้งความเสียหายให้จำเลยทราบทันที จำเลยรับว่าจะชดใช้ค่าเสียหายโดยจะให้บริษัทประกันภัยชำระให้โจทก์ นอกจากนั้นจำเลยยังได้มีหนังสือทวงถามบริษัทธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้ด้วย เมื่อจำเลยรับว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้ โจทก์จึงนำรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายออกจากท่าเรือของจำเลยและนำรถยนต์ไปซ่อมแซมโดยเสียค่าซ่อมแซมรวมเป็นเงิน 2,906,655 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยหลายครั้งจำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการเสื่อมราคาและสูญเสียโอกาสทางธุรกิจจากจำเลยเป็นเงิน 6,601,525.50 บาท รวมกับค่าซ่อมแซมรถยนต์เป็นเงิน 9,508,108.50 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 9,626,959.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,508,108.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีหมายเรียกบริษัทธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นที่โจทก์ จำเลย และจำเลยร่วมไม่โต้แย้งกันรับฟังว่า โจทก์สั่งซื้อและนำเข้ารถยนต์ยี่ห้อฮุนไดจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเพื่อนำมาจำหน่ายในประเทศไทยโดยเรือส่งสินค้าระหว่างประเทศชื่อทรานส์ออโตเมื่อเรือดังกล่าวเข้าเทียบท่าเรือของจำเลยที่จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยได้รับจ้างโจทก์ขนถ่ายรถยนต์ทั้งหมดขึ้นจากเรือและรับฝากไว้ที่ลานพักสินค้ากลางแจ้งของจำเลยใกล้กับโรงงานผลิตน้ำมันพืชของจำเลยร่วม ต่อมาโจทก์ไปขอรับรถยนต์ทั้งหมดจากจำเลย โดยได้ชำระค่าขนถ่ายกับค่าดูแลรักษาและรับฝากรถยนต์แล้วปรากฏว่าสีรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายต้องซ่อมแซมจำนวน 361 คัน มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ใช่ลักษณะสัญญาฝากทรัพย์ธรรมดา หากแต่เป็นสัญญาให้บริการแบบเบ็ดเสร็จต่อเนื่องกันซึ่งมีทั้งการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือโดยคิดค่าขนถ่ายและเก็บรักษาสินค้าโดยมีการคิดค่าเก็บสินค้าไม่อาจแบ่งแยกจากกันเป็นเอกเทศสัญญาใดสัญญาหนึ่งได้โดยเฉพาะถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 ซึ่งมีอายุความ 10 ปี มิใช่ 6 เดือน คดีของโจทก์สำหรับจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ เห็นว่า เมื่อจำเลยขนถ่ายรถยนต์ทั้งหมดขึ้นจากเรือเสร็จแล้วโจทก์มิได้รับรถยนต์ไปทันทีแต่ได้ให้จำเลยเก็บรักษาไว้ที่ลานพักสินค้าของจำเลยโดยมีการคิดค่าเก็บรักษาจึงมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จรวมอยู่ด้วยซึ่งหากรถยนต์ได้รับความเสียหาย จำเลยผู้รับฝากต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้ฝากการฟ้องเรียกค่าซ่อมแซมรถยนต์เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์อันมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 มิใช่ 10 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จึงเกินกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์รับรถยนต์คืนไปจากจำเลยอันเป็นวันสิ้นสัญญาฝากทรัพย์ สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยจึงขาดอายุความ ส่วนข้อที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2539 ตามเอกสารหมาย จ.11 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 จึงไม่เกินอายุความ 6 เดือน นั้นปรากฏว่าหนังสือดังกล่าวเป็นหนังสือที่นายโสรัจ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยมีไปถึงนายชัยพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ ข้อความว่า "ตามที่ท่านได้มีหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายอันเนื่องจากสีรถได้รับความเสียหายตามหนังสืออ้างถึงแล้วนั้น บริษัทฯ ขอเรียนให้ท่านทราบว่า บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างรอคำตอบจากบริษัทประกันภัย ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการเรียกร้องค่าเสียหายสูง และผู้ที่ทำให้เสียหายก็ไม่ได้เป็นบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้ทำให้สินค้าของท่านเสียหายโดยตรง ฉะนั้น บริษัทประกันภัยจึงจะต้องทำการพิจารณาการเรียกร้องดังกล่าวโดยละเอียด และบริษัทฯ คาดว่าจะได้รับคำตอบในเร็ววัน ซึ่งบริษัทฯ จะแจ้งให้ท่านทราบโดยทันที บริษัทจึงเรียนมาเพื่อทราบ" เห็นได้ว่าหนังสือดังกล่าวไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์และมีเจตนาจะใช้หนี้โดยไม่มีข้อโต้แย้ง แต่กลับมีข้อความทำนองว่าต้องแล้วแต่บริษัทประกันภัยซึ่งกำลังพิจารณาการเรียกร้องของโจทก์อยู่ ส่วนจำเลยไม่ยอมรับผิดเพราะไม่ได้เป็นผู้ทำให้รถยนต์เสียหายดังนี้ หนังสือดังกล่าวจึงไม่ใช่หนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์อันจำทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 954/2520 และที่ 2783/2535 ที่โจทก์อ้าง ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยร่วมต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เขม่าควันจากโรงงานน้ำมันพืชของจำเลยร่วมมีสภาพเป็นกรดทำให้สีรถยนต์ของโจทก์ซึ่งจอดอยู่ที่ลานพักสินค้ากลางแจ้งของจำเลยใกล้กับโรงงานของจำเลยร่วมได้รับความเสียหาย ส่วนจำเลยร่วมนำสืบว่า เขม่าควันจากปล่องควันของจำเลยร่วมไม่ได้ทำให้สีรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย เห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมาแสดงว่าความเสียหายของรถยนต์โจทก์เกิดจากเขม่าควันจากโรงงานของจำเลยร่วม ทั้งตัวอย่างเขม่าควันที่จำเลยนำไปตรวจสอบพบว่ามีสภาพเป็นกรดก็ได้ความจากนายชัยพงษ์ พยานโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เป็นการเก็บตัวอย่างเขม่าควันไปจากตังถังรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ไม่ได้เก็บไปจากปล่องควันโรงงานของจำเลยร่วมและเขม่าควันที่ติดตัวถังรถยนต์จะติดมาจากที่ท่าต้นทางหรือที่ท่าปลายทางนั้น พยานไม่ทราบ ดังนี้ ผลการตรวจสอบเขม่าควันที่เก็บไปจากตัวถังรถยนต์ย่อมไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเป็นเขม่าควันจากโรงงานของจำเลยร่วม และไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเขม่าควันจากโรงงานของจำเลยร่วมมีสภาพเป็นกรดที่ทำให้สีรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายได้จริงหรือไม่ ซึ่งนายเทวมิตร พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า เขม่าควันที่เกาะรถยนต์ของโจทก์อาจจะเกิดจากโรงงานอื่น ๆ มิใช่โรงงานของจำเลยร่วม หรืออาจเกิดจากเรือบรรทุกสินค้า หรือควันอื่น ๆ บริเวณรอบท่าเรือของจำเลยก็อาจเป็นได้ ประกอบกับไม่ปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ว่าเคยมีกรณีเขม่าควันจากโรงงานของจำเลยร่วมไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่นในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานของจำเลยร่วมมาก่อนแต่ประการใด พยานหลักฐานของจำเลยร่วมมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าความเสียหายที่เกิดแก่รถยนต์ของโจทก์เกิดจากเขม่าควันจากโรงงานของจำเลยร่วม จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์สำหรับข้อที่โจทก์ฎีกาว่าตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 96 บัญญัติให้จำเลยร่วมรับผิดโดยเด็ดขาด แม้ไม่ได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินล่อ โดยจำเลยร่วมจะหลุดพ้นความรับผิดได้ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ว่ากรณีของตนเป็นไปตามข้อยกเว้นของพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองข้อที่โจทก์ฎีกาดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 671
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ด โอโต เซลส์ (ปรเทศไทย) จำกัด
จำเลย — ปริษัทบางกอก โมเดอร์นเทอร์มินอล จำกัด
โจทก์ร่วม — บริษัทธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9189/2547
#411993
เปิดฉบับเต็ม

ผู้คัดค้านและผู้ตายได้ทำพิธีจัดงานสมรสเป็นที่รู้กันในหมู่ญาติทั้งสองฝ่ายและบุคคลทั่วไป จากนั้นผู้ตายได้แยกจากครอบครัวมาอยู่กินฉันสามีภริยาตามลำพังกับผู้คัดค้านที่บ้านบนที่ดินราชพัสดุที่ผู้ร้องโอนให้ โดยผู้ร้องได้ยกให้ผู้ตายกับผู้คัดค้านอยู่ร่วมกัน ผู้ตายและผู้คัดค้านต่างมีอาชีพของตนเป็นกิจจะลักษณะ ได้อยู่ร่วมกันตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยากันย่อมถือว่าเป็นทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียอยู่ในทรัพย์ของผู้ตายและชอบที่จะร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง โดยคำว่า "ผู้มีส่วนได้เสีย" ในบทบัญญัตินี้หาจำต้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิหรือมีส่วนรับมรดกด้วยไม่ เมื่อผู้คัดค้านและผู้ตายอยู่กินทำมาหาได้ด้วยกันตามลำพังสองคนโดยไม่มีญาติผู้ใดหรือแม้แต่ผู้ร้องเข้าเกี่ยวข้องรู้เห็นการบริหารครอบครัวของคนทั้งสอง ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้เดียวที่รู้เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายเป็นอย่างดีจึงย่อมสามารถรวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ดีกว่าผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งให้ผู้คัดค้านร่วมเป็นผู้จัดการมรดกด้วยนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายพิชัย สุริยาอัมพร เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 นายพิชัยถึงแก่กรรมด้วยสาเหตุขาดอากาศหายใจ ก่อนถึงแก่กรรมผู้ตายมีทรัพย์สินเป็นเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม บัญชีเลขที่ 519-1-10622-2 ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้ตายมีภริยาชื่อนางสุปราณี สนิทม่วง โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสและไม่มีบุตรด้วยกัน ผู้ร้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ประสงค์จะให้นายนิพนธ์ สุริยาอัมพร เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง นายนิพนธ์มิได้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นภริยาของนายพิชัย สุริยาอัมพร ผู้ตาย โดยมิได้จดทะเบียนสมรสกัน ผู้คัดค้านและผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในเงินรับไหว้เงินช่วยการสมรส เงินสินสอด และเงินที่บิดามารดาผู้ตายยกให้แก่ผู้คัดค้านและผู้ตายผู้คัดค้านมิได้เป็นบุคคลห้ามตามกฎหมายในการเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วม

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งตั้งนายนิพนธ์ สุริยาอัมพร และผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายพิชัย สุริยาอัมพร ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน และให้ยกอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่าผู้ร้องเป็นมารดาของนายพิชัย สุริยาอัมพร ผู้ตาย นายนิพนธ์ สุริยาอัมพร เป็นพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกับผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นภริยาของผู้ตาย โดยมิได้จดทะเบียนสมรส ไม่มีบุตรด้วยกัน ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2541 โดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้ใด ผู้ตายมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม และมีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากร่วมกับผู้คัดค้านที่ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) สาขานครปฐม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ และสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับนายนิพนธ์ สุริยาอัมพร หรือไม่ ในปัญหาแรกเห็นว่าผู้คัดค้านและผู้ตายได้ทำพิธีจัดงานสมรสเป็นที่รู้กันในหมู่ญาติทั้งสองฝ่ายและบุคคลทั่วไป จากนั้นผู้ตายได้แยกจากครอบครัวมาอยู่กินฉันสามีภริยาตามลำพังกับผู้คัดค้านที่บ้านบนที่ดินราชพัสดุที่ผู้ร้องโอนให้ โดยผู้ร้องได้ยกให้ผู้ตายกับผู้คัดค้านอยู่ร่วมกัน ผู้ตายและผู้คัดค้านต่างมีอาชีพของตนเป็นกิจจะลักษณะ ได้อยู่กินร่วมกันตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างเป็นสามีภริยากันย่อมถือว่าเป็นทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียอยู่ในทรัพย์ของผู้ตาย และชอบที่จะร้องขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง โดยคำว่า "ผู้มีส่วนได้เสีย" ในบทบัญญัตินี้หาจำต้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิหรือมีส่วนรับมรดกด้วยไม่ ส่วนปัญหาต่อไปว่าสมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับนายนิพนธ์ สุริยาอัมพร พี่ชายผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านและผู้ตายอยู่กินทำมาหาได้ด้วยกันตามลำพังสองคน โดยไม่มีญาติผู้ใดหรือแม้แต่ผู้ร้องหรือนายนิพนธ์เข้าเกี่ยวข้องรู้เห็นการบริหารครอบครัวของคนทั้งสอง ดังนั้น ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้เดียวที่รู้เรื่องเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ตายเป็นอย่างดี จึงย่อมสามารถรวบรวมทรัพย์มรดกของผู้ตายได้ดีกว่าผู้อื่น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งตั้งให้ผู้คัดค้านร่วมเป็นผู้จัดการมรดกด้วยนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสุนีย์ สุริยาอัมพร
ผู้คัดค้าน — นางสาวสุปราณี สนิทม่วง
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
หัสดี ไกรทองสุก
กนก อินทรัมพรรย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9187/2547
#412498
เปิดฉบับเต็ม

ใบมอบฉันทะของโจทก์ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 ได้มอบอำนาจให้ ว. ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลในคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าให้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันเวลาใด ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว. ก็ยังมีอำนาจฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อยู่จนกว่าโจทก์จะถอนหรือยกเลิกใบมอบฉันทะ การที่ ว. มาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เวลา 16.15 นาฬิกา หลังจากที่ศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 10 นาฬิกา แล้วให้เลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา และออกหมายจับจำเลยรวมทั้งปรับนายประกันแล้วก็ต้องถือว่า ว. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบฉันทะจากโจทก์ มิใช่กระทำโดยพลการดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ ว. ฟังก็ต้องถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้โจทก์ฟังโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถึงวันนัดนางสาวแววดาว ผู้รับมอบฉันทะจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยไม่มา ศาลชั้นต้นจึงงดการอ่านและเลื่อนนัดไปกับออกหมายจับจำเลย แต่ต่อมาในวันนั้นเอง จำเลยมาศาลและยื่นคำร้องขอฟังคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ศาลได้โทรศัพท์ตามนางแววดาวให้มาฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยและนางสาวแววดาวผู้รับมอบฉันทะจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ฟัง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้โจทก์ฟังใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่าโจทก์ทราบคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยชอบแล้วหรือไม่ ในข้อนี้โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มอบฉันทะให้นางสาวแววดาว เป็นผู้ไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แทนโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 9.00 นาฬิกาและศาลชั้นต้นออกนั่งพิจารณาคดีเพื่ออ่านคำพิพากษาเวลา 10 นาฬิกา เพราะรอจำเลยแต่จำเลยไม่มาศาลจึงได้ออกหมายจับจำเลยและเลื่อนการนัดฟังคำพิพากษาไปเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา นางสาวแววดาวได้ลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว ถือว่านางสาวแววดาวได้ทำหน้าที่ตามที่โจทก์มอบฉันทะครบถ้วนแล้ว ดังนั้น การที่นางสาวแววดาวเดินทางไปศาลชั้นต้นในเย็นวันเดียวกันตามที่เจ้าหน้าที่ศาลโทรศัพท์ให้ไปฟังคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่งและลงลายมือชื่อรับทราบผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่อ่านให้นางสาวแววดาวและจำเลยฟังแล้วเป็นการกระทำโดยพลการของนางสาวแววดาวเพราะไม่ได้รับมอบฉันทะจากโจทก์นั้นเห็นว่า ตามใบมอบฉันทะของโจทก์ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 โจทก์ได้มอบอำนาจให้นางสาวแววดาวไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่งศาลในคดีนี้โดยมิได้ระบุว่าให้ฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในวันเวลาใดการมอบฉันทะดังกล่าวก็เพื่อให้นางสาวแววดาวมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แทนโจทก์จนเสร็จการนั้นเอง ตราบใดที่ยังไม่มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 นางสาวแววดาวก็ยังมีอำนาจฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อยู่จนกว่าโจทก์จะถอนหรือยกเลิกใบมอบฉันทะดังกล่าว การที่นางสาวแววดาวมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 16.15 นาฬิกา หลังจากที่ศาลมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2546 เวลา 10 นาฬิกา แล้วก็ให้เลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไปเป็นวันที่ 11 มีนาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา และออกหมายจับจำเลยรวมทั้งปรับนายประกันแล้วเช่นนี้ก็ต้องถือว่านางสาวแววดาวได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบฉันทะจากโจทก์มิใช่กระทำโดยพลการตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้นางสาวแววดาวฟังก็ต้องถือว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้โจทก์ฟังโดยชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใหม่นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุสงวนไทยมอเตอร์เซลส์ จำกัด
จำเลย — นางนิตยา ดาปานหรือคาปาน
ชื่อองค์คณะ
เกษม วีรวงศ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรพล เอกโยคยะ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9179/2547
#412288
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 แจ้งความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวนว่า จำเลยที่ 3 ได้ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนจำเลยที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ เพื่อประสงค์ให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานเท่านั้น อันเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานโดยตรง โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้เจาะจงว่ากล่าวถึงโจทก์เลย โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ข้อความเท็จนั้นจะครบองค์ประกอบเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267 แต่ข้อความเท็จที่จำเลยแจ้งมิได้มีการกล่าวอ้างถึงการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่กระทบกระเทือนถึงโจทก์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย

การที่จำเลยที่ 3 นำหนักฐานการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจไปเป็นหลักฐานยื่นคำร้องขอรับค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์ของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำที่จะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่โจทก์ยังไม่ได้จ่ายค่าเสียหายให้จำเลยที่ 3 เพราะโจทก์ทราบมาก่อนฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 3 แจ้งความเท็จ ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 3 ในส่วนหลังเกิดขึ้นหลังจากการกระทำผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานตำรวจได้จดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการสำเร็จแล้ว เป็นการกระทำอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากการกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ ดังนั้น จะนำเอาการกระทำผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 และมาตรา 267 มาเป็นข้อพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายส่วนนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายสำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 137 และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานตาม ป.อ. มาตรา 267 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกาให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบกับมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 84, 90, 137, 267 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 45

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 45 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 4 หลบหนี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ชั่วคราว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 137, 267 และพระราชบัญญัติคุ้มผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 45 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 จำเลยที่ 1 ปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 3 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 3 เดือน จำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 ประกอบด้วยมาตรา 84 และมาตรา 267 ประกอบด้วยมาตรา 84 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ประกอบด้วยมาตรา 84 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 6,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงให้จำคุก 2 เดือน และปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้คนละ 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ถ้าไม่ชำระค่าปรับ จำเลยที่ 1 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้องโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาให้เห็นเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 3 ได้แจ้งข้อความเท็จต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 7 ม-0286 ซึ่งเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ชนจำเลยที่ 4 ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้จำเลยที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ พนักงานสอบสวนลงรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีไว้ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.11 ต่อมาวันที่ 8 สิงหาคม 2540 จำเลยที่ 3 นำรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีดังกล่าวประกอบกับเอกสารอื่น ๆ ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.10 และ จ.12 ไปขอรับเงินค่าเสียหายจากโจทก์ตามตารางกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในความผิดฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ประกอบด้วยมาตรา 84 หรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 3 แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ร้อยตำรวจตรีฉัตรชัยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางขุนเทียนว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ได้ขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนจำเลยที่ 4 ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นความเท็จ ก็เพื่อประสงค์ให้พนักงานสอบสวนจดข้อความอันเป็นเท็จลงในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ซึ่งเป็นเอกสารราชการเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานเท่านั้น อันเป็นการกระทำต่อเจ้าพนักงานโดยตรง โดยจำเลยที่ 3 ไม่ได้เจาะจงว่ากล่าวถึงโจทก์เลย โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แม้ข้อความเท็จที่จำเลยที่ 3 แจ้งให้ร้อยตำรวจตรีฉัตรชัยจดบันทึกในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีอันเป็นเอกสารราชการนั้น จะครบองค์ประกอบเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ก็ตาม แต่ข้อความเท็จที่จำเลยแจ้งนั้นมิได้มีการกล่าวอ้างถึงการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดที่กระทบกระเทือนถึงโจทก์ การกระทำผิดของจำเลยที่ 3 ในการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในส่วนนี้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย แม้จะได้ความต่อมาว่า จำเลยที่ 3 ได้นำหลักฐานการแจ้งความเท็จพนักงานตำรวจไปเป็นหลักฐานยื่นคำร้องขอรับค่าเสียหายจากโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 7 ม-0286 ของจำเลยที่ 3 อันเป็นการกระทำที่จะเกิดความเสียหายแก่โจทก์ก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังไม่ได้จ่ายค่าเสียหายให้จำเลยที่ 3 เพราะโจทก์ยืนยันว่าทราบมาก่อนฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 3 แจ้งความเท็จ ทั้งการกระทำของจำเลยที่ 3 ในส่วนหลังนี้ ก็เกิดขึ้นหลังจากการกระทำผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจและเจ้าพนักงานตำรวจได้จดข้อความเท็จลงในเอกสารราชการสำเร็จแล้ว เป็นการกระทำอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากการกระทำที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ จึงจะนำเอาการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 มาเป็นข้อพิจารณาว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายส่วนนี้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายสำหรับความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ใช้เป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะผู้ใช้ในส่วนนี้ด้วย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนที่ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และมาตรา 267 ประกอบด้วยมาตรา 84 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดดังกล่าวแล้ว ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป สำหรับปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 3 ไม่ได้ฎีกาก็ให้มีผลถึงจำเลยที่ 3 ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบกับมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 และ 267 ประกอบมาตรา 84 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลบางมด 3 จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
วิเชียร มงคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9146 -ที่ 9147/2547
#412491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ยืนยันว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ดดังกล่าวคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัม แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 151,600 เม็ด ที่จำเลยทั้งสี่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 2,962.120 กรัม ก็ตามก็ไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสี่ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของจำนวน 151,600 เม็ด สามารถคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัม จึงต้องรับฟังว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม คงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 4

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องเป็นใจความว่าเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยทั้งสี่ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 151,600 เม็ด คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 2,962.120 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 60,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 หมายเลยทะเบียน กพ 1/2223 ของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตจากพนักงาน 1 กระบอก กับกระสุนปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 37 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 151,600 เม็ด กับอาวุธปืนพกดังกล่าวเป็นของกลาง ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ตัวจำเลยที่ 4 มาดำเนินคดี ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 3 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามคดีอาญาหมายเลยแดงที่ 2995/2540 ของศาลจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 3 มีอายุเกินกว่า 17 ปี และได้กระทำความผิดคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 ตามกฎหมาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 3 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษประหารชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง ลงโทษจำคุก 6 เดือน เนื่องจากโทษของจำเลยที่ 3 สูงถึงประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจเพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ มาตรา 97 ได้อีก และเมื่อวางโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่ในความผิดกระทงแรกแล้ว ย่อมไม่อาจนำโทษจำคุกในความผิดกระทงอื่นมารวมได้อีกคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสี่เพียงสถานเดียว สำหรับจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมาโดยตลอด และให้ความร่วมมือในการจับกุมเป็นอย่างดีโดยนำเจ้าพนักงานไปยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 150,000 เม็ด ได้จากที่ซ่อนในทุ่งนา นับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอย่างมาก กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (2) คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 แม้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่ในชั้นพิจารณากลับนำสืบปฏิเสธ เป็นการไม่สำนึกในความผิด อีกทั้งยาเสพติดให้โทษของกลางมีจำนวนมากถึง 151,600 เม็ด หากแพร่กระจายออกไปสู่ประชาชนจะก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อผู้เสพและบุคคลอื่น นับเป็นการกระทำที่บั่นทอนความสงบสุขของสังคม และยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอีกด้วยถือเป็นความผิดที่ร้ายแรง สมควรลงโทษสถานหนัก จึงไม่ลดโทษให้ ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 52 (1)) คนละหนึ่งในสาม ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละตลอดชีวิต ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงจำคุกคนละ 12 ปี 16 เดือน ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (ที่ถูกประกอบด้วยมาตรา 52 (2) )กึ่งหนึ่ง ฐานะร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน ไวในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 40 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 10 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหยด 50 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พยานหลักฐานโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น สำหรับจำเลยที่ 4 พยานหลักฐานโจทก์คงรับฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 4 ร่วมตรวจดูเงินที่ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด และเมื่อจำเลยที่ 1 ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,600 เม็ด ให้แก่สิบตำรวจตรีนิรันดร์แล้ว สิบตำรวนตรีนิรันดร์ทักท้วงว่ามีไม่ครบตามจำนวนที่ขอซื้อไว้ 2,000 เม็ดจำเลยที่ 4 รู้เห็นเหตุการณ์ตอนนี้ด้วย แต่เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปเอาเมทแอมเฟตามีนจากที่ซ่อนเพื่อจะมาส่งมอบให้ครบจำนวน จำเลยที่ 4 ได้เดินไปทางสระน้ำข้างบ้าน และหลบหนีไปก่อนที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีก 150,000 เม็ด ที่ซุกซ่อนอยู่ ประกอบกับจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดการกระทำความผิดของจำเลยที่ 4 เฉพาะที่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนจำนวน 150,000 เม็ด จึงยังไม่แน่ชัด ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยที่ 4 ร่วมมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,600 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเท่านั้น ฎีกาของจำเลยที่ 4 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นได้ว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 151,600 เม็ด คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ถึง 2,962.120 กรัม การกระทำของจำเลยที่ 2 กับพวกถือได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

แต่อย่างไรก็ดีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โจทก์กล่าวบรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายโดยการขายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด อันเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยไม่ยืนยันว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด ดังกล่าว คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัม แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องว่า เมทแอมเฟตามีนจำนวน 151,600 เม็ด ที่จำเลยทั้งสี่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 2,962.120 กรัม ก็ตาม ก็ไม่อาจสันนิษฐานให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสี่ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด อันเป็นส่วนหนึ่งของจำนวน 151,600 เม็ด สามารถคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้เกินหนึ่งร้อยกรัม จึงต้องรับฟังว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสี่ร่วมกันจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ไม่เกินหนึ่งร้อยกรัม คงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง นั้น จึงเป็นการไม่ชอบ

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน แต่เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับ สำหรับควาผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 2,962.120 กรัม บทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ ส่วนความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น ไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีจึงต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่มากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 224"

พิพากษาแก้เป็นว่าในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) เฉพาะจำเลยที่ 4 ให้ลงโทษจำคุก 12 ปี ส่วนในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ในความผิดฐานนี้ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 12 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม และลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 8 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละตลอดชีวิต จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 46 ปี และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 24 ปี นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางวรรณา โกศล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9128/2547
#412467
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ต้องประสบวิกฤตการณ์ในการดำเนินกิจการซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ส่งผลกระทบกระเทือนแก่กิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว อันเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่จะไม่ให้ลูกจ้างทั้งหมดหรือบางส่วนทำงานเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อให้นายจ้างมีโอกาสแก้ไขวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดไปหรือบรรเทาลง ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 ถึงมิถุนายน 2546 โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงมากเมื่อเทียบกับในปี 2544 หากโจทก์ยังคงผลิตสินค้าในปริมาณเดิม ก็เห็นได้ชัดว่าโจทก์ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้หมดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าของโจทก์มีปัญหาด้านเทคโนโลยีที่ไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดได้ หากยังคงผลิตออกมาก็ไม่มีตลาดรองรับ ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะการเงินและความคงอยู่ของกิจการโจทก์ การที่โจทก์ลดการผลิตลงจึงเป็นความจำเป็นโดยเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัย และการที่โจทก์ลดการผลิตลงด้วยการให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างบางส่วนทำงาน มีผลเท่ากับโจทก์หยุดการผลิตบางส่วนซึ่งทำให้ผลผลิตลดลง อันเป็นการหยุดกิจการในส่วนที่ต้องลดการผลิตนั้น จึงเป็นการหยุดกิจการบางส่วนชั่วคราว การที่โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่งตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2545 ถึงสิงหาคม 2546 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าลดลงมาก จึงเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงาน โจทก์ประกอบกิจการผลิตอุปกรณ์หัวอ่านคอมพิวเตอร์ให้บริษัทรีท - ไรท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2540 อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ประสบปัญหาทั่วโลกเนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง บริษัทแม่และโจทก์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมดังกล่าวตกต่ำ ลูกค้าบริษัทแม่ลดคำสั่งซื้อตั้งแต่ปี 2541 โจทก์แก้ไขปัญหาผลกระทบจากวิกฤตอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง สำหรับมาตรการด้านแรงงานใช้วิธีลดเงินเดือนผู้บริหารและการหยุดกิจการบางส่วนโดยจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงาน โดยไม่ลดสวัสดิการ เงินค่าตอบแทนพิเศษ (ค่ากะ) ค่าครองชีพ เบี้ยขยัน เมื่อรวมกับเงินตอบแทนพิเศษแล้วลูกจ้างได้รับค่าจ้างในระยะเวลานั้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงาน การกำหนดวันหยุดเพิ่มขึ้นพิเศษ ให้ลูกจ้างสลับหมุนเวียนกันหยุดพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างที่ไม่ประสงค์ใช้วันลาพักผ่อนประจำปีก็อาจเลือกวิธีลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งโจทก์ให้ลูกจ้างประเภทนี้ยังคงมีสิทธิในวันหยุดพักผ่อนประจำปีอยู่เช่นเดิม และนำวันหยุดนี้สะสมไปใช้ในปีถัดไปได้ โจทก์ได้รับความยินยอมและความร่วมมือจากลูกจ้างในการใช้มาตรการด้านแรงงาน วันที่ 17 มิถุนายน 2546 บริษัทแม่ล้มละลาย ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทแม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โจทก์ประกาศขอความยินยอมและความร่วมมือจากลูกจ้างในการหยุดกิจการบางส่วนโดยจ่ายค่าจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามปกติ ไม่ลดสวัสดิการ เงินค่าตอบแทนพิเศษ (ค่ากะ) ค่าครองชีพ และเบี้ยขยัน เพื่อมิให้โจทก์ต้องปิดกิจการหรือล้มละลาย วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2546 นางสาวสุภาดา กับพวกรวม 118 คน ยื่นคำร้องต่อจำเลยให้โจทก์จ่ายค่าจ้างที่ค้างจ่ายระหว่างปี 2543 ถึงวันยื่นคำร้อง จำเลยสอบสวนพยานหลักฐานส่วนของโจทก์อย่างเร่งรีบ ไม่เปิดโอกาสให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าชี้แจงอย่างละเอียดครบถ้วน แล้วมีคำสั่งที่ 28/2546 ลงวันที่ 22 กันยายน 2546 ให้โจทก์จ่ายค่าจ้างในวันที่โจทก์สั่งให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวที่ยังขาดอยู่ร้อยละ 50 ให้ผู้ร้องเป็นเงิน 744,238 บาท จ่ายค่าจ้างในวันที่โจทก์ให้ลูกจ้างหยุดงานโดยลูกจ้างขอลางานโดยไม่ขอรับค่าจ้าง 72 คนเป็นเงิน 173,683 บาท รวมเป็นเงิน 917,921 บาท คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2546 ลงวันที่ 22 กันยายน 2546 ของจำเลย

จำเลยให้การว่า ในส่วนของปัญหาการขาดทุน จำเลยตรวจสอบแล้วพบว่ามีความขัดแย้งกับงบกำไรขาดทุนตามแบบ ส.บช.3 ที่โจทก์ยื่นต่อสำนักงานทะเบียนการค้าหรือสำนักงานพัฒนธุรกิจการค้าจังหวัดในปัจจุบัน ซึ่งแสดงว่าโจทก์มีกำไรมาตลอดตั้งแต่ปี 2541 ถึงปี 2544 ในปี 2545 ขาดทุนสุทธิ 2,785,864,235 บาท แต่ยังมียอดกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรคงเหลือ ณ วันที่ 30 กันยายน 2545 จำนวน 466,998,093 บาท มิใช่โจทก์ขาดทุนมากกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทตามที่โจทก์มีหนังสือแจ้งต่อจำเลย เมื่อประสบปัญหาแล้วโจทก์ยังรับลูกจ้างใหม่เพิ่มเติมในปี 2543 จำนวน 1,735 คน ในปี 2544 จำนวน 1,133 คน และในปี 2545 จำนวน 29 คน แสดงว่าโจทก์ไม่มีเจตนาควบคุมดูแลและป้องกันสภาพคนล้นงาน โดยรับลูกจ้างเพิ่มจำนวนมากทั้งที่อยู่ในภาวะคำสั่งซื้อลดลงมากตั้งแต่ปี 2541 เหตุที่ทำให้เกิดการหยุดกิจการชั่วคราวเกิดจากการบริหารจัดการของโจทก์โดยตรงและโจทก์สามารถหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้ จึงมิใช่เหตุสุดวิสัย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545 โจทก์ยังคงมีการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่กำหนดจำนวนลูกจ้างให้เหมาะสมต่อการผลิตเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย มิได้มีการหยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วนการที่โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานและจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งนับแต่เดือนพฤษภาคม 2545 จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมดหรือบางส่วนตามมาตรา 75 โจทก์จึงต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ยังขาดอีกร้อยละ 50 ให้ลูกจ้างตามมาตรา 70 คำสั่งของจำเลยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

คู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า ปี 2541 โจทก์มีปัญหาด้านเทคโนโลยีไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดทำให้ต้องมีการลดเพิ่มจำนวนลูกจ้าง ดังนี้

ปี 2541 เลิกจ้างลูกจ้าง 161 คน

ปี 2542 เลิกจ้างลูกจ้าง 1,300 คน

ปี 2543 ลูกจ้างลาออก 573 คน โจทก์รับลูกจ้างเพิ่ม 1,735 คน

ปี 2544 ลูกจ้างลาออก 962 คน โจทก์รับลูกจ้างเพิ่ม 1,133 คน

ปี 2545 ลูกจ้างลาออก 666 คน กับโจทก์เลิกจ้างอีก 1,435 คน และรับเพิ่ม 29 คน

เหตุที่รับลูกจ้างเพิ่มในปี 2543 ถึงปี 2544 เนื่องจากลูกค้ามีคำสั่งซื้อเพิ่มจากปี 2542 และโจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างให้กรณีลูกจ้างเลือกใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี หรือยืมวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีถัดไปมาใช้ก่อนหรือเลือกหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างไม่มีลูกจ้างปฏิเสธไม่ใช้สิทธิดังกล่าว ลูกจ้าง 72 คน ตามบัญชีท้ายคำสั่งจำเลยเป็นลูกจ้างที่เลือกใช้สิทธิหยุดงานโดยไม่รับค่าจ้างระหว่างปี 2544 ถึงปี 2545 โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545 ถึงเดือนสิงหาคม 2546 เนื่องจากมีคำสั่งซื้อลดลง กล่าวคือ

ปี 2544 มีคำสั่งซื้อเฉลี่ยไตรมาสละ 25 ล้านหน่วย

ปี 2545 ไตรมาสที่ 1 มีคำสั่งซื้อ 24 ล้านหน่วย

ไตรมาสที่ 2 ที่ 3 มีคำสั่งซื้อ 8 ล้านหน่วย

ไตรมาสที่ 4 มีคำสั่งซื้อ 6.6 ล้านหน่วย

ปี 2546 ไตรมาสที่ 1 มีคำสั่งซื้อ 11 ล้านหน่วย

ไตรมาสทื่ 2 มีคำสั่งซื้อ 9 ล้านหน่วย

ไตรมาสที่ 3 มีคำสั่งซื้อ 6.5 ล้านหน่วย

คำสั่งซื้อลดลงเนื่องจากโจทก์ต้องแข่งขันพัฒนาผลิตภัณฑ์กับคู่แข่งซึ่งต้องใช้ทุนในการพัฒนา แต่สู้คู่แข่งที่ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ และขาดเงินทุนหมุนเวียน ในที่สุดบริษัทแม่ล้มละลายเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2546 สาขาในประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเกาหลีปิดกิจการ แต่โจทก์ใช้วัตถุดิบที่ยังเหลืออยู่ผลิตสินค้าจำหน่ายเพื่อให้กิจการประคองตัวอยู่ได้ หลังจากนั้นอีก 2 เดือน จึงมีผู้ซื้อกิจการ ทำให้โจทก์ไม่ต้องเลิกจ้างพนักงานที่มีอยู่มากกว่า 6,000 คน ลูกจ้าง 118 คน ยื่นคำร้องต่อจำเลยจำเลยสอบสวนแล้วจึงมีคำสั่งที่ 28/2546 สั่งให้โจทก์จ่ายเงินแก่ลูกจ้างทั้ง 118 คน ตามสำนวนเอกสารหมาย ล.1 ปี 2546 โจทก์ขาดทุนตามงบการเงิน 2,000,000,000 บาทเศษ เป็นหนี้ผู้ส่งวัตถุดิบและบริการประมาณ 800,000,000 บาท

ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางฟ้งข้อเท็จจริงว่าโจทก์และลูกจ้างตกลงกันหยุดงานโดยได้รับค่าจ้างกรณีใช้สิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีหรือยืมวันหยุดพักผ่อนประจำปีถัดไปมาใช้หรือหยุดงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลใช้บังคับได้ โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในค่าจ้างดังกล่าวต่อลูกจ้าง การที่ลูกค้ามีคำสั่งซื้อลดลงมาก หากโจทก์ยังคงผลิตสินค้าจำนวนเท่าเดิมต่อไปย่อมเห็นได้ว่าจะกระทบกระเทือนต่อธุรกิจโดยรวมของโจทก์ซึ่งจะส่งผลให้ขาดทุนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดอาจต้องเลิกกิจการหรือล้มละลายและเลิกจ้างลูกจ้างทั้งหมด ที่โจทก์สลับให้ลูกจ้างหยุดงานชั่วคราวโดยจ่ายค่าจ้างให้ร้อยละ 50 จึงเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา และถือได้ว่าเหตุดังกล่าวเป็นเหตุจำเป็นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่ 28/2546 ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่งเป็นกรณีที่โจทก์มีความจำเป็นต้องหยุดกิจการบางส่วนโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่มิใช่เหตุสุดวิสัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคหนึ่ง มีเจตนารมณ์คุ้มครองนายจ้างที่ต้องประสบวิกฤตการณ์ในการดำเนินกิจการซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ส่งผลกระทบกระเทือนแก่กิจการของนายจ้างอย่างรุนแรงจนถึงขั้นมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว อันเป็นการให้สิทธิแก่นายจ้างที่จะไม่ให้ลูกจ้างทั้งหมดหรือบางส่วนทำงานเป็นการชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อให้นายจ้างมีโอกาสแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นให้หมดไปหรือบรรเทาลง เมื่อได้ความมาจากข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงรับกันว่า โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างมีปัญหาด้านเทคโนโลยี ไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงจากปี 2544 ที่มีคำสั่งซื้อเฉลี่ยไตรมาสละ 25 ล้านหน่วย โดยในปี 2545 ไตรมาสที่ 2 ที่ 3 มีคำสั่งซื้อ 8 ล้านหน่วย ไตรมาสที่ 4 มีคำสั่งซื้อ 6.6 ล้านหน่วย ปี 2546 ไตรมาสที่ 1 มีคำสั่งซื้อ 11 ล้านหน่วย ไตรมาสที่ 2 มีคำสั่งซื้อ 9 ล้านหน่วย ไตรมาสที่ 3 มีคำสั่งซื้อ 6.5 ล้านหน่วย และปรากฏตามหนังสือของโจทก์ลงวันที่ 8 สิงหาคม 2546 ถึงสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในเอกสารหมาย ล.1 ว่าโจทก์กำหนดปฏิทินการปฏิบัติงานแบ่งเป็นปีละ 4 ไตรมาส เริ่มต้นไตรมาสที่ 1 ในเดือนตุลาคม และสิ้นสุดไตรมาสที่ 4 ในเดือนกันยายน ไตรมาสที่ 1 ของปี 2545 เริ่มต้นเดือนตุลาคม 2544 จึงเห็นได้ว่าตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 ซึ่งอยู่ในไตรมาสที่ 2 ถึงเดือนมิถุนายน 2546 ซึ่งอยู่ในไตรมาสที่ 3 โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าลดลงมากเมื่อเทียบกับในปี 2544 ดังนั้นตั้งแต่เดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนมิถุนายน 2546 หากโจทก์ยังคงผลิตสินค้าในปริมาณเดิมเท่ากับที่ลูกค้ามีคำสั่งซื้อในปี 2544 คือไตรมาสละ 25 ล้านหน่วย ก็เห็นได้ชัดว่าโจทก์ไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้หมดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าของโจทก์มีปัญหาด้านเทคโนโลยีที่ไม่สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดได้ หากยังคงผลิตออกมาก็ไม่มีตลาดรองรับ ย่อมเสี่ยงต่อการขาดทุนอันส่งผลกระทบอย่างมากต่อสถานะการเงินและความคงอยู่ของกิจการโจทก์ การที่โจทก์ลดการผลิตลงจึงเป็นความจำเป็นโดยเหตุที่มิใช่เหตุสุดวิสัย และการที่โจทก์ลดการผลิตลงด้วยการให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานเป็นกรณีที่โจทก์ไม่ให้ลูกจ้างบางส่วนทำงาน มีผลเท่ากับโจทก์หยุดการผลิตบางส่วนซึ่งทำให้ผลผลิตลดลงอันเป็นการหยุดกิจการในส่วนที่ต้องลดการผลิตนั้น จึงเป็นการหยุดกิจการบางส่วนชั่วคราว การที่โจทก์ให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ครึ่งหนึ่ง (เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงาน) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2545 ถึงเดือนสิงหาคม 2546 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่โจทก์ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าลดลงมากจึงเป็นการปฏิบัติตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง โดยชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ได้แจ้งการหยุดกิจการชั่วคราวให้พนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้า ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 75 วรรคสอง นั้นในคำให้การจำเลยต่อสู้เพียงว่าคำสั่งที่ 28/2546 ของจำเลยชอบแล้ว และในคำสั่งที่จำเลยยกขึ้นอ้างในคำให้การไม่ปรากฏว่าได้กล่าวถึงเรื่องโจทก์ไม่แจ้งให้พนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าก่อนวันเริ่มหยุดกิจการชั่วคราวอุทธรณ์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลแรงงานกลางไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเวสเทิร์นดิจิตอล (บางปะอิน) จำกัด
จำเลย — นายอภิชาติ ตั้งประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9126/2547
#412461
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้มี พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 15)ฯ มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 30 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ให้กักขังแทนค่าปรับในอัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวันกรณีจึงไม่อาจบังคับคดีให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับจำนวน 75 บาท ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามกฎหมายเดิมต่อไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าวว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 30 ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 288, 371 คืนเสื้อยืดและกางเกงขายาวของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 20 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมืองหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 100 บาท รวมจำคุก 20 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 15 ปี และปรับ 75 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คืนเสื้อและกางเกงขายาวแก่เจ้าของ ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้เพียงว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 เบิกความว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ชวนจำเลยที่ 2 ไปที่ร้านเซเว่นปากซอยวุฒากาศ 36 พบเด็กชายธานินทร์บอกว่าถูกพวกผู้ตายที่นั่งอยู่ข้างร้านดังกล่าวตบศรีษะ จำเลยที่ 1 สอบถามผู้ตายซึ่งกำลังนั่งดื่มเบียร์อยู่ว่าใครแกล้งเด็ก พวกของผู้ตายคนหนึ่งตอบว่าเป็นการหยอกล้อเล่น แต่ผู้ตายกลับพูดท้าทาย จำเลยที่ 1 เห็นว่า ผู้ตายเมาสุราเกรงว่าจะมีเรื่องวิวาทกันจึงบอกให้จำเลยที่ 2 กลับบ้านไปก่อน ส่วนจำเลยที่ 1 ก็เดินเข้าไปในซอยวุฒากาศ 36 เพื่อไปหาเพื่อนแต่ผู้ตายกับพวกอีก 1 คน วิ่งตามเข้าไป จากนั้นผู้ตายต่อยหน้าจำเลยที่ 1 พร้อมกับชักมีดออกมาจากขอบกางเกง เงื้อมีดจะแทงจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ต่อสู้ยื้อแย่งด้วยการจับมือผู้ตายดันมีดกลับเข้าหาผู้ตายไป 1 ครั้ง โดยไม่ทราบว่าคมมีดถูกผู้ตายหรือไม่ จากนั้นผู้ตายทำท่าจะใช้มีดแทงจำเลยที่ 1 อีก จำเลยที่ 1 จึงจับมือผู้ตายดันมีดไปทางผู้ตายอีก 4 ถึง 5 ครั้ง ผู้ตายจึงวิ่งหลบหนีเข้าไปในซอย ส่วนจำเลยที่ 1 ก็เดินกลับออกไปทางปากซอย เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีสาเหตุทะเลาะโต้เถียงกับผู้ตายเรื่องที่พวกผู้ตายไปหยอกล้อเด็กชายธานินทร์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บจากการกระทำของผู้ตาย ทั้ง ๆ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ผู้ตายชักมีดออกมาแทงจำเลยที่ 1 ทั้งเมื่อพิเคราะห์ลักษณะบาดแผลผู้ตายภาพถ่ายหมาย จ.10 ประกอบกับรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติเวชวิทยา เอกสารหมาย จ.4 ปรากฏว่า ผู้ตายถูกแทงด้วยของมีคมรวม 3 แห่ง ทำให้ถึงแก่ความตาย คือแผลถูกแทงที่เหนือหัวไหปลาร้าทะลุโดนกล้ามเนื้อลำคอ แผลลึก 12 เซนติเมตร แผลถูกแทงที่หน้าอกซ้ายทะลุช่องซี่โครงซ้ายช่องที่ 6 โดนปอดซ้ายกลีบบนและล่าง แผลลึก 12 เซนติเมตร เลือดเต็มช่องอกซ้ายและแผลถูกแทงที่หน้าอกขวาทะลุกระดูกซี่โครงขวาอันที่ 6 โดนปอดขวากลีบล่างกะบังลมและตับ แผลลึก 12 เซนติเมตร เลือดเต็มช่องอกขวา แสดงให้เห็นว่าเป็นการแทงโดยแรงและยังแทงซ้ำอีก นอกจากนี้ยังมีรอยกรีดกลางอกผู้ตายจากซ้ายไปขวายาว 18 เซนติเมตร ซึ่งน่าเชื่อว่าผู้ตายเอี้ยวตัวหลบ บาดแผลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ได้พกมีดปลายแหลมติดตัวไปในคืนเกิดเหตุแล้วใช้มีดนั้นแทงผู้ตายเพียงฝ่ายเดียวโดยผู้ตายไม่ได้ต่อสู้ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการป้องกัน จำเลยที่ 1 จึงต้องมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 15) พ.ศ.2545 มาตรา 6 ยกเลิกความในมาตรา 30 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยกฎหมายที่แก้ไขใหม่ให้กักขังแทนค่าปรับในอัตราสองร้อยบาทต่อหนึ่งวัน กรณีจึงไม่อาจบังคับคดีให้กักขังจำเลยที่ 1 แทนค่าปรับจำนวน 75 บาท ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามกฎหมายเดิมต่อไปได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นในความผิดดังกล่าวว่า ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 ด้วยนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ
สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายโรมหรือเบิ้ม แสงนิกร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9106/2547
#412287
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเพียงกรรมเดียวศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ฎีกาของจำเลยเพียงแต่กล่าวว่าการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเพิ่มอีกข้อหาหนึ่ง โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ใช้ดุลพินิจว่าจะลงโทษกระทงดังกล่าวเท่าใดและจะลดโทษให้เท่าใด เป็นการพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอ้างอิงให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อนในข้อใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 คืนธนบัตรจำนวน 100 บาท ของกลางที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 4 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสามคงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวมสองกระทงจำคุก 4 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาลงโทษจำเลยเพิ่มอีกข้อหาหนึ่งโดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ใช้ดุลพินิจว่าจะลงโทษกระทงดังกล่าวเท่าใดและจะลดโทษให้เท่าใดเป็นการพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยเพียงกรรมเดียว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ฎีกาของจำเลยเพียงแต่กล่าวว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยเพิ่มอีกข้อหาหนึ่ง โดยที่ศาลชั้นต้นยังมิได้ใช้ดุลพินิจว่าจะลงโทษกระทงดังกล่าวเท่าใดและจะลดโทษให้เท่าใดเป็นการพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อกฎหมาย โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอ้างอิงให้เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อนในข้อใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 193 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสังเวียน บุญวังทอง
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9105/2547
#113082
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่าจำเลยมีเฮโรอีนจำนวน 1 ถุง หนัก 347.340 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ทั้งหมดเท่าใด จึงฟังได้เพียงว่า เฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 20 กรัม โทษจำคุกต้องด้วย พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเฮโรอีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 ถุง หนัก 347.340 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไป ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 66 , 67 , 102 ป.อ. มาตรา 33 , 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง จำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 37 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 25 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น มาตรา 15 วรรคสาม (3) ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับ สำหรับคดีนี้เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไป โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าคำนวณเป็นปริมาณสารบริสุทธิ์ได้ทั้งหมดเท่าใด จึงฟังได้เพียงว่าเฮโรอีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ ไม่เกิน 20 กรัม กรณีโทษจำคุกจึงต้องด้วยมาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งเป็นคุณมากกว่า ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จะยุติ แต่คดีนี้ยังไม่ถึงที่สุดศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไข โดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) , 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ป.อ. มาตรา 83 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 15 วรรคสาม (3) ม. 66 วรรคสอง (ท้าย)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายสิริชัย แสงคำ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายนวพงษ์ บุญสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9101/2547
#412097
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วก็ต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายในสิบห้าวัน มิฉะนั้นให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 197 เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและหากประสงค์จะยื่นคำให้การกฎหมายก็ได้บัญญัติทางแก้ไว้โดยจำเลยที่ 2 อาจยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำให้การได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หรือมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดี และแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าประสงค์จะต่อสู้คดี กับแสดงให้ศาลเห็นว่า การขาดนัดยื่นคำให้การมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควรตามมาตรา 199 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.พ. การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การเพียงแต่ยื่นคำให้การเข้ามาลอยๆ โดยมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเป็นการยื่นคำให้การต่อศาลโดยไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองพร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้อง หมายส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ เจ้าหน้าที่ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2545 ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาวันที่ 11 มีนาคม 2546 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้เป็นเงินอันไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จึงมีคำสั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบโดยนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2546

ต่อมาวันที่ 17 เมษายน 2546 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว จึงไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ชี้ขาดตัดสินคดีครบถ้วนตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์มิได้มีคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะสั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ แต่ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านต่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องการจำหน่ายคดีนั้น เห็นว่า จำลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าในกรณีที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 บัญญัติให้โจทก์ต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้จำเลยยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด ถ้าโจทก์ไม่ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความ เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งจำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความจึงทำให้จำเลยที่ 2 ยังคงมีสิทธิยื่นคำให้การได้ตามกฎหมาย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา ซึ่งในประเด็นดังกล่าวศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วว่า ข้ออ้างตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เท่ากับจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเกินกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายจริง ส่วนข้อที่ว่าเมื่อศาลมิได้สั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 จึงยังมีสิทธิยื่นคำให้การ ก็ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้จำเลยที่ 2 กระทำได้ คำวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ถือว่าได้วินิจฉัยครบถ้วนตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์แล้ว ส่วนเรื่องการจำหน่ายคดีเพราะเหตุโจทก์มิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังมิได้วินิจฉัยนั้น ไม่ถือว่าเป็นประเด็นในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 มิได้หยิบยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความเพราะเหตุโจทก์มิได้มีคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 198 จำเลยที่ 2 เพียงแต่ยกขึ้นอ้างเพื่อให้เห็นว่าตราบใดที่ศาลชั้นต้นยังมิได้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 2 ก็ย่อมมีสิทธิยื่นคำให้การได้จุดประสงค์ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ก็เพื่อต้องการให้ศาลมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากคำขอท้ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2 และให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาต่อไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้หยิบยกเรื่องการจำหน่ายคดีขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว

ปัญหาข้อต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 มิสิทธิยื่นคำให้การได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้วก็ต้องยื่นคำให้การต่อศาลภายในสิบห้าวันมิฉะนั้นให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 197 ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ และในกรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะยื่นคำให้การ กฎหมายก็ได้บัญญัติทางแก้ไว้โดยจำเลยที่ 2 อาจยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การโดยอ้างเหตุสุดวิสัยเพราะมีพฤติการณ์พิเศษที่ไม่อาจยื่นคำให้การได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หรือตามมาตรา 199 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้จำเลยที่ 2 ต้องปฏิบัติ กล่าวคือ จำเลยที่ 2 ต้องมาศาลก่อนศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีและแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าตนประสงค์จะต่อสู้คดี กับแสดงให้ศาลเห็นว่าการขาดนัดยื่นคำให้การของตนมิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร หากจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว และศาลเห็นว่าการยื่นคำให้การพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือการขาดนัดยื่นคำให้การของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นไปโดยจงใจหรือมีเหตุอันสมควร ศาลก็จะมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 หรืออนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาที่เห็นสมควรแล้วแต่กรณี ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การหากไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลก็ไม่อาจมีคำสั่งรับคำให้การหรืออนุญาตให้ยื่นคำให้การได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งขาดนัดยื่นคำให้การเพียงแต่ยื่นคำให้การเข้ามาลอยๆ โดยมิได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จึงเป็นการยื่นคำให้การต่อศาลโดยไม่ชอบ ศาลชั้นต้นชอบที่จะปฏิเสธไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 177 วรรคหนึ่ง ม. 197 ม. 199 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทนทีกุลเจริญ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ