คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9977 -ที่ 10229/2547
#267487
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยตามโครงการร่วมใจจากองค์กรอันมีลักษณะเป็นข้อตกลงระงับสัญญาจ้างร่วมกัน โดยจำเลยตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานซึ่งตกลงเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายและมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยเนื่องจากข้อตกลงตามโครงการร่วมใจจากองค์กร โดยผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวยื่นใบสมัครลาออกอันมีลักษณะเป็นการตกลงระงับสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จึงมิใช่เป็นการพ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยสืบเนื่องมาจากจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้าง หรือการเกษียณอายุ โจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือเงินค่าตอบแทนความชอบในการทำงานตามที่กำหนดในเรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยข้อที่ 45 และ 47 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองร้อยห้าสิบสามสำนวนนี้เดิมศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ 4571/2546 ของศาลแรงงานกลาง โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 254 แต่คดีดังกล่าวซึ่งเป็นโจทก์ที่ 4 ยุติไปแล้วในศาลแรงงานกลาง คงขึ้นมาที่ศาลฎีกาเฉพาะคดีทั้งสองร้อยห้าสิบสามสำนวนนี้

โจทก์ทั้งสองร้อยห้าสิบสามสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า ขอให้ศาลบังคับจำเลยจ่ายเงินค่าชดเชยจำนวน 6 เท่าของอัตราเงินเดือนค่าจ้างสุดท้ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยทั้งสองร้อยห้าสิบสามสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 175 และที่ 226 ถึงแก่กรรม นายนาค และนายวันชัย ทายาทโจทก์ที่ 175 และโจทก์ที่ 226 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนตามลำดับ ศาลแรงงานกลางอนุญาต

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 254 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าจำเลยจะต้องจ่ายค่าชดเชยและเงินตอบแทนความชอบในการทำงานตามฟ้องให้แก่โจทก์ดังกล่าวหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 หมวด 6 ในเรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยนั้นได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าชดเชยให้แก่พนักงานซึ่งเลิกจ้างไว้ตามข้อ 45 และหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินตอบแทนความชอบในการทำงานให้แก่พนักงานซึ่งเกษียณอายุไว้ตามข้อ 47 ทั้งนี้ สาระสำคัญประการหนึ่งของหลักเกณฑ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการที่รัฐวิสาหกิจได้เลิกจ้างพนักงานโดยไม่อยู่ในข้อยกเว้นที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสืบเนื่องมาจากการเกษียณอายุงานของพนักงาน แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 254 พ้นสภาพจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยตามโครงการร่วมใจจากองค์กรอันมีลักษณะเป็นข้อตกลงระงับสัญญาจ้างร่วมกัน โดยจำเลยตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่พนักงานซึ่งตกลงเข้าร่วมโครงการดังกล่าว และข้อตกลงดังกล่าวมิได้ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของกฎหมายและมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด จึงมีผลบังคับได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 254 พ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของจำเลยเนื่องจากข้อตกลงตามโครงการร่วมใจจากองค์กรโดยให้ผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวยื่นใบสมัครลาออกอันมีลักษณะเป็นการตกลงระงับสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ดังกล่าวด้วยความสมัครใจ จึงมิใช่เป็นการพ้นจากการเป็นลูกจ้างของจำเลยสืบเนื่องมาจากจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้าง หรือการเกษียณอายุ โจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือเงินค่าตอบแทนความชอบในการทำงานตามที่กำหนดไว้ในเรื่องมาตรฐานของสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยข้อที่ 45 และ 47 อีก อุทธรณ์ของโจทก์ทุกคนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386
พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวรยา ประสพศร กับพวก
จำเลย — บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมคิด แสงธรรม
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
ชวลิต ยอดเณร
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9302/2547
#113073
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากจำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีให้กรรมการโจทก์ไปพบและส่งบัญชีพร้อมทั้งเอกสารไปให้ตรวจสอบ โจทก์ส่งสมุดบัญชีแยกประเภทไปให้จำเลยที่ 1 เพียง 1 เล่ม และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ว่าจะทำหนังสือขอให้เจ้าพนักงานประเมินไปตรวจสอบเอกสารอื่น ๆ ในสำนักงานของโจทก์ในภายหลัง แสดงว่าโจทก์ทราบดีว่ายังมีเอกสารที่จะต้องให้เจ้าพนักงานประเมินไปตรวจสอบอีก แต่โจทก์ก็ไม่ส่งไปให้ตรวจสอบ และมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินไปตรวจสอบ ณ สำนักงานของโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์ไม่ส่งบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 แห่ง ป.รัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ได้ตาม ป.รัษฎากรมาตรา 71 (1)

โจทก์ประกอบกิจการขนส่งไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการขายส่งสินค้าประเภทซึ่งเจ้าพนักงานประเมินสามารถหาหลักฐานเพื่อนำมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยง่ายเช่นเดียวกับกิจการขายส่งสุรา เบียร์ ยาสูบ น้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซิเมนต์ เป็นต้น ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 78/2541 เรื่อง ขอบเขตการใช้อำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังนั้น จึงไม่อาจนำคำสั่งดังกล่าวมาใช้ในกรณีของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 2007340/2/100157 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ของจำเลยที่ 1 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.2/7340/ฝ.4/1/45/84 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2544 ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 งดหรือลดเงินเพิ่มตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ตรวจวิเคราะห์แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด. 50) ของโจทก์แล้ว เห็นว่าไม่ถูกต้องจึงได้ออกหมายเรียกให้กรรมการของโจทก์ไปพบพร้อมนำเอกสารที่เกี่ยวข้องไปมอบให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 โจทก์ให้ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์ไปพบเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 และส่งมอบเอกสารประกอบเป็นบัญชีแยกประเภทเอกสารหมาย จ.14 ให้จำเลยที่ 1 ไว้ตรวจสอบ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินภาษีเงินได้ของโจทก์ใหม่ โดยประเมินในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 71 (1) โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นกรรมการ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ในประการแรกว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ พยานฝ่ายโจทก์และพยานฝ่ายจำเลยเบิกความตรงกันว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีให้กรรมการโจทก์ไปพบและส่งบัญชีพร้อมทั้งเอกสารไปให้ตรวจสอบ ปรากฏว่าโจทก์ส่งสมุดบัญชีแยกประเภทไปให้จำเลยที่ 1 เพียง 1 เล่ม และผู้รับมอบอำนาจโจทก์ได้แจ้งต่อเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ว่าจะทำหนังสือขอให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบเอกสารอื่น ๆ ณ สำนักงานของโจทก์ในภายหลังแสดงให้เห็นว่าโจทก์ทราบดีว่ายังมีเอกสารที่จะต้องให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบอีก แต่ปรากฏว่าโจทก์ก็ไม่ส่งไปให้ตรวจสอบและมิได้แจ้งให้เจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ไปตรวจสอบ ณ สำนักงานของโจทก์แต่อย่างใด การที่โจทก์ไม่ส่งบัญชีเอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมินทำการไต่สวนตามมาตรา 19 แห่ง ป. รัษฎากร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินภาษีของโจทก์ในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ได้ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 71 (1)

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การประกอบกิจการของโจทก์เจ้าพนักงานประเมินสามารถหาหลักฐานเพื่อนำมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยง่าย เจ้าพนักงานประเมินต้องประเมินภาษีโจทก์ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 20 คือหากตรวจพบว่าการคำนวณภาษีไม่ถูกต้องเจ้าพนักงานประเมินต้องแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฏตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 เรื่อง ขอบเขตการใช้อำนาจตามมาตรา 71 (1) แห่งประมวลรัษฎากร นั้น เห็นว่า โจทก์ประกอบกิจการขนส่งไม่ใช่เป็นผู้ประกอบกิจการขายส่งสินค้าประเภทซึ่งเจ้าพนักงานประเมินสามารถหาหลักฐานเพื่อนำมาใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิได้โดยง่าย เช่นเดียวกับกิจการขายส่งสุรา เบียร์ ยาสูบ น้ำมันเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ เป็นต้น ตามคำสั่งกรมสรรพากรดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนี้ จึงไม่อาจนำคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541 มาใช้ในกรณีของโจทก์ได้?

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนจำเลยทั้งสี่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 19 ม. 20 ม. 71 (1)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.78/2541
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิเวอร์แซลลิ้งค์ จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประจง พันธุ์ประสิทธิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ทองหล่อ โฉมงาม
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9295/2547
#265585
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ป. ทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองซึ่งไม่ใช่ทายาท แม้จะเป็นการตอบแทนการเอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดก อันเป็นการจัดการมรดกทั่วไป ก็ไม่มีอำนาจกระทำเพราะเป็นปฏิปักษ์ ต่อกองมรดก เมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมอนุญาตและ ป. ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลจึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1722 ย่อมตกเป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะ ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายสมพงษ์ผู้ตายได้รับรองแล้ว ส่วนเรือตรีประสิทธิ์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และเป็นสามีของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นพี่ของผู้ตาย เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2531 นายสมพงษ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเรือตรีประสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาในปี 2532 เรือตรีประสิทธิ์ได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 50 ก. ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3648 และเรือตรีประสิทธิ์กับจำเลยทั้งสองได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าว ปี 2534 เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของตน จากนั้นในปี 2537 เรือตรีประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้ ต่อมาปี 2540 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมพงษ์ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 3648 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนโจทก์ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองที่ว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายสมพงษ์หรือไม่นั้น เมื่อนายสมพงษ์ผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรม แม้โจทก์จะเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายสมพงษ์ แต่นายสมพงษ์ก็ได้รับรองแล้วซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1627 ให้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นทายาท โดยธรรมลำดับที่ (1) มีสิทธิได้รับมรดกก่อนเรือตรีประสิทธิ์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (3) ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 และย่อมส่งผลให้เรือตรีประสิทธิ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายสมพงษ์ผู้ตายเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกคงมีเพียงสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 ซึ่งจะต้องแบ่งส่วนมรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิในมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น การที่เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินที่พิพาททั้งสองแปลงให้แก่ตนเองทั้งที่ไม่มีสิทธิรับมรดกดังกล่าวจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจไม่มีผลผูกพันแต่ประการใด นอกจากนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 ยังห้ามผู้จัดการมรดกมิให้ทำนิติกรรมใด ๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่จะมี พินัยกรรมอนุญาตหรือได้รับอนุญาตจากศาล การที่เรือตรีประสิทธิ์ทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองซึ่งไม่ใช่ทายาท ถึงแม้จะเป็นการตอบแทนการเอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดกอันเป็นการจัดการมรดก ทั่วไปตามที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา ก็ไม่มีอำนาจกระทำเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เมื่อผู้ตายมิได้ทำ พินัยกรรมอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลย่อมตกเป็นโมฆะ จึงไม่ทำให้เรือตรีประสิทธิ์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสองแปลงโดยนิติกรรมแต่ประการใด

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสิริกุล เค็งสม
จำเลย — นางสาวณัฐวดี เค็งสม กับพวก
1722 — ป.พ.พ. มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลสมุทรสาคร — นายมงคล เนียมลมูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายชัชวาล บุญนาค
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9295/2547
#412514
เปิดฉบับเต็ม

การที่ ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่ตนเองซึ่งไม่ใช่ทายาท แม้จะเป็นการตอบแทนการเอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดก อันเป็นการจัดการมรดกทั่วไป ก็ไม่มีอำนาจกระทำเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมอนุญาตและ ป. ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลจึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1722 ย่อมตกเป็นโมฆะ ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมพงษ์ ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของเรือตรีประสิทธิ์ ซึ่งเดิมเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและได้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 3648 และ 10583 ของผู้ตาย กับยึดถือโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงไว้ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คืนแก่โจทก์ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายอัตราเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดิน

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร คืนแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาทแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่าโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายสมพงษ์ผู้ตายได้รับรองแล้วส่วนเรือตรีประสิทธิ์ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 และเป็นสามีของจำเลยที่ 2 นั้นเป็นพี่ของผู้ตาย เดิมที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3648 และ 10583 ตำบลโกรกกราก อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร มีชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2531 นายสมพงษ์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเรือตรีประสิทธิ์เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาในปี 2532 เรือตรีประสิทธิ์ได้ปลูกสร้างบ้านเลขที่ 50 ก. ลงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 3648 และเรือตรีประสิทธิ์กับจำเลยทั้งสองได้เข้าอยู่อาศัยในบ้านหลังดังกล่าว ปี 2534 เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้โอนที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของตน จากนั้นในปี 2537 เรือตรีประสิทธิ์ถึงแก่ความตาย จำเลยทั้งสองยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว และจำเลยที่ 1 เป็นผู้ยึดถือโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงไว้ ต่อมาปี 2540 ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมพงษ์โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 3648 และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองแปลงคืนโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายสมพงษ์หรือไม่ เห็นว่าเมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมไว้ทรัพย์มรดกย่อมตกแก่ทายาทโดยธรรม แม้โจทก์จะเป็นบุตรนอกกฎหมายของนายสมพงษ์ แต่นายสมพงษ์ก็ได้รับรองแล้ว ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ให้ถือเป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (1) มีสิทธิได้รับมรดกก่อนเรือตรีประสิทธิ์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ (3) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และย่อมส่งผลให้เรือตรีประสิทธิ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายสมพงษ์ผู้ตายเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีเพียงสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ซึ่งจะต้องแบ่งส่วนมรดกให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิในมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น การที่เรือตรีประสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่ตนเองทั้งที่ไม่มีสิทธิรับมรดกดังกล่าว จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจไม่มีผลผูกพันแต่ประการใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การที่เรือตรีประสิทธิ์โอนที่ดินมรดกทั้งสองแปลงให้แก่ตนเองเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่เรือตรีประสิทธิ์เอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดกอันเป็นการจัดการมรดกทั่วไป ซึ่งผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำได้ ไม่ใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเรือตรีประสิทธิ์ มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายนั้น เห็นว่า โจทก์มีนางสาวลักษณา ซึ่งเป็นบุตรของเรือตรีประสิทธิ์กับนางสุมลเป็นพยานเบิกความว่า เรือตรีประสิทธิ์ได้ขายที่ดินมรดกไป 1 แปลงเพื่อเอาเงินมาไถ่ถอนจำนองที่ดินมรดกอีก 2 แปลง ซึ่งตามสารบัญจดทะเบียนที่ดินทั้งสองแปลง ก็ปรากฏว่าเรือตรีประสิทธิ์ได้โอนที่ดินมรดกทั้งสองแปลงให้เป็นของตนเองในระหว่างจำนอง ต่อมาในปี 2535 จึงไถ่ถอนจำนอง หากเรือตรีประสิทธิ์เอาเงินส่วนตัวไถ่ถอนจำนองจริง ก็น่าจะจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองก่อนที่จะมีการโอนที่ดินมรดกเป็นของตน กรณีจึงน่าเชื่อตามคำเบิกความของนางสาวลักษณาว่าที่เรือตรีประสิทธิ์เอาเงินที่ขายที่ดินมรดกไปไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 ยังห้ามผู้จัดการมรดกมิให้ทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่จะมีพินัยกรรมอนุญาตหรือได้รับอนุญาตจากศาล การที่เรือตรีประสิทธิ์ทำนิติกรรมโอนทรัพย์มรดกให้แก่ตนเองซึ่งไม่ใช่ทายาท ถึงแม้จะเป็นการตอบแทนการเอาเงินส่วนตัวชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองแทนกองมรดกอันเป็นการจัดการมรดกทั่วไปตามที่จำเลยทั้งสองอ้างมาในฎีกา ก็ไม่มีอำนาจกระทำเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกเมื่อผู้ตายมิได้ทำพินัยกรรมอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลย่อมตกเป็นโมฆะจึงไม่ทำให้เรือตรีประสิทธิ์ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมรดกทั้งสองแปลงโดยนิติกรรมแต่ประการใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงยังคงเป็นมรดกของผู้ตายและโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 และการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องฟ้องภายใน 5 ปี โจทก์ฟ้องเกินกำหนดจึงขาดอายุความตามมาตรา 1733 นั้น เห็นว่า บุคคลจะยกอายุความคดีมรดกขึ้นต่อสู้ได้จะต้องเป็นบุคคลซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดก หรือบุคคลซึ่งชอบที่จะใช้สิทธิของทายาทหรือโดยผู้จัดการมรดกเท่านั้น ตามนัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 แต่เรือตรีประสิทธิ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น และจำเลยทั้งสองก็เป็นเพียงทายาทของเรือตรีประสิทธิ์ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายเช่นกัน จึงไม่อาจยกอายุความคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1745 ขึ้นตัดฟ้องโจทก์ได้ ทั้งคดีนี้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองและบริวารให้ออกจากที่ดินมรดก และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินมรดกคืน มิได้ฟ้องเป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกของเรือตรีประสิทธิ์เพื่อให้จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทต้องรับผิดแต่อย่างใด จึงนำอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 มาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืนส
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1722
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวสิริกุล เค็งสม ในฐานะผู้จัดการมรดกของ
นายสมพงษ์ เค็งสม
จำเลย — นางสาวณัฐวดี เค็งสม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9277/2547
#266587
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองในเครื่องหมายการค้านั้นตั้งแต่ในขณะที่ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับอยู่ดังนี้ การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับอายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม และบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ไม่ต้องฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดี 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

ฝ่ายโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" ที่เป็นภาษาไทย จีน และอังกฤษ ซึ่งเขียนว่า "TOH KANG" และ "TANG TOH KANG" มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของโจทก์ที่ 2 โดยใช้กับสินค้าจำพวกทองคำ คำดังกล่าวเป็นคำที่มีลักษณะบ่งเฉพาะ ไม่ได้มีความหมายว่าทองคำหรือเกี่ยวข้องกับทองคำแต่อย่างใด หากแต่เป็นชื่อสกุลของบรรพบุรุษของฝ่ายโจทก์ที่ประกอบกิจการค้าทองคำติดต่อกันมาตั้งแต่ก่อนปี 2464 เป็นเวลากว่า 80 ปีแล้ว และยังใช้คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 1 ตลอดมาด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 เพิ่งมาประกอบกิจการร้านทองในลักษณะเดียวกับโจทก์ทั้งสองเมื่อปี 2515 และต่อมาในปี 2531 ถึงปี 2532 จำเลยที่ 1 จึงได้นำคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นภาษาไทย คำว่า "โต๊ะกัง" เป็นอักษรภาษาไทยและจีนรวมกัน คำว่า "โต๊ะกังบุ้นกี่" เป็นอักษรภาษาไทยและจีนรวมกัน คำว่า "TOA KANG" เป็นอักษรภาษาอังกฤษ กับคำว่า "โต๊ะกังเยาวราช" เป็นอักษรภาษาไทยไปยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าเพื่อใช้กับสินค้าจำพวกเงิน ทอง นาก และอัญมณี ดังนี้ เห็นได้ว่า เครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปยื่นคำขอจดทะเบียนไว้นั้น ทุกเครื่องหมายจะมีคำว่า "โต๊ะกัง" แสดงว่าสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 อยู่ที่คำว่า "โต๊ะกัง" หาใช่อยู่ที่คำว่า "บุ้นกี่" หรือ "เยาวราช" ซึ่งเป็นเพียงส่วนประกอบไม่ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า "โต๊ะกัง" ที่เป็นภาษาไทย จีนและอังกฤษของโจทก์ทั้งสองจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นการจดทะเบียนโดยไม่สุจริต เมื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้จดทะเบียนต่ออายุเครื่องหมายการค้าดังกล่าวก็ตาม ก็ไม่ทำให้สิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองที่ใช้ติดต่อกันมาโดยตลอดเสียไปแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองย่อมฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้

จำเลยทั้งสองนำชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองใช้เป็นชื่อห้างย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าสถานประกอบการค้าทองของจำเลยทั้งสองเป็นสถานประกอบการค้าทองของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นสถานประกอบการค้าทองที่โจทก์ทั้งสองมีส่วนรวมอยู่ด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการสับสนหรือหลงผิดดังกล่าวได้เช่นกัน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองให้ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเนื่องจากการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 และ 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เป็นภาษาไทยและจีน เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกังบุ้นกี่" ซึ่งเป็นภาษาไทยและจีน เครื่องหมายการค้าที่เป็นภาษาอังกฤษซึ่งเขียนว่า "TOA KANG" และเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกังเยาวราช" ตามทะเบียนเลขที่ 126266, 124884, 145853, 133395 และ 145854 ตามลำดับ กับห้ามจำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าทุกประเภทของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้ศาลห้ามมิให้โจทก์ทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษ ในสินค้าจำพวก เงิน ทอง นาก และอัญมณีต่าง ๆ หากโจทก์ทั้งสองฝ่าฝืนคราวใด ให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 150,000,000 บาท

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกฟ้อง และยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น ให้เพิกถอนการจดทะเบียนการค้าของจำเลยที่ 1 ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของจำเลยทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในศาลอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้ยกฟ้อง มิได้ฎีกาในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้ง ในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับคำฟ้องประการแรกว่า สิทธิในการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสองจะต้องบังคับใช้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) หรือจะต้องบังคับใช้มาตรา 67 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนในระหว่างปี 2531 ถึงปี 2532 ซึ่งขณะนั้นมี พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับอยู่ เมื่อโจทก์ทั้งสองเห็นว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยที่ 1 การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งห้าเครื่องหมายดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองในเครื่องหมายการค้านั้นตั้งแต่ในขณะที่ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับอยู่ แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีนี้เมื่อมี พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ก็ยังคงมีอยู่ หาได้สูญเสียไปโดยผลของ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่ออกมาใช้บังคับในภายหลังไม่ ดังนี้ การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงอยู่ในบังคับอายุความทั่วไป 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม และบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ หาใช่ต้องฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดี 5 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนมีคำสั่งให้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่จำเลยทั้งสองฎีกาไม่ เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้รับการจดทะเบียนในระหว่างปี 2531 ถึงปี 2532 และโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2537 จึงยังไม่เกินกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ได้มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าพิพาทดีกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นไว้หรือไม่ เห็นว่าเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 นำไปยื่นคำขอจดทะเบียนไว้นั้นทุกเครื่องหมายจะมีคำว่า "โต๊ะกัง" ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย จีน หรือภาษาอังกฤษด้วย แสดงว่าสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 อยู่ที่คำว่า "โต๊ะกัง" หาใช่อยู่ที่คำว่า "บุ้นกี่" หรือ "เยาวราช" ซึ่งเป็นเพียงส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าดังกล่าวไม่ ปัญหาว่าคำว่า "โต๊ะกัง" มีความหมายเป็นพิเศษอย่างใดหรือไม่ จึงทำให้ผู้ประกอบกิจการร้านทองนิยมใช้คำนี้ไปประกอบเป็นชื่อร้านทองของตน ปัญหานี้ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันว่า คำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" ทางฝ่ายโจทก์เป็นผู้ใช้เป็นชื่อยี่ห้อและเครื่องหมายการค้ามาตั้งแต่ปี 2464 และที่สำคัญก็คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการพระราชทานตราครุฑให้แก่นายเต็กกวง บิดาโจทก์ที่ 2 เจ้าของยี่ห้อ "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นผู้ประกอบกิจการร้านทองในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำให้ร้านของโจทก์ที่ 1 มีชื่อเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการค้าทองของทางฝ่ายโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" ได้มีการสืบทอดกิจการนี้มาจากบรรพบุรุษจนถึงวันฟ้องก็เป็นเวลากว่า 80 ปี แล้ว ในขณะที่จำเลยทั้งสองเข้าครอบครองตึกบริษัทหลานตั้งโต๊ะกัง จำกัด ซึ่งเคยเป็นที่ทำการสาขาของโจทก์ที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองเข้าไปขายเสื้อผ้าเป็นเวลา 2 ปี แล้วจึงมาทำกิจการขายทอง หาได้ประกอบกิจการค้าทองมาแต่เดิมไม่ และก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเปิดกิจการค้าขายทองที่อาคารของบริษัทหลานตั้งโต๊ะกัง จำกัด ที่ถนนเยาวราชประมาณ 10 ปีเศษ จำเลยที่ 1 เคยเปิดร้านขายทองใช้ชื่อว่า "แสงเจริญ" แถวย่านพระโขนงโดยใช้เครื่องหมายการค้าตรานกแก้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวทำให้มีเหตุผลน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรในการดำเนินการร้านขายทองแสงเจริญ จึงไปเปิดร้านขายทองที่ย่านเยาวราชด้วยการใช้อาคารเดิมที่บริษัทหลานตั้งโต๊ะกัง จำกัด เคยเช่าไว้ แม้จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าได้ซื้อกิจการมาจากบริษัทหลานตั้งโต๊ะกัง จำกัด แล้ว จึงมีความชอบธรรมหรือมีสิทธิที่จะนำคำว่า "โต๊ะกัง" มาประกอบเป็นชื่อยี่ห้อในทางการค้าของจำเลยทั้งสองได้ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงได้ชัดเจนว่าบริษัทหลานตั้งโต๊ะกัง จำกัด ได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำคำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นชื่อยี่ห้อในทางการค้าของบรรพบุรุษตนไปใช้เป็นเครื่องหมายการค้าและชื่อทางการค้าได้ และแม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะได้นำคำว่า "โต๊ะกัง" ทั้งภาษาไทย จีน และอังกฤษไปยื่นจดทะเบียนประกอบกับคำอื่นดังกล่าวมาข้างต้นเพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าทอง นาก เงิน เพชร พลอยของจำเลยทั้งสองและฝ่ายโจทก์ก็ไม่มีผู้ใดไปคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 22 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จนนายทะเบียนยอมรับจดทะเบียนให้จำเลยที่ 1 แล้ว ก็ไม่ตัดสิทธิของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว หากโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียแสดงได้ว่าตนมีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ซึ่งจดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 41 (1) ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ การที่โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" ที่เป็นภาษาไทย จีน และอังกฤษซึ่งเขียนว่า "TOH KANG" และ "TANG TOH KANG" โดยใช้กับสินค้าจำพวกทองคำมาก่อนจำเลยทั้งสองเป็นเวลาหลายสิบปีและได้ใช้เพื่อเป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าจำพวกทองคำติดต่อกันตลอดมา และโจทก์ที่ 1 ยังใช้คำว่า "ตั้งโต๊ะกัง" เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดโจทก์ที่ 1 ในการประกอบกิจการค้าขายทองอีกด้วย โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นไว้ แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่ได้ไปจดทะเบียนต่ออายุเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" ก็หาทำให้สิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองที่ใช้ติดต่อกันมาโดยตลอดเสียไปไม่ การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งเหมือนและคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ที่เป็นภาษาไทย จีน และอังกฤษของโจทก์ทั้งสองจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า เป็นการจดทะเบียนโดยไม่สุจริต โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ดังกล่าวดีกว่าจำเลยที่ 1 ชอบที่โจทก์ทั้งสองจะฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายฐานลวงขายและค่าเสียหายเนื่องจากจำเลยทั้งสองเอาชื่อทางการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ของโจทก์ทั้งสองไปใช้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนไว้ มีสาระสำคัญหรือลักษณะเด่นของเครื่องหมายอยู่ที่คำว่า "โต๊ะกัง" เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองคำว่า "โต๊ะกัง" และ "ตั้งโต๊ะกัง" ที่เป็นภาษาไทย จีน และภาษาอังกฤษ เมื่อใช้กับสินค้าทองคำเช่นเดียวกันจึงเหมือนหรือคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ การที่จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว กับสินค้าทองคำ แล้วจำเลยทั้งสองนำสินค้านั้นออกขายแก่ประชาชนย่อมเห็นได้ว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาอาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" ของโจทก์ทั้งสองทำการลวงขายสินค้าทองคำของตนว่าเป็นสินค้าทองคำของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการลวงขายของจำเลยทั้งสอง ดังนี้ แม้โจทก์ทั้งสองจะมิได้จดทะเบียนต่ออายุเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ทั้งสองก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสองก็มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากการลวงขายของจำเลยทั้งสองได้ ส่วนการที่จำเลยทั้งสองนำชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองคำว่า "โต๊ะกัง" ที่โจทก์ทั้งสองใช้เป็นชื่อห้างโจทก์ที่ 1 และใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าทองคำไปใช้เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 ว่า "ห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างขายทองโต๊ะกังเยาวราช" ก็ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าสถานประกอบการค้าทองของจำเลยทั้งสองเป็นสถานประกอบการค้าทองของโจทก์ทั้งสองหรือเป็นสถานประกอบการค้าทองที่โจทก์ทั้งสองมีส่วนรวมอยู่ด้วย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจากการสับสนหรือหลงผิดดังกล่าวได้เช่นกัน เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ทั้งสองให้ใช้ชื่อทางการค้าคำว่า "โต๊ะกัง" เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อสิทธิในชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเนื่องจากการใช้ชื่อทางการค้าของโจทก์ทั้งสองโดยไม่ชอบนั้นได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 18 และ 420 ซึ่งศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 164 เดิม ม. 420
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 41 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดตั้งโต๊ะกัง กับพวก
จำเลย — นายไพบูลย์ แสงเจริญตระกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาวสิริกานต์ มีจุล
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9270/2547
#113074
เปิดฉบับเต็ม

การปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง แม้หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 260 (2) ก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม มาตรา 290 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งอายัดเงินบำเหน็จบำนาญที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยไว้เป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้อายัดเงินบำเหน็จบำนาญของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา ต่อมา วันที่ 9 ธันวาคม 2540 การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งเงินบำเหน็จของจำเลยจำนวน 449,286.29 บาท มายังศาลชั้นต้น วันที่ 29 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5913/2541 ของศาลแพ่งธนบุรี มีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขอให้อายัดเงินบำเหน็จของจำเลย จำนวน 139,629.52 บาท เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว วันที่ 22 มิถุนายน 2543 ศาลชั้นต้นส่งเงินจำนวน 139,629.52 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนเงินที่จ่ายไปดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการยึดซ้ำซึ่งเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 290

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ไม่ปรากฏว่าจำเลยแก้อุทธรณ์หรือไม่ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งเงินบำเหน็จของจำเลยมายังศาลชั้นต้นเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินบำเหน็จของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 260 (2) ก็ตาม แต่คำสั่งอายัดชั่วคราวก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อขณะนั้นโจทก์ยังมิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (1) ม. 260 (2) ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย กองผาพา
จำเลย — นายชาญ กิ่งแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดมีนบุรี — นายกิติศักดิ์ สนธิเณร
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เอกโยคยะ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9270/2547
#412512
เปิดฉบับเต็ม

การปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (1) มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคหนึ่งแม้หลังจากศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 260 (2) ก็ตาม แต่ก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อโจทก์มิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตามมาตรา 290 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้มีคำสั่งอายัดเงินบำเหน็จบำนาญที่จำเลยมีสิทธิได้รับจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยไว้เป็นการชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้อายัดเงินบำเหน็จบำนาญของจำเลยไว้ชั่วคราวก่อนพิพากษา วันที่ 9 ธันวาคม 2540 การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งเงินบำเหน็จของจำเลยจำนวน 449,286.29 บาท มายังศาลชั้นต้น วันที่ 29 มกราคม 2542 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 480,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ วันที่ 7 พฤษภาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 5913/2541 ของศาลแพ่งธนบุรี มีหนังสือถึงศาลชั้นต้นขอให้อายัดเงินบำเหน็จของจำเลยจำนวน 139,629.52 บาท เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่สหกรณ์ออมทรัพย์การสื่อสารแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าว วันที่ 22 มิถุนายน 2543 ศาลชั้นต้นส่งเงินจำนวน 139,629.52 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคืนเงินที่จ่ายไปดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการยึดซ้ำเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี คำสั่งอายัดเงินบำเหน็จของจำเลยชั่วคราวก่อนพิพากษายังคงมีผลต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นอายัดเงินบำเหน็จจำนวน 139,629.52 บาท ของจำเลยในคดีนี้และส่งเงินจำนวนดังกล่าวไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วจึงเป็นการอายัดซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 นั้น เห็นว่า ที่การสื่อสารแห่งประเทศไทยส่งเงินบำเหน็จของจำเลยมายังศาลชั้นต้น เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (1) มิใช่เป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง แม้ขณะที่เจ้าพนักงานบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นขอให้ศาลชั้นต้นส่งเงินบำเหน็จของจำเลยเพื่อชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีอื่นภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และคำสั่งอายัดชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งตามมาตรา 260 (2) ก็ตาม แต่คำสั่งอายัดชั่วคราวก็เป็นวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา ไม่ใช่การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อขณะนั้นโจทก์ยังมิได้ขอออกหมายบังคับคดีอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลจึงยังถือไม่ได้ว่าคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล จึงยังถือไม่ได้ว่าคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการบังคับคดีโดยยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาไว้แทนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว กรณีจึงไม่ต้องห้ามมิให้ยึดหรืออายัดซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 (1) ม. 260 (2) ม. 290 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมหมาย กองผาพา
จำเลย — นายชาญ กิ่งแก้ว
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9254/2547
#412157
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์ว่า อายุความสองปีเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2542 นั้น ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา โจทก์ได้ทำคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้เสมียนทนายความไปยื่นต่อศาลแล้วแต่เสมียนทนายความมิได้นำไปยื่น อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งการเริ่มนับอายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (16) ของศาลชั้นต้นว่าสมควรจะเริ่มนับวันใด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง หาใช่อุทธรณ์ในข้อกฎหมายไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าว่าจ้างทนายความตามที่จำเลยทั้งสองว่าจ้างโจทก์ให้ว่าความในคดีหมายเลขดำที่ 6692/2542 ของศาลชั้นต้นเป็นเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 7,500 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ชัดเจนแล้วว่า โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระค่าว่าความให้โจทก์เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2542 และยังถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยจากค่าว่าความ เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2545 ซึ่งเกินสองปี คำฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) โจทก์อุทธรณ์ว่า อายุความสองปีเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2542 นั้นไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องนับแต่วันที่ 19 กันยายน 2543 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6692/2542 ของศาลชั้นต้น คำฟ้องโจทก์ที่ระบุวันที่ 19 กันยายน 2542 เป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้อง โจทก์ได้ทำคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องให้เสมียนทนายความไปยื่นต่อศาลแล้วแต่เสมียนทนายความมิได้นำไปยื่น เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นการโต้แย้งการเริ่มนับอายุความสองปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (16) ของศาลชั้นต้นว่าสมควรจะเริ่มนับวันใด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลชั้นต้นในการรับฟังข้อเท็จจริง จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง หาใช่อุทธรณ์ในข้อกฎหมายไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (16)
ป.วิ.พ. ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชัย อังกูรเกียรติ
จำเลย — นายสมยศ ขาวทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9251/2547
#412005
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกอีก 5 คน มีเจตนาที่จะเอาเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมซึ่งจำเลยมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไปเพื่อเป็นประโยชน์ของตน โดยเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ยินยอม เมื่อจำเลยกับพวกขนเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมขึ้นบนรถยนต์กระบะ ถือได้ว่าการลักทรัพย์สำเร็จอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ในเวลาต่อเนื่องกัน บ.เจ้าของรวมคนหนึ่งที่รู้เห็นการกระทำของจำเลยกับพวก ได้เข้าขัดขวางโดยขึ้นไปบนรถยนต์กระบะเพื่อเอาเครื่องปั๊มลมกลับคืน จึงถูกจำเลยผลักและพวกของจำเลยใช้เสียมตีที่ศีรษะเป็นเหตุให้ บ.หมดสติไป การที่จำเลยกับพวกอีก 5 คนร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้าย บ.ขณะที่การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน ย่อมถือได้ว่าเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 340, 340 ตรี ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 11,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี (ที่ถูก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83) จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 15 ปี ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 11,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 คงลงโทษจำคุก 15 ปี คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมตามฟ้องจำเลยคงเพียงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วยเท่านั้น หาใช่เป็นของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวหรือยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยแต่เพียงผู้เดียวไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายบัณฑิต บุษราคัม พยานโจทก์ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่พยานนอนเล่นอยู่ใต้ถุนบ้าน พยานได้ยินเสียงเปิดประตูร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เห็นรถยนต์กระบะกับรถจักรยานยนต์อย่างละ 1 คัน จอดอยู่ที่หน้าร้าน มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังขนเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลม ซึ่งผู้เสียหายซื้อไว้ในบ้านให้คนในบ้านใช้รับซ่อมรถจักรยานยนต์เพื่อเลี้ยงชีพแต่ละคนไปขึ้นรถยนต์กระบะ พยานเดินเข้าไปสอบถามจำเลยซึ่งเป็นพี่ชายและอยู่ในกลุ่มคนดังกล่าวว่าจะเอาเครื่องปั๊มลมไปไหน จำเลยไม่ตอบ พยานจึงขึ้นไปบนรถยนต์กระบะเพื่อเอาเครื่องปั๊มลมลงมา แต่พยานถูกตีที่บริเวณศีรษะด้านหลังหมดสติไป เห็นว่า จำเลยกับพวกอีก 5 คนมีเจตนาที่จะเอาเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมดังกล่าวไปเพื่อเป็นประโยชน์ของตนโดยเจ้าของรวมคนอื่นมิได้ยินยอม เมื่อจำเลยกับพวกขนเครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมขึ้นบนรถยนต์กระบะแล้ว ถือได้ว่าการลักทรัพย์เครื่องเชื่อมโลหะและเครื่องปั๊มลมสำเร็จอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลาต่อเนื่องกันนายบัณฑิตเจ้าของรวมคนหนึ่งซึ่งรู้เห็นการกระทำของจำเลยกับพวกได้เข้าขัดขวาง โดยขึ้นไปบนรถยนต์กระบะเพื่อเอาเครื่องปั๊มลมกลับคืน จึงถูกจำเลยผลักและพวกของจำเลยใช้เสียมตีที่ศีรษะเป็นเหตุให้นายบัณฑิตหมดสติไป การที่จำเลยกับพวกอีก 5 คนร่วมกันลักทรัพย์เครื่องปั๊มลมโดยใช้กำลังประทุษร้ายนายบัณฑิตขณะที่การลักทรัพย์ยังไม่ขาดตอน ย่อมถือได้ว่าเป็นการชิงทรัพย์โดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจงหวัดขอนแก่น
จำเลย — นายพิชิตหรือเบิ้ม บุษราคัม
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9247/2547
#266464
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเคยเห็นสินค้ารองเท้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" ของโจทก์มาก่อนจึงได้เลียนแบบมาเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ของจำเลยแล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" โดยไม่สุจริต จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตนั้นมาฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์มิให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" กับสินค้ารองเท้าของโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" และใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้ารองเท้ามาก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอจดทะเบียน โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียนและมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้

เมื่อโจทก์ไม่เคยโฆษณาเผยแพร่และส่งสินค้ารองเท้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ประกอบกับโจทก์ยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" กับสินค้ารองเท้าในประเทศไทย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" กับสินค้ารองเท้าแตะที่จำเลยได้จดทะเบียนให้ชดใช้ค่าเสียหายในการล่วงสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" ของโจทก์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนได้ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ตามทะเบียนเลขที่ 148323 ดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้น และมีคำสั่งห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าของจำเลย ให้จำเลยเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้และเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้โจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" กับสินค้าของโจทก์ที่จำหน่ายในประเทศไทยและให้ชำระค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ห้ามโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" กับสินค้าของโจทก์ที่ขายหรือจำหน่ายในประเทศไทย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยให้เป็นพับ คำขออื่นตามฟ้องแย้งให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียนไว้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้เห็นสินค้ารองเท้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" ของโจทก์มาก่อนจึงได้เลียนแบบมาเป็นเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ของจำเลยแล้วนำไปยื่นขอจดทะเบียน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" โดยไม่สุจริต จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้ยื่นขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตนั้นมาฟ้องแย้งขอให้ห้ามโจทก์มิให้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" กับสินค้ารองเท้าของโจทก์และให้โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลย เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" และใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้ารองเท้ามาก่อนที่จำเลยจะยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" โจทก์จึงมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ดีกว่าจำเลยผู้ได้รับการจดทะเบียน และมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้จำเลยชนะคดีตามฟ้องแย้งนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า เมื่อโจทก์ไม่เคยโฆษณาเผยแพร่และส่งสินค้ารองเท้าภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยก่อนที่จำเลยจะยื่นขอจดทะเบียนและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ประกอบกับโจทก์ยังมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" กับสินค้ารองเท้าในประเทศไทย โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยซึ่งใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" กับสินค้ารองเท้าแตะที่จำเลยได้จดทะเบียนให้ชดใช้ค่าเสียหายในการล่วงสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIRWALK" ของโจทก์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนได้ ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้จึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษากลับว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "AIR WALK" ที่จำเลยได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 38 เดิม ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มและแต่งกาย ทั้งจำพวก ตามทะเบียนเลขที่ 148323 คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 29 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไอเท็มส์ อินเตอร์เนชั่นแนล อิ้งค์. จำกัด
จำเลย — นายสัณห์ ธีรวชิรกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายครรชิต วงศ์ไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9241/2547
#412001
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกนำธูปซึ่งมีส่วนผสมของสิ่งของบางอย่างที่ทำให้มึนเมาออกมาให้โจทก์ร่วมและ บ. ดม ทำให้โจทก์ร่วมเกิดอาการมึนศีรษะ เป็นเหตุให้อยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้แล้วจำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้ลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์และการพาทรัพย์นั้นไปเมื่อร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์

อาการมึนศีรษะที่โจทก์ร่วมและ บ. ได้รับหลังจากดมธูปที่จำเลยกับพวกนำมาให้ดมจนจำเลยกับพวกบอกให้ทำอะไรก็ทำให้ทุกอย่าง ทั้งหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมและ บ. ก็ยังอาเจียนออกมาเป็นเลือดจนแพทย์ต้องฉีดยาให้นั้น ย่อมเป็นการบ่งชี้ชัดแจ้งแล้วว่าธูปนั้นมีสารพิษซึ่งเป็นโทษแก่ร่างกายและจิตใจ หากสูดดมแล้วจะทำให้เกิดอาการมึนเมาถึงขนาดตกอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่จำเป็นต้องนำพยานผู้ชำนาญการพิเศษมาสืบอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 25,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางบุญมี บุญส่ง ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 10 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 25,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องจำเลยกับพวกอีก 2 คน เป็นชายและหญิง ร่วมกันลักแหวนทองคำหัวพลอยหนัก 2 สลึง 1 วง ราคา 5,000 บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท 1 เส้น ราคา 20,000 บาท ของโจทก์ร่วมไป คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีโจทก์ร่วมและนางบุปฟา บุญพวง บุตรสาวของโจทก์ร่วม เป็นพยานเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยกับพวกฉีกกล่องธูปที่จำเลยนำมาให้นางบุปผาดมประมาณ 1 นาที แล้วนำไปให้โจทก์ร่วมดม แต่โจทก์ร่วมไม่ยอมดม พวกของจำเลยที่เป็นชายจึงชักธูปเข้าออกในกล่องหลายครั้งอยู่เหนือลม เพื่อให้โจทก์ร่วมได้กลิ่นธูปต่อมา 4 ถึง 5 นาที นางบุปผามีอาการมึนและเวียนศีรษะเห็นบ้านหมุนไปหมด ส่วนโจทก์ร่วมมีอาการมึนศีรษะคลื่นไส้จะอาเจียน จากนั้นจำเลยกับพวกที่เป็นหญิงขอเข้าห้องน้ำ ส่วนคนร้ายที่เป็นชายไปถอยรถยนต์ที่จอดอยู่มาเทียบบันไดบ้าน เมื่อออกจากห้องน้ำแล้ว จำเลยกับหญิงคนร้ายดึงมือโจทก์ร่วมจนแหวนทองคำหัวพลอยที่โจทก์ร่วมสวมนิ้วอยู่หลุดออกมา หญิงคนร้ายเก็บแหวนนั้นไว้ ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมยังมึนศีรษะอยู่คนร้ายให้ทำอะไรก็ยอมทำให้ทุกอย่าง แล้วหญิงคนร้ายจูงมือโจทก์ร่วมขึ้นไปบนบ้านมีนางบุปผาเดินตามขึ้นไปด้วย หญิงคนร้ายพาโจทก์ร่วมเข้าไปในห้องนอน แล้วเอาลูกกุญแจที่แขวนอยู่ข้างประตูห้องส่งให้โจทก์ร่วมไปไขตู้หัวเตียง โดยสอบถามโจทก์ร่วมว่ามีเงินและสร้อยไหม โจทก์ร่วมบอกว่า ไม่มีเงินแต่มีสร้อย จากนั้นโจทก์ร่วมไขกุญแจเปิดตู้เอาสร้อยคอทองคำหนัก 4 บาท ให้แก่หญิงคนร้ายไป นางบุปผาแย่งพระที่แขวนอยู่กับสร้อยทำให้พระหลุดออกมาจากนั้นหญิงคนร้ายก็คว้าสร้อยคอทองคำลงจากบ้านพากันขึ้นรถยนต์หลบหนีไป โจทก์ร่วมและนางบุปผายืนดูอยู่เฉยๆ สักครู่มีญาติของโจทก์ร่วมมาถามว่าเป็นอะไรกันหรือ โจทก์ร่วมและนางบุปผาจึงรู้สึกตัวร้องตะโกนให้ช่วย หลังคนร้ายหลบหนีไปโจทก์ร่วมและนางบุปผามีอาการอาเจียนออกมาเป็นเลือดโจทก์ร่วมและนางบุปผาต้องไปรักษาตัวโดยแพทย์ได้ฉีดยาให้ โจทก์ร่วมทุเลาแล้วแต่ยังอาเจียนอยู่เรื่อยๆ และหูโจทก์ร่วมไม่ค่อยได้ยินซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วนนางบุปผาปัจจุบันหายดีแล้ว เห็นว่า พยานทั้งสองปากเบิกความสอดคล้องต้องกันในเหตุการณ์ที่จำเลยกับพวกนำธูปออกมาให้พยานทั้งสองดมจนเกิดอาการมึนศีรษะและยอมให้จำเลยกับพวกลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปแต่โดยดี ซึ่งหากไม่ได้สูดดมธูปจนทำให้เกิดอาการมึนเมา โจทก์ร่วมและนางบุปผาก็คงไม่ยอมให้จำเลยกับพวกเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปเช่นนั้น จึงเชื่อว่า จำเลยกับพวกนำธูปซึ่งมีส่วนผสมของสิ่งของบางอย่างที่ทำให้มึนเมาออกมาให้โจทก์ร่วมและนางบุปผาดม การที่จำเลยกับพวกนำธูปดังกล่าวออกมาให้โจทก์ร่วมดมจนเกิดอาการมึนศีรษะเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ แล้วจำเลยกับพวกอีก 2 คน ได้ลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ถือได้ว่าเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์และการพาทรัพย์นั้นไป เมื่อร่วมกระทำความผิดตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์และโจทก์ร่วมมิได้นำพยานผู้ชำนาญการพิเศษมาเบิกความยืนยันสารพิษในธูปนั้น เห็นว่า อาการมึนศีรษะที่โจทก์ร่วมและนางบุปผาได้รับหลังจากดมธูปที่จำเลยกับพวกนำมาให้ดมจนจำเลยกับพวกบอกให้ทำอะไรก็ทำให้ทุกอย่าง ทั้งหลังเกิดเหตุโจทก์ร่วมและนางบุปผาก็ยังอาเจียนออกมาเป็นเลือดจนแพทย์ต้องฉีดยาให้นั้น ย่อมเป็นการบ่งชี้ชัดแจ้งว่าธูปนั้นมีสารพิษซึ่งเป็นโทษแก่ร่างกายและจิตใจ หากสูดดมแล้วจะทำให้เกิดอาการมึนเมาถึงขนาดตกอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ดังนั้น โจทก์และโจทก์ร่วมจึงไม่จำเป็นต้องนำพยานผู้ชำนาญการพิเศษมาสืบอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 340
ป.วิ.อ. ม. 243
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุโขทัย
โจทก์ร่วม — นางบุญมี บุญส่ง
จำเลย — นางสุจินต์ โตมอญ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมชัย จารุไพบูลย์
พิชิต คำแฝง
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9239/2547
#412510
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในซอยบ่อนไก่ ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เพียงท้องที่เดียว สถานที่ที่จำเลยถูกจับกุมภายหลังการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูน หาใช่ท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิดด้วยไม่ เมื่อที่เกิดเหตุอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมื่องนนทบุรีพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีจึงมีหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคสาม

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) เพียงแต่บังคับโจทก์ให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับให้โจทก์ต้องระบุวรรคของบทมาตราในกฎหมายด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 362/2541 แต่คดีสำนวนดังกล่าวยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339, 340 ตรี ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 11,250 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุก 15 ปี ริบของกลาง และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 11,250 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรีไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้นั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดขึ้นในซอยบ่อนไก่ ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี เพียงท้องที่เดียว สถานที่ที่จำเลยถูกจับกุมภายหลังการกระทำความผิดซึ่งอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจนครบาลเตาปูนหาใช่ท้องที่ที่เกิดการกระทำความผิดด้วยไม่ เมื่อที่เกิดเหตุอยู่ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนนทบุรี จึงมีหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสาม

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยเกินคำขอตามคำฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องความว่า จำเลยร่วมกับพวก 1 คน มีอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม จี้ชิงทรัพย์ของผู้เสียหายหลายรายการรวมราคา 11,250 บาท โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้อาวุธมีดแทงประทุษร้ายเพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป และจำเลยกับพวกใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดและเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 339, 340 ตรี คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวมีรายละเอียดครบถ้วนตามที่บัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 แล้ว อนุมาตรา (6) ของมาตราดังกล่าวเพียงแต่บังคับโจทก์ให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับให้โจทก์ต้องระบุวรรคของบทมาตราในกฎหมายด้วยไม่ เมื่อโจทก์ฟ้องโดยบรรยายองค์ประกอบความผิดครบถ้วนต้องด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 และโจทก์นำสืบพยานหลักฐานฟังได้ตามฟ้อง ศาลย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยตามบทมาตราที่โจทก์ขอโดยปรับวรรคที่ตรงกับลักษณะการกระทำนั้นได้โจทก์หาต้องระบุวรรคมาด้วยไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงไม่เกินคำขอ

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาว่าจำเลยป่วยเป็นโรคจิตประสาท ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำเลยสูงเกินไป คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา สมควรลดโทษแก่จำเลยและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า แม้จะได้ความว่าจำเลยเคยป่วยเจ็บทางจิตประสาท แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีความป่วยเจ็บถึงขาดไม่สามารถรู้ผิดชอบหรือไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะมีจิตบกพร่องหรือจิตฟั่นเฟือนจึงไม่มีเหตุให้กำหนดโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 มีระวางโทษจำคุกขั้นต่ำ 15 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุกจำเลย 15 ปี เป็นการลงโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่อาจกำหนดโทษน้อยกว่านี้ได้ คดีนี้โจทก์มีทั้งประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่รู้เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดเหตุและติดตามรู้เห็นการกระทำของจำเลยระหว่างหลบหนีหลังเกิดเหตุ จนกระทั้งจับกุมจำเลยได้แทบจะทันทีทันใดที่เกิดเหตุ ยากที่จำเลยจะปฏิเสธได้ คำรับของจำเลยจึงไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา และไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษ ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะลดโทษให้จำเลย โทษจำคุกจำเลยตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เกิน 3 ปี จึงรอการลงโทษไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 18 ม. 158 (6)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายโสภณ ตันติสกุล
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9226/2547
#412341
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืน ฐานพาอาวุธปืน และฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ผู้กระทำมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละอันแตกต่างกัน และเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสามฐานนี้ในเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่

อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิด การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบจึงชอบด้วย ป.อ. มาตรา 32 แม้จะมิได้ระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าเป็นการริบของกลางตามบทบัญญัติใด ก็ถือว่าได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางตาม ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แล้ว เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับให้ศาลต้องยกบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการริบของกลางขึ้นปรับในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371, 376 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลชั้นต้นสั่งรับมาประการแรกว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืน จำเลยประสงค์เพียงเพื่อการครอบครองเป็นเจตนาเดียว และการกระทำความผิดของจำเลยก็เป็นวันเวลาเดียวกัน ส่วนความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุนั้น การที่จำเลยพาอาวุธปืนไปก็ประสงค์อย่างเดียวคือการนำไปยิงในที่ชุมนุมชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทนั้น เห็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืน ความผิดฐานพาอาวุธปืน และความผิดฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ ผู้กระทำมีเจตนาในการกระทำความผิดเป็นคนละอัน แตกต่างกันและเป็นความผิดต่างฐานกัน แม้จำเลยจะกระทำความผิดทั้งสามฐานนี้ในวันเวลาเดียวกัน การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หาใช่เป็นการกระทำเพียงกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสามฐานมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายต่อมาว่า ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง กฎหมายทั้งสองมาตราดังกล่าวไม่ได้บัญญัติให้ริบอาวุธปืน และที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบของกลางก็มิได้ระบุไว้ในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าริบของกลางตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดจึงเท่ากับไม่มีคำวินิจฉัยของศาลในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่าทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน ผู้ใดมีไว้ย่อมเป็นความผิด การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 แล้ว แม้จะมิได้ระบุในคำพิพากษาให้ชัดเจนว่าเป็นการริบของกลางตามบทบัญญัติใด ก็ถือว่าได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องของกลางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แล้ว ทั้งบทบัญญัติดังกล่าวก็มิได้บังคับให้ศาลต้องยกบทกฎหมายที่เกี่ยวกับการริบของกลางขึ้นปรับในคำพิพากษาด้วยแต่ประการใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 90 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 186 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดเทิง
จำเลย — นายปริญญาหรือคำ พันธ์วิไล
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9225/2547
#412340
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องขึ้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยเองก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าการที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างใด แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงว่ามิได้กระทำผิดทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ได้ ดังนั้นที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371, 376 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุ จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 2 ปี 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 5 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า วันเกิดเหตุพวกของจำเลยวานให้จำเลยไปหยิบของที่วางอยู่ที่หน้ารถ จำเลยจึงไปหยิบของดังกล่าวซึ่งห่อด้วยกระดาษโดยมิได้เปิดดูแต่อย่างใด พอมาถึงบริเวณที่พวกของจำเลยยืนอยู่ได้มีเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นและถามจำเลยว่าถืออะไรอยู่ จำเลยตกใจจึงขว้างห่อกระดาษทิ้งและเพิ่งทราบว่าเป็นอาวุธปืนปากกา จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเพียงแต่ยึดถือไว้แทนพวกของจำเลย เป็นทำนองว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า ในชั้นอุทธรณ์จำเลยได้ยกข้อเท็จจริงทำนองดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์มิได้หยิบยกขึ้นวินิจฉัย จำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยนั้นไม่ชอบแต่อย่างใด แต่จำเลยกลับยกข้อเท็จจริงทำนองเดียวกับที่เคยยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ขึ้นฎีกาซ้ำอีก ถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่เพิ่งยกขึ้นในชั้นฎีกา และถือไม่ได้ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 ทั้งมิได้เป็นข้อความที่ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินไว้ จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ได้ ที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาดังกล่าวมาเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนของกลางพร้อมทั้งกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนดังกล่าวซึ่งใช้ดินระเบิดยิงโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน และที่ชุมนุมชน นับว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายของบ้านเมือง เป็นที่หวาดกลัวและอาจเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไปในละแวกนั้น พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์ในการกระทำผิดแล้ว แต่เฉพาะความผิดฐานพาอาวุธปืนโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป เห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานดังกล่าวเสียใหม่เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานพาอาวุธปืนให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนและฐานยิงปืนโดยใช่เหตุหลังลดโทษให้จำเลยฐานละกึ่งหนึ่งแล้ว เป็นจำคุก 9 เดือน 5 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 216 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นายศรชัยหรือหลุยส์ ปัดถาพิมพ์
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9221/2547
#412333
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้กระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำสำหรับซุกซ่อนธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ใช้สำหรับซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษ ของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและสั่งคืนแก่เจ้าของ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 49, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2499/2543 ของศาลแขวงพระโขนงเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2499/2543 ของศาลแขวงพระโขนงมาบวกกับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำ 1 ใบ ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า วัตถุเม็ดของกลางจำนวน 19,856 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงกระดาษสีน้ำตาลขนาด 12 คูณ 17 นิ้ว พันตำรวจตรีหญิงสุนันท์ได้ตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 น้ำหนัก 1,910.700 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.2 และจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่ทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ลูกค้าที่หลังอู่รถยนต์โดยสารประจำทางสาย 4 ริมทางรถไฟแขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยกับพวกรวม 8 คน จึงไปซุ่มดูบริเวณที่เกิดเหตุนานประมาณ 10 นาที ก็เห็นจำเลยที่ 1 หิ้วถุงกระดาษเดินผ่านมา พันตำรวจตรีสมเกียรติกับพวกเดินตามเพื่อตรวจค้น เมื่อจำเลยที่ 1 เดินเลี้ยวซ้ายไปถึงบริเวณมุมบ้านเลขที่ 23/10 พันตำรวจตรีสมเกียรติกับพวกตามไปทัน พบจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หิ้วถุงใบเดียวกับที่จำเลยที่ 1 หิ้วมา พันตำรวจตรีสมเกียรติกับพวกจึงขอตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสองพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในถุงกระดาษ และพบเงินสดจำนวน 40,000 บาท อยู่ในกระเป๋าผ้าร่มสีดำที่จำเลยที่ 1 สะพายอยู่ จำเลยที่ 2 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ในขณะที่จำเลยที่ 2 หิ้วถุงกระดาษซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ภายใน โดยก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หิ้วถุงกระดาษดังกล่าวและเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 เพราะสืบทราบมาว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนส่งให้แก่ลูกค้า เมื่อถูกจับจำเลยที่ 1 ก็รับว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ลูกค้า ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่า ตนได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีเหตุผลและสอดคล้องต้องกันอย่างสมจริง และคำเบิกความมีลักษณะเป็นกลาง มิได้มุ่งร้ายจนเห็นได้ชัดว่าจงใจจะให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิด ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในขณะถูกจับกุม เพราะยังไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งคำพูดของตนเพื่อให้พ้นผิดเนื่องจากถูกจับได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อระแวงสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิด กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยไม่เห็นจำเลยที่ 1 ส่งถุงเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่พยานโจทก์ทั้งสองติดตามจำเลยที่ 1 อย่างกระชั้นชิด และขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปหาจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 มองเห็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 2 ต้องหลบหนีไปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ถึงแม้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 อย่างกระชั้นชิดแต่เนื่องจากตอนที่จำเลยที่ 1 ส่งถุงเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเป็นช่วงเลี้ยวหัวมุมทางเดิน เจ้าพนักงานตำรวจจึงเห็นตอนที่จำเลยที่ 2 หิ้วถุงเมทแอมเฟตามีนแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่หลบหนีนั้น อาจเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 ในระยะห่างเพียงประมาณ 5 เมตร จำเลยที่ 2 เห็นโดยกะทันหันย่อมหลบหนีไม่ทัน ประกอบกับความตื่นตระหนกและคาดไม่ถึงจนถึงกับยอมรับสารภาพเพราะตนหิ้วถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีพิรุธหรือข้อระแวงสงสัยแต่ประการใด ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 โยนถุงเมทแอมเฟตามีนเข้าไปในบ้านที่จำเลยที่ 2 อาศัยอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 2 นอนหลับอยู่ภายในบ้านนั้น เห็นว่า ถึงแม้จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดจำเลยที่ 1 โยนถุงเมทแอมเฟตามีนเข้าไปในบ้านเอง แต่นอกจากโจทก์มีคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยซึ่งยืนยันว่าจำเลยที่ 2 หิ้วถุงเมทแอมเฟตามีนยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ยังมีบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อยอมรับว่าจำเลยที่ 2 รับถุงเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้ถามค้านพยานโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 19,856 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 203.897 กรัม นับว่ามีจำนวนมากอันเป็นอันตรายแก่สังคมโดยรวมอย่างร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษมาแล้วนั้นนับว่าเหมาะแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่งในระหว่างการพิจารณาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

อนึ่ง จำเลยใช้กระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำสำหรับซุกซ่อนธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ใช้สำหรับซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและสั่งคืนแก่เจ้าของ"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนกระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33 (2)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรังสรรค์ ศรีขจร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9220/2547
#113110
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อ้างเอกสารที่เป็นภาษาอังกฤษพร้อมคำแปลซึ่งมีผู้แปลอาชีพเป็นผู้แปลประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ จำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ขณะเบิกความถึงเอกสารดังกล่าวว่าคำแปลไม่ถูกต้อง ทั้งกฎหมายมิได้บังคับให้ต้องนำผู้แปลเอกสารภาษาต่างประเทศมาสืบเพื่อรับรองความถูกต้องของคำแปล เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นว่าคำแปลตอนไหนไม่ถูกต้องและคลาดเคลื่อนอย่างไร จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะโต้แย้งหรือเสนอคำแปลที่ถูกต้องได้ แต่จำเลยที่ 1 หาได้กระทำการดังกล่าวไม่ จึงถือได้ว่าคำแปลดังกล่าวถูกต้องแล้ว และศาลชอบที่จะรับฟังเอกสารดังกล่าวได้

ธนาคารโจทก์สาขาท่าแพโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง ต่อมาวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 หัวหน้าศูนย์บริการการค้าต่างประเทศของโจทก์ สาขาท่าแพ ตรวจสอบการจ่ายเงินให้ลูกค้าทั้งสองครั้ง พบว่าเป็นการจ่ายตามคำสั่งของลูกค้าต่างประเทศเพียงครั้งเดียว จึงถือว่าโจทก์ทราบเหตุการโอนเงินผิดพลาดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 จึงยังไม่พ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกเงินคืน คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 46
ป.พ.พ. ม. 406 ม. 412 ม. 419
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท 103 อินเทลลิเจ้นท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายธนาคม ลิ้มภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจิระ โชติพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9219/2547
#113058
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทำมาใหม่เป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ตามวรรคสองของ มาตรา 18 แต่วรรคท้ายของมาตรา 18 บัญญัติให้อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 กรณีมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 234 แห่ง ป.วิ.พ. ที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้อยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความ การที่จำเลยไม่ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในเวลา 3 วันตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาทำให้จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทำมาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคท้าย ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน วันที่ 19 สิงหาคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งว่าถ้อยคำอุทธรณ์ที่ขีดเส้นใต้มีลักษณะก้าวร้าว ให้คืนอุทธรณ์ไปทำมาใหม่ภายใน 3 วัน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง วันที่ 26 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คืนค่าธรรมเนียมศาล

วันที่ 10 กันยายน 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่จำเลยประกอบอาชีพทนายความอยู่ที่กรุงเทพมหานครเพิ่งทราบคำสั่งศาลเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วจึงไม่อาจแก้ไขอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลได้ ทั้งข้อความในอุทธรณ์ที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะก้าวร้าวนั้น จำเลยหยิบยกมาจากคำพิพากษามิได้มีเจตนาก้าวร้าวแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ และหากศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยก็ยินดีจะแก้ไข ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง เพราะยื่นเมื่อล่วงพ้น 15 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234

วันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2545 ที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์แล้วทำมาใหม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 (3) ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีของจำเลยเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 มิใช่ตามมาตรา 228 (3) จึงไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าฤชาธรรมเนียม

วันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งให้คืนฟ้องอุทธรณ์ซึ่งสั่งเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้จำเลยผู้อุทธรณ์ทำมาใหม่แล้วยื่นต่อศาลภายใน 3 วัน นับแต่วันมีคำสั่งเป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด แม้ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ตามวรรคสองของมาตรา 18 ก็ตาม แต่วรรคท้ายของมาตรา 18 ก็บัญญัติให้อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 กรณีมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 234 แห่ง ป.วิ.พ. ที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้อยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์วันที่ 19 สิงหาคม 2545 และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์วันที่ 26 สิงหาคม 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ วันที่ 10 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์แล้วทำมาใหม่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 227 และ 228 (3) วรรคสอง แล้ว การที่จำเลยไม่ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในเวลา 3 วันตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาทำให้จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์แล้วทำมาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคท้าย ไม่

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งต่อไปตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 227 ม. 228 ม. 234 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำใย เหมือนเหลา กับพวก
จำเลย — นายหนูชาติ เหมือนเหลา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอำนาจเจริญ — นายเอนก เวชศาสตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9219/2547
#412152
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ผู้อุทธรณ์ทำมาใหม่ เป็นคำสั่งชั้นตรวจคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ตามวรรคสองของมาตรา 18 แต่วรรคท้ายของมาตรา 18 บัญญัติให้อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 กรณีมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 234 แห่ง ป.วิ.พ. ที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้อยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความ การที่จำเลยไม่ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในเวลา 3 วันตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดจนศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาทำให้จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทำมาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคท้าย ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองจนกว่าจะออกไปจากที่ดิน วันที่ 19 สิงหาคม 2545 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์แล้วมีคำสั่งว่าถ้อยคำอุทธรณ์ที่ขีดเส้นใต้มีลักษณะก้าวร้าว ให้คืนอุทธรณ์ไปทำมาใหม่ภายใน 3 วัน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง วันที่ 26 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมศาล

วันที่ 10 กันยายน 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ว่า จำเลยไม่ได้มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่จำเลยประกอบอาชีพทนายความอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เพิ่งทราบคำสั่งศาลเมื่อพ้นกำหนดเวลาแล้วจึงไม่อาจแก้ไขอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลได้ ทั้งข้อความในอุทธรณ์ที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะก้าวร้าวนั้นจำเลยหยิบยกมาจากคำพิพากษา มิได้มีเจตนาก้าวร้าวแต่อย่างใด จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ และหากศาลอุทธรณ์เห็นว่าควรจะมีการแก้ไขตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำเลยก็ยินดีจะแก้ไข ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง เพราะยื่นเมื่อล่วงพ้น 15 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234

วันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2545 ที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์แล้วทำมาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 (3) ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นและให้รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีของจำเลยเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 มิใช่ตามมาตรา 228 (3) จึงไม่รับอุทธรณ์

วันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งให้คืนฟ้องอุทธรณ์ซึ่งสั่งเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้จำเลยผู้อุทธรณ์ทำมาใหม่แล้วยื่นต่อศาลภายใน 3 วัน นับแต่วันมีคำสั่งเป็นคำสั่งตรวจคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามภายในเวลาที่กำหนด แม้ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ตามวรรคสองของมาตรา 18 ก็ตาม แต่วรรคท้ายของมาตรา 18 ก็บัญญัติให้อุทธรณ์และฎีกาคำสั่งของศาลที่ไม่รับหรือให้คืนคำคู่ความตามมาตรานี้ได้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 227, 228 และ 247 กรณีมิได้ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 234 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่จำเลยจะต้องอุทธรณ์คำสั่งนั้นภายใน 15 วันนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์แต่อย่างใด เพราะกรณีนี้อยู่ในชั้นตรวจคำคู่ความ เมื่อปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์วันที่ 19 สิงหาคม 2545 และมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์วันที่ 26 สิงหาคม 2545 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์วันที่ 10 กันยายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่ง ต่อมาในวันที่ 18 กันยายน 2545 จำเลยจึงอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์แล้วทำมาใหม่ภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 227, และ 228 (3) วรรคสองแล้ว การที่จำเลยไม่ทำอุทธรณ์มายื่นใหม่ภายในเวลา 3 วัน ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด จนศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามมาตรา 18 วรรคสอง หาทำให้จำเลยหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์แล้วทำมาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 18 วรรคท้ายไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย สิทธิของจำเลยที่จะอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้คืนคำฟ้องอุทธรณ์ให้ทำมาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ประกอบมาตรา 227 เป็นอันยุติไปแล้วแม้จะยังไม่พ้นกำหนดอายุอุทธรณ์ก็ตามนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาแล้วมีคำสั่งต่อไปตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 227 ม. 228 ม. 234 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำใย เหมือนเหลา กับพวก
จำเลย — นายหนูชาติ เหมือนเหลา
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9217/2547
#412508
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1716 บัญญัติว่า หน้าที่ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง ให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว และมาตรา 1728 (2) บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เริ่มหน้าที่ผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1716 เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน คงมีแต่ฝ่ายผู้ร้องที่ขวนขวายจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและติดต่อฝ่ายผู้คัดค้านเพียงฝ่ายเดียวแม้ผู้คัดค้านพอมีเหตุผลในข้อขัดข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ไปตามนัดเพื่อร่วมจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตาย เพราะเหตุติดไปท่องเที่ยวตามที่ได้ซื้อตั๋วทัวร์ไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อผู้คัดค้านตอบขัดข้องแล้ว ก็น่าจะเป็นฝ่ายกำหนดวันสะดวกแจ้งแก่ฝ่ายผู้ร้องบ้าง หาใช่ถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้ร้องฝ่ายเดียวไม่ เพราะเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกันกระทำภารกิจให้ลุล่วง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อผู้ร้องได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตายเสนอศาลชั้นต้น ซึ่งผู้คัดค้านได้ไปขอถ่ายสำเนาแล้วคงค้านแต่เพียงทรัพย์สินรายการเดียวว่าไม่ใช่มรดกของผู้ตาย หากเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านและเบิกความรับว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของผู้ร้อง กับตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องโดยรับว่าผู้คัดค้านไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าของผู้ตายนับแต่ปี 2541 และผู้คัดค้านมีอายุถึง 80 ปี ในปี 2547 แล้วเช่นนี้ หากยังคงให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การจัดการมรดกจะยังคงมีปัญหาและไม่ลุล่วงตามที่ควรกรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้ผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า นายรุ่งโรจน์ ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องในฐานะภริยาและผู้คัดค้านในฐานะบิดาของผู้ตายเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่ากรณีมีเหตุที่ควรถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันกับผู้ร้องหรือไม่ ผู้ร้องมีตัวผู้ร้อง นายทรงพล ทนายผู้ร้อง และนายเชษฐ์ ลูกจ้างผู้ร้องมาเบิกความว่า หลังศาลมีคำสั่งตั้งให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ผู้ร้องได้ติดต่อผู้คัดค้าน 3 เรื่อง เรื่องแรกเกี่ยวกับการออกหนังสือคู่มือประจำปืนกล่าวคือ ผู้ตายขายโควต้าการนำเข้าอาวุธปืนให้กับร้านปืนโยธิน และต่อมาทางร้านปืนโยธินได้จำหน่ายอาวุธปืนที่สั่งเข้ามาจากต่างประเทศตามโควต้าของผู้ตายให้กับลูกค้ารวม 10 ราย จึงทำหนังสือให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตายลงนามในหนังสือมอบฉันทะ ดังรายละเอียดตามเอกสารหมาย ร.21 ถึง ร.23 โดยผู้ร้องให้นายเชษฐ์นำเอกสารไปให้ผู้คัดค้านลงนาม แต่ผู้คัดค้านไม่ยินยอมลงนาม เรื่องที่ 2 คือเมื่อเดือนมีนาคม 2543 หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งคู่กรณีเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันแล้วผู้ร้องได้ทำบัญชีทรัพย์สินพร้อมมีจดหมายลงทะเบียนเชิญผู้คัดค้านมาประชุมเพื่อการจัดการมรดกในวันที่ 5 เมษายน 2543 แต่ผู้คัดค้านไม่ยอมเซ็นชื่อรับจดหมาย วันที่ 30 มีนาคม 2543 ทนายผู้ร้องจึงโทรศัพท์แจ้งให้ทราบ แต่ผู้คัดค้านอ้างว่าไม่ว่างในช่วงดังกล่าว วันที่ 10 เมษายน 2543 ฝ่ายผู้ร้องจึงทำบัญชีทรัพย์มรดกแสดงต่อศาลชั้นต้นรายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ร.13, ค.24 เรื่องที่ 3 ผู้ร้องได้ไปยื่นขอทำใบอนุญาตค้าอาวุธปืน แต่ผู้คัดค้านไปคัดค้าน ทำให้ทางราชการไม่ออกหนังสืออนุญาตโดยอ้างว่ากรณียังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิของทายาท ฝ่ายผู้คัดค้านมีตัวผู้คัดค้านนายวิชาญ ทนายผู้คัดค้าน นายสนิท นางอัมพร และนางอำไพ ซึ่งทั้งสามเป็นบุตรของผู้คัดค้านนายสถาปัตย์ มาเบิกความต่อสู้ว่าเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ยอมลงชื่อในเอกสารออกหนังสือคู่มือประจำปีตามที่ผู้ร้องติดต่อมาเพราะตรวจสอบแล้วปรากฏว่าอาวุธปืนดังกล่าวทำการซื้อขายกันในระหว่างที่กำลังมีการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในคดีร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายส่วนเหตุที่ผู้คัดค้านไม่ไปตามนัดเพื่อจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกเพราะผู้คัดค้านซื้อตั๋วไปท่องเที่ยวภาคใต้กับคณะทัวร์ไว้แล้วก่อนหน้านั้น สำหรับที่ผู้คัดค้านไปคัดค้านการขอใบอนุญาตค้าอาวุธปืนของผู้ร้องนั้น เพราะผู้คัดค้านก็ประสงค์จะได้ใบอนุญาตค้าอาวุธปืนเช่นกัน พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1716 บัญญัติว่า หน้าที่ผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งให้เริ่มนับแต่วันที่ได้ฟังหรือถือว่าได้ฟังคำสั่งศาลแล้ว และมาตรา 1728 บัญญัติว่าผู้จัดการมรดกต้องลงมือจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในสิบห้าวันนับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน คงมีแต่ฝ่ายผู้ร้องที่ขวนขวายจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและติดต่อฝ่ายผู้คัดค้านเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งแม้ผู้คัดค้านพอมีเหตุผลในข้อขัดข้อง โดยเฉพาะกรณีที่ไม่ไปตามนัดเพื่อร่วมจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตายเพราะเหตุติดไปท่องเที่ยวตามที่ได้ซื้อตั๋วทัวร์ไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อผู้คัดค้านตอบขัดข้องแล้ว ก็น่าจะเป็นฝ่ายกำหนดวันสะดวกแจ้งแก่ฝ่ายผู้ร้องบ้าง หาใช่ถือเป็นภาระหน้าที่ของผู้ร้องฝ่ายเดียวไม่ เพราะเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องร่วมมือกันกระทำภารกิจให้ลุล่วง นอกจากนี้เมื่อพิจารณาประกอบผู้ร้องได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกของผู้ตายเสนอศาลชั้นต้น ซึ่งผู้คัดค้านได้ไปขอถ่ายสำเนาตามเอกสารหมาย ค.24 แล้วคงค้านแต่เพียงทรัพย์สินรายการที่ 5 คือ ตู้เหล็ก 1 ใบว่าไม่ใช่มรดกของผู้ตาย หากเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้าน และเบิกความรับว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของผู้ร้อง กับตอบคำถามค้านทนายผู้ร้องโดยรับว่าผู้คัดค้านไม่ได้เข้าเกี่ยวข้องกับกิจการร้านค้าอาวุธปืนของผู้ตายนับแต่ปี 2541 และผู้คัดค้านมีอายุถึง 80 ปี ในปี 2547 แล้วเช่นนี้ หากยังคงให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน การจัดการมรดกจะยังคงมีปัญหาและไม่ลุล่วงตามที่ควร กรณีจึงมีเหตุสมควรที่จะถอนผู้คัดค้านจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง ทั้งนี้ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง"

พิพากษากลับให้ถอนผู้คัดค้านออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1716 ม. 1727 ม. 1728
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัญชลี ทองศรี
ผู้คัดค้าน — พันโทสุเทพ ทองศรี
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9216/2547
#412149
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่ได้คัดค้าน ศาลล่างทั้งสองมีอำนาจที่จะหยิบยกเอารายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 13

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 55, 72, 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบอาวุธปืนและลูกระเบิดของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 55, 72 วรรคหนึ่ง, 78 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยอายุ 19 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานมีวัตถุระเบิด จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน ริบอาวุธปืนและลูกระเบิดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานทำวัตถุระเบิดกับมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 78 วรรคหนึ่ง เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่อาจทราบได้ว่าการสืบเสาะและพินิจบุคคลที่พนักงานคุมประพฤติได้ไปสืบเสาะมานั้น บุคคลดังกล่าวให้การอย่างไรเป็นปรปักษ์แก่จำเลยหรือไม่ จำเลยไม่มีโอกาสทราบจึงมิได้โต้แย้ง ประกอบกับรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติเป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่นอกสำนวน การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกรายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเพื่อกำหนดโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น จำเลยไม่เห็นพ้องด้วย เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 บัญญัติว่า "ศาลมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤติตามมาตรา 11 โดยไม่ต้องมีพยานบุคคลประกอบ แต่ถ้าศาลจะใช้รายงานและความเห็นเช่นว่านั้นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ให้ศาลแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้านพนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อนและจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้" คดีนี้ศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยมิได้คัดค้านปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 2 มิถุนายน 2546 ศาลล่างทั้งสองจึงมีอำนาจที่จะหยิบยกเอารายงานการสืบเสาะและพินิจดังกล่าวมาประกอบการใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ รายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติหาได้เป็นพยานหลักฐานที่ปรากฏอยู่นอกสำนวนดังที่จำเลยเข้าใจและกล่าวอ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและทำกับมีวัตถุระเบิดของกลางซึ่งนายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง นับว่าเป็นการกระทำความผิดที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายของบ้านเมืองและอาจเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไปที่อยู่ในละแวกนั้น พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ที่ศาลอุทธณรณ์ภาค 3 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายประยุทธ ปุกไธสง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พรเพชร วิชิตชลชัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ