คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8673/2547
#113160
เปิดฉบับเต็ม

สัญญากู้เงินข้อ 4 ระบุไว้ชัดว่า "หากผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดให้แก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้กู้ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 265906 ให้แก่ผู้กู้ในวันที่ผู้กู้ชำระหนี้ครบถ้วน?" ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนในวันที่จำเลยชำระหนี้ครบถ้วน ทำให้หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นหนี้ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกันทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ มิใช่เพียงข้อผูกพันที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายสามารถแยกการชำระหนี้ออกจากกันได้ กรณีจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 คือ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดแก่โจทก์ โดยไม่ได้เสนอว่าโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญากู้เงินข้อ 4 ตอบแทนแก่จำเลยด้วย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามข้อ 1 ให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะขอชำระหนี้ตอบแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 537,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2541) จะต้องไม่เกิน 37,191 บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อตกลงในสัญญากู้เงินข้อ 4 เป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินข้อ 4 ระบุไว้ชัดว่า "หากผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดให้แก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้กู้ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 265906 ให้แก่ผู้กู้ในวันที่ผู้กู้ชำระหนี้ครบถ้วน?" ข้อตกลงในสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โจทก์ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนในวันที่จำเลยชำระหนี้ครบถ้วน ทำให้หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นหนี้ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกันทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ มิใช่เพียงข้อผูกพันที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายสามารถแยกการชำระหนี้ออกจากกันได้ กรณีจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 คือ คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดแก่โจทก์ตามหนังสือทวงถาม โดยโจทก์ไม่ได้เสนอว่าโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญากู้เงินข้อ 4 ตอบแทนแก่จำเลยด้วย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามข้อ 1 ให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะขอชำระหนี้ตอบแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ทนายจำเลยผู้ร่างสัญญาเข้าใจผิดว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 265906 มีชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนเป็นความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ข้อตกลงในสัญญากู้เงินดังกล่าวตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า เป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถาพร สุธีรพรชัย
จำเลย — นายชัชวาล ครองสินสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวศิน ศิลปไชย
ศาลอุทธรณ์ — นายธานิศ เกศวพิทักษ์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8673/2547
#412351
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโดยมีข้อตกลงว่า หากจำเลยชำระเงินกู้ให้โจทก์ทั้งหมดครบถ้วนแล้ว โจทก์ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่ให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนในวันที่จำเลยชำระหนี้ครบถ้วน หนี้ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นหนี้ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องชำระตอบแทนซึ่งกันและกันทันทีที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ มิใช่เพียงข้อผูกพันที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะแยกการชำระหนี้ออกจากกันได้ กรณีจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 คือคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ การที่โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดแก่โจทก์โดยไม่ได้เสนอว่าโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญากู้เงินตอบแทนด้วยจำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้กู้ยืมเงินให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะขอชำระหนี้ตอบแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 537,191 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จริง แต่จำเลยได้รับเงินจากโจทก์เพียง 200,000 บาท ไม่ครบจำนวนตามสัญญากู้และตามสัญญามีข้อตกลงว่าโจทก์มีสิทธิเรียกเงินกู้คืนจากจำเลยได้ต่อเมื่อโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 265906 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เฉพาะส่วนที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่ให้แก่จำเลยแล้วแต่โจทก์ฟ้องคดีโดยมิได้แสดงเจตนาโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลย และยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาในหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยไม่ได้ผิดนัด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จะเลยชำระเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 37,191 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยภายในวันที่ 15 ของเดือนนับแต่เดือนมิถุนายน 2541 เป็นต้นไป กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2542 ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 จำเลยรับเงินดังกล่าวไปครบถ้วนแล้ว หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระเงินและมีหนังสือบอกเลิกสัญญา จำเลยได้รับหนังสือทวงถามและหนังสือบอกเลิกสัญญาแล้วตามหนังสือเอกสารหมาย จ.8 และใบตอบรับเอกสารหมาย จ.9 จำเลยเพิกเฉย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อตกลงในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 เป็นสัญญาต่างตอบแทนหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 ระบุไว้ชัดว่า "หากผู้กู้ชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดให้แก่ผู้ให้กู้ครบถ้วนแล้ว ผู้ให้กู้ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเฉพาะส่วนที่ตนเองถือกรรมสิทธิ์อยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 265906 เลขที่ดิน 9160 ตำบลสำโรงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการให้แก่ผู้กู้ในวันที่ผู้กู้ชำระหนี้ครบถ้วน..." ข้อตกลงในสัญญากู้เงินดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่มีเงื่อนไขโดยชัดแจ้งว่าหากจำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์ตกลงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามที่ระบุไว้ในสัญญากู้เงินดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นการตอบแทนในวันที่จำเลยชำระหนี้ครบถ้วน ทำให้หนี้ระหว่างโจทก์จำเลยเป็นหนี้ที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจะต้องชำระหนี้ตอบแทนซึ่งกันและกันทันทีที่อีกฝ่ายหนึ่งชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ มิใช่เพียงข้อผูกพันที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายสามารถแยกการชำระหนี้ออกจากกันได้ กรณีจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 คือคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ การที่โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้กู้ยืมเงินทั้งหมดแก่โจทก์ตามหนังสือทวงถามเอกสารหมาย จ.8 โดยโจทก์ไม่ได้เสนอว่าโจทก์ขอปฏิบัติการชำระหนี้ให้ถูกต้องตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 4 ตอบแทนแก่จำเลยด้วย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามข้อ 1 ให้แก่โจทก์จนกว่าโจทก์จะขอชำระหนี้ตอบแทนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสถาพร สุธีรพรชัย
จำเลย — นายชัชวาล ครองสินสุข
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8661/2547
#113134
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ปีละ 30 วัน โดยถือตามปีปฏิทิน พนักงานสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้จัดให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้หยุดในวันหยุดพักผ่อนประจำปีของแต่ละปีที่โจทก์ทำงานกับจำเลย แสดงว่าจำเลยมิได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 30 ที่กำหนดให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างต้องกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนประจำปีในแต่ละปีที่ทำงานหรือต้องตกลงกับโจทก์เพื่อกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์มิได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ตามมาตรา 64

สิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมและเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนับจากวันฟ้องเป็นต้นไป และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีและค่าชดเชยนับจากวันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 21,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยเป็นเงิน 2,060,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 370,800 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 599,109.79 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชยและค้าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีนับแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 และในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 ธันวาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย (ที่ถูกยกฟ้องแย้งด้วย)

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายค่าตอบแทนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของปี 2541 ถึงปี 2544 ให้แก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของปี 2541 ยังไม่ขาดอายุความและโจทก์มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนของปีดังกล่าวด้วย ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีของปี 2542 ถึงปี 2544 ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีปีละ 30 วัน โดยถือตามปีปฏิทิน พนักงานสะสมวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่ได้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้จัดให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้หยุดในวันหยุดพักผ่อนประจำปีของแต่ละปีที่โจทก์ทำงานกับจำเลย ย่อมแสดงว่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามบทกฎหมายข้างต้นที่ให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างต้องกำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนประจำปีในแต่ละปีที่ทำงานหรือต้องตกลงกับโจทก์เพื่อกำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์มิได้หยุดพักผ่อนประจำปีตามสิทธิ จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 64

สิทธิเรียกร้องค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อนประจำปีมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) ซึ่งสิทธิเรียกร้องของปี 2541 นั้น โจทก์อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2542 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2544 สิทธิเรียกร้องของปี 2541 จึงขาดอายุความ ส่วนสิทธิเรียกร้องของปี 2542 และปี 2543 นับถึงวันฟ้องแล้วยังไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (9)
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 30 ม. 64
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประสพ เพชรสกุลรัตน์
จำเลย — บริษัทชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8660/2547
#411973
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 3 จะให้การว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดได้ ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ แต่ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 3 แถลงรับว่าได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จริง โดยโจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปมาให้จำเลยที่ 3 กรอกข้อความในช่องว่าง ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงเป็นอันยุติตามคำแถลงรับของจำเลยที่ 3 โจทก์ไม่ต้องนำสืบในประเด็นนี้อีกเพราะจำเลยที่ 3 ยอมรับแล้ว กรณีไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์มีพยานหลักฐานเรื่องดังกล่าวมาแสดงหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าแม้สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงถูกต้องแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2542 จำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขับรถ มีหน้าที่ขับรถไปกับพนักงานขายและเป็นผู้ช่วยพนักงานขายสินค้าเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2544 จำเลยที่ 1 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นพนักงานขายและเก็บเงิน มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าที่ขายได้ส่งให้โจทก์ หากสินค้าเกิดการสูญหาย ชำรุด หรือทำให้โจทก์ไม่ได้รับค่าสินค้า หรือจำเลยที่ 1 ทุจริต จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ราคาสินค้าและความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมไม่จำกัดจำนวน เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 1 เบิกสินค้าเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อแรงเยอร์จากโจทก์ไป 115,600 ขวด ราคาขวดละ 7.90 บาท คิดเป็นเงิน 913,240 บาท กับยืมเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนธันวาคม 2544 ไป 16,000 บาท ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2544 โจทก์ตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ขายสินค้าดังกล่าวไป 22,700 ขวด เก็บเงินได้ 179,330 บาท แถมให้ลูกค้าและแลกฝาไป 6,400 ขวด ซึ่วจะต้องเหลือสินค้า 86,500 ขวด แต่โจทก์ตรวจนับสินค้าคงเหลือได้เพียง 66,949 ขวด สูญหายไป 19,551 ขวด คิดเป็นเงิน 154,452.90 บาท และจำเลยที่ 1 ส่งเงินค่าขายสินค้าให้โจทก์เพียง 127,980 บาท ยังขาดอยู่ 51,350 บาท กับจำเลยที่ 1 ไม่ส่งเงินทดรองค่าใช้จ่ายในการเดินทางประจำเดือนธันวาคม 2544 จำนวน 16,000 บาท คืนให้โจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการประพฤติผิดสัญญาจ้าง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายรวม 221,802.90 บาท จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ โจทก์มีหนังสือทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยจึงต้องนำคดีมาฟ้อง โดยขอคิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2544 เป็นต้นไป เฉพาะดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 20,715.76 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 242,518.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 211,802.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เฉพาะในตำแหน่งพนักงานขับรถ โจทก์เลื่อนตำแหน่งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบ จะถือว่าจำเลยที่ 2 ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขายด้วยไม่ได้ ฟ้องโจทก์จึงเคลือบคลุม ทั้งจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อไว้ มีแต่นายสุทธิพงษ์ เวศย์วรุตม์ ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนนายจ้างไว้แต่เพียงเดียว นายสินธุ์ เวศย์วรุตม์ ไม่ได้ร่วมลงลายมือชื่อด้วย และไม่ได้ประทับตราสำคัญของโจทก์ตามที่โจทก์ได้จดทะเบียนไว้ จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้ปิดอาการแสตป์ตามกฎหมาย จึงเป็นเอกสารที่ไม่สมบูรณ์โจทก์จึงไม่อาจนำมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดได้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์บรรยายฟ้องไม่ชัดแจ้งใช้ถ้อยคำคลุมเครือ จำเลยที่ 3 อ่านแล้วไม่เข้าใจ ทำให้ไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องที่เคลือบคลุม จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2544 ในขณะที่จำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นพนักงานขับรถไม่ได้เป็นผู้ช่วยพนักงานขายตามที่โจทก์อ้าง หลังจากนั้นเพียง 6 วัน โจทก์เลื่อนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาปิดบังข้อเท็จจริง ทำให้จำเลยที่ 3 เสียเปรียบ หากจำเลยที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายซึ่งจะต้องรับผิดในความสูญหายหรือเสียหายของสินค้า จำเลยที่ 3 ก็จะไม่เข้าทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์และจำเลยที่ 2 ตกลงกันได้โดยจำเลยที่ 2 ยอมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 ขอให้พิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว กับโจทก์และจำเลยที่ 3 แถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เริ่มเข้าทำงานกับโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขับรถตามสัญญาจ้างทดลองงานเอกสารท้ายฟ้อง ต่อมาโจทก์แต่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขาย จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ไม่ได้กำหนดวงเงินที่จะต้องรับผิดและไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โดยโจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์จัดทำขึ้นมาให้จำเลยที่ 3 เขียนกรอกข้อความลงในช่องว่างตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของลูกจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 และสัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่มีข้อความระบุถึงตำแหน่งหน้าที่การงานของจำเลยที่ 1

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 216,802.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ด้วยตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 30 (ที่ถูกเป็นวันที่ 29) พฤษภาคม 2546 ซึ่งให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในข้อ 2 ว่า แม้สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 จะไม่ได้กล่าวถึงตำแหน่งหน้าที่การงานของจำเลยที่ 1 แต่สัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็เป็นสัญญาที่เกี่ยวเนื่องกับสัญญาจ้างทดลองงานตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งระบุไว้ในข้อ 1 ว่า โจทก์ผู้ว่าจ้างตกลงรับจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างเข้าเป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขับรถ จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขับรถด้วย โจทก์เปลี่ยนตำแหน่งจำเลยที่ 1 เป็นพนักงานขายในภายหลังโดยมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นในขณะจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขายนั้น เห็นว่า แม้สัญญาจ้างทดลองงานเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จะระบุไว้ในข้อ 1 ว่า โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ แต่ข้อ 4 ก็ระบุว่า โจทก์มีสิทธิที่จะโยกย้าย แต่งตั้ง เปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่การงานของจำเลยที่ 1 ได้ตามสมควรและเหมาะสม จำเลยที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามสัญญาจ้างทดลองงานเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 จึงต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าว ทั้งสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 3 ทำไว้ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ยังระบุไว้ในข้อ 4 ด้วยว่าจำเลยที่ 3 ผู้ค้ำประกันยินยอมให้สัญญาค้ำประกันฉบับดังกล่าวคงอยู่ตลอดไปตราบที่จำเลยที่ 1 ยังทำงานอยู่กับโจทก์ การค้ำประกันของจำเลยที่ 3 จึงครอบคลุมถึงการทำงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งพนักงานขายที่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งในภายหลังด้วย จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานขาย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในข้อ 3 และข้อ 4 ซึ่งสรุปได้ว่า จำเลยที่ 3 ให้การไว้แล้วว่าสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โจทก์จะนำมาใช้เป็นหลักฐานในคดีไม่ได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาค้ำประกันดังกล่าวไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงรับฟังว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไม่ได้ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 3 จะให้การไว้ว่า สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ โจทก์ไม่อาจนำมาฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดได้ ทำให้คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ แต่ต่อมาในระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่าจำเลยที่ 3 แถลงรับว่า จำเลยที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 จริง โดยโจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาสำเร็จรูปที่โจทก์จัดทำขึ้นมาให้จำเลยที่ 3 กรอกข้อความลงในช่องว่าง ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จึงเป็นอันยุติตามคำแถลงรับของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จริง โจทก์จึงไม่ต้องนำสืบว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีก เพราะจำเลยที่ 3 ยอมรับแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องพิจารณาว่าโจทก์มีพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวมาแสดงหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า แม้สัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 จะมิได้ปิดอากรแสตมป์ก็ฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงถูกต้องแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ในข้อ 5 ว่า จำเลยที่ 3 ให้การว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะกำหนดค่าเสียหายไม่ตรงกับเอกสารท้ายฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเงิน 216,802.20 บาท พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ เห็นว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ข้อนี้เพียงแต่กล่าวว่าจำเลยที่ 3 ให้การไว้อย่างไร ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงและพิพากษาคดีอย่างไรเท่านั้น จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแชมป์ไทยเครื่องดื่ม จำกัด
จำเลย — นายไพฑูรย์ ชูเสน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8653/2547
#412241
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง เมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณหนักได้ ก็ไม่มีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 58, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 58, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี ฐานเสพมอร์ฟีน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยเสพมอร์ฟีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมด้วยกระบอกเข็มฉีดยา 1 อัน ซึ่งมีคราบเฮโรอีนติดอยู่เป็นของกลาง โดยข้อหาความผิดฐานเสพมอร์ฟีนเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องเมื่อข้อหาความผิดตามที่โจทก์ฟ้องมิใช่ข้อหาความผิดซึ่งกฎหมายบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เพราะมีโทษจำคุกขั้นต่ำ 1 ปี มิใช่โทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป จึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามคำรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยมีเฮโรอีนอยู่ในกระบอกเข็มฉีดยาของกลางไว้ในครอบครองจริง แม้เฮโรอีนดังกล่าวจะมีปริมาณจำนวนเล็กน้อยไม่สามารถชั่งหรือคำนวณน้ำหนักได้ ก็หามีกฎหมายยกเว้นว่าการมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในปริมาณดังกล่าวไม่เป็นความผิดไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยคดีในเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐานไว้หลายเรื่องแล้วตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2163/2530 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายธนัญจำเลยและคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2491/2531 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ นายวินัยจำเลย ดังนั้น จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอบตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่งพระราชาบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน และเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 นั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด สำหรับความผิดฐานเสพมอร์ฟีนนั้น บทกำหนดโทษตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดเช่นกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 1 ปี อีกกระทงหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว จำคุก 6 เดือน รวมกับโทษฐานเสพมอร์ฟีนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 เดือน เป็นจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายวรกร ทองอุไรหรือทองอุลัย
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สบโชค สุขารมณ์
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8651/2547
#412240
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นตามที่โจทก์ฟ้องจำนวน 69,840 บาท ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในค่าขาดประโยชน์รถยนต์ 36,000 บาท ค่าขาดราคา 60,000 และค่าติดตามรถคืน 1,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา ส่วนโจทก์มิได้อุทธรณ์ เท่ากับโจทก์เห็นด้วยกับค่าขาดประโยชน์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ค่าขาดประโยชน์ลดลงเหลือจำนวน 21,600 บาท โจทก์จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่าที่โจทก์ฟ้องจำนวน 69,840 บาทไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ในส่วนค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 36,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 14,400 บาท การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้สูงขึ้นเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหาย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงมิใช่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 31,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยมิได้พิพากษารวมค่าติดตามยึดรถคืนจำนวน 1,000 บาท เข้าไปด้วย ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้ง ทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไร้ผล ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้าไปจากโจทก์ในราคา 419,040 บาท ตกลงชำระค่าเช่าซื้องวดละเดือน รวม 36 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 6 งวด แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 7 เป็นต้นมา โจทก์ทวงถามและติดตามยึดรถยนต์คืนมาได้โดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 3,000 บาท และนำออกประมูลขายได้ราคา 236,363.64 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย คิดเป็นค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนเป็นเวลา 6 เดือน เป็นเงินจำนวน 69,840 บาท ค่าเช่าซื้อที่ยังขาดอยู่ 112,836 บาท และค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถยนต์คืน 3,000 บาท รวมเป็นเงิน 185,676 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 185,676 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 97,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 31,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 30 สิงหาคม 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับฎีกาโจทก์เฉพาะข้อ 3 โดยเห็นว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งโจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นตามที่โจทก์ฟ้องจำนวน 69,840 บาท ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดในค่าขาดประโยชน์รถยนต์ 36,000 บาท ค่าขาดราคา 60,000 บาท และค่าติดตามรถคืน 1,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เฉพาะค่าขาดประโยชน์และค่าขาดราคา ส่วนโจทก์มิได้อุทธรณ์ เท่ากับโจทก์เห็นด้วยกับค่าขาดประโยชน์ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ค่าขาดประโยชน์ลดลงเหลือจำนวน 21,600 บาท โจทก์จะฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยทังสองชำระค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นเท่าที่โจทก์ฟ้องจำนวน 69,840 บาทไม่ได้ โจทก์คงมีสิทธิฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้ในส่วนค่าขาดประโยชน์เพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 36,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษามา ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 14,400 บาท การที่โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกากำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้สูงขึ้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหาย เป็นฎีกาในข้อเท็จจริงมิใช่ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 31,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมิได้พิพากษารวมค่าติดตามยึดรถคืนจำนวน 1,000 บาท เข้าไปด้วย ซึ่งค่าเสียหายในส่วนนี้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์โต้แย้งทำให้คำพิพากษาและคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้ไร้ผล ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 32,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 247 ม. 248
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายชาคริต ประวรรณมาตา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8649/2547
#113123
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ซึ่งหมายความว่า ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละช่วงตลอดเวลา หาใช่คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวตลอดไปจนครบ 12 เดือนไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้วหากในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงก็จะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันของคู่ความทั้งสองฝ่ายในส่วนต่างของดอกเบี้ยในอัตราที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ถูกเวนคืน ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 2,250,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินนับถัดจากวันฟ้องต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 1 ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ไม่ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลฎีกา

จำเลยทั้งสี่ยื่นคำคัดค้านว่า ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามคำพิพากษาศาลฎีกาแล้ว

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ตามปกติดอกเบี้ยเงินฝากประจำที่คู่ความแสดงต่อศาลในสำนวนประเภท 12 เดือน เป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของธนาคารออมสิน การคิดดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลฎีกาจะต้องดูว่า ณ วันที่ 6 เมษายน 2538 (ถัดจากวันฟ้อง) อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของธนาคารออมสินเท่าไร แล้วคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจนครบ 12 เดือน ซึ่งตรงตามตารางการคิดดอกเบี้ยของจำเลยทั้งสี่ การคิดดอกเบี้ยของจำเลยทั้งสี่ชอบแล้ว ให้ยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 ค่าคำร้องให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 มีว่า ที่ศาลล่างทั้งสองคิดดอกเบี้ยในคดีนี้โดยใช้อัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน ในวันเริ่มต้นคิดดอกเบี้ยจนครบ 12 เดือน นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 ในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ซึ่งหมายความว่า ต้องคิดดอกเบี้ยตามอัตราดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงในแต่ละช่วงตลอดเวลา หาใช่คิดดอกเบี้ยในอัตราเดียวจนครบ 12 เดือน ไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงก็จะมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันของคู่ความทั้งสองฝ่ายในส่วนต่างของดอกเบี้ยในอัตราที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง ดังนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ 1 ใหม่ โดยให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำ (ซึ่งไม่ใช่เงินฝากประจำรายเดือนยกเว้นภาษี) ของธนาคารออมสินโดยปรับเปลี่ยนไปตามประกาศของธนาคารออมสินซึ่งมีผลใช้บังคับในแค่ช่วงที่คิดดอกเบี้ยจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 26 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวแก้วตา เสถียรถิระกุล กับพวก
จำเลย — การทางพิเศษแห่งประเทศไทย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประโลม คเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญส่ง กุลบุปผา
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8648/2547
#113102
เปิดฉบับเต็ม

คดีของจำเลยทั้งสองต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะฎีกาในปัญหาดังกล่าวจะต้องให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาต หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฯลฯ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ขั้นตอนในการปฏิบัติดังกล่าว ป.วิ.อ. มิได้บัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ตามคำร้องคงเพียงขอเฉพาะผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยระบุชื่อให้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนี้ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ส่วนการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนหนึ่งที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง หามีผลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนนั้นเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดทั้งมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 66 , 67 ป.อ. มาตรา 83 คืนธนบัตรจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน คืนธนบัตรจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี 4 เดือน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่น่าเชื่อถือ เมทแอมเฟตามีนและธนบัตรของกลางในคดีนี้ไม่น่าเชื่อว่าตรวจค้นได้จากจำเลยทั้งสอง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นดังกล่าว มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะใน ป.วิ.อ. จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 15 กล่าวคือ จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ตามคำร้องคงเพียงขอเฉพาะผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยระบุชื่อให้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนี้ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ส่วนการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนหนึ่งที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง จึงหามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 อันจะส่งผลตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนนั้นเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดทั้งมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายอิ่น แก้วทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายนำพล พุทธสังฆ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8648/2547
#411956
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น ขอเฉพาะผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยระบุชื่อให้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ส่วนการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนหนึ่งที่ลงชื่อในคำพิพากษามีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง หามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 อันจะส่งผลตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะไม่ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนนั้นเป็นผู้อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดทั้งไม่ได้ผ่านหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคท้าย ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่บัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 คืนธนบัตรจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยทั้งสองให้การให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือน คืนธนบัตรจำนวน 240 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าพนักงาน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี 4 เดือน จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสองฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่น่าเชื่อถือเมทแอมเฟตามีนและธนบัตรของกลางในคดีนี้ไม่น่าเชื่อว่าตรวจค้นได้จากจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้จำเลยฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสิ้นนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งขั้นตอนในการที่จะปฏิบัติเข้าข้อยกเว้นให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามบทบัญญัติมาตรานี้ มิได้มีบัญญัติวางหลักเกณฑ์ไว้โดยเฉพาะในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคท้าย มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 กล่าวคือ หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะได้สิทธิจากข้อยกเว้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ดังกล่าว จำเลยทั้งสองก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ คือ จำเลยทั้งสองต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้จำลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีปรากฏว่า ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งจำเลยทั้งสองยื่นพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น คงเพียงขอเฉพาะผู้พิพากษาสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยระบุชื่อให้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยมิได้ระบุถึงผู้พิพากษาคนอื่นที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนี้ เมื่อผู้พิพากษาทั้งสองคนที่ลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยทั้งสอง ส่วนการที่ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนหนึ่งที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยลำพัง จึงหามีผลให้เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 อันจะส่งผลตามกฎหมายให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ไม่ เพราะมิได้ต้องด้วยความประสงค์ของจำเลยทั้งสองในการที่จะขอให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คนนั้นเป็นผู้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตลอดทั้งมิได้ผ่านหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคท้าย
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
จำเลย — นายอิ่น แก้วทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547
#113085
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นข้อพิพาท 4 ประเด็น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ประเด็นที่ 2 เพียงประเด็นเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ 2 เพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปีกับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินกว่า 5 ปี จากจำเลยหรือไม่ โดยมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นข้ออื่น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 และย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาใหม่ นั้น ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี หรือไม่ 3. โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่ และ 4. จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า โจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยจากจำเลยแล้ว เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม จึงไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 745 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี ได้ โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว และสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาด ฉะนั้น ถ้านำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เงินยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยไม่ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืม และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่กู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2541) ต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากเงินได้สุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตัดสินให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึง ที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์ถึงทั้งสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงว่า ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ และการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป คงต้องการให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่เพียงข้อเดียว อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 142 ม. 183 ม. 245 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแฉล้ม พุกดี
จำเลย — นายอำนวย เผือกบางนา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายสุขุม นามวิเศษ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8645/2547
#412235
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีประเด็นข้อพิพาท 4 ประเด็น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์เกี่ยวกับสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ประเด็นที่ 2 เพียงประเด็นเดียว นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นที่ 2 เพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,740,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไปเป็นเวลาห้าปี กับนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองหรือไม่ 2. โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปี หรือไม่ 3. โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วหรือไม่ และ 4. จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยจากจำเลยแล้วเมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมจึงไม่อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยเกิน 5 ปีได้ โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยโดยชอบแล้วและสัญญาจำนองไม่มีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองจะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่ขาด ฉะนั้น ถ้านำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดได้เงินสุทธิน้อยกว่าจำนวนหนี้ที่ค้างชำระ เงินยังขาดอยู่เท่าใดจำเลยไม่ต้องรับผิด พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,200,000 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินตามสัญญากู้ยืม และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่กู้ยืมเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 30 มีนาคม 2541) ต้องไม่เกิน 1,540,000 บาท หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากเงินได้สุทธิไม่พอชำระหนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด คำพิพากษาดังกล่าวเป็นการตัดสินให้จำเลยแพ้ในประเด็นที่ 1 ถึงที่ 3 และชนะในประเด็นที่ 4 จำเลยอุทธรณ์โดยบรรยายฟ้องอุทธรณ์ถึงทั้งสามประเด็นที่แพ้ แต่มีคำขอท้ายอุทธรณ์เพียงว่าขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยเป็นเวลาเพียง 5 ปี นับแต่วันฟ้องย้อนหลังขึ้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยไม่ประสงค์ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นจำเลยผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ และการบอกกล่าวบังคับจำนองชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป คงต้องการให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยแต่เพียงข้อเดียว อุทธรณ์ของจำเลยเป็นคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 ซึ่งมาตรา 142 ประกอบมาตรา 246 ห้ามมิให้ศาลพิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในประเด็นเรื่องดอกเบี้ยเพียงข้อเดียว โดยมิได้วินิจฉัยประเด็นข้ออื่นจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 142 ม. 183 ม. 245 ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแฉล้ม พุกดี
จำเลย — นายอำนวย เผือกบางนา
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8617/2547
#412349
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ดังนี้ เงินของกลางจำนวน 200 บาท จึงไม่อาจเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาโดยการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่าย กรณีจึงไม่อาจริบเงินของกลางดังกล่าวได้ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 135 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และวันเดียวกันนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เสพเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายและธนบัตรฉบับต่าง ๆ เป็นเงิน 200 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 83 และ 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง และ 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี และฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57 และ 91 จำคุก 1ปีและปรับ 10,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิจารณาถึงความผิดแล้วไม่ร้ายแรงมากนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดีไม่หันกลับไปเสพยาเสพติดให้โทษอีกจึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินของกลาง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การเข้าจับของเจ้าพนักงานตำรวจสืบเนื่องมาจากการสืบทราบว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีการมั่วสุมเสพยาเสพติดให้โทษ ขณะเข้าไปซุ่มดูก่อนจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์และสิบตำรวจโทวีระพนธ์พบเห็นแต่เพียงว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เสพยาเสพติดให้โทษกันอยู่ โดยไม่มีข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 จำหน่ายยาเสพติดให้โทษแก่ผู้ใดบ้าง และขณะเข้าทำการจับกุมจำเลยทั้งสองอยู่ในอาการเมายาเสพติดให้โทษ หลังจากจับจำเลยทั้งสองแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจก็ส่งตัวจำเลยทั้งสองไปตรวจหาสารเสพติดซึ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1 น่าจะเป็นเพียงผู้มามั่วสุมเสพยาเสพติดให้โทษเท่านั้น สิบตำรวจโทวีระพนธ์ก็เบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า ขณะเข้าทำการจับกุมพบอุปกรณ์การเสพยาบ้าที่สิบตำรวจโทวีระพันธ์เบิกความว่าขณะซุ่มดูอยู่พบเห็นชาย 2 คน เดินเข้าไปหากลุ่มของจำเลยทั้งสองและส่งสิ่งของให้แก่กัน ก็ไม่ได้ความชัดว่าส่งอะไรแก่กัน ทั้งมิได้จับชาย 2 คนดังกล่าว ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์จับนายสรายุทธ ในภายหลังและเบิกความตอบโจทก์ว่า ได้สอบถามนายสรายุทธแล้วได้ความว่านายสรายุทธจะมาซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 แต่กลับเบิกความตอบทนายความจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าพยานไม่ได้สอบข้อเท็จจริงว่านายสรายุทธซื้อเมทแอมเฟตามีนจากผู้ใดไว้เป็นหลักฐาน นายสรายุทธก็มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า พยานไม่เคยซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ร้อยตำรวจเอกชัยรัตน์พยานโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านเจือสมกับข้อนำสืบต่อสู้ของจำเลยที่ 1 ว่าช่วงเวลาที่พยานโจทก์เข้าทำการจับกุมจำเลยทั้งสอง มีชายคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ที่คันสวนอีกฝั่งหนึ่งของสะพานข้ามร่องสวนใกล้เพิงพักที่เกิดเหตุได้วิ่งหนีไปซึ่งชายคนดังกล่าวเป็นบุคคลที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าเป็นผู้ขายเมทแอมเฟตามีนซึ่งบอกให้ผู้ซื้อไปหยิบเมทแอมเฟตามีนเอาเองที่เพิงพักที่เกิดเหตุ แล้ววางเงินไว้ที่เพิงพักนั้น ชายคนขายก็จะเข้ามาเก็บเงินไป ซึ่งมีเหตุผลที่เป็นไปได้ดังจำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ ทั้งจำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธตลอดมาในความผิดฐานนี้ โดยรับสารภาพเฉพาะความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ยังมีเหตุให้สงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นพยานหลักฐานของโจทก์คงรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามสำนวนว่าขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุเพียง 19 ปีเศษ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนสภาพความผิดที่จำเลยที่ 1 กระทำดังกล่าวไม่ร้ายแรงมากนัก เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 กลับตนเป็นพลเมืองดีไม่หันกลับไปเสพยาเสพติดให้โทษอีก จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 2 ปี

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ริบเงินจำนวน 200 บาท ที่จำเลยทั้งสองได้มาจากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้นปรากฏว่าโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมายดังนี้ เงินจำนวน 200 บาท ของกลางดังกล่าวจึงไม่อาจเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยทั้งสองได้มาโดยการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่ายตามที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ได้ ทั้งโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบเงินจำนวนดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33 (2) ด้วย กรณีจึงไม่อาจริบเงินของกลางดังกล่าวได้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาในปัญหานี้แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สำหรับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน 6 เดือน ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้ยกคำขอให้ริบเงินของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายเอกชัย ใจตรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8616/2547
#412230
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ให้การและนำสืบรับสารภาพความผิดตามฟ้องจนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังตามคำรับสารภาพ ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี มิได้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตอันจะทำให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 245 วรรคสอง แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 33 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้คนละ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกันจับกุมจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 19,800 บาท น้ำหนัก 1,724.200 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 538.248 กรัม กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย 2 เครื่อง เป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การและนำสืบรับสารภาพความผิดตามฟ้องจนศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว การที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงเป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นรับฟังตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ถือเป็นอุทธรณ์ในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ในเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี มิได้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต อันจะทำให้ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงให้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง เช่นนี้ แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวให้ก็เป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ จึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในชั้นอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายพิทักษ์กับนายก้องเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นประจักษ์พยานได้ความว่า นายพิทักษ์ทราบมาจากสายลับว่า มีหญิง 3 คน คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเกี่ยวพันเป็นญาติพี่น้องกัน พักอาศัยอยู่ที่ซอยสวนเงินมีพฤติการณ์จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานครจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและติดตามดูพฤติการณ์ ต่อมาในวันเกิดเหตุเวลา 13 นาฬิกา นายพิทักษ์ได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยทั้งสามดังกล่าวนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ลูกค้าที่บริเวณลานจอดรถสวนสยาม จึงวางแผนจับกุมโดยมีเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. กับเจ้าพนักงานตำรวจน้ำรวม 12 คน พากันไปซุ่มที่ลานจอดรถสวนสยามจนเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ก็พบจำเลยที่ 3 มายืนพูดโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่บริเวณลานจอดรถด้านใน เหมือนรอใครอยู่ ครั้นเวลาประมาณ 16 นาฬิกา มีรถแท็กซี่แล่นเข้ามา 1 คัน ผู้โดยสารในรถ คือ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่างลงจากรถเดินเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ส่งถุงพลาสติกสีฟ้าซึ่งรับมาจากจำเลยที่ 2 ขณะลงจากรถแท็กซี่ให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วจำเลยทั้งสี่ยืนพูดคุยกันลักษณะกำลังรอบุคคลอื่นตามนัดหมาย นายพิทักษ์เห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวอีก จึงสั่งให้นายก้องกับพวกแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนในถุงพลาสติกดังกล่าวจำนวน 99 ถุง ถุงละ 200 เม็ด รวม 19,800 เม็ด กับพบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกียที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 เครื่อง จึงยึดไว้เป็นของกลาง เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองเบิกความสอดคล้องตรงกันในพฤติกรรมต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ขณะมีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีน และร่วมตรวจค้นยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้ตรงที่เกิดเหตุ เชื่อว่า รู้เห็นเหตุการณ์อยู่ด้วยกันและเบิกความไปตามที่รู้เห็นจริง คำเบิกความจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ซึ่งเมื่อถูกแจ้งข้อหาและจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็ให้การรับสารภาพ รวมทั้งเขียนคำรับสารภาพมอบให้แก่เจ้าพนักงานผู้จับกุมเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 และบันทึกคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.2 จ.3 และ จ.4 นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจโทนพพรพนักงานสอบสวนเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเช่นเดียวกับจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.11 จ.12 และ จ.13 ร้อยตำรวจโทนพพรไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความและทำบันทึกคำให้การเป็นเท็จเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 1 และที่ 3 พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง และสำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางนั้นแม้โจทก์จะไม่มีประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ใช้ในการติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างให้การไว้ในชั้นสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.12 และ จ.13 ว่ามีไว้ใช้ติดต่อกับลูกค้าในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ดังวินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพความผิดต่อพนักงานสอบสวน กรณีจึงไม่มีเหตุผลที่พนักงานสอบสวนจะบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนให้ผิดไปจากที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 เต็มใจให้การ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางติดต่อลูกค้าในการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 และมีคำสั่งริบโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 2 เครื่อง ของกลาง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วยหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 4 ได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 4 ร่วมนั่งรถแท็กซี่มากับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันเกิดเหตุแล้วมีพิรุธทำท่าจะเดินหนีแยกออกจากกลุ่มจำเลยอื่นขณะเจ้าพนักงานแสดงตัวเข้าตรวจค้นและจับกุม โดยตามทางสืบสวนก่อนวันเกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีจำเลยที่ 4 ร่วมเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทั้งจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ให้การรับสารภาพก็ไม่ได้ให้การถึงจำเลยที่ 4 ว่า มีพฤติการณ์เกี่ยวพันอย่างใดในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ประกอบกับจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธตั้งแต่ชั้นจับกุมตลอดมาจนถึงชั้นพิจารณาเช่นนี้ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 4 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 245 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
จำเลย — นางดลพรหรือแก้ว มูลหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8611/2547
#412004
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยร่วมกับพวกปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าว แจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ และแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรใหม่ ล้วนแล้วแต่มีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวคือเพื่อขอให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนใหม่จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้หรือแสดงบัตรประจำตัวประชาชนปลอมตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้จำเลยมิได้ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีกหนึ่งคนที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสาราชการที่ออกโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย บัตรเลขหมาย 3180400139450 ขึ้นทั้งฉบับ จำนวน 1 ฉบับ โดยนำภาพถ่ายของนางสุ่ม สีมาราด บุคคลผู้มีสัญชาติลาว มาถ่ายอัดลงในแบบพิมพ์บัตรประจำตัวประชาชน บัตรเลขหมายดังกล่าวใส่ชื่อในบัตรประจำตัวประชาชนว่า ชื่อตัว นางสาวศิริภัทรา ชื่อสกุล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา อยู่เลขที่ 148 หมู่ที่ 2 ตำบลหาดอาษา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท และลงลายมือชื่อเจ้าพนักงานผู้ออกบัตรปลอม ประทับตรากระทรวงมหาดไทยปลอมลงในช่องบัตร กับระบุวันออกบัตรว่า 19 มกราคม 2542 บัตรหมดอายุ 18 มกราคม 2548 ไว้ด้านหน้าบัตร ซึ่งความจริงแล้วบัตรประจำตัวประชาชนเลขหมายดังกล่าวฉบับที่แท้จริงนั้น กระทรวงมหาดไทยได้ออกให้แก่นางสาวศิริภัทรา เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา อยู่เลขที่ 239/6 ตรอกหอพักหญิง 6 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นเอกสารราชการที่แท้จริงโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางสาวศิริภัทรา กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และประชาชน ภายหลังจากที่จำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยกับพวกร่วมกันนำบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการปลอมดังกล่าวไปใช้ยื่นแสดงต่อนางอุมา คุขุนทด ผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ผู้มีหน้าที่รับแจ้งการย้ายเข้าและย้ายออก และเพิ่มชื่อใหม่แก่ประชาชนลงในรายการทะเบียนบ้านที่อยู่ในเขตสำนักทะเบียนอำเภอโนนไทยตามกฎหมาย โดยจำเลยกับพวกร่วมกันนำเอาความเท็จแจ้งต่อนางอุมาว่า นางส่มเป็นเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนเลขหมาย 31804 00139 450 ที่ระบุชื่อนางสาวศิริภัทรา และประสงค์จะขอย้ายภูมิลำเนาทะเบียนบ้านปลายทางจากเลขที่ 239/6 ตรอกหอพักหญิง 6 ถนนห้วยแก้ว ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ไปเข้าทะเบียนบ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 6 ตำบลค้างพลู อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา และให้เพิ่มชื่อนางสาวศิริภัทราลงในทะเบียนบ้านเลขที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นเอกสารราชการและเป็นเอกสารทะเบียนราษฎรที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานอันเป็นความเท็จ จนทำให้นางอุมาหลงเชื่อว่านางส่มเป็นบุคคลเดียวกับนางสาวศิริภัทราและเป็นเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนที่ระบุชื่อนางสาวศิริภัทรา จึงได้เพิ่มชื่อนางสาวศิริภัทราลงในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ ซึ่งการกระทำของจำเลยกับพวกเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะทำให้นางสาวศิริภัทรา นางอุมา สำนักทะเบียนอำเภอโนนไทย กรมการปกครอง ผู้อื่นและประชาชนได้รับความเสียหาย และจำเลยกับพวกร่วมกันนำบัตรประจำตัวประชาชนซึ่งเป็นเอกสารราชการที่จำเลยกับพวกได้ทำปลอมขึ้นและนำรายการทะเบียนบ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 6 ตำบลค้างพลู อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา ที่มีชื่อนางสาวศิริภัทราซึ่งจำเลยกับพวกแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จไปใช้เป็นพยานหลักฐานยื่นแสดงต่อนางอุมาผู้ช่วยนายทะเบียนอำเภอโนนไทยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานผู้ที่มีหน้าที่ออกบัตรประจำตัวประชาชนหลงเชื่อว่านางสาวศิริภัทราเป็นเจ้าของบัตรประจำตัวประชาชนและเป็นบุคคลตามรายการทะเบียนบ้าน ประสงค์ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่เนื่องจากย้ายที่อยู่ใหม่ซึ่งเป็นความเท็จ เป็นเหตุให้นางอุมาหลงเชื่อจึงได้ทำบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ระบุชื่อนางสาวศิริภัทราให้จำเลยกับพวก ซึ่งการกระทำดังกล่าวของจำเลยกับพวกเป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะทำให้นางสาวศิริภัทรา นางอุมา กรมการปกครอง และผู้อื่นได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 264, 267, 268 พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร (ที่ถูกพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร) พ.ศ.2534 มาตรา 50 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 ทวิ, 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 267, 268 พระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 (ที่ถูกพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) (2) และ (3) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามฟ้อง ข้อ ก, ข และ ค เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทระหว่างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และมาตรา 268 วรรคแรก กับพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) และ (3) ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ลงโทษตามมาตรา 14 วรรคสอง ความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านตามฟ้องในข้อ ข เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทระหว่างพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร (ที่ถูกพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 และ 268 วรรคแรก ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร (ที่ถูกพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนความผิดฐานแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ตามฟ้อง ข้อ ค ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (1) ฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จำคุก 1 ปี ฐานใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน จำคุก 6 เดือน และฐานแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอม จำคุก 6 เดือน ฐานใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้าน จำคุก 3 เดือน ฐานแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่ จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 12 เดือน พิเคราะห์การกระทำของจำเลยแล้วเป็นการกระทำที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวมและอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศได้ จึงไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษให้แก่จำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยร่วมกับพวกปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ และแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนใหม่โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ลักษณะของการกระทำเป็นไปโดยไม่นำพาต่อกฎหมายบ้านเมือง ผิดปกติวิสัยของสุจริตชน ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการจัดเก็บข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎรของทางราชการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ อันเป็นความเสียหายโดยตรงในทางสาธารณะ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังแต่จำเลยอ้างมูลเหตุชักจูงใจในการกระทำความผิดว่าเป็นไปโดยต้องการช่วยเหลือภริยานอกกฎหมายของตนผู้ไม่มีสัญชาติไทยให้มีบัตรประจำตัวประชาชนเพื่อสามารถใช้ชีวิตร่วมกันตลอดไป ยังไม่เพียงพอที่จะเห็นเป็นการสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวด้วยการรอการลงโทษจำคุกและกำหนดมาตรการในการคุมประพฤติแก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รอการลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามการที่จำเลยร่วมกับพวกปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ ใช้บัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างหนึ่งอย่างใดในทะเบียนบ้านโดยมิชอบ และแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรใหม่ก็ล้วนแล้วแต่มีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวคือเพื่อขอให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนใหม่เท่านั้น จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานใช้หรือแสดงบัตรประจำตัวประชาชนปลอมตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและปรับบทลงโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (3) ประกอบ 14 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายเอกชัย ไมสันเทียะ
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8609/2547
#412227
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกษม หาใช่พนักงานองค์การตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 100 ไม่ หากแต่จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น อันต้องด้วยบทบัญญัติในมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามมาตรา 100 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ แต่ยังคงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2522 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนและรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแต่กระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 18 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 54 ปี และปรับ 2,700,000 บาท จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพหลังจากสืบพยานโจทก์ไปเกือบหมดแล้วจึงลดโทษให้เพียงหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 36 ปี และปรับ 1,800,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 12 ปี ปรับคนละ 600,000 บาท ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ที่โจทก์ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า รถจักรยานยนต์ดังกล่าวเป็นเพียงยานพาหานะที่จำเลยทั้งสามใช้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 (1) และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 จึงไม่อาจริบได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 48 ปี และปรับ 360,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 16 ปี ปรับคนละ 120,000 บาท ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 32 ปี ปรับ 240,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 จำคุกคนละ 10 ปี 8 เดือน ปรับคนละ 80,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกคำขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานองค์การซึ่งจะต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 บัญญัติว่า "กรรมการและพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือข้าราชการ หรือพนักงานองค์การหรือหน่วยงานของรัฐผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้าหรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้โทษอันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้หรือร่วมมือสนับสนุนในการกระทำความผิดดังกล่าวไม่ว่าโดยตรงหรือทางอ้อม ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกษม อำเภอทุ่งศรีอดม จังหวัดอุบลราชธานี จึงหาใช่พนักงานองค์การตามบทบัญญัติดังกล่าวไม่ หากแต่จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น อันต้องด้วยบทบัญญัติในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ซึ่งบัญญัติว่า "กรรมการหรืออนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล หรือสภาท้องถิ่นอื่น ข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจผู้ใดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือกระทำความผิดตามมาตรา 42 ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แต่ยังคงปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 เป็นสามเท่าตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งสามเบาไปนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นไม่ปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 และกำหนดโทษจำเลยทั้งสามเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี จึงเป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย ทั้งยังคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามเกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ดังกล่าวเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แต่อย่างไรก็ดีเมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ในส่วนที่เกี่ยวกับโทษปรับว่ามีความเหมาะสมเพียงใด เห็นว่า ขณะจำเลยทั้งสามกระทำความผิด ยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษที่มีโทษจำคุกและปรับ ให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอ ดังนั้น ในกรณีของจำเลยทั้งสามเมื่อลงโทษจำคุกแล้วไม่สมควรลงโทษปรับด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยทั้งสามด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับจำเลยทั้งสาม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายสมชาย หวังลาภ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2547
#113207
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้าอัตโนมัติซึ่งผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ 10 บาท แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา จากนั้นจึงจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา หากค้นได้ถือว่าผู้เล่นเป็นผู้ชนะได้ตุ๊กตามีมูลค่ามากกว่าเงินที่ต้องเสียไป เป็นแรงจูงใจให้เข้าเล่น หากคีบไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้จะได้เพียงคูปองไปใช้แลกสิ่งของซึ่งมีมูลค่าไม่เกินราคาเหรียญที่หยอด ดังนั้น ถึงแม้จะเล่นคนเดียวก็สามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง เพราะหากผู้เล่นชนะก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเครื่องเล่น โดยสภาพเครื่องเล่นจึงมิใช่เป็นการให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่นเท่านั้น จึงเข้าลักษณะเป็นเครื่องเล่นตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2530) ออกตามความในพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 อันเป็นการเล่นพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 28

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องเล่นและได้ประโยชน์จากเงินที่ผู้เล่นใช้หยอดใส่ลงในเครื่องเล่นของกลางก่อนลงมือเล่น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าวขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน

จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าเล่นจะมีความผิดต่อเมื่อทราบว่าเครื่องเล่นของกลางไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นขึ้น เครื่องเล่นของกลางตั้งอยู่ในห้าสรรพสินค้าโดยเปิดเผย บุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าสามารถเข้าเล่นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องเล่นของกลาง จำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติ 1 เครื่อง และคูปองแลกรางวัล 1 ใบ ซึ่งเป็นเครื่องมือและทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 , 5 , 6 , 10 , 12 ป.อ. มาตรา 83 , 33 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้าอัตโนมัติ ผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ 10 บาท แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา จากนั้นจึงจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา ซึ่งมีเวลาให้เพียง 45 วินาที หากคีบตุ๊กตาได้ผู้เล่นก็จะได้ตุ๊กตาตัวที่คีบได้ไปเป็นของตน เมื่อพิจารณาตุ๊กตาในตู้เครื่องเล่นของกลางตามภาพถ่ายหมาย จ. 4 แล้วเชื่อว่ามีมูลค่าเกินกว่าตัวละ 10 บาท หากผู้เล่นคีบได้ก็ต้องถือว่าผู้เล่นเป็นผู้ชนะได้ตุ๊กตามูลค่ามากกว่า 10 บาท ของจำเลยที่ 2 ไป ผู้เข้าเล่นจึงน่าจะเข้าเล่นเพราะต้องการได้ตุ๊กตาซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 10 บาท เป็นแรงจูงใจให้เข้าเล่น หากคีบไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้จะได้เพียงคูปองไปใช้แลกปากกา ดินสอ ยางลบ และไม้บรรทัด ตามที่จำเลยที่ 2 จะจัดไว้ให้เลือก ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 10 บาท หากไม่แลกก็สามารถเก็บสะสมคูปองให้ครบ 10 ใบ เพื่อแลกตุ๊กตาตัวใหญ่ 1 ตัวได้ เครื่องเล่นดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเครื่องเล่นซึ่งใช้พลังไฟฟ้าโดยวิธีสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน ยิง โยก หมุน หรือวิธีอื่นใดซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ก็ตาม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2530) ออกตามความใน พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 อันเป็นการเล่นพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 28 เพราะแม้เครื่องเล่นดังกล่าวจะสามารถเล่นคนเดียวได้ แต่ก็สามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง หากผู้เล่นชนะก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเครื่องเล่น โดยสภาพของเครื่องเล่นดังกล่าวจึงมิใช่เป็นการให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่นเท่านั้น เมื่อตามมาตรา 4 วรรคสอง ของ พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 ระบุว่าจะจัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นทางนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ผู้จัดโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้ต่อเมื่อรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตเห็นสมควรและออกใบอนุญาตให้ หรือมีกฎกระทรวงอนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องเล่นและได้ประโยชน์จากเงินที่ผู้เล่นใช้หยอดใส่ลงในเครื่องเล่นของกลางก่อนลงมือเล่น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าวขึ้นเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เข้าเล่นนั้น หากจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องเล่นพนันดังกล่าวขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีความผิด จำเลยที่ 1 จะมีความผิดต่อเมื่อทราบว่าเครื่องเล่นของกลางดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นขึ้น การที่เครื่องเล่นของกลางตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าโดยเปิดเผย บุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าสามารถเข้าเล่นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง , 12 (2) จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 วรรคสอง ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงราชบุรี
จำเลย — นายธีระพัฒน์ สามชูศรี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงราชบุรี — นางอัจฉรา สุระคำแหง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเฉลิมศักดิ์ ภัทรสุมันต์
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8591/2547
#113270
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 12 ไม่ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ การที่จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมบ้านกับโจทก์เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ก่อน พ.ร.บ. ดังกล่าว และ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง มีผลใช้บังคับ จึงนำ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและ ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง ที่ให้สิทธิแก่ผู้ขายฝากไถ่ทรัพย์ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบห้าต่อปีมาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ เมื่อสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมบ้านระบุราคาขายฝากไว้จำนวน 310,000 บาท การที่จำเลยอ้างตนเองและบุคคลอื่นสืบเป็นพยานเพื่อแสดงถึงราคาขายฝากที่แท้จริงว่ามีราคาเพียง 200,000 บาท เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) จึงต้องฟังว่าคู่สัญญากำหนดสินไถ่ไว้เป็นเงิน 310,000 บาท แต่จำเลยขอไถ่ในราคา 230,000 บาท อันเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ที่ไม่ถูกต้องตามมูลหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่ชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินพร้อมบ้าน 1 หลัง แก่โจทก์ในราคา 310,000 บาท มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันทำสัญญาและเมื่อครบกำหนดเวลาขายฝาก จำเลยไม่ได้ไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากและไม่ยอมส่งมอบทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ ทั้งในระหว่างอายุสัญญาจำเลยยังนำบ้านที่ขายฝากไปให้บุคคลอื่นเช่าในอัตราเดือนละ 2,000 บาท แล้วเก็บค่าเช่าไว้เองเป็นการผิดข้อตกลงโดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยยุติการนำบ้านที่ขายฝากไปให้บุคคลอื่นเช่าและส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านที่ขายฝากให้แก่โจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจากการนำบ้านที่ขายฝากไปให้บุคคลอื่นเช่าแก่โจทก์เป็นเงิน 38,000 บาท และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือน เดือนละ 2,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายฝากให้แก่โจทก์.

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินและบ้านตามฟ้องให้แก่โจทก์จริง แต่ทำสัญญาขายฝากเป็นเงินจำนวนเพียง 200,000 บาท ส่วนที่สัญญาขายฝากระบุจำนวนเงิน 310,000 บาท เนื่องจากโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี รวมเข้าไปด้วย ทั้งสัญญาขายฝากก็มีข้อความที่ไม่สมบูรณ์เพราะไม่ได้กำหนดราคาสินไถ่ไว้ นอกจากนี้ก่อนครบอายุสัญญาขายฝากจำเลยไปติดต่อขอไถ่ทรัพย์สิน แต่โจทก์กำหนดราคาสินไถ่เป็นเงิน 600,000 บาท ทำให้จำเลยไม่อาจไถ่คืนได้ จำเลยไม่เคยนำบ้านที่ขายฝากไปให้บุคคลอื่นเช่าตามที่โจทก์ฟ้องและจำเลยยังประสงค์ที่จะไถ่ทรัพย์สินคืน ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาบังคับโจทก์ให้ยินยอมให้จำเลยไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากคืนตามราคาสินไถ่ที่ศาลเป็นผู้กำหนด หากโจทก์ไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาขายฝากเป็นเงินจำนวน 310,000 หากจำเลยต้องการไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากคืนก็ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ส่วนที่โจทก์กำหนดราคาทรัพย์สินเป็นเงิน 600,000 บาท เป็นกรณีที่จำเลยขอซื้อทรัพย์สินซึ่งขายฝากคืนจากโจทก์หลังครบอายุสัญญาขายฝากแล้ว และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยทำละเมิดนำบ้านที่ขายฝากไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบที่ดินพร้อมบ้านพิพาทอันเป็นทรัพย์สินซึ่งขายฝากให้แก่โจทก์ในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนที่ฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นที่ยุติว่าเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 จำเลยทำสัญญาขายฝากที่ดินตาม น.ส. 3 ก. เลขที่ 820 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร พร้อมบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวกับโจทก์โดยระบุราคาขายฝากไว้ 310,000 บาท มีกำหนดเวลาไถ่ทรัพย์ 1 ปี มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากไว้กับโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยทำสัญญาขายฝากในราคา 200,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน คิดเป็นดอกเบี้ย 120,000 บาท รวมเป็นเงิน 320,000 บาท แต่ระบุไว้ในสัญญาขายฝากเพียง 310,000 บาท โดยหักเป็นค่าดอกเบี้ยล่วงหน้า 10,000 บาท ต่อมาก่อนครบกำหนดสัญญาขายฝากประมาณ 10 กว่าวัน จำเลยไปติดต่อขอไถ่ในราคา 230,000 บาท แต่โจทก์จะให้ไถ่ในราคา 310,000 จำเลยจึงไม่ได้ไถ่คืน เห็นว่าตามสัญญาขายฝากไม่ได้กำหนดสินไถ่กันไว้เท่าใด คงระบุราคาที่ขายฝากไว้ 310,000 บาท จึงต้องถือว่าคู่สัญญาตกลงกำหนดสินไถ่กันโดยปริยายว่าให้ไถ่กันในราคา 310,000 บาท ตาม ป.พ.พ. มาตรา 499 (เดิม) ส่วนที่จำเลยอ้างว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเพียง 200,000 บาท โจทก์นำดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดรวมเข้าด้วยแล้วระบุไว้ในสัญญาว่าขายฝากกัน 310,000 บาท สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริง เป็นการไม่ชอบเพราะ พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 4 (6) มิให้ผู้ซื้อฝากคิดดอกเบี้ยจากผู้ขายฝากเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้ไม่เกิน 30,000 บาท เมื่อรวมราคาขายปกติแล้ว จำเลยมีสิทธิไถ่ได้ในราคา 230,000 บาทนั้น เห็นว่า พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 2 บัญญัติให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งได้ลงประกาศวันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 แต่จำเลยทำสัญญาขายฝากเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ก่อน พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มีผลใช้บังคับและมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ. นี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมหรือสัญญาที่ทำขึ้นก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ จึงนำมาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ที่แก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง มีผลใช้บังคับนับถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งประกาศวันที่ 9 เมษายน 2541 ภายหลังจากวันที่จำเลยทำสัญญาขายฝากและมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้มิให้บทบัญญัติมาตรา 499 วรรคสอง ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับแก่สัญญาขายฝากที่ได้ทำไว้ก่อนวันที่ พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับ จึงนำ ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง ที่ให้สิทธิแก่ผู้ขายฝากไถ่ทรัพย์ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละสิบห้าต่อปี มาปรับใช้แก่คดีนี้ไม่ได้ ดังนั้น เมื่อสัญญาขายฝากระบุราคาขายฝากไว้ 310,000 บาท กรณีจำเลยอ้างตนเองและบุคคลอื่นมาสืบเพื่อแสดงถึงราคาขายฝากที่แท้จริงว่ามีราคาเพียง 200,000 บาทนั้น เป็นการนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาขายฝาก ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) จึงต้องฟังว่าคู่สัญญากำหนดสินไถ่ไว้เป็นเงิน 310,000 บาท แต่จำเลยขอไถ่ในราคา 230,000 บาท อันเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้องตามมูลหนี้ในสัญญาขายฝาก โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกปัดไม่ชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยมิได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์สินซึ่งขายฝากจากโจทก์โดยชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ.2540 ม. 12
ป.พ.พ. ม. 499 วรรคสอง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางหนูแดง โพธิ์แสง
จำเลย — นายสมนึก รสอุทิศ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชุมพร — นายธีระชัย กระแสทรง
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8589/2547
#412225
เปิดฉบับเต็ม

เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยร่วมกับพวกนำเข้าเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกันจึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 11, 12, 13, 18, 62, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 6, 7, 8, 15, 26, 65, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและของกลางอื่นทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิตฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ให้ประหารชีวิต ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตสองกระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวเดินทางออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางหรือด่านตรวจคนเข้าเมือง จำคุก 1 เดือน และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 เดือน เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้วจึงไม่อาจนำโทษจำคุกมารวมด้วยคงลงโทษประหารชีวิตจำเลยเพียงสถานเดียว ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าเดินทางของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 245 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสถานเบานั้น เห็นว่า แม้จำเลยร่วมกับพวกนำเข้าเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำนวนถึง 89,800 เม็ด น้ำหนัก 8,515.03 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ถึง 889.74 กรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่มาก แต่ทางนำสืบของโจทก์ปรากฎว่าขณะเกิดเหตุจำเลยไม่ได้อยู่แต่ลำพัง ในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การปฏิเสธว่ามิได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ดังนั้น การที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ย่อมเป็นเหตุให้นำไปประกอบการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานโจทก์ที่นำสืบจนเป็นยุติ เชื่อได้ว่าในวันเกิดเหตุ จำเลยร่วมกับพวกนำเข้าเมทแอมเฟตามีนของกลางเพื่อจำหน่ายและมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 89,800 เม็ด น้ำหนัก 8,515.03 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 889.74 กรัม คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นพิจารณาจึงเป็นเหตุให้ศาลฟังพยานโจทก์จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจริง ซึ่งเป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับว่าคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยร่วมกับพวกนำเข้าเพื่อจำหน่ายละมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนเดียวกัน จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท หาใช่ความผิดหลายกรรมต่างวาระกันตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานร่วมกันนำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นการให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) ให้หนึ่งในสาม คงลงโทษจำเลยจำคุกตลอดชีวิต และไม่อาจนำโทษในกระทงความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองมารวมลงโทษได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สอด
จำเลย — นายชัยวัฒน์หรืออูนันเดี๊ยะ ไม่มีชื่อสกุล
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8584/2547
#412222
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกใช้ผ้าปิดปากขวดที่บรรจุน้ำมันและจุดไฟโยนเข้าไปในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน จนเกิดระเบิดและน่าจะเกิดความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นความผิดสำเร็จตาม ป.อ. มาตรา 221 แล้ว กฎหมายหาได้บัญญัติว่าต้องกระทำโดยใช้วัตถุและต้องเกิดความเสียหายเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเจ็ดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 221, 295, 340, 340 ตรี, 371 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน 7,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 4 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 240 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 5 และนับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3371/2542 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งเจ็ดให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 4 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งเจ็ดมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 371 ประกอบมาตรา 83 ด้วย ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 4 และที่ 7 อายุ 16 ปีเศษ จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 18 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75, 76 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธมีดติดตัวไป ปรับคนละ 50 บาท รวมจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 50 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 ลงโทษฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกคนละ 6 เดือน นับโทษจำเลยที่ 4 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3371/2542 ของศาลชั้นต้น ข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 และที่ 7 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จำคุกจำเลยทั้งเจ็ดคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิด จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานร่วมกันพาอาวุธมีดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 50 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 คงจำคุกคนละ 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าสำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่น่าจะต้องรับผิดเต็มตามกฎหมายกำหนดเพราะไม่ใช่ระเบิดจริง ๆ และการระเบิดเพียงแต่น่าจะเกิดความเสียหายเท่านั้นไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท" จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกใช้ผ้าปิดปากขวดที่บรรจุน้ำมันและจุดไฟโยนเข้าไปในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน จนเกิดระเบิดและน่าจะเกิดความเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นการกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นความผิดสำเร็จตามบทกฎหมายมาตรานี้แล้ว กฎหมายหาได้บัญญัติว่าต้องกระทำโดยใช้วัตถุระเบิดและต้องเกิดความเสียหายเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่นด้วยไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 หลังจากลดมาตราส่วนโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุกคนละ 1 ปี สถานเดียว ไม่ได้ลงโทษปรับด้วยเท่ากับวางโทษจำคุกคนละ 2 ปี ต่ำกว่าโทษตามกฎหมายที่ศาลจะลงโทษจำคุกได้ถึง 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงไม่ได้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 เต็มตามโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ฎีกาขอให้ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ด้วยนั้น เห็นว่า บทกฎหมายมาตรานี้ให้อำนาจศาลที่จะลดโทษเมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่าสมควรลดโทษตามบทกฎหมายมาตรานี้หรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อ้างเหตุว่าเป็นผู้เยาว์นั้น ศาลล่างทั้งสองได้ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว จึงไม่เป็นเหตุที่จะลดโทษให้ตามมาตรา 78 อีก และที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 อ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ให้การรับสารภาพบางข้อหาในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ศาลล่างทั้งสองไม่ได้นำคำรับดังกล่าวมารับฟังประกอบการวินิจฉัยชี้ขาดคดีลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 แสดงว่าศาลล่างทั้งสองไม่ถือว่าคำรับดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาและไม่ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ส่วนที่มีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่พวกผู้เสียหายไปแล้วนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้ยกเป็นเหตุกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ลดลงจากโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่เห็นสมควรแก้ไขดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 6 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นต้นเหตุของการกระทำความผิดคดีนี้ พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ชักชวนจำเลยอื่นมาร่วมกระทำความผิด จึงไม่สมควรรอการลงโทษ จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดอาญาอื่นอีก 2 คดี เป็นคดีความผิดต่อร่างกายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3449/2544 ของศาลชั้นต้น และความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3467/2544 ของศาลชั้นต้นในระหว่างที่คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 แสดงว่าจำเลยที่ 2 ไม่ยำเกรงต่อกฎหมายและไม่เกรงกลัวโทษที่อาจได้รับจากการกระทำความผิด จึงไม่สมควรรอการลงโทษ สำหรับจำเลยที่ 3 ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุตั้งแต่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นและยังอยู่ในสมณเพศขณะยื่นฎีกา ส่วนจำเลยที่ 6 ได้รับโทษจำคุกเพียง 3 เดือน และยังมีอายุน้อยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนทั้งไม่ปรากฏว่ามีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างอื่น ศาลฎีกาเห็นควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 3 และที่ 6 ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 6 ในข้อนี้ฟังขึ้น

อนึ่ง ของกลางเป็นทรัพย์ที่ได้ใช้ในการกระทำผิดซึ่งโจทก์มีคำขอให้ริบ แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยและมิได้สั่งริบ ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า โทษจำคุกของจำเลยที่ 3 และที่ 6 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 221
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นายวิโรจน์หรือโต้ง แก้วมุงคุณ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8574/2547
#412344
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มาตรา 4 บัญญัติว่า จำหน่าย หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ ที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า ยังไม่มีการส่งมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อแก่จำเลยที่ 2 การซื้อขายยังไม่สำเร็จนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นควมผิดสำเร็จแล้ว

โจทก์มิได้ระบุรายละเอียดว่าศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ปรากฏแก่ศาลให้รับฟังได้ว่าศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ดังนั้น จึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีดังกล่าวได้ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8,15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตราม 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4740/2543 และ 14322/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 ที่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคสอง, 102 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่วยเป็นจำนวนเดียวกัน ความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จึงเป็นการกระทำผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีโทษเท่ากัน วางโทษฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เพียงบทเดียว ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ตลอดชีวิต จำเลยที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การรับสภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 มีกำหนด 25 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 25 ปี 12 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4740/2543 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 14322/2544 ของศาลอาญาธนบุรี ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 30,000 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 411.625 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และจำเลยที่ 4 มีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ไม่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับจำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 5 นัด ปลอกกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 1 ปลอก ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสินชัย ดาบตำรวจสมชาย และสิบตำรวจเอกชัยยา เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อดาบตำรวจสมชาย สิบตำรวจเอกชัยยา และสายลับเดินทางไปถึงสถานีบริการน้ำมัน ป.ต.ท. ที่เกิดเหตุ สายลับอีกคนหนึ่งซึ่งรออยู่ก่อนแล้วพาจำเลยที่ 2 มาตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับดาบตำรวจสมชายในรถยนต์ของดาบตำรวจสมชาย เมื่อตกลงกันแล้วจำเลยที่ 2 เดินไปที่รถยนต์นิสสัน เอ็นวี หมายเลขทะเบียน ลก 9572 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจอดอยู่ห่างจากรถยนต์ของดาบตำรวจสมชายประมาณ 3 ถึง 4 เมตร รถยนต์คันดังกล่าวจำเลยที่ 4 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 3 นั่งหน้าคู่กับจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 1 นั่งด้านหลัง หลังจากนั้นจำเลยที่ 4 ก็ขับรถยนต์กลับออกไป ต่อมาประมาณ 20 นาทีจำเลยที่ 4 ขับรถยนต์กลับมาจำเลยที่ 2 เดินไปที่รถยนต์ที่จำเลยที่ 4 ขับ โดยมีสายลับเดินตามไป จำเลยที่ 1 หยิบถุงพลาสติกสีน้ำเงินจากด้านหลังรถยนต์ส่งให้จำเลยที่ 3 ซึ่งยังคงนั่งคู่กับจำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 3 ส่งถุงนั้นแก่สายลับ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 เดินไปที่รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 นั่งอยู่เสร็จแล้วจำเลยที่ 4 ก็ขับรถยนต์ออกไป และกลับมาพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง เชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้จำเลยที่ 4 ขับรถยนต์ไปเอาเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 3 อยู่กับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ในรถยนต์ตั้งแต่จำเลยที่ 2 เข้าไปตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับดาบตำรวจสมชาย และเมื่อจำเลยที่ 4 ขับรถยนต์ออกไปและกลับเข้ามาใหม่พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางจำเลยที่ 3 ก็ยังคงกลับเข้ามาด้วย แสดงว่าจำเลยที่ 3 นั่งรถยนต์ไปกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 เพื่อนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมามอบแก่สายลับดังกล่าว การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายมีโทษสถานหนัก ผู้กระทำหรือร่วมกระทำย่อมต้องกระทำโดยปกปิดรับรู้กันเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ให้ผู้อื่นรู้เห็นเพื่อความปลอดภัยหากจำเลยที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายแล้ว จำเลยที่ 3 ย่อมไม่อาจอยู่ในเหตุการณ์นั้นได้ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 3 ตามพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่ายังไม่มีการส่งมอบเงินที่ใช้ล่อซื้อแก่จำเลยที่ 2 การซื้อขายยังไม่สำเร็จนั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4 บัญญัติว่า จำหน่าย หมายความว่า ขาย จ่าย แจก แลกเปลี่ยน ให้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 3 ได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่งในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสี่จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสี่ ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วปรากฏว่า ที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4740/2543 ของศาลจังหวัดสมุทรสาครนั้น เห็นว่า โจทก์มิได้ระบุรายละเอียดว่าศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 หรือไม่ อย่างไร จึงไม่มีข้อเท็จจริงที่ปรากฎแก่ศาลให้รับฟังได้ว่าศาลจังหวัดสมุทรสาครพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ดังนั้นจึงไม่อาจนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีดังกล่าวได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษต่อจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4740/2543 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 4 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเปมหรือเปรม อุปพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ