คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8380/2547
#411926
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก คดีของโจทก์จะยังถือว่าไม่ขาดอายุความเพราะอายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสอง เนื่องจากโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพิษณุโลกเป็นคดีอาญาฐานยักยอกก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลแขวงพิษณุโลกให้ยกฟ้องและคดีถึงที่สุด คดีของโจทก์จึงต้องด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 51 วรรคสี่ ซึ่งอายุความในการฟ้องคดีแพ่งของโจทก์จะต้องเป็นไปตามบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายสินค้า อายุความที่โจทก์เรียกร้องค่าสินค้าหรือส่งมอบสินค้าคืน จึงมีกำหนด 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งนับจากระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยทั้งสองรับสินค้าไปจากโจทก์และครบกำหนดส่งสินค้าที่เหลือคืน เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำสินค้าของโจทก์ไปขายโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยทั้งสองจะนำสินค้าดังกล่าวไปขายให้แก่ลูกค้าของจำเลยทั้งสองตามราคาที่จำเลยทั้งสองเป็นผู้กำหนด แต่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระเงินค่าสินค้าตามราคาดังกล่าวข้างต้นให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองขายสินค้าไม่ได้จำเลยทั้งสองจะต้องนำสินค้ามาคืนแก่โจทก์ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 หลังจากจำเลยทั้งสองรับสินค้าไปแล้วกลับเพิกเฉยไม่ชำระราคาสินค้าและไม่ส่งมอบสินค้าคืนแก่โจทก์ตามที่ตกลง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบแหวนเพชร สร้อยข้อมือทองคำฝังเพชร สร้อยคอเพชร กำไลทองคำฝังเพชร รวม 47 รายการดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน 1,025,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงของดสืบพยานบุคคลโดยขออ้างถ้อยคำพยานและเอกสารในสำนวนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 178/2540 ของศาลแขวงพิษณุโลกเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,025,600 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542) ต้องไม่เกิน 198,710 บาท

จำเลยทั้งอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบสินค้าตามฟ้องคืนแก่โจทก์ หากส่งคืนไม่ได้จึงให้ชำระราคาพร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ และจำเลยทั้งสองมิได้รับสินค้าจากโจทก์ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกที่ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าคดีอาญาใดได้ฟ้องต่อศาลแล้วแต่คดียังไม่เด็ดขาด อายุความซึ่งผู้เสียหายมีสิทธิจะฟ้องคดีแพ่งย่อมสะดุดหยุดลงตามมาตรา 79 แห่งกฎหมายลักษณะอาญา (ปัจจุบันคือมาตรา 95 แห่งประมวลกฎหมายอาญา) บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาอายุความที่จะฟ้องคดีแพ่งของผู้เสียหายซึ่งหมายถึงโจทก์ในคดีนี้ยังไม่เริ่มนับ อายุความยังคงหยุดอยู่ตลอดไป คือจะฟ้องคดีเมื่อใดก็ได้ก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา และวรรคสี่ของมาตราเดียวกันนี้บัญญัติว่า ถ้าโจทก์ได้ฟ้องคดีอาญาและศาลพิพากษายกฟ้องปล่อยจำเลยจนคดีขาดแล้วก่อนที่ได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง สิทธิของผู้เสียหายจะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามหลักทั่วไปในเรื่องอายุความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บทบัญญัติในวรรคนี้ หมายความว่า ในการฟ้องคดีอาญาตามที่บัญญัติไว้ในวรรคสองนั้น ถ้าศาลมีคำพิพากษายกฟ้องจนคดีเด็ดขาดซึ่งหมายถึงคดีถึงที่สุด สิทธิของผู้เสียหายหรือโจทก์ในคดีนี้จะฟ้องคดีแพ่งย่อมมีอายุความตามหลักทั่วไปในเรื่องอายุความแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งข้อเท็จจริงแห่งคดีได้ความว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแขวงพิษณุโลกเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2539 ว่าจำเลยทั้งสองรับมอบสินค้าของโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่บุคคลที่สามในนามของโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองยักยอกสินค้าดังกล่าวไป แต่ศาลแขวงพิษณุโลกพิพากษายกฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 โดยให้เหตุผลว่า กรณีของโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายสินค้า จำเลยทั้งสองจึงไม่มีความผิดฐานยักยอก รายละเอียดปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 178/2540 ของศาลแขวงพิษณุโลก และศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแขวงพิษณุโลกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2543 ปรากฏตามคดีหมายเลขแดงที่ 1122/2543 ของศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 6 โจทก์ได้นำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสองหรือมิฉะนั้นให้จำเลยทั้งสองใช้ราคาแทน เห็นว่า แม้ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพิษณุโลก คดีของโจทก์จะยังถือว่าไม่ขาดอายุความเพราะอายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 วรรคสอง ดังกล่าวก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลแขวงพิษณุโลกให้ยกฟ้องโจทก์และคดีถึงที่สุด คดีของโจทก์จึงต้องด้วยบทบัญญัติตามวรรคสี่แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 51 ซึ่งอายุความในการฟ้องคดีแพ่งของโจทก์จะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติในเรื่องอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อนิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองเป็นการซื้อขายสินค้า ดังนั้น อายุความในการเรียกร้องค่าสินค้าของโจทก์จึงตกอยู่ในบังคับมาตรา 193/34 (1) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ ให้มีกำหนดอายุความ 2 ปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรม ผู้ประกอบหัตถกรรมผู้ประกอบศิลปะอุตสาหกรรม หรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำ หรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง กรณีของจำเลยทั้งสองเห็นได้ว่าเป็นการซื้อมาขายไป หาใช่เป็นการซื้อมาใช้เพื่อกิจการของจำเลยทั้งสองเองไม่ อายุความที่โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหรือส่งมอบสินค้าคืนย่อมมีกำหนด 2 ปี ดังกล่าวแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดพิษณุโลกในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งนับจากระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2539 ก็เป็นเวลาเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความฟ้องร้อง เมื่อฟังได้ดังนี้ ฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสองจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิรัตน์ วชิราศรีศิริกุล
จำเลย — นายศรายุทธ บุญทาเลิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เอกโยคยะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8374/2547
#411997
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องซึ่งจดแจ้งรายการแห่งข้อหาและคำขอบังคับให้จำเลยทราบ และคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งให้จำเลยมาศาลในการพิจารณาคดีในวันที่ 8 เมษายน 2546 เวลา 13.00 นาฬิการ ณ ภูมิลำเนาของจำเลย เป็นการส่งหมายเรียกกำหนดเวลาในการนัดพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางให้จำเลย และจำเลยได้รับไว้โดยชอบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 37 แล้ว จำเลยไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุที่ไม่มาให้ศาลทราบ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในวันนัดพิจารณาคดีว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 40 วรรคสอง หากจำเลยประสงค์จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ จำเลยต้องมาแถลงให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามมาตรา 41 ศาลแรงงานกลางจึงจะมีอำนาจไต่สวนถึงเหตุแห่งความจำเป็นของจำเลยที่ไม่อาจมาศาลได้ แต่จำเลยมายื่นคำร้องต่อศาลแรงงานเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 ซึ่งเกินกำหนด 7 วันดังกล่าวแล้ว กรณีนี้เป็นกรณีขาดนัดตามมาตรา 40 วรรคสอง ซึ่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 41 ได้บัญญัติถึงกรณีดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา มาใช้บังคับอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ 19,600 บาท และค่าชดเชย 252,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 165,200 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัด ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 252,000 บาท และจ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระ 19,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 145,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยขาดนัดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 วรรคสอง เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 จำเลยจะต้องยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่ง เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่เกิน 7 วัน จึงต้องห้ามตามมาตรา 41 ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า คำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้ยกคำร้องของจำเลยชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลแรงงานกลางได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องซึ่งจดแจ้งรายการแห่งข้อหาและคำขอบังคับให้จำเลยทราบ และคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่สั่งให้จำเลยมาศาลในการพิจารณาคดีในวันที่ 8 เมษายน 2546 เวลา 13.00 นาฬิกา ณ ภูมิลำเนาของจำเลยเป็นการส่งหมายเรียกกำหนดเวลาในการนัดพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลางให้จำเลย และจำเลยได้รับไว้โดยชอบตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 แล้ว จำเลยไม่มาตามกำหนดนัดโดยไม่แจ้งเหตุที่ไม่มาให้ศาลแรงงานกลางทราบ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในวันนัดพิจารณาคดีคือเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 ว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียวตามมาตรา 40 วรรคสอง หากจำเลยประสงค์จะให้มีการพิจารณาคดีใหม่ จำเลยต้องมาแถลงให้ศาลแรงงานกลางทราบถึงความจำเป็นที่ไม่อาจมาศาลได้ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งตามมาตรา 41 ศาลแรงงานกลางจึงจะมีอำนาจไต่สวนถึงเหตุแห่งความจำเป็นของจำเลยที่ไม่อาจมาศาลได้ แต่จำเลยมายื่นคำร้องต่อศาลแรงงานกลางเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2546 ซึ่งเกินกำหนด 7 วันดังกล่าวแล้วกรณีนี้เป็นกรณีขาดนัดตามมาตรา 40 วรรคสอง ซึ่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 41 ได้บัญญัติถึงกรณีดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้งแล้ว จึงไม่อานจำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 จัตวา มาใช้บังคับอีก ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 199 จัตวา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 37 ม. 40 วรรคสอง ม. 41
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายขวัญฟ้า ไชยพร
จำเลย — บริษัททอมโก้ เอ็นจิเนีย์ริ่ง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8373/2547
#411992
เปิดฉบับเต็ม

แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เก็บเงินจากลูกค้าของโจทก์แล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1 กระทำการดังกล่าว จึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานอยู่ในตัวด้วย การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ ต้องอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/30 คือ มีอายุความ 10 ปี มิใช่ 1 ปี หนี้ของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความและแม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกระทำภายในศาลหลังมีการฟ้องคดีแล้ว เห็นได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อบังคับหนี้ตามฟ้อง มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิมและก่อหนี้ใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ไม่มีผลให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ยังต้องรับผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ได้เข้าทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขายสินค้า มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์และนำส่งมอบให้แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ตกลงยินยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในความเสียหายที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไม่ว่าโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 500,000 บาท ระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 ถึงวันที่ 6 กันยายน 2544 จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ไปเก็บเงินค่าสินค้า แต่จำเลยที่ 1 ได้เบียดบังยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวเป็นของตนเอง ไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ตามหน้าที่ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 713,734.66 บาท และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 713,734.66 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ร่วมรับผิดจำนวนไม่เกิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยที่ 1 ตกลงยอมชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์เป็นจำนวน 713,734.66 บาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 เมษายน 2545 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้คดีในการพิจารณาคดีของศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขายตามใบสมัครเอกสารหมาย จ. 3 มีหน้าที่ขายสินค้าและเก็บเงินจากลูกค้าส่งมอบให้แก่โจทก์ ระหว่างการทำงานจำเลยที่ 1 กระทำผิดหน้าที่โดยเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าโจทก์เป็นเงิน 508,342.66 บาท แล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวและจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.8 โดยมีมูลหนี้มาจากจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 455,392 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ยอมผ่อนชำระ และจำเลยที่ 1 ยังคงค้างชำระจำนวน 205,392 บาท จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 และวินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์หนี้เดิมจึงระงับสิ้นไป จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นหรือไม่ เห็นว่า แม้การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่เก็บเงินจากลูกค้าของโจทก์แล้วนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตนจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ แต่เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์กันตามสัญญาจ้างแรงงาน การที่จำเลยที่ 1กระทำการดังกล่าวจึงเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานอยู่ในตัวด้วย การใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับการผิดสัญญาจ้างแรงงานไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คือ มีอายุความ 10 ปี มิใช่ 1 ปี ดังที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ หนี้ของโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ และแม้จำเลยที่ 1 กับโจทก์จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ลงวันที่ 9 เมษายน 2545 แต่สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกระทำภายในศาลหลังมีการฟ้องคดีแล้วจึงเห็นได้ว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อบังคับหนี้ตามฟ้อง มิใช่เพื่อระงับหนี้เดิมและก่อหนี้ใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 จึงไม่มีผลให้หนี้เดิมระงับ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิด อุทธรณ์จำเลยที่ 2 ทั้งข้อ 2.1 และข้อ 2.2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 420 ม. 850
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำมันปิโตรเลียมไทย จำกัด
จำเลย — นายประเทือง มะกรครรภ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
ชวลิต ยอดเณร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2547
#113010
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาเช่าเพราะเหตุจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทันทีตามสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด แม้โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลย ชำระค่าเช่าที่ค้างอีกภายหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลย และจำเลยได้กระทำตามโดยได้ชำระค่าเช่า ที่ค้างภายในกำหนดเวลา หามีผลทำให้สัญญาเช่าซึ่งสิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในอาคารดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพิพาท และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ในอาคารพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารของโจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วง อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา โจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทันที เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่า แก่จำเลยแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและ ส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในอาคารดังกล่าวต่อมาจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเป็นคดีนี้ได้ สำหรับกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วนั้น หามีผลทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้ว กลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ไม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะได้ชำระค่าเช่าที่ค้างภายในกำหนดเวลา ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ จำเลยและบริวารไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไป

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 387 ม. 544 ม. 558 ม. 560
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นายสุวิทย์ วิริยะรัมภ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นายพชร พาณิชวราห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8367/2547
#411916
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าอันเนื่องมาจากจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอาคารอันเป็นการผิดสัญญา โดยกำหนดให้จำเลยและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและส่งมอบอาคารคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 2 งวด ภายใน 15 วัน หากไม่ชำระให้ถือว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา ดังนี้ การที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเป็นเพราะเหตุจำเลยผิดสัญญาเช่าโดยการต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วง ไม่ใช่เป็นเพราะจำเลยค้างชำระค่าเช่า เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผลผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและส่งมอบอาคารที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้ว แม้จำเลยจะได้ชำระค่าเช่าที่ค้างภายในกำหนดระยะเวลาตามหนังสือของโจทก์ ก็หามีผลทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารของโจทก์ แต่จำเลยได้กระทำผิดสัญญาเช่าโดยนำอาคารที่เช่าไปให้ผู้อื่นเช่าช่วงและต่อเติมอาคารที่เช่าทำเป็นร้านค้า โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยและให้จำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากอาคารที่เช่าภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 และส่งมอบเอกสารที่เช่าคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากอาคารเลขที่ 23/3 ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ในอาคารดังกล่าว ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารที่เช่า กับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไป

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารเลขที่ 23/3 ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต และห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ในอาคารพิพาท ให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 1,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากอาคารของโจทก์เสร็จสิ้นและให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริการต่อเติมออกไป

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริการออกจากอาคารที่เช่า ห้ามจำเลยและบริวารเข้ามาเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดๆ ในอาคารพิพาทกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน 166.66 บาท คดีจึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า โจทก์ฟ้องคดีก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่โจทก์บอกเลิกสัญญา โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบด้วย มาตรา 247 ซึ่งศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาเช่าอาคารเลขที่ 23/3 จากโจทก์ มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2542 ค่าเช่าเดือนละ 1,250 บาท จำเลยทำผิดสัญญาเช่าข้อ 8 และข้อ 13 โดยต่อเติมอาคารที่เช่าและให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอาคารดังกล่าว โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาลงวันที่ 7 มิถุนายน 2543 โดยกำหนดให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและให้ส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ต่อมาวันที่ 19 มิถุนายน 2543 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 2 งวด คืองวดเดือนพฤษภาคม 2543 และเดือนมิถุนายน 2543 โดยให้ชำระภายใน 15 วัน หากไม่ชำระให้ถือว่าหนังสือดังกล่าวเป็นการบอกเลิกสัญญา จำเลยชำระค่าเช่าทั้งสองงวดภายในกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าวของโจทก์ เห็นว่า ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาฉบับแรก เป็นการบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุจำเลยต่อเติมอาคารที่เช่าและนำอาคารที่เช่าไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วงอันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 8 และข้อ 13 มิใช่เป็นเพราะจำเลยค้างชำระค่าเช่าโจทก์มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยได้ทันทีตามสัญญาข้อ 23 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วสัญญาเช่าย่อมเป็นอันสิ้นผูกพัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากอาคารที่เช่าและส่งมอบอาคารดังกล่าวคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยภายในระยะเวลาที่โจทก์กำหนด การที่จำเลยและบริวารยังคงอยู่ในอาคารดังกล่าวต่อมาจึงเป็นการอยู่โดยละเมิด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารเป็นคดีนี้ได้ สำหรับกรณีที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างหลังจากที่โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยแล้วนั้น หามีผลทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ไม่ ดังนั้น แม้จำเลยจะได้ชำระค่าเช่าที่ค้างภายในกำหนดเวลา ก็ไม่ทำให้สัญญาเช่าที่สิ้นผลผูกพันไปแล้วกลับมีผลผูกพันขึ้นมาใหม่ จำเลยและบริวารไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในอาคารที่เช่าต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวาร และให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยและบริวารต่อเติมออกไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 386 ม. 391 ม. 544
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การเคหะแห่งชาติ
จำเลย — นายสุวิทย์ วิริยะรัมภ์
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8351/2547
#267412
เปิดฉบับเต็ม

เสื้อยืดของกลางเป็นทรัพย์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งจำเลยนำออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไป โดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ต้องพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เสื้อยืดของกลางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดและพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟัองขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75, และ 76 ให้เสื้อยืดสำหรับเด็กที่มีรูปการ์ตูน "ดิจิมอน" ของกลางจำนวน 52 ตัว ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของสิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า ให้ลงโทษปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 25,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนของกลางเป็นของที่มีผู้กระทำซ้ำอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจำเลยนำมาจำหน่ายจึงเป็นสิ่งของที่ใช้ในการกระทำความผิด ให้ริบเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญหาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าเสื้อยืดสำหรับเด็กที่มีรูปการ์ตูน "ดิจิมอน" ของกลางเป็นสิ่งซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและจำเลยได้นำออกมาขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไป เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเสื้อยืดสำหรับเด็กที่มีรูปการ์ตูน "ดิจิมอน" ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย อันเป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้นของกลางดังกล่าวซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จึงต้องตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เสื้อยืดของกลางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด และพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวเป็นการไม่ชอบนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ตอนแรกที่บัญญัติว่า "บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 69 หรือมาตรา 70 ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง..." นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการทางอาญาที่ก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกแก่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้เป็นที่มั่นใจแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ว่าทรัพย์ดังกล่าวจะไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาดโดยมิชอบอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อีกต่อไป ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์ของกลางเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์แล้วศาลย่อมต้องพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าทรัพย์สิ่งใดจะเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์อย่างไรหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์นั้นเป็นแต่ละกรณีไป สำหรับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามคำฟ้องโดยจำเลยให้การรับสารภาพแล้วว่า เสื้อยืดของกลางเป็นทรัพย์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งจำเลยนำออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไป โดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงย่อมฟังได้ว่าเสื้อยืดของกลางทั้ง 52 ตัว เป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จึงต้องพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าทรัพย์ของกลางเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดและพิพากษาให้ริบโดยไม่ถือว่าทรัพย์ของกลางนี้เป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ที่ต้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เสื้อยืดสำหรับเด็กที่มีรูปการ์ตูน "ดิจิมอน" ของกลางจำนวน 52 ตัว ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวณัฐวรรณ ใหญ่ประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นางยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8350/2547
#113081
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ มาตรา 8 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ให้ออกให้แก่บุคคลสำหรับใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน หรือในการกีฬา หรือยิงสัตว์ และวรรคสอง บัญญัติว่า ใบอนุญาตนั้นให้ออกสำหรับอาวุธปืนแต่ละกระบอก แต่ไม่ได้บัญญัติว่าให้ออกใบอนุญาตโดยเฉพาะสำหรับให้มีเครื่องกระสุนปืนด้วย แสดงว่าเมื่อมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การมีกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนนั้น ไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ การที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นการอนุญาตให้มีและใช้กระสุนปืนไปในตัว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนขนาด 22 มม. แล้ว การที่จำเลยมีกระสุนปืนขนาด 22 มม. เพื่อใช้กับอาวุธปืนดังกล่าว จำเลยย่อมไม่มีความผิด แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาต และจำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 , 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 7/2547)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 8 , 8 ทวิ , 72 , 72 ทวิ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 66 , 102 ป.อ. มาตรา 32 , 33 , 91 , 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 55 นัด ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7 , 72 วรรคสอง , 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 ทวิ วรรคสอง ป.อ. มาตรา 371 พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง , 102 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท) ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานพาอาวุธปืนและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน และฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 เดือน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว แต่ก็นับว่ามีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะ และเครื่องกระสุนปืน จำนวน 55 นัด ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ให้ออกให้แก่บุคคลสำหรับใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สิน หรือในการกีฬา หรือยิงสัตว์ และวรรคสอง บัญญัติว่า ใบอนุญาตนั้นให้ออกสำหรับอาวุธปืนแต่ละกระบอก แต่ไม่ได้บัญญัติว่าให้ออกใบอนุญาตโดยเฉพาะสำหรับให้มีเครื่องกระสุนปืนด้วย แสดงว่าเมื่อมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การมีกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนนั้น ไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ การที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นการอนุญาตให้มีและใช้กระสุนปืนไปในตัว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การที่จำเลยมีกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนนั้น จึงไม่เป็นความผิด แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยกระทำความผิด และจำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 , 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน ฯ แล้ว คงจำคุก 25 ปี 3 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาต ไม่ริบเครื่องกระสุนปืนของกลาง และให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 8 ม. 9 ม. 72
ป.วิ.อ. ม. 185 ม. 195 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายปรัชญา พาพันธ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกำแพงเพชร — นายคมกริช ภัทรพิทักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8350/2547
#411913
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนฯ มาตรา 8 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งมิใช่สำหรับอาวุธปืนที่ตนได้รับอนุญาตให้มีและใช้ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ให้ออกให้แก่บุคคลสำหรับใช้ป้องกันตัวหรือทรัพย์สินหรือในการกีฬาหรือยิงสัตว์ และวรรคสองบัญญัติว่า ใบอนุญาตนั้นให้ออกสำหรับอาวุธปืนแต่ละกระบอก แต่ไม่ได้บัญญัติว่าให้ออกใบอนุญาตโดยเฉพาะสำหรับให้มีเครื่องกระสุนปืนด้วย แสดงว่าเมื่อมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การมีกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนนั้นไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ การที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นการอนุญาตให้มีและใช้เครื่องกระสุนปืนไปในตัว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้วการที่จำเลยมีกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนนั้น จึงไม่เป็นความผิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนพกขนาด .22 เครื่องหมายทะเบียนประจำอาวุธปืน เลขหมายทะเบียนที่ นว. 01/3900021 ซึ่งจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้จากนายทะเบียนท้องที่ พร้อมด้วยกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 6 นัด ซึ่งอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ ติดตัวไปตามถนนสายเอเชียซึ่งเป็นเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว และไม่ใช่กรณีที่ต้องมีติดตัวไปเมื่อมีเหตุจำเลยเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานและไม่ได้รับยกเว้นตามกฎหมาย กับจำเลยมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 55 นัด ซึ่งมีจำนวนเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตดังกล่าวข้างต้น ซึ่งเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวสามารถใช้ยิงได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมาย และจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5,851 เม็ด น้ำหนัก 564.236 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 86.747 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเจ้าพนักงานจับจำเลยได้และยึดอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน เมทแอมเฟตามีน และรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน พ-9958 นครสวรรค์ ที่จำเลยใช้เป็นยานพาหนะขนยาเสพติดให้โทษเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 8 ทวิ, 72, 72 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบเมทแอมเฟตามีนและกระสุนปืนขนาด .22 จำนวน 55 นัด ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง 102 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืน (ที่ถูก เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท) ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานพาอาวุธปืนและมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกฐานพาอาวุธปืน 3 เดือน และฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 3 เดือน ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว แต่ก็นับว่ามีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 (ที่ถูก มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53) หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 10 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีน รถยนต์กระบะ และเครื่องกระสุนปืนจำนวน 55 นัด ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ไม่ริบรถยนต์กระบะของกลาง โดยให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาตตามที่โจทก์ฟ้องนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดมีเครื่องกระสุนปืน ซึ่งมิใช่สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่ตนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติถึงใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ให้ออกให้แก่บุคคลสำหรับใช้ในการป้องกันตัวหรือทรัพย์สินหรือในการกีฬาหรือยิงสัตว์ และวรรคสอง บัญญัติว่า ใบอนุญาตนั้นให้ออกสำหรับอาวุธปืนแต่ละกระบอก แต่ไม่ได้บัญญัติว่าให้ออกใบอนุญาตโดยเฉพาะสำหรับให้มีเครื่องกระสุนปืนด้วย แสดงว่าเมื่อมีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การมีกระสุนปืนสำหรับอาวุธปืนนั้น ไม่ต้องมีใบอนุญาตพิเศษ การที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเป็นการอนุญาตให้มีและใช้กระสุนปืนไปในตัว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแล้ว การที่จำเลยมีกระสุนปืนสำหรับใช้กับอาวุธปืนนั้น จึงไม่เป็นความผิดแม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิด และจำเลยให้การรับสารภาพ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า เมื่อจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมค้นพบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และเมทแอมเฟตามีนของกลางนั้น จำเลยก็ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และในชั้นพิจารณา ซึ่งศาลล่างทั้งสองชอบที่จะลดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกึ่งหนึ่ง ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางก็มีสารบริสุทธิ์เพียง 86.747 กรัม การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุกจำเลยถึงตลอดชีวิตและลดโทษให้จำเลยเพียงหนึ่งในสาม จึงเป็นการหนักเกินไปนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงและกำลังระบาดในหมู่เยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคตซึ่งจำเลยก็ทราบดี การกระทำของจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ ทั้งสารบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกานั้น จำนวนของเมทแอมเฟตามีนมีมากถึง 5,851 เม็ด ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณา แม้ในชั้นพิจารณาในเบื้องต้นจำเลยจะให้การปฏิเสธ แต่ในที่สุดจำเลยก็ให้การรับสารภาพ ย่อมถือได้ว่า การให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีของเจ้าพนักงานตำรวจและการพิจารณาของศาลอย่างมากตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 สมควรลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่ง การที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลดโทษให้จำเลยเพียงหนึ่งในสามนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางในคดีนี้ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ไม่เป็นกรณีที่จะต้องแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในส่วนที่เกี่ยวกับบทความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ แล้ว คงจำคุก 25 ปี 3 เดือน ให้ยกฟ้องข้อหามีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองเกินกว่าที่ได้รับใบอนุญาตให้มีไว้สำหรับใช้กับอาวุธปืนที่จำเลยได้รับใบอนุญาต ไม่ริบเครื่องกระสุนปืนของกลางและให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายปรัชญา พาพันธ์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
ธนพจน์ อารยลักษณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8346/2547
#267414
เปิดฉบับเต็ม

ความเสียหายที่ผู้ส่งของจะต้องรับผิดต่อผู้ขนส่งตามมาตรา 32 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 เป็นกรณีที่ผู้ส่งของเป็นผู้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความในใบตราส่งเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นเพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง และเมื่อผู้ขนส่งได้บันทึกตามที่ผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความนั้นแล้ว จึงจะถือว่าผู้ส่งของได้รับรองกับผู้ขนส่งว่าข้อความที่แจ้งหรือจัดให้นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับของนั้นทุกประการ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความดังกล่าว มาตรา 32 วรรคสอง กำหนดให้ผู้ส่งของรับผิดชดใช้ ความเสียหายแก่ผู้ขนส่งแม้ผู้ส่งของจะได้โอนใบตราส่งนั้นให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว แต่ทั้งนี้ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบุคคลภายนอกผู้ทรงใบตราส่ง เนื่องจากผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าที่ขนส่งไม่ถูกต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งอันเป็นผลมาจากผู้ส่งของยืนยันให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความที่ไม่ถูกต้องนั้น

จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งแก่โจทก์ที่ 1 ผู้ขนส่งว่าเป็นไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 5 รายการ รวมทั้งสิ้น 173 มัด รวมน้ำหนักประมาณ 167.244 เมตริกตัน โจทก์ที่ 1 ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยโดยโจทก์ที่ 1 บันทึกรายละเอียดของสินค้าตามที่จำเลยได้แจ้งไว้ มิใช่กรณีที่จำเลยแจ้งน้ำหนักของสินค้าเพื่อให้โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง แต่เป็นกรณีที่จำเลยผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักของสินค้าน้อยกว่าความจริง และความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 และสินค้าอื่นซึ่งไม่ใช่สินค้าตามใบตราส่ง จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 32 มาใช้บังคับได้ เมื่อความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งโดยตรง กรณีนี้จึงต้องบังคับตามมาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้รับความเสียหายหรือการที่เรือเสียหาย เว้นแต่จะเป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของหรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น" เมื่อฟังได้ว่าการแจ้งน้ำหนักสินค้าของจำเลยไม่ถูกต้องเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย แต่ความเสียหายที่ฝาระวางบนเรือของผู้ขนส่งหักพังลงมากระแทกกับสินค้าอื่นเสียหายก็มาจากโจทก์ที่ 1 เป็นฝ่ายมีส่วนประมาทอยู่ด้วย ศาลจึงมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยชดใช้ตามพฤติการณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 207,833.05 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ฝาระวางเรือของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งเป็นความเสียหายที่จำเลยผู้ส่งของต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 32 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักของสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปน้อยกว่าน้ำหนักของสินค้าตามความเป็นจริงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง เป็นกรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 32 ในหมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่และสิทธิของผู้ส่งของ แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความตามมาตรา 23 เพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง และเมื่อได้บันทึกให้ตามนั้นแล้ว ให้ถือว่าผู้ส่งของได้รับรองกับผู้ขนส่งว่าข้อความที่แจ้งหรือจัดให้นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับของนั้นทุกประการ

ถ้ามีความเสียหายใดๆ เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความตามวรรคหนึ่ง ผู้ส่งของต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ขนส่ง แม้ว่าผู้ส่งของจะได้โอนใบตราส่งนั้นให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ผู้ขนส่งยังคงต้องผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบุคคลภายนอก" นั้น เห็นว่า มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ส่งของเป็นผู้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความในใบตราส่งเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่น ถ้าผู้ขนส่งหรือบุคคลอื่นซึ่งออกใบตราส่งในนามของผู้ขนส่งทราบ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับของที่รับไว้จริง หรือไม่ถูกต้องตรงกับของที่ได้รับบรรทุกไว้จริงในกรณีที่มีการออกใบตราส่งชนิด "บรรทุกแล้ว" หรือไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของรายการดังกล่าวในใบตราส่งโดยวิธีการอันสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์ในภาวะเช่นนั้นได้ บุคคลดังกล่าวต้องบันทึกเป็นข้อสงวนไว้ในใบตราส่งโดยระบุถึงข้อที่ไม่ตรงกับความจริง เหตุแห่งความสงสัย หรือพฤติการณ์ที่ไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้แล้วแต่กรณี" และมาตรา 25 บัญญัติว่า "ถ้ามิได้บันทึกไว้เป็นข้อสงวนในใบตราส่งตามมาตรา 23 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้รับของไว้หรือได้บรรทุกของลงเรือในกรณีที่เป็นใบตราส่งชนิด "บรรทุกแล้ว" ทั้งนี้ตามรายการที่แสดงไว้ในใบตราส่งนั้น แต่ถ้าใบตราส่งใดได้โอนไปยังผู้รับตราส่งหรือบุคคลภายนอกซึ่งได้กระทำการโดยสุจริต โดยเชื่อข้อความในใบตราส่งนั้นแล้ว ห้ามมิให้ผู้ขนส่งพิสูจน์เป็นอย่างอื่น" เห็นได้ว่า กรณีที่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 32 ดังกล่าวต้องเป็นกรณีที่ผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความตามมาตรา 23 เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่น เพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง และเมื่อผู้ขนส่งได้บันทึกให้ตามที่ผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความนั้นแล้ว จึงจะถือว่าผู้ส่งของได้รับรองกับผู้ขนส่งว่าข้อความที่แจ้งหรือจัดให้นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับของนั้นทุกประการ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความดังกล่าว มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ส่งของรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ขนส่งแม้ผู้ส่งของจะได้โอนใบตราส่งนั้นให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบุคคลภายนอกผู้ทรงใบตราส่งนั้น ซึ่งเห็นได้ว่าเหตุผลที่มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ส่งของรับผิดต่อผู้ขนส่งสำหรับความเสียหายดังกล่าวเป็นเพราะความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ทรงใบตราส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าที่ขนส่งไม่ถูกต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งอันเป็นผลมาจากผู้ส่งของยืนยันให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นที่ไม่ถูกต้องนั้นไว้ในใบตราส่ง ความเสียหายเกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับใบตราส่งตามมาตรา 32 วรรคสอง นี้ จึงมิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือเรือของผู้ขนส่งโดยตรงดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31

จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งแก่โจทก์ที่ 1 ผู้ขนส่งว่าเป็นไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 5 รายการ รวมทั้งสิ้น 173 มัด รวมน้ำหนักประมาณ 167.244 เมตริกตัน โจทก์ที่ 1 ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยโดยโจทก์ที่ 1 บันทึกรายละเอียดของสินค้าตามที่จำเลยได้แจ้งไว้ มิใช่กรณีที่จำเลยแจ้งน้ำหนักของสินค้าเพื่อให้โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งบันทึกความนั้นไว้ในใบตราส่งและความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 และสินค้าอื่น กล่าวคือ เกิดแก่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ และสินค้าอื่นที่ฝาระวางหักพังลงมาทับซึ่งไม่ใช่สินค้าตามใบตราส่ง มิใช่ความเสียหายที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อผู้ทรงใบตราส่งซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเป็นความเสียหายที่ผู้ส่งของต้องรับผิดต่อผู้ขนส่งเนื่องจากแจ้งข้อความเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นเพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่งไม่ถูกต้องตามมาตรา 32 ดังนี้ กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักของสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปน้อยกว่าน้ำหนักของสินค้าตามความจริง และมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งและสินค้าอื่นซึ่งมิใช่สินค้าตามใบตราส่งจึงเป็นกรณีที่ไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 32 มาใช้บังคับได้ เมื่อความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งโดยตรง กรณีนี้จึงต้องบังคับตามมาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้รับความเสียหายหรือการที่เรือเสียหาย เว้นแต่จะป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของหรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น" อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด แก่โจทก์ที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ถูกต้องอันเป็นความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยจำเลยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 31 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 บนเรือเฮอริเทจของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งหักพังลงมากระแทกสินค้าอื่นจนฝาระวางและสินค้าอื่นนั้นได้รับความเสียหายเป็นเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยจำเลยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปนั้น อย่างไรก็ตาม โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งก็มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการบรรทุกลงเรือซึ่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปที่ตนทำการขนส่ง ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 10 ด้วย การที่โจทก์ทั้งสองจัดวางไม้เนื้อแข็งแปรรูปนั้นไว้บนฝาระวางดังกล่าวก็เห็นได้ว่าเป็นการจัดวางเพื่อประโยชน์และความสะดวกของโจทก์ทั้งสองเองที่ง่ายต่อการขนถ่ายสินค้าไม้นั้นลงจากเรือเมื่อถึงเมืองท่าต่อไปที่ท่าเรือโคลัมโบ ประเทศสาธารรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการบรรทุกลงเรือซึ่งไม้แปรรูปที่ตนทำการขนส่งดังกล่าวตามวิสัยของโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่ง โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งจึงมีส่วนประมาทในการบรรทุกไม้แปรรูปนั้นลงเรือจนเป็นเหตุให้ฝาระวางที่ 1 หักพังลงมากระแทกกับสินค้าอื่นจนได้รับความเสียหายด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 บนเรือเฮอริเทจของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งหักพังลงมาและกระแทกกับสินค้าอื่นจนฝาระวางและสินค้าอื่นนั้นได้รับความเสียหายเป็นเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยผู้ส่งของและเป็นเหตุมาจากโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายมีส่วนประมาทในการก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวด้วย

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,755.64 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ ส่วนค่าทนายความให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 223
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทรีเซน (กรุงเทพ) จำกัด กับพวก
บริษัทเอเวอร์วู้ด เทรดดิ้ง คัมปะนี
จำเลย — (พีทีอี) ลิมิเต็ด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายวิชัย อริยะนันทกะ
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
กำพล ภู่สุดแสวง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8346/2547
#412335
เปิดฉบับเต็ม

ความรับผิดของผู้ส่งของในความเสียหายอันเนื่องมาจากการแจ้งหรือจัดให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความในใบตราส่งโดยไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของเครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเลฯ นั้น เพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง และเมื่อผู้ขนส่งได้บันทึกให้ตามที่ผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความนั้นแล้ว จึงจะถือว่าผู้ส่งของได้รับรองกับผู้ขนส่งว่าข้อความที่แจ้งหรือจัดให้นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับของนั้นทุกประการ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความดังกล่าว บทบัญญัติ มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ส่งของรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ขนส่งแม้ผู้ส่งของจะได้โอนใบตราส่งนั้นให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดตามสัญญาขนของทางทะเลต่อบุคคลภายนอกผู้ทรงใบตราส่งนั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเหตุผลที่มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ส่งของรับผิดต่อผู้ขนส่งสำหรับความเสียหายดังกล่าว เป็นเพราะความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ทรงใบตราส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าที่ขนส่งไม่ถูกต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งอันเป็นผลมาจากผู้ส่งของยืนยันให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของเครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของจำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นที่ไม่ถูกต้องไว้ในใบตราส่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับใบตราส่งตามมาตรา 32 วรรคสองนี้จึงมิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือเรือผู้ขนส่งโดยตรง ดังนี้ การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักของสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปน้อยกว่าน้ำหนักสินค้าของสินค้าตามความเป็นจริง และมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งและสินค้าของผู้อื่นในเรือซึ่งไม่ใช่สินค้าตามใบตราส่ง จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 32 มาใช้บังคับได้แต่ต้องบังคับตามมาตรา 31 ซึ่งผู้ส่งของจะต้องรับผิดต่อผู้ขนส่ง ในกรณีที่ความเสียหายเป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของหรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหายจากการขนส่งสินค้าของจำเลยจำนวน 207,833.05 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กันยายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับขนของทางทะเล โจทก์ที่ 1 ใช้ชื่อทางการค้าว่า นอร์วีเจียนเอเชียไลน์ (Norwegian Asia Line) โจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าของเรือเดินทะเลชื่อเฮอริเทจ (HERITAGE) ส่วนจำเลยจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2542 จำเลยได้ว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าแบบเทกองไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 5 รายการรวมทั้งสิ้น 415 มัด ปริมาตรรวม 536.66 ลูกบาศก์เมตร รวมน้ำหนักประมาณ 378,995 กิโลกรัม จากท่าเรือสิงคโปร์ไปยังท่าเรือโคลัมโบ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ในการขนส่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปดังกล่าว โจทก์ที่ 2 ได้ร่วมทำการขนส่งกับโจทก์ที่ 1 โดยนำเรือเฮอริเทจมาใช้ขนส่ง โดยจำเลยได้แจ้งจำนวนปริมาตร และน้ำหนักของไม้เนื้อแข็งแปรรูปแต่ละรายการให้แก่โจทก์ที่ 1 ทราบโจทก์ที่ 1 ได้ออกใบตราส่งจำนวน 5 ฉบับให้แก่จำเลย โดยใบตราส่งแต่ละฉบับได้ระบุจำนวน ปริมาตร และน้ำหนักของไม้เนื้อแข็งแปรรูปตามที่จำเลยได้แจ้งไว้ โจทก์ที่ 1 ได้คิดค่าระวางตามปริมาตรของไม้เนื้อแข็งแปรรูปโจทก์ที่ 1 ได้จัดวางสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้ง 415 มัด ลงในระวางเรือเฮอริเทจโดยนำไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวนหนึ่งจัดวางเรียงบนฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ (Tweendeck Hatch Cover) ของระวางที่ 1 ซึ่งมีเนื้อที่จัดวางสินค้าเหลือประมาณ 104 ตารางเมตร และสามารถรับน้ำหนักบรรทุกได้มากที่สุดจำนวน 317.408 เมตริกตัน เรือเฮอริเทจออกเดินทางจากท่าเรือสิงคโปร์เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2542 ถึงท่าเรือโคลัมโบเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2542 เมื่อจะเปิดฝาระวางที่ 1 เพื่อขนถ่ายสินค้า พบว่าฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 ได้หักยุบลงไป สินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปที่ได้จัดวางไว้บนฝาระวางดังกล่าวหล่นไปทับสินค้าในระวางส่วนล่างแตกชำรุดเสียหาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อแรกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ฝาระวางเรือของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งเป็นความเสียหายที่จำเลยผู้ส่งของต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 32 หรือไม่ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่า กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักของสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปน้อยกว่าน้ำหนักของสินค้าตามความเป็นจริง เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งได้รับความเสียหายตามคำฟ้อง เป็นกรณีที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 32 ในหมวด 3 ว่าด้วยหน้าที่และสิทธิของผู้ส่งของ แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความตามมาตรา 23 เพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง และเมื่อได้บันทึกให้ตามนั้นแล้วให้ถือว่าผู้ส่งของได้รับรองกับผู้ขนส่งว่าข้อความที่แจ้งหรือจัดให้นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับของนั้นทุกประการ

ถ้ามีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความตามวรรคหนึ่ง ผู้ส่งของต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ขนส่ง แม้ว่าผู้ส่งของจะได้โอนใบตราส่งนั้นให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ตาม แต่ทั้งนี้ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบุคคลภายนอก" นั้น เห็นว่า มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ส่งของเป็นผู้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความในใบตราส่งเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของจำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่น ถ้าผู้ขนส่งหรือบุคคลอื่นซึ่งออกใบตราส่งในนามของผู้ขนส่งทราบ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับของที่รับไว้จริง หรือไม่ถูกต้องตรงกับของที่ได้รับบรรทุกไว้จริงในกรณีที่มีการออกใบตราส่งชนิด "บรรทุกแล้ว" หรือไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของรายการดังกล่าวในใบตราส่ง โดยวิธีการอันสมควรแก่วิสัยและพฤติการณ์ในภาวะเช่นนั้นได้ บุคคลดังกล่าวต้องบันทึกเป็นข้อสงวนไว้ในใบตราส่งโดยระบุถึงข้อที่ไม่ตรงกับความจริง เหตุแห่งความสงสัย หรือพฤติการณ์ที่ไม่อาจตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงได้แล้วแต่กรณี" และมาตรา 25 บัญญัติว่า "ถ้ามิได้บันทึกไว้เป็นข้อสงวนในใบตราส่งตามมาตรา 23 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ขนส่งได้รับของไว้หรือได้บรรทุกของลงเรือในกรณีที่เป็นใบตราส่งชนิด "บรรทุกแล้ว" ทั้งนี้ตามรายการที่แสดงไว้ในใบตราส่งนั้น แต่ถ้าใบตราส่งใดได้โอนไปยังผู้รับตราส่งหรือบุคคลภายนอกซึ่งได้กระทำการโดยสุจริต โดยเชื่อข้อความในใบตราส่งนั้นแล้ว ห้ามมิให้ผู้ขนส่งพิสูจน์เป็นอย่างอื่น" เห็นได้ว่า กรณีที่จะต้องบังคับตามบทบัญญัติมาตรา 32 ดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่ผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความตามมาตรา 23 เกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่น เพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่ง และเมื่อผู้ขนส่งได้บันทึกให้ตามที่ผู้ส่งของได้แจ้งหรือจัดให้ซึ่งข้อความนั้นแล้ว จึงจะถือว่าผู้ส่งของได้รับรองกับผู้ขนส่งว่าข้อความที่แจ้งหรือจัดให้นั้นถูกต้องตรงกับความเป็นจริงเกี่ยวกับของนั้นทุกประการ หากมีความเสียหายเกิดขึ้นเนื่องจากความไม่ถูกต้องแท้จริงของข้อความดังกล่าว มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ส่งของรับผิดชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ขนส่งแม้ผู้ส่งของจะได้โอนใบตราส่งนั้นให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก็ตามแต่ทั้งนี้ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดตามสัญญารับขนของทางทะเลต่อบุคคลภายนอกผู้ทรงใบตราส่งนั้น ซึ่งเห็นได้ว่าเหตุผลที่มาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ส่งของรับผิดต่อผู้ขนส่งสำหรับความเสียหายดังกล่าวเป็นเพราะความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่ผู้ขนส่งยังคงต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกซึ่งเป็นผู้ทรงใบตราส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลเนื่องจากผู้ขนส่งส่งมอบสินค้าที่ขนส่งไม่ถูกต้องตรงตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งอันเป็นผลมาจากผู้ส่งของยืนยันให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของ เครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นที่ไม่ถูกต้องนั้นไว้ในใบตราส่ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับใบตราส่งตามมาตรา 32 วรรคสอง นี้ จึงมิใช่ความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ขนส่งหรือเรือของผู้ขนส่งโดยตรงดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 31 ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าที่ขนส่งแก่โจทก์ที่ 1 ผู้ขนส่งว่าเป็นไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 5 รายการ รวมทั้งสิ้น 173 มัด รวมน้ำหนักประมาณ 167.244 เมตริกตัน โจทก์ที่ 1 ได้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยโดยโจทก์ที่ 1 บันทึกรายละเอียดของสินค้าตามที่จำเลยได้แจ้งไว้มิใช่กรณีที่จำเลยแจ้งน้ำหนักของสินค้าเพื่อให้โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งบันทึกข้อความไว้ในใบตราส่งและความเสียหายที่เกิดขึ้นในคดีนี้เป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 และสินค้าอื่น กล่าวคือ เกิดแก่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ และสินค้าอื่นที่ฝาระวางหักพังลงมาทับซึ่งไม่ใช่สินค้าตามใบตราส่ง มิใช่ความเสียหายที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดต่อผู้ทรงใบตราส่งซึ่งเป็นบุคคลภายนอกอันเป็นความเสียหายที่ผู้ส่งของต้องรับผิดต่อผู้ขนส่งเนื่องจากการแจ้งข้อความเกี่ยวกับลักษณะทั่วไปแห่งของเครื่องหมายที่จำเป็นเพื่อบ่งตัวของ จำนวนหน่วยการขนส่ง น้ำหนักของหรือปริมาณอย่างอื่นเพื่อให้ผู้ขนส่งบันทึกข้อความนั้นไว้ในใบตราส่งไม่ถูกต้องตามมาตรา 32 ดังนี้ กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักของสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปน้อยกว่าน้ำหนักของสินค้าตามความจริง และมีความเสียหายเกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งและสินค้าอื่นซึ่งมิใช่สินค้าตามใบตราส่งจึงเป็นกรณีที่ไม่อาจนำบทบัญญัติมาตรา 32 มาใช้บังคับได้เมื่อความเสียหายนั้นเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่เรือของโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งโดยตรง กรณีนี้จึงต้องบังคับตามมาตรา 31 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ส่งของไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นได้รับความเสียหายหรือการที่เรือเสียหาย เว้นแต่จะเป็นเหตุมาจากความผิดหรือประมาทเลินเล่อของผู้ส่งของหรือตัวแทนหรือลูกจ้างของผู้ส่งของหรือจากสภาพแห่งของนั้นเอง โดยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งของนั้น" อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยผู้ส่งของแจ้งน้ำหนักไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด แก่โจทก์ที่ 1 ผู้ขนส่งไม่ถูกต้องอันเป็นความผิดหรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยจำเลยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 31 หรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่าสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปของจำเลยจำนวน 415 มัด ตามใบตราส่ง 5 ฉบับ ได้ถูกจัดบรรทุกลงในเรือเฮอริเทจ โดยระบุว่า ไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 285 มัด ปริมาตร 361.47 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักรวม 255,276 กิโลกรัม จำนวน 56 มัด ปริมาตร 72.16 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักรวม 50,963 กิโลกรัม จำนวน 24 มัด ปริมาตร 35.99 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักรวม 25,415 กิโลกรัม จำนวน 35 มัด ปริมาตร 52.99 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักรวม 37,420 กิโลกรัม และจำนวน 15 มัด ปริมาตร 14.05 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักรวม 9,921 กิโลกรัม ตามลำดับ และข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบโดยจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ทั้งสองได้นำสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปตามใบตราส่งฉบับที่ 2 ถึงที่ 5 รวมกับไม้เนื้อแข็งแปรรูปตามใบตราส่งฉบับแรก ส่วนหนึ่งจำนวน 43 มัด รวมเป็นไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้งสิ้น 173 มัด จัดวางลงบนฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 ซ้อนกันสูงประมาณ 6 ถึง 7 ชั้น ในเนื้อที่ 104 ตารางเมตร น้ำหนักเฉลี่ยของไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด ดังกล่าว ตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งทั้ง 5 ฉบับ รวม 167,244 กิโลกรัม หรือ 167.244 เมตริกตัน ส่วนไม้เนื้อแข็งแปรรูปตามใบตราส่งฉบับแรกจำนวน 242 มัด โจทก์ทั้งสองได้แยกนำไปจัดวางไว้ในระวางที่ 2 และที่ 3 และโจทก์ทั้งสองมีนายทศพร พนักงานตรวจสอบเรือและสินค้าของบริษัทมารีนเซอร์เวย์เยอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า พยานเป็นผู้สำรวจความเสียหายรายนี้ ได้ทำการสุ่มตัวอย่างไม้เนื้อแข็งแปรรูปที่บรรทุกอยู่บนฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 จำนวน 20 มัด จากจำนวน 173 มัด โดยสุ่มตรวจไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 9 มัด จากส่วนของไม้จำนวน 43 มัด สุ่มตรวจ จำนวน 3 มัด จากส่วนของไม้จำนวน 24 มัด สุ่มตรวจจำนวน 6 มัด จากส่วนของไม้จำนวน 56 มัด สุ่มตรวจจำนวน 1 มัด จากส่วนของไม้จำนวน 15 มัด และสุ่มตรวจจำนวน 1 มัด จากส่วนของไม้จำนวน 35 มัด พบว่า ไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 20 มัด แต่ละมัดมีน้ำหนักตั้งแต่ 1.117 เมตริกตัน ถึง 3.099 เมตริกตัน รวม 36.735 เมตริกตัน ซึ่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 1 มัด จะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.837 เมตริกตัน ส่วนน้ำหนักเฉลี่ยตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งจะเท่ากับ 0.966 เมตริกตัน ต่อ 1 มัด ดังนั้นผลต่างของน้ำหนักที่แท้จริงกับน้ำหนักที่จำเลยแจ้งไว้จะเท่ากับ 0.871 เมตริกตัน ต่อ 1 มัด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้ง 173 มัด จะเท่ากับ 150.683 เมตริกตัน หรือน้ำหนักไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด ที่แท้จริงจึงควรมีน้ำหนัก 317.927 เมตริกตัน ส่วนจำเลยมิได้มีพยานหลักฐานมาสืบหักล้างเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่าไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด ที่เกิดเหตุมีน้ำหนักที่แท้จริงประมาณ 317.927 เมตริกตัน แต่จำเลยได้แจ้งแก่โจทก์ที่ 1 ให้จดแจ้งไว้ในใบตราส่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 167.244 เมตริกตัน จึงเห็นได้ว่าจำเลยได้แจ้งน้ำหนักไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด ไม่ถูกต้อง ปัญหาว่าการแจ้งน้ำหนักของไม่ถูกต้องนั้น เป็นความผิดหรือความประมาทของจำเลยโดยจำเลยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายหรือไม่ เห็นว่า แม้ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดในพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ส่งของต้องแจ้งน้ำหนักของที่ส่งแก่ผู้ขนส่งก็ตาม แต่จากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองและจำเลยปราฎกว่า จำเลยผู้ส่งสินค้าไม้แปรรูปได้แจ้งน้ำหนักของไม้แก่โจทก์ที่ 1 ผู้ขนส่งโดยคำนวณตามสูตรของคณะกรรมการพัฒนาการค้าสิงคโปร์ ด้วยการนำปริมาตรของไม้เป็นลูกบาศก์ฟุตหรือลูกบาศก์เมตรเป็นตัวตั้งหารด้วย 1.416 ผลลัพธ์ที่ได้จะได้น้ำหนักของไม้เป็นกิโลกรัม และโจทก์ที่ 1 ก็ได้บันทึกน้ำหนักของไม้ตามที่จำเลยคำนวณดังกล่าวลงในใบตราส่ง ฉบับที่ 2 ถึงที่ 6 โจทก์ทั้งสองและจำเลยนำสืบรับกันว่า การส่งไม้เนื้อแข็งจะไม่มีการชั่งน้ำหนักไม้ก่อนเพราะต้องเสียเวลามากจึงต้องใช้สูตรการคำนวณน้ำหนักของไม้ดังกล่าวและคิดระวางบรรทุกกันตามปริมาตรและขนาดของไม้นั้น แม้การคิดค่าระวางบรรทุกในการส่งสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปจะคิดค่าระวางกันตามปริมาตรและขนาดของไม้ แต่การที่มีสูตรการคำนวณน้ำหนักของไม้เนื้อแข็งแปรรูปที่ขนส่งตามสูตรของคณะกรรมการพัฒนาการค้าสิงคโปร์ แสดงให้เห็นว่าประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งไม้เนื้อแข็งแปรรูป จำเลยผู้ส่งของต้องแจ้งน้ำหนักของไม้ให้ผู้ขนส่งทราบเพื่อประโยชน์ในการจัดวางสินค้านั้นลงในระวางเรือของโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งด้วย แม้จำเลยผู้ส่งของจะนำสืบว่าได้แจ้งน้ำหนักของไม้เนื้อแข็งแปรรูปตามสูตรการคำนวณของคณะกรรมการพัฒนาการค้าสิงคโปร์ แต่น้ำหนักของไม้ที่แจ้งนั้นไม่น่าจะคลาดเคลื่อนและขาดไปมากถึงจำนวน 150,683 กิโลกรัม ซึ่งเป็นจำนวนน้อยกว่าน้ำหนักที่แท้จริงถึงเกือบสองเท่า พฤติการณ์ดังกล่าวนับได้ว่าการแจ้งน้ำหนักไม่ถูกต้องนั้นเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยซึ่งมิได้ใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอตามวิสัยของจำเลยผู้ประกอบกิจการส่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 บนเรือเฮอริเทจของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งหักพังลงมากระแทกสินค้าอื่นจนฝาระวางและสินค้าอื่นนั้นได้รับความเสียหาย เป็นเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยโดยจำเลยผู้ส่งของมิได้ปฏิบัติตามประเพณีทางการค้าเกี่ยวกับการส่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปนั้นอย่างไรก็ตามโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้ขนส่งก็มีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการบรรทุกลงเรือซึ่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปที่ตนทำการขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 10 ด้วย การที่โจทก์ทั้งสองนำไม้เนื้อแข็งแปรรูปซึ่งเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมากไปวางไว้บนฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ย่อมเสี่ยงต่อการที่ฝาระวางดังกล่าวจะหักพังลงมาเพราะรับน้ำหนักไม่ได้ในข้อนี้แม้จะปรากฏตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายอิศรานันท์ และนายอิสเรศวร์ ลูกจ้างบริษัทโจทก์ทั้งสองว่า ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ของระวางที่ 1 ดังกล่าว ในเรือเฮอริเทจมีเนื้อที่จัดวางสินค้าไม้แปรรูปเหลือประมาณ 104 ตารางเมตร และสามารถรับน้ำหนักได้มากที่สุดจำนวน 317.408 เมตริกตัน หากสินค้าไม้แปรรูปมีน้ำหนักเพียง 167.244 เมตริกตัน ตามที่จำเลยแจ้งฝาระวางนั้นย่อมสามารถรับน้ำหนักของไม้นั้นได้อย่างแน่นอนก็ตาม แต่ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายวิบูลย์ เจ้าพนักงานตรวจเรือ 4 กองตรวจเรือ กรมเจ้าท่าพยานโจทก์ทั้งสองซึ่งตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เรือเฮอริเทจสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2519 ตามรายงานการซ่อมแซมเรือเฮอริเทจ ไม่ปรากฎว่ามีการซ่อมในส่วนของฝาระวางทวีนเดก แสดงให้เห็นว่าฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ในเรือเฮอริเทจลำที่ใช้บรรทุกสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปของจำเลยจากท่าเรือสิงคโปร์เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2542 นั้นได้ใช้งานในการบรรทุกสินค้าบนฝาระวางนั้นมานานถึง 23 ปี โดยไม่มีการซ่อมแซมมาก่อน ความมั่นคงแข็งแรงของฝาระวางดังกล่าวย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาที่ใช้งานมานานถึง 23 ปี ไม่น่าเชื่อว่ายังคงมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักได้ถึง 317.408 เมตริกตัน ดังที่นายอิศรานันท์และนายอิสเรศวร์ยืนยัน และหากฝาระวางนั้นยังคงรับน้ำหนักบรรทุกได้ถึงจำนวนดังกล่างจริง น้ำหนักของไม้แปรรูปที่แท้จริงก็ปรากฏว่ามีน้ำหนักประมาณ 317 เมตริตัน ฝาระวางนั้นก็น่าจะรับน้ำหนักของไม้แปรรูปที่แท้จริงนั้นได้ ไม่น่าจะหักพังลงมาจนเกิดเหตุเป็นคดีนี้ขึ้น โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งย่อมทราบดีถึงสภาพของฝาระวางดังกล่าวว่าใช้งานมานาน ฝาระวางนั้นย่อมเสื่อมสภาพลงไม่อาจรับน้ำหนักได้ถึงจำนวน 317 เมตริกตัน การนำไม้แปรรูปที่โจทก์ทั้งสองทราบดีว่าน้ำหนักของไม้ที่จำเลยแจ้งนั้นเป็นเพียงการประมาณน้ำหนักโดยคิดตามสูตรคำนวณของคณะกรรมการพัฒนาการค้าสิงคโปร์ ซึ่งจำเลยนำสืบว่าเป็นสูตรซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้ขนส่ง ผู้ส่งไม้ ผู้จัดส่งสินค้า และผู้รับตราส่ง ซึ่งในข้อนี้โจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบโต้แย้งแต่อย่างใด การที่โจทก์ทั้งสองจัดวางไม้เนื้อแข็งแปรรูปนั้นไว้บนฝาระวางดังกล่าวก็เห็นได้ว่าเป็นการจัดวางเพื่อประโยชน์และความสะดวกของโจทก์ทั้งสองเองที่ง่ายต่อการขนถ่ายสินค้าไม้นั้นลงจากเรือเมื่อถึงเมืองท่าต่อไปที่ท่าเรือโคลัมโบ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งมิได้ใช้ความระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการบรรทุกลงเรือซึ่งไม้แปรรูปที่ตนทำการขนส่งดังกล่าวตามวิสัยของโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่ง โจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งจึงมีส่วนประมาทในการบรรทุกไม้แปรรูปนั้นลงเรือจนเป็นเหตุให้ฝาระวางที่ 1 หักพังลงมากระแทกกับสินค้าอื่นจนได้รับความเสียหายด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 บนเรือเฮอริเทจของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งหักพังลงมาและกระแทกกับสินค้าอื่นจนฝาระวางและสินค้าอื่นนั้นได้รับความเสียหายเป็นเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยผู้ส่งของ และเป็นเหตุมาจากโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายมีส่วนประมาทในการก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวด้วย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายเพียงใด โจทก์ทั้งสองมีนายยอดชาย ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายปฏิบัติการบริษัทโจทก์ที่ 1 มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าการที่จำเลยไม่แจ้งน้ำหนักสินค้าที่ถูกต้องให้โจทก์ทั้งสองทราบ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายดังนี้คือ การหักพังของฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของฝาระวางที่ 1 ทำให้สินค้าของผู้รับตราส่งที่ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา สูญหายและชำรุดหลายรายการ ซึ่งผู้รับตราส่งดังกล่าวได้เรียกร้องให้โจทก์ทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 30,598.84 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 17,861.68 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าระวางที่จำเลยต้องเสียเพิ่มเนื่องจากการแจ้งน้ำหนักต่ำกว่าความจริงคือเดิมแจ้งน้ำหนักของสินค้าทั้งหมดรวม 1,131.16 เมตริกตัน ซึ่งคิดเป็นค่าระวางจำนวน 33,394.80 ดอลลาร์สหรัฐ แต่น้ำหนักรวมของสินค้าทั้งหมดมีจำนวน 1,762.27 เมตริกตัน ดังนั้น จำเลยต้องเสียค่าระวางตามน้ำหนักที่แท้จริง เมตริกตันละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 52,868.10 ดอลลาร์สหรัฐ และจำเลยต้องเสียค่าปรับอีก 1 เท่า ของค่าระวางที่แท้จริงคือจำนวน 52,868.10 ดอลลาร์สหรัฐ รวมค่าระวางที่ต้องชำระเพิ่มและค่าปรับเป็นเงิน 71,801.40 ดอลลาร์สหรัฐ เรือเฮอริเทจต้องเสียเวลาในการขนถ่ายสินค้าที่ชำรุดเสียหายจำนวน 96 ชั่งโมง รวมทั้งค่าปรับและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันเนื่องจากการขนถ่ายเกินเวลาจำนวน 303,436.05 รูเปียศรีลังกา (ที่ถูกรูปีศรีลังกา) คิดเป็นเงิน 7,429.02 ดอลลาร์สหรัฐ การที่เรือเฮอริเทจต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้น 96 ชั่วโมง โจทก์ทั้งสองขอคิดค่าเสียเวลาเรือเป็นเงินจำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ค่าซ่อมแซมฝาระวาง บ่ารองรับคานเหล็ก และอุปกรณ์อื่นที่เกี่ยวข้องที่เมืองท่าดูไบเป็นเงิน 45,051 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าติดตั้งฝาระวางและซ่อมแซมเพิ่มเติมในประเทศไทยจำนวน 23,949.95 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 69,000.95 ดอลลาร์สหรัฐ เรือเฮอริเทจต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในระหว่างขนถ่ายสินค้าเป็นเวลา 96 ชั่วโมง ชั่วโมงละ 0.104166 เมตริกตัน ราคาเมตริกตันละ 174 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 1,740 ดอลลาร์สหรัฐ เรือเฮอริเทจมีอัตราค่าเช่าวันละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต้องใช้เวลาซ่อมแซม 20 วัน จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นเงิน 207,833.05 ดอลลาร์สหรัฐ ที่จำเลยต้องชดใช้ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนฝ่ายจำเลยมีเพียงนายลิม ก๊อก อัน หรือสตีเวน ลิม มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 10 มัด ที่ขาดหายไปโดยไม่ทราบเหตุ ไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการพังทลายของฝาระวาง ทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบ เห็นว่า ค่าซ่อมแซมฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 ที่เมืองท่าดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และที่ประเทศไทยรวม 69,000.95 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น รับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองได้เสียค่าซ่อมแซมฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 เป็นเงิน 69,000.95 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นค่าเสียหายโดยตรงที่จำเลยต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ทั้งสอง ส่วนกรณีที่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 หักพังยุบลงทำให้สินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปที่วางอยู่บนฝาระวางดังกล่าวหล่นลงไปทับสินค้าอื่นของระวางส่วนล่าง ทำให้สินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปสูญหายจำนวน 10 มัด และสินค้าอื่นแตกหักได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินรวม 17,861.68 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสียหายในส่วนนี้จำเลยมีนายลิม ก๊อก อัน หรือสตีเฟน ลิม มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงโต้แย้งว่าตามหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายของผู้รับตราส่งมีรายการระบุว่าไม้เนื้อแข็งแปรรูปขาดหายไปจำนวนฉบับละ 10 มัดนั้น ไม่ใช่ความเสียหายอันเกิดจากการหักพังของฝาระวางดังกล่าวนั้น เห็นว่า การที่จำเลยผู้ส่งแจ้งน้ำหนักไม้แปรรูปไม่ถูกต้องเป็นเหตุให้ฝาระวางที่ 1 หักพังยุบลงไปดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น แต่หาได้เป็นเหตุให้สินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปสูญหายไปไม่คงเป็นเหตุให้ฝาระวางดังกล่าวหล่นลงไปทับสินค้าอื่นแตกหักได้รับความเสียหายยเท่านั้นจำเลยจึงไม่ต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเพราะการสูญหายของสินค้านั้น ปรากฏว่าสินค้าไม้แปรรูปสูญหายไปเป็นเงิน 11,394.64 ดอลลาร์สิงคโปร์ และ 6,627.78 ดอลลาร์สิงคโปร์ รวมเป็นเงิน 18,022.42 ดอลลาร์สิงคโปร์ ปรากฎตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายยอดชาย พยานโจทก์ว่า ค่าเสียหายส่วนนี้เป็นเงิน 30,598.84 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 17,861.68 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสียหายในส่วนนี้จึงมีจำนวนเพียง 12,576.42 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 7,341.32 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าจากการที่มีสินค้าหักชำรุดเสียหายทำให้เรือเฮอริเทจต้องเสียเวลามากขึ้นถึง 96 ชั่งโมง ในการขนถ่ายเศษซากสินค้าที่หักชำรุดเสียหายขึ้นจากเรือต้องเสียค่าปรับและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อันเนื่องจากขนถ่ายสินค้าเกินเวลาเป็นเงิน 7,429.02 ดอลลาร์สหรัฐ และขณะขนถ่ายสินค่าเกินเวลาดังกล่าว เรือเฮอริเทจต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างขนถ่ายสินค้าชั่วโมงละ 0.104166 เมตริกตัน ราคาเมตริกตันละ 174 ดอลลาร์สหรัฐ จำนวน 96 ชั่วโมง รวมเป็นค่าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งสิ้นจำนวน 1,740 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการหักพังของฝาระวาง ส่วนค่าเสียหายที่เรือเฮอริเทจต้องเสียเวลาจอดที่ท่าเรือโคลัมโบมากขึ้นจำนวน 96 ชั่งโมง และโจทก์ทั้งสองขอคิดค่าเสียหายชั่วโมงละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ กับค่าขาดประโยชน์ของเรือเฮอริเทจในระหว่างนำเข้าซ่อมแซมฝาระวางที่ชำรุดเสียหายเป็นเวลา 20 วัน เป็นเงินวันละ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเพียงระวางเดียวเป็นเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นแม้จำเลยจะไม่มีพยานมาสืบหักล้าง แต่ก็ได้ความจากคำเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายอิศรานันท์ นายเรือเรือเฮอริเทจในขณะเกิดเหตุว่า พยานได้ปฏิบัติงานบนเรือเฮอริเทจซึ่งรับขนสินค้าจำนวน 2 เที่ยวเดินทางเที่ยวแรกเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2542 บรรทุกข้าวสารและน้ำตาลจำนวนประมาณ 700 ตัน เต็มระวางที่ 1 โดยขนถ่ายสินค้าขึ้นที่ท่าเรือปลายทางเมื่อประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2542 หลังจากการขนถ่ายสินค้าขึ้นที่ท่าเรือปลายทางแล้วลูกเรือได้ทำความสะอาดและตรวจเช็คระวางเรือ ต่อจากนั้นเมื่อประมาณกลางเดือนสิงหาคม 2542 ได้ตรวจสภาพเรืออย่างละเอียดในอู่แห้ง และเมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2542 ขณะนำเรือเดินทางกลับประเทศไทยพยานได้รับคำสั่งจากโจทก์ทั้งสองให้นำเรือเฮอริเทจไปบรรทุกสินค้าที่ท่าเรือหลายประเทศอันเป็นเที่ยวที่เกิดเหตุคดีนี้ จะเห็นได้ว่าเรือสินค้าเมื่อบรรทุกสินค้าในแต่ละเที่ยว จะต้องมีการทำความสะอาดและตรวจเช็คระวางเรือเป็นเวลาหลายวัน เพื่อให้เรือสินค้ามีความสมบูรณ์และเหมาะสมในการบรรทุกสินค้าในเที่ยวต่อ ๆ ไป มิได้รับบรรทุกสินค้าติดต่อกันทุกวันการเสียเวลาขนถ่ายสินค้านานเกินกว่าปกติ ศาลก็กำหนดค่าเสียหายในส่วนอื่นให้อยู่แล้ว หรือการต้องเข้าซ่อมฝาระวางเรือเป็นเวลา 20 วัน หลังจากขนถ่ายสินค่าขึ้นจากเรือแล้วถือเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพเรือตามปกติที่ต้องทำอยู่แล้วถือได้ว่าโจทก์ทั้งสองมิได้รับความเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่นำเรือเข้าซ่อมแซมฝาระวางจำนวน 20 วัน ทั้งไม่อาจเรียกค่าสียเวลาเรือจำนวน 96 ชั่งโมง ที่จอดอยู่ที่ท่าเรือโคลัมโบได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอเรียกค่าระวางเพิ่มจากการแจ้งน้ำหนักสินค้าต่ำกว่าความจริงและค่าปรับอีก 1 เท่า เป็นเงิน 71,801.40 ดอลลาร์สหรัฐ โดยนำสืบว่าน้ำหนักสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้งหมดมีจำนวน 1,131.16 เมตริกตัน คิดค่าระวางจากจำเลยเป็นเงิน 33,394.80 ดอลลาร์สหรัฐแต่จากการตรวจสอบพบว่าสินค้าดังกล่าวมีน้ำหนักที่แท้จริงรวม 1,762.27 เมตริกตัน จำเลยต้องชำระค่าระวางตามน้ำหนักที่แท้จริงเป็นเงิน 52,868.10 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น จำเลยจึงต้องชำระค่าระวางเพิ่มและค่าปรับเป็นเงินรวม 71,801.40 ดอลลาร์สหรัฐ นั้นเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ขนส่งไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวนหนึ่งและมีสินค้าไม้เนื้อแข็งแปรรูปส่วนหนึ่ง ซึ่งจำเลยแจ้งว่าเป็นไม้เนื้อแข็งแปรรูป 5 รายการจำนวน 173 มัด น้ำหนักรวมประมาณ 167.244 เมตริกตันแต่ปรากฎว่าไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด มีน้ำหนักมากกว่าน้ำหนักที่จำเลยได้แจ้งไว้ต่อโจทก์ โดยมิได้บรรยายถึงจำนวนไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้งหมดว่ามีจำนวนเท่าใด มีน้ำหนักที่แท้จริงเท่าใด กับมิได้บรรยายถึงน้ำหนักทั้งหมดของไม้ดังกล่าวที่จำเลยแจ้งต่อโจทก์ที่ 1 ไว้ การที่โจทก์ทั้งสองนำสืบถึงจำนวนน้ำหนักของไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้งหมดที่จำเลยได้แจ้งไว้ และน้ำหนักที่แท้จริงที่มากขึ้นทั้งหมดจึงเป็นการนำสืบเกินกว่าที่บรรยายในคำฟ้อง เมื่อโจทก์ทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นว่าไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด โจทก์ทั้งสองคิดค่าระวางเป็นเงินเท่าใดและจำเลยจะต้องเสียเพิ่มเป็นเงินเท่าใด จึงเป็นการนำสืบไม่สมกับคำฟ้อง นอกจากนี้ข้อเท็จจริงยังได้ความว่า ตามประเพณีการค้าการคิดระวางไม้เนื้อแข็งแปรรูปนั้นคำนวณตามปริมาตรไม่ใช่น้ำหนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งปริมาตรของไม้เนื้อแข็งแปรรูปจำนวน 173 มัด ไม่ตรงกับความจริง โจทก์ทั้งสองจึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระค่าระวางเพิ่มและเบี้ยปรับได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า การคิดค่าระวางไม้เนื้อแข็งแปรรูปนั้น คิดคำนวณจากปริมาตรหรือน้ำหนักของไม้แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะได้ค่าระวางมากกว่ากันนั้น โจทก์ทั้งสองคงมีแต่พยานบุคคลเบิกความลอย ๆ ไม่มีระบุไว้ในข้อตกลง จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย ทั้งโจทก์ทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่าไม้เนื้อแข็งแปรรูปทั้ง 173 มัด คิดค่าระวางตามปริมาตรเป็นเงินจำนวนเท่าใด และหากคิดตามน้ำหนักที่แท้จริงแล้วเป็นค่าระวางมากกว่าจริงหรือไม่ ศาลจึงไม่อาจให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองได้ สรุปความเสียหายที่โจทก์ทั้งสองได้รับจึงมีค่าซ่อมแซมฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 จำนวน 69,000.95 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสียหายของสินค้าอื่นจำนวน 7,341.32 ดอลลาร์สหรัฐ ความเสียหายเนื่องจากการขนถ่ายสินค้าเกินเวลาจำนวน 7,429.02 ดอลลาร์สหรัฐ และความเสียหายที่เรือเฮอริเทจต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงระหว่างการขนถ่ายสินค้าเกินเวลาจำนวน 1,740 ดอลลาร์สหรัฐ รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้นจำนวน 85,511.29 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าที่ฝาระวางทวีนเดก แฮช คัฟเวอร์ ของระวางที่ 1 บนเรือเฮอริเทจของโจทก์ที่ 2 ผู้ขนส่งหักพังลงมาและกระแทกกับสินค้าอื่นจนฝาระวางและสินค้าอื่นนั้นได้รับความเสียหายเป็นเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยผู้ส่งของและเป็นเหตุมาจากโจทก์ทั้งสองผู้ขนส่งซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายมีส่วนประมาทในการก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าวด้วย จึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยรับผิดชดใช้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน 42,755.64 ดอลลาร์สหรัฐ อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 42,755.64 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทย ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 31 ม. 32
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทโทรีเซน (กรุงเทพ) จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเอเวอร์วู้ด เทรดดิ้งคัมปะนี (พีทีอี) ลิมิเต็ด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
กำพล ภู่สุดแสวง
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2547
#113101
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมี 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยเมื่อจำเลยลงจากเครื่องบินของสายการบินที่จำเลยโดยสารมาจากเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินไปยังเมืองไทเป ดินแดนไต้หวัน ขณะจำเลยเดินผ่านห้องผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานกรุงเทพ จำเลยจึงเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว เมื่อจำเลยมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งตามกฎหมายไทยบัญญัติว่าเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 65 , 66 และ 102 ป.อ. มาตรา 32 , 33 , 80 และ 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามี 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง , 66 วรรคสอง และ 102 จำคุกตลอดชีวิต

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมี 3,4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยได้นำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวมาจากเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ จะไปยังเมือไทเป ดินแดนไต้หวัน แต่เนื่องจากเครื่องบินของสายการบินที่จำเลยโดยสารมานั้นมีความจำเป็นต้องจอดและพักเครื่องที่กรุงเทพมหานคร จึงเป็นเหตุให้จำเลยถูกจับกุมมาดำเนินคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทยหรือไม่ จำเลยเบิกความรับว่า จำเลยนำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวไปส่งให้แก่ลูกค้าที่เมืองไทเป ดินแดนไต้หวัน ซึ่งต้องแวะเพื่อเปลี่ยนและส่งผู้โดยสารที่กรุงเทพมหานคร เมื่อมาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ จำเลยจึงเดินลงจากเครื่องบินลำดังกล่าวผ่านห้องผู้โดยสารขาออกเพื่อจะไปขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่ง ขณะที่เดินผ่านเครื่องตรวจโลหะ มีสัญญาเตือนดังขึ้น เจ้าพนักงานจึงตรวจค้นจำเลย ขณะที่ตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษดังกล่าว จำเลยลงจากเครื่องบินมาอยู่ในอาคารผู้โดยสารขาออกของท่าอากาศยานกรุงเทพ จำเลยจึงเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยแล้ว เมื่อจำเลยมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งตามกฎหมายไทยบัญญัติว่าเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร จำเลยต้องรับโทษตามกฎหมายไทยตาม ป.อ. มาตรา 4

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 4
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง ม. 66 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอึ้ง ยู โธ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญเลิศ เย็นทรวง
ชื่อองค์คณะ
อำนวย เต้พันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8335/2547
#412213
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่เจ้าพนักงานตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษ จำเลยลงจากเครื่องบินมาอยู่ในอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานกรุงเทพ เพื่อจะไปขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่ง จำเลยจึงเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว เมื่อจำเลยมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งตามกฎหมายไทยบัญญัติว่าเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักรต้องรับโทษตามกฎหมายไทยตาม ป.อ. มาตรา 4

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66 และ 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80 และ 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามี 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง และ 102 จำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี ริบ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนและสายรัดของกลาง ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดในราชอาณาจักรไทยหรือไม่ โจทก์มีนายอนันต์และนายธรรมรัฐเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ขณะที่นายอนันต์และนายธรรมรัฐสังเกตการณ์อยู่ที่ทางออกประตูหมายเลข 26 เห็นจำเลยเดินออกมาจากที่พักผู้โดยสารขาออกเพื่อจะเตรียมตัวขึ้นเครื่องบิน จึงเข้าไปขอตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษดังกล่าว ส่วนจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยนำยาเสพติดให้โทษดังกล่าวไปส่งให้แก่ลูกค้าที่เมืองไทเป ดินแดนไต้หวัน โดยสายการบิน อีวีเอ แอร์ เที่ยวบินที่ บีอาร์ 0076 ซึ่งต้องแวะเพื่อเปลี่ยนและส่งผู้โดยสารที่กรุงเทพมหานคร เมื่อมาถึงท่าอากาศยานกรุงเทพ เจ้าหน้าที่ประจำสายการบินประกาศให้ผู้โดยสารที่ประสงค์จะเดินทางไปเมืองไทเปลงจากเครื่องบินเพื่อไปขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งที่ทางออกประตูหมายเลข 26 จำเลยจึงเดินลงจากเครื่องบินลำดังกล่าว ผ่านห้องผู้โดยสารขาออกเพื่อจะไปขึ้นเครื่องบินอีกลำหนึ่งที่ทางออกประตูหมายเลข 26 ขณะที่เดินผ่านเครื่องตรวจโลหะมีสัญญาณเตือนดังขึ้น เจ้าพนักงานจึงตรวจค้นจำเลย ในที่สุดก็พบยาเสพติดให้โทษดังกล่าว จากคำเบิกความของพยานโจทก์และพยานจำเลยดังกล่าวซึ่งเจือสมพยานโจทก์แสดงให้เห็นว่าขณะที่ตรวจค้นพบยาเสพติดให้โทษดังกล่าว จำเลยลงจากเครื่องบินมาอยู่ในอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานกรุงเทพ จำเลยจึงเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยแล้ว เมื่อจำเลยมียาเสพติดให้โทษดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งตามกฎหมายไทยบัญญัติว่าเป็นความผิด จำเลยจึงเป็นผู้กระทำความผิดในราชอาณาจักร จำเลยต้องรับโทษตามกฎหมายไทยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่คดีนี้ 3, 4 - เมทิลลีนไดออกซิเมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 2 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอึ้ง ยู โธ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2547
#411987
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 ตอนแรกที่บัญญัติว่า "บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตาม พ.ร.บ. นี้ และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 69 หรือมาตรา 70 ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง..."นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการทางอาญาที่ก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกแก่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้เป็นที่มั่นใจแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ว่าทรัพย์ดังกล่าวจะไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาดโดยมิชอบอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อีกต่อไป ดังนั้น หากทรัพย์ของกลางเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ศาลย่อมต้องพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนทรัพย์สิ่งใดจะเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์อย่างใดหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์นั้นเป็นแต่ละกรณีไป คดีนี้ปรากฎข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามคำฟ้องโดยจำเลยให้การรับสารภาพแล้วว่า กางเกงชั้นในเด็กของกลางเป็นทรัพย์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งจำเลยนำออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปโดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายและไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงย่อมฟังได้ว่ากางเกงชั้นในเด็กของกลางทั้ง 22 ตัว เป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ จึงต้องพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 31, 61, 70, 75 และ 76 ให้กางเกงชั้นในเด็กของกลางจำนวน 22 ตัว ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) และ 70 วรรคสอง จำเลยอายุ 18 ปี เห็นควรลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 กางเกงชั้นในเด็กอันเป็นทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิด โดยมีผู้อื่นทำขึ้นและจำเลยได้นำมาขาย เสนอขายตามมาตรา 31 (1) จึงไม่ควรให้ของผิดกฎหมายตกเป็นของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ซึ่งแตกต่างจากของกลางตามมาตราต่างๆ ที่ระบุไว้ในมาตรา 69 ดังนั้น ซึ่งถ้ามีมากๆ เข้าแล้วก็อาจออกมาสู่ตลาดอีกได้จะเกิดปัญหาไม่สิ้นสุด ให้ริบเสียเนื่องจากเป็นสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดโดยตรง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่ากางเกงชั้นในเด็กที่มีรูปการ์ตูน "เดอะพาวเวอร์พัฟ์ฟ เกิร์ล" และ "หมีพูห์" ของกลางเป็นสิ่งซึ่งได้มีผู้ทำซื้อโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง และจำเลยได้นำออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่ากางเกงชั้นในเด็กที่มีรูปการ์ตูน "เดอะพาวเวอร์พัฟ์ฟ เกิร์ล" และ "หมีพูห์" ดังกล่าวเป็นงานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ของกลางซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้น อันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง จึงต้องตกเป็นของผู้เสียหายทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เสื้อยืดของกลางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงพิพากษาให้ริบของกลางดังกล่าวชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 ตอนแรกที่บัญญัติว่า "บรรดาสิ่งที่ได้ทำขึ้นหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามพระราชบัญญัตินี้และยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำความผิดตามมาตรา 69 หรือมาตรา 70 ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดง..." นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรการทางอาญาที่ก่อให้เกิดผลการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ให้ตกเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เพื่อให้เป็นที่มั่นใจแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ว่าทรัพย์ดังกล่าวจะไม่หมุนเวียนกลับเข้าสู่ตลาดโดยมิชอบอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้อีกต่อไป ดังนั้น หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ทรัพย์ของกลางเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ศาลย่อมต้องพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนปัญหาว่าทรัพย์สิ่งใดจะเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขลิทธิ์อย่างใดหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์นั้นเป็นแต่ละกรณีไป สำหรับคดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามคำฟ้องโดยจำเลยให้การรับสารภาพแล้วว่ากางเกงชั้นในเด็กของกลางเป็นทรัพย์ที่มีผู้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งจำเลยนำออกขาย เสนอขายแก่บุคคลทั่วไปโดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์นั้นเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นเป็นอย่างอื่นจึงย่อมฟังได้ว่ากางเกงชั้นในเด็กของกลางทั้ง 22 ตัว เป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์จึงต้องพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามคำฟ้อง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่าทรัพย์ของกลางเป็นสิ่งที่ใช้ในการกระทำความผิดและพิพากษาให้ริบของกลางโดยไม่ถือว่าทรัพย์ของกลางเป็นสิ่งที่ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ที่ต้องตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กางเกงชั้นในเด็กของกลางจำนวน 22 ตัว ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายแสวง ราชรินทร์
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8329/2547
#412334
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา โดยมิได้งดการพิจารณา ทั้งศาลอุทธรณ์ก็มิได้ทำคำสั่งให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 228 จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีเดิม ต่อมาศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาคดีเกี่ยวกับฟ้องแย้งโดยพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อจำเลยฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและรื้อฟื้นพิจารณาพิพากษาประเด็นตามฟ้องแย้งใหม่ หากจำเลยเห็นว่ามีสิทธิตามฟ้องแย้งก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ได้เพราะคำพิพากษาดังกล่าวไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องตามสิทธิของตน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ในระหว่างกลางเดือนมีนาคม 2540 ถึงปลายเดือนสิงหาคม 2540 จำเลยสั่งซื้อสินค้าตะแกรงลวดเหล็กกลมไปจากโจทก์หลายครั้ง รวมเป็นเงิน 8,080,837.47 บาท จำเลยได้รับมอบสินค้าไปครบถ้วนแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระราคาให้แก่โจทก์เมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันรับมอบสินค้าแต่ละครั้ง จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์บางส่วนจำนวน 190,882.33 บาท คงค้างชำระ 7,889,955.14 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2542 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้ต่อโจทก์ยอมรับว่าเป็นหนี้ค่าสินค้าจำนวนดังกล่าวโดยตกลงจะชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2543 พร้อมทั้งยอมชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี กำหนดชำระเป็นรายเดือน จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงครั้งเดียวเป็นเงิน 500,000 บาท แล้วผิดนัด หลังจากโจทก์นำไปหักชำระเป็นดอกเบี้ยและต้นเงินบางส่วนแล้ว จำเลยยังค้างชำระ 7,710,308.93 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้โจทก์รวมเป็นเงิน 9,396,317.26 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,396,317.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13 ต่อปี ของต้นเงิน 7,710,308.93 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยสั่งซื้อสินค้าและรับมอบสินค้าจากโจทก์ ทั้งจำเลยไม่เคยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ หนังสือรับสภาพหนี้ท้ายฟ้องในช่องลูกหนี้ไม่ใช่ลายมือชื่อของจำลย และตราประทับก็ไม่ใช่ของจำเลยก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ไม่เคยมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ การที่โจทก์นำมูลหนี้ตามฟ้องโดยปราศจากมูลความจริงมาฟ้องให้จำเลยรับผิด ทำให้บุคคลภายนอกขาดความเชื่อถือและทำให้จำเลยต้องเสียชื่อเสียงไม่สามารถประกอบธุรกิจการค้าต่อไปได้ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยเป็นเงิน 10,000,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การจำเลย ส่วนฟ้องแย้งรอไว้สั่งเมื่อไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอนาถาแล้ว แต่ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า คดีนี้เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นให้ส่งสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องต่อศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา โดยศาลชั้นต้นมิได้งดการพิจารณา ทั้งศาลอุทธรณ์ก็มิได้ทำคำสั่งให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาไว้ในระหว่างอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 228 จนกระทั่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาในคดีเดิม ต่อมาศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาคดีเกี่ยวกับฟ้องแย้งโดยพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น ดังนี้ เมื่อจำเลยฎีกา จึงไม่มีเหตุที่จะให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งและรื้อฟื้นพิจารณาพิพากษาประเด็นตามฟ้องแย้งใหม่ หากจำเลยเห็นว่ามีสิทธิตามฟ้องแย้งก็ชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ได้เพราะคำพิพากษาดังกล่าวไม่ตัดสิทธิของจำเลยที่จะเรียกร้องได้ตามสิทธิของตน ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัย"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 179 วรรคสาม ม. 228
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยออสนอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทซีวืลเอนจีเนียริง จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
วิบูลย์ มีอาสา
ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8233 -ที่ 8236/2547
#113043
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีของโจทก์ทั้งสี่ไว้พิจารณาและได้กำหนดนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์รวมสามครั้ง แม้จะกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์รวมไปด้วยก็เป็นเพียงวิธีการเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาให้รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น วันนัดดังกล่าวเป็นการกำหนดนัดพิจารณาตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 37 หากโจทก์ทราบ คำสั่งให้มาศาลโดยชอบแล้ว ไม่ไปศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบถึงเหตุที่ไม่ไปศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป และศาลแรงงานต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความตาม มาตรา 40 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสี่ไปศาลในวันนัดดังกล่าวทุกครั้ง จึงไม่มีกรณีที่จะอ้างเป็นเหตุจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสี่ตาม มาตรา 40 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยไม่อาจตกลงกัน การที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและ วันนัดสืบพยานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง และโจทก์ทั้งสี่ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรก เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 นั้น คงมีผลเพียงทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียสิทธิที่จะขออนุญาตศาลแรงานกลางถามพยานจำเลย เพื่อทำลายน้ำหนักพยานจำเลยเท่านั้น ไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสี่สำนวนศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4

โจทก์ทั้งสี่สำนวนฟ้องทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ด้วยวาจา โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ได้กระทำผิด และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยจำนวนดังแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักประจำปี และค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ด้วยวาจาตามฟ้องโจทก์ทั้งสี่แต่อย่างใด จำเลยทั้งสี่ยินดีที่จะ ลาออกเอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับ วันหยุดพักผ่อนประจำปีพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีของโจทก์ทั้งสี่ไว้พิจารณาและได้กำหนดนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ในครั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 เวลา 13.30 นาฬิกา วันที่ 24 มกราคม 2546 เวลา 13 นาฬิกา และวันที่ 29 มกราคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา ตามลำดับนั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์รวมไปกับวันพิจารณาดังกล่าวด้วยก็เป็นเพียงวิธีการเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานให้รวมเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น วันนัดพิจารณาคดีทั้งสามครั้งดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการกำหนดนัดพิจารณาตามที่ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 37 บัญญัติไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยมาศาลพร้อมกันแล้วให้ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกัน โดยถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใขอันดี่ต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มี ความสัมพันธ์กันต่อไป ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ในวันนัดพิจารณาตามที่บัญญัติในมาตรา 37 นี้ หากโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบถึงเหตุที่ไม่ไปศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลแรงงานกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสามครั้งดังกล่าวโจทก์ทั้งสี่ไปศาลตามกำหนดนัดทุกครั้ง จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป อันจะอ้างเป็นเหตุจำหน่ายคดีของโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป อันจะอ้างเป็นเหตุจำหน่ายคดีของโจทก์ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยไม่อาจตกลงกัน การที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและวันนัดสืบพยาน ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็เพื่อที่ศาลแรงงานกลางจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดใน ข้อเท็จจริงแห่งคดีถึงที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 นั้น คงมีผลเพียงทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียสิทธิที่จะขออนุญาตศาลแรงานกลางถามพยานจำเลยเพื่อทำลายน้ำหนักพยานจำเลยเท่านั้น ไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 37 ม. 39 ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวดวงพร ชัยศรีสุขอำพร กับพวก
จำเลย — บริษัททรัยอิทมีเดีย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสมคิด แสงธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8233 -ที่ 8236/2547
#412199
เปิดฉบับเต็ม

ศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีของโจทก์ทั้งสี่ไว้พิจารณาและได้กำหนดนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ในครั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์รวมไปกับวันนัดพิจารณาดังกล่าวด้วย ก็เป็นเพียงวิธีการเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น วันนัดพิจารณาคดีทั้งสามครั้งของศาลแรงงานกลางเป็นการกำหนดนัดพิจารณาตามที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 37 บัญญัติไว้ เพื่อให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยมาศาลพร้อมกันแล้วให้ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกันโดยถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันเพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไปตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ในวันนัดพิจารณาตามที่บัญญัติในมาตรา 37 นี้ หากโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบถึงเหตุที่ไม่ไปศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลแรงงานกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสามครั้งโจทก์ทั้งสี่ไปศาลตามกำหนดนัดทุกครั้งจึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป อันจะอ้างเป็นเหตุจำหน่ายคดีของโจทก์ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยไม่อาจตกลงกัน การที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและวันนัดสืบพยานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็เพื่อที่ศาลแรงงานกลางจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 คงมีผลเพียงทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียสิทธิที่จะขออนุญาตศาลแรงงานกลางถามพยานจำเลยเพื่อทำลายน้ำหนักพยานจำเลยเท่านั้น ไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างค้างจ่าย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และค่าชดเชยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละคน

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 141,866 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 53,200 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 88,666 บาท แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 102,666 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 38,000 บาท และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 64,666 บาท แก่โจทก์ที่ 3 เป็นเงิน 277,333 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 105,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 172,333 บาท แก่โจทก์ที่ 4 นับแต่วันฟ้อง (19 ธันวาคม 2545) จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี เป็นเงิน 101,332 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาท และอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 65,332 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยข้อ 2 ซึ่งจำเลยอุทธรณ์ความว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่ยังรับฟังไม่ได้ว่านายวิลเลี่ยมกรรมการผู้จัดการจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ด้วยวาจา การที่นายวิลเลี่ยมเรียกโจทก์ทั้งสี่ไปพบทีละคนเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับกิจการของจำเลยและปัญหาในที่ทำงานเท่านั้น นายวิลเลี่ยมไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่ พิเคราะห์แล้ว ในประเด็นที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสี่หรือไม่นั้น ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสี่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบริษัทจำเลยโดยนายวิลเลี่ยมได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2545 และได้เลิกจ้างโจทก์ที่ 2 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2545 ด้วยวาจาโดยให้โจทก์ที่ 2 ทำงานถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2545 เป็นวันสุดท้าย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลแรงงานกลางในการรับฟังพยานหลักฐาน เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 3 ของจำเลยเพียงประการเดียวว่า การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่มาศาลในวันที่ 5 มีนาคม 2546 อันเป็นวันนัดสีบพยานจำเลยนัดแรกถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา ซึ่งศาลแรงงานกลางจะต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 40 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ภายหลังจากโจทก์ทั้งสี่ได้ฟ้องคดีแล้ว ศาลแรงงานกลางได้นัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 17 มกราคม 2546 เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่กับทนายจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันไม่ได้ แต่เนื่องจากคู่ความประสงค์จะเจรจาตกลงกันใหม่ ศาลแรงงานกลางจึงให้เลื่อนไปนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ใหม่ในวันที่ 24 มกราคม 2546 เวลา 13 นาฬิกา ในวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 2 โจทก์ทั้งสี่และทนายจำเลยมาศาล แต่เนื่องจากนายวิลเลี่ยมกรรมการผู้จัดการจำเลยเดินทางไปต่างประเทศไม่สามารถมาเจรจาตกลงกับโจทก์ทั้งสี่ได้ และคู่ความทั้งสองฝ่ายยังประสงค์ที่จะเจรจาตกลงกัน ศาลแรงงานกลางจึงให้เลื่อนไปนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์เป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 29 มกราคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา ในวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ครั้งที่ 3 โจทก์ทั้งสี่ นายวิลเลี่ยมและทนายจำเลยมาศาล ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความตกลงกันไม่ได้ จึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วกำหนดให้จำเลยเป็นฝ่ายนำพยานเข้าสืบก่อนโดยนัดสืบพยานจำเลยรวม 3 นัด ในวันที่ 5, 26 และ 31 มีนาคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา และนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสี่จำนวน 4 นัด ในวันที่ 1, 2, 3 และ 4 เมษายน 2546 เวลา 9 นาฬิกา ต่อมาในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 ทนายจำเลยมาศาล ส่วนโจทก์ทั้งสี่ทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มา ศาลแรงงานกลางสืบพยานจำเลยได้ 1 ปากแล้วทนายจำเลยแถลงหมดพยานจำเลยและขอยกเลิกวันนัดสืบพยานจำเลยที่เหลือ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ยกเลิกวันสืบพยานจำเลยตามที่นัดไว้โดยปิดประกาศแจ้งยกเลิกวันนัดสืบพยานจำเลยให้โจทก์ทั้งสี่ทราบ เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางสั่งรับคดีของโจทก์ทั้งสี่ไว้พิจารณาและได้กำหนดนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ในครั้งที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2546 เวลา 13.30 นาฬิกา วันที่ 24 มกราคม 2546 เวลา 13 นาฬิกา และวันที่ 29 มกราคม 2546 เวลา 9 นาฬิกา ตามลำดับนั้น แม้ศาลแรงงานกลางจะกำหนดให้นัดสืบพยานโจทก์รวมไปกับวันนัดพิจารณาดังกล่าวด้วย ก็เป็นเพียงวิธีการเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแรงงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น วันนัดพิจารณาคดีทั้งสามครั้งดังกล่าวของศาลแรงงานกลางเป็นการกำหนดนัดพิจารณาตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 37 บัญญัติไว้ ทั้งนี้ เพื่อให้โจทก์ทั้งสี่และจำเลยมาศาลพร้อมกันแล้วให้ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยให้คู่ความตกลงกัน หรือประนีประนอมยอมความกัน โดยถือว่าคดีแรงงานมีลักษณะพิเศษอันควรระงับลงได้ด้วยความเข้าใจอันดีต่อกัน เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายจะได้มีความสัมพันธ์กันต่อไปทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ในวันนัดพิจารณาตามที่บัญญัติในมาตรา 37 นี้ หากโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลโดยชอบแล้ว แต่โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดโดยไม่แจ้งให้ศาลแรงงานทราบถึงเหตุที่ไม่ไปศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลแรงงานกลางต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ทั้งสามครั้งดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ไปศาลตามกำหนดนัดทุกครั้ง จึงไม่มีกรณีที่จะถือว่าโจทก์ทั้งสี่ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป อันจะอ้างเป็นเหตุจำหน่ายคดีของโจทก์ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยไม่อาจตกลงกัน การที่ศาลแรงงานกลางได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทและวันนัดสืบพยานตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรคหนึ่ง ก็เพื่อที่ศาลแรงงานกลางจะได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 45 ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสี่ไม่ไปศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยนัดแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 นั้น คงมีผลเพียงทำให้โจทก์ทั้งสี่เสียสิทธิที่จะขออนุญาตศาลแรงงานกลางถามพยานจำเลยเพื่อทำลายน้ำหนักพยานจำเลยเท่านั้น ไม่มีเหตุที่ศาลจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ตามมาตรา 40 วรรคหนึ่งดังกล่าวได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 37 ม. 38 ม. 39 วรรคหนึ่ง ม. 40 วรรคหนึ่ง ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวดวงพร ชัยศรีสุขอำพร
จำเลย — บริษัททรัยอิทมีเดีย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8228/2547
#412325
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลายฯ หมายความว่า กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แทนลูกหนี้และศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนกระทั่งพิพากษาตามประเด็นแห่งคดีนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่การที่ศาลจังหวัดเชียงรายซึ่งผู้ร้องทั้งสิบสองได้ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความนั้น ย่อมไม่มีคดีที่ศาลจะต้องพิจารณาระหว่างโจทก์ (ผู้ร้องในคดีนี้) กับจำเลยอีกต่อไปไม่มีการแพ้ชนะคดี และการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 25 หรือไม่นั้นย่อมเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอประการใดต่อศาล ศาลก็มีอำนาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรดังที่ศาลจังหวัดเชียงรายได้ใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความ ซึ่งมิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดี ผู้ร้องทั้งสิบสองจึงมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 93 แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสิบสองต้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาแทนจำเลยตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 22 (1) และ 122

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2540 ผู้ร้องทั้งสิบสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับพวกอีก 2 คน ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่ดินแก่ผู้ร้องทั้งสิบสองต่อศาลจังหวัดเชียงราย ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3634 ถึง 3642/2540 ระหว่างการพิจารณาผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดเชียงรายว่า จำเลยถูกศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 และขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลย เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยจากสารบบความ เพื่อให้ผู้ร้องทั้งสิบสองไปใช้สิทธิเรียกร้องในคดีล้มละลาย ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นคำร้องพร้อมคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค่าผิดสัญญาซื้อขายและอื่นๆ ต่อผู้คัดค้านตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 93 แต่ผู้คัดค้านเห็นว่าเป็นกรณีที่ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้ปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 122 และมีคำสั่งให้ยกคำร้องและไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องทั้งสิบสอง

ผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องทั้งสิบสองไว้พิจารณา

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านโดยให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องทั้งสิบสองไว้พิจารณาต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสิบสอง

ผู้ร้องทั้งสิบสองฎีกา

ศาลฎีกาแผนคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2540 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ส่วนผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นฟ้องจำเลยกับพวกเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดเชียงรายเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2540 ขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 3634 ถึง 3642/2540 ต่อมาศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2540 โดยผู้คัดค้านโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในหนังสือพิมพ์รายวันฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 และในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 24 มีนาคม 2541 ผู้ร้องทั้งสิบสองได้ยื่นคำแถลงให้ศาลจังหวัดเชียงรายทราบว่าจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ศาลจังหวัดเชียงรายจึงแจ้งให้ผู้คัดค้านเข้าว่าคดีแทนจำเลย ต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยและขอให้ศาลจำหน่ายคดีสำหรับจำเลย ศาลจังหวัดเชียงรายจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในคดีดังกล่าวออกจากสารบบความเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2543 โดยยังคงดำเนินกระบวนพิจารณาคดีของผู้ร้องทั้งสิบสองกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต่อไป ต่อมาวันที่ 18 สิงหาคม 2543 ผู้ร้องทั้งสิบสองยื่นคำร้องพร้อมคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ยกคำร้องและไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องทั้งสิบสอง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องทั้งสิบสองว่า ผู้ร้องทั้งสิบสองมีสิทธิขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 93 หรือไม่ ผู้ร้องทั้งสิบสองฎีกาว่าการที่ศาลจังหวัดเชียงรายแจ้งให้ผู้คัดค้านเข้าว่าคดีแพ่งแทนจำเลย แล้วผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเชียงรายขอเข้าว่าคดีแทนจำเลย และขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความ เพื่อให้ผู้ร้องทั้งสิบสองใช้สิทธิเรียกร้องในคดีล้มละลายถือว่าผู้คัดค้านได้เข้าว่าคดีแทนจำเลยแล้ว และการที่ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความ เท่ากับผู้คัดค้านยอมรับว่าผู้ร้องทั้งสิบสองเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 93 การที่ผู้คัดค้านขอให้ศาลจังหวัดเชียงรายจำหน่ายคดีภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ แต่กลับไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องทั้งสิบสองไว้พิจารณา เป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 93 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีที่ค้างพิจารณาอยู่แทนลูกหนี้ ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีสิทธิขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 91 แต่ให้นับจากวันคดีถึงที่สุด" บทบัญญัติดังกล่าวหมายความว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์แทนลูกหนี้ และศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาจนกระทั่งพิพากษาตามประเด็นแห่งคดีนั้น ถ้าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่การที่ศาลจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความนั้นย่อมไม่มีคดีที่ศาลจะต้องพิจารณาระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกต่อไปไม่มีการแพ้ชนะคดี อนึ่งการที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเข้าว่าคดีแพ่งอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลในขณะที่มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 25 หรือไม่นั้น ย่อมเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และหากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอประการใดต่อศาล ศาลก็มีอำนาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควร ดังที่ศาลจังหวัดเชียงรายได้ใช้ดุลพินิจสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยออกจากสารบบความ ซึ่งมิใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แพ้คดี ผู้ร้องทั้งสิบสองจึงมิใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จะมีสิทธิขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 93 แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสิบสองต้องขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปฏิบัติตามสัญญาแทนจำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (1) และ 122 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องของผู้ร้องทั้งสิบสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสิบสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) ม. 96 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายพรศักดิ์ ธีรสรไกร
ผู้ร้อง — นายไพบูลย์ อิรนพไพบูลย์กับพวก
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายอภิศักดิ์ จงอุษากุลหรือเทพผดุงพรหรือแซ่อึง
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8224/2547
#411983
เปิดฉบับเต็ม

ตามอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการโต้แย้งว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 เพราะไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีเป็นประเด็นไว้แล้วและขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว เพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป โดยจำเลยมิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามบัญชีท้าย ป.วิ.พ. ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท

การที่จำเลยอุทธรณ์ว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นสิ้นผลบังคับไปในตัว แม้จำเลยเลือกที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นทุกประเด็นรวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่อาจกระทำได้โดยชอบ แต่การที่จำเลยอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 และกรณีเป็นเพียงการวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนพร้อมอุทธรณ์ตามกฎหมาย หาใช่การชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือการชำระหนี้ตามคำพิพากษาไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 21,323,232.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 16,940,186.41 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2542) เป็นต้นไปจนกวาจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 103047 ตำบลโคกกรวด และที่ดินโฉนดเลขที่ 9257 ตำบลในเมือง (โพธิ์กลาง) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาวางศาลก่อนจึงจะพิจารณาสั่ง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีเป็นการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน แต่จำเลยไม่ได้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและไม่ได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันมาให้ไว้ต่อศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้ส่งสำเนาไปศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน แต่ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์และค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แทนแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งมาวางศาลให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกคือ อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) หรือไม่ เห็นว่า ตามอุทธรณ์ของจำเลย ฉบับลงวันที่ 21 เมษายน 2546 นั้น เป็นการโต้แย้งว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เพราะไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ ซึ่งจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีเป็นประเด็นไว้แล้ว และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวเพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไปโดยจำเลยมิได้ขอให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดี อุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์มาวางให้ครบถ้วน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไป คือ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยอุทธรณ์ว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษากลับหรือแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวนั้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น เพราะจะทำให้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นสิ้นผลบังคับไปในตัว แม้จำเลยเลือกที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นทุกประเด็น รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยที่อาจกระทำได้โดยชอบ แต่การที่จำเลยอุทธรณ์เช่นนี้ย่อมมีผลกระทบต่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นด้วย จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์มาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 และกรณีเป็นเพียงการวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนพร้อมอุทธรณ์ตามกฎหมาย หาใช่การชำระค่าฤชาธรรมเนียมหรือการชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลในการยื่นฟ้องอุทธรณ์มาเสียเพิ่ม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมชาย วินิจธนกิจ
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8211/2547
#412186
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำเมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับ ส. ที่ว่า หาก ส. ลาออกจากงานก่อน 24 เดือน ส. ขอสละสิทธิไม่รับเงินประกัน แม้จะตกลงกันก่อนที่โจทก์จะจ้าง ส. แต่ก็เป็นข้อตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติของ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 151

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด ประกอบกิจการบริการทางการเงิน (รับจัดไฟแนนซ์) ขอให้เพิกถอนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 11/2546 ลงวันที่ 30 พฤษภาคม 2546 เพิกถอนคำสั่งวางเงิน 10,000 บาท

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เงินประกันจำนวน 10,000 บาท ที่โจทก์เรียกเก็บจากนางสาวสุดารินทร์ (ลูกจ้าง) โดยมีข้อตกลงว่าลูกจ้างจะต้องทำงานกับโจทก์อย่าง 24 เดือน หากลูกจ้างออกจากงานก่อนครบ 24 เดือน ลูกจ้างจะไม่ได้รับเงินประกันคืน ข้อตกลงดังกล่าวจะตกเป็นโมฆะหรือไม่นั้น คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2545 โจทก์จ้างนางสาวสุดารินทร์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งพนักงานการเงินและสินเชื่อ โจทก์เรียกเก็บเงินประกันการทำงานและประกันความเสียหายในการทำงานจำนวน 10,000 บาท จากนางสาวสุดารินทร์โดยมีข้อตกลงว่าหากนางสาวสุดารินทร์ลาออกจากงานก่อน 24 เดือน นางสาวสุดารินทร์ขอสละสิทธิ์ไม่รับเงินจำนวนดังกล่าว ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 นางสาวสุดารินทร์ยื่นหนังสือลาออกจากงานและไม่มาทำงานให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2546 นางสาวสุดารินทร์ซึ่งทำงานไม่ครบ 24 เดือน โจทก์จึงไม่คืนเงินประกันจำนวน 10,000 บาท ให้แก่นางสาวสุดารินทร์ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 10 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับเงินประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำเมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนเงินประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้าง หรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี" ดังนี้ ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับนางสาวสุดารินทร์ที่ว่า หากนางสาวสุดารินทร์ลาออกจากงานก่อน 24 เดือน นางสาวสุดารินทร์ขอสละสิทธิไม่รับเงินประกันแม้จะตกลงกันก่อนที่โจทก์จะจ้างนางสาวสุดารินทร์ แต่ก็เป็นข้อตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 151 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์คืนเงินประกันแก่นางสาวสุดารินทร์นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 151
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 10 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พะเยารัตนชาติ
พนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการ
จำเลย — และคุ้มครองแรงงานจังหวัดพะเยา
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8189/2547
#113095
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายชำระหนี้ค่านายหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การรับว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่านายหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยให้การต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองผิดสัญญานายหน้า จำเลยจึงมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงิน และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คพิพาทไปแล้วบางส่วนนั้น จำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองผิดสัญญาอย่างไร และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คพิพาทไปแล้วจำนวนเท่าใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองผิดสัญญานายหน้าหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คพิพาทไปแล้วบางส่วน แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ปัญหาว่า คำให้การของจำเลยก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งคู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 1,498,281 บาท แก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 1,189,218 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,393,750 บาท และ 1,106,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,393,750 บาท แก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงินจำนวน 1,106,250 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ชำระแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 นับแต่วันที่ 10 มกราคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องของโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 104,531 บาท โจทก์ที่ 2 ไม่เกิน 82,968 บาท ตามขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาทที่จำเลยสั่งจ่ายชำระหนี้ค่านายหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยได้ให้การรับว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทชำระค่านายหน้าแก่โจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยให้การต่อไปว่า โจทก์ทั้งสองผิดสัญญานายหน้า จำเลยจึงมีคำสั่งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงิน และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คพิพาทไปแล้วบางส่วนนั้น จำเลยมิได้แสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า โจทก์ทั้งสองผิดสัญญาอย่างไร และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คพิพาทไปแล้วจำนวนเท่าใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองผิดสัญญานายหน้าหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองได้รับเงินตามเช็คพิพาทไปแล้วบางส่วนหรือไม่ แม้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

ปัญหาว่าคำให้การของจำเลยก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทหรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้มิใช่ปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งคู่ความมิได้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 177 วรรคสอง ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยาซีน อะหมัด กับพวก
จำเลย — บริษัทพงษ์ลาภ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายนรินทร์ โตเผือก
ศาลอุทธรณ์ — นายสนอง เล่าศรีวรกต
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา