คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7326/2547
#411959
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่สายลับ รถจักรยานยนต์ดังกล่าวจึงเป็นยานพาหนะซึ่งใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง ต้องริบตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 ส่วนกระดาษตะกั่ว ถุงพลาสติก และกรรไกรของกลางค้นได้ในบ้านของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นเครื่องมือเครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยใช้ในการกระทำความผิดจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 60 เม็ด น้ำหนัก 5.42 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 6 เม็ด น้ำหนัก 0.55 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 900 บาท โดยฝ่าฝืนกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าว รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าซึ่งเป็นยานพาหนะที่จำเลยทั้งสองใช้ขับไปจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ กระดาษตะกั่วจำนวน 1 ม้วน ถุงพลาสติกจำนวน 40 ใบ และกรรไกรจำนวน 1 เล่ม เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบของกลางและให้คืนธนบัตรที่ล่อซื้อจำนวน 900 บาท แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและสอบสวน และคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน ริบของกลาง และคืนเงินที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี ข้อหาอื่นและคำขอคืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และคืนรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน ขนม สข 203 ของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2544 เวลาประมาณ 17 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ที่บริเวณตู้โทรศัพท์สาธารณะหลังโรงแรมฟลอริด้า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ที่สายลับนำมามอบให้ และธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 9 ฉบับ จากนั้นจำเลยที่ 1 พาไปบ้านของจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 2 บุตรของจำเลยที่ 1 อยู่ที่บ้านดังกล่าว ตรวจค้นบ้านของจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 54 เม็ด กระดาษตะกั่วจำนวน 1 ม้วน กรรไกรจำนวน 1 เล่ม และถุงพลาสติกคล้ายซองยาจำนวน 40 ถุง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย สำหรับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยที่ 2 ไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 60 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์มีร้อยตำรวจเอกวิรัตน์ พุดคง และสิบตำรวจเอกสะฝีอี สันลา เบิกความเป็นพยานว่า วางแผนจับกุมโดยให้สายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 โดยพยานโจทก์ทั้งสองซุ่มดูอยู่ที่เพิงขายอาหารริมทางห่างตู้โทรศัพท์สาธารณะหลังโรงแรมฟลอริด้าประมาณ 30 เมตร จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มาพบกับสายลับ สายลับส่งมอบสิ่งของแก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของแก่สายลับ ปรากฏว่าสิ่งของที่จำเลยที่ 1 มอบแก่สายลับเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ของกลาง ร้อยตำรวจเอกวิรัตน์กับพวกจึงจับกุมจำเลยที่ 1 และตรวจค้นพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน 900 บาท ในมือของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาประมาณ 17 นาฬิกา ยังไม่มืด มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ พยานโจทก์ทั้งสองอยู่ห่างจากจำเลยที่ 1 ประมาณ 30 เมตร แสงสว่างและระยะห่างเพียงเท่านี้ เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสองสามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้นอกจากนั้นยังพบธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อที่จำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 ทันที พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 54 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ที่บ้านดังกล่าว พยานโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 มาก่อน เชื่อว่าเบิกความไปตามความจริง ไม่ได้ปรักปรำจำเลยที่ 1 ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยที่ 1 ว่าจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.13 ตามลำดับ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมโดยไม่สมัครใจขณะลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมยังไม่มีข้อความ และเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 1 ให้การนั้น เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังส่วนพฤติการณ์ก่อนจับกุมเกี่ยวกับการแบ่งกำลังของเจ้าพนักงานตำรวจ สถานที่ซุ่มดูและการเข้าจับกุมเป็นรายละเอียด แม้จะไม่ได้ระบุไว้ในบันทึกการจับกุมหรือมีความแตกต่างไปบ้างก็ไม่เป็นข้อสาระสำคัญถึงกับให้ฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนหรือไม่ เห็นว่า ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพพร้อมทั้งเขียนบันทึกคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.5 ว่าจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ดไปขายให้แก่ลูกค้าที่ติดต่อมาทางโทรศัพท์ทั้งชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 14 นาฬิกา มีคนโทรศัพท์มาที่บ้าน จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับสาย และบอกจำเลยที่ 2 ว่ามีคนมาขอซื้อเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของจำเลยที่ 2 ไปขาย นอกจากนั้นในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและเบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 ว่าเมทแอมเฟตามีนจำนวน 6 เม็ด ที่เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 1 นั้น ความจริงเป็นของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ไปมอบแก่นายจอย จำเลยที่ 1 เป็นมารดาจำเลยที่ 2 ทั้งสองคนอยู่บ้านเดียวกัน เมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของจำเลยที่ 2 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เมื่อมีคนสั่งซื้อจำเลยที่ 1 สามารถนำไปจำหน่ายได้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ฎีกาขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 บัญญัติว่า "...เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ หรือวัตถุอื่นซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ให้ริบเสียทั้งสิ้น" ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขนม สข 203 ของกลาง เป็นยานพาหนะนำเมทแอมเฟตามีนไปจำหน่ายแก่สายลับ รถจักรยานยนต์ของกลางดังกล่าวจึงเป็นยานพาหนะซึ่งใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนกระดาษตะกั่ว ถุงพลาสติกและกรรไกรของกลาง ค้นได้ที่บ้านของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าเป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งจำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยทั้งสองจะไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ประกอบมาตรา 215 และ 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนและจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี รวมกับโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ส่วนถุงพลาสติก กระดาษตะกั่ว และกรรไกรของกลางคืนเจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 (1)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 107
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางมะลิ แซ่หลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7308/2547
#113257
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 ก็ไม่อาจลงโทษในความผิดฐานนี้ได้

สำหรับความผิดในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังแม้ศาลล่างทั้งสองจะพิพากษายืนกันมาให้จำคุก 1 ปี แต่ความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราซึ่งศาลล่างทั้งสองจำคุก 16 ปี อันไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงทำให้ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย

จำเลยกับพวกพาผู้เสียหายที่ 2 ไปบังคับข่มขืนกระทำชำเราคนละหลายครั้งเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง และ 310 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 276, 309 310, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง, 309 วรรคสอง, 310 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุก 16 ปี ฐานทำให้เสียเสรีภาพ จำคุก 2 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 19 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุขณะผู้เสียหายที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านบิดาของตนโดยมีผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นภริยานั่งซ้อนท้ายมาด้วยมีคนร้ายสี่คนขับรถจักรยานยนต์ตามมาสองคันโดยแต่ละคัน นอกจากผู้ขับแล้วมีคนนั่งซ้อนท้ายหนึ่งคน รถคนร้ายคันหนึ่งแล่นปาดหน้าให้ผู้เสียหายที่ 1 หยุดรถ ส่วนรถคนร้าย อีกคันหนึ่งจอดด้านหลังรถผู้เสียหายที่ 1 คนร้ายที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันที่ปาดหน้าใช้มีดปลายแหลมจี้ให้ ผู้เสียหายที่ 1 ลงจากรถ และให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งซ้อนท้ายรถที่แล่นปาดหน้า ผู้เสียหายที่ 1 ได้ปัดมีดคนร้ายแล้ว หลบหนีไป คนร้ายจึงใช้มีดจี้ผู้เสียหายที่ 2 บังคับให้ผู้เสียหายที่ 2 ไปนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คันหน้าแล้ว คนร้ายทั้งสี่พาผู้เสียหายที่ 2 ไปสถานที่เกิดเหตุผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันข่มขืมกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 คนละหลายครั้ง อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงผู้เสียหายที่ 2 หลบหนีไปได้และแจ้งความเจ้าพนักงานตำรวจโดยผู้เสียหายที่ 2 ระบุว่าจำคนร้ายได้ทั้งหมด เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมนายสาทิส นายสาทิสรับสารภาพว่าได้ร่วมกระทำความผิดกับ นายเดือน นายสมโภชน์ และจำเลย ต่อมานายเดือนและนายสมโภชน์เข้ามอบตัวและให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ยังจับไม่ได้ ได้แต่ถ่ายภาพซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ยืนยันว่าเป็นคนร้ายที่ร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 เจ้าพนักงานตรวจจึงออกหมายจับจำเลย สำหรับนายสาทิส นายเดือน และนายสมโภชน์โจทก์ได้ฟ้องจำเลยต่อ ศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้จำยอมโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ ร่วมกันข่มขืน กระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้กำลังประทุษร้าย อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง และร่วมกัน หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย นายสาทิส นายเดือน นายสมโภชน์ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4090/2537 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาวันที่ 9 ธันวาคม 2538 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอขลุง จับกุมจำเลยได้ตามหมายจับ จำเลยให้การปฏิเสธ สำหรับข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 309 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงโทษ จำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคแรก จำเลยฎีกาว่าไม่ได้กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าว เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นั้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ครบองค์ประกอบความผิดดังกล่าว แม้คำขอท้ายฟ้องจะขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 371 ด้วย ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิด ในข้อหาดังกล่าวมานั้นเป็นการไม่ชอบ สำหรับความผิดในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังนั้น แม้ศาลล่างทั้งสองจะพิพากษายืนกันมาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ความผิดดังกล่าวเป็นการกระทำกรรมเดียวกัน ความผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา ซึ่งศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุก 16 ปี อันไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงทำให้ข้อหาความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง ไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปด้วย

การกระทำของจำเลยในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขังและข้อหาข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง และ 310 วรรคแรก เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยเป็นความผิดสองกรรมจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำความผิดของจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง และ 310 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 16 ปี รวมกับโทษฐานทำให้เสียเสรีภาพเป็นจำคุก 18 ปี ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 371 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 276 วรรคสอง ม. 309 วรรคสอง ม. 310 วรรคแรก ม. 371
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 218 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายอำนาจหรือเล็ก ตุลารักษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจันทบุรี — นายสมศักดิ์ พลายเพ็ชร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสมชาย พันธุมะโอภาส
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7297/2547
#113198
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยบอกขายถังน้ำมันของกลาง ซึ่งวางอยู่ในที่ดินของผู้อื่นให้แก่ผู้ซื้อ โดยแจ้งแก่ผู้ซื้อว่าถังน้ำมันของกลางเป็นของจำเลย แต่ความจริงเป็นของผู้เสียหาย ผู้ซื้อตกลงซื้อถังน้ำมันของกลางแล้วได้ว่าจ้าง ส. ให้ขนถังน้ำมันของกลางไปไว้ที่สถานีบริการน้ำมันของผู้ซื้อ หลังจากนั้นผู้ซื้อจึงชำระราคาให้แก่จำเลย โดยผู้เสียหายมิได้ยินยอมด้วยแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 1,060,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนถังน้ำมันขนาด 1,500 ลิตร 2 ใบ ที่จำเลยลักไป หรือใช้ราคาจำนวน 300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย มีว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนางปรียา ผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า ผู้เสียหายซื้อถังน้ำมัน 6 ใบ กับถังน้ำ 1 ใบ จากบริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อใช้ในการประกอบกิจการจำหน่ายน้ำมัน แต่ประสบปัญหาทางการเงินไม่สามารถก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันให้แล้วเสร็จได้ จึงได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างยกเว้นถังน้ำมันกับถังน้ำดังกล่าวให้แก่นายมุ่งมาด และนายประเวศ ต่อมากลางเดือนพฤษภาคม 2541 ปรากฏว่ามีคนร้ายลักเอาถังน้ำมันกับถังน้ำของผู้เสียหายไป กับมีนายน้อม เป็นพยานเบิกความว่า ประมาณเดือนมีนาคม 2541 นายจำลองซึ่งรับจ้างก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันให้พยานบอกแก่พยานว่ามีคนจะขายถังน้ำมันและพาพยานไปดูถังน้ำมันดังกล่าว ซึ่งอยู่ในบริเวณที่มีการก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันที่บ้านทุ่งผีปั้นรูป อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือน จำเลยมาพบพยานบอกพยานว่าถังน้ำมันดังกล่าวเป็นของจำเลยและเสนอขายให้แก่พยาน พยานตกลงซื้อ 2 ใบ ในราคา 35,000 บาท ต่อมาผู้เสียหายมาพบพยานแจ้งแก่พยานว่าถังน้ำมันดังกล่าวเป็นของผู้เสียหาย เห็นว่า พยานโจทก์ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย ไม่มีข้อระแวงว่าจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยเชื่อว่าเบิกความตามความจริง ที่จำเลยฎีกาว่า ถังน้ำมันดังกล่าวมีราคา 300,000 บาท นายน้อมเบิกความว่าซื้อมาในราคา 35,000 บาท เป็นพิรุธนั้น เห็นว่า การลักลอบเอาทรัพย์สินของผู้อื่นมาขายย่อมต้องการขายให้ได้โดยเร็ว โดยไม่คำนึงถึงราคาที่แท้จริงมากนักคำเบิกความของนายน้อมไม่เป็นพิรุธ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง จำเลยไม่ได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงนี้ โดยนำสืบแต่เพียงว่าผู้เสียหายขายที่ดินที่ก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันรวมทั้งถังน้ำมันให้แก่นายมุ่งมาดไปแล้ว เห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง นายมุ่งมาดก็น่าจะเป็นผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเพื่อติดตามจับกุมคนร้ายและติดตามเอาทรัพย์คืน แต่นายมุ่งมาดพยานจำเลยเองเบิกความว่า พยานมิได้ไปแจ้งความแต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยขัดเหตุผลไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ศาลฎีกาเชื่อว่าถังน้ำมันดังกล่าวเป็นของผู้เสียหาย และจำเลยนำไปขายให้แก่นายน้อม โดยผู้เสียหายมิได้ยินยอมเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต จึงมีความผิดฐานลักทรัพย์ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) นั้น เห็นว่าทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดในเวลากลางคืน จึงฟังว่าจำเลย เพียงแต่กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 334 ลงโทษจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายประคอง วิจิตรโสภา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายพรสักก์ พิทักษ์ธรรม
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุวิทย์ นรนุตกุล
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7280/2547
#266293
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของโจทก์แล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็นคนยากจนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้โจทก์นำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมอีก ยกคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ฉบับนี้ โจทก์ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ แต่โจทก์ไม่อุทธรณ์ กลับมายื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่อีกครั้ง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศิริจิตต์ เล็บสิงห์
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุพจน์ ตันไชย
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7270/2547
#266291
เปิดฉบับเต็ม

การที่ทนายจำเลยซึ่งเป็นพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้วได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา แม้ยังต้องถือว่าทนายจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว เพราะเป็นที่ทำการตามตำแหน่งหน้าที่ มิใช่ที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเพียงถิ่นอันเป็นที่ทำการชั่วคราว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 46 ก็ตาม แต่คำร้องของทนายจำเลยอ้างด้วยว่า เจ้าพนักงานศาลให้ นาย อ. พนักงานอัยการสำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้วรับหมายนัดไว้แทนทนายจำเลย ในขณะที่นาย อ. ไปที่ศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานศาลมิได้ไปส่งหมายนัดที่สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของทนายจำเลยดังกล่าว การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้แก่ทนายจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมาย ณ ภูมิลำเนาของทนายจำเลยและมีผู้รับแทนโดยชอบ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือเป็นการส่งคำคู่ความที่ได้กระทำในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 77 (2) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความว่าเจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่ทนายจำเลย และนาย อ. รับไว้แทนที่สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้วหรือไม่ ก่อนมีคำสั่งยกคำร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,124,371 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินจำนวนดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินอัตราที่โจทก์ขอ นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้จำนวน 30,000 บาท ค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยหรือทนายจำเลยฟังต่อไป

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อทนายจำเลยมิได้แถลงเปลี่ยนแปลงสำนักงานให้ศาลทราบ การส่งหมายต้องจัดส่งตามสำนักงานที่ปรากฏในใบแต่งทนาย การส่งหมายให้ทนายจำเลยทราบ จึงชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอนหรือแก้ไข มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยฟังใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า การที่ทนายจำเลยซึ่งเป็นพนักงานอัยการสำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ต้องถือว่าทนายจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว เพราะเป็นที่ทำการตามตำแหน่งหน้าที่ มิใช่ที่สำนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นเพียงถิ่นอันเป็นที่ทำการชั่วระยะเวลา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 46 เมื่อคำร้องของทนายจำเลยฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2545 ทนายจำเลยอ้างว่า เจ้าพนักงานศาลให้นายเอกคมพนักงานอัยการสำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้วรับหมายนัดไว้แทนทนายจำเลย ในขณะที่นายเอกคมไปที่ศาลชั้นต้น เจ้าพนักงานศาลมิได้ไปส่งหมายนัดที่สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้ว หากข้อเท็จจริงได้ความตามคำร้องของทนายจำเลยดังกล่าว การส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่ทนายจำเลยย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งหมาย ณ ภูมิลำเนาของทนายจำเลยและมีผู้รับแทนโดยชอบ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือเป็นการส่งคำคู่ความที่ได้กระทำในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 77 (2) ศาลชั้นต้นชอบที่จะไต่สวนให้ได้ความว่า เจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่ทนายจำเลยและนายเอกคมรับไว้แทนที่สำนักงานอัยการประจำศาลจัหงวัดสีคิ้วหรือไม่ ก่อนมีคำสั่งยกคำร้อง ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องโดยไม่ไต่สวน และศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยฟังใหม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของทนายจำเลยในประเด็นว่า เจ้าพนักงานศาลไปส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นแก่ทนายจำเลยและนายเอกคมรับไว้แทน ที่สำนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสีคิ้วหรือไม่ แล้วให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 46
ป.วิ.พ. ม. 76 ม. 77
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุรี คุณานุผล
จำเลย — กรมทางหลวง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายสุเจตน์ ส่งสัมพันธ์สกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2547
#113159
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารท้ายฟ้องถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้คำฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่า จำเลยค้างชำระค่าน้ำประปาเป็นเงิน 660 บาท และค่าโทรศัพท์เป็นเงิน 1,100 บาท แต่ในตารางการคำนวณอัตราดอกเบี้ยและทุนทรัพย์เอกสารท้ายฟ้องระบุว่า ค่าน้ำประปารวมถึงค่ารักษามาตร และค่าโทรศัพท์รวมถึงค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปา และค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน จึงมิได้เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,256.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,278 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ และให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนในอัตราของห้องชุดที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกิดขึ้นตามข้อบังคับของโจทก์และ พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 ในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าวอยู่นับแต่เดือนมีนาคม 2542 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงสละประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การและยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทั้งหมด คงต่อสู้เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 27,979.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,278 บาท นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 อันเป็นฎีกาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าเบี้ยประกันภัยและเบี้ยปรับนั้น ศาลชั้นต้นมิได้สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาทั้งสามข้อดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ยอมรับมิได้โต้แย้ง จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่าวศาลอุทธรณ์จึงมิได้วินิจฉัยให้ การที่โจทก์ฎีกาในปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีก จึงต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อ 2 เพียงว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปา และค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน ทั้งที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าน้ำประปาและค่าโทรศัพท์เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้คำฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่า จำเลยค้างชำระค่าน้ำประปาเป็นเงิน 660 บาท และค่าโทรศัพท์เป็นเงิน 1,100 บาท แต่ในตารางการคำนวณอัตราดอกเบี้ยและทุนทรัพย์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ระบุว่า ค่าน้ำประปา รวมถึงค่ารักษามาตรและค่าโทรศัพท์ รวมถึงค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปา และค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน จึงมิได้เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้นำทรัพย์ดังกล่าวไปดูแลรักษาแทนจำเลย หรือชำระค่ารักษาทรัพย์ดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐผู้ให้บริการ จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยนั้น จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในให้การ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดโชคชัยร่วมมิตร
จำเลย — นายชัชวาล เกียรติไกรกังวาน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระนครเหนือ — นายก่อศักดิ์ เจนสมุทรสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7269/2547
#412294
เปิดฉบับเต็ม

เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้คำฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่าจำเลยค้างค่าน้ำประปาเป็นเงิน 660 บาท และค่าโทรศัพท์เป็นเงิน 1,100 บาท แต่ในตารางการคำนวณอัตราดอกเบี้ยและทุนทรัพย์เอกสารท้ายฟ้องระบุว่า ค่าน้ำประปารวมถึงค่ารักษามาตร และค่าโทรศัพท์รวมถึงค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปาและค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายในจึงมิได้เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุดและมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ทั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ จำเลยเป็นเจ้าของร่วมซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดเลขที่ 399/297 ของอาคารชุดโชคชัยร่วมมิตรคอนโดมิเนียม จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามข้อบังคับของโจทก์นับแต่วันที่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยข้อบังคับได้กำหนดให้เจ้าของร่วมจะต้องร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางล่วงหน้าทุก 1 ปี โดยคิดตามอัตราส่วนที่เจ้าของร่วมแต่ละรายมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด โดยมีอัตราส่วนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง 405 ส่วนในส่วนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด 501,309 ส่วนจำเลยจึงมีหน้าที่ชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางให้แก่โจทก์เดือนละ 405 บาท หรือปีละ 4,860 บาท และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ แต่หลังจากจำเลยได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดดังกล่าวข้างต้นแล้ว จำเลยยังค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์คือ ค่าใช้จ่ายส่วนกลางเป็นเงิน 19,440 บาท ค่าน้ำประปาเป็นเงิน 660 บาท ค่าโทรศัพท์เป็นเงิน 1,100 บาท และค่าเบี้ยประกันประจำปี 2538 เป็นเงิน 1,078 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยค้างชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แก่โจทก์จำนวน 22,278 บาท โจทก์ขอคิดเบี้ยปรับจากจำเลยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี จากต้นเงินค้างชำระจำนวน 22,278 บาท นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นค่าปรับจำนวน 5,701.88 บาท กับขอคิดดอกเบี้ยจากค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ค้างชำระจำนวน 22,278 บาท ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องอีกเป็นเงิน 4,276.41 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นเงิน 5,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสิ้นจำนวน 37,256.30 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,256.30 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,278 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์และให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางรายเดือนในอัตราของห้องชุดที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นใดที่เกิดขึ้นตาม ข้อบังคับของโจทก์และพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 ในระหว่างที่จำเลยยังคงเป็นเจ้าของผู้ถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าวอยู่นับแต่เดือนมีนาคม 2542 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยแถลงสละประเด็นข้อพิพาทตามคำให้การและยอมรับข้อเท็จจริงตามฟ้องโจทก์ทั้งหมด คงต่อสู้เพียงประเด็นเดียวว่า จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 27,979.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 22,278 บาท นับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาคารชุดใช้ชื่อว่า นิติบุคคลอาคารชุดโชคชัยร่วมมิตรคอนโดมิเนียมตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเอกสารหมาย จ.1 ผู้จัดการของโจทก์มีอำนาจดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับของโจทก์ เอกสารหมาย จ.3 จำเลยเป็นเจ้าของร่วมซึ่งมีกรรมสิทธิ์รวมในห้องชุดเลขที่ 399/297 ของอาคารชุดโชคชัยร่วมมิตรคอนโดมิเนียม โดยมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ส่วนกลาง 405 ส่วนในกรรมสิทธิ์ทั้งหมด 501,309 ส่วน ตามหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด เอกสารหมาย จ.4ซึ่งตามข้อบังคับของโจทก์เอกสารหมาย จ.3 หมวด 4 จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ

พิเคราะห์แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อ 1 ข้อ 3 และข้อ 4 อันเป็นฎีกาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลาง ค่าเบี้ยประกันภัยและเบี้ยปรับนั้น ศาลชั้นต้นมิได้สั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาทั้งสามข้อดังกล่าว เพราะเห็นว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ยอมรับมิได้โต้แย้ง จำเลยมิได้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ปัญหาดังกล่างศาลอุทธรณ์จึงมิได้วินิจฉัยให้ การที่โจทก์ฎีกาในปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีก จึงต้องถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อ 2 เพียงว่า การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปา และค่าโทรศัพท์เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า เอกสารท้ายฟ้องถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง แม้คำฟ้องของโจทก์จะระบุเพียงว่า จำเลยค้างชำระค่าน้ำประปาเป็นเงิน 660 บาท และค่าโทรศัพท์เป็นเงิน 1,100 บาท แต่ในตารางการคำนวณอัตราดอกเบี้ยและทุนทรัพย์เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6 ระบุว่าค่าน้ำประปารวมถึงค่ารักษามาตรและค่าโทรศัพท์รวมถึงค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายในดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระค่ารักษามาตรวัดน้ำประปา และค่ารักษาคู่สายโทรศัพท์ภายใน จึงมิได้เป็นการพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็น ส่วนที่จำเลยอ้างว่า โจทก์มิได้นำทรัพย์ดังกล่าวไปดูแลรักษาแทนจำเลยหรือชำระค่ารักษาทรัพย์ดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐผู้ให้บริการ จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินจำนวนดังกล่าวจากจำเลยนั้น จำเลยมิได้ต่อสู้ไว้ในคำให้การจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดโชคชัยร่วมมิตรคอนโดมิเนียม
จำเลย — นายชัชวาลย์ เกียรติไกรกังวาน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7268/2547
#113068
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของ ศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคล อาคารชุดโจทก์จะต้องปฏิบัติกิจการในหน้าที่ด้วยตนเอง เว้นแต่ข้อบังคับหรือมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะกำหนดให้มอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ กรณีนี้ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้อง หาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยแต่ประการใดไม่ จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๘๐๕,๘๒๕.๗๕ บาท พร้อมด้วยค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับในอัตราร้อยละ ๑.๒๕ ต่อเดือน ของต้นเงิน ๖๔๗,๙๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์ มอบอำนาจให้นายทนงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลย แล้วนายทนงศักดิ์แต่งทนายความ ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เรียกให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ จำเลยต่อสู้คดีอ้างว่า โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายทนงศักดิ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทน และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางและเบี้ยปรับได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า นายสมบูรณ์ไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายทนงศักดิ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น ให้ยกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลยังจะต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางและเบี้ยปรับต่อไปหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นกรณีไม่อาจวินิจฉัยประเด็นอื่นในคำฟ้องต่อไปได้ อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า คดีนี้ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจในการจัดเก็บค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางรายเดือนและเบี้ยปรับของโจทก์อันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับคู่ความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจำเลย เนื่องจากโจทก์ยังคงให้จำเลยปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าใช้จ่ายบริการ ส่วนกลางรายเดือน เห็นว่า คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ต่อเมื่อ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่าผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนข้อบังคับที่กำหนดให้ ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์จะต้องปฏิบัติกิจการในหน้าที่ด้วยตนเอง เว้นแต่ข้อบังคับหรือมติที่ประชุมใหญ่ เจ้าของร่วมจะกำหนดให้มอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว ดังนี้ คำวินิจฉัยของ ศาลชั้นต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องดังกล่าว หาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยแต่ประการใดไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลย ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 223 ม. 246 ม. 247 ม. 249
ชื่อคู่ความ
นาง — นิติบุคคลอาคารชุด บางกอก ริเวอร์ พาร์ค โจทก์
จำเลย — วรรณี เนติวิวัฒน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุพจน์ กู้มานะชัย
ศาลอุทธรณ์ — นายวิรุฬห์ แสงเทียน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7268/2547
#412105
เปิดฉบับเต็ม

คดีศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์จะต้องปฏิบัติกิจการในหน้าที่ด้วยตนเอง เว้นแต่ข้อบังคับหรือมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะกำหนดให้มอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ กรณีนี้ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องหาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยแต่ประการใดไม่จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 805,825.75 บาท พร้อมด้วยค่าสินไหมทดแทนหรือค่าปรับในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน ของต้นเงิน 647,900

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า นายสมบูรณ์ เกียรติเทพขจร ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์มอบอำนาจให้นายทนงศักดิ์ ดวงจักร ณ อยุธยา เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแก่จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 แล้วนายทนงศักดิ์แต่งทนายความยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ เรียกให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางของนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์พร้อมเบี้ยปรับ จำเลยต่อสู้คดีอ้างว่า โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายทนงศักดิ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทน และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางและเบี้ยปรับได้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า นายสมบูรณ์ไม่มีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้นายทนงศักดิ์เป็นผู้ฟ้องคดีแทน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่น ให้ยกฟ้อง จำเลยอุทธรณ์ว่า ศาลยังจะต้องวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นว่า โจทก์มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางและเบี้ยปรับต่อไปหรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องเพราะเหตุโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จึงเป็นกรณีไม่อาจวินิจฉัยประเด็นอื่นในคำฟ้องต่อไปได้อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย

พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ว่า คดีนี้ยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับอำนาจในการจัดเก็บค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางรายเดือนและเบี้ยปรับของโจทก์อันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับคู่ความ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจำเลย เนื่องจากโจทก์ยังคงให้จำเลยปฏิบัติตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดเก็บค่าใช้จ่ายบริการส่วนกลางรายเดือน เห็นว่า คดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง จำเลยจะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ต่อเมื่อคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นมีผลกระทบกระเทือนสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดี แต่คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์มอบอำนาจให้ผู้อื่นฟ้องคดีโดยฝ่าฝืนข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้จัดการนิติบุคคลอาคารชุดโจทก์จะต้องปฏิบัติกิจการในหน้าที่ด้วยตนเอง เว้นแต่ข้อบังคับหรือมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมจะกำหนดให้มอบหมายให้ผู้อื่นทำแทนได้ ซึ่งกรณีนี้ไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว ดังนี้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องดังกล่าว หาได้กระทบกระเทือนต่อสิทธิของจำเลยแต่ประการใดไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเป็นการไม่ชอบ จึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ จึงเป็นการเสียเกินมา"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 223
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นิติบุคคลอาคารชุดบางกอก ริเวอร์ พาร์ค
จำเลย — นางวรรณี เนติวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7264/2547
#411732
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นลอยๆ โดยมิได้มีพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของจำเลย ถือไม่ได้ว่าจำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว (ที่ถูก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน) ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีพิษภัยร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคมอีกหลายประการ ทำให้รัฐต้องเสียงงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปีเป็นจำนวนมากเพื่อป้องกันและปราบปราม ทั้งยังต้องรับภาระในการบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวอีกด้วย การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน นับเป็นต้นเหตุในการทำให้ยาเสพติดให้โทษแพร่ระบาดสู่ประชาชน อันเป็นการทำให้ผู้คนตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษเพิ่มมากขึ้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาประการต่อมาสรุปได้ว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลอันสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และพนักงานสอบสวนในการขยายผลจับกุมผู้กระทำความผิดรายใหญ่อื่นๆ จึงเป็นเหตุที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า จำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นลอยๆ ในฎีกาของจำเลยเท่านั้น โดยจำเลยมิได้มีพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของจำเลยให้ศาลเห็นว่า จำเลยได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ และพนักงานสอบสวน อันจะเป็นเหตุที่จะลงโทษจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครศรีธรรมราช
จำเลย — นายอนันต์ ธานินพงศ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7256/2547
#411539
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีและอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) (6) แล้ว ซึ่งจำเลยก็เข้าใจข้อหาและให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ดังนั้น แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่แนบเอกสารผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานมาท้ายฟ้อง ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลางเว้นแต่เงินสด 30,000 บาท คืนแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง จำคุก 14 ปี และปรับ 400,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นสมควรลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 7 ปี และปรับ 200,000 บาท ริบของกลาง เว้นแต่เงินสด 30,000 บาท คืนแก่เจ้าของไม่ชำระค่าปรับให้กักขังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 แต่ทั้งนี้มิให้กักขังแทนค่าปรับเกินกว่า 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวให้ลงโทษฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์มียาเสพติดให้โทษตามฟ้องจำนวน 100 เม็ด น้ำหนัก 28.814 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 10.534 กรัม โดยไม่มีเอกสารการตรวจพิสูจน์จากกองพิสูจน์หลักฐานประกอบคำฟ้อง เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้ง เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี และอ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5), (6) แล้ว ซึ่งจำเลยก็เข้าใจข้อหาและให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ดังนั้น แม้คำฟ้องของโจทก์จะไม่แนบเอกสารผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานมาท้ายฟ้อง ก็หาทำให้ฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องที่เคลือบคลุมไม่ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสงขลา
จำเลย — นางสาวอ้อยใจ ภาสดา
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7232/2547
#411957
เปิดฉบับเต็ม

ข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีลักษณะของการกระทำที่แตกต่างและต่างขั้นตอนกัน แยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ทั้งเป็นการกระทำความผิดกฎหมายคนละมาตรากัน แม้จำเลยถูกจับกุมในคราวเดียว ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ต่อมาตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1337/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 910/2545 ของศาลชั้นต้น (ที่ถูก ให้ยกฟ้องข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่)) ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 12 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้วคงจำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 400 เม็ด เป็นของกลาง ชั้นจับกุมแจ้งข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาเช่นเดียวกัน จำเลยให้การรับสารภาพ จำเลยมีอาชีพทำนา รายได้ไม่แน่นอน มีรายได้จากการขายผักเดือนละ 1,000 ถึง 2,000 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนถึง 400 เม็ด จำเลยมีฐานการเงินไม่ดี เมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวจึงมีจำนวนมากเกินกว่าที่จำเลยจะมีไว้เพื่อใช้เสพ ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับว่าซื้อมาเพื่อนำไปจำหน่าย พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นการกระทำกรรมเดียวกันนั้น เห็นว่า ข้อหาเสพและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีลักษณะของการกระทำที่แตกต่างและต่างขั้นตอนกัน แยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ ทั้งเป็นการกระทำความผิดกฎหมายคนละมาตรากัน แม้จำเลยถูกจับกุมในคราวเดียว ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ต่อมาตรวจพบสารเสพติดในร่างกายของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายนวน สุพร
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2547
#113066
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยมีคำขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินให้ศาลสั่งห้ามผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการใช้เงินเป็นการชั่วคราว ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งอายัด จึงเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกคือผู้ร้องถูกหมายอายัดและขอเพิกถอนคำสั่ง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเป็นผู้ถูกหมายอายัดและเป็นผู้ขอให้ยกเลิกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 จึงต้องอาศัยบทบัญญัติมาตรา 259 นำมาตรา 312 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำหรับบุคคลภายนอกเป็นผู้ร้องขอมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันทำให้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสอง เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบตั๋วสัญญาใช้เงินคืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือคืนไม่ได้ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 4,300,595 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 20,936,955.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยมีคำขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินให้ศาลสั่งห้ามธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้จำนวนเงิน 4,300,595 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เป็นการชั่วคราว

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งอายัด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งไปยังธนาคารผู้ร้องสาขาวิสุทธิกษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ครั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัด กรณีเช่นนี้ ป.วิ.พ. ภาค 4 ลักษณะ 1 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา มีบัญญัติไว้ในมาตรา 267 วรรคสองว่า "จำเลยอาจยื่นคำขอโดยพลัน ให้ยกเลิกคำสั่งหรือหมายนั้นเสีย และให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำขอเช่นว่านี้อาจทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอ คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด" ซึ่งตามบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้ถูกหมายอายัดและเป็นผู้ขอให้ยกเลิก แต่ในกรณีที่บุคคลภายนอกถูกหมายอายัดและขอเพิกถอนคำสั่ง บทบัญญัติในลักษณะ 1 หมวด 1 หาได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ จึงต้องอาศัยบทบัญญัติมาตรา 259 นำมาตรา 312 ในลักษณะ 2 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำหรับบุคคลภายนอกเป็นผู้ร้องขอมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยอนุโลม ผลจะเป็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นให้เพิกถอนอายัดถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสอง เช่นเดียวกัน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 259 ม. 267 ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชินภูม จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแอสตราโก เอเซีย เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายปกิต สุวรรณพรหมมา
ศาลอุทธรณ์ — นายมนตรี ยอดปัญญา
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7211/2547
#411730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยมีคำขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินให้ศาลสั่งห้ามผู้ร้องซึ่งเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการใช้เงินเป็นการชั่วคราว ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งอายัดดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งอายัด จึงเป็นกรณีที่บุคคลภายนอกคือผู้ร้องถูกหมายอายัดและขอเพิกถอนคำสั่ง ไม่ใช่กรณีที่จำเลยเป็นผู้ถูกหมายอายัดและเป็นผู้ขอให้ยกเลิกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 จึงต้องอาศัยบทบัญญัติมาตรา 259 นำมาตรา 312 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำหรับบุคคลภายนอกเป็นผู้ร้องขอมาใช้บังคับโดยอนุโลม อันเป็นคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสอง เช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบตั๋วสัญญาใช้เงิน เลขที่ 001/2537 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2537 จำนวนเงิน 4,300,595 บาท คืนแก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือคืนไม่ได้ ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 4,300,595 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2540 กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 20,936,955.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยมีคำขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินให้ศาลสั่งห้ามธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาวิสุทธิกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 001/2537 จำนวนเงิน 4,300,595 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 001/2537 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2537 ไว้เป็นการชั่วคราว

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอายัดการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 001/2537

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งอายัดการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ 001/2537 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2537

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาให้โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกเลิกคำสั่งอายัดการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่พิพาทในกรณีมีเหตุฉุกเฉินเป็นคำสั่งอันถึงที่สุดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งไปยังธนาคารผู้ร้องสาขาวิสุทธิกษัตริย์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ครั้นผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งอายัด กรณีเช่นนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 1 วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามีบัญญัติไว้ในมาตรา 267 วรรคสอง ว่า "จำเลยอาจยื่นคำขอโดยพลัน ให้ยกเลิกคำสั่งหรือหมายนั้นเสียและให้นำบทบัญญัติแห่งวรรคก่อนมาใช้บังคับโดยอนุโลม คำขอเช่นว่านี้อาจทำเป็นคำขอฝ่ายเดียวโดยได้รับอนุญาตจากศาล ถ้าศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งเดิมตามคำขอ คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด" ซึ่งตามบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่า เป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้ถูกหมายอายัดและเป็นผู้ขอให้ยกเลิก แต่ในกรณีที่บุคคลภายนอกถูกหมายอายัดและขอเพิกถอนคำสั่ง บทบัญญัติในลักษณะ 1 หมวด 1 หาได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะไม่ จึงต้องอาศัยบทบัญญัติมาตรา 259 นำมาตรา 312 ในลักษณะ 2 ซึ่งเป็นบทบัญญัติสำหรับบุคคลภายนอกเป็นผู้ร้องขอมาใช้บังคับแก่วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยอนุโลม ผลจะเป็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นให้เพิกถอนอายัดถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสอง เช่นเดียวกัน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 259 ม. 267 ม. 312
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทชินภูม จำกัด
ผู้ร้อง — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
บริษัทแอสตราโก เอเซีย เทรดดิ้ง
จำเลย — (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7193/2547
#113015
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 73 ให้สิทธิแก่ผู้ถือประทานบัตรใช้ที่ดินในเขตเหมืองแร่ที่มีแร่ไม่สมบูรณ์พอที่จะเปิดทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรมในระหว่างอายุประทานบัตรได้ การที่โจทก์ปลูกต้นยางพาราลงในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตเหมืองแร่ เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือประทานบัตร ไม่ทำให้ต้นยางพาราที่ปลูกสร้างไว้เป็นส่วนควบของที่ดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 และยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ การที่จำเลยกรีดเอาน้ำยางพาราจากต้นยางพาราของโจทก์ไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยเข้าไปกรีดเอาน้ำยางพาราภายหลังประทานบัตรของโจทก์หมดอายุแล้วเพื่อการยังชีพมิได้มีเถยจิตเป็นโจรผู้ร้ายแต่อย่างใด กับทั้งภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้รับอนุญาตจากรัฐให้มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท กรณีมีเหตุอันสมควรให้ความปรานีแก่จำเลยโดยรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินตามประทานบัตรเหมืองแร่ดีบุกและที่ดินตามคำขอใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทราย ตั้งอยู่หมู่ที่ ๘ ตำบลปะแต อำเภอยะหา จังหวัดยะลา รวมเนื้อที่ประมาณ ๑๘๖ ไร่ โจทก์ใช้ที่ดินประกอบกิจการทำเหมืองแร่ เป็นที่ตั้งโรงงานและแยกเก็บแร่เพียงบางส่วน ส่วนใหญ่ปลูกต้นยางพาราจนเต็มพื้นที่และตัดกรีดได้แล้ว จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินดังกล่าวที่โจทก์มีสิทธิครอบครองเพื่อแย่งหรือถือการครอบครองที่ดินจากโจทก์และเข้าไปกรีดยางพารา ก่อสร้างโรงเรือนเพื่อเก็บยางพาราและตั้งจักรรีดยางพาราในที่ดินของโจทก์อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข และลักเอาน้ำยางพาราโดยกรีดน้ำยางจากต้นยางพาราของโจทก์ในที่ดินแปลงดังกล่าวไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑, ๓๖๒, ๓๓๔, ๓๓๕

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก ลงโทษจำคุก ๑ ปี ข้อหาบุกรุกให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. ๒๕๑๐ มาตรา ๗๓ ให้สิทธิแก่ผู้ถือประทานบัตรใช้ที่ดินในเขตเหมืองแร่ ที่มีแร่ไม่สมบูรณ์พอที่จะเปิดทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรมในระหว่างอายุประทานบัตรได้ การที่โจทก์ปลูกต้นยางพาราลงในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตเหมืองแร่ เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือประทานบัตร ไม่ทำให้ต้นยางพาราที่ปลูกสร้างไว้เป็นส่วนควบของที่ดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๖ และยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ การที่จำเลยกรีดเอาน้ำยางพาราจากต้นยางพาราของโจทก์ไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ อนึ่ง ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยเข้าไปกรีดเอาน้ำยางพาราภายหลังประทานบัตรของโจทก์หมดอายุแล้วเพื่อการยังชีพมิได้มีเถยจิตเป็นโจรผู้ร้ายแต่อย่างใด กับทั้งภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้รับอนุญาตจากรัฐให้มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท กรณีมีเหตุอันสมควรให้ความปรานีแก่จำเลยโดยรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๕ (๑) วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตาม ป.อ. มาตรา ๕๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335 (1) ม. 56
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธำรงปัตตานี
จำเลย — นายประชุม เอนอ่อน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดยะลา — นางเพียรพร วิเศษสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุวิทย์ นรนุตกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7193/2547
#412292
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ถือประทานบัตรเหมืองแร่ปลูกต้นยางพาราลงในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตเหมืองแร่ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือประทานบัตรตาม พ.ร.บ. เหมืองแร่ฯ มาตรา 73 ไม่ทำให้ต้นยางพาราที่ปลูกไว้เป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 ยางพารายังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ผู้ถือประทานบัตร การที่จำเลยกรีดเอาน้ำยางพาราจากต้นยางพาราของโจทก์ไปจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้บุกรุกเข้าไปในที่ดินที่โจทก์มีสิทธิครอบครองเพื่อแย่งหรือถือการครอบครองที่ดินจากโจทก์ และเข้าไปกรีดยางพารา ก่อสร้างโรงเรือนเพื่อเก็บยางพารา และตั้งจักรรีดยางพาราในที่ดินของโจทก์ อันเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์โดยปกติสุข และลักเอาน้ำยางพาราโดยกรีดน้ำยางจากต้นยางพาราของโจทก์ในที่ดินแปลงดังกล่าวไปโดยทุจริต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91,362,334,335

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฎิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ยกฟ้องข้อหาลักทรัพย์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตประทานบัตรทำเหมืองแร่ของโจทก์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 นางลัดดาภริยาจำเลยกับนางเหี้ยงเข้าไปปลูกบ้านพักและกรีดยางพาราในที่ดินพิพาท โจทก์ได้ฟ้องขับไล่และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาขับไล่คนทั้งสองรวมทั้งบริวารให้ออกจากที่ดินพิพาทแล้ว โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์และรายงานต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ต่อมาภายหลังจากที่ประทานบัตรของโจทก์หมดอายุลง จำเลยได้กลับเข้าไปปลูกสร้างโรงเรือนและกรีดยางพาราในที่ดินพิพาท สำหรับความผิดฐานบุกรุกไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ โดยกรีดเอาน้ำยางพาราจากต้นยางพาราของโจทก์ไปตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายพันธุ์ฤทธิ์ หุ้นส่วนผู้จัดการและนายสมพรหุ้นส่วนในห้างโจทก์เป็นพยานเบิกความในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ประกอบกิจการเหมืองแร่ดีบุก ซึ่งรับโอนประทานบัตรมาจากบริษัทธำรงวัฒนา จำกัด ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2527 และโจทก์ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทรายนอกเขตเหมืองแร่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 รวมเนื้อที่ประมาณ 186 ไร่ โจทก์ใช้ที่ดินทั้งสองแปลงในการสร้างอาคารทำโรงแต่งแร่เป็นที่เก็บน้ำขุ่นข้นส่วนที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการทำแร่โจทก์ได้ปลูกสวนยางพาราประมาณ 49 ไร่ ต่อมาเดือนเมษายน 2541 จำเลยได้เข้าไปกรีดเอาน้ำยางพาราจากต้นยางพาราที่โจทก์ปลูกไว้ดังกล่าวไป ซึ่งจำเลยปฏิเสธและนำสืบต่อสู้ว่า ต้นยางพาราเป็นของนางเหี้ยงแม่ยายจำเลยปลูกไว้เมื่อ 40 ถึง 50 ปีมาแล้ว ไม่ใช่ต้นยางพาราของโจทก์ เห็นว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 นางลัดดาภริยาจำเลยและนางเหี้ยงแม่ยายจำเลยเคยเข้าไปปลูกสร้างอาคารและกรีดยางในที่ดินพิพาท แต่ถูกโจทก์ฟ้องขับไล่และศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ขับไล่นางลัดดาและนางเหี้ยงรวมทั้งจำเลยในฐานะบริวารด้วยซึ่งใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยได้นอกจากนี้ยังได้ความว่านางเหี้ยงเป็นภริยานายเต็งซ่านพ่อตาจำเลยทั้งนายเต็งซ่านและนางลัดดาภริยาจำเลยต่างเป็นคนงานในเหมืองของโจทก์ตลอดมาจนกระทั่งโจทก์ปิดกิจการ ดังนั้น เมื่อโจทก์เป็นผู้ถือประทานบัตรในการทำเหมืองแร่ในบริเวณที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โจทก์ย่อมมีสิทธิในการยึดถือครอบครองใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ส่วนนางเหี้ยงจะเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิของโจทก์เท่านั้น ไม่สามารถเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินอันเป็นป่าสงวนแห่งชาติโดยลำพังได้เพราะเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ปลูกสร้างต้นยางพาราในที่ดินพิพาท พยานจำเลยไม่อาจหักล้างได้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ภายหลังประทานบัตรเหมืองแร่หมดอายุแล้ว ต้นยางพาราที่โจทก์ปลูกไว้นั้นเป็นส่วนควบของที่ดินและตกเป็นของรัฐหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 73 ให้สิทธิแก่ผู้ถือประทานบัตรใช้ที่ดินในเขตเหมืองแร่ที่มีแร่ไม่สมบูรณ์พอที่จะเปิดทำเหมืองเพื่อเกษตรกรรมในระหว่างอายุประทานบัตรได้ การที่โจทก์ปลูกต้นยางพาราลงในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตเหมืองแร่เป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้ถือประทานบัตรไม่ทำให้ต้นยางพาราที่ปลูกไว้เป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 และยังคงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ การที่จำเลยกรีดเอาน้ำยางพาราจากต้นยางพาราของโจทก์ไป จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและจำเลยเข้าไปกรีดเอาน้ำยางพาราภายหลังประทานบัตรของโจทก์หมดอายุแล้วเพื่อการยังชีพมิได้มีเถยจิตเป็นโจรผู้ร้ายแต่อย่างใด กับทั้งภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้รับอนุญาตจากรัฐให้มีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาท กรณีมีเหตุอันสมควรให้ความปรานีแก่จำเลยโดยรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 146
ป.อ. ม. 335
พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธำรงปัตตานี
จำเลย — นายประชุม เอนอ่อน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7178/2547
#412290
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 และ 181 ได้กำหนดหน้าที่ของโจทก์ว่าในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดี โจทก์จะต้องมาศาลตามนัด มิฉะนั้นให้ศาลยกฟ้องเสียเว้นแต่จะมีเหตุสมควรจึงจะให้เลื่อนคดีไป บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วมิให้มีการประวิงคดี จึงกำหนดมาตรการดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัดในวันนัดสืบพยานโจทก์แม้จะมีพนักงานอัยการอื่นที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่ศาลชั้นต้นหาใช่มีฐานะเป็นเจ้าของสำนวนและก็หาได้มีพนักงานอัยการคนใดมาแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปไม่ โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของสำนวนต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในหน้าที่การงานของตนจะผลักภาระความรับผิดชอบของตนให้แก่พนักงานอัยการอื่นหาสมควรไม่ การที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดในกรณีดังกล่าว ถือเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ได้ 2 ปาก แล้วอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 ธันวาคม 2543 เวลา 9 นาฬิกา ครั้นถึงวันนัดโจทก์แถลงว่าพนักงานอัยการโจทก์เจ้าของสำนวนลาพักผ่อนประจำปี มีพยานมาศาลพร้อมสืบ 2 ปาก แต่โจทก์ติดว่าความคดีอื่นไม่สามารถสืบพยานคดีนี้ได้ขอเลื่อนคดี กับขอให้พยานที่มาศาลลงลายมือชื่อทราบวันนัดและออกหมายเรียกพยานดังกล่าวอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 เวลา 9 นาฬิกา โดยให้จ่าสิบตำรวจพิทักษ์ และสิบตำรวจเอกธวัชชัย พยานโจทก์ลงลายมือชื่อทราบวันนัดไว้และออกหมายเรียกพยานโจทก์ดังกล่าว ครั้นถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ เจ้าหน้าที่ศาลทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอต่อศาลชั้นต้นว่า เมื่อเวลา 11.30 นาฬิกา ได้ประกาศเรียกนายกิตติศักดิ์ พนักงานอัยการโจทก์ แต่โจทก์ไม่เข้าห้องพิจารณาคดี จึงโทรศัพท์ไปแจ้งที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์รับโทรศัพท์แล้วบอกว่าให้ดูพยานและกำหนดวันนัดเอง หากพยานไม่มาให้เลื่อนคดีไปปรากฏว่าพยานมาศาล 2 ปาก และนั่งรอโจทก์อยู่หน้าห้องพิจารณาคดีตั้งแต่เวลาประมาณ 9 นาฬิกา แต่ยังไม่พบโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 ว่า การที่โจทก์ไม่มาศาลทั้งที่ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อศาลคือนำพยานเข้าสืบ ทั้งพยาน 2 ปากมาศาลพร้อมสืบ โจทก์มิได้แถลงขอเลื่อนการพิจารณาคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบก่อนหรือในวันนัด อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 ประกอบมาตรา 181 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ในวันนัดสืบพยานโจทก์ โจทก์ที่ศาลชั้นต้นตามกำหนดนัดเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้และคดีอื่นอีก 5 คดี คดีนี้โจทก์แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ศาลตั้งแต่เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ว่า พยานที่โจทก์ขอหมายเรียกไว้ 2 ปาก ยังไม่มาศาล หากพยานไม่มาศาลโจทก์จะขอเลื่อนคดีไปก่อน หากศาลชั้นต้นจะออกนั่งพิจารณาคดีให้ติดตามโจทก์ได้ที่ห้องพิจารณาคดีอื่น เนื่องจากโจทก์ต้องไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอื่นและไปติดตามสำนวนเวรชี้ที่ห้องเก็บสำนวนคดีแดง โดยไม่ได้เข้าห้องพิจารณาคดีนี้ ต่อมาเวลา 11.45 นาฬิกา โจทก์ไม่พบพยานที่ศาลจึงกลับไปติดตามพยานที่สำนักงานของโจทก์ เมื่อเจ้าหน้าที่ศาลโทรศัพท์ไปแจ้งโจทก์ว่าพยานที่โจทก์ขอหมายเรียกไว้ไม่มาศาลจะทำอย่างไร โจทก์แจ้งว่ายังติดตามพยานไม่ได้ขอเลื่อนคดีไปก่อนและได้กลับมาที่ศาลชั้นต้น เวลา 12.20 นาฬิกา จึงทราบว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกฟ้องไปแล้ว การที่โจทก์มิได้อยู่ในห้องพิจารณาคดีในขณะนั้นเพราะอยู่ระหว่างการติดตามพยานที่ไม่มีผู้ใดแจ้งแก่พนักงานอัยการที่ปฏิบัติหน้าที่ในศาลชั้นต้นให้ดำเนินการแทนโจทก์โจทก์ไม่ได้ละเลยไม่มาปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใดขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณานัดสืบพยานโจทก์ต่อไป

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์จงใจไม่มาศาลตามกำหนดนัด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า มีเหตุสมควรที่จะยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่หรือไม่ เห็นว่า บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 และ 181 ได้กำหนดหน้าที่ของโจทก์ว่า ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีโจทก์จะต้องมาศาลตามนัด มิฉะนั้นให้ศาลยกฟ้องเสียเว้นแต่จะมีเหตุสมควรจึงจะให้เลื่อนคดีไป บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะเร่งรัดการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วมิให้มีการประวิงคดีจึงกำหนดมาตรการดังกล่าวเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด ที่โจทก์ฎีกาว่าขณะที่ศาลชั้นต้นยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณา โจทก์มิได้อยู่ในห้องพิจารณาเพราะอยู่ระหว่างติดตาม พยานมาศาลโจทก์จึงไม่ได้จงใจที่จะไม่มาศาลตามกำหนดนัดนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้มีการเลื่อนคดีตามคำแถลงของโจทก์ในวันนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 15 ธันวาคม 2543 นั้น ศาลชั้นต้นให้พยานโจทก์คือจ่าสิบตำรวจพิทักษ์ และสิบตำรวจเอกธวัชชัย พยานโจทก์ลงลายมือชื่อทราบวันนัดไว้ก่อนแล้ว และเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ต่อมาในวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 เวลา 9 นาฬิกา พยานทั้งสองมาศาลตามนัดโดยนั่งรอโจทก์อยู่หน้าห้องพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น หากโจทก์ขวนขวายในการติดตามพยานทั้งสองดังว่าจริง ย่อมจะต้องพบพยานทั้งสองที่หน้าห้องพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นอย่างแน่นอน การที่โจทก์ไม่พบพยานทั้งสองดังกล่าวและไม่ปรากฎว่าโจทก์พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลให้ประกาศเรียกหาตัวพยานทั้งสองแต่อย่างใดข้ออ้างของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุมีพนักงานอัยการอื่นปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ที่ศาลชั้นต้น หากพยานทั้งสองมาศาลจริงพนักงานอัยการเหล่านั้นจะต้องแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปปัญหาที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดก็จะไม่เกิดขึ้นนั้นเห็นว่า พนักงานอัยการอื่นตามที่โจทก์ว่าหาใช่มีฐานะเป็นเจ้าของสำนวนและก็หาได้มีพนักงานอัยการคนใดมาแถลงให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปไม่ โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของสำนวนจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในหน้าที่การงานของตนจะผลักภาระความรับผิดชอบของตนให้แก่พนักงานอัยการอื่นหาสมควรไม่การที่โจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดในกรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของโจทก์เอง กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะยกคดีโจทก์ขึ้นพิจารณาใหม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องมานั้น ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายสายันห์ อินใจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7172/2547
#113173
เปิดฉบับเต็ม

ความชำรุดบกพร่องตาม ป.พ.พ. มาตรา 601 หมายความถึงความชำรุดบกพร่องซึ่งเกิดขึ้นตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 598 , 599 และ 600 อันหมายถึงความชำรุดบกพร่องในตัวทรัพย์ที่ผู้รับจ้างส่งมอบให้กับผู้ว่าจ้างครบถ้วนแล้ว มิใช่หมายถึงการไม่ปฏิบัติให้ครบถ้วนตามสัญญา

ที่จำเลยฎีกาว่า ว. ตัวแทนโจทก์รับมอบงานก่อสร้างบ้านจากจำเลยโดยมิได้อิดเอื้อน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 598 นั้น เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยตามสัญญา หาใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบกพร่องของงานที่ทำ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยตามสัญญาจริง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยตามสัดส่วนของงานที่ยังไม่ได้ทำให้เรียบร้อยตามสัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับจำเลย โดยให้จำเลยก่อสร้างบ้านบนที่ดินของโจทก์ จำเลยได้เบิกค่าจ้างไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่ไม่ทำการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญา ขอให้บังคับจำเลยคืนเงินจำนวน 1,785,239 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 1,750,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยรื้อถอนขนย้ายสิ่งก่อสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์โดยค่าใช้จ่ายของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยดำเนินงานก่อสร้างตามสัญญาโดยส่งมอบงานแต่ละงวดที่ได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว งานส่วนที่เหลืองวดสุดท้ายจำเลยก็กำลังทำอยู่เพื่อส่งมอบ มิได้ละทิ้งงานตามฟ้อง โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าจ้างคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินคืนให้แก่โจทก์จำนวน 500,000 บาท ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยทำสัญญารับจ้างก่อสร้างบ้านโจทก์โดยมีนางวรรณาเป็นผู้ทำสัญญาแทนโจทก์ในราคาทั้งสิ้น 1,750,000 บาท แบ่งชำระเป็นงวด ๆ ตามผลของงานรวม 5 งวด จำเลยรับเงินค่าจ้างไปแล้วรวม 1,712,500 บาท เป็นเงินค่าจ้างในงวดที่ 1 ถึงที่ 3 จำนวน 1,212,500 บาท ปรากฏว่าจำเลยก่อสร้างบ้านไม่เรียบร้อยตามสัญญาตั้งแต่งวดที่ 4 เป็นต้นไป ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยก่อสร้างบ้านเรียบร้อย ไม่เคยผิดสัญญาแต่อย่างใดนั้น จำเลยกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่สืบพยาน จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ส่วนที่จำเลยอ้างว่า นางวรรณาตัวแทนโจทก์รับมอบงานก่อสร้างบ้านจากจำเลยโดยมิได้อิดเอื้อน จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 598 นั้น เห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องโจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาเพราะไม่ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยตามสัญญา หาใช่ฟ้องให้จำเลยรับผิดในความชำรุดบกพร่องของงานที่ทำ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะไม่ปฏิบัติงานให้เรียบร้อยตามสัญญาจริง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยตามสัดส่วนของงานที่ยังไม่ได้ทำให้เรียบร้อยตามสัญญาได้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 598 ม. 599 ม. 600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวราตรี ไตรปัญญา
จำเลย — นายอนุกูล กาละพุฒ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายสมศักดิ์ อินทร์พันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสันต์ เกียรติก้อง
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7155/2547
#412104
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 882 วรรคสอง บัญญัติว่า ในการเรียกให้ใช้หรือให้คืนเบี้ยประกันภัย ท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 2 ปี นับแต่วันซึ่งสิทธิจะเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยถึงกำหนด ดังนั้น แม้ลูกหนี้และกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันได้มีหนังสือรับสภาพหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยและขอผ่อนชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้ อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ แต่ลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เลย เมื่อนับถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงล่วงเลยกำหนดเวลา 2 ปีแล้ว การที่ลูกหนี้ร่วมกับผู้ร้องขอที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยระบุชื่อเจ้าหนี้รายนี้เป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งในจำนวนเจ้าหนี้หลายรายทั้งลูกหนี้ได้มีหนังสือถึงเจ้าหนี้ให้ตรวจสอบและยืนยันยอดตามที่ปรากฏในบัญชีของลูกหนี้จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้รับสภาพความรับผิดต่อเจ้าหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความผิดตามมาตรา 193/35 ดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงยังไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2545 และตั้งลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2546 โดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 897,927.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 670,868.39 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะชำระเสร็จ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเป็นหนี้ที่ขาดอายุความ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เสียทั้งสิ้นตามมาตรา 90/32 วรรคสอง (1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านขอให้มีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 6 เป็นเพียงเอกสารเพื่อการตรวจสอบบัญชีของลูกหนี้มิใช่หนังสือรับสภาพหนี้ มูลหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 882 วรรคสอง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้หรือไม่ เจ้าหนี้อุทธรณ์ว่า เอกสารหมายเลข 1 ท้ายบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 กลุ่มบริษัทลูกหนี้ทำแผนผังการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อย่างเป็นระบบและเป็นขั้นตอนมีจำนวนหนี้ระยะเวลา และจำนวนเงินชดใช้แต่ละคราว มีตัวแทนของกลุ่มบริษัทลูกหนี้ลงนามไว้และตามเอกสารหมายเลข 2 ท้ายบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่ามีการตกลงรับผ่อนชำระหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ ฉบับลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 แต่ศาลล้มละลายกลางมิได้นำมาประกอบการวินิจฉัยนั้น ศาลฎีกาตรวจดูเอกสารหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ท้ายบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นสำเนาเอกสาร โดยเอกสารหมายเลข 1 แสดงรายละเอียดเจ้าหนี้คงค้าง ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 ระบุชื่อบริษัทในเครือโดยใช้ชื่อย่อเป็นภาษาอังกฤษซึ่งมีลูกหนี้รวมอยู่ด้วย และชื่อเจ้าหนี้เลขที่ พีวี. วันครบกำหนดชำระจำนวนเงินตาม พีวี. และจำนวนเงินที่แบ่งจ่ายเป็นงวดในปี 2541 ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม 2541 ส่วนเอกสารหมายเลข 2 เป็นสำเนาหนังสือของนางสาวนภาพร นามเชียงใต้ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทเอส. เอส. พี กรุ๊ป ทวงถามให้ชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยจำนวนเงิน 1,663,820 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างถึงหนังสือขอผ่อนชำระค่าเบี้ยประกันภัยของบริษัทเอส. เอส. พี กรุ๊ป ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2541 ที่เจ้าหนี้ประสงค์ให้ศาลรับฟังเพื่อเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างของเจ้าหนี้ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ลูกหนี้เป็นผู้เอาประกันภัยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2540 และพฤษภาคม 2541 แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการเรียกให้ใช้หรือให้คืนเบี้ยประกันภัยท่านห้ามมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 2 ปี นับแต่วันซึ่งสิทธิจะเรียกให้ใช้หรือคืนเบี้ยประกันภัยถึงกำหนด" แม้เอกสารหมายเลข 1 และหมายเลข 2 ดังกล่าวจะรับฟังได้ว่าลูกหนี้และกลุ่มบริษัทในเครือเดียวกันได้มีหนังสือรับสภาพหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยและขอผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวต่อเจ้าหนี้ โดยกำหนดผ่อนชำระตั้งแต่เดือนเมษายนถึงธันวาคม 2541 อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่นับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งลูกหนี้มิได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เลย เมื่อนับถึงวันที่ 24 ธันวาคม 2545 ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงล่วงเลยกำหนดเวลา 2 ปีแล้ว อย่างไรก็ดี การที่ลูกหนี้ร่วมกับผู้ร้องขอที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยระบุชื่อเจ้าหนี้รายนี้เป็นเจ้าหนี้รายหนึ่งในจำนวนเจ้าหนี้หลายราย ทั้งลูกหนี้ยังได้มีหนังสือถึงเจ้าหนี้ให้ตรวจสอบและยืนยันยอดตามที่ปรากฏในบัญชีของลูกหนี้รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 ระบุว่า ตามบัญชีของเจ้าหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2543 มีค่าเบี้ยประกันภัยค้างจ่ายจำนวน 848,006 บาท ตามสำเนาหนังสือแนบท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้และครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2546 ระบุว่า ตามบัญชีของเจ้าหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2545 เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยค้างจ่ายจำนวน 848,006 บาท ตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 6 ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ลูกหนี้ได้รับสภาพความรับผิดต่อเจ้าหนี้โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ ซึ่งสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากการที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือดังกล่าวมีกำหนดอายุความ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับสภาพความรับผิดตามมาตรา 193/35 ดังนั้น เมื่อนับแต่วันที่ลูกหนี้รับสภาพความรับผิดดังกล่าวถึงวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อยู่ภายในกำหนดเวลา 2 ปี สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงยังไม่ขาดอายุความและคดีได้ความตามบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินฯ ท้ายคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งระบุรายการที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้เป็นค่าเบี้ยประกันภัยตามใบแจ้งหนี้ฉบับลงวันที่ 6 กันยายน 2544 จำนวนเงิน 670,868.39 บาท โดยในช่องหมายเหตุระบุว่าจากยอดหนี้เดิม 848,006 บาท เมื่อแจ้งยกเลิกกรมธรรม์แล้วคงเหลือ 670,868.39 บาท ทั้งใบแจ้งหนี้ดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่าเป็นยอดเงินค่าเบี้ยประกันภัยค้างชำระในวันที่ออกใบแจ้งหนี้นั้น ดังนั้น เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 670,868.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2544 จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เป็นเงิน 670,868.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2544 จนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/15 ม. 193/35 ม. 882 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — บริษัทไทยกัลวาไนซ์ดสตีล จำกัด กับพวก
เจ้าหนี้ — บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ — บริษัทสยามเฟอร์โรอินดัสทรี จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2547
#412285
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ กฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ชัดแจ้งว่าเจ่าหนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตามต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเป็นผู้พิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งต่อศาลได้ภายในสิบสี่วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคสาม ดังนั้น เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องต่อศาลเกี่ยวกับการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ต้องเป็นกรณีคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แล้วเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วย เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ไต่สวนคำร้องของเจ้าหนี้หรือมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่ยื่นคำร้อง โดยเจ้าหนี้ยังไม่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีคำสั่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้อันเจ้าหนี้จะใช้สิทธิคัดค้านต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคสามแม้เจ้าหนี้จะอ้างว่าลูกหนี้ปิดบังมิได้แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้ก็ยังคงต้องยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หากเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามมาตรา 146 ต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 และตั้งบริษัทอาณาจักรกฎหมาย จำกัด เป็นผุ้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดสระบุรี โดยลูกหนี้ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2543 อันเป็นเวลาก่อนที่ลูกหนี้จะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแต่ลูกหนี้ปิดบังมิได้แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ และมิได้แจ้งต่อผู้ทำแผนว่าเจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้รายหนึ่ง เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเพราะไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ทันกำหนดเวลาตามกฎหมาย ขอให้ศาลไต่สวนคำร้องหรือมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือผู้ทำแผน โดยให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในส่วนนี้แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้วแต่คดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็ตาม ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้ผู้ทำแผนโดยไม่ชักช้า" และมาตรา 90/32 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด ถ้าเจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนไม่โต้แย้งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจสั่งอนุญาตให้รับชำระหนี้ได้ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรสั่งเป็นอย่างอื่น" วรรคสอง บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของเจ้าหนี้รายใด ถ้ามีผู้โต้แย้ง ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ (1) ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ (2) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน (3) อนุญาตให้ได้รับชำระหนี้บางส่วน" วรรคสาม บัญญัติว่า "การคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลได้ภายในกำหนดสิบสี่วันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์" เห็นได้ว่า การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ กฎหมายได้กำหนดขั้นตอนไว้ชัดแจ้งว่าเจ้าหนี้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ก็ตามต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง หลังจากนั้นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะเป็นผู้พิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ แล้วมีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หากเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มีอำนาจที่จะยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งนั้นต่อศาลได้ภายในกำหนดเวลาที่บัญญัติไว้ในวรรคสามของมาตรา 90/32 นั้น ดังนั้น เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องต่อศาลเกี่ยวกับการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ต้องเป็นกรณีคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่มีคำสั่งเกี่ยวกับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ดังกล่าวแล้วเจ้าหนี้ไม่เห็นด้วย เจ้าหนี้จึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ไต่สวนคำร้องของเจ้าหนี้หรือมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามที่ยื่นคำร้อง โดยที่เจ้าหนี้ยังมิได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยังมิได้มีคำสั่งใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของเจ้าหนี้ อันเจ้าหนี้จะใช้สิทธิคัดค้านต่อศาลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/32 วรรคสาม อนึ่ง หากข้อเท็จจริง จะเป็นดังที่เจ้าหนี้อ้างว่าลูกหนี้ปิดบังมิได้แจ้งให้เจ้าหนี้ทราบว่าลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ก็ยังคงต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และหากเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายโดยการกระทำหรือคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เจ้าหนี้ก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 ต่อไป ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของเจ้าหนี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/32 ม. 146
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทหยุ่นศิลาเชียงใหม่ จำกัด
เจ้าหนี้ — บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ