คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7014/2547
#266557
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 20 เครื่อง ราคาทรัพย์รวม 90,000 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท จึงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไป นับว่าจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร่วมกันกระทำความผิดจึงเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 76 โดยวางโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 83, 335 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 90,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 335 (1), 335 (7) วรรคสอง จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 90,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 76 คงจำคุก 2 ปี และลดโทษให้จำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 1 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 45,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ลักโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกียรุ่น 3310 จำนวน 20 เครื่อง ราคาเครื่องละ 4,500 บาท รวมราคาทรัพย์ 90,000 บาท ของผู้เสียหายไปโดยทุจริต ลักษณะการกระทำความผิดเป็นปรปักษ์ต่อสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของทรัพย์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังแต่จำเลยที่ 2 มีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและอยู่ในระหว่างศึกษาเล่าเรียน ซึ่งเป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัว ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2546 ว่าจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 45,000 บาท จึงไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 2 อีกต่อไป นับว่าจำเลยที่ 2 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร่วมกันกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองจึงเปลี่ยนแปลงไป การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 76 โดยวางโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจกำหนดโทษที่หนักเกินไป เห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาดังกล่าวเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ที่มิได้ฎีกาด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 ประกอบด้วยมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 1 ปี 6 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ลดมาตราส่วนโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 76 ให้หนึ่งในสาม วางโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้คนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกไว้มีกำหนด 9 เดือน และจำเลยที่ 2 จำคุกไว้มีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 213 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายสุนทร สนธิรักษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายยุทธนา จันทร์บรรจง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนัท วิรบุตร์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2547
#411952
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อมิได้รู้เห็นเป็นใจกับ ส. ผู้เช่าซื้อและจำเลยที่ร่วมกันนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด การที่ผู้ร้องไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ติดต่อตามเอารถยนต์ของกลางที่ให้เช่าซื้อคืน ทั้ง ๆ ที่มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันหลายงวด ก็เป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดกันไว้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ก็ได้ ยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตของผู้ร้อง เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ทั้ง ป.อ. มาตรา 36 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่าหากปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของ จึงต้องพิจารณาเฉพาะข้อความตามที่กล่าวไว้ใน ป.อ. มาตรา 36 เพราะการแปลความกฎหมายทางอาญาจะต้องแปลโดยเคร่งครัดตามตัวอักษรจะใช้หลักในการสันนิษฐานไม่ได้ จะเพิ่มเติมใจความตามตัวบทเข้ามาไม่ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อ และร้องขอรถยนต์ของกลางคืน จะถือว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของ ส. เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วไม่คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องหาได้ไม่ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลาง และมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด จึงมีสิทธิได้รับคืนรถยนต์ของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) วรรคแรก, วรรคสอง, 336 ทวิ, 83 ริบรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 5170 เพชรบูรณ์

ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน บต - 5170 เพชรบูรณ์ ของกลาง เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2540 ผู้ร้องให้นายสุกรรณ กาฬสินธุ์ เช่าซื้อไป ระหว่างผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา จำเลยและนายสุกรรณนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ริบรถยนต์ของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยและนายสุกรรณหรือไม่ ผู้ร้องมีนายประวัติ อิ่มใจ ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเบิกความว่า ผู้ร้องไม่ทราบว่านายสุกรรณนำรถยนต์ของกลางที่ผู้ร้องให้เช่าซื้อไปใช้กระทำความผิด เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ที่เลขที่ 184 ตำบลสะเดียง อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนเหตุกระทำความผิดลักทรัพย์คดีนี้เกิดในเวลากลางคืนที่ตำบลแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ห่างไกลกันมาก จึงเชื่อได้ว่าผู้ร้องย่อมไม่อาจรู้ว่านายสุกรรณจะร่วมกับจำเลยนำรถยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิด โจทก์เองก็เพียงยื่นคำคัดค้านโต้แย้งว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลาง มิได้คัดค้านโต้แย้งและนำสืบเลยว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดคดีนี้ ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจกับการกระทำความผิดของจำเลยและนายสุกรรณ การที่ผู้ร้องไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่ติดตามเอารถยนต์ของกลางที่ให้เช่าซื้อคืน ทั้ง ๆ ที่มีการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันหลายงวด ก็เป็นเพียงการไม่ถือเอาประโยชน์จากข้อสัญญาที่กำหนดกันไว้ ซึ่งเป็นสิทธิที่ผู้ร้องจะใช้หรือไม่ก็ได้ยังไม่พอที่จะถือว่าเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตของผู้ร้อง เพราะกฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต อีกทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 บัญญัติข้อความชัดแจ้งไว้ว่า หากปรากฏว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ก็ให้ศาลสั่งคืนทรัพย์สินแก่เจ้าของเช่นนี้ กรณีก็ต้องพิจารณาเฉพาะข้อความตามที่กล่าวในมาตราดังกล่าวเท่านั้น เพราะการแปลความกฎหมายทางอาญาจะต้องแปลโดยเคร่งครัดตามตัวอักษรจะใช้หลักในการสันนิษฐานไม่ได้ จะเพิ่มเติมใจความตามตัวบทเข้ามาไม่ได้ ดังนั้น การที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อและร้องขอรถยนต์ของกลางคืน จะฟังว่าเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ทายาทของนายสุกรรณ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แล้วไม่คืนรถยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องหาได้ไม่ ในเมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์ของกลางและผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับคืนรถยนต์ของกลาง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ
ผู้ร้อง — นางอำพา มุดเมาะ
จำเลย — นายชาลี ทองพูล
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2547
#113209
เปิดฉบับเต็ม

ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่ก่อตั้งขึ้นด้วยอาศัยอำนาจแห่งกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1298 และการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 แม้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของถนนพิพาทจะทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ และต่อมาเมื่อถนนพิพาทตกเป็นของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทได้ก็ตาม แต่เมื่อข้อตกลงตามหนังสือยินยอมและอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่เป็นทรัพยสิทธิและถนนพิพาทไม่ตกเป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมาย

การที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทได้ก็โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดินยินยอมและอนุญาตให้ใช้ แม้โจทก์จะใช้ถนนพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปีแล้ว แต่มิใช่เป็นการใช้ถนนโดยเจตนาที่จะให้ได้ภาระจำยอม จึงไม่อาจได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนเสาเข็ม อาคาร เรือนพักคนงานและสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ล่วงล้ำที่ดินภาระจำยอมที่เป็นการกีดขวางการใช้ทางถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1255, 87322 ตำบลบางเขน (บางซื่อ) อำเภอลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) (ที่ถูกตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ)) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสี่ หากเพิกเฉยให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายนำบุคคลอื่นเป็นผู้รื้อถอนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งสี่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ถนนพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายตั้งขึ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1298 บัญญัติว่า ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่าจะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น และมาตรา 1299 ก็บัญญัติว่า การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ในขณะเป็นเจ้าของถนนพิพาทจะทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ตามหนังสือให้ความยินยอม และต่อมาเมื่อถนนพิพาทตกเป็นของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็ทำหนังสืออนุญาตให้โจทกทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ตามหนังสืออนุญาตให้ใช้ทางพิพาท อันทำให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทก็ตาม แต่เมื่อข้อตกลงตามหนังสือยินยอมและอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่เป็นทรัพยสิทธิไม่เป็นภาระจำยอมตามกฎหมาย และการที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทได้ก็เพราะจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยินยอมและอนุญาตให้ใช้ จึงเป็นการใช้โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดิน แม้โจทก์ทั้งสี่จะใช้ถนนพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปีแล้วตามที่อ้าง โจทก์ทั้งสี่ก็ไม่อาจได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ได้

ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า ตามข้อตกลงข้อ 8 ของหนังสืออนุญาตให้ใช้ทางพิพาทซึ่งมีข้อความเหมือนกันว่า "ถ้ามีการโอนเปลี่ยนมือกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ ผู้รับโอนต้องยินยอมให้ผู้รับความยินยอมมีสิทธิใช้ถนนและลานคอนกรีตได้ตลอดไป" แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีความประสงค์ให้เป็นภาระจำยอมแม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการบังคับบุคคลภายนอกที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยต้องยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทได้ตลอดไป ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกไว้ล่วงหน้าโดยที่บุคคลภายนอกนั้นมิได้ยินยอมตามข้อตกลงดังกล่าวด้วยได้ จึงไม่มีผลบังคับถึงบุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยจากจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมด้วยได้ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเฉพาะจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ทำหนังสืออนุญาตดังกล่าวที่จะต้องจัดการให้เป็นไปตามข้อตกลงเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 3 จะต้องว่ากล่าวกันหาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิซึ่งจะก่อตั้งขึ้นได้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายและจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็หาผูกพันต้องปฏิบัติตามหนังสืออนุญาตให้ใช้ทางพิพาทตามที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ทั้งสี่ไม่ และกรณีไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสามไม่สุจริตตามที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1298 ม. 1299 ม. 1382 ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแพทย์อุดม ปาจรียางกูร กับพวก
จำเลย — บริษัทบี เอ็ม ดีเวลลอบเมนท์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายกอบกฤษณ์ จันทร์เจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2547
#412233
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 2 ในขณะเป็นเจ้าของถนนพิพาทจะทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกและต่อมาเมื่อถนนพิพาทตกเป็นของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ อันทำให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทก็ตาม แต่เมื่อข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงไม่เป็นทรัพยสิทธิไม่เป็นภาระจำยอมตามกฎหมาย และการที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทได้ก็เพราะจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยินยอมและอนุญาตให้ใช้ จึงเป็นการใช้โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดิน แม้จะใช้ถนนพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปี โจทก์ทั้งสี่ก็ไม่ได้ภาระจำยอมโดยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 และแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะทำข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสี่ว่า ถ้ามีการเปลี่ยนมือกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้รับโอนต้องยินยอมให้ผู้รับความยินยอมมีสิทธิใช้ถนนและลานคอนกรีตได้ตลอดไป ข้อตกลงเช่นนี้ไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกไว้ล่วงหน้าโดยที่บุคคลภายนอกนั้นมิได้ยินยอมด้วยได้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับถึงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากจำเลยที่ 3 ซึ่งมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วย คงมีผลเฉพาะจำเลยที่ 3 ผู้ทำหนังสืออนุญาตที่จะต้องจัดการให้เป็นไปตามข้อตกลงเท่านั้น แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็หาผูกพันต้องปฏิบัติตามหนังสืออนุญาตให้ใช้ทางที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ทั้งสี่ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ที่ดินอันเป็นภาระจำยอมโดยสัญญานี้มาเป็นระยะเวลากว่า 16 ปีแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 3 โอนขายที่ดินอันเป็นภาระจำยอมให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ก็รู้ถึงสิทธิภาระจำยอม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนเสาเข็มอาคาร เรือนพักคนงานและสิ่งปลูกสร้างใด ๆ ล่วงล้ำที่ดินภาระจำยอมที่เป็นการกีดขวางการใช้ทางถนนคอนกรีตบนที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 1255, 87322 ตำบลบางเขน (บางซื่อ) อำเภอลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) (ที่ถูกตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ)) กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ทั้งสี่ หากเพิกเฉยให้โจทก์ทั้งสี่เป็นฝ่ายนำบุคคลอื่นเป็นผู้รื้อถอนโดยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสาม กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนภาระจำยอมให้โจทก์ทั้งสี่ ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยจำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียม

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยอนุญาตหรือเคยทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า ปัจจุบันจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการคนหนึ่งซึ่งมีอำนาจกระทำการแทนได้ตามหนังสือรับรอง ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นภริยาของจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 93569 และ 93555 โจทก์ที่ 3 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 93564, 93565, 93566, 93567 และ 105460 โจทก์ที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 93556, 93557, 93570 และ 93571 ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่อยู่ในเขตตำบลลาดยาว (บางซื่อฝั่งเหนือ) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร เป็นที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1255 ส่วนหนึ่งของที่ดินแปลงนี้เป็นถนนพิพาทตามรูปแผนที่หน้าโฉนดที่ดินดังกล่าวบริเวณระบายสีแดง โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินซึ่งมีอาคารตึกแถวปลูกอยู่จากบริษัทศรีสุทธิกุล จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการเมื่อปี 2521 บริษัทดังกล่าวและจำเลยที่ 2 ทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ถนนพิพาทซึ่งอยู่ด้านหลังอาคารตึกแถวได้ตามหนังสือให้ความยินยอมลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2521 ส่วนด้านหน้าอาคารตึกแถวติดกับถนนลาดพร้าว ต่อมาวันที่ 7 มกราคม 2524 บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนยกที่ดินโฉนดเลขที่ 1255 ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนยกให้ที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปให้จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2524 จำเลยที่ 3 ก็ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทได้ตามหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2531 โดยไม่ได้จดทะเบียนให้ถนนพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ตามกฎหมาย หลังจากนั้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 จำเลยที่ 3 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1255 ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้ปิดกั้นถนนพิพาทเพื่อก่อสร้างอาคารคอนโดมิเนียมโดยก่อสร้างที่พักคนงานและตอกเสาเข็มบนถนนพิพาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า ถนนพิพาทเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า ภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิที่กฎหมายตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 4 ลักษณะ 4 ซึ่งในลักษณะ 1 ของบรรพ 4 มาตรา 1298 บัญญัติว่า ทรัพยสิทธิทั้งหลายนั้น ท่านว่าจะก่อตั้งขึ้นได้แต่ด้วยอาศัยอำนาจในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น และมาตรา 1299 ก็บัญญัติว่า การได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 2 ในขณะเป็นเจ้าของถนนพิพาทจะทำหนังสือยินยอมให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ตามหนังสือให้ความยินยอม และต่อมาเมื่อถนนพิพาทตกเป็นของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ก็ทำหนังสืออนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทเป็นทางเข้าออกได้ อันทำให้โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทก็ตาม แต่เมื่อข้อตกลงตามหนังสือยินยอมและอนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทดังกล่าวไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงไม่เป็นทรัพยสิทธิไม่เป็นภาระจำยอมตามกฎหมาย และการที่โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิใช้ถนนพิพาทได้ก็เพราะจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยินยอมและอนุญาตให้ใช้ จึงเป็นการใช้โดยอาศัยสิทธิของเจ้าของที่ดิน แม้โจทก์ทั้งสี่จะใช้ถนนพิพาทมานานเกินกว่า 10 ปี แล้วตามที่อ้าง โจทก์ทั้งสี่ก็ไม่อาจได้ภาระจำยอมโดยอายุความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1401 ประกอบมาตรา 1382 ได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ฎีกาว่า ตามข้อตกลงข้อ 8 ของหนังสืออนุญาตซึ่งมีข้อความเหมือนกันว่า "ถ้ามีการโอนเปลี่ยนมือกรรมสิทธิ์ที่ดินนี้ผู้รับโอนต้องยินยอมให้ผู้รับความยินยอมมีสิทธิใช้ถนนและลานคอนกรีตได้ตลอดไป" แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีความประสงค์ให้เป็นภาระจำยอมแม้ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นั้น เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นการบังคับบุคคลภายนอกที่รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอันมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยต้องยินยอมให้โจทก์ทั้งสี่ใช้ถนนพิพาทได้ตลอดไป ซึ่งเป็นที่เห็นได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกไว้ล่วงหน้า โดยที่บุคคลภายนอกนั้นมิได้ยินยอมตามข้อตกลงดังกล่าวด้วยได้ จึงไม่มีผลบังคับถึงบุคคลภายนอกคือจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยจากจำเลยที่ 3 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ยินยอมด้วยได้ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลเฉพาะจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ทำหนังสืออนุญาตดังกล่าวที่จะต้องจัดการให้เป็นไปตามข้อตกลงเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 3 จะต้องว่ากล่าวกันหาเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไม่ เมื่อภาระจำยอมเป็นทรัพยสิทธิซึ่งจะก่อตั้งขึ้นได้โดยอาศัยอำนาจของกฎหมายและจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์ ดังนั้น แม้จำเลยที่ 3 จะเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งมีถนนพิพาทรวมอยู่ด้วยขายให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็หาผูกพันต้องปฏิบัติตามหนังสืออนุญาตให้ใช้ทางพิพาทที่จำเลยที่ 3 ทำไว้กับโจทก์ทั้งสี่ไม่และกรณีไม่อาจถือว่าจำเลยทั้งสามไม่สุจริตตามที่โจทก์ทั้งสี่อ้าง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1298 ม. 1299 ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแพทย์อุดม ปาจรียางกูร กับพวก
จำเลย — บริษัทบี เอ็ม ดีเวลลอบเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7004/2547
#412087
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วงอยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายโดยล้อหน้าอยู่บนไหล่ทาง และมีบางส่วนของตัวรถอยู่บนผิวช่องเดินรถ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วงไว้กลางช่องเดินรถในลักษณะล้ำเข้ามาในช่องเดินรถอย่างมาก โดยไม่ชิดขอบถนนด้านซ้ายนั้น เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ทั้งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทด้วยการจอดรถในลักษณะกีดขวางจราจรโดยไม่ให้สัญญาณไฟใด ๆ ให้ผู้อื่นเห็นว่ามีรถจอดอยู่ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถที่จำเลยที่ 1 จอดไว้แล้วจำเลยที่ 1 หลบหนีไป มิใช่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตนและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ มาตรา 43, 78, 157, 160 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำเลยคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในคดีนี้ และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ แต่คดีนี้จำเลยที่ 2 เพียงให้การรับสารภาพตามฟ้องเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง และแม้คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลจะสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยที่โจทก์ไม่ต้องนำสืบพยานก็ตาม แต่หากโจทก์เห็นว่าคดีของโจทก์ยังมีข้อบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่ โจทก์ก็สามารถนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบได้เพื่อให้คดีสมบูรณ์ เมื่อโจทก์ไม่สืบพยาน ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง จะนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวหาได้ไม่ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2545 และ 1326/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (ที่ถูก 43 (4)), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหมายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินแล้วไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุก 4 เดือน สำหรับจำเลยที่ 2 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานขับรถไม่มีใบอนุญาต ปรับ 600 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 600 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 300 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี ความผิดฐานขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลและทรัพย์สินแล้วไม่แสดงตัวและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 2 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาในทำนองว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วงอยู่ชิดขอบทางด้านซ้ายโดยล้อหน้าอยู่บนไหล่ทาง และมีบางส่วนของตัวรถอยู่บนผิวช่องเดินรถ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำฟ้องของโจทก์ที่บรรยายว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วงไว้กลางช่องเดินรถในลักษณะล้ำเข้ามาในช่องเดินรถอย่างมากโดยไม่ชิดขอบถนนด้านซ้ายนั้นเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ทั้งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 จอดรถบรรทุกพ่วงซึ่งเป็นรถขนาดใหญ่ไว้กลางช่องเดินรถในลักษณะล้ำเข้ามาในช่องเดินรถอย่างมากโดยไม่ชิดขอบถนนด้านซ้ายและไม่ให้สัญญาณไฟใด ๆ ให้รถอื่นทราบได้ว่ามีรถจอด เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงชนท้ายรถบรรทุกพ่วงที่จำเลยที่ 1 จอดไว้อย่างแรงรถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ผู้โดยสารซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต็ที่จำเลยที่ 2 ขับ ถึงแก่ความตาย 1 คน และได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอีก 1 คน แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 จอดรถไว้ด้วยความประมาทขาดสำนึกและขาดความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้ร่วมใช้ถนนรายอื่น จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของบุคคลอื่น ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ญาติผู้ตายและผู้ได้รับบาดเจ็บคงมีแต่บริษัทประกันภัยเท่านั้น ที่ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ญาติผู้ตายและผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 ประกอบกับศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายในสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 มากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 1 กระทำโดยประมาทด้วยการจอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจรโดยไม่ให้สัญญาณไฟใด ๆ ให้ผู้อื่นเห็นว่ามีรถจอดอยู่ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ขับรถจักรยานยนต์ชนท้ายรถที่จำเลยที่ 1 จอดไว้แล้วจำเลยที่ 1 หลบหนีไป มิใช่จำเลยที่ 1 ขับรถโดยประมาทหรือขับรถในทางซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นแล้วไม่หยุดรถให้ความช่วยเหลือตามสมควร และไม่ไปแสดงตนและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาด้วยนั้น จึงเป็นกการไม่ชอบ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

กรณีที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2545 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลยที่ 2 ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ต้องโทษจำคุกอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2545 และ 1326/2545 ของศาลชั้นต้น ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำเลยคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2545 และ 1326/2545 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดในคดีนี้ และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ แต่คดีนี้จำเลยที่ 2 เพียงให้การรับสารภาพตามฟ้องเท่านั้น จำเลยที่ 2 มิได้ให้การรับด้วยว่าจำเลยเป็นคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง และแม้คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพศาลจะสามารถพิพากษาคดีไปได้โดยที่โจทก์ไม่ต้องนำสืบพยานก็ตาม แต่หากโจทก์เห็นว่าคดีของโจทก์ยังมีข้อบกพร่องอย่างหนึ่งอย่างใดอยู่โจทก์ก็สามารถนำพยานหลักฐานของตนเข้าสืบได้ เพื่อให้คดีสมบูรณ์เมื่อโจทก์ไม่สืบพยานข้อเท็จจริงจึงไม่อาจฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างมาในฟ้อง จะนับโทษจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีดังกล่าวหาได้ไม่ ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทและไม่ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 78, 157, 160 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี และไม่นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1097/2545 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 174 ม. 176 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 ม. 78 ม. 157 ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตราด
จำเลย — นายไพโรจน์ ศิริ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7003/2547
#411700
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 เคยมีข้อพิพาททั้งทางแพ่งและอาญามาก่อน ในวันเกิดเหตุ โจทก์ยังเป็นฝ่ายด่าว่ายกมือไหว้สาปแช่งจำเลยที่ 2 จนเกิดการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ย่อมฟังได้ว่าเป็นการที่ต่างสมัครใจเข้าวิวาทกัน โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 296

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 296 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 295 ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 6 เดือน จำเลยที่ 2 จำคุก 3 เดือน ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 รอไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของโจทก์ จำเลยที่ 2 เคยเป็นภรรยาของจำเลยที่ 1 และได้หย่าขาดจากกันแล้ว ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 2 ได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 ทำร้ายร่างกายโจทก์หรือไม่ พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ขณะโจทก์กำลังจูงสุนัขจำนวน 4 ตัวออกมาเดินบนถนนหน้าบ้าน จำเลยที่ 2 ได้เปิดประตูวิ่งเข้ามาเตะสุนัขและตัวโจทก์กับได้ตะโกนเรียกให้จำเลยที่ 1 มาช่วยทำร้ายโจทก์ จำเลยทั้งสองได้เตะและถีบบริเวณท้องของโจทก์หลายครั้ง เมื่อมีเสียงคนงานก่อสร้างตะโกนว่า เฮ้ยรังแกคนแก่ จำเลยทั้งสองจึงกลับเข้าบ้านแล้วนำกล้องวิดีโอกับกล้องถ่ายรูปมาถ่ายรูปโจทก์ไว้ นางสาวบรรจง รอดสถา เบิกความว่า พยานเป็นคนงานก่อสร้าง วันเกิดเหตุพยานเห็นโจทก์เดินจูงสุนัขออกมาและเห็นจำเลยที่ 2 วิ่งออกมาเตะสุนัขกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ตะโกนเรียกชื่อจำเลยที่ 1 ให้ออกมาช่วยตีโจทก์ จำเลยทั้งสองช่วยเตะและถีบสุนัขกับโจทก์โดยมีนายสมศักดิ์ อำไพสุทธิพงษ์ นางสาวสมพร อำไพสุทธิพงษ์ นางภารตี อำไพสุทธิพงษ์ เบิกความเป็นพยานแวดล้อมหลังเกิดเหตุสนับสนุน ร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ สว่างศรี พนักงานสอบสวนเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 2 ได้มาแจ้งความว่า ถูกโจทก์ทำร้ายร่างกาย พยานจึงให้เจ้าพนักงานตำรวจสายตรวจไปเชิญตัวโจทก์พร้อมทั้งส่งจำเลยที่ 2 ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลบางมด 3 ภายหลังโจทก์นายสมศักดิ์และลูกสะใภ้ของโจทก์มาพบพยาน พยานสอบสวนแล้วได้ความว่า เป็นเรื่องระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้ โจทก์แจ้งพยานว่าถูกทำร้ายร่างกายเช่นกัน พยานจึงส่งโจทก์ไปให้แพทย์ตรวจบาดแผลที่โรงพยาบาลบางปะกอก 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความว่า วันเกิดเหตุโจทก์เป็นฝ่ายหาเรื่อง โดยด่าว่าและสาปแช่งจำเลยที่ 2 กับได้ใช้ไม้เท้าที่ถือมาตีจำเลยที่ 2 ด้วย เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า ฝ่ายโจทก์กับจำเลยทั้งสองเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาหลายคดี สำหรับการเกิดเหตุในครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างแจ้งความกล่าวหาทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน พนักงานสอบสวนมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีที่จำเลยที่ 2 แจ้งความให้ดำเนินคดีโจทก์ ส่วนคดีที่โจทก์แจ้งความให้ดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง พนักงานอัยการก็มีคำสั่งไม่ฟ้อง หากพิจารณาลำพังคำของโจทก์กับนางสาวบรรจงแล้วจะดูเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองร่วมกันทำร้ายโจทก์เพียงลำพังฝ่ายเดียว โดยโจทก์มิได้ทำร้ายร่างกายจำเลยทั้งสองด้วย แต่ข้อเท็จจริงกลับได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกันตามใบความเห็นแพทย์ในชุดเอกสารหมาย ล.27 สอดคล้องกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมศักดิ์ที่ได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้ดำเนินคดีกับโจทก์ก่อนและพยานได้ส่งจำเลยที่ 2 ไปให้แพทย์ตรวจ ที่โจทก์กับนางสาวบรรจงเบิกความตอบคำถามของทนายโจทก์ ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ถือไม้เท้าติดตัวไปด้วย แต่เมื่อเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านกลับปรากฏว่าโจทก์มีไม้เท้าติดตัวไปด้วย ที่จำเลยที่ 2 เบิกความว่าโจทก์ด่าว่ายกมือไว้สาปแช่งจำเลยที่ 2 กับถือไม้เท้ามาด้วย จึงมีน้ำหนักในการรับฟัง การที่โจทก์กับจำเลยที่ 2 เคยมีข้อพิพาททั้งทางแพ่งและอาญามาก่อน ในวันเกิดเหตุยังเป็นฝ่ายด่าว่ายกมือไหว้สาปแช่งจำเลยที่ 2 จนเกิดการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ย่อมฟังได้ว่าเป็นการที่ต่างสมัครใจเข้าวิวาทกัน โจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ปัญหาอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 225 กรณีเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213, 225 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัยในข้อที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางซองจู แซ่ฉั่ว
จำเลย — นายสมพงษ์ อำไพสุทธิพงษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6991/2547
#411726
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ทั้งยังให้ความร่วมมือช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการจับกุมจำเลยที่ 2 อีก โดยโทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ทำทีสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและให้จำเลยที่ 2 นำมาส่งที่ร้านของจำเลยที่ 1 เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ได้รออยู่จับกุม เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับเป็นการได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 เฉพาะจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 18 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 30 ปี คำให้การรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 20 ปี ริบของกลาง คืนเงินของกลางแก่จำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลดโทษหนึ่งในสามแล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ภายหลังจับกุมจำเลยที่ 1 แล้ว เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 3,300 เม็ด...

อนึ่ง การที่จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 ทั้งยังให้ความร่วมมือช่วยเหลือเจ้าพนักงานตำรวจในการจับกุมจำเลยที่ 2 อีก โดยโทรศัพท์ไปหาจำเลยที่ 2 ทำทีสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและให้จำเลยที่ 2 นำมาส่งที่ร้านของจำเลยที่ 1 เพื่อให้เจ้าพนักงานตำรวจที่ได้รออยู่จับกุม เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง นับเป็นการได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 สมควรกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ให้น้อยลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระนอง
จำเลย — นางสาวชวนพิศหรือเล็ก เฮงอั้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2547
#113090
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ที่ระบุว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชาย ม. โดยที่โจทก์และจำเลยตกลงว่าจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา และโจทก์ ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่าย มีผลบังคับได้ทันที ข้อ 2 โจทก์ตกลงเป็นผู้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู? และข้อ 3 ระบุว่า? จำเลยตกลงให้โจทก์นำบุตรไปอยู่กับโจทก์ในวันเสาร์ตั้งแต่ 9 นาฬิกา ถึงวันอาทิตย์เวลา 17 นาฬิกา ของทุกสัปดาห์และในช่วงปิดเทอม หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยินยอมให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์และบังคับได้ทันทีนั้น ย่อมหมายความว่า โจทก์และจำเลยจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ส่วนข้อ 3 ก็เป็นข้อตกลงที่สืบเนื่องมาจากข้อ 1 ว่าเมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตามกฎหมายให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากภายหลังต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจ ปกครองได้ทันที มิใช่ว่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญาโดยที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามข้อ 1 อันจะเป็นการขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา 1547 ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาและการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามระยะเวลาและขั้นตอนตามคำพิพากษา ดังนั้น การจะบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 และ ข้อ 3 ได้ จะต้องมีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ก่อน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1547 บัญญัติว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเมื่อบิดามารดาได้สมรสกัน หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กชาย ม. จึงไม่ถือเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร ๑ คน คือเด็กชายมาร์ค แวนลู จำเลยใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวบุตรโดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลย และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว ชั้นพิจารณาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยผิดสัญญาไม่นำบุตรให้มาอยู่กับโจทก์ตามที่ตกลงกัน ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่นำบุตรให้มาอยู่กับโจทก์ตามสัญญา อำนาจปกครองบุตรจึงอยู่กับโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่จำต้องบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ โจทก์มีอำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวบุตรตาม ป.พ.พ. ต่อไป

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้จำเลย ขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาและส่งมอบบุตรให้แก่จำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่นำบุตรให้มาอยู่กับโจทก์ ขอให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า ตามพฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้สิทธิและหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยเป็นไปตามสัญญาเดิม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอม ยอมความข้อ ๑ ระบุว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชายมาร์ค แวนลู โดยทั้งสองฝ่ายจะไปดำเนินการ ให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทำสัญญานี้ โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่าย มีผลบังคับได้ทันที ข้อ ๒. โจทก์ตกลงเป็นผู้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู? และข้อ ๓ ระบุว่า ?หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยินยอมให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์และ บังคับได้ทันที ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชายมาร์ค แวนลู การที่โจทก์และจำเลยตกลงว่าจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทำสัญญา ย่อมหมายความว่า โจทก์และจำเลยจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายให้เด็กชายมาร์คเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๗ ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ส่วนสัญญาข้อ ๓ ที่ระบุว่า ?หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยินยอมให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์และบังคับได้ทันที ก็เป็นข้อตกลงที่สืบเนื่องมาจากข้อ ๑ ว่าเมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตามกฎหมายรับเด็กชายมาร์คเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากภายหลังต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันที มิใช่ว่าโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญาโดยที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามข้อ ๑. อันจะเป็นการขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๗ ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามระยะเวลาและขั้นตอนตามคำพิพากษา ดังนั้น การจะบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ และข้อ ๓ ได้จะต้องมีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ ก่อน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๔๖ บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น" และมาตรา ๑๕๔๗ บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันใน ภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร" และมาตรา ๑๕๖๖ บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา?" คดีนี้ได้ความว่าโจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือเด็กชายมาร์ค แวนลู จำเลยซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียว ตามมาตรา ๑๕๔๖ และ ๑๕๖๖ แม้ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกัน แต่ภายหลังจากที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและ ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยร้องขอต่อศาล ให้พิพากษาว่าเด็กชายมาร์คเป็นบุตรของโจทก์ หรือโจทก์ได้จดทะเบียนรับว่าเด็กชายมาร์คเป็นบุตรของโจทก์ หรือโจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของเด็กชายมาร์ค แวนลู จึงไม่อาจเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชายมาร์ค แวนลู ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๑ โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๓ ได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ที่ว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ และข้อ ๓ หรือไม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรรณ์และยกคำร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 27
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารยัน แวนลู
จำเลย — นางสาวพิม กองมูล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดเชี — นายชกูล โตอ่อน
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อมร วีรวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6981/2547
#412229
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ที่ระบุว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชาย ม. โดยที่โจทก์และจำเลยตกลงว่าจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา และโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่ายมีผลบังคับได้ทันที ข้อ 2 โจทก์ตกลงเป็นผู้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู... และข้อ 3 ระบุว่า... จำเลยตกลงให้โจทก์นำบุตรไปอยู่กับโจทก์ในวันเสาร์ตั้งแต่ 9 นาฬิกา ถึงวันอาทิตย์เวลา 17 นาฬิกา ของทุกสัปดาห์และในช่วงปิดเทอม หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยินยอมให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์และบังคับได้ทันทีนั้น ย่อมหมายความว่า โจทก์และจำเลยจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1547 ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญาประนีประนอมยอมความก่อน และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ส่วนข้อ 3 ก็เป็นข้อตกลงที่สืบเนื่องมาจากข้อ 1 ว่าเมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตามกฎหมายให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากภายหลังต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันที มิใช่ว่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญาโดยที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามข้อ 1 อันจะเป็นการขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา 1547 ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ

สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาและการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามระยะเวลาและขั้นตอนตามคำพิพากษา ดังนั้น การจะบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 และข้อ 3 ได้ จะต้องมีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ก่อน ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 1547 บัญญัติว่า เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกันจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายเมื่อบิดามารดาได้สมรสกัน หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรหรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันแล้ว โจทก์มิได้ดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรของโจทก์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็กขาย ม. จึงไม่ถือเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตร 1 คน คือเด็กชาย ม. จำเลยใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวบุตรโดยมิชอบ ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองของจำเลยและให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว ชั้นพิจารณาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความมีสาระสำคัญว่า ข้อ 1. จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของบุตรโดยทั้งสองฝ่ายจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าเป็นการแสดงเจตนาทั้งสองฝ่ายมีผลบังคับทันที ข้อ 2. โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบในค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร... ข้อ 3. จำเลยตกลงให้โจทก์มีสิทธินำบุตรไปอยู่กับโจทก์ตั้งแต่วันเสาร์ เวลา 9 นาฬิกา ถึงวันอาทิตย์ เวลา 17 นาฬิกา ของทุกสัปดาห์ และในช่วงปิดเทอมจนกว่าบุตรจะมีอายุครบ 20 ปี หากจำเลยผิดสัญญายอมให้อำนาจปกครองอยู่กับโจทก์และบังคับคดีได้ทันที แต่ถ้าโจทก์ผิดสัญญาโจทก์ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีได้ทันทีเช่นเดียวกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่นำบุตรให้มาอยู่กับโจทก์ตามที่ตกลงกัน ขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อโจทก์อ้างว่าจำเลยไม่นำบุตรให้มาอยู่กับโจทก์ตามสัญญา อำนาจปกครองบุตรจึงอยู่กับโจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมโดยไม่จำต้องบังคับคดี ยกคำร้อง โจทก์มีอำนาจปกครองเกี่ยวกับตัวบุตรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ต่อไป

จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้จำเลย ขอให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสัญญาและส่งมอบบุตรให้แก่จำเลย

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่นำบุตรให้มาอยู่กับโจทก์ ขอให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามพฤติการณ์ยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์หรือจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้สิทธิและหน้าที่ของโจทก์กับจำเลยเป็นไปตามสัญญาเดิม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าโจทก์และจำเลยเคยอยู่กินเป็นสามีภริยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชาย ม. ภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้ว ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการแรกว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ระบุว่า จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชาย ม. โดยทั้งสองฝ่ายจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญานี้โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่าย มีผลบังคับได้ทันที ข้อ 2 โจทก์ตกลงเป็นผู้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู... และข้อ 3 ระบุว่า ...หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยินยอมให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์และบังคับได้ทันที ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว เป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชาย ม. การที่โจทก์และจำเลยตกลงว่าจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญา ย่อมหมายความว่าโจทก์และจำเลยจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมายให้เด็กชาย ม. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความก่อน และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ส่วนสัญญาข้อ 3 ที่ระบุว่า ...หากจำเลยผิดสัญญาจำเลยยินยอมให้อำนาจปกครองบุตรอยู่กับโจทก์และบังคับได้ทันที ก็เป็นข้อตกลงที่สืบเนื่องมาจากข้อ 1 ว่าเมื่อโจทก์ได้ดำเนินการตามกฎหมายรับเด็กชาย ม. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายแล้ว หากภายหลังต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันที มิใช่ว่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญาโดยที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการตามข้อ 1. อันจะเป็นการขัดกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1547 ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจึงมิได้ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ตกเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นอย่างไรก็ตามปัญหาที่ว่าโจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และการบังคับคดีตามคำพิพากษาต้องเป็นไปตามระยะเวลาและขั้นตอนตามคำพิพากษา ดังนั้น การจะบังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 และข้อ 3 ได้จะต้องมีการปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 ก่อน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1546 บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากหญิงที่มิได้มีการสมรสกับชายให้ถือว่าเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของหญิงนั้น" และมาตรา 1547 บัญญัติว่า "เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน จะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายต่อเมื่อบิดามารดาได้สมรสกันในภายหลัง หรือบิดาได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตร หรือศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร" และมาตรา 1566 บัญญัติว่า "บุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต้องอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา..." คดีนี้ได้ความว่าโจทก์และจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส และมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชาย ม. จำเลยซึ่งเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเพียงผู้เดียวตามมาตรา 1546 และ 1566 แม้ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกัน โดยในข้อ 1. ระบุว่า "จำเลยยอมรับว่าโจทก์เป็นบิดาของเด็กชาย ม. โดยทั้งสองฝ่ายจะไปดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันทำสัญญานี้โดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง หากพ้นกำหนดนี้แล้วถือว่าเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสองฝ่าย มีผลบังคับได้ทันที" แต่ภายหลังจากที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวและศาลพิพากษาตามยอมแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามกฎหมายโดยร้องขอต่อศาลให้พิพากษาว่าเด็กชาย ม. เป็นบุตรของโจทก์ หรือโจทก์ได้จดทะเบียนรับว่าเด็กชาย ม. เป็นบุตรของโจทก์หรือโจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกันตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้กรณียังถือไม่ได้ว่าโจทก์มีฐานะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของเด็กชาย ม. จึงไม่อาจเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอให้บังคับคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3 ได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาโจทก์ที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 และข้อ 3 หรือไม่"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1547
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 138
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารยัน แวนลู
จำเลย — นางสาวพิม กองมูล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อมร วีรวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2547
#411724
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างประจำของศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทกำแพงเพชร กรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท กระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งพนักงานขับเครื่องจักรกลขนาดหนัก จึงมิใช่พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 10 และ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100 ไม่อาจลงโทษจำเลยตามกฎหมายมาตราดังกล่าวโดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดต่อ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 100, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23, 26 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และริบวิทยุคมนาคมมือถือและเสาอากาศเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 66 วรรคสอง, 100 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่)) ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 พระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 4, 6, 22, 23, 26 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 18 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 18 ปี ฐานมีเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน ฐานจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 36 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 18 ปี 2 เดือน ริบของกลาง และริบวิทยุคมนาคมมือถือและเสาอากาศเพื่อให้ไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคมฯ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาอันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ ว่า สมควรลงโทษสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีพิษภัยร้ายแรง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนถึง 600 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 15.422 กรัม และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 200 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 7,500 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง เพราะหากแพร่ระบาดออกไปนับเป็นมหันภัยต่อมวลมนุษยชาติ สามารถทำลายทรัพยากรมนุษย์ บั่นทอนความสงบสุขของสังคมและเศรษฐกิจของชาติสุดคณานับ เมื่อพิจารณาจากโทษที่ศาลล่างทั้งสองคำนวณก่อนระวางโทษเป็นสามเท่าแล้วลงแก่จำเลยในความผิดทั้งสองฐานนี้ นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงลูกจ้างประจำของศูนย์ปฏิบัติการเร่งรัดพัฒนาชนบทกำแพงเพชร กรมการเร่งรัดพัฒนาชนบท กระทรวงมหาดไทย ในตำแหน่งพนักงานขับเครื่องจักรกลขนาดหนัก ตามสำเนาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเอกสารหมาย จ.1 จึงมิใช่พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือพนักงานองค์การและหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 ดังฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย โดยระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ และศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้พิพากษาแก้ไขนั้นเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์และฎีกา แต่เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายและแก้ไขโทษให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำเลยมีความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 ปี เมื่อรวมกับโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แล้ว รวมจำคุก 12 ปี 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร
จำเลย — นายมานูญ แก้วเมือง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6766/2547
#411721
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อถูกจับกุมแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมว่า จำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 140,000 บาท จาก จ. เพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากประเทศเพื่อนบ้านนำมาส่งมอบให้ที่บ้านของ จ. จึงมีการสอบสวนขยายผล จนในที่สุดสามารถติดตามไปจับกุม จ. จ. ไม่ยอมให้จับกุมแต่ได้ดื่มน้ำยาซักผ้าจนถึงแก่ความตายไปเสียก่อน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือพนักงานสอบสวน กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฯ มตรา 100/2

แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพข้อหานำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดทั้งในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา จนเมื่อสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 จึงขอถอนคำให้การเดิมเป็นรับสารภาพในข้อนี้ด้วย คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงพอเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ที่ศาลลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามจึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และรถจักรยานยนต์ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 65 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ทั้งชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต ของกลางให้ริบ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 สถานเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกนำเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 7,560 เม็ด หนัก 709.2 กรัม มีปริมาณคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 186.57 กรัม จากประเทศสหภาพพม่าเข้ามาในราชอาญาจักรเพื่อจำหน่าย และร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่ในทางนำสืบได้ได้ความว่า เมื่อถูกจับกุมแล้วจำเลยที่ 1 ให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้ร่วมจับกุมว่าจำเลยที่ 1 รับเงินจำนวน 140,000 บาท จากนายจรัญ บุญมา เพื่อไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากประเทศสหภาพพม่า นำมาส่งมอบให้ที่บ้านของนายจรัญจึงมีการสอบสวนขยายผลจนในที่สุดสามารถติดตามไปจับกุมนายจรัญ นายจรัญไม่ยอมให้จับกุม แต่ได้ดื่มน้ำยาซักผ้าจนถึงแก่ความตายไปเสียก่อน จึงถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำความผิดผู้ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน กรณีมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น แต่ที่จำเลยที่ 1 ขอให้ลดโทษเพราะเหตุรับสารภาพถึงกึ่งหนึ่งด้วยนั้น เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพข้อหานำเข้าเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่จำเลยที่ 1 กลับให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา จนเมื่อสืบพยานโจทก์ซึ่งเป็นประจักษ์พยานเสร็จแล้ว จำเลยที่ 1 จึงขอถอนคำให้การเดิมเป็นรับสารภาพในข้อนี้ด้วย คำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงพอเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 1 หยิบยกขึ้นอ้างมีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามนั้น เป็นประโยชน์ต่อจำเลยที่ 1 มากอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 78
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 100/2
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย
จำเลย — นายหน่อ ไม่มีนามสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6752/2547
#412086
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้เมื่อผู้ร้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ขณะยื่นคำร้องขอกันส่วนผู้ร้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์แล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300 คดีนี้เดิมโจทก์บังคับคดียึดที่ดินทั้งแปลงพร้อมกัน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนโดยอ้างว่าจะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เฉพาะส่วนของตนตามคำพิพากษา มิได้อ้างว่าทรัพย์ที่ถูกยึดทั้งหมดไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นเรื่องร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 มิใช่ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 แม้ว่า ร. ขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านส่วนของตนครึ่งหนึ่ง และผู้ร้องขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนนี้จนไม่เหลือส่วนของจำเลยที่ 2 มีผลให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึดไม่อาจจะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่ยึดและขายทอดตลาดได้ แต่ศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ธนาคาร อ. รับชำระหนี้จำนองเงินขายทอดตลาดได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น และให้เข้าสวมสิทธิเข้ายึดทรัพย์แทนโจทก์ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะบังคับชำระหนี้เอาจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ แต่เมื่อธนาคาร อ. มีอำนาจเข้าสวมสิทธิยึดทรัพย์แทนโจทก์ต่อไปได้ โดยเมื่อกันส่วนของ ร. แล้ว ธนาคาร อ. ก็มีสิทธิรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดทรัพย์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องตามคำร้องตามคำพิพากษาก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ เมื่อมีเงินเหลือจึงกันเป็นส่วนของผู้ร้องต่อไปได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ขายททอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลยที่ 74603 พร้อมบ้านพิพาทโดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้กันส่วนของเงินสุทธิจากการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวครึ่งหนึ่งให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ จำเลยที่ 2 และเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ร้องที่จะร้องขอใหม่เป็นการร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 288

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องว่า โจทก์มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินและบ้านพิพาทหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดู ไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับคดีเอาแก่ที่ดินและบ้านพิพาท เห็นว่า ฎีกาของผู้ร้องข้อนี้เป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องต่อไปมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิขอกันส่วนหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาประนีประนอมตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 ให้แก่ผู้ร้อง โดยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้เมื่อผู้ร้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ขณะยื่นคำร้องขอกันส่วนผู้ร้องมีอายุ 24 ปี จึงมีอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์แล้ว คำพิพากษาตามยอมจึงมีผลบังคับให้จำเลยที่ 2 ต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องจึงเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 คดีนี้เดิมโจทก์บังคับดคียึดที่ดินทั้งแปลงพร้อมบ้าน ผู้ร้องยื่นคำร้องขอกันส่วนโดยอ้างว่าจะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เฉพาะส่วนของตนตามคำพิพากษา มิได้อ้างว่าทรัพย์ที่ถูกยึดทั้งหมดไม่ใช่ของจำเลย จึงเป็นเรื่องร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 มิใช่ร้องขัดทรัพย์ตามมาตรา 288 แม้ว่านางรัตนฤดี สิทธิวงศารัตน์ขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านส่วนของตนครึ่งหนึ่งในฐานะเจ้าของรวมเหลือที่ดินและบ้านพิพาทส่วนของจำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่ง และผู้ร้องขอกันส่วนที่ดินพร้อมบ้านพิพาทส่วนนี้จนไม่เหลือส่วนของจำเลยที่ 2 มีผลให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้นำยึดไม่อาจจะบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์ที่ยึดและขายทอดตลาดได้ แต่อย่างไรก็ตามศาลชั้นต้นได้อนุญาตให้ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) รับชำระหนี้จำนองจากเงินขายทอดตลาดได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น และให้เข้าสวมสิทธิเข้ายึดทรัพย์แทนโจทก์ได้ ดังนั้น แม้โจทก์จะบังคับชำระหนี้เอาจากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ แต่เมื่อธนาคารเอเชีย (มหาชน) มีอำนาจเข้าสวมสิทธิยึดทรัพย์แทนโจทก์ต่อไปได้โดยเมื่อกันส่วนของนางรัตนฤดีแล้ว ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ก็มีสิทธิรับชำระหนี้จำนองจากเงินที่เหลือจากการขายทอดตลาดทรัพย์ในส่วนของจำเลยที่ 2 เมื่อมีเงินเหลือจึงกันเป็นส่วนของผู้ร้องต่อไปได้ ผู้ร้องจึงมีสิทธิขอกันส่วนของตนจากเงินที่ขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องได้รับเงินส่วนของตนครึ่งหนึ่งจากเงินขายทอดตลาดที่ดินพร้อมบ้านพิพาทในส่วนที่เหลือจากกันส่วนให้นางรัตนฤดีและเหลือจากการชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) แล้ว
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1300
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบางกอก ลีสซิ่ง จำกัด
ผู้ร้องขอ — นางสาวชนินทร์ลดา วัยโรจนวงศ์หรือสิทธิวงศารัตน์
จำเลย — บริษัทมาซีน เซ็นเตอร์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6746/2547
#411713
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจะซื้อจะขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทนและล่วงเลยเวลาการชำระหนี้มาประมาณครึ่งปีแล้ว โดยโจทก์มิได้ชำระเงินดาวน์ให้ครบถ้วนตามสัญญา ส่วนจำเลยก็มิได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในกำหนดที่ตกลงเช่นกัน หนี้ที่จำเลยทวงถามเป็นเงินดาวน์งวดสุดท้ายเพียง 29,500 บาท ซึ่งโจทก์ชำระมาแล้วถึง 642,000 บาท คงเหลือเพียงการโอนกรรมสิทธิ์กันและชำระเงินที่เหลือทั้งหมดโดยวิธีกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น ดังนั้น หนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้เงินดาวน์งวดสุดท้ายเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้น จำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยมิได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ด้วย โจท์ก่จะไม่ยอมชำระหนี้นั้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369 เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังจากจำเลยเคยบอกเลิกสัญญามาแล้ว เท่ากับต่างฝ่ายต่างมีเจตนาเลิกสัญญาต่อกัน สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตาม ป.พ.พ. มาตรา 391

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกับจำเลยแบ่งชำระเงินออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกชำระก่อนวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 671,500 บาท โดยชำระในวันจอง 50,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนรวม 18 งวด ส่วนที่สองชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 2,616,500 บาท โดยจำเลยให้คำมั่นแก่โจทก์ว่าการก่อสร้างบ้านจะแล้วเสร็จและส่งมอบแก่โจทก์ภายในเดือนพฤษภาคม 2540 โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 642,000 บาท แต่จำเลยก่อสร้างบ้านไม่แล้วเสร็จเป็นการผิดสัญญา จำเลยต้องรับผิดคืนเงินที่โจทก์ชำระไปให้แก่โจทก์ 642,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวน ซึ่งจำเลยรับไปในแต่ละครั้ง คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 96,493.16 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 738,493.16 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 738,493.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 642,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระเงินดาวน์งวดที่ 18 ให้แก่จำเลย จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 642,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 242,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 18 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันและตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่คู่ความมิได้ฎีกาว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อบ้านพร้อมที่ดินในโครงการศศิธรของจำเลย กำหนดชำระเงินดาวน์รายเดือน 18 งวด งวดละ 29,500 บาท งวดสุดท้ายวันที่ 12 เมษายน 2540 รวมจำนวน 671,500 บาท หรือร้อยละ 20 ของราคา ส่วนราคาที่เหลือจำนวน 2,616,500 บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจำเลยจะก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2540 และจะมีหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับโอนกรรมสิทธิ์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลย โจทก์ชำระเงินดาวน์บางงวดไม่ตรงกำหนดและเคยขอให้พนักงานฝ่ายขายและการเงินของจำเลยขายสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายของโจทก์ให้แก่ผู้อื่น โจทก์จ่ายเงินดาวน์งวดที่ 16 และ 17 เมื่อพ้นกำหนดชำระเงินดาวน์แล้ว ส่วนจำเลยก่อสร้างบ้านที่โจทก์จองซื้อไม่แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2540 ตามที่ตกลง ต่อมาวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 และวันที่ 3 ธันวาคม 2540 จำเลยมีหนังสือทวงถามให้โจทก์ชำระเงินดาวน์งวดที่ 18 งวดสุดท้ายภายในเวลาที่จำเลยกำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าโจทก์ผิดสัญญาและจำเลยจะดำเนินการตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญา แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยได้บอกเลิกสัญญาและริบเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระแล้วจำนวน 642,000 บาท ปัญหามีว่าจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระแล้วหรือไม่เพียงใด ข้อเท็จจริงได้ความว่า การจองซื้อรายนี้โจทก์มิได้ชำระเงินดาวน์ให้ครบถ้วนในกำหนดตามสัญญา ส่วนจำเลยก็มิได้ก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จในกำหนดที่ตกลงเช่นกัน โดยต่างฝ่ายต่างมิได้ถือกำหนดระยะเวลาที่กำหนดในสัญญาเป็นสาระสำคัญ หนี้ที่ต่างต้องชำระต่อกันจึงไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนต่างฝ่ายย่อมเรียกให้อีกฝ่ายชำระหนี้ได้โดยพลัน โดยกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้อีกฝ่ายชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้นได้ ต่อมาจำเลยบอกกล่าวกำหนดเวลาให้โจทก์ชำระเงินดาวน์งวดสุดท้าย มิฉะนั้นจำเลยจะดำเนินการตามเงื่อนไขที่ได้ระบุไว้ในสัญญา ซึ่งสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 3.3 มีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิริบเงินที่โจทก์ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดได้ และถือว่าสัญญาเป็นอันเลิกกันถ้าจำเลยได้มีหนังสือเตือนให้โจทก์ชำระแล้วโจทก์ไม่ชำระ ดังนี้ การที่โจทก์เพิกเฉยมิได้ชำระตามที่ทวงถามจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่นั้น เห็นว่า สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างต่อบแทน และล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้มาประมาณครึ่งปีแล้ว หนี้ที่ทวงถามเป็นเงินดาวน์งวดสุดท้ายเพียง 29,500 บาท ซึ่งโจทก์ชำระมาแล้วถึง 642,000 บาท ลำดับต่อไปเหลือเพียงการโอนกรรมสิทธิ์กันและชำระเงินที่เหลือทั้งหมดโดยวิธีกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น ดังนั้น หนังสือบอกกล่าวของจำเลยที่ทวงถามให้โจทก์ชำระหนี้เงินดาวน์งวดสุดท้ายเพื่อใช้สิทธิบอกเลิกสัญญานั้นจำเลยจะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ด้วยว่าจำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยมิได้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ด้วย โจทก์จะไม่ยอมชำระหนี้นั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 และปรากฏจากทางนำสืบของโจทก์ โดยโจทก์ได้ส่งภาพถ่ายบ้านว่าภายหลังจากบอกเลิกสัญญาแล้วบ้านที่โจทก์จองซื้อไว้ จำเลยยังก่อสร้างไม่เสร็จ ทั้งเบิกความยืนยันว่าขณะโจทก์มาเบิกความต่อศาลซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปีเศษ บ้านที่จองซื้อก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์พร้อมส่งมอบ ซึ่งการนำสืบของโจทก์ดังกล่าว จำเลยสามารถนำเดินเผชิญสืบบ้านดังกล่าวได้ แต่จำเลยมิได้นำเดินเผชิญสืบให้ประจักษ์ ประกอบกับจำเลยมิได้แจ้งมาด้วยในหนังสือบอกล่าวให้ชำระหนี้นั้นว่า จำเลยพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินให้แก่โจทก์แล้ว จึงเชื่อว่าจำเลยยังก่อสร้างบ้านให้โจทก์ไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ จำเลยยังไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและริบเงินดาวน์ของโจทก์

ปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องคืนเงินดาวน์แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ก็ได้ความจากพยานจำเลยว่าบริษัทจำเลยแบ่งงานออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายขาย ฝ่ายการเงิน และฝ่ายก่อสร้าง โครงการศศิธรมีแบบบ้านให้เลือก 7 แบบ นางสาวปนัดดา อิสราบาล พนักงานฝ่ายขายของจำเลยเบิกความว่า พยานเคยช่วยฝ่ายการเงินทางถามค่างวด โจทก์เริ่มชำระค่างวดล่าช้าในงวดที่ 7 ประจำเดือนพฤษภาคม 2539 เมื่อพยานทวงถาม โจทก์ได้นำเงินงวดที่ 7 และงวดที่ 8 มาชำระพร้อมกัน โจทก์เคยแจ้งให้พยานทราบประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม 2539 ว่าโจทก์ต้องการขายบ้านที่โจทก์จองซื้อ ซึ่งพยานได้แนะนำให้โจทก์คงชำระเงินดาวน์ต่อไปด้วยเพื่อรักษาสิทธิของโจทก์ และมีนายสายัณห์ ผลิตกรรม กรรมการผู้จัดการฝ่ายก่อสร้างของจำเลยเบิกความว่า บ้านที่โจทก์จองซื้อและบ้านในเฟสเดียวกันกับโจทก์เริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนสิงหาคม 2539 กับตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าบ้านแบบที่โจทก์จองซื้อต้องใช้เวลาก่อสร้าง 12 เดือน จึงแล้วเสร็จ ทั้งนี้ไม่รวมถึงสาธารณูปโภค เห็นว่า พยานจำเลยทั้งสองปากเบิกความสอดคล้องกันและเจือสมคำเบิกความของโจทก์ที่ว่าจำเลยก่อสร้างล่าช้า โดยในช่วงที่โจทก์ชำระเงินดาวน์ถึงงวดที่ 9 ที่ 10 แล้ว จำเลยเพิ่งจะเริ่มลงมือก่อสร้างบ้านโจทก์ในเดือนสิงหาคม 2539 ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 12 เดือน จึงไม่สามารถจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2540 ได้ แต่โจทก์ก็ยังคงชำระเงินดาวน์ต่อมาจนเหลืองวดสุดท้าย ซึ่งเป็นเวลาหลังจากต่างฝ่ายต่างล่วงเลยกำหนดเวลาชำระหนี้ต่อกันแล้ว เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาภายหลังจากจำเลยเคยบอกเลิกสัญญาดังกล่าวมาข้างต้น เท่ากับคู่สัญญามีเจตนาเลิกสัญญาต่อกัน สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะที่เป็นอยู่เดิม จำเลยจึงต้องคืนเงินดาวน์ที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมดแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 391
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวเครือวัลย์ ชวนัสพร
จำเลย — บริษัทฟอรั่ม แลนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6742/2547
#411695
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยตะโกนข้ามแม่น้ำเหืองที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและกัญชาจากพวกของจำเลยที่ยืนอยู่ที่ฝั่งลาว โดยจำเลยไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ แม้พวกของจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนและกัญชาดังกล่าวข้ามเขตมามอบให้ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยสั่งซื้อ ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษตาม ป.อ. มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง แต่การตะโกนสั่งซื้อของจำเลยดังกล่าวถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26, 65, 67, 75, 76, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62, 81 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพฐานเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานีหรือท้องที่ที่กำหนด และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และรับว่ามีเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางไว้ในครอบครองจริง แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้นำเข้ามาในราชอาณาจักร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 26 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง, 67, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง, 102 พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 (ที่ถูกมาตรา 62 วรรคหนึ่ง), 81 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักร กับฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาญาจักร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เข้ามาในราชอาณาจักร กับฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 16 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่าสถานีหรือท้องที่ที่กำหนด และฐานอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกฐานละ 2 เดือน รวมเป็น 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือน รวมโทษจำเลยทุกกระทงแล้วคงจำคุกจำเลย 33 ปี 22 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.40 กรัม และกัญชาแห้งจำนวน 2 ห่อ น้ำหนัก 22.99 กรัม ซึ่งจำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นของกลาง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีดาบตำรวจสมพงษ์ ชนะวงษ์ ดาบตำรวจบุญสิน ธานีวรรณ และสิบตำรวจตรีประทีป สิทธิจักร ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะร่วมกับพวกออกลาดตระเวนเพื่อปราบปรามการค้ายาเสพติดไปถึงบริเวณริมแม่น้ำเหืองข้างวัดโพนสว่าง และหยุดซุ่มดูอยู่ในป่า ได้เห็นจำเลยเดินลงจากตลิ่งไปที่ริมแม่น้ำแล้วตะโกนเรียกหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ที่ฝั่งประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวว่า "ซื้อยาด้วย ยาบ้า 130 กัญชา 120" หญิงดังกล่าวได้พายเรือมายังฝั่งประเทศไทยนำเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางมาส่งมอบให้จำเลย โดยจำเลยส่งมอบธนบัตรให้แก่หญิงคนนั้น จากนั้นหญิงดังกล่าวพายเรือกลับไป ส่วนจำเลยเดินขึ้นจากริมแม่น้ำเหืองประมาณ 15 เมตร พยานทั้งสามกับพวกก็เข้าไปแสดงตัวขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาของกลางในกระเป๋ากางเกงของจำเลย จึงจับกุมจำเลยโดยแจ้งข้อหาว่านำเข้าและมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนและกัญชาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและแผนที่สังเขปเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 และมีพันตำรวจตรีคารมย์ ผดุงพจน์ พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า ในชั้นสอบสวนได้แจ้งข้อหาเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จำเลยให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9 เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสี่ปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ ไม่มีเหตุที่จะเบิกความเพื่อกลั่นแกล้งจำเลย ทั้งพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ร่วมจับกุมต่างเบิกความได้สอดคล้องต้องกันโดยตลอด คำเบิกความจึงมีน้ำหนักให้รับฟังแม้พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจะเบิกความเกี่ยวกับความกว้างของแม่น้ำเหืองแตกต่างกันไปบ้าง ก็เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยมิใช่ข้อสาระสำคัญ ส่วนการที่เจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้จับกุมหญิงที่ส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและกัญชาแก่จำเลยเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีหรือเพื่อให้มาเบิกความก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อพิรุธสงสัยดังที่จำเลยฎีกา เชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสี่ได้เบิกความไปตามความจริงที่เกิดขึ้น และทำบันทึกการจับกุมกับบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยไปตามที่จำเลยให้การด้วยความสมัครใจ ที่จำเลยฎีกาว่าคำให้การรับสารภาพดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายเดียว มิได้เกิดจากความสมัครใจของจำเลยนั้น จำเลยเพิ่งอ้างขึ้นมาในภายหลังโดยมิได้นำสืบโต้แย้งว่าคำให้การรับสารภาพดังกล่าวเกิดขึ้นโดยมิชอบแต่ประการใด ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ อย่างไรก็ตามการที่จำเลยตะโกนข้ามแม่น้ำสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและกัญชาที่ฝั่งลาวโดยจำเลยไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศ แม้พวกของจำเลยจะนำเมทแอมเฟตามีนและกัญชาดังกล่าวข้ามเขตมามอบให้ก็น่าจะเป็นเพราะจำเลยสั่งซื้อ ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่อให้พวกของจำเลยนำเข้าซึ่งยาเสพติดให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 มิใช่เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดด้วยกันตามมาตรา 83 ดังที่โจทก์ฟ้องซึ่งเป็นการแตกต่างกันในข้อสาระสำคัญ ย่อมลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิดไม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสอง แต่การตะโกนสั่งซื้อของจำเลยดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 19 และมาตรา 22 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 65 มาตรา 67 มาตรา 75 และมาตรา 76 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน โดยในความผิดฐานนำเข้าหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ส่วนในมาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ ได้กำหนดไว้ว่า การมีเมทแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากมาตรา 15 วรรคสองตามกฎหมายเดิม ซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กล่าวคือ แม้จะมีเมทแอมเฟตามีนปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป แต่ไม่ถึง 20 กรัมแล้วตามกฎหมายเดิมก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 67 และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง นั้น ตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท และมาตรา 76 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีและปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท ในขณะที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับสองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 76 วรรคหนึ่ง มีระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่าแม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ของความผิดแต่ละฐานดังกล่าวมีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้แม้ระวางโทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดจะเป็นคุณมากกว่าก็ตาม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานนำเข้าซึ่งเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และฐานนำเข้าซึ่งกัญชาโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง นั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 26 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 75 วรรคหนึ่ง (เดิม), และ 76 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และ 53 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานเป็นผู้สนับสนุนนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 22 ปี 2 เดือน 20 วัน ฐานเป็นผู้สนับสนุนนำยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) เข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 เดือน 20 วัน รวมกับโทษตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองฯ อีก 2 เดือน แล้วคงจำคุกมีกำหนด 22 ปี 14 เดือน 40 วัน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 84 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางรุณ บัวศรี
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6740/2547
#113089
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือมอบอำนาจของโจทก์มีข้อความว่า บริษัทไอบีเอ็มประเทศไทย จำกัด โดยนายพงศ์ศักดิ์ ตัณสถิตย์ ขอมอบอำนาจให้ นาย ว. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนในกิจการดังต่อไปนี้ คือ ข้อ 1. ให้มีอำนาจดำเนินคดีแพ่ง อาญา และคดีล้มละลายกับบริษัทโรงแรมรอยัลเลควิล จำกัด ข้อ 2. ฟ้องคดีในเรื่อง ข้อหา ฐานความผิด กับบุคคลดังกล่าว ข้อ 1. ต่อศาลทั่วราชอาณาจักร? ข้อความตามที่ระบุดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการมิใช่มอบอำนาจทั่วไปและระบุให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น นาย ว. ผู้รับมอบอำนาจจึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งทนายความให้ดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 2 การที่ทนายโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ด้วยจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์คืนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๙๓,๔๙๒.๓๒ บาท พร้อมค่าตอบแทนการจัดการอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องถึงวันส่งมอบทรัพย์ที่เช่าคืนหรือใช้ราคาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๗๔๔,๙๑๓.๑๗ บาท พร้อมค่าตอบแทนการจัดการอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๗๐,๙๗๐.๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า นายวัชรพันธ์ เพ็ชร์สุทธิ์ ไม่มีอำนาจลงชื่อในคำฟ้องดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ เพราะโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้นายวิศิษฏ์ สิตวานิช ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ คำฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ ๒ จึงไม่ชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ที่เช่าคืนแก่โจทก์ในสภาพที่สมบูรณ์ใช้การได้ดี ถ้าส่งคืนไม่ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาแทนเป็นเงิน ๙๓,๔๙๒.๓๒ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าขึ้นศาลแทนโจทก์ในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ หลายรายการจากโจทก์มีกำหนดระยะเวลา ๖๐ เดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๕ ถึงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ อัตราค่าเช่าเดือนละ ๒๑,๑๓๘.๙๒ บาท โดยเป็นค่าเช่า ๑๙,๗๕๖ บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม ๑,๓๘๒.๙๒ บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๕ ในการนี้มีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่งวดที่ ๔๖ เป็นต้นมา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ มีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ หรือไม่ จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายวิศิษฏ์ สิตวานิช มีอำนาจดำเนินคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ คนเดียว และนายวิศิษฏ์แต่งตั้ง นายวัชรพันธ์ เพ็ชร์สุทธิ์ เป็นทนายความดำเนินคดีนี้ นายวัชรพันธ์ จึงไม่มีอำนาจดำเนินคดีจำเลยที่ ๒ แต่นายวัชรพันธ์กลับฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ให้ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจหรือ ทำนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายไว้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจ มีข้อความว่า บริษัทไอบีเอ็มประเทศไทย จำกัด โดยนายพงศ์ศักดิ์ ตัณสถิตย์ ขอมอบอำนาจให้นายวิศิษฏ์ สิตวานิช เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนในกิจการดังต่อไปนี้คือ ข้อ ๑. ให้มีอำนาจดำเนินคดีแพ่ง อาญา และคดีล้มละลายกับบริษัทโรงแรมรอยัลเลควิล จำกัด ข้อ ๒. ฟ้องคดีในเรื่อง ข้อหา ฐานความผิด กับบุคคลดังกล่าวข้อ ๑. ต่อศาลทั่วราชอาณาจักร? ข้อความตามที่ระบุดังกล่าวเป็นเรื่องโจทก์มอบอำนาจเฉพาะการมิใช่มอบอำนาจทั่วไป และระบุให้ผู้รับมอบอำนาจฟ้องเฉพาะจำเลยที่ ๑ เท่านั้น นายวิศิษฏ์จึงไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายวัชรพันธ์เป็นทนายความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยที่ ๒ การที่นายวัชรพันธ์ทนายโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วยจึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจที่โจทก์มอบหมายไว้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้แล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในประเด็นอื่น เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดต่อโจทก์ด้วย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และยกคำขออื่นของโจทก์ในส่วนที่ศาลชั้นต้น ไม่กำหนดให้ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไป ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 800 ม. 801 (5)
ชื่อคู่ความ
บริษัทโรงแรม — บริษัทไอบีเอ็มประเทศไทย จำกัด โจทก์
จำเลย — รอยัลเลควิล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิรัตน์ อนันต์พิพัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายบุญศักดิ์ คงฤทธิแสง
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6734/2547
#412083
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์กับ ข. ได้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินพิพาทโดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ส่วน ข. ได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครอง แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองอยู่จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอน โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทตามความหมายใน ป.พ.พ. มาตรา 241 แม้คดีโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่ตามมาตรา 1754 วรรคสาม ยังบัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 ก็กำหนดให้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ข. ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งยังมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ด้วย เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความมรดกที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ทั้งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องอายุความดังกล่าวและอ้างว่ามีสิทธิยึดหน่วงตาม ป.พ.พ. มาตรา 241 ด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ได้วินิจฉัยเรื่องอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และมาตรา 241 อันเป็นเรื่องอายุความมรดกตามที่คู่ความว่ากล่าวกันมาโดยชอบ จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเกินคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินบางส่วนตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1501 โดยชำระราคาที่ดินครบถ้วนแล้ว นางขำมอบที่ดินให้โจทก์ครอบครองปลูกบ้านอยู่อาศัยตลอดมา แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนต่อเจ้าหน้าที่ นางขำเสียชีวิตเมื่อปี 2533 ต่อมาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2541 จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทได้รับโอนมรดกที่ดินดังกล่าวทั้งแปลง โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งสองแบ่งโอนที่ดินส่วนที่โจทก์ซื้อจากนางขำ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนที่ดินเฉพาะส่วนของหน้งสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นให้โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หรือให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท และให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาโนนแดง รังวัดแบ่งแยกออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แยกจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างโจทก์กับนางขำเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด และนางขำลงซื้อในสัญญาโดยไม่มีพยาน 2 คน ลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของนางขำและคู่สัญญามิได้ไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาจึงไม่สมบูรณ์และไม่มีผลตามกฎหมาย เป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเกินกว่า 1 ปี นับแต่โจทก์ทราบว่านางขำถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี 2533 จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งสองโอนที่ดินพิพาทตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 2 แก่โจทก์ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2521 โจทก์กับนางขำ เทินสระเกษ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทตามเอกสารหมาย จ. 1 และ จ. 2 มีข้อตกลงว่า โจทก์จะให้นางขำไปทำการโอนที่ดินพิพาทเมื่อใด นางขำมิได้ขัดข้อง โจทก์ได้ชำระราคาที่ดินจำนวน 20,000 บาท ให้นางขำครบถ้วนแล้ว นางขำได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เข้าครอบครองปลูกบ้านอยู่อาศัยตั้งแต่ปี 2521 ต่อมาปี 2533 นางขำถึงแก่ความตายโดยยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2541 จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนางขำได้รับโอนมรดกที่ดินพิพาท ตามสารบาญจดทะเบียนเอกสารหมาย จ.5 จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องหลังจากนางขำเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลา 8 ปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความและโจทก์มิได้อุทธรณ์ข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ได้นั้นพิเคราะห์แล้วตามคำให้การของจำเลยทั้งสองอ้างว่า โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนางขำเจ้ามรดกเกินกว่า 1 ปี ฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์จะต้องฟ้องร้องภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อได้รู้ถึงความตายของนางขำตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 1 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์อยู่ในฐานะผู้มีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการโอนที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241 และคดีไม่ขาดอายุความ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความ แต่เมื่อโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบ โจทก์จึงมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการโอนที่ดินตามสัญญา แม้ว่าคดีจะขาดอายุความแล้วก็ตาม อันเป็นการใช้สิทธิบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และมาตรา 241 ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์กับนางขำได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยโจทก์ชำระราคาครบถ้วนแล้ว ส่วนนางขำได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้โจทก์ครอบครอง แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์เช่นนี้ หนี้ดังกล่าวจึงเป็นคุณประโยชน์แก่โจทก์เกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครอบครองอยู่จนกว่าจะมีการจดทะเบียนโอน โจทก์ย่อมเป็นผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทตามความหมายในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 241 แม้คดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่ตามมาตรา 1754 วรรคสาม ยังบัญญัติให้อยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 ที่กำหนดให้ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของนางขำไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ทั้งยังมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ได้ด้วย ดังนี้เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความมรดกที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ทั้งในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้อุทธรณ์เรื่องอายุความดังกล่าวและอ้างว่ามีสิทธิยึดหน่วงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 241 ด้วย ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ได้วินิจฉัยเรื่องอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และมาตรา 241 อันเป็นการวินิจฉัยเรื่องอายุความมรดกตามที่คู่ความว่ากล่าวกันมาโดยชอบ จึงมิใช่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเกินคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างในฎีกาแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 241 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแพง พิมพ์อุบล
จำเลย — นางเครือ มูลอ่อน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6726/2547
#266649
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยของเงินต้นแต่ละช่วงเวลาจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง จำเลยต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ทั้งในส่วนของต้นเงินและดอกเบี้ยของเงินต้นแต่ละช่วงเวลาดังกล่าวนับถึงวันฟ้องด้วย แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเฉพาะตามทุนทรัพย์ในส่วนของต้นเงินยังขาดในส่วนของดอกเบี้ย เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลที่ขาดอยู่จากจำเลยให้ครบถ้วน และศาลชั้นต้นมีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระ กรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,727,165 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 754,655 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ของต้นเงิน 830,940 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2541 และของต้นเงิน 141,570 บาท นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2541 ตามลำดับ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความในศาลชั้นต้นจำนวน 10,000 บาท ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 3,000 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาที่ขาดอยู่ให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ในส่วนของดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องภายในวันที่ 2 ธันวาคม 2547 จำเลยได้รับหมายแจ้งคำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วแต่มิได้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนคืนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,727,165 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 754,655 บาท นับแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2540 ของต้นเงิน 830,940 บาท นับแต่วันที่ 5 มกราคม 2541 และของต้นเงิน 141,570 บาท นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้อง จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามทุนทรัพย์ทั้งในส่วนของต้นเงินจำนวน 1,727,165 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามรายการดังกล่าวนับถึงวันฟ้องด้วย แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเฉพาะตามทุนทรัพย์ในส่วนของต้นเงิน ยังขาดในส่วนของดอกเบี้ย เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นเรียกค่าขึ้นศาลที่ยังขาดอยู่จากจำเลยให้ครบถ้วนและศาลชั้นต้นได้มีหมายแจ้งให้จำเลยชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่ยังขาดอยู่แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ยอมชำระ กรณีถือได้ว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบด้วย มาตรา 246 และมาตรา 247

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทแวน เลียร์ แพ็คเกจจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทคีย์อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายสมนึก พานิช
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
เกษม วีรวงศ์
บุญส่ง น้อยโสภณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6712/2547
#411528
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนคดีนี้ จำเลยที่ 4 เคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานกระทำอนาจารและภายในเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าว จำเลยที่ 4 กระทำความผิดในคดีนี้อีก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีนี้ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนดังกล่าว มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตาม ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องนั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 5, 12, 50 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 120 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบของกลาง และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง และบริวาร ของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากลำคลองอ้ายโตที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก ต้องปรับทบมาตรา 12 วรรคสองด้วย), 50 วรรคสอง (ที่ถูก มาตรา 50 วรรคหนึ่ง) ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.2456 มาตรา 120 วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานตั้งโรงงานดูดทรายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 8 เดือน ฐานดูดทรายในลำคลองทำให้เปลี่ยนแปลงร่องน้ำหรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดินจำคุกคนละ 8 เดือน รวมจำคุกคนละ 16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสี่คนละ 8 เดือน ริบของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารของจำเลยทั้งสี่ออกไปจากลำคลองอ้ายโตที่เกิดเหตุ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสี่ฐานตั้งโรงงานดูดทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คนละ 6 เดือน ฐานดูดทรายในลำคลองทำให้เปลี่ยนแปลงร่องน้ำและดูดทรายในลำคลองทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 12 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่จำเลยทั้งสี่ตั้งโรงงานดูดทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและใช้โรงงานดังกล่าวดูดทรายในลำคลองอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินขึ้นมาจำหน่ายนั้น นับเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ส่อแสดงถึงพฤติกรรมของจำเลยทั้งสี่ที่มุ่งแสวงหาแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสี่นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น และสำหรับจำเลยที่ 4 นั้น ความปรากฏแก่ศาลเองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยที่ 4 มิได้โต้แย้งคัดค้านว่า ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 4 เคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1480/2544 ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานกระทำอนาจาร และภายในเวลาที่รอการลงโทษไว้ในคดีดังกล่าวจำเลยที่ 4 กระทำความผิดในคดีนี้อีก แม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้องและขอให้บวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษคดีนี้ก็ตาม ศาลฎีกาก็มีอำนาจนำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนดังกล่าวมาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคแรก ที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาแก้ไขให้ถูกต้องนั้นเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

นอกจากนี้ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยทั้งสี่ใช้โรงงานดูดทรายในลำคลองขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นการประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไขให้ถูกต้องนั้น จึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างอิง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยลงโทษจำเลยทั้งสี่ให้ถูกต้องได้แต่เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขในเรื่องโทษให้ผิดไปจากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามาได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสี่"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดฐานประกอบกิจการโรงงานจำพวกที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตอีกกระทงหนึ่ง นำโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1480/2544 ของศาลชั้นต้น บวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายเอกชัย นวลเกลี้ยง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6709/2547
#411689
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องเนื่องด้วยเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ดังกล่าว และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้อง โดยเห็นว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 มีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14 ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2545 ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2545 ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ 47/2545 ของศาลชั้นต้นที่เป็นสำนวนหลักของคดีนี้ได้ยื่นคำร้องว่า เดิมผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องเพื่อขอให้หมายเรียกพยานของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้รายที่ 1 ในสำนวนคำขอรับชำระหนี้ ต่อมาผู้คัดค้านมีคำสั่งนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรก และนัดสอบสวนเจ้าหนี้รายที่ 1 ก่อนวันนัดฟังคำสั่ง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านเลื่อนนัดประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกและนัดสอบสวนเจ้าหนี้รายที่ 1 ออกไปก่อน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องด้วยเหตุผลว่าเป็นอำนาจของผู้คัดค้าน

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่รับอุทธรณ์เนื่องจากคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องชอบแล้ว มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของผู้ร้องเนื่องด้วยเป็นการอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ดังกล่าว และเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ร้องโดยเห็นว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณา ซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 มีผลเท่ากับศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์จึงเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ผู้ร้องไม่มีสิทธิฎีกาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของผู้ร้องมานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 ม. 236
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์แม็กซ์ จำกัด
ผู้ร้อง — นางสาวอุทัยวรรณ วงษ์โอภาสี
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายกมล วงษ์โอภาสี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6651/2547
#266383
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 หากศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นเป็นคุณแก่ฝ่ายที่ขอแล้ว แม้จะมีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปก็ตาม แต่ข้อกฎหมายตามคำร้องขอนั้น ศาลก็ไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีในข้อนี้อีก การวินิจฉัยและสั่งเช่นนี้มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะประเด็นบางข้อ ตามคำร้องของโจทก์ทั้งสอง (ที่ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น) เป็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้อง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้

สัญญาข้อตกลง ข้อ 18 เรื่องการระงับข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการระบุให้นำข้อพิพาทหรือความขัดแย้งระหว่างผู้รับเหมากับวิศวกร หรือผู้แทนของเจ้าของ โดยเกี่ยวข้องกับหรือเกิดขึ้นจากสัญญาหรือการปฏิบัติงาน ให้เสนอต่อวิศวกรและอนุญาโตตุลาการก่อน แต่ข้อพิพาทคดีนี้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้รับเหมาเป็นคู่สัญญากับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของ จึงไม่ตกอยู่ในเงื่อนไขของข้อสัญญา ข้อ 18 ที่ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องให้จำเลยใช้เงินค่าจัดหาวัสดุอุปกรณ์แก่โจทก์ที่ 1 และใช้เงินค่าจ้างแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมค่าเสียหายและดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า จำเลยได้ทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 และที่ 2 จริง แต่โจทก์ทั้งสองผิดสัญญาเพราะไม่ได้ปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามสัญญาและไม่ได้ขอขยายเวลาต่อวิศวกรตามข้อกำหนดในสัญญา จำเลยจึงไม่ต้องใช้เงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามที่กำหนดไว้ในสัญญา โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลย

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธินำคดีมาฟ้องจำเลยโดยมิต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการก่อนหรือไม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดว่า ข้อความตามสัญญาข้อ 18 มิได้หมายความถึงข้อพิพาทหรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ข้ออ้างตัดฟ้องของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งสองเสนอข้อพิพาทในคดีนี้ให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยก่อนจึงตกไปและให้ดำเนินคดีต่อไปตามลำดับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นแยกสำนวนอุทธรณ์ส่งศาลอุทธรณ์ ส่วนสำนวนหลักคงดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตามคำร้องของโจทก์ทั้งสองไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ที่ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดให้ แล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง ค่าคำร้องและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ทนายจำเลยยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2546 ศาลชั้นต้นแจ้งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แถลงว่าไม่ประสงค์จะเข้าว่าคดี และขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดี ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเพื่อรอให้โจทก์กลับเข้ามาดำเนินคดีอีก กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะจำหน่ายคดีในสำนวนที่มีการฎีกา จึงให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ต้องวินิจฉัยว่า คำร้องของโจทก์ทั้งสองต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 หรือไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำร้องของโจทก์ทั้งสองปรากฏว่า ถ้าหากศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่าโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ได้โดยไม่ต้องเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตามข้อต่อสู้ในคำให้การของจำเลย ซึ่งเป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ทั้งสองผู้ขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดแล้วก็ยังต้องมีการพิจารณาคดีต่อไป และต้องพิจารณาข้อโต้เถียงระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลย ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี คำร้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพึงมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 ชอบที่ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกคำร้อง นั้น เห็นว่า การที่คู่ความฝ่ายใดมีคำขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายนั้น ถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณแก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีกหรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีบางข้อ ซึ่งข้อกฎหมายของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้ศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นนั้น แม้วินิจฉัยให้เป็นแก่ฝ่ายโจทก์ทั้งสองแล้วก็ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปก็ตาม แต่ข้อกฎหมายตามคำร้องขอของโจทก์ทั้งสองหากศาลมีคำวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นให้เป็นคุณแก่ฝ่ายโจทก์ทั้งสองแล้ว ศาลก็ไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำคัญแห่งคดีในข้อนี้อีก การวินิจฉัยและสั่งเช่นนี้มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง หากเสร็จไปเฉพาะประเด็นบางข้อ และตามคำร้องขอของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นประเด็นสำคัญแห่งคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้วได้ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยดังกล่าว และพิพากษาให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า ข้อพิพาทระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยในคดีนี้ต้องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลย ข้อ 18 เรื่องการระงับข้อพิพาทและอนุญาโตตุลาการ ซึ่งจำเลยอ้างเป็นข้อต่อสู้เพื่อตัดอำนาจฟ้องของโจทก์ทั้งสองนั้น ข้อพิพาทหรือความขัดแย้งประเภทใดก็ตามเกิดขึ้นระหว่างผู้รับเหมากับวิศวกรหรือผู้แทนของเจ้าของโดยเกี่ยวข้องกับหรือเกิดขึ้นจากสัญญาหรือการปฏิบัติงานให้เสนอต่ออนุญาโตตุลาการ ซึ่งคดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับเหมาและเป็นคู่สัญญากับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของจึงหาตกอยู่ในเงื่อนไขของสัญญาข้อ 18 ที่ต้องเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนไม่ คงใช้บังคับเฉพาะข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้รับเหมาคือโจทก์ทั้งสองกับบริษัทพรภัทรเรียลตี้แอนด์คอนสตรัคชั่น ผู้แทนของเจ้าของเท่านั้น หาหมายถึงจำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและเป็นนิติบุคคลต่างหากจากบริษัทพรภัทรเรียลตี้แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด ในฐานะผู้แทนของเจ้าของไม่ ดังนั้นโจทก์ทั้งสองจึงไม่จำต้องเสนอข้อพิพาทในคดีนี้ให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดก่อนฟ้อง โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีนี้

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 24 ม. 228
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยแกมมอน จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทพรภัทรพัฒนา จำกัด หรือบริษัทพิบูลย์บัณกิจพัฒนา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอากาศ บำรุงชีพ
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
คมวุฒ บุรีธนวัต
มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา