คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2547
#113065
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำแถลงชี้แจงพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ส่วนหนึ่งประกอบคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 และยื่นเอกสารเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคม 2544 ซึ่งผู้ทำแผนมีเวลาที่จะคัดค้านว่าต้นฉบับไม่มีหรือเอกสารปลอมหรือสำเนาไม่ถูกต้องหรือนำพยานหลักฐานเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อหักล้างข้ออ้างของเจ้าหนี้ แต่ผู้ทำแผนก็มิได้กระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 เช่นนี้ จึงถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมพยานหลักฐานสำหรับการพิสูจน์มูลหนี้ที่ขอรับชำระโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ได้ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93

สัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันนั้นไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น หากคู่สัญญานำสืบพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาเข้าทำสัญญากันจริงแล้ว คู่สัญญาย่อมผูกพันตามข้อตกลงในสัญญานั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด ให้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาจากต้นเงินนั้นนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 91/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ววินิจฉัยว่า ลูกหนี้ทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันกับเจ้าหนี้จริงและเป็นหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องคัดค้าน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ทำแผน ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ทำแผนในประการแรกตามที่ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เอกสารแนบท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้เป็นสำเนาเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 นั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำแถลงชี้แจงพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ส่วนหนึ่งประกอบคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 และยื่นเอกสารเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคม 2544 ซึ่งผู้ทำแผนมีเวลาที่จะคัดค้านว่าต้นฉบับไม่มีหรือเอกสารปลอมหรือสำเนาไม่ถูกต้อง หรือนำพยานหลักฐานเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อหักล้างข้ออ้างของเจ้าหนี้ แต่ผู้ทำแผนก็มิได้กระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 เช่นนี้ จึงถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมพยานหลักฐานสำหรับการพิสูจน์มูลหนี้ที่ขอรับชำระโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ได้ ประการที่สองผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้สัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันนั้น ผู้ทำแผนอุทธรณ์อ้างเหตุผลว่าตามสัญญาธุรกรรมดังกล่าวนี้ คู่สัญญาต้องทำสัญญาหลัก ส่วนหนังสือยืนยันเป็นเพียงเอกสารประกอบสัญญาหลัก ดังนั้น การที่เจ้าหนี้ไม่มีสัญญาหลักมาเป็นพยานหลักฐาน โดยมีเพียงหนังสือยืนยันกับสำเนาเอกสารมาแสดงเท่านั้น จึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกหนี้ตกลงทำสัญญาและเป็นเจ้าหนี้ตามสัญญาดังกล่าวตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้ เห็นว่า สัญญาในลักษณะดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น หากคู่สัญญานำสืบพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่า คู่สัญญาแสดงเจตนาเข้าทำสัญญากันจริงแล้ว คู่สัญญาย่อมผูกพันตามข้อตกลงในสัญญานั้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 125
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
เจ้าหนี้ — แบงเกอร์ส ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล พีแอลซี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7143/2547
#412093
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นคำแถลงชี้แจงพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ส่วนหนึ่งประกอบคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 และยื่นเอกสารเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคม 2544 ซึ่งผู้ทำแผนมีเวลาที่จะคัดค้านว่าต้นฉบับไม่มีหรือเอกสารปลอม หรือสำเนาไม่ถูกต้อง หรือนำพยานหลักฐานเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อหักล้างข้ออ้างของเจ้าหนี้ แต่ผู้ทำแผนก็มิได้กระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 เช่นนี้ จึงถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมพยานหลักฐานสำหรับการพิสูจน์มูลหนี้ที่ขอรับชำระโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ได้ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93

สัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันนั้นไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น หากคู่สัญญานำสืบพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่า คู่สัญญาแสดงเจตนาเข้าทำสัญญากันจริงแล้วคู่สัญญาย่อมผูกพันตามข้อตกลงในสัญญานั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 และตั้งบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด ให้เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกัน (Swap Transaction) เป็นต้นเงินจำนวน 98,603,465 บาท ดอกเบี้ยจำนวน 37,866,432.02 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 136,469,897.02 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามสัญญาจากต้นเงินนั้นนับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วินิจฉัยว่า ลูกหนี้ทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันกับเจ้าหนี้จริงและเป็นหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ในมูลหนี้ดังกล่าวเป็นเงินจำนวน 123,303,080.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันจากต้นเงินจำนวน 89,090,057.31 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

ผู้ทำแผนยื่นคำร้องคัดค้านว่า การทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันจะต้องทำสัญญาหลัก (Master Agreement) และเอกสารยืนยัน (Confirmation) ประกอบกัน แต่หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ไม่มีสัญญาประธาน (สัญญาหลัก) ซึ่งกำหนดสิทธิหน้าที่และหนี้ของคู่สัญญาโดยละเอียด เช่น วิธีการคิดจำนวนเงินที่แลกเปลี่ยน วิธีการหักกลบลบหนี้ของจำนวนเงินที่คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องชำระแก่กัน การคิดดอกเบี้ยตลอดทั้งดอกเบี้ยผิดนัด เจ้าหนี้มีเพียงหนังสือยืนยันเลขที่ ที่เคเอสดับเบิลยู่ 027784/เอคิว ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2539 และเอกสารปลีกย่อยตามสำเนาเอกสารหมายเลข 1 ถึง 5 แนบท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้มีหนี้ต่อกันเป็นจำนวนตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เจ้าหนี้และลูกหนี้ทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันโดยเจ้าหนี้มีหนังสือยืนยันแสดงรายละเอียดข้อมูลสำหรับใช้ในการทำธุรกรรมเป็นพยานหลักฐาน แม้ไม่มีสัญญาหลักใช้ในการค้าตราสารอนุพันธ์ทางการเงินเป็นพยานหลักฐานเจ้าหนี้ก็มีสิทธิฟ้องร้องบังคับคดีได้ เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้รายนี้ได้ และเจ้าหนี้ได้แสดงวิธีการคำนวณหนี้การซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราถูกต้องแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของผู้ทำแผน

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ของผู้ทำแผนในประการแรกตามที่ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เอกสารแนบท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้เป็นสำเนาเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 นั้น เห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำแถลงชี้แจงพร้อมรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ส่วนหนึ่งประกอบคำแถลงต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 และยื่นเอกสารเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 6 มีนาคม 2544 ซึ่งผู้ทำแผนมีเวลาที่จะคัดค้านว่าต้นฉบับไม่มี หรือเอกสารปลอมหรือสำเนาไม่ถูกต้อง หรือนำพยานหลักฐานเสนอต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อหักล้างข้ออ้างของเจ้าหนี้ แต่ผู้ทำแผนก็มิใด้กระทำการดังกล่าวแต่อย่างใด จนกระทั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งคำขอรับชำระหนี้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 เช่นนี้ จึงถือว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้รวบรวมพยานหลักฐานสำหรับการพิสูจน์มูลหนี้ที่ขอรับชำระโดยชอบแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบการพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ได้ ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อไปว่า เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้สัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันนั้น ผู้ทำแผนอุทธรณ์อ้างเหตุผลหลายประการสรุปได้ว่าตามสัญญาธุรกรรมดังกล่าวนี้ คู่สัญญาต้องทำสัญญาหลัก (Master Agreement) ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนด สิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญา วิธีการคิดจำนวนเงินที่แลกเปลี่ยน วิธีหักกลบลบหนี้ จำนวนเงินที่จะต้องชำระแก่กัน การคำนวณดอกเบี้ยปกติและดอกเบี้ยผิดนัด ส่วนหนังสือยืนยันเป็นเพียงเอกสารประกอบสัญญาหลัก เพื่อกำหนดจำนวนเงิน สูตรการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศล่วงหน้าตามจำนวนที่คู่สัญญาต้องการ หนังสือยืนยันต้องอ้างอิงสัญญาหลักทุกครั้ง ดังนั้น การที่เจ้าหนี้ไม่มีสัญญาหลักมาเป็นพยานหลักฐานโดยมีเพียงหนังสือยืนยันกับสำเนาเอกสารท้ายคำแถลงเอกสารหมายเลข 1 ถึง 5 มาแสดงเท่านั้น ทั้งหนังสือยืนยันเจ้าหนี้ก็ไม่มีพยานหลักฐานที่แสดงว่าผู้ลงชื่อท้ายหนังสือเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลูกหนี้และเอกสารท้ายคำแถลงดังกล่าวก็ไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเจ้าหนี้ได้ปฏิบัติตามสัญญาด้วยการโอนเงินตามสัญญาให้ลูกหนี้ และลูกหนี้ได้รับเงินหรือประโยชน์ตามสัญญาแล้วแต่อย่างใด จึงรับฟังไม่ได้ว่าลูกหนี้ตกลงทำสัญญาและเป็นหนี้ตามสัญญาดังกล่าวตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้เห็นว่าสัญญาในลักษณะดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือ ดังนั้น หากคู่สัญญานำสืบพยานหลักฐานเพียงพอให้รับฟังได้ว่า คู่สัญญาแสดงเจตนาเข้าทำสัญญากันจริงแล้ว คู่สัญญาย่อมผูกพันตามข้อตกลงในสัญญานั้น คดีนี้แม้เจ้าหนี้ไม่มีสัญญาหลักมาแสดง ทั้งที่หนังสือยืนยันที่อ้างเป็นพยานก็มีข้อความอ้างถึงสัญญาหลัก แต่ตามคำแถลงของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2544 เจ้าหนี้ยืนยันว่า สัญญาหลักเป็นสัญญามาตรฐานที่จัดพิมพ์ขึ้นโดยสมาคมนานาชาติเกี่ยวกับการทำธุรกรรมนี้ที่เรียกว่าไอเอสดีเอ หรือ ISDA อันเป็นชื่อย่อของสมาคมดังกล่าว ซึ่งสัญญาหลักนี้มีข้อความในลักษณะเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบดูได้ ส่วนข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการทำธุรกรรมต้องระบุไว้ในหนังสือยืนยัน และตามคำร้องที่ผู้ทำแผนยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางคัดค้านคำสั่งขอรับชำระหนี้รายนี้ ผู้ทำแผนก็กล่าวถึงลักษณะของสัญญาหลักว่ามีสาระสำคัญส่วนใดบ้าง อันแสดงว่าผู้ทำแผนซึ่งเป็นลูกหนี้เองก็ทราบลักษณะของสัญญาหลักแล้วเช่นกัน ทั้งตามหนังสือยืนยันเลขที่ทีเคเอสดับเบิลยู 027784/เอคิว ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2539 ที่เจ้าหนี้อ้างเป็นพยานหลักฐานก็ปรากฏมีชื่อนายสายัณห์ และนายถนอม เป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนลูกหนี้ กับมีรายละเอียดที่แสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องส่งมอบชำระเงินแก่ลูกหนี้พร้อมดอกเบี้ย ขณะที่ลูกหนี้ก็มีหน้าที่ส่งมอบชำระเงินแก่เจ้าหนี้ โดยมีข้อมูลจำนวนเงินที่ใช้ในการคิดคำนวณ วันที่ที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม รายละเอียดอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งสูตรการคำนวนจำนวนเงินที่ต้องชำระที่ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินประกอบ อันเป็นรายละเอียดที่ใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบว่าเจ้าหนี้และลูกหนี้ได้ทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันได้ส่วนหนึ่ง ทั้งปรากฏว่าเมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้ทำแผนได้โต้แย้งคัดค้านว่าเจ้าหนี้ไม่มีหลักฐานแสดงว่าผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือยืนยันเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลูกหนี้ แต่เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับฟังหนังสือยืนยันเป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยและเชื่อว่าลูกหนี้ทำสัญญากับเจ้าหนี้จริง ผู้ทำแผนได้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอให้ศาลพิพากษายกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ ผู้ทำแผนก็ไม่ได้โต้แย้งว่าผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือยืนยันไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลูกหนี้อีกแต่อย่างใด อันแสดงว่าผู้ทำแผนไม่ติดใจโต้แย้งข้อเท็จจริงนี้อีกต่อไป จึงถือได้ว่าลูกหนี้ยอมรับว่ากรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทลูกหนี้ลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือยืนยันดังกล่าวจริง จึงฟังได้ว่าลูกหนี้ได้ทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันกับเจ้าหนี้จริง ส่วนปัญหาในเรื่องรายละเอียดของสิทธิหน้าที่ที่เจ้าหนี้และลูกหนี้ต้องปฏิบัติต่อกันตามสัญญานั้น เมื่อพิจารณารายละเอียดจากเอกสารท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้ฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2544 กับบัญชีของเจ้าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นเพิ่มเติมในวันที่ 6 มีนาคม 2544 ประกอบกับหนังสือยืนยันซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการคิดคำนวณจำนวนเงินและวันที่ที่ต้องส่งมอบเงินแลกเปลี่ยนกันอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว เห็นได้ว่า หนังสือยืนยันดังกล่าวระบุรายละเอียดเลขที่ธุรกรรมไว้เป็นเลขที่ ทีเคเอสดับเบิลยู่ 027784/เอคิว ระบุหน้าที่ของเจ้าหนี้ที่ต้องส่งมอบชำระเงินบาทแก่ลูกหนี้พร้อมดอกเบี้ยเริ่มคิดตั้งแต่วันที่กำหนดทำธุรกรรมวันที่ 30 กันยายน 2539 เป็นต้นไป เริ่มชำระครั้งแรกวันที่ 30 ธันวาคม 2539 ครั้งต่อไปชำระเป็นรายไตรมาสในวันที่ 30 ของเดือนมีนาคม มิถุนายน กันยายน 2540 และลูกหนี้ก็มีหน้าที่ต้องชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยโดยมีรายละเอียดวิธีคิดดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตามที่ระบุในหนังสือยืนยัน และกำหนดชำระเป็นคราว ๆ ตรงกับวันที่เจ้าหนี้ต้องชำระแก่ลูกหนี้ดังกล่าวข้างต้นเช่นกัน นอกจากนี้ในหนังสือยืนยันฉบับนี้ยังระบุถึงบัญชีของเจ้าหนี้ที่ให้ลูกหนี้นำเงินเข้าบัญชีให้แก่เจ้าหนี้ไว้คือบัญชีธนาคารแบงก์ ออฟ อเมริกา สำนักงานกรุงเทพฯ บัญชีเลขที่ 29346057 และตามเอกสารท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้หมายเลข 1 ซึ่งเป็นรายการแสดงการโอนเงินจากบัญชีเลขที่ 6204-29346057 ธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกา สำนักงานกรุงเทพฯ อันเป็นบัญชีของเจ้าหนี้ รายการวันที่ 30 ธันวาคม 2539 มีการโอนเงินให้แก่ลูกหนี้จำนวน 2,020,314.72 บาท และตรงกับรายการในบัญชีตามเอกสารแสดงรายการในบัญชีของเจ้าหนี้บัญชีเลขที่ 29346057 วันที่ 30 ธันวาคม 2539 ส่วนการชำระเงินแก่ลูกหนี้งวดที่ 2 วันที่ 30 มีนาคม 2540 เจ้าหนี้มีเอกสารท้ายคำแถลงหมายเลข 2 ซึ่งมีลักษณะเป็นเอกสารที่ใช้ส่งให้แก่ลูกหนี้แสดงรายการคำนวณเงินที่เจ้าหนี้ต้องชำระแก่ลูกหนี้คำนวณได้เป็นเงิน 8,258,561.64 บาท และรายการคำนวณเงินที่ลูกหนี้ต้องชำระแก่เจ้าหนี้เป็นเงิน 6,263,984.42 บาท โดยมีการแสดงตัวเลขต่าง ๆ ที่ใช้คำนวณจำนวนเงินที่ต่างฝ่ายต่างต้องชำระแก่กันโดยละเอียด ทั้งนี้โดยอ้างอิงเลขที่ธุรกรรม เลขที่ ทีเคเอส ดับเบิลยู 027784 ตรงกับเลขธุรกรรมในหนังสือยืนยัน และเมื่อหักยอดเงินที่ต่างต้องชำระแก่กันแล้วคงเหลือเป็นยอดเงินสุทธิที่ต้องชำระกันจริงโดยเจ้าหนี้เป็นฝ่ายต้องชำระเงินแก่ลูกหนี้เป็นเงิน 1,994,576.92 บาท และตามเอกสารรายการโอนเงินจากบัญชีของเจ้าหนี้เลขที่ 6204-29346057 ธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกา สำนักงานกรุงเทพฯ เอกสารท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้หมายเลข 4 ก็มีรายการโอนเงินจากบัญชีนี้ในวันที่ 31 มีนาคม 2540 เข้าบัญชีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นเงิน 1,994,576.92 บาท ซึ่งตรงกับรายการในบัญชีของเจ้าหน้าที่เลขที่ 29346057 วันที่ 31 มีนาคม 2540 ที่ระบุถึงการโอนเงินโดยตัดเงินจากบัญชีของเจ้าหนี้ดังกล่าว จำนวน 1,994,576.50 บาท ไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้าบัญชีของลูกหนี้เลขที่ 116-3-10514-9 ต่อมาในการชำระงวดที่ 3 วันที่ 30 มิถุนายน 2540 ตามที่ระบุไว้ในหนังสือยืนยันก็ปรากฏรายละเอียดตามเอกสารท้ายคำแถลงของเจ้าหนี้หมายเลข 3 ที่เจ้าหนี้ทำเอกสารเพื่อแจ้งแก่ลูกหนี้แสดงรายการคำนวณจำนวนเงินที่ต้องชำระแก่กันตามธุรกรรมเลขที่ ทีเคเอสดับเบิลยู 027784 มีรายละเอียดตัวเลขการคิดคำนวณและวิธีการคำนวณโดยละเอียด ซึ่งปรากฏผลการคำนวณว่า เจ้าหนี้ต้องชำระเงินแก่ลูกหนี้จำนวน 8,258,561.64 บาท และลูกหนี้ต้องชำระเงินแก่เจ้าหนี้จำนวน 6,271,292.59 บาท หักกันแล้วเหลือจำนวนเงินสุทธิที่ต้องชำระกันจริงโดยฝ่ายเจ้าหนี้เป็นฝ่ายต้องชำระแก่ลูกหนี้จำนวน 1,987,269.05 บาท และตามเอกสารการโอนเงินจากบัญชีเลขที่ 29346057 ธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกา สำนักงานกรุงเทพฯ เอกสารท้ายคำแถลง หมายเลข 5 มีรายการโอนเงินจากบัญชีนี้ในวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,987,269.05 บาท ซึ่งก็ตรงกับบัญชีของเจ้าหนี้เลขที่ 29346057 รายการวันที่ 30 มิถุนายน 2540 ที่แสดงรายการโอนเงินจากบัญชีเจ้าหนี้เลขที่ดังกล่าวจำนวน 1,987,269.05 บาท ไปยังธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้าบัญชีลูกหนี้เลขที่ 116-3-10514-9 ส่วนการชำระเงินงวดที่ 4 ที่ต้องชำระวันที่ 30 กันยายน 2540 อันเป็นวันสิ้นสุดธุรกรรมตามหนังสือยืนยัน เจ้าหนี้ได้แสดงรายละเอียดการคำนวณหนี้ไว้ในคำแถลงฉบับลงวันที่ 2 มีนาคม 2544 หน้า 7 และ 8 โดยคำนวณดอกเบี้ยจากวันถัดจากวันชำระงวดที่ 3 กล่าวคือ คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ถึง 30 กันยายน 2540 และคิดคำนวณจำนวนเงินที่ลูกหนี้ต้องชำระแก่เจ้าหนี้ในช่วงระยะเวลาเดียวกันแต่ในครั้งนี้มีการรวมต้นเงินที่ต้องชำระแก่กันเข้าไปด้วย เนื่องจากครบกำหนดสิ้นสุดธุรกรรมแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหนี้ต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ลูกหนี้รวมจำนวน 258,034,246.58 บาท และลูกหนี้ต้องชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้รวมจำนวน 347,124,303.89 บาท หักแล้วคงเหลือเงินสุทธิที่ต้องชำระแก่กันโดยฝ่ายลูกหนี้ต้องชำระแก่เจ้าหนี้จำนวน 89,090,057.31 บาท จากรายละเอียดในพยานเอกสารดังกล่าวนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงวิธีการคำนวณจำนวนเงินที่ต่างฝ่ายต่างต้องชำระต่อกันตามสัญญาไว้โดยละเอียดแล้วยังมีหลักฐานที่แสดงว่าลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากธุรกรรมในการส่งมอบชำระเงินแก่กันถึง 3 งวด โดยมีหลักฐานการโอนเงินจากบัญชีของเจ้าหนี้เข้าบัญชีของลูกหนี้แล้วตามบัญชีของเจ้าหนี้ แม้บัญชีดังกล่าวจะเป็นเอกสารภาษาอังกฤษแต่เอกสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นบัญชีแสดงยอดเงินและรายการทางบัญชีต่าง ๆ รวมทั้งเลขที่บัญชีที่เป็นตัวเลขซึ่งสามารถเข้าใจได้ในตัวเอง ส่วนคำภาษาอังกฤษก็เป็นสัญลักษณ์ทางบัญชีทั่วไป กับชื่อธนาคารแบงค์ ออฟ อเมริกา ชื่อเจ้าหนี้ และชื่อลูกหนี้ ซึ่งตรงกับเอกสารฉบับอื่นที่มีคำแปลอยู่แล้ว ย่อมทำความเข้าใจและใช้เป็นพยานหลักฐานได้ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ทำแผนซึ่งเป็นลูกหนี้เองมีโอกาสโต้แย้งว่าบัญชีเลขที่ 116-3-10514-9 ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่บัญชีของลูกหนี้ แต่ผู้ทำแผนก็ไม่โต้แย้งหรือปฏิเสธแต่อย่างใด จึงเชื่อว่ามีการโอนเงินให้แก่ลูกหนี้แล้วจริง จากข้อมูลรายละเอียดในเอกสารต่าง ๆ ดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า นอกจากลูกหนี้จะลงลายมือชื่อในหนังสือยืนยันอันแสดงว่าลูกหนี้ได้ทำสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันกับเจ้าหนี้แล้ว ลูกหนี้ยังได้รับเอาไว้ซึ่งประโยชน์ตามสัญญานี้ตามรายการที่เจ้าหนี้ได้แสดงวิธีการคิดคำนวณตามข้อตกลงแห่งธุรกรรมดังกล่าวแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าลูกหนี้ได้โต้แย้งว่าเจ้าหนี้ได้คิดคำนวณจำนวนเงินไม่ถูกต้องหรือผิดจากข้อสัญญาแต่อย่างใดทั้งปรากฏว่าลูกหนี้ได้รับประโยชน์ตามสัญญาไว้แล้วและผู้ทำแผนก็ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าเจ้าหนี้คำนวณจำนวนหนี้ผิดจากข้อตกลง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นหนี้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาธุรกรรมเพื่อการส่งมอบเงินตราแลกเปลี่ยนกันจริง ที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้ และพิพากษายกคำร้องคัดค้านของผู้ทำแผนชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369
ป.วิ.พ. ม. 93 ม. 125
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
เจ้าหนี้ — แบงเกอร์ส ทรัสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล พีแอลซี
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7140/2547
#113206
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉบับที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสาม การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา 254 นั้นใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับใหม่ลงวันที่ 9 เมษายน 2544 เข้ามาได้อีก แม้ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องฉบับดังกล่าว โจทก์จะได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 เข้ามาอีก และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกันนั้นเอง ก็มีผลเป็นการยกคำขอในเหตุฉุกเฉินและทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วยเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเช่นเดียวกันนั้นอีก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ที่โจทก์ยื่นไว้ก่อนได้ กรณีไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อนึ่ง จำเลยผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้กระทำการยึดรถยนต์ที่ให้เช่าซื้อ ซึ่งโจทก์ผู้เช่าซื้ออ้างว่าเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาเช่าซื้อและทำให้โจทก์เสียหาย เมื่อคดีของโจทก์มีมูลและมีเหตุผลเพียงพอ โจทก์ย่อมมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) หาจำต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถพ่วงจากจำเลยรวม 12 คัน โจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยโอนทะเบียนรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทน

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงพิพาท รวม 12 คัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุฉุกเฉินให้ยกคำร้อง

ต่อมาในวันที่ 9 เมษายน 2544 นั้นเอง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 จำเลยมอบอำนาจให้นายอำนวยกับพวกยึดรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงหมายเลขทะเบียน 70 - 0256 อุบลราชธานี , 70 - 0257 อุบลราชธานี , 70 - 0258 อุบลราชธานี , 70 - 0278 อุบลราชธานี และ 70 - 0279 อุบลราชธานี รวม 5 คัน ขณะรถอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่โจทก์โต้แย้งสิทธิ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จึงรับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไว้เพื่อจะตรวจสอบเอกสารในวันที่ 10 เมษายน 2544 การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์และเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถนำรถยนต์บรรทุกไปบรรทุกน้ำมันให้แก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ขนส่งน้ำมัน โจทก์ต้องขาดรายได้และอาจถูกการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยปรับตลอดจนบอกเลิกสัญญาได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับรถยนต์บรรทุกพิพาทรวม 12 คัน และห้ามจำเลยกระทำการละเมิดสิทธิการครอบครองของโจทก์ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้อง หมายแจ้งวันนัดพร้อมส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบ

วันที่ 11 เมษายน 2544 ก่อนถึงวันนัดไต่สวนและก่อนจำเลยได้รับสำเนาคำร้อง โจทก์ยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องและห้ามจำเลยกระทำการละเมิดสิทธิการครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทรวม 12 คัน ไว้ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เช่าซื้อรถยนต์และชำระค่าเช่าซื้อครบแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์และมีคำขอให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ในระหว่างการดำเนินคดี โจทก์อ้างว่าจำเลยยึดรถยนต์ไว้ ซึ่งเป็นการกระทำต่างหากจากการฟ้องคดีนี้ โจทก์ชอบที่จะดำเนินการเป็นคดีใหม่ หาอาจร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีนี้ได้ไม่ กรณีไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องขัดขวางการใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในระหว่างพิจารณา และให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0256 อุบลราชธานี , 70 - 0257 อุบลราชธานี , 70 - 0258 อุบลราชธานี , 70 - 0278 อุบลราชธานี และ 70 - 0279 อุบลราชธานี คืนแก่โจทก์ โดยให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาทต่อคัน นับแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป ทั้งนี้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 และศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับการดำเนินกระบวนพิจารณาสั่งตามคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ดังกล่าว ในครั้งแรก โจทก์ได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอีกฉบับหนึ่ง และศาลชั้นต้นได้ยกคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉบับที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสาม การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา 254 นั้นใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอย่างวิธีธรรมดาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นฉบับที่สองดังกล่าวได้อีก แม้ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องฉบับดังกล่าวนั้น โจทก์จะได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 เข้ามาอีก และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกันนั้นเอง ก็มีผลเป็นการยกคำขอในเหตุฉุกเฉินและทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วยเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเช่นเดียวกันนั้นอีก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ที่โจทก์ยื่นไว้ก่อนได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า โจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า คำเบิกความของนายจิรเดชผู้รับมอบอำนาจโจทก์ในคดีนี้ไม่มีพิรุธแต่อย่างใด การที่โจทก์มิได้ชำระค่าเช่าซื้อในงวดแรกหรือชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดนั้น มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์มิได้ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่ขอมาใช้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นไต่สวนคำร้องขอดังกล่าวเท่านั้น คำเบิกความของนายจิรเดชที่แนบท้ายฎีกานั้นเป็นคำเบิกความในคดีอื่น มิใช่พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาคดีนี้ จึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยบอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะเสียหายก็ต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ ไม่มีสิทธิที่จะมาร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีนั้น เห็นว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อและโจทก์ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยผิดกฎหมายหรือไม่ยังเป็นประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องนำสืบกันต่อไป เมื่อจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้กระทำการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อ อาจเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาเช่าซื้อและทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีนี้ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) หาจำต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 254 (2) ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรืองอนันต์ขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายชัยพร ศรีโบราณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางเมทินี ชโลธร
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7140/2547
#412281
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในครั้งแรก โจทย์ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอีกฉบับหนึ่ง และศาลชั้นต้นได้ยกคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้นทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉบับที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วย ซึ่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 267 วรรคสาม การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา 254 ใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอย่างวิธีธรรมดาซึ่งเป็นฉบับที่สองได้อีก แม้ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องฉบับที่สองนั้น โจทก์จะได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเข้ามาอีก และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกันนั้นเอง ก็มีผลเป็นการยกคำขอในเหตุฉุกเฉินและทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วยเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเช่นดียวกันนั้นอีก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาซึ่งเป็นฉบับที่สองที่โจทก์ยื่นไว้ก่อนได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์และรถพ่วง จากจำเลยรวม 12 คันโจทก์ชำระเงินค่าเช่าซื้อครบถ้วนตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยไม่ดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ดังกล่าว ให้แก่โจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยโอนทะเบียนรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงตามฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่าโจทย์เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงจำนวน 12 คัน จากจำเลย แต่โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญา จำเลยจึงบอกเลิกสัญญาแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงินจำนวน 4,220,000 บาท และให้โจทย์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 900,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 800 บาท ต่อรถยนต์บรรทุก 1 คัน และวันละ 500 บาทต่อรถพ่วง 1 คัน นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะส่งมอบรถพิพาทคืนจำเลยในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหรือใช้ราคาแทน

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2544 โจทย์ยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โดยขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงพิพาทรวม 12คัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุฉุกเฉิน ให้ยกคำร้อง

ต่อมาในวันที่ 9 เมษายน 2544 นั้นเอง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 จำเลยมอบอำนาจให้นายอำนวยกับพวก ยึดรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงรวม 5 คัน ขณะรถอยู่ในความครอบครองของโจทก์ แต่โจทก์โต้แย้งสิทธิ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จึงรับรถยนต์บรรทุกดังกล่าวไว้เพื่อจะตรวจสอบเอกสารในวันที่ 10 เมษายน 2544 การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์และเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องกับรถยนต์บรรทุกพิพาทรวม 12 คัน และห้ามจำเลยกระทำการละเมิดสิทธิการครอบครอง ของโจทก์ในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนคำร้องหมายแจ้งวันนัดพร้อมส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยทราบ

วันที่ 11 เมษายน 2544 ก่อนถึงวันนัดไต่สวนและก่อนจำเลยได้รับสำเนาคำร้องโจทก์ยื่นคำร้องในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาว่าเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 โจทก์นำหลักฐานเกี่ยวกับรถยนต์บรรทุกพิพาทพร้อมสำเนาคำฟ้องและคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวแสดงแก่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอปักธงชัยแล้ว แต่พนักงานสอบสวนดังกล่าวแจ้งว่าจะคืนรถยนต์บรรทุกที่ผู้รับมอบอำนาจจำเลยยึดจากโจทก์ให้แก่จำเลย เนื่องจากจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของรถตามสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ โจทก์จึงขอเวลานำคำสั่งศาลไปแสดงภายในวันที่ 12 เมษายน 2544 เพื่อมิให้พนักงานสอบสวนส่งมอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวแก่จำเลยการกระทำของผู้รับมอบอำนาจจำเลยตามคำสั่งของจำเลยที่ใช้กำลังยึดรถยนต์บรรทุกพิพาทรวม 6 คัน จากโจทก์เป็นการจงใจกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดสิทธิของโจทก์หรือผิดสัญญาหรือที่ถูกฟ้องร้อง และเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่อาจนำรถไปใช้ขนส่งน้ำมันให้แก่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย คำสั่ง ของพนักงานสอบสวนที่ให้ส่งมอบรถยนต์บรรทุกแก่จำเลยเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องและห้ามจำเลยกระทำการละเมิดสิทธิการครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทรวม 12 คัน ไว้ในระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ในวันเดียวกันว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าโจทก์เช่าซื้อรถยนต์และชำระค่าเช่าซื้อครบแล้ว โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์และมีคำขอให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ในระหว่างการดำเนินคดี โจทก์อ้างว่าจำเลยยึดรถยนต์ไว้ ซึ่งเป็นการกระทำต่างหากจากการฟ้องคดีนี้โจทก์ชอบที่จะดำเนินการเป็นคดีใหม่ หาอาจร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีนี้ได้ไม่ กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ว่า โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยโอนทะเบียนรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงรวม 12 คัน ให้แก่โจทก์เพื่อมิให้จำเลยติดตามยึดรถคืน ทั้งที่โจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลย หากศาลมีคำสั่งคุ้มครองประโยชน์ตามที่โจทก์ขอจะทำให้โจทก์สามารถใช้รถยนต์พิพาทโดยไม่ต้องชำระค่าเช่าซื้อ แม้ในที่สุดจำเลยจะชนะคดี แต่รถยนต์ดังกล่าวย่อมเสื่อมสภาพจนไม่อาจใช้การได้ ซึ่งจะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ทั้งการที่โจทก์ร้องขอคุ้มครองชั่วคราวนี้ยังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเนื่องจากโจทก์เคยยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวฉบับวันที่ 11 เมษายน 2544 โดยอาศัยเหตุเดียวกับคำร้องฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 นี้ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าวโดยวินิจฉัยประเด็นแห่งคำร้องแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามมิให้จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องขัดขวางการใช้ประโยชน์ในรถยนต์ที่เช่าซื้อของโจทก์ในระหว่างพิจารณา และให้จำเลยส่งมอบรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70-0256 อุบลราชธานี, 70-0257 อุบลราชธานี, 70-0258 อุบลราชธานี, 70-0278 อุบลราชธานี และ 70-0279 อุบลราชธานี คืนแก่โจทก์โดยให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาทต่อคันนับแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไป ทั้งนี้จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครอง ชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 และศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2544 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับการดำเนินกระบวนพิจารณาสั่งตามคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของ โจทก์ฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ดังกล่าวในครั้งแรก โจทก์ได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอีกฉบับหนึ่งและศาลชั้นต้นได้ยกคำขอในเหตุฉุกเฉินนั้น ทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่งคราวฉบับที่ยื่นมาพร้อมกันนั้นตกไปด้วย ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 267 วรรคสาม การที่ศาลยกคำขอในเหตุฉุกเฉินย่อมไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเสนอคำขอตามมาตรา 254 นั้นใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิยื่นคำขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาอย่างวิธีธรรมดาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ซึ่งเป็นฉบับที่สองดังกล่าวได้อีกแม้ต่อมาก่อนศาลชั้นต้นไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องฉบับดังกล่าวนั้น โจทก์จะได้ยื่นคำขอในเหตุฉุกเฉินพร้อมกับคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 11 เมษายน 2544 เข้ามาอีก และศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกันนั้นเองก็มีผลเป็นการยกคำขอในเหตุฉุกเฉินและทำให้คำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ยื่นมาพร้อมนั้นตกไปด้วยเท่านั้น จึงไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาเช่นเดียวกันนั้นอีก ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจไต่สวนและมีคำสั่งตามคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาฉบับลงวันที่ 9 เมษายน 2544 ที่โจทก์ยื่นไว้ก่อนได้ กรณีจึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าโจทก์มีอำนาจยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาได้หรือไม่เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่าโจทก์เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงจากจำเลยจำนวน 12 คัน ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ยอมโอนทะเบียนรถดังกล่าวให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยโอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์มอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนพร้อมกับใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลย จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยต่างอ้างกรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อ ในการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา โจทก์มีนายจิรเดช ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์จากจำเลย 12 คัน โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว จึงได้สอบถามให้จำเลยโอนทะเบียนรถให้จำเลยอ้างว่าโอนทะเบียนรถให้ไม่ได้ เพราะโจทก์ยังค้างชำระเบี้ยปรับในการชำระหนี้ล่าช้า และยังได้อ้างว่าจำเลยให้ใบเสร็จรับเงินงวดสุดท้ายแล้วตามสัญญาเช่าซื้อใบสำคัญจ่าย ใบเสร็จรับเงิน และรายการจดทะเบียน เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2544 พนักงานของจำเลยได้ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อจำนวน 6 คัน เป็นรถยนต์ที่พิพาทในคดีนี้ 5 คัน โจทก์ให้คนขับรถยืนยันว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์และอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องที่ศาล เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา จึงดูแลรักษารถดังกล่าวไว้ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี โจทก์ได้ทำสัญญาขนส่งน้ำมันกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เพื่อขนส่งน้ำมันจากจังหวัดระยองไปที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยระบุหมายเลขทะเบียนรถจำนวน 12 คันดังกล่าวไว้ด้วย ตามสัญญาจ้างเหมา โจทก์ไม่สามารถนำรถยนต์บรรทุกน้ำมันคันอื่นไปบรรทุกน้ำมันแทนได้ หากโจทก์ไม่สามารถขนส่งน้ำมันให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้โจทก์อาจถูกปรับหรือถูกบอกเลิกสัญญาได้ พยานหลักฐานของโจทก์ในชั้นนี้ฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกและรถพ่วงรวม 12 คัน จากจำเลย และได้ชำระราคาค่าเช่าซื้องวดสุดท้ายแล้ว จำเลยยังไม่ได้โอนทะเบียนรถให้แก่โจทก์คดีมีมูลว่าโจทก์อาจชำระราคาค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลยครบถ้วนแล้วโดยไม่ได้ผิดสัญญากรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อจึงอาจตกเป็นของโจทก์ และจำเลยมีหน้าที่จะต้องโอนทะเบียนรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ตามฟ้อง การที่จำเลยยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อไปย่อมจะทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โดยโจทก์อาจถูกบริษัทการปิโตเลียมแห่งประเทศไทยปรับหรือบอกเลิกสัญญาได้ คำฟ้องโจทก์จึงมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่ขอมาใช้ ที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องโจทก์ไม่มีมูลเพราะนายจิรเดชเบิกความมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ทั้งในคดีหมายเลขดำที่ 2579/2543 ของศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับบริษัทอุบลเมืองทอง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของจำเลย นายจิรเดชยังได้เบิกความในการไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามสัญญาเช่าซื้อเกี่ยวพันกับคดีนี้ตามคำเบิกความพยานเอกสารท้ายฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้ชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อแก่จำเลย เพิ่งเริ่มชำระงวดแรกในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2536 จึงเจือสมคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ว่าโจทก์มิได้ชำระราคาค่าเช่าซื้อให้จำเลยตามสัญญาฉบับเดิม และมีการทำสัญญาเช่าซื้อกันใหม่ เห็นว่าคำเบิกความของนายจิรเดชในคดีนี้ไม่มีพิรุธแต่อย่างใดการที่โจทก์มิได้ชำระค่าเช่าซื้อในงวดแรกหรือชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดนั้น มิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์มิได้ชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลยตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาตามที่ขอมาใช้หรือไม่นั้นต้องพิจารณาจากคำฟ้องคำให้การ และพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอดังกล่าวเท่านั้น คำเบิกความของนายจิรเดชที่แนบท้ายฎีกานั้นเป็นคำเบิกความในคดีอื่น มิใช่พยานหลักฐานในชั้นไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาคดีนี้ จึงรับฟังไม่ได้ ที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยบอกเลิกสัญญาแล้วโจทก์ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยมิชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะเสียหายก็ต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ ไม่มีสิทธิที่จะมาร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีนี้นั้นเห็นว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อและโจทก์ครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อโดยผิดกฎหมายหรือไม่ ยังเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ต้องนำสืบกันต่อไป เมื่อจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้กระทำการยึดรถยนต์ที่เช่าซื้ออาจเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาเช่าซื้อและทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ย่อมมีสิทธิขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) หาจำต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ไม่

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ที่ศาลล่างทั้งสองให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท ต่อรถยนต์ 1 คัน เป็นจำนวนน้อยเกินไปหรือไม่ เห็นว่า ในการกำหนดจำนวนเงินที่จะให้โจทก์วางประกันค่าเสียหายเนื่องจากการนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้นั้น ศาลจะพิจารณาถึงความเสียหายของคู่ความเป็นเกณฑ์มิใช่ต้องถือผลประโยชน์ที่โจทก์ได้รับจากการใช้รถยนต์พิพาทเป็นเกณฑ์กำหนดจำนวนเงินตามที่จำเลยฎีกา ผลประโยชน์ของโจทก์เป็นเพียงข้อพิจารณาว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับหรือไม่เท่านั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท ต่อรถยนต์ 1 คัน จึงเหมาะสมแล้ว หาได้น้อยเกินไปไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 254 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเรืองอนันต์ขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทเมืองทองมอเตอร์ร้อยเอ็ด จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7135/2547
#411729
เปิดฉบับเต็ม

เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน มิใช่เป็นภยันอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้

การที่ผู้เสียหายถูกจำเลยรัดคอด้วยมือซ้าย ผู้เสียหายจึงดิ้นต่อสู้กอดปล้ำกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสเลือกแทง แต่แทงไปตามโอกาสที่จะอำนวยและไม่ได้ใช้กำลังแทงรุนแรงนัก ทั้งเมื่อจะแทงอีก ผู้เสียหายปัดมือ จำเลยจึงเปลี่ยนเป็นใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแทงซ้ำ บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับมีบาดแผลบวมช้ำฉีกขาดกลางศีรษะและบาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้ายตัดเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยขาด ส่วนบาดแผลที่บริเวณหน้าอกด้านขวาระดับซี่โครงที่ 6 ไม่ปรากฏขนาดของบาดแผล ไม่ทะลุเข้าไปในช่องอก แสดงว่าจำเลยไม่ได้แทงอย่างแรง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น

แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็กล่าวว่าผู้เสียหายมีบาดแผลตามสำเนารายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องได้ระบุความเห็นว่ารักษาประมาณ 45 วันหาย และทางพิจารณาข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม ทั้งการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 297 ด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเอง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288 และริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำคุก 10 ปี คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้วคงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในวันฟ้อง ผู้เสียหายกับจำเลยได้ทะเลาะวิวาทชกต่อยกันในห้องพักของนายสมชัย แก้วกง ผู้เสียหายถูกอาวุธมีดได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าอกด้านขวา 1 แห่ง มีรอยบวมช้ำที่กลางศีรษะกับบาดแผลที่นิ้วนางและนิ้วก้อยมือซ้ายเส้นเอ็นขาดต้องรักษาประมาณ 45 วันหาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอุดม สังเกตุ ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายสมชัย นายอ้วนและจำเลยนั่งร่วมรับประทานอาหารและดื่มสุราที่บริเวณหน้าห้องพักของนายอ้วนซึ่งติดกับห้องพักของนายสมชัย ต่อมาผู้เสียหายนำอาหารมาร่วมรับประทานด้วยกัน หลังจากผู้เสียหายกลับไปสักพักหนึ่งก็กลับมานอนดูโทรทัศน์ที่ห้องของนายสมชัย ต่อมาเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนอนดูโทรทัศน์ จำเลยเดินเข้ามาในห้องแล้วใช้เท้ากระทืบหน้าอกของผู้เสียหาย ผู้เสียหายตกใจลุกขึ้นพูดว่า กูทำอะไรให้มึง มึงถึงมากระทืบ นายอ้วนซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่หน้าห้องได้เข้ามาลากตัวจำเลยออกไปนอกห้อง เมื่อผู้เสียหายเดินออกมาจากห้องมาที่เฉลียงหน้าห้อง จำเลยโหนขื่อแล้วใช้เท้าเตะที่ใบหน้าผู้เสียหายแล้วกระโดดลงมากอดผู้เสียหาย ผู้เสียหายกับจำเลยชกต่อยกัน จำเลยหยิบอาวุธมีดทำครัวในห้องครัวถือด้วยมือขวา แล้วใช้มือซ้ายรัดคอผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือซ้ายจับข้อมือขวาของจำเลย จำเลยสะบัดข้อมือ แล้วดึงอาวุธมีดออกทำให้บาดถูกนิ้วนางและนิ้วก้อยของผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยแทงที่ใต้ราวนมด้านขวาและด้านซ้ายของผู้เสียหายและจะแทงซ้ำอีก ผู้เสียหายใช้มือปัด จำเลยจึงใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแล้วเหวี่ยงผู้เสียหายกระเด็นล้มลงไปพิงข้างฝาลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน จำเลยยืนคร่อมหันกันมาทางผู้เสียหาย โดยจำเลยจะแทงท้องผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้เท้าถีบจำเลยเสียหลักเซออกไป นายสมชัยและนายอ้วนเข้ามาจับตัวจำเลยไว้ ผู้เสียหายจึงวิ่งหนีออกมาได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจนุวัฒน์ จันทร์โททัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งไปที่เกิดเหตุในคืนนั้นว่า พยานพบจำเลยเนื้อตัวเปื้อนเลือดมีอาการมึนเมามาบอกพยานว่าเป็นผู้แทง แต่ไม่ได้แจ้งว่าแทงผู้ใด ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ พฤติการณ์เชื่อได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยดื่มสุรามึนเมาจนเกือบจะครองสติไม่ได้ และเมื่อผ่านบริเวณที่ผู้เสียหายกำลังนอนดูโทรทัศน์ จำเลยจึงใช้เท้ากระทืบหน้าอกของผู้เสียหายโดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จนกระทั่งผู้เสียหายตกใจลุกขึ้นมาต่อว่าจำเลยแล้วเกิดโต้เถียงกันจึงเป็นชนวนการทะเลาะวิวาทชกต่อยกันจนจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายในที่สุด ที่จำเลยฎีกาว่าขณะที่ผู้เสียหายกับจำเลยแย่งอาวุธมีดกัน ผู้เสียหายคว้าอาวุธมีดได้ก่อนแต่จับทางด้านคมมีดและผู้เสียหายดึงเข้าหาตัว จำเลยดึงอาวุธมีดออก ปลายอาวุธมีดจึงกระแทกหน้าอกของผู้เสียหายโดยจำเลยไม่มีเจตนาจะแทง เพราะหากจะแทงจริงอาวุธมีดจะต้องทะลุเข้าไปในซี่โครง และการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวนั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนและเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน มิใช่เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ ส่วนที่จำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายถูกจำเลยรัดคอด้วยมือซ้ายผู้เสียหายจึงดิ้นต่อสู้กอดปล้ำกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสเลือกแทง แต่แทงไปตามโอกาสที่จะอำนวยและไม่ได้ใช้กำลังแทงรุนแรงนัก ทั้งเมื่อจะแทงอีก ผู้เสียหายปัดมือ จำเลยจึงเปลี่ยนเป็นใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแทงซ้ำ ประกอบกับตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับมีบาดแผลบวมช้ำฉีกขาดกลางศีรษะและบาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้ายตัดเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยขาด ส่วนบาดแผลที่บริเวณหน้าอกด้านขวาระดับซี่โครงที่ 6 ไม่ปรากฏขนาดของบาดแผลไม่ทะลุเข้าไปในช่องอก แสดงว่าจำเลยไม่ได้แทงอย่างแรง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น และบาดแผลที่เกิดจากการทำร้ายดังกล่าวตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่าต้องใช้เวลารักษาประมาณ 45 วันหาย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า บาดแผลเส้นเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยที่ขาดในขณะที่มาเบิกความซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุถึง 3 เดือนเศษ ผู้เสียหายยังทำกายภาพบำบัดอยู่ มือซ้ายใช้งานได้แต่นิ้วที่ได้รับบาดเจ็บสองนิ้วไม่มีแรง แสดงว่านิ้วทั้งสองของผู้เสียหายยังใช้งานไม่ได้ตามปกติ ฟังได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยจำเลยชกต่อย เตะ ถีบที่บริเวณใบหน้าและลำตัวและใช้มีดทำครัวปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธแทงผู้เสียหายหลายครั้งที่บริเวณทรวงอก บาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้าย ตัดเอ็นของนิ้วนางและนิ้วก้อย บาดแผลฉีกขาดกลางศีรษะตามสำเนารายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็กล่าวว่าผู้เสียหายมีบาดแผลตามสำเนารายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง ได้ระบุความเห็นว่ารักษาประมาณ 45 วันหาย และทางพิจารณาข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสดังข้อวินิจฉัยข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม ทั้งการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเอง ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถาบเบาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน เมื่อทะเลาะวิวาทกันจำเลยยังใช้อาวุธมีดซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงแทงผู้เสียหายอีกด้วย ทั้งบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับแพทย์ลงความเห็นว่าต้องใช้เวลารักษาประมาณ 45 วัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยมานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 68
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายมงคล นาสิงห์ทอง
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128/2547
#411954
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะขับรถจักรยานยนต์โดยประมาท ชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายตกจากรถ ศีรษะฟาดพื้นและถึงแก่ความตาย แต่เหตุรถชนกันเกิดขึ้นก็เพราะผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาท ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสามีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้และพิพากษาจำคุกจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น นายอนัน แก้วคำปอด สามีผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 42 วรรคหนึ่ง, 64 พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ พ.ศ.2535 มาตรา 11, 39 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และปรับ 12,000 บาท ฐานขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ปรับ 400 บาท ฐานใช้รถที่ไม่ได้จัดให้มีการประกันความเสียหาย ปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 14,400 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 7,200 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทอยู่ด้วยเพราะเลี้ยวขวาเพื่อจะเข้าบ้านพักอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้สัญญาณไฟ จำเลยซึ่งขับรถจักรยานยนต์ตามหลังในระยะกระชั้นชิด จึงไม่สามารถห้ามล้อได้ทัน ทั้งจำเลยวางเงินบรรเทาผลร้ายต่อศาล 20,000 บาท เพื่อชดใช้ให้แก่โจทก์ (ที่ถูก โจทก์ร่วม) และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และไม่ปรับจำเลยในความผิดฐานนี้รวมกับความผิดฐานอื่นแล้ว คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 1,200 บาท และไม่รอการลงโทษจำคุก คำขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก ความผิดต่อพระราชบัญญัติรถยนต์ และความผิดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 เห็นว่า ในความผิดฐานนี้ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า แม้จำเลยจะขับรถจักรยานยนต์โดยประมาท พุ่งชนรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย เป็นเหตุให้ผู้ตายตกจากรถ ศีรษะฟาดพื้นและถึงแก่ความตาย แต่เหตุรถชนกันเกิดขึ้นก็เพราะผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาโจทก์ร่วมมีส่วนกระทำโดยประมาท ดังนั้น ผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นสามีย่อมไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าว และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมข้อนี้และพิพากษาจำคุกจำเลยมาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และเมื่อโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วมและไม่มีสิทธิอุทธรณ์ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยต่อไป"

พิพากษายกคำขอเป็นโจทก์ร่วมในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
โจทก์ร่วม — นายอนัน แก้วคำปอด
จำเลย — นายมนตรี ลาธุลี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7125/2547
#113155
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องรับสินค้าเหล็กพิพาทลงเรือลำเลียงและลากเรือลำเลียงไปลอยลำไว้ในความดูแลเพื่อรอคำสั่งจากโจทก์และจำเลยให้ทำการขนส่งต่อไป จึงย่อมมีสิทธิยึดหน่วงเหล็กพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่รับสินค้าไว้ในความดูแล โดยสามารถใช้สิทธินี้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งที่ออกไว้สำหรับการขนส่งเหล็กพิพาทครั้งนี้ได้ การที่สินค้าเหล็กพิพาทได้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรอายัดและตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรก่อนการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับ เนื่องจากเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามพิธีการศุลกากรให้เสร็จสิ้น ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาสละการครอบครองหรือเจตนาไม่ยึดถือเหล็กพิพาทไว้ต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1377 และ มาตรา 250 เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าอยู่ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ยึดเหล็กพิพาทนั้นไว้เพื่อเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็ไม่ทำให้สิทธิยึดหน่วงของผู้ร้องสูญสิ้นไปเช่นกัน นอกจากผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องยังมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กนี้ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 และมาตรา 267 สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขน กับทั้งค่าใช้จ่ายอันเป็นอุปกรณ์และเป็นบุริมสิทธิมีอยู่เหนือของอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลรับขนก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำเลยชำระหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 112,993,086.35 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเหล็กบิลเล็ต (เหล็กแท่งตัน) ของจำเลย

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิพิเศษในมูลหนี้รับขนของสินค้าเหล็กพิพาทจำนวน 11,830,417 บาท ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนวน 11,830,417 บาท ก่อนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ วินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิยึดหน่วงและมีบุริมสิทธิในมูลรับขนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องตกลงรับสินค้าเหล็กพิพาทไว้ในความดูแลเพื่อรอทำการขนส่งต่อไปโดยชอบ จึงย่อมมีสิทธิยึดหน่วงเหล็กพิพาทไว้จนกว่าจะได้รับชำระค่าระวางพาหนะและอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่รับสินค้าไว้ในความดูแล ผู้ร้องสามารถใช้สิทธินี้ยันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งตามใบตราส่งที่ออกไว้สำหรับการขนส่งเหล็กพิพาทครั้งนี้ได้ การที่สินค้าเหล็กได้ถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรอายัดและตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากร ก่อนการส่งมอบสินค้าให้แก่ผู้มีสิทธิที่จะได้รับเนื่องจากเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้ดำเนินการตามพิธีการศุลกากรให้เสร็จสิ้น ถือไม่ได้ว่าผู้ร้องมีเจตนาสละการครอบครองหรือเจตนาไม่ยึดถือเหล็กพิพาทไว้ต่อไปตามมาตรา 1377 แห่ง ป.พ.พ. ที่ว่า "ถ้าผู้ครอบครองสละเจตนาครอบครองหรือไม่ยึดถือทรัพย์สินต่อไป การครอบครองย่อมสุดสิ้นลง" หากเป็นการต้องจำยอมให้สินค้าเหล็กตกอยู่ภายใต้อารักขาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรณีจึงไม่ทำให้การครองทรัพย์สินของผู้ร้องสูญสิ้นไปอันทำให้สิทธิยึดหน่วงต้องระงับสิ้นไปด้วย ตามมาตรา 250 แห่ง ป.พ.พ. ที่ว่า "ถ้าการครองทรัพย์สินสูญสิ้นไป สิทธิยึดหน่วงก็เป็นอันระงับไปด้วย" เมื่อผู้ร้องยังมีสิทธิยึดหน่วงสินค้าอยู่ แม้ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้ยึดเหล็กพิพาทนั้นไว้เพื่อเอาชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้แก่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ก็ไม่ทำให้สิทธิยึดหน่วงของผู้ร้องสูญสิ้นไปเช่นกัน นอกจากผู้ร้องมีสิทธิยึดหน่วงดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องยังมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กนั้นด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 ที่บัญญัติว่า "ถ้ามีหนี้อยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลนั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ ... (3) รับขนคนโดยสารหรือของ ..." และตามมาตรา 267 ที่บัญญัติว่า "บุริมสิทธิในมูลรับขนนั้นใช้สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขนคนโดยสารหรือของกับทั้งค่าใช้จ่าย อันเป็นอุปกรณ์และเป็นบุริมสิทธิมีอยู่เหนือของและเครื่องเดินทางทั้งหมดอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง" ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในมูลรับขนก่อนโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาให้ผู้ร้องมีบุริมสิทธิเหนือสินค้าเหล็กพิพาท เพื่อเอาชำระหนี้ค่าระวางพาหนะกับค่าใช้จ่ายอันเป็นอุปกรณ์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 250 ม. 259 ม. 267 ม. 1377
ป.วิ.พ. ม. 287 ม. 289
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทเร่งพัฒนาขนส่ง จำกัด
จำเลย — บริษัทกรุงไทย สตีล อินดัสทรี จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7115/2547
#112997
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำ แต่การดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ก็เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากบันทึกถ้อยคำ ในเมื่อทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบันทึกถ้อยคำต่างเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารทั้งหมดที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินเช่นนี้ คำว่าสัญญาซื้อขายที่โจทก์อ้างในฟ้องจึงย่อมมีความหมายอยู่ในตัวถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งบันทึกถ้อยคำด้วย เมื่อการให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำเป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นบริษัทจำกัด โดยในบันทึกถ้อยคำดังกล่าวระบุว่าประสงค์จะซื้อที่ดินและจดแจ้งด้วยว่าได้ยื่นเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริษัท การให้ถ้อยคำดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าการดำเนินการของบริษัทได้ดำเนินการตามที่ระบุไว้ในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทตามเอกสารที่ยื่นนั่นเอง ดังนั้นแม้ข้อความในบันทึกถ้อยคำจะมิได้มีข้อความระบุการเข้าประชุมของโจทก์ก็ถือได้ว่ามีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและมีการแจ้งข้อความให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแล้ว

ความมุ่งหมายของความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารคือ เพื่อคุ้มครองความเด็ดขาดของอำนาจรัฐ แม้กฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจมีแก่ผู้อื่นเป็นองค์ประกอบของความผิดอยู่ด้วย แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ต้องเป็นความเสียหายในตัวเองจากการแจ้งความเท็จหรือจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้น มิใช่ความเสียหายอื่นซึ่งอยู่ห่างไกล โจทก์ในฐานะเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยทั้งสองอ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ย่อมเสียหายอยู่ในตัวแล้ว โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองมีวิธีอื่นที่จะให้ได้มาซึ่งมติของคณะกรรมการบริษัทโดยไม่ต้องปลอมรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทหรือไม่ และโจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของจำเลยทั้งสองในรูปของกำไรหรือการลดภาระภาษีหรือไม่ หาเป็นข้อสำคัญแต่ประการใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 137, 267, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 267, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำคุกคนละ 5 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำ แต่การดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินก็เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากบันทึกถ้อยคำ ในเมื่อทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน และบันทึกถ้อยคำต่างเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารทั้งหมดที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินเช่นนี้ คำว่าสัญญาซื้อขายที่โจทก์อ้างในฟ้องจึงย่อมมีความหมายอยู่ในตัวถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งบันทึกถ้อยคำด้วย เมื่อการให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำเป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นบริษัทจำกัด โดยในบันทึกถ้อยคำดังกล่าวระบุว่าประสงค์จะซื้อที่ดินและจดแจ้งด้วยว่าได้ยื่นเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริษัท การให้ถ้อยคำดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าการดำเนินการของบริษัทได้ดำเนินการตามที่ระบุไว้ในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทตามเอกสารที่ยื่นนั่นเอง ดังนั้นแม้ข้อความในบันทึกถ้อยคำ จะมิได้มีข้อความระบุการเข้าประชุมของโจทก์ ก็ถือได้ว่ามีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและมีการแจ้งข้อความให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแล้ว

จำเลยทั้งสอง ฎีกาต่อไปว่า โจทก์ไม่เสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีเสียงข้างมากในองค์ประชุมของทั้งที่ประชุมคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท อีกทั้งการขายที่ดินของบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด ให้แก่บริษัทไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด โดยผ่านบริษัทเหมืองทิพ จำกัด กลับจะเป็นประโยชน์แก่โจทก์เนื่องจากทำให้โจทก์ได้รับกำไรมากยิ่งขึ้นและเป็นการลดภาระทางภาษีซึ่งจะตกถึงโจทก์ด้วย ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ความมุ่งหมายของความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารคือเพื่อคุ้มครองความเด็ดขาดของอำนาจรัฐ แม้กฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจมีแก่ผู้อื่นเป็นองค์ประกอบของความผิดอยู่ด้วย แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ต้องเป็นความเสียหายในตัวเองจากการแจ้งความเท็จหรือจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้น มิใช่ความเสียหายอื่นซึ่งอยู่ห่างไกล สำหรับการกระทำของจำเลยทั้งสอง โจทก์ในฐานะเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยทั้งสอง อ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ย่อมเสียหายอยู่ในตัวแล้ว โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองมีวิธีอื่นอยู่แล้วที่จะให้ได้มาซึ่งมติของคณะกรรมการบริษัททั้งสองโดยไม่ต้องปลอมรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัททั้งสองหรือไม่ อีกทั้งยังเห็นได้อีกว่า ข้อที่ว่าโจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของจำเลยทั้งสอง ในรูปของกำไรหรือการลดภาระภาษีหรือไม่หาเป็นข้อสำคัญแต่ประการใดไม่

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสอง มีกำหนดห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา กัมปนาทแสนยากร
จำเลย — นายกฤษฎา กัมปนาทแสนยากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวินิจ ตั้งกิตติภาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชาย สินเกษม
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7115/2547
#412239
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน แต่การดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินก็เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากบันทึกถ้อยคำ ในเมื่อทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบันทึกถ้อยคำต่างเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารทั้งหมดที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินเช่นนี้ คำว่าสัญญาซื้อขายที่โจทก์อ้างในฟ้องจึงย่อมมีความหมายอยู่ในตัวถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งบันทึกถ้อยคำด้วย เมื่อข้อความในบันทึกถ้อยคำมีข้อความอันเป็นเท็จ จำเลยจึงมีความผิดฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ

ความมุ่งหมายของความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารคือเพื่อคุ้มครองความเด็ดขาดของอำนาจรัฐแม้กฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจมีแก่ผู้อื่นเป็นองค์ประกอบของความผิดอยู่ด้วย แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ต้องเป็นความเสียหายในตัวเองจากการแจ้งความเท็จหรือจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นมิใช่ความเสียหายอื่นซึ่งอยู่ห่างไกล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันทำรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทอันเป็นเท็จและได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้จดข้อความอันเป็นเท็จในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะทำให้บริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด ขายที่ดินได้ราคาน้อยกว่าความเป็นจริง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 267 จำคุกคนละ 5 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ และจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นและเป็นกรรมการบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด และบริษัทเหมืองทิพ จำกัด การกระทำในนามบริษัททั้งสอง จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อร่วมกับโจทก์หรือจำเลยที่ 2 คนหนึ่งคนใด พร้อมประทับตราบริษัทแทนบริษัททั้งสองได้ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2536 ได้มีการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2450 ตำบลบ้านโพ อำเภอบางปะอิน (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ของบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด ให้แก่บริษัทเหมืองทิพ จำกัด ในราคา 35,950,000 บาทและต่อมาวันที่ 3 ธันวาคม 2536 ได้มีการจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวจากบริษัทเหมืองทิพ จำกัด ให้แก่บริษัทไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด ในราคา 134 ล้านบาท ทั้งนี้ ในการจดทะเบียนขายระหว่างบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด และบริษัทเหมืองทิพ จำกัด เป็นการจดทะเบียนขายโดยอ้างรายงานการประชุมบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด ซึ่งมีข้อความว่ากรรมการบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด เข้าร่วมประชุม 3 คน โดยมีโจทก์เป็นประธานการประชุม และที่ประชุมอนุมัติให้ขายที่ดินดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ และอ้างรายงานการประชุมบริษัทเหมืองทิพ จำกัด ซึ่งมีข้อความว่ากรรมการบริษัทเหมืองทิพ จำกัด เข้าร่วมประชุม 5 คน โดยโจทก์เป็นประธานการประชุม และที่ประชุมมีมติขอซื้อที่ดินดังกล่าวตามที่จำเลยที่ 1 เสนอ ส่วนผู้ดำเนินการในการจดทะเบียนคือนายวิศณุซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากบริษัททั้งสองโดยจำเลยทั้งสอง ความปรากฏว่าโจทก์มิได้เข้าประชุมตามรายงานการประชุมทั้งสองครั้งดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อ 2 ว่า เอกสารที่ศาลล่างทั้งสองฟังว่ามีข้อความอันเป็นเท็จคือบันทึกถ้อยคำมิใช่สัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งบันทึกถ้อยคำดังกล่าวมิใช่เป็นข้อที่โจทก์ประสงค์จะให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองหลงต่อสู้ข้อนี้ อีกทั้งบันทึกถ้อยคำดังกล่าวนี้มิใช่เป็นเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการที่มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน การลงโทษจำเลยทั้งสองของศาลล่างทั้งสองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในปัญหานี้การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดคือข้อที่โจทก์บรรยายในคำฟ้องข้อ 3 ว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมอบอำนาจให้นายวิศณุเป็นผู้รับมอบอำนาจให้ขายและซื้อที่ดิน และได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างบริษัททั้งสองอันเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นหลักฐานว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัททั้งสองมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขายและซื้อที่ดิน ซึ่งความจริงแล้วที่ประชุมคณะกรรมการบริษัททั้งสองมิได้มีมติดังกล่าวแต่ประการใด ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน ซึ่งหมายถึงเอกสารหมาย จ.10 (ตรงกับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 6) มิได้บรรยายว่าจำเลยทั้งสองแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในบันทึกถ้อยคำอันหมายถึงเอกสารหมาย จ.15 แต่การดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินตามหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.10 ก็เป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 ในเมื่อทั้งหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเอกสารหมาย จ.10 และบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 ต่างเป็นส่วนหนึ่งของเอกสารทั้งหมดที่เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินเช่นนี้ คำว่าสัญญาซื้อขายที่โจทก์อ้างในฟ้องจึงย่อมมีความหมายอยู่ในตัวถึงเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 ด้วย และเอกสารดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินการของเจ้าพนักงานที่ดินตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าข้อความในบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทที่อ้างในบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 มีข้อความอันเป็นเท็จ การลงโทษจำเลยทั้งสองของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้ จึงไม่ต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อ 1 ที่โต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองไม่หมดทุกข้อ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อ 5 ว่า บันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 มีข้อความแต่เพียงว่ามีรายงานการประชุมโดยมิได้ระบุไปถึงว่าโจทก์เข้าประชุมข้อความในบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ.15 จึงไม่เป็นข้อความอันเป็นเท็จนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ในเมื่อการให้ถ้อยคำในบันทึกถ้อยคำ จ.15 เป็นการให้ถ้อยคำในฐานะผู้ซื้อที่ดินซึ่งเป็นบริษัทจำกัด โดยในบันทึกถ้อยคำดังกล่าวระบุว่าประสงค์จะซื้อที่ดินและจดแจ้งด้วยว่าได้ยื่นเอกสารต่าง ๆ รวมทั้งรายงานการประชุมของคณะกรรมการบริษัท การให้ถ้อยคำดังกล่าวย่อมมีความหมายอยู่ในตัวว่าการดำเนินการของบริษัทได้ดำเนินการตามที่ระบุไว้ในรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัทประกอบในการทำสัญญาซื้อขาย ดังนั้น แม้ข้อความในบันทึกถ้อยคำจะมิได้มีข้อความระบุการเข้าประชุมของโจทก์ก็ถือได้ว่ามีการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานและมีการแจ้งข้อความให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จแล้ว

จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปในข้อ 3 และข้อ 4 ว่า โจทก์ไม่เสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากจำเลยทั้งสองมีเสียงข้างมากในองค์ประชุมของทั้งที่ประชุมคณะกรรมการและที่ประชุมผู้ถือหุ้นของทั้งสองบริษัท อีกทั้งการขายที่ดินของบริษัททิพ อินดัสตรีย์ จำกัด ให้แก่บริษัทไทยผลิตภัณฑ์ยิบซั่ม จำกัด โดยผ่านบริษัทเหมืองทิพ จำกัด กลับจะเป็นประโยชน์แก่โจทก์เนื่องจากทำให้โจทก์ได้รับกำไรมากยิ่งขึ้นและเป็นการลดภาระทางภาษีซึ่งจะตกถึงโจทก์ด้วย ในข้อนี้ศาลฎีกาเห็นว่าความมุ่งหมายของความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานและฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารคือ เพื่อคุ้มครองความเด็ดขาดของอำนาจรัฐ แม้กฎหมายกำหนดให้ถือเอาความเสียหายที่อาจมีแก่ผู้อื่นเป็นองค์ประกอบของความผิดอยู่ด้วย แต่ความเสียหายดังกล่าวก็ต้องเป็นความเสียหายในตัวเองจากการแจ้งความเท็จหรือจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จนั้นมิใช่ความเสียหายอื่นซึ่งอยู่ห่างไกล สำหรับการกระทำของจำเลยทั้งสอง เห็นได้ว่าโจทก์ในฐานะเป็นบุคคลที่ถูกจำเลยทั้งสองอ้างต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์ย่อมเสียหายอยู่ในตัวแล้ว โดยมิพักต้องคำนึงว่าจำเลยทั้งสองมีวิธีอื่นอยู่แล้วที่จะให้ได้มาซึ่งมติของคณะกรรมการบริษัททั้งสอง โดยไม่ต้องปลอมรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัททั้งสองหรือไม่ อีกทั้งยังเห็นได้อีกว่า ข้อที่ว่าโจทก์จะได้รับผลประโยชน์จากการกระทำของจำเลยทั้งสองในรูปของกำไรหรือการลดภาระภาษีหรือไม่ หาเป็นข้อสำคัญแต่ประการใดไม่ ฎีกาจำเลยทั้งสอง ข้อ 3 และข้อ 4 ฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งสองฎีกาในข้อ 6 ว่า การดำเนินการจัดทำรายงานการประชุมคณะกรรมการบริษัททั้งสองของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้รับอนุมัติจากโจทก์ด้วยวาจาแล้วอีกทั้งในการมอบอำนาจให้นายวิศณุไปดำเนินการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินก็เป็นการดำเนินการตามที่รับมอบหมายจากโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่า ในข้อนี้จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นว่าในชั้นฎีกา จึงไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 อีกทั้งเป็นข้อที่ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้

จำเลยทั้งสองฎีกาต่อไปในข้อ 7 ขอให้รอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองสืบเนื่องจากการเป็นผู้บริหารบริษัททั้งสองซึ่งเป็นบริษัทของครอบครัวที่ตั้งขึ้นโดยบิดามารดาและบริหารแบบไม่มีระเบียบพิธี สภาพแห่งความเสียหายที่โจทก์ได้รับจากการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง จึงมีลักษณะที่เยียวยาได้ด้วยมาตรการทางแพ่งอยู่แล้ว ประกอบกับโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงเป็นโทษจำคุกระยะสั้นและไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะแห่งความผิดตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดี โดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยทั้งสองมีกำหนดห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 137 ม. 267
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา กัมปนาทแสนยากร
จำเลย — นายกฤษฎา กัมปนาทแสนยากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7104/2547
#412089
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ-9034 เชียงราย แล้ว รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ-9034 เชียงราย กระเด็นมาเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันหมายเลขเครื่อง เจ.ที 172 เอส.ซี 1100066869 หมายเลขเครื่องยนต์ 3 เอส-1996985 ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์ได้รับประกันภัยไว้จนอยู่ในสภาพใช้การได้ดีดังเดิมโดยเสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่เป็นเงิน 116,343 บาท คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและอ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บุคคลอื่นแล้วทำให้กระเด็นมาเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แล้วทำให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมรถยนต์คันที่ได้รับประกันภัยไว้จนใช้การได้ดังเดิม โดยเสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่เป็นเงิน 116,343 บาท ส่วนการที่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันไว้จะได้รับความเสียหายในส่วนไหน เสียหายอย่างไร โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมรายการใดบ้างนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้หาใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจะต้องบรรยายมาในคำฟ้องไม่ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 119,978 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 116,343 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า รถคันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายอะไรบ้าง เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยว่าชิ้นส่วนหรืออะไหล่ส่วนใดเสียหายบ้าง ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ทราบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิฉัยตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องในส่วนค่าเสียหายว่าเหตุที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ-9034 เชียงราย แล้ว รถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ผ-9034 เชียงราย กระเด็นมาเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันหมายเลขเครื่อง เจ.ที 172 เอส.ซี 1100066869 หมายเลขเครื่องยนต์ 3 เอส-1996985 ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เป็นเหตุให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้ซ่อมแซมรถยนต์คันที่โจทก์ได้รับประกันภัยไว้จนอยู่ในสภาพใช้การได้ดีดังเดิมโดยเสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่เป็นเงิน 116,343 บาท ตามสำเนาใบเสร็จรับเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 คำบรรยายฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์บุคคลอื่นแล้วทำให้กระเด็นมาเฉี่ยวชนกับรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 แล้วทำให้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย โจทก์ดำเนินการซ่อมแซมรถยนต์คันที่ได้รับประกันภัยไว้จนใช้การได้ดังเดิม โดยเสียค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่เป็นเงิน 116,343 บาท ส่วนการที่รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้จะได้รับความเสียหายในส่วนไหน เสียหายอย่างไร โจทก์ต้องเสียค่าอะไหล่และค่าซ่อมรายการใดบ้างนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ หาใช่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาซึ่งจะต้องบรรยายมาในคำฟ้องไม่ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 222 ม. 420 ม. 861
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
บริษัทวชิระธนสินประกันภัย จำกัด
โจทก์ — หรือบริษัทไทยธนกิจประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายบรรจงศักดิ์ ใจหวาน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2547
#113197
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อจากผู้ให้เช่าซื้อยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง ซึ่งมีราคามากกว่าราคาค่าเช่าซื้อที่ยังเหลืออยู่จำนวนมาก เมื่อผู้เช่าซื้อจะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ผู้ร้องก็ปฏิเสธ แสดงเจตนาว่าผู้ร้องต้องการรถยนต์บรรทุกของกลาง ซึ่งมีราคามากกว่าที่ตนควรจะได้ การยื่นคำร้องขอคืนของกลางจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอคืนของกลาง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 ให้คืนของกลางแก่เจ้าของ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ริบรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 93-2501 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องได้รับชำระค่าเช่าซื้อจากผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อนับตั้งแต่วันโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อจนถึงงวดประจำเดือนพฤษภาคม 2543 ซึ่งเมื่อนับตั้งแต่ผู้เช่าซื้อชำระงวดแรกจนถึงงวดประจำเดือนพฤษภาคม 2543 ผู้เช่าซื้อยังค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก 2 งวด เป็นเงิน 55,757.70 บาท แต่เมื่อผู้เช่าซื้อนำค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระมาชำระให้ผู้ร้อง ผู้ร้องกลับปฏิเสธไม่ยอมรับชำระค่าเช่าซื้อ ทั้งที่ค่าเช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อเหลือเพียง 2 งวด เป็นเงินจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับราคารถยนต์บรรทุกของกลาง และหากผู้เช่าซื้อไม่ชำระค่าเช่าซื้อหรือปฏิบัติตามหนังสือบอกกล่าวข้างต้นผู้ร้องก็อาจใช้สิทธิฟ้องร้องให้ผู้เช่าซื้อปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้อได้ แต่ผู้ร้องกลับยืนคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งมีราคามากกว่าราคาค่าเช่าซื้อที่ยังเหลืออยู่จำนวนมาก เมื่อผู้เช่าซื้อจะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ผู้ร้องก็ปฏิเสธ แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าผู้ร้องต้องการรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งมีราคามากกว่าที่ตนควรจะได้ การที่ผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องขอคืนของกลางจึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 5 แห่ง ป.พ.พ. ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องต่อไปเพราะไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.พ.พ. ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดระยอง
ผู้ร้อง — บริษัทบางกอก แคปปิตอล เวนเจอร์ จำกัด
จำเลย — นายวัชระ เรืองรัตนาภรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดระยอง — นางสาวดวงใจ นาคินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7084/2547
#411731
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์แข่งกันประมาณ 400 คัน ด้วยความคึกคะนองและด้วยความเร็วสูง แซงซ้ายแซงขวา โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นนั้น นอกจากจะก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนผู้อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับถนนที่จำเลยกับพวกขับรถแข่งกันแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นอีกด้วย ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 20 ปี สมควรมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว ไม่มีเหตุรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย

ความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือนร้อนของผู้อื่นและแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษจำเลยตาม ป.อ. ตาม 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 134, 160, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง กับสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ชั่วคราวของจำเลยและใช้วิธีการเพื่อความปลอดภัยโดยเรียกประกันทัณฑ์บนแก่จำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 134, 160, 160 ทวิ จำคุก 2 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน ริบของกลาง คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังมีกำหนด 1 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ในส่วนที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางไม่ชอบ เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง และปัญหาดังกล่าวมิใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยอันเป็นการพิพากษาเกินคำขอนั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ คำพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 20 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2546 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางตามคำขอท้ายฟ้องแล้ว ส่วนที่ให้ยกคำขออื่นนั้นหมายถึงให้ยกคำขอท้ายฟ้องอื่นนอกจากคำขอให้ริบของกลาง เมื่อจำเลยมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้ริบของกลาง คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางจึงยุติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 หยิบยกปัญหาเรื่องริบของกลางขึ้นมาวินิจฉัยและพิพากษาให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางซ้ำอีกครั้ง โดยเห็นว่าศาลชั้นต้นยกคำขอให้ริบของกลางโดยไม่ได้มีคำวินิจฉัยในส่วนนี้เป็นการไม่ถูกต้องนั้นเป็นการพิพากษาโดยผิดหลง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขและกรณีไม่เปลี่ยนแปลงผลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยร่วมกับพวกขับรถจักรยานยนต์แข่งกันประมาณ 400 คัน ด้วยความคึกคะนองและด้วยความเร็วสูง แซงซ้ายแซงขวา โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นนั้น นอกจากจะก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนผู้อยู่ในละแวกใกล้เคียงกับถนนที่จำเลยกับพวกขับรถแข่งกันแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่นอีกด้วย ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 20 ปี สมควรมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือนร้อนของผู้อื่น และแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ศาลล่างทั้งสองมิได้ปรับบทกฎหมายที่ใช้ลงโทษแก่จำเลยให้ชัดเจน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (8), 134 วรรคหนึ่ง, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 (8) ม. 134 วรรคหนึ่ง ม. 160 วรรคสาม ม. 160 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสงขลา
จำเลย — นายโชคชัย รัตนเกษร
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7077/2547
#412088
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเงินที่โจทก์ร่วมและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนไปโดยอ้างว่ามีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นและเงินส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนร่วมกัน เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกัน เงินที่จำเลยนำไปดังกล่าวจึงเป็นของผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจนกว่าจะมีการเลิกการเป็นหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชี ดังนั้น แม้จำเลยจะมีความประสงค์จะเลิกเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ร่วม แต่เมื่อยังไม่มีการตกลงเลิกหุ้น ทั้งยังไม่มีการชำระบัญชีว่าเงินส่วนนี้จะเป็นของโจทก์ร่วมและจำเลยจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะนำเงินที่เป็นของหุ้นส่วนไปใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนตัว เมื่อจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก็หลบหนีไม่ยอมกลับไปทำงานอีกจนเกือบหนึ่งปีจึงถูกจับกุม ย่อมแสดงได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไปเป็นของตนเองโดยทุจริต จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 468,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ห้างหุ้นส่วนจำกัดแกรนด์ เฮ้าส์ คอนสตรัคชั่น ผู้เสียหายยี่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 468,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่าโจทก์ร่วมเป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีนายดานัย อ่ำบุญ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์ร่วมกับจำเลยเข้าเป็นหุ้นส่วนกันเพื่อทำงานรับเหมาก่อสร้าง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2540 บริษัทที.เจ.พี. เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด สั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 468,000 บาท เพื่อชำระหนี้ค่าก่อสร้างแก่โจทก์ร่วมโดยระบุชื่อโจทก์ร่วมเป็นผู้รับเงิน เมื่อโจทก์ร่วมนำเช็คเข้าบัญชีแล้วนายดานัยได้เบิกเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้แก่จำเลยเพื่อนำไปชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแก่บริษัทเจริญชัยค้าวัสดุ จำกัด ถ้ามีส่วนเหลือให้นำไปจ่ายแก่คนงาน แต่จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วไม่ไปทำงานกับโจทก์ร่วมอีกมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยเอาเงินจำนวน 468,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันในฐานะหุ้นส่วนไป แต่อ้างว่าไม่มีเจตนาทุจริตเพราะจำเลยมีสิทธิได้รับเงินค่าหุ้นและเงินส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนร่วมกัน เห็นว่า เมื่อโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกันเงินที่จำเลยนำไปดังกล่าวเป็นของผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันจนกว่าจะมีการเลิกการเป็นหุ้นส่วนและมีการชำระบัญชีกัน ดังนั้น แม้จำเลยจะมีความประสงค์จะเลิกเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ร่วมแต่เมื่อยังไม่มีการตกลงเลิกหุ้นทั้งยังไม่มีการชำระบัญชีว่าเงินส่วนนี้จะเป็นของโจทก์ร่วมและจำเลยมีจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิโดยชอบที่จะนำเงินที่เป็นของหุ้นส่วนไปใช้เป็นประโยชน์แก่ส่วนตัวโดยเฉพาะเมื่อจำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้วก็หลบหนีไม่ยอมกลับไปทำงานอีกจนเกือบหนึ่งปีจึงถูกจับกุม พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงได้ว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองเงินจำนวน 468,000 บาท ที่โจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวนั้นไปเป็นของตนเองโดยทุจริต จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานยักยอก ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยไม่ได้ทุจริตและพิพากษาฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เห็นว่าตามพฤติการณ์มิใช่เรื่องร้ายแรง การลงโทษจำคุกจำเลยในกรณีเช่นนี้น่าจะไม่เป็นผลดีต่อสังคมโดยรวม โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้โดยให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 468,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมและจำเลยเป็นหุ้นส่วนกัน จึงเป็นเจ้าของร่วมกันในจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวด้วย"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 234,000 บาท แก่โจทก์ร่วม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (1) ม. 352
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — ห้างหุ้นส่วนจำกัดแกรนด์เฮ้าส์ คอนสตรัคชั่น
จำเลย — นายศุภกฤตหรือศุภกิจ มูลทองชุน
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมบัติ จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7065/2547
#411537
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (1) วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 3 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลย 3 เดือนแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพเพราะเจ้าพนักงานตำรวจแนะนำว่าจำเลยจะถูกลงโทษเพียงเล็กน้อยนั้น เห็นว่า ฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการยกเว้นข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลย และมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ทรัพย์ที่จำเลยลักทั้งหมดเป็นเพียงเครื่องสำอางที่ใช้สำหรับสตรีโดยทั่วไปและมีราคารวมกันเล็กน้อยเพียง 435 บาท โดยภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้รับทรัพย์ทั้งหมดคืนแล้วและไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยอีก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่ร้ายแรงนัก ประกอบกับจำเลยเป็นหญิง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวและเพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรกยังอยู่ในวิสัยที่พนักงานคุมประพฤติจะแก้ไขฟื้นฟูให้จำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยสักครั้งโดยรอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ เพื่อจำเลยจะได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและสามารถประกอบสัมมาชีพหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นกักขังแทนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นแต่เพื่อป้องปรามมิให้จำเลยหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติจำเลยด้วย

อนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 4,000 บาท อีกสถานหนึ่ง จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกจำเลยไม่เปลี่ยนเป็นกักขัง แต่ให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลย 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 15 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นางพรกมล ปิยะสุขสำราญ
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7064/2547
#411728
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาประกันภัยค้ำจุนตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 กำหนดให้ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อ ฉ. ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบอันเป็นองค์ประกอบสำคัญของบทบัญญัติดังกล่าว การที่โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 จ-กรุงเทพมหานคร ขอให้ร่วมรับผิดในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ค้นที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยโดยประมาทชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยและมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันนี้มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับ ฉ. ผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด ศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องหาได้ไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหายจากการทำละเมิดจำนวน 172,984.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 167,743 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ระหว่างพิจารณา ศาลมีคำสั่งเรียกบริษัทนิวอินเดีย แอสชัวรันซ์ จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 3

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 172,984.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากเงินต้น 167,743 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และจำเลยร่วม

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 จ - 1722 กรุงเทพมหานคร โดยนายฉัตรา ผลพันชิน เป็นผู้เอาประกันภัย ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.14 จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวด้วยความประมาท ฝ่าสัญญาไฟจราจรสีแดง เป็นเหตุให้รถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ศ - 1148 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 167,743 บาท โจทก์ได้ชำระค่าซ่อมจำนวนดังกล่าวให้ผู้เอาประกันภัยรถคันดังกล่าวแล้วตามสัญญาประกันภัย โจทก์จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 เป็นการประกันความเสียหายอันเกิดจากรถยนต์ที่เอาประกันภัยไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น ในเมื่อผู้เอาประกันภัยขับหรือยินยอมให้ผู้อื่นขับ การประกันภัยค้ำจุนจึงมุ่งที่ตัวบุคคลผู้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยในขณะเกิดเหตุเป็นสำคัญยิ่งกว่าตัวบุคคลผู้เอาประกันภัย จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามกรมธรรม์ประกันภัย เอกสารหมาย จ.14 ซึ่งมีเงื่อนไขแนบท้ายกรมธรรม์ดังกล่าวข้อ 2.6 ที่ระบุว่า "บริษัทจะถือว่าบุคคลใดซึ่งขับขี่รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยเสมือนหนึ่งเป็นผู้เอาประกันภัย" เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวในฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 9 จ - 1722 กรุงเทพมหานคร ขอให้ร่วมรับผิดในผลละเมิดที่จำเลยที่ 1 ขับรถคันที่จำเลยที่ 2 รับประกันภัยโดยประมาทชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหาย เช่นนี้ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 นั่นเอง แต่ตามมาตรา 887 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "อันว่าประกันภัยค้ำจุนนั้น คือสัญญาประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยตกลงว่าจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามผู้อาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่งและซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ" แสดงว่าผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิดต่อเมื่อเป็นวินาศภัยซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ ดังนั้น จำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยจะใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ต่อเมื่อนายฉัตราผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของบทบัญญัติดังกล่าว แต่โจทก์หาได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าใครเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยและมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์คันนี้มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับนายฉัตราผู้เอาประกันภัย ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ด้วย คำฟ้องของโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นประเด็นแห่งคดีที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด และศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง และปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 172 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทไทยศรีนครประกันภัย จำกัด
จำเลยร่วม — บริษัทนิวอินเดีย แอสชัวรันซ์ จำกัด
จำเลย — นายธงชัย โพธิ์อินทร์ กับพวก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7062/2547
#411725
เปิดฉบับเต็ม

แม้หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจช่วง และสัญญาโอนสินทรัพย์ เป็นสำเนาเอกสาร แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาซึ่งบันทึกเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีในช่วงเวลาที่โจทก์นำสืบอ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการนำสืบสำเนาเอกสารว่าไม่ถูกต้อง ศาลไม่ควรรับเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 125 คงมีแต่เพียงคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารใช่หรือไม่เท่านั้น ถือว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้ว จึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 93 (1) ส่วนหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องเป็นต้นฉบับเอกสาร การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการโอนหนี้ด้อยคุณภาพตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 9 ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ หรือบอกกล่าวการโอนตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 โจทก์จึงเข้าสวมสิทธิของธนาคาร ท เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองได้ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น การฟ้องคดีของโจทก์ฟ้องโดยอาศัยข้อสันนิษฐานอื่นไม่ใช่ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 8 (9) เรื่องการทวงถาม จึงไม่ต้องทวงถามก่อนฟ้อง โจทก์มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและมีคำพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ให้การต่อสู้คดี และขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ 15342/2538 ต้นเงินและดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องรวมจำนวน 4,616,129.27 บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีต้นฉบับเอกสารการโอนสิทธิเรียกร้อง ต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้ความยินยอมในการโอน และโจทก์ไม่ได้ทวงถามก่อนฟ้อง การฟ้องคดีของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น โจทก์มีนายธนาชัย นิติสโมสร ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความเป็นพยานว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาศาลแพ่งดังกล่าว และหนี้สินด้อยคุณภาพประการอื่นมาจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาสัญญาและหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.7 และ จ.8 ในการดำเนินคดีโจทก์ โดยนายสมศักดิ์ ขุนเจริญ มอบอำนาจช่วงให้พยานเป็นผู้ดำเนินคดี ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 เห็นว่า แม้หนังสือมอบอำนาจ หนังสือมอบอำนาจช่วงและสัญญาโอนสินทรัพย์ เอกสารหมาย จ.3 จ.4 และ จ.7 เป็นสำเนาเอกสาร แต่ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 31 มกราคม 2545 ซึ่งบันทึกเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีในช่วงเวลาที่โจทก์นำสืบอ้างสำเนาเอกสารดังกล่าวเป็นพยาน จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านการนำสืบสำเนาเอกสารว่าไม่ถูกต้อง ศาลไม่ควรรับเป็นพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 125 คงมีแต่เพียงคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านนายธนาชัยว่าเอกสารดังกล่าวเป็นสำเนาเอกสารใช่หรือไม่เท่านั้น ถือว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับว่าสำเนาเอกสารนั้นถูกต้องแล้วจึงรับฟังเอกสารดังกล่าวเป็นพยานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 93 (1) ส่วนหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องเอกสารหมาย จ.8 เป็นต้นฉบับเอกสารการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการโอนหนี้ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกหนี้ หรือบอกกล่าวการโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 โจทก์จึงเข้าสวมสิทธิของธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองได้ หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ตามคำพิพากษามีจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษานั้น การฟ้องคดีของโจทก์ฟ้องโดยอาศัยข้อสันนิษฐานอื่น ไม่ใช่ข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (9) เรื่องการทวงถาม จึงไม่จำต้องทวงถามก่อนฟ้อง โจทก์มีอำนาจฟ้อง

ปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ โจทก์ฟ้องอ้างข้อสันนิษฐานประการหนึ่งว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีทรัพย์สินให้ยึดบังคับคดี และนายธนาชัย นิติสโมสร ให้ถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า ฝ่ายโจทก์เคยตรวจสอบทรัพย์สินจำพวกที่ดินของจำเลยทั้งสองที่สำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาห้วยขวาง ไม่พบว่าจำเลยทั้งสองมีทรัพย์สินตามคำขอตรวจรายชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเอกสารหมาย จ.12 จึงไม่อาจบังคับดคีแพ่งได้ กรณีจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) ว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นหน้าที่จำเลยที่ 2 ต้องนำสืบหักล้างว่าตนมีทรัพย์สินและสามารถชำระหนี้ได้ ตามทางนำสืบจำเลยที่ 2 ไม่ได้นำสืบแสดงให้เห็นว่าตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใดที่มีมูลค่าสามารถชำระหนี้ได้ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าตึกแถวห้องเลขที่ 29/8 ตามภาพถ่ายหมาย จ.11 เป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งยังดำเนินธุรกิจอยู่ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้แสดงหลักฐานโฉนดที่ดินที่ปลูกสร้างตึกแถวห้องเลขที่ดังกล่าวหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวอาคารตึกแถวดังกล่าวว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด เอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.4 เป็นเพียงหลักฐานชำระค่าปรับที่บริษัทจำเลยที่ 1 ไม่ได้เสนอบัญชีงบดุลประจำปี ไม่ใช่หลักฐานที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 เป็นมูลค่าที่พอชำระหนี้ ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีทรัพย์สินที่สามารถพอชำระหนี้โจทก์ได้ หรือมีเหตุอันควรประการอื่นที่ไม่ควรล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดนั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 306
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 93 (1) ม. 125
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 8 (9)
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
จำเลย — บริษัทบ้านนาครไทย-สามัคคี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2547
#113052
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้ว่า "ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยาก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือโดยทางปากหรือทางทวารได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสารพิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการกระทำให้เสียทรัพย์ถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดเพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวางเสียก่อน จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดพ้นขั้นตระเตรียมการแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 358, 359, 80, 33, 32 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง คำขออื่นให้ยก ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างอุทธรณ์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 359 (ที่ถูกมาตรา 359 (2) ), 80 จำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ผู้เสียหาย นายประดิษฐ์ และนายบุญรอด ร่วมกันจับจำเลยได้พร้อมกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษ และขวดสารพิษ ขณะที่จำเลยเดินไปที่กระบือ ผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าของกลางที่ยึดได้มีเพียงกระบอกฉีดยาที่มีสารพิษและขวดสารพิษโดยไม่พบเข็มฉีดยาด้วย จำเลยจึงไม่สามารถฉีดสารพิษเข้าสู่ภายในตัวกระบือได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพยายามฉีดสารพิษให้กระบือของผู้เสียหาย แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเพียงแต่จับเชือกที่ผูกกระบือและกระบอกฉีดยาไม่มีเข็มฉีดยา ฟ้องโจทก์จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางพิจารณาในสาระสำคัญต้องยกฟ้องนั้น เห็นว่า คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรม ให้ความหมายไว้ว่า "ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยา ก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือ ทางปากหรือทางทวารได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสารพิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการทำให้เสียทรัพย์ถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวางเสียก่อน และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 358
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษ์
จำเลย — นายสมบูรณ์ อินธิเดช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ — นายคมสัน ภูมิภัคเมธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2547
#412234
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้ว และจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสารพิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการทำให้เสียทรัพย์ ถือว่าลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด จึงเป็นความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยฉีดสารพิษให้กระบือ อันเป็นทรัพย์ซึ่งเป็นปศุสัตว์ของผู้เสียหาย เพื่อให้กระบือตาย จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอดกระบือของผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358, 359, 80, 33, 32 และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 (ที่ถูกมาตรา 359 (2)), 80 จำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้องผู้เสียหาย นายประดิษฐ์และนายบุญรอดร่วมกันจับจำเลยได้พร้อมกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษ และขวดสารพิษขณะที่จำเลยเดินไปที่กระบือผู้เสียหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าของกลางที่ยึดได้มีเพียงกระบอกฉีดยาที่มีสารพิษและขวดสารพิษโดยไม่พบเข็มฉีดยาด้วย จำเลยจึงไม่สามารถฉีดสารพิษเข้าสู่ภายในตัวกระบือได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ถึงขั้นลงมือกระทำความผิด และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยพยายามฉีดสารพิษให้กระบือของผู้เสียหายแต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยเพียงแต่จับเชือกที่ผูกกระบือและกระบอกฉีดยาไม่มีเข็มฉีดยา ฟ้องโจทก์จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่ได้จากทางพิจารณาในสาระสำคัญต้องยกฟ้องนั้น เห็นว่า คำว่า "ฉีด" ตามพจนานุกรมให้ความหมายไว้ว่า "ใช้กำลังอัดหรือดันของเหลวพุ่งออกจากช่องเล็ก ๆ" ดังนั้น กระบอกฉีดยาที่ไม่มีเข็มฉีดยา ก็สามารถฉีดของเหลวเข้าสู่ร่างกายกระบือทางปากหรือทางทวารได้ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีกระบอกฉีดยาบรรจุสารพิษไว้แล้วและจำเลยกำลังจับเชือกที่ผูกกระบือของผู้เสียหายซึ่งพร้อมที่จะลงมือฉีดสารพิษใส่เข้าไปในตัวกระบือ การกระทำของจำเลยดังนี้ใกล้ชิดต่อผลแห่งการทำให้เสียทรัพย์ ถือว่าเป็นการลงมือกระทำความผิดแล้วแต่กระทำไปไม่ตลอด เพราะผู้เสียหายมาพบและเข้าขัดขวางเสียก่อน และเมื่อศาลฎีกาฟังว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาดังกล่าวถือว่าจำเลยได้ลงมือกระทำความผิดแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้อง จำเลยจึงมีความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดกันทรลักษณ์
จำเลย — นายสมบูรณ์ อินธิเดช
ชื่อองค์คณะ
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7035/2547
#266566
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวันถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน และเหตุรับของโจร เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 วันเวลากระทำความผิดในคดีก่อนและคดีนี้ทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรต่างกัน โจทก์จะฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกันหรือจะแยกฟ้องเป็นคนละคดีก็ได้ เมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้คนละคดีเป็นรายกระทงความผิด และจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในชั้นพิจารณาของแต่ละคดี จึงเป็นการรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานรับของโจรในแต่ละคดี ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระคนละกระทงความผิดกัน แม้ว่าจำเลยจะถูกจับในวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 วันเดียวกัน และเจ้าพนักงานตรวจยึดทรัพย์ของผู้เสียหายได้จากจำเลยในคราวเดียวกัน แต่วันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยถูกจับมิใช่วันกระทำความผิด และทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนต่างรายกัน ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดวันเดียวกัน แม้คดีก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เมื่อการกระทำความผิดต่างกรรมกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335, 357, 92 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 113,300 บาท แก่เจ้าของ เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 คดีหมายเลขดำที่ 7341/2544, 8458/2544 และ 8991/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีทั้งหมดที่โจทก์ขอเพิ่มโทษ และนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์และคำขอให้คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ให้ยก นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อในคดีหมายเลขดำที่ 7341/2544, 8458/2544 และ 8991/2544 ของศาลชั้นต้น นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีหมายเลขดำที่ 7341/2544 และ 8458/2544 ศาลได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ ส่วนคดีหมายเลขดำที่ 8891/2544 ได้นำมานับต่อจากคดีนี้แล้ว จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ?ปัญหาตามฎีกาของจำเลยมีว่า การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียว กับการกระทำความผิดของจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจร ให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน และคดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2544 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 จึงเห็นได้ว่าวันเวลากระทำความผิดในคดีก่อนและคดีนี้ทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรต่างกัน โจทก์จะฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกันหรือจะแยกฟ้องเป็นคนละคดีก็ได้ เมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้คนละคดีเป็นรายกระทงความผิด และจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในชั้นพิจารณาของแต่ละคดี จึงเป็นการรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานรับของโจรในแต่ละคดี ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระคนละกระทงความผิดกัน ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับในวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 วันเดียวกัน และเจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ของผู้เสียหายได้จากจำเลยในคราวเดียวกัน เห็นว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยถูกจับมิใช่วันกระทำความผิด และทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนต่างรายการกัน มิใช่ทรัพย์ของผู้เสียหายคนเดียวกัน ถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดวันเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในชั้นสอบสวน โดยมีเจตนาเดียวคือรับของโจรทั้งหมด มิได้รับของโจรต่างกรรมกันตามที่โจทก์นำมาแยกฟ้องในภายหลัง ก็เป็นเพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนเท่านั้น มิใช่คำให้การจำเลยชั้นพิจารณาในคดีที่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นคนละคดีกันแล้ว ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในแต่ละคดีคนละคราวกัน ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับซื้อของโจรทั้งหมดในวันเวลาและสถานที่เดียวกันนั้น เป็นการโต้เถียงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพ และเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แม้คดีก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้กับคดีก่อนเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 357
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนิศารัตน์ สุจริต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นางสาวดวงฤดี คงหนู
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7028/2547
#411727
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อน โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 และเหตุรับของโจรเกิดวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน หลังจากที่คนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้ว ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด แม้จำเลยถูกจับทั้งสองคดีในวันเดียวกัน แต่วันถูกจับมิใช่วันกระทำความผิด เมื่อวันเวลากระทำความผิดในคดีก่อนและคดีนี้ทั้งในฐานลักทรัพย์และรับของโจรต่างกัน ทั้งทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนต่างรายกัน แม้คดีก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 92 เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย และนับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 คดีหมายเลขดำที่ 7341/2544, 8458/2544 และ 8990/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีทั้งหมดที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 และคดีหมายเลขดำที่ 8990/2544 หมายเลขแดงที่ 1698/2545 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อในคดีหมายเลขดำที่ 7341/2544 และ 8458/2544 ของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า เป็นปัญหาฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นี้ เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ แต่ในศาลชั้นต้นก็ยกขึ้นฎีกาต่อศาลฎีกาได้ แต่ที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยมิได้บรรยายว่าฟ้องโจทก์มีข้อความเคลือบคลุมอย่างไรบ้าง จึงเป็นฎีกาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อสองมีว่า การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้เป็นกรรมเดียวกับการกระทำความผิดของจำเลยตามคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานรับของโจรให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว และฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ เห็นว่า คดีดังกล่าวโจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน หลังจากที่คนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้ว ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ส่วนคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เหตุลักทรัพย์เกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 จำเลยถูกจับวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน และเหตุรับของโจรเกิดเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จึงเห็นได้ว่าวันเวลากระทำความผิดใดคดีก่อนและคดีนี้ทั้งในความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรต่างกันโจทก์จะฟ้องรวมกันมาเป็นคดีเดียวกัน หรือจะแยกฟ้องเป็นคนละคดีก็ได้ เมื่อโจทก์แยกฟ้องจำเลยในคดีก่อนและคดีนี้คนละคดีเป็นรายกระทงความผิด และจำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในชั้นพิจารณาของแต่ละคดี จึงเป็นการรับสารภาพว่ากระทำความผิดฐานรับของโจรในแต่ละคดี ซึ่งเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระคนละกระทงความผิดกัน ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกจับในวันเดียวกัน และเจ้าพนักงานตำรวจยึดทรัพย์ของผู้เสียหายได้จากจำเลยในคราวเดียวกัน เห็นว่า วันดังกล่าวเป็นวันที่จำเลยถูกจับมิใช่วันกระทำความผิด และทรัพย์ที่ยึดได้ก็เป็นทรัพย์ของผู้เสียหายคนละคนต่างรายการกัน มิใช่ทรัพย์ของผู้เสียหายคนเดียวกันถือไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดวันเดียวกัน ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพฐานของโจรกับเจ้าพนักงานตำรวจในวันเวลาและสถานที่เดียวกัน และมีเจตนาว่ารับของโจรทั้งหมดนั้น เป็นเพียงคำให้การรับสารภาพของจำเลยซึ่งเป็นผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนเท่านั้น มิใช่คำให้การจำเลยชั้นพิจารณาในคดีที่โจทก์ได้แยกฟ้องจำเลยเป็นคนละคดีกันแล้ว ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรในแต่ละคดีคนละคราวกันดังได้วินิจฉัยมาแล้วนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยรับซื้อของโจรทั้งหมดในวันเวลาและสถานที่เดียวกันนั้นโดยสุจริต ไม่ทราบว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกคนร้ายลักมานั้น เป็นการโต้เถียงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพและเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า กากระทำความผิดของจำเลยคดีนี้เป็นกรรมเดียวกันกับการกระทำความผิดของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 10095/2544 ของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ แม้คดีก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่เมื่อการกระทำความผิดของจำเลยในคดีก่อนกับคดีนี้เป็นการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า ความผิดที่จำเลยต้องรับตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดพิจิตรเป็นความผิดที่ไม่ซ้ำอนุมาตราเดียวกันกับความผิดในคดีนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 และมาตรา 93 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์มิได้ขอให้เพิ่มกึ่งหนึ่งตามมาตรา 93 ซึ่งเป็นกรณีกระทำความผิดซ้ำอนุมาตราเดียวกัน ตามที่ระบุไว้ในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลา 3 ปี นับแต่วันพ้นโทษ แต่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 92 ซึ่งเป็นกรณีกระทำความผิดใดๆ ในระหว่างที่ยังจะต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลา 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ ดังนั้น แม้ความผิดในคดีนี้กับความผิดในคดีก่อนจะไม่ใช่ความผิดซ้ำอนุมาตราเดียวกันตามที่ระบุไว้ในมาตรา 93 ก็เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 92 ได้โดยชอบ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า มีพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.2542 ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2542 และพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระชนมายุครบ 6 รอบ พ.ศ.2542 จำเลยได้รับโทษและพ้นโทษตั้งแต่ปี 2539 แล้วจึงเพิ่มโทษจำเลยไม่ได้นั้น ไม่ปรากฏว่ามีพระราชบัญญัติล้างมลทินดังกล่าว จำเลยจึงไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางนิศรารัตน์ สุจริต
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ