คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7483/2547
#412123
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ครองผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านผู้คัดค้านที่ 1 และขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ แม้ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 จะใช้ข้อความว่า ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยรับความยินยอมของโจทก์ (ผู้ร้อง) นั้น ก็เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 2 ร้องสอดใช้สิทธิของตนเองเพื่อโต้แย้งกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการร้องขอเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มิใช่มาตรา 57 (2) จึงสามารถใช้สิทธิเสมือนว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 แม้ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องและคำคัดค้านและศาลจะได้สั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จากสารบบความก็คงมีผลเฉพาะคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีคำร้องและคำคัดค้านเดิมตามลำดับที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้คำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ตกไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เด็กหญิง ว. ผู้เยาว์เป็นบุตรของนาย ป. กับนาง อ. เมื่อนาง อ. ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องได้จดทะเบียนสมรสกับนาย ป. ต่อมา นาย ป. ถึงแก่ความตาย ผู้เยาว์จึงไม่มีผู้ปกครอง ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับมารดาของผู้เยาว์ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอว่าเป็นย่าของผู้เยาว์จึงมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยร้องสอดเข้าเป็นผู้ร้องร่วมกับผู้ร้อง โดยได้รับความยินยอมของผู้ร้องและคัดค้านการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์โดยขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอ และผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีคำร้องและคำคัดค้าน อันเป็นข้อพิพาทที่ผู้คัดค้านที่ 2 จะต้องคัดค้านอีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 2 จากสารบบความ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 2 ว่าเป็นการชอบหรือไม่ คดีนี้สืบเนื่องมาจากผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองเด็กหญิง ว. ผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ส่วนผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองของผู้เยาว์ แม้ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์นั้นจะใช้ข้อความว่า ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยได้รับความยินยอมของโจทก์ (ผู้ร้อง) นั้นก็เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 2 ร้องสอดใช้สิทธิของตนเองเพื่อโต้แย้งกับผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการร้องขอเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มิใช่มาตรา 57 (2) จึงสามารถใช้สิทธิเสมือนว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 แม้ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จะขอถอนคำร้องขอและคำคัดค้าน และศาลจะสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จากสารบบความก็คงมีผลเฉพาะคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีคำร้องและคำคัดค้านเดิมตามลำดับที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลทำให้คำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ตกไปด้วยไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งว่าจำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 2 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 มาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ ซึ่งคดีนี้ได้ความจากคำเบิกความของนางอำพรผู้รับมอบอำนาจผู้คัดค้านที่ 2 ว่า เด็กหญิง ว. ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ป. และนาง อ. ตามสูติบัตรเอกสารหมาย ร.ค.5 นาย ป. และนาง อ. บิดามารดาของผู้เยาว์ได้ถึงแก่ความตายแล้วตามมรณบัตรเอกสารหมาย ร.ค.6 และ ร.ค.7 ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นย่าของเด็กหญิง ว. มีความประสงค์ที่จะเป็นผู้ปกครองดูแลผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ 2 ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลล้มละลาย และไม่มีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เยาว์หรือไม่เคยมีคดีในศาลกับผู้เยาว์ ผู้บุพการีของผู้เยาว์ และบิดาผู้เยาว์ที่ตายไม่ได้ทำหนังสือระบุชื่อห้ามไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง และได้ความจากคำเบิกความของผู้เยาว์ว่าประสงค์จะอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 เห็นว่า ผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นย่าของผู้เยาว์และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นผู้ปกครองแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองเด็กหญิง ว."

พิพากษากลับว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองเด็กหญิง ว. ผู้เยาว์ ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 ม. 58
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศิริประกาย ผัดเป้า
ผู้คัดค้าน — นางอำพรรณ ตะนันกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7478/2547
#412120
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาปลอม และยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยากับความผิดฐานขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาปลอมและที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เมื่อยาที่จำเลยผลิต ขาย และมีไว้เพื่อขายดังกล่าวล้วนเป็นจำนวนเดียวกันและถูกเจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานผลิตยาปลอมตาม พ.ร.บ. ยาฯ มาตรา 117 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์เรียงกระทงลงโทษจำเลยมานั้นจึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12, 72, 73 (1), 79, 101, 117, 119, 122, 126 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลางทั้งหมด

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 4, 12 วรรคหนึ่ง, 72 (1) (4), 73 (1), 79, 101, 117 วรรคหนึ่ง, 119 วรรคหนึ่ง, 122, 126 ฐานผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาปลอม หรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักฐานผลิตยาปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ฐานขายหรือมีไว้เพื่อขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นยาปลอมหรือยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักฐานขายยาปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 79 ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การกระทำความผิดของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน เห็นว่า ความผิดฐานผลิตยาแผนปัจจุบันยาปลอม และยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา กับความผิดฐานขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาปลอมและที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา เมื่อยาที่จำเลยผลิตขายและมีไว้เพื่อขายดังกล่าวล้วนเป็นจำนวนเดียวกัน และถูกเจ้าพนักงานยึดไว้เป็นของกลางในคราวเดียวกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษฐานผลิตยาปลอมตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เรียงกระทงโทษจำเลยมานั้นจึงเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านได้ความว่า ยาลูกกลอนดำของกลางในคดีนี้มีส่วนผสมของยาเด็กซ์ซ่าเมธาโซนและยาเพรดนิโซโลน ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันประเภทควบคุมพิเศษ มีสรรพคุณในการรักษาโรคแก้แพ้ โรคข้อ กระดูก โรคที่ไม่ทราบอาการหรือโรคที่ใช้ยาอื่นรักษาแล้วไม่หาย แต่มีผลเสียต่อระบบกระเพาะอาหาร หากรับประทานเป็นเวลานานจะทำให้กระเพาะทะลุได้ และยังมีผลต่อตับและไต ทำให้ไตวายได้ง่าย ยาประเภทนี้มีขายเฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันซึ่งต้องมีเภสัชกรประจำและขายยาตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น การที่จำเลยผลิต ขาย และมีไว้เพื่อขายซึ่งยาลูกกลอนดำของกลาง อันเป็นยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาปลอมและที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา นอกจากเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ของตนโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว การกระทำของจำเลยยังเป็นเหตุให้ยาซึ่งมีผลเสียต่อร่างกายดังกล่าวแพร่ออกสู่ประชาชนโดยปราศจากการควบคุมของรัฐ นับเป็นอันตรายต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับยาลูกกลอนดำของกลางในคดีนี้มีจำนวนมากถึง 1,730 เม็ด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานผลิตยาปลอมมีกำหนด 4 ปี ก่อนลดโทษให้และไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาปลอม และยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา กับความผิดฐานขายและมีไว้เพื่อขายซึ่งยาแผนปัจจุบันที่เป็นยาปลอมและที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานผลิตยาปลอมตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 117 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 117 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย
จำเลย — นางสำรอง แสนสง่า
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7475/2547
#412116
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนกระทำละเมิดต่อโจทก์ไปตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการหรือผู้ใช้ วานยินยอม สั่งและสมประโยชน์ในการที่จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู่ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ประเด็นข้อพิพาทมีว่า จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความดังกล่าว แต่โจทก์คงมี ค. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะไว้จากจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ ตามคำเบิกความของ ค. ดังกล่าวไม่ได้ความว่า ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความสัมพันธ์กันดังที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่อย่างใด ส่วนพยานโจทก์ปากอื่นก็มิได้เบิกความถึงเรื่องนี้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ไปตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการ แม้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ก็เป็นเพียงโจทก์ไม่ประสงค์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ฟังได้ความดังกล่าวตามฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์นำสืบไม่สมฟ้องจึงไม่อาจชนะคดีให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในการทำละเมิดของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยซึ่งมีข้อความระบุให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่ผู้ขับขี่มิใช่ผู้เอาประกันภัยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยโดยโจทก์มิได้ฟ้องเช่นนั้น เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องนอกประเด็น จึงต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ-7712 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนไว้ไปตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 โดยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังชนรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน 6 ท-6685 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ซึ่งมีนายคำหล้า ทาลุมพุก เป็นผู้ขับขณะจอดอยู่บนถนนสิรินธร (ขาออก) เป็นเหตุให้รถยนต์แท็กซี่ของโจทก์เสียหาย โจทก์ต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 474,292.50 บาท และต้องขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่าอัตราวันละ 800 บาท เป็นเวลา 114 วัน เป็นเงิน 91,200 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 607,252.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 565,492.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน 6 ท-6685 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 เหตุเกิดเพราะความประมาทเลินเล่อของนายขวัญ ผู้ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8 ฒ-3086 และนายคำหล้าผู้ขับรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวโดยต่างขับด้วยความเร็วสูงขณะฝนตกถนนลื่น ทำให้รถยนต์ทั้งสองคันดังกล่าวเสียหลักเฉี่ยวชนกัน แล้วไถลไปชนท้ายรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ-7712 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับ ทำให้รถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 3 ขับเสียหลักพุ่งชนท้ายรถยนต์แท็กซี่ที่นายคำหล้าขับอีกครั้งหนึ่ง ความเสียหายของรถยนต์แท็กซี่คันดังกล่าวมีไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยที่ 1 รับประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ-7712 กรุงเทพมหานคร ไว้จากจำเลยที่ 2 มีความรับผิดตามกรมธรรม์ประกันภัยไม่เกิน 500,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 422,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ-7712 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเอาประกันภัยค้ำจุนไว้กับจำเลยที่ 1 โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์แท็กซี่หมายเลขทะเบียน 6 ท-6685 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ซึ่งมีนายคำหล้า ทาลุมพุก เป็นผู้ขับรถ ได้รับความเสียหาย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไปแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 ในฐานะนายจ้างหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนกระทำละเมิดต่อโจทก์ไปตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการหรือผู้ใช้ วาน ยินยอม สั่งและสมประโยชน์ในการที่จำเลยที่ 3 ขับรถยนต์กระบะคันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ก็ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 ประเด็นข้อพิพาทมีว่า จำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 หรือไม่ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความดังกล่าวแต่โจทก์คงมีนายคำหล้าผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน รอ-7712 กรุงเทพมหานครไว้จากจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าวในขณะเกิดเหตุ ตามคำเบิกความของนายคำหล้าดังกล่าวไม่ได้ความว่า ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความสัมพันธ์กันดังที่โจทก์บรรยายฟ้องแต่อย่างใด ส่วนพยานโจทก์ปากอื่นก็มิได้เบิกความถึงเรื่องนี้ ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยที่ 2 และได้ทำละเมิดต่อโจทก์ไปตามคำสั่งหรือได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการ แม้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ไปแล้ว ก็เป็นเพียงโจทก์ไม่ประสงค์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น แต่โจทก์ก็ต้องนำสืบให้ฟังได้ความดังกล่าวตามฟ้องด้วยว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 3 เพราะจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 3 เมื่อโจทก์นำสืบไม่สมฟ้องจึงไม่อาจชนะคดีได้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในการทำละเมิดของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับประกันภัยย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วยที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ตามเอกสารแนบท้ายกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.13 แผ่นที่ 2 ข้อ 2.6 ซึ่งมีข้อความระบุให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่ผู้ขับขี่มิใช่ผู้เอาประกันภัยเพียงแต่ได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยโดยโจทก์มิได้ฟ้องเช่นนั้น เป็นการพิพากษานอกคำฟ้องนอกประเด็นจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไปที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพี.เอฟ.มอเตอร์ จำกัด
จำเลย — บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สุรพล เจียมจูไร
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7474/2547
#113069
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ โดยระบุว่าผู้ร้องเป็นน้องต่างมารดากับโจทก์ ส่วนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ดังนี้ผู้ร้องย่อมเป็นทายาทโดยธรรม อันดับที่ 4 เมื่อผู้ร้องรับว่าผู้เป็นทายาทโดยธรรมอันดับที่ 3 ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของโจทก์ ตาม ป.พ.พ มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า นายทองนาค บิดาโจทก์ทำสัญญาประกันชีวิตกับจำเลยผ่านตัวแทนของจำเลย โดยมีโจทก์เป็น ผู้รับประโยชน์ ต่อมาบิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์แจ้งให้จำเลยทราบและให้จ่ายค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท แก่โจทก์ในฐานะผู้รับประโยชน์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยรับประกันชีวิตนายทองนาค ไว้จริง แต่สำคัญผิดว่านายทองนาคเป็นผู้เอาประกันชีวิต เมื่อนายทองนาคถึงแก่ความตายจึงทราบความจริงว่านายอานันต์ เป็นผู้เอาประกันชีวิตของนายทองนาคโดยเป็น ผู้ชำระเบี้ยประกันภัยซึ่งนายอานันต์ไม่มีความสัมพันธ์ฉันญาติทางสายโลหิตหรือมีส่วนได้เสียใด ๆ กับนายทองนาค จึงไม่มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกัน สัญญาประกันชีวิตจึงไม่ผูกพันจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากฟ้อง (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรมนายทองมาก โดยนางทองมี ผู้แทนโดยชอบธรรมทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์จำนวน 3,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นน้องต่างมารดากับโจทก์ ส่วนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ยังมีชีวิตอยู่แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมอันดับที่ 4 พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของโจทก์เป็นทายาทอันดับที่ 3 และตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมายดังกล่าวเมื่อพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของโจทก์ผู้มรณะ ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะไม่ได้ ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่น ของจำเลย

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ และ ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอเข้าเป็น คู่ความแทนที่ผู้มรณะ และพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1624 (4) ม. 1630 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 42 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญหลาย ขาวผ่อง
ผู้ร้อง — นายทองมาก ขาวผ่อง โดยนางทองมี พิมภูงา ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด — นายสมยศ จันทร์เปล่ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายวุฒิชัย ไวยภาษ
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7474/2547
#412114
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ผู้มรณะ โดยระบุว่าผู้ร้องเป็นน้องต่างมารดากับโจทก์ ส่วนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ดังนี้ผู้ร้องย่อมเป็นทายาทโดยธรรมอันดับที่ 4 เมื่อผู้ร้องรับว่าผู้เป็นทายาทโดยธรรมอันดับที่ 3 ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1630 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 42 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากฟ้อง (วันที่ 11 พฤศจิกายน 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นายทองมาก ขาวผ่อง โดยนางทองมีผู้แทนโดยชอบธรรม ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยปัญหาแรกมีว่านายทองมากโดยนางทองมีมารดาผู้ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำร้องของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นน้องต่างมารดากับโจทก์ ส่วนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับโจทก์ยังมีชีวิตอยู่แต่ไม่สามารถติดต่อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมอันดับที่ 4 พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของโจทก์เป็นทายาทอันดับที่ 3 และตามมาตรา 1630 วรรคหนึ่ง แห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของโจทก์ผู้มรณะ ผู้ร้องจึงไม่เป็นทายาทของโจทก์ผู้มรณะที่จะเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะนั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะไม่ได้ศาลฎีกาไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย"

พิพากษายกคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ และพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1624 (4) ม. 1630 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 42 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญหลาย ขาวผ่อง
นายทองมาก ขาวผ่อง โดยนางทองมี พิมภูงา
ผู้ร้อง — ผู้แทนโดยชอบธรรม
จำเลย — บริษัทไทยประกันชีวิต
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7461/2547
#266575
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของ อ. ว่า ที่ดินและอาคารพิพาทที่ อ. ทำสัญญาเช่าซื้อจากจำเลยเป็นทรัพย์มรดกของ อ. ซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของ อ. ดังกล่าวเอาจาก ม. บุคคลภายนอกผู้เข้ารับสิทธิการเช่าซื้อแทน อ. โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมของ อ.

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อให้แก่นายอภิชาติ ผู้ตายและ/หรือให้แก่กองมรดกของนายอภิชาติในนามของโจทก์ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายเพื่อโจทก์จะได้นำไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคน หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับได้ ให้จำเลยใช้เงิน 192,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะดำเนินการตามคำขอดังกล่าวแล้วเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายอภิชาติโดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2538 ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2524 นายอภิชาติทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแฟลตคลองจั่น ห้องเลขที่ 3/61 จากจำเลยในราคา 192,800 บาท โดยชำระค่าเช่าซื้อล่วงหน้า 8,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 770 บาท รวม 240 เดือน ตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคาร ในวันทำสัญญาเช่าซื้อนายอภิชาติและจำเลยทำบันทึกต่อท้ายสัญญาเช่าซื้อกันว่า "ถ้าผู้เช่าซื้อถึงแก่กรรมลงในระหว่างอายุสัญญาฉบับเดิม ผู้ให้เช่าซื้อยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อใหม่กับบุคคลที่มีนามในลำดับหนึ่งลำดับใดตามลำดับก่อนหลังดังต่อไปนี้ ลำดับที่ 1 ชื่อ นางมาลี?" นายอภิชาติได้ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนเมื่อเดือนกันยายน 2541 ตามใบเสร็จรับเงินงวดที่ 240 แต่ยังไม่ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2542 นายอภิชาติถึงแก่ความตาย ตามมรณบัตร เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2542 นางมาลียื่นคำร้องต่อจำเลยขอรับสิทธิเช่าซื้อของนายอภิชาติ ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทกับนางมาลีในฐานะผู้รับสิทธิการเช่าซื้อแทนนายอภิชาติ ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคาร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่ทายาทของนายอภิชาติหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องโดยอ้างสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของนายอภิชาติว่า ที่ดินและอาคารพิพาทที่นายอภิชาติทำสัญญาเช่าซื้อจากจำเลยเป็นทรัพย์มรดกของนายอภิชาติซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องสิทธิในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของนายอภิชาติดังกล่าวเอาจากนางมาลีบุคคลภายนอกผู้เข้ารับสิทธิการเช่าซื้อแทนนายอภิชาติ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ดินและอาคารพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายอภิชาติ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 1599 ม. 1603 ม. 1620 วรรคแรก
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางศรีสม ชาตะนาวิน
จำเลย — การเคหะแห่งชาติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสาโรจน์ เกษมถาวรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ — นายธวัช เศรษฐมงคล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7455/2547
#113028
เปิดฉบับเต็ม

น. ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์และมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงกระทำการดังกล่าวได้ ขณะยื่นฟ้องคดี น. มอบอำนาจช่วงให้ ว. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ดังนี้ ว. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องแทนโจทก์โดยชอบ แม้ภายหลังเมื่อ ว. ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้ว น. จะมอบอำนาจช่วงให้ ช. เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับหลังนี้ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนก็หามีผลกระทบไปถึงการฟ้องที่ ว. ได้ดำเนินการไปแล้วโดยชอบตามหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับแรกซึ่งได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่ประการใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการผิดสัญญาเช่าซื้อจำนวน 297,562.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะยื่นคำฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดโดยกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์หรือนายนเรนทร์คนใดคนหนึ่งมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงหรือทนายความคนหนึ่งคนใดหรือหลายคนเพื่อให้กระทำการดังกล่าวได้ด้วย และนายนเรนทร์ได้มอบอำนาจให้นายวิชาญเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจ ดังนั้น ขณะยื่นคำฟ้อง นายวิชาญผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้โดยชอบ แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่า ภายหลังเมื่อนายวิชาญลาออกจากบริษัทโจทก์แล้ว นายนเรนทร์จึงได้มอบอำนาจให้นายชัยรัตน์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนตามหนังสือมอบอำนาจอีกฉบับหนึ่ง อันเป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามแล้ว และถึงแม้ขณะที่ทนายโจทก์นำนายชัยรัตน์มาเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์จะมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์บนหนังสือมอบอำนาจฉบับหลังก็ตาม ก็มิใช่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หนังสือมอบอำนาจนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อจะรับฟังว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชัยรัตน์ฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ดังความเห็นของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจฉบับหลังของนายนเรนทร์ที่มอบอำนาจให้นายชัยรัตน์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์จะมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนก็หาได้มีผลกระทบไปถึงการยื่นคำฟ้องที่นายวิชาญได้ดำเนินการไปแล้วโดยชอบตามหนังสือมอบอำนาจฉบับแรก ซึ่งได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่ประการใดไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ เมื่อคดียังมีประเด็นอื่นที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัย กรณีมีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดีต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 47 ม. 56 ม. 60 ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมพงษ์ เหล่าพร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — นายสุรพล คล้ายเนตร
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7455/2547
#412111
เปิดฉบับเต็ม

น. ได้รับมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนโจทก์และมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วยกระทำการดังกล่าวได้ ขณะยื่นฟ้องคดี น. มอบอำนาจช่วงให้ ว. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ดังนี้ ว. ผู้รับมอบอำนาจช่วงจึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องแทนโจทก์โดยชอบ แม้ภายหลังเมื่อ ว. ลาออกจากบริษัทโจทก์แล้ว น. จะมอบอำนาจช่วงให้ ช. เป็นผู้ดำเนินคดีแทนและหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับหลังนี้ไม่ได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนก็หามีผลกระทบไปถึงการฟ้องที่ ว. ได้ดำเนินการไปแล้วโดยชอบตามหนังสือมอบอำนาจช่วงฉบับแรกซึ่งได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่ประการใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 297,562.14 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามอุทธรณ์ข้อกฎหมายของโจทก์ที่ว่า หนังสือมอบอำนาจช่วงตามเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งโจทก์มิได้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ที่ปิดบนเอกสารดังกล่าวจะมีผลให้นายชัยรัตน์ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะยื่นคำฟ้อง โจทก์โดยกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์หรือนายนเรนทร์คนใดคนหนึ่งมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ โดยให้มีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนช่วงหรือทนายความคนหนึ่งคนใดหรือหลายคนเพื่อให้กระทำการดังกล่าวได้ด้วยตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 และนายนเรนทร์ได้มอบอำนาจให้นายวิชาญเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ดังนั้น ขณะยื่นคำฟ้องนายวิชาญผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจยื่นคำฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้โดยชอบ แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของนายชัยรัตน์พยานโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นรับฟังมาว่า ภายหลังเมื่อนายวิชาญลาออกจากบริษัทโจทก์แล้ว นายนเรนทร์จึงได้มอบอำนาจให้นายชัยรัตน์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นเวลาภายหลังจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามแล้ว และถึงแม้ขณะที่ทนายโจทก์นำนายชัยรัตน์มาเบิกความประกอบหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินคดีแทนโจทก์จะมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์บนหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.4 ก็ตาม ก็มิใช่เป็นกรณีที่จะต้องใช้หนังสือมอบอำนาจนั้นเป็นพยานหลักฐานเพื่อจะรับฟังว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายชัยรัตน์ฟ้องจำเลยทั้งสามหรือไม่ดังความเห็นของศาลชั้นต้น ดังนั้น แม้หนังสือมอบอำนาจของนายนเรนทร์ที่มอบอำนาจให้นายชัยรัตน์เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 จะมิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์ให้ถูกต้องครบถ้วนก็หาได้มีผลกระทบไปถึงการยื่นคำฟ้องที่นายวิชาญได้ดำเนินการไปแล้วโดยชอบตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.3 ซึ่งได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าโดยถูกต้องครบถ้วนแล้วแต่ประการใดไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น เมื่อคดียังมีประเด็นอื่นที่ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัย กรณีมีเหตุสมควรให้ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีใหม่ตามรูปแบบคดีต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 60 ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสมพงษ์ เหล่าพร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2547
#411744
เปิดฉบับเต็ม

การสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ซึ่งการแจ้งข้อหาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อต้องการให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าตนจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่นก็ถือได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 69 วรรคสาม จำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี จึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยสมัครใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้อง แม้โคคาอีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงจำนวนถึงข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้ความ หาได้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยฟังข้อสันนิษฐานของกฎหมายมาปรับใช้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 17, 69, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสอง และวรรคสาม ลงโทษจำคุก 18 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 9 ปี ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลย (ที่ถูก จำเลยที่ 1) มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคสาม (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองว่าเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 มีโคคาอีนจำนวน 2 ถุง คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 91.137 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจนั้น เห็นว่า เดิมจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การปฏิเสธ ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การใหม่ว่าขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ตามคำให้การฉบับลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2545 ศาลสอบคำให้การจำเลยที่ 1 โดยผ่านล่ามแล้ว จำเลยที่ 1 ขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "สอบจำเลยที่ 1 แถลงยืนยันตามนี้ สำเนาให้โจทก์" ถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพโดยสมัครใจแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 รับสารภาพไปเพราะความเกรงกลัวจะแพ้คดีและถูกลงโทษหนัก มิใช่รับสารภาพโดยสมัครใจนั้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการต่อไปว่า พนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แต่จำเลยที่ 1 กลับถูกฟ้องในความผิดฐานมีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า "การสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษ" ซึ่งการแจ้งข้อหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวน เพื่อต้องการให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่าตนจะถูกสอบสวนในคดีอาญาเรื่องใดเท่านั้น แม้เดิมจะแจ้งข้อหาหนึ่งแต่เมื่อสอบสวนไปแล้วปรากฏว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิดฐานอื่น ก็ถือว่าได้มีการสอบสวนในความผิดฐานดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 1 มีโคคาอีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์น้ำหนัก 91,137 กรัม ไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 17 วรรคสอง ที่ให้ถือว่าจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องโจทก์ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 มีโคคาอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 69 วรรคสาม จำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปีจึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ประกอบคำให้การรับสารภาพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโดยสมัครใจ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้อง แม้โคคาอีนที่จำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจะมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึงจำนวนข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ศาลล่างทั้งสองก็ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้ความ ศาลล่างทั้งสองหาได้ลงโทษจำเลยที่ 1 โดยฟังข้อสันนิษฐานของกฎหมายมาปรับใช้ไม่ คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น เมื่อพิจารณาจากปริมาณของกลางแล้ว สมควรกำหนดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 176
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 69 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายกู๊ดวิน ว๊อคเกอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7406/2547
#411734
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อแต่จำเลยก็รับไว้ แสดงว่าจำเลยมิได้ยึดถือเอาข้อสัญญาเช่าซื้อที่ว่า หากโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวเป็นสาระสำคัญ โดยจำเลยยังถือว่าสัญญาเช่าซื้อมีผลบังคับต่อไปจึงรับค่าเช่าซื้อไว้ ดังนั้น หากจำเลยมีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์โดยให้ระยะเวลาแก่โจทก์พอสมควร เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เพราะหวังเพียงได้รับค่าดอกเบี้ยที่ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าและเบี้ยปรับ และการที่พนักงานของจำเลยไปยึดรถยนต์บรรทุกพิพาทคืน โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านมิได้ยินยอมด้วยโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจ สัญญาเช่าซื้อจึงยังไม่เลิกกันและมีผลบังคับกันต่อไป โจทก์ผู้เช่าซื้อชอบที่จะครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทต่อไป และจำเลยต้องส่งมอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวคืนโจทก์ แต่จำเลยได้ขายรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่ ส. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้ว จึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะนำรถยนต์บรรทุกพิพาทกลับมาคืนโจทก์ เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคแรก และการครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ยังมิได้เลิกกัน การใช้รถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์จึงไม่อาจคิดเป็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยและนำไปหักกลบลบหนี้กับค่าเช่าซื้อได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-2511 ยะลา ไปจากจำเลยในราคา 824,790 บาท ตกลงผ่อนชำระเป็นงวด หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อแล้วโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่จำเลย 18 งวด เป็นเงิน 540,000 บาท ซึ่งบางครั้งไม่ได้ชำระตรงตามเวลา แต่จำเลยก็รับค่างวดโดยไม่ได้โต้แย้งหรือบอกเลิกสัญญา โดยชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 18 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2537 เป็นเงินจำนวน 30,000 บาท ต่อมาโจทก์ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 19 ถึงที่ 21 แก่จำเลยเป็นเงินจำนวน 90,000 บาท งวดที่ 21 ชำระเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2539 หลังจากนั้นโจทก์มิได้ชำระค่าเช่าซื้ออีก โจทก์ค้างชำระค่าเช่าซื้ออีกจำนวน 64,790 บาท วันที่ 7 มกราคม 2541 จำเลยให้พนักงานยึดรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อไปจากโจทก์ โดยโจทก์ไม่ยินยอม เป็นการไม่ชอบ จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาบอกกล่าวให้โจทก์ชำระหนี้ในเวลาอันสมควรก่อนและมิได้บอกเลิกสัญญาต่อโจทก์ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อ จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์จำนวน 500,000 บาท และคืนเงินค่าปั้นจั่นจำนวน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 800,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทพร้อมปั้นจั่นสำหรับยกของหนักตามฟ้อง แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 10 ที่ว่า หากผู้เช่าซื้อผิดนัดในการชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือทวงถาม และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าเช่าซื้อที่ได้ชำระแล้วกลับคืน จำเลยมีสิทธิยึดเงินค่าเช่าซื้อหรือเงินใดๆ ที่ได้ชำระตามสัญญาโจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้จำเลย 22 งวด คิดเป็นเงิน 760,000 บาท คงค้างชำระอีก 64,790 บาท โจทก์ผิดนัดไม่ผ่อนชำระเป็นต้นมา ทำให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันทันทีนับตั้งแต่วันที่ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ โดยไม่ต้องบอกกล่าวทวงถามก่อน ต่อมาเดือนพฤศจิกายน 2540 จำเลยบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์อีกครั้งหนึ่ง โดยบอกกล่าวกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง 2 งวดสุดท้ายพร้อมด้วยเบี้ยปรับจากการชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าให้เสร็จสิ้นครบถ้วนในเดือนธันวาคม 2540 หากไม่ชำระให้ถือว่าสัญญาเลิกกันทันที ปรากฏว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ชำระค่าเช่าซื้อ จึงถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันที โจทก์มีหน้าที่ส่งมอบรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อคืนแก่จำเลยในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ส่งมอบรถยนต์บรรทุกคืน วันที่ 7 มกราคม 2541 จำเลยติดตามยึดรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อกลับคืนมาได้ โดยโจทก์มิได้โต้แย้ง จำเลยมีสิทธิยึดเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระแล้วทั้งหมด โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินค่าปั้นจั่นที่นำมาติดตั้งเข้ากับรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อจากจำเลย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 205,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยส่งมอบปั้นจั่นที่ติดตั้งบนรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อให้แก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 100,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 465,181 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยส่งมอบปั้นจั่นแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-2511 ยะลา ไปจากจำเลยในราคา 824,790 บาท โจทก์ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อแล้ว เป็นเงิน 760,000 บาท ซึ่งการชำระค่าเช่าซื้อดังกล่าวโจทก์ชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์ยังคงค้างชำระค่าเช่าซื้ออีก 74,790 บาท จำเลยจึงให้พนักงานไปยึดรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อคืน ซึ่งโจทก์ได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.9 ต่อมาจำเลยได้ขายรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่นายสิทธิโชติ เหลืองวรพันธ์ไปในราคา 450,000 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทเลิกกันแล้วโดยชอบด้วยการบอกกล่าวและยึดรถกลับคืน หากรถยนต์บรรทุกพิพาทอยู่ในความครอบครองของจำเลย จำเลยสามารถนำออกให้เช่าได้เดือนละ 10,000 บาท โจทก์ใช้รถยนต์บรรทุกพิพาทเป็นเวลา 61 เดือน คิดเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 610,000 บาท เมื่อหักกลบกับค่าเช่าซื้อแล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์จำนวน 214,970 บาท เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า การผ่อนชำระค่าเช่าซื้อของโจทก์ โจทก์ชำระไม่ตรงตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แต่จำเลยก็รับไว้ แสดงว่าจำเลยมิได้ยึดถือเอาสัญญาข้อ 10 ในสัญญาเช่าซื้อที่ว่าหากโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดใดงวดหนึ่ง ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโดยมิต้องบอกกล่าวเป็นสาระสำคัญ โดยจำเลยยังถือว่าสัญญาเช่าซื้อมีผลต่อไป จึงรับค่าเช่าซื้อไว้ ดังนั้น หากจำเลยมีความประสงค์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ จำเลยต้องบอกกล่าวไปยังโจทก์โดยให้ระยะเวลาแก่โจทก์พอสมควร แต่ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อโจทก์ประการใด โดยจำเลยหวังเพียงได้รับค่าดอกเบี้ยที่ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าและเบี้ยปรับเท่านั้น การที่พนักงานของจำเลยไปยึดรถยนต์บรรทุกพิพาทคืน โจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านมิได้ยินยอมด้วยโดยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.9 ที่จำเลยอ้างว่าเลิกกันแล้วด้วยการบอกกล่าวและยึดรถยนต์บรรทุกกลับคืน จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง เมื่อสัญญาเช่าซื้อยังไม่เลิกกันและมีผลบังคับกันต่อไป โจทก์ผู้เช่าซื้อชอบที่จะครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทต่อไป จำเลยจึงต้องส่งมอบรถยนต์บรรทุกดังกล่าวคืนโจทก์ แต่จำเลยได้ขายรถยนต์บรรทุกดังกล่าวให้แก่นายสิทธิโชติซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไปแล้วจึงเป็นการพ้นวิสัยที่จะนำรถยนต์บรรทุกพิพาทกลับมาคืนโจทก์ เพราะพฤติการณ์ที่จำเลยต้องรับผิดชอบ จำเลยจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 218 วรรคแรก ซึ่งการครอบครองรถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์เป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ยังมิได้เลิกกัน การใช้รถยนต์บรรทุกพิพาทของโจทก์จึงไม่อาจคิดเป็นค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ต้องชำระแก่จำเลยและนำไปหักกลบกับค่าเช่าซื้อตามที่จำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้แก่โจทก์โดยนำราคารถยนต์บรรทุกพิพาทที่จำเลยขายให้แก่นายสิทธิโชติหักด้วยค่าเช่าซื้อที่โจทก์ยังค้างชำระแก่จำเลยตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.8 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 218 ม. 341 ม. 387 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — หุ้างหุ้นส่วนจำกัดยะลาพัฒนา
จำเลย — บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7404/2547
#411736
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 เช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพยืสินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิผู้เช่า โดยเงื่อไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น "เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคตหาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และหมายความรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมิสทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทจากบริษัท ต. แม้จะเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขที่จะได้กรรมสิทธิ์ต่อเมื่อได้ชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพากโดยเจตนาครอบครองใช้สอยอย่างเจ้าของ จะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกพิพาทเมื่อชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนตามสัญญา โดยมีเงื่อนไขนั้นแล้ว โจทก์จึงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อได้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น "เจ้าของ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อย่อมสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกจำนวน 550,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ขณะทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกที่เช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย รถยนต์บรรทุกดังกล่าวไมได้ชำรุดทรุดโทรม ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2539 บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด ได้ขายรถยนต์บรรทุกพิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญาขายรถยนต์โดยมีเงื่อนไข เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2539 โจทก์ได้ให้จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทไปจากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อถึงงวดที่ 7 แล้วผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 8 ประจำวันที่ 30 มิถุนายน 2540 สัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว โจทก์ยึดรถยนต์บรรทุกพิพาทคืนเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2542

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 เช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพย์สินออกให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ผู้มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อจึงต้องเป็น "เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคต หาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และหมายรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทจากบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด แม้จะเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข ยังไม่ได้กรรมสิทธิ์ จะได้กรรมสิทธิ์ต่อเมื่อได้ชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วยแล้วก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาท เจตนาครอบครองใช้สอยรถยนต์บรรทุกพิพาทอย่างเจ้าของ จะมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกพิพาทเมื่อชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนตามสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขนั้น และสามารถที่จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อนั้นได้ ถือว่าโจทก์เป็น "เจ้าของ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อย่อมสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไข ข้อ 2 มีข้อกำหนดว่า หากโจทก์จะขายหรือให้บุคคลใดเช่าซื้อ โจทก์จะต้องแจ้งให้ผู้เช่าซื้อทราบว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกพิพาทยังเป็นของบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด แต่โจทก์ปกปิดมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นโมฆะ เห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมิใช่ข้อจำกัดสิทธิห้ามมิให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์จึงมีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้เองโดยไม่ถูกจำกัดสิทธิตามสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขนั้น แม้โจทก์จะมิได้แจ้งให้จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อทราบ ก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด ที่จะไปว่ากล่าวกันเอง ไม่มีผลทำให้สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า หนังสือยินยอมให้เช่าซื้อช่วงไม่ผูกพันบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด เพราะนายเชิดชัย ดวงแก้ว ผู้ลงลายมือชื่อในหนังสือนั้นไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด โจทก์ไม่มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นโมฆะมาแต่แรกนั้น เห็นว่า เมื่อสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขไม่มีข้อจำกัดสิทธิห้ามมิให้โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ย่อมมีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อได้เอง ไม่มีความจำเป็นต้องให้บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด ให้ความยินยอมอีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น นายเชิดชัยจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด หรือไม่และหนังสือให้ความยินยอมจะผูกพันบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด หรือไม่ ย่อมไม่กระทบถึงอำนาจในการทำสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอีซูซุหาดใหญ่ จำกัด
จำเลย — นางสาวอัจฉรี ลิ่มตระกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7391/2547
#113014
เปิดฉบับเต็ม

ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นข้อโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 30 และ 31 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 29, 30, 48, 50, 89 และ 272 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย มิได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ของจำเลยเพราะเหตุสินทรัพย์ของจำเลยมีลักษณะไม่ครบถ้วนตามที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 31 บัญญัติไว้ การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าวจะชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับคณะกรรมการดังกล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ในคดีนี้ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องนำ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 30 และ 31 มาใช้ในการวินิจฉัยคดี บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ว่า การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ในสภาวะที่ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ เป็นการพ้นวิสัย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และจำเลยได้รับการรับรองคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 205 และ 219 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้จดทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาและถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1021 และ 1022 จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดหรือไม่ และ บ. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยไม่ทราบ ไม่รับรอง และหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องมิได้ระบุให้ จ. มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในคดีนี้เท่านั้น เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบ ทั้งยังฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายอีกด้วย เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุว่า จ. มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินคดีใด ๆ ซึ่งสาขามีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องอยู่ และจำเลยมีหนี้สินค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จ. ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องและศาลที่จะยื่นฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2542 ลงวันที่ 22 เมษายน 2542 แล้วว่า พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของ สถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2475 ในส่วนที่เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวใช้บังคับได้ในคดีทั้งปวงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคท้าย อีกทั้ง พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 เป็นกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมสูงกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีก็ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ขัดต่อพ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475

ป.พ.พ. มาตรา 733 เป็นเพียงบทสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณี หาใช่บทกฎหมายซึ่งเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไปไม่ แต่เกี่ยวแก่คู่กรณีโดยเฉพาะ และหาได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไป หรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้รับจำนองและผู้จำนองอาจตกลงกันเป็นประการอื่นจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ย่อมกระทำได้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับตามกฎหมายหาตกเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔,๖๙๘,๖๖๖.๒๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๔,๒๐๑,๘๑๕.๙๔ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระขอให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการธนาคารพาณิชย์ นายบัณฑูร ล่ำซำ เป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์หรือไม่ จำเลยไม่ทราบ ไม่รับรอง และหนังสือมอบอำนาจไม่ได้ระบุว่าให้ฟ้องและดำเนินคดีกับจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยไม่เคยเปิดบัญชีกระแสรายวันกับโจทก์ ไม่เคยทำสัญญา กู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์และไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ขัดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ และกฎหมายที่ให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเช่นนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ. ดังกล่าว ทั้งขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่มีผลบังคับใช้ ข้อตกลงเกี่ยวกับการบังคับจำนองที่ว่า หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงิน ไม่พอชำระ จำเลยจะยอมชำระส่วนที่ขาดจนครบ ก็ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒,๙๖๖,๒๑๓.๗๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘๖๓ และ ๘๔๕๕ ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยแก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยชำระตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ขอให้รับโอนสินทรัพย์ของจำเลยในคดีนี้ ซึ่งมีลักษณะตามมาตรา ๓๑ (๑), (๓) แห่ง พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ แล้ว ขอให้ศาลจำหน่ายคดีจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตาม คำร้องไม่ต้องด้วย พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๓ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๓๐ วรรคหก เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งความเห็นตามคำร้องของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙, ๓๐, ๔๘, ๕๐, ๘๗ และ ๒๗๒ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งว่า บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไม่ยอมรับโอนสินทรัพย์ในคดีเรื่องนี้ของโจทก์โดยอ้างว่าไม่เข้าข่ายตาม พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีเรื่องนี้ได้ กรณีจึงมิใช่มีข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๖ คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง อันจะต้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ให้ยกคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ว่า พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยยกเป็นข้อต่อสู้คดีได้ทุกขณะ ศาลจึงนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีเรื่องนี้ได้ คำร้องของจำเลยต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง แล้วนั้น เห็นว่า ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นข้อโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๓๐ และ ๓๑ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙, ๓๐, ๔๘, ๕๐, ๘๗ และ ๒๗๒ นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยเองว่า คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ของจำเลย เพราะเหตุสินทรัพย์ของจำเลยมีลักษณะไม่ครบถ้วนตามที่ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๓๑ บัญญัติไว้ การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าวจะชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับ คณะกรรมการดังกล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ในคดีนี้ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องนำ พ.ร.ก. บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๓๐ และ ๓๑ มาใช้ในการวินิจฉัยคดี บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิใช่ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ในสภาวะที่ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ เป็นการพ้นวิสัย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๕๐ และจำเลยยังมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะมีพฤติการณ์ที่จำเลยไม่ต้องรับผิด ทั้งจำเลยยังเป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้เนื่องจากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นภายหลัง ที่ได้ก่อหนี้และซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบ ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๒๐๕ และ ๒๑๙ อีกด้วยนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น จึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีพยานยืนยันว่าโจทก์โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ มอบอำนาจให้ นายจรูญ ไหคำ ฟ้องและดำเนินคดีแทน และตามหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ได้ระบุชื่อให้ฟ้องผู้ใด ณ ศาลใดนั้น เห็นว่า การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่ง ย่อรายการซึ่งได้จดทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบิกษาและถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๐๒๑ และ ๑๐๒๒ จำเลยให้การเพียงแต่ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมหาชน มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีนายบัณฑูร ล่ำซำ เป็นกรรมการผู้จัดการโดยลำพังคนเดียวมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ หรือไม่ จำเลยไม่ทราบและไม่รับรอง และต่อสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องมิได้ระบุว่าให้ นายจรูญ ไหคำ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในคดีนี้ รวมทั้งมิได้ระบุข้อหาหรือ ความผิดฐานใด ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ เท่านั้น จำเลยมิได้ให้การยืนยันว่า นายบัณฑูรมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมิได้มอบอำนาจให้นายจรูญมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์แต่ประการใด จึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบแสดงว่านายบัณฑูรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และได้มอบอำนาจให้นายจรูญมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ทั้งคำให้การดังกล่าวยังเป็นการฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายอีกด้วย เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุว่าให้นายจรูญมีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนิน คดีใด ๆ ซึ่งสาขามีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องอยู่ และจำเลยมีหนี้สินค้างชำระอยู่แก่โจทก์ นายจรูญย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องและศาลที่จะยื่นฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ เห็นว่า กรณีไม่มีปัญหาเรื่องการมอบอำนาจของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๒๓ ในส่วนที่มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิ คิดดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนขัดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น เห็นว่า กรณีตามฎีกาของจำเลยในข้อนี้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๕/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๒ วินิจฉัยไว้แล้วว่า พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ ในส่วนที่เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว มีผลใช้ได้ในคดีทั้งปวงตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ วรรคท้าย ข้ออ้างที่ว่า พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๒๓ ในส่วนที่มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ มาตรา ๓๐ จึงรับฟังไม่ได้ อีกทั้ง พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมให้สูงกว่าร้อยละ ๑๕ ต่อปี ก็ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ขัดต่อ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ๒๔๗๕ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาในข้อสุดท้ายว่า ข้อตกลงที่ให้โจทก์บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นได้หากบังคับทรัพย์จำนองขายทอดตลาดแล้วยังไม่พอชำระหนี้ อันเป็นข้อตกลงที่ให้ยกเว้น ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๓ ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า บทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๗๓๓ เป็นเพียงบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีเท่านั้น หาใช่บทกฎหมายซึ่งเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไปไม่ แต่เกี่ยวแก่คู่กรณี โดยเฉพาะ และหาได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใดไม่ บทบัญญัติตามมาตรา ๗๓๓ แห่ง ป.พ.พ. จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคู่กรณีคือโจทก์ผู้รับจำนองและจำเลยผู้จำนองอาจตกลงกันเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา ๗๓๓ บัญญัติไว้ก็ย่อมกระทำได้ ข้อตกลงนี้ย่อมมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมายหาตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ป.พ.พ. ม. 733 ม. 1021 ม. 1022
ป.วิ.พ. ม. 60 วรรคสอง ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 6
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุชาติ อำนวยมงคลพร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวิทูร วิมลเศรษฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7391/2547
#411733
เปิดฉบับเต็ม

ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นข้อโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ มาตรา 30 และ 31 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29, 30, 48, 50, 89 และ 272 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ของจำเลยเพราะเหตุสินทรัพย์ของจำเลยมีลักษณะไม่ครบถ้วนตามที่ พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ มาตรา 31 บัญญัติว่า การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าวจะชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับคณะกรรมการดังกล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งไม่เกี่ยวกับโจทก์ในคดีนี้ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องนำ พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยฯ มาตรา 30 และ 31 มาใช้ในการวินิจฉัยคดี บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ว่า การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ในสภาวะที่ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจเป็นการพ้นวิสัย จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และจำเลยได้รับการรับรองคุ้มครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 205 และ 219 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้จดทะเบียนส่งไปลงพิมพ์ในโฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาและถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1021 และ 1022 จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดหรือไม่ และ บ. มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ จำเลยไม่ทราบ ไม่รับรอง และหนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องมิได้ระบุให้ จ. มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อศาลในคดีนี้เท่านั้น เป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบ ทั้งยังฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายอีกด้วย เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุว่า จ. มีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินคดีใดๆ ซึ่งสาขามีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องอยู่ และจำเลยมีหนี้สินค้างชำระอยู่แก่โจทก์ จ. ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์ โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องและศาลที่จะยื่นฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2542 ลงวันที่ 22 เมษายน 2542 แล้วว่า พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2535 (ฉบับที่3)ฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยสูงกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวใช้บังคับได้ในคดีทั้งปวงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคท้าย อีกทั้ง พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ เป็นกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมสูงกว่าอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีก็ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ขัดต่อ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ

ป.พ.พ. มาตรา 733 เป็นเพียงบทสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณี หาใช่บทกฎหมายซึ่งเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไปไม่ แต่เกี่ยวแก่คู่กรณีโดยเฉพาะ และหาได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใดไม่ จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้รับจำนองและผู้จำนองอาจตกลงกันเป็นประการอื่นจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ย่อมกระทำได้ ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับตามกฎหมายหาตกเป็นโมฆะไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,698,666.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 4,201,815.94 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระขอให้บังคับจำนองยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,966,213.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2539 ถึงวันที่ 18 กันยายน 2540 ร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 กันยายน 2540 ถึงวันที่ 2 ธันวาคม 2540 ร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2540 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2541 ร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2541 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2541 ร้อยละ 18.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2541 ร้อยละ 17 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2541 ถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2542 และร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7863 และ 8455 ตำบลปากช่อง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยแก่โจทก์จนครบ

จำเลยอุทธรณ์

ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลจำหน่ายคดีจากสารบบความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 3 วรรคสอง ประกอบมาตรา 30 วรรคหก เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ให้ยกคำร้อง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และให้ส่งความเห็นตามคำร้องของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 และมาตรา 31 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 29, 30, 48, 50, 87 และ 272 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งว่าบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยไม่ยอมรับโอนสินทรัพย์ในคดีเรื่องนี้ของโจทก์ โดยอ้างว่าไม่เข้าข่ายตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีเรื่องนี้ได้ กรณีจึงมิใช่มีข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่ง พ.ศ.2540 มาตรา 6 คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง อันจะต้องส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ให้ยกคำร้อง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาคำสั่งและคำพิพากษา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน จำเลยยกเป็นข้อต่อสู้คดีได้ทุกขณะ ศาลจึงนำบทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดดังกล่าวมาใช้บังคับแก่คดีเรื่องนี้ได้ คำร้องของจำเลยต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง แล้วนั้น เห็นว่า ข้อโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นข้อโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กรณีตามคำร้องของจำเลยที่อ้างว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 และ 31 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 29, 30, 48, 50, 87 และ 272 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของจำเลยเองว่า คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยมิได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ของจำเลย เพราะเหตุสินทรัพย์ของจำเลยมีลักษณะไม่ครบถ้วนตามที่พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 31 บัญญัติไว้ การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยดังกล่าวจะชอบหรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องไปว่ากล่าวกับคณะกรรมการดังกล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับโจทก์ในคดีนี้ คดีนี้จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องนำพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 และ 31 มาใช้ในการวินิจฉัยคดี บทบัญญัติดังกล่าวจึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี คำร้องของจำเลยไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า การฟ้องคดีนี้ของโจทก์อยู่ในสภาวะที่ประเทศไทยเกิดปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ เป็นการพ้นวิสัย จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และจำเลยยังมิได้ตกเป็นผู้ผิดนัดเพราะมีพฤติการณ์ที่จำเลยไม่ต้องรับผิด ทั้งจำเลยยังเป็นอันหลุดพ้นจากการชำระหนี้เนื่องจากการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งจำเลยไม่ต้องรับผิดชอบตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 205 และ 219 อีกด้วยนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ตั้งแต่ในศาลชั้นต้น จึงถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่มีพยานยืนยันว่าโจทก์ โดยนายบัณฑูร ล่ำซำ มอบอำนาจให้นายจรูญ ไหคำ ฟ้องและดำเนินคดีแทน และตามหนังสือมอบอำนาจก็ไม่ได้ระบุชื่อให้ฟ้องผู้ใด ณ ศาลใดนั้น เห็นว่า การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้จดทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษา และถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1021 และ 1022 จำเลยให้การแต่เพียงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมหาชน มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ มีนายบัณฑูร ล่ำซำ เป็นกรรมการผู้จัดการโดยลำพังคนเดียว มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้หรือไม่ จำเลยไม่ทราบไม่รับรอง และต่อสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องมิได้ระบุว่าให้นายจรูญ ไหคำ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลในคดีนี้ รวมทั้งมิได้ระบุข้อหาหรือความผิดฐานใด ผู้รับมอบอำนาจโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์เท่านั้น จำเลยมิได้ให้การยืนยันว่า นายบัณฑูรมิใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมิได้มอบอำนาจให้นายจรูญมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์แต่ประการใด จึงไม่มีประเด็นที่โจทก์จะต้องนำพยานมาสืบแสดงว่านายบัณฑูรเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และได้มอบอำนาจให้นายจรูญมีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ทั้งคำให้การดังกล่าวยังเป็นการฝ่าฝืนข้อสันนิษฐานเด็ดขาดตามกฎหมายอีกด้วย เมื่อหนังสือมอบอำนาจระบุว่าให้นายจรูญมีอำนาจยื่นฟ้องและดำเนินคดีใดๆ ซึ่งสาขามีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องอยู่ และจำเลยมีหนี้สินค้างชำระอยู่แก่โจทก์ นายจรูญย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยแทนโจทก์โดยโจทก์หาจำต้องระบุชื่อผู้ที่จะถูกฟ้องและศาลที่จะยื่นฟ้องในหนังสือมอบอำนาจด้วยไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่า กรณีไม่มีปัญหาเรื่องการมอบอำนาจของโจทก์ โจทก์มีอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ในส่วนที่มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ตลอดจนขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 นั้น เห็นว่า กรณีตามฎีกาของจำเลยในข้อนี้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2542 ลงวันที่ 22 เมษายน 2542 วินิจฉัยไว้แล้วว่า พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ในส่วนที่เกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีผลใช้ได้ในคดีทั้งปวง ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 264 วรรคท้าย ข้ออ้างที่ว่า พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 ในส่วนที่มีผลทำให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 30 จึงรับฟังไม่ได้ อีกทั้งพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 เป็นกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย มีอำนาจกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดจากผู้กู้ยืมหรือคิดให้ผู้ให้กู้ยืมให้สูงกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ได้ จึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่ศาลฎีกาในข้อสุดท้ายว่า ข้อตกลงที่ให้โจทก์บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นได้หากบังคับทรัพย์จำนองขายทอดตลาดแล้วยังไม่พอชำระหนี้ อันเป็นข้อตกลงที่ให้ยกเว้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 ตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 733 เป็นเพียงบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีเท่านั้น หาใช่บทกฎหมายซึ่งเกี่ยวด้วยผลประโยชน์ของมหาชนโดยทั่วไปไม่ แต่เกี่ยวแก่คู่กรณีโดยเฉพาะและหาได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณีของสังคมแต่อย่างใดไม่ บทบัญญัติตามมาตรา 733 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งคู่กรณีคือโจทก์ผู้รับจำนองและจำเลยผู้จำนองอาจตกลงกันเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ก็ย่อมกระทำได้ เช่น ในกรณีที่ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วยังได้เงินไม่พอใช้หนี้ จำเลยผู้จำนองยอมรับผิดให้โจทก์ผู้รับจำนองยึดทรัพย์อื่นของตนมาใช้หนี้จนครบ เป็นต้น ข้อตกลงนี้ย่อมมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมายหาตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1507/2538 ระหว่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์ นายภักดิ์ พินิจเวชการ จำเลย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 264
ป.พ.พ. ม. 733 ม. 1021 ม. 1022
ป.วิ.พ. ม. 60 วรรคสอง ม. 177 วรรคสอง ม. 249 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 6
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุชาติ อำนวยมงคลพร
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7383/2547
#113027
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 จำเลยไม่ได้เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 77/2 แห่ง ป. รัษฎากรมาตั้งแต่ต้น และไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีขายจากเจ้าของห้องชุดแล้วนำส่งให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิขอคืนภาษีขายทั้งหมดที่แสดงในแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากโจทก์ และจำเลยไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่ชำระไปมาหักออกจากภาษีขาย การที่จำเลยนำภาษีซื้อมาคำนวณหักออกจากภาษีขายแล้วได้รับเครดิตภาษี หรือรับคืนเป็นเงินสดไปจึงไม่ถูกต้อง จำเลยมีหน้าที่คืนภาษีซื้อทั้งหมดที่นำมาใช้คำนวณภาษีตามแบบแสดงรายการดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยยื่นคำร้องขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามแบบ ค. 10 ตามประกาศกรมสรรพากรที่ขยายระยะเวลาขอคืนภาษีอากรสำหรับนิติบุคคลอาคารชุดซึ่งไม่ได้เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะเดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2540 จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีที่ชำระเกินในปี 2535 และ 2536 คืน ส่วนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2540 แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุจำนวนภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2537 และเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2538 ในรายละเอียดของภาษีขายและภาษีซื้อที่แนบไปพร้อมกับคำร้องขอคืนภาษี จะถือว่าจำเลยไม่ได้ขอคืนภาษีสำหรับเดือนดังกล่าวไม่ได้ เพราะรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีซื้อและภาษีขายแนบท้ายคำร้องเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่จะเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบว่ารายการภาษีซื้อและภาษีขายที่จำเลยยื่นไว้ตามแบบแสดงรายการของเดือนที่ขอคืนภาษีอากรถูกต้องหรือไม่ และคำนวณว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยตามคำขอหรือไม่ เพียงใด การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่นำภาษีขายของเดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม 2537 และเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม 2538 ที่โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยมาคำนวณหักออกจากภาษีซื้อที่จำเลยนำไปใช้หักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อภาษีขายที่โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยสำหรับปี 2537 ถึงปี 2539 มากกว่าภาษีซื้อที่จำเลยใช้ในการคำนวณภาษีและรับคืนไปจากโจทก์เป็นเงินสดในปี 2540 โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระภาษีที่อ้างว่าจำเลยได้รับคืนเกินไปตามฟ้อง

คดีนี้ เจ้าพนักงานของโจทก์มิได้ประเมินให้จำเลยชำระภาษีเพิ่มเติม แต่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนเกินไป จึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากร ฯ มาตรา 7 (3) ซึ่งมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าวบัญญัติให้ดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ และ ป. รัษฎากรได้บัญญัติไว้เพียงกำหนดเวลาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบบในการขอคืนเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้ขอคืนภาษีอากรที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการขอคืนภาษีดังกล่าวต้องอุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีการประเมินภาษีเพิ่มเติมแก่จำเลย การที่จำเลยไม่นำข้อพิพาทเกี่ยวกับการคืนภาษีอากรมาฟ้องต่อศาลภาษีอากร คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์ไม่ต้องคืนเงินภาษีอากรให้แก่จำเลยตามคำร้องเท่านั้น

เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินอากรคืนตามคำร้องเพราะได้รับเงินภาษีอากรคืนไปแล้วเกินกว่าที่ควรได้รับ และฟ้องเรียกเงินภาษีอากรคืนจากจำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่าการคำนวณของเจ้าพนักงานถูกต้อง และชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยได้รับคืนเงินภาษีอากรไปจากโจทก์เกินไปตามฟ้องจริง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การคำนวณของเจ้าพนักงานของโจทก์ไม่ถูกต้อง จำเลยไม่ได้รับเงินภาษีมูลค่าเพิ่มคืนเกินไปตามฟ้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษายกฟ้องโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีภาษีซื้อที่ต้องชำระมากกว่าภาษีขายที่จำเลยขอรับคืน ขอให้จำเลยคืนภาษีจำนวน 115,047.45 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลอาคารชุดตาม พ.ร.บ. อาคารชุด พ.ศ. 2522 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางของอาคารชุด และมีอำนาจกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และมีข้อบังคับกำหนดให้เจ้าของร่วมจัดตั้งกองทุนให้จำเลยเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการดูแลบำรุงรักษาทรัพย์ส่วนกลางและบริการทั่วไปให้แก่เจ้าของร่วม โดยเจ้าของร่วมแต่ละรายต้องออกค่าใช้จ่ายตามส่วนแห่งประโยชน์ที่มีต่ออาคารชุดที่เกิดจากการบริการส่วนรวม และที่เกิดจากเครื่องมือเครื่องใช้ที่มีต่อห้องชุดที่เกิดจากบริการส่วนรวม รวมทั้งค่าภาษีอากรและค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดูแลรักษา จำเลยดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ส่วนกลางตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้โดยมิได้ประกอบกิจการอื่นใดนอกเหนือจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จำเลยจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2535 และคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำภาษีซื้อที่เกิดจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของจำเลยไปหักออกจากภาษีขายที่เรียกเก็บจากเงินกองทุนค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าสาธารณูปโภคที่จำเลยจัดเก็บจากเจ้าของห้องชุดในแต่ละเดือนภาษี เดือนใดภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายจำเลยจะขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยนำไปใช้เครดิตภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดไปหรือขอคืนเป็นเงินสด เดือนใดภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ จำเลยจะชำระภาษีมูลค่าเพิ่มจากส่วนต่างดังกล่าว ต่อมาโจทก์ได้ออกประกาศเรื่อง ขยายกำหนดเวลายื่นรายการเพื่อชำระหรือขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของนิติบุคคลอาคารชุด กำหนดให้นิติบุคคลอาคารชุดที่เข้าลักษณะตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 33/2540 และได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วกลับคืนสู่สถานะเดิม โดยเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องขอคืนภาษีขายในส่วนที่ได้เสียไปแล้วโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสีย และต้องคืนภาษีซื้อในส่วนที่ได้รับคืนหรือใช้สิทธิเครดิตไปแล้ว ยื่นรายการตามแบบ ค. 10 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2541 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้ชำระให้แก่โจทก์ไปแล้วในระหว่างเดือนภาษีมกราคม 2537 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2540 เป็นเงิน 137,987.24 บาท เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2541 เนื่องจากจำเลยเห็นว่าการดำเนินการของจำเลยไม่เข้าลักษณะเป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 33/2540 ดังกล่าว เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของโจทก์ตั้งแต่เริ่มประกอบการจนถึงเดือนธันวาคม 2540 แล้ว เห็นว่าในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวจำเลยมีภาษีซื้อที่รับคืนไปเกินกว่าภาษีขาย จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินภาษี แต่ต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนเกินไปเป็นเงิน 115,047.45 บาท และแจ้งให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกเงินภาษีมูลค่าเพิ่มจำนวน 115,047.45 บาท คืนจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ประกอบการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 77/2 แห่ง ป. รัษฎากร มาตั้งแต่ต้น และไม่มีหน้าที่เรียกเก็บภาษีขายจากเจ้าของห้องชุดแล้วนำส่งให้แก่โจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิขอคืนภาษีขายทั้งหมดที่แสดงในแบบแสดงรายการประจำเดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนธันวาคม 2540 จากโจทก์ ในทำนองเดียวกันเมื่อจำเลยไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน จำเลยก็ไม่มีสิทธินำภาษีซื้อที่ชำระไปมาหักออกจากภาษีขาย การที่จำเลยนำภาษีซื้อมาคำนวณหักจากภาษีขายแล้วได้รับเครดิตภาษี หรือรับเงินสดไปจึงไม่ถูกต้อง จำเลยจึงมีหน้าที่คืนภาษีซื้อทั้งหมดที่นำมาใช้ในการคำนวณภาษีตามแบบแสดงรายการดังกล่าวให้แก่โจทก์ด้วย

เมื่อพิเคราะห์ผลการตรวจสอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของจำเลยที่เจ้าพนักงานของโจทก์จัดทำขึ้น ประกอบแบบแสดงรายการเสียภาษีของเดือนพฤศจิกายน 2535 ถึงธันวาคม 2540 ที่จำเลยยื่นต่อโจทก์แล้ว ปรากฏว่าตั้งแต่เดือนภาษีพฤศจิกายน 2535 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2540 เมื่อนำภาษีซื้อมาหักออกจากภาษีขายที่โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยในแต่ละเดือนภาษี ประกอบกับเงินที่จำเลยได้รับคืนจากโจทก์เป็นเงินสดแล้ว จำเลยมีสิทธิได้รับเงินภาษีคืนจากโจทก์อีกจำนวน 374,530.37 บาท แต่จำเลยได้ยื่นคำร้องแบบ ค. 10 ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประกาศกรมสรรพากรเฉพาะเดือนภาษีมกราคม 2537 ถึงเดือนภาษีธันวาคม 2540 ดังนั้น จำเลยจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีที่ชำระไปในปี 2535 และ 2536 คืน ส่วนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มตั้งแต่เดือนภาษีมกราคม 2537 ถึงธันวาคม 2540 นั้น แม้จำเลยจะไม่ได้ระบุจำนวนภาษีซื้อและภาษีขายของเดือนภาษีมกราคม ถึง กรกฎาคม 2537 และเดือนภาษีมกราคม ถึง พฤษภาคม 2538 ในรายละเอียดของภาษีขายและภาษีซื้อที่แนบมาพร้อมกับคำร้องขอคืนภาษีดังกล่าว จะถือว่าจำเลยไม่ได้ขอคืนภาษีสำหรับเดือนภาษีดังกล่าวไม่ได้ เพราะจำเลยได้ระบุชัดในคำร้องแบบ ค. 10 แล้วว่ามีความประสงค์จะขอคืนภาษีสำหรับเดือนภาษีดังกล่าว รายละเอียดเกี่ยวกับภาษีซื้อและภาษีขายที่แนบท้ายคำร้องเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่จะเป็นแนวทางให้เจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ เพราะเจ้าพนักงานของโจทก์มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับภาษีซื้อและภาษีขายที่จำเลยยื่นไว้ตามแบบแสดงรายการของเดือนภาษีดังกล่าว และต้องนำภาษีซื้อและภาษีขายดังกล่าวมาคำนวณว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่จำเลยตามคำขอหรือไม่ เพียงใด การที่เจ้าพนักงานของโจทก์ไม่นำภาษีขายของเดือนภาษีมกราคม ถึง กรกฎาคม 2537 และเดือนภาษีมกราคม ถึง พฤษภาคม 2538 ที่โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยเพราะจำเลยไม่มีหน้าที่เรียกเก็บจากเจ้าของห้องชุดมาชำระให้แก่โจทก์ มาคำนวณหักออกจากภาษีซื้อที่จำเลยนำไปใช้หักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มของเดือนภาษีดังกล่าว จึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อภาษีขายที่โจทก์จะต้องคืนให้แก่จำเลยสำหรับปี 2537 ถึง 2539 รวมเป็นเงิน 390,895.01 บาท มากกว่าภาษีซื้อที่จำเลยใช้ในการคำนวณภาษี และรับคืนไปจากโจทก์เป็นเงินสดในปี 2540 รวมเป็นเงิน 124,331.15 บาท โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระเงินจำนวน 115,047.45 บาท ตามฟ้อง

คดีนี้เจ้าพนักงานของโจทก์มิได้ประเมินให้จำเลยชำระภาษีเพิ่มเติม แต่มีหนังสือแจ้งให้จำเลยคืนเงินภาษีที่ได้รับคืนเกินไป จึงเป็นคดีที่พิพาทเกี่ยวกับการขอคืนค่าภาษีอากร ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 (3) ซึ่งมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรบัญญัติให้ขอคืนภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ จะดำเนินการในศาลภาษีอากรได้ก็ต่อเมื่อได้มีการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาเช่นว่านั้น และ ป. รัษฎากร ได้บัญญัติไว้เพียงกำหนดเวลาขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และแบบที่ใช้ในการขอคืนเท่านั้น มิได้กำหนดให้ผู้ขอคืนภาษีอากรที่ไม่พอใจคำสั่งของเจ้าพนักงานเกี่ยวกับการขอคืนภาษีอากรดังกล่าวต้องอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของเจ้าพนักงานด้วย ดังนั้น เมื่อไม่มีการประเมินภาษีเพิ่มเติมแก่จำเลย การที่จำเลยไม่นำข้อพิพาทเกี่ยวกับการคืนภาษีอากรดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลภาษีอากร คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์ไม่ต้องคืนเงินภาษีอากรให้แก่จำเลยตามคำร้องเท่านั้น แต่เมื่อเจ้าพนักงานของโจทก์เห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินภาษีอากรคืนตามคำร้องเพราะได้รับเงินภาษีอากรคืนไปแล้วเกินกว่าที่ควรได้รับ และฟ้องเรียกเงินภาษีอากรคืนจากจำเลย โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่าการคำนวณของเจ้าพนักงานของโจทก์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยได้รับคืนเงินภาษีอากรไปจากโจทก์เกินไปตามฟ้องจริง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการคำนวณของเจ้าพนักงานของโจทก์ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยไม่ได้รับคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มเกินไปตามฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84
ป.รัษฎากร ม. 77/1 (5) ม. 77/2 ม. 84 ม. 84/1
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7 (3) ม. 9
พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ.2522 ม. 14 ม. 18 ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชุดเดอะเลกาซี่วิภาวดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายมนัส อานามวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7373/2547
#113026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยกลฉ้อฉลแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีว่า บริษัท อ. ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2537 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนเป็นจำเลยเพียงผู้เดียว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีจึงจดทะเบียนให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. และให้จำเลยเพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนตามคำขอของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ดังเดิม จำเลยและจำเลยร่วมให้การว่าจำเลยไม่เคยทำกลฉ้อฉลหรือหลักฐานเท็จ โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ตามมติที่ประชุม คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า บริษัท อ. ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2537 หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท อ. ครั้งที่ 1/2537 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นพิพาทที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 และมาตรา 183 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนายถนอม ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ ๑/๒๕๓๗ ของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด โดยกลฉ้อฉลได้แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ ๑/๒๕๓๗ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด เป็นจำเลยเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทเพียงผู้เดียว แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีจดทะเบียนให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยแต่ผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลยอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยและจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยไม่เคยทำกลฉ้อฉลหรือทำหลักฐานเท็จใด ๆ โจทก์ต้องพ้นจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ตามมติที่ประชุมวิสามัญของบริษัทดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่โต้เถียงกันว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ ๑/๒๕๓๗ หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ครั้งที่ ๑/๒๕๓๗ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ไม่ถูกต้องตามคำฟ้องของโจทก์กับคำให้การของจำเลยและจำเลยร่วม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ และมาตรา ๑๘๓ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ ๑/๒๕๓๗ หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้าง จำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าไม่มีการประชุมดังกล่าว แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังไม่ได้ว่า ไม่มีการประชุมตามที่โจทก์อ้างตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมในประเด็นข้ออื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญ สถิตธรรมนิตย์
จำเลย — นายณรงค์ฤทธิ์ สถิตธรรมนิตย์
จำเลย — นายถนอม สถิตธรรมนิตย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายสมชาย อุดมศรีสำราญ
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นายชวลิต ชัยโชดก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7373/2547
#412107
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยโดยกลฉ้อฉลแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีว่า บริษัท อ. ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2537 ที่ประชุมมีมติให้เปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนเป็นจำเลยเพียงผู้เดียว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีจึงจดทะเบียนให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. และให้จำเลยเพียงผู้เดียวเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนตามคำขอของจำเลย ขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ดังเดิม จำเลยและจำเลยร่วมให้การว่าจำเลยไม่เคยทำกลฉ้อฉลหรือหลักฐานเท็จ โจทก์พ้นจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท อ. ตามมติที่ประชุม คดีจึงมีประเด็นโต้เถียงกันว่า บริษัท อ. ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2537 หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท อ. ครั้งที่ 1/2537 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นพิพาทที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และมาตรา 183 เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด โดยให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอว่า หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยได้ร่วมกับนายถนอม สถิตธรรมนิตย์ และพวก ดำเนินการขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด จากตัวจำเลยเป็นนายถนอม สถิตธรรมนิตย์ ให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทแต่เพียงผู้เดียว จึงขอให้เรียกนายถนอม สถิตธรรมนิตย์ ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2537 ของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด

จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นกรรมการบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด โดยกลฉ้อฉลได้แสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2537 ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด เป็นจำเลย เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนบริษัทเพียงผู้เดียว แล้วจำเลยยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีจดทะเบียนให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้จำเลยแต่ผู้เดียวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าว นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดอุดรธานีดำเนินการจดทะเบียนให้ตามคำขอของจำเลยอันเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ขอให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท กระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ดังเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยและจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยไม่เคยทำกลฉ้อฉลหรือทำหลักฐานเท็จใด ๆ โจทก์ต้องพ้นจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ตามมติที่ประชุมวิสามัญของบริษัทดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่โต้เถียงกันว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัท และได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2537 หรือไม่ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ครั้งที่ 1/2537 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการกำหนดประเด็นข้อพิพาทที่ไม่ถูกต้อง ตามคำฟ้องของโจทก์กับคำให้การของจำเลยและจำเลยร่วมไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 183 เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปตามประเด็นที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ คดีคงมีประเด็นข้อพิพาทว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมคณะกรรมการบริษัทและได้ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2537 หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวโจทก์กล่าวอ้าง จำเลยให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์ตกแก่โจทก์ โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าไม่มีการประชุมดังกล่าว โจทก์คงมีแต่ตัวโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลย นายวัชรินทร์ นายเทียนชัยและนายประเสริฐได้ร่วมกันทำเอกสารเป็นรายการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ครั้งที่ 1/2537 อ้างว่า ที่ประชุมมีมติเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้จัดการบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ซึ่งเดิมมีโจทก์กับนายวัชรินทร์เป็นผู้กระทำการแทนร่วมกัน เปลี่ยนเป็นให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนเพียงผู้เดียว อันเป็นเท็จ เพราะไม่มีการประชุม ในรายงานการประชุมระบุด้วยว่า บริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด ได้ประชุมผู้ถือหุ้นที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทซึ่งอยู่ที่เลขที่ 41/1-2 ถนนศรีชมชื่น ตำบลหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี อาคารเลขที่ดังกล่าวเป็นบ้านพักอยู่อาศัยของโจทก์ แต่โจทก์ไม่เห็นมีการประชุมผู้ถือหุ้นในวันดังกล่าว โดยโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุน อีกทั้งนายประดิษฐ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นพี่โจทก์และจำเลยเบิกความว่า หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามเอกสารหมาย จ.9 จำเลยร่วมและน้องชายของนายประดิษฐ์ทุกคนตกลงให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการบริษัทอุดรเพิ่มผล จำกัด แต่ทราบภายหลังว่าผู้ถือหุ้นทั้งหมดประชุมลงมติขับโจทก์ออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการซึ่งขัดแย้งกับคำเบิกความของโจทก์ที่ว่าไม่มีการประชุม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงรับฟังไม่ได้ว่าไม่มีการประชุมตามที่โจทก์อ้างตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเป็นฝ่ายแพ้คดี กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมในประเด็นข้ออื่น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แต่เห็นพ้องด้วยในผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 183 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชาญ สถิตธรรมนิตย์
จำเลย — นายณรงค์ฤทธิ์ สถิตธรรมนิตย์
นายถนอม สถิตธรรมนิตย์ ในฐานะกรรมการบริษัท
จำเลยร่วม — อุดรเพิ่มผล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7352/2547
#113116
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง , 66 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) , 67 (ที่แก้ไขใหม่) และ 102 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ซึ่งเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้มาก แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4 , 7 , 8 , 15 , 66 และ 102 ป.อ. มาตรา 83 ริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธว่ามิได้มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง ป.อ. มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 17 ปีเศษ จำเลยที่ 2 อายุ 16 ปีเศษ เห็นสมควรลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพของความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดชลบุรีแล้ว เห็นว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัย ความประพฤติ น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าจะให้ได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยทั้งสองไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันนี้ โดยให้หักวันควบคุม ริบของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) 102 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลดมาตราส่วนโทษตาม ป.อ. มาตรา 75 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือน ภายในกำหนด 1 ปี ให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง มีกำหนด 2 เดือน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 107 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยแล้ว เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง 66 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยที่ 2 ไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยองมีกำหนด 1 ปี ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) 67 (ที่แก้ไขใหม่) และ 102 ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี 3 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย ซึ่งเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและกำหนดโทษอันเป็นการแก้มาก แต่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 การที่โจทก์ฎีกาว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบรับฟังได้ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นายบุญประกอบหรือซ่า สนธิสว่าง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี แผนกคดีเยาวชน — นางสุรางค์ เจียรณ์มงคล ชนินท
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนแ — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7342/2547
#113034
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจะต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เข้ามา เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาแต่ทำมาเป็นเพียงคำแก้ฎีกา จึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ริบของกลางและบวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๓๙๗/๒๕๔๔ ของศาลอาญา เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๖ วรรคหนึ่ง จำคุก ๕ ปี บวกโทษจำคุก ๖ เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๓๙๗/๒๕๔๔ ของศาลอาญา เป็นจำคุก ๕ ปี ๖ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๗ จำคุก ๔ ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ ปี ๘ เดือน บวกโทษจำคุก ๖ เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๓๙๗/๒๕๔๔ เป็นจำคุก ๒ ปี ๑๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๓๔ เม็ด ซึ่งจำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต? ที่จำเลยแก้ฎีกาขอให้ ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษมาด้วยนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 200 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายชัชชัย วัสนชิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นางสาวผจงธรณ์ วรินทรเวช
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7342/2547
#412296
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยจะต้องทำเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เข้ามา เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นฎีกาแต่ทำมาเป็นเพียงคำแก้ฎีกาจึงเป็นการไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง และบวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5397/2544 ของศาลอาญา เข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5397/2544 ของศาลอาญา เป็นจำคุก 5 ปี 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 67 จำคุก 4 ปี คำให้การและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก6เดือนที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5397/2544 เป็นจำคุก 2 ปี 14 เดือน นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า"พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังฟ้องกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยพยานหลักฐานของจำเลย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า คำให้การและทางนำสืบของจำเลยไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่สมควรลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 นั้น เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังว่าจำเลยยอมรับว่ามีการค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตัวจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต คำให้การและทางนำสืบของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษาลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วที่จำเลยแก้ฎีกาขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษมาด้วยนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ อย่างไรก็ดีในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอม เฟตามีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่ลงโทษจำเลยนั้น บทความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้กรณีโทษจำคุกจึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ส่วนกำหนดโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 200 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายชัชชัย วัสนชิน
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
สุรภพ ปัทมะสุคนธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7334/2547
#267766
เปิดฉบับเต็ม

ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ข้อ 5 ระบุว่าไม่ให้นำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้มาใช้บังคับแก่กรณีการให้สินเชื่อโดยตกลงกันเป็นเงินตราต่างประเทศนั้น ย่อมมีผลทำให้ธนาคารโจทก์ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการเรียกดอกเบี้ยจากเงินสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้เท่านั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมมีอิสระในการตกลงอัตราดอกเบี้ยกันเองได้ โดยจะตกลงกันใช้อัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารโจทก์ในเรื่องนี้ก็ได้

การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 สูงกว่าที่ตกลงกันไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหกฉบับ กรณีเป็นการคิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องตามสัญญา มิใช่เป็นการเรียกเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 ได้ ส่วนหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตซึ่งจำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดข้อตกลงในการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าว โดยไม่ชำระเงินจำนวน 126,810 ดอลลาร์สหรัฐ ที่โจทก์จ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าว โดยในสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวไม่มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 7 และมาตรา 224 เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 31,500,105.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 19,952,666.74 บาท นับถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวน 11,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากไม่พอชำระ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 31,500,105.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 19,952,666.74 บาท นับถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าต่ำกว่าอัตรานี้ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 14.50 ต่อปี ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 11,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 11,500,000 บาท นับถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าต่ำกว่าอัตรานี้ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 14.50 ต่อปี และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงิน 15,000,000 บาท นับถัดจากวันที่ 18 ตุลาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ในระหว่างช่วงเวลาดังกล่าวนี้ถ้าธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารโจทก์มีประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่คิดจากลูกค้าต่ำกว่าอัตรานี้ก็ให้คิดตามอัตราที่ประกาศนั้น แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 14.50 ต่อปี หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และ 5821 ตำบลถนนสี่พระยา (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 50,000 บาท

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างอุทธรณ์ ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะส่งสำนวนคดีนี้มายังศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตแล้วนั้น เห็นว่า เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการสั่งคำร้องดังกล่าวเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อคดีนี้ได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแล้วเช่นนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรให้ยกคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวเสีย และมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าของธนาคารโจทก์ สำนักงานใหญ่ ประเภทสินเชื่อธุรกิจต่างประเทศ เมื่อระหว่างปี 2539 ถึงปี 2540 จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 6 ฉบับ เพื่อชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศ โดยจำเลยที่ 1 ตกลงว่าจะชำระเงินที่โจทก์จ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวคืนแก่โจทก์ภายในกำหนดที่ตกลงกันไว้ โจทก์ได้ออกเลตเตอร์ออฟเครดิตรวม 6 ฉบับ ให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 และได้ชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จะต้องชำระค่าสินค้าที่โจทก์ชำระไปนั้นคืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่มีเงินมาชำระจึงได้ทำสัญญาทรัสต์ซีทไว้กับโจทก์รวม 6 ฉบับ และขอรับเอกสารเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อไปจากโจทก์เพื่อนำไปรับสินค้าก่อน และจำเลยที่ 1 ตกลงจะชำระเงินค่าสินค้าแก่โจทก์ภายในระยะเวลาที่กำหนดพร้อมดอกเบี้ย ส่วนเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับสุดท้ายที่โจทก์ออกตามคำขอของจำเลยที่ 1 และได้จ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตไปแล้วนั้น จำเลยที่ 1 ไม่ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์ ทั้งนี้โดยหนี้ของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดดังกล่าวจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่างเข้าทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์รวมวงเงินจำนวน 11,500,000 บาท และ 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามลำดับ และจำเลยที่ 2 ยังได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 5818 และ 5821 ตำบลถนนสี่พระยา (บางรัก) อำเภอบางรัก กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นหลักประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ไว้กับโจทก์รวมวงเงินจำนวน 22,100,000 บาท ด้วย ต่อมาเมื่อหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหกฉบับถึงกำหนดชำระ จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ส่วนหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับสุดท้ายจำนวนเงิน 126,810 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งโจทก์ได้จ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแก่ผู้ขายไปแล้ว และครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระเงินนั้นแก่โจทก์ในวันที่ 5 มกราคม 2540 แต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อโจทก์ได้เปลี่ยนเงินสกุลต่างประเทศเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาแต่ละฉบับและหักหนี้ที่จำเลยที่ 1 ชำระออกแล้ว จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์คิดเป็นเงินไทยเป็นต้นเงินจำนวน 2,788,148.34 บาท 741,249.52 บาท 952,166.88 บาท 667,866 บาท 3,554,907 บาท 4,793,700 บาท และ 6,454,629 บาท ตามลำดับ รวมเป็นต้นเงินทั้งสิ้น 19,952,666.74 บาท กับดอกเบี้ยนับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ของต้นเงินแต่ละจำนวนดังกล่าว ทั้งนี้โดยจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สำหรับหนี้ต้นเงินจำนวนดังกล่าวรวมทั้งมิได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง สำหรับดอกเบี้ยช่วงก่อนฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 คงอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2543) เป็นต้นไปเท่านั้น สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ดังนั้นคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์เป็นข้อกฎหมายว่าตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ข้อ 5 ระบุว่า "ประกาศนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีการรับฝากเงินตามบัตรเงินฝากด้วยวิธีประมูล การรับฝากเงินหรือการกู้ยืมเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารพาณิชย์อื่น บริษัทเงินทุน... และกรณีที่ธนาคารพาณิชย์รับฝากเงินเป็นเงินตราต่างประเทศ หรือให้สินเชื่อโดยตกลงกันเป็นเงินตราต่างประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงินสกุลใด" และมูลหนี้ตามคำฟ้องคดีนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทมีจำนวนเงินที่ต้องชำระกันเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงเป็นกรณีต้องห้ามมิให้นำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวมาใช้บังคับ ประกาศธนาคารโจทก์ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์นำมาใช้ในการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงขัดต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อ 5 ดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามประกาศธนาคารโจทก์นั้น เห็นว่า ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ดังกล่าว ธนาคารแห่งประเทศไทยเพียงแต่กำหนดหลักเกณฑ์ในการเรียกดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นการวางข้อจำกัดในการเรียกดอกเบี้ยของธนาคารโจทก์เท่านั้นการที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับดังกล่าวในข้อ 5 ระบุว่าไม่ให้นำประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้มาใช้บังคับแก่กรณีการให้สินเชื่อโดยตกลงกันเป็นเงินตราต่างประเทศนั้นย่อมมีผลทำให้ธนาคารโจทก์ไม่ต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดในการเรียกดอกเบี้ยจากเงินสินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับนี้เท่านั้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ย่อมมีอิสระในการตกลงอัตราดอกเบี้ยกันเองได้ ซึ่งย่อมตกลงกันในเรื่องดอกเบี้ยโดยอาศัยอัตราตามประกาศธนาคารโจทก์ในเรื่องนี้ได้ด้วย ไม่มีผลเป็นการขัดต่อกฎหมายดังเช่นที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น

ส่วนข้อที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องเป็นเบี้ยปรับนั้น เห็นว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหกฉบับมีข้อความระบุไว้ในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายให้แก่โจทก์ ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยตามที่ระบุในประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่างๆ ซึ่งมีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาตามประกาศแต่ละฉบับเหล่านั้น นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 อันเป็นข้อสัญญาตกลงชำระดอกเบี้ยและอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระในช่วงระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจนถึงวันครบกำหนดเวลาชำระเงินตามที่ระบุไว้ในสัญญา เป็นการคิดดอกเบี้ยกรณีที่ไม่มีการผิดนัดชำระหนี้ และในข้อ 7 มีข้อความระบุไว้ในทำนองเดียวกันว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ค้างชำระในอัตราตามที่กำหนดไว้ในข้อ 4 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ข้อ 3 (2) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) กับส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี และอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) บวกส่วนต่างสูงสุดตามที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดไว้ เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้นอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาข้อ 4 คืออัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดนี้ ย่อมหมายความถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์มีสิทธิเรียกจากลูกค้าทั่วไปซึ่งไม่ได้ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อ 3 (4) ดังกล่าวนั่นเอง มิใช่อัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ซึ่งโจทก์จะมีสิทธิเรียกได้เฉพาะเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้วเท่านั้น และเมื่อตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ที่เป็นข้อตกลงเรื่องอัตราดอกเบี้ยเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์แล้วกลับระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยในอัตราตามที่กำหนดในสัญญาข้อ 4 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้ว โจทก์ก็มีสิทธิตามสัญญาทรัสต์รีซีทในอันที่จะเรียกดอกเบี้ยได้เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดชำระหนี้ตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 4 เท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาถึงการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงที่ 6 ที่ปรากฏในบัญชีการคิดคำนวณจำนวนหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับประกอบกับประกาศธนาคารโจทก์ เรื่อง อัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อแล้ว ปรากฏว่า นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงที่ 6 แต่ละฉบับเป็นต้นไปนั้น แทนที่โจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัด ซึ่งระบุไว้ในประกาศฉบับต่างๆ เหล่านี้ว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป เท่ากับอัตราดอกเบี้ยเอ็มอาร์อาร์บวกส่วนต่างสูงสุด แต่โจทก์กลับคิดดอกเบี้ยผิดนัดผิดสัญญาโดยปรับเปลี่ยนไปตามอัตราดังกล่าวที่ระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่างๆ ที่มีผลบังคับในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป (ที่ไม่ผิดนัด) เป็นการคิดดอกเบี้ยสูงกว่าที่ตกลงกันไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท หรือกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่าเป็นการคิดดอกเบี้ยที่ไม่ถูกต้องตามสัญญาเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการเรียกเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนแล้วศาลมีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรตามมาตรา 383 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์คิดดอกเบี้ยสูงเกินสิทธิโดยไม่ชอบ จึงชอบที่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจะต้องแก้ไขให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เท่าที่โจทก์มีสิทธิตามสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 1 ถึงที่ 6 เท่านั้น กล่าวคือ นับแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ให้คิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป (ที่ไม่ผิดนัด) ตามที่ปรากฏในประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่างๆ ปรับเปลี่ยนลอยตัวไปตามช่วงเวลาที่ประกาศแต่ละฉบับมีผลใช้บังคับ รวมทั้งประกาศที่จะออกมาใช้บังคับหลังวันฟ้องจนกว่าจะมีการชำระหนี้เสร็จสิ้นด้วย ส่วนหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับสุดท้ายซึ่งโจทก์ออกให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทไว้กับโจทก์นั้น ปรากฏว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ปฏิบัติผิดข้อตกลงในการขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต โดยจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินจำนวน 126,810 ดอลลาร์สหรัฐ ที่โจทก์ได้จ่ายไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งคิดเป็นเงินไทยในอัตราแลกเปลี่ยนเงินในขณะนั้นได้จำนวน 6,454,629 บาท และตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับสุดท้ายในข้อ 9 ได้ระบุไว้ว่า "ข้าพเจ้า (จำเลยที่ 1) ยอมรับที่จะชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ... ต่อปี รวมทั้งค่าธรรมเนียม... ให้แก่ธนาคาร (โจทก์) ด้วยในทันทีที่ธนาคารเรียกร้อง" ตามสัญญามีข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่มิได้มีการพิมพ์หรือเขียนกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แต่อย่างใด ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตดังกล่าวในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 เท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบัญชีรายการคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดแล้ว ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยสำหรับหนี้จำนวนนี้จากจำเลยที่ 1 ในอัตราดอกเบี้ยผิดนัดผิดสัญญาตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ตลอดมา ซึ่งสูงกว่าร้อยละ 7.5 ต่อปี อันเป็นเพียงการคิดดอกเบี้ยโดยไม่ถูกต้อง เมื่อโจทก์คิดดอกเบี้ยไม่ถูกต้องตามสิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาอันเป็นการคิดดอกเบี้ยโดยไม่ชอบก็ต้องแก้ไขให้คิดดอกเบี้ยตามที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้คือร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน แต่เนื่องจากคดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์คัดค้านพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเฉพาะเรื่องดอกเบี้ย โดยมีคำขอมาท้ายคำฟ้องอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาแก้เฉพาะดอกเบี้ยส่วนที่นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์เท่านั้น และจำเลยที่ 1 กับที่ 3 ได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาอย่างคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เป็นเงินเพียง 200 บาท ตามคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ประสงค์ที่จะให้ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษาแก้ไขเรื่องดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในช่วงก่อนวันฟ้อง ดังนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่พิพากษาแก้ไขเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าว เมื่อได้วินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในอันที่จะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยต่ำลงนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง และการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้อุทธรณ์กับจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์เป็นกรณีเกี่ยวด้วยการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 ตุลาคม 2543) ให้จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป (ที่ไม่ผิดนัด) ตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับที่ใช้บังคับในวันถัดจากวันฟ้องและปรับเปลี่ยนไปตามประกาศธนาคารโจทก์ที่ประกาศภายหลังวันฟ้องซึ่งมีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาที่คิดดอกเบี้ยส่วนนี้ หากภายหลังวันฟ้องไม่มีประกาศธนาคารโจทก์เป็นฐานในการคำนวณอัตราดอกเบี้ย ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์พึงมีสิทธิเรียกเก็บจากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามสัญญาเดิมตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศกำหนดตามความในมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 แต่ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทุกกรณีต้องไม่เกินร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์ โดยให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวในต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งหกฉบับตามคำฟ้อง รวมเป็นต้นเงินจำนวน 13,498,037.74 บาท และให้ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารหมาย จ.32 จำนวน 6,454,629 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดชำระดอกเบี้ยดังกล่าวแก่โจทก์ในอัตราเดียวกับที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในต้นเงินตามจำนวนที่ตนต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทแชแชการทอ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายกรกันยา สุวรรณพานิช
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
ประชา ประสงค์จรรยา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา