คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2547
#113030
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร แล้วนำเงินที่กู้ยืมมามอบให้จำเลย แม้การเป็นตัวแทนในการกู้ยืมเงินจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 798 วรรคสอง ก็มีผลบังคับกันได้ระหว่างตัวการกับตัวแทน เมื่อโจทก์ถูกบังคับชำระหนี้ที่กู้ยืม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องเสียไปคืนให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,141,457.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินให้โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยในการกู้ยืมเงินจากธนาคารตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. 4 แล้วนำเงินที่กู้ยืมมามอบให้จำเลย แม้การเป็นตัวแทนในการกู้ยืมเงินจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 798 วรรคสอง ก็มีผลบังคับกันได้ในระหว่างตัวการกับตัวแทน เมื่อโจทก์ถูกบังคับชำระหนี้ที่กู้ยืมจำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องเสียไปคืนให้โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ. 1 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะในวันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ถูกบังคับให้ชำระหนี้ โจทก์เพิ่งถูกบังคับชำระหนี้เอาจากเงินฝากประจำในสมุดเงินฝากประจำเอกสารหมาย จ. 5 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2541 ดังนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยได้นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินดา วรเดช
จำเลย — นางปรียา วีสเพ็ญ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นายธนธัต แท่งทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2547
#411809
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยในการกู้ยืมเงินจากธนาคาร แล้วนำเงินที่กู้ยืมมามอบให้แก่จำเลย แม้การเป็นตัวแทนในการกู้ยืมเงินจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 798 วรรคสอง ก็มีผลใช้บังคับกันได้ในระหว่างตัวการกับตัวแทน เมื่อโจทก์ถูกบังคับชำระหนี้ที่กู้ยืม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องเสียไปคืนให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยขอให้โจทก์เป็นตัวแทนจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนชยางกูร เป็นเงิน 1,000,000 บาท โดยตกลงกันว่า จำเลยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ธนาคารด้วยตนเอง โจทก์ได้ดำเนินการกู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากธนาคารฯ นำมามอบให้แก่จำเลยตามข้อตกลง ต่อมาจำเลยผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารตามข้อตกลง ธนาคารจึงหักเงินในสมุดฝากเงินของโจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท ชำระหนี้แก่ธนาคาร โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยชำระเงินที่โจทก์ถูกธนาคารหักนำไปชำระหนี้ แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 141,457.70 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 141,457.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยแต่งตั้งโจทก์เป็นตัวแทนในการกู้ยืมเงินจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนชยางกูร ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้นำสืบโต้เถียงกันว่า โจทก์ทำสัญญากู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท จากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนชยางกูร ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 ในการกู้ยืมเงินดังกล่าว โจทก์ได้นำสมุดเงินฝากซึ่งฝากเงินไว้กับธนาคารเป็นหลักประกัน ตามสำเนาสมุดเงินฝากเอกสารหมาย จ.5 จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คจำนวนเงิน 1,000,000 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 ภายหลังทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวมีการผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ธนาคาร ธนาคารจึงหักเงินฝาก 1,000,000 บาท ในสมุดเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้แก่ธนาคาร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระเงินคืนให้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์เบิกความลำดับความเป็นมาในการเป็นตัวแทนกู้ยืมเงินจากธนาคาร ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 แล้วนำเงินที่กู้ยืมมาให้จำเลยได้อย่างต่อเนื่องและสมเหตุสมผลน่าเชื่อว่าโจทก์เป็นตัวแทนกู้ยืมจากธนาคารให้จำเลยจริง เพราะโจทก์มีเงินฝากประจำในธนาคารเกิน 1,000,000 บาทอยู่แล้ว ถ้าโจทก์ประสงค์จะใช้เงินก็สามารถเบิกถอนจากธนาคารได้เลยโดยไม่ต้องทำสัญญากู้ยืมเงินจากธนาคารซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยโดยใช่เหตุ นอกจากนี้โจทก์ยังมีนางจุไรรัตน์ บุญหลง เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2540 โจทก์กับนางจุไรรัตน์เคยไปพบจำเลยที่ธนาคารโจทก์ต่อว่าจำเลย จำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเดือนร้อนที่ไม่นำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ธนาคาร ซึ่งขณะนั้นธนาคารได้ทวงถามโจทก์แล้ว จำเลยพูดว่าจะไม่ทำให้โจทก์เดือนร้อน โดยประมาณเดือนพฤศจิกายน 2534 จำเลยจะคืนเงินให้แก่โจทก์ถ้าจำเลยไม่คืนให้โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารได้ อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่า โจทก์เป็นตัวแทนให้จำเลยในการกู้ยืมเงินตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 นอกจากพยานบุคคลดังกล่าวแล้ว โจทก์ยังมีเช็คเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินจำนวน 1,000,000 บาท ตรงกับจำนวนเงินที่กู้ยืมอยู่ในความยึดถือของโจทก์ แม้โจทก์จะเคยฟ้องจำเลยให้รับผิดใช้เงินตามเช็คโดยระบุในคำฟ้องว่าเป็นเช็คชำระหนี้ และในคดีนี้โจทก์จะเบิกความว่าเป็นเช็คค้ำประกันก็ไม่ใช่ข้อพิรุธเพราะเช็คเอกสารหมาย จ.1 จะเป็นเช็คชำระหนี้หรือเช็คค้ำประกัน ก็เป็นเช็คที่จำเลยลงลายมือชื่อสั่งจ่ายแล้วมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ ซึ่งถ้าหากจำเลยไม่ได้สั่งจ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.1 ให้โจทก์แล้ว เช็คเอกสารหมาย จ.1 จะมาอยู่ในความยึดถือของโจทก์ได้อย่างไร อีกทั้งสำเนาบัตรประชาชนเอกสารหมาย จ.2 และสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.3 ที่จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ก็อยู่ในความยึดถือของโจทก์ด้วย แสดงว่าเมื่อโจทก์กู้ยืมเงินจากธนาคารแล้วนำเงินมามอบให้จำเลย จำเลยได้มอบเช็คสำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนให้จำเลยยึดถือไว้ด้วย คำเบิกความของโจทก์จึงมีน้ำหนัก ฝ่ายจำเลยมีจำเลยเบิกความลอยๆ ว่า นางวรรณวิไล ขอยืมเช็คจากจำเลยเพื่อทำธุรกิจและจะคืนเช็คให้จำเลยเพื่อทำธุรกิจและจะคืนเช็คให้จำเลยภายใน 2 ถึง 3 เดือน จำเลยจึงให้ยืมไป แต่นางวรรณวิไลมิได้คืนเช็คให้จำเลย จำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีแก่นางวรรณวิไลโดยนำนางวรรณวิไลไปด้วย จำเลยแจ้งความด้วยว่า หากเกิดความเสียหาย จำเลยจะไม่รับผิดชอบตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.5 แต่จำเลยก็มิได้นำนางวรรณวิไลมาเบิกความสนับสนุน คำเบิกความของจำเลยจึงเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้ แม้จำเลยจะนำสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.5 มาแสดง แต่เอกสารดังกล่าวไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีแก่นางวรรณวิไล คงแจ้งว่านางวรรณวิไลขอยืมเช็คไปถ้าเกิดความเสียหายจำเลยจะไม่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนัก เพราะถ้านางวรรณวิไลยืมเช็คไปจริงและไม่คืนเช็คตามกำหนด จำเลยน่าจะแจ้งความดำเนินคดีแก่นางวรรณวิไลหรือน่าแจ้งอายัดเช็คไปยังธนาคารแล้ว แต่จำเลยก็หาได้กระทำไม่ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นตัวแทนของจำเลยให้การกู้ยืมเงินจากธนาคาร ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.4 แล้วนำเงินที่กู้ยืมมามอบให้จำเลย แม้การเป็นตัวแทนในการกู้ยืมเงินจะไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 798 วรรคสอง ก็มีผลบังคับกันได้ในระหว่างตัวการกับตัวแทน เมื่อโจทก์ถูกบังคับชำระหนี้ที่กู้ยืม จำเลยจึงต้องรับผิดชำระต้นเงินและดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องเสียไปคืนให้โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเอกสารหมาย จ.1 นั้นไม่ถูกต้อง เพราะในวันดังกล่าวโจทก์ยังไม่ถูกบังคับให้ชำระหนี้ โจทก์เพิ่งถูกบังคับชำระหนี้เอาจากเงินฝากประจำในสมุดเงินฝากประจำเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2541 ดังนั้น โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยได้ นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 798
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจินดา วรเดช
จำเลย — นายปรียา วีสเพ็ญ
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7624/2547
#411805
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน ที่ตั้งที่ทำการจำเลยของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นหลักแหล่งที่ทำการงานตามปกติของจำเลยที่ 2 ด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะมีที่อยู่แยกต่างหากจากภูมิลำเนาจำเลยที่ 1 แต่ในการติดต่อกับโจทก์จำเลยที่ 2 ใช้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่ติดต่อทุกครั้ง กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้เลือกเอาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นภูมิลำเนาสำหรับการติดต่อกับโจทก์โดยเฉพาะ ถือได้ว่าที่ทำการของจำเลยที่ 1 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยที่ 2 ใช้สำหรับการติดต่อกับโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 42 การที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้และแจ้งบังคับจำนองไปยังที่ตั้งที่ทำการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุต่างๆ หลายนัดและศาลชั้นต้นได้เคยตักเตือนและกำชับจำเลยที่ 2 ว่ามีพฤติการณ์การดำเนินคดีในลักษณะประวิงคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว และเมื่อกำหนดนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 2 ก็ยังขอเลื่อนคดีอีกถึง 2 นัดติดต่อกัน และในนัดสืบพยานจำเลยต่อมาจำเลยที่ 2 คงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวแล้วแถลงว่าเตรียมพยานมาเท่านี้และขอเลื่อนไปสืบพยานที่เหลืออีก 3-7 ปาก ในนัดหน้า ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยกำชับให้จำเลยที่ 2 นำพยานมาสืบให้แล้วเสร็จในวันนัด ครั้นถึงวันนัดจำเลยที่ 2 นำผู้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ 2 มาศาล แต่กลับแถลงขอเลื่อนคดีโดยอ้างว่าพยานลืมเอกสารซึ่งต้องใช้ประกอบการเบิกความไว้ในรถแท็กซี่ และไม่นำพยานที่เหลืออยู่มาสืบในวันนัดนั้นตามที่ศาลชั้นต้นได้กำชับไว้ แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้นำพาที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นส่อเจตนาของจำเลยที่ 2 ที่จะประวิงคดี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีค้ำประกันและจำนองจำนวน 4,086,537.03 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 3,631,637.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,631,637.25 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยถึงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2539 ซึ่งเป็นวันฟ้องต้องไม่เกิน 454,899.78 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 7343 และ 7344 ตำบลคลองราชาเทวะ (ราชาเทวะ) อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสุมทรปราการ และที่ดินโฉนดที่เลขที่ 394 และ 17498 ตำบลบ้านบาตร (สามยอด) อำเภอป้อมปราบศัตรูพ่าย (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 ในวันที่ 3 มิถุนายน 2541 นั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุต่างๆ หลายนัด และศาลชั้นต้นได้เคยตักเตือนและกำชับจำเลยที่ 2 ว่ามีพฤติการณ์การดำเนินคดีในลักษณะประวิงคดีมาครั้งหนึ่งแล้ว ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 แต่ภายหลังที่สืบพยานโจทก์เสร็จ และถึงกำหนดนัดสืบพยานจำเลย จำเลยที่ 2 ก็ยังขอเลื่อนคดีโดยอ้างเหตุว่าตัวจำเลยที่ 2 ป่วยอีกถึง 2 นัดติดต่อกัน ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยในนัดที่สามวันที่ 20 เมษายน 2541 จำเลยที่ 2 คงอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวแล้วแถลงว่าเตรียมพยานมาศาลเพียงเท่านี้และขอเลื่อนไปสืบพยานที่เหลืออีกประมาณ 3 ถึง 4 ปาก ในนัดหน้า ซึ่งศาลชั้นต้นก็อนุญาตโดยได้กำชับให้จำเลยที่ 2 นำพยานมาสืบให้แล้วเสร็จในวันนัด เมื่อถึงวันนัดตามที่เลื่อนมาคือวันที่ 3 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 2 คงนำพยานมาศาลเพียงปากเดียวคือ นางสาวนารีรัตน์ ศรีแจ้ง ทั้งที่จำเลยที่ 2 จะต้องนำพยานที่เหลือมาศาลให้ครบตามที่แถลงต่อศาลในนัดก่อนนั้น แต่จำเลยที่ 2 กลับแถลงขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างว่านางสาวนารีรัตน์ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีของจำเลยที่ 2 ลืมเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีซึ่งจะต้องใช้ประกอบในการเบิกความไว้ในรถแท็กซี่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มิได้นำพาที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นส่อเจตนาของจำเลยที่ 2 ที่จะประวิงคดี เพราะถ้าจำเลยที่ 2 นำพยานที่เหลือมาศาลทั้งหมด หากนางสาวนารีรัตน์ไม่อาจเบิกความได้เพราะเหตุดังจำเลยที่ 2 อ้าง จำเลยที่ 2 ก็ยังมีพยานบุคคลอื่นมาศาลเพื่อที่จะสืบในวันนั้น ดังที่ศาลชั้นต้นกำชับไว้ได้แต่จำเลยที่ 2 ก็หาได้กระทำไม่ เอกสารที่นางสาวนารีรัตน์จะใช้ประกอบในการเบิกความแต่หลงลืมไว้ในรถแท็กซี่จะมีจำนวนมากน้อยเพียงใดก็ไม่ปรากฏ ทั้งประเด็นข้อนำสืบต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ก็มีไม่มาก ดังนั้น ข้อที่จำเลยที่ 2 โต้เถียงว่าเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 2 จะนำพยานมาเบิกความพร้อมกันในวันเดียวกันถึง 3 ถึง 4 ปากนั้น จึงเป็นข้อถึยงที่เลื่อนลอยไม่มีเหตุผลให้รับฟัง ที่ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในประการสุดท้ายมีว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีนายอมรพันธ์ ร่วมนิคม ทนายความของโจทก์เบิกความเป็นพยานยืนยันว่า นายชนินทร์ เชื้อศรีตระกูล ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้และแจ้งบังคับจำนองโดยส่งทางไปรษณีย์ตอบรับไปยังที่ตั้งที่ทำการอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวนั้นแล้วตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 และทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัท จำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนที่ตั้งที่ทำการของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นหลักแหล่งที่ทำการงานตามปกติของจำเลยที่ 2 ด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะมีที่อยู่แยกต่างหากจากภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 แต่คดีก็ยังได้ความตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าในการติดต่อกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ใช้ภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นสถานที่ติดต่อทุกครั้ง กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้เลือกเอาภูมิลำเนาของจำเลยที่ 1 เป็นภูมิลำเนาสำหรับการติดต่อกับโจทก์โดยเฉพาะ ถือได้ว่าที่ทำการของจำเลยที่ 1 เป็นภูมิลำเนาเฉพาะการของจำเลยที่ 2 ที่ใช้สำหรับการติดต่อกับโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 42 จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 42
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทบุญยฤทธิ์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7592/2547
#113315
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจ้างทำของมิได้ปิดอากรแสตมป์ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 118 จึงต้องห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแต่การจ้างทำของไม่มีกฎหมายบังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือหรือมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ดังนั้นจึงรับฟังพยานบุคคลแทนพยานเอกสารได้

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 587
ป.วิ.พ. ม. 94 วรรคหนึ่ง
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเปรมจิตต์ หลิตากิจ โดยนางสาวจารุวรรณ หลิตากิจ
จำเลย — นายวิชิต กองกิ่ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายสมศักดิ์ เอี่ยมพลับใหญ่
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูวงศ์ ละอองศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7586/2547
#412156
เปิดฉบับเต็ม

ป.อ. มาตรา 56 วรรคแรก บัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดให้เหมาะสมแก่สภาพของผู้กระทำความผิดในแง่อัตวิสัย หาใช่บทบังคับให้ศาลต้องรอการลงโทษจำคุกแก่ผู้กระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้เสมอไปไม่

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในข้อกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นบทบังคับเมื่อศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี และจำเลยไม่เคยต้องรับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อปรากฏเหตุอันควรปรานีแล้ว ศาลจะต้องรอการลงโทษจำคุกตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 วรรคแรก บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกินสามปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อนแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึงถึงอายุ ประวัติความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัย อาชีพ และสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปรานีแล้ว เห็นเป็นการสมควร ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการลงโทษไว้แล้วปล่อยตัวไป เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดยจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดให้เหมาะสมแก่สภาพของผู้กระทำความผิดในแง่อัตวิสัย หาใช่บทบังคับให้ศาลต้องรอการลงโทษจำคุกแก่ผู้กระทำความผิดตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้เสมอไปไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยบุกรุกเข้าไปลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นชาวต่างชาติภายในห้องพักของโรงแรมที่เกิดเหตุ ลักษณะของการกระทำความผิดเป็นปรปักษ์ต่อสิทธิครอบครองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน สร้างความเดือดร้อนแก่เจ้าของทรัพย์ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ลำพังแต่จำเลยมีภาระต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว ยังไม่มีเหตุพอเพียงที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 3 เดือน โดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลย 6 เดือน จึงเป็นการลงโทษจำเลยต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่เนื่องจากโจทก์มิได้ฎีกาในปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 วรรคแรก ม. 335 (8) วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นางอรทัย สุทธวาสน์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7567/2547
#411821
เปิดฉบับเต็ม

ผู้มีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 27742 และ 27741 ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ให้โจทก์เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 63 ตารางวา และ 570 ตารางวา ตามลำดับ และรับเงินค่าที่ดินที่ค้างชำระ 1,760,000 บาท จากโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากโอนที่ดินให้โจทก์ไม่ได้ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,572,500 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2538 โจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยตามคำพิพากษาและการบังคับคดีให้ผู้ร้อง จึงขอให้มีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้วสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ย่อมตกแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิ ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของผู้ร้องที่ว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีต่อจำเลยในคดีนี้ตามคำพิพากษามาโดยสุจริตและมีค่าตอบแทนตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.4/2542 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่มีอำนาจเข้าไปจัดกิจการและทรัพย์สินของโจทก์ย้อนหลังไปถึงสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาที่โจทก์ได้โอนให้แก่ผู้ร้องไปแล้วได้ เห็นว่า ผู้มีสิทธิบังคับคดีและผู้มีหน้าที่ต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 บัญญัติให้เป็นสิทธิและหน้าที่ของคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและคู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น ผู้ร้องเป็นบุคคลภายนอกที่อ้างว่าได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ในหนี้ตามคำพิพากษาจากโจทก์ที่มีอยู่แก่จำเลย มิใช่คู่ความในคดีหรือเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะเป็นฝ่ายชนะคดี จึงไม่อาจที่จะเข้ามาสวมสิทธิโจทก์เพื่อดำเนินการอย่างใดเกี่ยวกับการบังคับคดีแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ร้องจะได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก่อนที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดหรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าสวมสิทธิโจทก์ในการบังคับคดีตามคำพิพากษาเอาแก่จำเลยในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธวัชชัย ฉันทจิตปรีชา
ผู้ร้อง — นางสาวเพ็กเกียง แซ่เจี่ย
จำเลย — นางชะเอม โชติจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2547
#412303
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 และวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีกำหนดให้ชำระเงินคืนโจทก์ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม และวันที่ 2 มกราคม 2541 ตามลำดับเมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โจทก์ย่อมใช้บังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดบัญชีและเริ่มนับอายุความแห่งสิทธินับแต่นั้นมา ต่อมาจำเลยชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 และวันที่ 6 ตุลาคม 2541 อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2543 จึงพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ แม้โจทก์จะอ้างว่าโจทก์แจ้งยอดบัญชีให้จำเลยชำระตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ตามลำดับก็ตามแต่เมื่อหลังจากที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้แล้ว จำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์และโจทก์ก็มิได้ออกเงินทดรองให้แก่สถานประกอบกิจการต่าง ๆ แทนจำเลยอีก ใบแจ้งยอดหนี้ที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมาล้วนเป็นการคิดบวกดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัดและเบี้ยปรับที่ชำระล่าช้าเข้ากับต้นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้น การที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเมื่ออาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเอง มิใช่โจทก์ไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ อายุความคดีจึงหาได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดตามใบแจ้งยอดหนี้ครั้งสุดท้ายโดยไม่ผ่อนผันให้แก่จำเลยอีกต่อไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตจำนวน 91,429.53 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปีจากต้นเงิน 44,342.13 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จึงขาดอายุความแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์รวม 2 ใบ คือบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดและยินยอมผูกพันตามเงื่อนไขของผู้ถือบัตร จำเลยสามารถนำบัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้ไปใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าชำระค่าบริการและเบิกถอนเงินสดล่วงหน้า โดยตกลงให้โจทก์ทดรองจ่ายเงินแก่สถานประกอบการค้าหรือบริการไปก่อนแล้วโจทก์จึงแจ้งยอดหนี้เรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หากจำเลยไม่ชำระเงินให้ครบถ้วนตามวันที่ที่โจทก์ระบุในใบแจ้งยอดบัญชียินยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกเก็บได้จากผู้กู้ยืมตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และยินยอมให้โจทก์เรียกเบี้ยปรับเพื่อการชำระหนี้ล่าช้าในอัตราที่โจทก์กำหนดอีกด้วย หลังจากโจทก์ออกบัตรเครดิตให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยได้นำบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไปใช้จ่ายค่าสินค้าและค่าบริการซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไปก่อนทุกครั้งพร้อมทั้งส่งใบแจ้งยอดบัญชีให้จำเลยนำเงินไปชำระให้โจทก์ทุกเดือนตลอดมา จำเลยใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 ครบกำหนดชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 และวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ครบกำหนดต้องชำระหนี้ตามใบแจ้งยอดบัญชีภายในวันที่ 2 มกราคม 2541 ตามลำดับ ระหว่างนั้นจำเลยชำระหนี้บางส่วนตามบัตรเครดิตทั้งสองใบตลอดมาและชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 และวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ตามลำดับ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยนำบัตรซิตี้แบงก์วิซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไปใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 และวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 และโจทก์ส่งใบแจ้งยอดบัญชีกำหนดให้จำเลยชำระเงินคืนโจทก์ภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2541 และวันที่ 2 มกราคม 2541 ตามลำดับ เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในเวลาที่โจทก์กำหนด โจทก์ย่อมบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดบัญชีและเริ่มนับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องของโจทก์นับแต่นั้นมา ต่อมาจำเลยชำระหนี้บางส่วนครั้งสุดท้ายตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2541 และวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ตามลำดับ อันเป็นการรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเริ่มนับอายุความใหม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 โจทก์ฟ้องคดีนี้ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2543 จึงพ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2541 และวันที่ 6 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่แล้วฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ด กำหนดให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ตามลำดับ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดดังกล่าว อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2542 และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ตามลำดับนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อโจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ได้เมื่อครบกำหนดตามใบแจ้งยอดบัญชีดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น หลังจากนั้นจำเลยไม่เคยใช้บัตรเครดิตของโจทก์และโจทก์ก็มิได้ออกเงินทดรองให้แก่สถานประกอบกิจการค้าต่าง ๆ แทนจำเลยอีกใบแจ้งยอดบัญชีที่โจทก์ส่งให้จำเลยแต่ละเดือนต่อมาล้วนเป็นการคิดบวกดอกเบี้ยที่จำเลยผิดนัดและเบี้ยปรับที่ชำระล่าช้าเข้ากับต้นเงินที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์เท่านั้นการที่โจทก์ไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเมื่ออาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ผ่อนผันไม่ใช่สิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยเองมิใช่โจทก์ไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้อายุความคดีนี้จึงหาได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างทั้งหมดโดยไม่ผ่อนผันให้แก่จำเลยอีกต่อไปดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/14 ม. 193/15 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารซิตี้แบงก์
จำเลย — นายชัยรัตน์ เกียรติสุชาติ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7556/2547
#113016
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกันและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3)(ก) โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 140,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียก บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความ 1,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์ที่เช่าซื้อไว้แก่จำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมมิได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมและมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วม โดยโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย แต่จำเลยร่วมถูกศาลชั้นต้นหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งสามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากศาลพิจารณาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี ซึ่งรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกัน และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ขณะเดียวกันก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อจำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมาย โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหายจำเลยร่วมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง ให้จำเลยร่วมใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ ฟองฤทธิ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวงการ ช่วยพนัง
ศาลอุทธรณ์ — นายคมสัน ศรีทองสุก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7556/2547
#411817
เปิดฉบับเต็ม

รถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกัน และสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) (ก) โดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อเป็นเงิน 140,000 บาท และค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์เป็นเงิน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 200,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดชำระเงินดังกล่าวจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างโจทก์และจำเลยร่วมไม่เกินสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงมาว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประกันภัยรถยนต์เช่าซื้อไว้แก่จำเลยร่วม โดยจำเลยร่วมจะต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ในกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมมิได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยร่วมว่า จำเลยทั้งสามขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามารับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฟ้องจำเลยร่วมและมิได้เป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วม โดยโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ ส่วนจำเลยร่วมต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประกันภัย แต่จำเลยร่วมถูกศาลชั้นต้นหมายเรียกให้เข้ามาในคดีตามคำร้องของจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ก) เพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากศาลพิจารณาให้จำเลยที่ 1 แพ้คดี ซึ่งรถยนต์ที่เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อและรถยนต์ที่เอาประกันภัยตามสัญญาประกันภัยเป็นรถยนต์คันเดียวกันและสิทธิเรียกร้องตามสัญญาทั้งสองเกิดจากการสูญหายของรถยนต์คันเดียวกัน เมื่อรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเอาประกันภัยไว้แก่จำเลยร่วมสูญหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ขณะเดียวกันก็มีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าทดแทนจากจำเลยร่วมตามสัญญาประกันภัย จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธิขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดี เพื่อให้จำเลยร่วมรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประกันภัยร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นไปโดยผลของกฎหมายโดยโจทก์ไม่จำต้องฟ้องจำเลยร่วมเป็นจำเลยในคดีนี้ และไม่จำต้องเป็นคู่สัญญาหรือมีนิติสัมพันธ์กับจำเลยร่วมแต่อย่างใด เมื่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยสูญหาย จำเลยร่วมต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3.1 ส่วนที่จำเลยร่วมฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับกรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 3.5.3 ที่ระบุเงื่อนไขว่าจำเลยร่วมจะจ่ายค่าสินไหมทดแทนครบถ้วนตามสัญญาประกันภัยให้แก่จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ต้องทำสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมทันทีเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เงื่อนไขในกรมธรรม์ดังกล่าวไม่มีข้อความระบุต่อไปว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ทำสัญญาจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมแล้วจำเลยจะหลุดพ้นความรับผิด ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 1 ก็มอบกุญแจรถยนต์ให้แก่จำเลยร่วมแล้ว การที่จำเลยที่ 1 หรือโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวจำเลยร่วมจึงไม่หลุดพ้นความรับผิดตามสัญญาประกันภัย และไม่มีสิทธิที่จะยึดหน่วงค่าสินไหมทดแทนไว้ แม้ศาลอุทธรณ์จะหยิบยกปัญหาข้อนี้ขึ้นวินิจฉัยก็ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าไม่เป็นสาระนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามและจำเลยร่วมชำระดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 57 (3) (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้คอร์ป ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ ฟองฤทธิ์ กับพวก
จำเลยร่วม — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สมศักดิ์ เนตรมัย
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2547
#113070
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 (2) แต่จำเลยมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ซึ่งจำเลยได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและ ครอบครัวอนุญาตแล้ว การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ไม่จำต้องขออนุญาต ให้ยกคำร้องแล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาจึงให้ยกฎีกา ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วให้ ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 วรรคสอง และวรรคสี่, 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์ อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และขอให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท ที่ยังไม่คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288, 80, 83, 340 วรรคสี่, 340 ตรี, 371 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 75 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้ยานพาหนะเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 เมื่อคำนวณแล้วเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน รวมสามกระทงจำคุก 16 ปี 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีนับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยคิดหักวันที่ถูกควบคุมตัวให้ด้วย ให้ริบรถจักรยานยนต์ อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 10 เดือน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและ วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 ประกอบมาตรา 105 โดยวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 (1) แห่ง ป.อ. เป็นกักและอบรมในสถานกักและอบรมของสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบรูณ์ ส่วนมาตรา 104 (2) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็น ส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจ สถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิต ตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบรูณ์เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าการกักและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่แตกต่างไปจากวิธีการฝึกและอบรม ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 (2) และ (3) บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์ วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 และ 105 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษา หรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี หรือการกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและ อบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี แม้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลาฝึกและ อบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี ก็หาใช่เป็นการกักและอบรมที่ระบุเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 121 (2) และ (3) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตราดังกล่าว แต่จำเลยยังมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 122 ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้อง ขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า "ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 121 (2) และ (3) ตอนท้าย ไม่จำต้องขออนุญาตตามมาตรา 122 ให้ยกคำร้อง" เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อการรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น มิได้ผ่านขั้นตอนการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ

พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวและยกคำสั่ง ศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีไปให้ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 242
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 (2) ม. 102 ม. 121 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นายฉัตรชัย เที่ยงธรรม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาว — นายพรเทพ โรจนวิภาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนแ — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อมร วีรวงศ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7546/2547
#412300
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยแต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 121 (2) แต่จำเลยมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ซึ่งจำเลยได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตแล้ว การที่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า คดีไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ ไม่จำต้องขออนุญาตให้ยกคำร้องแล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ถูกต้อง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกา ศาลฎีกาจึงให้ยกฎีกา ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 2 คน ซึ่งอายุพ้นเกณฑ์เยาวชนได้แยกดำเนินคดียังศาลจังหวัดกาญจนบุรีแล้ว ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 288, 340, 340 วรรคสองและวรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กาญจนบุรี ป - 4687 อาวุธปืนออโตเมติก ขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. ปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และขอให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท ที่ยังไม่คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83, 340 วรรคสี่, 340 ตรี, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น กับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้ยานพาหนะ เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามฆ่าซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ประกอบมาตรา 53 เมื่อคำนวณแล้วเหลือโทษจำคุก 16 ปี 8 เดือน รวมสามกระทงจำคุก 16 ปี 20 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี 10 เดือน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรีมีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา โดยคิดหักวันที่ถูกควบคุมตัวให้ด้วย ให้ริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกาญจนบุรี ป-4687 อาวุธปืนออโตเมติกขนาด 7.65 มม. ซองกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และปลอกกระสุนปืนขนาด 7.65 มม. และให้จำเลยคืนเงิน 400 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 ปี 10 เดือน โดยเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี มีกำหนดขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทนการลงโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 ประกอบมาตรา 105 โดยวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 (1) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกหรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 39 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นกักและอบรมในสถานกักและอบรมของสถานพินิจตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ส่วนมาตรา 104 (2) เป็นกรณีเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมยังสถานพินิจ สถานศึกษาหรือสถานฝึกและอบรม หรือสถานแนะนำทางจิตตามเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าเด็กหรือเยาวชนนั้นมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์เช่นกันซึ่งจะเห็นได้ว่าการกักและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่แตกต่างไปจากวิธีการฝึกและอบรม ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) และ (3) บัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 และ105 เว้นแต่ในกรณีที่การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนนั้นเป็นการพิพากษา หรือมีคำสั่งให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปเพื่อกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี หรือการกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาขั้นสูงเกิน 3 ปี ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดกาญจนบุรี แม้ศาลชั้นต้นกำหนดระยะเวลาฝึกและอบรมขั้นต่ำ 4 ปี ขั้นสูงไม่เกิน 6 ปี ก็หาใช่เป็นการกักและอบรมที่ระบุเป็นข้อยกเว้นของมาตรา 121 (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ไม่ ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ผู้ปกครองรับไปดูแลแทนการส่งไปฝึกอบรมเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลในการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตราดังกล่าว แต่จำเลยยังมีสิทธิขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2545 ขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งว่า "ศาลมีคำพิพากษาให้ส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจฯ มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี จึงไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) และ (3) ตอนท้าย ไม่จำต้องขออนุญาตตามมาตรา 122 ให้ยกคำร้อง" เป็นการไม่ถูกต้อง เมื่อการรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นมิได้ผ่านขั้นตอนการอนุญาตให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจึงไม่ชอบ จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาต่อมา"

พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวและยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ของจำเลยและสำนวนคดีไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดกาญจนบุรีแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณา แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 242
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 102 ม. 121 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี
แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
จำเลย — นายฉัตรชัย เที่ยงธรรม
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
อมร วีรวงศ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7525/2547
#411751
เปิดฉบับเต็ม

ใบแต่งทนายความให้อำนาจทนายจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ทนายจำเลยจึงสามารถลงชื่อในคำฟ้องฎีกาแทนจำเลยได้โดยไม่ต้องสอบถามจำเลยก่อน ข้ออ้างของทนายจำเลยที่ว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยไม่เคยมาติดต่อทนายจำเลย ทำให้ไม่ทราบว่าจำเลยประสงค์จะว่าจ้างให้เป็นทนายความในชั้นฎีกาอีกต่อไปหรือไม่นั้น ข้ออ้างด้งกล่าวเป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของทนายจำเลยเอง ไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษอันจะพึงขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 335, 357

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 1 ให้การใหม่เป็นรับสารภาพฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 1 เพื่อให้โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (7) (8) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 คงจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ริบไขควงและประแจปากตายของกลาง ยกฟ้องฐานรับของโจร

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ทนายจำเลยที่ 3 ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา โดยอ้างว่าหลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว จำเลยที่ 3 ยังไม่เคยมาติดต่อทนายจำเลยที่ 3 จึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยที่ 3 ยังมีความประสงค์ที่จะว่าจ้างให้เป็นทนายความในชั้นฎีกาต่อไปหรือไม่ จึงขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีก 15 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ ยกคำร้องขอ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีเหตุสมควรขยายระยะเวลาฎีกาให้จำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 แต่งตั้งให้นายธีรศักดิ์ เพชรเรืองสด เป็นทนายความ โดยใบแต่งทนายความลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 ให้อำนาจนายธีรศักดิ์ทนายจำเลยที่ 3 ใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกาด้วย ทนายจำเลยที่ 3 จึงสามารถลงชื่อในคำฟ้องฎีกาแทนจำเลยที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 โดยไม่จำต้องรอสอบถามจำเลยที่ 3 ก่อนแต่อย่างใด ข้ออ้างของทนายจำเลยที่ 3 ตามคำร้องที่ว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แล้ว จำเลยที่ 3 ไม่เคยมาติดต่อทนายจำเลยที่ 3 ทำให้ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 3 ประสงค์จะว่าจ้างให้เป็นทนายความในชั้นฎีกาอีกต่อไปหรือไม่นั้น บ่งแสดงว่าทนายจำเลยที่ 3 จะยื่นฎีกาให้จำเลยที่ 3 ต่อเมื่อจำเลยที่ 3 ตกลงให้ค่าว่าจ้างทนายความในการยื่นฎีกาเสียก่อน ข้ออ้างดังกล่าวจึงเป็นเงื่อนไขในการปฏิบัติงานของทนายจำเลยที่ 3 เอง หาใช่พฤติการณ์พิเศษอันจะพึงขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ไม่ ที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอและศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 62
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นายศุภชัยหรือปู คงแก้วขาว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7511/2547
#411811
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าเป็นการแก้ไขมากตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง นั้น จะต้องเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและจำนวนโทษที่ลง ซึ่งการแก้บทลงโทษนั้นมีความหมายถึงการเปลี่ยนบทลงโทษจากบทหนึ่งไปเป็นอีกบทหนึ่ง หรือเป็นการแก้วรรคในบทเดิม ซึ่งความผิดแต่ละวรรคมีโทษขั้นต่ำและขั้นสูงแตกต่างกันมาก และลักษณะความผิดในแต่วรรคนั้นแตกต่างกัน เช่น ความผิดในวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้และอีกวรรคหนึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เป็นต้น การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นเพียงการบังคับใช้กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติไว้เท่านั้น จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์แก้บทลงโทษ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้จำนวนโทษ มิได้แก้บทลงโทษจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย ให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 และริบเมทแอมเฟตามีน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และธนบัตรจำนวน 1,270 บาท ของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 30 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เห็นควรลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 15 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ส่วนธนบัตรของกลางจำนวน 1,270 บาท คืนให้แก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 8 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ชอบหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานหนักตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อันเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง" จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้นเป็นการแก้ไขเล็กน้อยหรือแก้ไขมาก ในข้อนี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกาว่าเป็นการแก้ไขมากเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงลดโทษลงถึง 11 ปี เห็นว่า การแก้ไขมากจะต้องเป็นการแก้ทั้งบทลงโทษและจำนวนโทษที่ลด ซึ่งการแก้บทลงโทษนั้นมีความหมายถึงการเปลี่ยนบทลงโทษจากบทหนึ่งไปเป็นอีกบทหนึ่ง หรือเป็นการแก้วรรคในบทเดิมซึ่งความผิดแต่ละวรรคมีโทษขั้นต่ำและขั้นสูงแตกต่างกันมากและลักษณะความผิดในแต่ละวรรคนั้นแตกต่างกัน เช่น ความผิดในวรรคหนึ่งเป็นความผิดยอมความได้และอีกวรรคหนึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เป็นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) เป็นเพียงการบังคับใช้กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติไว้เท่านั้น จึงไม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้บทลงโทษตามนัยดังกล่าวแต่อย่างใด เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพียงแต่แก้จำนวนโทษ มิได้แก้บทลงโทษแล้วจึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออัยการสูงสุดลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัยอันเป็นข้อยกเว้นที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้พิจารณาดังที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 บัญญัติไว้แล้ว ศาลชั้นต้นก็จะสั่งรับฎีกาของโจทก์ไว้ไม่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 221
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นายศิริพงษ์ มะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7507/2547
#411975
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตาม น.ส.3 ก. โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 เนื่องจาก น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินของบุคคลอื่น และศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้าย ป.วิ.พ. ทั้งไม่มีบทบัญญัติยกเว้นความรับผิดชำระค่าธรรมเนียมในกรณีที่ผู้ขอยึดทำการโดยสุจริต ซึ่งความรับผิดในค่าธรรมเนียมนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ดังนั้น จึงสมควรให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องไปในราคา 8,290,000 บาท ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของที่ดินดังกล่าวได้ออกทับตราจองเลขที่ 2058 ถึง 2078 และโฉนดที่ดินเลขที่ 1803 ตำบลหัวหิน อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของบุคคลอื่นมิใช่ของจำเลยที่ 3 มาขายทอดตลาด การขายทอดตลาดจึงไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคืนเงินมัดจำแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้เพิกถอนการขายทอดตลาด และคืนเงินมัดจำจำนวน 414,500 บาท แก่ผู้ร้อง คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายเป็นเงินจำนวน 289,247 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี

เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของจำนวนเงินที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของและจดทะเบียนจำนองไว้กับโจทก์ ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าว ผู้ร้องซื้อได้ในราคา 8,290,000 บาท ปรากฏว่า น.ส.3 ก. ดังกล่าวออกทับที่ดินผู้อื่น ที่ดินที่ยึดและขายทอดตลาดดังกล่าวจึงไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาด คดีถึงที่สุด เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขาย คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ต้องชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นผู้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 232 โดยอ้างว่าเป็นของจำเลยที่ 3 เมื่อปรากฏว่าที่ดินแปลงดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 3 จนศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและคดีถึงที่สุด ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาส่วนนี้จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นผู้ขอยึดโดยสุจริตนั้นไม่มีบทกฎหมายบัญญัติยกเว้นไว้ว่าไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว และที่โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสามต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 หากให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้วจะไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้คู่ความฝ่ายใดเสียค่าฤชาธรรมเนียมก็ได้ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ต้องระมัดระวังในการรับจำนองที่ดินและนำยึดที่ดินว่าเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีคำสั่งไปตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — นายฉัตริน อัศวมหาวงศ์
จำเลย — นายนิวัฒน์ ก่อเกียรติตระกูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สุรพล เจียมจูไร
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7506/2547
#411800
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง ผู้ที่ร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีต้องร้องขอให้คดีที่มีการบังคับคดีนั้น การที่โจทก์ร้องขอในคดีนี้ให้เพิกถอนการบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว และบทบัญญัติดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีนั้นได้อยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีนั้นก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้อายัดเงินฝากในบัญชีเงินฝากประจำของนายกิตติ กิตติพจน์วิไล ที่มีอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระเป็นเงิน 200,616 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2541 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายกิตติ กิตติพจน์วิไล ร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 มีนาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยไม่ให้เกิน 616 บาท กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยทั้งสี่ปฏิบัติตามคำพิพากษาและโจทก์ขอให้บังคับคดีแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดี (ของคดีนี้) มีหนังสือฉบับลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 แจ้งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ส่งเงินตามจำนวนที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งอายัดไว้ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ มีหนังสือแจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่า ขอส่งเงินจำนวน 126,747.85 บาท เท่าที่มียอดคงเหลืออยู่ในบัญชีให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์ตั้งเรื่องขอบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 เจ้าพนักงานบังคับคดีแจ้งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ส่งเงินที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดไว้ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ปรากฏว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีเพียง 126,747.85 บาท เท่าที่มีเงินเหลืออยู่ในบัญชีทำให้ไม่เพียงพอชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์ เพราะธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ส่งเงินที่โจทก์ขออายัดไว้ให้แก่คดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น ระหว่าง บริษัทพัฒนาสตีล จำกัด โจทก์ นางสุนันทา กิตติพจน์วิไล กับพวก จำเลย เป็นเงินจำนวน 693,804.04 บาท โดยโจทก์ในคดีดังกล่าวมิได้ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากไว้ดังเช่นโจทก์ในคดีนี้ ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งให้ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ส่งเงินให้แก่คดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลว่า หมายอายัดสิทธิเรียกร้องเป็นหมายอายัดชั่วคราว ยังไม่ใช่เจ้าหน้าหนี้ตามคำพิพากษา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ จึงส่งเงินจำนวน 693,804.04 บาท ให้แก่คดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น ตามคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดี การกระทำของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าวเป็นการดำเนินการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) และมาตรา 296 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเงินที่จ่ายไปในคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น คืนให้แก่โจทก์ด้วย

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำร้องว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามขั้นตอนครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำงานล่าช้า และมิได้ปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น เรียกเงินจากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาท่าพระ ไปก่อน โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีนี้มิได้คัดค้าน ทำให้โจทก์เสียหาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในการร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้ดำเนินการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น จะต้องร้องขอต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี เมื่อตามคำร้องของโจทก์เป็นการร้องขอให้เพิกถอนการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น โจทก์จึงชอบที่จะไปร้องขอในคดีดังกล่าว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำร้องที่โจทก์ยื่นเข้ามาในภายหลังนั้น เมื่อปรากฏว่าศาลยกคำร้องฉบับแรกแล้วจึงไม่รับ ให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำร้องดังกล่าวด้วยเช่นกัน

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ร้องขอในคดีนี้ให้เพิกถอนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้น ได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง บัญญัติว่า "...ถ้าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งลักษณะนี้... เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดี ซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนวิธีการบังคับคดีทั้งปวงหรือวิธีการบังคับคดีใดๆ... ตามที่ศาลเห็นสมควร" เห็นว่า ตามบทบัญญัติดังกล่าวผู้ที่ร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีต้องร้องขอในคดีที่ที่มีการบังคับคดีนั้น การที่โจทก์ร้องขอในคดีนี้ให้เพิกถอนการบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงที่ 10188/2541 ของศาลชั้นต้นจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีหมายเลขแดงดังกล่าว ทำให้โจทก์ไม่สามารถไปร้องขอในคดีหมายเลขแดงดังกล่าวได้นั้น ก็เห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีในคดีนั้นได้อยู่แล้ว และที่โจทก์ฎีกาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกเจ้าพนักงานบังคับคดีของคดีหมายเลขแดงดังกล่าวคืนเงินที่คดีนี้อายัดชั่วคราวไว้นั้น เห็นว่า เมื่อการบังคับคดีในคดีหมายเลขแดงดังกล่าวยังไม่ถูกเพิกถอน เจ้าพนักงานบังคับคดีคดีนี้จึงไม่อาจเรียกเงินจำนวนดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตนา อารีวิจิตร
จำเลย — นางสุนันทา กิตติพจน์วิไล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7502/2547
#412299
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดต่างจากความผิดฐานร่วมกันนำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ และพ้นจากสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้มาแล้วกว่าห้าปี เคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ฯ มาตรา 39 ตรี วรรคหนึ่ง,71 ทวิ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 6, 7, 39 ตรี, 47, 48, 71 ทวิ, 73, 74 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบไม้สักแปรรูปและไม้ประดู่แปรรูปของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 39 ตรี วรรคหนึ่ง, 48 วรรคหนึ่ง, 71 ทวิ, 73 ทวิ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1) (ที่ถูกมาตรา 73 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (1)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตารา 91 ฐานร่วมกันมีไม้สักและไม้ประดู่แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดกรรมเดียวกัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันนำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือเคยอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้มาแล้วกว่าห้าปีเคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ริบไม้สักแปรรูปจำนวน 1 ท่อน กับอีก 16 แผ่นและไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 9 แผ่น ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ตามคำฟ้องเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง, 73 อาศัยเจตนาในการกระทำความผิดต่างจากความผิดฐานร่วมกันนำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ และพ้นจากสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้มาแล้วกว่าห้าปีเคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 39 ตรี วรรคหนึ่ง, 71 ทวิ ดังนั้น การร่วมกันกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 กับพวกตามที่ปรากฏในคำฟ้องจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาในประการต่อมาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า คดีนี้ไม้ของกลางที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมีเพียงไม้สักแปรรูปจำนวน 1 ท่อน ปริมาตร 0.35 ลูกบาศก์เมตร ไม้สักแปรรูปจำนวน 16 แผ่น ปริมาตร 1.08 ลูกบาศก์เมตร และไม้ประดู่แปรรูปจำนวน 9 แผ่น ปริมาตร 0.62 ลูกบาศก์เมตร เท่านั้นส่วนไม้สักจำนวนหลายแผ่นปริมาตรรวม 35 ลูกบาศก์เมตร เป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยอยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ และพ้นจากสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้มาแล้วกว่าห้าปีซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 4 (4) มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป เพียงการนำเคลื่อนย้ายออกนอกจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้นต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายโดยมิต้องเสียค่าธรรมเนียมเท่านั้นพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ไม่ร้ายแรงนักประกอบกับในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณา จำเลยที่ 2 ก็ให้การรับสารภาพมาโดยตลอดอันแสดงว่ายังรู้สำนึกในความผิดแห่งตน เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตนเป็นพลเมืองดีได้ การรอการลงโทษจำคุกและคุมความประพฤติไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยที่ 2 และสังคมโดยส่วนรวมมากกว่า ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นแต่เพื่อให้หลาบจำจึงให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดแต่ละกระทงอีกสถานหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต 20,000 บาท และฐานร่วมกันนำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยอยู่ในสภาพเครื่องใช้มาแล้วกว่าห้าปีเคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัด ซึ่งเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต 10,000 บาท ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตปรับ 10,000 บาท และฐานร่วมกันนำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเคยอยู่ในสภาพเครื่องใช้มาแล้วกว่าห้าปีเคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับ 5,000 บาท เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมลงโทษปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ให้จำเลยที่ 2 ละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยที่ 2 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 2 เห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ม. 39 ตรี ม. 48 ม. 71 ทวิ ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาล จังหวัดสวรรคโลก
จำเลย — นายแดง ทิดพวงกับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
สบโชค สุขารมณ์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7499/2547
#412153
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของพันโท ช. รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่พันโท ช. ค้ำประกันหนี้เงินกู้ของพันโท ป. ไว้แก่โจทก์ เมื่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น ทั้งผู้ค้ำประกันย่อมจะหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 และมาตรา 698 ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในหนี้ที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องชำระนั้น เห็นได้ว่าเป็นมูลความแห่งคดีเดียวกันจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของพันโท ป. ผู้กู้ยกอายุความเกี่ยวแก่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ และปรากฏว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีต่อพันโท ป. เจ้ามรดกขาดอายุความแล้วทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีจึงอยู่ในบังคับแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ ศาลย่อมพิพากษาให้มีผลถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ขาดนัดซึ่งจะต้องรับผิดในฐานะทายาทของพันโท ช. ผู้ค้ำประกันหนี้ของพันโท ป. แก่โจทก์ด้วยได้ แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดภายหลังโจทก์ได้รู้ถึงความตายของพันโท ช. เจ้ามรดกเมื่อยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1755 วรรคสาม ก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า พันโทประมวลทำสัญญากู้เงินกรุงไทย ธนวัฏ จำนวน 60,000 บาท จากโจทก์ และมีพันโทชายัณเป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2543 โจทก์ส่งหนังสือทวงถามให้พันโทประมวลชำระหนี้จึงทราบว่าพันโทประมวลถึงแก่ความตายแล้ว และจากการสอบถามไปหน่วยงานต้นสังกัดของพันโทชายัณ โจทก์ก็ทราบว่าพันโทชายัณถึงแก่ความตายแล้วด้วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นภริยาผู้มีสิทธิรับมรดกของพันโทประมวลและพันโทชายัณตามลำดับ จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของผู้ตายทั้งสองจึงต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 34,619.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 18,501.69 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ข้อกฎหมายที่ว่า แม้หนี้ของพันโทประมวลผู้กู้ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทจะต้องรับผิดขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ตามที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี แต่โจทก์เพิ่งรู้ถึงความตายของพันโทชายัณผู้ค้ำประกันเมื่อยังไม่พ้น 1 ปี คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นทายาทของพันโทชายัณจะต้องรับผิดต่อโจทก์ก็ยังไม่ขาดอายุความ กรณีไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) มาปรับให้แก่คดีของจำเลยที่ 2 ได้นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทของพันโทชายัณให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่พันโทชายัณค้ำประกันหนี้เงินกู้ของพันโทประมวลไว้แก่โจทก์ เมื่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันที่ผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น ทั้งผู้ค้ำประกันย่อมจะหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 และมาตรา 698 ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในหนี้ที่จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้กับหนี้ที่ลูกหนี้จะต้องชำระนั้น ย่อมเห็นได้ชัดว่าเป็นมูลความแห่งคดีเดียวกันจึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของพันโทประมวลผู้กู้ยกอายุความเกี่ยวแก่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้อันมีต่อเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ขึ้นเป็นข้อต่อสู้ และปรากฏว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์อันมีต่อพันโทประมวลเจ้ามรดกขาดอายุความแล้วทำให้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์ตามฟ้อง กรณีจึงอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) ที่บัญญัติให้บรรดากระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้นั้น ให้ถือว่าได้กระทำโดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมด้วย ดังนี้ เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ ศาลย่อมพิพากษาให้มีผลถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ขาดนัดซึ่งจะต้องรับผิดในฐานะทายาทของพันโทชายัณผู้ค้ำประกันหนี้ของพันโทประมวลแก่โจทก์ด้วยได้ แม้โจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดภายหลังโจทก์ได้รู้ถึงความตายของพันโทชายัณเจ้ามรดกเมื่อยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 698 ม. 1754 วรรคสาม
ป.วิ.พ. ม. 59 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอุสม สุจริต กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2547
#113343
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์และผู้ร้องขัดทรัพย์นำเจ้าพนักงานที่ดิน ทำแผนที่วิวาท เสร็จแล้วให้ส่งแผนที่วิวาทพร้อมสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาต่อไปนั้นเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งดังกล่าว ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร โจทก์ชอบที่จะใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้ เพื่อการใช้สิทธิฎีกาภายหลังเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแล้วโจทก์ฎีกาคำสั่งดังกล่าวทันที จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วย มาตรา 247 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินที่จำเลยมีสิทธิครอบครองตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2326 เลขที่ 99 ตำบลตรำดม (โชคเหนือ) กิ่งอำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

โจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งปล่อยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2326 เลขที่ 99 ตำบลตรำดม (โชคเหนือ) กิ่งอำเภอลำดวน จังหวัดสุรินทร์ ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเสีย ค่าฤชาธรรมเนียม ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ส่งสำนวนคืนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์และผู้ร้องขัดทรัพย์นำเจ้าพนักงานที่ดิน ทำแผนที่วิวาทโดยการปูโฉนดที่ดินเลขที่ 1032,4137 และ 4199 กับหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2326 แล้วรังวัดทำแผนที่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกันหรือไม่ หรือมีส่วนทับซ้อนกันอย่างไร โดยให้คำนวณ เนื้อที่ดินมาโดยละเอียดและให้ผู้ร้องขัดทรัพย์และโจทก์ระวังแนวเขตด้วย เสร็จแล้วให้ส่งแผนที่วิวาทพร้อมสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยเร็วเพื่อพิจารณาต่อไป สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำแผนที่วิวาททั้งหมดให้โจทก์เป็น ผู้ออกทั้งหมด ทั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีนี้ซึ่งจะพิจารณาสั่งเมื่อพิพากษาคดีนี้ ในชั้นนี้ให้จำหน่ายคดีจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2546

โจทก์ฎีกาคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้โจทก์และผู้ร้องขัดทรัพย์นำเจ้าพนักงานที่ดินทำแผนที่วิวาท เสร็จแล้วให้ส่งแผนที่วิวาทพร้อมสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพื่อพิจารณาต่อไปนั้นเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 หากโจทก์เห็นว่าคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร โจทก์ชอบที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก่อน แล้วใช้สิทธิโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวไว้เพื่อการใช้สิทธิฎีกาภายหลังเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำพิพากษาแล้ว โจทก์ฎีกาคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทันทีในขณะที่ยังถือว่าคดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เช่นนี้จึงเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 (1) ประกอบด้วย มาตรา 247 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของโจทก์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 226 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกิตติหรือกฤตติ กาญจนรุจิวิวัฒน์
ผู้ร้อง — นางยศ โสรเนตร
จำเลย — นายบูรพา ขาวเครือ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นายชัยรัตน์ ชูแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร สาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7494/2547
#412150
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้น เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะที่จะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 เมื่อจำเลยทั้งสามเห็นว่าอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวมิใช่อุทธรณ์ที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ตามนัยของ ป.วิ.พ. มาตรา 227 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง และเมื่อจำเลยทั้งสามได้ใช้สิทธิดังกล่าวโดยยื่นอุทธรณ์ตามอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 นั้นแล้ว หากจำเลยทั้งสามประสงค์จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จำเลยทั้งสามก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 234 กล่าวคือ จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง และเมื่อปรากฏว่ามีกำหนดให้จำเลยทั้งสามมาทราบคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นับแต่วันที่กำหนดไว้นั้นแล้ว การที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงในวันที่ 12 มีนาคม 2545 จึงเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวของจำเลยทั้งสามนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 49,952,319.51 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 40,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 มิถุนายน 2540) จนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้โจทก์นำหุ้นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

ในวันที่ 28 มกราคม 2545 จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2545 ว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาล จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 200,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลมาเพียง 200 บาท จึงให้จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายใน 7 วันนับแต่ทราบคำสั่ง หากไม่นำเงินมาวางภายในกำหนด ให้ถือว่าทิ้งอุทธรณ์ โดยในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมีกำหนดให้จำเลยทั้งสามมาทราบคำสั่งในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545

ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 ว่าอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเป็นคำฟ้องอุทธรณ์ที่ขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ย่อมต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200 บาท จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและกำหนดให้จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลชั้นต้นสั่งอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 ว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168 เป็นกรณีที่กฎหมายห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในปัญหาเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแต่อย่างเดียว เว้นแต่อุทธรณ์นั้นจะได้ยกเหตุว่าค่าฤชาธรรมเนียมมิได้กำหนดหรือคำนวณให้ถูกต้องตามกฎหมาย การที่ศาลสั่งให้จำเลยทั้งสามนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มมิใช่กรณีตามมาตรา 168 ดังที่จำเลยทั้งสามกล่าวอ้างจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด โดยปรากฏในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฉบับดังกล่าวว่ามีกำหนดให้จำเลยทั้งสามมารับทราบคำสั่งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 และในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 นั้นเอง ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2545 ของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามไม่นำค่าขึ้นศาลมาวางภายในกำหนดตามที่ศาลสั่ง จึงถือว่าจำเลยทั้งสามทิ้งอุทธรณ์

ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2545 จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 168, 223, 225 วรรคท้าย ต่อศาลอุทธรณ์โดยตรง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งวันที่ 12 มีนาคม 2545 พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม 2545 ของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เพิ่มขึ้นนั้น เป็นกระบวนพิจารณาในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 232 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลชั้นต้นโดยเฉพาะที่จะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 เมื่อจำเลยทั้งสามเห็นว่าอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวของจำเลยทั้งสามมิใช่อุทธรณ์ที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์ที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และไม่จำต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสามย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์คำสั่งนั้นให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยได้ตามนัยของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่งและเมื่อจำเลยทั้งสามได้ใช้สิทธิดังกล่าวโดยยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 นั้นแล้ว หากจำเลยทั้งสามประสงค์จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จำเลยทั้งสามก็จะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 กล่าวคือ จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง และเมื่อปรากฏว่ามีกำหนดให้จำเลยทั้งสามมาทราบคำสั่งดังกล่าวในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นับแต่วันที่กำหนดไว้นั้นแล้ว การที่จำเลยทั้งสามยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลอุทธรณ์โดยตรงในวันที่ 12 มีนาคม 2545 จึงเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด เป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ชอบที่จะยกอุทธรณ์คำสั่งฉบับดังกล่าวของจำเลยทั้งสามนั้นเสียได้กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสามในประการอื่นต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 227 ม. 232 ม. 234
ชื่อคู่ความ
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
โจทก์ — แปซิฟิคไฟแนนซ์ (มหาชน) จำกัด
จำเลย — บริษัทคอมมอนเวลธ์ เรียลตี้ กรุ๊ป จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7483/2547
#113029
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องคัดค้านผู้คัดค้านที่ 1 และขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ แม้ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 จะใช้ข้อความว่า ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมโดยได้รับความยินยอมของโจทก์ (ผู้ร้อง) นั้น ก็เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 2 ร้องสอดใช้สิทธิของตนเองเพื่อโต้แย้งกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นการร้องขอเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มิใช่มาตรา 57 (2) จึงสามารถใช้สิทธิเสมือนว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามมาตรา 58 แม้ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จะได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องและคำคัดค้านและศาลจะได้สั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จากสารบบความก็คงมีผลเฉพาะคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีคำร้องและคำคัดค้านเดิมตามลำดับที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้คำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ตกไปด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เด็กหญิงวริศรา ผู้เยาว์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายประพันธ์ สามีของผู้ร้อง ต่อมานายประพันธ์ถึงแก่ความตาย ผู้เยาว์จึงไม่มีผู้ปกครอง ขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นพี่ร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางอนงค์ มารดาของผู้เยาว์ ขอให้ยกคำร้องและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องขอว่าเป็นย่าของผู้เยาว์จึงมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดีโดยร้องสอดเข้าเป็นผู้ร้องร่วมกับผู้ร้อง โดยได้รับความยินยอมของผู้ร้องและคัดค้านการที่ผู้คัดค้านที่ 1 ขอเป็นผู้ปกครองผู้เยาว์โดยขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอถอนคำร้องขอ และผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำร้องขอถอนคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีคำร้องและคำคัดค้าน อันเป็นข้อพิพาทที่ผู้คัดค้านที่ 2 จะต้องคัดค้านอีกต่อไป ให้จำหน่ายคดีของผู้คัดค้านที่ 2 ออกจากสารบบความ

ผู้คัดค้านที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้ตามคำร้องของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ขอให้ศาลสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองผู้เยาว์นั้น จะใช้ข้อความว่า ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม โดยได้รับความยินยอมของโจทก์ (ผู้ร้อง) นั้น ก็เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 2 ร้องสอดใช้สิทธิของตนเองเพื่อโต้แย้งกับผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการร้องขอเพื่อยังให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) มิใช่มาตรา 57 (2) จึงสามารถใช้สิทธิเสมือนว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ ตามมาตรา 58 แม้ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จะขอถอนคำร้องขอและคำคัดค้าน และศาลจะสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จากสารบบความก็คงมีผลเฉพาะคดีของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ไม่มีคำร้องและคำคัดค้านเดิมตามลำดับที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลทำให้คำร้องขอของผู้คัดค้านที่ 2 ตกไปด้วยไม่ เมื่อศาลชั้นต้นได้ไต่สวนคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 มาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลล่างทั้งสองพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ คดีนี้บิดาผู้เยาว์ที่ตายไม่ได้ทำหนังสือระบุชื่อห้ามผู้คัดค้านที่ 2 ไว้มิให้เป็นผู้ปกครอง และได้ความจากคำเบิกความของผู้เยาว์ว่าประสงค์จะอยู่กับผู้คัดค้านที่ 2 เมื่อผู้เยาว์ไม่มีบิดามารดา ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นย่าของผู้เยาว์และไม่มีลักษณะต้องห้ามมิให้เป็นผู้ปกครองแต่อย่างใด จึงเห็นสมควรตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองเด็กหญิงวริศราผู้เยาว์

พิพากษากลับว่า ให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้ปกครองเด็กหญิงวริศรา ผู้เยาว์ ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 57 (1) ม. 57 (2) ม. 58 ม. 188
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางศิริประกาย ผัดเป้า
ผู้คัดค้าน — นางอำพรรณ ตะนันกลาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำพูน — นางสาวรัชนี ไชยแก้วเมรุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายจตุรงค์ นาสมใจ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา