คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6514/2547
#266493
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลจังหวัดนนทบุรีที่สั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งแม้โจทก์จะอุทธรณ์กล่าวอ้างว่าคดีนี้ควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้บังคับแล้วในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ แต่ขณะยื่นฟ้องศาลปกครองกลางยังมิได้เปิดทำการ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมคือศาลจังหวัดนนทบุรีอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งแปดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนี้ ย่อมมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมด้วยกันเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ อันเป็นกรณีที่จะต้องเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 และต่อมาประธานศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่ามติที่ประชุมของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีคำสั่งให้เพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงที่ 8 รวมทั้งให้เพิกถอนคำสั่งนายทะเบียนฉบับลงวันที่ 12 เมษายน 2543 ทุกฉบับ กับมีคำส่งให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเครื่องหมายบริการของโจทก์ทั้งสามคำขอตามคำสั่งนายทะเบียนฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม 2543

จำเลยทั้งแปดให้การขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน ศาลจังหวัดนนทบุรีตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น การที่ศาลรับคดีนี้ไว้พิจารณาจึงเป็นการผิดระเบียบ ให้เพิกถอนคำสั่งที่รับฟังคดีนี้ไว้และให้จำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ กับให้โจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจ ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า โจทก์อุทธรณ์ในข้อกฎหมายว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะเกี่ยวข้องกับเครื่องหมายการค้า แต่เป็นการฟ้องอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายของจำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งแปดจึงเป็นคดีที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งตามความในมาตรา 9 (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ แต่ขณะยื่นฟ้องศาลปกครองยังมิได้เปิดทำการ โจทก์จึงต้องนำคดีนี้มายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นศาลที่จำเลยทั้งแปดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมิใช่คำฟ้องที่กล่าวอ้างถึงการโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าหรือขอให้เพิกถอนคำสั่งของนายทะเบียนที่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และมิใช่คดีที่ฟ้องร้องเกี่ยวกับการไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของนายทะเบียนหรือคำสั่งของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแต่อย่างใด ขอให้ศาลฎีกาพิพากษายกคำสั่งให้จำหน่ายคดีของศาลจังหวัดนนทบุรีและมีคำสั่งให้ศาลจังหวัดนนทบุรีรับฟ้องคดีของโจทก์ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป เห็นว่า คดีนี้โจทก์อุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งของศาลจังหวัดนนทบุรีที่สั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เนื่องจากศาลจังหวัดนนทบุรีเห็นว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งแม้โจทก์จะอุทธรณ์กล่าวอ้างว่าคดีนี้ควรอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 (1) แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้บังคับเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2542 แต่ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 ศาลปกครองกลางยังมิได้เปิดทำการ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมคือศาลจังหวัดนนทบุรีอันเป็นศาลที่จำเลยทั้งแปดมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ดังนี้ ย่อมมีปัญหาคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีหรือศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมด้วยกันเท่านั้น จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ อันเป็นกรณีที่จะต้องเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 จึงเห็นสมควรเสนอปัญหาให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยโดยไม่จำต้องย้อนไปให้ศาลจังหวัดนนทบุรีดำเนินการและปรากฏว่าประธานศาลฎีกาได้มีคำวินิจฉัยแล้วว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาที่ ทก. 27/2545 ลงวันที่ 13 กันยายน 2547 ดังนั้น การที่ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลจังหวัดนนทบุรีนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1) ม. 18 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายยศธน ตั้งสมบัติวิสิทธิ์
จำเลย — กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายอดิศร คลี่สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6513/2547
#412204
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาอุทธรณ์ โดยยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นพร้อมกับยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่า รอไว้สั่งเมื่อศาลอุทธรณ์พิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาเสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงจะพิจารณาสั่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นจึงสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้ และปัญหาเรื่องขอขยายระยะเวลายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่เป็นที่สุด แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กรณีจึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 และมาตรา 198 ทวิ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 111, 148 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุกจำเลย 2 ปี คำให้การจำเลยในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 วันที่ 10 พฤษภาคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันสิ้นกำหนดในการอุทธรณ์ อ้างว่าเจ้าพนักงานศาลยังไม่สามารถคัดถ่ายคำพยานโจทก์ จำเลย สรรพเอกสารต่าง ๆ และคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ได้ทันภายในกำหนดเวลาที่จะอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปจนถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ต่อมาวันที่ 24 พฤษภาคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 7 วัน อ้างว่า อุทธรณ์ของจำเลยหายไปกับกระเป๋าเดินทางของทนายจำเลยที่นั่งโดยสารมาในรถโดยสารประจำทาง ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ครั้นวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 7 วัน อ้างว่า อุทธรณ์ของจำเลยหายไปในรถโดยสารประจำทางดังกล่าว ยังติดตามไม่พบ ทนายจำเลยมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปที่กรุงเทพมหานครเพื่อนำข้อมูลรายละเอียดอุทธรณ์ซึ่งมีอยู่ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานทนายความจำเลย แล้วทำการแปลรายละเอียดข้อมูลอุทธรณ์จำเลยลงในแบบฟอร์มอุทธรณ์เพื่อนำมายื่นต่อศาล

ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลา ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุอันควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาโดยยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยในวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 และจำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นตามอุทธรณ์คำสั่งลงวันที่ 4 พฤษภาคม (ที่ถูกต้องมิถุนายน) 2545 นั้น พร้อมอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอุทธรณ์ของจำเลยว่า "รอไว้สั่งเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เสร็จสิ้นก่อนแล้วจึงจะพิจารณาสั่ง..." ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์โดยอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก่จำเลยฟังวันที่ 4 สิงหาคม 2545 พร้อมกันนั้นศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งในอุทธรณ์ของจำเลยว่าไม่รับอุทธรณ์คำพิพากษาของจำเลย และให้จำเลยทราบคำสั่งดังกล่าวในวันเดียวกัน ดังนี้ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว หากจำเลยประสงค์จะให้มีการรับอุทธรณ์ไว้พิจารณา จำเลยก็ชอบที่จะยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยอ้างเหตุว่าได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้และปัญหาเรื่องขอขยายระยะเวลายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ เพื่อให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะมีผลให้คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้นไม่เป็นที่สุด แต่จำเลยก็มิได้กระทำ กรณีจึงมีผลให้คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และมาตรา 198 ทวิ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ดังนั้น ไม่ว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยเรื่องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อย่างไร ก็ไม่อาจมีผลกระทบถึงคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยซึ่งถึงที่สุดแล้วได้ ปัญหาตามฎีกาของจำเลยจึงไม่มีประโยชน์ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 198 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นายคำ ลีแวง
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2547
#113205
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้อันเนื่องมาจากการใช้บัตรเครดิตต่อโจทก์ ซึ่งจำเลยผ่อนชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์บางส่วนแล้วผิดนัดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ดังนี้ แม้ตามสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตระบุว่า สถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือบ้านจำเลยซึ่งอยู่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่มูลคดีเกิด แต่ในคดีแต่ละคดี มูลคดีอาจเกิดขึ้นได้หลายแห่ง หลังจากจำเลยผิดสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้จำนวนหนึ่ง โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งแม้ว่าไม่ลบล้างหนี้เดิมหรือเกิดหนี้ใหม่ แต่หนังสือรับสภาพหนี้เป็นนิติกรรมอันชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันคู่สัญญา จึงถือได้ว่าสถานที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นสถานที่เกิดมูลคดีอีกแห่งหนึ่ง เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้ทำที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) อีกทั้งโจทก์ฟ้องขอบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้และแนบสำเนาหนังสือมาท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง การที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้อันเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตเป็นเงิน 67,818.18 บาท แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,747.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 62,818.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตศาลชั้นต้น จึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องของโจทก์ต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า คำว่า มูลคดี หมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 ที่ระบุว่า สถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือที่บ้านของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ส่วนการอนุมัติการออกบัตรเครดิตแม้จะกระทำที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็เป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิตที่บ้านของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า ค่าบริการตลอดจนเบิกถอนเงินสดจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้ว โจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน มูลคดีจึงมิได้เกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้น ส่วนกรณีที่จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ในมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าวที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ ก็ไม่มีเหตุผลเปลี่ยนแปลงศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีแต่อย่างใด เพราะการรับสภาพหนี้ไม่ทำให้มูลหนี้ดังกล่าวเปลี่ยนแปลงหรือทำให้มูลหนี้เดิมระงับสิ้นไปเกิดเป็นมูลหนี้ใหม่ คงมีผลเพียงทำให้อายุความสะดุดหยุดลงเท่านั้น สถานที่ที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้ จึงมิใช่สถานที่ที่มูลคดีเกิด ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอนงลักษณ์ โหน่งที
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงพระโขนง — หม่อมราชวงศ์ดำรงค์ศักดิ์ เกษม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6509/2547
#412187
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตระบุว่า สถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือบ้านจำเลยที่จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่มูลคดีเกิด แต่ในคดีแต่ละคดี มูลคดีอาจเกิดขึ้นได้หลายแห่ง คดีนี้หลังจากจำเลยผิดสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้จำนวนหนึ่ง โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งแม้ว่าไม่ลบล้างหนี้เดิมหรือเกิดหนี้ใหม่ แต่หนังสือรับสภาพหนี้ก็เป็นนิติกรรมอันชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันคู่สัญญา จึงถือได้ว่าสถานที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นสถานที่เกิดมูลคดีอีกแห่งหนึ่ง เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้ทำที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงพระโขนง อีกทั้งโจทก์ฟ้องขอบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้และแนบหนังสือมาท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องการที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแขวงพระโขนง จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2544 จำเลยซึ่งเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์ได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อโจทก์ว่าในวันดังกล่าวจำเลยเป็นหนี้อันเนื่องจากการใช้บัครเครดิตเป็นเงิน 67,818.18 บาท และได้ชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 กันยายน 2546 แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 81,747.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 62,818.18 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) ตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนไปยังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าโจทก์ชอบที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตระบุว่าสถานที่รับบัตรและส่งใบเรียกเก็บเงินคือบ้านจำเลยซึ่งอยู่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นสถานที่มูลคดีเกิด แต่ในคดีแต่ละคดี มูลคดีอาจเกิดขึ้นได้หลายแห่ง คดีพิพาทเรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน หลังจากจำเลยผิดสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้จำนวนหนึ่ง โจทก์จำเลยได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งแม้ว่าไม่ลบล้างหนี้เดิมหรือเกิดหนี้ใหม่ แต่หนังสือรับสภาพหนี้ก็เป็นนิติกรรมอันชอบด้วยกฎหมายมีผลผูกพันคู่สัญญา จึงถือได้ว่าสถานที่ทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นสถานที่เกิดมูลคดีอีกแห่งหนึ่ง เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้ทำที่สำนักงานใหญ่ของธนาคารโจทก์ซึ่งอยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น อีกทั้งโจทก์ฟ้องขอบังคับตามหนังสือรับสภาพหนี้และแนบสำเนาหนังสือมาท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง การที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) ศาลชั้นต้นไม่รับคำฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวอนงลักษณ์ โหน่งที
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
แหล่งที่มา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2547
#113222
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอคืนของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ ศาลชั้นต้นฟังว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีอำนาจ ยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ให้ยกคำร้องและคดีถึงที่สุด แล้วผู้ร้องยื่นคำร้องเข้ามาใหม่ขอให้ศาลยกคำร้องขึ้นไต่สวนและมีคำสั่งใหม่โดยอ้างเหตุเดียวกันว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในของกลางซึ่งเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 และ ริบรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 70 - 2692 สมุทรปราการ ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 5 มิถุนายน 2543 ขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางอีกครั้ง

ศาลชั้นต้นตรวจคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีนี้ศาลมีคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยื่นคำร้องในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันไมได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 5 มิถุนายน 2543 ขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางที่ ศาลสั่งให้ริบตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1256/2542 ของศาลชั้นต้น โดยอ้างว่าเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกคันที่ศาลสั่งให้ริบ หาใช่ผู้ร้อง ผู้ร้องเป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวมาจากบริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด แล้วนำมาให้ บริษัทพี. ซี. เค ทรานสปอร์ต จำกัด เช่าซื้อช่วง อำนาจในการยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางจึงตกแก่ บริษัทตรีเพชรอีซูซุเซลล์ จำกัด ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง ผู้ร้องเป็นเพียงผู้เช่าซื้อรถยนต์บรรทุกของกลางแล้วนำมาให้บริษัทพี. ซี. เค. ทรานสปอร์ต จำกัด เช่าซื้อช่วง ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง และคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องมายื่นคำร้องครั้งใหม่คือฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในกระทำความผิดของจำเลยแต่อย่างใด ขอให้ศาลยกคำร้องขึ้นไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ เห็นว่า ข้ออ้างตามคำร้องที่ขอให้ศาลยกคำร้องขึ้นไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ ดังกล่าวเป็นประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใน ศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ที่ผู้ร้องฎีกาว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง ความจริงผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกของกลางตามสำเนาเอกสารที่แนบมาท้ายคำร้องฉบับลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545 นั้น เห็นว่า เมื่อคำพิพากษาให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลางถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะร้องขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลางได้โดยอ้างว่าเป็นของตนมิได้ รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ผู้ร้องจะต้องนำสืบให้ฟังได้เช่นนั้น เมื่อพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบฟังไม่ได้ว่ารถยนต์บรรทุกของกลางเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องดังคำร้อง ก็เท่ากับฟังว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางอันแท้จริงนั่นเอง เมื่อผู้ร้องยังคงยื่นคำร้องฉบับนี้เข้ามาใหม่โดยอ้างเหตุเดียวกันว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกที่ศาลสั่งให้ริบและขอคืนรถยนต์บรรทุกของกลาง จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาใน ศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 144
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลำปาง
ผู้ร้อง — บริษัทอีซูซุสงวนไทยมอเตอร์เซลล์ จำกัด
จำเลย — นายเดชธนพล ครองสิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลำปาง (คำสั่ง) — นายชัยวุฒิ ต่อปัญญาเรือง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีระชาติ เอี่ยมประไพ
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6504/2547
#113204
เปิดฉบับเต็ม

เงินจำนวน 100 บาท ในบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมีมานานแล้วตั้งแต่จำเลยผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรก ซึ่งตามสัญญาการใช้บัตรเครดิตให้โจทก์หักเงินนี้ชำระหนี้ได้ทันที การที่โจทก์ปล่อยเวลาเนิ่นนานให้ผ่านไปถึง 1 ปี แล้วจึงนำมาหักชำระหนี้ พฤติการณ์เช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์อาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยได้รับดอกเบี้ยระหว่างนั้น และเพื่อจะให้อายุความสะดุดหยุดลง โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับ เช่นนี้ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาบัตรเครดิตเกิน 2 ปี คดีจึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 46,276.98 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 29,525.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตของโจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 และจำเลยไม่เคยชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เงินจำนวน 100 บาท อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และคดีโจทก์ขาดอายุความ

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การที่โจทก์นำเงิน 100 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมาหักชำระหนี้เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และฎีกาไม่เกินห้าหมื่นบาทและสองแสนบาท ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และ 248 วรรคหนึ่ง ตามลำดับ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 เห็นว่า แม้จำเลยใช้บัตรเครดิตเบิกถอนเงินสดไปหลายครั้งก็ตาม แต่การเบิกถอนเงินสดดังกล่าวของจำเลยเป็นกิจการที่รวมอยู่ในกิจการงานบริการอำนวยความสะดวกแก่สมาชิกของบัตรเครดิตของโจทก์ โดยโจทก์เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกซึ่งรวมทั้งจำเลยด้วย จึงเป็นการประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ แก่สมาชิก เมื่อโจทก์ชำระเงินไปแล้วเรียกเก็บเงินในภายหลัง จึงเป็นกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจในการรับทำงานต่าง ๆ เรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป สิทธิเรียกร้องของโจทก์ตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจึงมีอายุความ 2 ปี มิใช่เป็นการใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งมีอายุความ 10 ปีตามที่โจทก์ฎีกา ส่วนปัญหาที่ว่าโจทก์นำเงิน 100 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยมาหักชำระหนี้ของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตหรือไม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยโดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ซึ่งข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่า จำเลยเป็นสมาชิกบัตรเครดิตของโจทก์และมีสัญญาการใช้บัตร กล่าวคือให้โจทก์หักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ได้ทันที จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 กำหนดชำระในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่า โจทก์ยอมให้จำเลยใช้บัตรเครดิตอีก คงมีแต่รายการดอกเบี้ยและค่าปรับจนถึงวันที่โจทก์บอกเลิกสัญญา แสดงให้เห็นว่าทั้งโจทก์และจำเลยถือว่าสัญญาที่มีต่อกันสิ้นสุดลงในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 การที่โจทก์นำเงิน 100 บาท จากบัญชีออมทรัพย์ของจำเลยซึ่งมีมานานแล้วตั้งแต่ผิดนัดชำระหนี้ครั้งแรกมาหักชำระหนี้ในวันที่ 6 สิงหาคม 2541 เป็นการที่นำเงินที่มีอยู่ในบัญชีออมทรัพย์มานานแล้ว นำมาหักชำระหนี้ในวันดังกล่าว โดยปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 1 ปี และคิดดอกเบี้ยตลอดมา พฤติการณ์นอกจากจะเป็นการไม่ใช้สิทธิของโจทก์ตามข้อตกลงในสัญญาแล้ว ยังเป็นการกระทำที่แสดงให้เห็นว่า โจทก์อาศัยสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายเป็นช่องทางให้โจทก์ได้รับประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยคิดดอกเบี้ยระหว่างนั้นและเพื่อจะให้อายุความสะดุดหยุดลงโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับ เช่นนี้ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 จึงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เมื่อสัญญาการใช้บัตรเครดิตสิ้นสุดลงในวันที่ 5 สิงหาคม 2540 แต่โจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2542 จึงเกินระยะเวลา 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5 ม. 193/14 ม. 193/34 (7)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายดุสิต มณีช่วง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพีระ จุ่งพิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรชัย พิริยพชนานันท์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
สายันต์ สุรสมภพ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6476/2547
#113208
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 ซึ่งตาม พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการประปาขึ้นเรียกว่า "การประปานครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (2) ผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดสมุทรปราการ? (3) ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา" จากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นได้ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายน้ำประปา ทั้งดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการประปาด้วย ซึ่งคำว่า "ผู้ประกอบการค้า" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) เป็นถ้อยคำที่เปลี่ยนแปลงจากถ้อยคำใน ป.พ.พ. มาตรา 165 (1) เดิม ที่ใช้คำว่า "พ่อค้า" ดังนั้น คำว่า "ผู้ประกอบการค้า" จึงมีความหมายกว้างกว่าคำว่า "พ่อค้า" แม้โจทก์จะไม่ใช่พ่อค้าแต่ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แล้ว เมื่อคดีนี้มีการจดหน่วยน้ำประปาหลายครั้ง โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าน้ำประปาได้ตั้งแต่วันที่ทำการจดหน่วยน้ำประปาในแต่ละครั้งตามที่ปรากฏใบเสร็จรับเงินแต่ละฉบับ แต่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าน้ำประปาอันเป็นการเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำเมื่อเกินกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายน้ำประปา จำเลยเคยเป็นผู้ใช้น้ำประปาของโจทก์ และค้างชำระค่าน้ำประปา ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้จำนวน 90,194.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 67,121.37 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พ.ร.บ. การประปานครหลวง พ.ศ. 2510 มาตรา 6 บัญญัติว่า "ให้จัดตั้งการประปาขึ้นเรียกว่า "การประปานครหลวง" มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้? (2) ผลิต จัดส่งและจำหน่ายน้ำประปาในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรีและจังหวัดสมุทรปราการ? (3) ดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับหรือเป็นประโยชน์แก่การประปา" จากบทบัญญัติดังกล่าว เห็นได้ว่าโจทก์มีวัตถุประสงค์ในการจำหน่ายน้ำประปา ทั้งดำเนินธุรกิจอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับการประปาด้วย ซึ่งคำว่า "ผู้ประกอบการค้า" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) เป็นถ้อยคำที่เปลี่ยนแปลงจากถ้อยคำใน ป.พ.พ. มาตรา 165 (1) เดิม ที่ใช้คำว่า "พ่อค้า" ดังนั้น คำว่า "ผู้ประกอบการค้า" จึงมีความหมายกว้างกว่าคำว่า "พ่อค้า" แม้โจทก์จะไม่ใช่พ่อค้าแต่ก็ถือเป็นผู้ประกอบการค้าตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) แล้ว เมื่อคดีนี้มีการจดหน่วยน้ำประปาหลายครั้งโดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าน้ำประปาได้ตั้งแต่วันที่ทำการจดหน่วยน้ำประปาในแต่ละครั้งตามที่ปรากฏในใบเสร็จรับเงินแต่ละฉบับ แต่โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าน้ำประปาอันเป็นการเรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำเมื่อเกินกำหนด 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — การประปานครหลวง
จำเลย — นางสุกมล ศิริคุรุรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงสมุทรปราการ — นายสหรัฐ สิริวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6475/2547
#112937
เปิดฉบับเต็ม

ศาลออกหมายค้นบ้านของจำเลยตามหมายค้นเอกสารหมาย จ. 1 โดยระบุเลขที่บ้านเป็นเลขที่ 74 ตามที่เจ้าพนักงานตำรวจร้องขอ การที่ ร.ต.อ. ก. แก้เลขที่บ้านในหมายค้นเป็นเลขที่ 161 เพื่อให้ตรงกับความจริงโดยไม่มีอำนาจ อันอาจมีผลให้หมายค้นเสียไปและการค้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อปรากฏว่าคดีมีการสอบสวนกันโดยชอบ ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยก็นำสืบรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางฝังอยู่ในดินห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 เมตร พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๒๖, ๖๖, ๖๗, ๑๐๒ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ ป.อ. มาตรา ๙๑ ริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง, ๖๗ พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก ๓ ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๑ ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเกี่ยวกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองและจำเลยให้การรับสารภาพ ในความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แต่ละฐานความผิดหนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามลำดับตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุกฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง ๒ ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง ๖ เดือน รวมจำคุก ๒ ปี ๖ เดือน ริบเฮโรอีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก ๒ ปี ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก ๒ ปี ๓ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเข้าตรวจค้นร้อยตำรวจเอกกัมปนาทได้แก้หมายค้นจากบ้านเลขที่ ๗๔ เป็นบ้านเลขที่ ๑๖๑ โดยไม่มีอำนาจแก้ไข การค้นจึงไม่ชอบ ไม่สามารถเอาผิดแก่จำเลยได้นั้น เมื่อพิจารณาตามหมายค้นแล้ว จะเห็นได้ว่าศาลออกหมายค้นบ้านของจำเลยโดยระบุเลขที่บ้านเป็นเลขที่ ๗๔ ตามที่เจ้าพนักงานตำรวจร้องขอ การที่ร้อยตำรวจเอกกัมปนาทแก้เลขที่บ้านในหมายค้นเป็นเลขที่ ๑๖๑ เพื่อให้ตรงกับความจริงโดยไม่มีอำนาจ อันอาจมีผลให้หมายค้นเสียไปและการค้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อปรากฏว่าคดีมีการสอบสวนกันโดยชอบ ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยก็นำสืบยอมรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางฝังอยู่ในดินห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ ๓ เมตร จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยจะกระทำความผิดฐานดังกล่าวแล้ว จำเลยยังกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วย จึงไม่สมควรรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และ ๖๗ แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในบทความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้นกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา ๖๗ ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๙.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 92 ม. 120 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายกอดาส ยาพระจันทร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสตูล — นายปริญญา เชาวลิตถวิล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายวิเชียร ใยยะธรรม
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6475/2547
#411435
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลออกหมายค้นบ้านของจำเลยโดยระบุเลขที่บ้านเป็นเลขที่ 74 ตามที่เจ้าพนักงานตำรวจร้องขอแล้ว ร้อยตำรวจเอก ก. แก้เลขที่บ้านในหมายค้นเป็นเลขที่ 161 เพื่อให้ตรงกับความจริงโดยไม่มีอำนาจ อันอาจมีผลให้หมายค้นเสียไปและการค้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อปรากฏว่าคดีมีการสอบสวนกันโดยชอบทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยก็นำสืบยอมรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางฝังอยู่ในดินห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 เมตร จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 67 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในบทความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 26, 66, 67, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบเฮโรอีนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ให้การปฏิเสธในข้อหามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง จำคุก 3 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมเกี่ยวกับความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง และจำเลยให้การรับสารภาพในความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แต่ละฐานความผิดหนึ่งในสามและกึ่งหนึ่งตามลำดับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครอง 2 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบเฮโรอีนของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน เมื่อรวมกับโทษฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องร้อยตำรวจเอกกัมปนาท พิทักษ์เดชา กับพวกจับกุมจำเลยและยึดได้เฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 หลอด หนัก 5.339 กรัม กับอาวุธปืนพกสั้นขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กท.3610103 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 9 นัด ซึ่งเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกกัมปนาทกับจ่าสิบตำรวจธีรยุทธ เพชรศรี เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ค้นพบเฮโรอีนของกลางบรรจุถุงพลาสติกฝังอยู่ในดินห่างบ้านของจำเลยประมาณ 3 เมตร ขณะพบถุงพลาสติกดังกล่าวจำเลยจะวิ่งหลบหนี แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยไว้ได้ทัน ร้อยตำรวจเอกกัมปนาทสอบถามจำเลยเกี่ยวกับเฮโรอีนของกลาง จำเลยรับว่าเฮโรอีนของกลางเป็นของจำเลยมีไว้เพื่อจำหน่าย เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่าเบิกความตามความจริง เฮโรอีนของกลางฝังซุกซ่อนอยู่ในที่ดินของจำเลยห่างบ้านของจำเลยเพียงประมาณ 3 เมตร ไม่น่าจะมีบุคคลอื่นนำไปซุกซ่อนไว้ ขณะพบถุงพลาสติกซึ่งบรรจุเฮโรอีนของกลาง จำเลยก็แสดงอาการพิรุธโดยพยายามที่จะวิ่งหลบหนี ชั้นจับกุมจำเลยก็ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ทั้งยังได้เขียนคำรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.2 ทั้งยังได้เขียนคำรับสารภาพมอบให้ร้อยตำรวจเอกกัมปนาทกับพวกไว้อีกด้วยตามบันทึกคำรับสารภาพเอกสารหมาย จ.4 พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง ที่จำเลยนำสืบว่าเฮโรอีนของกลางมิใช่ของจำเลย และที่นางสาย๊ะ นุ้ยเด็น ภริยาจำเลยเบิกความว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 4 นาฬิกา พยานเห็นชายแปลกหน้ามาก้มๆ เงยๆ ตรงบริเวณที่เกิดเหตุทำนองว่า ชายแปลกหน้าคนดังกล่าวนำเฮโรอีนของกลางมาซุกซ่อนไว้นั้น ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้เบิกความถึงเรื่องดังกล่าว ทั้งที่นางสาย๊ะเบิกความว่าได้เรียกจำเลยซึ่งนอนอยู่ให้ลุกขึ้นมาดู และจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงขึ้นฟ้า 2 นัด ขณะชายแปลกหน้าวิ่งหลบหนีจึงเป็นพิรุธอยู่ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่าจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเพราะเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายและขู่ว่าจะจับกุมภริยาจำเลยด้วยนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานตำรวจคนใดเป็นผู้ทำร้ายร่างกายและขู่จำเลยทั้งตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.7 จำเลยให้การเพียงว่า เหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเนื่องจากเกรงว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะจับกุมคนในครอบครัวด้วยเท่านั้น ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ขณะเข้าตรวจค้นร้อยตำรวจเอกกัมปนาทได้แก้หมายค้นเอกสารหมาย จ.1 จากบ้านเลขที่ 74 เป็นบ้านเลขที่ 161 โดยไม่มีอำนาจแก้ไข การค้นจึงไม่ชอบ ไม่สามารถเอาผิดแก่จำเลยได้นั้น เมื่อพิจารณาตามหมายค้นเอกสารหมาย จ.1 แล้ว จะเห็นได้ว่าศาลออกหมายค้นบ้านของจำเลยโดยระบุเลขที่บ้านเป็นเลขที่ 74 ตามที่เจ้าพนักงานตำรวจร้องขอ การที่ร้อยตำรวจเอกกัมปนาทแก้เลขที่บ้านในหมายค้นเป็นเลขที่ 161 เพื่อให้ตรงกับความจริงโดยไม่มีอำนาจ อันอาจมีผลให้หมายค้นเสียไปและการค้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เมื่อปรากฏว่าคดีมีการสอบสวนกันโดยชอบทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยก็นำสืบยอมรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นพบเฮโรอีนของกลางฝังอยู่ในดินห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 3 เมตร จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาย่อมรับฟังลงโทษจำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เห็นว่า นอกจากจำเลยจะกระทำความผิดฐานดังกล่าวแล้ว จำเลยยังกระทำความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกด้วยจึงไม่สมควรรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในบทความผิดฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงไม่เป็นคุณแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษตามมาตรา 67 ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225 ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสตูล
จำเลย — นายกอดาส ยาพระจันทร์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6466/2547
#412158
เปิดฉบับเต็ม

การจะเป็นผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 30 วรรคหนึ่ง และมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้ต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหารงานก่อน จำเลยเป็นบุคคลธรรมดาไม่เคยได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนจัดหางานของบริษัทจัดหางานแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยนอกจากจะไม่ต้องด้วยคำจำกัดความของคำว่า "จัดหางาน" แล้ว ยังมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่คนหางานหรือจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างอย่างจริงจัง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเป็นเหตุหลอกลวงเอาเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงอันอาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี และความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 30 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82

ฟ้องข้อ 1 ข. กล่าวหาว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกันและฟ้องข้อ 1 ค. หาว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงฟังได้ตามโจทก์ฟ้อง การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. จึงมีวันกระทำความผิดต่างกันอย่างน้อย 1 วัน และความผิดดังกล่าวนี้มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วย จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 18,000 บาท นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ 2145/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30 (ที่ถูก 30 วรรคหนึ่ง), 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง ฐานประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี กระทงหนึ่ง ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 3 ปี 18 เดือน ก้บให้จำเลยคืนเงินหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ 18,000 บาท และให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2230/2544 คดีหมายเลขแดงที่ 2145/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีประเด็นต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลย ในปัญหาข้อกฎหมาย 3 ข้อ คือ ข้อที่ 1 จำเลยมีความผิดฐานเป็นผู้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยมิได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 30 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 หรือไม่ ข้อที่ 2 การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องข้อ 1 ข. และ 1 ค. เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมและข้อที่ 3 การนับโทษจำเลยต่อตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ชอบหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบรียบร้อย แม้จำเลยจะมิได้หยิบยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จำเลยก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ปัญหาข้อที่ 1 โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวันถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยได้บังอาจประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานทั่วไปรวมทั้งนายวันชนะและนางจิดาภาคนหางานที่ประสงค์จะทำงานกับนายจ้างในประเทศออสเตรเลีย โดยจำเลยเรียกและรับเงินค่าบริการจากคนหางานเป็นการตอบแทน ทั้งนี้โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจัดหางานจากนายทะเบียนจัดหางานกลางตามกฎหมาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30 และ 82 โดยมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลางและมาตรา 31 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ขออนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศต้องเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชน จำกัด ประกอบกับมาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "จัดหางาน" หมายความว่า ประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่คนหางานหรือหาลูกจ้างให้แก่นายจ้าง โดยจะเรียกหรือรับค่าบริการตอบแทนหรือไม่ก็ตาม และให้หมายรวมถึงการเรียกเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจัดหางานให้คนหางาน ฉะนั้น การจะเป็นผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจจัดหางานก่อน คดีนี้จำเลยเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่เคยได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศและไม่ได้จดทะเบียนเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนจัดหางานของบริษัทจัดหางานแต่อย่างใด ดังนั้น การกระทำของจำเลยนอกจากจะไม่ต้องด้วยคำจำกัดความของคำว่า "จัดหางาน" แล้ว ยังมิได้มีเจตนาจะจัดหางานให้แก่คนหางานหรือจัดหาลูกจ้างให้แก่นายจ้างอย่างจริงจัง แต่เป็นเรื่องที่จำเลยอ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเป็นเหตุหลอกลวงเอาเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวง อันอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี และความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 30 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 82 ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาข้อที่ 2 การกระทำของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ข. และ ข้อ 1 ค. เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรม เห็นว่า ในความผิดดังกล่าวนี้โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดของจำเลยต่างวันกัน กล่าวคือ ฟ้องข้อ 1 ข. กล่าวหาว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 1 ระหว่างวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน และฟ้องข้อ 1 ค. หาว่าจำเลยหลอกลวงผู้เสียหายที่ 2 ระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2542 เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้อง การกระทำความผิดของจำเลยตามฟ้องข้อ 1 ข. และข้อ 1 ค. จึงมีวันกระทำความผิดต่างกันอย่างน้อย 1 วัน และความผิดดังกล่าวนี้มีเจตนากระทำต่อผู้เสียหายต่างคนกันด้วย จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนในปัญหาข้อที่ 3 นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่าเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว จำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างพิจารณาไม่มาศาลในการพิจารณาคดีจนศาลต้องออกหมายจับและจำหน่ายคดีชั่วคราว ต่อมาเมื่อได้ตัวจำเลยมาพิจารณาคดีต่อ ความจึงปรากฏแก่โจทก์ว่า ระหว่างนั้นจำเลยต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอาญาตามคดีหมายเลขแดงที่ 2145/2544 โจทก์จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ โดยขอให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งจำเลยได้แถลงรับไว้ในรายการกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในคดีนี้ ให้ลงโทษจำคุกจำเลย การมีคำสั่งนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีที่โจทก์ขอดังกล่าวจึงชอบแล้ว หาต้องคำนึงถึงวันกระทำผิดและวันพิพาษาว่าเกิดก่อนหลังดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใดไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 30 วรรคหนึ่ง, ประกอบมาตรา 82 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 341
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 4 วรรคหนึ่ง ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 31 วรรคหนึ่ง ม. 82 ม. 91 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางอำไพ วงศ์วิเศษ
ชื่อองค์คณะ
บุญรอด ตันประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6465/2547
#113189
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสอง (2) ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ สำหรับความผิดฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน บทความผิดสำหรับความผิดทั้งสองฐานจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้เป็นการมิชอบ คดีนี้ 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายไปมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 20 กรัม ความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษในมาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งกรณีโทษจำคุกเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษปรับตามกฎหมายเดิมมาตรา 66 วรรคหนึ่ง เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3

ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอสำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกและปรับ ไม่เป็นคุณแก่จำเลยเช่นกัน เพราะในขณะจำเลยกระทำ ความผิดแม้มาตรา 66 วรรคหนึ่ง จะมีโทษจำคุกและปรับด้วย เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกโดยไม่ลงโทษปรับก็ได้ ตาม ป.อ. มาตรา 20 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เมื่อไม่ลงโทษปรับย่อมไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม อันเป็นการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3

คีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 116 บัญญัติว่า "?ให้ริบเสียทั้งสิ้น" และ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น?" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบวัตถุออกฤทธิ์ เป็นบทบังคับเด็ดขาด แม้โจทก์มิได้ขอให้ริบคีตามีนของกลาง แต่เมื่อโจทก์กล่าวอ้างในฟ้องแล้วว่า เจ้าพนักงานได้ยึดคีตามีนของกลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจสั่งริบคีตามีนของกลางได้

คดีอาญาของศาลชั้นต้นที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษแก่จำเลยไว้นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 ระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่พิพากษาเป็นต้นไป แต่คดีนี้จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีดังกล่าว การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้ จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ป.อ. มาตรา 58 วรรคแรก จะนำโทษในคดีที่รอการลงโทษมาบวกเข้ากับโทษคดีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 6, 13, 62, 89, 102, 106, 116 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 33, 58, 91 ริบยาเสพติดของกลางทั้งหมด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.11963/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม, 66 วรรคสอง พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 4, 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ป.อ. มาตรา 20, 33, 58 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนจำคุก 11 ปี และปรับ 400,000 บาท ความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายคีตามีนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็น ความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 (ที่ถูก ความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่ง เกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และความผิดฐานขายคีตามีน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน) ให้ลงโทษความผิดฐานขายคีตามีน จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท ความผิดฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ความผิดฐานขายคีตามีน คงจำคุก 9 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืน คงจำคุก 6 เดือน และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ใน คดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้เป็น จำคุกจำเลยมีกำหนด 21 ปี 24 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 14 ปี และปรับ 500,000 บาท ความผิดฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี และปรับ 400,000 บาท ความผิดฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 24 ปี 8 เดือน และปรับ 900,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 ปี 4 เดือน และปรับ 450,000 บาท รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานขายคีตามีนอีก 9 ปี เป็นจำคุก 21 ปี 4 เดือน และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 21 ปี 10 เดือน และปรับ 450,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ ได้มี พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ สำหรับความผิดฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันบทความผิดสำหรับความผิดทั้งสองฐาน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ตามกฎหมายที่ แก้ไขใหม่และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้ยังเป็นการมิชอบ สำหรับคดีนี้ 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมท แอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 11.891 กรัม และจำหน่ายไปมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 6.958 กรัม ซึ่งไม่เกิน 20 กรัม ความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษใน มาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งกรณีโทษจำคุกเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษปรับตามกฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลย มากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 เมื่อพิเคราะห์ถึงจำนวน 3,4 เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายแล้ว โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น ยังหนักเกินไป และสำหรับความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว มาตรา 100/1 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอสำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกและปรับไม่เป็นคุณแก่จำเลยเช่นกัน เพราะในขณะจำเลยกระทำความผิด แม้มาตรา 66 วรรคหนึ่ง มีโทษจำคุกและปรับด้วยนั้น ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงโทษแต่โทษจำคุกก็ได้ตาม ป.อ. มาตรา 20 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า คดีนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับตาม ป.อ. มาตรา 20 และเมื่อไม่ลงโทษปรับจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม ปัญหาเรื่องการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ความผิดฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จะยุติโดยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องรวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้เกี่ยวกับคีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 116 บัญญัติว่า "บรรดาวัตถุออกฤทธิ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น" เมื่อคีตามีนถือว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็น บทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้องต้องกัน แสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบวัตถุออกฤทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบคีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานได้ยึดคีตามีนของกลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งริบคีตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เช่นเดียวกัน

อนึ่ง คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 11963/2545 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการ ลงโทษไว้ในคดีนี้นั้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 ให้จำคุกจำเลย 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไป มีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีดังกล่าว การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้ จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความใน ป.อ. มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษมาบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่าย และความผิดฐานจำหน่าย จำหน่าย 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานมี 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ความผิดฐานจำหน่าย 3,4- เมทิลลีน ไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 ปี ความผิดฐานขายคีตามีน จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 33 ปี โดยไม่ลงโทษปรับ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 6 เดือน รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์อีก 4 เดือน เป็นจำคุก 16 ปี 10 เดือน ให้ยกคำขอให้บวกโทษ ริบคีตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 20 ม. 32 ม. 58 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคสอง
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 116
ชื่อคู่ความ
นายธนโชติ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
จำเลย — สาลิกาหรือสาริกา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายธนเศรษฐ์ รุจิโชติบัณฑิต
ศาลอุทธรณ์ — นายวิชชา ชินวงษ์พราห์ม
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6465/2547
#411506
เปิดฉบับเต็ม

คีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทฯ มาตรา 116 บัญญัติว่า "บรรดาวัตถุออกฤทธิ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ตาม พ.ร.บ.นี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น" เมื่อคีตามีนถือว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และ ป.อ. มาตรา 32 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้องต้องกัน แสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบวัตถุออกฤทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบคีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานได้ยึดคีตามีนของกลางไว้จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งริบคีตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ริบคีตามีนของกลางด้วยนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติที่วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 6, 13, 62, 68, 102, 106, 116 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 58, 91 ริบยาเสพติดของกลางทั้งหมด และโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-5185221 ของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.11963/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, วรรคสาม, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 4, 13 ทวิ วรรคหนึ่ง, 62 วรรคหนึ่ง, 89, 106 ทวิ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, วรรคสาม (ที่ถูก มาตรา 72 วรรคสาม) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20, 33, 58 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 15 ปี และปรับ 500,000 บาท ฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 11 ปี และปรับ 400,000 บาท ความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายและขายคีตามีนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 (ที่ถูกความผิดฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายซึ่งเกินปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและความผิดฐานขายคีตามีน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ซึ่งแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน) ให้ลงโทษความผิดฐานขายคีตามีน จำคุก 18 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 250,000 บาท ความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน และปรับ 200,000 บาท ความผิดฐานขายคีตามีน คงจำคุก 9 ปี ความผิดฐานมีอาวุธปืน คงจำคุก 6 เดือน และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.11963/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 21 ปี 24 เดือน และปรับ 450,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบยาเสพติดและโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 01-5185221 จำนวน 1 เครื่องของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 14 ปี และปรับ 500,000 บาท ความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 10 ปี และปรับ 400,000 บาท ความผิดฐานมีอาวุธปืน จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 24 ปี 8 เดือน และปรับ 900,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี 4 เดือน และปรับ 450,000 บาท รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานขายคีตามีนอีก 9 ปี เป็นจำคุก 21 ปี 4 เดือน และบวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.11963/2545 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 21 ปี 10 เดือน และปรับ 450,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ความผิดฐานมีอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และยังคงลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้กำหนดโทษในความผิดฐานดังกล่าวเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยในความผิดฐานนี้นั้น เป็นการมิชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และความผิดฐานจำหน่าย 3, 4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะกำหนดโทษ เป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในความผิดฐานดังกล่าวเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์กำหนด เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยในความผิดฐานนี้นั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานขายคีตามีนสถานเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาหรือไม่ เห็นว่าความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน ภายหลังจากจำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ สำหรับความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่งคงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน บทความผิดสำหรับความผิดทั้งสองฐานจึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยมาตรา มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้ยังเป็นการมิชอบ สำหรับคดีนี้ 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 11.891 กรัม และจำหน่ายไปมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 6.958 กรัม ซึ่งไม่เกิน 20 กรัม ความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษใน มาตรา 66 วรรคสอง ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ซึ่งกรณีโทษจำคุกเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ส่วนโทษปรับตามกฎหมายเดิมตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 เมื่อพิเคราะห์ถึงจำนวน 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายแล้วโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมานั้น ยังหนักเกินไป และสำหรับความผิดทั้งสองฐาน ดังกล่าว มาตรา 100/1 วรรคหนึ่งตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ บัญญัติให้ศาลลงโทษจำคุกและปรับด้วยเสมอสำหรับความผิดที่มีโทษจำคุกและปรับ ไม่เป็นคุณแก่จำเลย เช่นกัน เพราะในขณะจำเลยกระทำความผิดแม้มาตรา 66 วรรคหนึ่งจะมีโทษจำคุกและปรับด้วยนั้น ถ้าศาลเห็นสมควรจะลงแต่โทษจำคุกก็ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า คดีนี้ ศาลฎีกาเห็นสมควรลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 20 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษปรับจำเลยด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น และเมื่อไม่ลงโทษปรับจำเลยในความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวแล้วย่อมไม่จำต้องปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม และศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษาแก้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ปัญหาเรื่องการใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จะยุติโดยต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และศาลฎีกาเห็นว่าความผิดฐานขายคีตามีนโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงแก่จำเลยก็หนักเกินไปเช่นเดียวกัน ควรกำหนดโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่คดี ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

นอกจากนี้เกี่ยวกับคีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 มาตรา 116 บัญญัติว่า "บรรดาวัตถุออกฤทธิ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับวัตถุออกฤทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ริบเสียทั้งสิ้น" เมื่อคีตามีนถือว่าเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิด ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าเป็นของผู้กระทำความผิดและมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทั้งที่เป็นบทเฉพาะและบททั่วไปมีความสอดคล้องต้องกัน แสดงให้เห็นว่ามีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์ให้ศาลสั่งริบวัตถุออกฤทธิ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้เสียทั้งสิ้น ซึ่งเป็นบทบังคับเด็ดขาด ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ขอให้ริบคีตามีนของกลางซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์มาในคำขอท้ายฟ้อง แต่เมื่อโจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้วว่าเจ้าพนักงานได้ยึดคีตามีนของกลางไว้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ศาลก็ย่อมมีอำนาจสั่งริบคีตามีนของกลางได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นที่ศาลล่างทั้งสองไม่ริบคีตามีนของกลางด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เช่นเดียวกัน

อนึ่ง คดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.11963/2545 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้บวกโทษจำคุกจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีนี้นั้น คดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2545 ให้จำคุกจำเลย 6 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ระยะเวลารอการลงโทษคือนับแต่วันที่ 30 กันยายน 2545 ซึ่งเป็นวันพิพากษาเป็นต้นไป มีกำหนด 2 ปี แต่คดีนี้จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาคดีดังกล่าว การกระทำความผิดของจำเลยคดีนี้จึงมิใช่กระทำภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง จะนำโทษในคดีก่อนที่รอการลงโทษมากบวกเข้ากับคดีนี้ไม่ได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ความผิดฐานมี 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 10 ปี ความผิดฐานจำหน่าย 3, 4 -เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำคุก 8 ปี ความผิดฐานขายคีตามีน จำคุก 15 ปี รวมจำคุก 33 ปี โดยไม่ลงโทษปรับลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 16 ปี 6 เดือน รวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานมีอาวุธปืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 4 เดือน เป็นจำคุก 16 ปี 10 เดือน ให้ยกคำขอให้บวกโทษ ริบคีตามีนของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม. 116
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายธนโชติ สาลิกาหรือสาริกา
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6454/2547
#411097
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 3 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิด หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ลงโทษ จำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายโดยยกฟ้องในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ ในอันที่จะขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลาง ตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งริบรถยนต์กระบะและเงินสดของกลางให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 30, 31

พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประกาศในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นอย่างน้อยสองวันติดต่อกัน เพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีตามกฎหมายแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ผ-8147 เพชรบูรณ์ ของกลาง ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ยกคำขอให้ริบเงินสดจำนวน 2,500 บาท และคืนเงินสดจำนวนดังกล่าวแก่เจ้าของ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำร้องและคืนรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน ผ-8147 เพชรบูรณ์ ของกลางแก่เจ้าของเสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้แย้งกันฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจได้ร่วมกันจับกุมนายสวิง ปันมา ผู้คัดค้านที่ 1 นางนาฏตยา สมประสงค์ ผู้คัดค้านที่ 2 พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด น้ำหนัก 26.94 กรัม คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ได้ 5.67 กรัม รถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ผ-8147 เพชรบูรณ์ และเงินสด 2,500 บาท เป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องได้ฟ้องผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 2 ในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกับมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และเสพเมทแอมเฟตามีนคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1815/2544 ของศาลชั้นต้น และต่อมาได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ริบรถยนต์กระบะและเงินสด 2,500 บาท ของกล่าง เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1815/2544 ของศาลชั้นต้น ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองตามคำฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้ยกฟ้องในข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้องและให้คืนรถยนต์กระบะของกลางแก่เจ้าของชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหมายความว่า การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติด และให้หมายความรวมถึงการสมคบ สนับสนุน ช่วยเหลือ หรือพยายามกระทำความผิดดังกล่าวด้วย และมาตรา 30 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล หรือทรัพย์สินอื่นใดที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดหรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองและเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงมิได้อยู่ในความหมายของคำว่า ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ในอันที่จะขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติข้างต้นได้ ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้ริบรถยนต์กระบะของกลางได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 30
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
ผู้คัดค้าน — นายสวิง ปันมา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ขวัญชัย ปิ่นรอด
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6446/2547
#411685
เปิดฉบับเต็ม

หลักการของ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันเป็นหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยนั้น จะต้องปรากฏว่าคดีก่อนเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างแท้จริงหากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างเสมอยอมกัน แม้ว่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นจำเลยเคยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดอันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 288, 371

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องว่าจำเลยเคยถูกนางเพชร ชัยพิพัฒน์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมารดาผู้ตายฟ้องในความผิดฐานฆ่าผู้ตายและศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องปรากฏตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3239/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงว่าจำเลยได้หลบหนีหมายจับของพนักงานสอบสวน ต่อมาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีดังกล่าว จำเลยจึงเข้ามอบตัวและคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องนั้นล่วงเลยกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นซึ่งผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยไปแล้ว จึงทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในข้อหานี้ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4)

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและพิพากษาใหม่ต่อไปตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงได้ความจากสำเนาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3239/2543 ของศาลชั้นต้นและในคดีนี้ว่า เหตคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง นางเพชร ชัยพิพัฒน์ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมารดาของนายไกรธวัช พุฒิชาติ ผู้ตาย ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ภายหลังเกิดเหตุจำเลยได้หลบหนีการจับกุมพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 นางเพชรผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยในข้อหาฆ่าผู้อื่นต่อศาลชั้นต้นด้วยตัวเองโดยมิได้ประสานงานให้พนักงานอัยการโจทก์ทราบ ในการดำเนินคดี นางเพชรซึ่งเป็นโจทก์ได้นำพยานเข้าสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพียง 2 ปาก คือนางเพชรเองซึ่งมิได้รู้เห็นในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและนายศรีเมือง สุจินพรหม ผู้ซึ่งอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์คดีนี้โดยเห็นคนร้ายเป็นชายทางด้านหลังและด้านข้างใช้อาวุธปืนยิงนายไกรธวัชผู้ตายและยืนยันด้วยว่ามิใช่จำเลยนี้ในที่สุดศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ยกฟ้องเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2543 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2543 พ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้ว โดยนางเพชรก็มิได้ยื่นอุทธรณ์ จำเลยได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองศรีสะเกษและให้การปฏิเสธ นอกจากนี้จำเลยยังยื่นคำร้องต่อโจทก์เพื่อขอความเป็นธรรมว่า ผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยในข้อหาว่าฆ่าผู้อื่นโดยเจตนามาแล้ว ชั้นที่สุดศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดอันทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) คดีจึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า หลักการของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) ที่บัญญัติให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้อง อันเป็นหลักการห้ามดำเนินคดีซ้ำสองแก่จำเลยนั้น จะต้องปรากฏว่าคดีก่อนเป็นกรณีที่จำเลยถูกฟ้องดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากปรากฏว่าคดีก่อนเป็นการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างสมยอมกัน แม้ว่าจะเป็นการกระทำกรรมเดียวกันก็ถือไม่ได้ว่าการกระทำกรรมนั้นจำเลยเคยถูกฟ้องและศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดอันจะมีผลทำให้สิทธินำคดีมาฟ้องในความผิดกรรมนั้นระงับไปไม่ คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าคดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3239/2543 ของศาลชั้นต้น ซึ่งนางเพชรเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นกรรมเดียวกันกับคดีนี้มีพฤติการณ์บ่งชี้ว่านางเพชรโจทก์ในคดีนั้นจะดำเนินคดีโดยสมยอมโดยไม่สุจริต เนื่องจากขณะเกิดเหตุมีผู้พบเห็นจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนได้มีการระบุชื่อจำเลยเป็นผู้ทำให้ตายไว้ในรายงานการชันสูตรพลิกศพท้ายฟ้อง หลังเกิดเหตุนางเพชรผู้เสียหายซึ่งเป็นมารดาของผู้ตายได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและได้มีการออกหมายจับจำเลยไว้แต่จำเลยหลบหนีการจับกุม คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าพนักงานตำรวจ นางเพชรผู้เสียหายได้ฟ้องจำเลยในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3239/2543 ของศาลชั้นต้น และยังปรากฏด้วยว่าในการดำเนินคดีดังกล่าวทนายโจทก์เพียงแต่นำนางเพชรมารดาผู้เสียหายซึ่งไม่เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุและนายศรีเมือง สุจินพรหม ผู้ซึ่งอ้างว่าเห็นเหตุการณ์แต่กลับเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อคดีเข้าเบิกความต่อศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอันเป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องคดีนั้นเพราะเห็นว่าคดีไม่มีมูล และนางเพชรโจทก์คดีนั้นก็ไม่ยื่นอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมส่อแสดงว่าคดีก่อนนางเพชรผู้เสียหายซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนั้นได้ฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยในลักษณะสมยอมกัน เป็นการดำเนินคดีโดยไม่สุจริตเพื่อหวังผลเพียงต้องการตัดสิทธิพนักงานอัยการโจทก์คดีนี้มิให้มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยซ้ำสองได้อีกเท่านั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าคดีก่อนได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีแก่จำเลยอย่างแท้จริง สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้หาได้ระงับไปไม่ ดังนั้น พนักงานอัยการโจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายสมชายหรือตี๋ ปาลี
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6438/2547
#411919
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษานั้น ย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว หาใช่นับจากวันที่ที่โจทก์ได้รู้ว่ามีการวางเงินไม่ โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยได้นำเงินมาวางศาลเมื่อใดไม่ได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป แม้เงินจำนวนดังกล่าวยังคงเก็บรักษาไว้ที่ศาลชั้นต้นก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอรับเงินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเงินจำนวน 40,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2539 ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยวางเงินจำนวน 40,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามพิพากษา โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ไม่มารับเงินภายใน 5 ปี จึงไม่อาจมารับได้อีก ตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 40,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลหรือไม่ เห็นว่า เงินจำนวน 40,000 บาท ที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษานั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว หาใช่นับจากวันที่โจทก์ได้รู้ว่ามีการวางเงินไม่ ดังนั้น โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยได้นำเงินมาวางศาลเมื่อใดไม่ได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป แม้เงินจำนวนดังกล่าวยังคงเก็บรักษาไว้ที่ศาลชั้นต้นก็หาทำให้โจทก์มีสิทธิที่จะขอรับเงินดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุวพร ลักษณียขจร
จำเลย — นางธูป หงษ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6437/2547
#112989
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 124 กำหนดให้พนักงานตรวจแรงงานต้องทำการสอบสวนและมีคำสั่ง ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง หากมีกรณีจำเป็นไม่อาจมีคำสั่งในกำหนดเวลาได้ก็ให้ขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้รับคำร้องของ ส. กับพวกเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2544 แต่มีคำสั่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2544 ซึ่งเกินกว่า 60 วันโดยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาตามกฎหมายคำสั่งของจำเลยจึง ไม่มีผลบังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลย ซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการที่ ๒๒๐/๒๕๔๔ เสีย

จำเลยให้การและแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า คำสั่งของจำเลยที่ ๒๒๐/๒๕๔๔ ชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยซึ่งเป็น พนักงานตรวจแรงงานไม่ออกคำสั่งภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันรับคำร้อง จะมีอำนาจในการออกคำสั่งหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นพนักงานตรวจแรงงานได้รับคำร้องของนายสวัสดิ์ กับพวก เมื่อวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ แต่จำเลยมีคำสั่งที่ ๒๒๐/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ ซึ่งเกินกว่า ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องโดยจำเลยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาในการทำคำสั่งต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามมาตรา ๑๒๔ แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ เห็นว่า คำสั่งของจำเลยเป็นคำสั่งที่ออกตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน มาตรา ๑๒๔ มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างจึงบังคับให้จำเลยซึ่งเป็นพนักงานตรวจแรงงานผู้มีอำนาจ หน้าที่อยู่ตามมาตรานี้จะต้องกระทำโดยเร็ว บทกฎหมายดังกล่าวจึงกำหนดเวลาอันเป็นเงื่อนไขในการใช้อำนาจโดยให้กระทำในระยะเวลาที่กำหนดคือภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นก็ต้องขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย เมื่อจำเลยไม่อาจออกคำสั่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่ใช้อำนาจออกคำสั่งไปโดยไม่ได้ขอขยายระยะเวลาต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายย่อมเป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง คำสั่งของจำเลยจึงไม่มีผลบังคับ ต้องเพิกถอน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๒๒๐/๒๕๔๔ เสีย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 124
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูนิแฟ้บ อิควิปเมนต์ จำกัด
จำเลย — นางจำลอง ศรแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางจิรวรรณ สุญาณวนิชกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2547
#412082
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. 138 วรรคสอง เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาตามยอมก็ถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของจำเลยคือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง จำเลยจะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้จำเลยจะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ได้ไต่สวนนั้นชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2542 โดยโจทก์ทั้งสิบเอ็ดและโจทก์ร่วมยอมให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์ร่วม และโจทก์ทั้งสิบเอ็ดได้ทำสัญญาเช่าจากโจทก์ร่วมมีกำหนดระยะเวลา 1 เดือน นับแต่วันทำสัญญาโดยไม่ต้องชำระค่าเช่าและค่าตอบแทนอื่นใด หากครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดหรือคนใดคนหนึ่งต้องการที่ดินพิพาทเพื่อรื้อถอนปรับปรุงหรือซ่อมแซมเป็นที่อยู่อาศัยของโจทก์ทั้งสิบเอ็ดหรือทายาทโจทก์ทั้งสิบเอ็ดจะต้องแจ้งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ตอบรับหรือปิดประกาศไว้ ณ สถานที่พิพาทให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 เดือน เพื่อให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป การรื้อถอนหรือปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัยดังกล่าว โจทก์ทั้งสิบเอ็ดต้องขออนุญาตดำเนินการต่อโจทก์ร่วมและได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมแล้ว หากโจทก์ทั้งสิบเอ็ดยังไม่ได้ดำเนินการยอมให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไปจนกว่าจะดำเนินการขออนุญาตและได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วมแล้วโดยจำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายในการที่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดยอมให้จำเลยอยู่อาศัยต่อไปเดือนละ 2,000 บาท

ต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวน และมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลได้พิพากษาให้คดีเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว คำพิพากษาย่อมมีผลผูกพันจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ถูกต้อง ก็อาจใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์และคดีถึงที่สุดไปแล้ว โจทก์ (ที่ถูกจำเลย) จึงไม่มีสิทธิที่จะขอเพิกถอนได้ ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้ได้ไต่สวนและมีคำสั่งว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ทั้งสิบเอ็ด โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้วคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากจำเลยเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคืออุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตามมาตรา 138 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อจำเลยไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาตามยอมก็ถึงที่สุดไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า คำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะ เพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของจำเลยก็คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้นั้นเอง มีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง จำเลยจะมายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้จำเลยจะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ดังที่อ้างก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ เมื่อจำเลยไม่มีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวการไต่สวนคำร้องจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลย ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยโดยไม่ไต่สวนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 138 วรรคสอง ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางไกรลาส มนะเวส กับพวก
โจทก์ร่วม — สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
จำเลย — นางละเอียด โตความรู้
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6423/2547
#113172
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐานเพื่อให้พวกของจำเลยที่ 1 มีชื่อในทะเบียนบ้าน และใช้หรือแสดงเอกสารเท็จดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งแม้จะได้กระทำคนละวันกันแต่ก็ได้กระทำต่อเนื่องกันโดยล้วนแต่มีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวเพื่อให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนแก่พวกของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83 , 86 , 91 , 137 , 267 , 268 พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50

จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 , 267 , 268 พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2522 มาตรา 14 (1) ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137 , 267 , 268 พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 ในส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตาม ป.อ. มาตรา 90 (ที่ถูกมาตรา 91) ฐานร่วมกันแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร ฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันแสดงหลักฐานเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน ฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ลงโทษฐานสนับสนุนการกระทำความผิดฐานร่วมกันแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร ฯ อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 14,000 บาท พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ เห็นควรลงโทษให้หลาบจำ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เป็นเพียงเพื่อนบ้านที่รับรองเพื่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดสำเร็จเท่านั้น เห็นควรลงโทษสถานเบา จำเลยทั้งหกให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 มีกำหนดคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 7,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30 ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการอันเป็นการแสดงหลักฐานเท็จเพื่อให้ผู้อื่นมีชื่อในทะเบียนราษฎร และใช้หรือแสดงหลักฐานเท็จดังกล่าวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งแม้จะกระทำคนละวันกันแต่ก็ได้กระทำต่อเนื่องกันโดยล้วนแล้วแต่มีความมุ่งหมายเพียงประการเดียวคือเพื่อให้เจ้าพนักงานออกบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่พวกของจำเลยที่ 1 เท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265 , 267 พ.ร.บ. การทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 มาตรา 50 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (1) , (3) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 วางโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 137 ม. 265 ม. 267
พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14
พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 ม. 50
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี
จำเลย — นายศักดา ใจชอบ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุบลราชธานี — นางชุลีภรณ์ เฟื่องฟุ้ง ตรียุ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายบูรณ์ ฐาปนดุลย์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6401/2547
#266407
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารมาก่อนจำเลยทั้งสองและมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิม จึงขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวโดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติมาตรา 41 (1) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม และใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสอง คำพิพากษาในคดีก่อนผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองเฉพาะในประเด็นที่ว่า โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนคำว่า "Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนคำว่า "Kyuta" ไว้กับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิมของจำเลยที่ 1 ดีกว่าจำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่า ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 29 วรรคสอง และ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคสอง ซึ่งในคดีก่อนยังมิได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดแล้ว แต่โจทก์มิได้รื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ จึงมิใช่การรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 148

โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยทำการลวงขายสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2529 ถึงปี 2542 เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อน แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2529 ตลอดมาจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 แล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2543 จึงเกินกำหนดอายุความ 1 ปี สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดของจำเลยทั้งสองระหว่างปี 2529 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2542 ของโจทก์ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายในวันที่ 24 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปีเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 365,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะจำเลยทั้งสองผลิตสินค้าประเภทเคมีอาหารเพื่อจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" เหมือนและคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และอาศัยชื่อเสียงและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปในวงการค้าเคมีอาหารทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายเป็นสินค้าของโจทก์และหลงผิดว่าแหล่งกำเนิดสินค้าดังกล่าวมาจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารมาก่อนจำเลยทั้งสอง และมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิม ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้าดังกล่าว โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติมาตรา 41 (1)แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม และใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสอง คำพิพากษาในคดีก่อนผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองเฉพาะในประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนคำว่า "Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนคำว่า "Kyuta" ไว้กับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิม ของจำเลยที่ 1 ดีกว่าจำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์อ้างว่า ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการผลิตสินค้าเคมีอาหารออกจำหน่ายแก่ลูกค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยมีลักษณะการบรรจุสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์อันเป็นการลวงสาธารณชนให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองอาศัยชื่อเสียงและยี่ห้อทางการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปแล้วในวงการเคมีอาหารนั้น เป็นการอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 29 วรรคสอง และ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคสอง ซึ่งในคดีก่อน ยังมิได้วินิจฉัยไว้ ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วในคดีก่อน แต่โจทก์มิได้รื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ จึงมิใช่การรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 148 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้แต่ยังมิได้วินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 หรือไม่ และจำเลยทั้งสองกระทำการลวงขายและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการลวงขายนั้นหรือไม่ เพียงใด ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้นำสืบพยานหลักฐานมาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน ในปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเคมีอาหารย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดฐานลวงขายของจำเลยทั้งสองได้ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาตรา 29 วรรคสอง และ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 46 วรรคสอง โดยต้องฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยทำการลวงขายสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2529 ถึงปี 2542 เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีก่อน แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2529 ตลอดมาจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 แล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2543 จึงเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดตั้งแต่ปี 2529 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2542 เกินกำหนดอายุความ 1 ปี ดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดของจำเลยทั้งสองระหว่างปี 2529 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2542 ของโจทก์ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายในวันที่ 24 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ดังกล่าวเท่านั้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 29 วรรคสอง ม. 41 (1)
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 46 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียวตะเคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอฟ. เอ. (1991) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6401/2547
#412167
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองเฉพาะในประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนคำว่า"Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองในเครื่องหมายการค้าที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนคำว่า "Kyuta" ไว้กับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิมเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องในประเด็นที่ว่า ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการผลิตสินค้าเคมีอาหารออกจำหน่ายแก่ลูกค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าว่า "Kyuta" เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยมีลักษณะการบรรจุสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์อันเป็นการลวงสาธารณชนให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองอาศัยชื่อเสียงและยี่ห้อทางการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปแล้วในวงการเคมีอาหารนั้น เป็นการอ้างว่าจำเลยทั้งสองลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า "Kyuta" และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 29 วรรคสอง และ พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 46 วรรคสอง ซึ่งศาลในคดีก่อนยังไม่ได้วินิจฉัยไว้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องในคดีก่อนถึงการกระทำอันเป็นการลวงขายของจำเลยทั้งสอง ก็เพื่อเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลยทั้งสองเท่านั้น มิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การลวงขายนั้นแต่อย่างใด ดังนี้ การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิใช่การรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นที่วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 26 ประอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 148

การฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดฐานลวงขายของจำเลยทั้งสองต้องฟ้องบังคับภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองทำการลวงขายสินค้าตั้งแต่ปี 2529 ถึงที่ 2542 เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อน แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้พึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่ปี 2529 ตลอดมาจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 แล้ว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2543 จึงเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับการทำละเมิดตั้งแต่ปี 2529 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2542 เกินกำหนดอายุความ 1 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในช่วงเวลาดังกล่าวของโจทก์ย่อมขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมสำหรับการละเมิดที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายในวันที่ 24 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องภายในอายุความ 1 ปี เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" อ่านว่า เคียวตะ คือเครื่องหมาย โดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2529 มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลายในวงการเคมีภัณฑ์ ประเภทเคมีอาหาร ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "Kyuta" ต่อกองสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้ากรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2530 ในสินค้าจำพวกที่ 1 ทั้งจำพวก คือ เคมีวัตถุสำหรับใช้ในหัตถกรรม การถ่ายรูป หรือการค้นหาความรู้ทางฟิสิกส์และใช้เป็นยากันผุ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ โดยจำเลยที่ 2 ยังเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล และจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" (อ่านว่า เคียวตะ) คือเครื่องหมาย ซึ่งได้รับจดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2530 โดยใช้กับสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 (หรือจำพวกที่ 30 ใหม่ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534) คือ วัตถุที่ใช้เป็นอาหารหรือเป็นเครื่องปรุงอาหารโดยได้รับสิทธิมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล โดยมีจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ดำเนินการโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นให้ ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2542 จำเลยที่ 2 ทั้งในนามส่วนตัวและในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล และในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเวลาต่อเนื่องกันด้วยการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าผู้ผลิตอาหารและในวงการเคมีอาหารทั่วไป โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่เหมือนกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้แล้ว แต่สินค้าที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายนั้นมิใช่สินค้าในจำพวกที่ 42 เดิม (หรือจำพวกที่ 30 ใหม่) ที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว โดยมีลักษณะการบรรจุสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์ อันเป็นการลวงสาธารณชนให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองอาศัยชื่อเสียงและยี่ห้อทางการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปอยู่แล้วในวงการเคมีอาหาร ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 365,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำ เพราะโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองที่ศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขแดงที่ ท.ส.11/2539 มีสาระสำคัญว่าจำเลยทั้งสองได้ละเมิดต่อโจทก์โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนทำให้สาธารณชนหลงผิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลแพ่งวินิจฉัยประเด็นพิพาทข้อหนึ่งว่า จำเลยทั้งสองผลิตสินค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายในวงการเคมีอาหารจนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าเครื่องหมายการค้าและสินค้าดังกล่าวมาจากโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีสาระสำคัญว่าจำเลยทั้งสองได้จงใจร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ประเด็นข้อพิพาทคดีนี้จึงเป็นประเด็นเดียวกับคดีเดิม ซึ่งโจทก์สามารถเรียกค่าเสียหายได้ในคดีเดิมแต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องใหม่ จึงต้องห้ามตามนัยมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหายจริงตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ท.ส.11/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 เอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏว่าคดีหมายเลขแดงที่ ท.ส.11/2539 ของศาลแพ่ง ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" อ่านว่า เคียวตะ คือเครื่องหมาย โดยใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาตั้งแต่ พ.ศ.2529 เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในวงการเคมีอาหาร ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อกรมทะเบียนการค้าและได้รับการจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2530 ในสินค้าจำพวกที่ 1 เดิม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ทั้งจำพวก คือ เคมีวัตถุสำหรับใช้ในหัตถกรรม การถ่ายรูปหรือการค้นหาความรู้ทางฟิสิกส์และใช้เป็นยากันผุเสีย ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 108199 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน จำเลยที่ 2 เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งได้จดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดและเสร็จสิ้นการชำระบัญชีแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนคำว่า "Kyuta" อ่านว่า เคียวตะ คือเครื่องหมาย ตามทะเบียนเลขที่ 113008 โดยได้รับการจดทะเบียนไว้ในสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม คือ วัตถุที่ใช้เป็นอาหารหรือเป็นเครื่องปรุงอาหาร โดยได้รับโอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ดำเนินการโอนให้ ระหว่างเดือนมีนาคม 2530 ถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2536 จำเลยที่ 2 ทั้งในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล ก่อนจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด และในนามของจำเลยที่ 1 ได้ละเมิดต่อโจทก์เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายในวงการเคมีอาหารโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่เหมือนกันกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้ แต่สินค้าที่จำหน่ายนั้นมิใช่สินค้าในจำพวกที่ 42 เดิม ที่จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนไว้ แต่กลับเป็นสินค้าจำพวกที่ 1 เดิม ที่โจทก์จดทะเบียนไว้สำหรับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปอยู่แล้วในวงการเคมีอาหาร ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบดีเพราะเคยทำงานอยู่ที่บริษัท เอฟ.เอ็น.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้แก่โจทก์ บริษัทดังกล่าวและบริษัทโจทก์มีกรรมการผู้จัดการคนเดียวกันคือนายสุทธา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการที่มิได้ตั้งใจโดยสุจริตที่จะใช้เครื่องหมายการค้านั้นสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ และตามความจริงก็ไม่เคยมีการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยสุจริตสำหรับสินค้าดังกล่าวเลย และในระหว่าง 3 ปี ก่อนวันฟ้อง จำเลยทั้งสองมิได้มีการใช้เครื่องหมายการค้านั้นโดยสุจริตสำหรับสินค้าที่ได้จดทะเบียนไว้ และเครื่องหมายการค้าที่จำเลยทั้งสองใช้นั้นก็เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายเป็นสินค้าของโจทก์ และหลงผิดว่าแหล่งกำเนิดสินค้าดังกล่าวมาจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงร้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้ยกคำร้องของโจทก์ โดยแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2537 โดยให้เหตุผลว่า โจทก์มิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นได้ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าฟังข้อเท็จจริงทำนองว่าสินค้าของจำเลยที่ 1 เป็นสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าตรงกับที่ได้จดทะเบียนไว้ และโจทก์มิได้ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม ซึ่งโจทก์ไม่เห็นด้วย โจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามทะเบียนเลขที่ 113008 เห็นว่า การฟ้องในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 เป็นการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองโดยอ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเพราะจำเลยทั้งสองผลิตสินค้าประเภทเคมีอาหารเพื่อจำหน่ายโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" เหมือนและคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์และอาศัยชื่อเสียงและเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปในวงการค้าเคมีอาหาร ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดคิดว่าสินค้าที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายเป็นสินค้าของโจทก์และหลงผิดว่าแหล่งกำเนิดสินค้าดังกล่าวมาจากโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์เป็นผู้มีสิทธิดีกว่าในเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารมาก่อนจำเลยทั้งสอง และมีสิทธิดีกว่าจำเลยทั้งสองในเครื่องหมายการค้า ที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิม ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ตามทะเบียนเลขที่ 113008 จึงขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 113008 ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว โดยอาศัยสิทธิตามบทบัญญัติมาตรา 41 (1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิ ซึ่งศาลฎีกาในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดโดยวินิจฉัยว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" กับสินค้าเคมีอาหารซึ่งเป็นสินค้าในจำพวกที่ 42 เดิม มาก่อนจำเลยทั้งสองหลายปี แม้โจทก์จะมิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของโจทก์ไว้กับสินค้าในจำพวกที่ 42 ดังกล่าว โจทก์ก็มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้า ของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม และใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสอง แม้คำฟ้องในคดีนี้และคำฟ้องในคดีก่อนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 โจทก์จะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่าสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของโจทก์ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารเป็นสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนก็ตามแต่ศาลฎีกาในคดีดังกล่าวก็ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องแล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนสำหรับสินค้าเคมีอาหาร เพราะโจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ไว้กับสินค้าจำพวกที่ 1 เดิม เท่านั้น มิได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้นไว้กับสินค้าเคมีอาหารซึ่งเป็นสินค้าในจำพวกที่ 42 เดิม ด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 ผูกพันโจกท์และจำเลยทั้งสองเฉพาะในประเด็นที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนคำว่า "Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียน คำว่า "Kyuta" ไว้กับสินค้าเคมีอาหารในจำพวกที่ 42 เดิม ของจำเลยที่ 1 ดีกว่าจำเลยทั้งสองเท่านั้น ส่วนประเด็นที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้โจทก์อ้างว่า ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการผลิตสินค้าเคมีอาหารออกจำหน่ายแก่ลูกค้าโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ""Kyuta" เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยมีลักษณะการบรรจุสินค้าเช่นเดียวกับสินค้าของโจทก์อันเป็นการลวงสาธารณชนให้เข้าใจว่าเป็นสินค้าของโจทก์โดยจำเลยทั้งสองอาศัยชื่อเสียงและยี่ห้อทางการค้าของโจทก์ที่แพร่หลายทั่วไปแล้วในวงการเคมีอาหารนั้น เป็นการอ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" และเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 29 วรรคสอง และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง ซึ่งศาลในคดีก่อนตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 ยังมิได้วินิจฉัยไว้ ที่โจทก์บรรยายฟ้องไว้ในคดีก่อนดังกล่าวถึงการกระทำอันเป็นการลวงขายของจำเลยทั้งสองก็เพื่อเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีสิทธิในเครื่องหมายการค้า คำว่า "Kyuta" ดีกว่าจำเลยทั้งสองเท่านั้น มิได้ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองกระทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์และเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การลวงขายนั้นแต่อย่างใด ดังนี้ แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองในคดีนี้จะเป็นคู่ความเดียวกันกับคู่ความในคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาที่ 7431/2541 ก็ตาม แต่โจทก์มิได้รื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่ใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสองแต่อย่างใด โจทก์ฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ฐานลวงขายซึ่งศาลในคดีก่อนดังกล่าวยังมิได้วินิจฉัยไว้ว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือไม่ การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิใช่การรื้อร้องฟ้องจำเลยทั้งสองอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามประเด็นข้อพิพาทที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดไว้แต่ยังมิได้วินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิดตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 หรือไม่ และจำเลยทั้งสองกระทำการลวงขายและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการลวงขายนั้นหรือไม่ เพียงใด ซึ่งโจทก์และจำเลยทั้งสองได้นำสืบพยานหลักฐานมาแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปโดยไม่ย้อนสำนวน ในปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์อ้างในคำฟ้องว่า ระหว่างปี 2529 ถึงปี 2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยทำการลวงขายสินค้าเคมีอาหารของจำเลยทั้งสองที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" เหมือนกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่าเป็นสินค้าเคมีอาหารของโจทก์ในราคาที่ต่ำกว่าสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียลูกค้าและรายได้ทางการค้าปกติไปเป็นจำนวนมากเป็นเวลานาน 10 ปีเศษ คือตั้งแต่ปี 2529 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ในอัตราปีละ 36,000,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี คิดเป็นเงิน 360,000,000 บาท ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงจำนวน 3,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการสืบหาแหล่งผลิตและเก็บสินค้าของจำเลยทั้งสองรวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่จำเลยทั้งสองจำนวน 1,000,000 บาท และค่าเวลาที่โจทก์และพนักงานบริษัทโจทก์ต้องทำงานเพิ่มขึ้นในการชี้แจงและทำความเข้าใจกับสาธารณชนหรือลูกค้าตลอดจนการสาธิตให้ปรากฏถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าของโจทก์และสินค้าของจำเลยทั้งสอง รวมทั้งการทำงานด้านการตลาดที่ยากขึ้นเพราะต้องแข่งขันกับสินค้าของจำเลยทั้งสองที่ปลอมและเลียนแบบสินค้าของโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท รวมความเสียหายเพราะการลวงขายของจำเลยทั้งสองเป็นเงินทั้งสิ้น 365,000,000 บาท โจทก์ในฐานะเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ซึ่งยังมิได้จดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเคมีอาหารย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดฐานลวงขายของจำเลยทั้งสองได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 29 วรรคสอง และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง โดยต้องฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องดังกล่าวภายในกำหนดอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันละเมิดต่อโจทก์โดยทำการลวงขายสินค้าดังกล่าวตั้งแต่ปี 2529 ถึงปี 2542 เป็นเวลาต่อเนื่องกันโดยโจทก์ขอคิดค่าเสียหายถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 แสดงว่าโจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2529 ตลอดมาจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 แล้ว ดังนี้ เมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2543 จึงเป็นการฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดตั้งแต่ปี 2529 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2542 เกินกำหนดอายุความ 1 ปี ดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิดของจำเลยทั้งสองระหว่างปี 2529 ถึงวันที่ 23 มีนาคม 2542 ของโจทก์ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 โจทก์คงมีสิทธิเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนสำหรับการละเมิด ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองทำการลวงขายในวันที่ 24 มีนาคม 2542 ซึ่งโจทก์ฟ้องเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 1 ปี ดังกล่าวเท่านั้น

ปัญหาว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำการลวงขายและต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการลวงขายในวันที่ 24 มีนาคม 2542 หรือไม่ เพียงใด ปัญหานี้โจทก์มีนายสุทธาหรือภัทรกิจกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์มาเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งใช้กับสินค้าเคมีอาหารมาตั้งแต่ปี 2529 โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2530 ในสินค้าจำพวกที่ 1 เดิม ทั้งจำพวก คือเคมีวัตถุสำหรับใช้ในหัตถกรรม การถ่ายรูป หรือการค้นหาความรู้ทางฟิสิกส์และใช้เป็นยากันผุ ตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 108199 เอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 และเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและผู้ชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งได้จดทะเบียนเลิกห้างและเสร็จการชำระบัญชีไปแล้ว จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2530 ในสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม คือ วัตถุที่ใช้เป็นอาหารหรือเป็นเครื่องปรุงอาหารตามทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 113008 เอกสารหมาย จ.5 โดยได้รับโอนสิทธิมาจากห้างหุ้นส่วนจำกัดดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีห้างนั้นเป็นผู้ดำเนินการโอนให้ พยานรู้จักจำเลยที่ 2 มาก่อน เดิมเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของโจทก์เป็นเครื่องหมายการค้าของพยาน ซึ่งต่อมาพยานประกอบกิจการในนามบริษัทโจทก์ โดยมีบริษัท เอฟ.เอ็น.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งพยานจัดตั้งขึ้นมาอีกบริษัทหนึ่งเป็นบริษัทในเครือของโจทก์มีพยานเป็นกรรมการผู้จัดการเช่นเดียวกันทำหน้าที่เป็นผู้จำหน่ายสินค้าของโจทก์ภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้สมัครงานเข้ามาเป็นลูกจ้างในตำแหน่งพนักงานขาย มีหน้าที่ขายสินค้าและดูแลลูกค้าของโจทก์และบริษัท เอฟ.เอ็น.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ตั้งแต่ปี 2529 จำเลยที่ 2 ได้เรียนรู้สูตรเคมีภัณฑ์ของโจทก์และได้แอบผลิตสินค้าเลียนแบบสินค้าของโจทก์โดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวออกจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในวงการเคมีอาหารที่จำเลยที่ 2 ดูแลอยู่ ต่อมาจำเลยที่ 2 ได้กระทำการดังกล่าวเรื่อยมา เมื่อลาออกจากบริษัทในเครือของโจทก์โดยกระทำการในนามส่วนตัวและในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งต่อมาได้เลิกห้าง และจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นบริษัทจำเลยที่ 1 โดยได้ผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าผู้ผลิตอาหารในวงการเคมีอาหารทั่วไปโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2542 โจทก์เคยร้องขอให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของจำเลยที่ 1 ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการพิจารณาแล้วให้ยกคำร้องของโจทก์โดยแจ้งให้โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2537 โดยเห็นว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหาย และจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" กับสินค้าที่ตรงกับที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลแพ่งให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของจำเลยที่ 1 ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 ให้เพิกถอนทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ตามคดีหมายเลขแดงที่ ท.ส.11/2539 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยมีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2542 จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษา การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ สินค้าของจำเลยทั้งสอง 1 กิโลกรัมเจือจางกว่าและราคาถูกกว่าสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องสูญเสียลูกค้าไปจำนวนมาก ตามบัญชีลูกค้าเอกสารหมาย จ.8 โจทก์ต้องสูญเสียรายได้ประมาณเดือนละ 10,000,000 บาท ปัจจุบันโจทก์มียอดขายเพียงประมาณ 3,000,000 บาท ตามบัญชีเปรียบเทียบรายรับต่อเดือนในอดีตและปัจจุบันและผลต่างเอกสารหมาย จ.9 โจทก์ขอเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้อัตราเดือนละ 3,000,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี ตั้งแต่ปี 2529 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 เป็นเงินทั้งสิ้น 360,000,000 บาท ค่าเสื่อมเสียชื่อเสียงจำนวน 3,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการสืบหาแหล่งผลิตและเก็บสินค้าของจำเลยทั้งสอง รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองทั้งในทางแพ่งและทางอาญาจำนวน 1,000,000 บาท และค่าเวลาที่โจทก์และพนักงานบริษัทโจทก์ต้องทำงานเพิ่มในการชี้แจงและทำความเข้าใจกับสาธารณชนและลูกค้า การสาธิตสินค้า รวมทั้งการทำงานด้านการตลาดที่ยากขึ้นเพราะต้องแข่งขันกับสินค้าของจำเลยทั้งสองที่ปลอมและเลียนแบบสินค้าของโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท และโจทก์มีนายอำนวยพนักงานฝ่ายขายของตัวแทนทางการค้าบริษัทโจทก์และบริษัทในเครือของโจทก์เบิกความสนับสนุนประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าพยานเห็นสินค้าเคมีอาหารภายใต้เครื่องหมายการค้า ของโจทก์มาตั้งแต่ปี 2524 และเมื่อประมาณปี 2529 พยานเริ่มเห็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้า และคำว่า "SHINOKU CHEM.," คล้ายกับเครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ตามภาพถ่ายบรรจุภัณฑ์และสินค้าหมาย จ.14 และ จ.15 ในขณะนั้นพยานเข้าใจว่าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวเป็นสินค้าของโจทก์หรือของบริษัทในเครือโจทก์ เพราะเห็นมีชื่อบริษัทคล้ายกัน คือ เอฟ.เอ. และ เอฟ.เอ็น.ซี. และมีบรรจุภัณฑ์ลักษณะเหมือนกัน พยานเห็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์นั้นแพร่หลายอยู่ในตลาดตั้งแต่ปี 2529 ดังกล่าวเรื่อยมาจนถึงปี 2542 หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้าเป็นรูปแมวน้ำ 4 ตัว เล่นลูกโลก คือเครื่องหมาย ตามตัวอย่างบรรจุภัณฑ์วัตถุพยานหมาย จ.16 เมื่อพยานมาเริ่มขายสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ พยานทราบจากนายสุทธาว่าสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของโจทก์เป็นสินค้าของจำเลยทั้งสอง สินค้าของโจทก์มีราคาสูงกว่าสินค้าของจำเลยทั้งสอง ในการขายสินค้าของโจทก์เมื่อพยานเข้าไปที่ตลาดในวงการผลิตอาหาร พยานถูกโต้แย้งว่าสินค้าของโจทก์เป็นสินค้าปลอมและราคาแพงกว่า พยานต้องชี้แจงว่าเป็นสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่แท้จริงแต่เดิมและศาลได้พิพากษาแล้ว พยานต้องสาธิตการใช้สินค้าแก่ลูกค้าแทบทุกรายซึ่งเป็นที่พอใจของลูกค้าเพราะใช้สินค้าจำนวนน้อยกว่ามาก แม้จะมีราคาสูงกว่าและคุณภาพของสินค้าก็เป็นที่พอใจของลูกค้า เฉพาะส่วนของพยานพยานทำยอดขายได้เดือนละประมาณเกือบ 1,000,000 บาท ในข้อนี้จำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานจำเลยทั้งสองเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเจือสมกับคำเบิกความของนายสุทธาพยานโจทก์ข้างต้นว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ทำงานที่บริษัทจิรคร จำกัด ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายขายสารเคมีผสมอาหาร จำเลยที่ 2 ได้รู้จักกับนายสุทธาซึ่งทำงานที่บริษัทดังกล่าวในตำแหน่งพนักงานขายสารเคมีผสมอาหารเช่นกัน เมื่อจำเลยที่ 2 ทำงานที่บริษัทนั้นได้ประมาณ 3 เดือน นายสุทธาชักชวนจำเลยที่ 2 ออกจากบริษัทดังกล่าว โดยนายสุทธาแจ้งว่าได้เปิดบริษัท เอฟ.เอ็น.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งขายเคมีผสมอาหารเช่นกันประสงค์จะให้จำเลยที่ 2 ไปร่วมงานด้วย จำเลยที่ 2 จึงออกจากบริษัทจิรคร จำกัด ไปทำงานที่บริษัทดังกล่าว จากข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วและผูกพันโจทก์และจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 และพยานหลักฐานของโจทก์ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้า ของโจทก์กับสินค้าเคมีอาหารมาก่อนที่ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจะยื่นคำขอจดทะเบียนและได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 42 เดิม ซึ่งรวมถึงสินค้าเคมีอาหารด้วย เครื่องหมายการค้าทั้งสองมีสาระสำคัญและจุดเด่นอยู่ที่คำว่า "Kyuta" เหมือนกัน เมื่อใช้กับสินค้าชนิดเดียวกันจึงนับได้ว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่คล้ายกันมากจนทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของของสินค้าและแหล่งกำเนิดของสินค้านั้นได้ ต่อมาได้มีการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด เอฟ.เอ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีของห้างได้โอนสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการบริษัท โจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้า ที่จำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนและใช้กับสินค้าเคมีอาหารดีกว่าจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้ผลิตสินค้าเคมีอาหารโดยใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2529 ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 อันเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7431/2541 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ซึ่งใช้กับสินค้าเคมีอาหารมาก่อนที่จำเลยทั้งสองจะใช้เครื่องหมายการค้า กับสินค้าเคมีอาหารของจำเลยทั้งสอง และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวที่ใช้สินค้าเคมีอาหารของจำเลยทั้งสองดีกว่าจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "Kyuta" ของโจทก์ดังกล่าวกับสินค้าเคมีอาหารมาก่อนและจำเลยทั้งสองได้ใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งเหมือนและคล้ายกับเครื่องหมายการค้า ของโจทก์อย่างมากกับสินค้าเคมีอาหารเช่นเดียวกันตั้งแต่ปี 2529 จนถึงวันที่ 24 มีนาคม 2542 ย่อมทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยทั้งสองแสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยทั้งสองที่จะอาศัยชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยนำคำว่า "Kyuta" ซึ่งเป็นจุดเด่นและสาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้เป็นเครื่องหมายการค้ากับสินค้าเคมีอาหารของจำเลยทั้งสองอันเป็นการทำการลวงขายสินค้าของจำเลยทั้งสองว่าเป็นสินค้าของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวในวันที่ 24 มีนาคม 2542 จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 46 วรรคสอง เป็นการแย่งตลาดขายสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ขายสินค้าได้น้อยลงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดีที่โจทก์นำสืบถึงความเสียหายต่าง ๆ เพราะเหตุที่จำเลยทั้งสองทำการลวงขายดังกล่าวเป็นเพียงการกะประมาณความเสียหายเท่านั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจริงถึงจำนวนค่าเสียหายตามคำฟ้อง โดยเฉพาะในวันที่ 24 มีนาคม 2542 โจทก์มิได้มีพยานหลักฐานให้เห็นแน่ชัดว่าโจทก์ได้รับความเสียหายเพราะการกระทำอันเป็นการลวงขายของจำเลยทั้งสองในวันนั้นเพียงใด ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้วเห็นควรกำหนดค่าเสียหายในวันดังกล่าวให้โจทก์ตามสมควรเป็นเงิน 10,000 บาท"

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 448
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเคียวตะเคมีคอล (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — บริษัทเอฟ.เอ. (1991) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
กำพล ภู่สุดแสวง
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ