คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5332/2547
#411491
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งทำธุรกิจสถานีบริการน้ำมันมีหน้าที่ต้องจัดทำแผ่นป้ายที่มีข้อความ "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" และป้ายแสดงประเภท ชนิด และราคาจำหน่ายปลีกน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งออกตาม ป.รัษฎากร และประกาศคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด (ซึ่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาดประกอบด้วยกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ) ป้ายดังกล่าวข้างต้นจึงไม่ใช่ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของโจทก์ตามบทบัญญัติในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีป้ายฯ โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยแจ้งการประเมินภาษีป้ายบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์สามแห่ง โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงยื่นอุทธรณ์ ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วินิจฉัยยืนตามการแจ้งการประเมิน โจทก์ชำระค่าภาษีตามที่ได้รับแจ้งการประเมินแก่จำเลยแล้ว รายละเอียดของป้ายโจทก์ที่ถูกประเมินตามคำฟ้องข้อ 3 มีดังนี้

3.1 สถานีบริการน้ำมันเลขที่ 49/3 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

3.1.1 ป้ายมีข้อความว่า "ดีเซล" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันภายในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 4 ป้าย มีพื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 800 บาท

3.1.2 ป้ายมีข้อความว่า "เอสโซ่, UNLEADED SUPREME" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันภายในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 8 ป้าย มีพื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 จำนวน 4,320 บาท

3.1.3 ป้ายมีข้อความว่า "ยิ้มเต็มถัง, ภาพเสือ" ติดตั้งที่ตู้จำหน่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 13 ป้าย มีพื้นที่ป้ายละ 2,100 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2544 จำนวน 2,600 บาท

3.1.4 ป้ายมีข้อความว่า "ESSO" ติดตั้งอยู่ใต้หัวจ่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 10 ป้าย มีพื้นที่ป้ายละ 4,800 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2544 จำนวน 4,000 บาท

3.1.5 ป้ายมีข้อความว่า "ESSO, เอสโซ่" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 8 ป้าย มีพื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2544 จำนวน 4,320 บาท

3.1.6 ป้ายมีข้อความว่า "เครื่องหมายกรมสรรพากร, เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และราคาน้ำมันชนิดต่าง ๆ" ติดตั้งอยู่ด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 10,800 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 400 บาท

3.1.7 ป้ายมีข้อความว่า "ยินดีรับบัตร SYNERGY ESSO และเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้า" ติดตั้งที่ทางเข้าสถานีบริการน้ำมันนจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 22,050 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 1,760 บาท

3.1.8 ป้ายมีข้อความว่า "AMERICAN EXPRESS" ติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 4,000 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 640 บาท

3.2 สถานีบริการน้ำมันเลขที่ 29/2 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

3.2.1 ป้ายมีข้อความ "ดีเซล" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 4 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 800 บาท

3.2.2 ป้ายมีข้อความ "เอสโซ่, ESSO" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมัน ปี 2543 จำนวน 6 ป้าย ปี 2544 จำนวน 8 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 จำนวน 3,240 บาท ปีภาษี 2544 จำนวน 4,320 บาท

3.2.3 ป้ายมีข้อความว่า "เอสโซ่, UNLEADED SUPREME" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันภายในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 จำนวน 1,080 บาท

3.2.4 ป้ายมีข้อความว่า "เครื่องหมายกรมสรรพากร, เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และราคาน้ำมันชนิดต่าง ๆ" ติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 10,800 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 จำนวน 400 บาท

3.2.5 ป้ายมีข้อความว่า "ยินดีรับบัตร SYNERGY ESSO และเครื่องหมายลูกศรบอกทางเข้า" ติดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ 22,050 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 1,760 บาท

3.2.6 ป้ายมีข้อความว่า "เอสโซ่, ESSO, ป้ายบอกราคาน้ำมัน" ติดตั้งหน้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 472,500 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2544 จำนวน 75,600 บาท

3.3 สถานีบริการน้ำมันเลขที่ 42/5 ถนนบุรีภิรมย์ แขวงกระทุ่มลาย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

3.3.1 ป้ายมีข้อความว่า "ดีเซล" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 4 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 800 บาท

3.3.2 ป้ายมีข้อความว่า "เอสโซ่, ESSO" ติดตั้งด้านบนหัวจ่ายน้ำมันในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 4 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 13,725 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 2,160 บาท

3.3.3 ป้ายมีข้อความว่า "ยิ้มเต็มถัง, ภาพเสือ" ติดตั้งที่ตู้จำหน่ายน้ำมันภายในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 8 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 2,100 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2544 จำนวน 1,600 บาท

3.3.4 ป้ายมีข้อความว่า "ESSO" ติดตั้งที่ตู้จำหน่ายน้ำมันภายในอาคารจำหน่ายน้ำมันจำนวน 6 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 4,800 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2544 จำนวน 2,400 บาท

3.3.5 ป้ายมีข้อความว่า "เครื่องหมายกรมสรรพากร, เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และราคาน้ำมันชนิดต่าง ๆ" ติดตั้งด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 10,800 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 400 บาท

3.3.6 ป้าย "AMERICAN EXPRESS" ติดตั้งบริเวณด้านหน้าสถานีบริการน้ำมันจำนวน 2 ป้าย พื้นที่ป้ายละ 4,000 ตารางเซนติเมตร ปีภาษี 2543 และ 2544 ปีละ 640 บาท

การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไม่ถูกต้อง ป้ายตามฟ้อง ข้อ 3.1.1, 3.2.1 และ 3.3.1 ป้ายข้อความว่า "ดีเซล" เป็นป้ายบอกประเภทน้ำมัน เป็นชื่อสามัญมิใช่เครื่องหมายการค้า ไม่เป็นป้ายที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.1 ถึง 3.1.5, 3.2.1 ถึง 3.2.3, 3.3.1 ถึง 3.3.4 เป็นป้ายที่แสดงไว้ใต้หลังคาคลุมตู้จำหน่ายน้ำมันอันเป็นอาคาร แต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกิน 3 ตารางเมตร ได้รับยกเว้นได้ต้องเสียภาษีป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.6, 3.2.4 และ 3.3.5 เป็นป้ายไม่มีชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายการค้าของโจทก์ และเป็นป้ายที่กรมทะเบียนการค้าและกรมสรรพากรเป็นผู้กำหนดให้โจทก์จัดทำขึ้น ไม่ใช่ป้ายที่ต้องเสียภาษี ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.7 และ 3.2.5 มีพื้นที่เพียงครึ่งหนึ่งของที่ประเมินเท่ากับ 11,025 ตารางเซนติเมตร ที่เหลือเป็นป้ายรูปลูกศรบอกทางเข้าสถานบริการน้ำมัน ซึ่งสามารถแยกส่วนออกจากกันได้ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ทั้งสองปีภาษีเป็นเงินสถานีละ 1,760 บาท ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.8 และ 3.3.6 มิใช่ป้ายของโจทก์ จำเลยสามารถหาตัวและเรียกเก็บภาษีป้ายจากบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด ได้ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์ปีภาษีละ 640 บาท สำหรับแต่ละสถานี ป้ายตามฟ้องข้อ 3.2.6 มีข้อความว่า "เอสโซ่ ESSO" กับป้ายบอกราคาน้ำมันมีพื้นที่เพียงป้ายละ 184,410 ตารางเซนติเมตร เป็นค่าภาษีป้ายละ 7,380 บาท รวมสองป้าย เป็นค่าภาษี 14,760 บาท นอกจากนั้นเป็นป้ายบอกราคาน้ำมันกับข้อความของกรมสรรพากรซึ่งสามารถแยกส่วนกันได้ และเป็นป้ายที่ทางราชการกำหนดให้โจทก์จัดทำ ไม่มีวัตถุประสงค์โฆษณาหรือหารายได้ โจทก์ไม่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้ จำเลยต้องคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 60,840 บาท สำหรับสถานีบริการน้ำมันทั้งสามแห่งจำเลยต้องคืนเงินภาษีแก่โจทก์ ปีภาษี 2543 จำนวน 17,440 บาท ปีภาษี 2544 จำนวน 88,480 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 105,920 บาท ขอให้เพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ 9/2543, 10/2543, 11/2543 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เลขที่ 14/2544, 15/2544, 16/2544 ลงวันที่ 19 เมษายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2544 ให้จำเลยคืนเงินภาษีจำนวน 105,920 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.1, 3.2.1 และ 3.3.1 ข้อความว่า "ดีเซล" เป็นป้ายบ่งแสดงประเภทน้ำมันของโจทก์มิใช่ชื่อสามัญทั่วไป ติดตั้งอยู่ภายนอกอาคารสำนักงาน เป็นป้ายที่ต้องเสียภาษีป้าย ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.2 ถึง 3.1.5, 3.2.2 ถึง 3.2.3, 3.3.2 ถึง 3.3.4 เป็นป้ายที่มิได้ติดตั้งภายในอาคาร ผู้ผ่านไปมาสามารถมองเห็นได้ชัดเจน ไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมาย ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.6, 3.2.4 และ 3.3.5 จำเลยมิได้นำป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความว่า "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" มารวมคำนวณ ส่วนที่มีข้อความว่าดีเซลและตัวเลขแสดงราคาน้ำมัน, ซูพรีม 91 และตัวเลขแสดงราคาน้ำมัน, ซูพรีม 95 และตัวเลขแสดงราคาน้ำมัน เป็นป้ายที่มีชื่อ ยี่ห้อบอกประเภทน้ำมันแสดงอยู่ในป้ายเดียวกันเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า ไม่ได้รับการยกเว้นป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.7 และ 3.2.5 ทั้งข้อความ "ยินดีรับบัตร SYNERGY" และ "ESSO" กับเครื่องหมายลูกศรอยู่ในโครงเหล็กอันเดียวกัน หมายถึงสถานที่ที่ลูกศรบ่งชี้ยินดีรับบัตร SYNERGY ต้องเสียภาษีทั้งหมด ป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.8 และ 3.3.6 ไม่ระบุชื่อเจ้าของและบริษัทอเมริกันเอ็กซ์เพรส (ไทย) จำกัด ไม่ยืนยันว่าเป็นของตน เป็นกรณีไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการสำหรับภาษีป้าย และไม่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นเจ้าของป้าย ถือว่าไม่อาจหาตัวเจ้าของได้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ครอบครองจึงเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษี ป้ายตามฟ้องข้อ 3.2.6 ข้อความว่า "เอสโซ่ ESSO" และป้ายบอกราคาน้ำมัน จำเลยมิได้นำป้ายที่มีเครื่องหมายกรมสรรพากรและข้อความว่า "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" มารวมคำนวณภาษีป้าย สำหรับข้อความบอกราคาน้ำมันนั้นเป็นป้ายบอกประเภทน้ำมันแสดงอยู่ในป้ายเดียวกันเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า แสดงประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงที่โจทก์ประกอบการค้าเป็นการโฆษณาคุณภาพสินค้าแต่ละชนิดเพื่อชี้ชวนให้ลูกค้ามาซื้อน้ำมันชนิดที่โฆษณาจึงไม่ได้รับยกเว้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนและแก้ไขหนังสือแจ้งการประเมินภาษีป้ายเลขที่ 9/2543, 10/2543 และ 11/2543 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เลขที่ 14/2544, 15/2544 และ 16/2544 ลงวันที่ 19 เมษายน 2544 กับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2544 รวม 2 ฉบับ โดยให้เพิกถอนเฉพาะป้ายมีข้อความว่า "ดีเซล" ตามฟ้องข้อ 3.1.1, 3.2.1 และ 3.3.1 ป้ายข้อความ "เอสโซ่, UNLEADED SUPREME" ตามฟ้องข้อ 3.1.2, 3.2.3 ป้ายข้อความ "เอสโซ่, ESSO" ตามฟ้องข้อ 3.2.2 และ 3.3.2 ป้ายข้อความ "ยิ้มเต็มถัง ภาพเสือ" ตามฟ้องข้อ 3.1.3 และ 3.3.3 ป้ายข้อความ "ESSO" ตามฟ้องขอ้ 3.1.4 และ 3.3.4 ป้ายข้อความ "ESSO, เอสโซ่" ตามฟ้องข้อ 3.1.5 ป้ายข้อความ "AMERICAN EXPRESS" ตามฟ้องข้อ 3.1.8 และ 3.3.6 ให้แก้ไขเฉพาะป้ายมีข้อความว่า "ยินดีรับบัตร SYNERGY ESSO" และเครื่องหมายลูกศร ตามฟ้องข้อ 3.1.7 และ 3.2.5 ทั้งปีภาษี 2543 และ 2544 จากปีละ 1,760 บาท เป็นปีละ 880 บาท แก้ไขเฉพาะป้ายข้อความ "เอสโซ่ ESSO, ราคาน้ำมัน" ตามฟ้องข้อ 3.2.6 ปีภาษี 2544 จาก 75,600 บาท เป็น 32,200 บาท ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 86,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 พฤศจิกายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2543 พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีป้ายบริเวณสถานีบริการน้ำมันของโจทก์ 3 แห่ง คือ เลขที่ 49/3 และ 29/2 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ประจำปีภาษี 2543 จำนวน 29,380 บาท 29,680 บาท และ 11,720 บาท ตามลำดับ และวันที่ 19 เมษายน 2544 พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีป้ายบริเวณสถานีน้ำมันดังกล่าวประจำปีภาษี 2544 จำนวน 39,680 บาท 93,040 บาท และ 20,760 บาท ตามลำดับ ตามหนังสือแจ้งการประเมินเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 1 ถึง 6 โจทก์อุทธรณ์การประเมินตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ต่อมาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีคำวินิจฉัยยืนยันตามการประเมินตามแบบแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 7 และ 8 ที่โจทก์อุทธรณ์เกี่ยวกับป้ายตามฟ้องข้อ 3.1.6, 3.2.4 และ 3.3.5 ที่มีข้อความ "เครื่องหมายกรมสรรพากร, เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายและราคาน้ำมันชนิดต่าง ๆ" ว่า เป็นป้ายที่โจทก์ถูกบังคับโดยบทบัญญัติของกฎหมายให้จัดทำขึ้นเพื่อแสดงราคาน้ำมันที่จำหน่ายและแสดงว่ามีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่ายแล้ว โดยรูปแบบและขนาดจะต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรก่อนและโจทก์ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว จึงไม่ใช่ป้ายตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 มาตรา 6 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์มีหน้าที่ต้องจัดทำแผ่นป้ายที่มีข้อความ "เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย" และป้ายแสดงประเภท ชนิด และราคาจำหน่ายปลีกสินค้าควบคุม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 54) เรื่อง กำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อย การออกใบกำกับภาษีของผู้ประกอบการจดทะเบียน ตามมาตรา 86/8 แห่งประมวลรัษฎากร และการเก็บรักษารายงานตามมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ข้อ 7 กับประกาศคณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและป้องกันการผูกขาด ฉบับที่ 200 พ.ศ.2535 เรื่อง ให้ผู้จำหน่ายปลีกแสดงราคาจำหน่ายปลีกสินค้าควบคุม ลงวันที่ 10 กันยายน 2535 และฉบับที่ 249 พ.ศ.2541 ลงวันที่ 23 เมษายน 2541 ป้ายดังกล่าวจึงไม่ใช่ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้า หรือกิจการอื่นเพื่อหารายได้ของโจทก์ตามบทบัญญัติในมาตรา 6 แห่ง พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ.2510 โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้าย ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ 9/2543, 10/2543 และ 11/2543 ลงวันที่ 11 เมษายน 2543 เลขที่ 14/2544 และ 16/2544 ลงวันที่ 19 เมษายน 2544 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2544 รวม 2 ฉบับ เฉพาะป้ายมีข้อความว่า "เครื่องหมายกรมสรรพากร, เก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากมิเตอร์หัวจ่าย และราคาน้ำมันชนิดต่าง ๆ" ตามฟ้องข้อ 3.1.6, 3.2.4 และ 3.3.5 ทั้งปีภาษี 2543 และ 2544 ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 พฤศจิกายน 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ.2510 ม. 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
จำเลย — กรุงเทพมหานคร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326 -ที่ 5327/2547
#113037
เปิดฉบับเต็ม

วิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นระบบไต่สวนซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันจะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร การที่ศาลแรงงานฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท โดยฟังจากคำเบิกความโจทก์ที่ 2 ประกอบเอกสารหนังสือแจ้งผ่านการทดลองงานที่โจทก์อ้างในบัญชีระบุพยาน แต่นำส่งศาลเป็นเวลาภายหลังโจทก์จำเลยสืบพยานเสร็จแล้ว ก็ถือว่าศาลแรงงานมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตามบัญชีท้ายคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท โดยรับฟังจากพยานหลักฐานในหนังสือแจ้งผ่านการทดลองงานลงวันที่ 6 กันยายน 2545 ที่ระบุว่าจำเลยปรับเงินเดือนให้โจทก์ที่ 2 จากเดือนละ 23,000 บาท เป็น 24,000 บาท ซึ่งจะมีผลในวันที่ 21 มีนาคม 2544 นั้น หนังสือแจ้งผ่านการทดลองงานมิใช่พยานเอกสารที่มีการนำสืบในชั้นพิจารณาคดี แต่เป็นเอกสารที่มีกล่าวอ้างขึ้นภายหลังที่สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้ว ทั้งไม่ได้อ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยานของโจทก์ที่ 2 ในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการไม่ชอบเพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่อาจถามค้านหรือนำสืบคัดค้านการมีอยู่และความถูกต้องที่แท้จริงแห่งเอกสารได้ เห็นว่า วิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นระบบไต่สวนซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ แม้คู่ความจะมิได้อ้างหรือระบุพยานหลักฐานไว้ และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ดังนี้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท โดยฟังจากคำเบิกความโจทก์ที่ 2 ประกอบเอกสารหนังสือแจ้งผ่านการทดลองงาน ซึ่งโจทก์ที่ 2 อ้างไว้ในบัญชีระบุพยานโจทก์แล้วเพียงแต่อ้างส่งศาลเป็นเวลาภายหลังโจทก์จำเลยสืบพยานเสร็จแล้วก็ตาม กรณีย่อมถือว่าศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเจียม ป่องพรวน กับพวก
จำเลย — บริษัทซันโคโกเซเทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายดำรงค์ ทรัพยผล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326 -ที่ 5327/2547
#412002
เปิดฉบับเต็ม

วิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นระบบไต่สวน ซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติให้อำนาจศาลแรงงานว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันจะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ศาลแรงงานมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร การที่ศาลแรงงานฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท โดยฟังจากคำเบิกความโจทก์ที่ 2 ประกอบเอกสารหนังสือแจ้งผ่านการทดลองงานที่โจทก์อ้างในบัญชีระบุพยาน แต่นำส่งศาลเป็นเวลาภายหลังโจทก์จำเลยสืบพยานเสร็จแล้ว ก็ถือว่าศาลแรงงานมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์ทั้งสองเข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคลและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้างค้างจ่าย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสองตามฟ้องแต่ละสำนวน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชข ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามบัญชีท้ายคำพิพากษาแก่โจทก์ทั้งสอง

บัญชีท้ายคำพิพากษา

รายการจ่าย

นายบุญเจียม ป่องพรวน

โจทก์ที่ 1

นางสาวรัชนก พิมพ์พระ

โจทก์ที่ 2

สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

ค่าชดเชย

ค่าจ้าง

ค่าล่วงเวลา

ค่าทำงานในวันหยุด

ค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง

ที่ไม่เป็นธรรม

รวม

42,000 บาท

126,000 บาท

3,801 บาท

113,760 บาท

60,816 บาท

42,000 บาท

388,377 บาท

26,000 บาท

26,000 บาท

2,400 บาท

15,000 บาท

12,000 บาท

13,000 บาท

94,400 บาท

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 2 ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท โดยรับฟังจากพยานหลักฐานในหนังสือแจ้งผ่านการทดลองงานลงวันที่ 6 กันยายน 2545 ที่ระบุว่าจำเลยปรับเงินเดือนให้โจทก์ที่ 2 จากเดือนละ 23,000 บาท เป็น 24,000 บาท ซึ่งจะมีผลในวันที่ 21 มีนาคม 2544 นั้น หนังสือแจ้งผ่านการทดลองงานมิใช่พยานเอกสารที่มีการนำสืบในชั้นพิจารณาคดี แต่เป็นเอกสารที่มีการกล่าวอ้างขึ้นภายหลังที่สืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วทั้งไม่ได้อ้างเอกสารดังกล่าวในบัญชีระบุพยานของโจทก์ที่ 2 การรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเป็นการไม่ชอบ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบไม่อาจถามค้านหรือนำสืบคัดค้านการมีอยู่และความถูกต้องที่แท้จริงแห่งเอกสารได้ เห็นว่า วิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นระบบไต่สวนซึ่งศาลมีอำนาจรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ แม้คู่ความจะมิได้อ้างหรือระบุพยานหลักฐานไว้ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร ดังนี้ การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ที่ 2 มีค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท โดยฟังจากคำเบิกความโจทก์ที่ 2 ประกอบเอกสารหนังสือแจ้งผ่านการทดลองงาน ซึ่งโจทก์ที่ 2 อ้างไว้ในบัญชีระบุพยานโจทก์แล้วเพียงแต่อ้างส่งศาลเป็นเวลาภายหลังโจทก์จำเลยสืบพยานเสร็จแล้วก็ตามกรณีย่อมถือว่าศาลแรงงานกลางรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า ตามพฤติการณ์ของโจทก์ทั้งสองในคดีแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้อนุมัติให้มีการขนเศษวัสดุชิ้นส่วนรถยนต์ที่ยังไม่ได้ทำลายออกนอกโรงงานนอกเวลาทำการในเวลากลางคืน ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบข้อบังคับการทำงานอย่างร้ายแรง ย่อมถือได้ว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรืออาศัยตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น จำเลยจึงไม่จำต้องสอบสวนว่าโจทก์ทั้งสองกระทำการทุจริตอีก และจำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้น พิเคราะห์แล้ว เรื่องนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองซึ่งมีหน้าที่ควบคุมดูแลเศษวัสดุเหลือใช้ประเภทชิ้นส่วนรถยนต์ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพที่จะขายให้แก่บุคคลภายใอก ซึ่งก่อนนำออกนอกโรงงานจะต้องตัดทำลายมิให้สามารถนำไปใช้งานได้ แต่จำเลยพบว่ามีชิ้นส่วนรถยนต์ดังกล่าวซึ่งยังมิได้ถูกตัดทำลายวางขายอยู่ตามร้านขายของเก่า ทั้งตรวจพบรถบรรทุกที่เข้ามาซื้อเศษชิ้นส่วนรถยนต์ได้บรรทุกเศษชิ้นส่วนรถยนต์ที่ยังมิได้ตัดทำลาย โดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้อนุมัติให้รถบรรทุกดังกล่าวออกนอกโรงงาน เห็นว่า โจทก์ทั้งสองได้รับความไว้วางใจให้เป็นพนักงานระดับผู้บังคับบัญชาหรือระดับการจัดการ (ระดับ 7 ขึ้นไป) โดยโจทก์ที่ 1 ทำหน้าที่เป็นหัวหน้างานด้านความปลอดภัย และรักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้วย ส่วนโจทก์ที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย ต่างเป็นลูกจ้างจำเลยมานาน ย่อมมีวุฒิภาวะรับรู้ในการดำรงตำแหน่งหน้าที่การงาน รู้ขอบเขตอำนาจของตนเอง หน้าที่ที่รับผิดชอบ ทั้งได้รับค่าจ้างสูงกว่าพนักงานทั่ว ๆ ไป เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ทั้งสองมีหน้าที่ควบคุมดูแลการขนย้ายเศษวัสดุคงเหลือใช้ที่จะนำออกนอกโรงงานให้เป็นไปตามระเบียบของจำเลย แต่โจทก์ทั้งสองกลับเป็นผู้อนุมัติให้รถยนต์บรรทุกเศษชิ้นส่วนรถยนต์ทำด้วยพลาสติกหลายประเภทบรรจุเต็มคันรถ โดยชิ้นส่วนรถยนต์ทำด้วยพลาสติกดังกล่าวยังไม่ถูกตัดทำลายตามระเบียบออกนอกโรงงานไป ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และจำเลยเคยตรวจพบว่ามีชิ้นส่วนรถยนต์ดังกล่าวงางขายอยู่ตามร้านขายของเก่าด้วย ดังนี้การกระทำของโจทก์ทั้งสองย่อมเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับในการทำงาน เป็นกรณีร้ายแรง ไม่ใยดีต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง จึงเข้าข่ายประพฤติชั่วไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ต่อจำเลยซึ่งเป็นนายจ้าง แม้จะไม่ปรากฏข้อเท็จจริงแน่ชัดว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนได้ประโยชน์หรือร่วมมือกับบุคคลภายนอกเพื่อหาประโยชน์อันมิควรได้ก็ตาม การกระทำของโจทก์ทั้งสองย่อมถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) ซึ่งตรงกับเหตุเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองในหนังสือเลิกจ้างแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสอง อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า เมื่อการกระทำของโจทก์ทั้งสองถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสองมีความผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยกลั่นแกล้งโจทก์ทั้งสอง การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองดังกล่าวนับว่ามีเหตุอันสมควร การเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองจึงมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายกรณีเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญเจียม ป่องพรวน กับพวก
จำเลย — บริษัทซันโคโกเซเทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5320 -ที่ 5325/2547
#112966
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายเหตุที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมและบรรยายว่าโจทก์อายุมากแล้ว ทำงานมานาน ต้องเดือดร้อนเพราะมีภาระและการหางานใหม่ เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณากำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์ และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ไม่ได้ใช้คำว่าค่าเสียหาย เมื่ออ่านคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโดยตลอดแล้ว ย่อมชัดเจนพอที่จะตีความได้ว่าหมายถึงขอให้พิจารณาความเสียหายและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ การที่ศาลแรงงานกลางตีความว่าเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นการตีความโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษรตาม ป.พ.พ. มาตรา 171 ไม่ใช่กรณีมีข้อสงสัยจนต้องนำมาตรา 11 มาตีความ ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ย เงินสมทบพร้อมดอกเบี้ย ค่าจ้างค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ย ค่าชดเชยและค่าชดเชยพิเศษพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยทั้งหกสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ตามบัญชีท้ายคำพิพากษา พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์แต่ละคน คำขอของโจทก์ทั้งหกนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งหกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ เป็นลูกจ้างจำเลย จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๕ และการเลิกจ้างเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ฟ้องโจทก์ทั้งหกได้บรรยายว่า จำเลยวางแผนล่วงหน้าโดยย้ายโจทก์ทั้งหกไปทำงานโครงการพิเศษที่จัดตั้งขึ้นใหม่โดยหวังให้โจทก์ทั้งหกทนสภาพไม่ได้จะได้ลาออกไปเองเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยและสิทธิอื่น แต่โจทก์ทั้งหกไม่ยอมลาออก จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งหกจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ทั้งหกอายุมากแล้ว มีภาระต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ซึ่งแก่ชรา ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้โจทก์ทั้งหกไม่มั่นใจว่าจะหางานใหม่ได้ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นให้แก่โจทก์ทั้งหกไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายต่อการทำงานครบ ๑ ปี โจทก์ที่ ๑ ทำงาน ๒๔ ปี ๔ เดือน (โจทก์อื่นปรากฏตามคำฟ้อง) และมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพิเศษ ซึ่งตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ บัญญัติว่า "การพิจารณาคดีใดในกรณีนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างลูกจ้างผู้นั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างผู้นั้นเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้รับในขณะเลิกจ้าง ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดจำนวนค่าเสียหายให้นายจ้างชดใช้ให้แทนโดยให้ศาลคำนึงถึงอายุของลูกจ้าง ระยะเวลาการทำงานของลูกจ้าง ความเดือดร้อนของลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มูลเหตุแห่งการเลิกจ้าง และเงินค่าชดเชยที่ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประกอบการพิจารณา" เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งหกได้บรรยายเหตุที่จำเลยเลิกจ้างไม่เป็นธรรม และได้บรรยายให้ศาลเห็นว่าโจทก์ทั้งหกอายุมากแล้ว โจทก์แต่ละคนทำงานมานานเท่าไร โจทก์ทั้งหกเดือดร้อนเพราะมีภาระ ตลอดจนภาวะเศรษฐกิจและโอกาสที่โจทก์ทั้งหกจะหางานใหม่ เพื่อให้ศาลใช้ประกอบการพิจารณาในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหก แต่ตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องไม่ได้ใช้คำว่า "ค่าเสียหาย" คงใช้คำว่า "ค่าชดเชยพิเศษ" ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้อง คำขอท้ายฟ้องโดยตลอดดังกล่าวแล้วย่อมมีความชัดเจนพอที่จะตีความโดยอนุโลมได้ว่า หมายถึงขอให้พิจารณาความเสียหายและกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหกนั่นเอง การตีความโดยอนุโลมของศาลแรงงานกลางเป็นการตีความโดยเพ่งเล็งถึงเจตนาอันแท้จริงยิ่งกว่าถ้อยคำสำนวนหรือตัวอักษร ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑ แล้ว ไม่ใช่กรณีที่มีข้อสงสัยจนต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา ๑๑ มาตีความดังอุทธรณ์ของจำเลย ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งหกคือโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ได้โดยชอบ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกสำนวนฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 11 ม. 171
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวมนสิการ สุวรรณศิลป์
จำเลย — ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5319/2547
#411425
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำ เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำได้ออกหลักฐานให้ผู้เสียหายว่า เป็นการ "ขายฝาก" โดยมีกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายใน 1 เดือน กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอที่รับจำนำไว้จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน ดังนั้น การที่จำเลยนำหลักฐานที่เจ้าของร้านทองออกให้แก่ผู้เสียหายไปขอไถ่สร้อยคอของผู้เสียหายจากผู้รับจำนำโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับจำนำหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอของผู้เสียหายให้จำเลยไป เป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกง ก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำจำนวน 18,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 3 ปี ให้จำเลยคืนสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำหรือใช้ราคา 14,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวัน นางสาวกรรัตน์ พิริยะอุดมพร ผู้เสียหายไปกับนางสาวอรุณี รุ่งศรีทอง ได้นำสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำ 1 เส้น ราคา 18,000 บาท ของผู้เสียหายไปจำนำไว้ที่ร้านทองสุจินดาในราคา 3,200 บาท ตามใบสำคัญการจำนำเอกสารหมาย จ.1 ผู้เสียหายได้เก็บใบสำคัญการจำนำไว้ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง เมื่อไปหาซื้อของกันแล้ว ผู้เสียหายได้ชวนนางสาวอรุณีกับพวกไปเที่ยวผับโดยผู้เสียหายไปเปลี่ยนเสื้อและกางเกงไว้ในห้องนอนของนางสาวอรุณี หลังจากเที่ยวผับแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน วันถัดมาผู้เสียหายไปหาใบสำคัญการจำนำที่เดิมในกระเป๋ากางเกงที่เปลี่ยนไว้ในห้องนอนของนางสาวอรุณีแต่หาไม่พบ ต่อมาวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เวลากลางวันมีคนร้ายไม่ทราบว่าได้ใบสำคัญการจำนำของผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.1 มาด้วยวิธีใด ได้นำใบสำคัญการจำนำดังกล่าวไปไถ่เอาสร้อยคอโกเมนเลี่ยมทองคำของผู้เสียหายจากร้านทองสุจินดาเป็นของตนโดยทุจริต ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยมีความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย นายวีระ เหลี่ยมสมบูรณ์ เจ้าของร้านทองสุจินดาและร้อยตำรวจเอกอนันต์ ไทยงาม พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความฟังได้สอดคล้องกัน โดยผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายหาใบสำคัญการจำนำไม่พบ วันต่อมาผู้เสียหายได้ไปที่ร้านทองสุจินดาขอไถ่สร้อยคอที่จำนำไว้โดยบอกว่าใบสำคัญการจำนำหายไป แต่ทางร้านแจ้งว่ามีคนมาไถ่เอาไปแล้ว ผู้เสียหายจึงไปแจ้งความ ต่อมาเมื่อพนักงานสอบสวนนำเทปวีดีโอที่ทางร้านทองสุจินดาบันทึกภาพไว้มาเปิดให้ดูจึงทราบว่าผู้ที่ไปไถ่เอาสร้อยคอของผู้เสียหายคือจำเลยร่วมกับนายเล็กไม่ทราบนามสกุล นายวีระเจ้าของร้านทองสุจินดาเบิกความว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 เวลาประมาณเที่ยงวันมีจำเลยกับพวกอีก 1 คน มาที่ร้านโดยนำใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 มาแสดงขอไถ่สร้อยคอที่จำนำไว้ในราคา 3,200 บาท พยานจึงให้ไถ่ไป ต่อมาในตอนเย็นของวันเดียวกัน มีญาติของผู้เสียหายมาสอบถามพยานก็บอกว่ามีคนมาไถ่ไปแล้ว โดยที่ร้านทองของพยานได้ติดตั้งเครื่องโทรทัศน์วงจนปิดไว้เพื่อบันทึกภาพผู้ที่มาติดต่อภายในร้านและจะเปิดกล้องทุกวันทำการ ซึ่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 ทางร้านก็ได้บันทึกภาพวีดีโอไว้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจมาสอบปากคำพยานก็ได้นำเทปวิดีโอบันทึกภาพในวันดังกล่าวมาเปิดให้ดู พยานจำเหตุการณ์ได้ดีเพราะในวันนั้นมีจำเลยกับพวกมาไถ่สร้อยคอราคา 3,200 บาท เพียงรายเดียว และร้อยตำรวจเอกอนันต์เบิกความว่า เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 ผู้เสียหายไปแจ้งความว่า ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำไว้ที่ร้านทองสุจินดาโดยทางร้านได้ออกใบสำคัญการจำนำให้ แต่มีผู้นำใบสำคัญการจำนำของผู้เสียหายดังกล่าวไปไถ่เอาสร้อยคอของผู้เสียหายไปจากร้านทองโดยไม่ทราบว่าคนร้ายเป็นใคร พยานได้ไปสอบปากคำนายวีระเจ้าของร้านทอง ทราบว่าคนร้ายนำใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 มาขอไถ่เอาสร้อยคอของผู้เสียหายไปเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 พยานได้นำวิดีโอที่ทางร้านทองบันทึกภาพเหตุการณ์ในวันดังกล่าวไปเปิดให้ผู้เสียหายดูแล้ว ผู้เสียหายยืนยันว่า คนร้ายคือจำเลยกับพวกตามวิดีโอเทปบันทึกภาพหมาย ว.จ.1 เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ไม่มีเหตุให้ต้องระแวงสงสัยว่าจะแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ คำเบิกความจึงมีน้ำหนักน่ารับฟัง นายวีระเจ้าของร้านทองสุจินดา เบิกความประกอบการฉายวิดีโอเทปบันทึกภาพหมาย ว.จ.1 ในชั้นพิจารณายืนยันว่าเป็นวิดีโอที่ถ่ายเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2541 จากภาพแสดงหน้าร้านของพยาน มีชาย 2 คน เดินเข้ามา ชายคนแรกที่สวมเสื้อลายคือจำเลย ส่วนชายอีกคนที่มากับจำเลยได้ยืนอยู่ด้วยกัน จำเลยส่งใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 ให้ภริยาของพยานเพื่อขอไถ่สร้อยคอโกเมน เมื่อจำเลยให้เงินจำนวน 3,200 บาท แล้ว ภริยาของพยานก็คืนสร้อยคอให้ไป โดยขณะนั้นพยานอยู่ที่หลังร้านดูเหตุการณ์ภายในร้านจากจอภาพโทรทัศน์วงจรปิดอยู่ด้วย และวิดีโอเทปม้วนนี้เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอจากพยานไปเป็นหลักฐานประกอบคดี โดยการบันทึกวิดีโอเทปในลักษณะดังกล่าวตามธนาคารหรือร้านจำหน่ายทองรูปพรรณส่วนใหญ่จะติดตั้งเครื่องโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพพฤติการณ์ของผู้มาติดต่อธุรกรรมภายในสถานประกอบการไว้ เพื่อเป็นหลักฐานอ้างยันผู้เข้ามาประกอบอาชญากรรมเป็นพยานวัตถุที่บันทึกภาพจากเหตุการณ์ตามความเป็นจริง จึงเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักยากที่จะปฏิเสธการกระทำที่ปรากฏในภาพที่บันทึกไว้ได้ ซึ่งจำเลยก็เบิกความรับว่า ภาพของจำเลยที่ปรากฏตามวิดีโอเทปบันทึกภาพเอกสารหมาย ว.จ.1 เป็นภาพของจำเลยจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงว่าเหตุที่กล้องวิดีโอเทปของทางร้านทองสุจินดาบันทึกภาพของจำเลยได้นั้นเป็นเพราะจำเลยเคยนำทองไปจำนำที่ร้านทองดังกล่าวในครั้งอื่นหลายครั้งแต่จำเลยปฏิเสธเพียงลอยๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนว่าเคยไปจำนำไว้เมื่อไร จึงไม่มีน้ำหนักรับฟัง ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นว่าใครเป็นผู้ลักเอาใบสำคัญการจำนำของผู้เสียหายไปนั้น เห็นว่า การลักใบสำคัญการจำนำไม่ได้เป็นเป็นเด็นแห่งคดีจึงไม่ต้องนำมาวินิจฉัย และที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่ได้นำภริยาของนายวีระซึ่งเป็นผู้รับใบสำคัญการจำนำและส่งมอบสร้อยคอโกเมนของผู้เสียหายให้จำเลยไปมาเบิกความยืนยันว่า ใบสำคัญการจำนำที่รับจากจำเลยคือใบสำคัญการจำนำตามเอกสารหมาย จ.1 และสร้อยคอโกเมนที่มอบให้จำเลยไปคือ สร้อยคอโกเมนผู้เสียหายจริง พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีพิรุธน่าสงสัยนั้น เห็นว่า โจทก์ได้อ้างวิดีโอเทปบันทึกภาพเอกสารหมาย ว.จ.1 ซึ่งฟังได้ว่าเป็นวิดีโอเทปบันทึกภาพในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุจริง แม้โจทก์จะไม่อ้างภริยาของนายวีระมาเป็นพยานก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักลดน้อยลง พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังประกอบกันมีน้ำหนักมั่นคง พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบและอ้างมาในฎีกานั้นไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยกับพวกเป็นคนร้ายรายนี้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต่อไปว่า การกระทำของจำเลยกับพวกเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 หรือไม่ เห็นว่า ที่ผู้เสียหายนำสร้อยคอไปจำนำ เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำได้ออกหลักฐานให้ผู้เสียหายตามเอกสารหมาย จ.1 ว่า เป็นการ "ขายฝาก" โดยมีกำหนดไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากคืนภายใน 1 เดือน กรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอที่รับจำนำไว้จึงตกอยู่แก่เจ้าของร้านทองผู้รับจำนำจนกว่าผู้เสียหายจะไถ่คืน ดังนั้น การที่จำเลยนำเอกสารหมาย จ.1 ไปขอไถ่สร้อยคอของผู้เสียหายจากผู้รับจำนำโดยไม่แสดงออกให้แจ้งชัดว่าตั๋วไถ่ไม่ใช่ของตน เป็นเหตุให้ผู้รับจำนำหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่แท้จริง จึงได้ส่งมอบกรรมสิทธิ์และการครอบครองสร้อยคอของผู้เสียหายให้จำเลยไป เป็นการกระทำโดยมีเจตนาทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังกล่าวนั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินของผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาจะต่างกันระหว่างการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์และฉ้อโกงก็ไม่ถือว่าต่างกันในข้อสาระสำคัญและจำเลยก็มิได้หลงต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงตามข้อเท็จจริงที่ได้ความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสาม ไม่ถือว่าพิพากษาเกินคำขอ

อนึ่ง เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก จำคุกจำเลย 3 ปี แต่ไม่ปรากฏว่าพฤติการณ์แห่งคดีนี้ร้ายแรง ประกอบกับจำเลยต้องใช้เงินสด 3,200 บาท ไปไถ่สร้อยคอของกลางราคา 18,000 บาท ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิพากษาให้จำเลยคืนสร้อยคอของกลางราคา 14,800 บาทแล้ว จึงเห็นสมควรระวางโทษจำเลยให้เบาลงให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นายปัญญา ชูสกุณีย์หรือชูกิจสกุณีย์
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เตชะกำธร
มงคล ทับเที่ยง
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2547
#112982
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ปรากฏว่าคดีก่อนโจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินซึ่งเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ผู้ร้องและบิดาผู้ร้องเช่าจากผู้แทนโจทก์ ผู้ร้องให้การต่อสู้ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยการครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน ผู้ร้องและบิดาผู้ร้องไม่เคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ จึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ตามที่ศาลชั้นต้นชี้สองสถานไว้ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้ร้องและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุด คำพิพากษาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาดังกล่าวได้ ที่ผู้ร้องมิได้ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องในคดีก่อนด้วยก็มีผลเพียงว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เท่านั้น แต่หากผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดี นอกจากศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วก็ยังจะต้องมีคำพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามฟ้องแย้งด้วย เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและตามคำคัดค้านของโจทก์คดีนี้เพียงพอแก่การวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้เช่นนี้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะนำข้อเท็จจริงดังกล่าวในคดีก่อนซึ่งผูกพันโจทก์และผู้ร้องมาฟังในคดีนี้เพื่อวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเดียวกันได้ คำสั่งศาลชั้นต้นที่งดไต่สวนพยานแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย โดยหยิบยกคำพิพากษาในคดีดังกล่าวมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้โดยมิได้มีการไต่สวน จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๐๖ เนื้อที่ ๑๓ ไร่ ๒ งาน ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา ๘ วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ที่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดการไต่สวนพยานแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยโดยหยิบยกคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๕๑/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้น มาเป็นข้อวินิจฉัยโดยมิได้มีการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเลยเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๕๑/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขอให้บังคับขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินซึ่งเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้โดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ผู้ร้องและบิดาผู้ร้องได้เช่าจากผู้แทนโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ร้องคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โดยมีคำขอบังคับให้ผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามผู้ร้องเกี่ยวข้องอีกต่อไป ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้คดีหลายประการและต่อสู้ด้วยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ ตลอดมาจนปัจจุบัน ผู้ร้องและบิดาไม่เคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง คำให้การของผู้ร้องดังกล่าวได้ยกข้อเถียงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จึงเป็นการยกข้อต่อสู้ในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ คำฟ้องของโจทก์และคำให้การของผู้ร้องจึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ตามที่ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานไว้ เมื่อคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้ร้องและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เนื่องจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ และศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของโจทก์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องมิได้ฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาดังกล่าวก็มิได้ให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยเกี่ยวแก่ที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ทำให้โจทก์เพียงแต่ไม่มีสิทธิขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้ร้องให้การยกข้อต่อสู้ในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ร้อง โดยมิได้ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องนั้นก็มีผลเพียงว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เท่านั้น แต่หากผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีนั้น นอกจากศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วก็จะมีคำพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามฟ้องแย้งด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าประการใดผลของคำพิพากษานั้นยังต้องผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวอยู่นั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและตามคำคัดค้านของโจทก์เพียงพอแก่การวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้เช่นนี้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะนำข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวซึ่งผูกพันโจทก์และผู้ร้องมาฟังในคดีนี้เพื่อวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามคำร้องซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดไต่สวนพยานแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยโดยหยิบยกคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๖๕๑/๒๕๓๕ ของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้โดยมิได้มีการไต่สวนคำร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มิได้มีคำสั่งให้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งเสียให้ถูกต้อง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 145 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผัน รัตนจีน
ผู้ร้อง — นายนิยม บุตรน้ำเพ็ชร
จำเลย — นางทองหล่อ มียิ้ม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นายปุณณะ จงนิมิตรสถาพร
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายชูวงศ์ ละอองศิริวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5294/2547
#411424
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องผู้ร้องเป็นจำเลยขอให้ขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินซึ่งเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ ซึ่งผู้ร้องให้การต่อสู้ในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเป็นข้อต่อสู้คำฟ้องและคำให้การของผู้ร้อง จึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ตามที่ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานไว้ และเมื่อศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้ร้อง และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ แม้ผู้ร้องให้การต่อสู้ในคดีก่อนโดยมิได้ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทตกเป็นของผู้ร้องก็ตาม

ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) เป็นเพียงบทสันนิษฐานของกฎหมายที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยในกรณีที่ผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่าถ้าผู้ร้องไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว ผู้ร้องจะต้องเป็นบริวารของจำเลยสถานเดียว หากผู้ร้องมีหลักฐานแสดงไว้ว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของผู้ร้องได้ว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยแม้ว่าจะล่วงเวลา 8 วัน และกำหนดระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 จัตวา (3) เป็นเพียงระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น มิใช่ระยะเวลาสิ้นสุดเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเช่นว่านั้นแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินตามหนังสือแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 106 ตำบลนาเกลือ (สาขลา) กิ่งอำเภอพระสมุทรเจดีย์ (เมืองฯ) จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2542 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยปิดประกาศกำหนดเวลาให้ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของจำเลยยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า โจทก์เคยฟ้องขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่พิพาทเป็นของผู้ร้อง พิพากษายกฟ้องโจทก์ ตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 42/2534 หมายเลขแดงที่ 1651/2535 ของศาลชั้นต้น โดยศาลวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดีกว่า คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดดำเนินการบังคับคดีแก่ผู้ร้อง โดยให้ผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทราบประกาศของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้ว แต่ไม่ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศต้องฟังว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ฎีกาของโจทก์ที่ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดการไต่สวนพยานแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยโดยหยิบยกคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1651/2535 ของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อวินิจฉัย โดยมิได้มีการไต่สวนคำร้องของผู้ร้องเลยเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้จากคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1651/2535 ของศาลชั้นต้นว่า โจทก์ได้ฟ้องผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวขอให้บังคับขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินซึ่งเป็นแปลงเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้โดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ผู้ร้องและบิดาผู้ร้องได้เช่าจากผู้แทนโจทก์ ต่อมาเมื่อโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินพิพาทเพื่อขอออกโฉนดที่ดิน ผู้ร้องคัดค้านว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง อันเป็นการโต้แย้งสิทธิเพื่อโจทก์ โดยมีคำขอบังคับให้ผู้ร้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารพร้อมทั้งรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินของโจทก์ ห้ามผู้ร้องเกี่ยวข้องอีกต่อไป ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีดังกล่าวให้การต่อสู้คดีหลายประการและต่อสู้ด้วยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโดยครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของตั้งแต่ปี 2517 ตลอดมาจนปัจจุบัน ผู้ร้องและบิดาไม่เคยเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง คำให้การของผู้ร้องดังกล่าวได้ยกข้อเถียงว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทจึงเป็นการยกข้อต่อสู้ในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ คำฟ้องของโจทก์และคำให้การของผู้ร้องจึงมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ ตามที่ศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานไว้ เมื่อคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่ของโจทก์แต่เป็นของผู้ร้องและพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเนื่องจากโจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์และศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของโจทก์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีสิทธิกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นให้แตกต่างไปจากผลแห่งคำวินิจฉัยของคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้ ที่โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องมิได้ฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง แม้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ คำพิพากษาดังกล่าวก็มิได้ให้สิทธิแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยเกี่ยวแก่ที่ดินพิพาทแต่อย่างใด ทำให้โจทก์เพียงแต่ไม่มีสิทธิขับไล่ผู้ร้องออกจากที่ดินพิพาทเท่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้ร้องให้การยกข้อต่อสู้ในเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทว่าเป็นของผู้ร้อง โดยมิได้ฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องนั้นก็มีผลเพียงว่าเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์เท่านั้น แต่หากผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคดีนั้น นอกจากศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์แล้วก็จะมีคำพิพากษาบังคับให้เป็นไปตามฟ้องแย้งด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าประการใดผลของคำพิพากษานั้นยังต้องผูกพันโจทก์และผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความในคดีตามบทบัญญัติดังกล่าวอยู่นั่นเอง เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องของผู้ร้องและตามคำคัดค้านของโจทก์เพียงพอแก่การวินิจฉัยคำร้องของผู้ร้องได้เช่นนี้ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะนำข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าวซึ่งผูกพันโจทก์และผู้ร้องมาฟังในคดีนี้ เมื่อวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามคำร้องซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทเดียวกันได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นที่งดไต่สวนพยานแล้ววินิจฉัยว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลยโดยหยิบยกคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1651/2535 ของศาลชั้นต้นมาเป็นข้อวินิจฉัยในคดีนี้โดยมิได้มีการไต่สวนคำร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ฎีกาของโจทก์อีกข้อหนึ่งที่ว่า ผู้ร้องเพิกเฉยมิได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) จึงต้องถือว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยและเสียสิทธิที่จะแสดงอำนาจพิเศษนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 จัตวา (3) บัญญัติให้อำนาจแก่ผู้ที่อ้างว่าไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้าไม่ยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นบริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษา การที่กฎหมายเพียงแต่สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยในกรณีที่ผู้ร้องมิได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลยภายในกำหนดเวลาดังกล่าว แสดงว่ากฎหมายมิได้บังคับไว้โดยเด็ดขาดว่า ถ้าผู้ร้องไม่ได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้นแล้ว ผู้ร้องจะต้องเป็นบริวารของจำเลยสถานเดียว และจากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า แม้ล่วงเลยเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศไปแล้ว ถ้าผู้ร้องมีหลักฐานแสดงได้ว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย ผู้ร้องก็ชอบที่จะยื่นคำร้องนำพยานหลักฐานมาสืบพิสูจน์ถึงสถานภาพของผู้ร้องได้ว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย กำหนดระยะเวลา 8 วันดังกล่าวจึงเป็นแต่เพียงระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติเป็นข้อสันนิษฐานถึงสถานภาพของบุคคลว่าใช่หรือไม่ใช่บริวารของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเท่านั้น มิใช่ระยะเวลาสิ้นสุดเพื่อให้ดำเนินหรือมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ซึ่งจะทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิที่จะยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายหลังเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาเช่นว่านั้นแล้ว ดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกาไม่ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้ยื่นคำร้องแสดงอำนาจพิเศษว่าผู้ร้องไม่ใช่เป็นบริวารของจำเลยภายในกำหนดเวลา 8 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานบังคับคดีปิดประกาศก็ตาม ก็ไม่มีผลถึงกับตัดสิทธิของผู้ร้องที่จะยื่นคำร้องในภายหลัง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน..."

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 145 ม. 296 จัตวา
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางผัน รัตนจีน
ผู้ร้อง — นายนิยม บุตรน้ำเพชร
จำเลย — นางทองหล่อ มียิ้ม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5261/2547
#411648
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่าความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทลงโทษตามมาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 277 วรรคสอง, 279

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, มาตรา 279 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...อนึ่ง ความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80 เป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักกว่าความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นั้น จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกียวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 279 วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 80 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งลงโทษจำคุก 2 ปี 4 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 2 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำจังหวัดรัตนบุรี
จำเลย — นายวราพรรณ เครือทอง
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5247/2547
#411399
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยมิใช่คนยากจนถึงขนาดไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งว่าหากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไปให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมภายใน 7 วัน ซึ่งก็หมายถึงว่านับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของจำเลยได้ คือนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดกรณีหนึ่ง หรือยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยใหม่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ อีกกรณีหนึ่ง เมื่อจำเลยใช้สิทธิดำเนินการในกรณีหลัง แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้กำหนดระยะเวลาให้ยื่นคำร้องไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิดำเนินการในกรณีแรก คือการนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระ จะต้องนำมาชำระภายใน 7 วัน ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การใช้สิทธิดำเนินการในกรณีหลังตามบทบัญญัติดังกล่าวก็จะต้องดำเนินการคือยื่นคำร้องภายใน 7 วัน ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นการใช้สิทธิเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของจำเลยเหมือนกัน เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยใหม่เมื่อพ้น 7 วัน นับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะมีคำสั่งยกคำร้อง กรณีเช่นนี้มิใช่เรื่องที่ศาลล่างทั้งสองศาลนำกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิการยื่นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคห้า มาปรับแก่คดีของจำเลยซึ่งเป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีแก่โจทก์ทั้งหก

จำเลยอุทธรณ์ พร้อมยื่นคำร้องขอดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไปให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมภายใน 7 วัน

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ เพื่อขออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องเกิน 7 วัน นับแต่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขออนาถาแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิพากษาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ใหม่เพื่อขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน อันเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดระยะเวลาไว้ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้องของจำเลยโดยเห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องเกิน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขออนาถาแล้วจึงเป็นการไม่ชอบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยแล้วเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในชั้นอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยมิใช่คนยากจนถึงขนาดไม่สามารถชำระค่าฤชาธรรมเนียมได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้องพร้อมกับมีคำสั่งว่าหากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ต่อไปให้วางเงินค่าฤชาธรรมเนียมภายใน 7 วัน ซึ่งก็หมายถึงว่านับแต่วันที่มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลย ในกรณีเช่นว่านี้จำเลยย่อมมีสิทธิดำเนินการเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของจำเลยได้คือนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด กรณีหนึ่ง หรือยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ อีกกรณีหนึ่ง เมื่อจำเลยใช้สิทธิดำเนินการในกรณีหลังแม้บทบัญญัติดังกล่าวจะมิได้กำหนดระยะเวลาให้ยื่นคำร้องไว้ แต่เมื่อการใช้สิทธิดำเนินการในกรณีแรก คือนำเงินค่าธรรมเนียมมาชำระจะต้องนำมาชำระภายใน 7 วัน ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น การใช้สิทธิดำเนินการในกรณีหลังตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นก็จะต้องดำเนินการคือยื่นคำร้องภายใน 7 วัน ด้วยเช่นกัน เพราะเป็นการใช้สิทธิเพื่อให้ศาลรับอุทธรณ์ของจำเลยเหมือนกัน แต่เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยใหม่เมื่อพ้นกำหนด 7 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยเสียได้ กรณีเช่นนี้มิใช่เรื่องที่ศาลล่างทั้งสองนำกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคห้า มาปรับแก่คดีคำร้องของจำเลยซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาที่ว่าการบรรยายคำร้องของจำเลยที่ขอนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าเป็นคนยากจนดังกล่าวนั้นชอบหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นไต่สวนอนาถา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคสาม บัญญัติให้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาล ที่จำเลยเสียค่าคำร้องมาในศาลชั้นต้น 20 บาท และค่าขึ้นศาลในการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งและยื่นฎีกาในชั้นนี้มาชั้นศาลละ 200 บาท ศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะสั่งคืนให้แก่จำเลย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปรีชา ไชยศิรินนท์ กับพวก
จำเลย — นางสุภา ตรีระพงศ์พิชิต
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5242/2547
#112965
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ลูกหนี้และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบและโจทก์บังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 แล้วไม่พอชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จนครบถ้วนได้ จึงหาจำต้องระบุว่าหากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 อีกด้วยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ผู้กู้และจำเลยที่ ๒ ผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมร่วมกันชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๘๑๓๘ ตำบลบางขุนศรี (บางเสาธง) อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ ๑ ที่จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้องโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ว่า ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์เกรงว่าหากบังคับเอาทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วไม่พอชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ โจทก์จะไม่สามารถบังคับเอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์จนครบถ้วนได้นั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองได้พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องให้แก่โจทก์แล้ว ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบและโจทก์บังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ แล้วยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอย่างลูกหนี้ร่วมจนครบถ้วนได้ จึงหาจำต้องระบุว่า หากบังคับจำนองเอาจากทรัพย์จำนองของจำเลยที่ ๑ ได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ ๒ ได้อีกด้วยไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชัดเจนแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 683 ม. 691 ม. 733
ป.วิ.พ. ม. 141
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวสมใจ สุวัตโต กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ — นายดิเรก อิงคนินันท์
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2547
#112915
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 175 การดำเนินการของศาลดังกล่าวมิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจถามค้านพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๒๘๘

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๒๘๘ จำคุก ๒๐ ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ ถึง ที่ ๔

โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้วัตถุมีคมแทงนายสมโภชน์ผู้ตายที่บริเวณลำคอด้านหน้า เป็นเหตุให้เส้นเลือดและหลอดลมขาดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ ๑ ได้หลังเกิดเหตุ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความได้สอดคล้องกัน ทั้งที่ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ ๑ มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ ๑ ให้ต้องรับโทษพยานหลักฐานจำเลยที่ ๑ มีน้ำหนักน้อยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังว่าจำเลยที่ ๑ กระทำความผิดตามฟ้อง

ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเรียกคำให้การชั้นสอบสวนเพื่อประกอบคำให้การพยานโจทก์ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะการดำเนินคดีอาญาต้องทำต่อหน้าจำเลยและเอกสารดังกล่าวจำเลยไม่มีโอกาสซักค้านนั้น เห็นว่า ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบคำวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๕ การดำเนินการของศาลดังกล่าวมิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จำเลยที่ ๑ จึงไม่มีอำนาจถามค้านพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๑๗ วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172 วรรคหนึ่ง ม. 175
ป.วิ.พ. ม. 117 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายเอกฤทธิ์ มะลิสุวรรณ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายนนทวัฒน์ โชติพิมาย
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5239/2547
#411467
เปิดฉบับเต็ม

ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบคำวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 175 การดำเนินการของศาลดังกล่าวมิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจถามค้านพยานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 117 วรรคสอง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288

จำลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 20 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้วัตถุมีคมแทงนายสมโภชน์ ศรีดี ผู้ตายที่บริเวณลำคอด้านหน้า เป็นเหตุให้เส้นเลือดและหลอดลมขาดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้หลังเกิดเหตุ คดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คู่ความไม่ฎีกา จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่โจทก์มีนายลำจวน เสนียราช นายสุเทพ โพธิ์ทอง และนางพวงเพ็ญ กลิ่นมะลิ เป็นพยานเบิกความสรุปความว่าในคืนเกิดเหตุมีการจัดงานสมรสที่บ้านนางสำเภา กลิ่นมะลิ นอกจากเลี้ยงอาหารและสุราแล้วยังมีการแสดงดนตรีด้วย จำเลยที่ 1 กับพวกนั่งที่โต๊ะด้านซ้ายของเวที นายลำจวนนั่งที่โต๊ะข้างๆ ห่างประมาณ 2 เมตร พวกจำเลยที่ 1 ลุกมาขอสุราที่โต๊ะนายลำจวนไปดื่มรวม 3 ครั้ง ซึ่งนายลำจวนให้ไปทุกครั้งต่อมาขณะที่นายลำจวนลุกไปหน้าเวที พวกจำเลยที่ 1 ได้ลุกมาหยิบเอาขวดสุราบนโต๊ะของนายลำจวนไป นายลำจวนจึงเข้าไปบอกพวกจำเลยที่ 1 ว่าสุรายังมีคนดื่มและพูดกับจำเลยที่ 1 ว่าสุราเอามาได้อย่างไร มีคนดื่มอยู่ จำเลยที่ 1 ผลักอกนายลำจวนจนเซถลาไป จากนั้นจำเลยที่ 1 กับพวกกรูกันเข้ามาจะทำร้ายนายลำจวน แต่มีคนเข้าห้ามรวมทั้งผู้ตาย จำเลยที่ 1 คว้าขวดที่อยู่บนโต๊ะฟาดกับต้นมะม่วงที่อยู่ใกล้โต๊ะจนแตกแล้วแทงไปที่บริเวณลำคอของผู้ตาย ผู้ตายล้มลง ส่วนจำเลยที่ 1 กับพวกวิ่งแยกย้ายกันหลบหนี แต่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 1 ได้ในคืนเกิดเหตุ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุมีการประดับไฟสว่าง นายลำจวนนั่งโต๊ะห่างจากโต๊ะจำเลยที่ 1 กับพวก ประมาณ 2 เมตร ส่วนนายสุเทพและนางพวงเพ็ญช่วยยกอาหารและเครื่องดื่มบริการแขกภายในงาน พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความได้สอดคล้องกัน ทั้งไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อน ไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักให้รับฟังการที่จำเลยที่ 1 ใช้ขวดที่แตกเป็นคมแทงไปที่คอของผู้ตายซึ่งเป็นบริเวณอวัยวะสำคัญเป็นเหตุให้หลอดลมถูกตัดบางส่วนและเส้นเลือดบริเวณลำคอถูกตัดขาดเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย การแทงของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการแทงโดยมีเจตนาฆ่า จำเลยที่ 1 นำสืบว่า เมื่อใกล้จะเลิกงานนายลำจวนเข้ามาต่อว่าจำเลยที่ 1 ว่าเอาสุรามาดื่มจำเลยที่ 1 ปฏิเสธแต่ได้ขอโทษ นายลำจวนไม่ยอมลดละได้ชักอาวุธปืนออกมาจ่อจำเลยที่ 1 และส่งสัญญาณให้ลูกน้องเข้ามาหาจำเลยที่ 1 จากนั้นลูกน้องนายลำจวนเข้ามาประมาณ 10 คน และตีทำร้ายพนักงานของบริษัททุกคนที่สวมเครื่องแบบเหมือนกันเกิดชุลมุนกัน พวกจำเลยที่ 1 ต่างหลบหนี ส่วนจำเลยที่ 1 ตกไปในร่องสวนด้านหลังเวที หลังเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจมา จำเลยที่ 1 จึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือ จำเลยที่ 1 ไม่เคยเห็นผู้ตายมาก่อน เห็นว่า นายลำจวนมีปากเสียงกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กับพวกเป็นแขกของฝ่ายเจ้าบ่าว จึงไม่น่าเชื่อว่านายลำจวนจะให้ลูกน้องตีทำร้ายพนักงานบริษัททุกคน ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความว่าพวกจำเลยที่ 1 ต่างพากันหลบหนี จึงไม่น่าจะเกิดชุลมุนกัน พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักน้อยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ในคืนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ใส่เสื้อยืดแขนสั้นสีฟ้า ไม่ได้ใส่ชุดพนักงานตามที่พยานโจทก์ยืนยันว่าเป็นผู้ที่แทงผู้ตายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ถามค้านนายลำจวน นายสุเทพและนางพวงเพ็ญพยานโจทก์ในเวลาที่พยานดังกล่าวเบิกความ ตามที่จำเลยอุทธรณ์และฎีกาต่อมาจึงมีน้ำหนักน้อย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ศาลชั้นต้นเรียกคำให้การชั้นสอบสวนเพื่อประกอบคำให้การพยานโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพราะการดำเนินคดีอาญาต้องทำต่อหน้าจำเลยและเอกสารดังกล่าวจำเลยไม่มีโอกาสซักค้านนั้น เห็นว่า ศาลมีอำนาจเรียกสำนวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการมาเพื่อประกอบคำวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 175 การดำเนินการของศาลดังกล่าวมิใช่การพิจารณาและสืบพยานในศาล จึงไม่ต้องทำต่อหน้าจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 วรรคหนึ่ง และเมื่อมิใช่การสืบพยาน จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจถามค้านพยานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 117 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้คดีมาโดยตลอด ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษจำเลยที่ 1 มานั้นจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 117 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 172 ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายเอกฤทธิ์ มะลิสุวรรณ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5205/2547
#112994
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ต่อศาลจังหวัด เมื่อจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อทุนทรัพย์พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท ศาลจังหวัดจึงให้โอนคดีไปให้ศาลแขวงพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลแขวงไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลจังหวัด เมื่อศาลจังหวัดรับสำนวนคืนมาแล้ว ได้นัดพร้อมและแจ้งคำสั่งของศาลแขวงให้คู่ความทราบ จึงเป็นกรณีที่ศาลจังหวัดกับศาลแขวงต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลจังหวัดรับสำนวนคืนจากศาลแขวงไว้แล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลจังหวัดกับศาลแขวงศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นต่อศาลจังหวัดได้ โจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งจากศาลจังหวัดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์วันที่ 17 ธันวาคม 2545 อันเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนี้อีกต่อไป ให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ ๗๗,๔๐๐ บาท และหากจำเลยพร้อมบริวารไม่ยอมออกจากที่ดิน ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เดือนละ ๒,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องและให้มีหนังสือแจ้งสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาอำเภอสะเดา แก้ชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เริ่มต้นเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามที่คู่ความรับกันว่าไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวง จึงให้โอนคดีนี้ไปให้ศาลแขวงสงขลาพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย

ศาลแขวงสงขลาพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคท้าย เป็นการโอนคดีโดยผลของกฎหมาย แต่คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นแต่ต้น แม้ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท ศาลแขวงสงขลาก็ไม่มีอำนาจรับโอนคดี จึงส่งสำนวนคดีคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้วแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาให้คู่ความทราบเพื่อให้คู่ความดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแขวงสงขลาไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้ว ได้นัดพร้อมคู่ความเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ และแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาให้คู่ความทราบเพื่อให้คู่ความดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสงขลาต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสงขลาไว้แล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสงขลาศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งจากศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๕ โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๕ อันเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด ๑ เดือน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสงขลาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๗ ประกอบมาตรา ๒๔ (๔) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสงขลาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงสงขลาให้ศาลแขวงสงขลารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคท้าย
ป.วิ.พ. ม. 229
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสุทธิ์ ทองตัน
จำเลย — นางวันเพ็ญ มีรุ่งเรือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายเลิศชาย จิวะชาติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5205/2547
#411490
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลแขวงสงขลาไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้ว ได้นัดพร้อมคู่ความและแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาให้คู่ความทราบเพื่อให้คู่ความดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสงขลาต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสงขลาไว้แล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสงขลาศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไปโจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์รับแจ้งคำสั่งจากศาลชั้นต้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 อันเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่คำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสงขลาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินของจำเลยออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดตราจองที่ตราว่า "ได้ทำประโยชน์แล้ว เลขที่ 789 ตำบลสำนักขาม (สะเดา) อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินนี้อีกต่อไป ให้จำเลยคืนเงินให้แก่โจทก์ 77,400 บาท และหากจำเลยพร้อมบริวารไม่ยอมออกจากที่ดิน ให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ที่ดินที่จำเลยปลูกบ้านคือที่ดินแปลงเลขที่ 759 ไม่ใช่เลขที่ 789 ซึ่งไม่ใช่ของโจทก์ บิดาจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลา 10 ปีเศษ โดยไม่มีผู้ใดคดัค้าน และเมื่อต้นปี 2541 บิดาของจำเลยได้ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลย จำเลยจึงปลูกสร้างบ้านขึ้นใหม่ให้ผู้อื่นเช่า ขอให้ยกฟ้อง และมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทตามเอกสารท้ายคำให้การคือที่ดินตามโฉนดตราจองเลขที่ 759 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องและให้มีหนังสือแจ้งสำนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาอำเภอสะเดา แก้ชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อของจำเลย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีนี้เริ่มต้นเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เมื่อจำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ จึงกลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามที่คู่ความรับกันว่าไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวง จึงให้โอนคดีนี้ไปให้ศาลแขวงสงขลาพิจารณาพิพากษาต่อไปตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย

ศาลแขวงสงขลาเห็นว่า ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคท้าย เป็นการโอนคดีโดยผลของกฎหมาย แต่คดีนี้ขณะโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นแต่ต้น แม้ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การทำให้กลายเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท ศาลแขวงสงขลาก็ไม่มีอำนาจรับโอนคดี จึงส่งสำนวนคดีคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไป

ศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้วแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาให้คู่ความทราบเพื่อให้คู่ความดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดสงขลา) ชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสงขลาพิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของจำเลยว่าโจทก์มีสิทธิที่จะอุทธรณ์คดีนี้หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาประการหลังก่อนซึ่งปัญหานี้จำเลยแก้อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสงขลาเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2545 โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ศาลแขวงสงขลามีคำสั่งดังกล่าวอุทธรณ์ของโจทก์จึงเกินกำหนดเวลาตามกฎหมายและเมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของศาลแขวงสงขลาที่ไม่รับโอนคดีไปจากศาลชั้นต้นแต่กลับมาอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นอุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลแขวงสงขลาไม่รับโอนคดีและส่งสำนวนคืนศษลชั้นต้น เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนมาแล้ว ได้นัดพร้อมคู่ความเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 และแจ้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาให้คู่ความทราบเพื่อให้คู่ความดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ดังนี้ กรณีเป็นเรื่องศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสงขลาต่างไม่รับพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ แม้เนื้อหาอุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลแขวงสงขลาที่ไม่ยอมรับโอนคดี แต่เมื่อศาลชั้นต้นรับสำนวนคืนจากศาลแขวงสงขลาไว้แล้ว ทั้งคดีจะต้องมีปัญหาวินิจฉัยว่า ระหว่างศาลชั้นต้นกับศาลแขวงสงขลาศาลใดจะต้องพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป โจทก์ชอบที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คดีนี้โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้รับแจ้งคำสั่งจากศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 อันเป็นการอุทธรณ์ภายในกำหนด 1 เดือนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 อุทธรณ์ของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนปัญหาว่า ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสงขลาพิจารณาพิพากษาหรือไม่นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงสงขลาที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นชอบที่จะโอนคดีเรื่องนี้ไปให้ศาลแขวงสงขลาพิจารณาพิพากษาต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลแขวงสงขลา ให้ศาลแขวงสงขลารับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 229
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิสุทธิ์ ทองตัน
จำเลย — นางวันเพ็ญ มีรุ่งเรือง
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2547
#112975
เปิดฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินตามเช็คจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แม้เป็นคดีแพ่งสามัญแต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์เป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยาก และสั่งให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ใช้บังคับแก่คดีแล้ว ก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ เมื่อโจทก์ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา โดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ซึ่งตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ มิได้บัญญัติให้ถือว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่อาจมีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดี ฝ่ายเดียวดังกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญได้ จึงถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์เสียจากสารบบความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 196 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ รับผิดใช้เงินตามเช็ค จำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยที่ ๑ เป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๒ ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแก่โจทก์ ศาลเห็นในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณา คดีมโนสาเร่มาใช้บังคับแก่คดี โดยออกหมายเรียกไปยังจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองมาศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันนัดพิจารณา

ในวันนัดพิจารณา จำเลยทั้งสองมาศาลยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา ส่วนโจทก์ได้ทราบ คำสั่งให้มาศาลแล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ศาลทราบ ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่มีเจตนาหรือจงใจขาดนัดไม่มาศาลตามกำหนด ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๔๓ ว่า กรณีโจทก์ขอพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ชอบที่จะเสนอคำฟ้อง ของตนใหม่ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีโจทก์จะเป็นคดีแพ่งสามัญ แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์เป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ใช้บังคับแก่คดีแล้ว ก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วย วิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้บัญญัติให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่อาจมีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีฝ่ายเดียวดังกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญได้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๑๙๖ วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 196 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัย ลีลาสถาพรกูร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ธงชัยจักรกล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายทินกร ก่อเพียรเจริญ
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5204/2547
#411489
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีมโนสาเร่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 193 ทวิ ให้อำนาจแก่ศาลที่จะจำหน่ายคดีได้หากโจทก์ทราบนัดแล้วมิได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องโดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยจะประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ ทั้งการที่จำเลยขอเลื่อนคดีนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่าหากมีกรณีดังกล่าวศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน แม้คดีโจทก์จะเป็นคดีแพ่งสามัญ แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์เป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ใช้บังคับแก่คดีแล้วก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้บัญญัติให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่อาจมีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีฝ่ายเดียวดังกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญ โจทก์จึงไม่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดใช้เงินตามเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาพระประแดง จำนวนเงิน 1,500,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 กันยายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแก่โจทก์ ศาลเห็นในเบื้องต้นว่าเป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากจึงให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มาใช้บังคับแก่คดีโดยออกหมายเรียกไปยังจำเลยทั้งสองให้จำเลยทั้งสองมาศาลและให้การแก้ข้อหาแห่งคดีในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 เวลา 13 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันนัดพิจารณา

ในวันนัดพิจารณา จำเลยทั้งสองมาศาลยื่นคำให้การและยื่นคำร้องขอเลื่อนการพิจารณา เนื่องจากทนายจำเลยทั้งสองติดว่าความที่ศาลอื่น ส่วนโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลแล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาลให้ศาลทราบ ศาลชั้นต้นถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความ

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำร้องว่าไม่มีเจตนาหรือจงใจขาดนัดไม่มาศาลตามกำหนด ขอให้พิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2543 ว่า กรณีโจทก์ขอพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ ชอบที่จะเสนอคำฟ้องของตนใหม่ ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า ในวันนัดพิจารณาคดีทนายโจทก์เจ็บป่วยจึงไปศาลไม่ได้ เป็นเหตุสุดวิสัย ทั้งฝ่ายจำเลยก็ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี แสดงว่าประสงค์จะให้ดำเนินคดีต่อไป ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจึงไม่ชอบ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในคดีมโนสาเร่เมื่อโจทก์ได้ทราบคำสั่งให้มาศาลตามมาตรา 193 แล้วไม่มาในวันนัดพิจารณาโดยมิได้ร้องขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องที่ไม่มาศาล ให้ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ" บทบัญญัติดังกล่าวเป็ฯบทบัญญัติที่ให้อำนาจแก่ศาลที่จะจำหน่ายคดีได้ หากปรากฏว่าโจทก์ทราบนัดแล้วมิได้ขอเลื่อนคดีหรือแจ้งเหตุขัดข้องโดยมิต้องคำนึงว่า จำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปหรือไม่ ทั้งการที่จำเลยร้องขอเลื่อนคดีนั้น ไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับว่าหากมีกรณีดังกล่าวศาลจะต้องสอบคำร้องขอเลื่อนคดีของอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน ข้ออ้างในฎีกาของโจทก์เท่ากับเป็นการแปลความเพิ่มหลักเกณฑ์ลงไปในมาตรา 193 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่ถูกต้อง ส่วนกรณีที่ศาลสั่งจำหน่ายคดีนั้น บทบัญญัติแห่งกฎหมายในส่วนที่ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ไม่ได้ให้สิทธิโจทก์ในการขอพิจารณาคดีใหม่ ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่จึงชอบด้วยวิธีพิจารณาแล้ว ที่โจทก์ฎีกาประการต่อมาว่า คดีโจทก์เป็นคดีแพ่งสามัญ ชอบที่จะไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของโจทก์และอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เห็นว่า แม้คดีโจทก์จะเป็นคดีแพ่งสามัญ แต่เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีโจทก์เป็นคดีไม่มีข้อยุ่งยากและสั่งให้นำบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ใช้บังคับแก่คดีแล้ว ก็ต้องบังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่ ซึ่งตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีมโนสาเร่มิได้บัญญัติให้ถือว่าโจทก์ขาดนัดพิจารณา จึงไม่อาจมีการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีฝ่ายเดียวดังกรณีโจทก์ขาดนัดพิจารณาในคดีแพ่งสามัญได้ คำสั่งศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 196 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งและคำพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 193 ทวิ ม. 196 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชัย ลีลาสถาพรกูร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธงชัยจักรกล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5203/2547
#112996
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า เช็คพิพาทเป็นของโจทก์ มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลย จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้ ว. ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225

โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนอกประเด็นหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีก็ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 209,979 บาท พร้อมด้วยค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 189,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 108,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มกราคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,400 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดเปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันไว้กับธนาคารจำเลยเพื่อใช้เช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเช็คเพื่อเบิกถอนเงินคือให้นายเชาวน์ กรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ลงลายมือชื่อประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นผู้สั่งจ่าย เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2541 มีผู้นำเช็คพิพาทจำนวนเงิน 189,000 บาท ซึ่งมีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย จำเลยได้จ่ายเงินตามเช็คไปและหักเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ ปัญหาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นั้น จำเลยให้การต่อสู้เพียงว่า เช็คพิพาทเป็นของโจทก์ มีลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายและตราประทับตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อที่โจทก์ได้ให้ไว้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า โจทก์เป็นฝ่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงที่ปล่อยปละละเลยจนเป็นเหตุให้นางวนิดาซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาเช็คและตราประทับ ปลอมลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นว่าโจทก์ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นแห่งคดี ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เช็คพิพาทเป็นเช็คปลอมลายมือชื่อโจทก์เป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทไปโดยหักจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1008 วรรคหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาท แต่โจทก์มีคำขอท้ายฎีกา ขอให้จำเลยใช้เงิน 189,000 บาท โดยไม่ขอดอกเบี้ย จึงให้ตามคำขอท้ายฎีกาของโจทก์

อนึ่ง ที่จำเลยแก้ฎีกาว่า ทุนทรัพย์ชั้นฎีกามีจำนวนไม่ถึง 200,000 บาท และเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกานั้น เห็นว่า โจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคดีนอกประเด็นหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท คดีก็ไม่ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 189,000 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1008 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 225 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เวิล์ด มีเดีย (เอเชีย) จำกัด
จำเลย — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสรวิศ ลิมปรังษี
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5202/2547
#113158
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การรับฝากเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลย และการจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ทั้งจำเลยจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไป เพราะเป็นธุรกิจของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 15 ฉบับ เป็นลายมือชื่อปลอม มิใช่ลายมือชื่อนาย อ. และนาย ส. กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 15 ฉบับ ให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อของกรรมการทั้งสองดังกล่าวที่ให้ไว้แก่ธนาคาร และมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์โดยกรรมการทั้งสองนี้เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่ธนาคารจำเลยไปเช่นนี้ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

การที่นาย จ. ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์เองเป็นผู้ลักเอาแบบพิมพ์เช็คพิพาททั้ง 15 ฉบับ ที่อยู่ในการครอบครองของโจทก์ไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อนาย อ. และนาย ส. กรรมการโจทก์ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีของโจทก์ได้ทั้ง 15 ฉบับ ในช่วงระยะเวลานานถึง 9 เดือนเศษ แสดงให้เห็นว่าโจทก์ละเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาและควบคุมดูแลแบบพิมพ์เช็คพิพาท รวมทั้งไม่มีมาตรการในการตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้มีผู้นำแบบพิมพ์เช็คพิพาทไปปลอมลายมือชื่อแต่อย่างใด อันถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยการกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใด ต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง 438 และ 442 ซึ่งเมื่อได้กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2,500,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยย่อมไม่มีสิทธินำเงินจำนวนนี้ไปลงรายการหักบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ การพิพากษาให้เพิกถอนรายการหักบัญชีดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิจารณาเกินคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 9,275,514.39 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 5,604,772 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยได้ส่งรายงานการฝากและถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ให้แก่โจทก์ทุกสิ้นเดือนและทุก 6 เดือน แต่โจทก์มิได้สนใจตรวจดูเงินในบัญชี โจทก์จึงอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นอ้าง ทั้งกรณีความเสียหายเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์เอง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมายหากเรียกได้ก็ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนกิจการยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลย ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเพิกถอนรายการที่ลงหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันตามจำนวนเงินในเช็คจำนวน 15 ฉบับ รวมจำนวนเงิน 5,604,772 บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2538 นายจีรวัฒน์ได้ลักแบบพิมพ์เช็คในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ธนาคารจำเลยจ่ายให้ไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อนายอาทิตย์ เมฆดำรงแสง กับนายสอาด เมฆดำรงแสง ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายพร้อมประทับตราของโจทก์ แล้วนำเข้าบัญชีของนายจีรวัฒน์ที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาตลิ่งชัน เพื่อเรียกเก็บเงินจากบัญชีของโจทก์จำนวน 15 ฉบับ รวมเป็นเงิน 5,604,772 บาท ซึ่งจำเลยก็ได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาททุกฉบับดังกล่าว?

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์สำหรับเงินจำนวนที่จ่ายไปตามเช็คพิพาท 15 ฉบับ ดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน การรับฝากเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลย และการจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำ จำเลยย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คว่าเป็นลายมือชื่อของผู้สั่งจ่ายหรือไม่ยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ทั้งจำเลยจะต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่ว ๆ ไปเพราะเป็นธุรกิจของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 15 ฉบับ เป็นลายมือชื่อปลอม มิใช่ลายมือชื่อนายอาทิตย์ และนายสอาด กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค การที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง 15 ฉบับ ให้แก่ผู้ที่นำมาเรียกเก็บเงินทั้งที่มีตัวอย่างลายมือชื่อของกรรมการทั้งสองดังกล่าวที่ให้ไว้แก่ธนาคาร และมีเช็คอีกหลายฉบับที่โจทก์โดยกรรมการทั้งสองนี้เคยสั่งจ่ายไว้อยู่ที่ธนาคารจำเลยไปเช่นนี้ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังของจำเลยผู้ประกอบธุรกิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ อย่างไรก็ดีข้อเท็จจริงได้ความด้วยว่านายจีรวัฒน์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของโจทก์เองเป็นผู้ลักเอาแบบพิมพ์เช็คพิพาททั้ง 15 ฉบับ ที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ไปกรอกข้อความและปลอมลายมือชื่อนายอาทิตย์และนายสอาดกรรมการโจทก์ผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค แล้วนำไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีของโจทก์ได้ทั้ง 15 ฉบับ ในช่วงระยะเวลานานถึง 9 เดือนเศษ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2538 แสดงให้เห็นว่าโจทก์ละเลยไม่ระมัดระวังในการเก็บรักษาและควบคุมดูแลแบบพิมพ์เช็คพิพาท รวมทั้งไม่มีมาตรการในการตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้มีผู้นำแบบพิมพ์เช็คพิพาทไปปลอมลายมือชื่อแต่อย่างใด อันถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย การกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคหนึ่ง 438 และ 442 ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,500,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนข้อฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายที่ว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ หาได้ฟ้องขอให้เพิกถอนรายการที่ลงหักบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยเพิกถอนรายการที่ลงหักบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะมีการนำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ที่ธนาคารจำเลย เงินในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์มีไม่พอจ่ายตามเช็ค แต่จำเลยได้อนุมัติให้จ่ายเงินตามเช็คพิพาทไปก่อน ดังนี้ เงินที่จำเลยจ่ายไปตามเช็คพิพาทจึงเป็นเงินของจำเลยเอง มิใช่เงินของโจทก์ โจทก์หาอาจขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าวแก่โจทก์ได้ไม่ แต่การที่จำเลยนำจำนวนเงินตามเช็คพิพาทไปลงรายการหักบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์เท่ากับเป็นการให้โจทก์ชดใช้เงินตามเช็คพิพาทที่เบิกเกินบัญชีไปคืนให้แก่จำเลย ซึ่งเมื่อได้กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 2,500,000 บาท ดังวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยย่อมไม่มีสิทธินำเงินจำนวนนี้ไปลงรายการหักบัญชีในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของโจทก์ การพิพากษาให้เพิกถอนรายการหักบัญชีดังกล่าวจึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยเพิกถอนรายที่ลงหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ในบัญชีเงินฝากกระแสรายวันในส่วนที่เกี่ยวกับเช็คพิพาทเป็นจำนวนเงิน 2,500,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 วรรคหนึ่ง ม. 438 ม. 442
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทพทิพ จำกัด
จำเลย — บริษัทธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน)
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน — โดยบริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5198/2547
#411488
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 108 ได้ให้อำนาจศาลในการแก้ไขคำสั่งของศาลที่อนุญาตคำขอชำระหนี้ของเจ้าหนี้ได้แม้คำสั่งศาลจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม ถ้าต่อมาปรากฏว่าศาลได้สั่งไปโดยหลงผิดตามจำนวนที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ โดยความจริงลูกหนี้ไม่ได้เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้ไม่ถึงจำนวนตามที่อนุญาตไปแล้ว แต่ทั้งนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาล คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คัดค้านบัญชีส่วนแบ่งของเจ้าหนี้รายหนึ่ง อ้างว่า คำขอรับชำระหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่กรรมการของจำเลยเคยให้การยอมรับว่าเป็นหนี้จริงโดยมิได้โต้แย้งคัดค้านมูลหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มา เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ซึ่งย่อมหมายความรวมถึงการพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าหนี้ที่จำเลยคัดค้านซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้วนั้นเป็นคำสั่งที่ศาลสั่งไปโดยหลงผิด จึงไม่ใช้อำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้แก้ไขคำสั่งตามมาตรา 108 ดังนี้ จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ด้วยตนเอง ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลแก้ไขคำสั่งที่สั่งไปโดยหลงผิดด้วยเช่นกัน เพราะหากให้จำเลยยื่นคำร้องขอเช่นว่านั้นได้ ก็เท่ากับว่าศาลต้องพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซ้ำในปัญหาเดียวกันอีก โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มิได้เห็นเป็นอย่างอื่นและมิใช่เป็นผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวขึ้นมาเอง และก็มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำวินิจฉัยโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายตามมาตรา 146

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บ้านและที่ดินไทย จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 274 ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยคำสั่งถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องคัดค้านบัญชีส่วนแบ่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 นั้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ไปโดยหลงผิด เนื่องจากการมอบอำนาจในการขอรับชำระหนี้ไม่ถูกต้องจึงไม่ชอบ ภายหลังยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ออกประกาศให้เจ้าหนี้รายที่ 274 หยุดทำการและต่อมาได้เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการของเจ้าหนี้รายที่ 274 พร้อมแต่งตั้งนายเติมศักดิ์ กฤษณามาระ เป็นผู้ชำระบัญชี การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สอบสวนนายเติมศักดิ์แล้วมีความเห็นเสนอต่อศาลว่าควรอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 274 ได้รับชำระหนี้ จึงเป็นการสอบสวนที่ไม่ชอบ นอกจากนั้นหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็เป็นหนี้ที่ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 94 (2) การที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 274 ได้รับชำระหนี้จึงเป็นการสั่งไปโดยหลงผิด ขอให้ศาลมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 หรือมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำร้องขออนุญาตศาลให้แก้ไขข้อหลงผิดโดยให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า คดีนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้จัดทำบัญชีส่วนแบ่งครั้งที่ 1 และได้ให้บรรดาเจ้าหนี้และลูกหนี้มาตรวจรับบัญชีส่วนแบ่งดังกล่าว ซึ่งการคัดค้านบัญชีส่วนแบ่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 127 จะต้องมีประเด็นหรือปรากฏข้อเท็จจริงว่าบัญชีส่วนแบ่งนั้นทำขึ้นโดยไม่ถูกต้องอย่างไร เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะได้พิจารณาสั่งตามที่เห็นสมควร แต่จำเลยกลับคัดค้านในประเด็นเรื่องมูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 ทั้งที่กรรมการของจำเลยเคยให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ยอมรับว่าเป็นเจ้าหนี้รายที่ 274 จริง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงทำความเห็นอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 274 ได้รับชำระหนี้ ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้รายที่ 274 ได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ หากจำเลยไม่เห็นด้วยก็ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นภายใน 1 เดือน นับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งศาล จำเลยไม่อุทธรณ์ คำสั่งดังกล่าวจึงถึงที่สุด จำเลยจะมาร้องคัดค้านต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในชั้นการแบ่งทรัพย์สินย่อมไม่ชอบ ทั้งกรณีตามคำร้องของจำเลยก็มิใช่เป็นกรณีที่คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งศาลได้สั่งอนุญาตแล้วนั้นศาลได้สั่งไปโดยหลงผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยจึงชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลช้นต้นนัดไต่สวนคำร้องแล้ว เมื่อถึงวันนัดเห็นว่าคดีไม่จำต้องไต่สวน จึงให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 ซึ่งศาลมีคำสั่งถึงที่สุดอนุญาตให้เจ้าหนี้รายนี้ได้รับชำระหนี้แล้วได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 108 บัญญัติว่า "คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ซึ่งศาลได้สั่งอนุญาตแล้วนั้น ถ้าต่อมาปรากฏว่าศาลได้สั่งไปโดยหลงผิด เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ศาลมีอำนาจยกคำขอรับชำระหนี้หรือลดจำนวนหนี้ที่ได้สั่งอนุญาตไปแล้วได้" ซึ่งหมายความว่า แม้คำสั่งศาลจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม แต่กฎหมายได้ให้อำนาจศาล ถ้าปรากฏว่าศาลมีคำสั่งอนุญาตตามคำขอรับชำระหนี้โดยหลงผิดตามจำนวนที่อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้โดยความจริงลูกหนี้ไม่ได้เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้ไม่ถึงจำนวนตามที่อนุญาตไปแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจแก้ได้ แต่ทั้งนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องเป็นผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาล โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์พบเองก็ดี หรือลูกหนี้ได้แสดงพยานหลักฐานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เห็นเป็นความจริงก็ดี คดีนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 7 ตุลาคม 2543 คัดค้านบัญชีส่วนแบ่งของเจ้าหนี้รายที่ 274 ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า คำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งที่กรรมการของจำเลยเคยให้การยอมรับว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้รายที่ 274 จริง โดยมิได้โต้แย้งคัดค้านมูลหนี้ที่เจ้าหนี้รายที่ 274 ยื่นคำขอรับชำระหนี้มา ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องของจำเลยและทำการไต่สวนแล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2545 ให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ย่อมหมายความรวมถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าหนี้ที่จำเลยคัดค้านบัญชีส่วนแบ่งของเจ้าหนี้รายที่ 274 ซึ่งศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้วนั้นเป็นคำสั่งที่ศาลสั่งไปโดยหลงผิด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงไม่ใช้อำนาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้แก้ไขคำสั่งตามมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ด้วยเหตุนี้จำเลยย่อมไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลแก้ไขคำสั่งที่สั่งไปโดยหลงผิดด้วยตนเอง ทั้งไม่ใช่กรณีที่จำเลยจะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลแก้ไขคำสั่งที่สั่งไปโดยหลงผิดด้วยเช่นกัน เพราะหากให้จำเลยยื่นคำร้องขอเช่นว่านั้นได้ก็เท่ากับว่าศาลต้องพิจารณาคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 274 ซ้ำในปัญหาเดียวกันนั้นอีก โดยที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก็มิได้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น และมิใช่เป็นผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวขึ้นมาเอง อันมิใช่ความมุ่งหมายตามบทบัญญัติมาตรา 108 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 นอกจากนี้มิใช่กรณีที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำวินิจฉัยโดยมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายตามมาตรา 146 ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 108 ม. 146
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์อาเซี่ยน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — บริษัทเครดิตฟองซิเอร์เสรีสากลธนกิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5177/2547
#412493
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายโดยการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมาตามมาตรา 56 วรรคสอง เป็นการบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ผู้พิพากษาผู้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้มาใช้บังคับ แม้ตามมาตรา 31 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ จะบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับด้วย ก็ต้องเป็นกรณีที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ด้วย เมื่อคดีแรงงานให้อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่อาจมีการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ทั้งการที่ผู้พิพากษาผู้นั่งพิจารณาคดีจะรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว และอุทธรณ์ของโจทก์ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

(คำสั่งคำร้อง)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 3,264 บาท และค่าชดเชย 57,600 บาท แก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลแรงงานกลางรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์และมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลแรงงานกลางรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 จึงไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ และมีคำสั่งในคำร้องว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสอง ระบุว่าในการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาให้ถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมา จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ระบุให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนั้นในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้มาใช้บังคับหาได้ไม่ ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

โจทก์เห็นว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีในศาลแรงงานกลางรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ที่ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงานเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ คำร้องของโจทก์จึงไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์แม้จะเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งควรได้รับการพิจารณาจากศาลฎีกาขอให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย โดยการพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาจะต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ศาลแรงงานได้วินิจฉัยมาตามมาตรา 56 วรรคสอง เป็นการบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีจึงไม่อาจนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ผู้พิพากษาผู้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้มาใช้บังคับ แม้ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 จะบัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับด้วย ก็ต้องเป็นกรณีที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ด้วย เมื่อคดีแรงงานให้อุทธรณ์ได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่อาจมีการรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่โจทก์ร้องขอได้ ทั้งการที่ผู้พิพากษาผู้นั่งพิจารณาคดีจะรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว และอุทธรณ์ของโจทก์ก็ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ที่ศาลแรงงานกลางยกคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์นั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางพิศมัย แตงมณี
จำเลย — บริษัทสุนทรเมทัลอินดัสทรี้ส์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รัตน กองแก้ว
ชวลิต ยอดเณร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ