คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6400/2547
#112983
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จาก ก. ผู้กู้ ตามทางนำสืบของจำเลยผู้ค้ำประกัน แต่เป็นการชำระหนี้รายอื่น โจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้กู้ยืมรายพิพาท และพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า เมื่อโจทก์รับว่าได้รับเงินจาก ก. แต่ปฏิเสธว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่นที่ ก. มีต่อโจทก์ โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามคำปฏิเสธของโจทก์ โจทก์ไม่นำสืบพยานเช่นว่านั้น จำต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ก. ชำระหนี้กู้ยืมรายพิพาทแล้ว ดังนี้ เป็นการยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบและการรับฟังพยานหลักฐานในประเด็นข้อพิพาทเดิมขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่ได้เป็นการตั้งประเด็นใหม่หรือยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นใหม่แต่อย่างใด ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องว่า ก. กู้ยืมเงินโจทก์โดยที่จำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน ก. ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แทน จำเลยให้การว่า ก. ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อโจทก์รับว่าได้รับชำระหนี้จาก ก. จริง แต่เป็นการชำระหนี้รายอื่นที่ ก. มีต่อโจทก์ ไม่ได้ชำระหนี้รายพิพาท จึงเป็นการที่โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โจทก์มีภาระการพิสูจน์และมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ข้อเท็จจริงต้องรับฟังว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้รายพิพาทจาก ก. แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินที่กู้ยืมพร้อมดอกเบี้ยจำนวน ๗๐,๕๐๐ บาท โดยคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกนางจำรัส เด็กหญิงหรือนางสาววิไล และเด็กชายหรือนายธีระพงษ์ ทายาทของนายกุหลาบเข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต แต่จำเลยร่วมทั้งสามไม่มาศาลและไม่ได้ยื่นคำให้การและโจทก์ (ที่ถูกเป็นจำเลย) มิได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าจำเลยร่วมทั้งสามขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยร่วมทั้งสามออกจากสารบบความ (ที่ถูกคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาคดีอย่างคดีมโนสาเร่ ศาลชั้นต้นต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยถือว่าจำเลยร่วมทั้งสามขาดพิจารณา)

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๒ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง (วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๒) ให้ไม่เกิน ๔๐,๕๐๐ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นควรยกปัญหาตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ที่ว่า ฎีกาของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่านายกุหลาบกู้ยืมเงินโจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ค้ำประกัน นายกุหลาบไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงขอบังคับจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันใช้เงินให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยแทนนายกุหลาบ จำเลยให้การต่อสู้คดีว่า นายกุหลาบชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว โดยโจทก์รับเงินของนายกุหลาบจากบัญชีเงินฝากของนายกุหลาบที่ธนาคาร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า นายกุหลาบชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาทให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากนายกุหลาบ โดยโจทก์รับเงินของนายกุหลาบจากบัญชีเงินฝากของนายกุหลาบที่ธนาคารตามทางที่จำเลยนำสืบ แต่เป็นการชำระหนี้รายอื่นที่นายกุหลาบมีต่อโจทก์ ไม่ได้เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาท และพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันใช้เงินแก่โจทก์แทนนายกุหลาบตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะเงินของนายกุหลาบที่โจทก์ได้รับจากบัญชีเงินฝากของนายกุหลาบที่ธนาคาร เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาท เป็นฎีกาในประเด็นข้อพิพาทอย่างเดียวกับที่จำเลยให้การต่อสู้คดีในศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ที่จำเลยกล่าวในฎีกาว่า เมื่อโจทก์รับว่าโจทก์ได้รับเงินจากบัญชีเงินฝากของนายกุหลาบที่ธนาคารตามที่จำเลยนำสืบ แต่ปฏิเสธว่าเป็นการชำระหนี้รายอื่นที่นายกุหลาบมีต่อโจทก์ ไม่ได้เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาท โจทก์มีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามคำปฏิเสธของโจทก์ โจทก์ไม่นำสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้น จึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่าการชำระหนี้ของนายกุหลาบแก่โจทก์เป็นการชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาท เป็นการยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่นำสืบและการรับฟังพยานหลักฐานในประเด็นข้อพิพาทเดิมขึ้นโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ไม่ได้เป็นการตั้งประเด็นใหม่หรือยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นใหม่แต่อย่างใด

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยว่า นายกุหลาบชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาทให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เห็นว่า หนี้เงินกู้ยืมรายพิพาทมีต้นเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่โจทก์พึงเรียกได้ตามกฎหมายเป็นจำนวนปีละ ๔,๕๐๐ บาท โจทก์ได้รับเงินของนายกุหลาบจากธนาคารตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ๒๕๓๖ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๔๑ ทั้งสิ้น ๔๐ ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน ๒๘๔,๕๐๐ บาท สูงกว่าต้นเงินกู้ยืมเงินรายพิพาทบวกดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี เป็นอย่างมาก แม้จะได้ความตามคำเบิกความของจำเลยว่า นายกุหลาบกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๓๐,๐๐๐ บาท อีกสัญญาหนึ่ง แต่หนี้อีกสัญญาหนึ่งนี้ก็ไม่น่าจะมีจำนวนมากกว่าหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาท เพราะมีต้นเงินเท่ากันและโจทก์ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในคดีนี้ได้อีก ดังนี้แม้นำหนี้อีกสัญญาหนึ่งมาหักออกจากจำนวนเงินของนายกุหลาบที่โจทก์รับจากธนาคารแล้ว จำนวนเงินคงเหลือก็ยังสูงกว่าหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาทมาก ที่โจทก์อ้างว่าเงินของนายกุหลาบที่โจทก์ได้รับจากธนาคารดังกล่าวไม่ใช่การชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาท แต่เป็นการชำระหนี้รายอื่นที่นายกุหลาบมีต่อโจทก์นั้นเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์และมีหน้าที่ต้องนำสืบพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามข้ออ้างของโจทก์ แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน คงมีเพียงคำเบิกความของพันตรีวิเชียร ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ลอย ๆ ปากเดียว ซึ่งไม่ปรากฏรายละเอียดว่าหนี้รายอื่นนั้นเป็นมูลหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และเป็นหนี้มาแต่เมื่อใด ทั้งไม่สมเหตุผล เพราะหากนายกุหลาบไม่ชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาทแก่โจทก์ไม่ว่าต้นเงินหรือดอกเบี้ย จนเวลาล่วงเลยมาหลายปีโจทก์ไม่น่าจะยินยอมให้นายกุหลาบเป็นหนี้รายใหม่เป็นจำนวนมากกว่าหนี้เดิม และไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะรับชำระหนี้จากนายกุหลาบระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๖ ถึงเดือนเมษายน ๒๕๔๑ เป็นจำนวนถึง ๒๘๔,๕๐๐ บาท โดยไม่เรียกร้องให้นายกุหลาบชำระหนี้เงินกู้ยืมรายพิพาทที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยและนางจำรัส เปลี่ยนดอก พยานจำเลยซึ่งเป็นภรรยาของนายกุหลาบไม่ทราบว่านายกุหลาบเป็นหนี้โจทก์จำนวนอื่นหรือไม่ และชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเพียงใด เป็นเรื่องปกติธรรมดา หาทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานของจำเลยเสียไปไม่ พยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้เงินกู้ยืมจากนายกุหลาบครบถ้วนแล้ว จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเล็ก แก้วมณีโชติ
จำเลย — นายสอั้น นัคเรศ
จำเลยร่วม — นางจำรัส เปลี่ยนดอก กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดธัญบุรี — นายเนติพันธ์ บุญมา
ศาลอุทธรณ์ — นายเกรียงศักดิ์ คงผล
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6391/2547
#411651
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 รับอยู่แล้วว่าของกลางถูกยึดจากบ้านจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการตรวจค้นก็ปรากฏมีลายมือชื่อผู้ครอบครองบ้านลงรับรองไว้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย โดยมิได้มีการบังคับขู่เข็ญ เหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ซัดทอดว่าลักเอาทรัพย์ไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 การไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นเรื่องของการกลั่นแกล้ง ส่วนการตรวจค้นจะมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เพราะเป็นการค้นโดยไม่มีหมายค้นเป็นเรื่องจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 24,000 บาท แก่ผู้เสียหายและนับโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4934/2543, 6296/2544, 7904/2544 ของศาลชั้นต้นและโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 7065/2543, 6668/2544 ของศาลชั้นต้น และนับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3242/2544 และ 5700/2544 ของศาลชั้นต้น และโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7270/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6779/2545 (หมายเลขดำที่ 4934/2543) ของศาลชั้นต้น และโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4974/2545 (หมายเลขดำที่ 6668/2544) ของศาลชั้นต้น กับนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3242/2544 และ 5700/2544 และโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 7270/2544 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นที่ยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ มีคนร้ายลักเอาเครื่องเสียงและปรี-แอมป์ ของผู้เสียหายไปจากรถยนต์กระบะที่จอดไว้ข้างบ้าน ต่อมาร้อยตำรวจเอกยุทธยา พิชัย จับจำเลยที่ 2 ได้ แล้วจึงมีการไปยึดเอาทรัพย์สินหลายรายการจากบ้านของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีปรี-แอมป์ของกลางที่ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นของตนรวมอยู่ด้วย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานรับของโจรดังที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหาย ร้อยตำรวจเอกยุทธยา พิชัย ผู้จับกุมจำเลยที่ 2 และร้อยตำรวจโทธนกร รอดเรือง พนักงานสอบสวนมาเบิกความว่า เหตุที่ผู้เสียหายจำได้เพราะปรี-แอมป์ของกลางมีรอยวาดรูปการ์ตูนที่ผู้เสียหายเป็นคนเขียนไว้ที่บริเวณด้านหน้า ส่วนร้อยตำรวจเอกยุทธยาเบิกความว่า จากการสืบสวนโดยละเอียดจึงทราบว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ลักทรัพย์และนำไปขายให้จำเลยที่ 1 จึงได้พาตัวจำเลยที่ 2 ไปชี้บ้านจำเลยที่ 1 ก่อนเข้าตรวจค้นจนพบและยึดทรัพย์สินหลายรายการรวมทั้งของกลางคดีนี้มาจากบ้านจำเลยที่ 1 และร้อยตำรวจโทธนกรพนักงานสอบสวนเบิกความว่า จำเลยที่ 1 ถูกจับในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงได้ขออายัดตัวมาดำเนินคดี ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพฐานรับของโจรฝ่ายจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยที่ 1 มานำสืบต่อสู้ว่าซื้อปรี-แอมป์ของกลางมาจากตลาดคลองถมซึ่งเป็นแหล่งขายสินค้าราคาถูกกว่าร้านค้า เห็นว่า คดีนี้มีการสืบทราบเหตุที่ไปตรวจค้นจนพบของกลางที่บ้านจำเลยที่ 1 เพราะมีจำเลยที่ 2 ไปนำชี้ดังที่จำเลยที่ 2 นำสืบเจือสม ประกอบกับจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยกันแม้จะปฏิเสธ แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ลงโทษ จำเลยที่ 2 ก็มิได้อุทธรณ์ฎีกา มีผลเป็นการยอมรับตามคำพิพากษา ทำให้มีน้ำหนักในการรับฟัง ต่างจากจำเลยที่ 1 ที่มีแต่ตัวจำเลยที่ 1 มาเบิกความเพียงลำพังโดยไม่มีหลักฐานอื่นใดสนับสนุนพยานจำเลยที่ 1 จึงหาอาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รับซื้อทรัพย์หลายรายการรวมทั้งปรี-แอมป์ของกลางของผู้เสียหายโดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่คนร้ายได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานรับของโจร ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกาว่า โจทก์ได้นำของกลางชิ้นเดียวกันไปฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นอีกคดี เห็นว่า ตามบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย จ.7 เจ้าพนักงานตรวจค้นและยึดทรัพย์สินไว้เป็นของกลางรวม 14 รายการ เฉพาะที่เป็นปรี-แอมป์ มีรวม 4 เครื่องและมีเครื่องหนึ่งตามรายการที่ 8 ระบุว่ามีวาดลายรูปการ์ตูน ซึ่งผู้เสียหายคดีนี้ชี้และยืนยันว่าปรี-แอมป์ของกลางเครื่องดังกล่าวเป็นของตนเพราะจำลายวาดได้เนื่องจากเป็นผู้เขียนลายด้วยตนเอง ต่างจากคดีที่อ้างเพราะผู้เสียหายในคดีนั้นว่าจำได้เนื่องจากที่ต่อสายท้ายเครื่องปรี-แอมป์ มีสายเก่าของเครื่องค้างไว้และไม่มีรูปการ์ตูนติดอยู่ แต่ที่พันตำรวจโทโชติช่วง ภาณุทัติ พนักงานสอบสวนในคดีนั้นเบิกความว่าเป็นของกลางรายการเดียวกับของกลางคดีนี้เข้าใจว่าเป็นความสับสนของพันตำรวจโทโชติช่วง กรณีจึงไม่ถึงกับมีเหตุอันควรสงสัยตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในฎีกา สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 อ้างต่อไปว่าเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 โดยไม่มีหมายค้น จึงไม่น่ารับฟังเป็นพยานหลักฐานนั้น เห็นว่า ในปัญหานี้ จำเลยที่ 1 รับอยู่แล้วว่าของกลางถูกยึดจากบ้านจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการตรวจค้นเอกสารหมาย จ.7 ก็ปรากฏมีลายมือชื่อผู้ครอบครองบ้านลงรับรองไว้ว่าเจ้าพนักงานตำรวจปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย โดยมิได้มีการบังคับขู่เข็ญ ร้อยตำรวจเอกยุทธยา พิชัย พยานโจทก์ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยที่ 1 แล้วว่าเหตุที่ไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 ซัดทอดว่าลักเอาทรัพย์ไปขายให้แก่จำเลยที่ 1 การไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 จึงมิใช่เป็นเรื่องของการกลั่นแกล้ง ส่วนการตรวจค้นจะมิชอบด้วยกฎหมายอย่างไร เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่ง พยานหลักฐานที่ได้มาดังกล่าวจึงสามารถรับฟังได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 226
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายประยุทธ ถาวร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6387/2547
#112973
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปดได้บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือการแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โจทก์จึงสามารถนำสำเนาคำพิพากษาของศาลไปให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีดำเนินการตามคำพิพากษาได้ และ ป.ที่ดิน มาตรา 62 ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้ว เมื่อศาลพิจารณาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุด หรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องบังคับให้จำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนแก้ไขรายการสารบาญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาทให้ปลดจากการจำนอง หรือให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหรือทำลายนิติกรรมการจดจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์แก่จำเลยที่ 3 ตามหนังสือสัญญาจำนองลงวันที่ 26 มกราคม 2538 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1475 ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี ให้เจ้าพนักงานที่ดินสำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี แก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดิน ให้โจทก์ปลอดจากการจำนองหรือภาระผูกพันจากการจำนองดังกล่าว และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1475 ตำบลอ่างศิลา อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี และตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินพิพาทฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2538 โดยให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้ไปดำเนินการจดทะเบียนเพื่อแก้ไขรายการสารบาญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ให้ปลอดจากการจำนอง มิฉะนั้นถือเอาคำพิพากษานี้แทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทคืนโจทก์ คำขออื่นในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการรับโอน และจดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 1475 ไว้แก่จำเลยที่ 3 เป็นประกันหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 700,000 บาท ดังที่จำเลยที่ 3 อ้าง และลายมือชื่อผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งระบุว่ามอบอำนาจให้รับโอนและจดทะเบียนไม่ใช่ลายมือชื่อโจทก์ แต่เป็นลายมือชื่อปลอม การจดทะเบียนจำนองที่ดินของโจทก์ไว้แก่จำเลยที่ 3 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วน และรายการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวในสารบัญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดิน จึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในที่ดินตามโฉนดดังกล่าว แม้จำเลยที่ 3 จะรับจำนองไว้โดยสุจริต โจทก์ก็มีสิทธิขอให้เพิกถอนได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 1475 ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเฉพาะส่วนฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2536 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปด้วยว่า แม้ตามทางนำสืบของโจทก์จะปรากฏว่าโจทก์มิได้ทำหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.8 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ไปรับโอนที่ดินมรดกของนางสมพรแทนโจทก์ก็ตามก็มีผลเพียงทำให้การจดทะเบียนรับโอนมรดกรายนี้ไม่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป แต่เนื่องจากที่ดินเฉพาะส่วนของนางสมพรเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.2 นับแต่วันที่นางสมพรเจ้ามรดกถึงแก่กรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1603 แล้ว และการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามฟ้องมีผลกระทบต่อกรรมสิทธิ์ของโจทก์ในที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์อาจถูกผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองได้ จึงถือได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 นอกจากนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปดได้บัญญัติไว้ความว่า ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิหรือนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โจทก์จึงสามารถนำสำเนาคำพิพากษาของศาลไปให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีดำเนินการตามคำพิพากษาได้ และ ป. ที่ดิน มาตรา 62 ยังได้บัญญัติไว้อีกว่า บรรดาคดีที่เกิดขึ้นเกี่ยวด้วยเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ได้ออกโฉนดที่ดินแล้วเมื่อศาลพิจารณาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้ศาลแจ้งผลของคำพิพากษาอันถึงที่สุด หรือคำสั่งนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ด้วย ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะต้องบังคับให้จำเลยที่ 3 ไปจดทะเบียนแก้ไขรายการสารบาญจดทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินพิพาทให้ปลอดจากการจำนอง หรือให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 อีก ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ไปดำเนินการดังกล่าวและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนในข้อนี้มานั้น ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองเฉพาะส่วนที่บังคับให้จำเลยที่ 3 ไปดำเนินการจดทะเบียนเพื่อแก้ไขรายการสารบาญท้ายโฉนดที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของโจทก์ให้ปลอดจากการจำนอง มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 3 เสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาภายในกำหนด จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.

( สุรชาติ บุญศิริพันธ์ - กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ - กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล )
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 วรรคสอง
ป.ที่ดิน ม. 61 วรรคแปด ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวอนัญชนา วงศ์ศิริวัฒน์
จำเลย — นายโสวัช สุวรรณพงษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายธีระวัฒน์ ศิริวัฒนมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพันธุ์ ละอองศรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6386/2547
#266562
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้น (ศาลจังหวัดลพบุรี) นัดสืบพยานโจทก์ เวลา 10 นาฬิกา โจทก์ไม่มาศาลตามนัด ศาลชั้นต้นรออยู่จนถึงเวลา 10.30 นาฬิกา จึงพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181 ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยื่นคำร้องว่ามีเหตุสมควรที่มาศาลตามนัดไม่ได้ ขอให้ยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว ยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ปรากฏว่าในวันนัด เมื่อผู้รับมอบอำนาจโจทก์ขับรถยนต์ออกจากบ้านพักที่กรุงเทพมหานคร รถยนต์ก็ปกติดี ถึงที่เกิดเหตุใช้เวลาประมาณ 45 นาที รถยนต์เสียใช้เวลาซ่อม 1 ชั่วโมงก็เสร็จ แสดงว่าสภาพขัดข้องไม่ร้ายแรงนัก เมื่อซ่อมรถยนต์เสร็จผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ไม่ใช้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งมีอยู่หลายแห่งที่สะดวกติดต่อไปยังศาลจังหวัดลพบุรีเพื่อแจ้งข้อขัดข้องดังกล่าว ผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นเจ้าของสำนักงานทนายความ และรับจัดหาทนายความแก่โจทก์เดินทางไปเบิกความเป็นพยานโจทก์โดยลำพัง โดยไม่นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ติดตัวไปด้วย นับเป็นเหตุบังเอิญที่ไม่น่าเกิดขึ้น เมื่อเดินทางไปถึงศาลจังหวัดลพบุรีเวลา 12.10 นาฬิกา พบเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์อีกบัลลังก์หนึ่งก็แจ้งแต่เพียงว่า ศาลนัดคดีนี้ช่วงเช้าแต่มาศาลไม่ทัน โดยไม่ได้แจ้งเรื่องรถยนต์ขัดข้อง ข้อที่โจทก์หยิบยกขึ้นมาล้วนไม่สมเหตุผล พฤติการณ์แสดงว่าฝ่ายโจทก์ไม่สนใจเวลานัดของศาล ไม่มีเหตุสมควรที่ศาลจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา 358, 362, 365, 83, 84, 90 และ 91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในข้อหาความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 362 และ 365 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 เสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ในระหว่างนัดสืบพยานโจทก์วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 เวลา 10 นาฬิกา ฝ่ายโจทก์ทั้งสามไม่มาศาลตามกำหนดนัด ศาลชั้นต้นรออยู่จนถึงเวลา 10.30 นาฬิกา จึงพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 181

ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่านายวัฒนาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามเดินทางโดยรถยนต์ปิกอัพส่วนตัวออกจากบ้านพักที่กรุงเทพมหานครเวลาประมาณ 8.30 นาฬิกา ไปถึงระหว่างประตูน้ำพระอินทร์กับอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เวลาประมาณ 9.15 นาฬิกา ได้เกิดมีเหตุรถยนต์ขัดข้องไม่สามารถขับต่อไปได้ เห็นว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามขับรถยนต์ออกจากบ้านมาถึงที่เกิดเหตุใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาที ได้อย่างปกติดี การที่รถยนต์เกิดเสียงดังช่วงล้อหน้าและรถยนต์มีอาการขับกินไปทางด้านซ้ายทันที เชื่อว่าไม่ถึงขนาดไม่สามารถขับรถยนต์แล่นไปได้เสียทีเดียวเนื่องจากว่ามีช่างได้เข้ามาช่วยซ่อมแซมรถยนต์ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ ก็เรียบร้อย แสดงว่าสภาพรถยนต์ที่เกิดเหตุขัดข้องดังกล่าวไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ได้ความว่าช่างผู้นี้เป็นใครมาจากที่ไหนในอันที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามจะสามารถอ้างอิงถึงเหตุที่ว่านี้ ตามข้ออ้างของฝ่ายโจทก์ทั้งสามได้ความว่าบริเวณที่รถเสียอยู่ห่างจากอำเภอวังน้อยประมาณ 10 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากจังหวัดลพบุรีประมาณ 100 กิโลเมตร เมื่อซ่อมรถยนต์จนเรียบร้อยแล้ว เหตุใดจึงไม่รีบเดินทางเข้าไปในเขตอำเภอวังน้อยเพื่อใช้บริการโทรศัพท์สาธารณะหรือสถานีบริการน้ำมันที่มีอยู่หลายแห่งที่สะดวกและรวดเร็วติดต่อไปยังศาลจังหวัดลพบุรีเพื่อแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าว นอกจากนั้นการที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของสำนักงานทนายความและเป็นผู้รับจัดหาทนายความให้แก่โจทก์ทั้งสามในคดีนี้เดินทางไปเบิกความเป็นพยานโจทก์โดยลำพังแต่ไม่นำโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ประจำสำหรับใช้ติดต่อธุระติดตัวไปด้วยโดยอ้างว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่กับโจทก์ที่ 3 จนไม่สามารถติดต่อกับใครได้นับว่าเป็นเหตุความบังเอิญที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น เมื่อผู้รับมอบอำนาจมาถึงศาลเวลา 12.10 นาฬิกา ได้พบกับนางลาวัณย์เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์อีกบัลลังก์หนึ่งในเวลา 12.10 นาฬิกา นางลาวัณย์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความแต่เพียงว่า ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามบอกว่าศาลนัดพิจารณาคดีนี้ในช่วงเช้าแต่มาศาลไม่ทัน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามหาได้แจ้งแก่นางลาวัณย์ตามสมควรว่าเหตุที่มาไม่ทันเนื่องจากรถยนต์ขัดข้องอันจะเป็นเหตุเดียวกันกับที่จะรีบไปยื่นคำแถลงต่อศาล เมื่อประมวลเหตุที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามหยิบยกขึ้นมาดังกล่าวทั้งหลายแล้วล้วนแล้วแต่ไม่สมเหตุสมผล พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าโจทก์ทั้งสาม ทนายโจทก์ทั้งสามและผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามไม่มาศาลตามกำหนดนัดในเวลา 10 นาฬิกา เป็นเพราะมิได้สนใจเวลานัดของศาล และที่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสามมาศาลเมื่อล่วงพ้นเวลานัดนั้นก็มิได้มีเหตุอันสมควรที่ศาลจะยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 166 วรรคสอง ประกอบมาตรา 181 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 166 วรรคหนึ่ง ม. 166 วรรคสอง ม. 181
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวุฒิชัย ธนวิพุธ กับพวก
จำเลย — นายสมชาย ประสงค์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายพิทักษ์ เริ่มก่อกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายธนิต รัตนะผล
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2547
#113096
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเข้าไปตามสามีในโรงแรมของโจทก์ร่วมตามที่สามีนัดแนะไว้เพื่อบอกถึงธุระเกี่ยวกับที่ดินที่จะต้องไปดำเนินการในวันรุ่งขึ้น นับว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร แม้จำเลยจะมีมีดติดตัวไปด้วยก็ไม่ทำให้การเข้าไปนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนที่จำเลยยังไปเคาะประตูห้องพักภายหลังจากที่โจทก์ร่วมไม่ยอมมอบกุญแจห้องพักดังกล่าวให้จำเลย ก็อาจเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจจากการที่มีเหตุโต้เถียงกับโจทก์ร่วมก่อนหน้านั้นก็เป็นได้ พฤติการณ์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม จำเลยไม่มีความผิดฐานบุกรุกตาม ป.อ. มาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 295, 362, 364, 365, 33, 91 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวินัย ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295, 364, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ ตามมาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย 3,900 บาท อีกสถานหนึ่ง คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา 78 คงปรับ 2,600 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ตามมาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ยกฟ้องฐานบุกรุก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางกันยา พยานโจทก์และโจทก์ร่วมประกอบกันว่า ก่อนที่จะมีเหตุทำร้ายกัน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในโรงแรมของโจทก์ร่วมและไปจอดที่บริเวณหน้าห้องพักเลขที่ 106 ซึ่งเป็นห้องที่สามีของจำเลยเช่าพักอยู่ และได้ความตามคำเบิกความของนายพิสันต์ สามีของจำเลยว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 6 ก่อนเกิดเหตุนายพิสันต์ได้บอกจำเลยว่า นายพิสันต์จะไปเที่ยวกับเพื่อนและจะไปพักที่โรงแรมของโจทก์ร่วม หากจำเลยมีธุระก็ให้ไปตามนายพิสันต์ที่โรงแรมดังกล่าว การที่จำเลยเข้าไปตามนายพิสันต์ในโรงแรมของโจทก์ร่วมเพื่อจะบอกถึงธุระเกี่ยวกับที่ดินที่จะต้องไปดำเนินการในวันรุ่งขึ้นตามที่นายพิสันต์นัดแนะไว้ดังกล่าวนั้น นับว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร การที่จำเลยมีมีดของกลางติดตัวไปด้วยหรือไม่ไม่เป็นข้อสำคัญ เมื่อเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรแล้ว แม้จะมีมีดติดตัวไปด้วยก็ไม่ทำให้การเข้าไปนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนที่จำเลยยังไปเคาะประตูห้องพักเลขที่ 106 ภายหลังจากที่โจทก์ร่วมไม่ยอมมอบกุญแจห้องดังกล่าวให้จำเลย ก็อาจเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจจากการที่มีเหตุโต้เถียงกับโจทก์ร่วมก่อนหน้านั้นก็เป็นได้ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานบุกรุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364 ม. 365
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นายวินัย วิชัยเรืองธรรม
จำเลย — นางดวงเดือน หลีล้วน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายสุรจิตร เปลี่ยนขำ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นางสาวกุสุมา คูหาวิไล
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6383/2547
#411642
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยเข้าไปตาม พ. ในโรงแรมของโจทก์ร่วมเพื่อจะบอกถึงธุระเกี่ยวกับที่ดินที่จะต้องไปดำเนินการในวันรุ่งขึ้นตามที่ พ. นัดแนะไว้ นับว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร การที่จำเลยมีมีดของกลางติดตัวไปด้วยหรือไม่ไม่เป็นข้อสำคัญ เมื่อเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรแล้วแม้จะมีมีดติดตัวไปด้วยก็ไม่ทำให้การเข้าไปนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเหตอันสมควร พฤติการณ์ของจำเลยยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 362, 364, 365, 33, 91 ริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายวินัย วิชัยเรืองธรรม ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 364, 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362 การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกาย จำคุก 6 เดือน ฐานบุกรุกในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี ริบมีดของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย 3,900 บาท อีกสถานหนึ่ง คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,600 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องฐานบุกรุก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ใช้มีดของกลางฟันศีรษะของโจทก์ร่วมเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานบุกรุกอีกกระทงหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า คดีได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ร่วมและนางกันยา อยู่มากญาติ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมประกอบกันว่า ก่อนที่จะมีเหตุทำร้ายกัน จำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในโรงแรมของโจทก์ร่วมและไปจอดที่บริเวณหน้าห้องพักเลขที่ 106 ซึ่งเป็นห้องที่สามีของจำเลยเช่าพักอยู่ และได้ความตามคำเบิกความของนายพิสันต์ ดุสรักษ์ สามีของจำเลยว่า ในช่วงเย็นของวันที่ 6 ก่อนเกิดเหตุ นายพิสันต์ได้บอกจำเลยว่า นายพิสันต์จะไปเที่ยวกับเพื่อนและจะไปพักที่โรงแรมของโจทก์ร่วม หากจำเลยมีธุระก็ให้ไปตามนายพิสันต์ที่โรงแรมดังกล่าว การที่จำเลยเข้าไปตามนายพิสันต์ในโรงแรมของโจทก์ร่วมเพื่อจะบอกถึงธุระเกี่ยวกับที่ดินที่จะต้องไปดำเนินการในวันรุ่งขึ้นตามที่นายพิสันต์นัดแนะไว้ดังกล่าวนั้น นับว่าเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควร การที่จำเลยมีมีดของกลางติดตัวไปด้วยหรือไม่ไม่เป็นข้อสำคัญ เมื่อเป็นการเข้าไปโดยมีเหตุอันสมควรแล้วแม้จะมีมีดติดตัวไปด้วยก็ไม่ทำให้การเข้าไปนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร ส่วนที่จำเลยยังไปเคาะประตูห้องพักเลขที่ 106 ภายหลังจากที่โจทก์ร่วมไม่ยอมมอบกุญแจห้องดังกล่าวให้จำเลย ก็อาจเป็นเพราะจำเลยไม่พอใจจากการที่มีเหตุโต้เถียงกับโจทก์ร่วมก่อนหน้านั้นก็เป็นได้ พฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุขของโจทก์ร่วมดังที่โจทก์ฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ฐานบุกรุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 362 ม. 364
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
โจทก์ร่วม — นายวินัย วิชัยเรืองธรรม
จำเลย — นางดวงเดือน หลีล้วน
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6381 -ที่ 6382/2547
#411432
เปิดฉบับเต็ม

แม้คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ที่รับต่อ ส. ผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายและเอาไม้ไปจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอดหากคำซัดทอดนั้นมีเหตุผล ศาลย่อมรับฟังคำซัดทอดประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้และคำซัดทอดของจำเลยที่ 3 ในกรณีนี้พาไปสู่การได้ไม้ของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในหนองน้ำห้วยพรมคืน นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล ศาลย่อมใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 3

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก ประกอบมาตรา 83, 336 ทวิ ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายลักตัดเอาไม้พลวง 3 ต้น ของนางสำเนียง วิเวกสระน้อย ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม 2539 ผู้เสียหายพบไม้ของกลางซุกซ่อนอยู่ในห้วยและชาวบ้านช่วยกันงมขึ้นมาได้ 2 ท่อน อีก 1 ท่อน ยังงมขึ้นมาไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ โจทก์มีนายพรม รุมพรสระน้อย และนายช้อย ขอดกิ่ง เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าในขณะเกิดเหตุนายพรมและนายช้อยเห็นจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัย พันธ์สำโรง และนายประสิทธิ์ พันธ์สำโรง ขับรถไถนาลากจูงรถสาลี่บรรทุกท่อนไม้ 3 ท่อน ออกจากไร่ยูคาลิปตัสของผู้เสียหายโดยจำเลยที่ 3 เป็นคนขับ เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน นายพรมและนายช้อยต่างรู้จักกับจำเลยทั้งสามและไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสามมาก่อน คำเบิกความของนายพรมและนายช้อยจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้ว่าในขณะเกิดเหตุนายพรมซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสามจะมิได้พูดทักทายกับจำเลยทั้งสามและไม่ได้เล่าเรื่องที่พบเห็นเหตุการณ์ให้ผู้เสียหายทราบก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะนายพรมเห็นว่าจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์ต่างเป็นญาติพี่น้องกับผู้เสียหาย อาจมีการซื้อขายไม้กันดังที่นายพรมได้เบิกความตอนตอบโจทก์ถามติงเอาไว้ซึ่งนับว่ามีเหตุผลรับฟังได้ นอกจากนี้โจทก์มีผู้เสียหายกับนายสะอาด โคกเกษม ผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นพยานคนกลางมาเบิกความสนับสนุนว่า ภายหลังเมื่อผู้เสียหายทราบจากนายพรมและนายช้อยว่าจำเลยทั้งสามลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายแล้ว ผู้เสียหายไปสอบถามจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 รับว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายศักดิ์และนายประสิทธิ์ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายไปจริงและนำท่อนไม้ที่ลักตัดไปซุกซ่อนไว้ในห้วยพรมซึ่งเป็นหนองน้ำ ผู้เสียหายจึงพาจำเลยที่ 3 ไปพบนายสะอาด จำเลยที่ 3 รับสารภาพต่อหน้านายสะอาดว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์ลักตัดต้นพลวง 3 ต้น ของผู้เสียหายแล้วนำไปซุกซ่อนไว้ในห้วยพรม จากนั้นนายสะอาดให้จำเลยที่ 3 และชาวบ้านช่วยกันงมไม้ของกลาง ปรากฏว่าพบไม้ 3 ท่อน แต่งมขึ้นมาได้ 2 ท่อน อีก 1 ท่อน ยังนำขึ้นมาไม่ได้เพราะมีขนาดใหญ่มากและอยู่ลึก จากคำเบิกความของผู้เสียหายและนายสะอาดสอดคล้องเชื่อมโยงรับกับคำเบิกความของนายพรมและนายช้อย ตั้งแต่ต้นพลวงของผู้เสียหายถูกลักตัดออกจากไร่ยูคาลิปตัสจนกระทั่งผู้เสียหายได้ไม้ของกลางคืน พยานหลักฐานโจทก์มั่นคงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายลักตัดเอาไม้ของกลางผู้เสียหายไป พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามเป็นคนร้ายลักตัดเอาไม้ของกลางผู้เสียหายไป พยานหลักฐานที่อยู่ของจำเลยทั้งสามไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่จำเลยทั้งสามฎีกาวา คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ที่รับต่อนายสะอาดว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายไปนั้นเกิดจากการถูกนายพรมและนายรวยข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย และบอกว่าถ้าจำเลยที่ 3 รับสารภาพจะให้ไก่ 1 ตัว กับสุรา 1 ขวดนั้น จำเลยทั้งสามไม่ได้ถามค้านนายพรมไว้ ข้อกล่าวอ้างของจำเลยทั้งสามจึงเลื่อนลอยไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่านายช้อยเบิกความว่า ไม่มีความคุ้นเคยกับจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์ มาทราบภายหลังเมื่อนายพรมบอก ไม่ทราบว่าทั้งห้าคนเกี่ยวพันเป็นญาติพี่น้องกันหรือไม่ นายช้อยไม่เคยไปมาหาสู่กับบุคคลทั้งห้าแสดงว่านายช้อยไม่ทราบว่าผู้ที่อยู่ในรถบรรทุกไม้จะเป็นใคร มาทราบภายหลังเมื่อนายพรมบอกว่าเป็นจำเลยทั้งสาม คำเบิกความของนายช้อยจึงเลื่อนลอยรับฟังไม่ได้นั้น นายช้อยตอบโจทก์ถามติงว่า รู้จักจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์และนายประสิทธิ์แต่ไม่สนิทกัน เมื่อพิจารณาประกอบคำเบิกความดังกล่าวแล้วมีความหมายว่านายช้อยรู้จักจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์ชัยและนายประสิทธิ์แต่ไม่สนิทสนมกัน นายช้อยทราบจากนายพรมในภายหลังว่าจำเลยทั้งสาม นายศักดิ์และนายประสิทธิ์เป็นญาติพี่น้องกัน ดังนั้น คำเบิกความของนายช้อยจึงไม่เลื่อนลอย สำหรับที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำเบิกความของนายพรมและนายช้อยมีพิรุธ โดยกล่าวหาว่านายประสิทธิ์ร่วมกระทำความผิดด้วยแต่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมายกฟ้องนายประสิทธิ์นั้น แม้ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมาจะพิพากษายกฟ้องนายประสิทธิ์ก็เป็นเพียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลดังกล่าวในการพิจารณาคดีซึ่งไม่มีผลผูกพันให้ศาลฎีกาจำต้องถือตาม และที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คำซัดทอดของจำเลยที่ 3 ไม่อาจรับฟังได้นั้น แม้คำรับสารภาพของจำเลยที่ 3 ที่รับต่อนายสะอาดผู้ใหญ่บ้านว่าจำเลยที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลักตัดต้นพลวงของผู้เสียหายและเอาไม้ไปจะมีลักษณะเป็นคำซัดทอด หากคำซัดทอดนั้นมีเหตุผลศาลย่อมรับฟังคำซัดทอดประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ และคำซัดทอดของจำเลยที่ 3 ในกรณีนี้พาไปสู่การได้ไม้ของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในหนองน้ำห้วยพรมคืน นับว่าเป็นคำซัดทอดที่มีเหตุผล ศาลย่อมใช้รับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายม่วง พันธ์สำโรง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
มงคล ทับเที่ยง
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6376/2547
#412072
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 32 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นรวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนี้ไม่ว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องจำเลยรายใด เพราะกรณีพยานหลักฐานไม่อาจรับฟังได้ หรือเพราะกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยก็ตาม การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นก็ย่อมสิ้นสุดลงคดีนี้ เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 แม้เพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยเลยที่ 1 ก็ตาม กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ย่อมสิ้นสุดลง ศาลไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน ซองบรรจุเมทแอมเฟตามีน และรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากนี้โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวน และมีคำสั่งริบเงินสดจำนวน 563,700 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1616 เลขที่ดิน 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร เนื้อที่ประมาณ 7 ไร่ 3 งาน 67 ตารางวา ของจำเลยที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำสั่งให้ยึดและอายัดไว้ตามพระราชบัญญัติมาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 27, 29, 31

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธและยื่นคำร้องว่า เงินและที่ดินที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบนั้น จำเลยที่ 1 ได้มาจากการประกอบอาชีพโดยสุจริต จำเลยที่ 1 ทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น รับจ้างทำเบาะ ทำเหล็กดัด รับติดตั้งเครื่องเสียงประดับยนต์ จำหน่ายยางรถยนต์ ตรวจซ่อมรถยนต์ และรับซื้อฝากที่ดิน จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพดังกล่าว 20 ปีเศษแล้ว ที่ดินที่โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นสั่งริบจำเลยที่ 1 ซื้อไว้ในราคาเพียง 150,000 บาท ส่วนเงินสดที่ขอให้ริบด้วยนั้น จำเลยที่ 1 รวบรวมไว้เพื่อจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนบุตรและจ่ายให้ตัวแทนจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ซึ่งถึงกำหนด ขอให้สั่งคืนที่ดินและเงินสดดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 20 ปี จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 73 วรรคสาม อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 1 ปี การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 21 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 ปี ริบเมทแอมเฟตามีน และรถจักรยานยนต์ของกลาง กับริบเงินจำนวน 563,700 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1616 ตำบลท่าข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ของจำเลยที่ 1 ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 29, 31 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ในข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน คำให้การชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ฐานมีเมทแอมเฟตามีน 2,000 เม็ด ของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวหรือไม่ และสมควรริบเงินสดจำนวน 563,700 บาท กับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ สำหรับปัญหาข้อแรกเห็นว่าโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงในขณะที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมาเบิกความ แม้โจทก์มีสิบตำรวจโทธีระวุฒิ จันทร์แก้ว มาเบิกความว่า ในขณะเกิดเหตุเห็นจำเลยที่ 1 ส่งมอบสิ่งของให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าสิ่งของนั้นคืออะไร เมื่อมีการตรวจค้นภายในบ้านจำเลยที่ 1 ก็ไม่พบเมทแอมเฟตามีนแต่อย่างใด ประกอบกับในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธเกี่ยวกับข้อหานี้มาโดยตลอด พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักมั่นคงที่จะทำให้เชื่อได้โดยสนิทใจว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดในข้อหานี้จริงคดีมีเหตุสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 2 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนปัญหาว่า สมควรริบเงินสดจำนวน 563,700 บาท กับที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 32 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยใด ให้การยึด หรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้น รวมทั้งทรัพย์สินของผู้อื่นที่ได้ยึดหรืออายัดไว้เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นสิ้นสุดลง..." ดังนี้ไม่ว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด เพราะกรณีพยานหลักฐานไม่อาจรับฟังได้ หรือเพราะกรณียกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยก็ตาม การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาหรือจำเลยรายนั้นก็ย่อมสิ้นสุดลง เมื่อศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 แม้เพราะเหตุยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม กรณีจึงต้องด้วยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่ได้ยึดหรืออายัดไว้ย่อมสิ้นสุดลง ศาลไม่มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินนั้นได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย และให้ยกคำร้องที่ขอให้ริบเงินจำนวน 563,700 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1616 ตำบลทุ่งข้าม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 32
ชื่อคู่ความ
พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร
โจทก์ — นายหนูวังหรือเสรีหรือเข้ม
จำเลย — รัตติโชติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6375/2547
#112993
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ตกลงซื้อลมและแก๊สจากจำเลยโดยโจทก์วางเงินมัดจำ(ประกัน)ค่ายืมท่อบรรจุลมและแก๊สไว้แก่จำเลย ต่อมาโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยมารับท่อและคืนเงินมัดจำ มิฉะนั้นจะนำท่อออกขายทอดตลาด อันเป็นการแสดงเจตนาของโจทก์แม้จำเลยได้ทราบแล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยไม่ได้ตกลงด้วย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะนำท่อออกขายตามที่ได้แจ้ง ทั้งนี้เพราะสัญญาซื้อขายและสัญญายืมท่อระหว่างโจทก์กับจำเลยไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะขายท่อของจำเลยเพื่อนำเงินมาหักออกจากเงินมัดจำค่ายืมท่อ แม้จำเลยจะมีหน้าที่ต้องคืนเงินมัดจำค่ายืมท่อให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีหน้าที่ต้องคืนท่อให้แก่จำเลยเช่นกัน เมื่อโจทก์นำท่อของจำเลยไปขายโดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยคืนเงินมัดจำท่อแก่โจทก์ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 369

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๔๕,๑๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๘,๐๐๐ บาท จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่ผิดสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำท่อคืน โจทก์ไม่มีสิทธินำท่อออกขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ทำสัญญาซื้อลมออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีน จากจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีจำเลยที่ ๒ เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โจทก์วางเงินมัดจำเป็นค่ายืมท่อลมและแก๊ส ๔๐ ท่อ ราคาท่อละ ๑,๘๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๗๒,๐๐๐ บาท ต่อมาโจทก์ทำสัญญาซื้อลมออกซิเจนและแก๊สอะเซทิลีนจากจำเลยที่ ๑ อีกครั้งเป็นเงิน ๘๑,๖๐๐ บาท โดยยังคงถือเอาเงินมัดจำจำนวน ๗๒,๐๐๐ บาท เป็นเงินมัดจำค่ายืมท่อต่อไป ต่อมาโจทก์เลิกซ่อมรถจึงโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทั้งสองรับท่อคืน และให้คืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองได้รับท่อคืนไป ๖๐ ท่อ คงเหลืออยู่ที่โจทก์อีก ๔๐ ท่อ โจทก์จึงมีหนังสือให้จำเลยทั้งสองรับท่อที่เหลือจำนวน ๔๐ ท่อ คืนและให้คืนเงินมัดจำแก่โจทก์ มิฉะนั้นโจทก์จะนำท่อดังกล่าวออกขายทอดตลาด จำเลยทั้งสองทราบแล้วก็เพิกเฉย โจทก์จึงประกาศขายท่อดังกล่าวกับแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบ แล้วจึงขายให้ผู้ประมูลได้ในราคาท่อละ ๘๕๐ บาท คิดเป็นเงิน ๓๔,๐๐๐ บาท เมื่อนำมาหักกับเงินมัดจำที่จำเลยทั้งสองต้องคืนแก่โจทก์จำนวน ๗๒,๐๐๐ บาท แล้วเงินยังขาดอยู่ ๓๘,๐๐๐ บาท โจทก์ได้มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองชำระเงินที่ขาดดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราตามกฎหมายคืนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ

พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือของโจทก์ให้มารับท่อคืนและคืนเงินมัดจำท่อแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองนิ่งเฉยไม่ทักท้วง โจทก์จะมีสิทธิขายท่อดังกล่าว ได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทั้งสองมารับท่อและคืนเงินมัดจำ มิฉะนั้นจะนำท่อออกขายทอดตลาดอันเป็นการแสดงเจตนาและความประสงค์ของโจทก์ แม้จำเลยทั้งสองได้ทราบเจตนาของโจทก์แล้วก็ตาม แต่เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้ตกลงด้วยดังกล่าวโจทก์ก็ย่อมไม่มีสิทธิที่จะนำท่อออกขายตามที่ได้แจ้ง ทั้งนี้เพราะในหนังสือสัญญาซื้อขายและสัญญายืมท่อระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองนั้นไม่ได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิที่จะขายท่อของจำเลยทั้งสองเพื่อนำเงินที่ได้มาหักออกจากเงินมัดจำค่ายืมท่อตามความต้องการโจทก์ได้ แม้จำเลยทั้งสองจะมีหน้าที่ที่จะต้องคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้จำเลยตามสัญญายืมท่อก็มีหน้าที่ต้องคืนท่อของจำเลยทั้งสองให้แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อโจทก์นำท่อของจำเลยทั้งสองไปขายโดยไม่มีสิทธิที่จะทำได้ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองคืนเงินมัดจำค่ายืมท่อแก่โจทก์ ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๖๙ ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้น จึงเป็นการชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 210 ม. 369 ม. 640
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลิ้มง่วนเฮงเส็ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอุทัย พิศวง
ศาลอุทธรณ์ — นายอรุณ พิชญาพงศ์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6369/2547
#113345
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของ อ. ตามสัญญาข้อ 1 ระบุว่า ตามที่โจทก์ตกลงรับ อ. เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย หาก อ. ได้ก่อให้เกิดหนี้สินขึ้นแก่โจทก์หรือกระทำการใด ๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จำเลยยินยอมรับผิดชอบชดใช้หนี้สินและค่าเสียหายทั้งหมดที่ อ. ได้ก่อขึ้นโดยจะไม่อ้างเหตุผลใด ๆ มาปัดความรับผิดชอบเป็นอันขาด ข้อตกลงดังกล่าวแม้จะไม่มีข้อความจำกัดว่าเป็นการค้ำประกันเฉพาะในตำแหน่งพนักงานขายและไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวแสดงว่าจำเลยค้ำประกันการทำงานของ อ. ในตำแหน่งพนักงานขายเท่านั้น เมื่อโจทก์เลื่อนตำแหน่งให้ อ. เป็นผู้จัดการสาขาอันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยมากขึ้นโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบและจำเลยไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันในความเสียหายที่ อ. ได้กระทำขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเสียหาย 412,074 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2545 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การด้วยวาจาขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า จำเลยจะต้องรับผิดในความเสียหายที่นายอานนท์ก่อให้เกิดขึ้นแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตำแหน่งพนักงานขายเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบน้อยกว่าตำแหน่งผู้จัดการสาขา จำเลยทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของนายอานนท์ไว้ในขณะที่นายอานนท์ดำรงตำแหน่งพนักงานขาย สัญญาค้ำประกันมีใจความสำคัญในข้อ 1 ว่า ตามที่โจทก์ตกลงรับนายอานนท์เข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานขายตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2542 ถ้าหากนายอานนท์ได้ก่อให้เกิดหนี้สินขึ้นแก่โจทก์หรือกระทำใด ๆ อันก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นแก่โจทก์ จำเลยยินยอมรับผิดชอบชดใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ นั้นทั้งหมดที่นายอานนท์ได้ก่อให้เกิดขึ้นกับโจทก์ทันที โดยจะไม่อ้างเหตุผลใด ๆ มาปัดความรับผิดชอบเป็นอันขาด ข้อตกลงตามสัญญาดังกล่าวแสดงว่าจำเลยค้ำประกันการทำงานของนายอานนท์ในตำแหน่งพนักงานขาย แม้จะไม่จำกัดว่าเป็นการค้ำประกันเฉพาะในตำแหน่งดังกล่าวและไม่มีกำหนดเวลาก็ตาม ข้อความที่ว่า จำเลยยินยอมรับผิดชอบชดใช้หนี้สินและค่าเสียหายอย่างใด ๆ นั้นทั้งหมดที่นายอานนท์ได้ก่อให้เกิดขึ้นกับโจทก์ หมายถึงหนี้สินและค่าเสียหายทั้งหมดที่นายอานนท์ได้ก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพนักงานขายที่จำเลยเข้าค้ำประกันเท่านั้น ไม่รวมถึงหนี้สินและค่าเสียหายที่นายอานนท์ก่อให้เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอื่น โจทก์เลื่อนตำแหน่งให้นายอานนท์เป็นผู้จัดการสาขาลพบุรี อันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยและความรับผิดให้แก่จำเลยมากขึ้น โดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบและจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบในหน้าที่การงานตำแหน่งผู้จัดการสาขาลพบุรีของนายอานนท์ ความเสียหายที่โจทก์ฟ้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นในขณะที่นายอานนท์ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาลพบุรี จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าวต่อโจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 681
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจมาร์ท จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายอารมณ์ จ่าเมือง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายวิชัย วิริยะสุนทรวงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6365/2547
#112936
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรสกับพันโท ส. เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2525 พันโท ส. จดทะเบียนสมรสกับนาง ส. อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้น การสมรสระหว่างจำเลยกันพันโท ส. จึงฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 (เดิม) การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับจำเลยและพันโท ส. มิได้ทำการสมรสกัน จึงไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ แม้ต่อมาภายหลังพันโท ส. จะได้จดทะเบียนหย่ากับนาง ส. เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2535 ก็หาทำให้การสมรสระหว่างจำเลยและพันโท ส. กลับมีผลเป็นการสมรสที่ชอบขึ้นมาไม่

การร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1497 (เดิม) มิใช่เป็นการใช้สิทธิเรียกร้อง จึงไม่อาจนำเอาบทบัญญัติเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/9 และมาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าการสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยเป็นโมฆะ และเพิกถอนทะเบียนสมรสดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยเป็นโมฆะ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การสมรสที่เป็นโมฆะจะสมบูรณ์ด้วยการให้สัตยาบันได้หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า เมื่อพันโท สมยศจดทะเบียนหย่ากับนางสมศิริแล้ว คงมีแต่การจดทะเบียนสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลย จึงถือว่าพันโท สมยศให้สัตยาบันการสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยแล้ว การสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยย่อมกลับมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายไม่ตกเป็นโมฆะ เห็นว่า ขณะที่พันโท สมยศจดทะเบียนสมรสกับจำเลยนั้น พันโท สมยศมีนางสมศิริเป็นคู่สมรสอยู่แล้วจึงเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๕๒ การสมรสระหว่างพันโท สมยศกับจำเลยตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๙๖ (เดิม) การตกเป็นโมฆะดังกล่าวมีผลเท่ากับจำเลยและพันโท สมยศมิได้ทำการสมรสกัน จึงไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ตามที่จำเลยฎีกา แม้ต่อมาภายหลังพันโท สมยศจะได้จดทะเบียนหย่ากับนางสมศิริ ทำให้พันโท สมยศไม่มีคู่สมรสแล้วก็ตาม ก็ไม่อาจทำให้การสมรสที่เสียเปล่าไปนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า การร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๔๙๗ (เดิม) นั้น มิใช่การใช้สิทธิเรียกร้องจึงไม่อาจนำเอาบทบัญญัติในเรื่องอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๙ และมาตรา ๑๙๓/๓๐ มาใช้บังคับแก่กรณีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/9 ม. 193/30 ม. 1452 ม. 1496 (เดิม) ม. 1497 (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูศักดิ์ คำล้น
จำเลย — นางเสงี่ยม คำล้นหรือภูชมชื่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษแผนกคดีเยาวช — นายสรรเสริญ มังกรแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนแ — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6364/2547
#113072
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยกับพวกโดยอ้างว่าจำเลยกับพวกรู้ว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ได้ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงในเอกสารการสอบสวนสิทธิอันเป็นความเท็จว่าที่ดินเห็นควรออก น.ส. 3 เพราะไม่มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่าที่ดินมีน้ำทะเลท่วมถึง ราษฎรใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันจับสัตว์น้ำ และยังไม่มีผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงเพื่อสนับสนุนว่าที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าที่ดินเป็นป่าชายเลนและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินทั้งสามแปลงไม่มีการทำประโยชน์ แต่เพิ่งจะมีการทำประโยชน์ในปี 2519 ฟังว่าที่ดินไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อน การรับรองในแบบการสอบสวนจึงเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จึงเป็นการพิพากษาลงโทษในข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิด เป็นการมิชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานที่ดินผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตร่วมกันบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยจำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐาน ซึ่งข้อเท็จจริงในเอกสารสอบสวนสิทธิดังกล่าวมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ ทั้งนี้เพื่อนำเสนอนายอำเภอหนองจิกว่าเห็นควรออก น.ส.3 ให้ทั้งแปลงได้เพราะไม่มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จนนายอำเภอหนองจิกหลงเชื่อว่าข้อความในเอกสารนั้นเป็นความจริง จึงออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกเสนอ การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เป็นเหตุให้กรมที่ดิน ประชาชน และ นายอาลี กับพวกราษฎรซึ่งใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 157, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 จำคุกจำเลยทั้งสองกระทงละ 3 ปี รวมจำคุกคนละ 9 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อเท็จจริงที่ไม่ได้กล่าวในฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เน้นหนักเกี่ยวกับสภาพของที่ดินซึ่งเป็น ที่ว่างเปล่า มีน้ำท่วมถึง และประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในการจับสัตว์น้ำและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งโดยสภาพเช่นนี้ย่อมไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ เพราะมีลักษณะเป็นที่สาธารณะ ต้องห้ามมิให้ออกเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน และยังเป็นการผิดเงื่อนไขตามประกาศกระทรวงมหาดไทยในสิทธิและการทำประโยชน์ในที่ดินเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ จำเลยทั้งสองกับพวกรู้อยู่แล้วว่าที่ดินมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้ร่วมกันรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงในเอกสารการสอบสวนสิทธิอันเป็นความเท็จตามที่นายเจริญ นายมนูญ และนายประเสริฐศักดิ์อ้าง เพื่อนำเสนอนายอำเภอหนองจิกว่าเห็นควรออก น.ส.3 ให้เพราะไม่มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่โจทก์บรรยายฟ้องในตอนต้นถึงหลักเกณฑ์การพิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์เพื่อขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ว่า บุคคลที่จะขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จะต้องเป็นผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์อยู่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองกับพวก ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดแต่ละกรรมว่าความจริงที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมีน้ำทะเลท่วมถึง ราษฎรใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อประโยชน์ร่วมกันจับสัตว์น้ำ และยังไม่มีผู้ใดเข้ายึดถือครอบครองทำประโยชน์มาก่อน ก็เป็นการยกข้อเท็จจริงเพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าที่ดินทั้งสามแปลงเป็นป่าชายเลนและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องพิพากษายกฟ้อง การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินทั้งสามแปลงไม่มีการทำประโยชน์ แต่เพิ่งมีการทำประโยชน์ในปี 2519 เพียงบางส่วน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าที่เกิดเหตุไม่ได้มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ การรับรองในแบบบันทึกการสอบสวนสิทธิและพิสูจน์การทำประโยชน์ในที่ดินทั้งสามแปลงของจำเลยทั้งสองเป็นการละเว้นและปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามฟ้องมานั้น จึงเป็นการพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองในข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิด ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นฎีกาในข้อไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ป.วิ.อ. ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี
จำเลย — นายอุดม บุญวรรณโณ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปัตตานี — นายกิตติกร กิตติพานประยูร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายขวัญชัย ปิ่นรอด
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2547
#113039
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 และ 25 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ตั้งนางสาวฐิติพร บุตรของผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นคนล้มละลาย ขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งนางสาวฐิติพรและนายช้วน ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพิน ผู้วายชนม์ร่วมกัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๒ โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้คัดค้านเป็นสามีของผู้ตายอยู่กินด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและไม่มีบุตรที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ และมีที่ดิน ๒ แปลง ที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์และอีก ๑ แปลง มีชื่อผู้ตายและผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นคนล้มละลายจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒, ๒๔ และ ๒๕

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางกาญจนา ขอเหล็ก
ผู้คัดค้าน — นายช้วน แซ่ตั้ง
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายฉลาด คำทองสุก
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6323/2547
#412154
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์ของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22, 24 และ 25 ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการมรดกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับนางยุพิน เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 นางยุพินถึงแก่ความตายโดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ขอให้ตั้งนางสาวฐิติพรบุตรของผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวฐิติพรและนายช้วนผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพิน ผู้วายชนม์ร่วมกัน กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 โดยมิได้ทำพินัยกรรมและมิได้ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ผู้คัดค้านเป็นสามีของผู้ตายอยู่ด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและไม่มีบุตรที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่ และมีที่ดิน 2 แปลง ที่มีชื่อผู้ตายถือกรรมสิทธิ์และอีก 1 แปลง มีชื่อผู้ตายและผู้คัดค้านถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า สมควรตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านเป็นสามีที่มิชอบด้วยกฎหมาย มิใช่ทายาทของผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นเพียงเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายในที่ดิน 3 แปลง เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 วรรคหนึ่ง คำว่า ผู้มีส่วนได้เสีย หาจำต้องเป็นทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมโดยตรงทุกกรณีไม่ การที่ผู้คัดค้านอยู่กินเป็นสามีของผู้ตายโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตายในที่ดิน 3 แปลง จึงมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าวร่วมกับผู้ตาย ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสีย ส่วนผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านมีอายุมากถึง 90 ปี เป็นเรื่องไม่สมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เห็นว่า ถึงแม้ผู้คัดค้านจะอายุมากถึง 90 ปี แต่ตามพฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านมายื่นคำคัดค้านและมาเบิกความต่อศาลได้ โดยปรากฏว่าผู้คัดค้านมีสติสัมปชัญญะดี มีความรู้สึกผิดชอบและมีความสามารถที่จะดำเนินการทำนิติกรรมใด ๆ ได้ เมื่อผู้คัดค้านไม่เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้เป็นผู้จัดการมรดก ดังนั้น ผู้คัดค้านย่อมเป็นผู้จัดการมรดกได้และที่ผู้ร้องฎีกาข้อสุดท้ายว่า ผู้คัดค้านมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ร้องหากเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับนางสาวฐิติพรแล้วจะทำให้การจัดการมรดกรายนี้เป็นปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด เห็นว่า การจัดการมรดกมีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายกำหนดไว้แล้วว่าหากมีปัญหาจะต้องจัดการอย่างใด ฎีกาของผู้ร้องทุกข้อฟังไม่ขึ้น

ส่วนปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นคนล้มละลายจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกนางสาวฐิติพรไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย จึงไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะเป็นผู้จัดการมรดก เห็นว่า การยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่ผู้ร้องในฐานะผู้มีส่วนได้เสียมีอำนาจกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก มิใช่เรื่องการจัดการทรัพย์สิน การฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย จึงไม่เป็นการกระทำของคนล้มละลายที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, 24 และ 25 และการที่นางสาวฐิติพรจะเป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่จำต้องเป็นทายาทหรือมีสิทธิรับมรดก เพียงแต่มีคุณสมบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 เท่านั้น คือ เป็นผู้บรรลุนิติภาวะ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถหรือบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลาย และที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้ร้องและนางสาวฐิติพรปกปิดทรัพย์มรดกนั้นเห็นว่า ผู้ร้องระบุในคำร้องขอว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 53238 เลขที่ดิน 3061 ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังมีที่ดินและเงินฝากในบัญชีธนาคารอีกหลายรายการยังฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องปิดบังทรัพย์มรดกอันจะถูกกำจัดมิให้ได้มรดก และที่ผู้คัดค้านฎีกาอีกว่าผู้ร้องและนางสาวฐิติพรปกปิดจำนวนทายาทไม่ใส่รายชื่อทายาทซึ่งมีทั้งหมด 9 คน ลงในบัญชีเครือญาติคงใส่เพียง 2 คน เท่านั้น ก็มิใช่กรณีปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อฉ้อฉลทายาทอื่นแต่อย่างใด เหตุดังกล่าวไม่เป็นเหตุอันจะถูกกำจัดมิให้ได้มรดก อันจะทำให้ขาดคุณสมบัติในการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ฎีกาของผู้คัดค้านทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นให้นางสาวฐิติพรและนายช้วนผู้คัดค้าน ร่วมกันเป็นผู้จัดการมรดกของนางยุพินผู้ตาย นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1713
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 24 ม. 25
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางกาญจนา ขอเหล็ก
ผู้คัดค้าน — นายช้วน แซ่ตั้ง
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6303/2547
#411918
เปิดฉบับเต็ม

การที่เด็กชาย ก. ต้องเป็นคนพิการ ไม่สามารถเดินและขับถ่ายได้ตามปกติ ถือได้ว่าเด็กชาย ก. ต้องสูญเสียความสามารถประกอบการงานในภายหน้าและทำลายความก้าวหน้าไปตลอดชีวิต โดยความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติก็คือ ความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบการงานได้สิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคต เมื่อผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้เด็กชาย ก. ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นนี้ยังเข้ากรณีเป็นความเสียหายอันเป็นที่มาของความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสที่บังเกิดขึ้นกับเด็กชาย ก. ในขณะที่มีอายุเพียง 6 ปี เท่านั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 446 ด้วย ค่าเสียหายดังกล่าวไม่ซ้ำซ้อนกันและไม่เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจากการทำละเมิดจำนวน 12,627,200.38 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 11,761,970.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 9,672,970.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง ค่าทนายความให้ใช้แทน 80,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมศาลที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ให้จำเลยทั้งสองนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,611,370.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่าเด็กชายกีรติ์หรือเก้ง สุวัธนวนิช เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ทั้งสอง ขณะเกิดเหตุอายุ 6 ปีเศษ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์โดยสารประจำทางหมายเลขทะเบียน 11-9392 กรุงเทพมหานคร ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถยนต์โดยสารประจำทางคันดังกล่าวเคลื่อนที่จากป้ายจอดรถยนต์โดยสารในขณะที่ผู้โดยสารยังลงจากรถไม่หมด ทำให้เด็กชายกีรติ์ซึ่งโดยสารมากับรถยนต์โดยสารประจำทางคันที่จำเลยที่ 1 ขับ และกำลังก้าวลงจากประตูรถเสียหลักตกลงมาบนพื้นถนน ล้อหลังด้านซ้ายของรถยนต์โดยสารประจำทางคันดังกล่าวจึงทับร่างเด็กชายกีรติ์ที่บริเวณสะโพกและขาซ้าย ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กายถึงสาหัส ต่อมาพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีอาญาในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุก 6 เดือน คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 251/2542 ของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนค่ารักษาพยาบาลตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ใบเสร็จรับเงินตามเอกสารหมาย จ.12 มีเพียง 5 ฉบับ เท่านั้น ที่โจทก์ทั้งสองชำระให้แก่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์เป็นเงิน 607,990 บาท โจทก์ทั้งสองจึงเรียกร้องส่วนที่เกินไปกว่าจำนวนเงิน 607,990 บาท ไม่ได้นั้น เห็นว่าค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่ร่างกายหรืออนามัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 ถึง 446 บัญญัติให้ผู้ต้องเสียหายมีสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นว่า ค่าใช้จ่ายอันตนต้องเสียไป ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานสิ้นเชิงหรือแต่บางส่วน ทั้งในเวลาปัจจุบันและในเวลาอนาคต รวมทั้งค่าเสียหายอย่างอื่นอันมิใช่ตัวเงินซึ่งโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดต่อบุตรผู้เยาว์ของโจทก์ทั้งสอง และจำเลยที่ 2 นายจ้างของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดซึ่งจำเลยที่ 1 ลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเหล่านี้แก่โจทก์ทั้งสอง โดยโจทก์ทั้งสองมีตัวโจทก์ทั้งสองและนายชัยยุทธ ต่างใจ แพทย์ผู้ทำการตรวจชันสูตรบาดแผลของเด็กชายกีรติ์เป็นพยานเบิกความถึงการรักษาพยาบาลเด็กชายกีรติ์ได้ความว่า หลังเกิดเหตุเด็กชายกีรติ์เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2541 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา โดยเด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพก กระเพาะปัสสาวะฉีกขาด ทวารหนักฉีกขาด เส้นประสาทที่ขาซ้ายได้รับอันตรายไม่อาจรักษาให้หายเป็นปกติและไม่สามารถเดินได้ ตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และใบรับรองแพทย์เอกสารหมาย จ.5 และ จ.19 ตามลำดับ โดยเด็กชายกีรติ์เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์รวม 4 ครั้ง ซึ่งโจทก์ทั้งสองต้องเสียหายใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลเด็กชายกีรติ์เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 778,970.50 บาท ตามใบสรุปหน้างบรายการค่ารักษาพยาบาลเอกสารหมาย จ.12 ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์และใบรับรองแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.19 แล้ว จะเห็นได้ว่า เด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บจากเหตุละเมิดดังกล่าว จำเป็นต้องผ่าตัดและเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ โดยใบเสร็จรับเงินจำนวน 110 ฉบับ ตามใบสรุปหน้างบรายการค่ารักษาพยาบาลเอกสารหมาย จ.12 ออกโดยโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ บางส่วนเป็นใบเสร็จรับเงินค่าอุปกรณ์การแพทย์ที่ออกโดยโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและร้านค้าของเอกชน ซึ่งจำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบหักล้างรายการตามใบเสร็จรับเงินดังกล่าวว่าสูงเกินเหตุและไม่ตรงต่อความเป็นจริงหรือโจทก์ทั้งสองยังมิได้ชำระเงินให้แก่ผู้ออกใบเสร็จรับเงินแต่อย่างใด จึงต้องฟังตามพยานเอกสารหมาย จ.12 ว่าเป็นค่ารักษาพยาบาลที่เป็นจริงและเหมาะสมกับความร้ายแรงแห่งสภาพการบาดเจ็บของเด็กชายกีรติ์ เมื่อโจทก์ทั้งสองได้ชำระค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้ออกใบเสร็จดังกล่าวไปแล้วจำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันรับผิดใช้คืนค่ารักษาพยาบาลจำนวน 778,970.50 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ค่าอุปกรณ์ช่วยเดิน ค่าอุปกรณ์ผ่าตัดท่อปัสสาวะ และค่าทำกายภาพบำบัดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสองสูงเกินควรและไม่ควรกำหนดเกิน 5 ปี นั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองมีนายอภิสิทธิ์ ปัทมารัตน์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาเด็กชายกีรติ์ ระบุอาการของเด็กชายกีรติ์ในใบความเห็นแพทย์ตามเอกสารหมาย จ.18 ว่า เด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บที่ขาข้างซ้าย ทำให้ไม่สามารถงอหรือเหยียดเข่าได้ เป็นผลให้การยืนหรือการเดินผิดปกติ จำเป็นต้องรักษาโดยการใช้เครื่องมือช่วยพยุงข้อเข่าแบบปรับมุมองศาได้เพื่อช่วยในการยืนและเดิน ทั้งนี้โจทก์ทั้งสองยังมีนายชัยยุทธแพทย์ผู้ตรวจชันสูตรบาดแผลเด็กชายกีรติ์เบิกความยืนยันว่า จากการที่เส้นประสาทขาซ้ายของเด็กชายกีรติ์ได้รับอันตรายมีผลทำให้เด็กชายกีรติ์ต้องพิการเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ซึ่งทางการแพทย์ช่วยได้แต่เพียงการทำกายภาพบำบัด ด้วยการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าเพื่อมิให้กล้ามเนื้อขาลีบ นอกจากนี้เด็กชายกีรติ์ไม่สามารถที่จะขับถ่ายได้เอง โดยจะต้องใช้สายยางช่วยในการขับถ่าย การที่โจทก์ทั้งสองมีแพทย์ผู้ทำการชันสูตรบาดแผลและทำความเห็นตามหลักวิชาการเช่นนี้ จึงเชื่อได้ว่าเด็กชายกีรติ์ต้องทุพพลภาพเดินและขับถ่ายเองไม่ได้ตามปกติไปตลอดชีวิต ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็มิได้นำสืบโต้แย้งความเห็นของแพทย์เป็นอย่างอื่น กรณีฟังได้ว่า เมื่อเด็กชายกีรติ์ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เด็กชายกีรติ์ยังต้องได้รับการรักษาโดยทางกายภาพบำบัดและต้องมาเปลี่ยนสายยางท่อปัสสาวะที่โรงพยาบาลเป็นระยะ ๆ ตามที่แพทย์กำหนด ซึ่งเท่ากับว่าโจทก์ทั้งสองต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ตลอดชีวิตของเด็กชายกีรติ์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้โจทก์ทั้งสองได้รับชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจนกระทั่งเด็กชายกีรติ์จะบรรลุนิติภาวะรวมเวลา 13 ปี ตามที่โจทก์ทั้งสองเรียกร้อง จึงนับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 แล้ว อีกทั้งที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าอุปกรณ์ช่วยเดินเป็นจำนวนเงิน 39,000 บาท ค่าอุปกรณ์ผ่าตัดท่อปัสสาวะเป็นจำนวนเงิน 156,000 บาท และมาตรฐานกลางของค่าอุปกรณ์การแพทย์และค่ารักษาพยาบาลตามที่โจทก์ทั้งสามชำระให้แก่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.12 แล้ว นับได้ว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไปมีว่า การกำหนดค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับค่าจ้างพยาบาลเฝ้าไข้และค่าพาหนะที่โจทก์ทั้งสองพาเด็กชายกีรติ์มารับการรักษาที่โรงพยาบาลตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นเหมาะสมและเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ทั้งสองจะไม่มีใบเสร็จรับเงินมาแสดงและไม่มีรายละเอียดว่าได้จ่ายค่าจ้างและค่าพาหนะไปเท่าใดก็ตาม แต่การที่เด็กชายกีรติ์ได้รับบาดเจ็บกระดูกสะโพกหัก กระเพาะปัสสาวะและทวารหนักฉีกขาด ตลอดจนเส้นประสาทที่ขาซ้ายได้รับอันตรายจนไม่สามารถเดินได้ โดยแพทย์ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดหลายครั้งและผู้ป่วยยังต้องทำกายภาพบำบัดทั้งขณะอยู่ที่โรงพยาบาลและออกจากโรงพยาบาลแล้ว อันมีความจำเป็นจะต้องมีผู้ดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็กชายกีรติ์ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เชื่อได้ว่า โจทก์ทั้งสองต้องจ้างพยาบาลพิเศษคอยช่วยเหลือดูแลเด็กชายกีรติ์ขณะพักรักษาตัว และต้องว่าจ้างพาหนะรับส่งเด็กชายกีรติ์ไปและกลับจากโรงพยาบาลเมื่อแพทย์นัดทำการผ่าตัดเปลี่ยนท่อสายยางปัสสาวะและทำกายภาพบำบัดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าจ้างพยาบาลขณะที่เด็กชายกีรติ์พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลา 89 วัน โดยคิดคำนวณเทียบเคียงใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.12 ในอัตราวันละ 350 บาท ตามที่คู่ความไม่โต้แย้งเป็นจำนวนเงิน 31,150 บาท และกำหนดค่าพาหนะในการพาเด็กชายกีรติ์มารักษาตัวและทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลในอัตราเดียวกับค่าจ้างพยาบาลเป็นเวลา 235 วัน รวมเป็นจำนวนเงิน 82,250 บาท จึงพอสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดในค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่เด็กชายกีรติ์ต้องเป็นคนพิการ ไม่สามารถเดินและขับถ่ายได้ตามปกติ ถือได้ว่าเด็กชายกีรติ์ต้องสูญเสียความสามารถประกอบการงานในภายหน้าและทำลายความก้าวหน้าของเด็กชายกีรติ์ตลอดชีวิต โดยความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติก็คือความเสียหายที่ไม่สามารถประกอบการงานสิ้นเชิงทั้งในเวลาปัจจุบันและในอนาคตนั่นเอง เมื่อผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ทำให้เด็กชายกีรติ์ต้องทุพพลภาพไปตลอดชีวิต โจทก์ทั้งสองจึงเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 444 วรรคหนึ่ง และความทุพพลภาพที่เกิดขึ้นนี้ยังเข้ากรณีเป็นความเสียหายอันเป็นที่มาของความทุกข์ทรมานทั้งร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัสที่บังเกิดขึ้นกับเด็กชายกีรติ์ในขณะที่มีอายุได้เพียง 6 ปีเท่านั้น โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายที่มิใช่ตัวเงินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 446 ด้วย ค่าเสียหายดังกล่าวไม่ซ้ำซ้อนกันและไม่เป็นค่าเสียหายอย่างเดียวกัน ซึ่งค่าสินไหมทดแทนดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยให้ชดใช้ทั้งสิ้น 6,900,000 บาท จึงนับเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ประการสุดท้ายมีว่าค่าทนายความที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องชำระให้แก่โจทก์ทั้งสองควรเป็นจำนวนเท่าใดนั้น เห็นว่า อัตราค่าทนายความตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดให้ศาลพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบดูเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้น ตามอัตราขั้นต่ำและขั้นสูงแห่งทุนทรัพย์ดังที่ระบุไว้ ด้วยทุนทรัพย์แห่งคดีนี้เป็นจำนวนเงิน 12,627,200.38 บาท ในศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ให้การต่อสู้ทุกประเด็น ทั้งระยะเวลานับแต่วันที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำฟ้องคือวันที่ 28 พฤษภาคม 2542 จนศาลชั้นต้นพิพากษาคดีคือวันที่ 27 ธันวาคม 2543 รวมเวลา 1 ปีเศษ นับได้ว่าทนายความโจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติงานนานและใช้เวลามิใช่น้อย ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความเป็นจำนวนเงิน 80,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราขั้นสูงตามที่กฎหมายกำหนด จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 444 ม. 446
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกรินทร์ สุวัธนวนิช กับพวก
จำเลย — นายแก้วสมุทร อยู่เย็น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6302/2547
#411641
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์แต่งตั้งจำเลยเป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต่อมาพนักงานของจำเลยได้โอนหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 24,000 หุ้นของบริษัท ซ. ที่ผู้อื่นจองซื้อเข้าบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิด จำเลยได้แจ้งยอดทรัพย์คงเหลือให้โจทก์ทราบทุกเดือน ซึ่งโจทก์ย่อมทราบและสามารถตรวจสอบได้ว่ามีหลักทรัพย์ของโจทก์ขาดหายไปหรือไม่ หรือมีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้สั่งซื้อหรือจองซื้อไว้เพิ่มเข้ามาในบัญชีของโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์เห็นว่ามีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้ซื้อหรือสั่งจองซื้อไว้ โจทก์ชอบที่จะแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด แต่โจทก์กลับขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป เป็นการส่อให้เห็นว่าโจทก์มิได้กระทำการโดยสุจริต การที่จำเลยขอให้โจทก์ซื้อหลักทรัพย์คืนแก่จำเลย และโจทก์ต้องซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายไป จึงเป็นผลจากความผิดของโจทก์เอง ที่โจทก์เรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลยจึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตาม ป.พ.พ. มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปี 2536 โจทก์มีอาชีพซื้อและขายหลักทรัพย์โดยเปิดบัญชีเงินสดเลขที่ 05171-3/ซี และบัญชีเงินกู้เลขที่ 05171-3/เอ็ม ไว้กับจำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นตัวแทนซื้อและขายหลักทรัพย์ให้แก่โจทก์ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2537 โจทก์มีคำสั่งซื้อและขายหลักทรัพย์หลายครั้ง และด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลย โดยจำเลยได้โอนหลักทรัพย์ของบริษัท เซมิคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) (เอสวีไอ) จำนวน 24,000 หุ้น เข้าบัญชีเงินสดของโจทก์โดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ทำให้โจทก์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหลักทรัพย์ของโจทก์ที่โจทก์สั่งซื้อไว้เอง และได้สั่งขายไปเป็นเงินจำนวน 1,081,565 บาท ต่อมาจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์โดยผิดพลาด หลักทรัพย์เป็นของบุคคลผู้มีชื่อ จึงขอให้โจทก์โอนหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนแก่จำเลย ต่อมาระหว่างวันที่ 3 ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์ซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนมาเป็นเงินทั้งสิ้น 1,167,558.78 บาท เพื่อคืนแก่เจ้าของที่แท้จริง แต่โจทก์ไม่มีเงินสดชำระค่าหลักทรัพย์ดังกล่าว ต้องนำหลักทรัพย์อื่นของโจทก์ออกขายในราคาที่ขาดทุนจำนวน 200,000 บาท การกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนมาในราคาแพงกว่าที่โจทก์ขาย ทำให้ขาดทุนเป็นเงิน 85,993.78 บาท และต้องนำหลักทรัพย์อื่นของโจทก์ไปขายเพื่อนำเงินมาซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนเจ้าของที่แท้จริง ทำให้โจทก์ขาดทุนอีก 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 285,993.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและแก้ไขฟ้องแย้งว่า นายพงศ์ ศิริเลิศพานิช ลูกค้าของจำเลยซึ่งมีบัญชีกับจำเลยเลขที่ 05371-9 ได้สั่งจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 24,000 หุ้น เป็นเงิน 240,000 บาท แต่พนักงานของจำเลยนำหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิดว่าเป็นบัญชีของนายพงศ์ ต่อมาโจทก์ได้สั่งให้จำเลยโอนและขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป ต่อมาจำเลยพบว่าหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ จึงให้โจทก์โอนหลักทรัพย์หรือชดใช้เงินคืนแก่จำเลยเพื่อดำเนินการฝากเข้าบัญชีของนายพงศ์ลูกค้าที่ถูกต้องต่อไป โจทก์จึงสั่งให้จำเลยซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 24,000 หุ้น เป็นเงิน 1,167,558.78 บาท แต่โจทก์ไม่ยอมคืนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้จำเลยนำเข้าบัญชีของนายพงศ์ จำเลยจึงสั่งซื้อหลักทรัพย์ของบริษัทดังกล่าวเป็นเงิน 1,131,000 บาท มาคืนให้แก่นายพงศ์ จากนั้นได้ติดต่อให้โจทก์ชำระเงินค่าหลักทรัพย์ที่จำเลยซื้อคืนแต่โจทก์เพิกเฉย โจทก์ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2538 คิดถึงวันที่ฟ้องแย้งเป็นเงิน 41,645.59 บาท คืนแก่จำเลย ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ชำระเงิน 1,172,645.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 1,131,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม จำเลยไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย เนื่องจากหลักทรัพย์ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลย โจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง เพราะเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากฝ่ายจำเลยทั้งหมดและค่าเสียหายมีเพียงไม่เกิน 1,000 บาท และจำเลยไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระเงิน 1,130,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มีนาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2537 นายพงศ์ ศิริเลิศพานิช สั่งให้จำเลยจองซื้อหลักทรัพย์เพิ่มทุนของบริษัทเซมิคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จำนวน 24,000 หุ้น หลักจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแจ้งผลการจองซื้อหลักทรัพย์แล้ว จำเลยได้นำหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์ ต่อมาวันที่ 11 พฤศจิกายน 2537 โจทก์ได้โอนหลักทรัพย์ดังกล่าวจำนวน 10,000 หุ้น ไปยังบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) และในวันที่ 3 ถึงวันที่ 5 และวันที่ 9 มกราคม 2538 โจทก์ได้สั่งให้จำเลยขายหลักทรัพย์ดังกล่าวที่เหลือจนหมด หลังจากนั้นพนักงานของจำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิด ขอให้โจทก์โอนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้จำเลยเพื่อคืนแก่นายพงศ์ ในวันที่ 3 วันที่ 6 และวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์สั่งจำเลยให้ซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว 24,000 หุ้น ในราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์ขายไป แต่โจทก์ไม่ยอมโอนหลักทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าว 24,000 หุ้น คืนให้นายพงศ์ไปแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ นางสาวเยาวลักษณ์ อร่ามทวีทอง พยานโจทก์เบิกความว่า ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ได้แจ้งผลการจองซื้อหลักทรัพย์ให้จำเลยทราบว่า นายพงศ์เป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่สั่งจองจำนวน 24,000 หุ้น หลังจากนั้นพนักงานของจำเลยได้บันทึกจำนวนหลักทรัพย์ดังกล่าวลงในบัญชีตามหมายเลขที่ระบุไว้ในใบจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน แต่หมายเลขบัญชีดังกล่าวเป็นหมายเลขบัญชีของโจทก์ หลักทรัพย์ดังกล่าวจึงอยู่ในบัญชีของโจทก์และจำเลยได้แจ้งไปยังโจทก์ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2537 และโจทก์เบิกความว่า จำเลยแจ้งยอดหลักทรัพย์คงเหลือให้โจทก์ทราบทุกเดือน ซึ่งโจทก์สามารถตรวจสอบได้ทุกสิ้นเดือน ถ้าหากหลักทรัพย์ของโจทก์ขาดไป โจทก์ก็สามารถโต้แย้งไปยังจำเลยได้ จากคำเบิกความของโจทก์และพยานโจทก์ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2537 แล้วว่า โจทก์มีหลักทรัพย์ของบริษัทเซมิคคอนดัคเตอร์ เวนเจอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) อยู่ 24,000 หุ้น ในวันดังกล่าวโจทก์ก็ยอมรับแล้วว่าสามารถตรวจสอบได้ว่าหลักทรัพย์ของโจทก์ขาดหายไปหรือไม่ ในทำนองเดียวกันโจทก์ก็สามารถตรวจสอบได้ว่ามีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้ซื้อหรือสั่งจองซื้อไว้เพิ่มเข้ามาในบัญชีของโจทก์หรือไม่ เมื่อโจทก์เห็นว่ามีหลักทรัพย์ที่โจทก์ไม่ได้ซื้อหรือสั่งจองซื้อไว้เข้ามาอยู่ในบัญชีของโจทก์ โจทก์ชอบที่จะแจ้งให้จำเลยทราบเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาด แต่โจทก์กลับขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป เป็นการส่อให้เห็นว่าโจทก์มิได้กระทำไปโดยสุจริต ดังนั้น การที่จำเลยขอให้โจทก์ซื้อหลักทรัพย์ที่โจทก์ขายไปเพื่อคืนให้แก่จำเลย และโจทก์ต้องซื้อมาในราคาที่สูงกว่าราคาที่ขายไป จึงเป็นผลที่เกิดจากความผิดของโจทก์เอง ที่โจทก์มาเรียกเอาค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องเดิมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าการที่จำเลยนำหลักทรัพย์ของบุคคลอื่นมาไว้ในบัญชีของโจทก์โดยประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์หลงผิดและได้ขายหลักทรัพย์ดังกล่าวไป ภายหลังต้องซื้อมาคืนในราคาที่สูงขึ้นทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยนำหลักทรัพย์ของบุคคลอื่นมาไว้ในบัญชีของโจทก์โดยสำคัญผิด จำเลยแจ้งให้โจทก์คืนหลักทรัพย์ดังกล่าวแก่จำเลยแต่โจทก์ไม่คืน จำเลยต้องซื้อหลักทรัพย์คืนเจ้าของที่แท้จริง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินค่าหลักทรัพย์พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย เห็นว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิม ที่ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยจึงชอบแล้ว และเมื่อโจทก์ไม่ยอมคืนหลักทรัพย์แก่จำเลยจนจำเลยต้องซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวคืนให้แก่เจ้าของที่แท้จริง โจทก์จึงต้องรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมชาย พิเชษฐพันธ์
จำเลย — บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนชาติ จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6276/2547
#113195
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ของผู้เสียหายและจำเลยส่อแสดงว่าผู้เสียหายยินยอมไปกับจำเลยและร่วมประเวณีกันยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง แต่ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายมีอายุ 15 ปีเศษ เมื่อจำเลยพาผู้เสียหายไปและร่วมประเวณีกับผู้เสียหายเช่นนี้ จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคหนึ่ง ซึ่งมีโทษหนักกว่า แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยการใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการใช้มือกดคอผู้เสียหายอย่างแรงจนทำให้ผู้เสียหายอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ เหตุทั้งหมดเกิดที่ตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และตำบลเทพนคร อำเภอเมืองกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91, 276, 284, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายบุญช่วย บิดาของนางสาวอิสรา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง, 284 วรรคหนึ่ง, 310 วรรคหนึ่ง ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานข่มขืนกระทำชำเราอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 76 ลงโทษจำคุก 2 ปี อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดดังโจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางวัน บริเวณที่เกิดเหตุเป็นบริเวณสถานีรถไฟ หากมีเหตุการณ์ฉุดดึงผู้เสียหายขึ้นรถยนต์ของจำเลยจริงก็ย่อมจะมีผู้อื่นนอกจากผู้เสียหายและเด็กหญิงหทัยชนกซึ่งเป็นญาติผู้เสียหายรู้เห็นเป็นพยานด้วย นอกจากนี้ตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกอนันต์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้สอบสวนคดีนี้ปรากฏว่าในทางสอบสวนได้ความว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นคนรักกัน ในวันเกิดเหตุผู้เสียหายและจำเลยได้ไปเที่ยวน้ำตกคลองลานด้วยกัน โดยในการไปเที่ยวนั้นได้มีการนัดแนะผ่านทางเพื่อนของจำเลยมาก่อน และก่อนที่ผู้เสียหายจะให้ดำเนินคดีนี้นั้นก็ได้มีการเรียกร้องค่าเสียหาย แต่ฝ่ายผู้เสียหายเรียกร้องเป็นจำนวนมากเรื่องจึงตกลงกันไม่ได้ ข้อเท็จจริงจึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นตามที่โจทก์ฟ้องมาคงมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร และฐานข่มขืนกระทำชำเราหรือไม่ ข้อนี้ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าในระหว่างที่ผู้เสียหายอยู่ที่บ้านป้าของจำเลยที่จังหวัดกำแพงเพชรนั้น จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ซึ่งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาจำเลยก็รับว่าในระหว่างนั้นจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่บ้านป้าที่อำเภอเมืองกำแพงเพชรจริงโดยผู้เสียหายยินยอม ข้อเท็จจริงในส่วนนี้จึงรับฟังได้ว่าในวันเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ 1 ครั้ง ประกอบกับจำเลยและ ผู้เสียหายเคยเป็นคู่รักกัน วันเกิดเหตุจำเลยพาผู้เสียหายไปเที่ยวและจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหาย พฤติการณ์ส่อแสดงว่าผู้เสียหายยินยอมไปกับจำเลยและร่วมประเวณีกัน พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำชำเรา ผู้เสียหายโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ ผู้เสียหายเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่นทั้งมิใช่การพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้อำนาจครอบงำผิดคลองธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคหนึ่ง และมาตรา 284 วรรคหนึ่ง แต่ขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายมีอายุ 15 ปีเศษเมื่อจำเลยพาผู้เสียหายไปและกระทำชำเราผู้เสียหายเช่นนี้จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพาหญิงไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 284 แต่เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งมีโทษเบากว่าศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 76 จำคุก 2 ปี ปรับ 6,000 บาท คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท พิเคราะห์รายงานของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยรับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นคนดี อาศัยอำนาจตาม ป.อ. มาตรา 56 จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมความประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีกำหนด 1 เดือน ทั้งนี้โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 107 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 283 ทวิ ม. 284
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคท้าย ม. 215 ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์ร่วม — นายบุญช่วย มรดก
จำเลย — นายชาณุศักดิ์ วรรคแป้น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนคร — นายวิทยา ชัยศาสตรศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 (แผนกคดีเยาวชน — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
อมร วีรวงศ์
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2547
#112967
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในที่คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ จะนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยในคดีดังกล่าวหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา ๘๓ , ๓๓๖ , ๓๓๖ ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๔๐ บาท และกระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวมจำนวน ๙๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายกับนับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๖ วรรคแรก ประกอบมาตรา ๓๓๖ ทวิ , ๘๓ แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน ๒๐ ปี แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีและจากการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดในฐานความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน และจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้ ตาม ป.อ. มาตรา ๗๖ โดยให้จำคุกคนละ ๖ ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๓ ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน ๔๐ บาท กระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวม ๙๙ บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๓ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๓ ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ ๑ ปี ๖ เดือน ไม่นับโทษจำเลยที่ ๑ ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ไม่นับโทษจำเลยที่ ๑ ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ส่วนของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ ๑ คดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้รับทราบรายละเอียดของคำฟ้องและคำขอ และได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องคดีนี้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ ๑ ว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อโดยไม่ต้องสืบพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามฟ้องอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๑๖๖๘/๒๕๔๖ คดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๔๖/๒๕๔๖ ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ ๑ เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ ๒ ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงายอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายสาธิตหรือสา กริดสัมพันธ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นางสาวยุภา พรหมดวง
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายชุติมนต์ โพธิเดช
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6255/2547
#411505
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ โจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 336, 336 ทวิ และให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 40 บาท และกระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัยพ์รวมจำนวน 99 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย กับนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 แม้จำเลยทั้งสองอายุไม่เกิน 20 ปี แต่จากพฤติการณ์แห่งคดีและจากการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดในฐานความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน และจำเลยทั้งสองรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว จึงไม่อาจลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 โดยให้จำคุกคนละ 6 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้จำเลยทั้งสองคืนเงินจำนวน 40 บาท กระเป๋าสะพายหรือใช้ราคาทรัพย์รวม 99 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่เจ้าของ นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาตามฎีกาของโจทก์เพียงข้อเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่นับโทษจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ส่วนของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้นับโทษต่อนั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องโจทก์ได้ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ และคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ได้รับทราบรายละเอียดของคำฟ้องและคำขอ และได้ให้การรับสารภาพตามฟ้องคดีนี้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 ว่า ได้กระทำความผิดตามฟ้องและเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษโดยไม่ต้องสืบพยานพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามฟ้องอีกนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1668/2546 คดีหมายเลขแดงที่ 1846/2546 ของศาลชั้นต้น เป็นข้อเท็จจริงที่ต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏคดีนี้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเพียงว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น มิได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อโจทก์ก็ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏเช่นนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 174 ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายสาธิตหรือสา กริดสัมพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6250/2547
#412151
เปิดฉบับเต็ม

ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ แต่ปรากฏว่าในคดีนี้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและสอบสวนจำเลยก่อนที่ ป.วิ.อ. มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับ พนักงานสอบสวนจึงไม่จำต้องถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 จำเลยทั้งสองกับพวกอีก 1 คน ร่วมกันผลิตเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยแบ่งบรรจุเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยทั้งสองอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 คนละกึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 15 ปี คำรับของจำเลยทั้งสองในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 16 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสองกระทำความผิดเพราะความเยาว์วัย หากได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยความประพฤติน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองยิ่งกว่าจะให้ได้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) จึงให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยทั้งสองไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง สำหรับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันควบคุม ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี นับแต่วันมีคำพิพากษาโดยให้หักวันควบคุมริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ กระดาษตะกั่วตัดเป็นชิ้น กระดาษตะกั่ว 1 ม้วน และกรรไกรของกลาง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง แต่ของกลางให้ริบ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การสอบสวนชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ในการสอบสวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 พนักงานสอบสวนกล่าวหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2543 พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันผลิตยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แม้ก่อนการสอบสวนจำเลยทั้งสองจะมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2542 โดยมาตรา 2 บัญญัติให้พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 16 กันยายน 2543 และมาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้ ซึ่งหมายความว่าเมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 ใช้บังคับแล้ว พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ปรากฏว่าในคดีนี้การแจ้งข้อหาและการสอบสวนจำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนกระทำก่อนที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ทวิ วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับ ฉะนั้นก่อนแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสอง พนักงานสอบสวนจึงไม่จำต้องถามจำเลยทั้งสองว่ามีทนายความหรือไม่ การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
จำเลย — นายภิรพลหรือภีรพล มีสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ