คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6227/2547
#411093
เปิดฉบับเต็ม

ธนบัตรของกลางดังกล่าวไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (2) ดังนั้น จึงไม่อาจริบธนบัตรของกลางที่ไม่ได้มาจากการกระทำความผิดคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (2) กึ่งหนึ่ง คงจำคุกตลอดชีวิต ริบของกลางทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน แต่ไม่ริบเงินจำนวน 1,200 บาท ของกลาง

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าธนบัตรของกลางจำนวน 1,200 บาท ชอบที่ศาลจะริบหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาว่า แม้ธนบัตรของกลางดังกล่าวจะไม่ได้มาจากการกระทำความผิดในคดีนี้ ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งริบได้นั้น เห็นว่า ธนบัตรของกลางดังกล่าวไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่น ซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (2) ดังนั้น จึงไม่อาจริบธนบัตรของกลางได้ตามขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งไม่ริบธนบัตรของกลาง จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจะมีมากถึง 13,900 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์หนัก 309.068 กรัม ซึ่งตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แต่จำเลยเป็นหญิงทั้งข้อเท็จจริงในทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเป็นเพียงผู้รับจ้างขน เมื่อถูกจับก็ให้การรับสารภาพตลอดมา การที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษประหารชีวิต อันเป็นอัตราโทษสูงสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ในความผิดฐานดังกล่าวจึงหนักเกินไป สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32 ม. 33
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางไมเยีย แซ่ย่าง
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6212/2547
#113075
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องกระสุนปืนของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย การครอบครองเครื่องกระสุนปืนของกลางจึงไม่ต้องมีใบอนุญาตอีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๗๒ วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี ๔ เดือน เนื่องจากเครื่องกระสุนปืนของกลางมีจำนวนมากถึง ๓๗๐ นัด เป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชนโดยส่วนรวม จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษแก่จำเลย ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยโทผจญผู้บังคับหมวดลาดตระเวนกองพันทหารม้าที่ ๑๒ อำเภอเด่นชัย ซึ่งปฏิบัติราชการสนามที่หน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารม้าที่ ๓ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ นำทหารประมาณ ๕๐ คน เข้าตรวจค้นบ้านของจำเลยและบริวารจำเลยซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันรวม ๑๑ หลัง จากการตรวจค้นพบอาวุธปืน ๙ กระบอก มีใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนได้ตามกฎหมาย ตามสำเนาใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน นอกจากนี้ยังพบเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องซึ่งเป็นขนาดเดียวกับอาวุธปืนทั้ง ๙ กระบอก และอุปกรณ์เกี่ยวกับอาวุธปืน อาวุธปืนทั้ง ๙ กระบอก ได้คืนให้แก่เจ้าของไปแล้ว ส่วนเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องและอุปกรณ์เกี่ยวกับอาวุธปืน ร้อยโทผจญยึดมาเป็นของกลาง แล้วนำตัวจำเลยพร้อมของกลางส่งมอบพนักงานสอบสวน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ จำเลยนำสืบว่า นางสาวอรุณีบุตรสะใภ้จำเลย จำเลย นายวิจารณ์บุตรชายจำเลย และนายอะหลู่ผ่าน้องชายจำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ดังนั้น เครื่องกระสุนปืนของกลางตามฟ้องจึงเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนที่นางสาวอรุณี จำเลย นายวิจารณ์ และนายอะหลู่ผ่าซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนโดยชอบแล้ว และกระสุนปืนของกลางแต่ละขนาดต่างก็อยู่ในความครอบครองของผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนแต่ละคน การครอบครองเครื่องกระสุนปืนของกลางจึงไม่ต้องมีใบอนุญาตอีก การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดฝาง
จำเลย — นายเล่าต๋าหรือเลาต๋า แสนลี่
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฝาง — นายอำนาจ โชติชะวารานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายเอกชัย ชินณพงศ์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6184/2547
#412147
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว เจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อมีสิทธิริบเงินที่ผู้เช่าซื้อส่งใช้มาแล้วและกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น ป.พ.พ. มาตรา 574 วรรคหนึ่งหาได้มีบทบัญญัติให้เรียกเอาค่าเช่าซื้อที่ยังค้างได้อีก ดังนั้น โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างอยู่อีกไม่ได้ เพราะสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วคู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์คงเรียกได้แต่เฉพาะค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น การที่สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระได้นั้น จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 182,608 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ราคารถยนต์ที่แท้จริงเป็นเงิน 200,000 บาท เงินที่เหลือ 78,232 บาท เป็นดอกเบี้ยรวม 24 เดือน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 91,151 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 45,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย ที่ว่า "แม้ในที่สุดต่อไปภายหน้าสัญญาต้องเลิกกัน ผู้เช่าซื้อตกลงที่จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนเลิกสัญญาจนครบถ้วนแก่เจ้าของจนถึงวันที่เจ้าของได้รับรถยนต์คืนหรือวันบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ" มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ฉ-9605 กรุงเทพมหานคร จากโจทก์ในราคา 278,232 บาท แบ่งชำระเป็น 24 งวด งวดละเดือน เดือนละ 11,593 บาท เริ่มงวดแรกในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 งวดต่อไปชำระทุกเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 2 ประจำวันที่ 1 ธันวาคม 2539 และจำเลยที่ 1 ยังคงครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อต่อไปจนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 จึงคืนให้แก่โจทก์ โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูลขายได้เงินจำนวน 168,181.82 บาท ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายก่อนเลิกสัญญาเป็นเงิน 10,000 บาท และค่าเสียหายหลังบอกเลิกสัญญาจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนเป็นเงิน 35,000 บาท รวมค่าเสียหาย 45,000 บาท เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 วรรคหนึ่ง เมื่อเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้วเจ้าของทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อมีสิทธิรับเงินที่ผู้เช่าซื้อส่งใช้มาแล้วและกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อเท่านั้น หาได้มีบทบัญญัติให้เรียกเอาค่าเช่าซื้อที่ยังค้างได้อีกไม่ ฉะนั้น โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเช่าซื้อที่ยังค้างอยู่อีกไม่ได้ เพราะสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้วคู่สัญญาไม่มีสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาอีกต่อไป โจทก์คงเรียกได้แต่เฉพาะค่าเสียหายอันเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเช่าซื้อเท่านั้น การที่สัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย กำหนดให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระได้นั้น จึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้ามีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 1 วรรคท้าย เป็นข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 574 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทซิตี้ลิสซิ่ง จำกัด
จำเลย — นายสมฤกษ์ พรเจริญ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6180/2547
#411912
เปิดฉบับเต็ม

สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าขายสินค้าจากผู้ซื้อของผู้ประกอบการค้ามีอายุความต่างกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ประกอบกับมาตรา 193/33 (5) กล่าวคืออายุความสองปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) และห้าปีตามข้อยกเว้นในมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย ที่ว่า "...เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง" กรณีที่จะเข้าข้อยกเว้นดังกล่าวจะต้องนำกิจการหรือการงานที่ผู้ซื้อสินค้าประกอบการค้าอยู่นั้นมาพิจารณารวมกับสินค้าที่ซื้อว่า ผู้ซื้อนำสินค้านั้นไปใช้ในกิจการหรือการงานที่ผู้ซื้อประกอบการค้าหรือไม่ หากผู้ซื้อนำสินค้าที่ซื้อไปใช้ในกิจการที่ผู้ซื้อประกอบการค้าแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าขายสินค้าของผู้ประกอบการค้ามีอายุความห้าปี ทั้งนี้ หาได้มีข้อจำกัดว่าสินค้าที่ซื้อขายกันนั้นต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการค้าผลิตขึ้นเพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อโดยเฉพาะเจาะจงไม่ แม้เป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วไปในท้องตลาดก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งกฎหมายสองมาตรานี้ดุจกัน สำหรับคำว่า "กิจการ" ก็มีความหมายครอบคลุมถึงการใด ๆ ที่ได้ทำเพื่อเป็นการทำมาหาได้ ลักษณะเป็นการประกอบอาชีพ มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะต่อการเลี้ยงสัตว์เพื่อขายหรือซื้อสินค้ามาเพื่อขายต่อหรือเพื่อผลิตเป็นสินค้าใหม่ จำเลยเป็นบริษัทจำกัดประกอบกิจการโรงแรมและห้องอาหารอันเป็นกิจการให้บริการและจำหน่ายอาหารแก่ผู้มาใช้บริการของโรงแรมของจำเลย สินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์ก็เป็นเครื่องอุปโภคจำพวกถ้วย โถ จาน ชาม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหารและให้บริการจำหน่ายอาหารในห้องอาหาร อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจการของจำเลย ทั้งจำเลยก็รับว่าจำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการให้บริการในกิจการของจำเลย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความห้าปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าซื้อสินค้ารวมเป็นเงิน 412,379.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 360,588.25 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 360,588.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 51,791.33 บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัย ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความสองปี (1) ผู้ประกอบการค้าหรืออุตสาหกรรมผู้ประกอบหัตถกรรม ผู้ประกอบศิลปะอุตสาหกรรมหรือช่างฝีมือ เรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบ ค่าการงานที่ได้ทำหรือค่าดูแลกิจการของผู้อื่นรวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป เว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง (2)..." และมาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี (1) ... (5) สิทธิเรียกร้องตามมาตรา 193/34 (1) (2) และ (5) ที่ไม่อยู่ในบังคับอายุความสองปี" ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายสองมาตราดังกล่าวจะเห็นได้ว่า สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าขายสินค้าจากผู้ซื้อของผู้ประกอบการค้ามีอายุความต่างกัน กรณีที่จะเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 193/34 (1) ตอนท้าย และมีอายุความห้าปีตามมาตรา 193/33 (5) ต้องนำกิจการหรือการงานที่ผู้ซื้อสินค้าประกอบการค้าอยู่นั้นมาพิจารณารวมกับสินค้าที่ซื้อว่า ผู้ซื้อนำสินค้านั้นไปใช้ในกิจการหรือการงานที่ผู้ซื้อประกอบการค้าหรือไม่ หากผู้ซื้อสินค้านำสินค้าที่ซื้อไปใช้ในกิจการที่ผู้ซื้อประการค้าแล้ว สิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ค่าขายสินค้าของผู้ประกอบการค้ามีอายุความห้าปี ทั้งนี้ หาได้มีข้อจำกัดว่าสินค้าที่ซื้อขายกันนั้นต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการค้าผลิตขึ้นเพื่อขายให้แก่ผู้ซื้อโดยเฉพาะเจาะจงไม่ แม้เป็นสินค้าที่ซื้อขายกันทั่วไปในท้องตลาดก็อยู่ในบังคับของบทบัญญัติแห่งกฎหมายสองมาตรานี้ดุจกัน สำหรับคำว่า "กิจการ" ก็มีความหมายครอบคลุมถึงการใด ๆ ที่ได้ทำเพื่อเป็นการทำมาหาได้ ลักษณะเป็นการประกอบอาชีพมิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะต่อการเลี้ยงสัตว์เพื่อขายหรือซื้อสินค้ามาเพื่อขายต่อหรือเพื่อผลิตเป็นสินค้าใหม่ ดังความเข้าใจของจำเลย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดประกอบกิจการโรงแรมและห้องอาหารอันเป็นกิจการให้บริการและจำหน่ายอาหารแก่ผู้มาใช้บริการของโรงแรมของจำเลย สินค้าที่จำเลยซื้อจากโจทก์ก็เป็นเครื่องอุปโภคบริโภคจำพวก ถ้วย โถ จาน ชาม ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทานอาหารและให้บริการจำหน่ายอาหารในห้องอาหาร อันเป็นส่วนหนึ่งของกิจการของจำเลย ทั้งฎีกาของจำเลยก็รับว่าจำเลยซื้อสินค้าดังกล่าวมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการให้บริการในกิจการของจำเลย กรณีจึงตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ตอนท้ายที่ว่าเว้นแต่เป็นการที่ได้ทำเพื่อกิจการของฝ่ายลูกหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความห้าปี ดังนี้ แม้จะเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยซื้อสินค้าจากโจทก์ครั้งแรกถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องก็ยังไม่พ้นกำหนดห้าปี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (5) ม. 193/34 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรอยัล ปอร์ซเลน จำกัด
จำเลย — บริษัทโรงแรมตรังพลาซ่า จำกัด
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6169/2547
#411430
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองระหว่างโจทก์และจำเลยซึ่งระบุให้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน รวมทั้งบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนอง มีข้อความว่า จำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ไว้ชัดเจนแล้ว การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่า ตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารต้องห้ามมิให้นำสืบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1747 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 5,783,869.86 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามสัญญาจำนอง แต่คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน โจทก์ไม่เคยมอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และจากต้นเงิน 2,000,000 บาท นับแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2534 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 สิงหาคม 2540) ต้องไม่เกิน 2,783,869.86 บาท หากไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1747 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท โดยนำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก) เลขที่ 1893 ตำบลวัดสุวรรณ อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันการกู้ยืมเงินรายนี้ด้วย ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2534 จำเลยได้ตกลงเพิ่มเงินที่จำนองอีก 2,000,000 บาท เงื่อนไขและข้อตกลงอื่นตลอดจนอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามสัญญาจำนองเดิม รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองครั้งที่หนึ่ง เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ ข้อนี้ปรากฏตามหนังสัญญาจำนองที่ดิน เอกสารหมาย จ.3 ข้อ 5 ระบุให้สัญญาฉบับนี้เป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินด้วย และตามข้อ 1 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า การกู้ยืมเงินระหว่างจำเลยและโจทก์นั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ซึ่งไม่เกินไปกว่าที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 กำหนดไว้ ดังนั้น เมื่อหนังสือสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองครั้งที่หนึ่ง เอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 มีข้อความว่าจำเลยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีไว้ชัดเจนแล้ว การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่า ตกลงคิดดอกเบี้ยกันอัตราร้อยละ 2.5 ต่อเดือน จึงเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้นำสืบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังตามหนังสือสัญญาจำนองและบันทึกข้อตกลงขึ้นเงินจำนองดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวรัตนา ชลมณีกุล
จำเลย — นายสมมาศหรือสมหมาย เภาจี๋
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6168/2547
#266371
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 บัญญัติว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้? (2) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ การที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้เองก็เพื่อความคล่องตัวของระบบธนาคารพาณิชย์ตามภาวะขึ้นลงของเศรษฐกิจในขณะนั้นอันจะก่อให้เกิดความมั่นคงและเป็นหลักประกันแก่การประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ทั้งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ข้อ 4 ยังกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน 3 วัน เพื่อควบคุมไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศตามอำเภอใจ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้วิธีหนึ่งตามที่พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ให้อำนาจไว้ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวหาตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 8,713,495.48 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 5,101,095.19 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองหรือทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 3,196,200.13 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,214,572.64 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินจำนวน 1,904,895.06 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,397,827.65 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้ยึดที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3353 ตำบลบางกะเจ้า อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองบังคับชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 80,000 บาท

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? จำเลยที่ 1 ฎีกาประการสุดท้ายว่า ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 และฉบับอื่น ๆ ที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บจากลูกค้าได้เองขัดต่อมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2522 ดังนั้น ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ เท่ากับการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่มีกำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้แก่กันนั้น เห็นว่า ตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 บัญญัติว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้? (2) ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียก ดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้เองก็เพื่อความคล่องตัวของระบบธนาคารพาณิชย์ตามภาวะขึ้นลง ของเศรษฐกิจในขณะนั้นอันจะก่อให้เกิดความมั่นคงและเป็นหลักประกันแก่การประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ทั้งประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ข้อ 4 ยังกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์จัดส่งประกาศเกี่ยวกับดอกเบี้ย เงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยทราบภายใน 3 วัน เพื่อควบคุมไม่ให้ธนาคารพาณิชย์ออกประกาศตามอำเภอใจ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติ ในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้วิธีหนึ่งตามที่ พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 ให้อำนาจไว้ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารพาณิชย์ดังกล่าวหาตกเป็นโมฆะแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 654
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางสาวเพชรรัตน์ สรงประภา หรือนางเพชรรัตน์ โชควัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ บางยี่ขัน
ศาลอุทธรณ์ — นายปัญญารัตน์ วิระยะวานิช
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5460/2547
#411910
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์กล่าวอ้างว่า บ. เป็นตัวแทนของโจทก์ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้มีชื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งโจทก์ได้ให้มารดาโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากเจ้าของที่ดินแทนโจทก์ โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อ บ. มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จึงเป็นหน้าที่ของ บ. ผู้เป็นตัวแทนจะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินที่ บ. ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้นส่งคืนให้แก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 วรรคหนึ่ง และเมื่อ บ. ถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องโอนที่ดินดังกล่าวส่งคืนให้แก่โจทก์ด้วย คำฟ้องของโจทก์เช่นนี้จึงเป็นการเรียกให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของ บ. ส่งคืนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผู้เป็นตัวการที่ บ. ได้รับไว้อันเกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนของโจทก์นั้นให้แก่โจทก์ อันเป็นหน้าที่ของตัวแทนที่จะต้องส่งให้แก่ตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว การฟ้องเรียกที่ดินตามคำฟ้องจากจำเลยเช่นนี้ จึงไม่ทำให้โจทก์ได้รับทรัพย์สินอันใดเพิ่มขึ้นใหม่แต่ประการใด และถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดที่จะรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2537 โจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 154 เลขที่ดิน 4 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จำนวน 2 งาน (200 ตารางวา) ในราคา 250,000 บาท จากนางเจียม หนูหว่าง โดยโจทก์ได้ให้นางยวง เขียดโทน มารดาโจทก์เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำแทนโจทก์ โดยตกลงกันว่าผู้จะขายต้องไปขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินที่จะขายฉบับใหม่ต่อทางราชการ และโจทก์ได้วางมัดจำเป็นจำนวน 150,000 บาท ต่อมาผู้จะขายได้ขอแบ่งแยกที่ดินที่จะขายให้โจทก์ต่อทางราชการเสร็จสิ้นเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6364 เลขที่ดิน 56 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จำนวน 2 งาน ผู้จะขายจึงแจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำใหม่ เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2537 โจทก์ให้นางยวงเป็นผู้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ และโจทก์ได้วางมัดจำเพิ่มอีกจำนวน 90,000 บาท ต่อมาวันที่ 5 มีนาคม 2539 ซึ่งถึงกำหนดที่ผู้จะขายต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โจทก์ได้แจ้งให้ผู้จะขายโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้เป็นชื่อของนางบุญสม เจริญวงศ์ เนื่องจากโจทก์ได้ฝากให้นางบุญสมถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไว้แทนโจทก์ และตกลงกันว่าเมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนหย่ากับนางรัก เขียนโทน (สดใส) แล้ว นางบุญสมจะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์โดยทันที ต่อมาวันที่ 4 มีนาคม 2542 นางบุญสมถึงแก่ความตาย และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 โจทก์ได้จดทะเบียนหย่ากับนางรักแล้ว นางบุญสมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง แต่นางบุญสมถึงแก่ความตายเสียก่อน จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญสมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6364 ให้แก่โจทก์แทนนางบุญสมตามข้อตกลง ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 6364 เลขที่ 56 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมโอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาในการโอนที่ดินแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์อันจะอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบางส่วนจำนวน 200 ตารางวา ของที่ดินโฉนดเลขที่ 154 จากนางเจียม หนูหว่าง โดยโจทก์ได้ให้นางยวง เขียนโทน มารดาโจทก์เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ เมื่อที่ดินที่โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวได้รังวัดแบ่งแยกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6364 นางเจียมผู้จะขายก็ได้แจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาจะซื้อจะขายใหม่เนื่องจากที่ดินเป็นโฉนดใหม่ โจทก์จึงได้ให้นางยวงไปทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ เมื่อถึงกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ โจทก์ได้แจ้งให้นางเจียมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายให้เป็นชื่อนางบุญสม เจริญวงศ์ เนื่องจากโจทก์ฝากให้นางบุญสมถึงกรรมสิทธิ์ไว้แทนโจทก์ โดยตกลงกันว่าเมื่อโจทก์หย่ากับนางรัก เขียดโทน (สดใส) แล้ว นางบุญสมจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับมาเป็นของโจทก์โดยทันที ต่อมานางบุญสมถึงแก่ความตาย และโจทก์ได้หย่ากับนางรักแล้ว นางบุญสมจะต้องโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลง จำเลยในฐานะทายาทของนางบุญสมจึงมีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์แทนนางบุญสม ดังนี้ สภาพแห่งคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวอ้างว่านางบุญสมเป็นตัวแทนของโจทก์ที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้มีชื่อรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจากนางเจียมซึ่งโจทก์ได้ให้นางยวงมารดาโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายจากนางเจียมแทนโจทก์ โดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า เมื่อนางบุญสมมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ซึ่งเป็นตัวการ จึงเป็นหน้าที่ของนางบุญสมผู้เป็นตัวแทนจะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินที่นางบุญสมได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนนั้นส่งคืนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 810 วรรคหนึ่ง และเมื่อนางบุญสมถึงแก่ความตาย จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญสมย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องโอนที่ดินดังกล่าวส่งคืนให้แก่โจทก์ด้วย คำฟ้องของโจทก์เช่นนี้ จึงเป็นการเรียกให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางบุญสมส่งคืนที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ผุ้เป็นตัวการที่นางบุญสมได้รับไว้อันเกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนของโจทก์นั้นให้แก่โจทก์ อันเป็นหน้าที่ของตัวแทนที่จะต้องส่งให้แก่ตัวการตามบทบัญญัติดังกล่าว การฟ้องเรียกที่ดินของโจทก์ตามคำฟ้องจากจำเลยเช่นนี้ จึงไม่ทำให้โจทก์ได้รับทรัพย์สินอันใดเพิ่มขึ้นใหม่แต่ประการใด และถือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์ในชั้นตรวจรับคำฟ้องโดยวินิจฉัยว่าเป็นคำฟ้องคดีที่มีทุนทรัพย์ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลแขวงนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาแล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 810 วรรคหนึ่ง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวสันต์ เขียดโทน
เด็กหญิงรสสุคนธ์ สาลี
จำเลย — โดยนายวิรัส สาลี ผู้แทนโดยชอบธรรม
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5448/2547
#411909
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง จำเลยทั้งสามทราบวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบแล้วไม่มาศาล และไม่ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดสืบพยานจำเลย เมื่อจำเลยไม่นำพยานมาสืบจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนอนาถา ให้จำเลยทั้งสามนำค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 15 วันนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยทั้งสามแล้วว่า จำเลยทั้งสามไม่ใช่คนอนาถา จะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคท้าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยโดยให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมรับผิดชำระเงินบางส่วน

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้อง ถึงวันนัดผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาตแล้วมีคำสั่งว่าจำเลยทั้งสามทราบวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบแล้วไม่มาศาล และไม่ร้องขอเลื่อนคดี ให้งดสืบพยานจำเลย ส่วนโจทก์รับสำเนาคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วไม่มาศาลและไม่ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจคัดค้านคดีไม่จำต้องไต่สวนพยานหลักฐานจำเลยและพยานหลักฐานโจทก์ต่อไปและเมื่อจำเลยทั้งสามไม่นำพยานมาสืบจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนอนาถา ให้จำเลยทั้งสามนำค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ถือว่าจำเลยทั้งสามได้ทราบคำสั่ง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งว่า ในวันนัดไต่สวนคำร้องดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายและยังไม่ได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ ศาลควรให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสามแต่งตั้งทนายเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป เพื่อไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาของจำเลยทั้งสาม

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์คำสั่งทั้งหมด หากจำเลยทั้งสามประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสามทราบวันนัดไต่สวนคำร้องโดยชอบแล้วไม่มาศาล และไม่ร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้งดสืบพยานจำเลย เมื่อจำเลยไม่นำพยานมาสืบจึงถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นคนอนาถา ให้จำเลยทั้งสามนำค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์มาวางศาลภายใน 15 วันนั้น เท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคำร้องของจำเลยทั้งสามแล้วว่า จำเลยทั้งสามไม่ใช่คนอนาถาจะใช้สิทธิดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสามอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยทั้งสามไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยทั้งสามมานั้นจึงไม่ชอบ"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุขวัฒน์ เอื้อฤาชา
จำเลย — นายปรีชา พุกประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5435/2547
#412121
เปิดฉบับเต็ม

การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 91 วรรคสอง บัญญัติให้คำขอรับชำระหนี้ต้องทำตามแบบพิมพ์โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้และข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ เมื่อจำนวนเงินตามคำขอรับชำระหนี้ทั้งในด้านหน้าคำขอรับชำระหนี้ข้อ 4 และด้านหลังตามรายการในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินมีจำนวนตรงกัน แสดงถึงเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะขอรับชำระหนี้ตามจำนวนที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้นั้น โดยไม่มีข้อสงสัยว่าจำนวนเงินดังกล่าวเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน ทั้งจำนวนเงินที่ผู้ร้องยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มจากเดิมจำนวน 3,854,472.56 บาท เป็น 8,419,095.03 บาท ก็แตกต่างกันมาก มิใช่การแก้ไขเพียงเล็กน้อย หากแต่เป็นการเพิ่มจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้ซึ่งอยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมภายในกำหนด 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 91 วรรคหนึ่ง ด้วย

การที่กฎหมายล้มละลายกำหนดเวลาเพื่อให้บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ดังกล่าวก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทราบถึงจำนวนเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้กับจำนวนเงินที่เจ้าหนี้แต่ละรายที่ขอรับชำระหนี้โดยแน่ชัด เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินการโดยรวดเร็วต่อไป ไม่ว่าในเรื่องการประนอมหนี้ที่ลูกหนี้จะทำความตกลงในเรื่องหนี้สิน รวมทั้งการนับคะแนนเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือการประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเหล่านี้จะดำเนินการต่อไปโดยรวดเร็วได้ ต่อเมื่อได้ทราบจำนวนที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น มิใช่ว่าเมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว ก็จะสามารถเพิ่มจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในภายหลังได้ก่อนที่ผู้คัดค้านจะเสนอความเห็นในเรื่องหนี้สินต่อศาล ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมจะมีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายที่ต้องดำเนินการโดยรวดเร็วดังเช่นที่กล่าวนั้น ทั้งจะทำให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 91 วรรคหนึ่งแล้ว กรณีผู้ร้องประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมหรือแก้ไขคำขอรับชำระหนี้เช่นนี้ก็จะต้องกระทำภายในเวลาตามกฎหมายดังกล่าวด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) เด็ดขาด ผู้คัดค้านประกาศโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 11 ธันวาคม 2544 และในหนังสือพิมพ์แนวหน้าวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ธ.7251/2542 ของศาลแพ่ง จำนวน 3,854,472.56 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อผู้คัดค้านว่า ยอดหนี้ที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวน 3,854,472.56 บาท ผู้ร้องพิมพ์ผิดพลาดยอดหนี้จึงต่ำกว่าภาระหนี้ตามคำพิพากษาที่ถูกต้องไปเป็นจำนวน 4,564,622.47 บาท จึงขออนุญาตแก้ไขจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอรับชำระหนี้จากเดิม 3,854,472.56 บาท เป็น 8,419,095.03 บาท วันที่ 3 พฤษภาคม 2545 ผู้คัดค้านมีคำสั่งให้ยกคำร้องและได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ร้องทราบด้วยวิธีปิดหมายเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2545

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า การที่ผู้ร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมอีกจำนวน 4,564,622.47 บาท สาเหตุเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดเล็กน้อยเพื่อให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงในมูลหนี้ตามคำพิพากษาที่ผู้ร้องนำมาฟ้องขอให้จำเลยล้มละลาย เมื่อไม่มีเจ้าหนี้รายใดโต้แย้ง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านและอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขจำนวนทุนทรัพย์ที่ยื่นขอรับชำระหนี้จากเดิม 3,854,472.56 บาท เป็น 8,419,095.03 บาท

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ และกรณีมิใช่การแก้ไขข้อที่พิมพ์ผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คำสั่งของผู้คัดค้านที่ยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า คำสั่งของผู้คัดค้านที่ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขจำนวนเงินที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้วชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขจำนวนทุนทรัพย์ที่ขอรับชำระหนี้แม้จะพ้นกำหนดเวลาขอรับชำระหนี้แล้ว แต่ได้ขอแก้ไขก่อนที่ผู้คัดค้านจะทำความเห็นเสนอต่อศาลเพื่อให้ถูกต้องตามคำพิพากษาและตามความเป็นจริงแห่งหนี้เพราะเหตุที่ผู้ร้องพิมพ์จำนวนทุนทรัพย์ผิดพลาดไป จึงเป็นการแก้ไขเล็กน้อยนั้น เห็นว่า การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 วรรคสอง บัญญัติให้คำขอรับชำระหนี้ต้องทำตามแบบพิมพ์โดยมีบัญชีแสดงรายละเอียดแห่งหนี้สินและข้อความระบุถึงหลักฐานประกอบหนี้ ตามคำขอรับชำระหนี้ (ล.29) ของผู้ร้อง ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2544 เอกสารหมาย ร.6 ที่ยื่นต่อผู้คัดค้านระบุไว้ในข้อ 4 ว่า ข้าพเจ้าขอรับชำระหนี้ฐานเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันเป็นจำนวนเงิน 3,854,472.56 บาท และในด้านหลังซึ่งเป็นบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน ผู้ร้องได้ระบุในรายการว่า หนี้ตามคำพิพากษาของศาลแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.7251 (ที่ถูก ธ.7251/2542) จำนวนเงิน 3,702,595.06 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนเงิน 151,877.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,854,472.56 บาท โดยมีสำเนาหนังสือรับรองบริษัทผู้ร้อง หนังสือมอบอำนาจและหนังสือมอบอำนาจช่วง สำเนาคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ธ.7215/2544 (ที่ถูก ธ.7251/2542) และสำเนาบัญชีค่าฤชาธรรมเนียมเป็นหลักฐานประกอบหนี้ เมื่อจำนวนเงินตามคำขอรับชำระหนี้ที่ผู้ร้องระบุทั้งในด้านหน้าคำขอรับชำระหนี้ ข้อ 4 และด้านหลังตามรายการในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินฯ มีจำนวนตรงกัน ประกอบกับรายการในบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินฯ ดังกล่าวยังแสดงรายละเอียดหนี้ตามคำพิพากษากับค่าฤชาธรรมเนียมแต่ละจำนวนแยกออกจากกัน เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนเท่ากับจำนวนเงินที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้แสดงถึงเจตนาของผู้ร้องชัดเจนว่าประสงค์จะขอรับชำระหนี้ตามจำนวนเงินที่ระบุมาในคำขอรับชำระหนี้นั้นโดยไม่มีข้อสงสัยว่าจำนวนเงินดังกล่าวเกิดจากการพิมพ์ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน ทั้งจำนวนเงินที่ผู้ร้องยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มจากที่ขอรับชำระหนี้ไว้เดิมจำนวน 3,854,472.56 บาท เป็น 8,419,095.03 บาท ก็แตกต่างกันมาก เห็นได้ชัดว่ามิใช่เป็นการแก้ไขเพียงเล็กน้อย หากแต่เป็นการเพิ่มจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้ซึ่งอยู่ในบังคับที่จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมภายในกำหนดเวลา 2 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่งด้วย การที่กฎหมายล้มละลายกำหนดเวลาเพื่อให้บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ดังกล่าวก็โดยมีวัตถุประสงค์ให้ทราบถึงจำนวนเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้กับจำนวนเงินที่เจ้าหนี้แต่ละรายที่ขอรับชำระหนี้โดยแน่ชัด เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายดำเนินการโดยรวดเร็วต่อไปไม่ว่าในเรื่องการประนอมหนี้ที่ลูกหนี้จะทำความตกลงในเรื่องหนี้สินดังกล่าว รวมทั้งการนับคะแนนเสียงในการประชุมเจ้าหนี้ครั้งแรกหรือการประชุมเจ้าหนี้ครั้งอื่น กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเหล่านี้จะดำเนินการต่อไปโดยเร็วได้ต่อเมื่อได้ทราบจำนวนเงินที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น มิใช่ว่าเมื่อผู้ร้องได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้วก็จะสามารถขอเพิ่มจำนวนหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในภายหลังได้ก่อนที่ผู้คัดค้านจะเสนอความเห็นในเรื่องหนี้สินต่อศาลดังที่ผู้ร้องฎีกา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นย่อมจะมีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายที่ต้องดำเนินการโดยรวดเร็วดังเช่นที่กล่าวนั้น ทั้งจะทำให้กระบวนพิจารณาคดีล้มละลายเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 91 วรรคหนึ่ง แล้ว กรณีผู้ร้องประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้เพิ่มเติมหรือแก้ไขคำขอรับชำระหนี้เช่นนี้ก็จะต้องกระทำภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าวด้วย เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนเงินที่ขอรับชำระหนี้ล่วงเลยกำหนดเวลาตามกฎหมาย จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายดังกล่าว ที่ผู้คัดค้านมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องและศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายืนต้องตามกันมาตามคำสั่งของผู้คัดค้านนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
จำเลย — นายวรวงศ์ อมาตยกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5432/2547
#411427
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97ฯ และฉบับที่ 135ฯ ออกมาใช้บังคับอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งมีผลทำให้เมทเอมเฟตามีนไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 อีกต่อไป และระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เสพเมทเอมเฟตามีนจึงเป็นการกระทำที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และไม่อาจลงโทษจำเลยกับมีคำสั่งให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามมาตรา 157 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ จำเลยคงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 57, 91 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 แม้ต่อมามี พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 6)ฯ มาตรา 4 และมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 43 ทวิ และมาตรา 157 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 4)ฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน และมี พ.ร.บ.การขนส่งทางบก (ฉบับที่ 8)ฯ มาตรา 6 ให้ยกเลิกความในมาตรา 127 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางบกฯ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.การขนส่งทางบก (ฉบับที่ 4)ฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย แต่ก่อนการพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่ เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิมจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยและให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งเป็นบทหนัก มีอัตราโทษเท่ากันให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทผู้เสพ การเสพเมทแอมเฟตามีนย่อมทำให้จิตและประสาทของผู้เสพผิดปกติจนขาดความยั้งคิด ไม่สามารถควบคุมตนเองได้อย่างเต็มที่ การที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนในขณะปฏิบัติหน้าที่ขับรถยนต์บรรทุกไปตามถนนสาธารณะ ย่อมเสี่ยงต่อการเกิดภยันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้ทุกขณะ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ขณะที่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2540 ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 97 (พ.ศ.2539) และฉบับที่ 135 (พ.ศ.2539) ออกมาใช้บังคับอยู่ก่อนแล้วซึ่งมีผลทำให้เมทแอมเฟตามีนไม่เป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2 อีกต่อไป และระบุให้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1 การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ขับขี่เสพเมทแอมเฟตามีนจึงเป็นการกระทำที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามบทบัญญัติมาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะที่จำเลยกระทำความผิด ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว และไม่อาจลงโทษจำเลยกับมีคำสั่งให้พักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยตามมาตรา 157 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันได้ จำเลยคงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ อันเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แม้ต่อมามีพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2542 มาตรา 4 และมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 43 ทวิ และมาตรา 157 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนแต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ทั้งสองฉบับดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย แต่ก่อนการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่ เป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยและให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยจึงเป็นการมิชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อีกทั้งโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 91 (ที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง และให้ยกคำขอให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายชัยยศ เนื่องจำนงค์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5414 -ที่ 5415/2547
#112929
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ตามบทนิยามใน พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/1 เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลง การเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง มาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง

ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้บริหารของลูกหนี้ ย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท หรือมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 90 เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและข้อบังคับของลูกหนี้มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจดังกล่าวย่อมตกแก่ผู้บริหารแผน การที่ผู้บริหารแผนออกคำสั่งให้งดจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริหารของลูกหนี้ เนื่องจากหมดอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่อยู่ในกรอบอำนาจของผู้บริหารแผนที่จะกระทำได้

ตามมาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง มาตรา 90/25 ประกอบกับมาตรา 90/74 และมาตรา 90/75 คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมิได้ทำให้สถานะผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดไปแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงให้มีการพักการใช้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการเป็นการชั่วคราวเท่านั้น

การที่ผู้ร้องมีฐานะเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้บริหารสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ จัดการกิจการของลูกหนี้และเมื่อผู้ร้องดำเนินกิจการของลูกหนี้ในฐานะดังกล่าวแล้ว จะต้องรายงานผลการดำเนินงานให้แก่คณะกรรมการของลูกหนี้ทราบ การที่ผู้ร้องดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงถือเป็นการกระทำในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

ผู้ร้องซึ่งเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๖๗ และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้บริหารแผนตามเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑ และให้ผู้ร้องมีตำแหน่งต่าง ๆ ในบริษัทของลูกหนี้ รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนเนื่องจากการทำงานจากลูกหนี้ตามเดิม

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า การกระทำต่าง ๆ ของผู้บริหารแผนเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ แล้ว

ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดการไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า คำสั่งของผู้บริหารแผนตามหนังสือลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ เอกสารท้ายคำร้องหมายเลข ๑ เฉพาะที่ให้ความเกี่ยวข้องของผู้ร้องและตำแหน่งของผู้ร้องในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลงนั้นไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องและผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๖ ให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผนตามคำร้องของผู้บริหารของลูกหนี้ ฉบับลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๕ คดีถึงที่สุด

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้บริหารแผนตามหนังสือของผู้บริหารแผนฉบับลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๔ ทั้งหมด และให้ผู้ร้องกลับมีสภาพดังเดิมโดยมีตำแหน่งต่าง ๆ ในบริษัทลูกหนี้และได้รับค่าตอบแทนเนื่องจากการทำงานของลูกหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ตามบทนิยามในมาตรา ๙๐/๑ แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลง การเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา ๙๐/๒๐ วรรคหนึ่ง มาตรา ๙๐/๒๕ และมาตรา ๙๐/๕๙ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท หากข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดไว้ การจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๙๐ เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและข้อบังคับของลูกหนี้มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจดังกล่าวย่อมตกแก่ผู้บริหารแผนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๒๕ ประกอบมาตรา ๙๐/๕๙ วรรคหนึ่ง การที่ผู้บริหารแผนออกคำสั่งให้งดจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริหารของลูกหนี้เนื่องจากผู้บริหารของลูกหนี้หมดอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่อยู่ในกรอบอำนาจของผู้บริหารแผนที่จะกระทำได้

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา ๙๐/๒๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแต่ยังไม่มีการตั้ง ผู้ทำแผน ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลง ให้ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวมีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน?" และหากในคดีนั้นศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว มาตรา ๙๐/๒๕ บัญญัติว่า "?เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้และบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน?" เช่นนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจของผู้บริหารของลูกหนี้ในการบริหารจัดการกิจการของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดโดยมีผู้บริหารชั่วคราวหรือผู้ทำแผนเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวแทนแล้วแต่กรณี และเมื่อคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงโดยการยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มาตรา ๙๐/๗๔ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้?" หรือ กรณีคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงโดยการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ มาตรา ๙๐/๗๕ บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ?ให้มีผลดังนี้ (๑) ผู้บริหารของลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป?" เห็นได้ว่า คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมิได้ทำให้สถานะของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดไปแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงให้มีการพักการใช้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการเป็นการชั่วคราวเท่านั้น

การที่ผู้ร้องมีฐานะเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้บริหารสูงสุดในการดำเนินธุรกิจจัดการกิจการของบริษัทลูกหนี้ และเมื่อผู้ร้องดำเนินกิจการของลูกหนี้ในฐานะดังกล่าวแล้วจะต้องรายงานผลการดำเนินงานให้แก่คณะกรรมการของลูกหนี้ทราบ การที่ผู้ร้องดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงถือเป็นการกระทำในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ร้องในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ย่อมถูกจำกัดการใช้อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สถานะของผู้ร้องในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ก็จะยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับการที่ผู้ร้องเป็นกรรมการของลูกหนี้ ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งไปในทางให้สถานะของผู้ร้องไม่ว่าฐานะกรรมการของลูกหนี้หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลงได้

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/1 ม. 90/20 ม. 90/25 ม. 90/59 ม. 90/74 ม. 90/75
พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 ม. 90
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกมล ธีรเวชพลกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5414 -ที่ 5415/2547
#411895
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ตามบทนิยามใน พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/1 เมื่อศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลง ครั้นเมื่อศาลตั้งผู้ทำแผนแล้วอำนาจดังกล่าวและบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และเมื่อศาลเห็นชอบด้วยแผนแล้ว สิทธิและอำนาจของผู้ทำแผนตกเป็นของผู้บริหารแผนนับแต่ผู้บริหารแผนได้รับทราบคำสั่ง ทั้งนี้ ตามบทบัญญัติในมาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง, มาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง ดังนี้ การที่ผู้บริหารแผนออกคำสั่งห้ามมิให้ผู้ร้องออกคำสั่งใด ๆ แก่พนักงานของลูกหนี้หรือติดต่อภายในพื้นที่ของลูกหนี้และห้ามผู้ร้องเข้าไปในสถานที่ทำงานหรือโรงงานของลูกหนี้เนื่องจากจะทำให้การบริหารงานมีเหตุขัดข้อง และก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงาน ผู้บริหารแผนย่อมมีอำนาจทำได้เช่นเดียวกับที่ผู้บริหารแผนไม่ให้ผู้ร้องใช้ทรัพย์สินต่าง ๆ ของลูกหนี้ก็เป็นอำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของผู้ทำแผนเพื่อนำทรัพย์สินของลูกหนี้มาไว้ในความอารักขาแห่งตนรวมทั้งเป็นการให้ผู้บริหารของลูกหนี้ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 90/21 วรรคสาม, มาตรา 90/24 วรรคสอง และ 90/59 วรรคสอง ส่วนที่ยังค้างอยู่

สำหรับเรื่องค่าตอบแทนของผู้ร้องนั้น ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ การกำหนดค่าตอบแทนผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท หากข้อบังคับมิได้กำหนดไว้ การจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามกฎหมายบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและข้อบังคับของลูกหนี้มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจดังกล่าวย่อมตกแก่ผู้บริหารแผนตามมาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง การที่ผู้บริหารแผนออกคำสั่งให้งดจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริหารของลูกหนี้เนื่องจากหมดอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างเวลาดังกล่าวจึงอยู่ในกรอบอำนาจของผู้บริหารแผนที่จะกระทำได้

ส่วนสถานะของผู้ร้องที่เป็นผู้บริหารของลูกหนี้นั้น แม้ว่าในระหว่างการฟื้นฟูกิจการอำนาจของผู้บริหารลูกหนี้ในการบริหารจัดการกิจการของลูกหนี้จะสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติข้างต้น โดยมีผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวแทน แล้วแต่กรณี แต่เมื่อคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงโดยการยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หรือการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้ตามบทบัญญัติมาตรา 90/74 หรือ 90/75 แล้วแต่กรณี และการที่ผู้ร้องเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้บริหารสูงสุดในการดำเนินธุรกิจจัดการกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการซึ่งถือเป็นการกระทำในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดไปแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงให้มีการพักการใช้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เช่นนี้ การที่ผู้บริหารมีหนังสือแจ้งข้อกำหนดต่าง ๆ ให้ผู้ร้องปฏิบัติ จึงมีผลบังคับได้เท่าที่ไม่กระทบถึงสถานะและสิทธิของผู้ร้องซึ่งยังดำรงสถานะเป็นผู้บริหารหรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ในการที่จะดำเนินการต่าง ๆ ตามที่กฎหมายล้มละลายได้ให้อำนาจและคุ้มครองไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2543 และตั้งบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีบริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการและผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจึงเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/1 และเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียในการฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องเป็นบุคคลที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้มีหน้าที่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และให้สิทธิในการตรวจสอบการดำเนินการตามแผนของผู้บริหารแผน ในคดีนี้ปรากฏว่าผู้บริหารแผนไม่ดำเนินการตามแผน และปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ก่อให้เกิดความเสียหายต่อลูกหนี้หลายประการ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 90/67 ซึ่งอยู่ในระหว่างการไต่สวนคำร้องได้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 เลิกจ้างผู้ร้อง และปลดผู้ร้องออกจากตำแหน่งใด ๆ ทั้งหมดในฐานะผู้มีอำนาจจัดการกิจการของลูกหนี้ตลอดจนห้ามมิให้ผู้ร้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับลูกหนี้และห้ามมิให้ผู้ร้องออกคำสั่งใด ๆ แก่พนักงานของลูกหนี้หรือติดต่อภายในพื้นที่สำนักงานของลูกหนี้ และระงับการจ่ายค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง และข่มขู่ว่าจะฟ้องร้องเรียกค่าจ้างและเงินประเภทอื่น ๆ ที่ผู้ร้องได้รับเพื่อตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกหนี้ตั้งแต่มีการฟื้นฟูกิจการคืน ผู้ร้องก็ไม่อาจทำหน้าที่และใช้สิทธิในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ได้ และไม่อาจตรวจสอบได้ว่าผู้บริหารแผนดำเนินการตามแผนหรือไม่ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้หรือไม่ และผู้ร้องไม่อาจใช้สิทธิในการยื่นคำร้องต่อศาล อีกทั้งผู้ร้องยังไม่อาจทำหน้าที่เป็นผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ได้ นอกจากผู้บริหารแผนไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะเลิกจ้างและถอดถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งต่าง ๆ ในบริษัทลูกหนี้แล้ว ผู้บริหารแผนยังได้แต่งตั้งนายทองฉัตร หงศ์ลดารมภ์ เข้ามาเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทลูกหนี้ โดยทำหน้าที่บริหารกิจการของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ก็จะตกแก่นายทองฉัตร ซึ่งเป็นบุคคลที่ผู้บริหารแผนเป็นผู้แต่งตั้งขึ้นก่อนยื่นคำร้องคดีนี้ ขอศาลมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/67 และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้บริหารแผนและให้ผู้ร้องมีตำแหน่งต่าง ๆ ในบริษัทของลูกหนี้รวมทั้งได้รับค่าตอบแทนเนื่องจากการทำงานจากลูกหนี้ตามเดิม

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านว่า การกระทำต่าง ๆ ของผู้บริหารแผนเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายและถูกต้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า คำสั่งของผู้บริหารแผนเฉพาะที่ให้ความเกี่ยวข้องของผู้ร้องและตำแหน่งของผู้ร้องในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลงนั้นไม่มีผลผูกพันผู้ร้อง คำขออื่นให้ยก

ผู้ร้องและผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2546 ให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผนตามคำร้องของผู้บริหารของลูกหนี้ ฉบับลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 และตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2545 คดีถึงที่สุด

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ และยังมีตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ (Chief Executive Officer) หลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว ผู้บริหารแผนมีหนังสือลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 แจ้งต่อผู้ร้องใจความว่า ความเกี่ยวข้องของผู้ร้องและตำแหน่งของผู้ร้องในบริษัทลูกหนี้ไม่ว่าในฐานะผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้หรือฐานะลูกจ้างให้สิ้นสุดลงโดยมีผลทันที ผู้ร้องไม่มีอำนาจออกคำสั่งใด ๆ แก่พนักงานของลูกหนี้ ห้ามมิให้ผู้ร้องเข้าไปในสถานที่ทำงานของลูกหนี้หรือติดต่อภายในพื้นที่สำนักงานของลูกหนี้ โดยเฉพาะบริเวณโรงงานของลูกหนี้ที่จังหวัดระยอง สำนักงานของลูกหนี้ที่ทีพีไอทาวเวอร์ และสำนักงานชั่วคราวที่อาคารหรินธร ถนนสาทรเหนือ กรุงเทพมหานคร ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องใช้ทรัพย์สินของลูกหนี้ และจะต้องคืนทรัพย์สินของลูกหนี้ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้ร้องหรืออยู่ในอำนาจสั่งการของผู้ร้อง รวมทั้งกุญแจของสำนักงานและกุญแจอื่นใด บัตรผ่านเข้าออก อุปกรณ์สำนักงาน หัวจดหมายและตราประทับของลูกหนี้ สมุดบันทึกรายงานการประชุมของลูกหนี้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิใช้พาหนะของลูกหนี้ และไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนใด ๆ อันเป็นผลมาจากการยุติความเกี่ยวข้องกับลูกหนี้ในทุกตำแหน่งตามสำเนาหนังสือของผู้บริหารพร้อมคำแปลเอกสารท้ายคำร้องหมายเลข 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของผู้บริหารแผนตามหนังสือของผู้บริหารแผนฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ทั้งหมด และให้ผู้ร้องกลับมีสภาพเดิมโดยมีตำแหน่งต่าง ๆ ในบริษัทลูกหนี้และได้รับค่าตอบแทนเนื่องจากการทำงานของลูกหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ตามบทนิยามในมาตรา 90/1 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้อยู่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้วอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดลง ครั้นเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ และบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ยกเว้นสิ้นที่จะได้รับเงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ให้บรรดาสิทธิและอำนาจหน้าที่ของผู้ทำแผนตกเป็นของผู้บริหารแผนตั้งแต่ผู้บริหารแผนได้ทราบคำสั่งศาลการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามขั้นตอนข้างต้น เป็นไปตามบทบัญญัติในมาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง, มาตรา 90/25 และมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ที่ผู้บริหารแผนมีข้อกำหนดไม่ให้ผู้ร้องออกคำสั่งใด ๆ แก่พนักงานของลูกหนี้ หรือติดต่อภายในพื้นที่ของลูกหนี้ ทั้งนี้ก็เนื่องจากผู้บริหารแผนเป็นผู้มีอำนาจบริหารจัดกิจการของลูกหนี้จึงเป็นผู้ที่มีอำนาจสั่งการ บังคับบัญชาพนักงานของลูกหนี้และที่ห้ามผู้ร้องเข้าไปในสถานที่ทำงานของลูกหนี้โดยเฉพาะบริเวณโรงงานของลูกหนี้ที่จังหวัดระยอง สำนักงานลูกหนี้ที่ทีพีไอทาวเวอร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งชั้นที่ 29) และสำนักงานชั่วคราวที่อาคารหรินธร ถนนสาทรเหนือ กรุงเทพมหานคร ได้ความจากผู้บริหารแผนว่า หากให้ผู้ร้องเข้าไปก็จะทำให้การดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการและการจัดการบริหารงานต่าง ๆ ของลูกหนี้ให้เป็นไปตามแผนต้องมีเหตุขัดข้องหรือเชื่องช้าออกไป การที่ผู้ร้องเข้าไปในที่ทำการดังกล่าวก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานของผู้บริหารแผน ผู้บริหารแผนย่อมมีอำนาจในการที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ ส่วนที่ผู้บริหารแผนไม่ให้ผู้ร้องใช้ทรัพย์สินของลูกหนี้ และผู้ร้องจะต้องดำเนินการคืนทรัพย์สินที่อยู่ในความครอบครอง หรืออยู่ในอำนาจสั่งการของผู้ร้องให้แก่ผู้บริหารแผนซึ่งทรัพย์สินเหล่านั้นรวมถึงกุญแจของสำนักงาน และกุญแจอื่นใด บัตรผ่านเข้าออก อุปกรณ์สำนักงาน ซึ่งรวมถึงกระดาษหัวจดหมายและตราประทับของบริษัท พาหนะของลูกหนี้และสมุดบันทึกรายงานการประชุมของลูกหนี้ กรณีเป็นการใช้อำนาจในการรวบรวมทรัพย์สินของผู้ทำแผนเพื่อนำทรัพย์สินของลูกหนี้มาไว้ในอารักขาแห่งตนกับทั้งเป็นการให้ผู้บริหารของลูกหนี้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/21 วรรคสาม, มาตรา 90/24 วรรคสอง และมาตรา 90/59 วรรคสอง ส่วนที่ยังค้างอยู่ ที่ผู้บริหารแผนแจ้งข้อกำหนดไปว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนใด ๆ และจะไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนใด ๆ ให้แก่ผู้ร้องอีกต่อไปนับแต่วันที่ลงในหนังสือบอกกล่าว เห็นว่า ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ การกำหนดค่าตอบแทนให้แก่ผู้บริหารของลูกหนี้ย่อมเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัท หากข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดไว้ การจ่ายค่าตอบแทนให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 90 เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและข้อบังคับของลูกหนี้มิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจดังกล่าวย่อมตกแก่ผู้บริหารแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/59 วรรคหนึ่ง การที่ผู้บริหารแผนออกคำสั่งให้งดจ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้บริหารของลูกหนี้เนื่องจากผู้บริหารของลูกหนี้หมดอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างเวลาดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่อยู่ในกรอบอำนาจของผู้บริหารแผนที่จะกระทำได้ ดังนั้น การที่ผู้บริหารแผนมีหนังสือออกข้อกำหนดฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ตามเอกสารหมายเลข 1 จึงอยู่ในอำนาจของผู้บริหารแผนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายที่จะออกข้อกำหนดให้ผู้ร้องกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่ผู้ร้องเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้น มีปัญหาว่า ผู้บริหารแผนจะมีคำสั่งให้สถานะของผู้ร้องที่เป็นผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลงได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแต่ยังไม่มีการตั้งผู้ทำแผน ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลง ให้ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนหรือผู้บริหารของลูกหนี้เป็นผู้บริหารชั่วคราวมีอำนาจหน้าที่จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไปภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนกว่าจะมีการตั้งผู้ทำแผน..." และหากในคดีนั้นศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว มาตรา 90/25 บัญญัติว่า "...เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้และบรรดาสิทธิตามกฎหมายของผู้ถือหุ้นของลูกหนี้ ยกเว้นสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลตกแก่ผู้ทำแผน..." เช่นนี้ ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว อำนาจของผู้บริหารของลูกหนี้ในการบริหารจัดการกิจการของลูกหนี้ย่อมสิ้นสุดโดยมีผู้บริหารชั่วคราวหรือผู้ทำแผนเป็นผู้ใช้อำนาจดังกล่าวแทน แล้วแต่กรณี และเมื่อคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงโดยการยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มาตรา 90/74 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการให้อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้กลับเป็นของผู้บริหารของลูกหนี้..." หรือกรณีคดีฟื้นฟูกิจการสิ้นสุดลงโดยการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ มาตรา 90/75 บัญญัติว่า "คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ...ให้มีผลดังนี้ (1) ผู้บริหารของลูกหนี้กลับมีอำนาจจัดการและทรัพย์สินของลูกหนี้ต่อไป..." จึงเห็นได้ว่า คำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมิได้ทำให้สถานะของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดไปแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงให้มีการพักการใช้อำนาจในการบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เช่นนี้การที่ผู้บริหารแผนมีหนังสือแจ้งข้อกำหนดต่าง ๆ ให้ผู้ร้องปฏิบัติจึงมีผลบังคับได้เท่าที่ไม่กระทบถึงสถานะและสิทธิของผู้ร้องซึ่งยังดำรงสถานะเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ในการที่จะดำเนินการต่าง ๆ ตามที่พระราชบัญญัติล้มละลายฯ ได้บัญญัติให้อำนาจและคุ้มครองไว้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางส่วนนี้จึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้ร้องอุทธรณ์เกี่ยวกับการขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ พ.ศ.2483 มาตรา 90/67 นั้น เมื่อปรากฏว่าระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟแพลนเนอร์ส จำกัด พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารแผนและคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว บริษัทเอ็ฟเฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ส จำกัด จึงไม่มีสถานะเป็นผู้บริหารแผนในการฟื้นฟูกิจการอีกต่อไป การที่จะพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ร้องส่วนที่ว่ามีเหตุที่จะสั่งให้ผู้บริหารแผนพ้นจากตำแหน่งอีกหรือไม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาอีกต่อไป ส่วนปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของผู้ร้องไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะมิได้ทำให้ผลคดีเปลี่ยนไป

สำหรับอุทธรณ์ของผู้บริหารแผนที่ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งหมดนั้นพอสรุปได้ว่า ผู้บริหารแผนขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนสถานะของผู้ร้องทั้งในการเป็นกรรมการของลูกหนี้และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้นั้น เห็นว่า ในปัญหานี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าสถานะของผู้ร้องในการเป็นผู้บริหารของลูกหนี้ยังคงอยู่เพียงแต่ผู้ร้องในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้ถูกจำกัดอำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว ส่วนที่ว่าผู้ร้องยังเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้อีกฐานะหนึ่ง นั้น เห็นว่า การที่ผู้ร้องมีฐานะเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ ถือว่าผู้ร้องเป็นผู้บริหารสูงสุดในการดำเนินธุรกิจจัดการกิจการของบริษัทลูกหนี้ และเมื่อผู้ร้องดำเนินกิจการของลูกหนี้ในฐานะดังกล่าวแล้วจะต้องรายงานผลการดำเนินงานให้แก่คณะกรรมการของลูกหนี้ทราบ การที่ผู้ร้องดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงถือเป็นการกระทำในฐานะผู้บริหารของลูกหนี้เช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ร้องในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ย่อมถูกจำกัดการใช้อำนาจในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้หลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม สถานะของผู้ร้องในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้ก็จะยังคงมีอยู่เช่นเดียวกับการที่ผู้ร้องเป็นกรรมการของลูกหนี้ ดังนั้น ผู้บริหารแผนจึงไม่มีอำนาจออกคำสั่งไปในทางให้สถานะของผู้ร้องไม่ว่าฐานะกรรมการของลูกหนี้หรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูกหนี้สิ้นสุดลงได้ คำสั่งของศาลล้มละลายกลางจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/1 ม. 90/20 ม. 90/21 ม. 90/24 ม. 90/25 ม. 90/59 ม. 90/74 ม. 90/75
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กับพวก
ผู้ร้อง — นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ลูกหนี้ — บริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5412/2547
#411640
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ที่จำเลยตกลงยินยอมผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาทกับหนี้ในคดีอื่นอีกพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ หากจำเลยปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกครบถ้วนโจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นทั้งหมด หากจำเลยผิดเงื่อนไขยินยอมให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไปตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้น เป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองจะชดใช้เงินของโจทก์ที่ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ตกลง เลิกหรือระงับการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกที่จะชดใช้ค่าเสียหายกันในทางแพ่ง มิใช่เป็นการยอมความอันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ต้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) คดีจึงยังไม่เลิกกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจาการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90 และ 91 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1895/2540, 3116/2540, 258/2541 หมายเลขแดงที่ 4208/2540, 4220/2540, 4222/2540 และ 4394/2540 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างการไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเช็คฉบับที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะเช็คฉบับที่ 3 ถึงที่ 6 ให้ประทับฟ้อง และยกฟ้องเช็คฉบับแรก

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อสิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4(1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 5 กระทงละ 25,000 บาท และตามเช็คฉบับที่ 4 และที่ 6 กระทงละ 20,000 บาท รวม 4 กระทง เป็นเงิน 90,000 บาท ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ตามเช็คฉบับที่ 3 และที่ 5 กระทงละ 5 เดือน และตามเช็คฉบับที่ 4 และที่ 6 กระทงละ 4 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 45,000 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4220/2540 และหมายเลขแดงที่ 4394/2540 ของศาลชั้นต้น แต่ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นของศาลชั้นต้นนั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 หรือไม่ จึงให้ยกคำขอ

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ คือ เช็คฉบับแรก ฉบับที่ 3 ถึงฉบับที่ 6 รวมเป็นเงิน 1,872,444.69 บาท ในคดีนี้เพื่อชำระหนี้ค่าเช่าซื้อรถยนต์บรรทุกหัวลากที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระหนี้ค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระแก่โจทก์ ซึ่งเป็นหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระ โจทก์นำเช็คทั้งห้าฉบับเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็ค ต่อมาในระหว่างพิจารณาคดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงทำบันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ ลงวันที่ 11 มีนาคม 2541 ตามเอกสารในสำนวนอันดับที่ 52 ว่าจำเลยทั้งสองตกลงยินยอมผ่อนชำระหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับในคดีนี้ และเช็คที่จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ในคดีอื่นอีก 7 คดี เป็นต้นเงินทั้งสิ้น 15,633,063.59 บาท โดยตกลงผ่อนชำระเป็นงวดรวม 47 งวด พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับ โดยผ่อนชำระเป็น 4 งวด รวมเป็นเงินดอกเบี้ย 8,389,059.85 แล้วโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในแต่ละงวด หากจำเลยทั้งสองปฏิบัติการชำระหนี้ตามบันทึกนี้ครบถ้วน โจทก์จะถอนฟ้องคดีนี้และคดีอื่นทั้งหมด แต่หากจำเลยทั้งสองผิดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง จำเลยทั้งสองยินยอมให้ยกคดีนี้ขึ้นพิจารณาต่อไป ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงขอให้ศาลยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ อันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า บันทึกเงื่อนไขการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงที่จำเลยทั้งสองจะชดใช้เงินของโจทก์ที่ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วนเท่านั้น ไม่มีข้อความตอนใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์ตกลงเลิกหรือระงับการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสองแต่ประการใด ข้อตกลงตามเอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงบันทึกที่จะชดใช้ค่าเสียหายกันในทางแพ่งเท่านั้น มิใช่เป็นการยอมความอันมีผลทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาของโจทก์ต้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) คดีจึงยังไม่เลิกกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์หลายฉบับ และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินเช็คทุกฉบับรวมแล้วเป็นหนี้เงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้นเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์แก้ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากคดีอื่นนั้น เห็นว่า คดีดังกล่าวไม่ปรากฏหลักฐานว่าศาลมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่นับโทษต่อให้"

พิพากษากลับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 39 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสวีเดนขนส่ง จำกัด
บริษัทซี.เอ. ทรานสปอร์ต
จำเลย — และการพาณิชย์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5394 -ที่ 5404/2547
#112976
เปิดฉบับเต็ม

เงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวที่จำเลยจ่ายให้โจทก์แต่ละคนซึ่งเป็นพนักงานขับรถและพนักงานยกของที่ไปกับรถของจำเลยเมื่อทำตามหน้าที่ของตน โดยจำเลยกำหนดอัตราไว้แน่นอนว่าเที่ยวหนึ่งจะจ่ายให้เท่าใด สามารถคำนวณได้ตามจำนวนเที่ยวที่ทำได้ในเวลาทำงานตามปกติของวันทำงาน มีลักษณะชี้ชัดว่าจำเลยมุ่งหมายจ่ายให้โจทก์เพื่อตอบแทนการทำงานมิใช่จงใจจ่ายเพื่อจูงใจให้โจทก์ขยันทำงาน เงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวจึงเป็นค่าจ้าง ตามความหมายของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมการพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ ตามลำดับ

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างที่ขาดเป็นเงิน ๑๒,๒๔๐ บาท ๑๓,๖๘๐ บาท ๔๑,๐๘๒ บาท ๙,๒๖๔ บาท ๑๕,๐๑๕ บาท ๑๗,๖๑๕ บาท ๑๗,๖๑๕ บาท ๑๗,๘๕๖ บาท ๒๙,๐๙๕ ๑๑,๕๐๕ บาท ๑๒,๔๘๐ บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ ๑ ถึงที่ ๑๑ และให้จำเลยจ่ายค่าจ้างนับถัดจากวันฟ้องต่อไปไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างที่ยังขาดอยู่ให้แก่โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๑,๒๒๐ บาท โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑,๒๙๐ บาท โจทก์ที่ ๓ เป็นเงิน ๑๐,๒๒๒.๓๓ บาท โจทก์ที่ ๔ เป็นเงิน ๑,๒๗๐ บาท โจทก์ที่ ๕ เป็นเงิน ๕,๗๓๕ บาท โจทก์ที่ ๖ เป็นเงิน ๗,๓๘๐ บาท โจทก์ที่ ๗ เป็นเงิน ๓,๒๙๐ บาท โจทก์ที่ ๙ เป็นเงิน ๑๐,๒๓๒ บาท โจทก์ที่ ๑๐ เป็นเงิน ๓,๙๒๐ บาท และโจทก์ที่ ๑๑ เป็นเงิน ๒,๖๒๕ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของเงินที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ แต่ละคนนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๕) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสียและให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ ๘

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติความหมายของคำว่า "ค่าจ้าง" ไว้ว่า คือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้าง สำหรับระยะเวลาการทำงานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวัน รายเดือน หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตาม ผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน เมื่อเงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยว จำเลยได้จ่ายให้โจทก์ทุกคนเมื่อโจทก์ทุกคนทำตามหน้าที่ของตนซึ่งจำเลยกำหนดอัตราไว้แน่นอนว่าเที่ยวหนึ่งจะจ่ายให้เท่าใด สามารถคำนวณได้ตามจำนวนเที่ยวที่ทำได้ในเวลาทำงานตามปกติของวันทำงานอันมีลักษณะชี้ชัดว่า จำเลยมุ่งหมายจ่ายให้โจทก์ทุกคนเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน มิใช่จงใจจ่ายไปเพื่อจูงใจให้โจทก์ขยันทำงาน ฉะนั้นเงินค่าคอมมิชชั่นหรือค่าเที่ยวจึงเป็น "ค่าจ้าง" ตามความหมายของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สมศักดิ์ ฉัตรทันต์ กับพวก
จำเลย — บริษัทไทยเจริญทรานสปอร์ต จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สถิตย์ อรรถบลยุคล
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5387/2547
#411649
เปิดฉบับเต็ม

การนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้นศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้ว เมื่อศาลพิพากษาคดีเรื่องหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ เมื่อปรากฏจากคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 2 แจ้งชัดแล้วว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยแม้ว่าคดีดังกล่าวที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ยังไม่ถึงที่สุดดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์จำเลยจึงยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอยู่ การที่คดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษจำเลยต่อไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง รถยนต์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2747/2542

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ โดยจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 97 (ที่ถูกพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97) กึ่งหนึ่ง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 27 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 18 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1772/2545 ของศาลชั้นต้น คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยที่ 2 มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุคคลเดียวกับจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2747/2542 หมายเลขแดงที่ 1772/2545 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในปัญหาข้อกฎหมายว่า การนับโทษต่อ คดีที่จะนับโทษต่อจะต้องเป็นคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าเมื่อคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1772/2545 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้นเป็นคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ที่ศาลชั้นต้นให้นับโทษจำเลยต่อจากคดีดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า การนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้นศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้วเมื่อศาลพิพากษาคดีเรื่องหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ เมื่อปรากฏจากคำฟ้องฎีกาของจำเลยที่ 2 แจ้งชัดแล้วว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลยแม้ว่าคดีดังกล่าวที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ยังไม่ถึงที่สุดดังที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยจึงยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอยู่ การที่คดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษจำเลยต่อไม่ได้ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1772/2545 ของศาลชั้นต้น ตามคำขอของโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายสุขสันต์ วงค์เนตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
ชุติมา จงสงวน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5364/2547
#113038
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปีนั้น แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องและจำเลยให้การปฏิเสธ อันเป็นประเด็นแห่งคดี แต่ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเกี่ยวกับการหย่าไว้เพียงว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่แต่เพียงประการเดียวเท่านั้น โดยโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างสละสิทธิไม่ติดใจในประเด็นเกี่ยวกับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่อีกต่อไป ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้จึงถือไม่ได้ว่าในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นของเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปีหรือไม่ โจทก์จึงนำเอาเหตุหย่าเพราะสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี มาฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ได้อีก ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 176/2535 หมายเลขแดงที่ 450/2536 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289/2538 ซึ่งเป็นคดีก่อน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปีนั้น แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องและจำเลยให้การปฏิเสธ อันเป็นประเด็นแห่งคดี แต่ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเกี่ยวกับการหย่าไว้เพียงว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่ แต่เพียงประการเดียวเท่านั้น โดยโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างสละสิทธิไม่ติดใจประเด็นเกี่ยวกับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่อีกต่อไป ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ ย่อมถือไม่ได้ว่า ในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นของเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปี แล้ว โจทก์จึงนำเอาเหตุหย่าเพราะสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี มาฟ้องหย่าจำเลยอีกเป็นคดีนี้ได้ ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ กาญจนไพรดี
จำเลย — นางทัศนีย์ กาญจนไพรดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา — นางสาวรุ่งกานต์ ศรีตระกูลชัย
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 — นายสุรภพ ปัทมะสุคนธ์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5364/2547
#412007
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปีนั้น แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องและจำเลยให้การปฏิเสธ อันเป็นประเด็นแห่งคดีแต่ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเกี่ยวกับการหย่าไว้เพียงว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่แต่เพียงประการเดียวเท่านั้นโดยโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างสละสิทธิไม่ติดใจในประเด็นเกี่ยวกับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่อีกต่อไป ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้จึงถือไม่ได้ว่าในคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นของเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปีหรือไม่ โจทก์จึงนำเอาเหตุเพราะสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี มาฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ได้อีก ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง แต่คดีดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง นับแต่มีเหตุบาดหมางกันจนถึงวันฟ้องโจทก์จำเลยมิได้อยู่ร่วมกัน และไม่เคยไปมาหาสู่กันเกินกว่า 5 ปีแล้ว ถือได้ว่าโจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาเกิน 3 ปี ขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตาม ขอถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยตกลงหรือสมัครใจแยกกันอยู่กับโจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขดำที่ 176/2535 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 176/2535 หมายเลขแดงที่ 450/2536 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289/2538 เอกสารหมาย จ.4 ซึ่งเป็นคดีก่อน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปี แม้โจทก์จะกล่าวมาในฟ้องและจำเลยให้การปฏิเสธ อันเป็นประเด็นแห่งคดี แต่ในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นเกี่ยวกับการหย่าไว้เพียงว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุให้โจทก์ฟ้องหย่าหรือไม่แต่เพียงประการเดียวเท่านั้นโดยโจทก์จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านไว้ถือได้ว่าโจทก์จำเลยต่างสละสิทธิไม่ติดใจในประเด็นเกี่ยวกับเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยแยกกันอยู่อีกต่อไป ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นเป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ดังนี้ย่อมถือไม่ได้ว่าในคดีก่อนได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นของเหตุหย่าที่ว่าโจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปี แล้ว โจทก์จึงนำเอาเหตุหย่าเพราะสมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี มาฟ้องหย่าจำเลยเป็นคดีนี้ได้อีก ฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่งแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปมีว่า โจทก์จำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เกินกว่า 3 ปี หรือไม่ โจทก์เบิกความว่า โจทก์จำเลยตกลงแยกกันอยู่และได้ทำบันทึกข้อตกลงไว้ที่กองบินกรมตำรวจด้วย แต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือซื่อในบันทึกดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.3 และได้นำร้อยตำรวจเอกจิระ มุกดารา มาเป็นพยานเบิกความว่าระหว่างที่ร้อยตำรวจเอกจิระปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรกองบังคับการ กองบินตำรวจได้รับแจ้งว่ามีการงัดบ้านโจทก์จึงไปที่บ้านหลังดังกล่าวพบจำเลย จำเลยแจ้งว่าโจทก์พาหญิงอื่นมางัดบ้านจะเข้าไปพัก แต่ตรวจดูแล้วไม่มีรอยงัด และไม่พบโจทก์ จึงให้สิบเวรตามหาโจทก์จนพบแล้วโจทก์จำเลยโต้เถียงกัน ในที่สุดมีการตกลงกันว่าจะแยกกันอยู่ ร้อยตำรวจเอกจิระจึงให้โจทก์จำเลยไปลงบันทึกประจำวันที่กองบังคับการ กองบินตำรวจ และให้โจทก์จำเลยไปลงลายมือชื่อในบันทึกที่ร้อยตำรวจเอกจิระรายงานถึงผู้บังคับบัญชาตามเอกสารหมาย จ.3 แต่จำเลยไม่ยอมไปลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว ส่วนจำเลยเบิกความว่าหลังจากจำเลยจับได้ว่าโจทก์ไปได้หญิงอื่นเป็นภริยา จำเลยได้ขอร้องให้โจทก์เลิกกับหญิงคนนั้น ซึ่งโจทก์ขอเวลาที่จะเลิกกับหญิงดังกล่าว และรับปากว่าจะส่งเสียบุตรเดือนละ 3,000 บาท แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม จำเลยจึงไปร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์จนโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนและถูกลงโทษทางวินัยตามเอกสารหมาย ล.10 ถึง ล.12 ในระหว่างนั้นจำเลยได้รับการผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดีและได้ไปพักฟื้นที่บ้านมารดาจำเลย หลังจากนั้นได้กลับไปที่บ้านพักกองบินตำรวจทราบว่า โจทก์พาหญิงอื่นเข้ามาอยู่ด้วยจึงไปแจ้งผู้บังคับบัญชาของโจทก์ และเจ้าหน้าที่กองบินตำรวจได้จัดให้จำเลยอยู่ในบ้านพักตามเดิม แต่โจทก์ได้ขนของออกไปจึงได้ทำบันทึกไว้ตามเอกสารหมาย ล.13 และ ล.14 ศาลฎีกาพิเคราะห์เอกสารหมาย จ.3 และ ล.10 ถึง ล.14 ประกอบคำเบิกความของโจทก์ จำเลยและพยานโจทก์ดังกล่าวแล้วเห็นว่า เอกสารหมาย จ.3 ได้ทำขึ้นเนื่องมาจากวันที่ 26 ตุลาคม 2534 จำเลยร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์ว่า โจทก์นำหญิงอื่นเข้ามาพักอาศัยในบ้านพัก ทำให้จำเลยไม่สามารถเข้าพักได้ เมื่อผู้บังคับบัญชารับทราบปัญหาของโจทก์จำเลยแล้วได้ให้โจทก์จำเลยเขียนบันทึกแสดงความต้องการเสนอในวันที่ 27 ตุลาคม 2534 และได้บันทึกไว้ในรายงานประจำวันตามเอกสารหมาย ล.13 และในบันทึกดังกล่าวได้ระบุว่าจำเลยขอกลับไปอาศัยกับญาติก่อนเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้มีเวลาพิจารณาหาทางเลือกที่ดีที่สุด ต่อมาในวันที่ 27 ตุลาคม 2534 ฝ่ายโจทก์จึงได้ทำบันทึกเอกสารหมาย จ.3 เพื่อให้จำเลยลงลายมือชื่อแต่จำเลยไม่ยอมลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่สมัครใจที่จะแยกกันอยู่กับโจทก์ ประกอบกับเมื่อจำเลยทราบว่า โจทก์ไปมีภริยาใหม่ก็ได้ร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาของโจทก์จนโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนและถูกลงโทษทางวินัยตามเอกสารหมาย ล.10 ถึง ล.12 พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่สมัครใจที่จะแยกกันอยู่กับโจทก์จึงไม่เป็นเหตุหย่าที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกันนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ กาญจนไพรดี
จำเลย — นางทัศนีย์ กาญจนไพรดี
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
อมร วีรวงศ์
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5346/2547
#412495
เปิดฉบับเต็ม

การสั่งคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ส่งมาให้ศาลฎีกาสั่ง จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุด ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์เป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเสีย และคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเห็นสมควรพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของโจทก์ โดยเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านให้คู่ความฟังจะเพิ่มเติมแก้ไขมิได้ เว้นแต่กรณีมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์โดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวจึงวินิจฉัยครบถ้วนตามประเด็นในอุทธรณ์ของโจทก์แล้วมิได้มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลง โจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิ่มเติมแก้ไขได้

(คำสั่งคำร้อง)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 33,230,309 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวและเงินเพิ่มร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินค้างจ่าย 3,547,176 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษายืน

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลฎีกา ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์คำสั่ง ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า คดีถึงที่สุดแล้วไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ เนื่องจากการยื่นเอกสารหรือคำคู่ความในลักษณะนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางก่อความรำคาญ ศาลเห็นสมควรออกข้อกำหนดโดยห้ามโจทก์หรือทนายโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาไปในทางก่อความรำคาญอีก หากต่อไปมีการยื่นเอกสารหรือคำคู่ความในลักษณะนี้ ให้เจ้าหน้าที่สั่งให้ผู้ยื่นรอฟังคำสั่งด้วยทุกครั้ง

โจทก์เห็นว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบของศาลฎีกาในเรื่องที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีผิดจากพยานหลักฐานในสำนวนที่รับฟังได้ว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลย และศาลฎีกาพิพากษาเกินไปจากประเด็นข้อพิพาท โจทก์จึงสามารถยื่นคำร้องดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 มิได้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในทางที่ก่อให้เกิดความรำคาญแต่อย่างใด ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ เมื่อศาลแรงงานกลางมีคำสั่งไม่รับคำร้องของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวได้ นอกจากนี้การที่ศาลแรงงานกลางออกข้อกำหนดห้ามโจทก์ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีนี้อีกเป็นการไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 30 ถึงมาตรา 33 โปรดมีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว การสั่งคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาซึ่งอ้างว่าเป็นการผิดระเบียบในชั้นฎีกา เป็นอำนาจของศาลฎีกา ที่ศาลแรงงานกลางสั่งยกคำร้องของโจทก์โดยไม่ส่งมาให้ศาลฎีกาสั่ง จึงเป็นการไม่ชอบ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้คำสั่งในเรื่องดังกล่าวเป็นที่สุด ที่ศาลแรงงานกลางสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ก็เป็นการไม่ชอบ จึงให้ยกคำสั่งของศาลแรงงานกลางดังกล่าวเสียและคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เห็นสมควรพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบของโจทก์ไปเสียเลย โดยเห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดตั้งแต่วันที่ได้อ่านให้คู่ความฟังจะเพิ่มเติมแก้ไขมิได้ เว้นแต่กรณีมีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงเล็กน้อย คดีนี้ศาลฎีกาพิพากษาอุทธรณ์โจทก์โดยวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งหมดเป็นอุทธรณ์ที่โต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลางเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยหรือไม่ อันเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าว จึงวินิจฉัยครบถ้วนตามประเด็นในอุทธรณ์ของโจทก์แล้ว มิได้มีข้อผิดพลาดหรือผิดหลงโจทก์จึงไม่อาจขอให้เพิ่มเติมแก้ไขได้ ให้ยกคำร้อง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 143
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโฆษิต ทัศนเทพกมล
จำเลย — บริษัทประสิทธิ์พัฒนา จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
ชวลิต ยอดเณร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5334/2547
#412119
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ยื่นคำขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยยื่นคำคัดค้านซึ่งไม่ถูกต้อง ขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้าน จำเลยให้การว่าโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าที่ดินที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครอง แม้คำคัดค้านของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตาม ป.ที่ดินฯ มาตรา 69 ทวิ ก็ตาม แต่ก็เป็นการโต้แย้งสิทธิในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว โจทก์ชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลได้ และคำขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านมีความหมายรวมถึงการที่ขอให้จำเลยมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท หากโจทก์ชนะคดีศาลย่อมมีอำนาจบังคับให้ตามขอได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1528 ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 ซึ่งเป็นที่ดินข้างเคียงมีเนวเขตที่ดินติดต่อกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ยื่นคำร้องขอรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนราธิวาส จำเลยได้คัดค้านการรังวัดที่ดินโดยอ้างว่าผู้แทนโจทก์นำชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ซึ่งเป็นการไม่ถูกต้อง ขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินที่อ้างว่าแนวเขตที่ดินของโจทก์รุกล้ำแนวแขตที่ดินของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 จำเลยได้ที่ดินดังกล่าวนี้มาด้วยการซื้อขายโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยสงบ เปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตที่ดินของโจทก์ดังกล่าวรุกล้ำแนวเขตที่ดินพิพาทในความครอบครองของจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิคัดค้านการรังวัดของโจทก์ และการแสดงคำคัดค้านย่อมเป็นสิทธิตามกฎหมายของจำเลย คำคัดค้านของจำเลยจึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่โจทก์ที่จะฟ้องบังคับให้เพิกถอนได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินหรือไม่ เห็นว่า ตามฟ้องโจทก์บรรยายว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินโฉนดเลขที่ 1528 ตำบลบางนาค อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส โจทก์ยื่นขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงคัดค้านการรังวัดอ้างว่าผู้แทนโจทก์นำชี้แนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของจำเลย ดังนี้ แม้การยื่นคำคัดค้านดังกล่าวจะเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ แต่เนื้อหาในคำคัดค้านที่จำเลยอ้างว่าที่ดินที่ผู้แทนโจทก์นำชี้รุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของจำเลยโฉนดเลขที่ 2431 ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์นั้น เป็นการโต้แย้งเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย ถือว่ามีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องคดีต่อศาลได้ ทั้งตามคำฟ้องของโจทก์ได้แนบสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 2431 กับหนังสือคัดค้านที่มีข้อความระบุว่า จำเลยเป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 2431 ตามเอกสารแนบท้ายคำฟ้องหมายเลข 2 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และโจทก์ได้ขอให้บังคับจำเลยถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขต ซึ่งย่อมมีความหมายรวมถึงการที่ได้ขอให้บังคับจำเลยมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์นำชี้รังวัด ซึ่งหากโจทก์ชนะคดี ศาลย่อมมีอำนาจบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและพิพากษายกฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น แต่เนื่องจากศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์จึงมีสิทธิคัดค้านการรังวัดสอบแนวเขตที่ดินของโจทก์หรือไม่ และคดีนี้ที่ดินพิพาทที่อ้างว่ารุกล้ำจำนวน 2 ตารางวา มีราคาเพียง 90,000 บาท เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 และให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 69 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลเมืองนราธิวาส
จำเลย — นายวิเชียร โอฬาร์เวส
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5333/2547
#412117
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาทั้งหมด คำให้การของจำเลยที่ 1 ในข้อ 3 และคำให้การจำเลยที่ 2 ในข้อ 4 ต่อสู้ว่า รถยนต์คันพิพาทมิได้เข้าไปจอดในอาคารในช่วงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเกิดเหตุคดีนี้ และจำเลยทั้งสองให้การต่อไปว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์ที่เข้าไปจอดภายในอาคารดังกล่าว ซึ่งหมายถึงความรับผิดตามกฎหมายกรณีรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในอาคารดังกล่าวสูญหายไป คำให้การของจำเลยทั้งสองชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองยกเหตุขึ้นต่อสู้ 2 ประการ คือ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อ ร. หาก ร. นำรถพิพาทเข้าไปจอดในอาคารแล้วสูญหาย และ ร. ก็มิได้นำรถพิพาทเข้าไปจอดภายในอาคาร จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง รวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง หาใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนรถยนต์หรือชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 380,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระเงินดังกล่าวไปจนชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 16,625 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้บริการให้ความสะดวกแก่เจ้าของร่วมหรือเจ้าของพื้นที่ (ผู้มีกรรมสิทธิ์) ในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ได้แก่ การจราจรในอาคารจอดรถ จัดระเบียบในการจอด โดยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบการสูญหายของรถยนต์ในอาคาร จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบการสูญหายในรถยนต์หรือทรัพย์สินในรถยนต์คันพิพาท และจำเลยที่ 1 หรือโจทก์หรือผู้ใดไม่สามารถรับรองได้ว่ารถยนต์คันดังกล่าวที่สูญหายได้นำเข้ามาจอดในอาคารจริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ไม่ทราบ จำเลยที่ 1 ไม่มีธุรกิจรับฝากหรือดูแลรักษารถยนต์ นอกจากนั้นรถยนต์คันดังกล่าวไม่มีพฤติการณ์ส่งมอบการครอบครองให้อยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 และไม่ปรากฏว่าได้มาจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ โจทก์ฟ้องเรื่องฝากรถให้จำเลยที่ 1 รับผิดฐานไม่ระวังต้องฟ้องใน 6 เดือน นับแต่สิ้นสุดการฝาก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เพราะไม่ปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทแก่โจทก์ก่อนฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างจำเลยที่ 1 ให้บุคคลในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของนิติบุคคลอาคารชุดไม่ต้องรับผิดต่อการสูญหายทรัพย์สินของบุคคลใด รถยนต์คันพิพาทไม่ได้นำมาจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ในระหว่างที่โจทก์อ้างว่าสูญหาย จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับมอบการครอบครองรถคันดังกล่าวจึงไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดตามฟ้อง จำเลยที่ 2 รับจ้างจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ประกอบการรับฝากรถ จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้รับฝากรถเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์ขาดอายุความและโจทก์ฟ้องบุคคลไม่ถูกต้อง โจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับช่วงสิทธิหรือมีการโอนสิทธิ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ-8765 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ หรือชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 396,625 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 380,000 บาท นับแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองฎีกา 3 ข้อ ด้วยกันคือ โจทก์ไม่มีเอกสารเป็นหลักฐานในการกล่าวอ้างว่ารับช่วงสิทธิจากนายรัฐวิทย์ผู้เอาประกันรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ษ-8765 กรุงเทพมหานคร มาแสดงต่อศาล จึงรับฟังมิได้ว่าโจทก์รับช่วงสิทธิและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ คดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และคำให้การของจำเลยทั้งสองชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยทั้งสองขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน เห็นว่า การที่จะพิจารณาว่าคำให้การของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาทั้งหมด ปรากฏว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ในข้อ 3 และคำให้การจำเลยที่ 2 ในข้อ 4 ต่อสู้ว่า รถยนต์พิพาทมิได้เข้าไปจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ ในช่วงที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเกิดเหตุคดีนี้คือระหว่างวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2540 และจำเลยทั้งสองให้การต่อไปว่า จำเลยทั้งสองไม่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบรถยนต์ที่เข้าไปจอดภายในอาคารดังกล่าว ซึ่งหมายถึงความรับผิดตามกฎหมายกรณีรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในอาคารดังกล่าวสูญหายไป คำให้การเช่นนี้ย่อมชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองยกเหตุขึ้นต่อสู้ 2 ประการ คือ จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อนายรัฐวิทย์หากนายรัฐวิทย์นำรถพิพาทเข้าไปจอดในอาคารแล้วสูญหายและนายรัฐวิทย์ก็มิได้นำรถพิพาทเข้าไปจอดภายในอาคารดังกล่าว จึงเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งรวมทั้งเหตุแห่งการนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง หาใช่เป็นคำให้การที่ขัดแย้งกันเองไม่ เพราะข้อเท็จจริงเป็นเรื่องอยู่ในความรู้ฝ่ายเดียวของโจทก์ที่จะต้องมีภาระการพิสูจน์ให้ปรากฏต่อศาลและจำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธินำสืบต่อสู้คดี ซึ่งเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว เห็นว่า พยานหลักฐานสำคัญที่จะบ่งชี้ถึงความรับผิดหรือไม่ในเบื้องต้นของจำเลยทั้งสองคือบัตรผ่านดังกล่าว เพราะนายรัฐวิทย์นำรถพิพาทเข้าไปจอดในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ และมีผู้ใดนำรถออกไปได้โดยพนักงานของจำเลยที่ 2 ปล่อยให้รถพิพาทออกไป มิได้ขอให้ผู้ขับคืนบัตรผ่าน บัตรผ่านสำหรับรถพิพาทก็จะยังคงอยู่กับนายรัฐวิทย์ซึ่งอ้างว่านำไปมอบให้นางสาวจินตนาพร้อมกุญแจรถ แต่ปรากฏว่าโจทก์อ้างส่งเพียงสำเนาภาพถ่ายบัตรตามเอกสารหมาย จ.9 เท่านั้น โดยตัวบัตรจริงมิได้สูญหายหรือถูกทำลายโดยเหตุสุดวิสัย และโจทก์สามารถนำมาแสดงต่อศาลได้ ยิ่งไปกว่านั้นโจทก์มิได้อ้างและนำร้อยตำรวจโทดิลกมาเบิกความเพื่อให้ข้อเท็จจริงในการสอบสวนว่าได้ผลประการใด ทั้ง ๆ ที่นายรัฐวิทย์ได้กล่าวอ้างต่อโจทก์ในทำนองว่าสงสัยพนักงานขับรถของบริษัทที่อยู่ในอาคารดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 รวมทั้งข้อเท็จจริงว่านายรัฐวิทย์ได้แสดงบัตรผ่านต่อร้อยตำรวจโทดิลกหรือไม่ นอกจากนี้โจทก์มิได้นำนางสาวจินตนามาเบิกความเกี่ยวกับการได้สติกเกอร์ติดกระจกหน้ารถพิพาท และวิธีการเก็บรักษาบัตรผ่านตลอดทั้งหากรถพิพาทจอดในอาคารซึ่งต้องจอดในช่อง 7 เอ ตามสิทธิของบริษัทเอ็นอีซี จำกัด ซึ่งนางสาวจินตนาเป็นพนักงานและรถหายไปโดยกุญแจรถและบัตรผ่านยังอยู่ที่นางสาวจินตนาตามที่นายรัฐวิทย์กล่าวอ้าง เหตุใดนางสาวจินตนาจึงไม่ทราบหรือทราบแต่วางเฉยจนนายรัฐวิทย์เพิ่งยกขึ้นเป็นเหตุในวันที่ 14 ข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับพยานหลักฐานโจทก์จึงอ่อนด้อยต่อเหตุผลอันพึงรับฟัง อีกทั้งทางนำสืบของจำเลยทั้งสองซึ่งมีนายรังษีและพันเอกเกตุเบิกความให้ข้อเท็จจริงว่า นายรังสีเป็นผู้จัดการจำเลยที่ 1 พันเอกเกตุเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยของอาคารและกำกับดูแลพนักงานรักษาความปลอดภัย จำเลยที่ 1 มีระเบียบต้องตรวจสอบรถยนต์ซึ่งจอดค้างคืนภายในอาคารโดยพนักงานรักษาความปลอดภัยจะต้องตรวจสอบทุกวันและทำรายงานบันทึกเสนอให้ทราบตามสมุดบันทึก 2 เล่ม เอกสารหมาย ล.1 เมื่อเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น นายรังสีและพันเอกเกตุตรวจสอบสมุดบันทึกทั้งสองเล่มดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าในเดือนกรกฎาคม 2540 รถพิพาทจอดค้างคืนวันที่ 3 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 4 ส่วนระหว่างวันที่ 11 ถึงวันที่ 14 ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่โจทก์กล่าวอ้างว่ารถพิพาทหายไปขณะนายรัฐวิทย์ขับไปจอดที่อาคารดังกล่าวนั้น ไม่ปรากฏรายงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่ารถพิพาทได้เข้าไปจอดค้างคืนไว้ ศาลฎีกาตรวจสมุดบันทึกทั้งสองเล่มอย่างละเอียดแล้วเห็นว่าเป็นสมุดปฏิบัติงานตามปกติของพนักงานจำเลยที่ 2 เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ในเล่มที่ 1 และเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 ไม่ปรากฏข้อพิรุธใดอันจะทำให้เห็นได้ว่าเป็นการสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อนำมาใช้ต่อสู้คดี นอกจากนี้พันเอกเกตุยังเบิกความให้ข้อเท็จจริงว่าบริษัทเอ็นอีซี จำกัด มีรถยนต์หลายคันที่นำเข้าจอดภายในอาคาร และบัตรผ่านซึ่งเป็นบัตรแข็งที่ได้รับมาจะรวมไว้ด้วยกันภายในบริษัท จึงเป็นการง่ายต่อการที่จะมีผู้หยิบไปใช้แสดงเพื่อนำรถผ่านออกไป ข้อเท็จจริงนี้แม้ในขั้นตอบคำถามค้านทนายความโจทก์พันเอกเกตุก็ยังคงยืนยันเช่นเดิม เพียงแต่ไม่ทราบรายละเอียดถึงขั้นว่าบัตรผ่านของรถบริษัทฯ จะรวมอยู่กับบัตรผ่านสำหรับรถของพนักงานด้วยหรือไม่เท่านั้น พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองมีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายมีภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงยังรับฟังมิได้ว่ารถพิพาทหายไปขณะจอดอยู่ในอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ โดยความประมาทเลินเล่อของพนักงานจำเลยที่ 2 และไม่มีเหตุที่จะต้องพิจารณาว่าจำเลยทั้งสองต้องมีความรับผิดตามกฎหมายต่อโจทก์หรือไม่ รวมทั้งในประเด็นฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดต่อโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด
จำเลย — นิติบุคคลอาคารชำนาญ เพ็ญชาติ บิสเนสเซ็นเตอร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ