คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5020/2547
#411635
เปิดฉบับเต็ม

กรณีที่หนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ป.พ.พ. มาตรา 196 ให้เป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกว่าจะชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศหรือเงินไทย ศาลไม่มีอำนาจไปบังคับหรือเลือกแทนลูกหนี้ในการชำระหนี้ เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้เงินตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ลูกหนี้จึงอาจชำระเป็นเงินไทยก็ได้ โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 196 ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ทั้งการขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่ใช่กรณีศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ จึงไม่ต้องด้วย พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 98 ที่ให้ต้องคิดหนี้เป็นเงินตราไทย แต่เป็นการขอรับชำระหนี้เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ ซึ่งต้องบังคับตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/26 อันเป็นกฎหมายส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมาตรา 90/26 วรรคสาม มิได้บัญญัติให้นำมาตรา 98 มาใช้บังคับ ส่วนกรณีตามมาตรา 90/31 ที่ว่า ถ้าหนี้ได้กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศให้คิดเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้น เป็นกรณีที่มีการประชุมเจ้าหนี้และเจ้าหนี้เงินตราต่างประเทศนั้นเข้าประชุมเพื่อประโยชน์ในการคำนวณหนี้ที่ใช้ในการออกเสียงลงคะแนน จึงให้คำนวณหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย กรณีเจ้าหนี้รายนี้ไม่มีประเด็นปัญหาการเข้าประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะไปสั่งบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องคำนวณยอดหนี้จากเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินไทย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2543 ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีนางพรพรรณ ก่อนันทเกียรติ และบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจอาร์เธอร์แอนเดอร์เซ่น จำกัด เป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นหนี้เงินจำนวน 65,005,193.73 บาท และ 2,474,866.08 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19, 15.5, 16 และ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 2,895,489.41 บาท 3,000,000 บาท 1,371,800.74 ดอลลาร์สหรัฐ และ 29,897,226.13 บาท ตามลำดับ นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับเสร็จสิ้นพร้อมค่าฤชาธรรมเนียม 620,460 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้เจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้ทำแผน ตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/29 แล้ว

ผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายการหนี้เงินตราต่างประเทศว่า เจ้าหนี้จะต้องแปลงเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย ณ วันที่ 29 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวเป็นเงินไทย 37.479 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามคำพิพากษาเป็นจำนวน 65,05,193.73 บาท และ 2,474,866.08 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 2,895,489.41 บาท อัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,000,000 บาท อัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 1,371,800.74 ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราร้อยละ 16 ต่อปี จากต้นเงิน 29,897,226.13 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ

ผู้บริหารแผนและลูกหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า หนี้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหนี้เงินตราต่างประเทศ เจ้าหนี้จะต้องแปลงเงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย ณ วันที่ 25 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำพิพากษาและหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำนวน 620,460 บาท เจ้าหนี้สามารถขอรับเงินค่าธรรมเนียมศาลที่ชำระเกินคืนได้ 400,000 บาท เจ้าหนี้จึงควรได้รับชำระหนี้เพียง 220,460 บาท คำสั่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมิชอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เงินตราต่างประเทศโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 25 มีนาคม 2542 และหนี้ค่าฤชาธรรมเนียม ขอให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างมีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ขอรับเงินค่าธรรมเนียมศาลคืนได้เพียงใดก็ให้สิทธิเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงเพียงนั้น

เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า หนี้เงินตราต่างประเทศ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 บัญญัติให้ลูกหนี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่มีการใช้เงิน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำนวน 620,460 บาท เมื่อลูกหนี้ไม่อุทธรณ์คดีจึงถึงที่สุด ลูกหนี้จึงต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

ลูกหนี้และผู้บริหารแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งฟังได้ว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ คดีหมายเลขแดงที่ 6583/2542 จำนวน 65,005,193.73 บาท 2,474,866.08 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ย และหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน 620,460 บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้เต็มตามที่ขอ ลูกหนี้และผู้บริหารแผนยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลล้มละลายกลางขอให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาอัตรา 37.592 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยให้มีเงื่อนไขว่า หากเจ้าหนี้ได้รับเงินค่าธรรมเนียมคืนจากศาลเพียงใด ให้สิทธิของเจ้าหนี้ลดลงเพียงนั้น ทำนองเดียวกับที่แถลงคัดค้านไว้ในชั้นพิจารณาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ประการแรกว่า หนี้เงินดอลลาร์สหรัฐนั้นจะต้องเปลี่ยนเป็นไทยหรือไม่ และถืออัตราแลกเปลี่ยน ณ วันเวลาใด ซึ่งลูกหนี้และผู้บริหารแผนอุทธรณ์อ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 797/2538 และ 1909/2541 ให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 25 มีนาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาเนื่องจากคดีถึงที่สุดโดยไม่มีอุทธรณ์ฎีกา เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 บัญญัติว่า "ถ้าหนี้เงินได้แสดงไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ท่านว่าจะส่งใช้เป็นเงินไทยก็ได้ การเปลี่ยนแปลงเงินนี้ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน" จากบทบัญญัติดังกล่าวสิทธิที่จะเลือกว่าจะชำระหนี้เป็นเงินตราต่างประเทศหรือเงินไทยเป็นสิทธิของลูกหนี้ ศาลไม่มีอำนาจไปบังคับหรือเลือกแทนลูกหนี้ในการชำระหนี้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีที่ผู้อุทธรณ์อ้างนั้นเป็นกรณีที่ศาลมีคำพิพากษากำหนดให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นกรณีเพื่อความสะดวกในการบังคับคดี เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้เงินตามคำพิพากษาที่กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ลูกหนี้จึงอาจชำระเป็นเงินไทยก็ได้โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาที่ใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 ซึ่งเป็นสิทธิของลูกหนี้ที่จะเลือกปฏิบัติการชำระหนี้ ทั้งการขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไม่ใช่กรณีศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ จึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 98 ที่ต้องคิดหนี้เป็นเงินตราไทย แต่เป็นการขอรับชำระหนี้เนื่องจากศาลมีคำสั้งให้ฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ ซึ่งต้องบัญญัติบังคับตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 อันเป็นกฎหมายส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ซึ่งมาตรา 90/26 วรรคสาม มิได้บัญญัติให้นำมาตรา 98 มาใช้บังคับแต่อย่างใด ส่วนกรณีตามมาตรา 90/31 ที่ว่า ถ้าหนี้ได้กำหนดไว้เป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คิดเป็นเงินตราไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราประจำวันของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั้น เป็นกรณีที่มีการประชุมและเจ้าหนี้เงินตราต่างประเทศนั้นเข้าประชุม เพื่อประโยชน์ในการคำนวณหนี้ที่ใช้ในการออกเสียงลงคะแนน จึงให้คำนวณหนี้เงินตราต่างประเทศเป็นเงินไทย กรณีเจ้าหนี้รายนี้ไม่มีประเด็นปัญหาการเข้าประชุมเจ้าหนี้ จึงไม่มีความจำเป็นที่ศาลจะไปสั่งบังคับให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ต้องคำนวณยอดหนี้จากเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินไทยโดยถืออัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษา อุทธรณ์ข้อนี้ของลูกหนี้และผู้บริหารแผนฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้บริหารแผนประการสุดท้ายว่า หนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน เป็นหนี้ตามที่โจทก์ฟ้องขอให้ชำระหนี้หลายรายการ หนี้แต่ละรายการหากแยกฟ้องต้องเสียค่าขึ้นศาลอัตราสูงสุดรายการละ 200,000 บาท เมื่อเจ้าหนี้นำมาฟ้องรวมเป็นสำนวนเดียวเจ้าหนี้คงเสียค่าขึ้นศาลเพียง 200,000 บาทเท่านั้น ฉะนั้น ค่าฤชาธรรมเนียมที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ 620,460 บาท นั้น เป็นค่าธรรมเนียมที่เจ้าหนี้เสียไว้เกิน 200,000 บาท เจ้าหนี้ย่อมขอคืนในคดีดังกล่าวได้ จึงต้องนำส่วนที่ขอคืนได้มาหักกับหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้อุทธรณ์อ้างนั้นเป็นกรณีที่ใช้บังคับเฉพาะการคืนค่าขึ้นศาลในคดีที่ศาลมีคำสั่งเฉพาะคดีเท่านั้น ไม่อาจนำไปอ้างขอคืนค่าขึ้นศาลในคดีอื่นได้ สำหรับหนี้ตามคำพิพากษาที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมให้แก่เจ้าหนี้ แต่สั่งให้จำเลย (ลูกหนี้) ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนเจ้าหนี้ และคดีถึงที่สุดโดยไม่ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้ไขเป็นประการอื่น กรณีนี้จึงไม่อาจกำหนดเงื่อนไขการอนุญาตให้รับชำระหนี้ตามที่ลูกหนี้และผู้บริหารแผนกล่าวอ้างได้ อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26 ม. 90/31 ม. 98
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษํทยูนิคอร์ด จำกัด (มหาชน)
เจ้าหนี้ — ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5016/2547
#411991
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชนชนฯ มาตรา 10 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้กู้ยืมเงินที่เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 4 หรือ 5 ของกฎหมายดังกล่าวเป็นบุคคลล้มละลายได้ เป็นการให้อำนาจฟ้องได้ในขณะที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดเท่านั้น ไม่ต้องรอให้ฟ้องคดีอาญาเป็นจำเลยต่อศาลก่อนและไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาถึงที่สุดก่อนว่าผู้กู้ยืมกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ได้ เพราะความผิดตามกฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ รัฐต้องการให้กฎหมายมีสภาพบังคับโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่ร้ายแรงมากขึ้นจากความเนิ่นช้าในการบังคับใช้กฎหมายรัฐจึงเลือกใช้ช่องทางให้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 วรรคสองของกฎหมายดังกล่าว เพราะกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายนั้นจะต้องดำเนินการเป็นการด่วนตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 13 และในมาตรา 10 วรรคสองของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติต่อไปว่า ในการพิจารณาคดีล้มละลาย ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงตามวรรคหนึ่งให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด มิใช่ต้องได้ความจริงว่าลูกหนี้กระทำผิดตามคำพิพากษาถึงที่สุด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาด และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ใช้อำนาจเข้าจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบต่อมาตามวิธีการที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ล้มละลายฯ จนศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบล้มละลายและเข้าสู่ขั้นตอนการจำหน่ายทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 123 แล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้และ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ มีเจตนารมณ์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายจนสิ้นสุด ไม่อาจขอทุเลาการบังคับอย่างคดีแพ่งธรรมดาและไม่อาจขอให้งดหรือระงับการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากพนักงานอัยการโจทก์ใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ฟ้องจำเลยทั้งสิบเป็นบุคคลล้มละลายโดยคดีอาญาที่จำเลยทั้งสิบถูกฟ้องกล่าวหาว่ากระทำผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา และคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2545 จำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 61 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2546 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะทำการขายทอดตลาดทรัพย์ที่ยึดและอายัดไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2546 ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์งดหรือระงับการขายทอดตลาดทรัพย์สินของจำเลยไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดแล้วก็เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะเข้าจัดการทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบต่อไป ตามวิธีการที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะขอให้ทุเลาการบังคับไว้ในระหว่างอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งดังเช่นคดีธรรดาหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาว่าจำเลยในคดีล้มละลายที่พนักงานอัยการฟ้องเป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ขอให้งดหรือระงับการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้ จนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 10 บัญญัติให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องผู้กู้ยืมเงินที่เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดตามมาตรา 4 หรือมาตรา 5 ของกฎหมายดังกล่าวเป็นบุคคลล้มละลายได้ เป็นการให้อำนาจฟ้องได้ในขณะที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดเท่านั้น ไม่ต้องรอให้ฟ้องคดีอาญาเป็นจำเลยต่อศาลก่อน และไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษาถึงที่สุดก่อนว่าผู้กู้ยืมเงินกระทำผิดตามที่ถูกกล่าวหาก็ได้ เพราะความผิดตามกฎหมายดังกล่าวมีผลกระทบต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ รัฐต้องการให้กฎหมายมีสภาพบังคับโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่ร้ายแรงมากขึ้นจากความเนิ่นช้าในการบังคับใช้กฎหมาย รัฐจึงเลือกใช้ช่องทางให้ดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 วรรคสองของกฎหมายดังกล่าว เพราะกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายนั้นจะต้องดำเนินการเป็นการด่วนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 13 และในมาตรา 10 วรรคสองของกฎหมายดังกล่าวบัญญัติต่อไปว่าในการพิจารณาคดีล้มละลายถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงตามวรรคหนึ่งให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด มิใช่ต้องได้ความจริงว่าลูกหนี้กระทำผิดตามคำพิพากษาถึงที่สุดดังที่ฎีกาโต้แย้งแต่อย่างใด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ใช้อำนาจเข้าจัดกิจการและทรัพย์สินของจำเลยทั้งสิบต่อมาตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 จนศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบล้มละลายและเข้าสู่ขั้นตอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 123 แล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่จะจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ และพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มีเจตนารมณ์ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายจนสิ้นสุด ไม่อาจขอทุเลาการบังคับอย่างคดีแพ่งธรรมดาและไม่อาจขอให้งดหรือระงับการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ยึดและอายัดไว้ได้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 292
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 10 ม. 13 ม. 123
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 5 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — บริษัทบลิสเชอร์อินเตอร์กรุ๊พจำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5013/2547
#411646
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีการหักทอนบัญชีระหว่างโจทก์และจำเลยกันปีละหนึ่งครั้ง หากจำเลยตกเป็นลูกหนี้โจทก์เท่าใดจำเลยจะต้องชำระหนี้ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคาร ก. สาขามุกดาหารจะพึงเรียกเก็บจากลูกค้าผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารดังกล่าว และหากจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จะคิดดอกเบี้ยในยอดหนี้ที่ค้างชำระแล้วทบเป็นยอดหนี้ที่ค้างชำระที่จะต้องนำไปหักทอนบัญชีในฤดูหีบอ้อยในปีต่อไประหว่างการเดินสะพัดทางบัญชี โจทก์มีการคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีหลายครั้ง โดยโจทก์มิได้เป็นสถาบันการเงินย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้มากกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงตกเป็นโมฆะ เมื่อการเดินสะพัดทางบัญชีของโจทก์มีการคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ในกรณีที่จำเลยค้างชำระหนี้และมีการนำดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะทบเข้ากับเงินต้นที่จะหักทอนบัญชีกันในปีต่อไป มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องให้จำเลยล้มละลายจึงมีดอกเบี้ยทบต้นที่เป็นโมฆะระคนปนกันอยู่ ซึ่งโจทก์มิได้คำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยที่อ้างว่าชอบด้วยกฎหมายมาให้ชัดเจนว่าเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งๆ ที่โจทก์สามารถคำนวณได้ เมื่อมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าหนี้ของโจทก์อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำตาล ได้ให้สินเชื่อแก่จำเลยเพื่อใช้เป็นทุนในการปลูกและตัดอ้อยส่งให้แก่โจทก์ โดยจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อใช้เป็นทุนในการปลูกอ้อยตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ มีข้อตกลงว่า เมื่ออ้อยที่จำเลยปลูกมีขนาดโตพอที่จะตัดได้แล้วให้จำเลยตัดอ้อยส่งให้แก่โรงงานน้ำตาลของโจทก์เพื่อทำการหีบอ้อยในแต่ละปี เงินกู้ที่จำเลยรับไปโจทก์จะลงบัญชีรับเงินโดยจำเลยหรือตัวแทนเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเงินในแต่ละคราวไว้ในบัญชีเบิกจ่ายเงินท้ายสัญญากู้ยืมเงิน เมื่อจำเลยตัดอ้อยส่งโรงงานน้ำตาลก็จะมีการลงบัญชีอ้อยเพื่อแสดงถึงปริมาณอ้อยที่จำเลยตัดส่งโรงงานน้ำตาลและคำนวณเป็นตัวเงินไว้โดยให้ถือว่า บัญชีอ้อยเป็นบัญชีเจ้าหนี้ของโจทก์ เมื่อหีบอ้อยในแต่ละปีสิ้นสุดลงก็จะทำการคิดบัญชีเพื่อหักทอนหนี้สินระหว่างโจทก์กับจำเลยปีละ 1 ครั้ง โดยกำหนดวันหักทอนบัญชีเป็นวันสุดท้ายของเดือนเมษายนของทุกปี การหักทอนบัญชีในปีใด หากปรากฏว่าจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ จำเลยจะได้รับเงินส่วนที่เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ แต่หากปรากฏว่าจำเลยมีฐานะเป็นลูกหนี้ จำลยจะได้รับเงินส่วนที่เป็นเจ้าหนี้ของโจทก์ แต่หากปรากฏว่าจำเลยมีฐานะเป็นลูกหนี้ จำเลยจะต้องชำระเงินในส่วนนั้นให้แก่โจทก์ และยอมให้คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามุกดาหาร จะพึงเรียกเก็บจากลูกค้าผู้กู้ยืมเงิน หากจำเลยไม่ชำระหนี้ที่ค้างชำระโจทก์จะนำเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระรวมเข้ากับต้นเงินเป็นยอดหนี้ที่จะต้องนำไปหักทอนบัญชีในคดีหีบอ้อยในปีถัดไปอันเป็นการปฏิบัติตามประเพณีการค้าในลักษณะบัญชีเดินสะพัด การเดินสะพัดบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยเริ่มตั้งแต่ปี 2532 เรื่อยมาระหว่างเดินสะพัดทางบัญชีในปี 2537 จำเลยยังรับเอาหนี้ของนางเที่ยงซึ่งเป็นหนี้โจทก์จำนวน 278,854.26 บาท มาเป็นหนี้ของจำเลยและตกลงชดใช้หนี้ให้แก่โจทก์อันเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ การหักทอนบัญชีในแต่ละปีส่วนใหญ่จำเลยจะตกเป็นหนี้โจทก์และยังไม่ได้ชำระ จนกระทั่งการหักทอนบัญชีในปี 2539 จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนมาก หลังจากนั้นในฤดูหีบอ้อยต่อมา จำเลยไม่ได้ตัดอ้อยส่งให้แก่โจทก์เพื่อทำการหักทอนบัญชี ทั้งมิได้ชำระหนี้ทั้งหมด โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเป็นหนี้เงินกู้และเดินสะพัดทางบัญชีต่อไป จึงบอกเลิกสัญญากู้เงินและบัญชีเดินสะพัด จำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ 2 ครั้ง ซึ่งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่ส่งให้ไม่ได้เพราะจำเลยย้ายที่อยู่ จำเลยจึงเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้ดตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ซึ่งมีลักษณะเป็นหนี้ตามบัญชีเดินสะพัด แม้การคิดดอกเบี้ยจะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ก็สามารถคิดได้ไม่ขัดต่อกฎหมาย หนี้ที่นำมาฟ้องมีจำนวนหนี้ที่หักทอนบัญชีกันแน่นอนแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้นั้น เห็นว่า แม้สัญญาระหว่างโจทก์และจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาบัญชีเดินสะพัด แต่ได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของนายสกล รักสัตย์ พยานโจทก์ว่าการหักทอนบัญชีหนี้สินระหว่างโจทก์และจำเลยจะทำกันปีละครั้งในวันสิ้นเดือนเมษายนของทุกปี การหักทอนบัญชีในปีใด หากปรากฏว่าจำเลยเป็นเจ้าหนี้โจทก์จำเลยจะได้รับเงินจำนวนที่เป็นเจ้าหนี้ แต่หากจำเลยตกเป็นลูกหนี้โจทก์เท่าใด จำเลยจะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดเท่าที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขามุกดาหาร จะพึงเรียกเก็บจากลูกค้าผู้กู้ยืมเงินจากธนาคารดังกล่าวหากจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จะคิดดอกเบี้ยในยอดหนี้ที่ค้างชำระแล้วทบรวมเป็นยอดหนี้ที่ค้างชำระที่จะต้องนำไปหักทอนบัญชีในฤดูหีบอ้อยในปีต่อไป การหักทอนบัญชีกระทำมาตั้งแต่ปี 2533 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2539 ปรากฏว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 1,362,779.29 บาท ตามสัญญากู้เงินเพื่อการทำอ้อย บัญชีเบิกจ่ายท้ายสัญญากู้และบัญชีอ้อยเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.8 แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏจากการที่ศาลอุทธรณ์ตรวจบัญชีอ้อยปี 2534 ถึงปี 2535 โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19.92 ต่อปี ปี 2535 ถึงปี 2536 โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.8 ต่อปี ปี 2536 ถึงปี 2537 โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 16.79 ต่อปี ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดดังกล่าวนั้นเป็นอัตราที่เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี โจทก์มิได้เป็นสถาบันการเงินอันจะเรียกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้เกินร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยได้มากกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยทั้งหมดจึงเป็นโมฆะ ในการเดินสะพัดทางบัญชีของโจทก์มีการคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ในกรณีที่จำเลยค้างชำระหนี้และจะนำดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะทบเข้ากับต้นเงินกลายเป็นเงินต้นที่จะหักทอนบัญชีกันในปีต่อไป ดังนั้น มูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลาย จึงเป็นยอดหนี้ที่คำนวณจากยอดเงินที่จำเลยค้างชำระในปีสุดท้ายที่หักทอนบัญชีกัน ยอดหนี้ดังกล่าวจึงมีดอกเบี้ยทบต้นที่เป็นโมฆะระคนปนกันอยู่ ซึ่งโจทก์มิได้คำนวณเงินต้นและดอกเบี้ยที่อ้างว่าชอบด้วยกฎหมายมาให้ชัดเจนว่าเป็นจำนวนเท่าใด ทั้งๆ ที่โจทก์สามารถคำนวณได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้ผิดกฎหมายรวมอยู่ด้วย กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าหนี้ของโจทก์อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 9 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหเรือง จำกัด
จำเลย — นายอดุลย์ ประวงศ์อานุภาพ
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5007/2547
#411645
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ที่ถูก ช. ฟ้องให้ร่วมรับผิดกับลูกหนี้ และบุคคลอื่นอีก 2 คน โดยให้ร่วมกันคืนหุ้นหรือชดใช้ราคาแทนและใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์ได้ฟ้องเจ้าหนี้ในฐานะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของลูกหนี้ว่าร่วมกับลูกหนี้และจำเลยอื่นนำหุ้นของโจทก์ไปขายและถอนเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ซึ่งถือเป็นตัวแทนของลูกหนี้ได้กระทำการโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกทำเหนือขอบอำนาจอย่างไรอันจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ดังนั้น หากมีการนำหุ้นของโจทก์ไปขายหรือถอนเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์ไปโดยพลการและลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้เป็นตัวการจะต้องรับผิดต่อโจทก์เจ้าหนี้ซึ่งเป็นพนักงานของลูกหนี้ โดยมีฐานะเป็นตัวแทนของลูกหนี้ก็หาต้องร่วมกับลูกหนี้รับผิดต่อโจทก์ไม่ เจ้าหนี้จึงไม่อยู่ในฐานะลูกหนี้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 101 และไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) (ลูกหนี้) เด็ดขาดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2543

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในหนี้ที่ถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดกับลูกหนี้จำนวน 23,426,334.78 บาท จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ รายละเอียดปรากฏตามบัญชีท้ายคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 104 แล้ว ผู้ชำระบัญชีของลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ว่า ดอกเบี้ยที่เจ้าหนี้ขอมาเกินกว่าที่กำหนดไว้ตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2541 มาตรา 5

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีความเห็นว่า ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 107 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

เจ้าหนี้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า เดิมเจ้าหนี้เป็นพนักงานของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2538 นายเชน เค.เอฟ.เคนเนท เป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และบุคคลอื่นอีก 2 คน ให้ร่วมกันคืนหุ้นหรือชดใช้ราคาแทนและใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เป็นคดีหมายเลขดำที่ 10246/2538 ขณะคดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา ลูกหนี้ถูกศาลชั้นต้นสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงขอรับชำระหนี้ในจำนวนเงินที่ถูกฟ้องร้องเพราะเจ้าหนี้อาจต้องแพ้คดีตกเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้รับผิดต่อโจทก์ในคดีแพ่งดังกล่าว มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาตรวจดูคำฟ้องและคำให้การของเจ้าหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 10246/2538 ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ดังกล่าวซึ่งโจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าเจ้าหนี้เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของลูกหนี้และร่วมกันกับลูกหนี้และจำเลยอื่นขายหุ้นของโจทก์รวมทั้งถอนเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์ไปโดยไม่ได้รับความยินยอม ขอให้คืนหุ้นหรือใช้ราคาแทนและใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย เจ้าหนี้ให้การต่อสู้คดีว่า เจ้าหนี้เป็นลูกจ้างของลูกหนี้และปฏิบัติหน้าที่ด้วยดี ไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้โจทก์เสียหาย เจ้าหนี้ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง เห็นว่า ตามคำฟ้องดังกล่าวโจทก์ฟ้องเจ้าหนี้ในฐานะเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของลูกหนี้ว่าร่วมกับลูกหนี้และจำเลยอื่นนำหุ้นของโจทก์ไปขายและถอนเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์ โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ซึ่งถือเป็นตัวแทนของลูกหนี้ได้กระทำการโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกทำเหนือขอบอำนาจอย่างไรอันจะต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว ดังนั้น หากจะมีการนำหุ้นของโจทก์ไปขายหรือถอนเงินจากตั๋วสัญญาใช้เงินของโจทก์ไปโดยพลการ และลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลผู้เป็นตัวการจะต้องรับผิดต่อโจทก์ เจ้าหนี้ซึ่งเป็นพนักงานของลูกหนี้โดยมีฐานะเป็นตัวแทนของลูกหนี้ ก็หาต้องร่วมกับลูกหนี้รับผิดต่อโจทก์ไม่ เจ้าหนี้จึงไม่อยู่ในฐานะลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 และไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 101
ชื่อคู่ความ
นายสมเกียรติ จิตรวุฒิโชติ ผู้ชำระบัญชี
ร้องขอให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
ผู้ชำระบัญชี — นครหลวงเครดิต จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย
เจ้าหนี้ — นายวิเมน บุณยะรัตเวช
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5002/2547
#112971
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตแล้วนำออกให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยเรียกเงินค่าตอบแทนนั้น แม้จำเลยจะกระทำในวันเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยใช้ลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยเรียกเงินค่าตอบแทนได้

จำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 3 เครื่อง มาปรับแต่งคลื่นความถี่ให้ใช้ได้กับคลื่นความถี่ของ ย. ซึ่งได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยให้เช่าใช้บริการแต่ผู้เดียว จำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยใช้ลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 3 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๓๓๔, ๓๓๕, ๘๓, ๙๑, ๓๓ พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖, ๒๒, ๒๓, ๒๔, ๒๖ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗, ๒๗ ทวิ พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, ๙ ริบของกลางทั้งหมดไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข และให้จำเลยกับพวกร่วมกันคืนหรือใช้เงินจำนวน ๙๗๕,๔๑๙.๕๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้จับตามกฎหมาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๒๓, ๒๖ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๒๗ ทวิ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ ฐานรับไว้โดยรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ปรับ ๘๐,๘๓๒ บาท ฐานมี ใช้เครื่องวิทยุคมนาคมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก ๖ เดือน ฐานรบกวนขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม จำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑๒ เดือน และปรับ ๘๐,๘๓๒ บาท คำรับของจำเลยในชั้นจับกุม มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสาม ตาม ป.อ. มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน และปรับ ๕๓,๘๘๘ บาท ริบของกลางทั้งหมดไว้ใช้ในราชการกรมไปรษณีย์โทรเลข หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙, ๓๐ ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบห้าของราคาค่าปรับแก่ผู้จับ ตาม พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. ๒๔๘๙ มาตรา ๕ (๒), ๘ วรรคหนึ่ง ส่วนข้อหาอื่นและคำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จ่ายเงินรางวัลร้อยละยี่สิบของราคาค่าปรับแก่ผู้จับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคมของโทรศัพท์เคลื่อนที่ของบุคคลอื่นที่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตแล้วนำออกให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยเรียกเงินค่าตอบแทนนั้น แม้จำเลยจะกระทำในวันเวลาเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่สามารถแยกจากกันเป็นราย ๆ ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยใช้ลักลอบปรับคลื่นและนำออกให้บริการแก่บุคคลทั่วไปโดยเรียกเงินค่าตอบแทนได้ เมื่อจำเลยนำเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน ๓ เครื่อง มาปรับแต่งคลื่นความถี่ให้ใช้ได้กับคลื่นความถี่ของนายยุก ยู จัน ซึ่งได้รับอนุญาตจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยให้เช่าใช้บริการแต่ผู้เดียว จำเลยมีเจตนากระทำความผิดแยกเป็นราย ๆ ไป ตามจำนวนเครื่องวิทยุคมนาคมที่จำเลยใช้ลักลอบปรับคลื่นวิทยุคมนาคม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม ๓ กระทง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘ ฐานมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา ๖ วรรคหนึ่ง, ๒๓ กระทงหนึ่ง ฐานกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ตามมาตรา ๒๖ รวม ๓ กระทง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๔.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 ม. 6 วรรคหนึ่ง ม. 23 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
จำเลย — นางพรหมมิญช์ อมาตยกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดขอนแก่น — นางสาวกานดา สิริฤทธิภักดี
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5001/2547
#411644
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในชั้นอุทธรณ์ เมื่อเจ้าหน้าที่ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้นำหมายนัด สำเนาอุทธรณ์ และสำเนาคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไปส่งให้โจทก์แต่ส่งไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า รอจำเลยทั้งห้าแถลง โดยมิได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งห้านำส่งสำเนาอุทธรณ์หรือให้จำเลยทั้งห้าแถลงหากส่งไม่ได้ เมื่อกรณีเป็นหมายข้ามเขตซึ่งศาลเป็นผู้ส่งเอง และศาลชั้นต้นมิได้แจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทั้งห้าทราบจำเลยทั้งห้าย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยทั้งห้ามิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันจะเป็นการทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 24,995,616.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับจากวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 30871, 31822, 31823, 31824, 34364,34981, 37139, 37140, 37141 และ 38518 ตำบลตะพง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งห้าออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบกับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งห้าว่าจำเลยทั้งห้าทิ้งฟ้องอุทธรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2545 จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์และคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีว่า "รับคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีของจำเลยทั้งห้าสำเนาให้โจทก์ จะคัดค้านอย่างไรให้แถลงภายในวันที่ 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้องหากไม่แถลงถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน ให้จำเลยทั้งห้านำส่งสำเนาให้โจทก์ภายใน 5 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงเพื่อดำเนินการต่อไปภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ หากไม่แถลงถือว่าไม่ติดใจยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี" และสั่งอุทธรณ์ว่า "จำเลยทั้งห้ายื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลขยายให้ รับอุทธรณ์ของจำเลยทั้งห้า สำเนาให้โจทก์" เนื่องจากโจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เจ้าหน้าที่ของศาลแพ่งกรุงเทพใต้นำหมายนัด สำเนาอุทธรณ์ และสำเนาคำร้องดังกล่าวไปส่งให้โจทก์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 แต่ส่งไม่ได้ เพราะผู้จัดการของโจทก์ออกไปธุระข้างนอกและไม่มีผู้ใดรับหมายไว้แทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในรายงานการส่งหมายดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2545 ว่า รอจำเลยทั้งห้าแถลง ต่อมาวันที่ 10 กันยายน 2545 เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นรายงานต่อศาลว่า จำเลยทั้งห้ามิได้ยื่นคำแถลงเข้ามาภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้รวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอำนาจของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อีกทั้งศาลชั้นต้นก็มิได้มีคำสั่งกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งห้านำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้โจทก์หรือให้จำเลยทั้งห้าแถลงหากส่งไม่ได้ แสดงว่าเป็นหมายข้ามเขตซึ่งศาลเป็นผู้ส่งเอง เมื่อศาลชั้นต้นคือศาลแพ่งมิได้แจ้งผลการส่งหมายให้จำเลยทั้งห้าทราบจำเลยทั้งห้าย่อมไม่มีทางทราบถึงผลการส่งหมายดังกล่าว การที่จำเลยทั้งห้ามิได้ยื่นคำแถลงให้ดำเนินการต่อไป จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้าไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันจะเป็นการทิ้งฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งห้าฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแจ้งผลการส่งหมายนัด สำเนาอุทธรณ์ และสำเนาคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีในชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ให้จำเลยทั้งห้าทราบแล้วดำเนินการต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล
จำเลย — บริษัทวิทวัส อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4997/2547
#266344
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์แล้วหลักทรัพย์ที่จะนำมาจำนำเป็นประกันหนี้ยังไม่พร้อม แต่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะรับเงินที่กู้ไปก่อน โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยให้จำเลยที่ 2 รับอาวัลมอบให้ไว้เพื่อจะรอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจำนำหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ 45 วัน จำเลยที่ 1 จึงได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วนำมาขอให้จำเลยที่ 2 อาวัลในระยะเวลาดังกล่าว เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด โจทก์ก็มิได้บังคับให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแต่กลับยอมให้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเรื่อยมาอีก 3 ฉบับ และใช้ข้อตกลงในตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นลูกหนี้ตามตั๋วเงินได้สลักหลังจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ในขณะที่โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินอยู่นี้ จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำได้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้จำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินต่อไป จึงเป็นการสลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดขึ้นจากความไม่สุจริตคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตาม ป.พ.พ. มาตรา 926 วรรคสอง ประกอบมาตรา 985

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 140,109,150.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 128,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 128,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2539 ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 29 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2539 ถึงวันฟ้อง (วันที่ 10 ตุลาคม 2539) และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 12,109,150.68 บาท กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 30,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์จำนวน 128,000,000 บาท และวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับอาวัลตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนด จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเรื่อยมา จำเลยที่ 1 ได้สลักหลังจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานะผู้รับอาวัลหรือไม่ กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์แล้วหลักทรัพย์ที่จะนำมาจำนำเป็นประกันหนี้ยังไม่พร้อม แต่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะรับเงินที่กู้ไปก่อน โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยให้จำเลยที่ 2 รับอาวัลมอบให้ไว้เพื่อจะรอให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการจำนำหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการประมาณ 45 วัน จำเลยที่ 1 จึงได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินแล้วนำมาขอให้จำเลยที่ 2 อาวัลในระยะเวลาดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ในฐานะผู้ให้กู้และเรียกหลักประกันย่อมจะทราบมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อวัตถุประสงค์ใดและจำเลยที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นระยะเวลานานเท่าใด เห็นได้จากเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด โจทก์ก็มิได้บังคับให้จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวแต่กลับยอมให้จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่แทนฉบับเดิมเรื่อยมาอีก 3 ฉบับ และใช้ข้อตกลงในตั๋วสัญญาฉบับใหม่บังคับแก่จำเลยที่ 1 ตลอดมา การที่จำเลยที่ 1 ผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งเป็นลูกหนี้ตามตั๋วเงินได้สลักหลังจำนำตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ. 13 ให้แก่โจทก์ในขณะที่โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินอยู่นี้ จำเลยที่ 1 ไม่อาจกระทำได้ ทั้งนี้ โจทก์กับจำเลยที่ 1 กระทำไปโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้จำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ. 13 ต่อไป จึงเป็นการสลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินที่เกิดขึ้นจากความไม่สุจริตคบคิดกันฉ้อฉลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตาม ป.พ.พ. มาตรา 926 วรรคสอง ประกอบมาตรา 985 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 926 วรรคสอง ม. 985
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน ศรีธนา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทแม่สอดพนากิจ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นางปดารณี ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4995/2547
#411634
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์เป็นนายวงแชร์มีจำเลยและบุคคลอื่นเป็นสมาชิกร่วมเล่นแชร์รวม 20 คน โดยมีทุนกองกลางต่อ 1 งวด รวมกันเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท จึงต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ มาตรา 6(3) ประกอบด้วยกฎกระทรวง (พ.ศ.2534) ออกตามความใน พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ และตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวมีเพียงมาตรา 7 เท่านั้น ที่บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์แต่เพียงฝ่ายเดียวที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์กระทำการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมิได้มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือเรียกร้องเอากับสมาชิกวงแชร์แต่อย่างใด การเป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้เช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่สมาชิกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยไป โจทก์จะนำมูลหนี้ที่ตกเป็นโมฆะมาฟ้องเรียกร้องเอาเงินคืนจากจำเลยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามมูลหนี้เช็คจำนวน 842,371.57 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 800,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 842,371.57 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อปี 2538 โจทก์กับจำเลยและบุคคลอื่นรวม 20 คน ร่วมกันเล่นแชร์วงเดียวกันโดยโจทก์เป็นนายวงแชร์ เป็นแชร์รายเดือน เดือนละ 200,000 บาท ต่อคน เว้นแต่เดือนแรกที่สมาชิกวงแชร์ทุกคนต้องจ่ายเงินคนละ 300,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยประมูลแชร์ได้เมื่อเดือนกันยายน 2538 และจำเลยสั่งจ่ายเช็คเงินสดไม่ลงวันที่ 15 ฉบับจำนวนเงินฉบับละ 200,000 บาท ให้แก่สมาชิกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้ ต่อมาเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายดังกล่าวหลายฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ โจทก์จึงชำระหนี้ให้แก่สมาชิกวงแชร์แทนจำเลยไปและจำเลยสั่งจ่ายเช็คหลายฉบับ ฉบับละ 100,000 บาท ให้แก่โจทก์แทนเช็คเหล่านี้บางฉบับเรียกเก็บเงินได้ แต่บางฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้รวมทั้งเช็คพิพาททั้งแปดฉบับด้วย คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้งแปดฉบับจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์เป็นนายวงแชร์โดยมีจำเลยและบุคคลอื่นเป็นสมาชิกร่วมแล่นแชร์รวม 20 คน เป็นแชร์รายเดือน เดือนละ 200,000 บาท เช่นนี้ จึงเป็นการเล่นแชร์ที่มีทุนกองกลางต่อ 1 งวด รวมกันเป็นมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท ซึ่งต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 6 (3) ประกอบด้วยกฎกระทรวง (พ.ศ.2534) ออกตามความในพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 และตามพระราชบัญญัติดังกล่าวคงมีเพียงมาตรา 7 เท่านั้น ที่บัญญัติให้สิทธิแก่สมาชิกวงแชร์เพียงฝ่ายเดียวที่จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์กระทำการที่ฝ่าฝืนมาตรา 6 ได้ โดยมิได้มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่นายวงแชร์ที่จะฟ้องคดีหรือเรียกร้องเอากับสมาชิกวงแชร์แต่อย่างใด แสดงว่ากฎหมายไม่ประสงค์ให้นายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ใช้สิทธิเรียกร้องเอากับสมาชิกวงแชร์ที่กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 6 การเป็นนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์ที่ฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ดังนี้ เมื่อเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แก่สมาชิกวงแชร์ที่ยังประมูลไม่ได้ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินและโจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยไป โจทก์จะนำมูลหนี้ดังกล่าวที่ตกเป็นโมฆะมาฟ้องเรียกร้องเอาคืนจากจำเลยหาได้ไม่ แม้โจกท์จะนำสืบบ่ายเบี่ยงไปในทำนองที่ว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ยืมของจำเลยก็ตาม ไม่ปรากฏว่ามีหนี้รายอื่นระหว่างโจทก์กับจำเลยอีกนอกจากการเล่นแชร์ดังกล่าว และหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมอันเป็นโมฆะเช่นนี้ย่อมเสียเปล่าไปตั้งแต่ต้นจะแปลงหนี้มาเป็นหนี้เงินกู้ยืม หรือหนี้อย่างอื่นที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่ได้ เช็คพิพาททั้งแปดฉบับที่จำเลยสั่งจ่ายให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ที่เป็นโมฆะจึงเป็นเช็คที่มีมูลหนี้อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินตามเช็คพิพาททั้งแปดฉบับจากจำเลย คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญชา ลูทรา
จำเลย — นายรัชปาลซิงห์ เศรษฐีใจเย็น
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4975/2547
#411643
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, วรรคสอง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 ริบเทปพันสายไฟและเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 ให้การรับว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ หมู่ที่ 2 ตำบลห้วยกรดพัฒนา อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาทจริง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ด้วย) ให้ลงโทษประหารชีวิต ริบเมทแอมเฟตามีนและเทปพันสายไฟของกลาง สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

โจทก์ และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52 (1) หนึ่งให้สามแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 6 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นตรวจค้นเมทแอมเฟตามีนที่บ้านจำเลยที่ 2 ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ต่อมาเวลาประมาณ 8 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจนำหมายค้นตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 19,416 เม็ด กับลักษณะแตกเป็นผงจำนวน 1 ถุง ในถุงย่ามซุกซ่อนอยู่ในยุ้งข้าว จึงยึดไว้เป็นของกลางและจับกุมจำเลยที่ 1 ดำเนินคดีในข้อหาว่ามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นได้จับกุมจำเลยที่ 2 ตามหมายจับในข้อหาร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดดังกล่าว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พฤติการณ์กระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ใช่เป็นตัวการและขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ปัญหาว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการสนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ปัญหานี้ได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทศักดิ์ ชัยเรือนภู่ และจ่าสิบตำรวจจักรชัย สิงหรัตน์ พยานโจทก์ผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ว่าในการไปตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 แจ้งว่าจำเลยที่ 2 กับสามีนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาฝากโดยบอกว่า หากจำหน่ายได้แล้วจะให้เงินเป็นค่าตอบแทน เมทแอมเฟตามีนของกลางใส่ไว้ในถุงย่ามซุกซ่อนอยู่ในยุ้งข้าวในบ้านจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 กับสามีนำมาฝากไว้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ทราบดีว่าเป็นเมทแอมเฟตามีน เมื่อเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 1 เป็นเวลาหลายวัน และมีจำนวนมาก คำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ 324.361 กรัม เกินกว่า 100 กรัม ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 เป็นตัวการในการกระทำความผิดไม่ใช่ผู้สนับสนุนดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เมทแอมเฟตมีนของกลางจำนวนมากเช่นนี้ หากนำออกจำหน่ายแพร่หลายสู่ประชาชนย่อมก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม เป็นภัยต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติอย่างร้ายแรง ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายรักษาความสงบในหมู่บ้านที่เกิดเหตุ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทศักดิ์ชัยและจ่าสิบตำรวจจักร์ชัยเบิกความว่าในวันเกิดเหตุได้มีการตรวจค้นที่บ้านจำเลยที่ 2 ก่อน แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ระหว่างเดินทางกลับได้พบกับสายลับอีกคนหนึ่งแจ้งว่าจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนไปฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 พันตำรวจโทศักดิ์ชัยจึงดำเนินการออกหมายค้นบ้านจำเลยที่ 1 เมื่อไปถึงบ้านจำเลยที่ 1 พบจำเลยที่ 1 พันตำรวจโทศักดิ์ชัยสอบถามจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 2 กับสามีนำเมทแอมเฟตามีนมาฝากไว้จริงหรือไม่ จำเลยที่ 1 ยอมรับว่าจำเลยที่ 2 กับสามีมาหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน นำเมทแอมเฟตามีนมาฝากไว้ โดยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ยังคงให้การรับว่าจำเลยที่ 2 กับสามีนำเมทแอมเฟตามีนฝากไว้เช่นเดิม เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางตรวจค้นพบซุกซ่อนไว้ในยุ้งข้าวในบ้านจำเลยที่ 1 โดยพยานโจทก์ทั้งสองอ้างว่ามีสายลับอีกคนหนึ่งมาบอกว่า จำเลยที่ 2 กับสามีนำเมทแอมเฟตามีนไปฝากไว้ที่บ้านจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำสายลับมาสืบ ทำให้จำเลยที่ 2 เสียเปรียบเพราะไม่มีโอกาสถามค้านสายลับ เพื่อให้ข้อเท็จจริงกระจ่างชัดว่าสายลับผู้นี้ทราบหรือรู้เห็นได้อย่างไรว่าจำเลยที่ 2 นำเมทแอมเฟตามีนไปฝากจำเลยที่ 1 ไว้ และแม้จำเลยที่ 1 จะแจ้งแก่พยานโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 กับสามีนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาฝากไว้ดังกล่าวก็เป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดเพื่อให้ตนเองพ้นจากการเป็นผู้ต้องหา จึงมีน้ำหนักน้อยที่จะนำมาใช้ยันจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การปฏิเสธตลอดมาหาได้ไม่ พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่ชัดแจ้งที่จะฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
จำเลย — นายดาวเรือง อ่วมจุก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2547
#411612
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 50 บาท แต่ ป.อ. มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 200 บาทต่อหนึ่งวัน ฉะนั้น การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29, 30 นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องโดยแก้เป็นว่า "...ปรับ 50 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 แต่ประการเดียว..."

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 297, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (ที่ถูก 297 (8)), 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 4 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปรับ 100 บาท รวมจำคุก 4 ปี และปรับ 100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี และปรับ 50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...จำเลยใช้อาวุธมีดพับปลายแหลมที่ติดตัวไปแทงบริเวณชายโครงด้านซ้าย ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนสำคัญของผู้เสียหาย 1 ครั้ง คมมีดถูกไตได้รับบาดเจ็บ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องใช้ระยะเวลารักษาบาดแผลประมาณ 60 วัน ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ท้ายฟ้อง พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและเสียหายไม่ติดใจเอาความแล้วก็ตาม ไม่เพียงพอที่จะถือเป็นเหตุปรานีเพื่อรอการลงโทษ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้มีกำหนด 4 ปี หนักเกินไป สมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่สภาพความผิด ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ ศาลล่างทั้งสองลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 50 บาท แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 200 บาท ต่อหนึ่งวัน ฉะนั้น การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นั้น เป็นการไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส จำคุกจำเลย 2 ปี เมื่อรวมกับความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ เป็นจำคุก 2 ปี ปรับ 100 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี ปรับ 50 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 29 ม. 30 ม. 78 ม. 91 ม. 297 (8) ม. 371
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดพัทยา
จำเลย — นายเบอร์ฮาทหรือเบอร์นาส เรดเลกเจอร์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
พิชิต คำแฝง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4947/2547
#266586
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และพวกคนร้ายนั่งอยู่ด้วยไปจอดที่หน้าบ้านเกิดเหตุ คนร้ายส่วนหนึ่งไปเคาะประตูบ้านเกิดเหตุ เรียกให้คนงานเปิดประตูและส่งเงินให้ มิฉะนั้นจะยิง เจ้าพนักงานตำรวจที่ซุ่มอยู่จะเข้าจับกุม คนร้ายดังกล่าววิ่งขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งจำเลยที่ 1 ขับย้อนกลับมาพาหลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจจึงติดตามจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกไว้ได้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กับพวกย่อมมีความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์

การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกประสงค์จะปล้นทรัพย์ชาวมอญซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ และได้ลงมือปล้นทรัพย์โดยสำคัญผิดว่าผู้ที่อยู่ในบ้านเกิดเหตุเป็นชาวมอญ แต่ความจริงเป็น ส. ผู้เสียหาย เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะยกความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้เจตนากระทำต่อ ส. หาได้ไม่ และกรณีไม่ใช่การพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรจุผลได้อย่างแน่แท้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ป.อ. มาตรา 80, 83, 91, 210, 340, 340 ตรี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 80 พ.ร.บ. อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานพยายามปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธติดตัวไปด้วยและโดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนจำคุกคนละ 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุกคนละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน ริบของกลาง รายการที่ 2, 3, 4, 8, 9 และ 10 ตามบัญชีของกลางคดีอาญา เอกสารหมาย จ. 8 ส่วนของกลางที่เหลือให้คืนแก่เจ้าของ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมฐานพยายามปล้นทรัพย์ ลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุกคนละ 9 ปี รวมฐานมีและพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุกคนละ 10 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 4 และพวกกระทำความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีนายสมพงษ์ นายวิทยา นายเล็ก พันตำรวจโทนาคิน และพันตำรวจตรีธีรินทร์ เป็นพยานเบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุนายเล็กทราบว่าในคืนเกิดเหตุจะมีคนร้ายปล้นทรัพย์ชาวมอญ 3 คน ซึ่งเป็นคนงานรับจ้างกรีดยางของนายเล็กและพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ นายเล็กจึงไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจ จากนั้นพันตำรวจโทนาคินรองผู้กำกับหัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอพนมกับพวกจึงวางแผนจับกุมคนร้าย โดยให้นายสมพงษ์เข้าไปอยู่ในบ้านเกิดเหตุแทนคนงาน พันตำรวจตรีธรีรินทร์กับพวกไปซุ่มอยู่ใกล้บ้านเกิดเหตุ ส่วนพันตำรวจโทนาคินกับพวกคอยสกัดคนร้ายอยู่ปากทาง ครั้นเวลา 21 นาฬิกาเศษ จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์กระบะป้ายแดงมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และนายสมคิดหรือดำนั่งอยู่ด้วยไปจอดที่หน้าบ้านเกิดเหตุ คนร้ายส่วนหนึ่งลงจากรถถืออาวุธปืนและเปิดไฟฉายไปเคาะประตูบ้านเกิดเหตุ เรียกให้คนงานเปิดประตูและส่งเงินให้ มิฉะนั้นจะยิง พันตำรวจตรีธรีรินทร์กับพวกจึงเข้าจับกุม คนร้ายดังกล่าววิ่งขึ้นรถยนต์กระบะซึ่งจำเลยที่ 1 ขับย้อนกลับมาพากันหลบหนีโดยมีพันตำรวจตรีธรีรินทร์กับพวกใช้รถยนต์ไล่ติดตามอย่างกระชั้นชิด และพันตำรวจโทนาคินกับพวกใช้รถยนต์อีกคันหนึ่งจอดขวางทางไว้ ระหว่างนั้นคนร้ายได้โยนอาวุธปืนลงจากรถ พันตำรวจโทนาคินกับพวกจับกุมจำเลยทั้งสี่และนายสมคิดหรือดำได้พร้อมของกลาง แจ้งข้อหาว่าพยามยามปล้นทรัพย์ ซ่องโจร มีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต นายสมคิดหรือดำให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ส่วนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธข้อหามีและพาอาวุธปืน โดยให้การรับสารภาพทุกข้อหาที่เหลือ ชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสี่และนายสมคิดหรือดำว่า เป็นซ่องโจร ร่วมกันมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพข้อหามีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้การปฏิเสธตลอดข้อหา ต่อมาพยานได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติมว่าร่วมกันพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสี่และนายสมคิดหรือดำให้การปฏิเสธ เห็นว่า พยานโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันแม้จะมีบางตอนแตกต่างกันบ้าง ก็เป็นเพียงพลความไม่ทำให้ข้อวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมซึ่งเป็นคำให้การในชั้นต้นในทันทีที่ถูกจับกุมยังไม่ได้มีโอกาสคิดปรุงแต่งเรื่องให้ผิดไปจากความจริง คำรับของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักในการรับฟัง พยานโจทก์ทุกปากไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาก่อน ข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจึงไม่มี พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกับจำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธติดตัวและโดยใช้ยานพาหนะ ร่วมกันมีอาวุธปืนและพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาว่า หากจะฟังว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดฐานพยายามปล้นทรัพย์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ก็เป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่นอน เพราะจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ตั้งใจจะปล้นทรัพย์ชาวมอญซึ่งมิได้อยู่ในบ้านเกิดเหตุ แต่มีนายสมพงษ์เข้าไปอยู่แทน เห็นว่า ตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 กับพวกประสงค์จะปล้นทรัพย์ชาวมอญซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเหตุ และได้ลงมือปล้นทรัพย์โดยสำคัญผิดว่าผู้ที่อยู่ในบ้านเกิดเหตุเป็นชาวมอญ แต่ความจริงเป็นนายสมพงษ์ผู้เสียหาย เช่นนี้ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะยกเอาความสำคัญผิดมาเป็นข้อแก้ตัวว่ามิได้เจตนากระทำต่อนายสมพงษ์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 61 ม. 81
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายระนองหรือดุก ยิ้มโฉม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี — นายเฉลิมชัย พนาโยธากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายสุรทิน สาเรือง
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4944/2547
#411161
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยซึ่งศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาติดต่อกันรวม 3 ครั้ง โดยทุกครั้งจะอ้างเหตุผลทำนองเดียวกันว่า ทนายความจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดของคำพยานและเอกสารในสำนวน รวมทั้งต้องทำคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกาในคดีอื่นอีกหลายสำนวน จึงไม่อาจจัดทำคำฟ้องฎีกาได้ทัน ทั้ง ๆ ที่คดีมีข้อเท็จจริงไม่สลับซับซ้อน กรณีนับได้ว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของทนายความจำเลยที่ 1 เอง หาใช่พฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 อีก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 67, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง และคืนธนบัตรจำนวน 200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ระหว่างระยะเวลายื่นฎีกา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีการวม 3 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีก 10 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า กรณีมีเหตุที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 ออกไปอีกครั้งหรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยซึ่งศาลจะขยายระยะเวลาให้ตามคำร้องหรือไม่เป็นดุลพินิจที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาติดต่อกันรวม 3 ครั้ง ตามคำร้องลงวันที่ 27 กันยายน 2545 วันที่ 16 ตุลาคม 2545 และวันที่ 4 พฤศจิกายน 2545 โดยทุกครั้งจะอ้างเหตุผลทำนองเดียวกันว่า ทนายความจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดของคำพยานและเอกสารในสำนวน ประกอบกับทนายความจำเลยที่ 1 ต้องทำคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกาในคดีอื่นอีกหลายสำนวน จึงไม่อาจจัดทำคำฟ้องฎีกาในคดีนี้ได้ทัน ซึ่งศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตตลอดมาโดยกำชับในคำร้องฉบับที่สามว่าอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ขยายระยะเวลายื่นฎีกาเป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 แต่เมื่อครบกำหนดวันที่ 19 พฤศจิกายน 2545 จำเลยที่ 1 กลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกาอีก 10 วัน โดยอ้างเหตุเช่นเดิม ทั้ง ๆ ที่คดีมีข้อเท็จจริงไม่สลับซับซ้อน หากทนายความจำเลยที่ 1 ตั้งใจจริงย่อมสามารถจัดทำคำฟ้องฎีกาและยื่นฎีกาได้ภายในกำหนดที่ศาลชั้นต้นอนุญาตซึ่งเป็นเวลานานเกินกว่า 2 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้วนั้นได้และที่ทนายความจำเลยที่ 1 อ้างว่าต้องจัดทำคำฟ้องอุทธรณ์และฎีกาในสำนวนคดีอื่นอีกนั้นก็เป็นการกล่างอ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานประกอบ กรณีนับได้ว่าเป็นความผิดพลาดบกพร่องของทนายความจำเลยที่ 1 เอง หาใช่พฤติการณ์พิเศษที่ศาลจะขยายระยะเวลายื่นฎีกาให้แก่จำเลยที่ 1 อีก ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดภูเขียว
จำเลย — นายสุริยันต์ ทองไทย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
สมศักดิ์ เนตรมัย
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4927/2547
#411434
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมิได้ฟ้องฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบได้และควรคืนให้แก่เจ้าของ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบบ้องกัญชาของกลางนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 26, 75, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 4 ปี ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 4 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง (เดิม), 76 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (เดิม) ซึ่งเป็นกฎหมายบที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยไม่ลงโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 22 วรรคหนึ่งด้วย เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่ากัญชาของกลางจำนวน 28 ตัน มีน้ำหนักรวมถึง 10,000 กรัม เพราะเป็นน้ำหนักรวมทั้งใบ กิ่ง ต้น และรากสด แต่การผลิตกัญชาแห้งไว้จำหน่ายจะใช้เฉพาะใบแห้งเพื่อนำไปผสมกับยาสูบ น้ำหนักกัญชาของกลางที่แท้จริงไม่ควรถึง 10,000 กรัม นั้น เป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา จึงเป็นปัญหาที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยเป็นแพทย์ประจำตำบลและเคยช่วยเหลืองานทางราชการตลอดมา ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เมื่อได้คำนึงถึงประวัติและความประพฤติของจำเลยตลอดจนสภาพความผิดแล้ว เห็นควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดี และประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไป แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำไม่หวนกลับไปกระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งและคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยมิได้ฟ้องฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบได้และควรคืนให้แก่เจ้าของ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบบ้องกัญชาของกลางนั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกาศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 60,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่ริบบ้องกัญชาของกลางโดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลย — นายชวน อินติกาส
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4924/2547
#411431
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยใช้ปืนอันเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงเข้าไปในกลุ่มของผู้ตายจำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจจะถูกผู้หนึ่งผู้ใดในกลุ่มนั้นถึงแก่ความตายได้ เมื่อกระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (4), 83, 91, 371 และให้ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณานางสุทิพย์ เกษเพชร มารดาของนายณรงค์ฤทธิ์ ชัยเมืองผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะในความผิดต่อชีวิต ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 20 ปี 12 เดือน คำร้บสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 79 (ที่ถูก มาตรา 78) คงจำคุก 12 ปี 24 เดือน ริบปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายกับพวกหลายคนซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนเทคโนโลยีบางกะปินั่งรถโดยสารประจำทางสาย 143 จะไปโรงเรียน ขณะรถจะแล่นเข้าจอดป้ายที่หน้าหมู่บ้านพฤกษชาติ แขวงสะพานสูง เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร ถูกกลุ่มจำเลยกับพวกซึ่งเป็นนักเรียนโรงเรียนช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพและเป็นคู่อริกันใช้ก้อนหินขว้างขึ้นไปบนรถ รถโดยสารประจำทางคันดังกล่าวได้แล่นเลยไปจอดห่างจากป้ายจอดรถประมาณ 10 เมตร ผู้ตายกับพวกวิ่งลงจากรถแล้วขว้างปาก้อนหินเข้าใส่กลุ่มของจำเลยกับพวก นายนิรันดร์ โพล้งหิรัญ เพื่อนจำเลยได้หยิบอาวุธปืนของบิดาออกจากเป้ส่งให้แก่จำเลย จำเลยรับอาวุธปืนแล้วยิงไป 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ สำหรับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้อหาความผิดดังกล่าว คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงประการเดียวว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายสันติ คงอ่อนเพื่อนผู้ตายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อรถโดยสารประจำทางที่พยานกับผู้ตายและพวกนั่งมาถูกพวกจำเลยใช้ก้อนหินขว้าง รถคันดังกล่าวได้แล่นไปจอดเลยป้ายจอดรถประมาณ 10 เมตร พยานและผู้ตายกับพวกวิ่งลงจากรถแล้วใช้ก้อนหินขว้างไปที่พวกจำเลย และเห็นจำเลยซึ่งยืนอยู่ห่างจากพยานประมาณ 20 เมตร ยกอาวุธปืนสั้นเล็งยิงมาที่กลุ่มพยาน 1 นัด กระสุนปืนถูกผู้ตายล้มลง จากนั้นจำเลยกับพวกพากันวิ่งหลบหนีไป นอกจากนี้โจทก์และโจทก์ร่วมยังมีพันตำรวจโทธนา ปานประยูร ผู้จับกุมจำเลย และร้อยตำรวจเอกธีระวัฒน์ นุมานิต พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางชันมาเบิกความยืนยันว่า หลังจากติดตามจับกุมจำเลยได้ในวันนั้น จำเลยให้การรับสารภาพว่าใช้อาวุธปืนสั้นที่นายนิรันดร์ โพล้งหิรัญ ส่งให้ยิงไปทางผู้ตาย 1 นัด ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความของสันติประจักษ์พยาน ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่า ขณะเกิดเหตุพวกผู้ตายมีมีดและไม้เป็นอาวุธวิ่งข้ามมาจะทำร้ายจำเลย จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงเพื่อป้องกันตัวนั้น เห็นว่า ทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ จำเลยไม่เคยกล่าวอ้างว่าเห็นผู้ตายกับพวกมีมีดและไม้เป็นอาวุธจะวิ่งเข้ามาทำร้ายแต่อย่างใดแม้นายแทนธวัช ลาวรรณ์ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นพวกผู้ตายบางคนถือไม้ ถือมีดลงจากรถโดยสารประจำทางมาด้วยแต่ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของพยานปากนี้ก็ไม่ได้ระบุว่าขณะเกิดเหตุพวกของผู้ตายมีมีดและไม้เป็นอาวุธจะเข้าทำร้ายจำเลยแต่อย่างใด คงให้การแต่เพียงว่าก่อนเกิดเหตุพวกผู้ตายกับพวกจำเลยใช้ก้อนหินขว้างใส่กันแล้วมีเสียงปืนดัง 1 นัด เท่านั้น ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวพยานได้ให้ปากคำไว้ในวันเกิดเหตุอันเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับเหตุการณ์ไม่ทันที่พยานจะมีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อช่วยเหลือจำเลยซึ่งเป็นเพื่อนกับพยาน คำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าคำเบิกความของพยานในชั้นพิจารณา ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าไม่มีเจตนายิงผู้ตายเพียงแต่ยกอาวุธปืนขึ้นขู่ไม่ให้พวกผู้ตายเข้ามา แต่ปืนได้ลั่นขึ้นนั้น เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนลูกโม่โดยสภาพแล้วไม่อาจสั่นขึ้นเองได้หากจำเลยไม่ตั้งใจเหนี่ยวไก ทั้งในบันทึกการจับกุม และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวน จำเลยก็รับว่าได้ใช้อาวุธปืนที่รับมาจากนายนิรันดร์ยิงไปทางพวกผู้ตายข้อที่จำเลยอ้างว่าปืนสั่นจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังได้ว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกับพวกและจำเลยกับพวกได้ขว้างปาก้อนหินใส่กันแล้วจำเลยใช้อาวุธปืนสั้นยิงไปที่กลุ่มของผู้ตายจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม การที่จำเลยใช้ปืนอันเป็นอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรงยิงเข้าไปในกลุ่มของผู้ตาย จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนปืนอาจจะถูกผู้หนึ่งใดในกลุ่มนั้นถึงแก่ความตายได้ เมื่อกระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี
โจทก์ร่วม — นางสุทิพย์ เกษเพชร
จำเลย — นายอาคม อับดุลเลาะ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2547
#112981
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลย และ ร. เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน แต่ละคนย่อมมีสิทธิใช้สอยที่ดินดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ และเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายที่ดินดังกล่าวส่วนของตนก็ได้ การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้นำโฉนดที่ดินไปให้บุคคลอื่นยึดถือไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ได้ ย่อมขัดต่อสิทธิของโจทก์ จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการนำโฉนดที่ดินคืนมาเพื่อส่งมอบแก่โจทก์ กรณีมิใช่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้

ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดิน ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๒๑๕ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และที่คู่ความแถลงรับกัน พอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ ๒๘๒๑๕ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนางสาวเรณู มานะจิรังพรกุล เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท จำเลยเป็นเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ ต่อมาจำเลยกู้ยืมเงินนายประวิทย์ ตัณมุขยกุล และมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้นายประวิทย์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์จะจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์แก่นางสาวเรณู จึงไปขอโฉนดที่ดินจากจำเลยเพื่อนำไปดำเนินการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินมิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ จำเลย และนางสาวเรณูเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท แต่ละคนย่อมมีสิทธิใช้สอยที่ดินดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ และเจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนก็ได้ การที่จำเลยนำโฉนดที่ดินไปให้บุคคลอื่นยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์ได้ ย่อมขัดต่อสิทธิของโจทก์ จำเลยต้องส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น จำเลยย่อมต้องมีหน้าที่ดำเนินการนำโฉนดที่ดินคืนมาเพื่อส่งมอบแก่โจทก์จนได้ กรณีมิใช่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้

ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้แก่นางสาวเรณู โจทก์สามารถขอให้ศาลสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ โดยโจทก์ไม่ต้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา ๒๑๓ วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดิน ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1360 ม. 1361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิรภา หวังอภิรักษ์กิจ
จำเลย — นางสาวขนิษฐา ตัณมุขยกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายมนัส ซอศรีสาคร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวีรวิทย์ สายสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2547
#411309
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลย และ ร. เป็นเจ้าของรวมในที่ดิน แต่ละคนย่อมมีสิทธิใช้สอยที่ดินดังกล่าวได้แต่ต้องไม่ขัดสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ และเจ้าของรวมคนหนึ่ง จะจำหน่ายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนก็ได้ การที่จำเลยนำโฉนดที่ดินไปให้บุคคลอื่นยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ย่อมขัดต่อสิทธิของโจทก์ จำเลยต้องส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น จำเลยย่อมต้องมีหน้าที่ดำเนินการนำโฉนดที่ดินมาเพื่อมอบแก่โจทก์จนได้ กรณีไม่ใช่สภาพหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ และการโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของโจทก์ให้แก่ ร. ไม่ใช่กรณีที่โจทก์จะสามารถขอให้ศาลสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยโจทก์จะสามารถขอให้ศาลสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยโดยโจทก์ไม่ต้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดแก่โจทก์ได้ เนื่องจาก ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสองนั้น ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดิน ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมกับจำเลยและนางสาวเรณู มานะจิรังพรกุล แต่จำเลยเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินไว้ โจทก์มีความประสงค์จะขายที่ดินส่วนของตนแก่นางสาวเรณูในราคา 1,000,000 บาท โจทก์จึงขอโฉนดที่ดินจากจำเลยเพื่อไปทำนิติกรรม แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของนายประวิทย์ ตัณมุขยกุล เพราะจำเลยและครอบครัวได้นำที่ดินเฉพาะส่วนของจำเลยไปจำนำเป็นประกันเงินกู้ต่อนายประวิทย์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การ และที่คู่ความแถลงรับกันพอวินิจฉัยคดีได้แล้ว จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 28215 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ จำเลย และนางสาวเรณูเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 28215 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยเป็นผู้เก็บรักษาโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ ต่อมาจำเลยกู้ยืมเงินนายประวิทย์และมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้นายประวิทย์ยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ หลังจากนั้นโจทก์จะจดทะเบียนขายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์แก่นางสาวเรณู จึงไปขอโฉนดที่ดินจากจำเลยเพื่อนำไปดำเนินการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่จำเลยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินมิได้อยู่ในความครอบครองของจำเลย มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ จำเลย และนางสาวเรณูเป็นเจ้าของรวมในที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 28215 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ แต่ละคนย่อมมีสิทธิใช้สอยที่ดินดังกล่าวได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นฯ และเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จะจำหน่ายที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนก็ได้ การที่จำเลยนำโฉนดที่ดินไปให้บุคคลอื่นยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้เงินกู้ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนขายที่ดินตามโฉนดที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของโจทก์ได้ย่อมขัดต่อสิทธิของโจทก์ จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ หากโฉนดที่ดินอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่น จำเลยย่อมต้องมีหน้าที่ดำเนินการนำโฉนดที่ดินคืนมาเพื่อส่งมอบแก่โจทก์จนได้ กรณีมิใช่สภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนให้แก่นางสาวเรณู โจทก์สามารถขอให้ศาลสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ โดยโจทก์ไม่ต้องขอให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ก็เฉพาะกรณีที่วัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดิน ศาลจึงไม่อาจสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินแก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213 ม. 1360 ม. 1361
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจิรภา หวังอภิรักษ์กิจ
จำเลย — นางสาวขนิษฐา ตัณมุขยกุล
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4919/2547
#112987
เปิดฉบับเต็ม

ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญาจำนองระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 19 ต่อปีมาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน 2528 ระบุดอกเบี้ยว่า ร้อยละ 15 และร้อยละ 19 แสดงว่าในวันดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยภายในวงเงินในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หากเกินวงเงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันมาตั้งแต่แรกและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น แต่ขณะที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาภายในวงเงินคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และส่วนที่เกินวงเงินคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 4 ก็เป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญาซึ่งขณะนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามข้อตกลงในสัญญา จึงมิได้คิดเพิ่มขึ้นเพียงแต่แยกวงเงินออกเป็น สัดส่วนเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลไม่มีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมาจนโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยที่ 1 เดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์อีกต่อไป จึงบอกเลิกสัญญาและบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบแล้วโดยจำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,134,112.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ของต้นเงิน 10,334,073.15 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 11,134,112.89 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 8,159,104.02 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท และดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,809,104.02 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ (แต่ยอดหนี้ถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 11,134,112.89 บาท ตามฟ้อง) ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระในวงเงิน 1,350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 เมษายน 2528 ถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 แต่ถ้าช่วงใดของระยะเวลาดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยลงบัญชีกระแสรายวันไว้ในอัตราที่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้คิดตามอัตราที่คิดไว้จริง และให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระแก่โจทก์แต่ละจำนวนในระหว่างนั้นทุกครั้งคิดหักออก ชดใช้เป็นค่าดอกเบี้ยหรือต้นเงินแล้วแต่กรณีของหนี้เบิกเงินเกินบัญชี ณ วันที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ด้วย คิดจนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 แล้วได้ยอดเงินเท่าใด ให้เป็นต้นเงินที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระแก่โจทก์ จากนั้นให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยโดยให้แบ่งยอดเงินดังกล่าวออกเป็น 2 ส่วน เฉพาะส่วนต้นเงิน 1,350,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ส่วนเงินที่เหลือหากมีให้จำเลยที่ 2 เสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 จำนองไว้ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 2 เป็นหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์จนครบ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีจะระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 19 ต่อปี มาตั้งแต่แรกก็ตาม แต่ตามการ์ดบัญชีกระแสรายวันปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน 2528 ระบุดอกเบี้ยว่า 15% และ 19% แสดงว่าในวันดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยภายในวงเงิน 1,350,000 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากเกินวงเงินดังกล่าวโจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ตกลงกันมาตั้งแต่แรกและตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น แต่ขณะที่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กรกฎาคม 2536 โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี แม้ในทางปฏิบัติระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญาภายในวงเงิน 1,350,000 บาท คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และเงินส่วนที่เกินวงเงินดังกล่าวคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นอัตราร้อยละ 4 ก็เป็นข้อปฏิบัติในลักษณะที่โจทก์ให้ประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 นอกเหนือจากข้อตกลงในสัญญา ซึ่งขณะนั้นโจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ถึงอัตราร้อยละ 19 ต่อปีตามข้อตกลงในสัญญาจึง มิได้คิดเพิ่มขึ้นเพียงแต่แยกวงเงินออกเป็นสัดส่วนเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงมิใช่เบี้ยปรับ ศาลไม่มีอำนาจลดลงได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยไม่ทบต้นให้จำเลยที่ 2 ชำระอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,350,000 บาท นับแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 383 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายเลี่ยงตงหรือชุณห์เจริญ แซ่ตั้งหรือรุ่งอารี กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นางอัจฉรา วริวงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายพินิจ บุญชัด
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4900/2547
#411428
เปิดฉบับเต็ม

แม้ พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดฯ จะมีผลใช้บังคับแล้วในวันที่จำเลยกระทำความผิด แต่มาตรา 2 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวได้กำหนดต่อไปว่า บทบัญญัติในหมวด 3 จะให้ใช้บังคับเมื่อใด ในท้องที่ใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกประกาศให้ใช้บังคับบทบัญญัติหมวด 3 แก่ท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป แต่เมื่อในวันดังกล่าวจำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้วมิใช่เป็นเพียงผู้ต้องหากรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด 3 ดังกล่าวได้ ดังนั้น จึงไม่อาจจะนำบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวมาใช้กับกรณีของจำเลย

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา... ด้วยเหตุนี้เองเมื่อจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับขี่ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดหกเดือนนับแต่วันพิพากษา จึงเป็นไปโดยชอบตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 57, 91 พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 102 (3 ทวิ), 127 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องใช้กฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่เนื่องจากความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ และพระราชบัญญัติการขนส่งทางบกฯ ซึ่งเป็นบทหนักมีอัตราโทษเท่ากันจึงให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษให้ลงโทษจำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 4 เดือน ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันพิพากษา

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจะต้องนำพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาบังคับให้เป็นคุณแก่จำเลย เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับแล้วในวันที่จำเลยกระทำความผิด แต่มาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้กำหนดต่อไปว่า บทบัญญัติในหมวด 3 จะให้ใช้บังคับเมื่อใด ในท้องที่ใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ออกประกาศให้ใช้บังคับบทบัญญัติหมวด 3 แก่ท้องที่อำเภอเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2546 เป็นต้นไป แต่เมื่อในวันดังกล่าวจำเลยถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลแล้วมิใช่เป็นเพียงผู้ต้องหา กรณีของจำเลยจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะได้รับการพิจารณาเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามมาตรา 19 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในหมวด 3 ดังกล่าวได้ ดังนั้น จึงไม่อาจจะนำบทบัญญัติแห่งมาตราดังกล่าวมาใช้กับกรณีของจำเลย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยฎีกาต่อไปว่า ศาลไม่อาจพิพากษาให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือเสพวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ทั้งนี้ตามที่อธิบดีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา... ด้วยเหตุนี้เองเมื่อจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ขณะปฏิบัติหน้าที่ผู้ขับขี่ จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดหกเดือนนับแต่วันพิพากษา จึงเป็นไปโดยชอบตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 157 ทวิ วรรคสอง แล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า การเสพเมทแอมเฟตามีนทำให้จิตและประสาทของผู้เสพผิดปกติจนขาดความยั้งคิดไม่สามารถควบคุมตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนขณะที่ขับรถยนต์บรรทุกย่อมเสี่ยงต่อการเกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งร่วมใช้เส้นทางได้ทุกขณะ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 157 ทวิ วรรคสอง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 2 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นายประเสริฐ ชมเล็ง
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4887/2547
#266370
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เช่านา เมื่อผู้ให้เช่าโอนขายที่นาที่เช่าให้แก่จำเลยทั้งสองโดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิซื้อที่นาคืนจากจำเลยทั้งสองได้ตามมาตรา 54 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว การที่โจทก์และสามีโจทก์มีอายุมากแล้วกับได้ให้บุตรเขยทำนาแทนหรือใกล้จะเลิกทำนา ไม่เป็นข้อที่จะทำให้จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธการขายที่นาคืนแก่โจทก์ ทั้งไม่พอฟังว่าโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดเวลาให้โจทก์ต้องชำระราคาภายใน 6 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจขอซื้อที่นาคืนนั้น ก็เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษามีผลสมบูรณ์ กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้มีคำขอ ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 28 ร่วมกันเพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครปฐม ครั้งที่ 2/2534 ลงวันที่ 26 เมษายน 2534 ที่มีมติว่าโจทก์ไม่มีสิทธิซื้อนาพิพาทคืน และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 28 ร่วมกันมีคำวินิจฉัยใหม่เป็นให้โจทก์มีสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในราคา 380,000 บาท หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 28 ไม่ปฏิบัติตามก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดนครปฐมดังกล่าวเสียโดยพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนที่นาพิพาทแก่โจทก์ในราคา 380,000 บาท ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดิน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับเงินค่าที่ดินจำนวน 380,000 บาท ไปจากโจทก์ในวันจดทะเบียนโอน หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ไปจดทะเบียนโอนที่นาพิพาทและรับเงินราคาที่ดินดังกล่าว ก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 ที่ 7 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 16 ถึงที่ 20 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยล่วงเลยระยะเวลาตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 57 โดยระยะเวลาดังกล่าวไม่ใช่อายุความที่จะขยายได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 6 ที่ 10 ที่ 11 ที่ 12 ที่ 14 ที่ 15 ที่ 21 ที่ 22 ที่ 24 ถึงที่ 28 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 13 และที่ 23 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมคณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดนครปฐม (คชก. จังหวัดนครปฐม) ครั้งที่ 2/2534 ลงวันที่ 26 เมษายน 2534 ที่วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิซื้อนาพิพาทโฉนดเลขที่ 9586 ตำบลดอกแฝก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม คืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เฉพาะส่วนเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนขายนาพิพาทดังกล่าวแก่โจทก์ในราคาไร่ละ 120,000 บาท และให้โจทก์ชำระราคาที่นาพิพาทตอบแทนภายใน 6 เดือน นับแต่วันฟังคำพิพากษา หากโจทก์ไม่ชำระราคาตามกำหนดให้ถือว่าโจทก์หมดสิทธิซื้อนาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 และหากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งยี่สิบแปดให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทดังกล่าวแก่โจทก์ในราคาไร่ละ 150,000 บาท ให้โจทก์ชำระราคาที่จะขอซื้อคืนภายใน 6 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจขอซื้อคืน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เช่านาพิพาทโฉนดเลขที่ 9586 ตำบลดอนแฝก อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เนื้อที่ 37 ไร่ 3 งาน 80 ตารางวา ของนายบุญมา นางบุญมา นายตอง และนางอุบล เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2532 นายตองและนางอุบลจดทะเบียนโอนขายที่นาพิพาทส่วนของตนเนื้อที่ 18 ไร่ 3 งาน 90 ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในราคา 380,000 บาท โดยไม่แจ้งให้โจทก์ผู้เช่าทราบเป็นหนังสือ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า โจทก์มีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนหรือไม่ ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า โจทก์มีเจตนาซื้อที่นาพิพาทคืนเพื่อนำไปแสวงหาประโยชน์ในเชิงธุรกิจไม่ประสงค์เพื่อทำนาเองเป็นการไม่สุจริตนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เช่านาพิพาท นายตองและนางอุบลผู้ให้เช่าโอนขายที่นาพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 53 วรรคหนึ่ง โจทก์ย่อมมีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ตาม พ.ร.บ. การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์และสามีโจทก์อายุมากแล้วกับได้ให้บุตรเขยทำนาแทนหรือใกล้จะเลิกทำนา ไม่เป็นข้อที่จะทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธการขายที่นาพิพาทคืนให้แก่โจทก์ได้ กับทั้งไม่พอฟังว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิซื้อที่นาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องซื้อที่นาพิพาทคืนในราคาเท่าใด เห็นว่า นายตองและนางอุบลกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความสัมพันธ์เป็นญาติใกล้ชิดและเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาในการซื้อขายที่นาพิพาทในราคา 380,000 บาท น่าเชื่อว่าเกิดจากความพอใจของทั้งสองฝ่ายด้วยเหตุและปัจจัยอย่างอื่นมากกว่าการคำนึงถึงราคาตามท้องตลาด ดังจะเห็นได้ว่าแม้ในการบอกขายที่นาพิพาทให้แก่โจทก์ นางอุบลเคยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 173/2536 ของศาลชั้นต้นว่า นางอุบลบอกขายให้แก่โจทก์ในราคา 70,000 บาท ถึง 80,000 บาท ต่อไร่ ที่โจทก์นำสืบว่า ที่นาพิพาทมีราคาตามท้องตลาดไร่ละ 20,000 บาท จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟังนายประสิทธิ์ผู้ใหญ่บ้านท้องที่กับนายสนองกำนันท้องที่เบิกความไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2292/2532 ของศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย ล. 3 และ ล. 4 ว่า ที่นาพิพาทมีราคาไร่ละ 250,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ซึ่งไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าพยานดังกล่าวจะเบิกความเพื่อช่วยเหลือคู่ความฝ่ายใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้โจทก์ซื้อที่นาพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในราคาไร่ละ 150,000 บาท โดยถือว่าราคาดังกล่าวเป็นราคาตลาดในขณะนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดเวลาให้โจทก์ต้องชำระราคาภายใน 6 เดือน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจขอซื้อคืนนั้น ก็เพื่อให้การบังคับตามคำพิพากษามีผลสมบูรณ์ กรณีเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์มิได้มีคำขอ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องดังเช่นที่โจทก์ฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดเวลาให้โจทก์ชำระราคาภายใน 6 เดือน นั้น ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเวลาที่นานเกินสมควร จึงเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้เหมาะสมแก่รูปคดี ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระราคาที่นาพิพาทที่จะซื้อคืนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายในหกสิบวันนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา มิฉะนั้นให้ถือว่าโจทก์ไม่ติดใจซื้อคืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 53 วรรคหนึ่ง ม. 54 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสำเภา แสงทวี
จำเลย — นางพยุง ยันตรา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายสุบิน ชิ้นประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายเกรียงศักดิ์ เกียรติดำรง
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4873/2547
#411247
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้นโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม. เครื่องหมายทะเบียน นว 7/7717 พร้อมซองกระสุนปืนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 10 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยให้การรับสารภาพ คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นจำเลยมีความผิดฐานนี้ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นการลงโทษสำหรับกรณีที่อาวุธปืนซึ่งมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน จึงเป็นคำพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือนฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต ไม่มีเหตุสมควรที่จะลดโทษให้ เมื่อลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว ไม่อาจลงโทษจำคุกในความผิดฐานอื่นได้อีก คงจำคุกตลอดชีวิตสถานเดียว ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น เห็นว่า ในชั้นจับกุมจำเลยให้การว่า จำเลยรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลาง โดยได้ค่าจ้าง 30,000 บาท ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่า จำเลยรับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนของกลางไปส่งที่จังหวัดนครสรรค์ โดยได้ค่าจ้าง 30,000 บาท ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.3 เป็นการรับว่าจำเลยเป็นผู้ครอบครองเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว ในชั้นพิจารณาจำเลยก็ให้การรับสารภาพว่า มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำฟ้อง ซึ่งในความผิดฐานนี้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริง ศาลชั้นต้นก็ยกเอาคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยดังกล่าวขึ้นมารับฟังประกอบการวินิจฉัยลงโทษจำเลยด้วย จึงถือว่าคำให้การของจำเลยในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี สมควรลดโทษให้จำเลยในความผิดฐานนี้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ลดโทษในความผิดฐานนี้ให้แก่จำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติกขนาด 9 มม. เครื่องหมายทะเบียน นว 7/7717 พร้อมซองกระสุนปืนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 10 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลย ให้การรับสารภาพ คดีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามฟ้องว่า อาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำเลยมีความผิดฐานนี้ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นการลงโทษสำหรับกรณีที่อาวุธปืนซึ่งมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียน จึงเป็นคำพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์และฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยปรับบทลงโทษให้ถูกต้อง ส่วนกำหนดโทษในความผิดฐานนี้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ให้ปรับบทลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกฐานมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีกำหนด 6 เดือน และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตมีกำหนด 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 25 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคหนึ่ง ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 7 ม. 72 วรรคหนึ่ง ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดฝาง
จำเลย — นายจักรพันธ์ บุญไทย
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ