คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2677/2547
#411022
เปิดฉบับเต็ม

การบอกเลิกสัญญาจำเลยจะต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 คือ จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควร แล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดเวลานั้น ถ้าโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ จึงจะถือว่าโจทก์ผิดนัดและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กำหนดเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาแม้สัญญาเช่าซื้อจะมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อจะมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันที โดยไม่คำนึงว่าจำเลยเคยผ่อนผันการผิดสัญญาเช่นนั้นมาก่อนก็ตาม แต่การผ่อนผันการผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่จำเลยได้แสดงเจตนาผ่อนผันการผิดสัญญาครั้งก่อนๆ โดยมิได้ยินยอมให้มีการผิดสัญญาในครั้งต่อๆ ไปได้ด้วย แต่การที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตลอดมาโดยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อที่กำหนดไว้ตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ จึงหาใช่กรณีที่จำเลยยอมผ่อนผันการผิดสัญญาให้แก่โจทก์ไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและไม่มีสิทธิที่จะยึดรถที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์ การที่จำเลยไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

โจทก์ชำระหนี้ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่กำหนด แต่จำเลยก็ยินยอมรับค่าเช่าซื้อตลอดมา โดยมิได้เรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการชำระล่าช้า จนถือได้ว่าคู่สัญญามิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ การที่โจทก์ชำระหนี้ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดเวลาดังกล่าว จึงไม่ถือว่าโจทก์ทำผิดนัดชำระหนี้ จำเลยไม่มีสิทธิจะคิดค่าปรับในกรณีชำระหนี้ล่าช้าจากโจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าเช่าซื้อที่ค้าง 234,998 บาท แล้วโอนกรรมสิทธิ์รถบดอัดสั่นสะเทือนให้โจทก์หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยชำระเงินค่าขาดประโยชน์วันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะโอนรถให้โจทก์ หากสภาพบังคับไม่สามารถเปิดช่องให้กระทำได้ ให้จำเลยคืนเงินค่าเช่าซื้อที่โจทก์ชำระไปแล้วจำนวน 2,044,300 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้จำเลยส่งคืนและโอนทะเบียนรถที่เช่าซื้อแก่โจทก์ หากไม่สามารถส่งคืนและโอนทะเบียนได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 1,150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2538 โจทก์เช่าซื้อรถบดอัดสั่นสะเทือนไปจากจำเลย 1 คัน ราคา 2,279,200 บาท ตกลงชำระเงินในวันทำสัญญา 400,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระงวดละ 78,300 บาท รวม 24 งวด งวดแรกวันที่ 25 มีนาคม 2538 งวดสุดท้ายชำระวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ในการชำระค่าเช่าซื้อโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดเวลาและจำเลยยินยอมรับค่าเช่าซื้อจากโจทก์ทุกครั้งตลอดมา โจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดสุดท้ายเป็นเงิน 234,998 บาท เมื่อเดือนเมษายน 2541 จำเลยได้ยึดรถที่เช่าซื้อคืนไปจากโจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์ผิดสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 จะได้กำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อไว้ตามวันแห่งปฏิทินซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนดย่อมผิดนัดทันทีโดยไม่ต้องเตือนก่อน แต่คดีนี้โจทก์ชำระหนี้ล่าช้าไม่ตรงกำหนดและจำเลยก็รับชำระค่าเช่าซื้อทุกครั้งมาโดยตลอด พฤติการณ์แสดงว่า โจทก์และจำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อแต่ละงวดเป็นสาระสำคัญ แม้โจทก์จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน ก็ไม่ถือว่าโจทก์ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยมิพักต้องเตือนก่อนตามบทบัญญัติดังกล่าว ในการบอกเลิกสัญญาจำเลยจะต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 คือ จำเลยจะต้องกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระภายในกำหนดเวลานั้น ถ้าโจทก์ไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ จึงจะถือว่าโจทก์ผิดนัดและจำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กำหนดเวลาพอสมควรให้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญา ทั้งแม้สัญญาเช่าซื้อข้อ 14 จะมีข้อตกลงว่า ในกรณีที่โจทก์ผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันที โดยไม่คำนึงว่าจำเลยเคยผ่อนผันการผิดสัญญาเช่นนั้นมาก่อนก็ตาม แต่การผ่อนผันการผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว ต้องเป็นกรณีที่จำเลยได้แสดงเจตนาผ่อนผันการผิดสัญญาครั้งก่อนๆ โดยมิได้ยินยอมให้มีการผิดสัญญาในครั้งต่อๆ ไปได้ด้วย แต่กรณีนี้เป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยปฏิบัติต่อกันตลอดมาโดยไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อที่กำหนดไว้ตามสัญญาเป็นสาระสำคัญ หาใช่กรณีที่จำเลยยอมผ่อนผันการผิดสัญญาให้แก่โจทก์ไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเพราะโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อสองคราวติดๆ กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 นั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาท จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองและมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อโจทก์ไม่ผิดสัญญาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าจำเลยได้บอกเลิกสัญญาด้วยวาจาจริงหรือไม่ ส่วนโจทก์จะได้โต้แย้งคัดค้านการยึดรถหรือไม่ซึ่งจะทำให้สัญญาเลิกกันโดยปริยายนั้น จำเลยมิได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นข้อพิพาทและมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ผิดนัดจำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยึดรถที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์ เมื่อจำเลยไปยึดรถที่เช่าซื้อคืนจากโจทก์โดยไม่มีสิทธิ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่า ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยใช้ราคารถที่เช่าซื้อแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 1,150,000 บาท สูงเกินไปหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ไม่เกิน 150,000 บาท และราคาทรัพย์ที่เช่าซื้อมีราคาในขณะยึดเพียง 600,000 บาท โจทก์เป็นหนี้จำเลยค่าเช่าซื้อค้างชำระ 3 งวด เป็นเงิน 234,998 บาท และค่าเสียหายจากการชำระหนี้ล่าช้าเป็นเงิน 78,690 บาท เมื่อหักกลบลบหนี้กันแล้ว จำเลยต้องชำระเงินให้โจทก์ไม่เกิน 436,312 บาท เห็นว่า แม้โจทก์ชำระค่าเช่าซื้อล่าช้าไม่ตรงตามกำหนด แต่จำเลยก็ยินยอมรับค่าเช่าซื้อตลอดมาโดยมิได้เรียกร้องค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการชำระหนี้ล่าช้า จนถือได้ว่าคู่สัญญาไม่ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญดังได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่โจทก์ชำระหนี้ล่าช้าไม่ตรงตามกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อจึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัดชำระหนี้ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะคิดค่าปรับในกรณีชำระหนี้ล่าช้าจากโจทก์จึงไม่อาจนำค่าปรับดังกล่าวมาคิดหักกลบหนี้ได้ สำหรับค่าขาดประโยชน์ของโจทก์ตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับราคารถที่เช่าซื้อซึ่งมีราคาเช่าซื้อสูงถึง 2,279,200 บาท และค่าเช่าซื้อแต่ละเดือนที่ตกลงผ่อนชำระกันก็เป็นจำนวนมากถึงเดือนละ 78,300 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าขาดประโยชน์เดือนละ 23,490 บาท และเป็นเวลาเพียง 10 เดือนเป็นเงิน 234,900 บาท จึงนับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนราคารถที่เช่าซื้อในขณะยึดรถคืนนั้น เมื่อพิจารณาถึงราคาเช่าซื้อที่มีราคาสูงถึง 2,279,200 บาท ย่อมจะมีราคาเงินสดที่สูงตามไปด้วย รถที่เช่าซื้อเป็นรถประเภทที่ต้องใช้งานหนัก เมื่อใช้งานนานประมาณ 38 เดือนก็ย่อมจะเสื่อมสภาพและเสื่อมราคาไปมากเป็นธรรมดา ถึงกระนั้นก็ไม่น่าจะมีราคาเหลือเพียง 600,000 บาท ตามที่จำเลยฎีกา แต่ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดราคารถที่เช่าซื้อให้ถึง 1,150,000 บาท นั้นก็สูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดราคาที่เหมาะสมให้เป็นเงิน 900,000 บาท ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่สามารถส่งคืนและโอนทะเบียนได้ ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 387 ม. 572
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสหรถยนต์เดินรถชุมพร จำกัด
จำเลย — บริษัทเมโทรแมชีนเนอรี่ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2645/2547
#411112
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน แต่มีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำจึงแยกกันอยู่ วันเกิดเหตุผู้ตายกับจำเลยไปบ้านเกิดเหตุเพื่อตกลงปัญหาเรื่องครอบครัวแต่ตกลงกันไม่ได้ จำเลยจึงจะออกจากบ้าน ผู้ตายนำอาวุธปืนออกมาวางที่ปลายเตียงเพื่อขู่ให้จำเลยอยู่กับผู้ตายและที่ผู้ตายพูดขู่จำเลยขณะจำเลยขยับตัวจะวิ่งก็เป็นเพียงขู่ไม่ใช่จำเลยหนีไปเท่านั้น แต่จำเลยเกรงว่าผู้ตายจะใช้อาวุธปืนของกลางยิงจำเลย ทั้งที่ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่จะส่อว่าผู้ตายจะทำเช่นนั้น จึงถือว่าไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องป้องกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 288 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 ริบของกลาง

จำเลยให้การว่า ฆ่าผู้ตายโดยไม่เจตนา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุก 15 ปี และมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี รวมสองกระทงจำคุก 16 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า นายทองสูนย์ เหล่าพิลัย ผู้ตายกับจำเลยเป็นสามีภริยากัน ผู้ตายกับจำเลยมีเรื่องทะเลาะกันเป็นประจำ จนที่สุดแยกกันอยู่โดยต่างฝ่ายต่างไปอยู่บ้านบิดามารดาของตนเอง จนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2541 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา ผู้ตายกับจำเลยมาที่บ้านเกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านของผู้ตายและจำเลยเพื่อตกลงปัญหาเรื่องครอบครัว จนเวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงผู้ตายถึงแก่ความตาย มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ จำเลยเบิกความเป็นพยานว่า จำเลยตกลงจะกลับมาอยู่กับผู้ตาย แต่ผู้ตายต้องเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หลังจากตกลงแล้วผู้ตายออกจากบ้านไปประมาณ 15 ถึง 20 นาที ก็กลับมาเสพยาเสพติดอีก จำเลยจึงจะออกจากบ้าน ผู้ตายล้วงอาวุธปืนของกลางจากเอวมาวางที่ขอบเตียงพร้อมพูดทำนองว่าจะขังจำเลยไว้ในบ้าน ขณะนั้นผู้ตายนั่งเสพยาเสพติดอยู่บริเวณประตูห้อง ส่วนจำเลยนั่งอยู่ขอบเตียงห่างผู้ตายประมาณ 1 เมตร ต่อมาผู้ตายก้มลงเสพยาเสพติด จำเลยจึงขยับตัวจะวิ่ง ผู้ตายพูดว่า "มึงจะวอนซะแล้ว กูจะยิงให้ตายซะเลย" จำเลยจึงคว้าอาวุธปืนของกลาง ผู้ตายเข้ามาแย่งอาวุธปืน จำเลยจึงยิงผู้ตาย เห็นว่า ผู้ตายนำอาวุธปืนออกมาวางที่ปลายเตียงเพื่อขู่ให้จำเลยอยู่กับผู้ตาย และที่ผู้ตายพูดขณะจำเลยขยับตัวจะวิ่งก็เป็นเพียงขู่ไม่ให้จำเลยหนีไปเท่านั้น แต่จำเลยเกรงว่าผู้ตายจะใช้อาวุธปืนของกลางยิงจำเลย ทั้งที่ไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่จะส่อว่าผู้ตายจะทำเช่นนั้น จึงถือว่าไม่มีภยันตรายที่จำเลยจำต้องป้องกันแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการป้องกันตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นางวันดี เหล่าพิลัย
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2643/2547
#411170
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 5 วัน คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยนำส่งหมายดังกล่าวย่อมมีความชัดเจนว่าจำเลยมีสิทธิใช้จ่ายเงินของตนได้แล้วตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 24 จำเลยจะอ้างว่าไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์สินเพราะถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งของศาลละเลยต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เป็นหน้าที่ของตนจึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย สำหรับค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควรเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ต่อมาวันที่ 13 ตุลาคม 2543 จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในวันเดียวกันว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในระยะที่กฎหมายกำหนด รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์ ให้จำเลยนำส่งภายใน 5 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด ส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งอุทธรณ์และปรากฏด้านหน้าของอุทธรณ์มีข้อความซึ่งประทับด้วยตรายางของศาลชั้นต้นว่า "ให้มาทราบคำสั่งในวันที่ 20 ตุลาคม 2543 ถ้าไม่มาให้ถือว่าทราบคำสั่งแล้ว" โดยมีทนายจำเลยลงชื่อไว้ ต่อมาวันที่ 25 ธันวาคม 2543 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าคดีนี้จำเลยยื่นอุทธรณ์ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2543 ศาลสั่งรับอุทธรณ์สำเนาให้โจทก์แก้จนถึงบัดนี้จำเลยมิได้นำส่งหมายให้โจทก์แต่ประการใด ศาลชั้นต้นจึงส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณา

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลอุทธรณ์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของจำเลยเพราะจำเลยทิ้งอุทธรณ์ชอบหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยเข้าใจว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เป็นหน้าที่ของศาล เพราะจำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใช้ทรัพย์สินแม้แต่น้อย เห็นว่า ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์และให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 5 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ทนายจำเลยลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดฟังคำสั่งในวันที่ 20 ตุลาคม 2543 ดังนั้น เมื่อถึงวันนัดฟังคำสั่งดังกล่าว ทนายจำเลยไม่มาฟังคำสั่งก็ถือได้ว่าจำเลยทราบคำสั่งแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมีเนื้อความชัดแจ้งว่า "รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยสำเนาให้โจทก์ให้จำเลยนำส่งภายใน 5 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง การส่งหากไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิดส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นจะถือว่าทิ้งอุทธรณ์" จากคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวสามารถเข้าใจได้ว่าศาลสั่งให้จำเลยนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 5 วัน ดังนั้น ที่จำเลยอ้างว่าการส่งสำเนาอุทธรณ์เป็นหน้าที่ของศาลจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าการที่จำเลยถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จำเลยจึงไม่สามารถใช้สอยทรัพย์สินของตนเพราะเกรงผิดต่อคำสั่งศาล รอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้ามาทำหน้าที่แทนนั้น เห็นว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นให้จำเลยนำส่งหมาย ย่อมมีความชัดแจ้งว่าจำเลยมีสิทธิใช้จ่ายเงินของตนได้แล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 24 ดังนั้น การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นย่อมเป็นการไม่นำพาต่อคำสั่งของศาล ละเลยต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนที่เป็นหน้าที่ของตน จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางจำลอง หมายเจริญ
จำเลย — นาวาอากาศเอกหญิงบุญสม วานิชโช
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2642/2547
#411169
เปิดฉบับเต็ม

การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมานั้น เป็นเพียงการประมาณราคาตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยเปรียบเทียบกับราคาทรัพย์สินที่ใกล้เคียงหรือราคาประเมินของทางราชการ ราคาที่ประเมินนี้อาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงก็ได้ คดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ 37,838,500 บาท ในขณะที่จำเลยอ้างว่าทรัพย์มีราคา 51,150,000 บาท ราคาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินกับราคาที่จำเลยอ้างจึงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และราคาที่ประเมินไว้ก็ไม่ใช่ราคาที่แท้จริง ไม่มีหลักเกณฑ์ใดผูกมัดว่าการขายทอดตลาดต้องเป็นไปตามราคาที่ประเมินไว้ ขึ้นอยู่กับผู้เข้าราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด จึงถือไม่อาจร้องขอต่อศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์ที่ยึดใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,567,899.82 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 9,530,300.82 บาท นับจากวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 คือที่ดินโฉนดเลขที่ 683 และ 684 ตำบลคลองข่อย (บ้านแหลม) อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวเป็นเงินรวม 37,838,500 บาท

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดต่ำกว่าความเป็นจริงโดยราคาทรัพย์สินดังกล่าวควรมีราคาประเมิน 51,150,000 บาท การดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นการไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินดังกล่าวใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง ให้ยกคำร้องค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีสิทธิร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้เจ้าหนี้พนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดใหม่หรือไม่ เห็นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมานั้นเป็นเพียงการประมาณราคาตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยเปรียบเทียบกับราคาทรัพย์สินที่ใกล้เคียงหรือราคาประเมินของทางราชการ ราคาที่ประเมินนี้อาจไม่ตรงกับราคาที่แท้จริงก็ได้ ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้ 37,838,500 บาท ในขณะที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวมีราคา 51,150,000 บาท ราคาที่เจ้าพนักงานบับคับคดีประเมินกับราคาที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างจึงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และราคาประเมินไว้ก็ไม่ใช่ราคาที่แท้จริงไม่มีหลักเกณฑ์ใดผูกมัดว่าการขายทอดตลาดจะต้องเป็นไปตามราคาที่ประเมินไว้ขึ้นอยู่กับผู้เข้าสู้ราคาว่าจะให้ราคาสูงสุดเพียงใด ดังนี้ กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจร้องขอต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดศรีสงวนยานยนต์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2633/2547
#411192
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายคำฟ้องในตอนแรกว่า จำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่คำฟ้องตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานต่างประเทศโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนได้ ความจริงจำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปต่างประเทศได้เท่านั้น ไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยได้รับค่าจ้างตอบแทนตามที่อ้าง การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่อ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายทั้งแปด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 673/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณานางอุไรวรรณ น้อยเสนา นายกิติกรณ์ ปิดสายะ นายวุฒิพงค์ อุทัยแสน นางอัญชลี อุทัยแสน นายสุทธิรักษ์ ไร่รัตน์ นายอุเทน เพ็งพันศรี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 3 ปี ส่วนความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ และความผิดฐานฉ้อโกงเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินจำนวน 520,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งแปด

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2522 มาตรา 91 ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 3 ปี เมื่อลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะมีความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนแรกบรรยายว่าจำเลยประกอบธุรกิจจัดหางานให้แก่ผู้เสียหายทั้งแปด ซึ่งเป็นคนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยเรียกและรับค่าบริการเป็นเงินตอบแทนจากคนหางานโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนจัดหางานกลาง แต่ตามคำฟ้องของโจทก์ตอนหลังบรรยายว่า จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้งแปดด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งโดยบอกและรับรองแก่ผู้เสียหายทั้งแปดว่า จำเลยสามารถจัดส่งผู้เสียหายทั้งแปดไปทำงานในโรงงานที่ประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) โดยผู้เสียหายทั้งแปดจะได้รับค่าจ้างแรงงานเดือนละ 15,000 บาท ถึง 20,000 บาท แต่ความจริงแล้ว จำเลยเพียงแต่ดำเนินการให้ผู้เสียหายทั้งแปดเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ (ที่ถูก สาธารณรัฐเกาหลี) ได้เท่านั้น จำเลยไม่สามารถจัดให้ผู้เสียหายทั้งแปดได้ทำงานโดยรับค่าจ้างตอบแทนตามที่จำเลยกล่าวอ้าง หากแต่การกล่าวอ้างด้วยวิธีการดังกล่าวเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งแปดหลงเชื่อว่าเป็นความจริงตกลงสมัครงานและจ่ายเงินให้แก่จำเลยโดยการหลอกลวงดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยได้ไปซึ่งเงินของผู้เสียหายทั้งแปด การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะจัดหางานให้ผู้เสียหายทั้งแปด แต่จำเลยอ้างเอาเรื่องการจัดหางานขึ้นมาเพื่อหลอกลวงเอาเงินจากผู้เสียหายทั้งแปดเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 185 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 82
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
โจทก์ร่วม — นางอุไรวรรณ น้อยเสนา กับพวก
จำเลย — นางขวัญสุดา เสียวสุข
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2621/2547
#410947
เปิดฉบับเต็ม

ในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย โจทก์อ้าง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 3 และมาตรา 7 มาในคำขอท้ายฟ้อง ซึ่งตามมาตรา 3 และมาตรา 7 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดโทษผู้กระทำผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยมีระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ และความผิดฐานดังกล่าวมีอัตราโทษหนักกว่าความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม การที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 7 แต่ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม โดยกล่าวว่าเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น เป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 7 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 และริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง, 65 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ลงโทษประหารชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกตลอดชีวิต ริบยาเสพติดให้โทษของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรลงโทษจำเลยสถานเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ เห็นว่า เฮโรอีนเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งมีพิษร้ายแรง นอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้วยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมและก่อให้เกิดปัญหาสังคมในด้านต่าง ๆ อีกสุดคณานับ จำเลยกระทำความผิดโดยมีเฮโรอีนเป็นจำนวนมากถึง 5 ห่อ น้ำหนัก 3,479 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 3,043.777 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และพยายามส่งเฮโรอีนดังกล่าวออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ลักษณะของความผิดนับว่าเป็นภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติและบั่นทอนความสงบสุขของประชาคมโลกโดยส่วนรวม ทั้งยังสร้างความเสื่อมเสียแก่ภาพพจน์และชื่อเสียงของประเทศไทยต่อนานาประเทศทั่วโลกอีกด้วย จำเลยเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร แทนที่จะมีความเคารพยำเกรงต่อกฎหมายประเทศไทย กลับกระทำความผิดในคดีนี้โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่สังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษประหารชีวิตจำเลยและลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกตลอดชีวิตนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนนอกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโจทก์อ้างพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3 และมาตรา 7 มาในคำขอท้ายฟ้องแล้ว ซึ่งตามมาตรา 3 และมาตรา 7 แห่งบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดโทษผู้กระทำผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยมีระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จและความผิดฐานดังกล่าวมีอัตราโทษหนักกว่าความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาปรับบทลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 แต่ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเฮโรอีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 100 กรัม โดยกล่าวว่าเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นเป็นการมิชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และแม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 65 วรรคสอง ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 65 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 7 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายคอร์ ชิน เอี๊ยก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2603/2547
#411190
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ตลอดจนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายนั้น เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ขับรถเข้าใกล้วงเวียนโดยไม่ลดความเร็ว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษเรียงกระทงโดยแยกฐานขับรถเข้าใกล้วงเวียนโดยไม่ลดความเร็ว ออกต่างหากจากฐานขับรถโดยประมาทนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43, 70, 148, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (3), (4), 70, 148, 157 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานขับรถเข้าใกล้วงเวียนโดยไม่ลดความเร็ว ปรับ 500 บาท ฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ประกอบมาตรา 90 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ปรับ 250 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า รถที่จำเลยขับเป็นรถยนต์โดยสารขนาดเล็กบรรทุกผู้โดยสารหลายคน จำเลยต้องใช้ความระมัดระวังในการขับ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร แต่จำเลยขับรถเข้าวงเวียนซึ่งมีรถอื่นร่วมทางเป็นจำนวนมากด้วยความเร็วสูงและเปลี่ยนช่องทางเดินรถอย่างกะทันหัน ทำให้รถเสียหลักขวางเส้นทางเดินรถของผู้อื่นและพุ่งชนทางเท้า เสาไฟฟ้าส่องทาง 1 ต้น ต้นไม้และคอกดอกไม้ 1 ชุด ของสำนักงานเขตสัมพันธวงศ์กับชนบันไดอาคารเยาวราชเพลสของบริษัทไทยสิริวิวัฒน์ได้รับความเสียหาย และมีผู้ได้รับอันตรายสาหัส 2 คน ได้รับอันตรายแก่กาย 7 คน แสดงให้เห็นว่าจำเลยขับรถด้วยความประมาทขาดสำนึกและรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสาร ตลอดจนทรัพย์สินของผู้อื่น ตามพฤติการณ์จึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยมีบุคคลภายในครอบครัวที่ต้องอุปการะและนายจ้างจำเลยกับบริษัทประกันภัยจะได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจแล้วก็ตาม ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะปรานีรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง การที่จำเลยกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ตลอดจนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหายนั้น เกิดจากความประมาทของจำเลยที่ขับรถเข้าใกล้วงเวียนโดยไม่ลดความเร็ว จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษเรียงกระทงโดยแยกฐานขับรถเข้าใกล้ววงเวียนโดยไม่ลดความเร็ว ออกต่างหากจากฐานขับรถโดยประมาทนั้นไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่คู่ความฎีกาศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายรุ่ง เที่ยงเอม
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2554/2547
#410921
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกา โดยผู้ที่ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยแต่ละคน จึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตตามที่ขอก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ขยายกำหนดยื่นฎีกาตามคำร้อง เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาแล้วก็ไม่มีผลย้อนไปทำให้คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาที่ไม่ชอบดังกล่าว ให้เป็นคำร้องที่ชอบ

ในระหว่างพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีการแก้ไขกฎหมายบทความผิดและบทกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพียงแต่ปรับใช้บทกฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 3 และแก้ไขโทษให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายใหม่เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละคนไม่เกินกระทงละห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาโดยมิได้ร้องขอหรือดำเนินการให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาได้ จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7 (1), 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกต้องประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 6 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 4 ปี 16 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 ซึ่งจะครบกำหนดยื่นฎีกาในวันที่ 28 เมษายน 2546 ก่อนครบกำหนดจำเลยทั้งสองต่างยื่นคำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาไปถึงวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่ปรากฏว่าคำร้องดังกล่าวยื่นโดยผู้ที่ไม่มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยแต่ละคน กล่าวคือ คำร้องของจำเลยที่ 1 มีนายพินิจ ลักษณวิศิษฎ์ ซึ่งเป็นทนายความของจำเลยที่ 2 ลงชื่อเป็นผู้ร้อง ส่วนคำร้องของจำเลยที่ 2 มีนายประทีป ธรรมวิรักษ์ ทนายความของจำเลยที่ 1 ลงชื่อเป็นผู้ร้อง คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งอนุญาตตามที่จำเลยทั้งสองขอก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ขยายกำหนดยื่นฎีกาตามคำร้อง เมื่อจำเลยทั้งสองยื่นฎีกาในวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 จึงล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาแล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นฎีกาพร้อมแต่งตั้งนายพินิจ ลักษณวิศิษฎ์ เป็นทนายความของจำเลยที่ 1 ด้วย แต่ก็ไม่มีผลย้อนไปทำให้คำร้องขอขยายกำหนดยื่นฎีกาที่ไม่ชอบดังกล่าว ให้เป็นคำร้องที่ชอบ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาคดีนี้ของศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีการแก้ไขกฎหมายบทความผิดและบทกำหนดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ก็เพียงแต่ปรับใช้บทกฎหมายส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และแก้ไขโทษให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายใหม่เท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองแต่ละคนไม่เกินกระทงละห้าปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาโดยมิได้ร้องขอหรือดำเนินการให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ฎีกาได้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยทั้งสองไว้ ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.พ. ม. 23
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาคร
จำเลย — นายนิตร ทองถนอม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2552/2547
#410946
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.อ. มาตรา 22 วรรคแรก ที่บัญญัติให้นำจำนวนวันที่ผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษามาหักออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษานั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีนั้นเอง หาใช่ถูกคุมขังในคดีอื่นแต่อย่างใดไม่ แม้ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้ว่า เมื่อจำเลยถูกหมายขังในคดีหนึ่งแล้วจะถูกหมายขังในคดีอื่นอีกไม่ได้ก็ตาม แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่จำเลยถูกฟ้องร่วมกับ ร. ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 456/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยมิได้ถูกคุมขังเนื่องจากได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา การที่ต่อมาจำเลยไปกระทำความผิดและถูกคุมขังระหว่างพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 ของศาลจังหวัดสุโขทัย ก็เป็นการถูกคุมขังเฉพาะในคดีดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 456/2541 ของศาลชั้นต้น แม้ต่อมา ร. จะให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเข้ามาใหม่เป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็มิได้ออกหมายขังจำเลยในคดีนี้แต่อย่างใด ศาลชั้นต้นเพิ่งออกหมายขังจำเลยหลังจากศาลจังหวัดสุโขทัยดำเนินการแก่จำเลยเสร็จ และส่งตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้ การที่จำเลยถูกคุมขังตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 ของศาลดังกล่าว ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกคุมขังในคดีนี้ด้วย จึงนำวันต้องขังของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาหักโทษตามคำพิพากษาในคดีนี้ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประเภทกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงไม่รอการลงโทษให้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2541 จำเลยกับนายรุ่งธิวา เงินนา ถูกพนักงานอัยการจังหวัดลำปางเป็นโจทก์ฟ้องในความผิดฐานร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 456/2541 ของศาลชั้นต้น ต่อมาจำเลยถูกแยกฟ้องเป็นคดีนี้โดยจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา ระหว่างจำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราว จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและถูกดำเนินคดีที่จังหวัดสุโขทัยตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 โดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีนี้ได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีนี้ไว้ชั่วคราว เพื่อรอให้ศาลจังหวัดสุโขทัยส่งตัวจำเลยมาทำการพิจารณาวันที่ 28 มีนาคม 2546 ศาลจังหวัดสุโขทัยพิพากษาลงโทษจำเลยแต่จำเลยต้องขังมาพอแก่โทษแล้วจึงให้ปล่อยตัวจำเลยเฉพาะคดีดังกล่าว และได้ส่งตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าจะต้องนำระยะเวลาที่จำเลยถูกคุมขังในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 หมายเลขแดงที่ 590/2546 ของศาลจังหวัดสุโขทัย มาหักออกจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 22 วรรคแรก ที่บัญญัติให้นำจำนวนวันที่ผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนพิพากษามาหักออกจากระยะเวลาจำคุกตามคำพิพากษานั้นจะต้องเป็นกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาถูกคุมขังก่อนศาลพิพากษาในคดีนั้นเอง หาใช่ถูกคุมขังในคดีอื่นแต่อย่างใดไม่ แม้ไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้ว่า เมื่อจำเลยถูกหมายขังในคดีหนึ่งแล้วจะถูกหมายขังในคดีอื่นอีกไม่ได้ก็ตาม แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่จำเลยถูกฟ้องร่วมกับนายรุ่งธิวา เงินนา ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 456/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยมิได้ถูกคุมขังเนื่องจากได้รับการปล่อยชั่วคราวตลอดมา การที่ต่อมาจำเลยไปกระทำความผิด และถูกคุมขังระหว่างพิจารณาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 ของศาลจังหวัดสุโขทัย ก็เป็นการถูกคุมขังเฉพาะในคดีดังกล่าวไม่เกี่ยวกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 456/2541 ของศาลชั้นต้น แม้ต่อมานายรุ่งธิวาจะให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเข้ามาใหม่เป็นคดีนี้ ศาลชั้นต้นก็มิได้ออกหมายขังจำเลยในคดีนี้แต่อย่างใด ศาลชั้นต้นเพิ่งจะ

ออกหมายขังจำเลยเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2546 หลังจากศาลจังหวัดสุโขทัยดำเนินคดีแก่จำเลยเสร็จ และส่งตัวจำเลยมาดำเนินคดีนี้ การที่จำเลยถูกคุมขังตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 ของศาลจังหวัดสุโขทัย ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกคุมขังในคดีนี้ด้วย จึงนำวันต้องขังของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 ของศาลจังหวัดสุโขทัยมาหักโทษตามคำพิพากษาในคดีนี้ไม่ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2540 ที่จำเลยอ้างมาข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่า เมื่อศาลจังหวัดสุโขทัยพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 937/2541 และได้ออกหมายปล่อยตัวจำเลยเฉพาะคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2546 แล้วจำเลยยังคงถูกควบคุมตัวไว้เพื่อดำเนินการส่งตัวตามคำขออายัดตัวของศาลที่พิจารณาคดีนี้ ดังนั้น ระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2546 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ที่จำเลยถูกควบคุมตัวไว้ระหว่างรอการส่งตัว ถือว่าเป็นวันที่จำเลยถูกคุมขังโดยศาลที่พิจารณาคดีนี้ จึงต้องนำมาหักให้แก่จำเลยด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองคิดหักวันถูกคุมขังให้แก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2546 จนถึงวันที่ได้รับการปล่อยชั่วคราวเป็นเวลา 3 วัน จึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องหักวันถูกคุมขังให้จำเลย 7 วัน ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้หักวันถูกคุมขังแก่จำเลย 7 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายกระล่อนหรือกะล่อน มาคร
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
สบโชค สุขารมณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2549/2547
#411023
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นและนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจะขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติดังกล่าว เพราะการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยผู้อุทธรณ์จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้ครบถ้วน เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างพิจารณาจำเลยยื่นคำร้อง ขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จะพิจารณาสั่งในคำพิพากษาต่อมาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งคำร้องของจำเลยซึ่งขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โดยให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นและคำพิพากษาคดีนี้ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามคำร้องของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี หรือให้ศาลอุทธรณ์ดำเนินการดังกล่าวตามคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์คำสั่งระหว่างพิจารณาซึ่งจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งไว้ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 (2) ทั้งจำเลยมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นกรณีอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงมีคำสั่งให้ผู้อุทธรณ์นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนด 15 วัน นับจากวันถือว่าทราบคำสั่งนี้ เมื่อครบกำหนดเวลาแล้วจึงจะพิจารณาสั่งคำร้องอุทธรณ์คำสั่งนี้ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าครบกำหนดเวลาตามคำสั่งศาลแล้ว จำเลยมิได้ปฏิบัติตาม จึงให้ส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา หรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 ด้วย การที่จำเลยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลตามกำหนด คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่สั่งรับคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ แต่ให้ส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่งจึงชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยว่าชอบหรือไม่ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยดังกล่าว หากจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น จำเลยต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 โดยยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้นและนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลได้มีคำสั่ง แม้อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยจะขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายมิใช่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ตาม จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติดังกล่าวเพราะการอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยกระทำขึ้นภายหลังที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดีแล้ว เมื่อมีการอุทธรณ์เช่นนี้ ย่อมทำให้การบังคับคดีต้องล่าช้าออกไป อาจเสียหายแก่โจทก์ผู้ชนะคดีได้ จำเลยผู้อุทธรณ์จึงต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวให้ครบถ้วน เมื่อจำเลยยื่นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์โดยมิได้นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลจึงเป็นอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจพิจารณาคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นของจำเลยนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางภัทรา วนิชวัฒนะ
จำเลย — นายสุรพงษ์ สินอัมพรพรรณ
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2546/2547
#411126
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มุ่งคุ้มครองการเช่าที่ดินเพื่อการทำนาเป็นจดหมายหลัก จึงได้ให้คำนิยามไว้ในหมวด 2 การเช่านาในมาตรา 21 ว่า "นา" หมายความว่า ที่ดินที่เช่าเพื่อทำนาทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ "ทำนา" หมายความว่า การเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ "พืชไร่" หมายความว่า พืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้น หรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายใน 12 เดือน จึงเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติคำนิยามไว้โดยเฉพาะ จะนำเอาความหมายตามที่พจนานุกรมบัญญัติไว้มาใช้บังคับไม่ได้

กล้วยไม่ใช่พืชที่อายุสั้น ส่วนพืชล้มลุกไม่ใช่พืชที่ต้องการน้ำน้อยและอายุสั้น หรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายใน 12 เดือน กล้วยและพืชล้มลุกจึงไม่ใช่พืชไร่ตามนิยามข้างต้น โจทก์ซึ่งเช่าที่ดินเพื่อปลูกต้นกล้วยและพืชล้มลุกจึงไม่ใช่ผู้เช่านาตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ

เมื่อการเช่าที่ดินของโจทก์ไม่ใช่การเช่านา การที่คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คชก.) จังหวัดราชบุรี วินิจฉัยว่า การเช่าที่ดินของโจทก์เป็นการเช่านาจึงเป็นการขัดต่อกฎหมาย ศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ตาม พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 58 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 221 และ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการฯ มาตรา 24 อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10833 ตำบลดอนงิ้ว (อ่างทอง) อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 24 ตารางวาให้แก่โจทก์ในราคา 180,000 บาท ด้วยวิธีการชำระเงินสดกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดิน หากจำเลยที่ 2 เพิกเฉย ให้จำเลยที่ 2 ส่งโฉนดที่ดินเลขที่ 10833 แก่โจทก์ เพื่อดำเนินการทางทะเบียน โดยถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 2 รับเงินค่าที่ดินจำนวน 180,000 บาท จากโจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ตามคำชี้ขาดของ คชก. จังหวัดราชบุรี ซึ่งตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 58 บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของ คชก. ตำบลหรือคชก. จังหวัด ในกรณีนี้โดยอนุโลม ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 221 บัญญัติว่าการเสนอข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาดนอกศาลให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ขณะเกิดเหตุคดีนี้คือพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ซึ่งมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการดังกล่าวบัญญัติว่า ในกรณีที่ศาลเห็นว่าคำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ข้อพิพาทนั้น ให้ศาลมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้น ข้อเท็จจริงจากคำฟ้องและคำให้การของจำเลยทั้งสองรับกันฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1 เพื่อปลูกต้นกล้วยและพืชล้มลุก

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าต้นกล้วยและพืชล้มลุกเป็นพืชไร่ตามคำนิยามในพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ด้วยเหตุผลดังที่โจทก์อ้างมาในฎีกา ดังนั้น โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นเห็นว่าตามความมุ่งหมายของการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามนัยแห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นมุ่งคุ้มครองการเช่าที่ดินเพื่อการทำนาเป็นจุดหมายหลัก ดังนั้น พระราชบัญญัติดังกล่าวจึงได้ให้คำนิยามไว้ในหมวด 2 การเช่านา ในมาตรา 21 ว่า "นา" หมายความว่า ที่ดินที่เช่าเพื่อทำนาทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่ "ทำนา" หมายความว่าการเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ "พืชไร่" หมายความว่า พืชซึ่งต้องการน้ำน้อยและอายุสั้นหรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือน จากคำนิยามดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการเช่าที่ดินอันจะได้รับความคุ้มครองจากพระราชบัญญัติดังกล่าวจะต้องเป็นการเช่าที่ดินเพื่อการทำนาตามนัยที่พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นให้คำนิยามไว้อันมีความหมายเฉพาะ จะนำเอาความหมายตามที่พจนานุกรมบัญญัติไว้มาใช้ไม่ได้ โจทก์เช่าที่ดินของจำเลยที่ 1 ปลูกต้นกล้วยและพืชล้มลุก เห็นว่า กล้วยไม่ใช่พืชที่อายุสั้น ส่วนพืชล้มลุกไม่ใช่พืชที่ต้องการน้ำน้อยและอายุสั้น หรือสามารถเก็บเกี่ยวครั้งแรกได้ภายในสิบสองเดือน กล้วยและพืชล้มลุกจึงไม่ใช่พืชไร่ตามความหมายของคำนิยามดังกล่าวโจทก์จึงไม่ใช่ผู้เช่านาตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ฉะนั้น การที่ คชก. จังหวัดราชบุรี วินิจฉัยว่า การเช่าที่เดินของโจทก์เป็นการเช่านาและวินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ จึงเป็นการขัดต่อกฎหมายศาลมีอำนาจปฏิเสธไม่รับบังคับตามคำชี้ขาดนั้นได้ตามบทบัญญัติดังกล่าวมาแล้วที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 221
พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 ม. 21 ม. 58
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 24
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประภากร เขมาอัจฉริยผล
จำเลย — นางวิภา ทองบัว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2518/2547
#410920
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้กู้เงินไปเพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กลับไปกรอกข้อความในสัญญาเงินกู้เป็นเงินถึง 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอม สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในการฟ้องคดีได้ เมื่อเงินกู้จำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 109,000 บาท จำเลยรับเงินครบถ้วนแล้ว ตกลงให้ดอกเบี้ยตามกฎหมาย ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ย ครั้นหนี้ถึงกำหนดชำระจำเลยไม่นำต้นเงินและดอกเบี้ยที่ค้างมาชำระ ทำให้โจทก์เสียหาย ดอกเบี้ยคิดจากวันกู้ถึงวันฟ้อง 17,914.07 บาท รวมเป็นหนี้คิดถึงวันฟ้อง 126,914.07 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 126,914.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 109,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 30,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อเดือน โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มสัญญากู้ท้ายฟ้องโดยไม่มีการกรอกข้อความใดๆ หลังจากนั้นจำเลยได้ผ่อนชำระไปแล้วเดือนละ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 18,000 บาท คงค้างต้นเงินจำนวน 12,000 บาท โจทก์กับสามีสมคบกันไปกรอกจำนวนเงินเองเป็น 109,000 บาท โดยจำเลยมิได้รู้เห็นและยินยอม สัญญากู้ท้ายฟ้องจึงเป็นเอกสารปลอม จำเลยไม่ต้องรับผิดตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 126,914.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 109,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มีนาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่าเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 จริง มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามสัญญากู้ฉบับดังกล่าวหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์กับนายถวิล สมบูรณ์ เป็นพยานเบิกความว่าเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2541 จำเลยได้มาขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 109,000 บาท โจทก์ตกลงให้กู้และได้มอบเงินให้จำเลยรับไปแล้วได้ทำสัญญากู้ไว้ตามหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 นายถวิลเบิกความยืนยันว่าตนเป็นทำสัญญาดังกล่าวโดยเป็นผู้กรอกข้อความลงในช่องว่างแล้วให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความยืนยันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ไปเพียง 30,000 บาท เท่านั้น และได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 จริง แต่สัญญากู้ดังกล่าวไม่ได้กรอกข้อความไว้ โจทก์มากรอกข้อความภายหลัง เห็นว่า พยานบุคคลทั้งสองฝ่ายต่างเบิกความไปคนละทาง จึงเป็นการยากที่จะเชื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ แต่เมื่อได้พิเคราะห์หนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 แล้ว ปรากฏว่าสีหมึกที่ใช้เขียนข้อความในช่องทำที่กับข้อความในช่องว่างในข้อ 2 แตกต่างกับสีหมึกที่ใช้เขียนข้อความในช่องว่างต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนั้นลายมือชื่อของจำเลยในช่องผู้กู้สีของหมึกที่ใช้เขียนก็แตกต่างออกไปอีก แสดงให้เห็นว่าใช้ปากกาคนละด้ามเขียน ดังนั้น ที่นายถวิลเบิกความข้อความที่เขียนในเอกสารและที่จำเลยลงลายมือชื่อใช้ปากกาด้ามเดียวกัน จึงรับฟังไม่ได้เป็นพิรุธ นอกจากนี้ในสัญญากู้ดังกล่าวระบุว่า นายสุทัศน์สามีจำเลยเป็นผู้กู้แต่จำเลยกลับลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ด้วยตนเองซึ่งหากมีการเขียนสัญญากู้ในวันที่จำเลยมาขอกู้ยืมเงินจริงก็ไม่น่าจะเกิดการผิดพลาดได้เช่นนี้ พยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นพิรุธน่าสงสัยมีน้ำหนักน้อย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า สัญญากู้ดังกล่าวมีการกรอกข้อความในภายหลังตามที่จำเลยนำสืบ มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปเป็นจำนวนเท่าใด โจทก์นำสืบว่า จำเลยกู้ยืมเงินไป 109,000 บาท แต่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่ากู้ยืมเงินไปเพียง 30,000 บาท ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีแต่พยานบุคคลเบิกความยันกันเท่านั้น ส่วนหนังสือสัญญากู้เงินตามกฎหมายใหม่เอกสารหมาย จ.1 ซึ่งเป็นพยานเอกสารนั้นข้อเท็จจริงก็ได้ความว่า เป็นการกรอกข้อความภายหลัง จึงไม่อาจใช้เป็นพยานเอกสารสนับสนุนข้อนำสืบของโจทก์ได้ แต่เมื่อได้พิเคราะห์ฐานะของโจทก์ในขณะที่ให้จำเลยกู้ยืมเงินแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในขณะนั้นโจทก์ยังเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาห้วยยอด อีกหลายจำนวน ซึ่งรวมกันแล้วโจทก์เป็นหนี้ถึง 430,000 บาท และยังเป็นลูกหนี้ของบรษัทสหมิตรธุรกิจอีกถึง 30,000 บาท หนี้ทั้งหมดโจทก์ยังมิได้ชำระให้แก่เจ้าหนี้แต่อย่างใด จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะมีเงินถึงจำนวน 109,000 บาท มาให้จำเลยกู้ได้ ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปเพียง 30,000 บาท ตามที่จำเลยนำสืบเท่านั้น มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยจะต้องชำระหนี้จำนวน 30,000 บาท ให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินไปเพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กลับไปกรอกข้อความในสัญญากู้เป็นจำนวนเงินถึง 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอม สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจนำมาใช้เป็นพยานหลักฐานในฟ้องคดีได้เมื่อเงินกู้จำนวนดังกล่าวไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยซึ่งเป็นผู้กู้มาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางยุพิน สมบูรณ์
จำเลย — นางแนบ สุวรรณ์
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2512/2547
#411125
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยไม่ไต่สวน และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ทวิ วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 401,756.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีคือ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ในการขายทอดตลาดครั้งที่ 4 เจ้าพนักงานบังคับคดีขายให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้ราคาสูงสุดในราคา 372,087 บาท

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์จำนองให้แก่โจทก์ไปในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้จำเลยทั้งสองได้รับความเสียหายขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้อ้างว่าการขายทอดตลาดทรัพย์เกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลในระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในการเข้าสู้ราคา หรือเกิดจากความไม่สุจริตหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีในการปฏิบัติหน้าที่ จึงไม่มีเหตุที่จะรับคำร้องไว้พิจารณา ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "กรณีเป็นเรื่องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ทวิ วรรคสอง แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยไม่ไต่สวน คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวก็ถือเป็นคำสั่งของศาลตามวรรคสองดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงเป็นที่สุด ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสี่ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสองจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายวิเชียร เครือจันทร์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2462/2547
#265579
เปิดฉบับเต็ม

การแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา?" นั้น เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกชั้นศาลมิได้หมายความถึงก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่อย่างใด

เมื่อความสามารถในการฟ้องของโจทก์ในการแต่งตั้งทนายความบกพร่องและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมทั้งยื่นใบแต่งทนายความฉบับใหม่เข้ามาพร้อมกับคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาแล้วเช่นนี้ ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรอนุญาต อำนาจฟ้องจึงสมบูรณ์มาแต่แรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ยแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๘๙๙,๒๔๔ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๘๙๙,๒๔๔ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกินตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัยว่า ใบแต่งทนายความโจทก์ฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ บกพร่องการแก้ไข ข้อบกพร่องตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ คู่ความสามารถกระทำการใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แม้มาตรา ๖๖ จะให้อำนาจศาล ทำการสอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ไม่ได้บังคับศาลต้องทำการสอบสวน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ขอแก้ไขความบกพร่อง เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว และเป็นการแก้ไขตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมาย่อมเป็นการไม่ชอบ เมื่อใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ ที่แต่งตั้งนายวัชรินทร์เป็นทนายความ บกพร่อง นายวัชรินทร์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม ๑๔,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๙ ระบุว่าบริษัทเทพปรานี (๑๙๙๑) จำกัด โดยนายบุญยืน กรรมการผู้ลงชื่อผูกพันบริษัทได้เป็นผู้แต่งตั้งทนายความ และนายบุญยืน ลงชื่อเป็น ผู้แต่งทนายความ ทนายความผู้ได้รับการแต่งตั้งรับรองลายมือชื่อ ชั้นพิจารณานายบุญยืน ก็เบิกความเป็นพยานในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายบุญยืน เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของ ห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพปรานีเคหะการ ดังนั้นการที่ใบแต่งทนายใช้ตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพปรานีเคหะการแทนที่จะใช้ตราประทับของบริษัทโจทก์ จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นการหยิบตราประทับผิดเป็นการผิดพลาดบกพร่อง ในตัวผู้แต่งทนายความ ไม่ใช่การพิจารณาผิดระเบียบ แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมกับยื่นใบแต่งทนายความที่ถูกต้องเข้ามาใหม่พร้อมกับคำแก้อุทธรณ์อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ จะสั่งสอบสวนหรือยอมรับการแก้ไขนั้นได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ว่าฝ่ายจำเลยจะยกเอาข้อบกพร่องนี้ ขึ้นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๕๖ วรรคสอง ที่ว่า "ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา?" นั้น มิได้หมายความถึงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ วินิจฉัย แต่อย่างใด เพราะบทบัญญัติดังกล่าวนี้เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกชั้นศาล เมื่อความสามารถในการฟ้องของโจทก์บกพร่องและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมทั้งยื่นใบแต่งทนายความฉบับใหม่เข้ามาพร้อมกับคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นรับขึ้นมาแล้วเช่นนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตยอมรับการแก้ไขนั้น ดังนี้อำนาจฟ้องที่ไม่สมบูรณ์จึงกลับเป็นอำนาจฟ้องที่สมบูรณ์มาแต่แรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย?

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และ ชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวม ๑๕,๐๐๐ บาท .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทพปรานี (1991) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สกาวอุดร กับพวก
66 — ป.วิ.พ. มาตรา 56,
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุดรธานี — นายธีระเดช ยุวชิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 — นางวีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2462/2547
#411110
เปิดฉบับเต็ม

การที่ใบแต่งทนายความของโจทก์ใช้ตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. แทนที่จะใช้ตราประทับของบริษัทโจทก์ เป็นผลมาจากการหยิบตราประทับผิด อันเป็นการผิดพลาดบกพร่องในตัวผู้แต่งทนายความไม่ใช่การพิจารณาผิดระเบียบ แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมกับยื่นใบแต่งทนายความที่ถูกต้องเข้ามาใหม่พร้อมคำแก้อุทธรณ์ อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะสั่งสอบสวนหรือยอมรับการแก้ไขนั้นได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ไม่ว่าฝ่ายจำเลยจะยกเอาข้อบกพร่องนี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าลายมือชื่อผู้แต่งทนายไม่เหมือนและไม่ใช่ลายมือชื่อของ บ. ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะจำเลยอุทธรณ์ว่า บ. ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัด ท. เป็นการกระทำในนามของห้างไม่ใช่บริษัทโจทก์ นอกจากนี้บทบัญญัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 56 วรรคสอง ที่ว่าไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา... นั้น มิได้หมายความถึงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกชั้นศาล เมื่อความสามารถในการฟ้องของโจทก์บกพร่องและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมทั้งยื่นใบแต่งทนายความฉบับใหม่เข้ามาพร้อมกับคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นรับขึ้นมาแล้ว เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นสมควรอนุญาตยอมรับการแก้ไขนั้น ดังนี้อำนาจฟ้องที่ไม่สมบูรณ์จึงกลับเป็นอำนาจฟ้องที่สมบูรณ์มาแต่แรก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินตามเช็คและดอกเบี้ย 2,040,516.50 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,899,244 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,899,244 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 141,272.50 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ใบแต่งทนายความโจทก์บกพร่อง การแก้ไขข้อบกพร่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 คู่ความสามารถกระทำการใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา แม้มาตรา 66 จะให้อำนาจศาลทำการสอบสวนเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมก็ไม่ได้บังคับศาลต้องทำการสอบสวน เมื่อปรากฏว่าคดีนี้โจทก์ขอแก้ไขความบกพร่องเมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว และเป็นการแก้ไขตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เป็นปัญหาข้อกฎหมายขึ้นมาย่อมเป็นการไม่ชอบ เมื่อใบแต่งทนายความที่แต่งตั้งนายวัชรินทร์ มาศอมรพันธุ์ เป็นทนายความบกพร่อง นายวัชรินทร์จึงไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ ฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาอุดรธานี เช็คเลขที่ 0374610 ลงวันที่ 30 กันยายน 2538 จำนวนเงิน 1,899,244 บาท มีจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เมื่อถึงกำหนดโจทก์เรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยเหตุผลว่า มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย

โจทก์ฎีกาประการแรกในปัญหาข้อกฎหมายว่า ใบแต่งทนายความของโจทก์ฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2539 ซึ่งนายบุญยืน แจ่มผล กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทโจทก์ลงชื่อแต่งตั้งนายวัชรินทร์ มาศอมรพันธุ์ เป็นทนาย แต่ใช้ตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพปรานีเคหะการมาประทับโดยผิดหลง แต่ต่อมาในชั้นอุทธรณ์โจทก์ได้ทำการแก้ไขข้อบกพร่องโดยยื่นคำร้องขอแก้ไขและยื่นใบแต่งทนายความฉบับใหม่ลงวันที่ 4 กันยายน 2541 อำนาจฟ้องของโจทก์จึงสมบูรณ์แต่แรกแล้วนั้น เห็นว่า ใบแต่งทนายความฉบับลงวันที่ 30 กันยายน 2539 ระบุว่าบริษัทเทพปรานี (1991) จำกัด โดยนายบุญยืน แจ่มผล กรรมการผู้ลงชื่อผูกพันบริษัทได้เป็นผู้แต่งตั้งทนายความ และนายบุญยืน แจ่มผล ลงชื่อเป็นผู้แต่งทนายความ ทนายความผู้ได้รับการแต่งตั้งรับรองลายมือชื่อ ชั้นพิจารณานายบุญยืน แจ่มผล ก็เบิกความเป็นพยานในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ นอกจากนั้นข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า นายบุญยืน แจ่มผล เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพปรานีเคหะการ ดังนั้น การที่ใบแต่งทนายความใช้ตราประทับของห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพปรานีเคหะการแทนที่จะใช้ตราประทับของบริษัทโจทก์ จึงมีเหตุผลน่าเชื่อว่าเป็นการหยิบตราประทับผิดเป็นการผิดพลาดบกพร่องในตัวผู้แต่งทนายความ ไม่ใช่การพิจารณาผิดระเบียบ แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมกับยื่นใบแต่งทนายความที่ถูกต้องเข้ามาใหม่พร้อมคำแก้อุทธรณ์อันเป็นระยะเวลาภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วก็ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะสั่งสอบสวนหรือยอมรับการแก้ไขนั้นได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมไม่ว่าฝ่ายจำเลยจะยกเอาข้อบกพร่องนี้ขึ้นอุทธรณ์ด้วยหรือไม่ก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าลายมือชื่อผู้แต่งทนายไม่เหมือนและไม่ใช่ลายมือชื่อของนายบุญยืน แจ่มผล ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น เพราะจำเลยอุทธรณ์ว่า นายบุญยืน แจ่มผล ลงลายมือชื่อและประทับตราของห้างหุ้นส่วนจำกัดเทพปรานีเคหะการเป็นการกระทำในนามของห้างไม่ใช่บริษัทโจทก์ นอกจากนี้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 56 วรรคสอง ที่ว่า ไม่ว่าเวลาใด ๆ ก่อนมีคำพิพากษา...นั้น มิได้หมายความถึงก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยแต่อย่างใด เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกชั้นศาล เมื่อความสามารถในการฟ้องของโจทก์บกพร่องและโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขพร้อมทั้งยื่นใบแต่งทนายความฉบับใหม่เข้ามาพร้อมกับคำแก้อุทธรณ์และศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาแล้วเช่นนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรอนุญาตยอมรับการแก้ไขนั้น ดังนี้อำนาจฟ้องที่ไม่สมบูรณ์จึงกลับเป็นอำนาจฟ้องที่สมบูรณ์มาแต่แรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ฎีกาของโจทก์ประการต่อไปเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยทั้งสองในเช็คพิพาทซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ย้อนสำนวน คดีนี้จำเลยทั้งสองให้การว่า สั่งจ่ายเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้แทนนายธนา เลิศเดชาเสวกชัย ก่อนเช็คถึงกำหนดพบว่าจำนวนหนี้น้อยกว่าที่ระบุในเช็คพิพาทจึงสั่งระงับการจ่าย ตรวจสอบแล้วจำนวนหนี้ที่ถูกต้องคือ 1,340,030 บาท นายธนาจึงชำระหนี้จำนวนนี้และโจทก์ได้รับครบถ้วนแล้ว แต่ในชั้นพิจารณานายธนาพยานจำเลยเบิกความว่า นายบุญยืน แจ่มผล เป็นกรรมการของโจทก์ นายบุญยืนเป็นหนี้พยาน 600,000 บาท ภริยานายบุญยืนเอาเงินจากพยานไป 198,000 บาท และพยานสั่งจ่ายเช็คหนึ่งฉบับจำนวนเงิน 700,000 บาท จึงหักหนี้สองรายการแรกและเช็คที่จ่ายให้ใหม่ก็ครบถ้วนจำนวนที่เป็นหนี้โจทก์ตามที่ได้เจรจาตกลงกันระหว่างพยาน นายบุญยืนและจำเลยที่ 2 ในการที่สั่งจำเลยทั้งสองระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท แต่พยานลืมของเช็คพิพาทคืน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นการอ้างเลื่อนลอยปราศจากหลักฐานขัดแย้งกับคำให้การจำเลยและไม่สมเหตุผล ไม่น่าเชื่อ ผิดกับพยานหลักฐานของโจทก์นอกจากจะมีนายบุญยืน แจ่มผล กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์เบิกความเป็นพยานชี้แจงความเป็นมาของหนี้รายนี้พร้อมด้วยหลักฐานต่าง ๆ และเช็คพิพาทเป็นพยานมีน้ำหนักน่าเชื่อว่าพยานจำเลย ฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามเช็คพิพาทจึงต้องรับผิด ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 56 วรรคสอง ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทพปรานี (1991) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สกาวอุดร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2450/2547
#411168
เปิดฉบับเต็ม

การใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/33 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในกรณีที่เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้โดยเฉพาะ หมายความว่า ถ้าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ผู้ถูกฟื้นฟูกิจการต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ อันจะยังผลให้หนี้ในส่วนนั้นระงับไป สำหรับข้อยกเว้นสำคัญคือเจ้าหนี้จะต้องไม่ได้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ส่วนข้อความ "...ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." ในมาตราดังกล่าวก็คือในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั่นเองหาได้มีความหมายเลยไปถึงช่วงเวลาภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเพราะหนี้ประเภทใดบ้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น มาตรา 90/27 วรรคสาม ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ คดีนี้เมื่อเจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเงินที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มภายหลังเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงไม่ใช่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้สำหรับหนี้ดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 และตั้งบริษัทมาสเท็กซ์ แพนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2546 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีผู้ทำแผนเป็นผู้บริหารแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ภาษีอากรเป็นเงิน 197,418,897.15 บาท

ระหว่างการสอบสวนคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ปรากฏว่าลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2545 จำนวน 1,806,814.18 บาท และเดือนมกราคม 2546 จำนวน 903,267,88 บาท เจ้าหนี้จึงยื่นคำร้องขอหักกลบลบหนี้ดังกล่าวกับภาษีอากรตามคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 มิได้บัญญัติว่าสิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่มีต่อเจ้าหนี้ในการขอหักกลบลบหนี้จะต้องเกิดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยมาตรา 90/33 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" เมื่อพิจารณาจากข้อความและเจตนารมณ์ของมาตรา 90/33 จะเห็นได้ว่า คำว่า "ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." นั้นมิใช่หมายความว่า เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ก่อนหรือในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หากแต่หมายความว่า เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้นั้นเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว เพราะโดยเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้ประสงค์จะกำหนดหลักเกณฑ์การหักกลบลบหนี้ไว้หลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้วเนื่องจากหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นลูกหนี้นั้นหากเกิดก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่แล้ว และหากหนี้ของลูกหนี้ยังไม่เกิดเจ้าหนี้ก็ต้องยื่นขอรับชำระหนี้ไว้แต่เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่อาจฟ้องบังคับตามสิทธิของตนได้ตามปกติ และปรากฏว่าลูกหนี้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้าหนี้ขึ้นมา มาตรา 90/33 จึงยอมให้เจ้าหนี้ทำการหักกลบลบหนี้กันได้เพื่อยอดหนี้ของลูกหนี้ตามที่ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้จะได้หมดไปหรือลดลงอันเป็นประโยชน์ต่อลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ ในการทำแผนหรือการบริหารแผน ขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำร้องขอหักกลบลบหนี้ของเจ้าหนี้และอนุญาตให้เจ้าหนี้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้เงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับหนี้ภาษีอากรตามคำขอรับชำระหนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้บริหารแผนยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้อง

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2545 ต่อมาวันที่ 14 มีนาคม 2546 เจ้าหนี้ยื่นคำร้องขอนำสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2545 และเดือนมกราคม 2546 จากเจ้าหนี้มาหักกลบลบหนี้ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้ว่า เจ้าหนี้มีสิทธินำหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาภายหลังที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมาขอหักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้นั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/33 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" บทบัญญัติมาตรานี้บัญญัติไว้ในส่วนที่ 4 การขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ อีกทั้งเป็นบทบัญญัติที่ใช้ในกรณีเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้โดยเฉพาะ กล่าวคือ ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้หากเจ้าหนี้ประสงค์จะได้รับชำระหนี้เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลแห่งหนี้ที่ได้เกิดข้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มิฉะนั้นเจ้าหนี้หมดสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ ดังนั้น ความในมาตรา 90/33 ดังกล่าวย่อมหมายความว่า ถ้าเจ้าหนี้กับลูกหนี้ผู้ถูกฟื้นฟูกิจการต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้อันจะยังผลให้หนี้ในส่วนนั้นระงับไป สำหรับข้อยกเว้นสำคัญคือเจ้าหนี้จะต้องไม่ได้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการแล้ว ส่วนข้อความ "...ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ..." ในมาตราดังกล่าวก็คือในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการนั่นเอง หาได้หมายความเลยไปถึงช่วงเวลาภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการดังที่เจ้าหนี้อุทธรณ์ไม่ เพราะหนี้ประเภทใดบ้างที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้โดยไม่ต้องขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น มาตรา 90/27 วรรคสาม ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเจ้าหนี้เป็นลูกหนี้ในเงินที่ลูกหนี้มีสิทธิได้รับคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนตุลาคม 2545 และเดือนมกราคม 2546 อันเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้เป็นหนี้ลูกหนี้ภายหลังเวลาที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ กรณีจึงไม่ใช่เจ้าหนี้กับลูกหนี้ต่างเป็นหนี้ซึ่งกันและกันอยู่ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้ดังกล่าวได้ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอหักกลบลบหนี้ของเจ้าหนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/33
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทมาสเท็กซ์ จำกัด
เจ้าหนี้ — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2446/2547
#411020
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลยที่ให้ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งไม่รับคำคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 24 คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามอุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลายฯ มาตรา 14

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสิบเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสิบให้การต่อสู้คดี คดีอยู่ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสิบยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่า การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ถูกบริษัทสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โอนหนี้ไปให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยเมื่อวันที่ 15 และ 31 ตุลาคม 2544 แต่มิได้โอนหนี้ตามฟ้องคดีนี้ไปด้วยเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30, 31, 32 และ 33 ขัดต่อมาตรา 6 มาตรา 30 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงขอให้ศาลชั้นต้นรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 264 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมโอนหนี้ตามฟ้องไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยตามประสงค์ของจำเลยทั้งสิบและเป็นการโต้แย้งการปฏิบัติงานของบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย จึงมิใช่เป็นการโต้แย้งว่าตัวบทกฎหมายใดที่ศาลยุติธรรมจะใช้บังคับแก่คดีขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 6 คำร้องของจำเลยทั้งสิบจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสิบอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบ

จำเลยทั้งสิบฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสิบว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องของจำเลยทั้งสิบดังกล่าวเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา แม้เป็นคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 264 ก็เป็นคำสั่งในขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลยุติธรรม มิใช่คำสั่งที่ไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 หรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ดังที่จำเลยทั้งสิบอ้าง คำสั่งระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์จนกว่าศาลชั้นต้นจะได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินคดีแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 14 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสิบนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสิบฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. 264
ป.วิ.พ. ม. 226
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทดีไฟ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2433/2547
#411167
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญากู้เงินกันไว้เป็นหลักฐานโดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะทำสัญญา อัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปในอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี และอัตราสูงสุดหากจำเลยประพฤติผิดเบี้ยปรับในสัญญาหรือผิดนัดไม่ชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จึงเป็นข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ เข้าลักษณะเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยอันเป็นเบี้ยปรับสูงเกินส่วนก็ปรับลดลงมาเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง

การที่โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและ พ.ร.บ.ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 654 ไม่ทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าไม่เป็นเบี้ยปรับ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 8.75 ต่อปีของต้นเงิน เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปอันเป็นอัตราปกติที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ก่อนผิดนัด จึงมีผลเท่ากับเป็นการงดเบี้ยที่จำเลยต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์เสียทั้งสิ้นซึ่งไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 350,756.05 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 8.75 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 29 เมษายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้าจำเลยไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 15660 ตำบลท่าพลับ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ดังกล่าว หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาของโจทก์เพียงว่ารับคำร้อง สำเนาให้จำเลยจะคัดค้านหรือไม่ หากจะคัดค้านให้ยื่นภายใน 15 วัน นับแต่วันรับหมาย ให้โจทก์นำส่งหมายภายใน 15 วัน การส่งหมายไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด และในวันเดียวกันนั้นศาลชั้นต้นสั่งในอุทธรณ์ว่าโจทก์ยื่นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายรับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ สำเนาให้แก้โดยให้โจทก์นำส่งภายใน 7 วัน การส่งหมายให้จำเลยไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด จำเลยมิได้คัดค้านคำร้องภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่เมื่อจำเลยไม่คัดค้านคำร้องขออุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาแก้อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

มีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์โจทก์ว่า การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของศาลชั้นต้นดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าดอกเบี้ยที่โจทก์ได้เรียกเก็บจากจำเลยหลายอัตราตามที่โจทก์และจำเลยตกลงตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ดังนั้น โจทก์จึงเปลี่ยนแปลงดอกเบี้ยที่คิดจากจำเลยได้ แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราลูกหนี้ที่ผิดนัด ดังนั้น การคิดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวจึงเป็นการคิดดอกเบี้ยในลักษณะที่เป็นเบี้ยปรับ และศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์คิดเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนจึงให้ลดลงมาเป็นอัตราร้อยละ 8.75 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยก่อนเลิกสัญญาจากต้นเงินจำนวน 300,000 บาท นั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินกันไว้เป็นหลักฐานโดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์กำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะทำสัญญานี้อัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปในอัตราร้อยละ 18.75 ต่อปี และอัตราสูงสุดหากจำเลยประพฤติผิดเงื่อนไขในสัญญาหรือผิดนัดไม่ชำระหนี้ในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี จึงเป็นข้อตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าหากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้ จึงเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 เมื่อศาลเห็นว่า อัตราดอกเบี้ยอันเป็นเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนก็ปรับลดลงมาเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์เป็นสถาบันการเงินมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกหนี้ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและพระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ.2523 โดยไม่อยู่ภายใต้บังคับตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ไม่ทำให้ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่กำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าไม่เป็นเบี้ยปรับ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติใดให้อำนาจศาลที่จะงดเบี้ยปรับเสียทั้งหมด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 8.75 ต่อปี จากต้นเงิน 300,000 บาท เท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป อันเป็นอัตราปกติที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ก่อนผิดนัดจึงมีผลเท่ากับเป็นการงดเบี้ยปรับที่จำเลยต้องรับผิดชำระให้แก่โจทก์เสียทั้งสิ้นไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ให้ถูกต้อง ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นในส่วนนี้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 379 ม. 383
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุคนธ์ สุดประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2413/2547
#410945
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1570/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอศาลได้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายด้วย คำขอท้ายคำฟ้องได้ระบุมาตรา 97 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ไว้ด้วย ชั้นพิจารณาจำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพตลอดข้อหาและศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ดังนั้น คำให้การจำเลยที่รับสารภาพจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่า จำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในคำฟ้องตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องด้วย ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97, 102 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8, 19 ริบเมทแอมเฟตามีของกลางและของกลางอื่นและเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 5 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนรถจักรยานยนต์ เงินจำนวน 5,200 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่นั้น โจทก์มิได้พิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจึงไม่อาจริบได้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน คำขอเพิ่มโทษให้ยกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำให้การของจำเลยที่ว่า จำเลยขอให้การรับสารภาพตลอดข้อหาและศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์นั้น นอกจากจะหมายถึงจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดในข้อหาที่โจทก์ฟ้องแล้วจะหมายรวมไปถึงว่า จำเลยรับว่าเคยต้องโทษจำคุกในคดีดังกล่าวมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ลงโทษจำคุกมีกำหนด 12 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1570/2544 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2544 ซึ่งมิใช่ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ และจำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ ขอศาลได้เพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมายด้วย ทั้งในคำขอท้ายคำฟ้องได้ระบุมาตรา 97 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ไว้ด้วย ซึ่งในชั้นพิจารณาจำเลยยื่นคำให้การว่า จำเลยขอให้การรับสารภาพตลอดข้อหา และศาลชั้นต้นบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จำเลยลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ดังนั้น คำให้การจำเลยที่รับสารภาพดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในคำฟ้อง ตลอดจนรับตามบทบัญญัติที่ขอให้เพิ่มโทษจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องด้วยนั่นเอง ฉะนั้น เมื่อศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย จึงต้องเพิ่มโทษที่จะลงแก่จำเลยอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำขอเพิ่มโทษของโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 176
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายอนุชาหรือวอง สุวรรณรัตน์
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2389/2547
#411019
เปิดฉบับเต็ม

แม้ว่าจำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน มีหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จำเลยแนะนำผู้เสียหายว่าต้องดำเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและรับติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้นหาใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือเป็นการปฏิบัติการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 148 และมาตรา 157 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148, 157 และนับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 จำคุก 5 ปี ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1947/2542 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลย 3 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า นายดำ วงค์เครือศร บิดาของนายอภัย วงค์เครือศร สามีผู้เสียหายถึงแก่ความตายผู้เสียหายไปติดต่อกับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินเพื่อจะโอนที่ดินของนายดำมาเป็นของนายอภัย จำเลยรับว่าจะดำเนินการให้โดยผู้เสียหายต้องนำเงิน 3,700 บาท มามอบให้แก่จำเลย ผู้เสียหายตกลง หลังจากนั้นประมาณ 10 วัน ผู้เสียหายนำเงิน 3,700 บาท ไปมอบให้จำเลย จำเลยบอกให้รอ 60 วัน เมื่อครบกำหนดแล้วจำเลยก็ไม่ดำเนินการให้ ผู้เสียหายจึงมอบอำนาจให้นายฐิติกร สอนสุราษฎร์ ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย ฝ่ายจำเลยคงมีตัวจำเลยเบิกความว่า เมื่อผู้เสียหายไปติดต่อกับจำเลยเพื่อโอนที่ดินดังกล่าว จำเลยแจ้งว่าต้องไปร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ผู้เสียหายไม่รู้จักทนายความจึงขอให้จำเลยแนะนำให้ จำเลยจึงพาผู้เสียหายไปพบกับทนายความเพื่อยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทนายความเรียกค่าใช้จ่าย 3,700 บาท ผู้เสียหายมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ทนายความ เห็นว่า พยานโจทก์ที่รู้เห็นในการที่ผู้เสียหายไปติดต่อกับจำเลยนั้นคงมีแต่ตัวผู้เสียหายคนเดียวซึ่งผู้เสียหายเบิกความตอบโจทก์ไว้ด้วยว่า ขณะที่ติดต่อกับจำเลยนั้น จำเลยแจ้งว่าจะให้ทนายความเป็นผู้ดำเนินการโอนที่ดินให้แต่ไม่เคยมีทนายความมาติดต่อกับพยานแต่ผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยแจ้งแก่พยานว่าจะต้องเป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อน แล้วจึงประกาศแจ้งให้ผู้มาร้องคัดค้านภายใน 60 วัน และต้องไปติดต่อขอโอนที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสกลนคร โดยจำเลยจะติดต่อทนายความให้แล้วรับเงินจากพยานจำนวน 3,700 บาท ว่าจะนำไปเป็นค่าจ้างทนายความร้องจัดการมรดก หลังจากนั้นมีทนายความไปติดต่อกับพยานที่บ้านแจ้งว่า หลักฐานเกี่ยวกับบิดามารดาของนายดำไม่ถูกต้องให้แก้ไขให้ถูกต้อง ซึ่งพยานใช้เวลาแก้ไขอยู่ 1 เดือน เห็นว่า คำเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านดังกล่าวสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ว่าผู้เสียหายมอบเงินจำนวน 3,700 บาท เพื่อเป็นค่าจ้างทนายความในการดำเนินการขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายดำ แม้ผู้เสียหายจะเบิกความตอบโจทก์ถามติงว่าจำเลยไม่ได้บอกว่าจะนำเงินจำนวนดังกล่าวไปว่าจ้างทนายความดำเนินการให้แต่อย่างใด แต่คำเบิกความของพยานช่วงนี้ก็ขัดกับคำเบิกความของพยานเองที่ตอบโจทก์ในขณะถามซักว่า ขณะไปติดต่อกับจำเลยนั้นจำเลยแจ้งว่าจะให้ทนายเป็นผู้ดำเนินการโอนที่ดินให้และขณะตอบทนายจำเลยถามค้านพยานก็เบิกความว่ามีทนายความไปพบจำเลยที่บ้านแจ้งว่าหลักฐานเกี่ยวกับบิดามารดาของนายดำไม่ถูกต้องขอให้ไปแก้ไขให้ถูกต้องซึ่งต้องใช้เวลาแก้ไขประมาณ 1 เดือน จากคำเบิกความของผู้เสียหายเช่นนี้ ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักฟังได้ว่าผู้เสียหายมอบเงินจำนวน 3,700 บาท แก่จำเลยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของทนายความที่จะดำเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนายดำโดยจำเลยรับเป็นผู้ติดต่อหาทนายความให้ ดังนั้น แม้ว่าจำเลยจะเป็นเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน แต่การที่จำเลยแนะนำผู้เสียหายว่าต้องดำเนินการร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก่อนและรับติดต่อทนายความเพื่อดำเนินการร้องขอจัดการมรดกนั้น หาใช่เป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบหรือเป็นการปฏิบัติการหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมาตรา 157 ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้องฎีกาจำเลยที่ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจึงไม่จำต้องวินิจฉัย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 148 ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร
จำเลย — นางเปรมจิต มั่งสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ