คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2384/2547
#411189
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำให้การไว้ จึงต้องนำ ป.วิ.พ. มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยขึ้นใหม่แทนวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์แต่เดิม เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้วจึงไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 183 มาใช้บังคับ ถือได้ว่าคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อคดีไม่มีการชี้สองสถานและมีการสืบพยานนัดแรก (พยานจำเลย) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 การยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 14,666.66 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเป็นเงิน 425,000 บาท

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 184,166.66 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 2 ของจำเลยว่า จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การภายหลังจากศาลแรงงานกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วได้หรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มิได้บัญญัติถึงวิธีการหรือหลักเกณฑ์ในการขอแก้ไขคำให้การไว้ จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ซึ่งมาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน..." ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีแล้ว ศาลแรงงานกลางได้นัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 28 มกราคม 2545 ในวันนัดดังกล่าวผู้รับมอบอำนาจจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลแรงงานกลางไกล่เกลี่ยแล้วคู่ความยังตกลงกันไม่ได้ จึงได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทแล้วมีคำสั่งให้จำเลยนำพยานเข้าสืบก่อนโดยนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 14 มีนาคม 2545 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การตามคำร้องลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 ในวันนัดสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2545 โจทก์แถลงขอนำคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยไปปรึกษากับทนายความก่อนว่าจะโต้แย้งหรือไม่และขออนุญาตเลื่อนคดี ศาลแรงงานกลางอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานจำเลยในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 ซึ่งในวันนัดสืบพยานจำเลยดังกล่าว ศาลแรงงานกลางได้สืบพยานจำเลยได้ 1 ปาก และมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยโดยอ้างว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การล่วงพ้นกำหนดเวลาอันสมควรคือ ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไปแล้วจึงไม่อนุญาต เห็นว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทและกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยขึ้นใหม่แทนวันนัดพิจารณาและนัดสืบพยานโจทก์แต่เดิมเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2545 นั้น เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 39 ซึ่งบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องนำเรื่องการชี้สองสถานตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 มาใช้บังคับ ถือได้ว่าคดีแรงงานไม่มีการชี้สองสถาน เมื่อคดีนี้ไม่มีการชี้สองสถานและเพิ่งจะมีการสืบพยานนัดแรก (พยานจำเลย) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 การยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ซึ่งจำเลยมีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การล่วงพ้นกำหนดเวลาอันสมควรนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น และการอนุญาตให้แก้ไขคำให้การของจำเลยดังกล่าวอาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงยังไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง อนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การตามคำร้องฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2545 และให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180 ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวพูนทรัพย์ ประสบแก้ว
จำเลย — บริษัทมัตสุชิตะ อีเล็คทริค เวิร์คส์ (อยุธยา) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
อรพินท์ เศรษฐมานิต
สถิตย์ อรรถบลยุคล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2547
#410944
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเงินฝากสะสมของโจทก์ในช่วงเวลานับแต่วันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานจนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ส่วนคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเงินฝากสะสมของโจทก์ในช่วงเวลานับแต่วันที่เลิกจ้างโจทก์จนถึงวันที่โจทก์เกษียณอายุ แต่ทั้งสองคดีก็เป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบซึ่งโจทก์อ้างว่ามีสิทธิจะได้รับตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยเงินฝากสะสมฯ ซึ่งโจทก์ชอบที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวในคราวเดียวกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบในคดีนี้อีก ถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน เมื่อโจทก์จำเลยเป็นคู่ความเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินฝากสะสมพร้อมดอกเบี้ยถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2544 จำนวน 210,686.79 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินฝากสะสมจำนวน 113,580.50 บาท นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินฝากสมทบจำนวน 113,580.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ เงินประกันจำนวน 500 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันเลิกจ้างจำนวน 1,262.66 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500 บาท นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินตามฟ้องแก่โจทก์ด้วย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า ฟ้องโจทก์ที่ขอให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าโจทก์เคยเป็นลูกจ้างจำเลย ต่อมาจำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการดำเนินการที่สั่งโดยชอบ หลังจากนั้นโจทก์จึงได้ดำเนินการยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแรงงานกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 12856/2541 เรียกร้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม เงินบำเหน็จ เงินสมทบ เงินฝากสะสมในช่วงเวลานับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ไปจนกระทั่งถึงวันที่โจทก์เกษียณอายุ ค่าเสียหายจากการที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจและเงินโบนัส ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายและเงินบำเหน็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเงินฝากสะสมแก่โจทก์ตามฟ้องตามคดีความหมายเลขแดงที่ 6087 - 6088/2544 คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยมีระเบียบว่าด้วยเงินฝากสะสม พ.ศ.2533 ตามเอกสารหมาย จ.ล.1 ดังนี้เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเงินฝากสะสมของโจทก์ในช่วงเวลานับแต่วันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานจนถึงวันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ ส่วนคดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายเงินสมทบเงินฝากสะสมของโจทก์ในช่วงเวลานับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จนถึงวันที่โจทก์เกษียณอายุก็ตาม แต่ทั้งสองคดีก็เป็นการที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบซึ่งโจทก์อ้างว่ามีสิทธิจะได้รับตามระเบียบของจำเลยว่าด้วยเงินฝากสะสม พ.ศ.2533 เอกสารหมาย จ.ล.1 นั่นเอง ซึ่งโจทก์ชอบที่จะฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวในคราวเดียวกัน การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยจ่ายเงินสมทบในคดีนี้อีกถือได้ว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 11 คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสิรินุช นิ่มศิริ
จำเลย — ร้านสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2355/2547
#411013
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แตกต่างจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทธนาคารพาณิชย์ แม้โจทก์จะเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ร้องเกือบทั้งหมด แต่ผู้ร้องก็เป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ ซึ่งการจัดตั้งหรือการจดทะเบียนเพื่อดำเนินกิจการบริหารสินทรัพย์ล้วนแต่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องแล้วทั้งสิ้น การโอนหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพจึงเป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 319,206,030.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 37,000,000 บาท นับจากวันที่ 29 ธันวาคม 2538 จากต้นเงิน 1,540,000 บาท นับจากวันที่ 18 ตุลาคม 2538 จากต้นเงิน 263,000,000 บาท นับจากวันที่ 26 มีนาคม 2539 จากต้นเงิน 6,458,811 บาท นับจากวันที่ 5 กรกฎาคม 2538 ตามลำดับเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จ แต่ละฉบับดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 105,008,144.07 บาท (ฟ้องวันที่ 1 ธันวาคม 2540) และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีถึงที่สุด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ซึ่งทำสัญญารับโอนสินทรัพย์จากโจทก์แล้ว ทำให้ผู้ร้องได้มาซึ่งสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ที่มีต่อจำเลย ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7

จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า การโอนสินทรัพย์ระหว่างโจทก์กับผู้ร้องขัดต่อกฎหมายผู้ร้องเป็นนิติบุคคลที่โจทก์จัดตั้งเองและโจทก์ถือหุ้นเกือบทั้งหมด จึงถือไม่ได้ว่าเป็นคู่ความใหม่ ผู้ร้องใช้สิทธิโดยไม่สุจริตเพราะไม่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีที่ถูกจำเลยฟ้องด้วย จึงเป็นการใช้สิทธิเพื่อหลีกเลี่ยงการหักกลบลบหนี้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ตามคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า ผู้ร้องมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ได้หรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่าผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งว่า รับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพของสถาบันการเงิน รวมตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไปและทำกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวเนื่องหรือเกี่ยวกับกิจการที่กล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด ตามสำเนาหนังสือรับรองเอกสารหมาย ร.1 โดยผู้ร้องได้จดทะเบียนไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ตามสำเนาใบทะเบียนบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอกสารหมาย ร.2 กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบโครงการโอนกิจการของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน) โจทก์ ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์โดยโอนลูกหนี้ด้อยคุณภาพทั้งหมดให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ทันที ตามสำเนาประกาศกระทรวงการคลังเอกสารหมาย ร.7 ซึ่งต่อมาจำเลยตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาของโจทก์ในคดีนี้ ถือได้ว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพ โจทก์จึงตกลงโอนหนี้ของจำเลยซึ่งตกเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพดังกล่าวให้แก่ผู้ร้องเพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไปตามสำเนาสัญญาความร่วมมือตามแผนฟื้นฟูระบบสถาบันการเงินระหว่างโจทก์กับผู้ร้องเอกสารหมาย ร.9 ดังนั้น การดำเนินการดังกล่าวมาของโจทก์และผู้ร้อง ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ผู้ร้องจึงมีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีนี้ได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวซึ่งระบุไว้โดยชัดแจ้งที่จำเลยฎีกาว่า ผู้ร้องมิใช่บุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริต เพราะผู้ร้องเป็นนิติบุคคลที่โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นเกือบทั้งหมด จึงไม่อาจถือว่าการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นการโอนไปยังบุคคลที่สามแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ผู้ร้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ แตกต่างจากโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทธนาคารพาณิชย์ แม้โจทก์จะเป็นผู้ถือหุ้นของผู้ร้องเกือบทั้งหมดแต่ผู้ร้องก็เป็นนิติบุคคลต่างหากจากโจทก์ ซึ่งการจัดตั้งก็ดี หรือการจดทะเบียนเพื่อดำเนินกิจการบริหารสินทรัพย์ก็ดี ล้วนแต่ได้รับอนุญาตโดยถูกต้องจากกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วทั้งสิ้น การโอนหนี้ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพจึงเป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ มิใช่การดำเนินการตามประกาศกระทรวงการคลังตามเอกสารหมาย ร.7 ก็ดี หรือการที่ผู้ร้องไม่ร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 31587/2541 ของศาลชั้นต้นก็ดี ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องอื่นมิใช่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย คำร้องของผู้ร้องในคดีนี้ซึ่งได้ดำเนินการโดยชอบตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ดังวินิจฉัยมาแล้ว อันจะถือว่าผู้ร้องกระทำการโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยฎีกาหาได้ไม่ สำหรับฎีกาของจำเลยที่ว่า การที่โจทก์ได้มีข้อตกลงในการขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ของจำเลยให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินไปแล้วก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพื่อให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด ฎีกาดังกล่าวนี้ของจำเลยเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ เป็นข้อฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 5
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ จำกัด (มหาชน)
ผู้ร้อง — บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — บริษัทภานุพงศ์ปิโตรเลียม จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สุรพล เจียมจูไร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2353/2547
#112900
เปิดฉบับเต็ม

การยื่นอุทธรณ์ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับคดี ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 45 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 231 วรรคหนึ่ง แม้ผู้คัดค้านจะได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้แล้ว แต่เมื่อศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ผู้ร้องซึ่งชนะคดีตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้ และไม่มีเหตุให้เพิกถอนหรืองดการบังคับคดี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางออกหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐๐,๐๐๐ บาท

ผู้คัดค้านยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ผู้ร้องแก้อุทธรณ์และคัดค้านการขอทุเลาการบังคับคดีแล้ว ต่อมาผู้ร้องได้นำหมายบังคับคดีไปดำเนินการให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้าน ๒ บัญชี และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งให้ผู้คัดค้านส่งมอบใบทะเบียนเครื่องจักรของผู้คัดค้านให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี มิฉะนั้นจะขายทอดตลาดเครื่องจักรของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเพิกถอนกระบวนวิธีการบังคับคดีตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ เป็นต้นมา และให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าศาลฎีกาจะมีคำพิพากษา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คดีอยู่ระหว่างรอศาลฎีกามีคำสั่งคำร้องขอทุเลาการบังคับคดี ผู้ร้องมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีได้ตามกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุให้งดหรือเพิกถอนการบังคับคดี ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า คดีอยู่ระหว่างรอศาลฎีกามีคำสั่งหรือคำพิพากษา ผู้ร้องจึงยังไม่มีสิทธิบังคับคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อาจพิจารณาคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีและออกหมายบังคับคดีได้นั้น เห็นว่า การยื่นอุทธรณ์ย่อมไม่เป็นการทุเลาการบังคับคดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๔๕ ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๑ วรรคหนึ่ง คดีนี้แม้ผู้คัดค้านจะได้ยื่นอุทธรณ์และยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับคดีไว้แล้ว แต่เมื่อศาลฎีกายังไม่มีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ผู้ร้องซึ่งชนะคดีตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้และไม่มีเหตุให้เพิกถอนหรืองดการบังคับคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.พ. ม. 231 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทโซซิเอต้า อินดูสเตรีย เมคคานิเตล อัสเตรสซาตูเร กาเปนตาเรีย หรือ เอส.ไอ.เอ็ม.เอ.ซี เอส.พี.เอ หรือซีแมค เอส.พี.เอ.
ผู้คัดค้าน — บริษัทมังกรไทยสตีลบาร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นางกรกันยา สุวรรณพานิช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2352/2547
#411123
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ไปในทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ และถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องได้

(คำสั่งศาลฎีกา)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ส่งมอบ น.ส.3 ก. เลขที่ 1430 ตำบลโตนด อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา แก่จำเลยที่ 1 เพื่อเพิกถอนหรือแก้ไข หากขัดขืนขอให้จำเลยที่ 1 ออกเอกสารสิทธิใบแทน แล้วทำการเพิกถอนหรือแก้ไข หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและแทนกันแก้ไขชื่อใน น.ส.3 ก. ดังกล่าวให้เป็นชื่อโจทก์ หากขัดขืนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 และได้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยทั้งสองแก้

จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ต่อมาวันที่ 25 มิถุนายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อม ศาลจังหวัดนครราชสีมาตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ และที่ดินพิพาทมีราคาประเมินเป็นเงิน 59,000 บาท เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทไม่เกิน 300,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17, 25 (4) คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลจังหวัดนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 จึงมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

วันที่ 29 กรกฎาคม 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมของศาลแขวงนครราชสีมาศาลแขวงนครราชสีมา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ (คดีไม่มีทุนทรัพย์) เพราะจำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและจำเลยที่ 1 ก็มิได้กล่าวแก้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 อันจะถือว่าจำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมาการที่ศาลแขวงนครราชสีมามีคำสั่งให้รับโอนคดีนี้ไว้พิจารณาจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงอาศัยอำนาจตามความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงให้เพิกถอนคำสั่งเดิมเสียและมีคำสั่งใหม่เป็นว่าไม่รับโอนคดีไว้พิจารณาพร้อมกับส่งสำนวนคืนศาลจังหวัดนครราชสีมา

วันที่ 3 กันยายน 2546 ซึ่งเป็นวันนัดพร้อมของศาลจังหวัดนครราชสีมา ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้ตรวจคำฟ้องและคำให้การจำเลยที่ 1 แล้ว เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือจำเลยที่ 2 จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทกันมีจำนวนไม่เกิน 300,000 บาท คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวงนครราชสีมา และได้อธิบายให้คู่ความฟัง ทนายโจทก์แถลงว่าเมื่อคดียังไม่แน่ว่าอยู่ในเขตอำนาจของศาลใด โจทก์ประสงค์จะอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาภายใน 15 วัน

วันที่ 17 กันยายน 2546 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่ให้โอนคดีไปยังศาลแขวงนครราชสีมาพร้อมกับยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ และมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในการอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกานั้นจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ บัญญัติไว้ กล่าวคือ ผู้อุทธรณ์จะต้องทำเป็นคำร้องมาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ เมื่อศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์และส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องแก่จำเลยอุทธรณ์แล้วหากไม่มีคู่ความอื่นยื่นอุทธรณ์และจำเลยอุทธรณ์มิได้คัดค้านคำร้องดังกล่าวภายในกำหนดเวลายื่นคำแก้อุทธรณ์ ก็ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำร้องนั้นว่าจะอนุญาตหรือไม่และให้คำสั่งของศาลชั้นต้นเป็นที่สุด สำหรับคดีนี้ปรากฏว่าเมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องเขตอำนาจศาลพร้อมคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวโดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลจังหวัดนครราชสีมาได้มีคำสั่งอนุญาตตามคำร้องของโจทก์ไปทันทีโดยที่ยังมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายมีโอกาสคัดค้าน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ คำสั่งของศาลจังหวัดนครราชสีมาดังกล่าวจึงไม่อาจมีผลทำให้อุทธรณ์ของโจทก์ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวโดยชอบได้ คดีจึงยังไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ให้ได้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจังหวัดนครราชสีมาถือได้ว่าเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้อง แต่เนื่องจากคดีนี้ได้พ้นระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองจะยื่นคำแก้อุทธรณ์แล้ว จึงเห็นสมควรกำหนดระยะเวลาให้จำเลยทั้งสองยื่นคำคัดค้านไว้ด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลจังหวัดนครราชสีมาที่อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ให้ศาลจังหวัดนครราชสีมาดำเนินการเรื่องการส่งสำเนาคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยทั้งสอง โดยให้ศาลจังหวัดนครราชสีมากำหนดไว้ในหมายนัดว่า หากจำเลยทั้งสองจะคัดค้านคำร้องดังกล่าวประการใดก็ให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันรับสำเนาคำร้อง มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจคัดค้าน แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเพิ่ม ปวงกลาง
จำเลย — เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมาสาขาโนนสูง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2547
#265578
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นนิติบุคคลฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ แล้วโจทก์ถูกศาลพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย แม้จะถือว่าโจทก์สิ้นสภาพบุคคลก็หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่า ในคดีอาญานั้นเมื่อโจทก์สิ้นสภาพบุคคลหรือตายแล้ว ให้คดีอาญาระงับไปคงมีแต่คดีอาญาเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 และมาตรา 39 กับคดีอาญาเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 เท่านั้น คดีนี้เป็นคดีอาญาอยู่ระหว่างรอการอ่าน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังมีผลบังคับอยู่ จะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3) มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้อง หรือยอมความ หรือมีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และจำเลยทั้งสอง มิได้นำเงินตามจำนวนในเช็คมาชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือจากผู้ทรงว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คหรือมูลหนี้ที่ออกเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่

สำหรับปัญหาการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์กรณีที่โจทก์ไม่มีตัวตน หรือไม่มีผู้เข้าดำเนินคดีแทนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา 201 ประกอบมาตรา 216 ก็ได้บัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ (๔) ให้ปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๑ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ก่อนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตาม พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๐ ผู้ชำระบัญชีได้ชำระบัญชีเสร็จสิ้นและยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ และพิพากษาให้ล้มละลายแล้วเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๕ ถือได้ว่าการชำระบัญชีได้เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ถือไม่ได้ว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่เพื่อชำระบัญชี บริษัทโจทก์จึงสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ ถือว่าโจทก์ไม่มีตัวตน ไม่มีผู้เข้ามาในคดีนี้เพื่อดำเนินคดีแทนโจทก์อีกต่อไป ขอให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ และต่อมาจำเลยทั้งสองขอเลื่อน การฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หลายครั้ง ศาลชั้นต้นจึงส่งคำร้องขอให้จำหน่ายคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องไว้เป็นอันระงับไปไม่ และในเรื่องที่ว่าจะต้องมีผู้ดำเนินคดีต่อไปนั้น เมื่อคดีได้ดำเนินมา จนเสร็จการพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาแล้วเช่นนี้ ย่อมสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อได้ไม่มีเหตุจะจำหน่ายคดี ให้ยกคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๕ เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์แล้ว กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้โจทก์กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตน โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ รวมทั้งการดำเนินคดีฟ้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้นและถึงแม้โจทก์สิ้นสภาพบุคคลและเป็นคดีความผิดอันยอมความกันได้ก็ตาม ก็หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าในคดีอาญานั้น เมื่อโจทก์สิ้นสภาพบุคคลหรือตายแล้วให้คดีอาญาระงับไปไม่ คงมีแต่คดีอาญาเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๗ และมาตรา ๓๙ กับคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ เท่านั้น คดีนี้เป็นคดีอาญาอยู่ระหว่างรออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ยังอยู่จะนำ ป.วิ.พ. มาตรา ๑๓๒ (๓) มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันหรือมีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และจำเลยทั้งสองมิได้นำเงินตามจำนวนในเช็คมาชำระภายในสามสิบวัน นับแต่ได้รับหนังสือจากผู้ทรงว่าธนาคารไม่ใช่เงินตามเช็คหรือมูลหนี้ที่ออกเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่

สำหรับปัญหาการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์กรณีที่โจทก์ไม่มีตัวตนหรือไม่มีผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนนั้น ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐๑ ประกอบมาตรา ๒๑๖ ก็ได้บัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องและให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปนั้นชอบแล้ว

พิพากษายืน .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน ซี จี เอ็น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกำจรกิจ กับพวก
216 — ป.วิ.อ. มาตรา 39, 201,
7 — พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงดุสิต — นายไพบูลย์ ชูเกียรติศิริ
ศาลอุทธรณ์ — นายสมศักดิ์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2349/2547
#410943
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 22 ถึงมาตรา 25 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์แล้ว กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้โจทก์กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตน โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ รวมทั้งการดำเนินคดีฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น และถึงแม้โจทก์สิ้นสภาพบุคคลและเป็นคดีความผิดอันยอมความกันได้ก็ตาม ก็หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าในคดีอาญานั้น เมื่อโจทก์สิ้นสภาพบุคคลหรือตายแล้วให้คดีอาญาระงับไปไม่ คงมีแต่คดีอาญาเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 37 และมาตรา 39 กับคดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 เท่านั้น คดีนี้เป็นคดีอาญาอยู่ระหว่างรออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังอยู่จะนำ ป.วิ.พ. มาตรา 132 (3) มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันหรือมีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และจำเลยทั้งสองมิได้นำเงินตามจำนวนในเช็คมาชำระภายในสามสิบวัน นับแต่ได้รับหนังสือจากผู้ทรงว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คหรือมูลหนี้ที่ออกเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 (4) ให้ปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 60,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้จำคุก 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ต่อมาศาลชั้นต้นหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ก่อนถึงวันฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคล ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ผู้ชำระบัญชีได้ชำระบัญชีเสร็จสิ้นและยื่นคำร้องขอให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 และพิพากษาให้ล้มละลายแล้วเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2545 ถือได้ว่าการชำระบัญชีได้เสร็จสิ้นไปแล้วตั้งแต่ก่อนยื่นคำร้อง ขอให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ถือไม่ได้ว่าบริษัทโจทก์ยังคงตั้งอยู่เพื่อชำระบัญชี บริษัทโจทก์จึงสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 ถือว่าโจทก์ไม่มีตัวตน ไม่มีผู้เข้ามาในคดีนี้เพื่อดำเนินคดีแทนโจทก์อีกต่อไป ขอให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ และต่อมาจำเลยทั้งสองขอเลื่อนการฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หลายครั้ง ศาลชั้นต้นจึงส่งคำร้องให้จำหน่ายคดีไปยังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งว่า การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องไว้เป็นอันระงับไปไม่ และในเรื่องที่ว่าจะต้องมีผู้ดำเนินคดีต่อไปนั้น เมื่อคดีได้ดำเนินมาจนเสร็จการพิจารณาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษาแล้วเช่นนี้ ย่อมสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ต่อได้ไม่มีเหตุจะจำหน่ายคดี ให้ยกคำร้อง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลายขณะที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ถือว่ามีเหตุขัดข้องในการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป จึงต้องจำหน่ายคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า บริษัทโจทก์ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดย่อมมีผลเท่ากับเป็นการตายไปโดยผลของกฎหมาย โจทก์ไม่มีตัวตนไม่มีผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนโจทก์ และหากจำเลยทั้งสองฎีกา จำเลยทั้งสองจะนำส่งสำเนาฎีกาให้แก่ผู้ใดนั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 ถึงมาตรา 25 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์แล้ว กฎหมายบัญญัติห้ามมิให้โจทก์กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของตน โดยให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้มีอำนาจจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์ รวมทั้งการดำเนินคดีฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์เท่านั้น และถึงแม้โจทก์สิ้นสภาพบุคคลและเป็นคดีความผิดอันยอมความกันได้ก็ตาม ก็หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าในคดีอาญานั้น เมื่อโจทก์สิ้นสภาพบุคคลหรือตายแล้วให้คดีอาญาระงับไปไม่ คงมีแต่คดีอาญาเลิกกันและสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 และมาตรา 39 กับคดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 7 เท่านั้น คดีนี้เป็นคดีอาญาอยู่ระหว่างรออ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นยังอยู่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (3) มาใช้บังคับมิได้ เมื่อโจทก์มิได้ถอนคำร้องทุกข์ ถอนฟ้องหรือยอมความกันหรือมีเหตุทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ และจำเลยทั้งสองมิได้นำเงินตามจำนวนในเช็คมาชำระภายในสามสิบวันนับแต่ได้รับหนังสือจากผู้ทรงว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็ค หรือมูลหนี้ที่ออกเช็คสิ้นผลผูกพันไปก่อนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด จำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลจำหน่ายคดีหาได้ไม่ สำหรับปัญหาการส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ กรณีที่โจทก์ไม่มีตัวตนหรือไม่มีผู้เข้ามาดำเนินคดีแทนนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 201 ประกอบมาตรา 216 ก็ได้บัญญัติแนวทางปฏิบัติไว้แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องและให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 132
ป.วิ.อ. ม. 37 ม. 39
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 23 ม. 24 ม. 25
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเงินทุน ซี จี เอ็น จำกัด (มหาชน)
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดกำจรกิจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2338/2547
#265577
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถใน คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์และมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบแล้ว ไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถได้อีก ให้ยกคำร้อง ดังนี้เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา ๘๓, ๘๖, ๑๕๗, ๑๖๒ (๑), (๔) จำเลยทั้งสี่ ให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ แต่งตั้งนายกิตติชัย เป็นทนายความ ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ แต่งตั้งนายศราวุธ เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดโดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ฟังเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๔๖ ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ขยายระเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรก โดยจำเลยทั้งสี่ลงลายมือชื่อท้ายคำร้องและมีนายกิตติชัย ทนายความของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลงลายมือชื่อเป็น ผู้เรียงเขียน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมา เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลา ยื่นอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ลงลายมือชื่อท้ายคำร้อง คงมีแต่นายกิตติชัย ทนายความของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๖ ตามที่ร้องขอ เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นมาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่ได้แต่งตั้งนายกิตติชัยเป็นทนายความ ให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ แต่งตั้งทนายความให้เสร็จภายใน ๕ วัน มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และรอสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ เมื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการหรือไม่ดำเนินการภายในกำหนด ต่อมาวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๖ เจ้าหน้าที่ศาล รายงานว่า จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่แต่งตั้งทนายความในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดจึงรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๒ ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่แต่งตั้งนายกิตติชัย เป็นทนายความ เข้ามาภายในกำหนดเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามคำสั่งศาล ดังนั้นการที่นายกิตติชัยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นคำสั่งโดยผิดหลง ให้มีคำสั่งใหม่เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๖ เฉพาะส่วนของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นอุทธรณ์ เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔

เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๖ จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ แต่งตั้งนายกิตติชัย เป็นทนายความและยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถแล้ว แต่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ เพิกเฉยไม่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถได้อีก ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ และศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ยกคำร้อง ดังนี้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ภาค ๓ มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าว เป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๘ ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายอดุลย์ สันตินุรักษ์ กับพวก
วรรคสาม — ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบัวใหญ่ — นายนรินทร์ เนื่องจำนงค์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2338/2547
#411118
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่แต่งตั้ง ก. เป็นทนายความเข้ามาภายในกำหนด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามคำสั่งศาล การที่ ก. ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 และศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงจึงมีคำสั่งใหม่เพิกถอนคำสั่งเดิม และมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอขยายระยะเวลาดังกล่าว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนด ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถได้อีก ให้ยกคำร้อง ดังนี้ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157, 162 (1) (4) จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่งตั้งนายกิตติชัย งามศิลป์ เป็นทนายความ ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่งตั้งนายศราวุธ คำศรี เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 จำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 157 และ 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 4 ปี โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ฟังเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2546 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งแรก โดยจำเลยทั้งสี่ลงลายมือชื่อท้ายคำร้องและมีนายกิตติชัย งามศิลป์ ทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงเขียน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 มีนาคม 2546 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2546 จำเลยทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้ลงลายมือชื่อท้ายคำร้อง คงมีแต่นายกิตติชัย ทนายความของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2546 ตามที่ร้องขอเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2546 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นมาในอุทธรณ์ฉบับเดียวกัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่ได้แต่งตั้งนายกิตติชัยเป็นทนายความ ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่งตั้งทนายความให้เสร็จภายใน 5 วัน มิฉะนั้นจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 และรอสั่งอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ดำเนินการหรือไม่ดำเนินการภายในกำหนด ต่อมาวันที่ 3 เมษายน 2546 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่แต่งตั้งทนายความในเวลาที่ศาลกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดจึงรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่แต่งตั้งนายกิตติชัย งามศิลป์ เป็นทนายความเข้ามาภายในกำหนดเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามคำสั่งศาล ดังนั้น การที่นายกิตติชัยยื่นคำร้องขอระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 และศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นคำสั่งโดยผิดหลง ให้มีคำสั่งใหม่เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2546 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 หากครบกำหนด 15 วัน ให้เจ้าหน้าที่รายงานเพื่อมีหมายแจ้งนายประกันให้ส่งตัวจำเลยที่ 3 และที่ 4 หมายแจ้งคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทราบไม่มีผู้รับโดยชอบให้ปิด

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2546 จำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่งตั้งนายกิตติชัย งามศิลป์ เป็นทนายความและยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นให้โอกาสจำเลยที่ 3 และที่ 4 แก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถแล้ว แต่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เพิกเฉยไม่ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถได้อีกให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 27 มีนาคม 2546 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 3 เมษายน 2546 ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จึงรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่แต่งตั้งนายกิตติชัย งามศิลป์ เป็นทนายความเข้ามาภายในกำหนด เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถตามคำสั่งศาล ดังนั้นการที่นายกิตติชัยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 และศาลมีคำสั่งอนุญาตจึงเป็นการสั่งโดยผิดหลง ให้มีคำสั่งใหม่เพิกถอนคำสั่งเดิมและมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 มีนาคม 2546 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่ศาลมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้วเห็นว่าการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถได้อีก ให้ยกคำร้อง ดังนี้ เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ทวิ วรรคสาม จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 198 ทวิ วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบัวใหญ่
จำเลย — นายอดุลย์ สันตินุรักษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาลี ทัพภวิมล
สมชาย จุลนิติ์
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2335/2547
#410938
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาของศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าว จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 2 ฟัง จำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การว่า "...จำเลยที่ 2 ขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง" คำให้การของจำเลยที่ 2 ที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการรับว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วย จึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91, 92 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และคืนธนบัตรจำนวน 300 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเคยต้องโทษและพันโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 5 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 4 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 2 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 5 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 10 เดือน คืนธนบัตรจำนวน 300 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น จำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าว จำเลยที่ 2 กระทำความผิดในคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 2 ฟัง จำเลยที่ 2 ก็ได้ให้การว่า "...จำเลยที่ 2 ขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง" คำให้การจำเลยที่ 2 ที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่า จำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วย จึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้คดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้นั้น เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกระทำความผิดในคดีนี้ ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย บทความผิดตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนบทความผิดตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง คดีนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.360 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด น้ำหนัก 0.270 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ ซึ่งเป็นคุณมากกว่ากฎหมายเดิม จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้นำโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3723/2545 ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายพงษ์พันธ์หรือตั้ม ปานนิล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2295/2547
#411109
เปิดฉบับเต็ม

ในกรณีที่มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.การพนันฯ ศาลจะพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับจำเลยด้วย เพราะจำนวนเงินค่าปรับจะต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าจะต้องจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแต่อย่างเดียวโดยไม่ลงโทษปรับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6,10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบของกลาง และจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12 (ที่ถูก มาตรา 12 (1)), 15 จำคุก 4 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน ริบของกลางและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในทำนองว่า เงินสด 103,850 บาท ที่เจ้าพนักงานยึดได้เป็นของกลาง ไม่ใช่เงินที่ได้มาจากการเล่นการพนันทั้งหมดนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า เงินสด 103,850 บาท ที่เจ้าพนักงานยึดได้นั้นเป็นทรัพย์สินพนันซึ่งจับได้ในวงการเล่น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ จึงเท่ากับรับว่าเงินสด 103,850 บาท ที่เจ้าพนักงานยึดได้นั้นเป็นทรัพย์สินพนันซึ่งจับได้ในวงการเล่น ฎีกาของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การรับสารภาพแล้ว ทั้งยังเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นฎีกา ซึ่งมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 อีกด้วย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลย

ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมโพยหวยหุ้น 10 แผ่น เครื่องคิดเลข 2 เครื่อง ปากกา 5 ด้าม สมุดบัญชีรายรับรายจ่าย 1 เล่ม อันเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเล่นการพนัน และเงินสด 103,850 บาท อันเป็นทรัพย์สินพนันซึ่งจับได้ในวงการเล่นเป็นของกลาง แสดงว่าจำเลยสามารถสนองตอบต่อผู้ประสงค์จะเล่นการพนันกับจำเลยเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แห่งคดีน่าเชื่อว่า จำเลยไม่ได้เป็นเพียงเจ้ามือการพนันรายย่อย จำเลยไม่ได้คำนึงว่าการกระทำของตนก่อผลโดยตรงให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวาง กระทบต่อเศรษฐกิจและความสงบสุขของสังคม ทั้งยังอาจเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์นับว่าร้ายแรง การที่จะรอการลงโทษจำคุกและกำหนดมาตรการในการคุมความประพฤติแก่จำเลยจึงย่อมไม่เหมาะสมกับสภาพความผิดและไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยเกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในกรณีที่มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 ศาลจะพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับได้ก็ต่อเมื่อมีการลงโทษปรับจำเลยด้วย เพราะจำนวนเงินค่าปรับจะต้องนำมาเป็นเกณฑ์ในการคำนวณว่าจะต้องจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็นจำนวนเท่าใด เมื่อคดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแต่อย่างเดียวโดยไม่ลงโทษปรับ จึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับด้วย จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายมิน ด่าวเวียต
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2284/2547
#411105
เปิดฉบับเต็ม

เหตุผลตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างเป็นเพียงข้อตกลงและมีผลต่อกันว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองและทำการจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหาย อันเป็นพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงในการที่จำเลยได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์นี้ แม้ผู้เสียหายจะอนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยครอบครองอยู่นั้นได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่การครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยจะกลายเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ทันที เมื่อจำเลยกระทำการเบียดบังเอาทรัพย์หรือราคาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของจำเลยโดยมีเจตนาทุจริตตามบทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ฉะนั้น การที่ผู้เสียหายไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ จึงหาใช่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์แต่อย่างใดไม่

จากข้อความที่ปรากฏในเอกสารได้ความแต่เพียงว่า เงินค่าราคาสินค้าที่จำเลยรับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายมีจำนวน 94,729 บาท จำเลยจะนำมาส่งคืนให้ผู้เสียหายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อความหรือพฤติการณ์ใดเลยว่า ผู้เสียหายได้ตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นให้ระงับหรือเลิกกันไป สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนเป็นเงิน 238,329 บาท (ที่ถูก 238,249 บาท)

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูก มาตรา 352 วรรคแรก) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวม 14 กระทง เป็นจำคุก 14 เดือน ให้จำเลยคืนโทรทัศน์สี 8 เครื่อง และตู้เย็น 6 ใบ แก่ผู้เสียหาย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 94,729 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม 2539 ถึงวันที่ 6 ตุลาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยเบิกโทรทัศน์สีของผู้เสียหายไปขาย 8 เครื่อง ราคา 58,639 บาท และจำเลยเบิกตู้เย็นจากผู้เสียหายไปขาย 6 ใบ ราคา 36,090 บาท ตามเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 1 ถึงที่ 14 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุเป็นที่สงสัยตามสมควรจึงไม่มีน้ำหนักและเหตุผลพอฟังลงโทษจำเลยได้เพราะการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 จำเลยเห็นว่าพฤติการณ์ของข้อเท็จจริงตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึงข้อ 1.43 นั้น จะต้องเป็นการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายไม่อนุญาต แต่ในกรณีของคดีนี้ผู้เสียหายได้อนุญาตให้จำเลยมีสิทธิได้โดยชอบด้วยกฎหมายในการจำหน่ายสินค้า รวมทั้งทำสัญญาเช่าซื้อและเก็บเงินตามเอกสารหมาย จ.2 ให้สิทธิจำเลยที่จะปฏิบัติต่อสินค้าของโจทก์ จึงเป็นการผูกนิติสัมพันธ์ในทางแพ่ง จำเลยไม่ได้มีเจตนาทุจริต และหากผู้เสียหายเสียหายจริงก็ชอบที่จะได้รับการบรรเทาค่าเสียหายในทางคดีแพ่งโดยจำเลยมีเงินประกันการขายตั้งแต่ปี 2538 อีกร้อยละ 10 นั้น เห็นว่า เหตุผลตามที่จำเลยยกขึ้นมาในฎีกาข้อนี้ตามที่กล่าวมานั้นเป็นเพียงข้อตกลงและมีผลต่อกันว่าผู้เสียหายยินยอมให้จำเลยครอบครองและทำการจำหน่ายสินค้าของผู้เสียหายตามรายการสินค้าในคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 อันเป็นพฤติการณ์แห่งข้อเท็จจริงในการที่จำเลยได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำความผิดฐายักยอกทรัพย์นี้ แม้ผู้เสียหายจะอนุญาตหรือยินยอมให้จำเลยทำการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยครอบครองอยู่นั้นได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่การครอบครองทรัพย์ดังกล่าวของจำเลยจะกลายเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ทันที เมื่อจำเลยกระทำการเบียดบังเอาทรัพย์หรือราคาทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นของจำเลยโดยมีเจตนาทุจริต ตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ฉะนั้น การที่ผู้เสียหายไม่อนุญาตให้จำเลยเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายหรือไม่ จึงหาใช่เป็นองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกทรัพย์แต่อย่างใดไม่ ฉะนั้น ตามข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้จากการนำสืบของโจทก์และจำเลยนั้นรับกันฟังได้แล้วว่า จำเลยได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ครอบครองสินค้าของผู้เสียหายตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 ซึ่งจำเลยจะอยู่ในฐานะคู่ค้าหรือฐานะอี่นใดก็ตาม และจากข้อตกลงต่าง ๆ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกา คือข้อตกลงในข้อ 2, 3, 4, 5, 9, 10 และข้อ 16 ในเอกสารหมาย จ.2 นั้น ก็เป็นเพียงการที่ผู้เสียหายให้สิทธิจำเลยจะทำการจำหน่ายและรับผิดต่อสินค้าของผู้เสียหายที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยได้ดังกล่าวมาแล้ว แต่เมื่อตามคำฟ้องและจากพยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบโดยเฉพาะคำเบิกความของนายเสน่ห์ สุทธิช่วย ประกอบกับเอกสารหมาย จ.5 นั้น มีเหตุผลและน้ำหนักให้น่ารับฟังข้อเท็จจริงได้ดังที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยต้องกันมาว่า เมื่อจำเลยได้รับมอบการครอบครองสินค้าของผู้เสียหายตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึง 1.43 มาแล้วนั้น จำเลยได้กระทำการเบียดบังเอาราคาค่าสินค้าดังกล่าวเหล่านั้นไปเป็นของจำเลยเสียเองโดยมีเจตนาทุจริตแล้ว ส่วนการที่ผู้เสียหายให้จำเลยหาหลักประกันมาค้ำประกันการรับมอบสินค้าของผู้เสียหายไปจำหน่ายนั้นมีผลเพียงว่าจำเลยจะได้เป็นผู้ที่น่าไว้วางใจสำหรับผู้เสียหายที่ผู้เสียหายจะมอบสินค้าของตนให้จำเลยไปครอบครองเพื่อจำหน่าย ส่วนข้อผูกพันที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ในทางแพ่งก็เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทั่ว ๆ ไปในทางการค้า หากว่าจำเลยกระทำการไปโดยทุจริต แต่การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในเอกสารหมาย จ.2 ดังกล่าว การกระทำของจำเลยอาจเป็นเพียงการผิดสัญญาในสัญญาทางแพ่งก็ได้และอาจจะเป็นความรับผิดในทางอาญาก็ได้ หากคดีได้ความว่า จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาทุจริตเบียดบังเอาราคาสินค้าของผู้เสียหายเป็นของตนดังกล่าวมาข้างต้น สรุปแล้วพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและเหตุผลให้พอฟังว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ได้กระทำการเบียดบังเอาราคาค่าสินค้าตามคำฟ้องข้อ 1.30 ถึงข้อ 1.43 เป็นของจำเลยจริง

สำหรับปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปที่ว่า สัญญาเอกสารหมาย จ.2 และ จ.5 นั้นกระทำขึ้นที่ใด รวมทั้งการจำหน่ายสินค้าและการจ่ายเงินของลูกค้าเกิดขึ้นที่ใด ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อกฎหมายนั้น ปัญหาดังกล่าวหาใช่เป็นปัญหาข้อกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาไม่ แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า แม้ในทางนำสืบของโจทก์จะไม่มีหลักฐานใด ๆ ของโจทก์ยืนยันว่า เอกสารหมาย จ.2 และ จ.5 จัดทำขึ้น ณ ที่ใด เมื่อใด ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำสืบพยานหลักฐานโจทก์และอ้างเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 เป็นพยานหลักฐานของโจทก์ จำเลยก็หาได้ปฏิเสธหรือโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวให้ฟังได้เป็นอย่างอื่นแต่อย่างใดไม่ ศาลจึงรับฟังข้อเท็จจริงบางส่วนที่เป็นประเด็นในคดีที่ปรากฏอยู่ในเอกสารดังกล่าวนั้นได้ ส่วนจำเลยจะมีฐานะเป็นเพียงคู่ค้าของผู้เสียหายหรือมีฐานะใดก็ตาม ก็ไม่ใช่ข้อสำคัญและไม่ใช่องค์ประกอบความผิดดังกล่าวมาแล้ว จากพยานหลักฐานของโจทก์เห็นว่ามีเหตุผลและน้ำหนักฟังได้ว่า คดีนี้เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำการสอบสวนดำเนินคดีแก่จำเลยและตามคำให้การในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.8 ถึง จ.10 ซึ่งเป็นคำให้การของนายพยงค์ กองคลัง นายสมใจ คล้ายมะลวน และนายสมบูรณ์ ธาดาจร ตามลำดับ มีเหตุผลและน้ำหนักให้ฟังได้ว่า เหตุยักยอกทรัพย์คดีนี้เกิดที่ตำบลหัวเตย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี แม้ว่าพยานโจทก์ดังกล่าวนั้นจะมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอและแมและกิ่งอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ก็ตาม ก็หาทำให้คดีน่าเชื่อฟังว่าเหตุเกิดที่อำเภอละแม จังหวัดชุมพร ดังที่จำเลยฎีกาไม่ พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีอำนาจสอบสวนโดยชอบ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยมีว่า นายเสน่ห์ สุทธิช่วย ผู้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายกับจำเลยได้เจรจายอมความกันโดยเอกสารหมาย จ.5 ที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว สิทธิของผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์และโจทก์จะนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) เห็นว่า จากข้อความที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวนั้นได้ความแต่เพียงว่า เงินค่าราคาสินค้าที่จำเลยรับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายมีจำนวน 94,729 บาท จำเลยจะนำมาส่งคืนให้ผู้เสียหายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 เท่านั้น โดยไม่ปรากฏข้อความหรือพฤติการณ์ใดเลยว่า ผู้เสียหายได้ตกลงยินยอมที่จะไม่ดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นให้ระงับหรือเลิกกันไป ดังจะเห็นได้ชัดจากถ้อยคำในเอกสารหมาย จ.1 ประกอบกับคำเบิกความของนายเสน่ห์พยานโจทก์ที่ว่า เมื่อได้ความว่าจำเลยทุจริตยักยอกราคาทรัพย์ของผู้เสียหายไปแล้ว ผู้เสียหายจึงได้มอบอำนาจให้นายเสน่ห์ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยไปจนถึงที่สุด พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักและเหตุผลให้ฟังได้ว่า เอกสารหมาย จ.5 มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับไปดังจำเลยฎีกาแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักพอฟังลงโทษจำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 352
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงสุราษฎร์ธานี
จำเลย — นายบุญธรรม จุติธรรม
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2261/2547
#410937
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ร่วมตกลงจะให้จำเลยกู้เงินตามที่ ภ. แนะนำมา แต่จำเลยไม่มีชื่อในโฉนดที่ดิน โจทก์ร่วมจึงให้ชายที่อ้างเป็น ถ. ทำสัญญากู้เงินแทนและยึดโฉนดที่ดินของ ถ. ไว้เป็นประกัน หากจำเลยไม่มีหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันการชำระหนี้แล้วโจทก์ร่วมคงจะไม่ให้จำเลยกู้เงินแน่ การที่จำเลยร่วมกับชายที่อ้างเป็น ถ. นำโฉนดที่ดินของปลอมมาหลอกลวงโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจ่ายเงินให้แก่จำเลยและชายคนดังกล่าวไป หลังจากนั้นโจทก์ร่วมติดต่อให้จำเลยชำระดอกเบี้ยและโจทก์ร่วมให้จำเลยไปพบที่ทำงานกับแจ้งให้ทราบว่า ถ. นำโฉนดที่ดินปลอมมาวางเป็นหลักประกัน ประมาณต้นเดือนเมษายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 500,000 บาท ไว้ให้แก่โจทก์ร่วม ตามสัญญากู้เงินกับสั่งจ่ายเช็คธนาคาร ส. จำกัด (มหาชน) จำนวน 500,000 บาท ประมาณปลายเดือนเมษายน 2540 จำเลยนำเช็คธนาคาร ก. จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม จำนวนเงิน 50,000 บาท มาชำระค่าดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็ค แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า โจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่ชายที่อ้างเป็น ถ. ไปแต่จำเลยเป็นผู้นับเงินซึ่งเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่าที่อ้างเป็น ถ. เป็นผู้ตรวจนับเงิน จำเลยตรวจนับ 1 ปึก จำนวน 100,000 บาท จึงมิได้เป็นพิรุธว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความไม่อยู่แก่ร่องแก่รอยแต่อย่างใด การที่จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกู้เงินและเข้าร่วมลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้เงินเป็นการผิดวิสัยของการเป็นนายหน้าหาเงินกู้ นอกจากนี้จำเลยยังทำสัญญากู้เงินและสั่งจ่ายเช็คตามจำนวนกู้เงินไปให้แก่โจทก์ร่วมรวมทั้งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยไว้อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำโดยนำโฉนดที่ดินปลอมไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้ อันเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้ง ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากโจทก์ร่วม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 266 (1), 268, 341, 342 (1), 83, 91 ให้จำเลยใช้เงิน 500,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างการพิจารณา พันเอกแสงสิทธิ์ สิทธิรณฤทธิ์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 341 (ที่ถูกมาตรา 342 (1)), 83 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 266 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 485,000 บาท ริบโฉนดที่ดินปลอมของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยพาชายคนหนึ่งที่อ้างว่าชื่อนายถาวร กาญจนภรณ์ ไปพบโจทก์ร่วม ณ ที่ทำงานของโจทก์ร่วม ในกระทรวงกลาโหม แล้วชายดังกล่าวทำสัญญากู้เงินโจทก์ร่วม 500,000 บาท และมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 61959 เลขที่ดิน 558 หน้าสำรวจ 3920 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 1 งาน 82 ตารางวา มีชื่อนายถาวร กาญจนาภรณ์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ร่วมยึดถือไว้เป็นหลักประกันตามหนังสือสัญญากู้เงินและโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 โจทก์ร่วมมอบเงินตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวให้โดยหักดอกเบี้ยเดือนแรกไว้ ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ร่วมนำโฉนดที่ดินดังกล่าวไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด จึงทราบว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นโฉนดที่ดินปลอม โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลยกับพวก ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยร่วมกระทำความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกงหรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเป็นพยานเบิกความว่า นางภัครณีเพื่อนบ้านได้ติดต่อว่ามีคนเดือดร้อนเรื่องเงินจะมากู้เงินโดยมีหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2540 จำเลยนี้กับพวกไปพบโจทก์ร่วมที่สำนักงานของโจทก์ร่วม โดยอ้างว่าได้ติดต่อมาล่วงหน้าแล้วจำเลยนำโฉนดที่ดินมาให้ดู ปรากฏว่าโฉนดที่ดินมีชื่อนายถาวรเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และเป็นน้องชายจำเลยที่มากับจำเลยด้วย โจทก์ร่วมจึงให้ชายคนที่มากับจำเลยเป็นผู้กู้เงินจำนวน 500,000 บาท และทำสัญญากู้เงินไว้ตามหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 โดยระบุว่าผู้กู้ได้มอบโฉนดที่ดินให้ผู้ให้กู้ไว้เป็นประกันและจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในสัญญากู้เงินในฐานะพยาน โจทก์ร่วมมอบเงินจำนวน 485,000 บาท ให้แก่จำเลยไป และหักดอกเบี้ยเดือนแรกไว้จำนวน 15,000 บาท ต่อมาจำเลยไม่ชำระดอกเบี้ย โจทก์ร่วมสงสัยจึงนำโฉนดที่ดินไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด และทราบว่าโฉนดที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นโฉนดที่ดินปลอม ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2540 โจทก์ร่วมจึงไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่นายถาวรและจำเลยในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม จะเห็นว่าโจทก์ร่วมตกลงจะให้จำเลยกู้เงินตามที่นางภัครณีแนะนำมา แต่จำเลยไม่มีชื่อในโฉนดที่ดิน โจทก์ร่วมจึงให้ชายที่อ้างเป็นนายถาวรทำสัญญากู้เงินแทนและยึดโฉนดที่ดินของนายถาวรไว้เป็นประกัน หากจำเลยไม่มีหลักทรัพย์มาวางเป็นประกันการชำระหนี้แล้วโจทก์ร่วมคงจะไม่ให้จำเลยกู้เงินแน่ การที่จำเลยร่วมกับชายที่อ้างเป็นนายถาวรนำโฉนดที่ดินของปลอมมาหลอกลวงโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อจ่ายเงินให้แก่จำเลยและชายคนดังกล่าวไป หลังจากนั้นโจทก์ร่วมติดต่อให้จำเลยชำระดอกเบี้ยและโจทก์ร่วมให้จำเลยไปพบที่ทำงานกับแจ้งให้ทราบว่านายถาวรนำโฉนดที่ดินปลอมมาวางเป็นหลักประกัน ประมาณต้นเดือนเมษายน 2540 จำเลยทำสัญญากู้เงินจำนวน 500,000 บาท ไว้ให้แก่โจทก์ร่วมตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.9 กับสั่งจ่ายเช็คธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) จำนวนเงิน 500,000 บาท เอกสารหมาย จ.10 ประมาณปลายเดือนเมษายน 2540 จำเลยนำเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาสีลม จำนวนเงิน 50,000 บาท มาชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อโจทก์ร่วมนำไปเรียกเก็บเงิน ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความตอบทนายจำเลยขออนุญาตศาลถามว่า โจทก์ร่วมมอบเงินให้แก่ชายที่อ้างเป็นนายถาวรไปแต่จำเลยเป็นผู้นับเงิน ซึ่งเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่าชายที่อ้างเป็นนายถาวรเป็นผู้ตรวจนับเงิน จำเลยตรวจนับ 1 ปึก จำนวน 100,000 บาท จึงมิได้เป็นพิรุธว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความไม่อยู่แก่ร่องแก่รอยแต่อย่างใด การที่จำเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกู้เงินและเข้าร่วมลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้เงินเป็นการผิดวิสัยของการเป็นนายหน้าหาเงินกู้ นอกจากนี้จำเลยยังทำสัญญากู้เงินและสั่งจ่ายเช็คตามจำนวนเงินกู้ไปให้แก่โจทก์ร่วมรวมทั้งจ่ายเช็คชำระหนี้ค่าดอกเบี้ยไว้อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำโดยนำโฉนดที่ดินปลอมไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้ อันเป็นการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้ง ทำให้จำเลยกับพวกได้เงินไปจากโจทก์ร่วม พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมฟังได้ว่า จำเลยร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานใช้เอกสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมและฉ้อโกง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและจำนวนเงินที่จำเลยได้รับแล้ว เห็นว่า โทษที่ลงแก่จำเลยมานั้นสูงเกินไป เห็นสมควรลดโทษให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 266 (1) ม. 268 ม. 341 ม. 342 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — พันเอกแสงสิทธิ์ สิทธิรณฤทธิ์
จำเลย — นางแฉล้ม ศิลประเสริฐหรือเติมแก้ว
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2248/2547
#411016
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่ทุกฝ่ายภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน แม้จำเลยจะไม่ได้ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่เมื่อแบบพิมพ์ท้ายฎีกามีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาฎีกาโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 2 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นฎีกานั้นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ยึดไว้ในราคา 2,050,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลชั้นต้นสอบถามจำเลยและนายแสงชัย วสุนธรา ผู้ซื้อทรัพย์แล้วได้ความว่า ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย และจำเลยยังไม่พ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย และเห็นว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องดังกล่าวเป็นการจัดการเกี่ยวกับกิจการและทรัพย์สินซึ่งจำเลยไม่มีอำนาจกระทำได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตไปโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวทั้งหมด และมีคำสั่งใหม่ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาแต่จำเลยไม่นำส่งสำเนาฎีกาให้แก่โจทก์ผู้ซื้อทรัพย์และเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ศาลชั้นต้นจึงสั่งให้ส่งสำนวนมายังศาลฎีกา แต่ก่อนส่งสำนวนจำเลยได้ยื่นคำแถลงว่า จำเลยป่วยรักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่สามารถเดินทางมาศาลเพื่อวางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาได้ตามกำหนด จึงขอวางเงินดังกล่าว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วส่งสำนวนมายังศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาและให้จำเลยนำส่งสำเนาฎีกาแก่ทุกฝ่ายภายใน 7 วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน 15 วัน แม้จำเลยจะไม่ได้ลงชื่อรับทราบคำสั่ง แต่เมื่อแบบพิมพ์ท้ายฎีกามีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ยื่นสำเนาฎีกาโดยข้อความถูกต้องเป็นอย่างเดียวกันมาด้วย 2 ฉบับ และรอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอให้ถือว่าทราบแล้ว" และศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่จำเลยยื่นฎีกานั้นเอง จึงต้องถือว่าจำเลยได้ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวแล้ว ที่จำเลยอ้างว่ามิได้จงใจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลเนื่องจากไม่ทราบคำสั่งศาลชั้นต้น และจำเลยเจ็บป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลธนบุรี ไม่สามารถเดินทางมาวางเงินค่านำส่งสำเนาฎีกาจึงรับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงเป็นการเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เป็นการทิ้งฟ้องฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 174 (2) ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด
ผู้ซื้อทรัพย์ — นายแสงชัย วสุนธรา
จำเลย — นางทิพวรรณ สุวัณณทัพพะ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2547
#411011
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่าโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะมิใช่ประเด็นข้อพิพาทเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ก็เป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งโจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบและจำเลยถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 728 มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 798 วรรคหนึ่งที่กำหนดให้การตั้งตัวแทนเพื่อกิจกรรมนั้นต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด และแม้การมอบอำนาจจะมิได้ทำเป็นหนังสือแต่ทนายโจทก์ก็ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์ และเมื่อจำเลยได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมอบอำนาจให้ ธ. ดำเนินคดีนี้แก่จำเลย แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายโจทก์เป็นการบอกกล่าวในนามของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองตาม ป.พ.พ. มาตรา 823 วรรคหนึ่ง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 โดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,532,908.07 บาท ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 1,201,602.68 บาท และของต้นเงิน 3,377 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 651,388.28 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี ของต้นเงิน 647,182.18 บาท นับแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงข้อเดียวว่า โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ปัญหาข้อนี้แม้จะมิใช่ประเด็นพิพาทเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม แต่ก็เป็นประเด็นแห่งคดีตามคำฟ้องของโจทก์ ซึ่งโจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้ตามคำฟ้อง และจำเลยถามค้านพยานโจทก์ในปัญหาดังกล่าวไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงถือได้ว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง และศาลฎีกาได้พิเคราะห์ปัญหานี้แล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บัญญัติว่า "เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีจดหมายบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควร ซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้น..." และมาตรา 798 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "กิจการอันใดท่านบังคับไว้โดยกฎหมายว่าต้องทำเป็นหนังสือ การตั้งตัวแทนเพื่อกิจการอันนั้นก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วย" ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า มาตรา 728 มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือ กรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 798 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใดและเมื่อพิจารณาหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองที่ทนายโจทก์มีไปถึงจำเลยตามเอกสารหมาย จ.15 ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า "...บัดนี้ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาช้างคลาน มีความประสงค์จะให้ท่านทำการชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นไป จึงได้มอบอำนาจข้าพเจ้าบอกกล่าวทวงถามมายังท่าน..." ประกอบกับคำเบิกความของนางธาริณี จุลกะเสวี ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ที่เบิกความว่า โจทก์มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวตามเอกสารหมาย จ.15 ด้วยแล้ว น่าเชื่อว่าทนายโจทก์ได้รับการว่าจ้างและมอบหมายจากโจทก์ให้ติดตามทวงถามหนี้สินรายนี้ก่อนฟ้องตลอดจนดำเนินคดีแก่จำเลย ทนายโจทก์จึงมีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.15 ไปถึงจำเลย หากไม่ได้รับการว่าจ้างและมอบหมายแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่ทนายโจทก์จะดำเนินการดังกล่าวให้โจทก์ ส่วนที่ ธ. เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่าโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยนั้น น่าจะหมายถึงว่าโจทก์ไม่ได้มอบอำนาจเป็นหนังสือให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนอง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้ทนายโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแก่จำเลยแต่การมอบอำนาจไม่ได้ทำเป็นหนังสือ อย่างไรก็ดี แม้การมอบอำนาจจะมิได้ทำเป็นหนังสือแต่ทนายโจทก์ก็ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์ และเมื่อจำเลยได้รับหนังสือแล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงมอบอำนาจให้ ธ. ดำเนินคดีนี้แก่จำเลย แสดงว่าโจทก์ยอมรับอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของทนายโจทก์เป็นการบอกกล่าวในนามของโจทก์ ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของทนายโจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 วรรคหนึ่ง และกรณีมิใช่นางธาริณีผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นผู้ให้สัตยาบันการบอกกล่าวบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกา ดังนั้น เมื่อทนายโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยผู้จำนอง ย่อมถือได้ว่าโจทก์ผู้รับจำนองมีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยผู้จำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 แล้ว การบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์ จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 728 ม. 798 ม. 823
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุรพล เงาเมฆ
ชื่อองค์คณะ
มนตรี ยอดปัญญา
สายันต์ สุรสมภพ
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2227/2547
#411014
เปิดฉบับเต็ม

"เอกสารสิทธิ" ตาม ป.อ. มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ แต่แบบคำขอใช้บริการบัวหลวง เอ.ที.เอ็ม ที่จำเลยปลอมขึ้นนั้นเป็นเอกสารที่จำเลยใช้ยื่นต่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อขอให้ ส. ซึ่งเป็นลูกค้าเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายได้ใช้บัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติ แต่ยังไม่แน่ว่าธนาคารผู้เสียหายจะอนุมัติตามแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวหรือไม่ แบบคำขอใช้บริการดังกล่าวมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิในการฝาก - ถอนเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยตรง จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามความใน ป.อ. มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยซึ่งปลอมแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวและใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตาม ป.อ. มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 341, 83 และ 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 และ 341 (ที่ถูก ประกอบด้วยมาตรา 83) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมแต่กระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน ฐานฉ้อโกง จำคุกกระทงละ 4 เดือน รวม 10 กระทง จำคุก 3 ปี 4 เดือน รวมเป็นจำคุก 3 ปี 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 11 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมนั้น เห็นว่า "เอกสารสิทธิ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ แต่แบบคำขอใช้บริการบัวหลวง เอ.ที.เอ็ม. ที่จำเลยปลอมขึ้นนั้นเป็นเอกสารที่จำเลยใช้ยื่นต่อธนาคารผู้เสียหายเพื่อขอให้นายสำเริง ขวัญวงศ์ ซึ่งเป็นลูกค้าเงินฝากประเภทสะสมทรัพย์ของธนาคารผู้เสียหายได้ใช้บัตรฝาก - ถอนเงินอัตโนมัติ แต่ยังไม่แน่ว่าธนาคารผู้เสียหายจะอนุมัติตามแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวหรือไม่ แบบคำขอใช้บริการดังกล่าวมิใช่เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อสิทธิในการฝาก - ถอนเงินกับธนาคารผู้เสียหายโดยตรง จึงมิใช่เอกสารสิทธิตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (9) การกระทำของจำเลยซึ่งปลอมแบบคำขอใช้บริการดังกล่าวและใช้เอกสารดังกล่าว จึงไม่เป็นการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม คงเป็นความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรปรับเฉพาะบทลงโทษจำเลยเสียใหม่ให้ถูกต้อง ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารผู้เสียหายจึงเป็นผู้ที่ควรได้รับการคาดหมายในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นอย่างยิ่ง แต่จำเลยกลับมาเป็นผู้กระทำความผิดเสียเองโดยกระทำความผิดหลายครั้งและได้เงินไปถึง 70,011 บาท ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ลูกค้าผู้สุจริตของธนาคารผู้เสียหายได้ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยคืนเงินทั้งหมดให้แก่ธนาคารผู้เสียหายแล้วและจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ก็ตาม แต่ยังเป็นการไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรกและ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคแรกตามมาตรา 268 วรรคสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (9) ม. 264 ม. 265 ม. 268
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี
จำเลย — นางสาวสิริณทิพย์ อยู่เจริญ
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2226/2547
#411166
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2547 ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามร่างคำพิพากษา เอกสารลำดับที่ 13/1 ที่ปรากฏอยู่ในสำนวน แต่เมื่อทำการจัดพิมพ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามร่างคำพิพากษาดังกล่าวได้พิมพ์จำนวนโทษจำคุกจำเลยภายหลังจากลดโทษให้กึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยเพียง 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลำดับที่ 13/2 ที่ปรากฏในสำนวนนั้น เป็นเรื่องพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดตกระยะเวลาไป 1 ปี โทษจำคุกจำเลยจึงเหลือเพียง 6 เดือน ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวให้ถูกต้องตามความจริงได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอตาม ป.วิ.อ. มาตรา 190 ประกอบมาตรา 215 และไม่ถือเป็นผลร้ายแก่จำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 265, 268, 33 และ 91 ริบแผ่นป้ายทะเบียนปลอม 2 แผ่น (ป้ายแดง) ของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 จำเลยเป็นผู้ปลอมเอกสารราชการและใช้เอกสารราชการที่จำเลยปลอมเอง จึงให้ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการปลอมเพียงกระทงเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 265 จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบแผ่นป้ายทะเบียนปลอม 2 แผ่น ของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามที่อุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน เป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2545 ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพิพากษาคดีนี้โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ตามร่างคำพิพากษา เอกสารลำดับที่ 13/1 ที่ปรากฏอยู่ในสำนวน แต่เมื่อทำการจัดพิมพ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นตามร่างคำพิพากษาดังกล่าวได้พิมพ์จำนวนโทษจำคุกจำเลยภายหลังจากลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยเพียง 6 เดือน ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ลำดับที่ 13/2 ที่ปรากฏในสำนวนนั้น เป็นเรื่องพิมพ์ตัวเลขผิดพลาดตกระยะเวลาไป 1 ปี โทษจำคุกจำเลยจึงเหลือเพียง 6 เดือน ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าวให้ถูกต้องตามความจริงได้โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดร้องขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ประกอบมาตรา 215 และไม่ถือเป็นผลร้ายแก่จำเลยแต่อย่างใด อีกทั้งไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การที่จำเลยปลอมแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์อันเป็นเอกสารราชการแล้วใช้เอกสารราชการปลอมดังกล่าวติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านหลังของรถยนต์ที่จำเลยขับขี่ ย่อมเป็นเหตุทำให้รัฐไม่อาจควบคุมความปลอดภัยของสภาพรถยนต์รวมถึงไม่สามารถทราบประวัติความเป็นไปของการใช้รถยนต์ดังกล่าวอันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมโดยส่วนรวมได้ พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง แม้จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนก็ไม่สมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190 ม. 215
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสุรเชษฐ์ เลาะสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 -ที่ 2225/2547
#265583
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาโจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมหาได้ไม่

คดีทั้งสองสำนวนเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ ๒ ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ ๒

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔ ป.อ. มาตรา ๘๓ การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา ๙๑ สำนวนแรกลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ จำนวน ๓๕,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๖ เดือน สำนวนที่สอง ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๘ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๔ เดือน หากจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้ จัดการตาม ป.อ. มาตรา ๒๙

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ สำนวนแรกมีกำหนด ๔ เดือน และสำนวนที่ ๒ มีกำหนด ๕ เดือน ให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ศาลฎีกาออกนั่งพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญา โจทก์และจำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำ คดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๓๙ (๒) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนนี้เสียจากสารบบความ .
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทธนู - ภูเก็ต จำกัด กับพวก
(2) — ป.วิ.อ. มาตรา 39
4 — พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดภูเก็ต — นางสาวสุดาวรรณ พฤกษ์เสถียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2224 -ที่ 2225/2547
#411103
เปิดฉบับเต็ม

คดีอาญาโจทก์และจำเลยจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ แต่เมื่อเป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อจำเลยไม่คัดค้าน โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เป็นผลให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกและจำเลยในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำนวนแรกลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 35,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน สำนวนที่สองลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 14 เดือน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยทั้สองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 สำนวนแรกมีกำหนด 4 เดือน และสำนวนที่ 2 มีกำหนด 5 เดือน ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปโดยไม่นับโทษติดต่อกัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์และจำเลยทั้งสองสามารถตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่แนบท้ายคำร้องขอให้ศาลฎีกาออกนั่งพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว และโจทก์ทั้งสองสำนวนยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญา โจทก์และจำเลยทั้งสองจะขอให้ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษาตามยอมตามคำร้องของจำเลยทั้งสองหาได้ไม่ ให้ยกคำร้อง ส่วนคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า คดีทั้งสองสำนวนนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว โจทก์จะถอนฟ้องในเวลาใดก่อนคดีถึงที่สุดก็ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้โจทก์ทั้งสองสำนวนถอนฟ้องได้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) และมีผลให้คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองระงับไปด้วยในตัว ให้จำหน่ายคดีทั้งสองสำนวนนี้เสียจากสารบบความ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138
ป.วิ.อ. ม. 39
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดฟูดส์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทธนู-ภูเก็ต จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2223/2547
#112941
เปิดฉบับเต็ม

อุทธรณ์ของผู้ร้องในหน้าแรกมีตัวหนังสือที่มีตรายางประทับข้อความว่าผู้ร้องจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันยื่นและทุก ๆ 7 วันนั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติของศาลในการกำหนดวิธีการรับทราบคำสั่งของศาลมีผลเป็นคำสั่งของศาล หาใช่เป็นเพียงแบบฟอร์มและวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศาลไม่ ศาลชั้นต้นกำหนดให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 7 วัน โดยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2545 หลังจากที่ผู้ร้องยื่นอุทธรณ์ 7 วันก็ตาม แต่การที่ทนาย ผู้ร้องลงลายมือชื่อรับทราบข้อความที่ประทับตรายางต้องถือว่าผู้ร้องยอมผูกพันตามข้อความที่ประทับตรายางนั้น ถ้าไม่มาก็ให้ถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งแล้ว ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะไม่มาฟังคำสั่งก็ถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นได้ส่งให้จำเลยโดยชอบและผู้ร้องทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน 2545 เมื่อปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2545 ว่าผู้ร้องมิได้นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้าน จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบ มาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่าผู้ร้องเป็นบุตรบุญธรรมของนางสาว สลับ ผู้ตาย โดยมิได้ตั้ง ผู้จัดการมรดกไว้ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าผู้ตาย ทำพินัยกรรมตั้งสภากาชาดไทยเป็นผู้จัดการมรดกไว้ ขอให้ยกคำร้องขอและตั้งสภากาชาดไทยเป็นผู้จัดการมรดก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้สภากาชาดไทย เป็นผู้จัดการมรดกของนางสาวสลับ ผู้ตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๗๑๓ ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ผู้ร้องให้ผู้ร้องนำส่งภายใน ๕ วัน หากส่งไม่ได้ให้แถลงภายใน ๑๕ วัน หากไม่แถลง ถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ต่อมาเจ้าหน้าที่รายงานว่า ผู้ร้องไม่นำส่งสำเนาอุทธรณ์จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์ เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า ผู้ร้องทิ้งอุทธรณ์และให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบหรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ตัวหนังสือที่เป็น ตราประทับและให้ทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อเพื่อให้มาทราบคำสั่งศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันที่ยื่นนั้น มิใช่คำสั่งศาล แต่เป็นเพียงแบบฟอร์มหรือวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้น ดังนั้นหากศาลชั้นต้นมีคำสั่ง คำสั่งดังกล่าวก็เป็น คำสั่งลับหลังผู้ร้องหรือทนายผู้ร้อง ศาลชั้นต้นจะต้องมีหมายแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ร้งหรือทนายผู้ร้องทราบเสียก่อนจึงจะถือว่าผู้ร้องและทนายผู้ร้องทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วโดยชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตัวหนังสือที่มีตรายางประทับ ข้อความว่า ผู้ร้องจะมารับทราบคำสั่งศาลภายใน ๗ วัน นับแต่วันยื่นและทุก ๆ ๗ วัน นั้น เป็นขั้นตอนการปฏิบัติของศาลในการกำหนดวิธีการรับทราบคำสั่งของศาลมีผลเป็นคำสั่งของศาล เมื่อทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อรับทราบวันนัดให้มาฟังคำสั่งของศาลชั้นต้นดังที่กล่าวมาแล้ว กรณีเช่นนี้ต้องถือว่า ผู้ร้องยอมผูกพันตามข้อความที่ตนลงลายมือชื่อรับทราบไว้ หาได้เป็นเพียงแบบฟอร์มและวิธีปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ศาลดังที่จำเลยฎีกาไม่ ดังนั้นเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดเวลาให้ผู้ร้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน ๕ วัน แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๕ หลังจากที่ผู้ร้องอุทธรณ์ ๗ วัน ก็ตาม การที่ทนายผู้ร้องลงลายมือชื่อทราบวันนัดให้มาฟังคำสั่งของศาลดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น เป็นการแสดงเจตนาของผู้ร้องยอมรับผูกพันตนเองว่า จะมาฟังคำสั่งภายใน ๗ วัน นับแต่วันยื่น ถ้าไม่มาก็ให้ถือว่าผู้ร้องทราบคำสั่งแล้ว นอกจากนี้ก็ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งดังกล่าวในอุทธรณ์ในวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๕ ซึ่งเป็นวันที่กำหนดให้ผู้ร้องมาทราบคำสั่ง ฉะนั้น แม้ผู้ร้องจะมิได้มาฟังคำสั่งก็ถือว่าคำสั่งศาลนั้นได้ส่งให้ผู้ร้องโดยชอบ และผู้ร้องทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๕ ระยะเวลาสิ้นสุดที่ผู้ร้องจะต้องนำส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายใน ๕ วัน นับแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๕ แต่ปรากฏตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๕ ว่า ผู้ร้องมิได้มานำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่ผู้คัดค้าน จึงเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๗๔ (๒) ประกอบมาตรา ๒๔๖ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกา เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 70 ม. 174 (2)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางบุหลัน อินทรฤทธิ์
ผู้คัดค้าน — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายชยันต์ เต็มเปี่ยม
ศาลอุทธรณ์ — นางคำนวน เทียมสอาด
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา