คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2547
#411144
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 918 เมื่อเช็คพิพาทตกมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้ถือ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยไม่สุจริต โจทก์จึงเป็นผู้ถือ ย่อมเป็นผู้ทรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 904 มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามเช็คได้ จำเลยที่ 2 ไม่อาจต่อสู้โจทก์ด้วยข้อต่อสู้อาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 257,812.50 บาท ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 250,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่มีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ เช็คพิพาทมิได้ประทับตราห้างจำเลยที่ 1 จึงเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 สั่งจ่ายเช็คพิพาทมอบให้จำเลยที่ 3 ยึดถือไว้เป็นประกันในการที่จำเลยที่ 3 รับจ้างจำเลยที่ 1 สร้างฝายกั้นน้ำ โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อจำเลยที่ 3 ขนย้ายเครื่องจักรและเครื่องมือก่อสร้างเข้ามายังสถานที่ก่อสร้างแล้วจึงจะมีการทำสัญญาจ้างและประทับตราห้างจำเลยที่ 1 ในเช็คพิพาทเพื่อให้เช็คมีผลสมบูรณ์ แต่จำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงระงับการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท โจทก์ได้รับเช็คพิพาทไปจากจำเลยที่ 3 ด้วยวิธีการหรือเหตุผลใดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่รับทราบและตกลงด้วย โจทก์ไม่เคยสอบถามจำเลยที่ 1 และที่ 2 เกี่ยวกับภาระผูกพันในเช็คพิพาท หากมีหนี้ที่จะต้องรับผิดตามเช็คพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยที่ 3 กับโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ต้องรับผิดด้วย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2543 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 15 มิถุนายน 2544) ต้องไม่เกิน 7,812.50 บาท กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) สาขาวารินชำราบ ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2543 จำนวนเงิน 250,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 3 มอบเช็คพิพาทให้โจทก์ เมื่อเช็คถึงกำหนดโจทก์ได้นำไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ปรากฏตามเช็คและใบคืนเช็คเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาทตามฟ้องเป็นเช็คสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือย่อมโอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 918 เมื่อเช็คพิพาทตกมาอยู่ในความครอบครองของโจทก์ในฐานะผู้ถือ โดยจำเลยที่ 2 มิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คมาโดยไม่สุจริต โจทก์จึงเป็นผู้ถือ ย่อมเป็นผู้ทรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามเช็คได้ จำเลยที่ 2 ไม่อาจต่อสู้โจทก์ด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างตนกับผู้ทรงคนก่อน เว้นแต่การโอนจะมีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 916 ประกอบด้วยมาตรา 989 ที่จำเลยที่ 2 ให้การในทำนองว่าระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ไม่มีหนี้สินต่อกันซึ่งเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทนั้น เป็นการต่อสู้โจทก์ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะบุคคลระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ทรงคนก่อน ๆ ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การว่าเช็คพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเช็คที่ไม่สมบูรณ์เพราะไม่ประทับตราห้างจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 มีเงื่อนไขในการสั่งจ่ายเช็คนั้น ก็มิใช่เป็นการต่อสู้ว่าโจทก์รับโอนเช็คพิพาทจากจำเลยที่ 3 ดัวยคบคิดกันฉ้อฉลจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงไม่มีประเด็นที่จำเลยที่ 2 จะนำสืบในเรื่องนี้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ผู้ทรงเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทจึงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 และ 914 ประกอบด้วยมาตรา 989 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 916 ม. 918
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางอัญชนา ศรีศันสนีย์
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสกลอุบลค้าวัสดุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2547
#112828
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน โจทก์ที่ 1 ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์จากทุนทรัพย์ 235,350 บาท คิดเป็นค่าขึ้นศาลเพียง 5,885 บาท มิใช่เสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ 412,500 บาท โจทก์ที่ 1 ทยอยนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7,000 บาท ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย ซึ่งเป็นการวางเงินเกินกว่าที่ต้องเสียเป็นเงิน 1,115 บาท แต่โจทก์ที่ 1 สำคัญผิดว่ายังชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบ จึงได้ขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ได้ ตั้งแต่วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนและสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ยื่นหลังจากที่โจทก์ที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วน การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินของโจทก์ที่ 1 และในที่สุดมีคำสั่งไม่อนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินของโจทก์ที่ 1 ในครั้งต่อมาพร้อมกับสั่งไม่รับอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เลขที่ ๓๐๗ คนละ ๑ ใน ๙ ส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนดังกล่าวข้างต้น? โจทก์ที่ ๑ ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๕ เมื่อถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๕ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ เมื่อถึงกำหนดโจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีก ๒,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้โจทก์ที่ ๑ นำเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาวางศาลภายในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ มิฉะนั้น ถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ๑๕ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ป. เป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อ ป. ถึงแก่ความตายทายาทได้ตกลงแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น ๓ ส่วน และต่างเข้าครอบครองที่ดินส่วนของตนด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยบิดาโจทก์ที่ ๑ ได้ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตก โจทก์ที่ ๒ ได้ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ตรงกลาง และบิดาจำเลยที่ ๒ ได้ที่ดินส่วนที่อยู่ทางทิศใต้ หลังจากบิดาโจทก์ที่ ๑ ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ ๑ ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของบิดาโจทก์ที่ ๑ จนถึงปัจจุบัน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกของ ป. ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเป็นของโจทก์ที่ ๑ และส่วนที่อยู่ตรงกลางเป็นของโจทก์ที่ ๒ ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนของจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๕ แยกต่างหากจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ ๑ ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ ๑ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ราคาไร่ละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ทุนทรัพย์ในส่วนของโจทก์ที่ ๑ จึงคิดเป็นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ ๑ มีสิทธิในที่ดินมรดกของ ป. ๑ ใน ๙ ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๘๖.๒ ตารางวา แต่โจทก์ที่ ๑ ไม่พอใจและอุทธรณ์ขอให้ได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่เต็มตามฟ้อง จึงเท่ากับขอให้ได้ที่ดินเพิ่มอีก ๓๑๓.๘ ตารางวา คิดเป็นเงิน ๒๓๕,๓๕๐ บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ที่ ๑ จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน ๕,๘๘๕ บาท มิใช่เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ ๔๑๒,๕๐๐ บาท เหมือนดังที่โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๒ เสียรวมกันมาในศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ทยอยนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล ๒ ครั้ง รวมเป็นเงิน ๗,๐๐๐ บาท โดยครั้งที่ ๒ นำมาวางเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้และเป็นการวางเกินกว่าที่จะต้องเสียเป็นเงิน ๑,๑๑๕ บาท แต่โจทก์ที่ ๑ สำคัญผิดว่ายังชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบจึงได้ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก กรณีเช่นนี้ถือว่าโจทก์ที่ ๑ วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ที่ ๑ ได้ตั้งแต่นั้นและสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ที่ยื่นหลังจากนั้นเพราะโจทก์ที่ ๑ ไม่จำต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินให้โจทก์ที่ ๑ ต่อไปอีก และในที่สุดมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในครั้งต่อมา พร้อมกับสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ เพราะเหตุโจทก์ที่ ๑ ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดและศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ , ๒๔๗ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ ๑ อีกต่อไป

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ หากโจทก์ที่ ๑ ยังประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่วางและรับคืนไปแล้วมาวางศาลชั้นต้นอีกครั้งเป็นเงินจำนวน ๕,๘๘๕ บาท ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ ๑ ใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5) ม. 229 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญญัติ มหาโพธิ์ กับพวก
จำเลย — นางทอง เกื้อกูล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายสุวรรณ ทองเนื้อแข็ง
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายอาวุธ ปั้นปรีชา
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1402/2547
#410889
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 จะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ราคาไร่ละ 300,000 บาท ทุนทรัพย์ในส่วนของโจทก์ที่ 1 จึงคิดเป็นเงิน 300,000 บาท เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิในที่ดิน 1 ใน 9 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 86.2 ตารางวา แต่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่เต็มตามฟ้อง จึงเท่ากับขอให้ได้ที่ดินเพิ่มอีก 313.8 ตารางวา คิดเป็นเงิน 235,350 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 5,885 บาท มิใช่เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 412,500 บาท

โจทก์ที่ 1 ได้ทยอยนำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7,000 บาท โดยครั้งที่ 2 นำมาวางในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้และวางเกินกว่าที่ต้องเสียแต่โจทก์ที่ 1 สำคัญผิดว่ายังชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบจึงขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก ดังนี้ ถือว่าโจทก์ที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ได้ตั้งแต่นั้นและสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ยื่นหลังจากนั้น เพราะโจทก์ที่ 1 ไม่จำต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินให้โจทก์ที่ 1 ต่อไปอีก และในที่สุดมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในครั้งต่อมาพร้อมกับสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เพราะเหตุโจทก์ที่ 1 ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 307 คนละ 1 ใน 9 ส่วน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วนดังกล่าวข้างต้น หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ 1 ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตถึงวันที่ 25 เมษายน 2545 เมื่อถึงวันที่ 25 เมษายน 2545 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท ส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตถึงวันที่ 27 พฤษภาคม 2545 เมื่อถึงกำหนดโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อีก 2,000 บาท ส่วนที่เหลือขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้โจทก์ที่ 1 นำเงินส่วนที่เหลือทั้งหมดมาวางศาลภายในวันที่ 6 มิถุนายน 2545 มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ วันที่ 7 มิถุนายน 2545 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินออกไปอีก 15 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง (ที่ถูกต้องทำเป็นอุทธรณ์คำสั่ง)

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องว่านางปองหรือป้อง มหาโพธิ์ เป็นเจ้าของที่ดินเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 3 งาน 76 ตารางวา เมื่อนางปองถึงแก่ความตายทายาทได้ตกลงแบ่งที่ดินดังกล่าวออกเป็น 3 ส่วน และต่างเข้าครอบครองที่ดินส่วนของตนด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ โดยบิดาโจทก์ที่ 1 ได้ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โจทก์ที่ 2 ได้ที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ตรงกลางเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 50 ตารางวา และบิดาจำเลยที่ 2 ได้ที่ดินส่วนที่อยู่ทางทิศใต้หลังจากบิดาโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของบิดาโจทก์ที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกของนางปองซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยทั้งสอง ขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทส่วนที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ เป็นของโจทก์ที่ 1 และส่วนที่อยู่ตรงกลางเนื้อที่ประมาณ 1 งาน 50 ตารางวา เป็นของโจทก์ที่ 2 ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนของจำเลยทั้งสองและให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันและเสียค่าขึ้นศาลรวมกันมา แต่การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนสามารถใช้สิทธิเฉพาะตัวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แยกต่างหากจากกันได้ เมื่อโจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ราคาไร่ละ 300,000 บาท ทุนทรัพย์ในส่วนของโจทก์ที่ 1 จึงคิดเป็นเงิน 300,000 บาท และเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิในที่ดินมรดกของนางปอง 1 ใน 9 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 86.2 ตารางวา แต่โจทก์ที่ 1 ไม่พอใจ และอุทธรณ์ขอให้ได้ที่ดินพิพาทเนื้อที่เต็มตามฟ้อง จึงเท่ากับขอให้ได้ที่ดินเพิ่มอีก 313.8 ตารางวา คิดเป็นเงิน 235,350 บาท ซึ่งถือเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ที่ 1 จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 5,885 บาท มิใช่เสียค่าขึ้นศาลในทุนทรัพย์ 412,500 บาท เหมือนดังที่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เสียรวมกันมาในศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ได้ทยอยนำค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7,000 บาท โดยครั้งที่ 2 นำมาวางเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้และเป็นการวางเกินกว่าที่จะต้องเสียเป็นเงิน 1,115 บาท แต่โจทก์ที่ 1 สำคัญผิดว่ายังชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ไม่ครบจึงได้ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ออกไปอีก กรณีเช่นนี้ถือว่าโจทก์ที่ 1 วางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะพิจารณาสั่งอุทธรณ์ดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ได้ตั้งแต่นั้นและสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ยื่นหลังจากนั้นเพราะโจทก์ที่ 1 ไม่จำต้องขอขยายระยะเวลาวางเงินอีกต่อไปแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตขยายระยะเวลาวางเงินให้โจทก์ที่ 1 ต่อไปอีกและในที่สุดมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาวางเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในครั้งต่อมาพร้อมกับสั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เพราะเหตุโจทก์ที่ 1 ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มาวางให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนดและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนนั้นจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หากโจทก์ที่ 1 ยังประสงค์จะอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ให้นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่วางและรับคืนไปแล้วมาวางศาลชั้นต้นอีกครั้งเป็นเงินจำนวน 5,885 บาท ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้ แล้วให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 ใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142 (5) ม. 150 ม. 246 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัญญัติ มหาโพธิ์ กับพวก
จำเลย — นายทอง เกื้อสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1401/2547
#410833
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 104 ศาลชั้นต้นมีอำนาจวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบนั้นมีความจำเป็นต้องนำสืบหรือไม่ หากไม่จำเป็นศาลชั้นต้นก็มีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานนั้นได้

ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์แล้วได้ความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 29140 และ 29141 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 22417 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีอาณาเขตทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ติดทางสาธารณะคือทางหลวงเทศบาลถนนนารถวิถี โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้ความข้างต้นจึงเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีได้แล้วว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29140 และ 29141 จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 22417 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่โจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350 โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทในที่ดินจำเลยซึ่งเป็นที่ดินแปลงอื่นเป็นทางผ่านไปสู่ทางสาธารณะหาได้ไม่ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์ เพราะแม้จะให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วเหล็กและกลบหลุมในทางพิพาทในที่ดินโฉนดเลขที่ 22148 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ และเปิดทางให้ใช้ได้ตามสภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการโดยจำเลยเป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า จำเลยขายที่ดินโฉนดเลขที่ 22417 ให้แก่โจทก์ ที่ดินแปลงดังกล่าวด้านหน้าติดถนนนารถวิถี ต่อมาโจทก์ได้แบ่งที่ดินแปลงดังกล่าวในนามเดิมออกเป็นอีก 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 29140 และ 29141 ตามฟ้องที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์จำเลยแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษาคดีไปนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 104 ศาลชั้นต้นมีอำนาจวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่คู่ความจะนำสืบนั้นมีความจำเป็นต้องนำสืบหรือไม่ หากไม่จำเป็นศาลชั้นต้นก็มีอำนาจงดสืบพยานหลักฐานนั้นได้ คดีนี้ศาลชั้นต้นสอบข้อเท็จจริงจากโจทก์แล้วได้ความว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 29140 และ 29141 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 22417 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ซึ่งมีอาณาเขตทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดทางสาธารณะ คือทางหลวงเทศบาลถนนนารถวิถี โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ได้ความข้างต้นจึงเพียงพอแก่การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีได้แล้วว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 29140 และ 29141 จะต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้เฉพาะในที่ดินโฉนดเลขที่ 22417 ซึ่งเป็นที่ดินแปลงที่โจทก์แบ่งแยกมาเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 โจทก์จะใช้สิทธิเรียกร้องเอาทางพิพาทในที่ดินจำเลยซึ่งเป็นที่ดินแปลงอื่นเป็นทางผ่านไปสู่ทางสาธารณะหาได้ไม่ คดีจึงไม่จำต้องสืบพยานโจทก์เพราะแม้จะให้โจทก์นำพยานเข้าสืบก็ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่โจทก์อ้างว่าขณะโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 22417 จากจำเลยนั้นมีบ้านปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว 3 หลัง จำเลยจึงตกลงให้โจทก์ไปแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวเพิ่มอีก 2 แปลง เพื่อให้ตรงกับสภาพบ้านที่ปลูกอยู่ โดยจำเลยยินยอมให้ใช้ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยเป็นทางเข้าออก สำหรับบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงใหม่ที่แบ่งแยกออกมานั้น ปรากฏว่าโจทก์มิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างหรือตั้งประเด็นมาในคำฟ้อง จึงไม่อาจนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวได้เพราะเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1350
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาโนช ทองส่งโสม
จำเลย — นางเจ้ง เซ้าซี้
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1400/2547
#112866
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่างานที่จำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลจ้างโจทก์ทำเป็นงานที่แสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจหรือไม่ ต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ของจำเลยประกอบด้วย

จำเลยมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการสถาบันเทคโนโลยี่บนมูลฐานไม่แบ่งสรรกำไร จำเลยมีอำนาจหน้าที่ทำนิติกรรมสัญญาและดำเนินกิจการในการให้เช่าทรัพย์สิน ให้กู้ยืม จำนำ จำนองได้ตามกฎบัตรก็เพื่อให้มีอำนาจบริหารจัดการทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ของจำเลยที่มีอยู่ เพื่อเป็นทุนดำเนินงานในโครงการตามวัตถุประสงค์ เป็นการช่วยเหลือตนเองโดยไม่จำต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐบาลของประเทศผู้ให้ทุนแต่เพียงอย่างเดียว งานโครงการเฟอร์โรซีเมนต์ที่จำเลยจ้างโจทก์ทำมีรายรับจากเงินอุดหนุนของรัฐบาลไทยและรัฐบาลต่างประเทศ กับจากการจัดทำวารสารและสัมมนาทางวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ให้แก่สมาชิกและบุคคลทั่วไปหากมีรายรับเหลือจ่ายจากการดำเนินงานต้องนำไปใช้ในการดำเนินงานของโครงการเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ในโครงการอื่นและห้ามนำมาแบ่งปันกัน งานที่จำเลยทำจึงไม่ใช่กิจการแสวงหากำไรในทางเศรษฐกิจ ไม่อยู่ในบังคับของ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในเรื่องค่าชดเชย

กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 4 วรรคสอง ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวลลิดา วิจิตรสมบัติ
จำเลย — สถาบันเทคโนโลยี่แห่งเอเชีย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (ธัญบุรี) — นายบุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1398 -ที่ 1399/2547
#410831
เปิดฉบับเต็ม

คดีทั้งสองสำนวนพิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 57,420 บาท แล้ว ดังนี้ โดยปกติวิสัยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ชอบที่จะต้องวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเงินเพียง 240 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ส่วนรายงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเสนอต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ล่าช้าถึง 6 เดือน ทั้งๆ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 วางค่าธรรมเนียมดังกล่าวภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทราบเหตุดังกล่าวตามรายงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ได้ยื่นคำแถลงยืนยันว่าได้วางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลแล้ว อีกทั้งได้ดำเนินการขอตรวจสมุดรับเงินค่าธรรมเนียมการส่งหมายในช่วงระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2542 จนถึงสิ้นปีแต่เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบแจ้งว่าสมุดดังกล่าวสูญหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงแสดงเจตนาพร้อมจะวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เอาใจใส่คดี และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลแล้วตามระเบียบราชการจะต้องจะต้องเก็บรักษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและต้องใช้เป็นหลักฐานในทางราชการ เว้นแต่จะถึงกำหนดเวลาต้องทำลายตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบว่าสมุดคุมการส่งหมายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2542 สูญหายแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 หลังจากได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความทราบแล้วให้เจ้าพนักงานศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการค้นหาสมุดบัญชีเวรรับเงินนำหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบก็ยังคงรายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2544 ว่าสมุดเล่มนั้นสูญหายไปจึงชี้ให้เห็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาล รายงานเจ้าหน้าที่มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ พฤติการณ์แห่งคดีประกอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้จงใจละทิ้งไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลไม่เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้งสองสำนวนรวมทั้งฟ้องแย้งของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ในสำนวนแรก โจทก์และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 อุทธรณ์ทั้งสองสำนวน โดยยื่นอุทธรณ์ในวันเดียวกันคือวันที่ 29 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ทั้งสองสำนวนในวันดังกล่าว และกำหนดให้ผู้อุทธรณ์วางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ภายใน 7 วัน

วันที่ 29 มีนาคม 2543 นางสุขสิริ แย้มกลิ่นพุฒ เจ้าพนักงานศาลเสนอรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ โดยได้ตรวจสอบจากทะเบียนคุมการส่งหมายของศาลแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ส่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิจารณาสั่ง" ปรากฏว่ามีบันทึกของเจ้าพนักงานศาลคนเดิมเขียนบันทึกถ้อยคำไว้ท้ายรายงานลงวันที่วันเดียวกันว่า "ศาลมีคำสั่งให้รอผลการส่งหมายของจำเลยที่ 4 ด้วย แล้วจึงส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์พิจารณาทีเดียว"

วันที่ 1 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานศาลคนเดียวกันเสนอรายงานเจ้าหน้าที่ต่อศาลชั้นต้นอีกครั้งหนึ่งขอส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับเหตุที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์และขอทำหนังสือติดตามผลหมายของจำเลยที่ 4 อีกครั้งต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาไปยังศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลแล้ว แต่เมื่อทราบรายงานเจ้าหน้าที่ทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ขอตรวจสอบสมุดรับเงินค่าธรรมเนียมส่งหมายในช่วงวันที่ 29 กันยายน 2542 จนถึงสิ้นปีจากเจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบและได้รับแจ้งว่าสมุดดังกล่าวสูญหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงขอวางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตและยกคำแถลง

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา (ที่ถูกคำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เพิกเฉยไม่ดำเนินการนำหมายส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์เป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากสารบบความและในวันเดียวกัน ทนายจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ค้นหาสมุดบัญชีเวรรับเงินนำหมายของคู่ความคดีแพ่งระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2542 ต่อมาวันที่ 11 ธันวาคม 2544 เจ้าพนักงานศาลรายงานว่าหาไม่พบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีทั้งสองสำนวนนี้พิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 สูงถึง 2,296,772 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ได้ชำระค่าขึ้นศาลจำนวน 57,420 บาท แล้วดังนี้ โดยปกติวิสัยจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ชอบที่จะต้องวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ซึ่งเป็นเงินเพียง 240 บาท ตามคำสั่งศาลชั้นต้น ส่วนรายงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเสนอต่อศาลว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลนั้น เป็นรายงานที่จัดทำขึ้นภายหลังศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ล่าช้าถึง 6 เดือน ทั้งๆ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 วางค่าธรรมเนียมดังกล่าวภายใน 7 วัน ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 6 ตุลาคม 2542 ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ทราบเหตุดังกล่าวตามรายงานเจ้าหน้าที่ จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ก็ได้ยื่นคำแถลงยืนยันว่าได้วางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาลแล้ว อีกทั้งได้ดำเนินการขอตรวจสอบสมุดรับเงินค่าธรรมเนียมการส่งหมายในช่วงระหว่างวันที่ 29 กันยายน 2542 จนถึงสิ้นปี แต่เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบแจ้งว่าสมุดดังกล่าวสูญหาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงแสดงเจตนาพร้อมจะวางค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์อีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าพฤติการณ์ที่ปรากฏมีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เอาใจใส่คดี และเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลแล้ว ตามระเบียบราชการจะต้องเก็บรักษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและต้องใช้เป็นหลักฐานในทางราชการ เว้นแต่จะถึงกำหนดเวลาต้องทำลายตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการ ปรากฏว่านอกจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จะได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบว่า สมุดคุมการส่งหมายในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2542 ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2542 สูญหายแล้ว และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 หลังจากได้อ่านคำพิพากษา (ที่ถูกคำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้คู่ความทราบแล้วให้เจ้าพนักงานศาลที่เกี่ยวข้องดำเนินการค้นหาสมุดบัญชีเวรรับเงินนำหมายในช่วงระยะเวลาดังกล่าว เจ้าพนักงานศาลผู้รับผิดชอบก็ยังคงรายงานต่อศาลเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2544 ว่าสมุดเล่มนั้นสูญหายไป ข้อเท็จจริงที่ปรากฏจึงชี้ให้เห็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานศาลรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2543 มีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ พฤติการณ์แห่งคดีประกอบข้อเท็จจริงที่ปรากฏเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มิได้จงใจละทิ้งไม่วางเงินค่าธรรมเนียมการส่งสำเนาอุทธรณ์ตามคำสั่งศาล ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ออกจากสารบบความเพราะเหตุทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบมาตรา 246 จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษา (ที่ถูกคำสั่ง) ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นจัดการให้เจ้าพนักงานศาลส่งสำเนาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้แก่โจทก์แล้วส่งสำนวนไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 174 (2) ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุหงา รุธิระกุล
จำเลย — นายจักรพรรดิ์ รุธิระกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
พิชิต คำแฝง
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1396/2547
#410828
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงตามคำฟ้องและใส่ชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิดังกล่าว พร้อมกับเรียกเก็บค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงไม่ได้สูญหายแต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 4 โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบ ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าจำเลยที่ 1 จะออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงตามฟ้องโจทก์ให้ได้หรือไม่เพราะเอกสารสิทธิดังกล่าวไม่ได้สูญหาย แต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 4 ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ออกใบแทนเอกสารสิทธิทั้งหกแปลงให้โจทก์ไม่ได้เนื่องจากโจทก์ไม่เคยยื่นคำขอออกใบแทน จึงเป็นอุทธรณ์ที่นอกเหนือจากประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางแดง อุ่ยเจริญ ซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งที่ดินจำนวน 1 ใน 8 ส่วน ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสมบูรณ์ อุ่ยเจริญ ตามคำพิพากษาของศาล โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินอำเภอแม่ลานเพื่อให้จดแจ้งชื่อโจทก์ลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว จำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองหนังสือรับรองการทำประโยชน์ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อดำเนินการตามคำขอของโจทก์ แต่จำเลยที่ 4 ไม่ส่งมอบเอกสารสิทธิดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือหารือจำเลยที่ 1 ว่าสามารถออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้หรือไม่ จำเลยที่ 1 แจ้งว่าไม่สามารถออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ จำเลยที่ 3 ซึ่งย้ายมารับราชการแทนจำเลยที่ 2 จึงมิได้ออกใบแทนและจดแจ้งชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิดังกล่าว นอกจากนี้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดินทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายจึงต้องดำเนินคดีฟ้องร้องจำเลยกับพวกต่อศาลซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 200,000 บาท นอกจากนี้ที่ดินทั้งหกแปลงเป็นสวนยางพาราและเป็นที่นาบางส่วนมีรายได้ไม่น้อยกว่าปีละ 228,000 บาท ซึ่งโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกจำนวน 1 ใน 8 ส่วน นับแต่วันที่ 23 มีนาคม 2535 แต่จำเลยที่ 4 ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 ปี 10 เดือนเศษ เป็นเงิน 171,000 บาท โจทก์ทวงถามให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายแล้ว แต่จำเลยทั้งหกเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงและใส่ชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิดังกล่าว ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงให้แก่เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอแม่ลานเพื่อดำเนินการตามคำพิพากษาของศาล และให้จำเลยที่ 4 แบ่งปันผลประโยชน์จากกองมรดกจำนวน 171,000 บาท และถัดจากวันฟ้องอีกปีละไม่น้อยกว่า 28,500 บาท จนกว่าจะแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า เนื่องจากหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวยังไม่สูญหาย จำเลยที่ 1 จึงไม่สามารถออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ใหม่และจดแจ้งชื่อโจทก์ลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่จดแจ้งชื่อโจทก์ลงในหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพราะมีเหตุขัดข้องดังกล่าวและแจ้งให้โจทก์ไปใช้สิทธิทางศาลแล้ว จึงเป็นการกระทำโดยชอบและไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ปฏิบัติการไปตามหน้าที่จึงไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องค่าใช้จ่ายที่โจทก์อ้างว่าต้องเสียไปทั้งก่อนฟ้องและหลังฟ้องเป็นเงินไม่น้อยกว่า 120,000 บาท โจทก์ไม่ได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าเป็นค่าอะไรบ้าง จำเลยไม่อาจต่อสู้คดีได้ถูกต้อง จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายที่โจทก์ได้รวมมาจำนวน 200,000 บาท เป็นเงินที่สูงเกินส่วน ความจริงไม่เกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1093 ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายสมบูรณ์ อุ่ยเจริญ จำเลยที่ 4 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมบูรณ์จึงมีหน้าที่ยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงไว้เพื่อแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทรวมทั้งโจทก์ และอยู่ระหว่างการตกลงแบ่งทรัพย์มรดกและหารือในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนมรดกของเจ้าพนักงานทางโจทก์ได้ยื่นข้อเสนอขอที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1365 ทั้งแปลง ซึ่งเกินสิทธิของโจทก์และทายาทอื่นไม่ยินยอม จำเลยที่ 4 มิได้ขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้ยื่นคำคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ไม่สามารถโอนทรัพย์มรดกตามคำขอของจำเลยที่ 5 และที่ 6 หาใช่เป็นการคัดค้านการใส่ชื่อโจทก์ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ค่าเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างสูงเกินส่วน นอกจากนี้สิทธิที่โจทก์อ้างว่าควรจะได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกจำนวน 171,000 บาท นั้น เนื่องจากอยู่ระหว่างผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกยังไม่แล้วเสร็จจึงยังไม่มีสิทธิเรียกร้อง ทั้งผลประโยชน์ที่โจทก์อ้างมาคลาดเคลื่อน เนื่องจากคงมีเพียงที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 1365 ที่ได้ผลผลิตจากการกรีดน้ำยางพาราปีละ 5,600 บาท ซึ่งต้องหักเป็นค่าแรงให้แก่ลูกจ้าง คงเหลือที่โจทก์พึงจะได้รับปีละ 350 บาท รวม 7 ปี เป็นเงิน 2,450 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 110,000 บาท แก่โจทก์และออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 89, เลขที่ 361, เลขที่ 1093, เลขที่ 1104, เลขที่ 1365 และเลขที่ 1063 ตำบลแม่ลาน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี แล้วจดแจ้งชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิดังกล่าวให้เป็นไปตามคำพิพากษา ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ว่าโจทก์ไม่เคยยื่นคำขอออกใบแทนตามที่กฎหมายกำหนด จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การถึงข้อนี้ และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงตามคำฟ้องและใส่ชื่อโจทก์ในเอกสารสิทธิดังกล่าวพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงไม่ได้สูญหายแต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 4 โจทก์ต้องไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบ ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่าจำเลยที่ 1 จะออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งหกแปลงตามฟ้องโจทก์ให้ได้หรือไม่เพราะเอกสารสิทธิดังกล่าวไม่ได้สูญหายแต่อยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 4 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า จำเลยที่ 1 ออกใบแทนเอกสารสิทธิทั้งหกแปลงให้โจทก์ไม่ได้ เนื่องจากโจทก์ไม่เคยยื่นคำขอออกใบแทนจึงเป็นอุทธรณ์ที่นอกเหนือจากประเด็นตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไว้ในคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ววินิจฉัยให้ ย่อมเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 โดยให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 183 ม. 225 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
นางแสงจันทร์ ศรีรัตน์ ในฐานะผู้จัดการมรดก
โจทก์ — ของนางแดง อุ่ยเจริญหรือแซ่อุ่ย
จำเลย — กรมที่ดิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2547
#410996
เปิดฉบับเต็ม

ตามพฤติการณ์แห่งคดี จำเลยขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยมาโดยตลอด ทั้งที่พยานจำเลยมีเพียง 2 ปาก ซึ่งรวมทั้งตัวจำเลยด้วย ทั้งคดีเช็คนี้เป็นคดีไม่ยุ่งยาก ศาลชั้นต้นก็ให้โอกาสจำเลยเพื่อนำพยานมาสืบ ครั้นเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้สืบพยานจำเลยใหม่ก็มีการขอถอนทนายจำเลยและเมื่อจำเลยทราบเรื่องการถอนตัวของทนายจำเลยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 จำเลยก็ไม่ขวนขวายแต่งทนายความคนใหม่จนกระทั่งถึงวันนัดจึงได้แต่งทนายความคนใหม่ ทั้งที่ศาลนับสืบพยานจำเลยวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และในวันนัดจำเลยก็ไม่มาศาลทั้งที่จำเลยเป็นพนักงานอัยการทำงานอยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ที่จำเลยฎีกาว่าทนายความคนใหม่ติดว่าความคดีอื่นนั้น ตามพฤติการณ์แล้วน่าเชื่อว่าจำเลยจงใจที่จะแต่งตั้งทนายความที่ติดว่าความคดีอื่นเพื่อขอเลื่อนคดีต่อไป จำเลยเป็นพนักงานอัยการคดีแพ่งก็ย่อมทราบเรื่องคดีตัวเองดี ถึงแม้ทนายจำเลยจะติดว่าความคดีอื่น จำเลยสามารถที่จะมาศาลและอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานได้ด้วยตนเองและจำเลยทราบล่วงหน้าแล้วว่าศาลนัดสืบพยานจำเลย จำเลยย่อมมีเวลาที่จะหาทนายความคนใหม่ที่มีวันว่างที่จะมาศาลได้ เหตุที่จำเลยอ้างจึงไม่เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และจำเลยก็ไม่แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลได้ว่าถ้าศาลไม่ให้เลื่อนต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรม ไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 40

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คจำนวน 1,936,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 1,600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว ในวันนัดสืบพยานจำเลยตามที่เลื่อนมาทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าไม่มีพยานมาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีโดยถือว่าจำเลยไม่ติดใจสืบพยาน และนัดฟังคำพิพากษาตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 25 มีนาคม 2541

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,648,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,600,000 บาท นับแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นนับสืบพยานจำเลย ในวันนัดสืบพยานจำเลยตามที่เลื่อนมา ทนายจำเลยแถลงว่า เพิ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นทนายจำเลยในวันนี้ จึงขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการประวิงคดี ให้งดสืบพยานจำเลยและนัดฟังคำพิพากษาตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 ตุลาคม 2542

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยค่าขึ้นศาลให้ชดใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความให้ 40,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,600,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี แล้วมีคำพิพากษาชอบหรือไม่ ปรากฏว่าเมื่อสืบพยานโจทก์หมดแล้ว ศาลชั้นต้นนับสืบพยานจำเลยวันที่ 19 มกราคม 2541 เมื่อถึงวันนัด ทนายจำเลยมาศาลขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยในวันที่ 17 และ 25 มีนาคม 2541 เมื่อถึงวันนัดวันที่ 17 ทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยป่วยมาศาลไม่ได้ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนไปวันที่ 25 ตามที่นัดไว้เดิม เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า จำเลยและนายมงคล จิรชัยสกุล พยานจำเลยติดราชการ โจทก์คัดค้านอ้างว่าจำเลยประวิงคดี ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดี จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นสืบพยานจำเลยใหม่ ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 30 เมษายน 2542 และนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ตามที่จำเลยขอ ถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความและขอเลื่อนคดีอ้างว่า หาตัวจำเลยไม่พบ โจทก์คัดค้านว่าจำเลยเป็นพนักงานอัยการทำงานอยู่ที่สำนักงานอัยการคดีแพ่งซึ่งอยู่ใกล้กับศาลชั้นต้นแต่ไม่ยอมมาศาล ทนายจำเลยแถลงว่าแจ้งวันนัดให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปสืบพยานจำเลยวันที่ 8 ตุลาคม 2542 และแจ้งเรื่องการถอนตัวการเป็นทนายความให้จำเลยทราบ ถึงวันนัดจำเลยไม่มาศาล แต่ได้แต่งตั้งทนายความคนใหม่ ในวันนัด ทนายความคนใหม่มาศาลแถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยประวิงคดีจึงให้งดสืบพยานจำเลย เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดีจำเลยขอเลื่อนการสืบพยานจำเลยมาโดยตลอด ทั้งที่พยานจำเลยมีเพียง 2 ปาก ซึ่งรวมทั้งตัวจำเลยด้วยและเป็นคดีไม่ยุ่งยาก ศาลชั้นต้นก็ให้โอกาสจำเลยเพื่อนำพยานมาสืบ ครั้นเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้สืบพยานจำเลยใหม่ก็มีการขอถอนทนายจำเลยและเมื่อจำเลยทราบเรื่องการถอนตัวของทนายจำเลยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2542 จำเลยก็ไม่ขวนขวายแต่งทนายความคนใหม่จนกระทั่งถึงวันนัด จึงได้แต่งทนายความคนใหม่ ทั้งที่ศาลนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ซึ่งนับจากเดือนกรกฎาคม 2542 จนถึงวันนัดเป็นเวลาร่วม 2 เดือนเศษ และในวันนัดจำเลยก็ไม่มาศาลทั้งที่จำเลยเป็นพนักงานอัยการทำงานอยู่ใกล้กับศาลชั้นต้น แสดงว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ที่จำเลยฎีกาว่า ทนายความคนใหม่ติดว่าความคดีอื่นนั้นตามพฤติการณ์แล้วน่าเชื่อว่าจำเลยจงใจที่จะแต่งตั้งทนายความที่ติดว่าความคดีอื่นเพื่อขอเลื่อนคดีต่อไป จำเลยเป็นพนักงานอัยการคดีแพ่งก็ย่อมทราบเรื่องคดีตัวเองดีถึงแม้ทนายจำเลยจะติดว่าความคดีอื่น จำเลยสามารถที่จะมาศาลและอ้างตนเองเข้าเบิกความเป็นพยานได้ด้วยตนเองและจำเลยทราบล่วงหน้าแล้วว่าศาลนัดสืบพยานจำเลย จำเลยก็ย่อมมีเวลาที่จะหาทนายความคนใหม่ที่มีวันว่างที่จะมาศาลได้ เหตุที่จำเลยอ้างจึงไม่เป็นเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และจำเลยก็ไม่แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลได้ว่าถ้าศาลไม่ให้เลื่อนต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรม ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 40 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความ 40,000 บาท แทนโจทก์มากเกินไปและขอให้ลดลงนั้น เห็นว่า ทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี 1,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับว่าเป็นทุนทรัพย์ที่สูง โจทก์นำพยานมาสืบรวม 5 นัด และทนายโจทก์ต้องมาศาลอีกหลายนัดในวันนัดสืบพยานจำเลยที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองศาลเป็นเงิน 40,000 บาท นั้นเหมาะสมแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 40
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง
จำเลย — นายสุขุม พิริยานสรณ์
ชื่อองค์คณะ
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1379/2547
#410992
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (1) แล้วโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ หนี้ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามการแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานและภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้รับคืนไปในคดีนี้จึงยังเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ เพียงใด เมื่อหนี้ยังไม่แน่นอนจึงหาอาจถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้วได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนหรือชำระเงินภาษีอากรและชำระเงินดอกเบี้ยรวมจำนวน 1,313,849.13 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากจำนวนภาษีที่ต้องคืน 1,231,325.07 บาท นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบการค้าประเภทนำเข้าและจำหน่ายไม่แปรรูปและอื่นๆ โดยจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม ในปี 2537 จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.30) ต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ โดยแสดงภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อแล้วมีภาษีชำระเกิน จำเลยได้ขอคืนภาษีที่ชำระเกินเป็นเงินสด ซึ่งเจ้าพนักงานของโจทก์พิจารณาแล้วอนุมัติให้คืนเงินภาษีแก่จำเลย ต่อมาเจ้าพนักงานของโจทก์ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรทุกประเภทสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2537 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2537 แล้วเห็นว่าจำเลยเสียภาษีอากรไว้ไม่ถูกต้องและได้รับภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากโจทก์เกินไปจำนวน 1,231,325.07 บาท โจทก์จึงได้ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวและประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มเพิ่มเติม กับมีหนังสือแจ้งไปยังจำเลยให้ส่งคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับเกินไปให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่คืนให้แก่โจทก์ และอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์กำลังพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์ได้ยื่นฟ้องขอให้จำเลยคืนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยโจทก์อุทธรณ์ว่าที่จำเลยรับภาษีมูลค่าเพิ่มเกินไปนั้น เป็นการรับภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นรายได้ของรัฐไปโดยไม่มีสิทธิ โจทก์จึงมีอำนาจติดตามเรียกคืนรายได้ของรัฐจากจำเลย เมื่อจำเลยไม่คืน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้ศาลภาษีอากรกลางบังคับให้จำเลยคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับเกินไปโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (แบบ ภ.พ.30) สำหรับเดือนภาษีมกราคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2537 ต่อเจ้าพนักงานของโจทก์ ด้วยการแสดงภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อ เมื่อยอดภาษีซื้อมากกว่าภาษีขายก็ขอรับภาษีในส่วนที่เกินคืนซึ่งเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจแบบแสดงรายการดังกล่าวและคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้จำเลยไปแล้ว ต่อมาเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ตรวจสอบการเสียภาษีอากรของจำเลยในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วเห็นว่าจำเลยแสดงภาษีขายไว้ไม่ถูกต้อง หรือต่ำกว่าความเป็นจริงและประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนมกราคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2537 เพิ่มเติมตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 31, 33, 35, 37, 39, 41, 43, 45, 47, 49, 51 และ 53 ปรากฏว่าจำนวนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประเมินเพิ่มเติมดังกล่าวเมื่อมาคำนวณหักกับภาษีมูลค่าเพิ่มที่คืนให้แก่จำเลยไปแล้ว จำเลยต้องคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่รับเกินจากผลของการประเมินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 81 โจทก์จึงมาฟ้องเรียกภาษีมูลค่าเพิ่มที่เห็นว่าจำเลยรับคืนเกินไปตามการประเมินดังกล่าวเป็นคดีนี้ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้ใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (1) แล้วโจทก์ฟ้องคดีนี้ในขณะที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ยังมิได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ของจำเลย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำสั่งของเจ้าพนักงานได้ หนี้ค่าภาษีมูลค้าเพิ่มตามการแจ้งการประเมินของเจ้าพนักงานและภาษีมูลค่าเพิ่มที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้รับคืนไปในคดีนี้จึงยังเป็นหนี้ที่ไม่แน่นอนว่าจะมีอยู่จริงหรือไม่ เพียงใด เมื่อหนี้ยังไม่แน่นอนจึงหาอาจถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วได้ไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลภาษีอากรกลางและพิพากษายกฟ้องมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ข้ออื่นต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.รัษฎากร ม. 30 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทพี่น้องพูนทรัพย์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1378/2547
#112927
เปิดฉบับเต็ม

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 112 ตรี บัญญัติว่า เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากร หมายถึงให้ถือเป็นเงินประเภทเดียวกันเท่านั้น หาได้หมายความถึงเป็นมูลหนี้รายเดียวกันไม่ หนี้ค่าอากรขาเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ในขณะนั้นหนี้เงินเพิ่มยังไม่เกิดขึ้น หนี้เงินเพิ่มเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ชำระค่าอากรภายในกำหนดตามมาตรา 112 จัตวา วรรคหนึ่ง หนี้ค่าอากรกับหนี้เงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้หลายราย หนี้ค่าอากรเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ย่อมได้รับปลดเปลื้องไปก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 328 วรรคสอง

คดีนี้มีทุนทรัพย์ 15,668.98 บาท ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ 2,000 บาท เกินกว่าอัตราที่กำหนดไว้ตามตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ. แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าอากรและเงินเพิ่มจำนวน ๑๕,๖๖๘.๙๘ บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของจำนวนอากรขาเข้าดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๙,๗๓๒.๒๘ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ๒๕๓๗ จำเลยนำสินค้าโซ่ทองเหลืองสำหรับเสริมขอบรองเท้าและหนังเทียมเข้ามาในราชอาณาจักรรวมสามใบขนสินค้า โดยจำเลยสำแดงว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาเพื่อผลิตและส่งออกภายในหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า จำเลยแสดงความประสงค์ขอคืนอากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๔๘๒ มาตรา ๑๙ ทวิ โดยจำเลยใช้หนังสือค้ำประกันของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ค้ำประกันไว้แทนการชำระค่าอากรที่ต้องเสีย พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจปล่อยสินค้าให้จำเลยรับไปเมื่อวันที่ ๒ และ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยไม่ได้นำสินค้าดังกล่าวไปใช้ในการผลิตเพื่อส่งออกภายในกำหนดจึงต้องชำระค่าอากรและเงินเพิ่ม พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้จำเลยนำค่าอากรพร้อมเงินเพิ่มไปชำระแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงแจ้งให้ผู้ค้ำประกันชำระแทน ผู้ค้ำประกันชำระเงินเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๙ โจทก์นำเงินดังกล่าวมาชำระเงินเพิ่มก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำมาชำระค่าอากร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า หนี้ค่าอากรและหนี้เงินเพิ่มเป็นมูลหนี้รายเดียวกันหรือไม่ เห็นว่า การที่บทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติว่า เงินเพิ่มให้ถือเป็นเงินอากรนั้นหมายถึงให้ถือเป็นเงินประเภทเดียวกันเท่านั้น หาได้หมายความถึงเป็นมูลหนี้รายเดียวกันไม่ หนี้ค่าอากรขาเข้าเกิดขึ้นในเวลาที่นำของเข้าสำเร็จ ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๑๐ ทวิ วรรคหนึ่ง ในขณะนั้นหนี้เงินเพิ่มยังไม่เกิดขึ้น หนี้เงินเพิ่มเกิดขึ้นเนื่องจากไม่ชำระค่าอากรภายในกำหนดตามมาตรา ๑๑๒ จัตวา วรรคหนึ่ง หนี้ค่าอากรกับหนี้เงินเพิ่มจึงเป็นมูลหนี้หลายราย หนี้ค่าอากรเป็นหนี้รายที่ตกหนักที่สุดแก่ลูกหนี้ย่อมได้รับปลดเปลื้องไปก่อน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๘ วรรคสอง ที่ศาลภาษีอากรกลางให้นำเงินประกันมาชำระค่าอากรก่อนชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้มีทุนทรัพย์ ๑๕,๖๖๘.๙๘ บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ ๒,๐๐๐ บาท นั้น เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ตามตาราง ๖ ท้าย ป.วิ.พ. แม้จำเลยมิได้อุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความแทนโจทก์ในศาลภาษีอากรกลาง ๑,๒๐๐ บาท จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 328 วรรคสอง
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ม. 10 ทวิ วรรคหนึ่ง ม. 112 ตรี ม. 112 จัตวา วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 ม. 19 ทวิ
ป.วิ.พ. ม. ตาราง 6 ท้าย ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมศุลกากร
จำเลย — บริษัทโกลเด้นฟุตแวร์ส จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายศรีณัฐ พสุนธราธรรม
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1354/2547
#410827
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นพวกเดียวกับคนร้ายอีกสองคนซึ่งเป็นผู้วิ่งไล่ถืออาวุธคล้ายมีดเป็นของมีคมยาวประมาณ 1 ศอก แทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย การที่จำเลยชกต่อยผู้ตายก่อนเมื่อผู้ตายวิ่งหนีจำเลยก็วิ่งไล่ตามผู้ตายไปพร้อมๆ กับคนร้ายทั้งสองที่ถืออาวุธไปด้วย สภาพอาวุธเห็นได้ชัดเจนว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ หากจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกับคนร้ายทั้งสอง เมื่อจำเลยชกต่อยผู้ตายครั้งแรกแล้ว จำเลยอาจหยุดกระทำโดยไม่วิ่งไล่ตามผู้ตายไปก็ได้ แต่จำเลยหากระทำไม่ การที่จำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้ตายกับพวกของจำเลยซึ่งวิ่งถืออาวุธดังกล่าวไปด้วย จึงย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าอาจมีการทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งเป็นการที่อยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับคนร้ายทั้งสอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับนายนพพรหรือหน่อง ไชยวงศ์รักษ์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1159/2539 ของศาลชั้นต้น ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายชกต่อยนายสมหมาย ขันตี และใช้ของมีคมปลายแหลมยาว 1 ศอก เป็นอาวุธแทง 1 ครั้งอย่างแรงถูกบริเวณหน้าอกขวาโดยมีเจตนาฆ่าเป็นเหตุให้นายสมหมายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 83

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ขณะเกิดเหตุจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 ประกอบมาตรา 78 ให้จำคุก 10 ปี

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุก 5 ปี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายนพพรหรือหน่อง ไชยวงศ์รักษ์ จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1159/2539 ของศาลชั้นต้น ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6883/2541 ใช้ของมีคมปลายแหลมแทงผู้ตายเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยได้ร่วมกระทำความผิดกับนายนพพรหรือหน่อง ไชยวงศ์รักษ์ ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายมนต์ชัย เหมบุรุษ กับพลทหารศักดา คำสิงห์ เบิกความว่า เห็นจำเลยวิ่งไล่ชกต่อยผู้ตายในระยะห่างประมาณ 3 เมตร และวิ่งไล่ตามผู้ตายไปกับนายนพพรหรือหน่อง ต่อมาผู้ตายก็ถูกแทงถึงแก่ความตาย เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสองเคยรู้จักจำเลยมาก่อน ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าพยานโจทก์เบิกความไปตามความเป็นจริง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นพวกเดียวกันกับนายนพพรหรือหน่อง ซึ่งเป็นผู้วิ่งไล่ถืออาวุธคล้ายมีดเป็นของมีคมยาวประมาณ 1 ศอกแทงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย การที่จำเลยชกต่อยผู้ตายก่อน เมื่อผู้ตายวิ่งหนี จำเลยก็วิ่งตามผู้ตายไปพร้อมๆ กับนายนพพรหรือหน่องที่ถืออาวุธไปด้วย อาวุธดังกล่าวยาวประมาณ 1 ศอก จึงเห็นได้ชัดเจนว่าอาจทำให้ถึงแก่ความตายได้ หากจำเลยไม่มีเจตนาร่วมกับนายนพพรหรือหน่องเมื่อจำเลยชกต่อยผู้ตายครั้งแรกแล้ว จำเลยอาจหยุดกระทำโดยไม่วิ่งไล่ตามผู้ตายไปก็ได้ แต่จำเลยหากระทำไม่ ดังนั้น การที่จำเลยวิ่งไล่ตามไปทำร้ายผู้ตายโดยมีนายนพพรหรือหน่องซึ่งเป็นพวกของจำเลยวิ่งถืออาวุธดังกล่าวไปด้วย จึงย่อมเล็งเห็นผลได้ว่า อาจมีการทำร้ายผู้ตายให้ถึงแก่ความตายได้ ทั้งเป็นการที่อยู่ในภาวะที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ พฤติการณ์การกระทำของจำเลยจึงเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดกับนายนพพรหรือหน่อง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 83 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดหล่มสัก
จำเลย — นายสรศักดิ์หรือโอ๋ จันมา
ชื่อองค์คณะ
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
พินิจ บุญชัด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1317/2547
#410914
เปิดฉบับเต็ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 76 หนึ่งในสามนั้นเป็นการใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 และเป็นการแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ โดยวางโทษจำคุกก่อนลดมาตราส่วนโทษจำคุกกระทงละ 4 ปี อันเป็นโทษขั้นต่ำของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตรงตามดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ลงโทษตามขั้นต่ำของกฎหมายก่อนมีการแก้ไข และลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี 4 เดือน นั้นถูกต้องแล้ว

จำเลยอายุ 19 ปี กำลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง จำเลยไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดกับไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และถูกขังในระหว่างฎีกา ทำให้หลาบจำบ้างแล้ว ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนเพียง 4 เม็ด ถือว่ามีจำนวนเล็กน้อย เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 ปี 4 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม จำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน นั้น เป็นการใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และเป็นการแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 8 เดือน นั้น เป็นการวางโทษจำคุกก่อนลดมาตราส่วนโทษ จำคุกกระทงละ 4 ปี อันเป็นโทษขั้นต่ำของกฎหมายที่แก้ไขใหม่ และตรงตามดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ลงโทษตามขั้นต่ำของกฎหมายก่อนมีการแก้ไข ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม คงจำคุกระทงละ 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี 4 เดือน นั้น ถูกต้องแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยอายุ 19 ปี กำลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่โรงเรียน ท. จำเลยไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดกับไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยถูกขังในระหว่างฎีกามาตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2546 แล้ว ทำให้จำเลยหลาบจำได้บ้างแล้ว ประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนเพียง 4 เม็ด ถือได้ว่ามีจำนวนเล็กน้อย เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป สมควรที่จะรอการลงโทษให้จำเลย และเพื่อให้จำเลยได้รู้สำนึกในผลแห่งการกระทำของตนและไม่หวนกลับมากระทำความผิดอีก จึงให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่ง และคุมความประพฤติไว้ด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งโดยลดมาตราส่วนโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสามแล้ว ปรับกระทงละ 60,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง รวมจำคุก 2 ปี 8 เดือน ปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมประพฤติจำเลยไว้ 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดทำนองนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจการบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร มีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 56 ม. 76 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย พ.
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
สมชัย จึงประเสริฐ
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1308/2547
#410826
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นลงโทษเมื่อลดโทษหนึ่งในสี่แล้วจำคุกจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารมีกำหนด 9 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเรามีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังมีกำหนด 9 เดือน ซึ่งกำหนดโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปรับบทลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลย 1 ปี รวมกับโทษจำคุก 6 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จำคุกจำเลย 7 ปี ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 276, 284, 310

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 8 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลย 1 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จำคุกจำเลย 7 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลย 5 ปี 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก, 284 วรรคแรก, 310 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร จำคุก 1 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเรา จำคุก 6 ปี และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี ซึ่งมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารมีกำหนด 9 เดือน ฐานข่มขืนกระทำชำเรามีกำหนด 4 ปี 6 เดือน และฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังมีกำหนด 9 เดือน ซึ่งกำหนดโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารและหน่วงเหนี่ยวกักขังเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลย 1 ปี รวมกับโทษจำคุก 6 ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้ว จำคุกจำเลย 7 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 5 ปี 3 เดือน ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่า คำเบิกความของผู้เสียหายมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ และไม่มีน้ำหนักเพียงพอแก่การรับฟัง พฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่าผู้เสียหายสมัครใจไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย เป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการรับรองหรืออนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 284 วรรคแรก
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตรัง
จำเลย — นายวิสุทธิ์ ขันตี
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2547
#112855
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีความหมายชัดแจ้งว่าจะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้น และให้นำมาใช้บังคับเพียงเท่าที่จะใช้บังคับได้ บทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้บัญญัติในมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์ขาดอายุความจึงมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๔ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงจึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา ๔ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้น และให้นำมาใช้บังคับเพียงเท่าที่จะใช้บังคับได้ บทบัญญัติมาตรา ๔ วรรคสอง และมาตรา ๑๙๓/๑๗ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้บัญญัติในมาตรา ๑๘๕ วรรคหนึ่ง ว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ ศิริพรรณ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงเชียงใหม่ — นายพีระศักดิ์ ใจเสงี่ยม
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายวรงค์พร จิระภาค
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1305/2547
#411076
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติ ป.วิ.อ. มาตรา 15 มีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ ป.วิ.อ. ไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้นและให้นำมาใช้บังคับเท่าที่จะใช้บังคับได้ บทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสองและมาตรา 193/17 วรรคสอง ซึ่งเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงแห่ง ป.พ.พ. ไม่ใช่บทบัญญัติของ ป.วิ.พ. จึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ ทั้ง ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ ป.วิ.อ. ได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำ ป.วิ.พ. มาใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 จำเลยทำสัญญากับโจทก์ตกลงเป็นตัวแทนประกันวินาศภัยรถยนต์ของโจทก์ โดยจำเลยมีหน้าที่หาลูกค้าและเก็บเงินค่าเบี้ยประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยส่งมอบให้โจทก์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2542 ถึงเดือนมกราคม 2543 เวลากลางวัน จำเลยได้รับมอบกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมเครื่องหมาย พ.ร.บ. จากโจทก์เพื่อนำไปจำหน่ายให้บุคคลทั่วไป รวม 13,618 ฉบับ แต่เมื่อจำเลยจำหน่ายได้เงินแล้วกลับไม่ส่งมอบให้โจทก์ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์บอกเลิกสัญญากับจำเลยและให้จำเลยคืนกรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถพร้อมเครื่องหมาย พ.ร.บ. ที่จำเลยยังไม่ได้จำหน่ายและอยู่ในความครอบครองของจำเลยจำนวน 1,035 ฉบับ พร้อมสรรพเอกสารทั้งหมดให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่ได้รับหนังสือ แต่หลังจากครบกำหนดแล้วในระหว่างเดือนมีนาคม 2543 วันใดไม่ปรากฏชัดทั้งกลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยโดยทุจริตได้บังอาจเบียดบังเอาทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยทั้งหมดจำนวน 1,522,800 บาท ของโจทก์ที่จำเลยครอบครองอยู่ไปเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและได้ฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 ศาลแขวงพระนครเหนือไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีของโจทก์ไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลแขวงพระนครเหนือ และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 ไม่รับคดีของโจทก์ไว้พิจารณา ให้จำหน่ายคดีเพื่อให้โจทก์นำคดีไปฟ้องยังศาลที่มีเขตอำนาจต่อไป ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีโจทก์ขาออายุความจึงมีคำสั่งงดไต่สวนมูลฟ้องและพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับอายุความสะดุดหยุดลงจึงต้องนำบทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "วิธีพิจารณาข้อใดซึ่งประมวลกฎหมายนี้มิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้" เห็นว่า บทกฎหมายดังกล่าวมีความหมายชัดแจ้งว่า จะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในการพิจารณาคดีอาญาได้เฉพาะในกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีพิจารณาข้อนั้น และให้นำมาใช้บังคับเพียงเท่าที่จะใช้บังคับได้บทบัญญัติมาตรา 4 วรรคสอง และมาตรา 193/17 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ไม่ใช่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงนำมาใช้บังคับแก่การพิจารณาคดีอาญาไม่ได้ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญายังได้บัญญัติในมาตรา 185 วรรคหนึ่ง ว่า ถ้าศาลเห็นว่าคดีขาดอายุความแล้วให้ศาลยกฟ้องโจทก์ จึงเป็นกรณีที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติวิธีพิจารณาเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ และไม่ใช่กรณีที่จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสัมพันธ์ประกันภัย จำกัด
จำเลย — นายพงษ์ศักดิ์ ศิริพรรณ
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1301/2547
#410887
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายไปลงทุนหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมในลักษณะที่จะให้ผลประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายได้ หากแต่การจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายในครั้งแรก ๆ เป็นเพียงอุบายทุจริตตั้งเรื่องขึ้นเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายให้หลงเชื่อและส่งมอบเงินให้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง และการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายโดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน และร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ จึงเป็นความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนฯ ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 91 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4, 5, 9, 12 และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 106,826,000 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางอัมพร แก้วกัณหา ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 5, 12 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม อันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสี่คงจำคุก 3 ปี 9 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 19,251,000 บาท โจทก์ร่วมจำนวน 24,905,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 5,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 400,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 3,720,000 บาท ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 350,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 กรกฎาคม 2539) เป็นต้นไปจนว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีจ่าสิบเอกวิษณุวัฒน์ ชิยางคบุตร ผู้เสียหายที่ 1 นางอัมพร แก้วกัณหา โจทก์ร่วม นายทองสุข พรหมบุญ ผู้เสียหายที่ 3 นายพรทิวา กงเพชร ผู้เสียหายที่ 4 นายสมพร สาธารณะ ผู้เสียหายที่ 5 นายสำราญ ทวีมูล ผู้เสียหายที่ 6 และนายวิวัฒน์ บุ้งทอง ผู้เสียหายที่ 7 เป็นพยานเบิกความได้ความทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกอ้างว่าจะนำเงินกู้ดังกล่าวไปลงทุนในสหกรณ์ทหารและปล่อยกู้แก่บุคคลทั่วไป โดยเสนอให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อจึงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้งและมีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ต้องการตามกำหนดนัด ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจะทำหนังสือสัญญากู้ไว้เป็นหลักฐาน เมื่อจำเลยที่ 1 นำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระก็จะฉีกหนังสือสัญญากู้ ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นน้องชายจำเลยที่ 1 และอยู่บ้านเดียวกัน เคยไปรับเงินจากโจทก์ร่วม ผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 7 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ร่วมจำนวน 24,905,000 บาท ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 19,251,000 บาท ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 8,300,000 บาท ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 3,000,000 บาท ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 500,000 บาท ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 3,720,000 บาท และผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 900,000 บาท โดยจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับเงินตามเอกสารหมาย จ.1 ครั้งตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2539 จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยตรงตามกำหนดนัด โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกติดตามทวงถาม แต่จำเลยที่ 1 ผัดผ่อนแล้วหลบหนีไป และโจทก์ โจทก์ร่วมมีจ่าสิบเอกชาตรี วรรณพฤกษ์ นายสุรศักดิ์ พลพันธ์ และสิบเอกกิตินันท์ จันทรา เบิกความสนับสนุน โดยจ่าสิบเอกชาตรีเบิกความว่า จำเลยที่ 1 เคยไปรับเช็คและเงินสดจากผู้เสียหายที่ 1 และเคยเห็นจำเลยที่ 1 นำเงินใส่ถุงกระดาษมามอบให้ผู้เสียหายที่ 1 โดยทราบว่าเงินที่จำเลยที่ 1 รับจากผู้เสียหายที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 นำไปให้ผู้อื่นกู้ยืมต่อและทราบว่าจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คมอบให้จำเลยที่ 2 นำไปเบิกเงินจากธนาคาร ส่วนนายสุรศักดิ์และสิบเอกกิตินันท์เบิกความทำนองเดียวกันว่า เคยไปธนาคารกับจำเลยที่ 2 ซึ่งนำเช็คไปเบิกเงิน นอกจากนี้จ่าสิบตำรวจสุทโธ โมรา ผู้จับกุม และพันตำรวจโทชัยญัติ สายถิ่น พนักงานสอบสวนเบิกความว่า ชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันฉ้อโกงและแจ้งข้อหาเพิ่มเติมในชั้นสอบสวนว่า ร่วมกันกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระโดยจ่ายหรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม ตามบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.26 เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมเบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันตั้งแต่แรกเริ่มที่จำเลยที่ 1 มาติดต่อขอกู้ยืมเงินอ้างว่าจะนำไปลงทุนในสหกรณ์ทหารที่จำเลยที่ 1 ทำหน้าที่ฝ่ายการเงินอยู่และนำไปปล่อยกู้แก่บุคคลอื่น โดยจำเลยที่ 1 เสนอจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราสูงถึงร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทุกคนหลงเชื่อ ครั้งแรก ๆ ก็ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจำนวนไม่มากนักและมีการทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินกันไว้บ้างตามเอกสารหมาย จ.5, จ.7 ทำหลักฐานการรับเงินไว้บ้างตามเอกสารหมาย จ.1 เมื่อถึงกำหนดนัดจำเลยที่ 1 ก็นำต้นเงินและดอกเบี้ยตามอัตราที่ตกลงกันไว้มาชำระให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกจนครบถ้วนและมีการฉีกหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาจำเลยที่ 1 ก็กู้ยืมเงินโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกเพิ่มจำนวนขึ้นอีกหลายครั้งหลายหน โดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวตลอดมาโดยมิได้ผิดนัด จนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อโดยสนิทใจ จำเลยที่ 1 จึงกู้ยืมเงินโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกเป็นจำนวนมากและผิดนัดไม่ส่งคืนต้นเงินและดอกเบี้ย เมื่อโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกทวงถามจำเลยที่ 1 ก็ผัดผ่อนและหลบหนีไปในที่สุด ซึ่งการกู้ยืมเงินจากผู้เสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นน้องชายจำเลยที่ 1 ก็เคยไปรับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายอื่น เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกตลอดจนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน ทั้งได้ความว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมที่เป็นทหารประจำการรับราชการอยู่ภายในค่ายประจักษ์ศิลปาคมค่ายเดียวกันกับจำเลยที่ 1 และมีบ้านพักอยู่ใกล้เคียงกัน จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวจะเบิกความกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษ เพราะแม้แต่ผู้เสียหายที่ 6 จะเบิกความยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปหลายครั้งตามเอกสารหมาย จ.10 แต่ขณะเบิกความก็ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เหตุผลดังกล่าวมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมดังกล่าวเบิกความไปตามความจริง ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุมซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดกับที่จำเลยทั้งสองถูกจับกุม และเจ้าพนักงานตำรวจจัดทำบันทึกการจับกุมขึ้นทันทีโดยจำเลยทั้งสองไม่ทันคิดหาทางต่อสู้ข้อกล่าวหาของเจ้าพนักงานตำรวจ และจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวไว้ด้วย คำรับของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงมีน้ำหนักในการรับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกร่วมกันเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ หวยออมสินและหวยหุ้น จำเลยที่ 1 ไม่เคยรับเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกตามรายการจ่ายเงินเอกสารหมาย จ.1 เป็นการจ่ายเงินกำไรที่ได้จากหวยหุ้น และจำเลยที่ 2 เป็นคนเดินโพยนั้น เห็นว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองหาได้ให้การในเรื่องที่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกร่วมกันเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ หวยออมสินและหวยหุ้นไว้ไม่ แต่กลับมาเบิกความอ้างเรื่องดังกล่าวขึ้น แม้จะมีพยานโจทก์และโจทก์ร่วมบางปากเบิกความถึงเรื่องที่ผู้เสียหายที่ 1 และจำเลยที่ 1 ร่วมเป็นเจ้ามือสลากกินรวบก็ตามก็น่าจะรับฟังได้แต่เพียงว่าเป็นกิจการอีกอย่างหนึ่งที่จำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 1 กระทำร่วมกันเท่านั้น หามีน้ำหนักหักล้างให้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของจำเลยทั้งสองไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมและบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.26 โดยไม่ได้อ่านและพนักงานสอบสวนก็ไม่ได้อ่านให้ฟังนั้น เห็นว่า เจ้าพนักงานตำรวจจัดทำบันทึกการจับกุมขึ้นโดยทันทีที่จับกุมจำเลยทั้งสองได้ จำเลยทั้งสองยังไม่ทันคิดหาทางต่อสู้จึงให้การรับสารภาพตามความจริง ส่วนบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนนั้นนอกจากจำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพยืนยันข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวหาแล้ว ในการสอบสวนก็มีนายทหารพระธรรมนูญร่วมฟังการสอบสวนและลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ด้วย จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนด้วยความสมัครใจสามารถใช้ยันจำเลยที่ 1 ในชั้นพิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกในครั้งแรกเป็นจำนวนน้อย แล้วจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลงตามกำหนดนัดก็เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกจนโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกหลงเชื่อและเกิดความไว้วางใจในตัวจำเลยที่ 1 เพราะสามารถทำตามที่ตกลงกันไว้ จึงให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปอีกหลายครั้งโดยแต่ละครั้งเพิ่มต้นเงินสูงขึ้น ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้นำเงินดังกล่าวไปลงทุนในสหกรณ์ทหารหรือให้บุคคลอื่นกู้ยืมในลักษณะที่จะให้ผลประโยชน์มากเพียงพอที่จะนำมาจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกได้ หากแต่การจ่ายผลประโยชน์เป็นดอกเบี้ยในอัตราสูงให้แก่โจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกในครั้งแรก ๆ ก็เป็นเพียงอุบายทุจริตคิดตั้งเรื่องขึ้นเพื่อหลอกลวงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกให้หลงเชื่อและส่งมอบเงินให้ การกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ยอมรับมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้าน พฤติการณ์แห่งรูปคดีเชื่อว่ามีส่วนรู้เห็นกับการหลอกลวงดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ด้วย โดยการหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และการที่จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ร่วมและผู้เสียหายทั้งหกโดยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือนและร้อยละ 20 ต่อเดือน ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ จึงเข้ากรณีเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 341
พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 ม. 4 ม. 5 ม. 9 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
โจทก์ร่วม — นางอัมพร แก้วกัณหา
จำเลย — จ่าสิบเอกสุเนตร เรืองสมบัติ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1299/2547
#55083
เปิดฉบับเต็ม

การขอให้ศาลนับโทษจำเลยต่อจากคดีอื่น โจทก์จะต้องขอมาในคำขอท้ายฟ้องด้วย ถ้าจะขอภายหลังก็ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวันจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 4 เม็ด น้ำหนัก 0.360 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 400 บาท และเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2546 เวลากลางวันจำเลยเสพเมทแอมเฟตามีน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปี และปรับ80,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก4 ปี 6 เดือน และปรับ 90,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 3 เดือน และปรับ 45,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีโดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติของจำเลย โดยห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษหรือสารระเหยทุกชนิด ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลซึ่งเสพยาเสพติดให้โทษหรือสารระเหย หรือประพฤติตนอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันอีก ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ณ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติช่วยเหลือตักเตือน แนะนำเกี่ยวกับความประพฤติและการประกอบอาชีพทุกระยะ 3 เดือน มีกำหนด 1 ปี ทุกครั้งที่จำเลยไปรายงานตัวให้พนักงานคุมประพฤติตรวจร่างกายจำเลยเพื่อหาสารเสพติด ถ้าพบให้รายงานศาล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ไม่ลงโทษปรับและไม่คุมความประพฤติ เพิกถอนคำสั่งริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่โจทก์ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 716/2546 ของศาลชั้นต้นนั้น เห็นว่า การขอให้ศาลนับโทษจำเลยต่อจากคดีเรื่องอื่นนั้น โจทก์จะต้องขอมาในคำขอท้ายฟ้องด้วยถ้าจะขอภายหลังก็ต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอก่อนมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคหนึ่ง โจทก์จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาหาได้ไม่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 22
ป.วิ.อ. ม. 163 ม. 192
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอำนาจเจริญ
จำเลย — นาย ทวีพร วงศ์สุข
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1276/2547
#55082
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทจำเลยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี จำเลยค้างชำระค่าจ้าง ขอให้จำเลยชำระค่าจ้างให้โจทก์ เป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(9) อันมีอายุความ 2 ปี มิใช่เป็นการฟ้องเรียกเอาเงินเดือนที่มีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33 เพราะคำว่า "เงินเดือน" ตามบทมาตราดังกล่าวหมายถึงเงินเดือนของข้าราชการหรือเงินเดือนตามพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2538

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือนจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนธันวาคม 2541 เป็นเงินรวม434,544 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างถูกต้องครบถ้วนแล้วจำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนดอายุความ 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเงินค้างจ่ายที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยเป็นเงินเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(4) จึงมีอายุความ 5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่าคำว่า"เงินเดือน" ตามบทมาตราที่โจทก์อ้างหมายถึง เงินเดือนของข้าราชการหรือเงินเดือนตามพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ. 2538 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี จำเลยค้างชำระค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนธันวาคม 2541 เป็นเงินรวม 434,544 บาท จึงขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้าง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(9) อันมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นการฟ้องเรียกเอาเงินเดือนที่มีอายุความ 5 ปี ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างจากนายจ้างเกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุรีย์ กนกนาค
จำเลย — บริษัท แอ๊กโก แอนด์โก (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1276/2547
#410883
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "เงินเดือน" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) หมายถึง เงินเดือนของข้าราชการหรือเงินเดือนตาม พ.ร.บ.เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งฯ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี จำเลยค้างชำระค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนธันวาคม 2541 เป็นเงินรวม 434,544 บาท ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (9) อันมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นการฟ้องเรียกเอาเงินเดือนที่มีอายุความ 5 ปี ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 15,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 15 และวันสิ้นเดือน จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนธันวาคม 2541 เป็นเงินรวม 434,544 บาท ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าจ้างจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างถูกต้องครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกำหนดอายุความ 2 ปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเงินค้างจ่ายที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลยเป็นเงินเดือนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) จึงมีอายุความ 5 ปี มิใช่อายุความ 2 ปี ดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยนั้น เห็นว่า "เงินเดือน" ตามบทมาตราที่โจทก์อ้างหมายถึง เงินเดือนของข้าราชการหรือเงินเดือนตามพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง พ.ศ.2538 คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี จำเลยค้างชำระค่าจ้างให้โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2538 ถึงเดือนธันวาคม 2541 เป็นเงินรวม 434,544 บาท จึงขอให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ลูกจ้างฟ้องเรียกเอาค่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (9) อันมีอายุความ 2 ปี หาใช่เป็นการฟ้องเรียกเอาเงินเดือนที่มีอายุความ 5 ปี ดังที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างจากนายจ้างเกิน 2 ปี คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (4) ม. 193/34 (9)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุรีย์ กนกนาค
จำเลย — บริษัทแอ๊กโก แอนด์โก (ไทยแลนด์) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1273/2547
#411064
เปิดฉบับเต็ม

พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า ในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองโจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย สัญญาจำนองจึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ มาตรา 3 (ก) ข้อกำหนดเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ จำเลยหาต้องรับผิดตามสัญญาจำนองต่อโจทก์ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองเฉพาะส่วนของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การว่า จำเลยนำที่ดินแปลงพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนของตนไว้แก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 1,534,000 บาท โจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โจทก์ทั้งสองบังคับให้จำเลยจดทะเบียนจำนองอีกครั้งโดยนำดอกเบี้ย 6 เดือนแรกเป็นเงิน 276,120 บาท ดอกเบี้ย 6 เดือนที่สองเป็นเงิน 325,818 บาท และดอกเบี้ย 5 เดือนสุดท้ายเป็นเงิน 320,390 บาท รวมเป็นเงิน 922,328 บาท มาจดทะเบียนจำนองเป็นเงิน 920,000 บาท ตามฟ้อง สัญญาจำนองดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 1,155,293 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนอง 920,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของจำเลย นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสองจนครบ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2539 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 8424 ตำบลสาลี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี เฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ที่ 1 ในวงเงิน 1,534,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองอีกในวงเงิน 920,000 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยจะต้องับผิดตามสัญญาจำนองเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์ทั้งสองเป็นพยานเบิกความว่า ในวันจดทะเบียนจำนอง จำเลยได้รับเงินจำนวน 920,000 บาท ไปจากโจทก์ทั้งสองแล้ว จำเลยมีตัวจำเลย นายอิศรา หวัดี และนางสนาม หวังดี เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยได้รับเงินตามสัญญาจำนองฉบับแรกเท่านั้น แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และคิดดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน จำเลยมิได้ชำระดอกเบี้ย โจทก์ทั้งสองจึงคิดดอกเบี้ยทบต้นดังกล่าวแล้วให้จำเลยจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ตามจำนวนดอกเบี้ยโดยปัดเศษทิ้ง ทั้งนี้เพื่อโจทก์ทั้งสองยอมผ่อนเวลาชำระหนี้จำนองให้ จำเลยจึงยอมทำ โดยมิได้รับเงินในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า ในการจดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 โจทก์ที่ 2 เบิกเงินจากธนาคารมาให้จำเลย ส่วนโจทก์ที่ 2 ตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า โจทก์ที่ 2 มิได้ถอนเงินจากธนาคาร แต่เป็นเงินสดที่โจทก์ที่ 2 ใช้ในการหมุนเวียนในธุรกิจโรงสี จึงน่าสงสัยว่าโจทก์ทั้งสองได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท ในการจำนองครั้งที่ 2 แก่จำเลยหรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาดูจำนวนเงินโดยคำนวณอัตราดอกเบี้ยร้ยอละ 3 ต่อเดือน จากต้นเงิน 1,534,000 บาท ทุก 6 เดือนคิดดอกเบี้ยทบต้นตั้งแต่วันทำสัญญาจำนองครั้งแรกถึงวันทำสัญญาจำนองครั้งที่ 2 โดยปัดเศษทิ้ง จะได้จำนวนเงินเท่ากับ 920,000 บาท ประกอบกับจำเลยกู้ยืมเงินตามสัญญาจำนองครั้งแรกเป็นจำนวนเงิน 1,534,000 บาท แต่จำเลยยังมิได้ชำระทั้งตนเงินและดอกเบี้ย โจทก์ที่ 1 กลับไม่ฟ้องเรียกต้นเงินและดอกเบี้ย แต่โจทก์กลับฟ้องเรียกตามจำนวนเงินที่จดทะเบียนจำนองครั้งที่ 2 ทำให้สอดรับกับข้อนำสืบของจำเลยว่าเป็นการเรียกเอาเฉพาะดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน และดอกเบี้ยทบต้นทุก 6 เดือน พยานหลักฐานของโจทก์มีพิรุธขาดเหตุผลไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ส่วนพยานจำเลยมีเหตุผลน่ารับฟัง จึงไม่น่าเชื่อว่าในการจดทะเบียนจำนองตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้ให้เงินจำนวน 920,000 บาท แก่จำเลย ดังนั้น ตามสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.2 จึงเป็นเพียงการทำประกันจำนวนดอกเบี้ยที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ตามสัญญาจำนองครั้งแรกซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 มาตรา 3 (ก) ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 702
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3 (ก)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวยิ้วเตียง แซ่ซึง กับพวก
จำเลย — นางสาววาสนา หวังดี
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ