คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 903/2547
#410793
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เป็นอำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจ แม้จำเลยจะคัดค้าน แต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ และในกรณีที่ฟ้องผิดศาลหากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยใหม่ยังศาลที่คดีนั้นอยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะเหตุฟ้องผิดศาล แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้ จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่ประการใด ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า โจทก์ถอนฟ้องก็เพื่อจะไปดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ตามที่จำเลยให้การ โดยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลยจึงยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด หากโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม จึงหาทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2539 จำเลยได้ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาเงินภายในวงเงิน 1,400,000 บาท และจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 59506 ตำบลบึงคอไห อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้ต่อบริษัทดังกล่าวเพื่อประกันหนี้ หลังจากนั้นจำเลยได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลดจำนวนหลายครั้งแล้วผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ คงค้างชำระต้นเงิน 1,400,000 บาท กับดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2541 เป็นต้นมา ต่อมาโจทก์ได้ซื้อและรับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินที่จำเลยมีอยู่กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ตามสัญญาการจำหน่ายสินทรัพย์ขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 2,068,547.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 1,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์จำนอง หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้จำเลยชดใช้ส่วนที่ขาดจนกว่าจะครบถ้วน

จำเลยให้การว่า การมอบอำนาจและมอบอำนาจช่วงให้ฟ้องคดีนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การซื้อขายและรับโอนสินทรัพย์และหนี้สินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะขณะทำสัญญาโจทก์ยังมิได้เป็นนิติบุคคล และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามไม่ครบถ้วน ทั้งมิได้ประทับตราของบริษัท โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง การโอนดังกล่าวเป็นการแปลงหนี้ใหม่ทำให้หนี้เดิมระงับ จำเลยไม่ได้เป็นหนี้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์วอลล์สตรีท จำกัด (มหาชน) ตามฟ้อง และมีการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา สัญญาจึงเป็นโมฆะ คดีโจทก์ขาดอายุความ หนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นหนังสือที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์เสนอคำฟ้องผิดศาลเพราะมูลคดีการทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินทำที่จังหวัดนครราชสีมา คดีของโจทก์จึงไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาก่อนมีการสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง อ้างว่าโจทก์ตรวจสอบเอกสารแล้ว มูลคดีเกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดนครราชสีมา จึงขอถอนฟ้องเพื่อที่โจทก์จะได้นำคดีไปฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ต่อไป จำเลยแถลงคัดค้านว่า การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องทำให้จำเลยเสียเปรียบเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลเป็นกรณีพิเศษ 42,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง บัญญัติว่า ภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้ว โจทก์อาจยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น เพื่ออนุญาตให้โจทก์ถอนคำฟ้องได้ ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ (1) ห้ามไม่ให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยหรือผู้ร้องสอด ถ้าหากมีก่อน...แสดงว่าการที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่ เป็นอำนาจศาลที่จะใช้ดุลพินิจ แม้จำเลยจะคัดค้าน แต่หากศาลเห็นว่าการถอนฟ้องของโจทก์ไม่เป็นเหตุให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดี ศาลก็อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้และในกรณีที่ฟ้องผิดศาล หากศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะคดีไม่อยู่ในเขตอำนาจศาล โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องจำเลยใหม่ยังศาลที่คดีนี้อยู่ในเขตอำนาจได้ ดังนั้น การที่โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะเหตุฟ้องผิดศาล แม้จำเลยจะให้การต่อสู้คดีไว้จึงมิได้ทำให้จำเลยเสียหายแต่ประการใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ในหลายประเด็นและว่า โจทก์ถอนฟ้องก็เพื่อจะไปดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารต่างๆ ตามที่จำเลยให้การโดยเฉพาะเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ยังไม่มีการสืบพยานโจทก์และจำเลย จึงยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใด หากโจทก์นำคดีมาฟ้องใหม่ จำเลยก็มีสิทธิต่อสู้คดีได้เต็มที่เช่นเดิม การถอนฟ้องของโจทก์จึงหาทำให้จำเลยต้องเสียเปรียบในเชิงคดีดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง
จำเลย — นายรัตนชัย วราวิริยะพงศ์
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2547
#55075
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ โดยผ่อนชำระคืนเป็นรายวันการที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งตามมาตรา 193/33(2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่า สิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใดและเพราะเหตุใด คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าคดีขาดอายุความหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 15,000 บาท และ14,000 บาท ตามลำดับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่กู้ยืมเงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลยดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมถึงวันฟ้องสำหรับกู้ครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 12,118.75 บาท ครั้งที่ 2 เป็นเงินจำนวน 12,093.75บาท และครั้งที่ 3 เป็นเงินจำนวน 10,675 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน78,887.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 44,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์สองครั้งแรกเพียงครั้งละ 10,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดบวกเข้าไป ส่วนสัญญากู้ฉบับที่สามเป็นต้นเงินเพียง 8,000 บาท อีก 6,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดที่โจทก์บวกเข้าไป เป็นต้นเงิน จำเลยได้ผ่อนชำระเงินตามสัญญากู้ทั้งสามฉบับให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่คืนสัญญากู้ให้จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปีฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(2)เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกิน 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 44,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กรกฎาคม 2544) ย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 500 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(2) เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การของจำเลยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนที่เป็นต้นเงินขาดอายุความเมื่อใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ ซึ่งปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 4 กำหนดให้จำเลยผ่อนชำระคืนเป็นรายวัน การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33(2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่า สิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใดและเพราะเหตุใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความตามคำให้การของจำเลย จึงชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เทียบ เสืองามเอี่ยม
จำเลย — นาง สมจิตรหรือสมจิต เกตุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 902/2547
#411036
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ โดยกำหนดให้จำเลยผ่อนชำระคืนเป็นรายวัน การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้องซึ่งตามมาตรา 193/33 (2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่าสิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใดและเพราะเหตุใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความตามคำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 3 ครั้ง เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2539 วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 และวันที่ 24 พฤษภาคม 2539 จำนวนเงิน 15,000 บาท 15,000 บาท และ 14,000 บาท ตามลำดับ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ตั้งแต่กู้ยืมเงินไปจำเลยไม่เคยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่โจทก์เลย ดอกเบี้ยนับแต่วันกู้ยืมถึงวันฟ้องสำหรับเงินกู้ครั้งแรกเป็นเงินจำนวน 12,118.75 บาท ครั้งที่ 2 เป็นเงินจำนวน 12,093.75 บาท และครั้งที่ 3 เป็นเงินจำนวน 10,675 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 78,887.50 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 44,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์สองครั้งเพียงครั้งละ 10,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดบวกเข้าไป ส่วนสัญญากู้ฉบับที่สามเป็นต้นเงินเพียง 8,000 บาท อีก 6,000 บาท เป็นดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดที่โจทก์บวกเข้าไปเป็นต้นเงิน จำเลยได้ผ่อนชำระเงินตามสัญญากู้ทั้งสามฉบับให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ไม่คืนสัญญากู้ให้จำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกินกว่า 5 ปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกิน 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 44,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กรกฎาคม 2544) ย้อนหลังไป 5 ปี และถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตาทฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่อุทธรณ์ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากคำให้การของจำเลยไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในส่วนที่เป็นต้นเงินขาดอายุความเมื่อใด เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยตกลงชำระดอกเบี้ยให้โจทก์นับแต่วันกู้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินให้แก่โจทก์แล้วเสร็จ ซึ่งปรากฏตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 ถึง 4 กำหนดให้จำเลยผ่อนชำระคืนเป็นรายวัน การที่จำเลยให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) เนื่องจากนำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับจากมีสิทธิเรียกร้อง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) บัญญัติอายุความการใช้สิทธิเรียกร้องไว้เพียงกรณีเดียวเฉพาะเงินที่ต้องชำระเพื่อผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ เช่นนี้ ถือได้ว่าคำให้การของจำเลยดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งแล้วว่า สิทธิเรียกร้องตามหนังสือสัญญากู้ยืมที่โจทก์นำมาฟ้องขาดอายุความเมื่อใด และเพราะเหตุใด ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาเรื่องอายุความตามคำให้การของจำเลย จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/33 (2)
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเทียบ เสืองามเอี่ยม
จำเลย — นางสมจิตรหรือสมจิต เกตุพันธ์
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 897/2547
#410781
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ปฏิบัติผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลยเกี่ยวกับการทำงานเรื่องโจทก์กระจายหนี้ให้ลูกหนี้แต่ละรายใช้วงเงินสินเชื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์แทนการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ และยอมให้ลูกหนี้เงินกู้ทำสัญญาค้ำประกันซึ่งกันและกัน ทำให้ธนาคารจำเลยไม่สามารถควบคุมการปล่อยสินเชื่อได้ เป็นเหตุให้เกิดหนี้เสีย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชน จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ข้อ 46 (3) และจำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตาม ป.พ.พ. มาตรา 583 และถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลย ขอให้บังคับให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 160,120 บาท พร้อมเงินเพิ่มตามกฎหมายแก่โจทก์ชำระค่าชดเชย 480,360 บาท เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนเงินสมทบที่จำเลยรับมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1,050,332.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวข้างต้นนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 20,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 397,560 บาท และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 1,050,332.72 บาท รวมเป็นเงิน 1,447,892.72 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (22 เมษายน 2541) เป็นต้นไป จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขอนอกเหนือจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางหรือไม่ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยอ้างเหตุประการแรกว่า โจทก์ปล่อยสินเชื่อผิดวัตถุประสงค์คือปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าที่ซื้ออาคารพาณิชย์ในโครงการเศรษฐกิจแมนชั่น 18 ราย โดยปล่อยสินเชื่อกู้เบิกเงินเกินบัญชีแทนการปล่อยสินเชื่อกู้ประจำนั้น ปรากฏว่าคู่มือและระเบียบปฏิบัติงานที่จำเลยให้พนักงานถือปฏิบัติไม่ได้กำหนดไว้ว่า การขอสินเชื่อเพื่อซื้อหลักทรัพย์ต้องกู้ประจำเท่านั้น การที่โจทก์อนุมัติให้ลูกค้าที่ซื้ออาคารพาณิชย์ในโครงการเศรษฐกิจแมนชั่น 18 ราย แล้วนำอาคารพาณิชย์มาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันให้จำเลยยึดถือไว้เพื่อประกันหนี้ของลูกหนี้ไม่ว่าจะเป็นลูกหนี้กู้ประจำหรือกู้เบิกเงินเกินบัญชีก็มีผลไม่ต่างกัน ถ้าลูกค้าซื้ออาคารพาณิชย์แล้วสามารถทำการค้ามีกำไรก็สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยได้เช่นกัน การให้สินเชื่อกู้เบิกเงินเกินบัญชีแก่ลูกค้าที่ซื้ออาคารพาณิชย์เพื่อทำการค้ากลับชำระหนี้ได้คล่องตัวกว่า โจทก์จึงมิได้ปล่อยสินเชื่อโดยผิดวัตถุประสงค์ ที่จำเลยอ้างเหตุประการที่สองว่าโจทก์ประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริงนั้น จำเลยก็มีคณะกรรมการประเมินราคาหลักทรัพย์จำนวน 3 คน โจทก์เป็นเพียงกรรมการหนึ่งในสามที่ร่วมประเมินราคาหลักทรัพย์ที่มีปัญหาคดีนี้ในช่วงปี พ.ศ.2534 ถึง 2535 ซึ่งเศรษฐกิจของประเทศกำลังเฟื่องฟู ธนาคารพาณิชย์ต่างแข่งกันปล่อยสินเชื่อ เมื่อลูกค้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ จำเลยไปตรวจสอบราคาใหม่ พบว่าที่ดินถูกขุดหน้าดินไปขายกลายเป็นบ่อลึก 10 เมตร เมื่อการตรวจสอบในระยะเวลาที่เปลี่ยนไปและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปราคาที่ดินย่อมลดต่ำลงเป็นธรรมดา จะฟังว่าโจทก์ประเมินราคาหลักทรัพย์สูงเกินจริงไม่ได้ ที่จำเลยอ้างเหตุประการที่สามและที่สี่ว่า โจทก์กระทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ลูกหนี้หรือตนเอง และจูงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายนั้น ก็ปรากฏว่าโจทก์อนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้ทั้ง 27 ราย ในอัตราดอกเบี้ยปกติ มิได้ลดดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติ มิได้ปลดเปลื้องหนี้ให้แก่ลูกหนี้ การขอกู้เงินและอนุมัติให้กู้เงินดังกล่าว ต่างก็คาดหวังว่าจะได้ประโยชน์ด้วยกัน เมื่อต่างคาดหวังผิดพลาดประกอบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจึงกลายเป็นหนี้เสียนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากหลายสาเหตุรวมกัน รวมถึงความบกพร่องของโจทก์และจำเลยด้วย จะถือเป็นความผิดของโจทก์ผู้เดียวไม่ได้จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ลูกหนี้ และฟังไม่ได้ว่าโจทก์จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ที่จำเลยอ้างเหตุประการที่ห้าว่าโจทก์กระจายหนี้นั้น ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์กระจายหนี้ให้ลูกหนี้แต่ละรายใช้วงเงินสินเชื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์แทนการขออนุมัติสำนักงานใหญ่ และให้ลูกหนี้เงินกู้ทำสัญญาค้ำประกันซึ่งกันและกันอันเป็นการปฏิบัติผิดระเบียบข้อบังคับตามคู่มือและระเบียบการพนันงานภาค 3 การสินเชื่อ หมวด 1 ข้อ 3.7 พิเคราะห์แล้ว จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำผิดหลายประการ แต่ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ปล่อยสินเชื่อผิดวัตถุประสงค์ โจทก์ไม่ได้ประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริง โจทก์ไม่ได้กระทำเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ลูกหนี้หรือตนเอง และโจทก์ไม่ได้จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย คงรับฟังได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเรื่องโจทก์กระจายหนี้แต่ละรายใช้วงเงินสินเชื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์แทนการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ และยอมให้ลูกหนี้เงินกู้ทำสัญญาค้ำประกันซึ่งกันและกัน ศาลฎีกาเห็นว่า การปฏิบัติผิดระเบียบข้อบังคับของจำเลยดังกล่าวทำให้ธนาคารจำเลยไม่สามารถควบคุมการปล่อยสินเชื่อได้เป็นเหตุให้เกิดหนี้เสีย ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายจำนวนมาก และมีผลกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชน จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ข้อ 46 (3) ส่วนเรื่องเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีร้ายแรงและจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีคำสั่งที่ ธ 261/2541 ตามเอกสารหมาย ล.77 ให้โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยโดยงดจ่ายเงินพึงได้ใด ๆ ทั้งสิ้น ตามคู่มือและระเบียบการพนักงานภาค 2 หมวด 3 ว่าด้วยวินัยและโทษทางวินัย ข้อ 4.3 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนเงินสมทบ ตามคู่มือและระเบียบการพนักงาน หมวด 2 กองทุนสำรองเลี้ยงชีพธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ข้อ 2.7.2.1 ตามเอกสารหมาย ล.72 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบในกรณีไม่ร้ายแรงซึ่งเป็นการกระทำผิดเพียงเล็กน้อยจำนวนน้อยครั้ง เป็นเพียงการบกพร่องต่อหน้าที่เท่านั้น แต่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาข้างต้นแล้วว่าการที่โจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของจำเลยด้วยการกระจายหนี้ให้ลูกหนี้แต่ละรายใช้วงเงินสินเชื่อให้อยู่ในอำนาจอนุมัติของโจทก์แทนการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่นั้น เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยย่อมเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และถือว่าเป็นการเลิกจ้างที่มีเหตุอันสมควร ไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายให้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนค่าชดเชยและเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย นอกจากที่แก้ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 ม. 46 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมศักดิ์ จึงเจริญ
จำเลย — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2547
#112845
เปิดฉบับเต็ม

ท. มีตำแหน่งเป็นแม่บ้านของโจทก์ มีหน้าที่ดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยภายในสำนักงาน บริการจัดหาเครื่องดื่ม ของว่าง และอาหารแก่ผู้มาติดต่อและพนักงานที่ประจำอยู่สำนักงาน กับจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคตามขอบข่ายหน้าที่ ลักษณะงานของ ท. ต้องเข้าทำงานก่อนพนักงานอื่นและต้องทำงานนอกสถานที่ โจทก์กำหนดค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายให้ แสดงว่า ท. ต้องเริ่มทำงานก่อนเวลาทำงานปกติ ท. ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำงาน ได้แวะซื้อของที่ตลาดเพื่อนำไปเตรียมไว้รับรองแขกและพนักงานของโจทก์ตามหน้าที่ ขณะกำลังขับรถจากตลาดไปที่ทำงานได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง ท. ได้รับบาดเจ็บ จึงเป็นการที่ ท. ได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง เป็นการประสบอันตรายตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5

โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างทวงถามให้จำเลยจ่ายค่ารักษาพยาบาล ท. แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงชำระเงินค่ารักษาพยาบาล ท. แทนจำเลยไป จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระคืนแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน เมื่อจำเลยไม่ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ชำระเงินไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 204 วรรคสอง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยทั้งสองของจำเลย และให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงิน (วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๔) แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ ๓ ที่ รส ๐๗๒๐/๑๗๑๑๔ ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๔๔ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ ๒๐๙/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ ให้จำเลยชำระเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๔๔ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า นางทิพย์พรประสบอันตรายตามความหมายของพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๕ หรือไม่ เห็นว่า นางทิพย์พรมีตำแหน่งเป็นแม่บ้าน มีหน้าที่ดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยภายในสำนักงาน บริการจัดหาเครื่องดื่ม ของว่างและอาหารแก่ผู้มาติดต่อและพนักงานที่ประจำอยู่ ณ สำนักงาน กับจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคตามขอบข่ายหน้าที่ ลักษณะงานของนางทิพย์พรจะต้องเข้าทำงานก่อนพนักงานอื่น และต้องทำงานนอกสถานที่ และโจทก์ได้กำหนดค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้ โดยให้เหตุผลว่าเนื่องจากนางทิพย์พรต้องเริ่มทำงานก่อนเวลาทำการปกติ แสดงว่านางทิพย์พรต้องเริ่มทำงานให้โจทก์ก่อนเวลา ๘ นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาทำงานปกติของพนักงาน แม้นางทิพย์พรจะยังมิได้ลงชื่อเข้าทำงานก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะตามสภาพความเป็นจริงนางทิพย์พรได้เริ่มปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้ว สามารถลงชื่อเข้าทำงานในภายหลังได้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะนางทิพย์พรขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำงาน นางทิพย์พรได้แวะซื้อของที่ตลาด เพื่อนำไปเตรียมไว้รับรองแขกและพนักงานของโจทก์ตามหน้าที่ เมื่อซื้อของเสร็จกำลังขับรถจากตลาดไปที่ทำงาน ได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง เป็นเหตุให้นางทิพย์พรได้รับบาดเจ็บ กรณีจึงเป็นการที่นางทิพย์พรได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง อันเป็นการประสบอันตรายตามความหมายของมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. ๒๕๓๗ โจทก์ซึ่งเป็นนายจ้างของนางทิพย์พรได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้นแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนจำเลยไป ดังนั้น จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระคืนแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน แต่จำเลยมิได้ชำระ จึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๐๔ วรรคสอง และมาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง ม. 224 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5 ม. 13
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอมตะ - เอ็กโก เพาเวอร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 896/2547
#410792
เปิดฉบับเต็ม

ท. มีตำแหน่งเป็นแม่บ้าน มีหน้าที่ดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยภายในสำนักงาน บริการจัดหาเครื่องดื่ม ของว่างและอาหารแก่ผู้มาติดต่อและพนักงานที่ประจำอยู่ ณ สำนักงาน กับจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคตามบันทึกข้อมูลขอบข่ายหน้าที่ของพนักงาน ซึ่งโดยลักษณะงานย่อมจะต้องเข้าทำงานก่อนพนักงานอื่น และต้องทำงานนอกสถานที่ทำงานของโจทก์เพราะต้องจัดซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากตลาด โจทก์ได้กำหนดค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้ด้วย โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจาก ท. ต้องเริ่มทำงานก่อนเวลาทำการปกติ แสดงแจ้งชัดว่า ท. ต้องเริ่มทำงานให้โจทก์ก่อนเวลา 8 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาทำงานปกติของพนักงาน แม้ ท. จะยังมิได้ลงชื่อเข้าทำงานก็มิใช่ข้อสาระสำคัญ เพราะตามสภาพความเป็นจริง ท. ได้เริ่มปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้ว สามารถลงชื่อเข้าทำงานในภายหลังได้ เมื่อขณะ ท. ขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำงาน ท. ได้แวะซื้อของที่ตลาดเพื่อนำไปเตรียมไว้รับรองแขกและพนักงานของโจทก์ตามหน้าที่ เมื่อซื้อของเสร็จกำลังขับรถจากตลาดไปที่ทำงานได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่ง เป็นเหตุให้ ท. ได้รับบาดเจ็บกรณีจึงเป็นการที่ ท. ได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง อันเป็นการประสบอันตรายตามความหมายของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.เงินทดแทนฯ แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยทั้งสองของจำเลย และให้จำเลยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล 35,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์จ่ายเงิน (วันที่ 24 กรกฎาคม 2544) แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยหรือคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ 3 ที่ รส 0720/17114 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 209/2544 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ให้จำเลยชำระเงิน 35,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่า นางทิพย์พร ศิริบูรณ์หรือจินานุวัฒนานนท์ เป็นลูกจ้างโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 ในตำแหน่งแม่บ้าน มีหน้าที่ทำความสะอาด จัดเตรียมเครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ อาหารและของว่างไว้รับรองแขกที่มาเยี่ยมและพนักงานของโจทก์ที่มายังโรงงาน ตามบันทึกข้อมูลขอบข่ายหน้าที่ของพนักงานเอกสารหมาย จ.4 ได้รับค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 6,500 บาท และค่าทำงานล่วงเวลาเหมาจ่ายเดือนละ 1,500 บาท ตามหลักฐานการจ่ายเงินเดือนเอกสารหมาย จ.3 ตามระเบียบของโจทก์กำหนดเวลาทำงานของพนักงานไว้ตั้งแต่ 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา นางทิพย์พรขับรถจักรยานยนต์เพื่อไปทำงานโดยแวะซื้อของที่ตลาด ระหว่างทางจะไปโรงงานได้ถูกรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งเฉี่ยวชน เป็นเหตุให้ศีรษะกระแทกพื้นและสลบไปตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.5 นางทิพย์พรเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนซึ่งคิดค่ารักษาพยาลบาลเป็นเงิน 35,000 บาท ตามใบเสร็จเงินและรายละเอียดค่ารักษาพยาบาลเอกสารหมาย จ.8 โจทก์เห็นว่านางทิพย์พรประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้กองทุนเงินทดแทนจ่ายค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว แต่จำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่า นางทิพย์พรมิได้ประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้โจทก์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามเอกสารหมาย จ.7 ระหว่างนั้นโรงพยาบาลเอกชนทวงถามค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว โจทก์จึงชำระให้ไปตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย จ.8 ต่อมาคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยของจำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า นางทิพย์พรประสบอันตรายตามความหมายของพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ขณะเกิดเหตุยังไม่ถึงเวลาเริ่มทำงานของพนักงานโจทก์ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เวลา 8 นาฬิกา ถึง 17 นาฬิกา และยังไม่มีการลงชื่อเข้าทำงาน ทั้งงานที่โจทก์มอบหมายให้ทำก็อยู่ที่บริษัทแต่นางทิพย์พรประสบอุบัติระหว่างเดินทางไปทำงาน ถือได้ว่านางทิพย์พรยังไม่ได้เริ่มทำงานให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 5 ให้นิยามคำว่า ประสบอันตราย หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง นางทิพย์พรมีตำแหน่งเป็นแม่บ้าน มีหน้าที่ดูแลความสะอาดและความเรียบร้อยภายในสำนักงาน บริการจัดหาเครื่องดื่ม ของว่างและอาหารแก่ผู้มาติดต่อและพนักงานที่ประจำอยู่ ณ สำนักงาน กับจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคตามบันทึกข้อมูลข่ายหน้าที่ของพนักงาน ซึ่งโดยลักษณะงานย่อมจะต้องเข้าทำงานก่อนพนักงานอื่นและต้องทำงานนอกสถานที่ทำงานของโจทก์เพราะต้องจัดซื้ออาหารและเครื่องดื่มจากตลาด ปรากฏว่าโจทก์ได้กำหนดค่าล่วงเวลาเหมาจ่ายเป็นรายเดือนให้ด้วย โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากนางทิพย์พรต้องเริ่มทำงานก่อนเวลาทำการปกติตามเอกสารหมาย จ.4 แสดงแจ้งชัดว่านางทิพย์พรต้องเริ่มทำงานให้โจทก์ก่อนเวลา 8 นาฬิกา ซึ่งเป็นเวลาทำงานตามปกติของพนักงาน แม้นางทิพย์พรจะยังมิได้ลงชื่อเข้าทำงานก็มิใช่ข้อสาระสำคัญเพราะตามสภาพความเป็นจริงนางทิพย์พรได้เริ่มปฏิบัติงานตามหน้าที่แล้ว สามารถลงชื่อเข้าทำงานในภายหลังได้ เมื่อข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาปรากฏว่าขณะนางทิพย์พรขับรถจักรยานยนต์ไปที่ทำงาน นางทิพย์พรได้แวะซื้อของที่ตลาดเพื่อนำไปเตรียมไว้รับรองแขกและพนักงานของโจทก์ตามหน้าที่ เมื่อซื้อของเสร็จกำลังขับรถจากตลาดไปที่ทำงาน ได้เกิดเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์อีกคันหนึ่งเป็นเหตุให้นางทิพย์พรได้รับบาดเจ็บ กรณีจึงเป็นการที่นางทิพย์พรได้รับอันตรายแก่กายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง อันเป็นการประสบอันตรายตามความหมายของมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 แล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลคืนจากจำเลยจำนวน 35,000 บาท ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าใบเสร็จรับเงินที่แสดงจะต้องปรากฏว่า ได้จ่ายไปจริงตามความจำเป็น แต่ศาลแรงงานกลางรับฟังเพียงว่ามีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปจริงเท่านั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 บัญญัติว่า ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แสดงว่าการจ่ายค่ารักษาพยาบาลของนายจ้างจะต้องเป็นการจ่ายเท่าที่จ่ายจริง และเป็นค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นประกอบกันด้วย คดีนี้ศาลแรงงานกลางรับฟังว่าโจทก์ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลไปจริงตามใบเสร็จรับเงินของโรงพยาบาลเอกชนเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งมีใบแจ้งหนี้แนบท้ายมาด้วยอีก 3 ฉบับ โดยมีรายละเอียดระบุชัดแจ้งว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่ออะไร จำนวนเท่าใด แต่ละรายการล้วนเกี่ยวกับการบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยของนางทิพย์พรทั้งสิ้น ส่วนจำเลยมิได้โต้แย้งหรือแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น จึงแจ้งชัดอยู่ในตัวว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาล ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจำนวน 35,000 บาท คืนจากจำเลย ถือว่าศาลแรงงานกลางรับฟังแล้วว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็น คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 13 แล้ว ส่วนปัญหาว่า จำเลยจะต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยต้องชำระเงินค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว จึงเป็นเรื่องหนี้เงินซึ่งมีจำนวนแน่นอน และโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลนั้นแล้วแต่จำเลยปฏิเสธ โจทก์จึงชำระเงินจำนวนดังกล่าวแทนจำเลยไป ดังนี้จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระคืนแก่โจทก์ตั้งแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไป จึงเป็นหนี้ที่มีกำหนดเวลาชำระตามวันแห่งปฏิทิน แต่จำเลยมิได้ชำระจึงตกเป็นผู้ผิดนัดโดยไม่จำต้องทวงถาม จำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 204 วรรคสอง และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง กรณีมิใช่ยังถือไม่ได้ว่าเป็นเงินจำนวนแน่นอนและยังมิได้ทวงถามให้ชำระหนี้ จำเลยจึงยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดดังที่จำเลยอ้าง คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอมตะ-เอ็กโก เพาเวอร์ จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 895/2547
#113284
เปิดฉบับเต็ม

พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 เป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังนั้นหากผู้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนมิได้ยื่นขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนตามปกติบุคคลนั้นย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่งไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาด ก็ต้องแปลว่า การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่

โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังไม่พอ ที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นใด จึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้า เห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ 6 ที่ รส 0725/31522 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 151/2545 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพในส่วนของเงินบำเหน็จตามกฎหมายแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ 6 ที่ รส 0725/31522 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 151/2545 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นเงินบำเหน็จชราภาพตามสิทธิของโจทก์แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด และเป็นผู้ประกันตนโดยจ่ายเงินสมทบในกรณีชราภาพมาเป็นเวลา 12 เดือน แล้วพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพจากจำเลย จำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับ เนื่องจากยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกำหนด 1 ปี ตามกฎหมาย โจทก์ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำสั่งวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 151/2545 ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลา 1 ปี ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อไป ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เห็นว่า พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว

ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานให้เงินนั้นตกเป็นกองทุน" จะเห็นได้ว่า แม้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะมีสิทธิพึงได้รับประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทน บุคคลนั้น ๆ ก็จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติข้างต้น ซึ่งเป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังจะเห็นได้จากความในวรรคสองว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวไม่มารับภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคมให้เงินนั้นตกเป็นกองทุนประกันสังคม ดังนั้น หากผู้ยื่นคำขอมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามปกติบุคคลนั้นก็ย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่า การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ คดีนี้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพในส่วนของบำเหน็จชราภาพเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน คือวันที่ 1 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังไม่พอที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นใด จึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้า เห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน

พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหย่วนคุ้ย แซ่ก๊วย
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 895/2547
#410778
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ แล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทน ก็จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกันสังคมฯ มาตรา 56 ซึ่งเป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังนั้น หากผู้ยื่นคำขอมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามปกติบุคคลนั้นก็ย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่งไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่า การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอหาได้ไม่

โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพในส่วนของบำเหน็จชราภาพเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน คือวันที่ 1 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังไม่พอที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นใดจึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้า จึงย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวก่อนตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 56 วรรคสอง หรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ 6 ที่ รส 0725/31522 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 151/2545 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพในส่วนของเงินบำเหน็จตามกฎหมายแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยเขตพื้นที่ 6 ที่ รส 0725/31522 และคำวินิจฉันของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 151/2545 ให้จำเลยจ่ายประโยชน์ทดแทนเป็นเงินบำเหน็จชราภาพตามสิทธิของโจทก์แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามฟ้องหรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทแมนดารินโฮเต็ล จำกัด และเป็นผู้ประกันตนโดยจ่ายเงินสมทบในกรณีชราภาพมาเป็นเวลา 12 เดือน แล้วพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 โจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพจากจำเลย จำเลยมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับ เนื่องจากยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนเกินกำหนด 1 ปีตามกฎหมาย โจทก์ยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำสั่งวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ 151/2545 ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนเกินระยะเวลา 1 ปี ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อไป ยกอุทธรณ์ของโจทก์ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 56 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 54 และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว

ประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งที่เป็นตัวเงิน ถ้าผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน" จะเห็นได้ว่าแม้ผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนจะมีสิทธิพึงได้รับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 แล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทน บุคคลนั้น ๆ ก็จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังจะเห็นได้จากความในวรรคสองว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทน บุคคลนั้น ๆ ก็จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติข้างต้นซึ่งเป็นข้อกำหนดในเรื่องระยะเวลาและวิธีการขอรับประโยชน์ทดแทน ดังจะเห็นได้จากความในวรรคสองว่า แม้สำนักงานประกันสังคมจะมีคำสั่งให้บุคคลดังกล่าวรับประโยชน์ทดแทนที่เป็นตัวเงินแล้วก็ตาม แต่หากบุคคลดังกล่าวไม่มารับภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานประกันสังคม ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุนประกันสังคม ดังนั้น หากผู้ยื่นคำขอมิได้ยื่นคำขอภายในกำหนดระยะเวลา 1 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน ตามปกติบุคคลนั้นก็ย่อมเสียสิทธิ แต่เมื่อมาตรา 56 วรรคหนึ่งไม่ได้บัญญัติตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอไว้โดยเด็ดขาดก็ต้องแปลว่า การที่ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอเกินกำหนดระยะเวลา 1 ปี อันจะทำให้ผู้ยื่นคำขอต้องเสียสิทธินั้น ต้องเป็นกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้า หากผู้ยื่นคำขอมีเหตุผลอันสมควรหรือความจำเป็นที่ต้องใช้สิทธิล่าช้าก็จะนำระยะเวลาดังกล่าวมาตัดสิทธิผู้ยื่นคำขอเสียทีเดียวหาได้ไม่ คดีนี้โจทก์ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพในส่วนของบำเหน็จชราภาพเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2545 ซึ่งเป็นกรณีที่โจทก์มิได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิขอรับประโยชน์ทดแทน คือวันที่ 1 ธันวาคม 2542 อันเป็นวันที่โจทก์สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมายังไม่พอที่จะวินิจฉัยว่าโจทก์มีเหตุอันสมควรหรือความจำเป็นใดจึงยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนล่าช้า เห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเสียก่อน"

พิพากษาให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 56 วรรคสองหรือวรรคสาม แล้วแต่กรณี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 56
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายหย่วนคุ้ย แซ่ก๊วย
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2547
#410774
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสแก่จำเลยจำเลยถึง 3 ครั้ง เพื่อให้ดำเนินการให้ได้พยานบุคคลมาศาลเพื่อไต่สวนซึ่งในแต่ละครั้งศาลชั้นต้นได้กำชับจำเลยให้รีบดำเนินการเพื่อให้นำพยานมาศาลในวันนัด แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่สามารถนำพยานมาศาลได้เลย ทั้งเหตุผลที่ไม่สามารถนำพยานมาได้ก็คงเป็นเหตุผลเดียวกันทุกครั้งคือติดขัดด้วยระเบียบของทางราชการ แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวพยานมาศาล ทั้งมิได้แถลงให้ศาลทราบว่าจะสามารถติดตามพยานมาไต่สวนได้หรือไม่ เมื่อใด เห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนพยานจำเลยต่อไปอีก โดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและให้งดไต่สวนพยานจำเลยนั้น ชอบด้วยรูปคดีแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยยื่นคำร้องขอโอนคดีไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยอ้างว่าขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปี 7 เดือน เกิดเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2525 ระหว่างไต่สวนคำร้อง จำเลยขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นเห็นว่าพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยประวิงคดีและสั่งงดไต่สวนพยานจำเลย แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ปัญหาข้อแรกที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอเลื่อนคดีของจำเลย และมีคำสั่งงดไต่สวนพยานจำเลยเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะสั่งงดไต่สวนพยานจำเลย ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสแก่จำเลยถึง 3 ครั้ง เพื่อให้ดำเนินการให้ได้พยานบุคคลมาศาลเพื่อไต่สวน ซึ่งในแต่ละครั้งศาลชั้นต้นได้กำชับจำเลยให้รีบดำเนินการเพื่อให้นำพยานมาศาลในวันนัด แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่สามารถนำพยานมาศาลได้เลย ทั้งเหตุผลที่ไม่สามารถนำพยานมาได้ก็คงเป็นเหตุผลเดียวกันทุกครั้งคือติดขัดด้วยระเบียบของทางราชการ แต่จำเลยก็หาได้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้ได้ตัวพยานมาศาล ทั้งมิได้แถลงให้ศาลทราบว่าสามารถติดตามพยานมาไต่สวนได้หรือไม่ เมื่อใด ตามพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดว่าจำเลยมีเจตนาประวิงคดี ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนการไต่สวนพยานจำเลยต่อไปอีก โดยถือว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบและให้งดไต่สวนพยานจำเลยนั้น ชอบด้วยรูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อต่อไปที่จำเลยฎีกาขอให้โอนคดีไปพิจารณาที่ศาลจังหวัดพิษณุโลกแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โดยอ้างว่าขณะเกิดเหตุที่จำเลยถูกจับกุม จำเลยมีอายุเพียง 17 ปีเศษ ยังเป็นเยาวชนอยู่นั้น เห็นว่า ในชั้นไต่สวนจำเลยและพยานจำเลยเบิกความลอยๆ ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุเพียง 17 ปีเศษ โดยไม่ได้นำพยานเอกสารของทางราชการมาแสดงให้เห็นว่าขณะเกิดเหตุจำเลยมีอายุเพียง 17 ปีเศษ ยังเป็นเยาวชนอยู่ ขัดแย้งกับสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งระบุชัดเจนว่าจำเลยเกิดวันที่ 2 เมษายน 2523 นับถึงวันเกิดเหตุจำเลยมีอายุครบ 20 ปี แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องในข้อนี้มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 39
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพิษณุโลก
จำเลย — นายอภิชาติ ดุลยพันธ์ธรรม
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
สมศักดิ์ เนตรมัย
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 872/2547
#410769
เปิดฉบับเต็ม

ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยซึ่งเปิดร้านรับจ้างทำทองคำรูปพรรณ โดยนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำมาให้ทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำ แต่จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น จึงตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ ซึ่งผู้เสียหายได้นำพระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก 2 องค์ จำเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นค่าเสียหายไปแล้ว 1 องค์ ภายหลังจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายสูงไปต้องการตกลงค่าเสียหายกันใหม่ด้วยการยึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ดังนี้แสดงว่าจำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อเจรจาต่อรองกันใหม่เกี่ยวกับค่าเสียหายที่เศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น หาได้มีเจตนาจะเบียดบังไว้เป็นของตนไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตลับพระทองคำจำนวน 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ลงโทษจำคุก 2 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตลับพระทองคำจำนวน 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยซึ่งเปิดร้านรับจ้างทำทองคำรูปพรรณให้เลี่ยมพระแก้วสีเหลืองด้วยทองคำ 1 องค์ ในราคา 15,000 บาท ผู้เสียหายได้รับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำไปแล้ว ต่อมาผู้เสียหายนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำดังกล่าวกลับมาให้จำเลยทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำปรากฏว่าจำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่นและตกลงจะใช้ค่าเสียหายด้วยการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ 2 องค์ ต่อมาจำเลยไม่คืนพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำดังกล่าวแก่ผู้เสียหายและเพิ่งคืนเฉพาะพระแก้วสีเหลืองแก่ผู้เสียหาย หลังแจ้งความดำเนินคดีนี้ประมาณ 1 เดือน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ผู้เสียหายชำระราคาตลับพระทองคำแก่จำเลยแล้วหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายมาเบิกความว่า ผู้เสียหายเคยนำพระมาให้จำเลยเลี่ยมหลายครั้ง โดยวางมัดจำค่าจ้างครั้งละประมาณ 2,000 บาท ส่วนที่เหลือชำระเมื่อมารับพระพร้อมตลับพระทองคำซึ่งทางร้านจำเลยไม่ได้ออกใบเสร็จรับเงินให้เกี่ยวกับการว่าจ้างทำตลับพระทองคำพิพาท ผู้เสียหายได้รับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำและชำระราคาจำนวน 15,000 บาท แก่จำเลยแล้ว ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและนายไพบูลย์ พิมพ์ชาย สามีจำเลยมาเบิกความว่า ผู้เสียหายมาขอพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำเพื่อนำไปให้เพื่อนดูและปรึกษาว่าควรปิดกระจกด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำหรือไม่ การว่าจ้างรายนี้ผู้เสียหายวางมัดจำไว้ 1,000 บาท จำเลยมอบพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำให้ผู้เสียหายไปโดยมิได้เรียกให้ผู้เสียหายชำระราคาก่อนเพราะเชื่อใจผู้เสียหาย เห็นว่า ผู้เสียหายเป็นเพียงลูกค้าธรรมดาคนหนึ่งที่เคยว่าจ้างร้านจำเลยเลี่ยมพระ ไม่ปรากฏว่าสนิทสนมคุ้นเคยเป็นพิเศษแต่อย่างใด เป็นการผิดวิสัยของผู้ประกอบกิจการค้าเช่นจำเลยซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ที่จะยอมมอบสินค้าทองคำรูปพรรณให้ลูกค้าไปโดยไม่มีหลักประกันหรือหลักฐานใดๆ อันอาจเกิดปัญหาพิพาทและตนต้องตกเป็นฝ่ายเสียหายโดยใช่เหตุ เช่น ลูกค้ารับไปแล้วไม่ติดต่อกลับมาอีกหรืออาจอ้างว่าชำระราคาแล้วเป็นต้น ถึงแม้ทองคำรูปพรรณยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ตามสั่งแต่ก็ยังคงมีค่าเป็นทองคำสามารถแลกเป็นเงินได้ในราคาท้องตลาด ประกอบกับหากมีเหตุว่าผู้เสียหายยังมิได้ชำระค่าจ้างและค่าทองคำจริง จำเลยก็คงให้การถึงเหตุนั้นไว้แล้วทันทีในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยมิได้ให้รายละเอียดเหตุแห่งการปฏิเสธแต่อย่างใดเลย ข้ออ้างของจำเลยในชั้นพิจารณาที่ว่าผู้เสียหายยังไม่ได้ชำระราคาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง อีกทั้งจำเลยและสามีจำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า ถ้าผู้เสียหายรับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำไปให้เพื่อนดู แล้วผู้เสียหายพอใจแค่นั้นไม่ต้องการทำอย่างไรต่อไป จำเลยก็ไม่ต้องทำอะไรกับตลับพระทองคำนั้นอีก แสดงว่าตลับพระทองคำขณะที่ผู้เสียหายรับไปนั้นเสร็จสมบูรณ์ตามสั่งแล้ว ไม่มีเหตุที่จะนำกลับมา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้เสียหายชำระราคาตลับพระทองคำพิพาทแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานยักยอกตลับพระทองคำพิพาทหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า หลังจากผู้เสียหายรับพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำที่ว่าจ้างจากจำเลยแล้ว ต่อมาผู้เสียหายนำพระแก้วสีเหลืองพร้อมตลับพระทองคำดังกล่าวกลับมาให้จำเลยทำกระจกปิดด้านหน้าและด้านหลังตลับพระทองคำ ปรากฏว่าคราวนี้จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองหัก ผู้เสียหายและจำเลยตกลงค่าเสียหายกัน โดยจำเลยจะเลี่ยมพระองค์อื่นชดใช้ให้เป็นเงิน 17,500 บาท ซึ่งผู้เสียหายนำพระองค์อื่นมาให้จำเลยเลี่ยมอีก 2 องค์ โดยองค์ที่ 2 จำเลยตีราคาตลับพระทองคำเป็นเงิน 13,500 บาท ซึ่งผู้เสียหายชำระราคาเพียง 7,000 บาท ส่วนอีก 6,500 บาท หักเป็นค่าเสียหายองค์พระแก้วสีเหลือง ต่อมาจำเลยเห็นว่าค่าเสียหายที่ตกลงกันนั้นสูงเกินไป จำเลยจึงยึดตลับพระทองคำสำหรับใส่พระแก้วสีเหลืองไว้เพื่อหักกับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ที่ผู้เสียหายหักจากจำเลย ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยและสามีจำเลยเบิกความว่า ค่าเสียหายทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่นนอกจากซ่อมเศียรพระแก้วสีเหลืองแล้วผู้เสียหายผู้เสียหายเรียกค่าเสียหายอีก 15,000 บาท เท่ากับราคาตลับพระทองคำสำหรับใส่พระแก้วสีเหลืองจำเลยไม่ยินยอมชดใช้ให้ ที่จำเลยไม่คืนตลับพระทองคำพิพาทแก่ผู้เสียหายเนื่องจากผู้เสียหายไม่ชำระราคาตลับพระทองคำดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยไม่รับเลี่ยมพระองค์อื่นให้ผู้เสียหายอีก เห็นว่า พยานจำเลยกล่าวแต่เพียงว่าจำเลยไม่คืนตลับพระทองคำพิพาทแก่ผู้เสียหายเพราะผู้เสียหายยังมิได้ชำระราคาตลับพระทองคำดังกล่าว โดยจำเลยมิได้กล่าวถึงการชดใช้ค่าเสียหายกรณีที่จำเลยทำเศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น แล้วตกลงเลี่ยมพระองค์อื่นให้ผู้เสียหายเลย ส่วนผู้เสียหายมีบันทึกเอกสารหมาย จ.1 ที่ทำระหว่างผู้เสียหายกับสามีจำเลยมาแสดงว่าหลังจากจากผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดีนี้แก่จำเลย นอกจากสามีจำเลยจะส่งมอบพระแก้วสีเหลืองคืนผู้เสียหายแล้ว ในวันเดียวกันนั้นยังส่งมอบพระหลวงปู่ดุลย์คืนผู้เสียหายด้วย จากพยานหลักฐานดังกล่าวเชื่อว่า มีการตกลงค่าเสียหายเป็นการเลี่ยมพระองค์อื่นให้ ซึ่งผู้เสียหายได้นำพระองค์อื่นมาให้เลี่ยมอีก 2 องค์ การที่ฝ่ายจำเลยคืนพระหลวงปู่ดุลย์เพิ่มกลับมา 1 องค์ แสดงว่าจำเลยเลี่ยมพระให้ผู้เสียหายเป็นค่าเสียหายไปแล้ว 1 องค์ คงขาดค่าเสียหายที่ผู้เสียหายจะหักจากการเลี่ยมพระหลวงปู่ดุลย์อีก 6,500 บาท ภายหลังผู้เสียหาย (ที่ถูก จำเลย) เห็นว่าค่าเสียหายสูงไปต้องการตกลงค่าเสียหายกันใหม่ด้วยการยึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้ เพื่อหักหนี้กับค่าเลี่ยมพระองค์ที่ 2 ซึ่งมีราคาค่าเลี่ยม 13,500 บาท พฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเพียงเจตนายึดหน่วงตลับพระทองคำพิพาทไว้เพื่อเจรจาต่อรองกันใหม่เกี่ยวกับค่าเสียหายที่เศียรพระแก้วสีเหลืองบิ่น หาได้มีเจตนาจะเบียดบังไว้เป็นของตนไม่ พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่พอฟังลงโทษจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าตลับพระทองคำพิพาทเป็นของผู้เสียหาย จึงให้คืนแก่ผู้เสียหาย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาตลับพระทองคำจำนวน 1 อัน ราคา 15,000 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 วรรคสอง ม. 352 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงอุบลราชธานี
จำเลย — นางเตือนใจ สุวรรณชาติ
ชื่อองค์คณะ
ชุติมา จงสงวน
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 858/2547
#410880
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้ศาลรับฟังได้ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงจะลงโทษจำเลยได้ ลำพังแต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนไม่อาจจะยกขึ้นมาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ อีกทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักเพียง 13.50 กรัม และไม่ปรากฏว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ที่จะถือว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 15, 66, 91, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง, 102 จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง พันตำรวจโทเชาวลิต เนียมวดี กับพวก ร่วมกันจับกุมจำเลยได้และยึดได้เมทแอมเฟตามีน 150 เม็ด น้ำหนัก 13.50 กรัม หลอดเครื่องดื่ม 37 หลอด ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมาได้ความเพียงว่า ก่อนจับกุมจำเลยประมาณ 1 สัปดาห์ พันตำรวจโทเชาวลิตสืบทราบว่าจำเลยและภริยาลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่บ้านของจำเลย แล้วพันตำรวจโทเชาวลิตกับพวกขอหมายค้นจากศาลชั้นต้นไปตรวจค้นบ้านของจำเลยเท่านั้น ไม่ได้มีการวางแผนเพื่อจับกุมโดยวิธีการล่อซื้อ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามที่สืบทราบและมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ทั้งตามหมายค้นก็ระบุว่าผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่บ้านของจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมายเท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ถึงอย่างไรก็ตามข้อความที่สืบทราบมาดังกล่าวโจทก์มีแต่พันตำรวจโทเชาวลิตเบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานมาสืบสนับสนุนย่อมมีน้ำหนักน้อย และแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของศาล แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยให้ศาลรับฟังได้จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง จึงจะลงโทษจำเลยได้ ลำพังแต่คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนไม่อาจจะยกขึ้นมาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ และแม้เมทแอมเฟตามีนของกลางจะมีจำนวน 150 เม็ด ก็ไม่แน่ว่าจำเลยจะมีไว้เพื่อจำหน่ายเสมอไป ทั้งเมทแอมเฟตามีนของกลางมีน้ำหนักเพียง 13.50 กรัม และไม่ปรากฏว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้จำนวนเท่าใด จึงไม่ต้องด้วยข้อสันนิษฐานของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ที่จะถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โจทก์จึงมีหน้าที่นำสืบให้ได้ความจริง แต่พยานหลักฐานโจทก์เท่าที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักพอฟังว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคสอง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพังงา
จำเลย — นายจำลอง ครึ่งธิ
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 851/2547
#411033
เปิดฉบับเต็ม

ป.พ.พ. มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" ตามบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท เมื่อ ส. เจ้ามรดกเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทคนหนึ่ง โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาทได้เพื่อนำที่ดินส่วนที่เป็นมรดกดังกล่าวมาแบ่งปันให้ทายาทต่อไป

โจทก์ทั้งสองขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของ ส. แต่จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยได้นำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อนำมาแบ่งแยก แต่จำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้ ถือว่าจำเลยที่ 4 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 4279 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ไปให้เจ้าพนักงานที่ดินและแบ่งแยกโฉนดที่ดินจำนวน 300 ตารางวา หรือ 300 ส่วนในจำนวน 1,108 ส่วนของที่ดินทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ยอมแบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ถ้าการแบ่งแยกที่ดินไม่อาจกระทำได้ให้ขายโดยการประมูลราคาระหว่างกันเอง หากไม่สามารถตกลงกันได้ให้ขายทอดตลาดนำเงินที่ขายได้แบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสองตามส่วน หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ใช้ค่าที่ดินตามราคาท้องตลาดแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้เป็นผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ การฟ้องคดีนี้ไม่ใช่การจัดการมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาท เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง จ่าสิบตำรวจเสน่ห์ขายที่ดินของตนให้แก่บุคคลอื่นไปแล้ว สัดส่วนการถือกรรมสิทธิ์ไม่ถูกต้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากไม่บรรยายว่าที่ดินส่วนที่ขอให้แบ่งเป็นที่ดินส่วนไหน ตั้งอยู่ทิศทางใดของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือแจ้งให้ดำเนินการแบ่งแยก โฉนดที่ดินพิพาทไม่อยู่ในครอบครองของจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้รับจำนองได้ยึดถือไว้ จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกซื้อที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนไม่ผูกพันในข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ จำเลยที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกรับจำนองที่ดินพิพาทไว้โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจึงไม่ต้องส่งมอบโฉนดที่ดิน การแบ่งแยกโฉนดที่ดินดังกล่าวหากจำเลยที่ 4 ผู้รับจำนองไม่ยินยอม ก็ไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ยังไม่ตกลงกันให้ชัดแจ้งว่าเมื่อแบ่งแยกแล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จะได้ที่ดินส่วนใด จำเลยที่ 4 ไม่อาจยินยอมและส่งมอบโฉนดที่ดินให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมตามฟ้อง จำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่นำโฉนดที่ดินเลขที่ 4279 ตำบลพระโขนงฝั่งเหนือ อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ไปจดทะเบียนดำเนินการแบ่งแยกจำนวนเนื้อที่ 300 ส่วนในจำนวน 1,108 ส่วนของที่ดินทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความมิฉะนั้นให้ขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วน โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ในประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสี่หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า การที่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ รัตนพราหมณ์ ยื่นฟ้องขอแบ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมิอาจกระทำได้เพราะเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า "ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก" จะเห็นว่าตามบทกฎหมายดังกล่าวบัญญัติให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาท เมื่อจ่าสิบตำรวจเสน่ห์เจ้ามรดกเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทคนหนึ่ง โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้แบ่งที่ดินพิพาทได้เพื่อนำที่ดินส่วนที่เป็นมรดกดังกล่าวมาแบ่งปันให้แก่ทายาทต่อไป การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า จำเลยที่ 4 ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยที่ 4 ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 เห็นว่า ในเรื่องนี้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองได้บรรยายมาว่าโจทก์ทั้งสองขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนของจ่าสิบตำรวจเสน่ห์ แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วยได้นำโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองโฉนดที่ดินดังกล่าว ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินเพื่อนำมาแบ่งแยกดังกล่าว แต่จำเลยที่ 4 เพิกเฉยไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 4 โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสอง ตามคำให้การของจำเลยที่ 4 ก็ให้การโต้แย้งไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินให้โจทก์ทั้งสองเช่นกัน ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้ปฏิเสธไม่ส่งมอบโฉนดที่ดินให้ฝ่ายโจทก์ จำเลยที่ 4 เพียงแต่มีหนังสือตามเอกสารหมาย จ.23 หรือ ล.5 สอบถามโจทก์ทั้งสองว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทในลักษณะใด ให้โจทก์ทั้งสองแจ้งรายละเอียดมาเพื่อดำเนินการต่อไปเท่านั้น เห็นว่า เมื่อฝ่ายโจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบโฉนดที่ดินตามหนังสือเอกสารหมาย จ.21 จำเลยที่ 4 ก็มีหนังสือตอบฝ่ายโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.23 ว่าจำเลยที่ 4 รับจำนองที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนถูกต้องไม่สามารถส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่ฝ่ายโจทก์ได้เนื่องจากโจทก์เป็นบุคคลภายนอก ในส่วนบันทึกข้อตกลงการซื้อขายที่ดินระหว่างลูกค้าของจำเลยที่ 4 และจ่าสิบตำรวจเสน่ห์นั้น จำเลยที่ 4 ไม่ได้มีส่วนรู้เห็น และให้ฝ่ายโจทก์ไปติดต่อผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมให้เรียบร้อยก่อน ตามหนังสือของจำเลยที่ 4 ดังกล่าว โดยสรุปแล้วจำเลยที่ 4 ไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองตามที่ฝ่ายโจทก์บอกกล่าวมิใช่ว่าจำเลยที่ 4 ตกลงยินยอมส่งมอบโฉนดที่ดินและสอบถามฝ่ายโจทก์ว่าจะแบ่งแยกที่ดินพิพาทในลักษณะใดดังจำเลยที่ 4 อ้าง กรณีฟังได้ว่าจำเลยที่ 4 ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสองแล้ว โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 4 ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ทุกข้อฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าหากจำเลยทั้งสี่ไม่ไปจดทะเบียนดำเนินการแบ่งแยกที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ถ้าแบ่งไม่ได้ให้ประมูลกันระหว่างคู่ความและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น เป็นการไม่ถูกต้องเพราะไม่เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ที่บัญญัติว่าถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาด ทั้งคู่ความในคดีนี้มีจำเลยที่ 4 ซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอยู่ด้วย จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องชัดเจน

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เรื่อง อัตราค่าทนายความได้กำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในศาลอุทธรณ์ไว้ 1,500 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนโจทก์ เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ดังกล่าว จึงเห็นสมควรกำหนดเสียใหม่ให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมถ้าแบ่งไม่ได้ให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างคู่ความที่เป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาท ให้ยกคำขอที่ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในกรณีที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ยอมจดทะเบียนแบ่งแยก และให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์ที่ 1 ส่วนโจทก์ที่ 2 ไม่แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอนุศักดิ์ รัตนพราหมณ์ กับพวก
จำเลย — นางปริตปาลกอร์ จันทร์ศรีชวาลา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
มงคล ทับเที่ยง
สุรพล เตชะกำธร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2547
#112824
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าพนักงานประเมินแจ้งผลการตรวจสอบผิดพลาดและในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ระบุเพียงว่าโจทก์บันทึกรายได้ขาดบัญชี จำนวน 3,764,745.13 บาท โดยมิได้มีรายละเอียดอื่นใด เป็นเหตุให้โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และนำคดีมาฟ้องศาลโดยเข้าใจคลาดเคลื่อน ดังนั้น การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะเป็นปัญหาที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ยกเป็นประเด็นขึ้นวินิจฉัยมาก่อนก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29

การจ่ายเงินโบนัสของโจทก์เป็นรายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว เพราะเป็นการใช้ผลกำไรเป็นฐานในการกำหนดการจ่ายโบนัสของโจทก์ จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ป. รัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) โจทก์ไม่สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิได้

เงินเพิ่มเกิดจากการไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา ผู้ชำระภาษีจึงต้องเสียเงินเพิ่ม และตาม ป. รัษฎากร มาตรา 27 มิได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มนี้ได้

การพิจารณาให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเท่าใด เพียงไรนั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าจำเลยชนะคดีเกือบเต็มฟ้องจึงพิจารณาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ย่อมเป็นการสมควรแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และขอให้ลดหรืองดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้นำค่าจ่ายเงินโบนัสจำนวน ๑,๕๗๐,๖๑๐ บาท ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชี ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ถึง ๓๐ เมษายน ๒๕๓๕ และให้โจทก์เสียเบี้ยปรับร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ในชั้นตรวจสอบภาษี เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยตรวจพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชี ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ถึง ๓๐ เมษายน ๒๕๓๕ โจทก์มีรายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ จำนวน ๓,๗๓๒,๖๕๐ บาท โจทก์ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์บันทึกบัญชีรายได้และแสดงในแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด. ๕๐) ไว้ถูกต้องแล้ว แต่โจทก์ยื่นรายได้ในส่วนของค่าห้องพัก รายได้จากการขายและอื่น ๆ รวมทั้งค่าบริการโทรศัพท์และเทเล็กซ์ขาดไปจำนวน ๓,๗๖๔,๗๔๕.๑๓ บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตรวจสอบของจำเลยได้หมายเรียกโจทก์ให้มารับทราบผลการตรวจสอบ โดยแจ้งว่าโจทก์ไม่ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์มาบันทึกเป็นรายได้ ทำให้รายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ขาดบัญชีไปจำนวน ๓,๗๖๔,๗๔๕.๑๓ บาท เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจสอบ แจ้งผลการตรวจสอบผิดพลาด และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ระบุเพียงว่าโจทก์บันทึกรายได้ขาดบัญชี ๓,๗๖๔,๗๔๕.๑๓ บาท โดยมิได้มีรายละเอียดอื่นใด เป็นเหตุให้โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลว่าโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ถูกต้องแล้ว ดังนั้น การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะเป็นปัญหาที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ยกเป็นประเด็นขึ้นวินิจฉัยมาก่อนก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๙ สำหรับรายได้ในส่วนของค่าห้องพัก รายได้จากการขาย และอื่น ๆ รวมทั้งค่าบริการโทรศัพท์และเทเล็กซ์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบแล้ว เห็นว่า โจทก์ยื่นรายได้ขาดไปจำนวน ๓,๗๖๔,๗๔๕.๑๓ บาท โจทก์จะต้องเสียภาษีในส่วนนี้หรือไม่เพียงใดนั้น ไม่มีประเด็นในชั้นนี้ เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องดำเนินการออกหมายเรียกตรวจสอบและแจ้งการประเมินให้ถูกต้องไปภายในกำหนดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

กรณีว่า การจ่ายเงินโบนัสของโจทก์พิจารณาจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา ๖๕ ตรี (๑๙) หรือไม่นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๙) บัญญัติว่า รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ไม่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งหมายถึงรายจ่ายใด ๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์การจ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่คำนึงว่าโบนัสนั้นจะจ่ายเป็นอัตราร้อยละของผลกำไร หรือจ่ายเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือนที่พนักงานแต่ละคนได้รับ พยานโจทก์ก็เบิกความสอดคล้องกันว่า โจทก์จ่ายเงินโบนัสให้พนักงานโจทก์เพราะผลประกอบการของโจทก์มีกำไร และจากพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๕ ของปีถัดไป เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีและโจทก์ทราบผลกำไรแล้ว ต่อมาประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี รองกรรมการผู้จัดการของโจทก์จะเสนอเรื่องไปยังกรรมการผู้จัดการ เพื่อขออนุมัติจ่ายโบนัสแก่พนักงาน ปรากฏตามหนังสือของอนุมัติโบนัส เอกสารหมาย จ. ๒ แผ่นที่ ๑๑๕ ถึง ๑๒๓ พยานโจทก์ที่สืบมาไม่ปรากฏว่าการจ่ายโบนัสเป็นรายจ่ายที่กำหนดว่าเป็นรายจ่ายที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่พนักงานหรือเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือนดังนี้ ตามพฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นชัดว่าการจ่ายเงินโบนัสของโจทก์เป็นรายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว เพราะเป็นการใช้ผลกำไรเป็นฐานในการกำหนดการจ่ายโบนัสของโจทก์ รายจ่ายของโจทก์ที่จ่ายเป็นค่าโบนัสจำนวน ๑,๕๗๐,๖๑๐ บาท เป็นรายจ่ายที่จ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๖๕ ตรี (๑๙) โจทก์ไม่สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าสามารถนำมาคำนวณกำไรสุทธิได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มนั้น เห็นว่า เงินเพิ่มเกิดจากการไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา ผู้ชำระภาษีจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม และตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๒๗ มิได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์นั้น เห็นว่า การพิจารณาให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเท่าใด เพียงไรนั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าจำเลยชนะคดีเกือบเต็มฟ้องจึงพิจารณาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ย่อมเป็นการสมควรแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะในส่วนของการบันทึกรายได้ขาดบัญชีจำนวน ๓,๗๖๔,๗๔๕.๑๓ บาท แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายเงินโบนัสจำนวน ๑,๕๗๐,๖๑๐ บาท การประเมินชอบแล้ว และคงให้โจทก์เสียเบี้ยปรับร้อยละ ๕๐ ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 27 ม. 65 ตรี (13) (19)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 225 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทป่าตองบีชโฮเต็ล (ภูเก็ต) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสนธิศาสตร์ เจตน์วราพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2547
#411029
เปิดฉบับเต็ม

ในชั้นตรวจสอบภาษีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยตรวจพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2534 ถึง 30 เมษายน 2535 โจทก์มีรายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์จำนวน 3,732,650 บาท โจทก์ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์บันทึกบัญชีรายได้และแสดงในแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ไว้ถูกต้องแล้ว แต่โจทก์ยื่นรายได้ในส่วนของค่าห้องพัก รายได้จากากรขายและอื่น ๆ รวมทั้งค่าบริการโทรศัพท์และเทเล็กซ์ขาดไปจำนวน 3,764,745.13 บาท ต่อมาเจ้าพนักงานตรวจสอบของจำเลยได้หมายเรียกโจทก์ให้มารับทราบผลการตรวจสอบ โดยแจ้งว่าโจทก์ไม่ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์มาบันทึกเป็นรายได้ ทำให้รายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ขาดบัญชีไปเป็นจำนวน 3,764,745.13 บาท เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจสอบแจ้งผลการตรวจสอบผิดพลาด และในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ระบุเพียงว่าโจทก์บันทึกรายได้ขาดบัญชี 3,764,745.13 บาท โดยมิได้มีรายละเอียดอื่นใดเป็นเหตุให้โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลว่าโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ถูกต้องแล้ว ดังนั้น การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะเป็นปัญหาที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ยกเป็นประเด็นขึ้นวินิจฉัยมาก่อนก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29

ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี (19) บัญญัติว่า รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว ไม่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งหมายถึงรายจ่ายใด ๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์การจ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่คำนึงว่าโบนัสนั้นจะจ่ายเป็นอัตราร้อยละของผลกำไร หรือจ่ายเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือนที่พนักงานแต่ละคนได้รับพฤติการณ์ของโจทก์แสดงให้เห็นว่าการจ่ายเงินโบนัสของโจทก์เป็นรายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี เพราะเป็นการใช้ผลกำไรเป็นฐานในการกำหนดการจ่ายเงินโบนัสของโจทก์ จึงฟังได้ว่ารายจ่ายของโจทก์ที่จ่ายเป็นค่าโบนัสจำนวน 1,570,610 บาท เป็นรายจ่ายที่จ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ตรี (19) โจทก์ไม่สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830020/2/100021 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 และหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830020/2/100022 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามหนังสือเลขที่ ภก/58/2542 และหนังสือเลขที่ ภก/59/2542 และขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830020/2/100021 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภก/58/2542 ลงวันที่ 15 กันยายน 2542 โดยให้นำค่าจ่ายเงินโบนัสจำนวน 1,570,610 บาท ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรขาดทุนสุทธิของโจทก์ในการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2534 ถึง 30 เมษายน 2535 และให้โจทก์เสียเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า การประเมินภาษีของจำเลยในประเด็นที่ว่า โจทก์บันทึกรายได้ขาดบัญชีจำนวน 3,764,745.13 บาท ในรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2534 ถึง 30 เมษายน 2535 เป็นการไม่ชอบ เนื่องจากเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งข้อกล่าวหาและความผิดของโจทก์ให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์แต่เพียงว่าโจทก์ไม่ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์มาบันทึกบัญชีเป็นรายได้ ทำให้รายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ขาดบัญชีไป โดยมิได้ชี้แจงรายละเอียดของการประเมินให้ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบแต่อย่างใด ทำให้โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลว่าโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ถูกต้องแล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงเพิ่งปรากฏจากคำให้การจำเลยว่ารายได้ที่ตรวจสอบว่าบันทึกบัญชีขาดไปเป็นรายได้อื่นไม่ใช่ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ของโจทก์ ถือได้ว่าจำเลยมิได้แจ้งการปะรเมินภาษีในส่วนของรายได้อื่น ๆ ให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด จึงไม่มีค่าภาษีในส่วนนี้ นั้น เห็นว่า ในชั้นตรวจสอบภาษีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีของจำเลยตรวจพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2534 ถึง 30 เมษายน 2535 โจทก์มีรายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ จำนวน 3,732,650 บาท โจทก์ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์บันทึกบัญชีรายได้และแสดงในแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ไว้ถูกต้องแล้ว แต่โจทก์ยื่นรายได้ในส่วนของค่าห้องพัก รายได้จากการขายและอื่น ๆ รวมทั้งค่าบริการโทรศัพท์และเทเล็กซ์ขาดไปจำนวน 3,764,745.13 บาท ตามรายงานการตรวจสอบภาษีอากรเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 31 และรายงานการพิจารณาอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 41 ต่อมาเจ้าพนักงานตรวจสอบของจำเลยได้หมายเรียกโจทก์ให้มารับทราบผลการตรวจสอบ โดยแจ้งว่าโจทก์ไม่ได้นำรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์มาบันทึกเป็นรายได้ ทำให้รายได้จากการให้เช่าอาคารพาณิชย์ขาดบัญชีไปเป็นจำนวน 3,764,745.13 บาท ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 17 เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจสอบแจ้งผลการตรวจสอบผิดพลาดและในหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลก็ระบุเพียงว่าโจทก์บันทึกรายได้ขาดบัญชี 3,764,745.13 บาท โดยมิได้มีรายละเอียดอื่นใด เป็นเหตุให้โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ และอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลว่าโจทก์บันทึกรายได้ค่าเช่าอาคารพาณิชย์ถูกต้องแล้ว ดังนั้น การประเมินในส่วนนี้จึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะเป็นปัญหาที่ศาลภาษีอากรกลางมิได้ยกเป็นประเด็นขึ้นวินิจฉัยมาก่อนก็ตาม โจทก์ย่อมมีสิทธิยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในชั้นอุทธรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 29 สำหรับรายได้ในส่วนของค่าห้องพัก รายได้จากการขายและอื่น ๆ รวมทั้งค่าบริการโทรศัพท์และเทเล็กซ์ที่เจ้าพนักงานของจำเลยตรวจสอบแล้วเห็นว่าโจทก์ยื่นรายได้ขาดไปจำนวน 3,764,745.13 บาท โจทก์จะต้องเสียภาษีในส่วนนี้หรือไม่เพียงใดนั้น ไม่มีประเด็นในชั้นนี้ เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานของจำเลยจะต้องดำเนินการออกหมายเรียกตรวจสอบและแจ้งการประเมินให้ถูกต้องต่อไปภายในกำหนดอายุความ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ข้อสองว่า รายจ่ายที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท 3161 เอสเตท จำกัด นั้น โจทก์ไม่ได้กำหนดขึ้นเองและโจทก์ได้จ่ายให้แก่บริษัทดังกล่าวจริง และเป็นรายจ่ายเพื่อประโยชน์หรือวัตถุประสงค์เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะนั้น จำเลยได้ให้การโต้แย้งว่าในการจ่ายค่าจ้างดังกล่าวโจทก์จ่ายค่าจ้างเป็นเช็คแต่ไม่ระบุชื่อผู้รับเงิน ประกอบกับบริษัท 3161 เอสเตท จำกัด ผู้รับจ้างก็มิได้นำเงินจำนวน 6,911,323.60 บาท ไปรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีตามกฎหมาย ข้อนี้โจทก์มีนางสาววัลนา วลัยเพ็ชร์ เบิกความยืนยันว่า โจทก์ได้จ่ายเงินดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.1 ทุกแผ่นโดยการตัดจากบัญชีของโจทก์ แต่จำนวนเงินดังกล่าวที่โจทก์จ่ายไปก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าโจทก์ได้จ่ายให้แก่บริษัท 3161 เอสเตท จำกัด และเป็นการจ่ายตามสัญญาว่าจ้างบริษัท 3161 เอสเตท จำกัด ให้เป็นผู้ดำเนินการส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์ตลอดจนทำการตลาดในเชิงธุรกิจให้แก่โจทก์ พยานโจทก์ที่นำสืบมาทั้งหมดไม่ปรากฏว่าบริษัท 3161 เอสเตท จำกัด ได้ทำงานตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังกล่าวให้แก่โจทก์อย่างไรและทำเมื่อใด ส่วนสรุปรายงานผลการดำเนินงานเอกสารหมาย จ.5 แผ่นที่ 1 ถึง 6 ที่โจทก์อ้างว่าได้มีการนัดประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างโจทก์กับบริษัทผู้รับจ้างก็ไม่ปรากฏว่าผู้รับจ้างได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ไปยังโรงแรมต่าง ๆ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนะนำโรงแรมและกิจการของโจทก์ให้นักท่องเที่ยงทราบดังที่โจทก์อุทธรณ์ พยานหลักฐานที่โจทก์สืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์ ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การจ่ายเงินโบนัสของโจทก์พิจารณาจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีจึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (19) โจทก์ไม่สามารถนำมาคิดคำนวณกำไรสุทธิได้นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) บัญญัติว่า รายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้วไม่ให้ถือว่าเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งหมายถึงรายจ่ายใด ๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์การจ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี โดยไม่คำนึงว่าโบนัสนั้นจะจ่ายเป็นอัตราร้อยละของผลกำไร หรือจ่ายเป็นจำนวนเท่าของเงินเดือนที่พนักงานแต่ละคนได้รับ ได้ความจากนายพิสุทธิ์ กาญจนะวรรธนะ สมุห์บัญชีของโจทก์ว่า โจทก์ได้จ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละครั้งโดยไม่คำนึงถึงค่าผลประกอบการของโจทก์ว่า โจทก์ได้จ่ายเงินโบนัสให้พนักงานปีละครั้งโดยไม่คำนึงถึงค่าผลประกอบการของโจทก์ว่าจะมีกำไรหรือขาดทุน เป็นการจ่ายเพื่อจูงใจและให้กำลังใจการทำงานของพนักงาน ในชั้นตรวจสอบนายพิทยา ลิมปมานุรักษ์ อดีตสมุห์บัญชีของโจทก์ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการพิจารณาโบนัสและนายเชษฐา เปรมานนท์ ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์ให้การว่า หลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานโจทก์จะจ่ายเงินโบนัสทุกปีมากน้อยขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงาน ถ้าโจทก์มีผลการดำเนินงานกำไรมากก็จะจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานมาก โดยที่หัวหน้าฝ่ายจะพิจารณาจากผลการดำเนินงานของโจทก์ว่ามีกำไรมากน้อยเพียงใดและผลการทำงานของพนักงานแต่ละคน ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 304 และ 266 ตามลำดับ นอกจากนี้นายเชษฐาและนายปราโมทย์ เจียรนัย ผู้ช่วยสมุห์บัญชีของโจทก์ยังเบิกความสอดคล้องต้องกันอีกว่า พนักงานที่มีผลงานดีอาจมีโบนัสจำนวน 3 เท่าของเงินเดือน บางคนก็ได้ 1 เท่าของเงินเดือน การจ่ายเงินโบนัสของโจทก์ในปี 2531 ถึง 2541 จะอยู่ในอัตราร้อยละ 10 ถึง 15 ของกำไรสุทธิแต่ละปีตามเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 115 ถึง 141 ประกอบกับนายปราโมทย์เบิกความตอบคำถามค้านทนายจำเลยว่า ในกรณีโจทก์ขาดทุน โจทก์จะจ่ายเงินโบนัสหรือไม่ ไม่ทราบ เนื่องจากโจทก์ยังไม่ขาดทุน ส่วนนางลัดดาวัลย์ ไฝขาว และนายเสกสรรค์ ชูจันทร์ พยานโจทก์ก็เบิกความสอดคล้องกันอีกว่า โจทก์จ่ายเงินโบนัสให้พนักงานโจทก์เพราะผลประกอบการของโจทก์มีกำไร และจากพยานหลักฐานของโจทก์ปรากฏว่า โจทก์มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมถึงวันที่ 30 เมษายนของปีถัดไป เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชีและโจทก์ทราบผลกำไรแล้ว ต่อมาประมาณกลางเดือนพฤษภาคมของทุกปี รองกรรมการผู้จัดการของโจทก์จะเสนอเรื่องไปยังกรรมการผู้จัดการเพื่อขออนุมัติจ่ายโบนัสแก่พนักงาน ปรากฏตามหนังสือขออนุมัติโบนัสเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 115 ถึง 123 พยานโจทก์ที่สืบมาไม่ปรากฏว่าการจ่ายโบนัสเป็นรายจ่ายที่กำหนดว่าเป็นรายจ่ายที่โจทก์จะต้องจ่ายให้แก่พนักงานหรือเป็นรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นส่วนหนึ่งของเงินเดือน ดังนี้ ตามพฤติการณ์ของโจทก์ดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นชัดว่าการจ่ายเงินโบนัสของโจทก์เป็นรายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว เพราะเป็นการใช้ผลกำไรเป็นฐานในการกำหนดการจ่ายโบนัสของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์ที่สืบมาจึงฟังได้ว่า รายจ่ายของโจทก์ที่จ่ายเป็นค่าโบนัสจำนวน 1,570,610 บาท เป็นรายจ่ายที่จ่ายจากผลกำไรเมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชีแล้ว จึงเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (19) โจทก์ไม่สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาคำนวณกำไรสุทธิได้ ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่าสามารถนำมาคำนวณกำไรสุทธิได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์จำเลยข้อนี้ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยประการสุดท้ายว่ามีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินกรณีเงินโบนัสพนักงานไม่ชอบ และจำเลยมีส่วนผิดในชั้นแจ้งข้อหา ชั้นตรวจสอบภาษีอากร ทำให้โจทก์หลงต่อสู้ โจทก์ไม่อาจต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง อันเป็นความผิดของจำเลยและเป็นการขาดความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการบรรเทาผลร้ายแก่โจทก์และเพื่อไม่ให้โจทก์ตกเป็นผู้รับผิดในผลร้ายจากการกระทำของจำเลยแต่ฝ่ายเดียว อีกทั้งโจทก์ได้ให้ความร่วมมือแก่จำเลยเป็นอย่างดี โจทก์ไม่เคยปฏิบัติผิดกฎหมาย ไม่เคยหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีการเสียภาษีแต่อย่างใด จึงของดหรือลดเบี้ยปรับในส่วนนี้ ส่วนจำเลยอุทธรณ์ว่า การแจ้งผลการตรวจสอบรายได้ขาดบัญชีของรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2534 ถึง 10 เมษายน 2535 การบันทึกรายรับที่โจทก์ลงบัญชีแต่ไม่นำไปคิดคำนวณกำไรสุทธิจากค่าเช่าห้องพัก ค่าอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น เป็นค่าเช่าอาคาร และอุทธรณ์โจทก์ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีว่า จากการตรวจสอบโจทก์มิได้นำรายได้ค่าห้องพักจากการขายอาหารและเครื่องดื่ม ค่าบริการสระว่ายน้ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นรายได้ที่โจทก์ลงบัญชีไว้แต่มิได้นำรายได้ดังกล่าวไปคำนวณกำไรสุทธิ เห็นว่า แม้โจทก์ได้ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบไต่สวนของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีด้วยดี ซึ่งจำเลยมิได้อุทธรณ์โต้แย้งข้อเท็จจริงนี้ กรณีก็ยังไม่มีเหตุสมควรที่จะลดเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ลงอีก โดยเห็นควรให้คงเรียกเก็บเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมายสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2534 ถึง 30 เมษายน 2535 ส่วนรอบระยะเวลาบัญชี 1 พฤษภาคม 2535 ถึง 30 เมษายน 2536 กรณีรายจ่ายต้องห้ามที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัท 3161 เอสเตท จำกัด นั้น กรณียังไม่มีเหตุสมควรที่จะงดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ตามที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยไว้ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเงินเพิ่มนั้น เห็นว่า เงินเพิ่มเกิดจากการไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลา ผู้ชำระภาษีจึงต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม และตามประมวลรัษฎากร มาตรา 27 มิได้บัญญัติให้ศาลมีอำนาจงดหรือลดเงินเพิ่มนี้ได้ อุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์อุทธรณ์ขอให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์นั้น เห็นว่า การพิจารณาให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เท่าใดเพียงไรนั้น เป็นดุลพินิจของศาลที่จะกำหนดให้ เมื่อศาลภาษีอากรกลางเห็นว่าจำเลยชนะคดีเกือบเต็มฟ้องจึงพิจารณาให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ย่อมเป็นการสมควรแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 9830020/2/100021 ลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ ภก/58/2542 ลงวันที่ 15 กันยายน 2542 โดยให้เพิกถอนการประเมินเฉพาะในส่วนของการบันทึกรายได้ขาดบัญชีจำนวน 3,764,745.13 บาท แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายเงินโบนัสจำนวน 1,570,610 บาท การประเมินชอบแล้ว และคงให้โจทก์เสียเบี้ยปรับร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคสอง
ป.รัษฎากร ม. 65 ตรี (19)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทป่าตองบีชโฮเต็ล จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 847/2547
#410879
เปิดฉบับเต็ม

ขณะถูกจับกุมจำเลยเพียงแต่นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้ บ. ผู้ซื้อ โดยที่ยังมิได้ส่งมอบแต่อย่างใด การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างจำเลยกับ บ. จึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน และโทรศัพท์มือถือของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ให้การปฏิเสธข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง จำคุก 24 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 30 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุก 15 ปี จำเลยมีความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 20 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม จำคุก 13 ปี 4 เดือน รวมโทษทั้งสองกระทงแล้ว จำคุก 28 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด ตามฟ้อง กระทงหลังเป็นความผิดสำเร็จแล้วหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 222 ทั้งนี้ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฟังข้อเท็จจริงว่า วันเกิดเหตุนางบุษบา เดชบาล เป็นผู้ติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลย และนัดให้จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งที่ทาวน์เฮ้าส์ที่เกิดเหตุ ต่อมาจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด ของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้นางบุษบาตามที่ตกลงกันไว้ แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบ จำเลยก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน ซึ่งจำเลยฎีกาทำนองว่า ไม่มีการซื้อขายเมทแอมเฟตามีน เพราะไม่มีการตกลงราคาและไม่มีการชำระเงิน ทั้งยังไม่มีการส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้แก่ผู้ซื้อ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะถูกจับกุมจำเลยเพียงแต่นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้นางบุษบาผู้ซื้อ โดยที่ยังมิได้ส่งมอบแต่อย่างใด การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางระหว่างจำเลยกับนางบุษบาจึงยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 900 เม็ด เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การซื้อขายดังกล่าวเกิดขึ้นสมบูรณ์ เป็นความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนสำเร็จตามกฎหมายแล้ว จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหนักเกินไปหรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงเป็นภัยแก่ประชาชนและสังคมทั่วไป จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 1,900 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 31.569 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ให้จำคุก 30 ปี ก่อนลดโทษนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น แม้ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายแอมเฟตามีนนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกันและมิได้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบความผิดจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลย ส่วนกำหนดโทษนั้น เมทแอมเฟตามีนของกลางที่จำเลยพยายามจำหน่ายไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด จึงเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้าง และแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งกำหนดโทษในความผิดฐานนี้เสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายแล้วเป็นจำคุก 21 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายสมควร สมตัว
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 839/2547
#410765
เปิดฉบับเต็ม

ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไป ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกันเจือสมกับพยานหลักฐานของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงิน ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถชำระค่าตรวจพิสูจน์ได้ แล้วมีรอยขีดฆ่าและตกเติมข้อความใหม่ในคำร้องว่าจำเลยไม่ประสงค์จะชำระค่าตรวจพิสูจน์ เพราะเป็นอัตราที่สูงมากซึ่งขัดต่อคำเบิกความและคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่ามีฐานะทางการเงินดี แต่ค่าตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเรียกให้ชำระเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยที่จำเลยที่ 1 สามารถชำระได้โดยไม่เดือดร้อน การขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวจึงส่อพิรุธว่าจำเลยที่ 1 ได้รู้ผลการตรวจพิสูจน์แล้วจึงขอยกเลิก อย่างไรก็ดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แต่ในขณะที่ศาลมีคำสั่งดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญของศาลได้ตรวจพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยและได้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไปยังศาลชั้นต้นแล้ว คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์จึงไม่อาจลบล้างผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากธนาคารโจทก์ สาขาบางปลาสร้อย (ชลบุรี) เป็นเงิน 1,000,000 บาท ตกลงดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์ซึ่งขณะทำสัญญาเป็นอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.5 ต่อปี และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามที่โจทก์จะประกาศกำหนด จำเลยที่ 1 ตกลงจะผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนอย่างน้อยเดือนละ 25,000 บาท โดยผ่อนชำระให้ก่อนวันที่ 4 ของทุกเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะผ่อนชำระให้แก่โจทก์เสร็จ หากผิดนัดเดือนใดเดือนหนึ่งถือว่าผิดนัดทั้งหมดยอมให้โจทก์ฟ้องร้องดำเนินคดีได้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 29107 ตำบลบ้านเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ โดยมีข้อตกลงว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยินยอมให้โจทก์ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยที่ 1 รับเงินจากโจทก์ไปเรียบร้อยแล้วในวันทำสัญญา ภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผ่อนชำระให้โจทก์เพียง 21 ครั้ง แล้วผิดนัดโจทก์จึงมีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนอง จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้วก็ไม่ชำระหนี้ให้ รวมต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 1,310,695.46 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,310,695.46 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี จากต้นเงิน 963,956.95 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ ลายมือชื่อผู้กู้ยืมเงินในสัญญากู้เงินไม่ใช่ลายมือชื่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เคยติดต่อให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินจากโจทก์ และโจทก์ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 2 กู้ยืมเงิน จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์และจดทะเบียนจำนองทรัพย์จำนองไว้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินตามฟ้องจากโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์ได้นำนายดำเกิง ธำรงสินถาวร ทนายความผู้รับมอบอำนาจช่วงของโจทก์ และนายพงศ์กิจ เติมกิจธนสาร เบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินไปจากโจทก์ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งพยานทั้งสองแม้จะไม่มีส่วนรู้เห็นในการทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 แต่เมื่อพิเคราะห์ลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไปให้ เช่น แบบคำขอสินเชื่อลงวันที่ 1 ธันวาคม 2535 และรายละเอียดประเภทสินเชื่อ เป็นต้น และโจทก์ได้ส่งเอกสารต่างๆ ต่อศาลชั้นต้นตามคำร้องลงวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งไปแล้ว ปรากฏว่าลายมือชื่อในช่องผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 คล้ายคลึงกับลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ที่ระบุว่า เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 คัดค้านว่า เอกสารต่างๆ เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์และโจทก์เป็นผู้จัดทำขึ้นเองโดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบมาก่อน แต่เอกสารดังกล่าวมีข้อมูลส่วนบุคคลของจำเลยที่ 1 รายละเอียดเกี่ยวกับหลักประกันรวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งระบุชื่อจำเลยที่ 1 ได้กระทำกับโจทก์ไว้และมีลายมือชื่อระบุว่า เป็นของจำเลยที่ 1 ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้แก่โจทก์จริง โจทก์ไม่น่าจะบันทึกขึ้นมาเองได้ เอกสารดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงที่จำเลยที่ 1 เคยลงลายมือชื่อไว้ นอกจากนี้ยังมีตั๋วแลกเงินท้ายคำแถลงลงวันที่ 29 มกราคม 2542 ที่มีลายมือชื่อระบุว่าเป็นของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ลายมือชื่อซึ่งปรากฏว่าคล้ายกับลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ในแบบกรอกคะแนนการประเมินผลประจำปีระดับประถมศึกษาเอกสารหมาย ล.1 และคล้ายกับลายมือชื่อผู้กู้ในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ด้วย ฝ่ายจำเลยที่ 1 เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้เงินตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 แต่จำเลยที่ 1 เคยพาจำเลยที่ 2 ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของโจทก์เพราะจำเลยที่ 2 มีที่ดินอยู่ในจังหวัดชลบุรีอันเป็นการนำสืบสนับสนุนคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กู้ยืมเงินจากโจทก์ไม่ใช่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่อาจรับฟังได้อย่างถนัด เพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนจำนองที่ดินค้ำประกันหนี้รายนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมอยู่แล้ว ถ้าจำเลยที่ 2 ประสงค์จะกู้ยืมเงินจากโจทก์ก็น่าจะลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้จากโจทก์โดยตรง ย่อมจะดีกว่าและไม่ยุ่งยาก แม้จำเลยที่ 1 จะมีนายสมศักดิ์ เสนีย์ศรีสกุล ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 มาเบิกความสนับสนุนว่า จำเลยที่ 1 มีฐานะทางการเงินดีไม่เคยกู้ยืมเงินใครก็มิได้หมายความว่าจำเลยที่ 1 จะไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะนายสมศักดิ์เป็นเพียงผู้บังคับบัญชาซึ่งอาจไม่เคยให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินและไม่ได้รู้เห็นขณะที่มีการทำสัญญากู้เงินรายนี้จะทราบได้อย่างไรว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์จริงหรือไม่ นอกจากนี้ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญของศาลที่ได้ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อผู้กู้เงินเอกสารหมาย จ.7 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อในเอกสารต่างๆ ที่กองพิสูจน์หลักฐานขอให้ศาลชั้นต้นจัดส่งไปรวมทั้งลายมือชื่อจำเลยที่ 1 ในแบบกรอกคะแนนการประเมินผลประจำปีระดับประถมศึกษา ปีการศึกษา 2534, 2538 และ 2539 กับสมุดคำสั่งรวม 4 เล่ม และตัวอย่างลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ที่เขียนต่อหน้าศาลชั้นต้น 14 แผ่น เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือไม่นั้น ผลการตรวจพิสูจน์ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่ามีคุณสมบัติของการเขียนรูปลักษณะของตัวอักษรและลายเส้นเป็นอย่างเดียวกัน แต่เนื่องจากเป็นการตรวจลายมือชื่อที่มีจำนวนตัวอักษรน้อยและมีลายเส้นน้อย ในกรณีนี้น่าจะเป็นลายมือชื่อของบุคคลคนเดียวกัน ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญของศาลดังกล่าวไม่มีเหตุควรจะระแวงว่า ผู้เชี่ยวชาญจะเอนเอียงเพื่อช่วยเหลือฝ่ายใด จึงเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ถึงแม้ว่าจำเลยที่ 1 จะยื่นคำร้องลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 ขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์โดยอ้างว่าจำเลยไม่สามารถชำระค่าตรวจพิสูจน์ได้ แล้วมีรอยขีดฆ่าและตกเติมข้อความใหม่ในคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ประสงค์จะชำระค่าตรวจพิสูจน์ เพราะเป็นอัตราที่สูงมาก ซึ่งขัดต่อคำเบิกความและคำร้องฉบับลงวันที่ 21 ธันวาคม 2541 ของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่ามีฐานะทางการเงินดีโดยเฉพาะมีเงินฝากอยู่กับโจทก์เป็นจำนวนสูงถึง 4,000,000 บาท แต่ค่าตรวจพิสูจน์ที่กองพิสูจน์หลักฐานเรียกให้คู่ความชำระเพียง 40,020 บาท ซึ่งเป็นเพียงจำนวนเล็กน้อยที่จำเลยที่ 1 สามารถชำระได้โดยไม่เดือดร้อน การขอยกเลิกการตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 จึงส่อพิรุธว่า จำเลยที่ 1 ได้รู้ผลการตรวจพิสูจน์แล้วจึงขอยกเลิก อย่างไรก็ดีแม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 4 มิถุนายน 2542 ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์ตามคำขอของจำเลยที่ 1 แต่ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวผู้เชี่ยวชาญของศาลได้ตรวจพิสูจน์เสร็จเรียบร้อยและได้แจ้งผลการตรวจพิสูจน์ไปยังศาลชั้นต้นแล้วตามหนังสือที่ ตช 0026.23/1059 ลงวันที่ 29 เมษายน 2542 และใบรับฝากไปรษณียภัณฑ์ในประเทศ ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ท้ายหนังสือที่ ตช 0026.29/1997 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2542 ดังนั้น คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกเลิกการตรวจพิสูจน์จึงไม่อาจลบล้างผลการตรวจพิสูจน์ของผู้เชี่ยวชาญได้ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินตามฟ้องไปจากโจทก์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 29107 ตำบลบ้านเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้รายนี้โดยยอมรับผิดต่อโจทก์อย่างลูกหนี้ร่วมตามหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.8 และ จ.9 ตามลำดับ เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดและโจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว ตามหนังสือบอกกล่าวและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6 จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อคำนวณยอดหนี้ตามบัญชีเงินกู้เอกสารหมาย จ.13 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 21 ครั้ง ครั้งสุดท้ายชำระเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2539 คงค้างชำระต้นเงิน 963,956.95 บาท และดอกเบี้ย 142,577.72 บาท รวมเป็นเงิน 1,106,534.67 บาท จำเลยทั้งสองต้องรับผิดในเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.7 ข้อ 2 และ 6 ที่ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 1,106,534.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และประกาศของธนาคารโจทก์ตั้งแต่ฉบับแรกถึงฉบับสุดท้าย จากต้นเงิน 963,956.95 บาท นับแต่วันที่ 12 กันยายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปต้องไม่เกินร้อยละ 19.5 ต่อปี และดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 346,738.51 บาท ตามที่โจทก์ขอ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 29107 ตำบลบ้านเสม็ด อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 86
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางอารีรัตน์ ศิริกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
สุรพล เจียมจูไร
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2547
#410764
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินและบันทึกข้อตกลงมีข้อตกลงให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่มีอาคารปลูกสร้างรุกล้ำของแต่ละฝ่ายให้แก่กันและกัน และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นเรื่องราวขอแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินจากอาคารของจำเลยทั้งสองให้แก่ฝ่ายโจทก์อีกด้วย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน หากบังคับฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายชำระหนี้ตอบแทนได้ แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องเสนอขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ฝ่ายโจทก์จะต้องโอนให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4394 จำนวนเนื้อที่ประมาณ ตารางวา ให้แก่โจทก์ทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 55387 จำนวนเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ตามแผนที่ท้ายฟ้องในที่ดินส่วนที่ระบายด้วยสีแดงให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองได้ตกลงยกที่ดินในส่วนที่มีอาคารปลูกสร้างรุกล้ำของแต่ละฝ่ายให้แก่กันตามสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินและบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 และ จ.12 ตามลำดับ ต่อมาโจทก์ทั้งสองได้แบ่งแยกที่ดินของตนในส่วนที่มีอาคารเลขที่ 35, 37, 39 และ 41 ของจำเลยทั้งสองซึ่งปลูกสร้างอยู่ออกจากที่ดินที่ให้เช่าโฉนดเลขที่ 565, 1867, 3353 และ 11678 ส่วนจำเลยทั้งสองได้แบ่งแยกที่ดินของตนในส่วนที่มีอาคารเลขที่ 43, 45, และ 47 ของโจทก์ทั้งสองปลูกสร้างอยู่ออกจากที่ดินที่ให้เช่าโฉนดเลขที่ 564, 4394 และ 11677 และทั้งสองฝ่ายต่างพร้อมโอนที่ดินแลกเปลี่ยนให้แก่กันและกันตามสัญญาดังกล่าวแล้วคงมีเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 55387 ที่อยู่ท้ายอาคารเลขที่ 35 ของจำเลยทั้งสอง ส่วนที่ระบายด้วยสีแดงตามรูปแผนที่เอกสารหมาย จ.5 เท่านั้น ที่จำเลยทั้งสองยังมิได้ดำเนินการขอแบ่งแยกเพื่อโอนให้แก่โจทก์ทั้งสอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินและบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.2 และ จ.12 มีข้อตกลงให้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่มีอาคารปลูกสร้างรุกล้ำของแต่ละฝ่ายให้แก่กันและกัน และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องยื่นเรื่องราวขอแบ่งแยกที่ดินส่วนที่เกินจากอาคารของจำเลยทั้งสองให้แก่ฝ่ายโจทก์อีกด้วย สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน หากบังคับฝ่ายหนึ่งชำระหนี้ก็ต้องบังคับให้อีกฝ่ายชำระหนี้ตอบแทนได้ แม้โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยทั้งสองโดยไม่ได้มีคำขอท้ายฟ้องเสนอขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ฝ่ายโจทก์จะต้องโอนให้แก่จำเลยทั้งสองตามสัญญาก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใดไม่ โจทก์ทั้งสองจึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

สำหรับปัญหาที่ว่า สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองครอบครองส่วนใดของที่ดินแต่ละฝ่ายที่จะต้องโอนแก่กันตามสัญญานั้น ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่คดีนี้คู่ความได้นำพยานหลักฐานเข้าสืบในปัญหาดังกล่าวจนเสร็จสิ้นแล้ว หากศาลฎีกาจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวไปก็ไม่ทำให้คู่ความเสียเปรียบ เพื่อมิให้คดีต้องล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวเสียเองโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยอีก และศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำฟ้องและจำเลยที่ 1 นำสืบยอมรับว่า ฝ่ายโจทก์และจำเลยทั้งสองได้ทำสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินกันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12 จริง โดยทั้งสองฝ่ายต่างได้ยื่นเรื่องราวขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินที่จะต้องโอนให้แก่กันและกันเสร็จเรียบร้อยและพร้อมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่กันและกันแล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าฝ่ายโจทก์ได้เคยบอกกล่าวหรือนัดหมายให้จำเลยทั้งสองดำเนินการจดทะเบียนโอนแลกเปลี่ยนที่ดินให้แก่กันและกัน อันจะถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดนัดหรือไม่อีกต่อไป และแม้คำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ทั้งสองจะมิได้เสนอขอโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่ตนจะต้องโอนแก่จำเลยทั้งสองตามสัญญา แต่สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งคู่สัญญาแต่ละฝ่ายมีหน้าที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่กันและกันเพื่อแลกเปลี่ยนตอบแทนกัน ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ไม่โต้เถียงกันตามโฉนดเลขที่ 4394 ของจำเลยทั้งสองในส่วนที่มีอาคารเลขที่ 43, 45 และ 47 แก่โจทก์ทั้งสอง และโจทก์ทั้งสองก็มีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 565, 1867, 3353 และ 11678 ของโจทก์ทั้งสองในส่วนที่มีอาคารเลขที่ 35, 37, 39 และ 41 แก่จำเลยทั้งสองด้วยเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ทั้งสองมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองยื่นเรื่องราวขอแบ่งแยกที่ดินภายในเส้นสีแดงของโฉนดเลขที่ 55387 ตามแผนที่เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 แก่โจทก์ทั้งสองด้วยนั้น เห็นว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวเกิดขึ้นใหม่ภายหลังที่โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองรับกันจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่มีอาคารปลูกสร้างรุกล้ำที่ดินของแต่ละฝ่ายให้แก่กันและกันตามสัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเอกสารหมาย จ.2 มาบันทึกไว้ในบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12 โดยมีตกลงเพิ่มเติมตามข้อ 3 อีกว่า อาคารทั้ง 4 คูหาที่ตกแก่จำเลยทั้งสองซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 11677, 55385, 55386 และ 55387 ตามแบบแปลนก่อสร้างนั้น หากมีที่ดินเกินจากอาคารที่แบบแปลนกำหนดไว้ จำเลยทั้งสองจะแบ่งแยกยกให้โจทก์ทั้งสองเช่นนี้ แสดงว่าคำขอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงในบันทึกตกลงเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว เพื่อจะได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาต่อไป และคำขอดังกล่าวพอแปลได้ว่าโจทก์ทั้งสองประสงค์ที่จะให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสอง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานฝ่ายโจทก์ประกอบคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินดังกล่าวในส่วนที่ระบายด้วยสีแดงเนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา ตามแผนที่เอกสารหมาย จ.5 อยู่นอกตัวอาคารของจำเลยทั้งสอง ซึ่งสัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12 ถือการแบ่งแยกที่ดินเป็นแนวตรงตามตัวตึก (ชายคาตามแบบแปลนที่ทางเทศบาลอนุญาต) อาคารเลขที่ 35, 37, 39 และ 41 ดังนั้น ที่ดินส่วนนี้จึงเป็นส่วนที่เกินจากอาคารที่แบบแปลนกำหนดไว้และย่อมเป็นที่ดินตามสัญญาที่จำเลยทั้งสองจะต้องแบ่งแยกเพื่อโอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ทั้งสองด้วย เมื่อฝ่ายโจทก์ยื่นเรื่องราวขอแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสองที่จะต้องโอนแก่จำเลยทั้งสองเรียบร้อยแล้ว แต่จำเลยทั้งสองยังมิได้ยื่นเรื่องราวขอแบ่งแยกที่ดินในส่วนนี้เพื่อโอนแก่โจทก์ทั้งสองด้วย จึงเป็นการผิดสัญญาต่อโจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่จะต้องดำเนินการแบ่งแยกเพื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่ระบายด้วยสีแดงตามแผนที่เอกสารหมาย จ.5 ดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสองตามสัญญาด้วย"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4394 เนื้อที่ประมาณ 7 ตารางวา ซึ่งมีอาคารของโจทก์ทั้งสองตั้งอยู่แก่โจทก์ทั้งสองกับให้จำเลยทั้งสองแบ่งแยกแล้วโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 55387 เฉพาะส่วนที่ระบายด้วยสีแดงท้ายอาคารของจำเลยทั้งสองตามแผนที่เอกสารหมาย จ.5 เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางวา แก่โจทก์ทั้งสอง โดยให้โจทก์ทั้งสองโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 565, 1867, 3353 และ 11678 เฉพาะที่มีอาคารของจำเลยทั้งสองตั้งอยู่แก่จำเลยทั้งสองด้วย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 369 ม. 518
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
นางภัทราพรหรือวลัย ผิรังคะเปาระ ในฐานะ
โจทก์ — ผู้จัดการมรดกของนายชลอง ผิรังคะเปาระ กับพวก
จำเลย — นางวิไลวัน เพชรมณี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 827/2547
#410877
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ ที่แก้ไขใหม่ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่แยกการกระทำออกจากกันได้ กล่าวคือ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดอาศัยเจตนาพิเศษโดยเป็นความผิดสำเร็จเมื่อจำเลยมีเจตนารับเอาเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อนำไปจำหน่ายกรรมหนึ่งแล้ว ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดสำเร็จในตอนหลัง เป็นอีกกรรมหนึ่งต่างหาก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 849/2541 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์ คืนเงินที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 849/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 8 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางและคืนเงินที่ใช่ล่อซื้อแก่เจ้าของ สำหรับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 849/2541 ของศาลชั้นต้น ไม่ปรากฏว่าศาลได้พิพิพากษาแล้วหรือไม่ จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง เดิม, 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 8 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 13 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง จำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่เกินกระทงละ 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ที่แก้ไขใหม่ มาตรา 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดที่แยกการกระทำออกจากกันได้ กล่าวคือ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดอาศัยเจตนาพิเศษโดยเป็นความผิดสำเร็จ เมื่อจำเลยมีเจตนารับเอาเมทแอมเฟตามีนไว้ในความครอบครองเพื่อนำไปจำหน่ายกรรมหนึ่งแล้ว ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นความผิดสำเร็จในตอนหลัง แม้จำเลยทั้งสองจะนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 20 เม็ด ที่จำเลยทั้งสองมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายดังกล่าวนำมาขายแก่สายลับผู้ล่อซื้อ และเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งอีกต่างหาก การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นความผิดสองกรรมหาใช่กรรมเดียวไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาลงโทษจำเลยมา 2 กรรม ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสว่างแดนดิน
จำเลย — นายสมใจ ขันธ์แก้ว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2547
#411026
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยซึ่งขอประนอมหนี้โดยยอมชำระค่าใช้จ่ายและหนี้สินตามมาตรา 130 (1) - (7) แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลายฯ เต็มจำนวนและในทันทีเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ จำเลยยอมชำระบรรดาหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้วซึ่งทำให้จำเลยต้องผูกพันตามข้อตกลงในการประนอมหนี้และคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันยกเลิกไปในตัว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของจำเลยอีกต่อไป ชอบที่จะจำหน่ายคดีจากสารบบความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ก่อนล้มละลายของจำเลยซึ่งขอประนอมหนี้โดยยอมชำระค่าใช้จ่ายและหนี้สินตามมาตรา 130 (1) - (7) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 เต็มจำนวน และในทันทีเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้จำเลยยอมชำระบรรดาหนี้ที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ซึ่งทำให้จำเลยต้องผูกพันตามข้อตกลงในการประนอมหนี้และคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นอันยกเลิกไปในตัว จึงไม่มีประโยชน์ที่จะพิจารณาฎีกาของจำเลยอีกต่อไป"

ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลฎีกา
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 54 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายชุติภัทร โพธิรัตนังกูร
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 819/2547
#410762
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้าน และศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

คำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องแล้ว ปรากฏว่าสถานที่รับบัตรเครดิตคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ส่วนการอนุมัติและการออกบัตรเครดิตแม้จะกระทำที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็เป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ รวมทั้งเบิกถอนเงินสดจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้วโจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้น (ศาลแขวงพระโขนง) ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 33,656.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี ของต้นเงิน 20,167.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่า มูลคดีและภูมิลำเนาของจำเลยมิได้อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "แม้ศาลชั้นต้นมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่จำเลยได้รับสำเนาคำร้องแล้วไม่คัดค้านและศาลชั้นต้นส่งสำนวนมายังศาลฎีกาพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คำว่ามูลคดีหมายถึงต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์เกิดอำนาจฟ้อง เมื่อพิจารณาสำเนาใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 แล้ว ปรากฏว่าสถานที่รับบัตรเครดิตคือที่ทำงานของจำเลยซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ส่วนการอนุมัติและการออกบัตรเครดิตแม้จะกระทำที่สำนักงานใหญ่ของโจทก์ดังที่โจทก์อุทธรณ์ก็เป็นเพียงขั้นตอนปฏิบัติของโจทก์เท่านั้น เมื่อจำเลยรับบัตรเครดิต ณ ที่ทำงานของจำเลยอันเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จำเลยจะสามารถนำบัตรเครดิตของโจทก์ไปใช้แทนการชำระค่าสินค้า ค่าบริการ รวมทั้งเบิกถอนเงินสดจนเป็นเหตุพิพาทซึ่งเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิและมูลหนี้ตามฟ้อง หากปราศจากเหตุและขั้นตอนสุดท้ายดังกล่าวเสียแล้วโจทก์จำเลยย่อมไม่มีนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับบัตรเครดิตหรือสินเชื่อต่อกัน เช่นนี้ มูลคดีจึงมิได้เกิดในเขตศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4 ม. 223 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารยูโอบีรัตนสิน จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายศุภชัย หงษ์สอง
ชื่อองค์คณะ
วีระชาติ เอี่ยมประไพ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ