คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 269/2547
#410950
เปิดฉบับเต็ม

คำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งยกฟ้องจำเลยที่ 2 ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ได้รับอันตรายสาหัส และถึงแก่ความตาย มีประเด็นตรงกับประเด็นในคดีนี้ที่ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังตามที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จึงต้องผูกพันตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายตามฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องด้วย

การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 8 ที่ 17 ที่ 56 และที่ 63 เกินกว่าจำนวนที่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้องโจทก์แต่ละคนดังกล่าวนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินเป็นจำนวนตามคำขอของโจทก์แต่ละคนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งหกสิบสี่ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ขับขี่รถโดยสารประจำทางสาย 1067 หมายเลขทะเบียน 11-0354 กรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 มีหน้าที่ขับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81-3185 นครปฐม จำเลยที่ 2 และที่ 4 ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ที่ 5 ที่ 6 ตามลำดับโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเบียดชนกันอย่างแรงที่บริเวณกึ่งกลางทางโค้ง ประกอบกับรถยนต์ของจำเลยที่ 1 มีสภาพชำรุดทรุดโทรมโครงสร้างไม่แข็งแรงพอ และรับคนโดยสารเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นเหตุให้ผู้โดยสารได้รับอันตรายแก่กาย อันตรายสาหัส และถึงแก่ความตาย ซึ่งโจทก์ทั้งหกสิบสี่ได้รับความเสียหายดังกล่าว จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งหกสิบสี่ตามจำนวนต่างๆ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินตามจำนวนต่างๆ ดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ แต่จำเลยที่ 4 เป็นผู้ขับรถบรรทุกแล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงและเสียหลักแล่นแฉลบเข้าในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 เป็นเหตุให้รถบรรทุกที่จำเลยที่ 4 ขับพุ่งชนรถโดยสารที่จำเลยที่ 2 ขับอย่างแรงตรงบริเวณไหล่ทางในช่องเดินรถของจำเลยที่ 2 สุดวิสัยที่จำเลยที่ 2 จะป้องกันขัดขวางไว้ ทั้งรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับมีสภาพมั่นคงแข็งแรง ไม่ชำรุดทรุดโทรม มีเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบคุมถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวงโดยผ่านการตรวจสภาพจากกรมการขนส่งทางบกแล้ว จำเลยที่ 2 ไม่ได้ขับรถโดยสารประจำทางบรรทุกคนโดยสารเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ได้บรรทุกจนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลในรถยนต์นั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 4 แต่เพียงฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า เหตุรถชนกันนั้นเกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ที่ขับรถโดยสารเสียหลักพุ่งขวางช่องทางเดินรถของจำเลยที่ 4 ที่จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 355/2531 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 และที่ 6 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 23 และที่ 42 ถึงแก่กรรม นางประภา โฆษิตเศรษฐ์ นายเจษฐ์ ดวงเลขา นางอรทัย วันเพ็ญ และนายเจน เจนพิทักษ์ชาติ ทายาทของโจทก์ที่ 2 ที่ 12 ที่ 23 และที่ 42 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ทั้งหกสิบสี่ ดังนี้ โจทก์ที่ 1 จำนวน 2,480,000 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 396,990 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 366,650 บาท โจทก์ที่ 4 จำนวน 998,450 บาท โจทก์ที่ 5 จำนวน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 6 จำนวน 992,500 บาท โจทก์ที่ 7 จำนวน 860,100 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 555,900 บาท โจทก์ที่ 9 จำนวน 375,000 บาท โจทก์ที่ 10 จำนวน 521,300 บาท โจทก์ที่ 11 จำนวน 833,900 บาท โจทก์ที่ 12 จำนวน 202,000 บาท โจทก์ที่ 13 จำนวน 352,000 บาท โจทก์ที่ 14 จำนวน 985,000 บาท โจทก์ที่ 15 จำนวน 995,000 บาท โจทก์ที่ 16 จำนวน 980,000 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 993,700 บาท โจทก์ที่ 18 และที่ 19 จำนวน 977,000 บาท โจทก์ที่ 20 จำนวน 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 21 จำนวน 360,000 บาท โจทก์ที่ 22 จำนวน 408,000 บาท โจทก์ที่ 23 จำนวน 16,800 บาท โจทก์ที่ 24 จำนวน 192,000 บาท โจทก์ที่ 21 ถึงที่ 24 จำนวน 40,000 บาท โจทก์ที่ 25 จำนวน 112,203 บาท โจทก์ที่ 26 จำนวน 30,879 บาท โจทก์ที่ 27 จำนวน 17,004 บาท โจทก์ที่ 28 จำนวน 22,220 บาท โจทก์ที่ 29 จำนวน 80,785 บาท โจทก์ที่ 30 จำนวน 34,945 บาท โจทก์ที่ 31 จำนวน 25,640 บาท โจทก์ที่ 32 จำนวน 57,450 บาท โจทก์ที่ 33 จำนวน 91,570 บาทโจทก์ที่ 34 จำนวน 329,763 บาท โจทก์ที่ 35 จำนวน 33,887 บาท โจทก์ที่ 36 จำนวน 425,453 บาท โจทก์ที่ 37 จำนวน 31,379 บาท โจทก์ที่ 38 จำนวน 92,822 บาท โจทก์ที่ 39 จำนวน 69,203 บาท โจทก์ที่ 40 จำนวน 41,695 บาท โจทก์ที่ 41 จำนวน 26,788 บาท โจทก์ที่ 42 จำนวน 413,130 บาท โจทก์ที่ 43 จำนวน 38,043 บาท โจทก์ที่ 44 จำนวน 184,719 บาท โจทก์ที่ 45 จำนวน 78,146.50 บาท โจทก์ที่ 46 จำนวน 104,196 บาท โจทก์ที่ 47 จำนวน 72,255 บาท โจทก์ที่ 48 จำนวน 47,736 บาท โจทก์ที่ 49 จำนวน 13,531 บาท โจทก์ที่ 50 จำนวน 15,349 บาท โจทก์ที่ 51 จำนวน 71,000 บาท โจทก์ที่ 52 จำนวน 21,701 บาท โจทก์ที่ 53 จำนวน 106,983 บาท โจทก์ที่ 54 จำนวน 24,550 บาท โจทก์ที่ 55 จำนวน 17,174 บาท โจทก์ที่ 56 จำนวน 16,087 บาท โจทก์ที่ 57 จำนวน 14,800 บาท โจทก์ที่ 58 จำนวน 18,780 บาท โจทก์ที่59 และที่ 61 คนละ 3,000 บาท โจทก์ที่ 60 จำนวน 13,000 บาท โจทก์ที่ 62 จำนวน 18,371 บาท โจทก์ที่ 63 จำนวน 15,032 บาท และโจทก์ที่ 64 จำนวน 13,352 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่โจทก์แต่ละคนได้รับนับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันชดใช้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 150,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ที่ 59 และที่ 61 คนละ 400 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันและไม่โต้เถียงกันฟังได้เป็นที่ยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ขับรถโดยสารประจำทางสาย 1067 หมายเลขทะเบียน 11-0354 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 แล้วเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถบรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 81-3185 นครปฐม ซึ่งมีจำเลยที่ 4 ลูกจ้างของจำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ขับ เป็นเหตุให้คนโดยสารในรถโดยสารประจำทางของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกสิบสี่และจำเลยที่ 1 ต่อมาพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีฟ้องจำเลยที่ 4 ต่อศาลจังหวัดมีนบุรี ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย ได้รับอันตรายสาหัส และถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพ ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 4 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด คงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 355/2531 ของศาลจังหวัดมีนบุรี คดีถึงที่สุด และพนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรีฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดมีนบุรีในข้อหาเดียวกับจำเลยที่ 4 ด้วย โดยโจทก์ที่ 1 เข้าเป็นโจทก์ร่วม จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลจังหวัดมีนบุรีพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 10 ปี โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5665/2534 คดีถึงที่สุด คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5665/2534 มีผลผูกพันโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 2 ขับรถในอัตราความเร็วประมาณ 60 ถึง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมิได้ชะลอความเร็วลงก่อนจะถึงทางโค้งที่เกิดเหตุ มิใช่สาเหตุของการที่ทำให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 2 ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถบรรทุกสิบล้อที่จำเลยที่ 4 ขับและเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย แล้วพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา คดีถึงที่สุด ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวจึงมีประเด็นโดยตรง ตรงกับประเด็นในคดีนี้ที่ว่าจำเลยที่ 2 ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อปราศจากความระมัดระวังตามที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องหรือไม่ เมื่อโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 ต้องผูกพันตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 2 มิได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับอันตรายสาหัส และได้รับอันตรายแก่กายตามฟ้อง เมื่อจำเลยที่ 2 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินให้แก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 366,650 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 555,900 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 993,700 บาท โจทก์ที่ 56 จำนวน 16,087 บาท และโจทก์ที่ 63 จำนวน 15,032 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น ปรากฏว่าตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์แต่ละคนดังกล่าวมีคำขอให้ใช้เงินในวันทำละเมิดจำนวน 366,530 บาท 550,000 บาท 833,500 บาท 16,000 บาท และ 13,000 บาท ตามลำดับ ดังนี้ จึงเป็นการพิพากษาให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชำระเงินเกินไปกว่าคำขอของโจทก์แต่ละคนดังกล่าว เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 โดยให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ชดใช้เงินเป็นจำนวนคำขอของโจทก์แต่ละคนดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไป"

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 6 ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 จำนวน 366,530 บาท โจทก์ที่ 8 จำนวน 550,000 บาท โจทก์ที่ 17 จำนวน 833,500 บาท โจทก์ที่ 56 จำนวน 16,000 บาท และโจทก์ที่ 63 จำนวน 13,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงินที่โจทก์ดังกล่าวแต่ละคนได้รับ นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2530 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางดวงรัตน์ ศรีวิจิตรกมล กับพวก
จำเลย — องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
สมชาย จุลนิติ์
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2547
#55063
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท น. ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวจากบริษัท ร. ผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิทุกอย่างทั่วโลกจากเจ้าของลิขสิทธิ์จึงมีสิทธิในภาพยนต์พิพาทแต่ผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดโดยนำเอาแถบบันทึกภาพและเสียงภาพยนต์หรือวีดีโอเทปของภาพยนต์พิพาท ออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไปจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ภาพยนต์พิพาทซึ่งบริษัท น. มีสิทธิใช้แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริษัท น. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสตรีส์ล อิงค์ จำกัด เป็นผู้มีลิขสิทธิ์โดยเป็นผู้สร้างสรรค์ภาพยนต์เรื่อง ทูดายฟอร์ได้มอบอำนาจให้บริษัท เอนเตอร์เทนเม้นส์ จำกัด เป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวกับงานอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อวันที่5 สิงหาคม 2539 เวลากลางวัน จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ภาพยนต์เรื่อง ทูดายฟอร์ โดยจำเลยนำแถบบันทึกภาพและเสียงภาพยนต์หรือวีดีโอเทปเรื่อง ทูดายฟอร์ ซึ่งมีผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ 2 ม้วน ออกให้เช่า เสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไปเพื่อการค้าหากำไร โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าวีดีโอเทปดังกล่าวได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยจำเลยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ และจำเลยซึ่งเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ใช้ชื่อสถานที่ประกอบกิจการว่า บุญทัศน์วีดีโอตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 173/13 ถนนศรีสุริยวงศ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีวีดีโอเทปเรื่อง ทูดายฟอร์ ที่ภาพและเสียงของเรื่องมิได้ผ่านการตรวจพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจ วีดีโอเทปดังกล่าวไม่มีการแสดงตราหมายเลขรหัสที่เจ้าพนักงานผู้ตรวจได้ประทับลงบนฉลากแล้วติดไว้บนตลับวีดีโอเทปดังกล่าว ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 31,61, 70, 75, 76 พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 10, 35 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลางเฉพาะเอกสารแสดงการให้เช่า 2 แผ่น ส่วนวีดีโอเทปจำนวน 2 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์กับให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 31 (ที่ถูก มาตรา 31(1)), 61, 70 วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10, 35 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้าปรับ 50,000 บาท ฐานมีเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งมิได้ผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเจ้าพนักงานปรับ 3,000 บาท รวมปรับ 53,000 บาท ริบการ์ดให้เช่าของกลาง ส่วนวีดีโอเทปของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10, 35(1) ปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบการ์ดให้เช่าของกลาง ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว คดีนี้มีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันคือจำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ใช้ชื่อว่า "บุญทัศน์วีดีโอ" บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสตรีส์ล อิงค์ จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนต์เรื่อง ทูดายฟอร์ โดยบริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์ จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดวีดีโอเทปของกลาง 2 ม้วน พร้อมการ์ดให้เช่า 2 แผ่น จากร้านบุญทัศน์วีดีโอ วีดีโอเทปดังกล่าวไม่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับมอบลิขสิทธิ์ติดไว้ ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจ และไม่มีตราประทับของเจ้าพนักงานประทับ มีการแจ้งความร้องทุกข์แล้วคดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า บริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์จำกัด เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารหมาย ป.จ.3 (ศาลอาญากรุงเทพใต้) ระบุว่าบริษัทแรงค์ ฟิล์ม ดิสตริบิวเตอร์สจำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิทุกอย่างทั่วโลก ในภาพยนต์เรื่อง ทูดายฟอร์ ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา จากบริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสตรีส์ล อิงค์จำกัด และบริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์ จำกัด ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวจากบริษัทแรงค์ฟิล์ม ดิสตริบิวเตอร์ส จำกัด ในด้านโรงฉายขนาด 35 มม. กับสิทธิส่วนบุคคลที่จะฉายตามบ้านจากคาสเซ็ทและดิสก์ภายในประเทศไทยซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่31 ธันวาคม 2542 และนายกำพล รัตนจางวาง กรรมการ บริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์ จำกัด พยานโจทก์เบิกความยืนยันในส่วนนี้ว่า บริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์จำกัด ได้รับสิทธิให้ทำการฉายในโรงภาพยนต์ รวมทั้งทำเป็นวีดีโอออกขายหรือให้เช่าโดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น บริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวจากบริษัทแรงค์ ฟิล์ม ดิสตริบิวเตอร์ส จำกัด จึงมีสิทธิในภาพยนต์เรื่องดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดโดยนำเอาแถบบันทึกภาพและเสียงภาพยนต์หรือวีดีโอเทปเรื่อง ทูดายฟอร์ ออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ภาพยนต์ดังกล่าวซึ่งบริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์ จำกัด มีสิทธิใช้แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริษัทนนทนันท์ เอนเตอร์เทนเม้นส์ จำกัด จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์พนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น...

อนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยในความผิดฐานมีเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ ซึ่งมิได้ผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเจ้าพนักงาน และพิพากษาให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง แต่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ไม่ได้ให้อำนาจศาลในการจ่ายค่าปรับแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ จึงไม่อาจจ่ายค่าปรับให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ได้ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแต่ให้จ่ายเงินเฉพาะค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 ม. 61 ม. 70
พ.ร.บ.ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ.2530 ม. 10 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นาย บุญทัศน์ วงศ์วัฒนากิจ
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2547
#112920
เปิดฉบับเต็ม

บริษัท น. ได้รับสิทธิให้ทำการฉายภาพยนตร์เรื่อง ทูดายฟอร์ ในโรงภาพยนตร์ รวมทั้งทำเป็นวิดีโอออกขายหรือให้เช่าแต่ผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดโดยนำเอาแถบบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์หรือวิดีโอเทปเรื่องดังกล่าวออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ภาพยนตร์ดังกล่าว บริษัท น. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4 , 6 , 31 , 61 , 70 , 75 , 76 พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4 , 10 , 35 ป.อ. มาตรา 91 ริบของกลางเฉพาะเอกสารแสดงการให้เช่า 2 แผ่น ส่วนวิดีโอเทปจำนวน 2 ม้วน ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ กับให้จ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 (1) , 61 , 70 วรรคสอง พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 , 35 เรียงกระทงลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 91 ฐานละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการค้า ปรับ 50,000 บาท ฐานมีเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ซึ่งมิได้ผ่านการตรวจพิจารณาและให้ความเห็นชอบโดยเจ้าพนักงาน ปรับ 3,000 บาท รวมปรับ 53,000 บาท ริบการ์ดให้เช่าของกลาง ส่วนวิดีโอเทปของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ให้จ่ายค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่ง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 , 35 (1) ปรับ 3,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30 ริบการ์ดให้เช่าของกลาง ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว คดีมีข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติคือ จำเลยเป็นผู้ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายซึ่งเทปหรือวัสดุโทรทัศน์ บริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสตรีส์ล อิงค์ จำกัด เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์เรื่อง ทูดายฟอร์ โดยบริษัท น. เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ตามวันเวลาเกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจยึดวิดีโอเทปของกลาง 2 ม้วน พร้อมการ์ดให้เช่า 2 แผ่น จากร้านของจำเลย วิดีโอเทปดังกล่าวไม่มีเครื่องหมายการค้าของผู้ได้รับมอบลิขสิทธิ์ติดไว้ ไม่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากเจ้าพนักงานผู้ตรวจ และไม่มีตราประทับของเจ้าพนักงานประทับ มีการแจ้งความร้องทุกข์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า บริษัท น. เป็นผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ เห็นว่า บริษัทแรงค์ ฟิล์ม ดิสตริบิวเตอร์ส จำกัด เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิทุกอย่างทั่วโลกในภาพยนตร์เรื่อง ทูดายฟอร์ ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จากบริษัทโคลัมเบีย พิคเจอร์ส อินดัสตรีส์ล อิงค์ จำกัด และบริษัท น. ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวจากบริษัทแรงค์ ฟิล์ม ดิสตริบิวเตอร์ส จำกัด ในด้านโรงฉายขนาด 35 มม. กับสิทธิส่วนบุคคลที่จะฉายตามบ้านจากคาสเซ็ทและดิสก์ภายในประเทศไทย ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2542 พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า บริษัท น. ได้รับสิทธิให้ทำการฉายในโรงภาพยนตร์ รวมทั้งทำเป็นวิดีโอออกขายหรือให้เช่า โดยจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น บริษัท น. ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิแต่ผู้เดียวจากบริษัทแรงค์ ฟิล์ม ดิสตริบิวเตอร์ส จำกัด จึงมีสิทธิในภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดโดยนำเอาแถบบันทึกภาพและเสียงภาพยนตร์หรือวิดีโอเทปเรื่อง ทูดายฟอร์ ออกให้เช่าหรือเสนอให้เช่าแก่บุคคลทั่วไป จึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ภาพยนตร์ดังกล่าวซึ่งบริษัท น. มีสิทธิใช้แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย บริษัท น. จึงเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ให้จ่ายเงินเฉพาะค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4)
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 31 (1) ม. 61 ม. 70 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดราชบุรี
จำเลย — นายบุญทัศน์ วงศ์วัฒนากิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายพีระพงษ์ เธียรประดับ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายบุญส่ง ฤกษ์สมบูรณ์ดี
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
กำพล ภู่สุดแสวง
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2547
#410736
เปิดฉบับเต็ม

การครอบครองที่ดินของ ส. เป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากสหกรณ์นิคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของสหกรณ์นิคม หากมิได้ปฏิบัติตาม ส. อาจถูกสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ได้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่ารัฐหรือสหกรณ์ผู้ได้รับมอบอำนาจทางกฎหมายให้จัดที่ดินให้แก่สมาชิก มิได้มอบสิทธิครอบครองให้แก่สมาชิกแต่อย่างใด การครอบครองของ ส. จึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์และไม่สามารถขายหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดได้ การที่ ส. ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์มานั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารสิทธิที่แสดงว่า ส. ได้ทำประโยชน์ในที่ดินและเป็นสมาชิกสหกรณ์มาเกินห้าปี และสามารถนำเอกสารนี้ไปออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองทำประโยชน์ได้เท่านั้น มิใช่เป็นเอกสารสิทธิที่แสดงถึงการครอบครอง ดังนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะได้รับมอบการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของ ส. เท่านั้น เมื่อ ส. ไม่มีสิทธิครอบครองผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครองด้วย และเมื่อภายหลัง ส. ถึงแก่กรรมจำเลยได้เข้าสวมสิทธิของ ส. นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ร้องไว้ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาซื้อขายได้กระทำลงยังไม่พ้นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามที่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพฯ มาตรา 12 จึงเป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ไม่อาจใช้บังคับได้ ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 141,171 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 11 ต่อปี จากต้นเงิน 92,500 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 31 มกราคม 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 6 ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินดังกล่าวและบ้านเลขที่ 132/2 หมู่ที่ 2 (ปัจจุบันหมู่ที่ 9) ตำบลคลองมะพลับ อำเภอศรีนคร จังหวัดสุโขทัย เป็นของผู้ร้องและนายประสิทธิ์ ชะโหมตะคุ สามีผู้ร้อง ไม่ใช่ของจำเลย จำเลยทำสัญญาขายให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2539 แต่ที่ดินดังกล่าวยังอยู่ในระยะห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 จึงยังไม่ได้จดทะเบียนโอนผู้ร้องและสามีได้ทำนาปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ประดับ และปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินดังกล่าวมาโดยตลอด ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะ และที่ดินดังกล่าวอยู่ในบังคับห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นิติกรรมที่ผู้ร้องทำขึ้นกับจำเลยหรือบิดาจำเลยในระหว่างที่กฎหมายห้ามไว้ จึงขัดต่อกฎหมายเป็นโมฆะ โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินดังกล่าวและสิ่งปลูกสร้างโดยสุจริต เสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเดิมมีเนื้อที่ 30 ไร่เศษ โจทก์ได้จัดที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นายสนับ เคลือบสูงเนิน เข้าทำประโยชน์ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 นายสนับได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน. 5) ตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวแล้ว ในระหว่างที่นายสนับทำประโยชน์อยู่ในที่ดินแปลงพิพาท นายสนับได้แบ่งที่ดินเนื้อที่ 15 ไร่ คือ ส่วนที่เป็นที่ดินพิพาทในคดีนี้ขายให้แก่ผู้ร้องตามหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย ร.4 เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2531 ผู้ร้องได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยปลูกบ้านพักอาศัยและทำเกษตรกรรมตลอดมา ต่อมาเมื่อปี 2538 นายสนับถึงแก่กรรม จำเลยซึ่งเป็นบุตรนายสนับได้เข้าสวมสิทธิของนายสนับและได้นำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน (กสน. 5) ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ในชื่อของจำเลยทั้งแปลงหลังจากนั้นจำเลยได้แบ่งแยกที่ดินออกเป็นสองแปลง คือ ที่ดินพิพาทที่ผู้ร้องทำประโยชน์มีเนื้อที่ 15 ไร่ กับส่วนที่เหลือเนื้อที่ 18 ไร่เศษในนามของจำเลย ต่อมาจำเลยได้ขายแปลงเนื้อที่ 18 ไร่เศษให้แก่โจทก์ ส่วนที่ดินพิพาทจำเลยได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายเอกสาร ร.7 ให้แก่ผู้ร้องไว้ หลังจากนั้นจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทแก่โจทก์เพื่อประกันหนี้เงินกู้แล้วไม่ชำระหนี้ โจทก์ฟ้องศาลขอให้บังคับ ศาลพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้องหรือไม่ ในข้อนี้ผู้ร้องฎีกาว่า นายสนับได้ครอบครองที่ดินพิพาทมาเพื่อตนเองจนได้หนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) นายสนับจึงได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทมิใช่ครอบครองแทนโจทก์ และมีอำนาจแบ่งขายที่ดินพิพาทและส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ร้องได้ เมื่อผู้ร้องได้รับมอบสิทธิครอบครองผู้ร้องได้ครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเอง ผู้ร้องจึงได้สิทธิครอบครองและเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ที่โจทก์จัดให้แก่นายสนับซึ่งเป็นสมาชิกนิคมเข้าทำประโยชน์ตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า...เมื่อสมาชิกนิคมได้ทำประโยชน์ในที่ดินแล้ว และได้เป็นสมาชิกนิคมมาเป็นเวลาเกินกว่าห้าปี...ให้ออกหนังสือแสดงการทำประโยชน์ให้แก่ผู้นั้น มาตรา 11 วรรคสอง บัญญัติว่า ผู้ได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์แล้วจะขอให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินนั้นตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี และวรรคสอง บัญญัติว่า ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการบังคับคดี นอกจากนี้สมาชิกนิคมสหกรณ์จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 17 หากไม่ปฏิบัติตามอธิบดีกรมสหกรณ์ที่ดินมีอำนาจสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ได้ตามมาตรา 38 เมื่อถูกสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ผู้ครอบครองที่ดินก็จะสิ้นสภาพสมาชิกนิคมสหกรณ์ตามมาตรา 39 เมื่อสิ้นสภาพสมาชิกแล้วก็ไม่อาจครอบครองที่ดินดังกล่าวต่อไปได้ตามมาตรา 6 ดังนั้นการครอบครองที่ดินของนายสนับดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองโดยได้รับอนุญาตจากสหกรณ์นิคมที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของสหกรณ์นิคมข้างต้น หากมิได้ปฏิบัติตามนายสนับอาจถูกสั่งให้ออกจากนิคมสหกรณ์ได้ แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่า รัฐหรือสหกรณ์ผู้ได้รับมอบอำนาจทางกฎหมายให้จัดที่ดินให้แก่สมาชิก มิได้มอบสิทธิครอบครองให้แก่สมาชิกแต่อย่างใด การครอบครองของนายสนับจึงเป็นการครอบครองแทนโจทก์ และไม่สามารถขายหรือส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดได้ การที่นายสนับได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) มานั้น เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงเอกสารสิทธิที่แสดงว่านายสนับได้ทำประโยชน์ในที่ดินและเป็นสมาชิกสหกรณ์มาเกินห้าปี และสามารถนำเอกสารนี้ไปออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ได้เท่านั้น มิใช่เป็นเอกสารสิทธิที่แสดงถึงการครอบครองตามที่ผู้ร้องฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น ถึงแม้ผู้ร้องจะได้รับมอบการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก็เป็นเพียงเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของนายสนับเท่านั้น เมื่อนายสนับไม่มีสิทธิครอบครองผู้ร้องก็ไม่ได้สิทธิครอบครองด้วย และเมื่อภายหลังนายสนับถึงแก่กรรม จำเลยได้เข้าสวมสิทธิของนายสนับนำหนังสือแสดงการทำประโยชน์ (กสน. 5) สำหรับที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท และได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายให้แก่ผู้ร้องไว้ก็ตาม แต่เมื่อสัญญาซื้อขายได้กระทำลงยังไม่พ้นระยะเวลาห้าปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายสัญญาซื้อขายจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่อาจใช้บังคับได้ ผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยทรัพย์พิพาทได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

สำหรับที่ผู้ร้องฎีกาต่อไปว่า จำเลยไม่มีสิทธิจำนองที่ดินพิพาทเพื่อประกันหนี้ไว้แก่โจทก์นั้น เมื่อฟังว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่ของผู้ร้องแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อนี้ เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
ป.วิ.พ. ม. 288
พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม. 12
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สหกรณ์นิคมสวรรคโลก จำกัด
ผู้ร้อง — นางสมควร ชะโหมตะคุ
จำเลย — นางอารีย์ เป๋าสูงเนิน
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
ประชา ประสงค์จรรยา
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 260/2547
#410821
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ และได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย การที่โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนไม่ ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว จึงมีผลผูกพันถึงคดีแพ่งซึ่งพิพาทกันภายหลังเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อจำเลยฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ต่อศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายก็รับในข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยโจทก์ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่ง เมื่อที่ดินพิพาทมิใช่เป็นที่ดินของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้องหรือกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง ห้ามโจทก์และบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินของจำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.4-01) เลขที่ 4078 ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 10 ตำบลตะคร้อ (โพธิ์ประสาท) อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 29 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา เดิมพนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยคดีอาญาฐานบุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ โดยจำเลยในคดีนี้เข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 870/2535 หมายเลขแดงที่ 712/2536 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ต่อมาจำเลยคดีนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ระหว่างสืบพยานโจทก์ คู่ความได้ตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยโจทก์ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2536 ของศาลชั้นต้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 นั้น จำเลยในคดีนี้ได้ร้องทุกข์กล่าวหาว่าโจทก์บุกรุกที่ดินพิพาทและทำให้เสียทรัพย์ และได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าวด้วย ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดว่า "แม้เดิมที่เกิดเหตุจะเป็นของจำเลย แต่จำเลยได้ขายให้โจทก์ร่วมแล้วทำสัญญาเช่าจากโจทก์ร่วมเป็นการยอมรับสิทธิของโจทก์ร่วมในที่ดินที่เกิดเหตุ..." เท่ากับศาลฎีกาได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยในคดีนี้ การที่โจทก์ในคดีนี้ครอบครองที่ดินพิพาทก็โดยสิทธิตามสัญญาเช่าที่ทำไว้กับจำเลย หาใช่เป็นการยึดถือครอบครองเพื่อตนไม่ ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาดังกล่าวจึงมีผลผูกพันถึงคดีแพ่งซึ่งพิพาทกันภายหลังเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท ซึ่งเมื่อจำเลยคดีนี้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ต่อศาลชั้นต้น คู่ความทั้งสองฝ่ายก็รับในข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6692/2537 ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลย โดยโจทก์ตกลงประนีประนอมยอมความชดใช้ค่าเสียหายให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 95/2536 ของศาลชั้นต้น การที่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่าที่ดินพิพาทมิใช่เป็นที่ดินของโจทก์เช่นนี้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสุชาติ ทองคำ
จำเลย — นางสมหมาย ยะบุญ
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2547
#112780
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาตกเป็นของอธิบดีกรมที่ดิน ตาม ป. ที่ดิน มาตรา 8 แต่สำหรับทางสาธารณประโยชน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) พ.ร.บ. ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 ได้บัญญัติให้กรมการอำเภอเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษา ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 62 วรรคสาม ดังนั้น อำนาจในการกำหนดแนวเขตทางสาธารณะจึงมิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลย การที่เจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดส่วนราชการของจำเลยได้รังวัดที่ดินและระบุว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่ผู้ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอนำชี้และระวังแนวเขตที่ดิน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์พ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณประโยชน์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมของทั้งสองฝ่ายให้ตกเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ในบริเวณที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) เล่มที่ ๑ หน้า ๑๑๖ เลขที่ ๗๙ และที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ เลขสำรวจที่ ๖๖/๓๗ ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน ๒ แปลง โดยมีทางสาธารณประโยชน์คั่นอยู่ระหว่างที่ดินทั้งสองแปลง ด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงติดกับทางพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ โจทก์ฟ้องอ้างว่าสำนักงานที่ดินอำเภอหัวหินซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยเป็นผู้กำหนดให้ทางพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้สร้างขึ้นในที่ดินของโจทก์ให้ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้พ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณประโยชน์ เห็นว่า ทางสาธารณประโยชน์นั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) ซึ่งที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดที่ตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาย่อมตกเป็นของอธิบดีกรมที่ดิน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๘ แต่สำหรับทางสาธารณประโยชน์นั้น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรา ๑๒๒ ได้บัญญัติให้กรมการอำเภอเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษา ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๖๒ วรรคสาม จึงเห็นได้ว่าอำนาจในการกำหนดแนวเขตทางหรืออำนาจในการดูแลรักษาทางอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยและส่วนราชการของจำเลย ดังนี้ เมื่อส่วนราชการของจำเลยไม่มีหน้าที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่เจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดส่วนราชการของจำเลยได้รังวัดที่ดินและระบุว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่ผู้ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอหัวหินนำชี้และระวังแนวเขตที่ดิน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1304 (2)
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 8
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 62
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเปี๊ยก น่วมนวล
จำเลย — กรมที่ดิน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ — นายธีระพงศ์ เพ็ญตระการ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายนึก หนูเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 258/2547
#410974
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินที่ตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาย่อมตกเป็นของอธิบดีกรมที่ดินตามที่บัญญัติไว้ใน ป.ที่ดินฯ มาตรา 8 แต่สำหรับทางสาธารณประโยชน์นั้น พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ฯ มาตรา 122 ได้บัญญัติให้กรมการอำเภอเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษา ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ มาตรา 62 วรรคสาม เห็นได้ว่าอำนาจในการกำหนดแนวเขตทางหรืออำนาจในการดูแลรักษาทางอันเป็นสาธารณประโยชน์ มิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมที่ดินจำเลยและส่วนราชการของจำเลย เมื่อส่วนราชการของจำเลยไม่มีหน้าที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่เจ้าพนักงานที่ดินประจำส่วนราชการของจำเลยได้รังวัดที่ดินและระบุว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายอำเภอหัวหินนำชี้และรังวัดแนวเขตที่ดิน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์พ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณประโยชน์ หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย

จำเลยยื่นคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับว่า ทางพิพาทซึ่งอยู่ในบริเวณที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่มที่ 1 หน้า 116 เลขที่ 79 และที่ดินตามใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ เลขสำรวจที่ 66/37 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตามแผนที่สังเขปเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 เป็นของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดิน 2 แปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เล่มที่ 1 หน้า 116 เลขที่ 79 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และที่ดินตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท.5) เลขสำรวจที่ 66/37 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยที่ดินตามเอกสารหมาย จ.2 อยู่ด้านทิศเหนือของที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 และทางทิศเหนือของที่ดินแปลงนี้จดถนนหลวงจังหวัดสายหัวหิน-หนองพลับ ส่วนที่ดินตามเอกสารหมาย จ.1 อยู่ด้านทิศใต้มีทางสาธารณประโยชน์คั่นระหว่างที่ดินทั้งสองแปลง และด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงติดกับทางพิพาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่าสำนักงานที่ดินอำเภอหัวหินซึ่งเป็นส่วนราชการของจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ โดยเป็นผู้กำหนดให้ทางพิพาทซึ่งโจทก์เป็นผู้สร้างขึ้นในที่ดินของโจทก์ให้ตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ โดยโจทก์ไม่รู้เห็นยินยอม ขอให้บังคับจำเลยเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ให้พ้นสภาพจากการเป็นทางสาธารณประโยชน์ เห็นว่า ทางสาธารณประโยชน์นั้นเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ร่วมกัน ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ซึ่งที่ดินส่วนหนึ่งส่วนใดที่ตกเป็นที่สาธารณประโยชน์ ถ้าไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น อำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาย่อมตกเป็นของอธิบดีกรมที่ดิน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎฆมายที่ดิน มาตรา 8 แต่สำหรับทางสาธารณประโยชน์นั้น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา 122 ได้บัญญัติให้กรมการอำเภอเป็นผู้มีหน้าที่ตรวจตรารักษา ซึ่งต่อมาได้โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายอำเภอตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 62 วรรคสาม จึงเห็นได้ว่าอำนาจในการกำหนดแนวเขตทางหรืออำนาจในการดูแลรักษาทางอันเป็นทางสาธารณประโยชน์ มิใช่เป็นอำนาจหน้าที่ของจำเลยและส่วนราชการของจำเลย ทั้งตามทางนำสืบไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินประจำส่วนราชการของจำเลยเป็นผู้กำหนดให้ทางพิพาทตกเป็นทางสาธารณประโยชน์ นอกจากนี้ยังได้ความว่าผู้ที่ชี้และระวังแนวเขตที่ดินว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ คือนายธรรมรัตน์ โชคสุขอนันต์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลหินเหล็กไฟ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอำเภอหัวหิน ส่วนเจ้าพนักงานที่ดินในสังกัดส่วนราชการของจำเลยเพียงแต่รังวัดที่ดินตามแนวเขตที่ผู้ใหญ่บ้านนำชี้อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายให้อำนาจ ดังนี้ เมื่อส่วนราชการของจำเลยไม่มีหน้าที่กำหนดให้ทางพิพาทเป็นทางสาธารณประโยชน์ การที่เจ้าพนักงานที่ดินประจำส่วนราชการของจำเลยได้รังวัดที่ดินและระบุว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะตามที่ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายอำเภอหัวหินนำชี้และระวังแนวเขตที่ดิน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นฟ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นอีกเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1304 (2)
ป.วิ.พ. ม. 55
ป.ที่ดิน ม. 8
พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ม. 62 วรรคสาม
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ม. 122
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเปี๊ยก น่วมนวล
จำเลย — กรมที่ดิน
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 255/2547
#410958
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสามยทรัพย์ได้เดินผ่านหรือใช้ที่ดินของจำเลยอันเป็นภารยทรัพย์มาครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เกี่ยวกับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ในส่วนที่ผู้อื่นจะได้ใช้ทางเดินอันเป็นทางพิพาทหรือไม่นั้น ไม่มีผลเกี่ยวกับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความของโจทก์แต่ประการใด โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทอย่างปรปักษ์คือโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ได้สิทธิในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์เป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยเปิดทางภาระจำยอมกว้างประมาณ 2 เมตร ยาวประมาณ 80 เมตร ในที่ดินของจำเลย ตามแผนที่พิพาทสังเขปเอกสารท้ายฟ้องให้โจทก์กับพวกใช้เป็นเส้นทางเดินและให้จำเลยไปจดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ที่ดินตามฟ้องโจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของ โจทก์จึงไม่ใช่เจ้าของสามยทรัพย์ที่จะอ้างสิทธิภาระจำยอม โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้ใช้ทางเดินผ่านที่ดินของจำเลยเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ต่อมาผู้รับมอบอำนาจโจทก์ใช้ที่ดินของจำเลยผ่านเข้าออกเฉพาะในบางกรณีเพียงบางครั้งบางคราว และใช้มายังไม่ถึง 10 ปี ที่ดินของจำเลยจึงไม่ตกอยู่ในภาระจำยอม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเปิดทางภาระจำยอมกว้าง 2 เมตร ยาว 80 เมตร ในที่ดินของจำเลยตามแผนที่พิพาท ให้โจทก์กับพวกใช้เป็นเส้นทางเดินและให้จำเลยไปจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินของจำเลยให้แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ใช้ทางพิพาทจนได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 บัญญัติว่า "อสังหาริมทรัพย์อาจต้องตกอยู่ในภาระจำยอมอันเป็นเหตุให้เจ้าของต้องยอมรับกรรมบางอย่างซึ่งกระทบถึงทรัพย์สินของตนหรือต้องงดเว้นการใช้สิทธิบางอย่างอันมีอยู่ในกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินนั้นเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น" ส่วนมาตรา 1393 บัญญัติเป็นข้อความว่า ภาระจำยอมย่อมติดไปกับสามยทรัพย์ และในมาตรา 1401 บัญญัติว่า "ภาระจำยอมอาจได้มาโดยอายุความ ท่านให้นำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความได้สิทธิอันกล่าวไว้ในลักษณะ 3 แห่งบรรพนี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม" คือให้นำมาตรา 1382 มาใช้บังคับโดยอนุโลมนั่นเอง แสดงให้เห็นว่า สิทธิการใช้ทางเดินอันตกเป็นภาระจำยอมนี้กฎหมายบัญญัติเพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้มุ่งเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ ฉะนั้น การที่โจทก์จะได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อันเป็นสามยทรัพย์จะได้เดินผ่านหรือใช้ที่ดินของจำเลยอันเป็นภารยทรัพย์มาครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เกี่ยวกับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ผู้อื่นจะได้ใช้ทางเดินอันเป็นทางพิพาทด้วยหรือไม่ ก็หามีผลเกี่ยวกับการได้ภาระจำยอมโดยอายุความของโจทก์แต่ประการใดไม่ โจทก์จึงมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาสืบให้ฟังได้ว่าโจทก์ใช้ทางพิพาทอย่างปรปักษ์คือโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาให้ได้สิทธิในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์เป็นเวลาติดต่อกัน 10 ปี แต่ตามที่โจทก์นำสืบมาปรากฏว่าไม่มีทิศไหนของที่ดินจำเลยติดทางสาธารณะอันโจทก์จะต้องใช้ที่ดินของจำเลยผ่านออกไปสู่ทางสาธารณะแต่อย่างใด นอกจากนั้นที่ดินของโจทก์ไม่มีส่วนไหนติดที่ดินของจำเลย แต่กลับได้ความว่า ทิศเหนือและทิศใต้ของที่ดินจำเลยกับทิศตะวันออกและทิศใต้ของที่ดินโจทก์มีคลองน้ำขวางกั้นระหว่างที่ดิน ดังนั้น หากโจทก์จะเข้าไปในที่ดินของจำเลยจะต้องข้ามคลองดังกล่าวก่อน แต่เมื่อที่ดินของจำเลยแต่ก่อนไม่ได้ติดทางสาธารณะจึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องใช้ทางเดินผ่านที่ดินของจำเลย นอกจากนั้นนายกิติศักดิ์ โสตรักษา พยานโจทก์ซึ่งเป็นกำนันตำบลศรีสุนทรก็ยอมรับว่าคลองน้ำดังกล่าวฤดูฝนจะมีน้ำมาก คลองน้ำกว้างประมาณ 3 เมตร จะต้องนำสะพานไม้มาพาดจึงจะเดินผ่านได้ ดังนั้น ที่นายดนตรี นิลาวงษ์ และนายบุญวงษ์ นิลาวงษ์ บุตรโจทก์เบิกความว่า ใช้เส้นทางพิพาทผ่านที่ดินของจำเลยและออกสู่ทางสาธารณะ โดยเฉพาะนายดนตรีเบิกความว่า ใช้เส้นทางพิพาทดังกล่าวมาเป็นเวลา 50 ปีแล้ว นอกจากจะขัดต่อเหตุผลเพราะไม่มีทางสาธารณะติดกับที่ดินของจำเลยแล้ว นายดนตรีและนายบุญวงษ์ในขณะเบิกความเป็นพยานก็มีอายุเพียง 37 ปี และ 38 ปี เท่านั้น จะเดินผ่านเป็นเวลาถึง 50 ปี ได้อย่างไร และตัวโจทก์ก็หาได้มาเบิกความเป็นพยานยืนยันว่าโจทก์เดินผ่านที่ดินของจำเลยทางด้านไหนผ่านที่ดินของโจทก์และจำเลยด้วยวิธีการอย่างไร ตั้งแต่เมื่อไร เป็นเวลาเท่าใดแล้วและตามคำเบิกความของนายดนตรีกับนายบุญวงษ์ก็มิได้เบิกความให้เห็นว่าโจทก์ได้เดินผ่านทางพิพาทในที่ดินของจำเลยอย่างไร จากที่ไหนไปไหน ตั้งแต่เมื่อไร แต่จำเลยนอกจากมีตัวจำเลยมาเบิกความยืนยันว่า โจทก์และบุตรไม่เคยใช้ที่ดินของจำเลยเป็นทางผ่านออกสู่ทางสาธารณะเพราะถ้าจะออกสู่ทางสาธารณะโจทก์จะต้องเดินออกจากที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งเป็นหัวคันนาและชาวบ้านอื่นที่อยู่ใกล้เคียงก็เดินออกสู่ทางสาธารณะเช่นเดียวกับโจทก์ ต่อมาเมื่อประมาณ 4 ถึง 5 ปี มานี้ ทางราชการเพิ่งตัดถนนสาธารณะเลียบที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือซึ่งติดกับเขา เมื่อสร้างถนนเสร็จแล้วนายดนตรีบุตรโจทก์จึงใช้รถยนต์ผ่านถนนดังกล่าวเข้าไปจอดในที่ดินของจำเลยแล้วเดินผ่านสะพานข้ามลำคลองซึ่งกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยเข้าไปที่บ่อเลี้ยงปลาในที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่นายดนตรีใช้ทับพืชผักและรากต้นทุเรียนทำให้พืชผลเสียหายและต้นทุนเรียนตาย จำเลยได้ตักเตือนนายดนตรีให้ขับรถด้วยความระมัดระวังหลายครั้งแล้ว แต่นายดนตรีไม่ฟัง จำเลยจึงจำเป็นต้องนำต้นไม้ไปขวางทาง และต่อมานำเสาปูนไปปักขวางไว้ และจำเลยมีนายวินัย ตันมณีประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ซึ่งทางพิพาทตั้งอยู่และเป็นผู้ใหญ่บ้านมาแล้วถึง 26 ปี เบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า โจทก์ไม่เคยใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลย แต่ใช้ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกผ่านหัวคันนา ต่อมาเมื่อทางราชการตัดถนนเลียบที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือบุตรโจทก์จึงใช้เส้นทางดังกล่าวผ่านที่ดินของจำเลยเข้าไปที่บ่อเลี้ยงปลาดุกในที่ดินของโจทก์ ทำให้พืชผลของจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยได้แจ้งพยาน พยานไปดูแล้วพบว่าต้นทุเรียนของจำเลยตายจริง และนายดนตรีก็ยอมรับว่าถนนดังกล่าวทางราชการเพิ่งสร้างเป็นถนนเมื่อปี 2540 และเพิ่งทำบ่อและเลี้ยงปลาดุกในที่ดินของโจทก์เมื่อปี 2536 จำเลยทำรั้วในเขตที่ดินจำเลยกั้นทางเดินทำให้นายดนตรีไม่สามารถเข้าไปในที่ดินโจทก์ได้เมื่อเดือนเมษายน 2540 ทั้งนายดนตรียอมรับด้วยว่าหลังจากจำเลยปิดทางแล้วได้ใช้ทางผ่านที่ดินนางสุชาดา วงศ์ขจร เข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งนางสุชาดาเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า โจทก์สามารถใช้รถยนต์ผ่านที่ดินของพยานเข้าไปถึงที่ดินของโจทก์ได้และเป็นทางตรง ส่วนเส้นทางที่ผ่านที่ดินจำเลย รถยนต์ไม่สามารถเข้าออกในที่ดินของโจทก์ได้เพราะต้องผ่านคลองซึ่งมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 3 เมตร และนางสุชาดายังเบิกความยืนยันว่า นอกจากผ่านที่ดินของพยานแล้วยังมีเส้นทางอื่นออกสู่ทางสาธารณะได้ด้วย ทำให้เห็นได้ว่าแม้ต่อมาจะมีถนนสาธารณะเลียบที่ดินของจำเลยแล้วก็ตามก็เป็นการลำบากที่โจทก์จะผ่านที่ดินของจำเลยเข้าไปในที่ดินของโจทก์หรือออกจากที่ดินของโจทก์ผ่านที่ดินของจำเลยออกสู่ทางสาธารณะ แต่มีที่ดินแปลงอื่นที่สามารถเดินผ่านหรือใช้รถยนต์เข้าไปถึงที่ดินของโจทก์ได้สะดวกกว่าอยู่แล้ว และหากย้อนไปถึง 50 ปี ซึ่งยังไม่มีทางสาธารณะเลียบที่ดินของจำเลยจะลำบากเพียงใด หากจะต้องเดินผ่านที่ดินของจำเลยเพราะในฤดูฝนจะต้องหาไม้มาทอดข้ามลำคลองซึ่งกว้างถึง 3 เมตรด้วย จึงจะเข้าไปในที่ดินของโจทก์ได้ จึงไม่มีเหตุผลที่โจทก์จะต้องเดินผ่านที่ดินของจำเลย ทั้ง ๆ ที่โจทก์สามารถเดินผ่านที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นคันนาออกสู่ทางสาธารณะได้หรือผ่านที่ดินผู้อื่น เช่น นางสุชาดาก็สามารถออกสู่ทางสาธารณะได้สะดวกกว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังไม่ได้ว่า โจทก์เดินผ่านทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี แล้วตามที่อ้าง คงฟังได้แต่เพียงว่า เมื่อมีถนนตัดเลียบที่ดินของจำเลยทางด้านทิศเหนือนายดนตรีบุตรโจทก์จึงใช้รถยนต์ผ่านถนนดังกล่าวเข้าไปจอดในที่ดินของจำเลยแล้วเดินข้ามลำคลองซึ่งกั้นระหว่างที่ดินของโจทก์กับที่ดินของจำเลยเพื่อเข้าไปให้อาหารปลาดุกในบ่อเลี้ยงที่เพิ่งมีขึ้นเมื่อปี 2536 ในที่ดินของโจทก์ โดยนายดนตรีมิได้พักอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ ส่วนนายบุญวงษ์แม้จะพักอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์ก็เพื่อเลี้ยงปลาดุกอันเป็นประโยชน์ส่วนตัวของบุคคลทั้งสอง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของโจทก์หรือแก่ที่ดินของโจทก์ แต่เพราะโจทก์อนุญาตให้เข้าไปทำได้เนื่องจากเป็นบุตร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า โจทก์ไม่ได้ภาระจำยอมในทางพิพาทโดยอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางฉลาด นิลาวงษ์
จำเลย — นายนิรุตต์ ถิ่นถลาง
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
สายันต์ สุรสมภพ
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 254/2547
#410812
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 แม้ทนายจำเลยจะได้ยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาไว้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2545 และยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษา แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 เจ้าหน้าที่ศาลได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยดังกล่าวว่าได้ดำเนินการถ่ายเอกสารให้แก่จำเลยเสร็จแล้วและยังปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2545 อีกว่า โจทก์ได้มาติดต่อขอรับสำเนาคำพิพากษาจากศาลไปแล้ว ดังนี้ทนายจำเลยย่อมสามารถมาติดต่อขอรับสำเนาคำพิพากษาได้ตั้งแต่วันดังกล่าวเช่นกัน แต่จำเลยกลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปโดยมาติดต่ออีกครั้งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยไม่เอาใจใส่ที่จะมาติดต่อขอรับสำเนาคำพิพากษาอย่างจริงจัง ที่ทนายจำเลยอ้างว่า เพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษา จึงยื่นอุทธรณ์ไม่ทันเพราะมีกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้แล้วเหลือเพียง 7 วันนั้น จึงเป็นเพราะความบกพร่องของทนายจำเลยเอง ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยอีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต สัญญาทรัสต์รีซีท สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองเป็นเงินจำนวน 87,205,374.55 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 57,563,001.37 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ถ้าไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสามและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินจำนวน 87,205,374.55 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันไม่เกินวงเงินคนละ 65,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี จากต้นเงิน 57,563,001.37 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 10157, 238862 และโฉนดเลขที่ 49208 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนอง หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์จนครบ

หลังจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาแล้ว บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตามพระราชบัญญัติบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ในวันที่ 22 มกราคม 2545 ก่อนครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไป 30 วัน ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 ต่อมาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 ทนายจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปอีก 30 วัน อ้างว่าทนายจำเลยทั้งสามเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษา จึงไม่อาจยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลขยายให้

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า คำพิพากษาพิมพ์เสร็จนานแล้ว ไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามว่า กรณีมีเหตุสมควรที่จะอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามคำร้องของจำเลยทั้งสามหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสามอ้างว่า แม้ศาลเคยอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปจนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2545 แล้ว แต่ต่อมาทนายจำเลยทั้งสามไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในกำหนดดังกล่าวเพราะทนายจำเลยทั้งสามเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 ทั้งคดีมีข้อเท็จจริงและเอกสารที่จะต้องพิจารณาประกอบในการอุทธรณ์จำนวนมากนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอ่านคำพิพากษาตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2544 แม้ทนายจำเลยจะได้ยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาไว้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2545 และขณะนั้นทนายจำเลยทั้งสามยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษา แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 เจ้าหน้าที่ศาลได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยทั้งสามดังกล่าวว่าได้ดำเนินการถ่ายเอกสารให้แก่จำเลยทั้งสามเสร็จแล้ว และยังปรากฏจากรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2545 อีกว่า โจทก์ได้มาติดต่อขอรับสำเนาคำพิพากษาจากศาลไปแล้ว ดังนี้ทนายจำเลยทั้งสามย่อมสามารถมาติดต่อขอรับสำเนาคำพิพากษาได้ตั้งแต่วันดังกล่าวเช่นกัน แต่จำเลยทั้งสามกลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป โดยมาติดต่ออีกครั้งในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2545 แสดงให้เห็นว่าทนายจำเลยทั้งสามไม่เอาใจใส่ที่จะมาติดต่อขอรับสำเนาคำพิพากษาอย่างจริงจัง ทั้งที่คดีนี้มีทุนทรัพย์สูง หากทนายจำเลยทั้งสามมาขอรับสำเนาคำพิพากษาหลังจากคำพิพากษาพิมพ์เสร็จเสียแต่เนิ่น ๆ เช่นโจทก์ ทนายจำเลยทั้งสามก็จะมีเวลาที่จะอุทธรณ์มากขึ้น ที่ทนายจำเลยทั้งสามอ้างว่า ทนายจำเลยทั้งสามเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษา ทนายจำเลยทั้งสามจึงยื่นอุทธรณ์ไม่ทันเพราะมีกำหนดระยะเวลาตามที่ศาลอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้แล้วเหลือเพียง 7 วันนั้น จึงเป็นเพราะความบกพร่องของทนายจำเลยทั้งสามเอง ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์แก่จำเลยทั้งสามอีกนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยบรรษัท
โจทก์ — บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทวาสโก อีควิปเมนท์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ บุญชัด
กำพล ภู่สุดแสวง
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2547
#55062
เปิดฉบับเต็ม

ความในมาตรา 125 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดนั้นต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง แต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวแสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหาร

เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบ

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ศาลฎีกาจึงแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2535 จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งหัวหน้างาน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 130,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ของเดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน2544 จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 แต่ไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี และเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 16/2545 ให้จำเลยที่ 2จ่ายค่าชดเชยจำนวน 780,000 บาท แก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ 26 สิงหาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ศาลแรงงานกลางต่อศาลล้มละลายกลางและได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชย780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งที่ 16/2545 ลงวันที่ 29มกราคม 2545 ของพนักงานตรวจแรงงาน แต่มิได้ยื่นฟ้องเพื่อเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากเข้าใจโดยสุจริตว่าโจทก์ต้องมายื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อขอรับชำระหนี้ ทั้งนี้จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ซึ่งทำงานในโครงการผลิตเหล็กพรุนอันมิใช่งานปกติธุรกิจของจำเลยที่ 1 และเป็นสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลากล่าวคือสัญญาจ้างฉบับที่ 1 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 มีอายุ 1 ปี และสิ้นสุดในวันที่ 17 พฤศจิกายน2540 สัญญาจ้างฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 เมษายน 2541 แก้ไขเพิ่มเติมสัญญาจ้างฉบับที่ 1โดยขยายระยะเวลาการจ้างไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2542 และสัญญาจ้างฉบับที่ 3ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงต่ออายุสัญญาจ้างกันเดือนต่อเดือน แต่ในปี 2540 เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศส่งผลกระทบต่อกิจการของจำเลยที่ 1 อย่างรุนแรงโดยขาดสภาพคล่องทางการเงิน จำเป็นต้องยกเลิกโครงการ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย อย่างไรก็ตามเมื่อนับระยะเวลาจ้างตามสัญญาจ้างฉบับที่ 3 ตั้งแต่วันที่ลงในสัญญาคือวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นวันที่บอกเลิกจ้างโจทก์ โจทก์ทำงานมาเพียง 2 ปี6 เดือน ยังไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วัน ดังนั้นการที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย6 เดือน จึงเป็นการสั่งโดยผิดหลงและไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เลิกจ้างโจทก์เป็นการใช้อำนาจในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ภายใต้กฎหมายล้มละลายว่าด้วยการฟื้นฟูกิจการ จำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว และคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานที่ 16/2545 ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าชดเชยจากจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว และมิได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวจึงงดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางให้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองได้ และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ากรณีที่คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามความในมาตรา 125 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมายถึงเป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารเท่านั้น ไม่อาจนำมาเป็นข้อจำกัดสิทธิหรือตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า ความในมาตรา 125วรรคสอง ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดนั้น ต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง แต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว แสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใดที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อไปว่า บทบัญญัติในมาตรา 8 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 เป็นบทบังคับแก่ผู้ที่นำคดีมาสู่ศาลซึ่งต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ศาลแรงงานกลางกลับนำบทบัญญัติดังกล่าวมาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1เป็นการใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสอง มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิลเลี่ยม เบงต์สัน
จำเลย — บริษัท นครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2547
#112817
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างแต่ไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว และมิได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวจึงงดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ ๑ ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้อีก กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๘ วรรคสอง มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ ๑ ไม่เป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบดังจำเลยที่ ๑ อ้างแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง จำเลยที่ ๒ เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ ๑ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๕ จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ในค่าชดเชยต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยที่ ๒ ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 823
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/25
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิลเลี่ยม เบงต์สัน
จำเลย — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง (เชียงใหม่) — นายสุพิชัย กาญจนาธิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 252/2547
#410811
เปิดฉบับเต็ม

ความใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 125 วรรคสอง ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุด ต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่งแต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว แสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าว ความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด ซึ่งหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหาร

เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จะโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกไม่ได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 8 วรรคสอง มาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งหัวหน้างานกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 27 ของเดือน ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แจ้งเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2544 จำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างแต่ไม่จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 16/2545 ให้จำเลยที่ 2 จ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่ทราบคำสั่ง แต่จำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองที่ศาลแรงงานกลางต่อศาลล้มละลายกลางและได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าชดเชย 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองแถลงรับว่า จำเลยทั้งสองทราบคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตามเอกสารท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว และมิได้ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลแรงงานกลางเห็นว่าไม่มีประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าวจึงงดสืบพยาน

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า เมื่อคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์ตามกฎหมาย จึงมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวและโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเพราะได้รับอนุญาตจากศาลล้มละลายกลางให้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองได้ และคำฟ้องโจทก์ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 780,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางที่ว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามชอบหรือไม่ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ากรณีที่คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุดตามความในมาตรา 125 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 หมายถึงเป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารเท่านั้น ไม่อาจนำมาเป็นข้อจำกัดสิทธิหรือตัดสิทธิของจำเลยที่ 1 ในการต่อสู้คดีได้นั้น เห็นว่า ความในมาตรา 125 วรรคสอง ที่บัญญัติว่าในกรณีที่นายจ้างหรือลูกจ้างไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดให้คำสั่งนั้นเป็นที่สุดนั้น ต่อเนื่องมาจากความในวรรคหนึ่งที่ว่าเมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งตามมาตรา 124 แล้ว ถ้านายจ้างหรือลูกจ้างไม่พอใจคำสั่งนั้นให้นำคดีไปสู่ศาลได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสหรือให้สิทธิแก่นายจ้างหรือลูกจ้างที่ไม่เห็นชอบด้วยกับคำสั่งนำคดีไปฟ้องศาลเพื่อให้ตรวจสอบคำสั่งดังกล่าวอีกชั้นหนึ่ง แต่หากนายจ้างหรือลูกจ้างไม่ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าว แสดงว่านายจ้างหรือลูกจ้างไม่มีข้อโต้แย้งคำสั่งดังกล่าวความในวรรคสองจึงบัญญัติให้เป็นที่สุด จึงหมายถึงเป็นที่สุดสำหรับนายจ้างหรือลูกจ้างด้วย มิใช่เป็นที่สุดเฉพาะในทางบริหารดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อไปว่า บทบัญญัติในมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 เป็นบทบังคับแก่ผู้ที่นำคดีมาสู่ศาลซึ่งต้องปฏิบัติหรือดำเนินการก่อนจึงจะฟ้องคดีต่อศาลได้ แต่ศาลแรงงานกลางกลับนำบทบัญญัติดังกล่าวมาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบนั้น เห็นว่า เมื่อศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานเป็นที่สุด จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงเป็นปริยายว่าจำเลยที่ 1 ไม่อาจโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้อีกได้ กรณีมิใช่เรื่องการนำบทบัญญัติแห่งมาตรา 8 วรรคสองมาตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นการบังคับใช้หรือตีความกฎหมายโดยไม่ชอบดังจำเลยที่ 1 อ้างแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในค่าชดเชยต่อโจทก์แต่ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์โดยไม่ได้ระบุว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวนั้นศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 5 ม. 125 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 8 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายวิลเลี่ยม เบงต์สัน
จำเลย — บริษัทนครไทยสตริปมิล จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 251/2547
#411124
เปิดฉบับเต็ม

ในการให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรม และดูงาน ณ ต่างประเทศ นอกจากโจทก์และจำเลยจะต้องปฏิบัติต่อกันให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนต่างๆ อันเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องทุนแล้ว โจทก์และจำเลยยังมีสิทธิและหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษา ฝึกอบรมและดูงาน ณ ต่างประเทศฯ และที่แก้ไขเพิ่มเติมด้วย ซึ่งตามระเบียบข้อ 8 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดให้โจทก์ต้องทำหนังสือสัญญาผูกมัดและกำหนดให้จำเลยต้องกลับมาปฏิบัติงานชดใช้เวลาหรือเงินทุนและเงินต่างๆ แก่โจทก์ในกรณีที่จำเลยได้รับทุนจากโจทก์ตามที่ทางราชการโจทก์กำหนดไว้ ฉะนั้น เมื่อปรากฎว่าจำเลยได้รับทุนตามฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาผูกมัดจำเลยเป็นลายลักษณ์อักษรตามแบบและวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าจำเลยยังรับราชการไม่ครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาในการลาไปฝึกอบรม ณ ต่างประเทศได้ อีกทั้งเมื่อจำเลยขออนุญาตลาออกจากราชการกับโจทก์ โจทก์ก็ได้อนุมัติโดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งใดๆ จากโจทก์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินทุนและเงินต่างๆ ตามฟ้องให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 1,029,365.545 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 925,272.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงและรับกันฟังได้ว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการ รับราชการสังกัดโจทก์ ระหว่างรับราชการจำเลยเคยได้รับอนุมัติให้ลาศึกษาต่อภายในประเทศ ลาฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น และลาฝึกอบรม ณ ประเทศยูโกสลาเวีย รวม 3 ครั้ง โดยได้รับเงินเดือนเต็มระหว่างลาซึ่งจำเลยทำสัญญาศึกษาต่อภายในประเทศไว้กับโจทก์ ส่วนการลาฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่น ด้วยทุนประเภท 1 ข. และลาฝึกอบรม ณ ประเทศยูโกสลาเวีย ด้วยทุนประเภท 2 นั้น โจทก์มิได้จัดให้จำเลยทำสัญญาฝึกอบรมไว้ตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาฝึกอบรมและดูงาน ณ ต่างประเทศ พ.ศ.2512 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ภายหลังเมื่อจำเลยสำเร็จการศึกษาหรือฝึกอบรมแล้ว จำเลยกลับมาเข้ารับราชการตามปกติ ต่อมาจำเลยขอลาออกจากราชการ ซึ่งโจทก์อนุญาตให้จำเลยลาออกจากราชการได้ แต่จำเลยยังคงเหลือกำหนดเวลาที่ต้องปฏิบัติราชการชดใช้ตามสัญญาลาศึกษาต่อภายในประเทศอีก 10 เดือน 23 วัน จำเลยและผู้ค้ำประกันจึงชดใช้เงินแก่ทางราชการที่จะต้องชดใช้ตามสัญญาลาศึกษาต่อภายในประเทศจนครบถ้วนแล้ว ส่วนการลาฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่นและลาฝึกอบรม ณ ประเทศยูโกสลาเวียนั้น ตามระเบียบว่าด้วยการให้ข้าราชการไปศึกษาฝึกอบรมและดูงาน ณ ต่างประเทศ พ.ศ.2512 ข้อ 8 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2518 กำหนดให้กระทรวงทบวงกรมทำสัญญาผูกมัดให้ข้าราชการที่ไปศึกษาฝึกอบรมหรือปฏิบัติงานวิจัย ณ ต่างประเทศ กลับมารับราชการตามแผนงานหรือโครงการที่ทางราชการกำหนดเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองเท่าของเวลาที่ข้าราชการผู้นั้นได้รับเงินเดือนระหว่างศึกษาฝึกอบรม หรือปฏิบัติงานวิจัย แต่เนื่องจากจำเลยยังปฏิบัติราชการชดใช้ไม่ครบกำหนดเวลาตามสัญญาลาศึกษาต่อภายในประเทศ จึงไม่มีเวลาปฏิบัติราชการชดใช้เหลืออยู่นั้น คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินทุน เงินเดือน และเงินเพิ่มช่วยค่าครองชีพที่ได้รับไปในระหว่างลาฝึกอบรม ณ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศยูโกสลาเวียพร้อมกับเบี้ยปรับให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นอกจากโจทก์และจำเลยจะต้องปฏิบัติต่อกันให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบแผนต่างๆ อันเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับเรื่องทุนแล้วโจทก์และจำเลยยังมีสิทธิและหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อกันให้เป็นไปตามกฎระเบียบตามเอกสารหมาย จ.3 อีกส่วนหนึ่งอย่างเคร่งครัดด้วย เพราะว่าเอกสารหมาย จ.3 นี้เป็นกฎระเบียบที่ประกาศใช้บังคับแก่ผู้ให้ทุนและผู้ได้รับทุนของทางราชการจากรัฐบาลให้จำต้องปฏิบัติตาม ตามข้อ 2 ของระเบียบดังกล่าวนั้น ระบุว่าให้ใช้บังคับแก่กระทรวงทบวงกรมฝ่ายพลเรือนเมื่อตามระเบียบเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 8 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดให้โจทก์ต้องทำหนังสือสัญญาผูกมัดและกำหนดให้จำเลยต้องกลับมาปฏิบัติงานชดใช้เวลาหรือเงินทุนและเงินต่างๆ แก่โจทก์ ในกรณีที่จำเลยได้รับทุนจากโจทก์ตามที่ทางราชการโจทก์กำหนดไว้ ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงกรณีตามที่จำเลยได้รับทุนตามฟ้องแล้วโจทก์ไม่ได้ทำหนังสือสัญญาผูกมัดจำเลยเป็นลายลักษณ์อักษรตามแบบและวิธีการที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้แล้ว โจทก์จึงไม่อาจกล่าวอ้างว่าจำเลยยังรับราชการไม่ครบกำหนดระยะเวลาตามสัญญาในการลาไปฝึกอบรม ณ ต่างประเทศได้ นอกจากนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อจำเลยขออนุญาตลาออกจากราชการกับโจทก์ โจทก์ก็ได้อนุมัติโดยไม่ปรากฏข้อโต้แย้งใดๆ จากโจทก์เลย ฉะนั้น ด้วยเหตุผลต่างๆ ดังกล่าวมา โจทก์จึงไม่มีสิทธิใดๆ เรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินทุนและเงินต่างๆ ตามฟ้องให้แก่โจทก์

ส่วนปัญหาตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ใช้ค่าทนายความแทนจำเลยในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นจำนวนสูงเกินไปนั้น เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ได้ให้เหตุผลมาโดยละเอียดแล้วว่า เหตุใดโจทก์จึงต้องชดใช้ค่าทนายความในอัตราดังกล่าวนั้น ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า เป็นการกำหนดให้โจทก์ต้องรับผิดใช้ค่าทนายความในอัตราที่เหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุสมควรที่จะแก้ไข ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมอนามัย
จำเลย — นางสาวพิทยา กาญจนปกรณ์ชัย
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2547
#55020
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ม. แบ่งที่ดินมรดกแก่จำเลยทั้งห้าซึ่งเป็นทายาทของ ม. โดยให้เป็นของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ไร่ 3 งาน5 ตารางวา และของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา คิดเป็นเงินรวม313,833.32 บาท แม้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แยกกันเพราะเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งห้าตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมีราคา 313,833.32 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟ้องแย้งจึงมีราคาไม่เกิน 20,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละส่วนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

จำเลยทั้งห้าได้ให้การในตอนต้นว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของ ม. เจ้ามรดกแต่ผู้เดียว แต่จำเลยทั้งห้าก็ให้การอีกตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในส่วนของ ก. ด้วยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งห้าที่ว่าม. ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทคนเดียวมิใช่ ก. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมด้วย จึงขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งห้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินซึ่งมีจำเลยที่ 1 พ. และ ก. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกันและเจ้าของรวมคนอื่น ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ ตามมาตรา 1360 ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัด การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้น ๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งเท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ ดังนั้นการที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ทายาทผู้สืบสิทธิจาก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ เมื่อจำเลยทั้งห้าไม่ได้บอกกล่าวไปยัง ก. ว่าจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทน ก. อีกต่อไปตามมาตรา 1381 จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทนผู้มีสิทธิครอบครองได้ และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง

ท้ายอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วย เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดีไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 และมาตรา 167 ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 489 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวามีชื่อนางเม้า ดาวเรือง และนายแก่น ดาวเรือง เป็นเจ้าของรวม ต่อมานางเม้าถึงแก่กรรมที่ดินส่วนของนางเม้าเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่นายแก่น นางพุก ทิพวัลย์ และจำเลยที่ 1 เนื้อที่คนละ 2 ไร่ 96 ตารางวา (ที่ถูก 96 2/3ตารางวา) รวมแล้วเป็นส่วนของนายแก่นเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา (ที่ถูก 86 2/3ตารางวา) ครั้นนายแก่นและนางพุกถึงแก่กรรมที่ดินส่วนของนายแก่นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่โจทก์ทั้งสองและสวนของนางพุกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 โจทก์ทั้งสองแจ้งแก่จำเลยทั้งห้าขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าว แต่จำเลยทั้งห้าเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกับโจทก์ทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา ให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งห้าให้การกับฟ้องแย้งว่า นางเม้า ดาวเรือง มีที่ดินอยู่ 2 แปลง เมื่อปี 2478 นางเม้ายกที่ดินแปลงหนึ่งให้นายแก่น ดาวเรือง ส่วนอีกแปลงหนึ่งได้แก่ที่ดินตามฟ้องนางเม้าแบ่งให้จำเลยที่ 1 เนื้อที่ 6 ไร่ และนางพุก ทิพวัลย์ เนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน จำเลยที่ 1 และนางพุกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตลอดมาเป็นเวลากว่าสิบปีหลังจากนางพุกถึงแก่กรรมจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เข้าครอบครองที่ดินส่วนของนางพุกต่อมา โดยนายแก่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่ขอรับมรดกที่ดินตามฟ้อง จำเลยทั้งห้าจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินส่วนของนายแก่นเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เนื้อที่ 3 ไร่ 33 งาน 85 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามส่วนที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 489 หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางเม้า ดาวเรือง ไม่มีสิทธิยกที่ดินส่วนของนายแก่น ดาวเรือง ให้แก่ผู้อื่น จำเลยทั้งห้าครอบครองที่ดินตามฟ้องแทนทายาทอื่นโดยไม่เคยบอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือ จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ตำบลดงน้อยใต้ อำเภอพนมสารคามจังหวัดฉะเชิงเทรา ส่วนของนายแก่น ดาวเรือง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และจำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 2ถึงที่ 5) เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามส่วนที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมนายเสริม ชัยทรัพย์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่489 ตำบลดงน้อยใต้ อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้โจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 8ไร่ 3 งาน 86 2/3 วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 1364 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องแย้งแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า นางเม้า ดาวเรือง มีบุตร 3 คน คือนายแก่น ดาวเรือง จำเลยที่ 1 และนางพุก ทิพวัลย์นางเม้าถึงแก่กรรมก่อนนายแก่น โจทก์ทั้งสองเป็นหลานและมีสิทธิรับมรดกของนายแก่นแทนที่บิดามารดาที่ถึงแก่กรรม ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นทายาทของนางพุก หลังจากนางเม้าถึงแก่กรรม จำเลยที่ 1 และนางพุกรับมรดกที่ดินโฉนดพิพาทเอกสารหมาย จ.7 เฉพาะส่วนของนางเม้าและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินทั้งแปลงตลอดมา คดีนี้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งห้าโดยเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา คิดเป็นเงิน 313,833.32 บาท เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แยกกันเพราะเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งห้าตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา313,833.32 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟ้องแย้งขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละส่วนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในส่วนฟ้องแย้งขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาประการแรกว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7ระบุเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินว่า อำแดงเม้ามารดานายแก่นบุตร น่าหมายถึงนางเม้ามารดาของจำเลยที่ 1 คนเดียวไม่น่ามีนายแก่น ดาวเรือง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมด้วย ดังนั้นการที่นางเม้ามารดาของจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และนางพุกมารดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และย่อมกระทำได้ไม่มีกฎหมายห้ามนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าได้ให้การในความตอนต้นว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นกรรมสิทธิของนางเม้าแต่ผู้เดียว แต่จำเลยทั้งห้าก็ให้การอีกตอนหนึ่งว่าจำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในส่วนของนายแก่นด้วยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในส่วนนี้ จึงขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งห้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้าถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนายแก่นจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 นางพุกและนายแก่นถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน และเจ้าของรวมคนอื่น ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของร่วมคนอื่น ๆ ตามมาตรา 1360 ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัด การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้น ๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งเท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ เพราะว่าก่อนที่จะมีการแบ่งแยกก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินส่วนนั้นจะเป็นเจ้าของรวมคนใดแน่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้สืบสิทธิจากนางพุกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังนายแก่นเจ้าของรวมว่า ไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์แทนนายแก่นอีกต่อไปคดีนี้ไม่มีข้อเท็จจริงให้ถือว่า จำเลยทั้งห้าได้บอกกล่าวไปยังนายแก่นว่าจำเลยทั้งห้าเจตนาจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทนนายแก่นอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1381 จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทนนายแก่นผู้มีสิทธิครอบครองได้และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ฟ้องภายในอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 คดีเป็นอันขาดอายุความนั้น เห็นว่าประเด็นเรื่องอายุความมรดกนั้นจำเลยทั้งห้ามิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีนี้ท้ายอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วยเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอหรือไม่ก็ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161และมาตรา 167 จึงหาได้เกินคำขอไม่ ฎีกาจำเลยทั้งห้าทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนนี้ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาทั้งหมดให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 167 ม. 248 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แฉล้ม ทิพย์วรรณ กับพวก
จำเลย — นาง กุหลาบ ไชยทรัพย์หรือชัยทรัพย์ฯ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2547
#410949
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดิน มีจำเลยที่ 1 พ. และ ก. ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน และเจ้าของรวมคนอื่นๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัด การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้นๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งเท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้สืบสิทธิจาก พ. ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยัง ก. เจ้าของรวมว่า ไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์แทน ก. อีกต่อไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1381 เมื่อจำเลยทั้งห้ามมิได้บอกกล่าว จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทน ก. ผู้มีสิทธิครอบครองได้และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง

อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วย เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอหรือไม่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 และมาตรา 167 จึงไม่เกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 489 เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 80 ตารางวา มีชื่อนางเม้า ดาวเรือง และนายแก่น ดาวเรือง เป็นเจ้าของรวม ต่อมานางเม้าถึงแก่กรรม ที่ดินส่วนของนางเม้าเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา จึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ได้แก่ นายแก่น นางพุก ทิพวัลย์ และจำเลยที่ 1 เนื้อที่คนละ 2 ไร่ 96 ตารางวา (ที่ถูก ตารางวา) รวมแล้วเป็นส่วนของนายแก่นเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา (ที่ถูก ตารางวา) ครั้นนายแก่นและนางพุกถึงแก่กรรมที่ดินส่วนของนายแก่นเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท ได้แก่ โจทก์ทั้งสอง และส่วนของนางพุกเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกับโจทก์ทั้งสองแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ให้แก่โจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา ให้จำเลยทั้งห้าส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งห้าให้การฟ้องแย้งและแก้ไขฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินส่วนของนายแก่นเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามส่วนที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 489 หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ส่วนของนายแก่น ดาวเรือง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 90 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และจำเลยที่ 2 (ที่ถูกจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5) เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา ให้โจทก์ทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยทั้งห้าเป็นเจ้าของที่ดินตามส่วนที่ได้กรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าว หากโจทก์ทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ทั้งสอง ห้ามโจทก์ทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นายเสริม ชัยทรัพย์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 489 ให้โจทก์ทั้งสองเนื้อที่ 8 ไร่ 3 งาน 86 ตารางวา วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท ให้ยกฟ้องแย้ง และให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนแย้งแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีนี้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองแบ่งที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งห้าโดยเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จำนวน 2 ไร่ 3 งาน 5 ตารางวา และเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จำนวน 3 ไร่ 3 งาน 85 ตารางวา คิดเป็นเงินรวม 13,833.32 บาท เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าฟ้องแย้งรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แยกกันเพราะเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งห้าตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 313,833.32 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฟ้องแย้งขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 แต่ละส่วนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในส่วนฟ้องแย้งขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาประการแรกว่า ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ระบุเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินว่า อำแดงเม้ามารดานายแก่นบุตร น่าหมายถึงนางเม้ามารดาของจำเลยที่ 1 คนเดียว ไม่น่ามีนายแก่น ดาวเรือง เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมด้วย ดังนั้น การที่นางเม้ามารดาจำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 และนางพุกมารดาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต และย่อมกระทำได้ไม่มีกฎหมายห้ามนั้น เห็นว่า แม้จำเลยทั้งห้าได้ให้การในความตอนต้นว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงเป็นกรรมสิทธิ์ของนางเม้าแต่ผู้เดียว แต่จำเลยทั้งห้าก็ให้การในอีกตอนหนึ่งว่า จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทในส่วนของนายแก่นด้วยการครอบครองปรปักษ์ ดังนั้น ฎีกาของจำเลยทั้งห้าในส่วนนี้ จึงขัดแย้งกับคำให้การของจำเลยทั้งห้า ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งห้าถือว่าเป็นการครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทส่วนของนายแก่นจนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 แล้วนั้น เห็นว่า ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีจำเลยที่ 1 นางพุกและนายแก่นถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีสิทธิจัดการทรัพย์สินรวมกัน และเจ้าของรวมคนอื่นๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ตามมาตรา 1360 ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งแยกที่ดินกันเป็นส่วนสัด การที่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์คนหนึ่งคนใดเข้าครอบครองส่วนหนึ่งส่วนใดของที่ดินก็ต้องถือว่าครอบครองที่ดินส่วนนั้นๆ ในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งเท่านั้น หาก่อให้เริ่มเกิดสิทธิที่จะอ้างว่าตนครอบครองทรัพย์สินของผู้อื่นไว้ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสียแต่คนเดียวไม่ เพราะว่าก่อนที่จีการแบ่งแยกก็ยังไม่อาจทราบได้ว่าที่ดินส่วนนั้นจะเป็นของเจ้าของรวมคนใดแน่ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ผู้สืบสิทธิจากนางพุกได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หาทำให้จำเลยทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ทางปรปักษ์ไม่ เว้นเสียแต่จะได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการยึดถือโดยบอกกล่าวไปยังนายแก่นเจ้าของรวมว่า ไม่มีเจตนาจะยึดถือทรัพย์แทนนายแก่นอีกต่อไป คดีนี้ไม่มีข้อเท็จจริงให้ถือได้ว่า จำเลยทั้งห้าได้บอกกล่าวไปยังนายแก่นว่าจำเลยทั้งห้าเจตนาจะไม่ยึดถือทรัพย์สินแทนนายแก่นอีกต่อไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381 จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะยึดถือแทนนายแก่นผู้มีสิทธิครอบครองได้และไม่อาจถือได้ว่ามีการแย่งการครอบครอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่ฟ้องภายในอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 คดีเป็นอันขาดอายุความนั้น เห็นว่า ประเด็นเรื่องอายุความมรดกนั้นจำเลยทั้งห้ามิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งห้าฎีกาข้อสุดท้ายว่า คดีนี้ท้ายอุทธรณ์โจทก์ทั้งสองมิได้ขอให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความโจทก์ทั้งสองในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในศาลชั้นต้นด้วย เป็นการพิพากษาเกินคำขอ เห็นว่า เป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจกำหนดให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแก่ฝ่ายที่ชนะคดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายนั้นจะมีคำขอหรือไม่มีก็ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และมาตรา 167 จึงหาได้เกินคำขอไม่ ฎีกาจำเลยทั้งห้าทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้ยกฎีกาในส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งห้า คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนนี้ทั้งหมดแก่จำเลยทั้งห้า ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นชั้นฎีกาทั้งหมดให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 ม. 1360 ม. 1381 ม. 1382
ป.วิ.พ. ม. 161 ม. 167
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางแฉล้ม ทิพย์วรรณ กับพวก
นางกุหลาบ ไชยทรัพย์หรือชัยทรัพย์
โดยนายเสริม ชัยทรัพย์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2547
#112779
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยที่ 1 ก่อนวันชี้สองสถานว่า ที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น แต่โจทก์ยังโต้แย้งคัดค้านการรังวัดที่ดินดังกล่าวของเจ้าพนักงานว่าไม่ถูกต้อง ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบรังวัดกันใหม่ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ไปรังวัดกันใหม่ในวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ภายหลังจากวันชี้สองสถานแล้ว ผลปรากฏว่าที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นตามจำนวนเนื้อที่ที่จำเลยที่ 1 เคยแจ้งให้โจทก์ทราบ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่าโจทก์เพิ่งทราบและยอมรับว่าที่ดินของโจทก์มีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ภายหลังจากวันชี้สองสถานแล้ว จึงมีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับเนื้อที่ของที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นได้ก่อนวันชี้สองสถาน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 ชอบที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับเนื้อที่ของที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ที่ดินทั้งสามแปลงที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากวันชี้สองสถานไปแล้วจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์เฉพาะข้อ ๑๐.๔ และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองพิจารณาแล้ว โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน ๓ แปลง และต้นไม้ยืนต้นซึ่งอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืน และเรียกดอกเบี้ยโดยบรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องรวมกันมาในฉบับเดียวกัน จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่า ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้เดิม ทั้งโจทก์โต้แย้งการรังวัดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น เนื้อที่ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นจำนวนเท่าใด ยังไม่ทราบแน่นอน ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นของที่ดินทั้งสามแปลง จำเลยทั้งสามไม่ค้าน ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเฉพาะข้อ ๑๐.๔ โจทก์จึงฎีกาขอให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องทุกข้อ โดยอ้างว่าโจทก์ได้โต้แย้งจำเลยที่ ๑ ว่า ผลการรังวัดนั้นน่าจะไม่ถูกต้อง โจทก์และจำเลยที่ ๑ จึงได้ไปรังวัดกันใหม่ ผลปรากฏว่าที่โฉนดเลขที่ ๘๐ มีเนื้อที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑ และ ๑๙๓๙๗ เนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนไม่ได้เพิ่มขึ้นจากที่จำเลยที่ ๑ นำชี้ ดังนั้นจึงได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเมื่อวันหลังจากวันชี้สองสถาน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า แม้โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยที่ ๑ ก่อนวันชี้สองสถานว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๑ และ ๑๙๓๙๗ รังวัดแล้วมีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น แต่โจทก์ยังโต้แย้งคัดค้านการรังวัดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่ถูกต้อง จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าเนื้อที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงนี้ถูกเวนคืนจำนวนเท่าใด โจทก์และจำเลยยังโต้แย้งจำนวนเนื้อที่กันอยู่ ศาลฎีกาเชื่อว่า โจทก์เพิ่งทราบและยอมรับว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๐ และ ๑๙๓๙๗ มีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนภายหลังจากวันชี้สองสถานแล้วตามที่โจทก์ฎีกา กรณีเช่นนี้ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ก่อนวันชี้สองสถาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ ชอบที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องทั้งหมดของโจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ทุกข้อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวโสฬส ขุนบรรเทา
จำเลย — การประปานครหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวีระวัตร บุณยบุตร
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2547
#411119
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญของการเรียกร้องเงินทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์เพิ่มขึ้นต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ของที่ดินที่ถูกต้องแน่นอนสำหรับคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่จะเรียกร้อง โจทก์ยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาตามที่กฎหมายบังคับโดยยังไม่ทราบจำนวนเนื้อที่ดินที่ถูกเวนคืนที่แน่นอน แม้โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยที่ 1 ว่าได้รังวัดที่ดินแล้วมีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น แต่ตามคำให้การของจำเลยทั้งสามก็ให้การว่าโจทก์ยังโต้แย้งคัดค้านการรังวัดครั้งดังกล่าวว่าไม่ถูกต้องจึงเป็นการไม่แน่นอนว่าเนื้อที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนจำนวนเท่าใด โจทก์และจำเลยยังโต้แย้งจำนวนเนื้อที่กันอยู่ จำเลยจึงยังมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่เหลือแก่โจทก์ เมื่อโจทก์เพิ่งทราบและยอมรับว่าที่ดินสองแปลงของโจทก์ มีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น 113 ตารางวา และ 92 ตารางวา ตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไปรังวัดที่ดินกันใหม่ภายหลังจากวันชี้สองสถานตามที่โจทก์ฎีกา กรณีเช่นนี้ ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ก่อนวันชี้สองสถานตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จึงชอบที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 19397 ตำบลบางเลน อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และที่ดินโฉนดเลขที่ 80 และ 81 ตำบลบางยุง อำเภอบางปลา จังหวัดนครชัยศรี (นครปฐม) และต้นไม้ยืนต้น เพิ่มจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นเพิกถอนการชี้สองสถานเดิมและกำหนดประเด็นข้อพิพาทใหม่เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2543 หลังจากนั้นอีก 17 วัน โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ที่ดินทั้งสามแปลงที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นเห็นว่า เป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องหลังจากวันชี้สองสถานไปแล้วจึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ข้อ 10.5 ย่อหน้าที่ 3 (อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องในส่วนเนื้อที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 80 ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มขึ้นของที่ดินแปลงนี้) และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "โจทก์ฟ้องเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดิน 3 แปลง และต้นไม้ยืนต้นซึ่งอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรีและอำเภอดอนตูม อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พ.ศ.2539 เพิ่มจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้แก่โจทก์พร้อมกับเรียกร้องให้จำเลยทั้งสามซื้อที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืน และเรียกดอกเบี้ยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 โดยโจทก์บรรยายฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องรวมกันมาในฉบับเดียวกัน จำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้คดีและขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การว่าที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนมีเนื้อที่เพิ่มขึ้นจากที่ประมาณการไว้เดิม ทั้งโจทก์โต้แย้งการรังวัดที่ดินของเจ้าพนักงานที่ดิน ดังนั้น เนื้อที่ที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นจำนวนเท่าใด ยังไม่ทราบแน่นอน ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นของที่ดินทั้งสามแปลง กับคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสามใช้เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามเนื้อที่ดินที่รังวัดได้เพิ่มขึ้น จำเลยทั้งสามไม่ค้าน ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเฉพาะข้อ 10.4 ย่อหน้าที่ 3 โจทก์จึงฎีกาขอให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องทุกข้อ โดยอ้างว่าโจทก์ได้โต้แย้งจำเลยที่ 1 ว่า ผลการรังวัดนั้นน่าจะไม่ถูกต้องเพราะคนที่นำชี้คือพนักงานของจำเลยที่ 1 มิใช่โจทก์ผู้เป็นเจ้าของ ย่อมไม่รู้แนวเขตที่ดินที่แน่นอน โจทก์จึงให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบรังวัดกันใหม่ ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 จึงได้ไปรังวัดกันใหม่ในวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ผลปรากฏว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 80 มีเนื้อที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากที่จำเลยที่ 1 นำชี้อีก 412 ตารางวา ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 81 และ 19397 เนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนไม่ได้เพิ่มขึ้นจากที่จำเลยที่ 1 นำชี้ ดังนั้น จึงได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนเนื้อที่ที่ดินทั้งสามแปลงของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ซึ่งเป็นวันหลังจากวันชี้สองสถาน โจทก์จึงมีสิทธิที่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ พิเคราะห์แล้วเห็นว่าสาระสำคัญของการเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์เพิ่มขึ้นต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเนื้อที่ของที่ดินที่ถูกเวนคืนที่ถูกต้องแน่นอนสำหรับคำนวณเป็นทุนทรัพย์ที่จะเรียกร้อง โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายบังคับโดยยังไม่ทราบจำนวนเนื้อที่ที่ดินที่ถูกเวนคืนที่แน่นอน แม้โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2543 และวันที่ 25 เมษายน 2543 ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 81 และ 19397 รังวัดแล้วมีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น 113 ตารางวา และ 92 ตารางวา ตามลำดับก็ตาม แต่ตามคำให้การของจำเลยทั้งสามซึ่งยื่นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2543 ก็ให้การว่า โจทก์ยังโต้แย้งคัดค้านการรังวัดที่ดินโฉนดเลขที่ 81 และ 19397 ของเจ้าพนักงานที่ดินว่าไม่ถูกต้อง จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าเนื้อที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงนี้ถูกเวนคืนจำนวนเท่าใด โจทก์และจำเลยยังโต้แย้งจำนวนเนื้อที่กันอยู่ จำเลยจึงยังมิได้จ่ายค่าทดแทนที่ดินในส่วนที่เหลือแก่โจทก์และจำเลยทั้งสามยื่นคำแก้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามขอแถลงว่า ไม่ประสงค์จะแก้ฎีกาของโจทก์เนื่องจากจำเลยทั้งสามเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวเนื่องกับคำฟ้องเดิม ศาลฎีกาเชื่อว่า โจทก์เพิ่งทราบและยอมรับว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 80 และ 19397 มีเนื้อที่ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้น 113 ตารางวา และ 92 ตารางวา ตามลำดับเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2543 ภายหลังจากวันชี้สองสถานแล้วตามที่โจทก์ฎีกา กรณีเช่นนี้ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ก่อนวันชี้สองสถานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ชอบที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องได้ตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องทั้งหมดของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมเติมคำฟ้องของโจทก์ทุกข้อ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวโสฬส ขุนบรรเทา
จำเลย — การประปานครหลวง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2547
#55048
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายอายุ 13 ปีเศษขึ้นรถแล้วจำเลยที่ 2 พูดกับพวกของจำเลยว่าจะนำไปขายซ่อง ระหว่างอยู่บนรถจำเลยที่ 1 ใช้มือจับหน้าอก จำเลยที่ 3 ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหายส่วนจำเลยที่ 2 ใช้มือขวาจับพวงมาลัยรถและมือซ้ายลูบที่ขาของผู้เสียหายไปตลอดทาง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนากระทำอนาจารผู้เสียหายมาแต่ต้น และเป็นการกระทำต่อเนื่องกัน ถือได้ว่าความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารสำเร็จนับแต่จำเลยที่ 2 เริ่มพรากผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม

จำเลยที่ 2 กับพวกฉุดผู้เสียหายขึ้นไปบนรถระหว่างทางมีการกระทำอนาจารผู้เสียหายในวันเดียวกัน ต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอนเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยการใช้กำลังประทุษร้ายกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดคนละกรรมจึงไม่ถูกต้องศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์มิได้ระบุวรรค แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดมาในคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น มิได้บังคับว่าจะต้องระบุวรรคใดด้วย ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดในวรรคใดก็พิพากษาว่ากระทำความผิดในวรรคนั้นได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2540 เวลากลางวันถึงเวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสามโดยปราศจากเหตุอันสมควรร่วมกันพรากเด็กหญิงบุศรา อิ่มเพ็งผู้เสียหาย อายุ 13 ปีเศษ ซึ่งอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากความปกครองดูแลของนางระรวย อิ่มเพ็ง มารดาเพื่อการอนาจาร โดยผู้เสียหายไม่เต็มใจไปด้วย และจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายโดยกักตัวไว้ภายในรถยนต์กระบะและฉุดรั้งตัวผู้เสียหายไว้ให้ร่วมเดินทางไปกับจำเลยทั้งสามยังสถานที่ต่าง ๆ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอมเป็นการทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำอนาจารผู้เสียหายซึ่งอายุยังไม่เกิน 15 ปี โดยขู่เข็ญว่าจะใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายหากผู้เสียหายขัดขืนและได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายจับหน้าอกและอวัยวะเพศของผู้เสียหายโดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 310, 279, 91, 83 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้ายจำคุก 2 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุก 1 ปีฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 9 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความมิได้โต้เถียงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กระทำความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายและฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไม่เกินห้าปีคดีจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้ายและหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คงฎีกาได้เฉพาะความผิดฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามหรือไม่ โจทก์มีเด็กหญิงบุศรา อิ่มเพ็งผู้เสียหายเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 15 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายยืนรอรถโดยสารประจำทางอยู่ที่ป้ายรถโดยสารประจำทางริมถนนประชา-สงเคราะห์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร มีจำเลยที่ 2 ขับรถกระบะโดยมีจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั่งมาด้วยมาหยุดรถตรงที่ผู้เสียหายยืนอยู่ แล้วจำเลยที่ 3 ได้ลงจากรถมาฉุดผู้เสียหายขึ้นไปบนรถ โดยให้ผู้เสียหายนั่งที่เบาะด้านหลัง มีจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ด้านซ้ายมือส่วนจำเลยที่ 3 นั่งอยู่ด้านขวามือของผู้เสียหาย ระหว่างทางผู้เสียหายได้ยินจำเลยที่ 2 พูดขึ้นมาคำหนึ่งว่า ขายซ่อง จำเลยที่ 2 ขับรถมาที่บ้านของนายหมัดที่อำเภอบางบาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลังจากนั้นจำเลยทั้งสามพาผู้เสียหายไปที่ร้านอาหารสีกุกเพื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วทุกคนพากันขึ้นรถ จำเลยที่ 2 ขับรถไปส่งนายหมัดที่บ้านแล้วจำเลยที่ 2 ขับรถออกจากบ้านนายหมัดโดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 นั่งอยู่ที่เบาะหลังระหว่างอยู่บนรถ จำเลยที่ 1 ได้เอามือมาโอบไหล่และจับหน้าอกของผู้เสียหาย จำเลยที่ 3ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้มือขวาจับพวงมาลัยรถและมือซ้ายมาลูบที่ขาผู้เสียหายไปตลอดทาง จนกระทั่งถึงด่านตรวจของเจ้าพนักงานตำรวจตำบลไม้ตรา อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้เสียหายร้องขอความช่วยเหลือและแจ้งเรื่องให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบ เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยทั้งสาม เห็นว่าผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และเป็นนักเรียนอยู่ได้เบิกความมีรายละเอียดเป็นขั้นตอนประกอบด้วยเหตุผล ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายนึกตัดเสริมเติมแต่งขึ้นมาเพื่อปรักปรำจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับโทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนอันจะมาเป็นสาเหตุให้แกล้งเบิกความปรักปรำใส่ร้ายจำเลยที่ 2 ได้ ประกอบกับเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่าอับอาย หากไม่จริงผู้เสียหายคงไม่กล้ากล่าวหาจำเลยที่ 2 เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เสื่อมเสียต่อชื่อเสียงอันเป็นผลร้ายแก่ผู้เสียหายเองอีกทั้งพันตำรวจโทมนัส ม่วงอยู่ และสิบตำรวจเอกสุชาติ เรื่องศรีผู้จับกุมได้เบิกความยืนยันว่าเมื่อผู้เสียหายพบพยานทั้งสองได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังและชี้ให้จับกุมจำเลยทั้งสาม จึงเชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามจริง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ตอนผู้เสียหายถูกล่วงเกินเป็นเวลามืดแล้ว และเป็นการถูกกระทำอนาจารหลังจากผู้เสียหายเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่าขณะที่จำเลยทั้งสามลงมือพรากผู้เสียหายยังไม่มีเหตุจูงใจจะพาผู้เสียหายไปเพื่อการอนาจารนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 พาผู้เสียหายขึ้นรถแล้วจำเลยที่ 2 ได้พูดกับพวกของจำเลยว่าจะนำไปขายซ่อง อีกทั้งหลังจากส่งนายหมัดที่บ้านแล้ว ระหว่างอยู่บนรถ จำเลยที่ 1 ใช้มือจับหน้าอกจำเลยที่ 3 ใช้มือจับอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ส่วนจำเลยที่ 2 ใช้มือขวาจับพวงมาลัยรถและมือซ้ายลูบที่ขาของผู้เสียหายไปตลอดทางพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับพวกมีเจตนากระทำอนาจารผู้เสียหายมาแต่ต้น และเป็นการกระทำต่อเนื่องกันถือได้ว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารสำเร็จนับแต่จำเลยที่ 2 เริ่มพรากผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาดังกล่าวแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ตามมาตรา 310 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นว่าในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 กับพวกฉุดผู้เสียหายขึ้นไปบนรถแล้วระหว่างทางมีการกระทำอนาจารผู้เสียหายในวันเดียวกันนั้น เป็นการกระทำความผิดต่อตัวผู้เสียหายต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยการใช้กำลังประทุษร้ายกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดคนละกรรมจึงไม่ถูกต้อง และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 279 และมาตรา 317 วรรคสาม ศาลล่างทั้งสองไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 279วรรคสองและมาตรา 317 วรรคสาม ได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องนั้นเห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะมิได้ระบุวรรคมาก็ตามแต่คำขอท้ายฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับว่าจะต้องระบุว่าวรรคใดด้วยไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดในวรรคใดก็พิพากษาว่ากระทำความผิดในวรรคนั้นได้ไม่เป็นการเกินคำขอฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 279 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้าย กับฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 9 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 90 ม. 317
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 192 ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย วีระศักดิ์ มือเสือ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 239/2547
#410810
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 กับพวกฉุดผู้เสียหายขึ้นไปบนรถแล้วระหว่างทางมีการกระทำอนาจารผู้เสียหายในวันเดียวกันนั้น เป็นการกระทำความผิดต่อตัวผู้เสียหายต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด

ปัญหาเรื่องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์ ก็สามารถยกขึ้นว่าในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317, 310, 279, 91, 83 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี ฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย จำคุก 1 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 9 ปี รวมจำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง และฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายตามมาตรา 310 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ข้อนี้แม้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่าในชั้นอุทธรณ์ แต่ปัญหาเรื่องเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยที่ 2 ย่อมยกขึ้นว่าในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 กับพวกฉุดผู้เสียหายขึ้นไปบนรถแล้วระหว่างทางมีการกระทำอนาจารผู้เสียหายในวันเดียวกันนั้น เป็นการกระทำความผิดต่อตัวผู้เสียหายต่อเนื่องกันไปไม่ขาดตอน การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยการใช้กำลังประทุษร้ายกับความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นความผิดคนละกรรมจึงไม่ถูกต้อง และศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้มิได้ฎีกาด้วย เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ระบุว่า โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 279 และมาตรา 317 วรรคใด ศาลล่างทั้งสองไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 279 วรรคสอง และมาตรา 317 วรรคสาม ได้ เนื่องจากเป็นการพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องนั้น เห็นว่า แม้คำฟ้องของโจทก์จะมิได้ระบุวรรคมาก็ตาม แต่คำขอท้ายฟ้องนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ระบุแต่เพียงให้อ้างมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น หาได้บังคับว่าจะต้องระบุว่าวรรคใดด้วยไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย หาได้บังคับว่าจะต้องระบุว่าวรรคใดด้วยไม่ ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อศาลพิจารณาได้ความว่า จำเลยกระทำความผิดในวรรคใดก็พิพากษาว่ากระทำความผิดในวรรคนั้นได้ ไม่เป็นการเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง, 310 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้าย กับฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยขู่เข็ญและโดยใช้กำลังประทุษร้าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุก 9 ปี รวมจำคุกคนละ 11 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 279 ม. 310
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายวีระศักดิ์ มือเสือ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
โนรี จันทร์ทร
จิระ โชติพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2547
#55047
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2544 โจทก์ได้ขอให้ศาลจังหวัดนนทบุรีหมายเรียกจำเลยให้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 4116/2541 โดยให้จำเลยมาเบิกความในวันที่ 19 ตุลาคม 2544 เวลา 9 นาฬิกา ศาลจังหวัดนนทบุรีได้ออกหมายเรียกจำเลยเป็นพยานบุคคลตามที่โจทก์ขอ และส่งหมายเรียกดังกล่าวให้แก่จำเลยโดยวิธีปิดหมาย ปรากฏว่าจำเลยไม่มาศาลตามกำหนดนัด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่านำหมายเป็นเงิน 250 บาท และทำให้คดีโจทก์ล่าช้า ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 170

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกฎีกาโจทก์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุญฤทธิ์ เกษสมัย
จำเลย — นาย สุเวทย์ วัฒนมงคลศิลป์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา