คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 124/2547
#410782
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยทั้งสองไม่คัดค้าน ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้าย ร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและซ่องโจร และจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษในคดีดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดคดีนี้อีก โดยได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงให้บวกโทษคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 58

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีไปร่วมกันชกต่อย ใช้ขวดสุราและท่อนไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายนายอนุลักษณ์ สอนสุภาพ ผู้เสียหาย ถูกที่บริเวณแขนซ้ายจนแขนซ้ายหัก เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 295, 297

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนแขนซ้ายหัก ได้รับอันตรายสาหัสนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านระบุว่า จำเลยทั้งสองได้ก่อเหตุทำร้ายผู้อื่นหลายครั้ง พฤติการณ์เป็นอันธพาลเป็นที่เอือมระอาของเพื่อนบ้าน ศาลชั้นต้นได้เคยให้โอกาสแก่จำเลยทั้งสองโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่จำเลยทั้งสองก็หาสำนึกไม่ ยังคงกระทำความผิดเช่นเดิมอีก พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษให้จึงเหมาะสมแก่รูปคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ปรากฏตามรายการสืบเสาะและพินิจซึ่งจำเลยทั้งสองไม่คัดค้านฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 พิพากษาจำคุก 12 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและซ่องโจรตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1161/2545 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2545 พิพากษาจำคุก 12 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1333/2545 ของศาลชั้นต้น ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษในคดีดังกล่าว จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดคดีนี้อีก อันมิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จึงให้บวกโทษคดีดังกล่าวเข้ากับโทษในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บวกโทษจำคุก 12 เดือน ที่ศาลชั้นต้นรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1161/2545 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1333/2545 ของศาลชั้นต้นตามลำดับเข้ากับโทษในคดีนี้เป็นจำคุกคนละ 1 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเลย
จำเลย — นายกิตติศักดิ์ คำเถา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
ขวัญชัย ปิ่นรอด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2547
#55016
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1)ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย

กรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้รับประทับฟ้องไว้แล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 เดิม ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การที่ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแรกของศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาคดีแรกต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 48, 49 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาหรือประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์เนื้อที่เต็มหน้าในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับ เป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการและออกค่าใช้จ่ายในการทำจดหมายเหตุบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการตามเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน ณ หอสมุดแห่งชาติตามข้อความในคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์ดังกล่าวข้างต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในมูลความผิดเดียวกันนี้ที่ศาลจังหวัดปัตตานี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 928/2542 และศาลจังหวัดปัตตานีประทับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นในคดีนี้จึงไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไป ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสาม และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสามแล้วต่างยอมรับว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเรื่องเดียวกันที่ศาลชั้นต้นต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 8 ศาล ศาลชั้นต้นในคดีนี้เป็นศาลแรกที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลจังหวัดปัตตานีเป็นศาลแรกที่ประทับรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้น ศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งประทับฟ้องไว้ก่อนมีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ เนื่องจากไม่อนุญาตให้โจทก์นำคดีดังกล่าวมารวมพิจารณากับคดีนี้ ส่วนคดีของโจทก์ที่ศาลอื่น ๆ อีก6 ศาล ศาลได้จำหน่ายคดีแล้วเช่นกัน คดีของโจทก์คงเหลือที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียวศาลชั้นต้นมีคำสั่งวันที่ 7 เมษายน 2543 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ได้เพราะว่าคดีของโจทก์คงเหลืออยู่ที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามและให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไป จำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10กรกฎาคม 2543 ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 และยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับมูลคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542ศาลจังหวัดปัตตานีได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ส่วนศาลชั้นต้นก็ได้ทำการไต่สวนมูลฟ้อง และมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่10 กรกฎาคม 2543 ว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18(เดิม) เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานีฟ้องคดีหลังของโจทก์ที่ศาลจังหวัดปัตตานีจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะศาลจังหวัดปัตตานีรับประทับฟ้องโจทก์โดยชอบไว้พิจารณาพิพากษาแล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18(เดิม) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะกรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้รับประทับฟ้องไว้แล้ว ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ให้จำหน่ายคดีโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 18 เดิม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ปกิต กิระวานิช
จำเลย — นาย ตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ ที่ 1
จำเลย — บริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่ 2
จำเลย — บริษัท โรงพิมพ์ตะวันออก จำกัด (มหาชน) ที่ 3
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2547
#112756
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาหมิ่นประมาทต่อศาลจังหวัด ก. เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 ไว้แล้ว โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัด ป. อีกในวันรุ่งขึ้น ฟ้องคดีหลังของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัด ป. ไม่ชอบไปด้วย แม้ศาลจังหวัด ก. จะไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาหลังจากศาลจังหวัด ป. มีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ไว้แล้ว กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) เพราะไม่ใช่กรณีที่ศาลจังหวัด ป. มีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลจังหวัด ก. ซึ่งโจทก์ฟ้องคดีเป็นศาลแรก จึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๒๖ , ๓๒๘ , ๓๓๒ พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ มาตรา ๔ , ๔๘ , ๔๙ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาหรือประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์เนื้อที่เต็มหน้าในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับ เป็นเวลา ๑๕ วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในมูลความผิดเดียวกันนี้ที่ศาลจังหวัดปัตตานี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๙๒๘/๒๕๔๒ และศาลจังหวัดปัตตานีประทับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๒ ศาลชั้นต้นในคดีนี้จึงไม่มีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไป ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๔๗๗ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๑๘ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสาม และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสามแล้วต่างยอมรับว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเรื่องเดียวกันที่ศาลชั้นต้นต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น ๘ ศาล ศาลชั้นต้นในคดีนี้เป็นศาลแรกที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลจังหวัดปัตตานีเป็นศาลแรกที่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้น ศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งประทับฟ้องไว้ก่อน มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ เนื่องจากไม่อนุญาตให้โจทก์นำคดีดังกล่าวมารวมพิจารณากับคดีนี้ ส่วนคดีของโจทก์ที่ศาลอื่น ๆ อีก ๖ ศาล ศาลได้จำหน่ายคดีแล้วเช่นกัน คดีของโจทก์คงเหลือที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๔๓ ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ได้ เพราะว่าคดีของโจทก์คงเหลืออยู่ที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสาม และให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไป จำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. ๒๔๗๗ และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๑๘ ให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่าโจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ และยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับมูลคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๒ ศาลจังหวัดปัตตานีได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๔๒ ส่วนศาลชั้นต้นก็ได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๔๒ ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ (เดิม) เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์ที่ศาลจังหวัดปัตตานีจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะศาลจังหวัดปัตตานีรับประทับฟ้องโจทก์โดยชอบไว้พิจารณาพิพากษาแล้ว ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘ (เดิม) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะกรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกและศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ให้จำหน่ายคดีโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีลงวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ป.วิ.อ. ม. 15
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปกิต กิระวานิช
จำเลย — นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายภูมิศักดิ์ สมศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 122/2547
#410733
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์ที่ศาลจังหวัดปัตตานีจึงเป็นฟ้องซ้อนต้องห้ามมิให้ฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วยกรณีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) ที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ให้จำหน่ายคดีโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 4, 48, 49, ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันโฆษณาหรือประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์เนื้อที่เต็มหน้าในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับ เป็นเวลา 15 วันติดต่อกัน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการและออกค่าใช้จ่ายในการทำจดหมายเหตุบันทึกไว้ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการตามเอกสารท้ายฟ้องทุกฉบับที่เก็บไว้เป็นหลักฐาน ณ หอสมุดแห่งชาติ ตามข้อความในคำขอที่ให้จำเลยทั้งสามประกาศคำพิพากษาของศาลและคำขออภัยโจทก์ดังกล่าวข้างต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามในมูลความผิดเดียวกันนี้ที่ศาลจังหวัดปัตตานี ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 928/2542 และศาลจังหวัดปัตตานีประทับฟ้องคดีดังกล่าวไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ศาลชั้นต้นในคดีนี้จึงไม่อาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับจำเลยทั้งสาม และจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์และทนายจำเลยทั้งสามแล้วต่างยอมรับว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเรื่องเดียวกันที่ศาลชั้นต้นต่างๆ รวมทั้งสิ้น 8 ศาล ศาลชั้นต้นในคดีนี้เป็นศาลแรกที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสาม ส่วนศาลจังหวัดปัตตานีเป็นศาลแรกที่ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณานั้นศาลจังหวัดปัตตานีซึ่งประทับฟ้องไว้ก่อน มีคำสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์เนื่องจากไม่อนุญาตให้โจทก์นำคดีดังกล่าวมารวมพิจารณากับคดีนี้ ส่วนคดีของโจทก์ที่ศาลอื่นๆ อีก 6 ศาล ศาลได้จำหน่ายคดีแล้วเช่นกัน คดีของโจทก์คงเหลือที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 7 เมษายน 2543 ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาของโจทก์ได้เพราะว่าคดีของโจทก์คงเหลืออยู่ที่ศาลชั้นต้นเพียงศาลเดียว ให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสามและให้นัดสืบพยานโจทก์ต่อไป จำเลยทั้งสามได้โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์ตามพระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2477 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้ายพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 18 ให้จำหน่ายคดีของโจทก์จากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของโจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2542 และยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเกี่ยวกับมูลคดีนี้ต่อศาลจังหวัดปัตตานีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2542 ศาลจังหวัดปัตตานีได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2542 ส่วนศาลชั้นต้นก็ได้ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2542 ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ว่าศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามที่ศาลชั้นต้นเป็นศาลแรกไว้แล้ว ต่อมาโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยทั้งสามข้อหาเดียวกันต่อศาลจังหวัดปัตตานี ฟ้องคดีหลังของโจทก์ที่ศาลจังหวัดปัตตานีจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 อันส่งผลให้คำสั่งประทับฟ้องของศาลจังหวัดปัตตานีไม่ชอบไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้เพราะศาลจังหวัดปัตตานีรับประทับฟ้องโจทก์โดยชอบไว้พิจารณาพิพากษาแล้วตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18 (เดิม) นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา เพราะกรณีที่ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องไว้แล้ว ต้องเป็นกรณีที่ศาลอื่นรับประทับฟ้องไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น คดีนี้ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งประทับฟ้องไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติพระธรรมนูญศาลยุติธรรมดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นเป็นศาลแรก และศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณาพิพากษา ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ให้จำหน่ายคดีโจทก์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนมานั้นจึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งจำหน่ายคดีลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 ของศาลชั้นต้น แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 328
ป.วิ.พ. ม. 173
ป.วิ.อ. ม. 15
พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ.2484 ม. 4 ม. 48 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายปกิต กิระวานิช
จำเลย — นายตุลย์ ศิริกุลพิพัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 120/2547
#410780
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนีเล่นการพนันทายผลฟุตบอล อันเป็นการพนันอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตามบัญชี ก. และ ข. ท้าย พ.ร.บ.การพนันฯ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยจำเลยเป็นฝ่ายเจ้ามือจัดให้มีการแทงพนันผลการแข่งขันฟุตบอลระหว่างเวลาดังกล่าวข้างต้นรวม 5 ครั้ง โดยทุกครั้งมีลูกค้านำเงินมาแทงพนันผลการแข่งขันฟุตบอลกับจำเลยตามจำนวนที่ระบุมาในฟ้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันตาม พ.ร.บ.การพนันฯ มาตรา 4 ทวิ, 12 (2) แล้ว

จำเลยเป็นเจ้ามือจัดให้มีการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลขึ้น ซึ่งปัจจุบันการพนันชนิดนี้แพร่ระบาดทั่วไปโดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา การจัดให้มีการเล่นการพนันชนิดนี้ จึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบกระเทือนโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน ถือว่าเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ เป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวม หากไม่มีมาตรการดำเนินการโดยเด็ดขาดปัญหานี้จะลุกลามมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในคดีนี้จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่อเนื่องกันมีวงเงินที่แทงพนันกันเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้ามือการพนันรายใหญ่มีการเล่นได้เสียเป็นอาชีพ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรงที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร 2 คนและมารดาที่เจ็บป่วย หากจำเลยได้รับโทษจำคุกจะทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อนก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มรตรา 4 ทวิ, 10, 12, 15 ริบของกลาง และให้จ่ายสิบนแก่ผู้นำจับตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 ทวิ, 10, 12 (ที่ถูก 12 (2)),15 (ที่ถูกไม่ต้องปรับบทมาตรา 15 ด้วย) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 4 เดือนรวม 5 กระทง จำคุก 20 เดือน จำเลยให้การสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน ริบของกลาง ไม่จ่ายสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายทำนองว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมายังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 เพราะมีจำเลยเล่นพนันเพียงคนเดียว แม้จำเลยให้การรับสารภาพเป็นการขัดต่อกฎหมายนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2544 เวลากลางวัน จำเลยร่วมกับพวกที่หลบหนีเล่นการพนันทายผลฟุตบอล อันเป็นการพนันอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ตามบัญชี ก. และ ข. ท้ายพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 พนันเอาทรัพย์สินกันโดยจำเลยเป็นฝ่ายเจ้ามือจัดให้มีการแทงพนันผลการแข่งขันฟุตบอลระหว่างวันเวลาดังกล่าวข้างต้นรวม 5 ครั้ง โดยทุกครั้งมีลูกค้านำเงินมาแทงพนันผลการแข่งขันฟุตบอลกับจำเลยตามจำนวนที่โจทก์ระบุมาในฟ้อง ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการบรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4 ทวิ, 12 (2) แล้ว เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง หาขัดต่อกฎหมายดังที่จำเลยอ้างไม่ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยเป็นเจ้ามือจัดให้มีการพนันทายผลการแข่งขันฟุตบอลขึ้นซึ่งปัจจุบันการพนันชนิดนี้แพร่ระบาดทั่วไป โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา การจัดให้มีการเล่นการพนันชนิดนี้จึงมีส่วนสำคัญในการมอมเมาเยาวชนของชาติให้ลุ่มหลงในอบายมุข มีผลกระทบกระเทือนโดยตรงต่อการศึกษาและบั่นทอนอนาคตของเยาวชน ถือว่าเป็นการทำลายทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่าอันเป็นความหวังของชาติ เป็นภัยร้ายแรงต่อเศรษฐกิจและความสงบสุขของสังคมโดยส่วนรวม หากไม่มีมาตรการดำเนินการโดยเด็ดขาดปัญหานี้จะลุกลามมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีนี้จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่อเนื่องกัน มีวงเงินที่แทงพนันกันเป็นจำนวนมากแสดงให้เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้ามือการพนันรายใหญ่มีการเล่นได้เสียเป็นอาชีพ พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าร้ายแรง ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตร 2 คนและมารดาที่เจ็บป่วย หากจำเลยได้รับโทษจำคุกจะทำให้ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ก็เป็นเพียงเหตุผลและความจำเป็นส่วนตัวของจำเลยเท่านั้น ไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันโดยไม่รอการลงโทษให้นั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลยกระทงละ 4 เดือน นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า หนักเกินไปไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน รวม 5 กระทง จำคุก 10 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งคงจำคุก 5 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ทวิ ม. 12 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นางแก้วตา มาลัยวงศ์
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 119/2547
#410779
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพว่าทรัพย์สินของกลางที่โจทก์บรรยายมาในฟ้อง เป็นอุปกรณ์และทรัพย์ที่จำเลยใช้ในการเล่นพนันจริง ศาลรับฟังได้โดยโจทก์ไม่ต้องนำพยานหลักฐานมาสืบอีก ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า เงินสดและเครื่องรับส่งเอกสารของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิด ขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสี่ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้ เป็นการไม่ชอบและขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้นั้น จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่ และมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาด้วย จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 5, 6, 10, 12, 15 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่จ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 มาตรา 4, 12 (ที่ถูก 12 (1)) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 4 เดือน จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 เดือน ริบของกลาง เนื่องจากศาลมิได้มีคำสั่งให้ปรับจำเลยทั้งสี่ คำขอให้จำเลยทั้งสี่จ่ายเงินสินบนนำจับจึงให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลฎีกา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ขอถอนฎีกา ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกับพวกกระทำความผิดฐานเป็นเจ้ามือการพนันสลากกินรวบโดยเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกได้พร้อมโพยสลากกินรวบ 117 แผ่น เงินสด 560,670 บาท เครื่องคิดเลข 1 เครื่อง เครื่องรับส่งเอกสาร 1 เครื่อง สมุดบัญชี 1 เล่ม และถุงผ้า 7 ใบ โดยในกระดาษโพยดังกล่าวมีจำนวนตัวเลขและจำนวนเงินที่รับแทงเป็นจำนวนเงินที่สูง ทั้งมีเงินสดของกลางเป็นจำนวนมาก พฤติการณ์แสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกเป็นเจ้ามือรับกินรับใช้การพนันสลากกินรวบรายใหญ่ ไม่ได้คำนึงว่าการกระทำของตนก่อผลโดยตรงให้ประชาชนลุ่มหลงมัวเมาในอบายมุขอย่างกว้างขวาง กระทบต่อเศรษฐกิจสังคมและความสงบสุขของครอบครัว ทั้งยังเป็นบ่อเกิดอาชญากรรมร้ายแรงอื่นตามมาอีกมากมาย พฤติการณ์แห่งคดีนับว่าร้ายแรง การที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 และกำหนดมาตรการในการคุมประพฤติแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ย่อมไม่เหมาะสมกับสภาพความผิดและไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เกรงกลัวหรือหลาบจำ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ตามที่จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ว่า เงินสดของกลางบางส่วนจำนวน 476,025 บาท และเครื่องรับส่งเอกสารของกลางมิใช่ทรัพย์สินที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดขอให้คืนทรัพย์สินดังกล่าวแก่จำเลยทั้งสี่ แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยให้เป็นการไม่ชอบและขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันเป็นเจ้ามือเล่นการพนันสลากกินรวบ โดยเจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสี่พร้อมยึดโพยสลากกินรวบรวม 117 แผ่น เงินสด 560,670 บาท เครื่องคิดเลข 1 เครื่อง เครื่องรับส่งเอกสาร 1 เครื่อง สมุดบัญชีการเก็บเงินลูกค้าซื้อสลากกินรวบ 1 เล่ม และถุงผ้า 7 ใบ ซึ่งเป็นอุปกรณ์และทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นการพนันเป็นของกลาง จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า บรรดาทรัพย์สินของกลางที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวเป็นอุปกรณ์และทรัพย์สินที่ใช้ในการเล่นพนันจริง ซึ่งศาลรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ได้โดยโจทก์ไม่จำต้องนำพยานหลักฐานมาสืบอีกดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างแต่อย่างใด ดังนั้น อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ในข้อนี้จึงเป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งขัดกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสี่และมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ดังกล่าว จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นฎีกาด้วย จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 158
พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ม. 4 ม. 12 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาวบุตร ศรีหยวก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2547
#410932
เปิดฉบับเต็ม

ขณะจำเลยปฏิบัติหน้าที่ตรวจคนโดยสารขาออกนอกราชอาณาจักร จ. คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนโดยสารขาออกถือหนังสือเดินทางมาให้จำเลยตรวจเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เมื่อจำเลยตรวจพบว่า จ. มีเพียงหนังสือเดินทางโดยไม่มีตราประทับขาเข้ากับไม่มีเอกสารการเดินทางครบถ้วน แต่จำเลยไม่ได้ยึดหนังสือเดินทางและควบคุม จ.ไว้เพื่อให้นายตำรวจสัญญาบัตรมารับตัวไปดำเนินคดีตามระเบียบปฏิบัติ กลับปล่อยให้ จ. ผ่านช่องตรวจของจำเลยเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จำคุก 5 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุ จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกองตรวจคนเข้าเมือง 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ ประจำด่านตรวจคนเข้าเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพ มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง บัตร ตม.6 (ขาออก) และบัตรขึ้นเครื่องบินของคนโดยสารที่จะเดินทางออกนอกราชอาณาจักรให้เป็นไปตามระเบียบการตรวจคนโดยสารขาออกเอกสารหมาย จ.1 ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง วันเกิดเหตุจำเลยได้ปล่อยให้นายเจี้ย หมิง คนต่างด้าวสัญชาติจีน ซึ่งถือหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นเอกสารปลอมเดินผ่านช่องตรวจผู้โดยสารขาออกที่จำเลยประจำอยู่ โดยที่นายเจี้ย หมิง มีหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.4 เพียงเล่มเดียวและไม่มีตราประทับขาเข้าในหนังสือเดินทางฉบับดังกล่าว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน โพธิ์ชนะพันธุ์ หัวหน้าเวรตรวจคนโดยสารขาออกกองตรวจคนเข้าเมือง 2 ท่าอากาศยานกรุงเทพและเป็นประจักษ์พยานเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยก่อนปล่อยนายเจี้ย หมิง ผ่านช่องตรวจคนโดยสารขาออกของจำเลยว่าก่อนเกิดเหตุ พยานเดินออกมานอกห้องทำงานเห็นคนโดยสารขาออกที่ยืนรอจะเข้าช่องตรวจของจำเลยจำนวน 2 คน (หมายถึงนายเจี้ย หมิง และนายหวัง เฉีย เซิน) มีลักษณะเป็นชาวจีน ซึ่งขณะนั้นไม่มีเที่ยวบินเดินทางไปหรือผ่านประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พยานสงสัยว่าคนโดยสารดังกล่าวจะเดินทางไปประเทศใด และถือหนังสือเดินทางของประเทศใด พยานจึงกลับเข้าไปในห้องและรอจนถึงเวลาที่คนโดยสารทั้งสองคนเข้าช่องตรวจของจำเลย พยานจึงเดินไปยืนอยู่ทางด้านหลังจำเลยห่างจากจำเลยประมาณ 2 ถึง 3 เมตร เมื่อคนโดยสารคนแรกที่ต้องสงสัย (หมายถึงนายเจี้ย หมิง) เข้าช่องตรวจ พยานเห็นจำเลยทำท่ากดแป้นพิมพ์เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ที่หน้าจอเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยไม่มีการพิมพ์ข้อมูลใด แล้วจำเลยส่งหนังสือเดินทางคืนให้คนโดยสารคนดังกล่าวและให้คนโดยสารเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ เมื่อคนโดยสารดังกล่าวเดินผ่านมาทางพยาน พยานจึงขอตรวจสอบเอกสารการเดินทางปรากฏว่าไม่พบตราประทับการตรวจที่หนังสือเดินทาง รวมทั้งไม่พบบัตรขึ้นเครื่องบินและบัตร ตม.6 (ขาออก) แต่อย่างใด หลังจากนั้นคนโดยสารที่ต้องสงสัยคนที่สอง (หมายถึงนายหวัง เฉีย เซิน) ก็เดินผ่านออกมา พยานขอตรวจดูหนังสือเดินทางอีกก็พบสิ่งปกติเช่นเดียวกับคนโดยสารคนแรก พยานจึงควบคุมตัวคนโดยสารทั้งสองไว้ดำเนินคดีและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ความในข้อนี้ พันตำรวจโทยงยศ พิกุลทอง สารวัตรด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพ พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและจำเลยก็เบิกความรับรองว่า คืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 22 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินได้แจ้งให้พยานทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 21 นาฬิกา จำเลยได้ปล่อยให้คนโดยสารขาออกจำนวน 2 คน ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีการตรวจสอบจริง เป็นการสนับสนุนให้คำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินมีน้ำหนักอันควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น โจทก์ยังมีนายดาบตำรวจชูชีพ วิสุทธิไพบูลย์ เจ้าพนักงานตำรวจธุรการ กองตรวจคนเข้าเมือง 2 ซึ่งประจำอยู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าอากาศยานกรุงเทพที่เกิดเหตุเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันอีกว่าขณะเกิดเหตุพยานไปยืนอยู่หลังช่องตรวจคนโดยสารขาออกช่องตรวจที่ 16 ที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่โดยยืนอยู่ใกล้ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน พยานเห็นจำเลยตรวจหนังสือเดินทางของบุคคลที่มีลักษณะคล้ายชาวจีน 2 คน และทำท่ากดแป้นเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการใส่ข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์จริง และจำเลยทำท่าประทับตราเอกสารของคนโดยสารขาออกดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยก็คืนหนังสือเดินทางให้คนโดยสารขาออกดังกล่าว และปล่อยคนโดยสารขาออกดังกล่าวผ่านช่องตรวจไป ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินขอตรวจดูหนังสือเดินทางของคนโดยสารทั้งสองคนปรากฏว่าหนังสือเดินทางไม่มีการประทับตราขาออกและไม่มีบัตรขึ้นเครื่องบินกับไม่มีบัตร ตม.6 (ขาออก) เห็นว่า นายดาบตำรวจชูชีพเป็นเพื่อนร่วมงานของจำเลยและไม่ปรากฏว่าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่านายดาบตำรวจชูชีพจะสมคบกับร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินปรุงแต่งเรื่องราวอันร้ายแรงเช่นนี้ขึ้นมาปรักปรำจำเลยให้ต้องถูกลงโทษทางอาญาและทางวินัย แม้นายดาบตำรวจชูชีพมิได้ร่วมลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุมนายเจี้ย หมิง และนายหวัง เฉีย เซิน ตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ด้วย ก็อาจเป็นเพราะนายดาบตำรวจชูชีพเป็นเพียงเจ้าพนักงานตำรวจธุรการซึ่งไม่มีหน้าที่โดยตรงในการจับกุมผู้กระทำความผิด และที่แผนที่เอกสารหมาย จ.13 มิได้ระบุว่า ขณะเกิดเหตุนายดาบตำรวจชูชีพยืนอยู่ที่บริเวณใด ก็อาจเป็นเพียงข้อบกพร่องของผู้ทำแผนที่ ประกอบกับจำเลยก็มิได้นำสืบต่อสู้ว่าขณะเกิดเหตุนายดาบตำรวจชูชีพมิได้อยู่บริเวณที่เกิดเหตุ หรือมิได้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุและการที่ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินมิได้เบิกความถึงนายดาบตำรวจชูชีพว่าขณะเกิดเหตุพยานเห็นนายดาบตำรวจชูชีพอยู่ในที่เกิดเหตุ ก็ไม่ได้หมายความว่านายดาบตำรวจชูชีพมิได้อยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ดังนั้น เหตุต่างๆ ดังกล่าวจึงยังไม่เพียงพอที่จะนำมาเป็นเหตุผลฟังว่านายดาบตำรวจชูชีพเป็นพยานที่เสริมแต่งขึ้นในภายหลังโดยที่นายดาบตำรวจชูชีพมิได้เห็นเหตุการณ์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนที่จำเลยเบิกความอ้างว่าจำเลยถูกร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินกลั่นแกล้งกล่าวหา โดยก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินทำตราประทับหาย จำเลยพูดว่านายตำรวจทำตราประทับหายไม่เป็นไร ถ้าเป็นพวกจำเลยจะถูกขัง 3 วัน คำพูดดังกล่าวไปเข้าหูร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินได้พูดกับจำเลยว่าให้ระวังปากไว้ เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยมิได้ถามค้านร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินไว้ในขณะที่ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินเข้าเบิกความต่อศาล และในชั้นสอบสวนจำเลยได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.26 ยืนยันว่าจำเลยไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ใดในคดีนี้มาก่อน ดังนั้น การที่จำเลยมานำสืบเอาข้างเดียวในภายหลังอ้างว่าจำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน จึงถูกกลั่นแกล้งกล่าวหานั้น ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ ประกอบกับร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลย และขณะเกิดเหตุก็มีบุคคลอื่นอีกหลายคนอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลให้คิดว่าร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินจะกล้าบิดเบือนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้เป็นอย่างอื่นเพื่อกลั่นแกล้งจำเลยได้ ศาลฎีกาจึงเชื่อว่า ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและนายดาบตำรวจชูชีพเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลย ขณะตรวจหนังสือเดินทางของนายเจี้ย หมิง ไปตามความสัตย์จริง โดยมิได้กลั่นแกล้งจำเลย ส่วนที่ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินเบิกความเกี่ยวกับนายหวัง เฉีย เซิน ผู้ถือหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.3 ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดนั้น เห็นว่า จำเลยได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ไปแล้ว โดยโจทก์มิได้ฟ้องว่าจำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สำหรับคนโดยสารขาออกรายนายหวัง เฉีย เซิน ด้วย และร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินก็ได้เบิกความเกี่ยวกับนายเจี้ย หมิง สอดคล้องตรงกับข้อเท็จจริงในบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งเป็นการบันทึกการจับกุมนายเจี้ย หมิง ผู้ถือหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.4 อันเป็นคนละส่วนกัน โจทก์ยังมีสิบตำรวจเอกสุทิน สุวรรณศักดิ์ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ช่องตรวจที่ 15 ติดกับช่องตรวจที่ 16 ของจำเลยเป็นพยานเบิกความอีกว่า ขณะเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยตรวจหนังสือเดินทางของคนโดยสารขาออกชาวจีน (หมายถึงนายเจี้ย หมิง) แล้วพยานได้ยินเสียงจำเลยบ่นพึมพำ 2 ถึง 3 ครั้งว่า "อะไรวะ ไม่เห็นมีอะไรเลย ไป ไป ไป" คำบ่นพึมพำของจำเลยตามที่สิบตำรวจเอกสุทินเบิกความดังกล่าวจึงไม่เป็นการสื่อความหมายว่า จำเลยไล่ให้คนโดยสารขาออกดังกล่าวไปพบร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินหรือเป็นการรายงานให้ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาการทราบเพื่อรับตัวนายเจี้ย หมิง ไปดำเนินคดี แม้สิบตำรวจเอกสุทินพยานโจทก์จะเบิกความอีกตอนหนึ่งว่า หลังจากถูกจำเลยไล่แล้ว คนโดยสารดังกล่าวก็ยังไม่ยอมไป ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินจึงเข้ามาจูงมือคนโดยสารดังกล่าว (หมายถึงนายเจี้ย หมิง) เข้าไปในห้องกระจกและให้คนโดยสารชาวจีนคนหลังเดินตามไปด้วย แต่ความในข้อนี้กลับได้ความจากคำให้การในชั้นสอบสวนของสิบตำรวจเอกสุทินตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.16 ว่า ขณะเกิดเหตุพยานเห็นจำเลยรับหนังสือเดินทางจากคนโดยสารชาวจีนคนแรก (หมายถึงนายเจี้ย หมิง) มาตรวจแล้วจำเลยได้พูดว่า "ไม่มีอะไรเลย" ซึ่งพยานไม่ได้สังเกตหรือสนใจมาก แต่เห็นจำเลยดูหนังสือเดินทางอยู่นาน 1 นาทีเศษ แล้วจำเลยก็คืนหนังสือเดินทางให้คนโดยสารดังกล่าวถือเข้าไปข้างในคือผ่านช่องทางตรวจได้ โดยสิบตำรวจเอกสุทินมิได้ให้การว่า ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินเป็นคนเข้ามาจูงนายเจี้ย หมิง ให้เดินผ่านช่องตรวจของจำเลยแต่อย่างใด การที่สิบตำรวจเอกสุทินมาเบิกความแปรเปลี่ยนข้อเท็จจริงที่เคยให้การไว้ในชั้นสอบสวน เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่จำเลย จึงส่อไปทางว่าสิบตำรวจเอกสุทินจะเบิกความช่วยเหลือจำเลยให้พ้นจากความผิดในภายหลัง ศาลฎีกาย่อมไม่นำคำเบิกความของสิบตำรวจเอกสุทินดังกล่าวมาฟังเป็นข้อพิรุธหักล้างคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและนายดาบตำรวจชูชีพ ทั้งนี้เพราะในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนนั้น เป็นอำนาจของศาลที่จะต้องใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงที่คู่ความนำสืบว่า ข้อใดควรรับฟังได้หรือไม่และเพียงใด เพราะเหตุผลใดมิใช่ว่าพยานเบิกความอย่างไรแล้วศาลจะต้องรับฟังตามนั้นเสมอไป และตามคำให้การในชั้นสอบสวนของสิบตำรวจเอกสุทินดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง ศาลฎีกาจึงนำมารับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์เพื่อลงโทษจำเลยได้ตามคำให้การในชั้นสอบสวนของสิบตำรวจเอกสุทินข้อที่ว่า หลังจากจำเลยตรวจหนังสือเดินทางของคนโดยสารชาวจีนดังกล่าว (หมายถึงนายเจี้ย หมิง) อยู่นานประมาณ 1 นาทีแล้ว จำเลยได้คืนหนังสือเดินทางให้แก่คนโดยสารชาวจีนดังกล่าวและปล่อยให้ผ่านช่องตรวจของจำเลยเข้าไปด้านใน ก็ปรากฏว่าสอดคล้องตรงกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและนายดาบตำรวจชูชีพ ข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ และน่าเชื่อว่าขณะที่จำเลยตรวจหนังสือเดินทางของนายเจี้ย หมิง ตามเอกสารหมาย จ.4 อยู่นั้น ตามประสบการณ์ในหน้าที่การงานของจำเลย จำเลยควรจะตรวจพบว่า หนังสือเดินทางดังกล่าวไม่มีการประทับตราขาเข้า แสดงว่าคนโดยสารขาออกดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทยงยศ ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและสิบตำรวจเอกสุทินพยานโจทก์อีกว่า ตามระเบียบปฏิบัติหากเจ้าพนักงานตำรวจกองตรวจคนเข้าเมืองตรวจพบว่าคนโดยสารขาออกคนใดมีเอกสารไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจพบจะต้องกดสัญญาณไฟแดงให้ปรากฏเพื่อให้สารวัตรเวรหรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรมาดำเนินการต่อไปตามขั้นตอนโดยเจ้าพนักงานตำรวจผู้ตรวจจะต้องยึดหนังสือเดินทางและเอกสารต่างๆ ของคนโดยสารนั้นไว้ และต้องกักตัวคนโดยสารนั้นให้รออยู่ด้านหลังจนสารวัตรเวรหรือนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรมารับตัวคนโดยสารพร้อมเอกสารไป ซึ่งความในข้อนี้จำเลยก็เบิกความยอมรับว่า หากเกิดปัญหาในการปฏบัติงานจะต้องกดสัญญาณไฟแดงให้นายตำรวจหัวหน้าเวรเข้ามารับทราบปัญหา ดังนั้น การที่จำเลยคืนหนังสือเดินทางให้แก่นายเจี้ย หมิง โดยไม่ยึดหนังสือเดินทางดังกล่าวไว้ และไม่กดสัญญาณไฟแดง จึงไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ส่อให้เห็นเป็นข้อพิรุธของจำเลยอย่างยิ่ง แม้จำเลยจะเบิกความอ้างว่าเหตุที่จำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามวิธีการดังกล่าวเนื่องจากเห็นร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินมายืนอยู่ด้านหลังห่างไปประมาณ 2 ถึง 3 เมตร จำเลยจึงหันไปรายงานร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินว่า "หัวหน้าไม่เห็นมีอะไรเลย" และส่งหนังสือเดินทางของนายเจี้ย หมิง ให้ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินรับไปนั้น เป็นการเบิกความอ้างลอยๆ และไม่สมเหตุสมผล เพราะไม่ปรากฏว่าก่อนหน้านั้นจำเลยได้เห็นร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินมายืนอยู่ด้านหลังของจำเลย ทั้งเมื่อพิจารณาจากแผนที่เอกสารหมาย จ.13 จะเห็นได้ว่าจุดที่ร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินยืนนั้นอยู่ทางด้านหลังของจำเลยห่างจากจำเลยประมาณ 3 เมตร และก่อนหน้านั้นไม่ปรากฏว่ามีมูลเหตุจูงใจใดๆ ที่จำเลยจะต้องหันไปมองร้อยตำรวจเอกหญิงยุพิน เนื่องจากขณะปฏิบัติหน้าที่จำเลยจะต้องมีใจจดจ่ออยู่กับการตรวจเอกสารของคนโดยสารขาออกที่มาให้จำเลยตรวจตีตราประทับขาออกอย่างต่อเนื่องกัน ในสถานการณ์เช่นนั้น จำเลยไม่น่าจะเห็นร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินที่ยืนอยู่ด้านหลังจำเลยได้ ยิ่งกว่านั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการที่นายเจี้ยหมิง และนายหวัง เฉีย เซิน คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนโดยสารขาออกทั้งสองคนดังกล่าวเจาะจงนำหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ไปเข้าช่องตรวจที่จำเลยประจำอยู่และให้จำเลยตรวจเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทั้งๆ ที่หนังสือเดินทางดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมและไม่มีตราประทับขาเข้ากับไม่มีเอกสารประกอบการเดินทางคือบัตรขึ้นเครื่องบินและบัตร ตม.6 (ขาออก) โดยไม่เกรงกลัวว่าจะถูกจับกุมดำเนินคดี ก็เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าน่าจะเป็นเพราะได้มีการติดต่อกับจำเลยไว้ก่อนแล้วนั่นเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องโดยบังเอิญ แม้จะปรากฏว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิ่งแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยภายหลังเกิดเหตุแล้ว 1 เดือนเศษ โดยพันตำรวจโทยงยศและร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินมิได้จับกุมจำเลยดำเนินคดีทันทีทั้งๆ ที่เป็นความผิดซึ่งหน้านั้น ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินพยานโจทก์ว่า คืนเกิดเหตุพยานได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พันตำรวจโทยงยศผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาจะต้องดำเนินการต่อไปเอง และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจโทยงยศผู้บังคับบัญชาของร้อยตำรวจเอกหญิงยุพินและจำเลยพยานโจทก์ว่า เหตุที่ไม่มีการจับกุมจำเลยในวันนั้นเนื่องจากจำเลยเป็นนายดาบตำรวจ ต้องทำเรื่องขออนุมัติจับกุมต่อผู้บังคับบัญชาและได้มีการทำรายงานพฤติการณ์ของจำเลยให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว ต่อมาผู้บังคับบัญชามีความเห็นให้แจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย และผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมืองก็ได้มอบอำนาจให้พยานไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.14 การที่มีการดำเนินคดีแก่จำเลยล่าช้า จึงไม่อ้าจถือว่าเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ แม้จะปรากฏว่าในการสอบสวนทางวินัย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จะมีความเห็นว่าพยานหลักฐานทางวินัยไม่เพียงพอรับฟังลงโทษจำเลยได้ แต่จำเลยมีมลทินมัวหมองและให้ออกจากราชการ ก็เป็นดุลพินิจในการลงโทษทางวินัยเท่านั้น ไม่มีผลผูกมัดดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลยุติธรรมในคดีนี้ได้ สรุปแล้วศาลฎีกาเห็นว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบเมื่อนำมาฟังประกอบกันแล้วมีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า ขณะที่นายเจี้ย หมิง คนต่างด้าวซึ่งเป็นคนโดยสารขาออกถือหนังสือเดินทางเอกสารหมาย จ.4 มาให้จำเลยตรวจเพื่อเดินทางออกนอกราชอาณาจักร จำเลยตรวจพบว่านายเจี้ย หมิง มีหนังสือเดินทางเพียงเล่มเดียวเท่านั้น และไม่มีตราประทับขาเข้ากับไม่มีเอกสารการเดินทางครบถ้วน แต่จำเลยกลับปล่อยให้นายเจี้ย หมิง ผ่านช่องตรวจของจำเลยเพื่อให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้ โดยจำเลยมิได้ยึดหนังสือเดินทางและควบคุมตัวนายเจี้ย หมิง ไว้ให้นายตำรวจสัญญาบัตรมารับตัวไปดำเนินคดีตามระเบียบปฏิบัติ จำเลยจึงมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ (ชื่อในขณะเกิดเหตุ) ดังที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยหนึ่งในหกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 157
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายดาบตำรวจชลิต แช่มสาคร
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 116/2547
#410719
เปิดฉบับเต็ม

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคหนึ่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ การที่โจทก์จะฟ้องคดีไม่รับจำเลยที่ 2 เป็นบุตร โจทก์จะต้องพิสูจน์ว่าโจทก์ไม่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 มารดาจำเลยที่ 2 ในเวลาตั้งครรภ์คือระหว่างหนึ่งร้อยแปดสิบวันถึงสามร้อยสิบวันก่อนจำเลยที่ 2 เกิดหรือโจทก์ไม่สามารถเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ได้เพราะเหตุอย่างอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1539 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 แต่โจทก์สืบแต่เพียงว่าไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา อันเป็นการนำสืบลอย ๆ การนำสืบของโจทก์ยังไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1539 วรรคหนึ่ง ที่ให้สันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์

ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหาเป็นเจ้าของผู้ดูแลและผู้จัดการสถานการค้าประเวณีและข้อหาขายหรือให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งขณะนั้นโจทก์เป็นปลัดอำเภอในจังหวัดสงขลา จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ แต่จำเลยที่ 1 กลับกระทำความผิดในข้อหาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและเสื่อมเสียศีลธรรมอันดีของประชาชน จนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่าทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสามีได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง กับได้รับความดูถูกเกลียดชัง นับเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (2) (ก) (ข)

ปัจจุบันเด็กชาย อ. อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แล้วเด็กชาย อ. ได้มาพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าเล่าเรียนทั้งหมดก่อนหน้านี้ก็เคยอยู่กับจำเลยที่ 1 และย่าที่บ้านของย่าที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยิ่งกว่านั้นตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เยาว์ของพนักงานคุมประพฤติ ระบุว่าเด็กชาย อ. ประสงค์จะอยู่กับจำเลยที่ 1 มากกว่าอยู่กับโจทก์ ดังนั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาจะไม่ปรากฏว่ามีความประพฤติเสียหายหรือไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่โจทก์เป็นข้าราชการต้องย้ายไปรับราชการในที่ต่าง ๆ ตลอดมา ทั้งเด็กชาย อ. ผู้เยาว์อายุประมาณ 12 ปี ขณะนี้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เมื่อคำนึงถึงความผาสุก ความผูกพันระหว่างมารดากับบุตร การที่ผู้เยาว์อยู่กับจำเลยที่ 1 จะมีผลดีต่อสุขภาพของผู้เยาว์ เห็นควรให้จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่เพียงผู้เดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย อ. ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน ระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันนั้น โจทก์รับราชการในตำแหน่งปลัดอำเภอซึ่งต้องย้ายไปรับราชการในอำเภอต่าง ๆ หลายแห่ง ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ติดตามไปอยู่อาศัยกับโจทก์ ส่วนเด็กชาย อ. พักอาศัยอยู่ที่บ้านอีกหลังหนึ่ง โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่เคยได้ร่วมประเวณี เพราะจำเลยที่ 1 ไม่ได้ย้ายติดตามไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่จำเลยที่ 1 จะตั้งครรภ์กับโจทก์ แต่ช่วงดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กล่าวคือ จำเลยที่ 1 คบชู้กับชายอื่นจนกระทั่งจำเลยที่ 1 มีครรภ์และคลอดเด็กหญิง ว. จำเลยที่ 2 โดยแจ้งเท็จต่อนายทะเบียนเทศบาลนครหาดใหญ่ว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังได้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง กล่าวคือ ถูกนางสาวลักษ์ พุฒแก้ว แจ้งความร้องทุกข์ในข้อหายักยอกทรัพย์ และต่อมาถูกจับกุมในข้อหาค้าประเวณี และถูกแจ้งความร้องทุกข์ในข้อหาลักทรัพย์ ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง โดยที่โจทก์มิได้รู้เห็นในการกระทำของจำเลยที่ 1 หากโจทก์ต้องอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ก็จะเป็นเหตุให้โจทก์ต้องถูกดูหมิ่นเกลียดชังอาจถูกดูหมิ่นเยียดหยาม สำหรับเด็กชาย อ. โจทก์ได้อุปการะเลี้ยงดูมาโดยตลอด ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ไม่ใช่บุตรของโจทก์ ส่วนเด็กชาย อ. ให้อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์เพียงฝ่ายเดียว

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กชาย อ. ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่จำเลยที่ 1 อยู่กินกับโจทก์นั้น ได้ประพฤติตนในฐานะภริยาที่ดีมาโดยตลอด ไม่เคยประพฤติชั่วหรือกระทำการใดอันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรงแก่โจทก์ และในขณะที่โจทก์ย้ายไปรับราชการในอำเภอต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ไปมาหาสู่ในฐานะภริยาโจทก์มาโดยตลอด ได้ร่วมหลับนอนและได้ร่วมประเวณีกับโจทก์เช่นสามีภริยาโดยทั่วไปจนคลอดเด็กหญิง ว. จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ไม่เคยคบชู้กับชายอื่น แต่โจทก์เองกลับประพฤติชั่วร้ายแรงโดยการอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยาและจดทะเบียนสมรสกับนางสาว ป. เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์ทะเลาะกัน นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ไม่เคยกระทำความผิดอาญาใดอันต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันและให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. ผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิกำหนดที่อยู่ผู้เยาว์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกคำขอที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันด้วย ส่วนการใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. ให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า โจทก์อยู่กินกับจำเลยที่ 1 เมื่อราวปี 2533 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือเด็กชาย อ. ต่อมาโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2538 หลังจากนั้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีเรื่องผิดใจกัน จึงไม่มีการหลับนอนด้วยกัน ในปี 2540 โจทก์ได้ย้ายไปรับราชการที่กิ่งอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยที่ 1 ได้ไปส่งโจทก์ด้วย โดยพักอาศัยอยู่กับโจทก์ 2 ถึง 3 วัน แต่ไม่ได้หลับนอนด้วยกัน ครั้นปี 2540 มารดาโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 มีครรภ์ โจทก์เชื่อว่าจำเลยที่ 1 มีครรภ์กับบุคคลอื่นจึงขอหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 คลอดจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 ปรากฏตามสูติบัตรเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 2 ไม่ใช่บุตรของโจทก์ ส่วนจำเลยทั้งสองนำสืบว่า จำเลยที่ 1 อยู่กินกับโจทก์ฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2532 จนกระทั่งปี 2538 จึงได้จดทะเบียนสมรสกันและอยู่กินฉันสามีภริยากันเรื่อยมา โจทก์เคยพาจำเลยที่ 1 ออกงานสังคม ในปี 2538 โจทก์เข้าโรงเรียนนายอำเภอ จำเลยที่ 1 ได้ไปส่งโจทก์และได้ไปเยี่ยมเยียนโจทก์ด้วย ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2540 โจทก์ไปรับราชการที่กิ่งอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำเลยที่ 1 ได้ร่วมหลับนอนกับโจทก์ด้วย จากนั้นจำเลยที่ 1 เดินทางกลับจังหวัดสงขลา โจทก์เคยเดินทางมาหาจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสงขลาด้วย ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ไปหาโจทก์ที่กิ่งอำเภอฆ้องชัยอีก 2 ครั้ง ส่วนโจทก์นั้นมาหาจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสงขลาเป็นประจำ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์จำเลยที่ 2 แล้ว เห็นว่า โจทก์อ้างว่าโจทก์ผิดใจกับจำเลยที่ 1 เมื่อปี 2538 โจทก์ไม่ได้หลับนอนกับจำเลยที่ 1 แต่จากการนำสืบของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าในช่วงปี 2538 เมื่อโจทก์เข้าโรงเรียนนายอำเภอ จำเลยที่ 1 ได้ไปส่งโจทก์และต่อมาได้ไปเยี่ยมเยียนโจทก์ที่โรงเรียนนายอำเภอด้วยกัน กับได้เดินทางไปต่างประเทศกับโจทก์ ปรากฏตามภาพถ่ายหมาย ล.5 และ ล.6 แสดงว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 มีความรักใคร่กันดีหลังจากเข้ารับการอบรมที่โรงเรียนนายอำเภอ โจทก์ย้ายมารับราชการที่อำเภอระโนด ในปี 2539 โจทก์ย้ายไปรับราชการที่อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ตามคำเบิกความของนางถนอม อุไรรัตน์ มารดาโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยังคงติดต่อกับโจทก์อยู่ ครั้นโจทก์ย้ายไปรับราชการที่กิ่งอำเภอฆ้องชัย จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปี 2540 จำเลยก็ตามไปส่งโจทก์ด้วยโดยจำเลยพักอาศัยอยู่กับโจทก์ประมาณ 2 ถึง 3 วัน จะเห็นได้ว่าแม้โจทก์จะอ้างว่าเริ่มผิดใจกับจำเลยเมื่อปี 2538 ไม่ได้หลับนอนด้วยกัน แต่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังติดต่อกันเรื่อยมา โจทก์อ้างว่าหลังจากโจทก์ไปรับราชการที่กิ่งอำเภอฆ้องชัยแล้ว โจทก์ไม่ได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีก ปี 2542 โจทก์ย้ายมารับราชการที่กิ่งอำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ในระหว่างที่โจทก์รับราชการที่กิ่งอำเภอฆ้องชัยนี้ โจทก์เคยเดินทางมาหาจำเลยที่ 1 ที่จังหวัดสงขลา ส่วนจำเลยที่ 1 เดินทางไปหาโจทก์ที่กิ่งอำเภอฆ้องชัยอีก 2 ครั้ง ส่วนโจทก์นั้นมาหาจำเลยที่ 1 เป็นประจำ เห็นว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ เชื่อว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังติดต่อกันเรื่อยมาดังข้อนำสืบของจำเลยทั้งสอง โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน นอกจากโจทก์กับจำเลยที่ 1 ติดต่อกันแล้ว เชื่อว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 ยังคงร่วมประเวณีกันฉันสามีภริยาอีกด้วย ที่โจทก์อ้างว่าตั้งแต่ปี 2538 โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมประเวณีกันเลยไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง จำเลยที่ 2 เกิดแต่จำเลยที่ 1 ขณะเป็นภริยาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรคหนึ่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ การที่โจทก์จะฟ้องคดีไม่รับจำเลยที่ 2 เป็นบุตร โจทก์จะต้องพิสูจน์ว่าโจทก์ไม่ได้อยู่ร่วมกับจำเลยที่ 1 มารดาจำเลยที่ 2 ในระยะเวลาตั้งครรภ์ คือระหว่างหนึ่งร้อยแปดสิบวันถึงสามร้อยสิบวันก่อนจำเลยที่ 2 เกิด หรือโจทก์ไม่สามารถเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 ได้เพราะเหตุอย่างอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1539 วรรคหนึ่ง ปรากฏตามสูติบัตรเอกสารหมาย จ.9 จำเลยที่ 2 เกิดเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2542 แต่โจทก์สืบแต่เพียงว่าไม่ได้ร่วมประเวณีกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา อันเป็นการนำสืบลอย ๆ การนำสืบของโจทก์ยังไม่อาจหักล้างข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1539 วรรคหนึ่ง ที่ให้สันนิษฐานว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ฐานจำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือไม่ โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 ในข้อหาเป็นเจ้าของผู้ดูแลและผู้จัดการสถานการค้าประเวณีและข้อหาขายหรือให้บริการเทปและวัสดุโทรทัศน์โดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดในข้อหาดังกล่าวเมื่อเดือนมกราคม 2540 ขณะนั้นโจทก์เป็นปลัดอำเภออยู่ที่อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา ขณะจำเลยที่ 1 กระทำความผิด จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโจทก์ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัด แต่จำเลยที่ 1 กลับกระทำความผิดในข้อหาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและเสื่อมเสียศีลธรรมอันดีของประชาชน จนศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือว่าทำให้โจทก์ซึ่งเป็นสามีได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรงกับได้รับความดูถูกเกลียดชัง นับเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (2) (ก) (ข) โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่เพียงผู้เดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้นางถนอม อุไรรัตน์ ย่าของเด็กชาย อ. จะเบิกความว่า เด็กชาย อ. อยู่ในความดูแลของนางถนอมตลอดมา แต่ปัจจุบันปรากฏว่าเด็กชาย อ. อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของเด็กชาย อ. ว่า หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แล้ว เด็กชาย อ. ได้มาพักอาศัยอยู่กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าเล่าเรียนทั้งหมด ก่อนหน้านี้ก็เคยอยู่กับจำเลยที่ 1 และย่าที่บ้านของย่าที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยิ่งกว่านั้นตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้เยาว์ของพนักงานคุมประพฤติ ระบุว่าเด็กชาย อ. ประสงค์จะอยู่กับจำเลยที่ 1 มากกว่าอยู่กับโจทก์ ดังนั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นบิดาจะไม่ปรากฏว่ามีความประพฤติเสียหาย หรือไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่โจทก์เป็นข้าราชการต้องย้ายไปรับราชการในที่ต่าง ๆ ตลอดมา ทั้งเด็กชาย อ. ผู้เยาว์อายุประมาณ 12 ปี ขณะนี้อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เมื่อคำนึงถึงความผาสุก ความผูกพันระหว่างมารดากับบุตร การที่ผู้เยาว์อยู่กับจำเลยที่ 1 จะมีผลดีต่อสุขภาพของผู้เยาว์ เห็นสมควรให้จำเลยที่ 1 ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. แต่เพียงผู้เดียว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นน้องเด็กชาย อ. การที่พี่น้องได้อยู่ด้วยกันน่าจะมีความอบอุ่นกว่า สมควรให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย อ. และจำเลยที่ 2 ผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1516 (2) (ก) (ข) ม. 1536 ม. 1539 ม. 1566 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกฤษณ์ อุไรรัตน์
จำเลย — นางจิตรปิ่น อุไรรัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
อมร วีรวงศ์
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2547
#112865
เปิดฉบับเต็ม

การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่ง พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) ที่กำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้และหากธนาคารพาณิชย์ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามย่อมมีความผิดทางอาญาตาม มาตรา 44 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 กำหนดไว้ในข้อ 3 (1) และ (2) ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา อัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี กับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และในข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุด ที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข แต่ตามสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองที่ทำกันเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2537 ข้อ 2 ตกลงให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำสัญญากู้เงินเป็นต้นไปอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ที่ใช้อยู่ในขณะทำสัญญานี้ เป็นข้อสัญญาที่ให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้ทั้งที่จำเลยทั้งสองยังไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา ซึ่งโจทก์ยังไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตรานี้ได้โดยชอบ โดยจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตรานี้ได้ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญาแล้วเท่านั้น จึงจะถูกต้องตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อ 3 (4) ดังกล่าว ข้อสัญญาข้อนี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้โจทก์เรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) ซึ่งเป็นความผิดตามมาตรา 44 จึงเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้ในทางปฏิบัติจริงโจทก์จะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองในอัตราที่ต่ำกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุให้ข้อสัญญาที่ตกเป็นโมฆะนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้

ตามสัญญากู้เงิน ข้อ 4 ที่ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ให้คิดดอกเบี้ยในอัตราตามที่ระบุในข้อ 2 ซึ่งหมายถึงอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข เป็นกรณีการคิดดอกเบี้ยนับแต่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้แล้ว ซึ่งโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้ สัญญาข้อ 4 นี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ แต่เป็นสัญญาที่กำหนดค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยสูงเนื่องจากจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ จึงเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจพิพากษาลดเบี้ยปรับลงเหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินที่ค้างชำระรวมกับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน ๕๔๐,๓๓๕.๘๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๓๘๐,๙๙๖.๐๓ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๘๐,๙๙๖.๐๓ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๖๙๗ พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ จำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท มีข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยว่า จำเลยทั้งสองยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่ธนาคารโจทก์ในอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ (ขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี) และยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์กำหนดชำระหนี้คืนภายใน ๖๐ เดือน นับแต่วันทำสัญญาโดยตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนไม่น้อยกว่าเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ เป็นต้นไป หากผิดนัดงวดหนึ่งงวดใดถือว่าผิดนัดทั้งหมด รายละเอียดปรากฏตามสัญญากู้เงินโดยอัตราดอกเบี้ยที่ระบุเป็นตัวเลขร้อยละ ๑๙ ต่อปีดังกล่าวเป็นอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ในขณะที่ทำสัญญากู้เงินนี้ และจำเลยที่ ๒ จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ ต่อมาจำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ตรงตามกำหนดในสัญญา โดยชำระหนี้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ จำนวน ๘๐,๐๐๐ บาท แล้วจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อสัญญากู้เงินเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๔ (๒) ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๓๖ โดยตามประกาศดังกล่าวข้อ ๓ (๑) และ (๒) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา อัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี กับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และในประกาศดังกล่าวข้อ ๓ (๔) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข

ข้อเท็จจริงได้ความตามคำสั่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดในการอำนวยสินเชื่อของธนาคารโจทก์ว่า ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๗ ซึ่งจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีร้อยละ ๑๒.๒๕ และสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีร้อยละ ๑๒.๗๕ แต่ตามสัญญากู้เงินข้อ ๒ และข้อ ๓ ระบุถึงข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดสำหรับเรียกเก็บจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ทั้งที่ตามสัญญาข้อ ๒ และข้อ ๓ ดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยนี้ โดยผ่อนชำระทุกวันสิ้นเดือนนับแต่เดือนมกราคม ๒๕๓๘ ซึ่งเป็นการชำระงวดแรกถัดจากเดือนที่ทำสัญญากู้เงินเป็นต้นไป ข้อสัญญานี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อมีการทำสัญญากู้เงินกันเป็นต้นไป อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ตกเป็นลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด และในกรณีนี้โจทก์ยังไม่มีสิทธิทำสัญญาเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขโดยจะเรียกดอกเบี้ยอัตรานี้ได้ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น จึงจะถูกต้องตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยข้อ ๑ (๔) ดังกล่าว ข้อสัญญาในเรื่องดอกเบี้ยนี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้สิทธิโจทก์เรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยส่วนลดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ มาตรา ๑๔ (๒) อันเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๔๔ ข้อสัญญาในการคิดดอกเบี้ยนี้ย่อมเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และแม้ในทางปฏิบัติจริงโจทก์จะผ่อนผันคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองต่ำกว่าอัตราตามที่ระบุไว้โดยมิชอบตามสัญญานั้นก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ข้อสัญญาที่ตกเป็นโมฆะนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้

ส่วนการคิดดอกเบี้ยหลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินนั้น ตามสัญญากู้เงินข้อ ๔ ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามที่ระบุในสัญญาข้อ ๒ ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัตผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ และในกรณีที่มีการผิดนัดแล้วเช่นนี้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วในอัตราผิดนัดสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ได้ โดยไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยข้อ ๓ (๔) ดังกล่าวแล้วแต่อย่างใด สัญญาข้อ ๔ นี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และสัญญาข้อนี้ยังเป็นการกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสูงอันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการผิดสัญญา เท่ากับเป็นข้อสัญญาที่กำหนดค่าเสียหายในลักษณะเป็นดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าอันถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๙ ซึ่งหากศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจพิพากษาลดเบี้ยปรับลงเหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๓

อนึ่ง เมื่อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำไปชำระต้นเงินทั้งหมด ส่วนวันผิดนัดที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตั้งแต่วันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๐ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน และตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๐ หลังจากนั้นไม่ชำระถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ซึ่งย่อมหมายความว่าจำเลยทั้งสองจะผิดนัดไม่ชำระหนี้ของงวดเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ ต่อเมื่อพ้นกำหนดวันสิ้นเดือนของเดือนสิงหาคม ๒๕๔๐ ไปแล้ว คือ ตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใดนั้นเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์มาแล้วนับตั้งแต่วันกู้ยืม (วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๗) จนถึงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน ๔๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 379 ม. 383
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2) ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายสุพจน์ คล่องเชิงศร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายณัฐพร ณ กาฬสินธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมชัย เดชะอังกูร
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 113/2547
#411117
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ร้อยละ 12.25 สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีร้อยละ 12.75 แต่ตามสัญญากู้ยืมเงินระบุข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้อัตราร้อยละ 19 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดสำหรับเรียกเก็บจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข แต่ตามสัญญากู้เงินกลับระบุข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และกำหนดให้จำเลยผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยนี้ตั้งแต่มีการทำสัญญากู้ยืมเงิน ข้อสัญญานี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อมีการทำสัญญากู้เงินกันเป็นต้นไปอันเป็นระยะเวลาที่จำเลยยังไม่ตกเป็นลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด ข้อสัญญาในเรื่องดอกเบี้ยเช่นนี้ จึงเป็นข้อสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้สิทธิโจทก์เรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 (2) อันเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา ข้อสัญญาในการคิดดอกเบี้ยเช่นนี้จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้ในทางปฏิบัติจริงโจทก์จะผ่อนผันคิดดอกเบี้ยจากจำเลยต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้โดยมิชอบในสัญญาก็ตามก็หาเป็นเหตุให้ข้อสัญญาที่ตกเป็นโมฆะนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้ไม่ จึงเป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยก่อนผิดนัด ส่วนอัตราดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนับว่าเป็นเบี้ยปรับหากสูงเกินไปศาลมีอำนาจลดลงได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ต้นเงินที่ค้างชำระรวมกับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงินจำนวน 540,335.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 380,996.03 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 380,996.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 19697 ตำบลพะยอม (คลองหกวาสายบนฝั่งเหนือ) อำเภอวังน้อย (พระราชวัง) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (กรุงเก่า) พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อสัญญากู้เงินเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จะต้องอยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) ซึ่งกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดและธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ตามเอกสารหมาย จ.15 โดยตามประกาศดังกล่าวข้อ 3 (1) และ (2) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา อัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะใช้ บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี กับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และในประกาศดังกล่าวข้อ 3 (4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยและส่วนลดจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยและส่วนลดได้ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกหนี้ที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และข้อเท็จจริงได้ความตามคำสั่งการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดในการอำนวยสินเชื่อของธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.14 ว่า ในวันที่ 22 ธันวาคม 2537 ซึ่งจำเลยทั้งสองทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ โจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีร้อยละ 12.25 และ สำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีร้อยละ 12.75 แต่ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 2 และ ข้อ 3 ระบุถึงข้อตกลงเกี่ยวกับดอกเบี้ยไว้ในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี อันเป็นอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดสำหรับเรียกเก็บจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ทั้งที่ตามสัญญาข้อ 2 และข้อ 3 ดังกล่าวกำหนดให้จำเลยทั้งสองต้องชำระต้นเงินและดอกเบี้ยนี้ โดยผ่อนชำระทุกวันสิ้นเดือนนับแต่เดือนมกราคม 2538 ซึ่งเป็นการชำระงวดแรกถัดจากเดือนที่ทำสัญญากู้เงินเป็นต้นไป ข้อสัญญานี้จึงเป็นข้อสัญญาที่ตกลงให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อมีการทำสัญญากู้เงินกันเป็นต้นไป อันเป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองยังไม่ตกเป็นลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขแต่อย่างใด และในกรณีนี้โจทก์ยังไม่มีสิทธิทำสัญญาเรียกดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข โดยจะเรียกดอกเบี้ยอัตรานี้ได้ต่อเมื่อจำเลยทั้งสองปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้นจึงจะถูกต้องตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.15 ข้อ 3 (4) ดังกล่าวข้างต้น ข้อสัญญาในเรื่องดอกเบี้ยดังกล่าวเช่นนี้ จึงเป็นข้อสัญญาที่ทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้สิทธิโจทก์เรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดดังกล่าว จึงเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 14 (2) อันเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญา ปรับไม่เกิน 300,000 บาท ตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว มาตรา 44 ข้อสัญญาในการคิดดอกเบี้ยย่อมเป็นข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และแม้ในทางปฏิบัติจริงโจทก์จะผ่อนผันคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองต่ำกว่าอัตราที่ระบุไว้โดยมิชอบตามสัญญานั้นก็ตาม ก็หาเป็นเหตุให้ข้อสัญญาที่ตกเป็นโมฆะนั้นกลับสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ส่วนการคิดดอกเบี้ยหลังจากที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินนั้น ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 4 ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ ให้คิดในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามที่ระบุในสัญญาข้อ 2 ซึ่งหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ และในกรณีที่มีการผิดนัดแล้วเช่นนี้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองซึ่งปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วในอัตราผิดนัดสูงสุดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ได้โดยไม่เป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เอกสารหมาย จ.15 ข้อ 3 (4) ดังกล่าวแล้วแต่อย่างใด สัญญาข้อ 4 นี้จึงไม่ตกเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามความตามสัญญาข้อ 4 นี้เป็นการกำหนดให้โจทก์คิดดอกเบี้ยสูงอันเนื่องมาจากการที่จำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้อันเป็นการผิดสัญญาเท่ากับเป็นข้อสัญญาที่กำหนดค่าเสียหายในลักษณะเป็นดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าอันถือเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 ซึ่งหากศาลเห็นว่าสูงเกินส่วนก็มีอำนาจพิพากษาลดเบี้ยปรับลงเหลือเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 และเมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์เป็นผู้เป็นเจ้าหนี้เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินรายนี้แล้ว เห็นว่า ตามปกติโจทก์อาจคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองได้ในอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย แต่โจทก์กลับทำสัญญาโดยหวังจะให้ตนมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นจนเป็นการฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นเหตุให้ข้อสัญญาข้อ 2 ตกเป็นโมฆะดังได้วินิจฉัยมาแล้ว เป็นเหตุให้โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดได้เลย ดังนี้อัตราดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามที่ระบุในสัญญากู้เงินข้อ 4 ที่กำหนดไว้เป็นอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงมาก เช่น บางช่วงอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และบางช่วงสูงถึงร้อยละ 24 ต่อปี นับว่าเป็นเบี้ยปรับในลักษณะดอกเบี้ยที่สูงเกินส่วนไปมาก เห็นสมควรลดลงเหลือเพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อข้อสัญญาเกี่ยวกับการคิดดอกเบี้ยของโจทก์ตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้ดอกเบี้ยก่อนผิดนัด และไม่อาจนำเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์มาแล้วไปหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่มีสิทธิคิดได้ จึงต้องนำไปชำระต้นเงินทั้งหมด ส่วนวันผิดนัดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2540 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยทั้งสองต้องชำระหนี้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน และตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเดือนกรกฎาคม 2540 หลังจากนั้นไม่ชำระ ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่งวดเดือนสิงหาคม 2540 เป็นต้นไป ซึ่งย่อมหมายความว่าจำเลยทั้งสองจะผิดนัดไม่ชำระหนี้ของงวดเดือนสิงหาคม 2540 ต่อเมื่อพ้นกำหนดวันสิ้นเดือนของเดือนสิงหาคม 2540 ไปแล้ว คือ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป ซึ่งปัญหาว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดตรงตามคำฟ้องและตามกฎหมายเพียงใดนั้นเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำเงินที่จำเลยทั้งสองชำระแก่โจทก์มาแล้วนับแต่วันกู้ยืม (วันที่ 22 ธันวาคม 2537) จนถึงวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 400,000 บาท เมื่อเหลือต้นเงินจำนวนเท่าใด ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระต้นเงินคงเหลือจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2)
ชื่อคู่ความ
ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายสุพจน์ คล่องเชิงศร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไพโรจน์ วายุภาพ
ปัญญา ถนอมรอด
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2547
#112803
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ กำหนดให้ผู้ทำแผนส่งแผนแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาว่าจะยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนั้นหรือไม่ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแล้วก็ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่งว่าแผนที่ผู้ทำแผนเสนอมานั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อมีข้อคัดค้านของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่พิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูกิจการนั้นชอบด้วยกฎหมายและศาลควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

ในการพิจารณาปัญหาว่าเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้ว จะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้แต่ละรายซึ่งมิได้ลงมติยอมรับแผนจะได้รับในการฟื้นฟูกิจการ กับจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้ดังกล่าวจะได้รับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวนี้การที่ทรัพย์สินของลูกหนี้จะมีราคาประเมินเพียงใด จึงเป็นสาระสำคัญ

แม้ว่าการกำหนดหรือวินิจฉัยราคาประเมินทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ละช่วงจะไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาในช่วงอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อมีการประเมินราคาทรัพย์สินโดยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ราคาประเมินย่อมแตกต่างกันได้ แต่คดีนี้มีการประเมินตีราคาทรัพย์สินในเวลาที่ต่างกันเพียงประมาณ 5 ถึง 6 เดือน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในการประเมินมีราคาแตกต่างกันถึง 2,000 ล้านบาท กรณีจึงต้องมีเหตุอันสมควรและอธิบายถึงความแตกต่างดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ทำแผนก็มิได้แสดงเหตุดังกล่าวโดยชัดแจ้ง การประเมินราคาครั้งหลังเพื่อจัดทำแผน จึงไม่มีน้ำหนัก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทสำนักงานกฎหมายฟาร์อิสท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า ในการประชุมเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๓ เพื่อปรึกษาลงมติว่าจะยอมรับแผนหรือไม่ หรือจะแก้ไขอย่างไร ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๔๖ (๒) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๖

ลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ ๕๒๘ ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า? ผู้ทำแผนได้เสนอวิธีการจัดสรรหนี้ที่ปรากฏรายละเอียดในแผนฟื้นฟูกิจการเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ประกอบกันแต่อย่างใดและจากการเปรียบเทียบผลการรับชำระหนี้ไม่ว่าตามที่ผู้ทำแผนเสนอซึ่งจัดสรรไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือจัดให้ถูกต้องตามรายละเอียดตามเอกสารแนบท้ายคำคัดค้านหมายเลข ๒ เมื่อเทียบผลการรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ภาษีอากรและเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๕ และที่ ๘ แล้ว จะเห็นว่าเจ้าหนี้กลุ่มดังกล่าวได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนดังกล่าวมิได้ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลายในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ แผนฟื้นฟูกิจการเอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้รายใหญ่รายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ?

ผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ ๖๖๙ ยื่นคำคัดค้านว่า ในแผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้กล่าวถึงการไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้ ในกรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ และหากดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวแล้วจะทำให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันอยู่ในกลุ่มที่ ๒ ได้รับชำระหนี้น้อยกว่าในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงและขอให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า แผนมีรายการเกี่ยวกับการไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญา แผนจึงมีรายการครบถ้วนตามมาตรา ๙๐/๔๒ แผนได้กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ มาตรา ๙๐/๔๒ ตรี ที่เจ้าหนี้อ้างว่า เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้น้อยกว่าในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้น เนื่องจากตัวเลขที่เจ้าหนี้นำมาคำนวณในกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลายเป็นราคาตลาด ซึ่งผิดหลักวิชาการประเมินราคาทรัพย์สิน ที่ถูกต้องจะต้องเป็นราคาบังคับขาย เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จเจ้าหนี้มีประกันและเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๕๘ (๓) สำหรับข้อคัดค้านอื่น ๆ ของลูกหนี้และผู้คัดค้านนอกจากนี้ไม่ใช่ข้อคัดค้านที่ศาลจะมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน แผนจึงชอบด้วยกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๕๘ ทุกประการแล้ว

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘

ผู้คัดค้านที่ ๑ ที่ ๒ และลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านที่ ๒ ยื่นคำร้องว่า ไม่ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางอีกต่อไป ขอถอนอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ ๒ ถอนอุทธรณ์ได้

ลูกหนี้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๔ ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ว่า ผู้ทำแผนได้เสนอวิธีการจัดสรรชำระหนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้อื่นหรือเป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกหนี้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยได้กำหนดราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งในส่วนราคาบังคับขายและราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงของทรัพย์สินอย่างมาก การที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ เป็นเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันและมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ถูกกำหนดไว้ในราคาที่ต่ำก็เท่ากับเจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ จะได้รับชำระหนี้เป็นทรัพย์สินในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นผลให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้อื่น ๆ เสียเปรียบ แผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ มาตรา ๙๐/๕๘ (๓)

ผู้ทำแผนแถลงคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า? มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ ที่ลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ ๑ อุทธรณ์ว่า แผนฟื้นฟูกิจการได้เสนอวิธีการจัดสรรชำระหนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ ๑ เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ประกอบแต่อย่างใด ทำให้แผนฟื้นฟูกิจการบกพร่องในสาระสำคัญขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ (๓) นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้น พระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ กำหนดให้ผู้ทำแผนส่งแผนแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาว่าจะยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนั้นหรือไม่ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแล้วก็ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่งว่าแผนที่ผู้ทำแผนเสนอมานั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อมีข้อคัดค้านของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่พิสูจน์ว่า แผนฟื้นฟูกิจการนั้นชอบด้วยกฎหมายและศาลควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ในการพิจารณาปัญหาว่าเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้แต่ละรายซึ่งมิได้ลงมติยอมรับแผนจะได้รับในการฟื้นฟูกิจการ กับจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้ดังกล่าวจะได้รับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวนี้การที่ทรัพย์สินของลูกหนี้จะมีราคาประเมินเพียงใด จึงเป็นสาระสำคัญ

คดีนี้ผู้ร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุในคำร้องขอว่า ลูกหนี้มีสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นที่ดินพร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้างในโครงการต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด มูลค่า ๓,๘๐๙,๘๑๕,๓๒๖.๕๐ บาท สังหาริมทรัพย์ได้แก่หลักทรัพย์ ๑๙๒,๙๙๙ บาท เงินฝากธนาคารประเภทมีเงื่อนไข ๔๓๙,๔๗๒.๖๓ บาท เงินสด ๔๓,๓๔๕.๘๙ บาท และทรัพย์สินอื่น ๆ ๓๔๙,๗๐๓,๒๔๖.๗๘ บาท ซึ่งรวมแล้วเป็นเงิน ๔,๑๖๐,๑๙๔,๓๙๐.๘๐ บาท และในคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ระบุว่านายธีระพันธ์ เพ็ชรสุวรรณ พยานผู้ร้องขอเบิกความว่า ลูกหนี้มีสินทรัพย์ประมาณ ๔,๑๖๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ลูกหนี้มีนายปัญญา สุวรรณไพรพัฒนะ ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่า ลูกหนี้มีทรัพย์สินราคาประเมินรวม ๔,๓๖๖,๙๑๒,๐๐๐ บาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวคำนวณมูลค่าตามราคาตลาดเป็นเงิน ๙,๔๖๙,๒๕๐,๐๐๐ บาท และนางพันธุ์ทิพย์ ศรีสุรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินราคาของบริษัทไทยประเมินราคาไวเกอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประเมินราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น ๔,๓๖๖,๙๐๘,๐๐๐ บาท เช่นนี้ในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินราคาประเมินไม่น้อยกว่า ๔,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าในขั้นตอนการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ทำแผนได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยให้บริษัทชาร์เตอร์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ประเมินราคาปรากฏว่าทรัพย์สินของลูกหนี้มีราคาตลาดเพียง ๒,๑๒๕,๒๘๓,๐๐๐ บาท แม้ว่าการกำหนดหรือวินิจฉัยราคาประเมินทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ละช่วงจะไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาในช่วงอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อมีการประเมินราคาทรัพย์สินโดยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ราคาประเมินย่อมแตกต่างกันได้ แต่ในคดีนี้มีการประเมินตีราคาทรัพย์สินในเวลาที่ต่างกันเพียงประมาณ ๕ ถึง ๖ เดือน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็เป็นที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในการประเมินมีราคาแตกต่างกันถึงประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท กรณีจึงต้องมีเหตุอันสมควรและอธิบายถึงความแตกต่างดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ทำแผนก็มิได้แสดงถึงเหตุดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง การประเมินราคาครั้งหลังเพื่อจัดทำแผนจึงไม่มีน้ำหนัก เมื่อมีการประเมินราคาทรัพย์สินต่ำลงมาก ย่อมทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้ส่วนใหญ่จะต้องนำไปชำระตีใช้หนี้แก่เจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีผู้ร้องขอเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ในราคาต่ำ หนี้ลดลงเพียงจำนวนน้อย หนี้ส่วนที่ขาดอยู่ย่อมมีจำนวนที่สูงขึ้น เมื่อนำหนี้ส่วนที่ไม่มีประกันส่วนนี้ไปจัดสรรเพื่อชำระหนี้ย่อมส่งผลให้เจ้าหนี้อื่น ๆ ได้รับชำระหนี้น้อยลง เจ้าหนี้อื่นย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการตีราคาทรัพย์สิน? ดังนั้น เมื่อมีเหตุข้อสงสัยเกี่ยวกับการประเมินราคาทรัพย์สินซึ่งใช้ในการจัดทำแผน ถือได้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏผู้ทำแผนยังแสดงไม่ได้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ (๓)

เมื่อฟังไม่ได้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมีพฤติการณ์แสดงว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดทำขึ้นโดยมุ่งแต่ประโยชน์ของผู้ร้องขอ ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น การที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่นในอันที่จะได้รับชำระหนี้อย่างน้อยเท่ากับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๕๘ วรรคสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/58 (3)
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — กองทุนรวมไทยสตราทิจิคเอสเซ็ท
ผู้คัดค้านที่ 1 — บริษัทศรีวราโฮลดิ้ง จำกัด
ผู้คัดค้านที่ 2 — บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
ลูกหนี้ — บริษัทศรีวราเรียลเอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายไกรสร บารมีอวยชัย
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 110/2547
#410934
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน เมื่อมีข้อคัดค้านของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ผู้ทำแผนมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูกิจการนั้นชอบด้วยกฎหมายและสมควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ ในการพิจารณาว่าเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้จะได้รับในกรณีที่มีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว การที่ทรัพย์สินของลูกหนี้จะมีราคาประเมินเพียงใดจึงเป็นสาระสำคัญ

แม้ว่าการกำหนดหรือวินิจฉัยราคาประเมินทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ละช่วงจะไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาในช่วงอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อมีการประเมินราคาทรัพย์สินโดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ราคาประเมินย่อมแตกต่างกันได้ แต่ในคดีนี้มีการประเมินตีราคาทรัพย์สินในเวลาต่างกันเพียงประมาณ 5 ถึง 6 เดือน โดยทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในการประเมินมีราคาแตกต่างกันถึงประมาณ 2,000,000,000 บาท กรณีจึงต้องมีเหตุอันสมควรและอธิบายถึงความแตกต่างดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เมื่อผู้ทำแผนมิได้แสดงถึงเหตุดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง การประเมินราคาครั้งหลังเพื่อจัดทำแผนจึงไม่มีน้ำหนัก เมื่อการประเมินราคาทรัพย์สินต่ำลงมากทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้ส่วนใหญ่ถูกนำไปชำระตีใช้หนี้แก่เจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีผู้ร้องขอเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ในราคาต่ำ ทำให้หนี้ลดลงเพียงจำนวนน้อยและหนี้ส่วนที่ขาดอยู่มีจำนวนสูงขึ้น เมื่อนำหนี้ส่วนที่ไม่มีประกันส่วนนี้ไปจัดสรรชำระหนี้ย่อมส่งผลให้เจ้าหนี้อื่น ๆ ได้รับชำระหนี้น้อยลง เจ้าหนี้อื่นย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการตีราคาทรัพย์สิน

เมื่อมีเหตุข้อสงสัยเกี่ยวกับการประเมินราคาทรัพย์สินซึ่งใช้ในการจัดทำแผน ถือได้ว่าผู้ทำแผนยังแสดงพยานหลักฐานไม่ได้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 90/58 วรรคสาม ทั้งมีพฤติการณ์ว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดทำขึ้นโดยมุ่งประโยชน์ของผู้ร้องขอ ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น การที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่นในอันที่จะได้รับชำระหนี้อย่างน้อยเท่ากับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท จึงชอบที่ศาลจะมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งบริษัทสำนักงานกฎหมายฟาร์อิสท์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ทำแผน ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/46 (2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบโดยชอบแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/56

ลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 528 ยื่นคำคัดค้านทำนองเดียวกันว่า เมื่อมติยอมรับแผนเป็นมติตามมาตรา 90/46 (2) การชำระหนี้ตามแผนจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินในคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 130 กฎหมายกำหนดให้ชำระค่าใช้จ่ายหรือหนี้สินบางประเภทตามมาตรา 130 ให้เสร็จสิ้นเสียก่อนจึงจะมีการแบ่งทรัพย์สินหรือชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อไปได้ สำหรับหนี้ภาษีอากรค้างชำระต่อกรมสรรพากร ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 177 นั้น เป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกจัดไว้ในมาตรา 130 (6) ดังนั้น ลูกหนี้จะต้องชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้นก่อนที่จะทำการแบ่งทรัพย์สินหรือชำระหนี้ในคดีล้มละลาย หากแผนฟื้นฟูกิจการมิได้กำหนดรายละเอียดของแผนให้ดำเนินการไปตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 130 ดังกล่าวข้างต้นแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาถึงรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการแผนดังกล่าวมิได้นำหนี้ค่าภาษีอากรของกรมสรรพากรซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหรือหนี้ที่อยู่ในพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 130 (6) มาตัดจากสินทรัพย์ของลูกหนี้ที่ปลอดภาระผูกพันก่อนจึงมิได้มีการนำพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 130 มาปรับใช้ แต่ตามแผนดังกล่าวได้จัดวิธีการให้เจ้าหนี้รายที่ 177 ได้รับชำระไปตามแผนที่ผู้ทำแผนกำหนด ซึ่งหากแผนฟื้นฟูกิจการบังคับใช้แล้วจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก แผนฟื้นฟูกิจการจึงขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (2) ผู้ทำแผนได้เสนอวิธีการจัดสรรหนี้ที่ปรากฏรายละเอียดในแผนฟื้นฟูกิจการเอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ประกอบกันแต่อย่างใด จนทำให้แผนฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ปรากฏข้อบกพร่องขึ้นในสาระสำคัญตามวิธีการจัดสรรหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าว เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มจะได้รับชำระหนี้คิดเป็นจำนวนร้อยละของยอดหนี้ตามสัดส่วน แต่ผลของการได้รับชำระหนี้ตามแผนที่ผู้ทำแผนได้นำเสนอให้ทำการจัดชำระหนี้ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (2) ถ้าหากมีการจัดสรรหนี้ให้เข้ากับหลักกฎหมายในมาตรา 90/58 (2) แล้ว เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มจะได้รับการชำระหนี้คิดเป็นร้อยละของยอดหนี้ในจำนวนที่ลดลง เมื่อเทียบผลร้อยละของการได้รับชำระหนี้ของเจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม จะเห็นว่าเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 และที่ 6 ในส่วนของเจ้าหนี้ภาษีอากร กับกลุ่มที่ 5 และที่ 8 ได้รับชำระหนี้น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนดังกล่าวมิได้ตรงกับเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลายในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แผนฟื้นฟูกิจการเอื้อประโยชน์แก่เจ้าหนี้รายใหญ่รายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ ในส่วนของผู้ทำแผนเมื่อมีเจ้าหนี้รายใดยื่นคำขอรับชำระหนี้ ผู้ทำแผนต้องมีหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของลูกหนี้อย่างเต็มที่ โดยผู้ทำแผนต้องคัดค้านคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นเข้ามาโดยเฉพาะเจ้าหนี้รายใหญ่ ๆ ว่ามีการยื่นคำขอรับชะรหนี้ถูกต้องหรือไม่ เพียงใด สมควรจะได้รับการชำระหนี้จริงเท่าใดเพราะจะมีผลต่อลูกหนี้และเจ้าหนี้อื่น ๆ นอกจากประเด็นดังกล่าวข้างต้นแล้วในส่วนของผู้บริหารแผนที่ผู้ทำแผนเสนอเข้ามาในแผนฟื้นฟูกิจการคือ บริษัทแอสเซ็ท รีคัฟเวอรี่ จำกัด กรรมการผู้มีอำนาจบางคนของบริษัทผู้บริหารแผน คือ นายธีรพล วรนิธิพงศ์ ก็เป็นบุคคลเดียวกับผู้รับมอบอำนาจของเจ้าหนี้ในการยื่นคำขอรับชำระหนี้และเมื่อได้พิจารณาในส่วนอำนาจพิเศษของผู้บริหารแผนตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการหน้า 134 ที่ว่า กรณีที่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เกี่ยวกับการแบ่งแยกทรัพย์ การโอนให้ผู้บริหารแผนใช้ดุลพินิจเพื่อยุติข้อโต้แย้งใด ๆ ดังกล่าวและให้เจ้าหนี้ทุกรายถือดุลพินิจและการตัดสินใจของผู้บริหารแผนเป็นที่สุด หากในการดำเนินการบริหารแผนต่อไปในอนาคตและเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น ผู้บริหารแผนจะดำเนินการรักษาผลประโยชน์ของลูกหนี้หรือเจ้าหนี้อื่นให้ถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่างไร ในเมื่ออีกฐานะหนึ่งตนเองยังเป็นตัวแทนของเจ้าหนี้รายใหญ่บางรายด้วย

ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายที่ 669 ยื่นคำคัดค้านว่า ในแผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้กล่าวถึงการไม่ยอมรับทรัพย์สินของลูกหนี้ ในกรณีที่ทรัพย์สินของลูกหนี้มีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

ผู้ทำแผนยื่นคำชี้แจงว่า หนี้ภาษีอากรของเจ้าหนี้รายที่ 177 มิได้เป็นหนี้บุริมสิทธิตามมาตรา 130 (6) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 และมาตรา 256 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ทั้งนี้เพราะลูกหนี้ได้ค้างชำระค่าภาษีอากรเจ้าหนี้รายที่ 177 มาตั้งแต่ปี 2538 และ 2539 จึงเป็นค่าภาษีอากรที่ถึงกำหนดชำระมากว่า 3 ปี ซึ่งเกินกว่า 6 เดือน ก่อนที่จะมีการยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการ ส่วนที่คัดค้านว่าแผนไม่ชอบด้วยมาตรา 90/58 ผู้คัดค้านที่ 1 และลูกหนี้ได้นำราคาตลาดมาคำนวณโดยไม่ถูกต้องคือตารางที่ 2 ท้ายคำคัดค้าน ผู้คัดค้านแสดงรายละเอียดการรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้กรณีปฏิบัติตามแผนโดยมีข้อมูลไม่ถูกต้องคือได้คำนวณโดยใช้หนี้บุริมสิทธิให้แก่เจ้าหนี้รายที่ 177 ได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ดังนั้น เงินสดที่เหลือจ่ายชำระเจ้าหนี้ไม่มีประกันจึงไม่ตรงตามความเป็นจริงตามที่กล่าวไว้ในแผน และผู้คัดค้านที่ 1 แสดงรายละเอียดการที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้กรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้นไม่ถูกต้อง จึงทำให้เข้าใจผิดว่าหากลูกหนี้ล้มละลายเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ดีกว่าได้รับชำระตามแผน การที่บริษัทเลห์แมน บราเดอร์ จำกัด ได้เคยยื่นหนังสือถึงกรรมการผู้จัดการของลูกหนี้เพื่อเสนอการประนอมหนี้ ก็ด้วยต้องการจะประนีประนอมมิให้เกิดความเสียหายแก่ลูกหนี้และเจ้าหนี้ และต้องการให้ลูกหนี้ประกอบกิจการต่อไปได้ โดยได้เสนอลดหนี้จำนวนมากให้แก่ลูกหนี้ แต่กรรมการผู้จัดการของลูกหนี้กลับไม่ยอมตกลงด้วย ทั้งข้อเสนอดังกล่าวก็ไม่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อไม่มีการตอบสนอง จึงไม่เกิดเป็นสัญญาใด ๆ ขึ้นมา ส่วนราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ที่นำมาประกอบการจัดทำแผน ผู้ทำแผนได้ใช้ราคาประเมินของบริษัทชาเตอร์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งมีราคาประเมินสูงกว่าของบริษัทเดอะ แวลูเอชั่น แอนด์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ซึ่งบริษัททั้งสองได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินราคาต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยปรากฏว่าราคาประเมินของบริษัทชาเตอร์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ที่ผู้ทำแผนใช้ประกอบทำแผนได้ประเมินราคาไว้ต่ำกว่าราคาที่เคยเสนอต่อศาลในชั้นไต่สวนคำร้องขอ ดังนั้น ผู้ทำแผนจึงเห็นว่าราคาทรัพย์สินที่ใช้ประกอบในแผนเป็นราคาที่เชื่อถือได้ และได้มาโดยวิธีการตามมาตรฐานการประเมินราคาถูกต้องแล้ว ความเกี่ยวพันระหว่างผู้บริหารแผนและเจ้าหนี้รายที่ 683 มีอยู่จริง จึงเป็นเหตุให้ได้รับความไว้วางใจจากที่ประชุมเจ้าหนี้ ผู้บริหารแผนมิได้มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมายแต่ประการใด และผู้บริหารแผนจะต้องบริหารแผนด้วยความสุจริตให้เป็นไปตามแผนภายใต้การดูแลของคณะกรรมการเจ้าหนี้และจะต้องรายงานต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมายอยู่แล้ว การที่ผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 683 เพราะเห็นว่าหนี้ของเจ้าหนี้รายที่ 683 ชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ทำแผนได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่เห็นว่าไม่ถูกต้องและไม่ชอบทั้งหมดประมาณ 153 ราย และปรากฏว่าเจ้าหนี้รายอื่นได้โต้แย้งเจ้าหนี้รายที่ 683 อยู่แล้ว ส่วนผู้คัดค้านทุกคนหากเห็นว่าเจ้าหนี้รายใดยื่นขอรับชำระหนี้ไม่ถูกต้องก็สามารถโต้แย้งได้อยู่แล้ว ขอศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำชี้แจงว่า แผนมีรายการเกี่ยวกับการไม่ยอมรับทรัพย์สินหรือสิทธิตามสัญญา แผนจึงมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/42 แผนได้จัดกลุ่มเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการออกเป็น 6 กลุ่ม คือ

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 เจ้าหนี้มีประกันที่มีจำนวนหนี้มีประกันน้อยกว่าร้อยละ 15 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 3 เจ้าหนี้ซึ่งเป็นลูกหนี้ซื้อโครงการอสังหาริมทรัพย์

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 4 เจ้าหนี้พนักงาน

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้กรรมการและบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน

เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 เจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น ๆ

แผนได้กำหนดให้สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันได้รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน ข้อเสนอในการชำระหนี้ตามแผนจึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/42 ตรี สำหรับหนี้ค่าภาษีอากรของเจ้าหนี้รายที่ 177 ถึงกำหนดก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการเกินกว่า 6 เดือน ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้จึงไม่ใช่หนี้ค่าภาษีอากรตามมาตรา 130 (6) ในอันที่เจ้าหนี้รายที่ 177 จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น แต่เป็นหนี้อื่น ๆ ตามมาตรา 130 (7) และที่เจ้าหนี้อ้างว่าเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จ เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้น้อยกว่าในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายนั้นเนื่องจากตัวเลขที่เจ้าหนี้นำมาคำนวณในกรณีที่ลูกหนี้ล้มละลายเป็นราคาตลาด ซึ่งผิดหลักวิชาการประเมินราคาทรัพย์สิน ที่ถูกต้องจะต้องเป็นราคาบังคับขาย ตามแผนเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จเจ้าหนี้มีประกันและเจ้าหนี้ไม่มีประกันจะได้รับชำระหนี้มากกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย แผนจึงไม่ขัดต่อบทบัญญัติตามมาตรา 90/58 (3) สำหรับข้อคัดค้านอื่น ๆ ของลูกหนี้และผู้คัดค้านนอกจากนี้ไม่ใช่ข้อคัดค้านที่ศาลจะมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน แผนจึงชอบด้วยกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา 90/58 ทุกประการแล้ว

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58

ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และลูกหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำร้องว่า ไม่ประสงค์จะอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนของศาลล้มละลายกลางอีกต่อไป ขอถอนอุทธรณ์ จึงอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถอนอุทธรณ์ได้

ลูกหนี้ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2544 ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ว่าผู้ทำแผนได้เสนอวิธีการจัดสรรชำระหนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยได้กำหนดราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ทั้งในส่วนราคาบังคับขายและราคาตลาดต่ำกว่าราคาที่เป็นจริงของทรัพย์สินอย่างมาก การที่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เป็นเจ้าหนี้ที่มีหลักประกันและมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามที่ระบุไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการนั้น เมื่อราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ถูกกำหนดไว้ในราคาที่ต่ำก็เท่ากับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 จะได้รับชำระหนี้เป็นทรัพย์สินในราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นผลให้ลูกหนี้และเจ้าหนี้อื่น ๆ เสียเปรียบ แผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 (3)

ผู้ทำแผนแถลงคัดค้านว่า ข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้หยิบยกขึ้นมาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์นั้น ไม่ถูกต้องตามความจริงเพราะเป็นเพียงการหยิบยกเอาหลักฐานการจดทะเบียนจำนองมาแสดงเท่านั้น การตีราคาทรัพย์สินตามแผนเป็นการตีราคาเฉพาะที่ดินเป็นส่วนใหญ่ แต่การจัดทำโครงการเพื่อขอกู้เงินของบริษัทบางพลีวิว จำกัด ผู้รับโอนนั้น ผู้รับโอนจะก่อสร้างบนที่ดินที่ตีใช้หนี้จำนอง มีการพัฒนาสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ดังนั้น วงเงินจำนองจึงครอบคลุมถึงสิ่งปลูกสร้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นการจำนองครอบครองทั้งโครงการ ซึ่งจะต้องมีการเพิ่มหลักประกันจำนองโดยไม่เพิ่มวงเงิน อีกทั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ภายหลังล่วงเลยกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์แล้วจึงไม่อาจยื่นได้ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ลูกหนี้มีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2544 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2543 การยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลล้มละลายกลางในคดีฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ จะต้องยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลฎีกาภายในกำหนดเวลา 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำสั่งนั้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคหนึ่ง เช่นนี้การขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ จึงต้องกระทำภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย เมื่อลูกหนี้ได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ในวันที่ 21 มิถุนายน 2544 เกินกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ทั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นเป็นสาระสำคัญ จึงไม่อาจอนุญาตให้ลูกหนี้แก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ได้ให้ยกคำร้อง แต่ให้รับคำรัองขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์เป็นคำแถลงการณ์

ประการที่สอง เมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ ที่ลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ว่า แผนฟื้นฟูกิจการได้เสนอวิธีการจัดสรรชำระหนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 เพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ประกอบแต่อย่างใด ทำให้แผนฟื้นฟูกิจการบกพร่องในสาระสำคัญขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (3) นั้น เห็นว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนนั้น พระราชบัญญัติล้มละลายฯ กำหนดให้ผู้ทำแผนส่งแผนแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เพื่อเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาว่าจะยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการนั้นหรือไม่ เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการแล้วก็ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่งว่าแผนที่ผู้ทำแผนเสนอมานั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เช่นนี้ เมื่อมีข้อคัดค้านของเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ ผู้ทำแผนจึงมีหน้าที่พิสูจน์ว่าแผนฟื้นฟูกิจการนั้นชอบด้วยกฎหมายและศาลควรมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ในการพิจารณาปัญหาว่าเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จแล้วจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้แต่ละรายซึ่งมิได้ลงมติยอมรับแผนจะได้รับในการฟื้นฟูกิจการ กับจำนวนเงินหรือประโยชน์ที่เจ้าหนี้ดังกล่าวจะได้รับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ในการพิจารณาปัญหาดังกล่าวนี้การที่ทรัพย์สินของลูกหนี้จะมีราคาประเมินเพียงใด จึงเป็นสาระสำคัญ

คดีนี้ผู้ร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ระบุในคำร้องขอว่า ลูกหนี้มีสินทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นที่ดินพร้อมอาคารและสิ่งปลูกสร้างในโครงการต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด มูลค่า 3,809,815,326.50 บาท สังหาริมทรัพย์ได้แก่หลักทรัพย์ 192,999 บาท เงินฝากธนาคารประเภทมีเงื่อนไข 439,472.63 บาท เงินสด 43,345.89 บาท และทรัพย์สินอื่น ๆ 349,703,246.78 บาท ซึ่งรวมแล้วเป็นเงิน 4,160,194,390.80 บาท และในคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ระบุว่านายธีระพันธ์ เพ็ชรสุวรรณ พยานผู้ร้องขอเบิกความว่า ลูกหนี้มีสินทรัพย์ประมาณ 4,160,000,000 บาท ลูกหนี้มีนายปัญญา สุวรรณไพรพัฒนะ ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินราคาประเมินรวม 4,366,912,000 บาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวคำนวณมูลค่าตามราคาตลาดเป็นเงิน 9,469,250,000 บาท และนางพันธุ์ทิพย์ ศรีสุรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายประเมินราคาของบริษัทไทยประเมินราคาไวเกอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประเมินราคาทรัพย์สินของลูกหนี้ให้ถ้อยคำตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 4,366,908,000 บาท เช่นี้ ในชั้นไต่สวนคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินราคาประเมินไม่น้อยกว่า 4,000,000,000 บาท แต่ปรากฏว่าในขั้นตอนการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ ผู้ทำแผนได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ โดยให้บริษัทชาเตอร์ พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัด ประเมินราคา ปรากฏว่าทรัพย์สินของลูกหนี้มีราคาตลาดเพียง 2,125,283,000 บาท แม้ว่าการกำหนดหรือวินิจฉัยราคาประเมินทรัพย์สินของลูกหนี้แต่ละช่วงจะไม่มีผลผูกพันต่อการพิจารณาในช่วงอื่น ๆ กล่าวคือ เมื่อมีการประเมินราคาทรัพย์สินโดยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ราคาประเมินย่อมแตกต่างกันได้ แต่ในคดีนี้มีการประเมินตีราคาทรัพย์สินในเวลาที่ต่างกันเพียงประมาณ 5 ถึง 6 เดือน ทรัพย์สินส่วนใหญ่ก็เป็นที่ดินเปล่าหรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ในการประเมินมีราคาแตกต่างกันถึงประมาณ 2,000,000,000 บาท กรณีจึงต้องมีเหตุอันสมควรและอธิบายถึงความแตกต่างดังกล่าวได้อย่างชัดเจน แต่ผู้ทำแผนก็มิได้แสดงถึงเหตุดังกล่าวอย่างชัดแจ้ง การประเมินราคาครั้งหลังเพื่อจัดทำแผนจึงไม่มีน้ำหนัก เมื่อมีการประเมินราคาทรัพย์สินต่ำลงมาก ย่อมทำให้ทรัพย์สินของลูกหนี้ส่วนใหญ่จะต้องนำไปชำระตีใช้หนี้แก่เจ้าหนี้มีประกันซึ่งมีผู้ร้องขอเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ในราคาต่ำ หนี้ลดลงเพียงจำนวนน้อย หนี้ส่วนที่ขาดอยู่ย่อมมีจำนวนที่สูงขึ้น เมื่อนำหนี้ส่วนที่ไม่มีประกันส่วนนี้ไปจัดสรรเพื่อชำระหนี้ย่อมส่งผลให้เจ้าหนี้อื่น ๆ ได้รับชำระหนี้น้อยลง เจ้าหนี้อื่นย่อมได้รับความเสียหายเนื่องจากการตีราคาทรัพย์สิน นอกจากนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ หน้า 10 ระบุเพียงว่าผู้ร้องจะขอปลอดจำนองที่ดินตามเอกสารหมายเลข 5 ซึ่งมีราคาประเมิน 122.7 ล้านบาท เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ต่อไป ซึ่งที่ดินดังกล่าวตั้งอยู่ที่อำเภอบางปะกง และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ตามแผนฟื้นฟูกิจการไม่ปรากฏว่าจะมีการดำเนินการพัฒนาธุรกิจของลูกหนี้จากสินทรัพย์ที่เหลืออย่างไร อันจะทำให้ลูกหนี้สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากการดำเนินการฟื้นฟูกิจการตามแผน

นอกจากนี้คดีปรากฏว่าในการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 1 ซึ่งมีเจ้าหนี้เพียง 1 ราย คือผู้ร้องขอ ซึ่งผู้ร้องขอยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวน 3,706 ล้านบาท แผนได้จัดให้ผู้ร้องขอเป็นเจ้าหนี้อยู่ในกลุ่มที่ 1 จำนวน 3,014 ล้านบาท และจัดให้เป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันในกลุ่มที่ 6 จำนวน 692 ล้านบาท แต่ปรากฏว่ามูลค่าหลักประกันมีการประเมินในการจัดทำแผนเพียง 1,662 ล้านบาท (โดยรวมหลักประกันของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 2 ด้วย) หนี้ส่วนไม่มีหลักประกันย่อมอยู่ในฐานะเช่นเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น การที่ผู้ทำแผนจัดให้หนี้ของเจ้าหนี้รายผู้ร้องขออยู่ในกลุ่มที่ 1 จำนวนถึง 3,014 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงหนี้ที่ไม่มีประกันอีกจำนวนมาก เป็นจำนวนประมาณไม่น้อยกว่า 1,330 ล้านบาท แต่ผู้ทำแผนได้จัดให้หนี้ส่วนนี้อยู่ในกลุ่มที่ 1 ซึ่งได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น ทั้ง ๆ ที่หนี้ส่วนที่ขาดจำนวนดังกล่าวจะต้องอยู่ในฐานะเดียวกับเจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น ผู้ทำแผนจะจัดสรรให้เจ้าหนี้มีประกันในส่วนที่ไม่มีหลักประกันได้รับการชำระหนี้แตกต่างจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่นก็ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรและเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการ การที่แผนกำหนดให้หนี้ของผู้ร้องขอส่วนที่ไม่มีประกันได้รับการชำระหนี้ด้วยการแปลงหนี้เป็นทุน ชำระหนี้ด้วยหุ้นที่ออกใหม่ภายหลังที่มีการลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วโดยลดจำนวนหุ้นสามัญในอัตราส่วน 100 หุ้น ลงเหลือ 1 หุ้น แล้ว ซึ่งตามแผนจะมีการออกหุ้นตราไว้หุ้นละ 10 บาท เพื่อชำระหนี้ตีราคาหุ้นละ 3 บาท แตกต่างจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น เช่นนี้ หากมีการตีราคาทรัพย์สินสูงขึ้นตามราคาที่ควรจะเป็นจำนวนหนี้ของผู้ร้องขอในส่วนที่ไม่มีหลักประกันย่อมน้อยลงซึ่งจะส่งผลให้หนี้ที่ไม่มีประกันของผู้ร้องขอในคดีนี้น้อยลงตามไปด้วย ส่วนแบ่งของเจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่นย่อมสูงขึ้นไปด้วย เมื่อมีเหตุข้อสงสัยเกี่ยวกับการประเมินราคาทรัพย์สินซึ่งใช้ในการจัดทำแผน ถือได้ว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏผู้ทำแผนยังแสดงไม่ได้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 (3)

เมื่อฟังไม่ได้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งมีพฤติการณ์แสดงว่าแผนฟื้นฟูกิจการได้จัดทำขึ้นโดยมุ่งแต่ประโยชน์ของผู้ร้องขอ ไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ไม่มีประกันอื่น การที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนย่อมก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่เจ้าหนี้อื่นในอันที่จะได้รับชำระหนี้อย่างน้อยเท่ากับกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย และไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกหนี้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ ๑ ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนและให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/58 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้องขอ — กองทุนรวมไทยสตราทิจิคเอสเซ็ท
ผู้คัดค้าน — บริษัทศรีวราโฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ลูกหนี้ — บริษัทศรีวราเรียลเอสเตท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2547
#112842
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับจ้างโจทก์ก่อสร้างอาคาร เมื่อจำเลยส่งมอบงานงวดที่ 6 ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาว่าจ้างก่อสร้าง จำเลยไม่ยินยอม คู่สัญญาจึงทำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการพิจารณา โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก 120 วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุด จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ 7 ถึงที่ 10 โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยขอคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาที่ผิดสัญญา แต่แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้คิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่เหมาะสมโดยมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยในเวลาอันสมควร การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้เอาวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา 1 เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริง เพราะมีคำวินิจฉัยเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีก เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องเป็นธรรมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๔๐,๑๕๑,๐๗๖.๐๒ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๘,๐๓๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยให้เปลี่ยนจาก ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๙,๑๔๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๖ โจทก์ทำสัญญาจ้างจำเลยก่อสร้างหอพักนิสิต ๒ หลัง เป็นเงิน ๖๗,๙๐๐,๐๐๐ บาท กำหนดตรวจรับงานและจ่ายเงินค่าจ้างเป็น ๑๐ งวด กำหนดแล้วเสร็จภายในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ หากส่งมอบงานเกินกำหนดต้องเสียค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท โดยมีธนาคารศรีนคร จำกัด ทำหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของจำเลยเป็น ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยส่งมอบงานในงวดที่ ๕ และที่ ๖ ล่าช้า โจทก์แจ้งสงวนสิทธิขอปรับตามสัญญาเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ แต่จำเลยไม่ยินยอม จึงนำข้อพิพาทเสนอให้อนุญาโตตุลาการ โดยอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๓๙ ให้ขยายเวลาปฏิบัติตามสัญญาออกไปอีก ๑๒๐ วัน นับแต่วันที่สัญญาสิ้นสุดลงในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ จำเลยจึงทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงาน หลังจากจำเลยส่งมอบงานงวดที่ ๖ ในวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๘ แล้ว จำเลยมิได้ทำงานงวดที่ ๗ ถึงที่ ๑๐ แต่อย่างใด โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยได้รับหนังสือเมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ หลังจากนั้นโจทก์ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัดสถิตย์วิศวกรก่อสร้าง ดำเนินการก่อสร้างต่อจนแล้วเสร็จเมื่อประมาณปลายปี ๒๕๔๐ จำเลยจึงต้องชำระค่าปรับวันละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๓๘ ถึงวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๔๐ รวม ๖๙๘ วัน เป็นเงิน ๓๔,๙๐๐,๐๐๐ บาท และการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอีกหลายประการเป็นเงิน ๓,๑๓๐,๐๐๐ บาท ตามบันทึกการประเมินค่าเสียหายเอกสารหมาย จ. ๑๗ ถึง จ. ๒๓ แต่จำเลยไม่ชำระ ส่วนธนาคารศรีนคร จำกัด ได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน ๓,๓๙๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์แล้ว เห็นว่า ประเด็นโดยตรงตามคำฟ้องมีว่า โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับจากจำเลยในช่วงเวลาตามคำฟ้องหรือไม่ ในการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความถึงเหตุที่ก่อให้เกิดสิทธิของโจทก์และโจทก์ใช้สิทธิอย่างเหมาะสมและชอบธรรมหรือไม่ แม้ตามสัญญาจะมีการกำหนดให้มีการคิดเบี้ยปรับไว้ แต่เบี้ยปรับดังกล่าวก็เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอาจจะสูงหรือต่ำกว่าค่าเสียหายแท้จริงก็ได้ ซึ่งต้องปรับด้วย ป.พ.พ. มาตรา ๓๘๓ วรรคแรก ที่ให้ศาลพิจารณาลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนลงเป็นจำนวนที่พอสมควรตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฉะนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า หลังจากอนุญาโตตุลาการได้มีคำชี้ขาดแล้ว ต่อมาวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๓๙ โจทก์จำเลยได้ทำข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา แต่จำเลยก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งโจทก์มิได้บอกเลิกสัญญา คงปล่อยระยะเวลาให้ล่วงพ้นเป็นเวลานาน ต่อมาวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๔๐ โจทก์จึงแจ้งบอกเลิกสัญญาต่อจำเลย การบอกเลิกสัญญาของโจทก์เป็นการใช้สิทธิไม่เหมาะสมเพราะมิได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยภายในเวลาอันสมควร จึงกำหนดให้วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันหลังจากอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดและจำเลยทำหนังสือข้อตกลงขยายระยะเวลาปฏิบัติงานตามสัญญา ๑ เดือนเศษ โดยการขยายระยะเวลาดังกล่าวไม่มีผลให้ปฏิบัติได้จริงเพราะมีคำชี้ขาดเมื่อพ้นกำหนดเวลานั้นแล้ว คงมีผลเพียงเพื่อลดจำนวนวันที่จำเลยจะต้องชำระค่าปรับและจำเลยไม่อาจดำเนินการตามสัญญาต่อไปได้อีกแล้ว เป็นวันเลิกสัญญา เป็นการใช้ดุลพินิจที่ถูกต้องและเป็นธรรม คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ.2530 ม. 24
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 383 ม. 393
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จำเลย — บริษัทฉัตราภา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายจักรกฤษ เจริญเลิศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 107/2547
#410730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นสถาบันการเงินประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและให้กู้ยืมเงิน ล้วนแต่เป็นธุรกรรมเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 นำมาประกันก็ครอบคลุมหนี้ของจำเลยที่ 1 ทุกประเภท โจทก์จึงสามารถนำสินเชื่อทุกประเภทมารวมกันเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้าย ป.วิ.พ. ข้อ (1) ก. จึงชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกมูลหนี้แต่ละประเภท เป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย และการที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าสองแสนบาทจึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสียเช่นกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 50,821,097.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 20.25 ต่อปี ของต้นเงิน 41,500,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 30,211,871.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 20.25 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด 20,609,226.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 20.25 ต่อปี ของต้นเงิน 16,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 49,882,334.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปี ของเงิน 41,500,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 29,954,389.03 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปี ของเงิน 25,000,000 บาท ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 19,927,945.19 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 16 ต่อปี ของเงิน 16,500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อแรกว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายนรพันธุ์ เหมือนทองจีน ฟ้องคดีนี้หรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามให้การว่าหนังสือมอบอำนาจปลอม เมื่อโจทก์ไม่ได้นำกรรมการผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาเบิกความ จึงไม่สามารถรับฟังได้ว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวสมบูรณ์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์มีนางประมวลพร แย้มบุญชู เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายนรพันธุ์ เหมือนทองจีน เป็นผู้ดำเนินคดีแทนผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน และพยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวด้วย ซึ่งหนังสือมอบอำนาจตามเอกสารหมาย จ.2 มีนายประไพสิทธิ์ ตัณฑ์เกยูร กรรมการผู้จัดการใหญ่ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นผู้มอบอำนาจนายนรพันธุ์ เหมือนทองจีน ลงลายมือชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจและนางประมวลพร แย้มบุญชู ลงลายมือชื่อเป็นพยานคนหนึ่งถูกต้องตรงกับคำเบิกความของพยานโจทก์ โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นแต่ประการใด ดังนั้น แม้โจทก์ไม่ได้นำผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจมาเบิกความก็มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าได้มีการมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 จริง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อที่สองมีว่า ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ตามที่จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยไม่ได้รับเงินและไม่ได้ขายตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ และพยานโจทก์เบิกความแต่เพียงลอยๆ ว่าโจทก์ได้ชำระเงินให้จำเลยที่ 1 แล้ว โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 1 แต่จำหมายเลขบัญชีไม่ได้ เห็นได้ว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่ามีการขายตั๋วสัญญาใช้เงิน และได้ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 จริง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้จำเลยทั้งสาม ทำให้จำเลยทั้งสามไม่ได้รับความยุติธรรมนั้น จำเลยทั้งสามให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ไม่เคยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์และไม่ได้ทำตั๋วสัญญาใช้เงินเก้าฉบับหลังให้แก่โจทก์ เห็นได้ว่า คำให้การดังกล่าวของจำเลยทั้งสามยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องใดๆ ในการกู้ยืมเงินโจทก์และไม่ได้ทำตั๋วสัญญาใช้เงินเก้าฉบับหลังดังฟ้องของโจทก์เลย ฉะนั้น ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่าจำเลยทั้งสามไม่ได้รับเงิน และโจทก์ไม่สามารถนำสืบว่าได้ชำระเงินตามที่อ้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว เป็นการอุทธรณ์ในเรื่องที่นอกเหนือคำให้การที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ไว้ จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสามชอบแล้ว และเมื่อจำเลยทั้งสามฎีกาในปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอีก จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามเช่นเดียวกัน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อที่สามมีว่า โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า โจทก์จะคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี จะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง แต่พยานโจทก์ไม่สามารเบิกความให้เห็นว่า การที่โจทก์คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี นั้น คิดอย่างไรและอาศัยข้อกฎหมายอะไร การคิดดอกเบี้ยของโจทก์จึงเป็นโมฆะ เห็นว่า โจทก์เป็นธนาคารพาณิชย์ อัตราดอกเบี้ยที่โจทก์สามารถเรียกเก็บจากลูกค้าได้ก็โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกไม้และส่วนลด โดยให้อำนาจธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยและส่วนลดที่จะเรียกจากลูกค้าได้ มิใช่อาศัยประกาศของกระทรวงการคลังดังที่จำเลยทั้งสามฎีกาแต่อย่างใด หากแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกข้อกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ออกประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดดังกล่าวแล้ว เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าตามรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.23 และ จ.36 ไม่เกินอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดไว้ในเอกสารหมาย จ.21 และประกาศธนาคารโจทก์เอกสารหมาย จ.22 โจทก์จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ได้ หาทำให้การคิดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวของโจทก์ตกเป็นโมฆะไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า พยานโจทก์ไม่สามารถเบิกความให้เห็นว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยอย่างไรและอาศัยกฎหมายใดนั้น ก็ปรากฏว่าพยานเอกสารของโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.23 และ จ.36 ดังกล่าวซึ่งส่งประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์มีข้อความและรายละเอียดที่แจ้งชัดสามารถรับฟังได้ว่าโจทก์สามารถคิดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อสุดท้ายมีว่า ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความที่จำเลยทั้งสามต้องใช้แทนโจทก์จำนวน 40,000 บาท นั้นสูงเกินไปหรือไม่ จำเลยทั้งสามฎีกาว่า คดีนี้ไม่มีข้อยุ่งยากและโจทก์สืบพยานเพียง 2 ปากเท่านั้น เห็นว่า คดีนี้ทุนทรัพย์มีจำนวนสูงถึง 50,000,000 บาทเศษ แม้โจทก์จะนำพยานเข้าสืบเพียง 2 ปาก แต่โจทก์ก็ต้องตระเตรียมและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องในคดีนี้จำนวนมากเพื่อดำเนินคดีต่อจำเลยทั้งสาม แม้จะดำเนินคดีอาญาตามเช็คที่จำเลยที่ 1 ออกให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ แต่จำเลยที่ 1 ก็หลบหนีไปทั้งยังยกข้อต่อสู้โจทก์ในคดีนี้อีกหลายข้อหลายประเด็น ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความ ที่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ดังกล่าวจึงเหมาะสมแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง คดีนี้โจทก์เป็นสถาบันการเงินประกอบธุรกิจปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้า การที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินและให้กู้ยืมเงิน ล้วนแต่เป็นธุรกรรมเกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งหลักทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 นำมาประกันก็ครอบคลุมหนี้ของจำเลยที่ 1 ทุกประเภท โจทก์จึงสามารถนำสินเชื่อทุกประเภทมารวมกันเป็นทุนทรัพย์ที่เรียกร้องฟ้องมาเป็นคดีเดียวกันได้ โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) ก. ชอบแล้ว การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเติมโดยแยกมูลหนี้แต่ละประเภท เป็นการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสีย และการที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ฎีกาโดยเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าสองแสนบาท จึงเป็นการเสียค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่จะต้องเสียเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจากสองแสนบาทในศาลชั้นต้นแก่โจทก์ ในศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาแก่จำเลยทั้งสาม
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ.
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทโอกิ อินดัสตรี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 106/2547
#55046
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่นและยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตพร้อมปักหลักเขตที่ดินใหม่เป็นเงิน 25,000 บาท เป็นการขอบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เท่านั้นมิได้ให้จำเลยกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ การที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวและเสียค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องของโจทก์ในทำนองเดียวกับการเรียกค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมทรัพย์สินไว้ก่อนโดยที่ยังไม่มีการซ่อมแซม ส่วนการที่โจทก์จะเรียกร้องเงิน 25,000 บาท จากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใดนั้น ย่อมเป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีต่อไปไม่อาจแปลไปได้ว่าเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์อยู่ในอำนาจของศาลแขวง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2539 จำเลยตกลงให้โจทก์ผลิตสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์โครงการของจำเลยทุกรูปแบบ โดยจำเลยตกลงจะชำระหนี้ตอบแทนด้วยการโอนที่ดินในโครงการของจำเลยให้โจทก์ในวงเงิน2,194,000 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม หลังจากนั้นโจทก์ทำงานให้จำเลย ต่อมาจำเลยกำหนดว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลง TS 2 - 087 ให้โจทก์เป็นการตอบแทน ในการส่งมอบงานแต่ละครั้งจำเลยจะออกใบเสร็จรับเงินค่าที่ดินให้โจทก์ และโจทก์ก็จะออกใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินค่าจ้างให้จำเลยเป็นจำนวนเท่ากัน ต่อมาต่างตกลงออกใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินเพียงร้อยละ 30 ของราคาที่แท้จริง เพื่อประโยชน์ในทางภาษีอากรของจำเลย โจทก์ทำงานให้จำเลยมีมูลค่าทั้งหมดเป็นเงิน 2,024,095 บาท รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 150,061.90 บาท แล้วเป็นเงิน 2,174,156.90 บาท ถึงประมาณเดือนมีนาคม 2542 จำเลยออกใบเสร็จรับเงินค่าที่ดินให้โจทก์ลดลงร้อยละ 30 เป็นเงิน1,368,221.26 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาในสัญญาแล้ว แต่มูลค่างานที่โจทก์ทำยังไม่ครบตามมูลค่าที่ดินที่กำหนดไว้ โจทก์กับจำเลยจึงตกลงเปลี่ยนที่ดินจากแปลง TS 2 - 087 เป็นแปลงที่ TS 1 - 039 ราคา 1,410,248 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ลดมูลค่าลงร้อยละ 30 แล้ว ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 90216 ตำบลบึงลาดสวาย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ตามความประสงค์ของโจทก์แล้ว แต่ที่ดินอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย เป็นหลุมเป็นบ่อ หมายเลขในหลักหมุดไม่ตรงตามโฉนดที่ดิน จำเลยรับจะแก้ไขให้แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการ สำหรับมูลค่างานของโจทก์คิดเป็นเงิน 2,174,156.90 บาท ลดลงร้อยละ 30 คงเหลือ 1,521,909.83บาท เมื่อนำเงินค่าที่ดินร้อยละ 70 เป็นเงิน 1,410,248 บาท มาหักออก จะเหลือส่วนต่างที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ 111,661.83 บาท ซึ่งเป็นเพียงร้อยละ 70 ของมูลค่าที่แท้จริงจำเลยต้องคืนเงินส่วนนี้ในจำนวนเต็มร้อยละ 100 เท่ากับ 159,516.90 บาท นอกจากนี้เมื่อเดือนมีนาคม 2542 จำเลยให้โจทก์จัดทำแคตตาล็อกมีการแก้ไขงานและยกเลิก ทำให้โจทก์มีค่าแก้ไขงานอาร์ตเวอร์คและจำเลยยังให้โจทก์ทำอาร์ตเวอร์สำหรับไดเร็คเมลล์ด้วยคิดเป็นเงิน 11,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระให้โจทก์ 170,516.90 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,046.26 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าจ้าง 170,516.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับจากวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,046.26 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 170,516.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยชำระค่าที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่น และการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตพร้อมปักหลักเขตที่ดินใหม่เป็นเงิน 25,000 บาท

จำเลยให้การว่า คำขอท้ายฟ้องในข้อ 2 เป็นคำขอให้จำเลยดำเนินการทำขอบกันดินและยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบและปักเขตที่ดินใหม่ เป็นการขอให้จำเลยกระทำการ หากไม่กระทำก็ขอให้ชำระราคาแทนซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ที่ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่น และการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตที่ดินใหม่เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งระคนปนอยู่กับคดีมีทุนทรัพย์ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25(4) กรณีไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้จำเลยแล้ว จำเลยมิได้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยหรือไม่ เห็นว่าเฉพาะคำขอท้ายฟ้องที่เป็นปัญหาคือคำขอข้อ 2 ซึ่งมีความว่า "ให้จำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่น และการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตพร้อมปักหลักเขตที่ดินใหม่เป็นเงิน 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)"ตามคำขอเช่นนี้เป็นการขอบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท เท่านั้นมิได้ขอบังคับให้จำเลยกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด การที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวและเสียค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องของโจทก์ในทำนองเดียวกันกับการเรียกค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมทรัพย์สินไว้ก่อนโดยที่ยังไม่มีการซ่อมแซม ส่วนการที่โจทก์จะเรียกร้องเงิน 25,000 บาท จากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใดนั้น ย่อมเป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีต่อไป กรณีไม่อาจแปลไปได้ว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ทั้งเรื่องและอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และโจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่เท่านั้น มิได้ขอให้ชนะคดีตามฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ และต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เสียเกินมาแก่โจทก์

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สไตล์ครีเอทีฟเฮ้าส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 106/2547
#410721
เปิดฉบับเต็ม

คำขอท้ายฟ้อง ซึ่งมีความว่า "ให้จำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่น และการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตพร้อมปักหน้าเขตที่ดินใหม่ เป็นเงิน 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)" ตามคำขอเช่นนี้เป็นการขอบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท เท่านั้น มิได้ขอบังคับให้จำเลยกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด การที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวและเสียค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องของโจทก์ในทำนองเดียวกันกับการเรียกค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมทรัพย์สินไว้ก่อนโดยที่ยังไม่มีการซ่อมแซม ส่วนการที่โจทก์จะเรียกร้องเงิน 25,000 บาท จากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใดนั้น ย่อมเป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีต่อไป กรณีไม่อาจแปลไปได้ว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และอยู่ในอำนาจศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังัคับจำเลยชำระเงินค่าจ้าง 170,516.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับจากวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินถึงวันฟ้องเป็นเงิน 29,046.26 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 170,516.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่นและการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตพร้อมปักหลักเขตที่ดินใหม่ เป็นเงิน 25,000 บาท

จำเลยให้การว่า การบรรยายฟ้องกับคำขอท้ายฟ้องขัดแย้งกันเอง คำขอท้ายฟ้องในข้อ 2 เป็นคำขอให้จำเลยดำเนินการทำขอบกันดินและยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบและปักเขตที่ดินใหม่ เป็นการขอให้จำเลยกระทำการ หากไม่กระทำก็ขอให้ชำระราคาแทนซึ่งเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่อยู่ในอำนาจศาลแขวง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คำขอท้ายฟ้องข้อ 2 ที่ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่น และการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักเขตที่ดินใหม่ เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ซึ่งระคนปนอยู่กับคดีมีทุนทรัพย์ คดีจึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาพิพากษาได้ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25 (4) กรณีไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นอื่น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยศาลชั้นต้นส่งสำเนาคำร้องของโจทก์ให้จำเลยแล้ว จำเลยมิได้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ส่งสำนวนไปศาลฎีกา พอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์เป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้รวมอยู่ด้วยหรือไม่ เห็นว่า เฉพาะคำขอท้ายฟ้องที่เป็นปัญหาคือคำขอข้อ 2 ซึ่งมีความว่า "ให้จำเลยชำระค่าทำที่ดินให้เรียบร้อย ทำขอบกันดินเช่นแปลงอื่น และการยื่นคำร้องต่อสำนักงานที่ดินเพื่อตรวจสอบหลักฐานเขตพร้อมปักหลักเขตที่ดินใหม่เป็นเงิน 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาทถ้วน)" ตามคำขอเช่นนี้เป็นการขอบังคับให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 25,000 บาท เท่านั้น มิได้ขอบังคับให้จำเลยกระทำการหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด การที่โจทก์ยังมิได้ดำเนินการดังกล่าวและเสียค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องของโจทก์ในทำนองเดียวกันกับการเรียกค่าเสียหายเป็นค่าซ่อมแซมทรัพย์สินไว้ก่อนโดยที่ยังไม่มีการซ่อมแซม ส่วนการที่โจทก์จะเรียกร้องเงิน 25,000 บาท จากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใดนั้น ย่อมเป็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีต่อไป กรณีไม่อาจแปลไปได้ว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ทั้งเรื่องและอยู่ในอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวง คำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น และโจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่เท่านั้น มิได้ขอให้ชนะคดีตามฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์อย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ และต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 17 ม. 25 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสไตล์ครีเอทีฟเฮ้าส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน)
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 104/2547
#410717
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องในการชำระราคาสินค้าของจำเลยซึ่งมีต่อผู้คัดค้านโดยอ้างเพียงประการเดียวว่าเงินที่ขออายัดเป็นเงินที่ผู้คัดค้านค้างชำระราคาสินค้าซึ่งผู้คัดค้านซื้อจากจำเลย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์กล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านมีภาระต้องชดใช้ราคาสินค้าดังกล่าวแก่จำเลยแต่จำเลยก็มิได้ฟ้องร้องให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยภายในเวลา 2 ปี นับแต่จำเลยส่งมอบสินค้า สิทธิเรียกร้องของจำเลยจึงขาดอายุความแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากผู้คัดค้าน คำคัดค้านของผู้คัดค้านเป็นการตั้งประเด็นเสมือนเป็นคำให้การต่อสู้คดีและเป็นคำให้การที่ชัดแจ้ง และแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าเป็นเรื่องใดและขาดอายุความเพราะเหตุใด ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชยจำนวน 252,450 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 126,225 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยชำระเงินรางวัลการขายเป็นเงิน 380,920 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22 พฤษภาคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดสิทธิเรียกร้องซึ่งจำเลยมีต่อผู้คัดค้านเป็นเงิน 954,810.31 บาท ไปยังผู้คัดค้านเพื่อให้ผู้คัดค้านส่งเงินมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านปฏิเสธการส่งเงินไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างว่าผู้คัดค้านไม่มีภาระหนี้สินกับจำเลย ซึ่งความจริงผู้คัดค้านยังมีภาระหนี้ค่าซื้อเครื่องจักรจากจำเลยซึ่งยังต้องชำระให้จำเลยอีกร้อยละ 10 ของราคาเครื่องจักร (ราคาเครื่องจักร 572 ล้านลีร์อิตาลี ขณะซื้อขายคิดเป็นเงินไทย 9,100,000 บาท) ขอให้ศาลทำการไต่สวนสิทธิเรียกร้องของจำเลยดังกล่าว

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า สิทธิเรียกร้องของจำเลยหากจะมีอยู่ก็ขาดอายุความ 2 ปี และจำเลยผิดนัดผิดสัญญาต่อผู้คัดค้าน ทำให้ผู้คัดค้านได้รับความเสียหายและไม่มีภาระหนี้สินต่อกันแต่อย่างใด ขอให้ยกคำร้องของโจทก์และเพิกถอนคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้าน

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านส่งเงินตามคำสั่งอายัดที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีถึงผู้คัดค้านภายใน 15 วัน นับแต่วันมีคำสั่งนี้

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2538 จำเลยขายเครื่องจักรสำหรับผลิตพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปชนิดกลวงให้แก่ผู้คัดค้านเป็นราคาเงินอิตาลีจำนวน 572,279,200 ลีร์อิตาลี คิดเป็นเงินไทยขณะนั้นประมาณ 9,100,000 บาท โดยกำหนดชำระเงินเป็น 3 งวด งวดแรกจำนวนร้อยละ 10 ของราคาสินค้า จ่ายเป็นเงินดาวน์ งวดที่ 2 จำนวนร้อยละ 80 ของราคาสินค้าเมื่อแสดงรายการสินค้าลงเรือ และงวดที่ 3 ที่เหลือเมื่อแสดงหนังสือรับรองการทดลองเดินเครื่องจักรจากผู้คัดค้าน หรือในกรณีไม่มีการทดลองเดินเครื่องจักรภายใน 180 วัน นับแต่วันที่สินค้าลงเรือ โดยแสดงหนังสือรับรองจากผู้คัดค้านว่าไม่ต้องการทดลองเดินเครื่องจักร การชำระเงินงวดที่ 2 และงวดที่ 3 นั้น ผู้คัดค้านได้ขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้คัดค้านได้ชำระเงินงวดแรกและงวดที่ 2 ให้จำเลยเรียบร้อยแล้ว ส่วนงวดที่ 3 ยังไม่ชำระ จำเลยได้ส่งช่างเทคนิคของโรงงานผลิตเครื่องจักรไปติดตั้งตรวจสอบและทดลองเดินเครื่องจักรให้ผู้คัดค้านและผู้คัดค้านได้ออกหนังสือรับรองการทดลองเดินเครื่องจักร ซึ่งจำเลยได้นำหนังสือรับรองดังกล่าวไปแสดงเพื่อขอรับเงินงวดที่ 3 จากธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ที่ผู้คัดค้านได้ขอเปิดเล็ตเตอร์ออฟเครดิตครบถ้วนถูกต้องตามเงื่อนไขการจ่ายเงินแล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2540 แต่เนื่องจากเล็ตเตอร์ออฟเครดิตหมดอายุไปแล้ว และผู้คัดค้านยืนยันให้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงไม่จ่ายเงินให้จำเลย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่าคำคัดค้านของผู้คัดค้านก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ขอให้อายัดสิทธิเรียกร้องในการชำระราคาสินค้าของจำเลยจำนวน 954,810.31 บาท ซึ่งมีต่อผู้คัดค้านโดยอ้างเพียงประการเดียวว่าเงินที่ขออายัดเป็นเงินที่ผู้คัดค้านค้างชำระราคาสินค้าซึ่งผู้คัดค้านซื้อจากจำเลย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่าโจทก์กล่าวอ้างว่าผู้คัดค้านมีภาระต้องชดใช้ราคาสินค้าดังกล่าวแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2540 (ที่ถูกเป็นวันที่ 22 มิถุนายน 2540) แต่จำเลยก็มิได้ฟ้องร้องให้ผู้คัดค้านชำระหนี้ดังกล่าวแก่จำเลยภายในเวลา 2 ปี นับแต่จำเลยส่งมอบสินค้า จนเวลาล่วงเลยมากว่า 3 ปี สิทธิเรียกร้องของจำเลยจึงขาดอายุความตามกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากผู้คัดค้าน คำคัดค้านของผู้คัดค้านเป็นการตั้งประเด็นเสมือนเป็นคำให้การต่อสู้คดี และเป็นคำให้การที่ชัดแจ้งและแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความว่าเป็นเรื่องใดและขาดอายุความเพราะเหตุใดชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พงศ.2522 มาตรา 31 แล้ว ส่วนอายุความที่ผู้คัดค้านยกขึ้นต่อสู้นั้นจะต้องด้วยกฎหมายฉบับใดและมาตราใดเป็นหน้าที่ของศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยเอง จึงมีประเด็นต้องวินิจฉัยตามข้อต่อสู้ของผู้คัดค้านว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านขาดอายุความแล้วหรือไม่ ที่ศาลแรงงานกลางเห็นว่าคดีไม่มีประเด็นเรื่องอายุความและไม่วินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ จึงไม่ชอบอุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังขึ้น"

พิพากษาให้ยกคำสั่งศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องของจำเลยที่มีต่อผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ แล้วพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายราเชนทร์ เค็นนี่
ผู้คัดค้าน — บริษัทเคบีเอสกรุ๊ป จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ ไอ ไอ เอสอาร์แอล จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
อรพินท์ เศรษฐมานิต
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 101/2547
#410931
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์แห่งคดีตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดข่มขู่หรือชักชวนให้จำเลยกระทำความผิด และจำเลยสามารถหลบหนีไปโดยว่าจ้างรถสามล้อเครื่องให้ไปส่งที่บ้านเพื่อน แสดงว่าระดับเชาวน์ปัญญาของจำเลยไม่ได้อยู่ในระดับปัญญาอ่อนรุนแรง จำเลยกระทำความผิดในขณะสามารถรู้ผิดชอบและสามารถบังคับตนเองได้ จึงไม่เป็นกรณีที่จะได้รับยกเว้นโทษหรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.อ. มาตรา 65

การที่บิดาของจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้จำเลยเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์จำเลย ก็เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินของจำเลยเท่านั้น ส่วนที่จำเลยได้บรรเทาผลร้ายโดยการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยตามบันทึกชดใช้ค่าเสียหายนั้น ก็ปรากฏว่าบันทึกดังกล่าวได้ทำขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย การชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาไม่ใช่เป็นการบรรเทาผลร้าย จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 8,610 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก วรรคแรก) จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 8,610 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดีตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติ ปรากฏว่าผู้เสียหายวางกระเป๋าสะพายไว้บนโต๊ะหน้าร้านแล้วหันไปปิดประตู จำเลยหยิบเอากระเป๋าสะพายของผู้เสียหายไปแล้วว่าจ้างรถสามล้อเครื่องให้ไปส่งที่บ้านเพื่อน จำเลยนอนค้างที่บ้านเพื่อนแล้วจำเลยนำเงินไปเล่นเกมและการพนันจนหมด ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดข่มขู่หรือชักชวนให้จำเลยกระทำความผิดในคดีนี้ แม้จะรับฟังรายงานกผลการทดสอบทางจิตวิทยาของโรงพยาบาลศรีนครินทร์ตามเอกสารท้ายอุทธรณ์หมายเลข 2 ซึ่งได้กระทำภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วว่าระดับเชาวน์ปัญญาของจำเลยน่าจะอยู่ในระดับปัญญาอ่อนรุนแรงสามารถให้ความช่วยเหลือได้ในระดับฝึกฝนทักษะพื้นฐานในด้านการช่วยเหลือตนเอง แต่จะมีความยากลำบากในการจัดการสอนแบบชั้นเรียน และอาจมีปัญหาในการตัดสินใจ ถูกชักจูงได้ง่าย หลบหลีกภัยหรือปกป้องตนเองไม่เป็น แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดข่มขู่ หรือชักชวนให้จำเลยกระทำความผิด และจากพฤติการณ์ที่จำเลยสามารถหลบหนีไปโดยว่าจ้างรถสามล้อเครื่องให้ไปส่งที่บ้านเพื่อน แสดงว่าระดับเชาวน์ปัญญาของจำเลยไม่ได้อยู่ในระดับปัญญาอ่อนรุนแรง จำเลยกระทำความผิดในขณะสามารถรู้ผิดชอบและสามารถบังคับตนเองได้ จึงไม่เป็นกรณีที่จะได้รับยกเว้นโทษหรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ทั้งโทษที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษก่อนลดให้จำคุกจำเลย 1 ปี นั้น เป็นการลงโทษในอัตราโทษขั้นต่ำตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลดโทษให้จำเลยต่ำกว่านี้ได้อีก ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าขณะนี้บิดาของจำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลสั่งให้จำเลยเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและตั้งให้เป็นผู้พิทักษ์จำเลย ก็เป็นเรื่องการจัดการทรัพย์สินของจำเลยเท่านั้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่าได้บรรเทาผลร้ายโดยการชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8,610 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแพ่งและคดีอาญาแก่จำเลยตามบันทึกชดใช้ค่าเสียหายเอกสารท้ายฎีกาหมายเลข 3 นั้น ก็ปรากฏว่าบันทึกดังกล่าวได้ทำขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย และให้จำเลยคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย การชดใช้ค่าเสียหายจึงเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษา ไม่ใช่เป็นการบรรเทาผลร้าย จึงไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกและไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 65 ม. 335 (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี
จำเลย — นายสมศักดิ์ พลอยคำหรือคำพลอย
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 100/2547
#410714
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วทำรายงานพร้อมทั้งความเห็นเสนอต่อศาล เพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้โต้แย้งว่ารายงานดังกล่าวไม่ถูกต้อง ศาลย่อมหยิบยกข้อเท็จจริงตามรายงานมาประกอบการวินิจฉัยได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่จำเลยที่ 3 การที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกเอาพฤติกรรมการกระทำความผิดหรือพฤติการณ์อันเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 3 ของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น จึงชอบแล้ว

ในปัจจุบันคดีลักรถจักรยานยนต์มีเป็นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยทั่วไป และพฤติการณ์หลังจากที่จำเลยทั้งสามลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสามช่วยกันถอดแผ่นป้ายทะเบียนรถและแผ่นป้ายประกันภัย ทั้งลอกสติกเกอร์ที่ติดรถออกเพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักมา แสดงว่าจำเลยที่ 3 รู้สำนึกว่าการกระทำของตนกับพวกเป็นความผิด แต่จำเลยที่ 3 ยังคงกระทำความผิดโดยไม่สนใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรงไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 334, 335 และนับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 (1) วรรคแรก (ที่ถูกมาตรา 335 (1) (7) วรรคสอง) จำคุกคนละ 3 ปี จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 155/2544 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่าไม่เห็นพ้องด้วยที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 หยิบยกเอาพฤติกรรมการกระทำความผิดหรือพฤติการณ์อันเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 3 ของพนักงานคุมประพฤติมาพิจารณาลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรย่อมมีอำนาจสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้วทำรายงานพร้อมทั้งความเห็นเสนอต่อศาลเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยได้ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ได้โต้แย้งว่ารายงานดังกล่าวไม่ถูกต้อง ศาลย่อมหยิบยกข้อเท็จจริงตามรายงานมาประกอบการวินิจฉัยได้ ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษแก่จำเลยที่ 3 ก็ตาม ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองหยิบยกเอาพฤติกรรมการกระทำความผิดหรือพฤติการณ์อันเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยที่ 3 ของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยที่ 3 นั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 3 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า ในปัจจุบันคดีลักรถจักรยานยนต์มีเป็นจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนโดยทั่วไป และพฤติการณ์หลังจากที่จำเลยทั้งสามลักรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายแล้ว จำเลยทั้งสามช่วยกันถอดแผ่นป้ายทะเบียนรถและแผ่นป้ายประกันภัย ทั้งลอกสติกเกอร์ที่ติดรถออก ก็เพื่อไม่ให้ผู้อื่นทราบว่าเป็นรถที่ถูกลักมา แสดงว่าจำเลยที่ 3 รู้สำนึกว่าการกระทำของตนกับพวกเป็นความผิดแต่จำเลยที่ 3 ยังคงกระทำความผิดโดยไม่สนใจในความเดือดร้อนของผู้อื่น จึงนับเป็นเรื่องร้ายแรง และที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 3 มีมนุษยสัมพันธ์ดีและพร้อมที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นทหารกองประจำการนั้น ก็เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปควรปฏิบัติอยู่แล้ว ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 185
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพะเยา
จำเลย — นายปรีชาพลหรือต่อ กันฑมูล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 94/2547
#411111
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนให้จำเลยในคดีดังกล่าวดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ หากจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้วเพราะการเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาและถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1021 และ 1022 หาใช่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ ดังนั้น เมื่อในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้จำเลยที่ 3 ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 3 จึงหาหลุดพ้นจากความผิดรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ แต่ต้องร่วมรับผิดบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1070 และ 1077 (2)

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 เด็ดขาด และโจทก์ได้มีคำขอท้ายฟ้องให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายได้ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 89 โดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้มีการแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 3 ทราบแล้วหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า หนี้ภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าเป็นหนี้ที่ยังไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน จำเลยที่ 1 มิได้ปิดสถานที่ประกอบกิจการเนื่องจากโครงการขายบ้านของจำเลยที่ 1 ขายหมดแล้ว และมิได้ดำเนินกิจการใดอีก จำเลยที่ 1 มีทรัพย์สินพอที่จะชำระหนี้โจทก์ได้ จำเลยที่ 3 ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 มิได้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติลัมละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 1 ค้างชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีการค้าของปี 2525 ถึง 2527 เป็นเงินทั้งสิ้น 15,200,748 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ภาษีอากรดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมินโดยวิธีปิดหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้า ณ สำนักงานของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2529 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ภายในกำหนด และมิได้ยื่นอุทธรณ์คัดค้านการประเมินต่อคณะกรรมการการพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย หนี้ภาษีอากรของจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามที่เจ้าพนักงานของโจทก์แจ้งประเมินไว้ โจทก์ได้ยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้ 24,675 บาท จำเลยที่ 1 คงค้างชำระภาษีอากรจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,176,073 บาท ก่อนโจทก์ฟ้องคดีนี้จำเลยที่ 1 ถูกยึดทรัพย์ตามหมายบังคับคดีในหมายเลขแดงที่ 22471/2534 และหมายเลขแดงที่ 13636/2530 ของศาลชั้นต้น สำหรับจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2534 ให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขแดงที่ 152/2534 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ประการแรกว่า จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ภาษีอากรดังกล่าวของจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในปี 2538 จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 แล้วเพราะเกิน 2 ปี นับจากวันที่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยในคดีดังกล่าวดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียน กรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ หากจำเลยในคดีดังกล่าวไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว เพราะการเป็นนิติบุคคลและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคล นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาและถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1021 และ 1022 หาใช่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ เมื่อจำเลยที่ 3 นำสืบรับว่าภายหลังโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยที่ 3 จึงไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.3 ดังนั้น ในขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 3 ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 3 จึงหาหลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามที่อ้างไม่ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังยุติว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ภาษีอากรถึงวันฟ้องเป็นเงิน 15,176,073 บาท จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนจึงต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในข้อต่อไปว่า โจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ 3 ทราบ จึงถือไม่ได้ว่าหนี้ภาษีอากรที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระเป็นหนี้ที่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท สำหรับจำเลยที่ 3 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 89 บัญญัติว่า "เมื่อศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งได้จดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดแล้ว เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์หรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อาจมีคำขอโดยทำเป็นคำร้องให้บุคคลซึ่งนำสืบได้ว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนั้นล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีใหม่" คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 เด็ดขาดแล้วและเมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 แล้ว ถือได้ว่าโจทก์ได้มีคำขอให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจำเลยที่ 1 และเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดล้มละลายได้ตามกฎหมายดังกล่าวโดยไม่จำต้องคำนึงว่าจะได้มีการแจ้งการประเมินให้จำเลยที่ 3 ทราบหรือไม่ เพราะจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1070 และ 1077 (2) ดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 ในข้ออื่นเนื่องจากไม่มีผลให้คดีเปลี่ยนแปลง

อนึ่ง คดีนี้จำเลยที่ 3 ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด เป็นการฎีกาคำพิพากษาซึ่งพิพากษาตามฟ้องขอให้ล้มละลาย ต้องเสียค่าขึ้นศาลสำหรับคำฟ้องฎีกา 50 บาท ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (1) แต่จำเลยที่ 3 เสียค่าขึ้นศาลฎีกามา 200 บาท จึงเสียเกินมา 150 บาท เห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินให้แก่จำเลยที่ 3"

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 150 บาท แก่จำเลยที่ 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1021 ม. 1022 ม. 1070 ม. 1077 (2)
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสรณคมน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ