คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2547
#410954
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59, 170

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้อง คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์มานั้นเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 220
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบุญฤทธิ์ เกษสมัย
จำเลย — นายสุเวทย์ วัฒนมงคลศิลป์
ชื่อองค์คณะ
จิระวรรณ ศิริบุตร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จรูญ อินทจาร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 226/2547
#410809
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 234 เมื่อจำเลยที่ 1 เพียงแต่นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลโดยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 10,089,140.36 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยไม่ทบต้นอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ให้เรียกเก็บได้นับแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยหักหนี้ที่จำเลยที่ 1 ชำระออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันชำระหนี้ โดยชำระดอกเบี้ยก่อนที่เหลือจึงชำระต้นเงิน หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอ ให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 หากจำเลยที่ 1 ประสงค์จะอุทธรณ์คำสั่ง จำเลยที่ 1 ต้องยื่นคำขอเป็นคำร้องต่อศาลชั้นต้น และนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เมื่อจำเลยที่ 1 เพียงแต่นำค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลโดยไม่นำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวโดยครบถ้วน คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลยที่ 1 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ให้ยกคำร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายลิขิต เขมะปานนท์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 217/2547
#410807
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 8 มาตรา 26 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่าโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม แม้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะได้กำหนดให้มีโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแต่กต่างจากบทบัญญัติเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด เป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ กรณีโทษจำคุกจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตาม ป.อ. มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้

ส่วนกำหนดโทษนั้น ตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 และริบของกลาง บวกโทษของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2072/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 7 ปี คำรับของจำเลยในชั้นจับกุมข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เฉพาะในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 7 ปี 8 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2072/2540 เข้ากับโทษในคดีนี้ รวมจำคุก 7 ปี 14 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมโทษจำคุกจำเลยฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและบวกโทษจำคุก 6 เดือนแล้วเป็นจำคุกจำเลยมีกำหนด 6 ปี 2 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า แม้เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษที่มีพิษภัยร้ายแรงนอกจากจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้เสพเองแล้ว ยังเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรมหลายประเภททั้งผู้เสพที่มีการมึนเมา เมทแอมเฟตามีนยังอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายผู้อื่นได้โดยง่าย แต่การที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยในความผิดฐานเสพแมทแอมเฟตามีน จำคุก 1 ปี และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำนวน 55 เม็ด น้ำหนัก 4.78 กรัม จำคุก 5 ปี ก่อนลดโทษให้นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่หนักเกินไป และเนื่องจากในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 มาตรา 26 มาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 มาตรา 67 และมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่ ซึ่งความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ตามกฎหมายเดิมมีโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่าโทษจำคุกขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม แม้ตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะได้กำหนดให้มีโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากบทบัญญัติเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ กรณีโทษจำคุกจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ส่วนความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้น กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยจึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ตามมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด และกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) ลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน และฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง จำคุก 4 ปี ลดโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงลงโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมลงโทษจำคุก 4 ปี 4 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2072/2540 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษในคดีนี้รวมลงโทษจำคุกจำเลยไว้ มีกำหนด 4 ปี 10 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 67 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นายอุดม พุทธรักษา
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 210/2547
#410804
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยปลอมหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษและใช้หนังสือเดินทางปลอมอ้างแสดงเป็นหลักฐานต่อธนาคาร ก. ในการเปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ชื่อเจ้าของบัญชี นายแนท เวสต์แบงค์ (NAT WESTBANK) เพื่อหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าหากโอนเงินเข้าฝากในบัญชีที่เปิดไว้นี้ จะได้รับดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่จำเลยเปิดไว้ดังกล่าว การกระทำของจำเลยก็เพื่อเจตนาเพียงประการเดียวก็คือเพื่อฉ้อโกงเงินจากผู้เสียหาย จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้อันเป็นการแก้ไขมาก แต่ยังลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 219 ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยซึ่งเป็นคนต่างด้าวถือหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ได้ปลอมเอกสารหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษฉบับที่ออกให้แก่จำเลยดังกล่าว โดยจำเลยได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหมายเลขหนังสือเดินทางชื่อและชื่อสกุลของจำเลยผู้ถือ ในหน้าที่ติดรูปถ่าย หมายเลขหนังสือเดินทางและรายละเอียดบุคคล ชื่อ นามสกุล สัญชาติ วันเดือนปีเกิด เพศ สถานที่เกิด วันออกหนังสือเดินทาง ตลอดจนวันหมดอายุ โดยจำเลยลงลายมือชื่อใหม่ว่า "แนท เวสต์แบงค์" (NAT WESTBANK) จำเลยกระทำการดังกล่าวเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดที่พบเห็นหลงเชื่อว่าจำเลยชื่อ "แนท เวสต์แบงค์" (NAT WESTBANK) และหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษที่ปลอมขึ้นเป็นเอกสารที่แท้จริงที่ประเทศอังกฤษทำขึ้น และออกให้แก่นายแนท เวสต์แบงค์ (NAT WESTBANK) โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าพนักงานตำรวจ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อื่น และประชาชน จำเลยได้ใช้เอกสารปลอมที่จำเลยได้ทำปลอมขึ้น อ้างแสดงเป็นหลักฐานต่อนางประไพ เมฆชัย พนักงานธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง ในการเปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่นางประไพ เมฆชัย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เจ้าพนักงานตำรวจ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้อื่น และประชาชน ต่อมาจำเลยนี้โดยทุจริตได้ลงโฆษณาข้อความในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสท์ และทางอินเตอร์เน็ต หลอกลวงประชาชนชาวต่างประเทศซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยชักชวนให้ประชาชนฝากเงินกับธนาคารเนชั่นแนล เวสต์มินสเตอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า ธนาคารเนชั่นแนล เวสต์มินสเตอร์ จำกัด (มหาชน) (National Westminster Bank PLC) หรือเรียกชื่อย่อว่า แนท เวสต์แบงค์ (NAT WESTBANK) รับฝากเงินโดยมีข้อเสนอพิเศษให้ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี ความจริงแล้วธนาคารเนชั่นแนล เวสต์มินสเตอร์ จำกัด (มหาชน) มิได้ดำเนินธุรกิจให้ประชาชนฝากเงินในลักษณะดังกล่าวแต่อย่างใด และจำเลยมิได้เป็นตัวแทนเกี่ยวข้องกับธนาคารดังกล่าวเช่นกัน จำเลยได้กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อวางแผนลวงให้ประชาชนเข้าใจว่า จำเลยชื่อ นายแนท เวสต์แบงค์ (NAT WESTBANK) ซึ่งพ้องรูปและเสียงกับชื่อย่อภาษาอังกฤษของธนาคารเนชั่นแนล เวสต์มินสเตอร์ จำกัด (มหาชน) แล้วจำเลยได้เปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง เลขที่ 176-4-21067-8 ให้ใช้ชื่อบัญชีแนท เวสต์แบงค์ และจำเลยยังเช่าเปิดตู้ไปรษณีย์เลขที่ 91 กรุงเทพฯ 10321 ไว้เพื่อการหลอกลวงดังกล่าวด้วย และโดยการหลอกลวงดังกล่าวแล้ว เป็นเหตุให้ประชาชนและนายริชชาร์ด แอนโทนี่ เวนาเบล ผู้เสียหายสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประชาชนที่ถูกหลอกลวง หลงเชื่อว่าเป็นความจริง ซื้อเช็คธนาคาร (แคชเชียร์เช็ค) ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขารามาธิบดี สั่งจ่ายเงินจำนวน 2,000,000 บาท แล้วโอนเงินเข้าบัญชีแนท เวสต์แบงค์ เลขที่ 176-4-21067-8 ที่จำเลยเปิดไว้ให้จำเลยรับไปแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 264, 268, 91 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 และ 343 วรรคแรก ความผิดตามมาตรา 264, 268 ลงโทษตามมาตรา 268 จำคุก 1 ปี ตามมาตรา 343 วรรคแรก จำคุก 4 ปี ลงโทษทุกกรรม ตามมาตรา 91 รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 2,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคแรก, 268 วรรคแรก และมาตรา 343 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 342 (1) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 342 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี ปรับ 8,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี ปรับ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 4 ปี แต่ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ 3 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยฟังโดยกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 6 เดือนต่อหนึ่งครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติไว้นั้น กับให้จำเลยจัดทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรรวม 15 ชั่วโมง และให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ยอมชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้เป็นให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้อันเป็นการแก้ไขมาก แต่ศาลอุทธรณ์ยังลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท ย่อมห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ดังนี้ ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยอันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงนั้น จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การที่จำเลยปลอมหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) และใช้หนังสือเดินทางปลอมดังกล่าว กับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่ความผิดกรรมเดียว เห็นว่า เจตนาของจำเลยในการปลอมหนังสือเดินทางของประเทศอังกฤษ (สหราชอาณาจักร) ก็เพื่ออ้างแสดงเป็นหลักฐานต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาห้วยขวาง ในการเปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 176-4-21067-8 ชื่อเจ้าของบัญชีนายแนท เวสต์แบงค์ (NAT WESTBANK) เพื่อหลอกลวงให้ผู้อื่นที่หลงเชื่อว่าหากโอนเงินเข้าฝากในบัญชีที่เปิดไว้ โดยใช้หนังสือเดินทางปลอมดังกล่าวแล้วก็จะได้รับข้อเสนอพิเศษให้ดอกเบี้ยร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นความจริง จึงโอนเงินจำนวน 2,000,000 บาท เข้าบัญชีสะสมทรัพย์ที่จำเลยเปิดไว้ให้จำเลยรับไป การกระทำของจำเลยต่าง ๆ ดังวินิจฉัยมาก็เพื่อเจตนาเพียงประการเดียวก็คือเพื่อฉ้อโกงเงินจากผู้เสียหายนั่นเอง จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวแต่ผิดกฎหมายหลายบท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90
ป.วิ.อ. ม. 219
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายเจมี บลานชาร์ด
ชื่อองค์คณะ
จรูญ อินทจาร
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 199/2547
#410800
เปิดฉบับเต็ม

คดีมีโทษประหารชีวิต แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพให้ศาลรับฟังจนเป็นที่พอใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง

คดีที่จำเลยให้การปฏิเสธเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้โดยชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษของกลางอย่างไร ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธตลอดมา การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 370 เม็ด เข้ามาในราชอาณาจักร แม้จะเป็นจำนวนค่อนข้างมากก็ยังไม่อาจบ่งชี้หรือแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีน เรือและเครื่องเรือของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง แต่ให้การปฏิเสธในข้อหานำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 11, 62 วรรคสอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 65 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นคนไทยออกไปนอกราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางที่กำหนดและฐานเป็นคนไทยเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางที่กำหนด ลงโทษปรับกระทงละ 1,000 บาท ฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายลงโทษประหารชีวิต รวมลงโทษจำเลยประหารชีวิตและปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 1,000 บาท เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้ลงโทษประหารชีวิตและปรับ 1,000 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบเมทแอมเฟตามีน เรือและเครื่องเรือของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม สำหรับความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 (1) คงจำคุกตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีสิบตำรวจเอกอังคาร โคตรอาสา สิบตำรวจเอกชูชาติ ฉิมขาว และสิบตำรวจโทอดิศร ยัติสาร ผู้จับกุมเป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ก่อนจับกุมพยานทั้งสามได้รับแจ้งจากสายลับว่าจำเลยกับพวก จะข้ามไปประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อนำเมทแอมเฟตามีนเข้ามาในประเทศไทยจึงวางแผนจับกุม โดยในวันเกิดเหตุพยานทั้งสามได้ไปดักซุ่มดูอยู่ที่บ้านอาฮง อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย จนเวลาประมาณ 17 นาฬิกา เห็นจำเลยกับพวกรวมสามคนนั่งเรือหางยาวจากบ้านเวินธาตุประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวข้ามแม่น้ำโขงมาที่ท่าเรือบ้านอาฮง เมื่อเรือจอดพยานทั้งสามกับพวกได้เดินเข้าไปเพื่อขอตรวจค้น สิบตำรวจเอกอังคารเห็นจำเลยล้วงสิ่งของในกระเป๋ากางเกงข้างขวาออกมาทิ้งลงแม่น้ำโขง จึงได้เข้าควบคุมตัวจำเลยไว้ สิบตำรวจโทอดิศรลงไปในเรือใช้ไม้พายเขี่ยถุงพลาสติกที่จำเลยโยนทิ้งขึ้นมาเปิดออกดูพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 370 เม็ด บรรจุอยู่ภายในจึงยึดไว้เป็นของกลาง แจ้งข้อหาแก่จำเลยกับพวกว่าร่วมกันมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และนำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันเป็นขั้นตอนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ได้รับแจ้งจากสายลับจนกระทั่งจับกุมจำเลยกับพวกได้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสามอยู่ห่างจากจำเลยประมาณ 1 เมตร ย่อมจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนจึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความไปตามความจริง แม้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยจะให้การปฏิเสธแต่จำเลยก็ได้นำชี้จุดที่จำเลยทิ้งถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางลงแม่น้ำโขงและยอมรับว่าเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมเก็บถุงบรรจุเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวได้จากข้างเรือหางยาวที่จำเลยนั่งมาตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ และคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยเจือสมกับคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสาม แม้สิบตำรวจเอกชูชาติจะเบิกความว่าเห็นจำเลยโยนถุงพลาสติกลงแม่น้ำโขงแตกต่างกับคำเบิกความของสิบตำรวจโทอดิศรที่ว่าเห็นจำเลยวางวัตถุสีแดงลงแม่น้ำโขงบริเวณข้างลำเรือ แต่สิบตำรวจเอกชูชาติก็เบิกความยืนยันว่าถุงพลาสติกที่จำเลยโยนลงแม่น้ำโขงห่างจากเรือประมาณครึ่งเมตรเท่านั้น ซึ่งถือว่าอยู่ข้างลำเรือเช่นกัน กรณีน่าจะเป็นเรื่องที่พยานทั้งสองเรียกลักษณะการทิ้งของกลางแตกต่างกันไปตามความเข้าใจของตนเท่านั้น จึงหาใช่ข้อแตกต่างที่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนี้เป็นพิรุธไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยนำสืบอ้างว่าจำเลยไปซื้อปลาที่ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของคนขับเรือหางยาวที่หลบหนีไปนั้น แม้จำเลยจะมีนายวีรพล ไชยโภค ซึ่งนั่งเรือหางยาวมากับจำเลยเป็นพยานเบิกความยืนยัน แต่ทั้งจำเลยและนายวีรพลก็ไม่เคยกล่าวอ้างหรือให้การถึงเรื่องดังกล่าวมาก่อน เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่จะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ยกขึ้นวินิจฉัยให้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงฟังได้ว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรจริง พยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่โจทก์ฟ้องมีโทษสูงถึงประหารชีวิต แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง โจทก์ก็ยังมีหน้าที่นำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบคำรับสารภาพให้ศาลรับฟังได้จนเป็นที่พอใจว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงลงโทษจำเลยตามฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง คดีที่จำเลยให้การปฏิเสธยิ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังได้โดยชัดแจ้งปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง แต่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาคงฟังได้แต่เพียงว่า จำเลยมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษเท่านั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษของกลางอย่างไร ทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การปฏิเสธตลอดมา ลำพังการที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 370 เม็ด เข้ามาในราชอาณาจักรแม้จะเป็นจำนวนค่อนข้างมากก็ยังไม่อาจบ่งชี้หรือแสดงให้เห็นได้ชัดแจ้งว่า จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายแต่อย่างใด คงรับฟังได้แต่เพียงว่าจำเลยนำเมทแอมเฟตามีนของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เพื่อจำหน่าย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่คดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณ จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 65 วรรคหนึ่ง (เดิม) ให้จำคุกตลอดชีวิตล ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 วรรคหนึ่ง ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) ม. 65 วรรคหนึ่ง (เดิม)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดบึงกาฬ
จำเลย — นายทองหรือทองอินทร์ วงศรีเทพ
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
พลรัตน์ ประทุมทาน
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 186/2547
#410799
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดหลายรายการ แม้ผู้ร้องอุทธรณ์ตอนแรกเฉพาะทรัพย์สินบางรายการว่าเป็นของผู้ร้อง ส่วนตอนหลังอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินรายการที่เหลือก็เป็นของผู้ร้องโดยซื้อมาจากพนักงานขายสินค้าซึ่งนำมาเร่ขายในราคาถูก จึงทำให้บิลเงินสดและใบส่งของชั่วคราวไม่มีชื่อร้านผู้จำหน่ายสินค้า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ของผู้ร้อง จึงเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งว่าทรัพย์สินบางรายการในตอนหลังของอุทธรณ์เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาจากพนักงานขายสินค้าซึ่งนำมาเร่ขายถูกรวมอยู่ด้วย หาใช่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งทรัพย์สินในรายการส่วนที่เหลือไม่ เมื่อมีราคารวมกันเกินกว่าห้าหมื่นบาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาท อุทธรณ์ของผู้ร้องจึงไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 301,294 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 297,575 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินจำนวน 19 รายการ รวมราคา 51,200 บาท

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ทรัพย์สินทั้งสิบเก้ารายการที่โจทก์นำยึดไม่ใช่ของจำเลยแต่เป็นของผู้ร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง

โจทก์ให้การว่า วันที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สิน จำเลยและนายโกศล นิธิเศรษฐทรัพย์ สามีจำเลยเป็นผู้ชี้ให้ยึด ทั้งยอมรับว่าบ้านและทรัพย์สินที่ยึดทั้งหมดเป็นของจำเลยและสามีโดยไม่มีผู้ใดคัดค้านการยึด ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกอุทธรณ์ คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า อุทธรณ์ของผู้ร้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์สินที่ยึดจำนวน 19 รายการ ซึ่งมีราคารวมกัน 51,200 บาท ตามสำเนาบัญชียึดทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ตอนแรกว่าทรัพย์สินรายการลำดับที่ 1 ถึงที่ 13 เป็นของผู้ร้องโดยได้รับการให้จากนายสวาท นิธิเศรษฐทรัพย์ บิดาผู้ร้อง ส่วนตอนหลังอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินรายการลำดับที่ 14 ถึงที่ 19 เป็นของผู้ร้องโดยซื้อมาจากพนักงานขายสินค้าซึ่งนำมาเร่ขายในราคาถูก จึงทำให้บิลเงินสดและใบส่งของชั่วคราวเอกสารหมาย ร.3 ถึง ร.5 ไม่มีชื่อร้านผู้จำหน่ายสินค้าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ของผู้ร้อง ดังนี้เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งอยู่แล้วว่าโต๊ะไม้ 1 ตัว ราคา 4,000 บาท และตู้โชว์ไม้ 1 ตัว ราคา 1,500 บาทตามสำเนาบัญชียึดทรัพย์เอกสารหมาย ร.2 รายการลำดับที่ 17 และที่ 18 เป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องซื้อมาจากพนักงานขายสินค้าซึ่งนำมาเร่ขายในราคาถูกรวมอยู่ด้วยนั่นเอง หาใช่ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์โต้แย้งทรัพย์สินรายการลำดับที่ 17 และที่ 18 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยไม่ เมื่อทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจำนวน 19 รายการ รวมราคา 51,200 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และราคาทรัพย์สินที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาท อุทธรณ์ของผู้ร้องไม่ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของผู้ร้องต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น และเนื่องจากคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นเพียง 51,200 บาท แต่ศาลชั้นต้นกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดี 3,000 บาท เกินกว่าอัตราชั้นสูงในศาลชั้นต้นที่จะกำหนดให้ได้จึงไม่ชอบเห็นสมควรให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนดให้ใหม่เสียด้วย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายชูวิทย์ เอกเอี่ยมวรกุล
ผู้ร้อง — นายศิริพงษ์ นิธิเศรษฐทรัพย์
จำเลย — นางจิรพา นิธิเศรษฐทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 184/2547
#410798
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ให้การในขณะถูกจับกุมว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 โดยในขณะที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจคนใดเห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แม้ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 แต่ก็เป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันซึ่งมีน้ำหนักน้อย และจากการสืบสวนปรากฏว่า จำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เจ้าพนักงานตำรวจก็มิได้ดำเนินการตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 เพื่อค้นหาสิ่งของผิดกฎหมายกลับปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป คงทำแต่เพียงรายงานการสืบสวนให้ผู้บังคับบัญชาทราบเท่านั้น หลังจากจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมและให้การซัดทอดถึงจำเลยที่ 2 แล้ว พนักงานสอบสวนได้เชิญจำเลยที่ 2 มาที่สถานีตำรวจ จำเลยที่ 2 ก็มาพบโดยดี โดยไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์จะหลบหนีแต่ประการใด อันเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 2 แม้ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพ แต่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าได้แจ้งว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่าและยังมีข้อต่อสู้จึงไม่อาจนำมาเพื่อรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ จากการนำสืบของโจทก์ โจทก์ไม่มีพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 คงมีแต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 และคำรับของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวน เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ให้จำคุกคนละ 12 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 ปี ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุก 9 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 4 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนายดาบตำรวจถนอม สุนิลหงส์ และสิบตำรวจตรีองอาจ ขาวะนา เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 1 ว่าหลังจากพยานติดต่อล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด จากจำเลยที่ 1 แล้ว จึงได้นัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่ป่าละเมาะที่ทางเข้าสวนสุพจน์ หมู่ที่ 11 ตำบลเหล่ายาว อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ต่อมาเวลาประมาณ 16 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ได้ขับรถจักรยานยนต์มาพบสิบตำรวจตรีองอาจและนำเมทแอมเฟตามีนมามอบให้สิบตำรวจตรีองอาจตรวจสอบเมทแอมเฟตามีนแล้วได้ให้สัญญาณเพื่อให้นายดาบตำรวจถนอมเข้าจับกุมนายดาบตำรวจถนอมกับพวกจึงเข้าจับกุมจำเลยที่ 1 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 304 เม็ด ที่ตัวจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 รับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวมาจากจำเลยที่ 2 เห็นว่า นายดาบตำรวจถนอมและสิบตำรวจตรีองอาจเบิกความว่า จับกุมจำเลยที่ 1 ได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนจำนวน 304 เม็ด ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การในขณะถูกจับกุมว่าซื้อมาจากจำเลยที่ 2 โดยในขณะที่จำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ยึดได้ให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจคนใดเห็นการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 แม้ในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 จะให้การว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากจำเลยที่ 2 แต่ก็เป็นคำซัดทอดของผู้กระทำความผิดด้วยกันซึ่งมีน้ำหนักน้อย ได้ความจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกถาวร นันติแสน ซึ่งเคยสืบสวนพฤติการณ์เกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 2 ว่าได้ทำการสืบสวนพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2540 เป็นต้นมาจนถึงเดือนธันวาคม 2540 ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีพฤติการณ์ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ร้อยตำรวจเอกถาวรก็มิได้ดำเนินการตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 เพื่อค้นหาสิ่งของผิดกฎหมายกลับปล่อยให้เวลาเนิ่นนานออกไป ร้อยตำรวจเอกถาวรคงทำแต่เพียงรายงานการสืบสวนให้ผู้บังคับบัญชาทราบเท่านั้น หลังจากจำเลยที่ 1 ถูกจับกุมและให้การซัดทอดถึงจำเลยที่ 2 แล้ว พันตำรวจโทชัชวาล สุธาวา พนักงานสอบสวนได้เชิญจำเลยที่ 2 มาที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอบ้านโฮ่ง ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ก็มาพบพันตำรวจโทชัชวาลแต่โดยดีโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หลีกเลี่ยงไม่มาพบพันตำรวจโทชัชวาล หรือมีพฤติการณ์จะหลบหนีแต่ประการใด อันเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ของจำเลยที่ 2 ต่อมาพันตำรวจโทชัชวาลได้แจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งพันตำรวจโทชัชวาลเบิกความว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.11 แต่จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 ได้แจ้งว่าไม่ได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาของพนักงานสอบสวน บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นพยานบอกเล่าและยังมีข้อต่อสู้จึงไม่อาจนำมาเพื่อรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ จากการนำสืบของโจทก์ โจทก์ไม่มีพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ของจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์คงมีแต่คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ในชั้นจับกุมและในชั้นสอบสวนที่อ้างว่าจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 1 และคำรับของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวน เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นอีก พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงยังไม่เพียงพอที่จะฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
นางลำดวน อภัยพงค์หรืออภัยวงศ์
จำเลย — หรือจันทร์ทอง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 175 -ที่ 176/2547
#410791
เปิดฉบับเต็ม

การส่งหมายเรียกและหมายนัดให้แก่จำเลยในครั้งก่อน ๆ ล้วนเป็นการส่งโดยวิธีปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยทั้งสิ้น และทุกครั้งจำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งว่ามิได้ทราบข้อความตามหมายเหล่านั้น สำหรับในครั้งนี้ก็เป็นการส่งโดยวิธีปิดหมายเช่นเดียวกัน จึงต้องถือว่าเป็นการส่งโดยชอบแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 จำเลยกล่าวอ้างมาในคำร้องและอุทธรณ์ฎีกาเพียงว่า จำเลยไม่เห็นและไม่ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ตามหมายนัดดังกล่าว โดยไม่ปรากฏเหตุผลว่าเพราะเหตุใดการปิดหมายในครั้งนี้จึงแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ แม้มีผู้ใดรับหมายไว้แทนจำเลย จำเลยก็อาจบ่ายเบี่ยงอีกว่าผู้รับหมายไว้แทนไม่ได้นำหมายไปมอบให้จำเลย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยและมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 3,000 บาท วันที่ 7 มีนาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยเพิ่งทราบว่าแพ้คดีหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยแล้ว และจากการตรวจสำนวนจึงพบว่า นายชัยวัฒน์ นกเทศ และนายสมปอง พุ่มห้วยรอบ นำใบแต่งทนายความที่จำเลยลงชื่อให้ทนายความคนอื่นไว้ไปกรอกข้อความแต่งตั้งตนเองเป็นทนายจำเลยและเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไปโดยไม่มีอำนาจ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีนี้ทั้งหมด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 28 มีนาคม 2545 ให้ศาลชั้นต้นกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ก่อน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ศาลชั้นต้นส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกหมายแล้วให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ดังกล่าวมาวางศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหมาย โดยให้ปิดหมายได้ วันที่ 23 พฤษภาคม 2545 ศาลชั้นต้นออกหมายนัดแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยปฏิบัติ วันที่ 26 เดือนเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นนำหมายนัดฉบับนี้ไปปิดที่หน้าบ้านอันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย เนื่องจากไม่พบจำเลยและไม่มีผู้รับหมายไว้แทน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยไม่เคยพบเห็นหมายนัดของศาลชั้นต้นดังกล่าว ได้ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์เมื่อมาตรวจสำนวน จึงขออนุญาตวางเงินค่าธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ยื่นคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การส่งหมายนัดนั้นได้ส่งไปที่ภูมิลำเนาของจำเลยโดยชอบแล้ว ถือว่าจำเลยทราบ ข้ออ้างของจำเลยไม่มีเหตุให้รับฟัง ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับและมีคำสั่งว่าจำเลยเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นภายในเวลาที่กำหนดไว้ ถือว่าจำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์ฉบับลงวันที่ 5 เมษายน 2544 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174 (2) ประกอบด้วยมาตรา 246 ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ภาค 2

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ทราบคำสั่งศาลตามหมายนัดที่ปิดไว้ ขอให้อนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมและดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ใหม่นั้น เห็นว่า การส่งหมายเรียกและหมายนัดให้แก่จำเลยในครั้งก่อน ๆ ล้วนเป็นการส่งโดยวิธีปิดหมายไว้ ณ ภูมิลำเนาของจำเลยคือ บ้านเลขที่ 6 ถนนเทศบาล 3 ซอย 4 ตำบลทางเกวียน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ทั้งสิ้น และทุกครั้งจำเลยก็ไม่เคยโต้แย้งว่ามิได้ทราบข้อความตามหมายเหล่านั้น สำหรับครั้งเกิดเหตุในวันที่ 26 พฤษภาคม 2545 ก็เป็นการส่งโดยวิธีปิดหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องถือว่าเป็นการส่งโดยชอบแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 จำเลยกล่าวอ้างมาในคำร้องและอุทธรณ์ฎีกาเพียงว่า จำเลยไม่เห็นและไม่ทราบคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามหมายนัดดังกล่าว โดยไม่ปรากฏเหตุผลเลยว่าเพราะเหตุใดการปิดหมายในครั้งนี้จึงแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ แม้มีผู้ใดรับหมายไว้แทนจำเลยดังที่จำเลยอ้างมาในฎีกา จำเลยก็อาจบ่ายเบี่ยงไปได้อีกว่าผู้รับหมายไว้แทนไม่ได้นำหมายไปมอบให้จำเลย กรณีไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลย และมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุที่จำเลยทิ้งฟ้องอุทธรณ์เสียนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 79
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทรื่นก่อสร้าง จำกัด
จำเลย — นางอัจฉรา เจียมพิรุฬห์กิจ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2547
#55019
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน 7,000 เม็ด น้ำหนัก 644.30 กรัมคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 143.67 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตแม้จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหาร ซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม),66 วรรคสอง (เดิม) เท่านั้นซึ่งคงวางโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงจำคุกตลอดชีวิต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 เวลากลางคืนหลังเที่ยงจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดโรงเรียนการบินทหารบก จังหวัดลพบุรีร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 7,000 เม็ดน้ำหนัก 644.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 143.67 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปจำนวน2,000 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ในราคา 80,000 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลตลิ่งชัน อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย ธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อจำนวน80,000 บาท และโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 1 เครื่อง ที่จำเลยทั้งสองใช้ในการติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดพ.ศ. 2534 มาตรา 3, 10, 12 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตราการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 90 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 135 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 45 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 45 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 67 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 112 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน แต่คงจำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01 - 8514844 ของกลางกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ด้วย) จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน มีกำหนด 50 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี รวมจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดโรงเรียนการบินทหารบกจังหวัดลพบุรีร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 7,000 เม็ด น้ำหนัก 644.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 143.67 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหาร ซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) เท่านั้น ซึ่งคงวางโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีกำหนด50 ปี และศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว มีกำหนด45 ปีนั้น ไม่ต้องตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) โดยลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้จึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 สำหรับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา80,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่งแต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2545 มาตรา 19 ที่ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษสำหรับจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม) วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่),วรรคสอง (เดิม) ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก15 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 จึงวางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 45 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้แก่จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1ไว้มีกำหนด 47 ปี 6 เดือน และสำหรับจำเลยที่ 2 รวมโทษจำคุก 22 ปี 6 เดือนในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 29 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — จ่าสิบเอก องอาจ พุ่มพฤกษ์ ที่ 1
จำเลย — นาง ดาราวรรณ พุ่มพฤกษ์ ที่ 2
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2547
#112736
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) , 66 วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการ ซึ่ง พ.ร.บ. มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) , 66 วรรคสอง (เดิม) เท่านั้น คงวางโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย 50 ปี และที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดดังกล่าวมีกำหนด 45 ปี นั้น ไม่ต้องตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) โดยลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ จึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ , ๙๑ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ , ๑๐ , ๑๒ ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ ๑ ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐?

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูกมาตรา ๑๕ วรรคสอง (เดิม) ด้วย)?

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดโรงเรียนการบินทหารบก จังหวัดลพบุรี ร่วมกับจำเลยที่ ๒ มีเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ ๑ จำนวน ๗,๐๐๐ เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (เดิม) , ๖๖ วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต จำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการทหาร ซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา ๑๐ แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ ๑ คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง (เดิม) , ๖๖ วรรคสอง (เดิม) เท่านั้น ซึ่งคงวางโทษจำเลยที่ ๑ ได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วางโทษจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มีกำหนด ๕๐ ปี และศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานดังกล่าว มีกำหนด ๔๕ ปี นั้น ไม่ต้องตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคสอง (เดิม) โดยลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ จึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม) วรรคสอง (เดิม) , ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) วรรคสอง (เดิม) ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษจำเลยที่ ๒ จำคุก ๑๕ ปี สำหรับจำเลยที่ ๑ ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐ จึงวางโทษจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก ๔๕ ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้แก่จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๒๒ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี ๖ เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ รวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้มีกำหนด ๔๗ ปี ๖ เดือน และสำหรับจำเลยที่ ๒ รวมโทษจำคุก ๒๒ ปี ๖ เดือน ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้มีกำหนด ๒๙ ปี ๑๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66 วรรคสอง (เดิม)
พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — จ่าสิบเอกองอาจ พุ่มพฤกษ์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสระบุรี — นางอัจฉรา นาถะภักติ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายเฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 171/2547
#410789
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ไม่ต้องตามบทบัญญัติของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) โดยลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ จึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มี พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)ฯ มาตรา 19 ที่ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่งตามกฎหมายเดิม โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสองตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10, 12 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางและเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง และจำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 90 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 135 ปี จำเลยที่ 2 มีกำหนด 45 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 45 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 มีกำหนด 15 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 67 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 112 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 37 ปี 6 เดือน แต่คงจำคุกจำเลยที่ 1 ได้เพียง 50 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ หมายเลข 01-8514844 ของกลางกับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง (เดิม) ด้วย) จำคุกจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีกำหนด 50 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 50 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงลงโทษฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้จำคุก 25 ปี ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 25 ปี รวมจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐสังกัดโรงเรียนการบินทหารบกจังหวัดลพบุรี ร่วมกับจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 7,000 เม็ด น้ำหนัก 644.30 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 143.67 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการทหาร ซึ่งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 บัญญัติให้ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น แต่เมื่อบทบัญญัติของกฎหมายมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจวางโทษเป็นสามเท่าตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติดังกล่าวได้อีก ทั้งไม่อาจนำมาตรา 10 แห่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาปรับด้วยได้ จำเลยที่ 1 คงมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคสอง (เดิม) เท่านั้น ซึ่งคงวางโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมีกำหนด 50 ปี และศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าวมีกำหนด 45 ปี นั้น ไม่ต้องตามบทบัญญัติของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง (เดิม) โดยลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาในปัญหานี้ จึงไม่อาจแก้ไขกำหนดโทษให้เป็นไปตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสอง ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบด้วยมาตรา 225 สำหรับความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนนั้น โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2,000 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา 80,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่ามีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีต้องด้วยบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง แต่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 19 ที่ยกเลิกความในมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิม โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษสำหรับจำเลยทั้งสองเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), วรรคสอง (เดิม) ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 15 ปี สำหรับจำเลยที่ 1 ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 จึงวางโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 45 ปี ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้แก่จำเลยทั้งสองกึ่งหนึ่ง ในความผิดฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 22 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมกับโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้มีกำหนด 47 ปี 6 เดือน และสำหรับจำเลยที่ 2 รวมโทษจำคุก 22 ปี 6 เดือนในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง คงลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 29 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 212 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — จ่าสิบเอกองอาจ พุ่มพฤกษ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 170/2547
#410941
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยระบุอย่างชัดแจ้งในหนังสือขออายัดเช็คว่าได้สั่งจ่ายเช็คให้แก่หัวหน้าวงแชร์ชื่อ ส. เพื่อนำไปเก็บเงินจากลูกแชร์มาคืนให้แก่จำเลย จำเลยย่อมทราบดีว่าแชร์วงนี้ ส. เป็นนายวงแชร์ ส่วนสำเนารายชื่อผู้เล่นแชร์ที่ปรากฏชื่อ ห้างหุ้นส่วนจำกัด น. โดย ส. หัวหน้าแชร์ น่าจะเป็นเพียงชื่อหรือยี่ห้อเพื่อให้ทราบกันอย่างชัดเจนภายในกลุ่มของผู้เล่นแชร์ด้วยกันว่า ส. นายวงแชร์อยู่ที่ไหนและมีฐานะอย่างใดเท่านั้น ไม่ทำให้วงแชร์วงนี้มีห้างหุ้นส่วนจำกัด น. ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ จึงไม่เป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ มาตรา 5

พ.ร.บ.การเล่นแชร์ฯ มาตรา 6 นั้นห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 (1) ถึง (4) เท่านั้น ส่วนสมาชิกผู้เข้าเล่นแชร์ด้วยกันหาได้มีบทบัญญัติห้ามเล่นแชร์แต่อย่างใดไม่ ทั้งมาตรา 7 ยังระบุว่า บทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์อีกด้วย การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่ง อันเกิดจากการตกลงกันระหว่างสมาชิกผู้เล่น จึงมีผลผูกพันและบังคับกันได้ตามกฎหมาย มูลหนี้ของเช็คพิพาท 2 ฉบับ เกิดจากการเล่นแชร์ ซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายจึงไม่ตกเป็นโมฆะ โจทก์เป็นผู้ทรงจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คได้

การที่จำเลยประมูลแชร์ได้แล้วสั่งจ่ายเช็คพิพาท 2 ฉบับ ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ที่ประมูลแชร์ยังไม่ได้ เช็คนั้นจึงมีมูลหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ประมูลแชร์ได้แล้วนำเช็คพิพาท 2 ฉบับ ไปลงวันที่และนำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแต่เช็คพิพาทเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชอบชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ การที่นายวงแชร์ยังไม่ได้นำเงินค่าแชร์ที่จำเลยประมูลได้มาชำระให้แก่จำเลยจนครบถ้วนนั้น ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คจำนวน 214,917.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2540 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาท 2 ฉบับ ตามฟ้องเพื่อชำระหนี้ค่าแชร์ ต่อมาเมื่อโจทก์ประมูลแชร์ได้จึงนำเช็คพิพาท 2 ฉบับ ดังกล่าวไปเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลเหมือนกันว่า "ระงับการสั่งจ่าย" ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าการเล่นแชร์ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำกิจผลซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 5 อีกทั้งแชร์วงนี้มีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดเป็นมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 6 (3) เช็คพิพาท 2 ฉบับ มีมูลหนี้จากการเล่นแชร์ที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ตามสำเนาหนังสือขออายัดเอกสารหมาย ล.5 ที่จำเลยมีไปถึงธนาคารตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ เพื่อขออายัดเช็ค จำเลยระบุอย่างชัดแจ้งว่าได้สั่งจ่ายเช็ค 18 ฉบับ ซึ่งรวมทังเช็คพิพาท 2 ฉบับ ด้วยให้แก่หัวหน้าวงแชร์ชื่อคุณสมพร สุรวิลาศหรือสุรวิลาส เพื่อไปเก็บเงินจากลูกแชร์มาคืนให้แก่จำเลย จึงเห็นได้ว่าจำเลยก็ทราบดีอยู่ว่าแชร์วงนี้ผู้เป็นนายวงแชร์คือนางสมพร สุรวิลาศหรือสุรวิลาส ตามที่จำเลยระบุชื่อและขอแจ้งอายัดเช็คไปยังธนาคาร ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำกิจผลโดยนางสมพร สุรวิลาศ หัวหน้าแชร์ตามที่ปรากฏในสำเนารายชื่อผู้เล่นแชร์เอกสารหมาย ล.1 อันดับที่ 13 นั้น จึงน่าจะเป็นเพียงชื่อหรือยี่ห้อเพื่อให้ทราบกันอย่างชัดเจนภายในกลุ่มของผู้เล่นแชร์ด้วยกันว่า นางสมพรนายวงแชร์อยู่ที่ไหนและมีฐานะอย่างใดเท่านั้น ไม่ทำให้แชร์วงนี้มีห้างหุ้นส่วนจำกัดนำกิจผลซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นนายวงแชร์ดังที่จำเลยฎีกาแต่อย่างใด จึงหาเป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 มาตรา 5 ไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ เกิดจากการเล่นแชร์ ต้องห้ามตามมาตรา 6 (3) แห่งพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 โดยมีทุนกองกลางต่อหนึ่งงวดรวมกันมีมูลค่ามากกว่าสามแสนบาท จึงตกเป็นโมฆะนั้น เห็นว่า มาตรา 6 ห้ามมิให้บุคคลธรรมดาเป็นนายวงแชร์หรือจัดให้มีการเล่นแชร์ที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ระบุไว้ในมาตรา 6 (1) ถึง (4) เท่านั้น ส่วนสมาชิกผู้เข้าเล่นแชร์ด้วยกันตามพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ.2534 หาได้มีบทบัญญัติห้ามเล่นแชร์แต่อย่างใดไม่ ทั้งบทบัญญัติในมาตรา 7 ยังระบุว่าบทบัญญัติในมาตรา 6 ไม่กระทบกระเทือนถึงการที่สมาชิกวงแชร์จะฟ้องคดีหรือใช้สิทธิเรียกร้องเอากับนายวงแชร์หรือผู้จัดให้มีการเล่นแชร์อีกด้วย การเล่นแชร์เป็นสัญญาประเภทหนึ่งอันเกิดจากการตกลงกันระหว่างสมาชิกผู้เล่น จึงต้องมีผลผูกพันและบังคับได้ตามกฎหมาย ดังนั้น มูลหนี้ของเช็คพิพาท 2 ฉบับ อันเกิดจากการเล่นแชร์ ซึ่งไม่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายดังฎีกาของจำเลย หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์ผู้ทรงเช็คพิพาท 2 ฉบับ จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904, 914 ประกอบมาตรา 989 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อที่สองมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ ให้แก่โจทก์หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า จำเลยยังไม่ได้รับเงินที่ประมูลแชร์ได้จนครบถ้วนจากนายวงแชร์ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ ที่โจทก์นำมาฟ้องนั้น เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นผู้ประมูลแชร์ไปได้แล้วมีหน้าที่ผูกพันตามข้อตกลงต้องส่งเงินคืนคือสั่งจ่ายเช็คให้แก่ผู้ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้ ดังนั้น การที่จำเลยประมูลแชร์ได้แล้วสั่งจ่ายเช็คพิพาท 2 ฉบับ ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ที่ยังประมูลแชร์ไม่ได้เช็คนั้นจึงมีมูลหนี้ต่อกัน เมื่อโจทก์ประมูลแชร์ได้แล้วนำเช็คพิพาท 2 ฉบับ ไปลงวันที่และนำเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินแต่เช็คพิพาททั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คนั้นให้แก่โจทก์ การที่จำเลยฎีกาว่า นายวงแชร์ยังไม่ได้นำเงินค่าแชร์ที่จำเลยประมูลได้มาชำระให้แก่จำเลยจนครบถ้วนนั้น ไม่เป็นเหตุที่จำเลยจะปฏิเสธไม่ชำระเงินตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ ที่จำเลยสั่งจ่ายไว้ให้แก่โจทก์ได้ และเมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ ถือว่าจำเลยผู้สั่งจ่ายผิดนัดชำระเงินตามเช็คดังกล่าวแก่โจทก์นับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่จำต้องบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระเงินตามเช็คพิพาท 2 ฉบับ ก่อนฟ้องแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 900
พ.ร.บ.การเล่นแชร์ พ.ศ.2534 ม. 5 ม. 6 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางปานใจ กิติสุข
จำเลย — นางสุชาดาหรือวิภาดา จิวรสุข
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
สายันต์ สุรสมภพ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2547
#410953
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อผลการตรวจค้นตัว ว. ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ว. ได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองต่อไปอีก จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีอำนาจจับกุม ว. สมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องปล่อยตัว ว. ไป การที่จำเลยที่ 1 ยังจับกุม ว. จากศาลาท่าน้ำนำตัวไปไว้ที่สะพานข้ามคลองแสนแสบจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ออกปฏิบัติหน้าที่คู่กับจำเลยที่ 1 โดยใช้รถจักรยานยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 1 และอยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เริ่มตรวจค้นจับกุมจนกระทั่งปล่อยตัว ว. ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำ ว. ไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบโดย ว. นั่งกลาง จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายมีลักษณะควบคุมตัว ว. ไม่ให้หลบหนีทั้งระหว่างที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจนถึงรับเงินจาก ว. จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น เมื่อได้รับเงินแล้วจำเลยที่ 2 ก็นั่งรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 148, 157 นับโทษจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1992/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 148 ลงโทษจำคุกคนละ 5 ปี คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลางได้จับกุมนายวินัย มินเจริญ ในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลาท่าน้ำริบคลองแสนแสบบริเวณชุมชนบึงพระราม 9 บ่อ 3 แล้วควบคุมตัวไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบห่างศาลาท่าน้ำประมาณ 400 เมตร แต่ต่อมาไม่นานได้ปล่อยตัวไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า นายวินัยเป็นบุคคลต้องสงสัยว่าได้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจตรวจค้นและจับกุมเพื่อส่งพนักงานสอบสวนได้โดยชอบนั้น เห็นว่า โจทก์มีนายวินัยเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยที่ 1 เข้าไปขอตรวจค้นตัวพยาน แต่ไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า นายวินัยโยนสิ่งของลงไปในลำคลองนั้น ได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ตอบคำถามค้านว่า สิ่งของที่โยนลงไปนั้นไม่ทราบว่าเป็นอะไรเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่เห็นและไม่ได้ลงไปเก็บ ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกไพโรจน์ โชติวรรณ พยานโจทก์ที่ว่า ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ได้แจ้งทางวิทยุให้พยานซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ออกไปสืบสวนหาข่าวผู้ลักลอบจำหน่ายยาเสพติดบริเวณชุมชนบึงพระราม 9 ต่อมาประมาณ 2 ชั่วโมง จำเลยที่ 1 ได้วิทยุแจ้งแก่พยานว่าได้ตรวจค้นผู้ต้องสงสัย ไม่พบการกระทำความผิดและได้ปล่อยตัวผู้ต้องสงสัยไป จึงรับฟังไม่ได้ว่านายวินัยได้โยนสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิดลงในลำคลองตามที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ ดังนั้น เมื่อผลการตรวจค้นไม่พบสิ่งของผิดกฎหมาย กรณีไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่านายวินัยได้กระทำความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองอีกต่อไปอีก ซึ่งย่อมทำให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจจับกุมนายวินัย จึงเป็นการสมควรที่จำเลยที่ 1 จะต้องปล่อยตัวนายวินัยไป การที่จำเลยที่ 1 ยังจับกุมนายวินัยจากศาลาท่าน้ำนำตัวไปไว้ที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 จะนำตัวนายวินัยไปสถานีตำรวจแต่ถูกพวกญาติของนายวินัยขัดขวางไว้ จึงต้องนำตัวมาไว้ที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบและวิทยุแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ผู้บังคับบัญชาให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการตามความเหมาะสม จำเลยที่ 1 เห็นว่าจับของกลางไม่ได้ จึงปล่อยตัวนายวินัยโดยไม่ได้เรียกหรือรับเงินจากนายเซ็มบิดาของนายวินัยนั้น ในข้อนี้โจทก์มีนายเซ็มเบิกความว่าหลังจากทราบว่านายวินัยถูกจับพยานไปที่ศาลาท่าน้ำพบจำเลยที่ 1 กำลังล็อกคอนายวินัย พยานพูดว่าประเสริฐนี่ลูกชายผม จำเลยที่ 1 พูดว่านี่ลูกชายบังหรือ จำเลยที่ 1 ปล่อยนายวินัยแล้วอีกครู่หนึ่งก็บอกให้พยานไปคุยกันที่ใต้สะพานข้ามคลอง พยานชวนนายมานะ ยิ้มใย ให้เดินตามไปด้วยกัน เมื่อถึงใต้สะพานนายมานะเข้าไปคุยกับจำเลยที่ 1 ประมาณ 2 ถึง 3 นาที ก็ยกมือชูห้านิ้ว พยานเข้าใจว่าหมายถึงเงิน 5,000 บาท พยานกลับไปหาเงินในชุมชนบึงพระราม 9 พบนางนิด จีนถนอม จึงขอยืมเงิน นางนิดบอกไม่มี พยานขอยืมเงินได้จากนางสำอางค์ สมบูรณ์ แล้วมาขึ้นรถยนต์รกระบะของนายมานะไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบที่จำเลยที่ 1 กับพวกรออยู่ พยานเห็นนายรอปิก เจริญสง่า ยืนอยู่ที่โคนเสาใต้ทางด่วนห่างจำเลยที่ 1 ประมาณ 20 เมตร นายรอปิกยกมือชู 4 นิ้ว พยานเข้าใจว่าหมายถึงเงิน 4,000 บาท จึงส่งเงินให้นายมานะ 4,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 นายมานะประธานชุมชนบึงพระราม 9 เบิกความว่า พยานได้พูดคุยกับจำเลยที่ 1 เรื่องที่นายวินัยถูกจับ จำเลยที่ 1 บอกว่านายวินัยมีของโดยจำเลยที่ 1 นำยาเม็ดสีขาวบรรจุในซองยามาให้พยานดู และพูดว่าหากไปศาลต้องถูกปรับ 10,000 บาท คุยกันที่นี่ต้องเสียเงิน 5,000 บาท พยานเข้าใจว่าหากจ่ายเงิน 5,000 บาท แล้วเจ้าพนักงานตำรวจจะปล่อยตัวนายวินัย พยานยกมือชูห้านิ้วเป็นสัญญาณบอกแก่นายเซ็มทราบ ฝ่ายนายเซ็มไปหาเงินในชุมชนบึงพระราม 9 ได้เงินแล้วมาพบพยานพากันขึ้นรถยนต์กระบะของพยานไปยังใต้สะพานที่จำเลยที่ 1 รออยู่ พบนายรอปิกยืนอยู่ที่ชายคลองใกล้จุดที่เจ้าพนักงานตำรวจยืนอยู่ นายรอปิกยกมือชู 4 นิ้ว แล้วเดินมาบอกว่าเหลือ 4,000 บาท นายเซ็มส่งเงินจำนวน 4,000 บาท ให้แก่พยาน พยานนำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ขับถรจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นออกไป นางนิด จีนถนอม เบิกความว่า นายเซ็มมาขอยืมเงินพยาน 5,000 บาท แต่พยานไม่มีให้ และได้เดินเข้าไปหาจำเลยที่ 1 พูดต่อรองเหลือ 4,000 บาท เมื่อเดินออกมาพบนายรอปิก จึงบอกนายรอปิกว่าจำเลยที่ 1 ลดให้เหลือ 4,000 บาท ให้ไปบอกนายเซ็มและนายมานะให้ทราบด้วย นายรอปิกเบิกความว่า พยานเห็นจำเลยทั้งสองพานายวินัยจากศาลาท่าน้ำไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบ จึงเดินไปดู พบนางนิดบอกแก่พยานว่าจำเลยที่ 1 เรียกเงิน 5,000 บาท ได้ต่อรองแล้วเหลือ 4,000 บาท ให้ไปบอกนายเซ็มและนายมานะ ต่อมานายเช็มและนายมานะนั่งรถยนต์กระบะมาถึง พยานยกมือชู 4 นิ้วให้นายเซ็มดูแสดงความหมายว่าเหลือ 4,000 บาท นายเซ็มเดินไปคุยกับนายมานะแล้วเห็นนายมานะเดินไปหาจำเลยที่ 1 ส่งสิ่งของเข้าใจว่าเป็นเงินให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยทั้งสองนั่งรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกไป โดยมีนางสำอางค์ สมบูรณ์ มาเบิกความรับรองว่าได้ให้นายเซ็มยืมเงินจำนวน 5,000 บาท ไปในวันเกิดเหตุจริง เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งห้าต่างเบิกความถึงเหตุการณ์ที่แต่ละคนพบเห็นมาได้สอดคล้องและเชื่อมโยงกันโดยไม่มีข้อพิรุธ เริ่มตั้งแต่ที่นายเซ็มไปที่ศาลาท่าน้ำที่เกิดเหตุพูดคุยกับจำเลยที่ 1 เรื่องที่นายวินัยถูกจับ จำเลยที่ 1 บอกให้ไปคุยกันใต้สะพาน นายเซ็มชวนนายมานะให้ไปด้วยกัน นายมานะเข้าไปพูดคุยกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เรียกเงิน 5,000 บาท นายมานะส่งสัญญาณบอกนายเซ็มให้รู้ นายเซ็มไปขอยืมเงินจากนางนิดแต่ไม่ได้ แล้วนางนิดเข้าไปเจรจาต่อรองจำเลยที่ 1 ให้ลดจำนวนเงินลงเหลือ 4,000 บาท และนางนิดบอกนายรอปิกให้ไปบอกนายมานะให้ทราบถึงจำนวนเงินที่ต่อรองได้ จนกระทั่งนายเซ็มไปขอยืมเงินจากนางสำอางค์ได้แล้วมอบเงินนั้นให้นายมานะนำไปมอบให้จำเลยที่ 1 ภายหลังจากได้รับเงินแล้วจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกไปโดยจำเลยที่ 1 เป็นคนขับ เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ทั้งห้าเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงน่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งห้าเบิกความไปตามความเป็นจริง มิได้กลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสองแต่ประการใด ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า เหตุที่ต้องนำนายวินัยไปไว้ที่ใต้สะพานแทนที่จะนำส่งสถานีตำรวจเป็นเพราะถูกญาติของนายวินัยขัดขวางนั้น ขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือเพราะที่เกิดเหตุอยู่ไม่ไกลจากสถานีตำรวจนครบาลวังทองหลาง สามารถวิทยุขอกำลังมาสนับสนุนได้ทัน แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้วิทยุแจ้งเรื่องนี้ให้ผู้บังคับบัญชาทราบมาก่อน และที่อ้างว่าถูกพันตำรวจโทพรชัย ชลอเดช สารวัตรสืบสวนซึ่งเคยขอให้จำเลยที่ 1 ปล่อยผู้ต้องหาคดีการพนันแต่จำเลยที่ 1 ไม่ยอม ทำให้พันตำรวจโทพรชัยไม่พอใจหาเหตุกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ก็เป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้างขึ้นลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้โดยไม่มีข้อสงสัยว่าภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจับกุมนายวินัยไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เรียกและรับเงินจากนายเซ็มบิดาของนายวินัยจำนวน 4,000 บาท แล้วจึงปล่อยตัวนายวินัย อันเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งเจ้าพนักงานตำรวจโดยมิชอบข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลอื่นมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนเองตามฟ้อง

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 ออกปฏิบัติหน้าที่คู่กับจำเลยที่ 1 ในวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เดินทางมาโดยรถจักรยานยนต์คันเดียวกับจำเลยที่ 1 และอยู่ด้วยกันกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เริ่มตรวจค้นจับกุมจนกระทั่งปล่อยตัวนายวินัย ขณะที่จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์นำนายวินัยไปที่ใต้สะพานข้ามคลองแสนแสบโดยนายวินัยนั่งกลาง จำเลยที่ 2 ก็นั่งซ้อนท้ายมีลักษณะควบุคมตัวนายวินัยไม่ให้หลบหนี ระหว่างที่จำเลยที่ 1 เรียกร้องเงินจนถึงรับเงิน จำเลยที่ 2 ก็อยู่ในบริเวณเดียวกันนั้น เมื่อได้รับเงินแล้วจำเลยที่ 2 ก็นั่งรถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุพร้อมกับจำเลยที่ 1 พฤติการณ์ดังกล่าวฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจให้บุคคลอื่นหามาให้ซึ่งทรัพย์สินแก่ตนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 148
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — สิบตำรวจโทประเสริฐ ทูลไธสง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พีรพล จันทร์สว่าง
บุญรอด ตันประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2547
#410787
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระเงินคืนโจทก์ ในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ได้นำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์กระบะมาวางประกันและทำใบมอบอำนาจให้โจทก์โอนรถยนต์กระบะดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนรับโอนรถยนต์กระบะ แต่เจ้าหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนรถของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์ได้เนื่องจากรถยนต์กระบะดังกล่าวอยู่ในระหว่างดำเนินคดี จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับโอนรถยนต์กระบะดังกล่าวเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ยืม หนี้ของโจทก์ตามฟ้องยังไม่ระงับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ต้นเงิน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันกู้ยืมจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน 25,733 บาท

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2542 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 กรกฎาคม 2543) ต้องไม่เกิน 25,733 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 160,000 บาท มีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 และจำเลยทั้งสองยังไม่ได้ชำระเงินคืนโจทก์ ในวันทำสัญญากู้ยืมเงิน จำเลยที่ 1 ได้นำใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ผ-8841 อุบลราชธานี มาวางประกันและทำใบมอบอำนาจให้โจทก์โอนรถยนต์ดังกล่าวมาเป็นของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ได้จดทะเบียนโอนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ผ-8841 อุบลราชธานี ของจำเลยที่ 1 มาเป็นของโจทก์ เป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ยืมหรือไม่ โจทก์มีนายดาบตำรวจประดิษฐ์ ดอกไม้ มาเบิกความเป็นพยานว่า พยานรับราชการที่สำนักงานขนส่งจังหวัดอุบลราชธานี มีหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2542 โจทก์ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนรับโอนรถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน ผ-8841 อุบลราชธานี แต่ไม่สามารถจดทะเบียนโอนให้ได้เนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวอยู่ในระหว่างดำเนินคดี พยานจึงได้ยกเลิกรายการขอจดทะเบียนรับโอนของโจทก์ ซึ่งจำเลยทั้งสองได้เบิกความเจือสมพยานโจทก์ดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 ทราบว่ารถยนต์ดังกล่าวไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ จำเลยที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า รถยนต์ของจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนไปแล้วต่อมามีการยกเลิก เมื่อพิเคราะห์ใบคู่มือจดทะเบียนแล้วปรากฏว่า มีการขีดขวางรายการจดทะเบียนและประทับตรายกเลิก ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าเจ้าหน้าที่จดทะเบียนรถยนต์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนรถของจำเลยที่ 1 เป็นของโจทก์ได้เนื่องจากรถยนต์ดังกล่าวอยู่ในระหว่างดำเนินคดี จึงฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้รับโอนรถยนต์ดังกล่าวเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ยืม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า หนี้ของโจทก์ตามฟ้องระงับไปแล้ว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 321
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายประมวล ยุวมิตร
จำเลย — นายผัน สืบเสนาะห์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
วิบูลย์ นนทสูติ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2547
#55018
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน เพราะมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหาย แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็พิพากษายืนโดยไม่รอการลงโทษและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงิน จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุก และเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นคืนไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาทต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายรับเงินไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางศาล ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่นำมาวาง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินจำนวน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วนแสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไปแม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เมื่อจำเลยขอเงินที่วางศาลคืน ศาลล่างทั้งสองจะไม่คืนให้แก่จำเลย โดยแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินก่อนนั้น ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยแล้วและเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเพชรธนสุวรรณรัตน์ จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อ้างมานั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นจำนวน 20,000 บาทแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นาย ปรีชาหรือประสิทธิ์ วรรณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2547
#112735
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินจำนวน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไป แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายรับเงินไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางศาล ต่อมาวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๔ จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่นำมาวาง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อผู้เสียหายรับไป แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค ๓ ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เมื่อจำเลยขอเงินที่วางศาลคืน ศาลล่างทั้งสองจะไม่คืนให้แก่จำเลย โดยแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินก่อนั้น ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยแล้ว และเป็นการไม่ชอบ

พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นจำนวน ๒๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 334 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายปรีชาหรือประสิทธิ์ วรรณวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายสิงห์ชัย ฤชุตานันท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 138/2547
#410786
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไป แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 จำเลยยื่นคำร้องขอวางเงิน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อให้ผู้เสียหายรับเงินไป ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ คดีถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางศาล ต่อมาวันที่ 29 ตุลาคม 2544 จำเลยยื่นคำร้องขอคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่นำมาวาง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุที่จะสั่งคืนเงินจำนวน 20,000 บาท ที่จำเลยวางไว้ต่อศาลชั้นต้นก่อนมีคำพิพากษาให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายและรับอันตรายสาหัส ฯลฯ การที่จำเลยให้การรับสารภาพและยื่นคำร้องขอวางเงินจำนวน 20,000 บาท ต่อศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลชั้นต้นแจ้งให้ผู้เสียหายมารับไปอันเป็นการบรรเทาความเสียหายบางส่วน แสดงว่าจำเลยวางเงินเพื่อจะชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยมีเจตนาที่จะให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้แจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่จำเลยวางไว้ดังกล่าว และพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไปโดยไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาความเสียหายด้วยการวางเงินต่อศาลเพื่อให้ผู้เสียหายรับไป แม้ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย โดยอ้างเหตุที่ได้วางเงินชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลยและไม่ได้วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยวางเงินต่อศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองไม่ดำเนินการแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินที่วางศาลและไม่วินิจฉัยถึงเหตุที่จำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายหรือความเสียหายด้วยการวางเงินชำระค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อใช้ดุลพินิจรอหรือไม่รอการลงโทษจำคุกจำเลย และเมื่อคดีนี้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 แล้ว โดยไม่มีการดำเนินการตามคำร้องของจำเลย จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะขอถอนเงินที่วางต่อศาลชั้นต้นดังกล่าวคืนไปได้ เมื่อจำเลยขอเงินที่วางศาลคืน ศาลล่างทั้งสองจะไม่คืนให้แก่จำเลยโดยแจ้งให้ผู้เสียหายมารับเงินก่อนนั้น ย่อมเป็นการพ้นวิสัยที่จะให้เป็นไปตามเจตนาของจำเลยแล้ว และเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2544 ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายเพชร ธนสุวรรณรัตน์ จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 อ้างมานั้น มีข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ไม่อาจนำมาปรับใช้กับคดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นจำนวน 20,000 บาท แก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56 ม. 78
ป.วิ.พ. ม. 323
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดศรีสะเกษ
จำเลย — นายปรีชาหรือประสิทธิ์ วรรณวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2547
#55017
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นความเท็จโดยทุจริต เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อจึงไปติดต่อและมอบเงินให้จำเลย จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อผู้เสียหายที่ 2 เป็นการกระทำต่างวันเวลาและต่างบุคคลกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันตลอดมาจำเลยกับพวกได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งโดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่ข่าวชักชวนต่อประชาชนตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปว่า บริษัทดาต้า จำกัด ซึ่งจำเลยกับพวกได้ร่วมกันก่อตั้งมีความต้องการรับสมัครพนักงานหลายตำแหน่งเพื่อร่วมประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ากับตลาดในประเทศญี่ปุ่นและประเทศฟิลิปปินส์โดยชักชวนให้ผู้สมัครงานหรือผู้สนใจลงทุนนำเงินมาลงทุนหรือหาลูกค้านำเงินมาลงทุนจะได้รับกำไรดี ซึ่งความจริงแล้วบริษัทดาต้า จำกัด ไม่ได้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและไม่ได้เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้ากับตลาดในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ดังที่จำเลยกับพวกร่วมกันกล่าวอ้างแต่อย่างใด เพียงแต่เจตนาทุจริตหลอกลวงให้ประชาชนมาร่วมลงทุนหรือมาสมัครงานเพื่อฉ้อโกงเงินเป็นเหตุให้นางสาวรวิวรรณ อำพันทอง ผู้เสียหายที่ 1 หลงเชื่อถูกหลอกลวงเงินไปจำนวน 960,000 บาท นายสุทธิชัย เอื้ออารีย์พิชิต ผู้เสียหายที่ 2 ถูกหลอกลวงเงินไปจำนวน 746,500 บาท นางสาวแก้วตา ลักษณะ ผู้เสียหายที่ 3 ถูกหลอกลวงไปเป็นเงิน 500,000 บาท นางสาววิจิตรา หรีดอุไร ผู้เสียหายที่ 4 ถูกหลอกลวงเงินไปจำนวน 920,000 บาท นางสาวศิริพร สุจริต ผู้เสียหายที่ 5 ถูกหลอกลวงเงินไปจำนวน 200,000 บาท นางสาวอังคณา สุเมธาคุณ ผู้เสียหายที่ 6 ถูกหลอกลวงเงินไปจำนวน 122,000 บาท และนางสาวนิภา ลี้ปิยะสกุลชัย ผู้เสียหายที่ 7 ถูกหลอกลวงเงินไปจำนวน 800,000 บาท รวมแล้วเป็นเงินที่ผู้เสียหายทั้งเจ็ดถูกหลอกลวงเงินไปทั้งสิ้น4,248,500 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 343, 83, 91 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 4,248,500 บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษคดีดังกล่าว

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 434วรรคแรก (ที่ถูก 343 วรรคแรก) ให้จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 7 กระทง จำคุก 35 ปี แต่โทษจำคุกแต่ละกระทงอย่างสูงเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ตามมาตรา 91 คงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ 1 จำนวน 844,620 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 746,500 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 498,600 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 4 จำนวน 920,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 5 จำนวน 200,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ 6 จำนวน 122,000 บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ 7 จำนวน 800,000 บาท กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 9161/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341, 343 (ที่ถูก 343 วรรคแรก), 83 ฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระให้จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 6 กระทง ฐานฉ้อโกงประชาชนจำคุก 5 ปี รวมแล้วคงจำคุก20 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยและนายโสภณ จ่างผล กับพวก กระทำหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อตั้งบริษัทดาต้า จำกัด ขึ้นเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2537 มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 21/7 อาคาร ที อาร์ เอส หมู่ที่ 14 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม2537 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน บริษัทดาต้า จำกัด ได้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่ข่าวชักชวนประชาชนว่าบริษัทดาต้า จำกัดเป็นบริษัทที่มั่นคง ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องการรับสมัครพนักงานหรือบุคลากรเพิ่มหลายตำแหน่ง เช่น เจ้าหน้าที่การเงิน การบัญชี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์หน้าที่อื่น ๆ และโฆษณาชักชวนให้บุคคลทั่วไปนำเงินมาลงทุนในธุรกิจรูปแบบใหม่กับบริษัทซึ่งให้ผลตอบแทนสูง เมื่อมีผู้สนใจมาลงทุนหรือสมัครงาน จำเลยกับพวกจะรับไว้แล้วจัดอบรมวิธีการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าโดยบอกว่า บริษัทประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ากับตลาดโตเกียวในประเทศญี่ปุ่นและประเทศฟิลิปปินส์ กับชักชวนให้ผู้สมัครงานหรือผู้สนใจลงทุนนำเงินทุนมาลงทุนหรือหาลูกค้านำเงินมาลงทุนกับบริษัทหากผู้สมัครสามารถหาลูกค้ามาเปิดบัญชีลงทุนกับบริษัทจะได้รับค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชันยูนิตละ 300 บาท ในการลงทุนจะต้องเปิดบัญชีไว้อย่างน้อย 5 ยูนิต เป็นเงิน 80,000 บาท เมื่อมีการสั่งซื้อสั่งขายสินค้า ทางบริษัทจะส่งคำสั่งซื้อหรือสั่งขายไปที่ตลาดในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ หากได้รับผลกำไรบริษัทจะนำเงินเข้าบัญชีให้ ซึ่งความจริงแล้วบริษัทดาต้า จำกัด ไม่ได้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและไม่ได้เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์จากการหลอกลวงทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมอบเงินให้แก่บริษัทดาต้า จำกัด มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยฎีกาประการแรกว่าจำเลยได้ร่วมกระทำผิดกับนายโสภณกับพวกต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ถึงที่ 7 ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 3 ถึงที่ 7 และนางสาวดรัลพร อมรโมฬี เบิกความว่า จำเลยร่วมกับนายโสภณและพวกของจำเลยได้อบรมบุคคลที่สมัครงาน โดยเฉพาะจำเลยเป็นผู้โทรศัพท์ชักชวนผู้เสียหายที่ 6 ให้ร่วมลงทุนถึง 3 ครั้ง เมื่อผู้เสียหายที่ 6 มาลงทุนตามคำชักชวนของจำเลย จำเลยเป็นผู้รับเงินจำนวน 100,000 บาท ไว้จากผู้เสียหายที่ 6 และยังเป็นผู้แนะนำผู้เสียหายที่ 5 ให้สั่งซื้อสินค้าเกษตรบางรายการด้วย ส่วนจำเลยนำสืบโดยเบิกความเป็นพยานตนเองว่า จำเลยเป็นพนักงานของบริษัทดาต้า จำกัด เท่านั้น จำเลยทำงานได้ประมาณ4 เดือน ก็ลาออกไปเปิดบริษัทใหม่ ซึ่งทำธุรกิจเช่นเดียวกับบริษัทดาต้า จำกัด เห็นว่า พยานโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะนางสาวดรัลพรก็เป็นพนักงานของบริษัทดาต้า จำกัด มิใช่ผู้เสียหายคำเบิกความของพยานดังกล่าวเชื่อว่าเป็นความจริง จำเลยเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดาต้า จำกัด โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทดาต้า จำกัด ที่มีนายโสภณเป็นกรรมการ การที่จำเลยเข้าไปร่วมทำงานโดยอบรมพนักงานของบริษัท ชักชวนให้มีการร่วมลงทุนกับบริษัทเพื่อซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า ทั้ง ๆ ที่บริษัทดาต้าจำกัด มิได้ดำเนินกิจการดังกล่าว พฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่าจำเลยร่วมกับนายโสภณกับพวกตั้งบริษัทดาต้า จำกัด เพื่อฉ้อโกงบุคคลอื่น ข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายร่วมกับนายโสภณกับพวกด้วย ข้ออ้างจำเลยที่ว่าเป็นเพียงพนักงานของบริษัทดาต้า จำกัด ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการต่อไปในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ 2 นั้นถือเป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจซึ่งเป็นความเท็จ โดยทุจริตของบริษัทดาต้า จำกัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อจึงไปติดต่อและมอบเงินให้จำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกสำหรับผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยฎีกาประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการกระทำต่างวันเวลาและต่างบุคคลกันเป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มิใช่ความผิดกรรมเดียวตามที่จำเลยฎีกา จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบา เห็นว่า คดีส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายที่ 2ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย อนันต์ หนองมีทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2547
#112808
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับพวกได้ก่อตั้งบริษัท ด. ขึ้น และได้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่ข่าวชักชวนประชาชนว่าบริษัท ด. เป็นบริษัทที่มั่นคงประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องการรับสมัครพนักงานหรือบุคลากรเพิ่มหลายตำแหน่ง และโฆษณาชักชวนให้บุคคลทั่วไปนำเงินมาลงทุนในธุรกิจรูปแบบใหม่กับบริษัทซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ซึ่งความจริงแล้วบริษัท ด. ไม่ได้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และไม่ได้เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อการลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์ ก. เป็นความเท็จโดยทุจริตของบริษัท ด. เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อ จึงไปติดต่อและมอบเงินให้จำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกสำหรับผู้เสียหายที่ 2 จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน

ความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 7 และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อผู้เสียหายที่ 2 นั้น เป็นการกระทำต่างวันเวลาและต่างบุคคลกัน จึงเป็นความผิดหลายกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 มิใช่ความผิดกรรมเดียว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓, ๙๑ ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน ๔,๒๔๘,๕๐๐ บาท แก่ผู้เสียหายทั้งเจ็ด และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๒๙๓๓/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๔๓๔ วรรคแรก (ที่ถูก ๓๔๓ วรรคแรก) ให้จำคุกกระทงละ ๕ ปี รวม ๗ กระทง จำคุก ๓๕ ปี แต่โทษจำคุกแต่ละกระทงอย่างสูงเกิน ๓ ปี แต่ไม่เกิน ๑๐ ปี ตามมาตรา ๙๑ คงให้จำคุกจำเลยมีกำหนด ๒๐ ปี ให้จำเลยคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายที่ ๑ จำนวน ๘๔๔,๖๒๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ ๒ จำนวน ๗๔๖,๕๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ ๓ จำนวน ๔๙๘,๖๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ ๔ จำนวน ๙๒๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ ๕ จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ให้แก่ผู้เสียหายที่ ๖ จำนวน ๑๒๒,๐๐๐ บาท และให้แก่ผู้เสียหายที่ ๗ จำนวน ๘๐๐,๐๐๐ บาท กับให้นับโทษจำคุกของจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๙๑๖๑/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑, ๓๔๓ (ที่ถูก ๓๔๓ วรรคแรก), ๘๓ ฐานฉ้อโกงเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ ให้จำคุกกระทงละ ๓ ปี รวม ๖ กระทง ฐานฉ้อโกงประชาชนจำคุก ๕ ปี รวมแล้วคงจำคุก ๒๐ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่า จำเลยและนายโสภณ จ่างผล กับพวก กระทำหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อตั้งบริษัทดาต้า จำกัด ขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ ๒๑/๗ อาคาร ที อาร์ เอส หมู่ที่ ๑๔ ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๙ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน บริษัทดาต้า จำกัด ได้โฆษณาทางหนังสือพิมพ์ประกาศแพร่ข่าวชักชวนประชาชนว่า บริษัทดาต้า จำกัด เป็นบริษัทที่มั่นคง ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ต้องการรับสมัครพนักงานหรือบุคลากรเพิ่มหลายตำแหน่ง เช่น เจ้าหน้าที่การเงิน การบัญชี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ หน้าที่อื่น ๆ และโฆษณาชักชวนให้บุคคลทั่วไปนำเงินมาลงทุนในธุรกิจรูปแบบใหม่กับบริษัทซึ่งให้ผลตอบแทนสูง เมื่อมีผู้สนใจมาลงทุนหรือสมัครงาน จำเลยกับพวกจะรับไว้แล้วจัดอบรมวิธีการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าโดยบอกว่า บริษัทประกอบธุรกิจเป็นตัวแทนในการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ากับตลาดโตเกียวในประเทศญี่ปุ่นและประเทศฟิลิปปินส์ กับชักชวนให้ผู้สมัครงานหรือผู้สนใจลงทุนนำเงินทุนมาลงทุนหรือหาลูกค้านำเงินมาลงทุนกับบริษัท หากผู้สมัครสามารถหาลูกค้ามาเปิดบัญชีลงทุนกับบริษัทจะได้รับค่านายหน้าหรือค่าคอมมิชชั่นยูนิตละ ๓๐๐ บาท ในการลงทุนจะต้องเปิดบัญชีไว้อย่างน้อย ๕ ยูนิต เป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาท เมื่อมีการสั่งซื้อสั่งขายสินค้า ทางบริษัทจะส่งคำสั่งซื้อหรือสั่งขายไปที่ตลาดในประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ หากได้รับผลกำไรบริษัทจะนำเงินเข้าบัญชีให้ ซึ่งความจริงแล้วบริษัทดาต้า จำกัด ไม่ได้ประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและไม่ได้เป็นตัวแทนซื้อขายสินค้า ที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศฟิลิปปินส์ จากการหลอกลวงทำให้ผู้เสียหายทั้งเจ็ดมอบเงินให้แก่บริษัทดาต้า จำกัด? มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายว่า การกระทำของจำเลยต่อผู้เสียหายที่ ๒ นั้นถือเป็นการฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การลงข่าวประกาศทางหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจซึ่งเป็นความเท็จ โดยทุจริตของบริษัทดาต้า จำกัด เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ ๒ ที่ได้อ่านข่าวหลงเชื่อ จึงไปติดต่อและมอบเงินให้จำเลยกับพวก การกระทำของจำเลยกับพวกสำหรับผู้เสียหายที่ ๒ จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามจำเลยฎีกาประการต่อไปว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๗ และความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อผู้เสียหายที่ ๒ นั้น เป็นการกระทำต่างวันเวลาและต่างบุคคลกัน เป็นความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ มิใช่ความผิดกรรมเดียวตามที่จำเลยฎีกา จำเลยฎีกาประการสุดท้ายว่า ขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบา เห็นว่า คดีส่วนที่เกี่ยวกับผู้เสียหายที่ ๒ ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัย สำหรับในความผิดต่อผู้เสียหายที่ ๑ ที่ ๓ ถึงที่ ๗ นั้น การกระทำของจำเลยกับพวกก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนเป็นส่วนรวมทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเพราะทำให้ประชาชนโดยทั่วไปขาดความเชื่อมั่นในกิจการของบริษัทต่าง ๆ ที่ลงโฆษณา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91 ม. 343
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายอนันต์ หนองมีทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายเพ็ง เพ็งนิติ
ศาลอุทธรณ์ — นายศิริชัย วัฒนโยธิน
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
สมชาย จุลนิติ์
ชาลี ทัพภวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 128/2547
#410785
เปิดฉบับเต็ม

ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ได้ โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการฯ เฉพาะการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากลูกหนี้รายบริษัทในเครือของโจทก์เท่านั้น ส่วนลูกหนี้รายที่เป็นกรรมการโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่ประการใด เท่ากับโจทก์ยอมรับว่าการที่โจทก์ให้กรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยไม่มีเหตุผลอันสมควร การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าโจทก์ให้ลูกหนี้ดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยมีเหตุอันสมควร จึงเป็นประเด็นที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการฯ หาใช่โจทก์อ้างเหตุเพิ่มเติมในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไว้แล้วไม่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นนี้สำหรับลูกหนี้รายบริษัท น. กับบริษัท ซ. และบริษัท พ. นั้น แม้โจทก์อ้างแต่เพียงว่ายอดหนี้คลาดเคลื่อนทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ถือได้ว่าโจทก์โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานสำหรับการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไว้แล้ว โจทก์จึงอ้างว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากโจทก์ให้กู้ยืมโดยมีเหตุอันสมควรในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลได้ เพราะเป็นการยกเหตุผลอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลเห็นว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวที่ได้โต้แย้งการประเมินไว้แล้วไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อโจทก์ยังมีหนี้สินต้องชำระ โจทก์ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่สมควรจะให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ การที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัทดังกล่าวจึงไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามราคาตลาดได้ ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 65 ทวิ (4)

เมื่อโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายรับตามมาตรา 91/16 (6) และถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยแล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและการที่โจทก์ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหลายราย ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเพื่อตอบแทนการทำงานของกรรมการดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็ถือว่าโจทก์ประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์

โจทก์ให้บริษัท พ. และบริษัท จ. กู้ยืมเงินไปก่อนที่โจทก์จะเข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด โจทก์กับบริษัททั้งสองจึงมิใช่บริษัทในเครือเดียวกันตามความหมายของบริษัทในเครือเดียวกันดังที่ระบุในข้อ 2 วรรคสอง ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 26/2534 โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พ. และบริษัท จ. มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการกำหนดผลขาดทุนสุทธิตามหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิ เลขที่ กค0804/0577 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนประเมินภาษีตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล เลขที่ 1003140/2/100130 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ.73.1) เลขที่ 1003140/6/100158-100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/51/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีเงินได้บุคคลรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/52/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม 2538 และเลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนตุลาคม 2539 และงดหรือลดเบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนตุลาคม 2539 เฉพาะไม่ให้นำดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมรายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาถือเป็นรายรับในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 คำขอนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบการผลิตน้ำตาลทุกชนิดออกจำหน่าย เจ้าพนักงานประเมินหมายเรียกตรวจสอบภาษีโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 และวันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 แล้วปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เป็นว่า รอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2538 เมื่อหักผลขาดทุนสะสมที่เหลืออยู่ยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีแล้วคงเหลือขาดทุนสะสมยกไปจำนวน 106,767,097.14 บาท จากนั้นได้มีหนังสือแจ้งการเปลี่ยนแปลงผลขาดทุนสุทธิเลขที่ กค 0804/0577 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์นำผลขาดทุนสุทธิที่ปรับปรุงแล้วเป็นผลขาดทุนสุทธิที่จะนำไปหักจากกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป นอกจากนี้ได้มีหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคลเลขที่ 1003140/2/100130 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 แจ้งการตรวจสอบสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ว่าได้ปรับปรุงกำไรสุทธิใหม่เป็นกำไรสุทธิจำนวน 31,383,914.60 บาท ให้โจทก์ชำระภาษีจำนวน 9,415,174.38 บาท กับเบี้ยปรับจำนวน 9,415,174.38 บาท และเงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน 4,942,966.70 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 23,773,315 บาท กับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100158 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2538 กับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 3,065,454 บาท และหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 1003140/6/100159 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2543 ให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 กับเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 905,205 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ต่อมาคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/51/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลง คงเรียกเก็บภาษีกับเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมทั้งสิ้นจำนวน 22,644,816 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/52/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2538 ให้ลดภาษีที่เรียกเก็บลงคงเรียกเก็บภาษี เบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นรวมจำนวน 3,056,247 บาท คำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ ศภญ. (อธ.5)/53/2543 ลงวันที่ 14 กันยายน 2543 เกี่ยวกับภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2539 วินิจฉัยไม่ลดภาษีที่เรียกเก็บ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกมีว่า โจทก์ต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ให้บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด บริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และกรรมการของโจทก์กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 โดยมีเหตุอันสมควรหรือไม่ เห็นว่า ประมวลรัษฎากร มาตรา 30 (2) มิได้บัญญัติว่าการอทุธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลจะต้องอ้างเหตุผลเช่นเดียวกับที่อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการดังกล่าว โจทก์จึงอ้างเหตุอื่นนอกเหนือจากที่เคยยกขึ้นอุทธรณ์ไว้ได้ตามเอกสารหมาย ล.3 แผ่นที่ 4 ถึง 15 โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เฉพาะการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากลูกหนี้รายบริษัทเอเซียสแตนนั่ม จำกัด บริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด และบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด เท่านั้น ส่วนลูกหนี้รายที่เป็นกรรมการของโจทก์นั้น โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านแต่ประการใดเท่ากับโจทก์ยอมรับแล้วว่าการที่โจทก์ให้กรรมการดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยไม่มีเหตุอันสมควร ที่โจทก์นำคดีมาฟ้องอ้างว่าการที่โจทก์ให้ลูกหนี้ดังกล่าวกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยมีเหตุอันสมควร จึงเป็นประเด็นที่โจทก์มิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ หาใช่โจทก์อ้างเหตุเพิ่มเติมในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์ไว้แล้วไม่ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้นำคดีมาฟ้องในประเด็นนี้ สำหรับลูกหนี้รายบริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด กับบริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด และบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด นั้น แม้โจทก์อ้างแต่เพียงว่ายอดหนี้คลาดเคลื่อนทำให้การประเมินของเจ้าพนักงานไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ถือได้ว่าโจทก์โต้แย้งคัดค้านการประเมินของเจ้าพนักงานสำหรับการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไว้แล้ว โจทก์จึงอ้างว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ให้กู้ยืมโดยมีเหตุอันสมควรในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลได้เพราะเป็นการยกเหตุผลอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ศาลเห็นว่าการประเมินดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายดังกล่าวที่ได้โต้แย้งการประเมินไว้แล้วไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่อาจอ้างว่าการให้ลูกหนี้ทั้งสามรายดังกล่าวกู้ยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ยเป็นกรณีที่มีเหตุอันสมควร เพราะไม่ได้ยกเหตุผลดังกล่าวขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัทเอเซียสแตนนั่ม จำกัด บริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด บริษัทน้ำตาลธนราช จำกัด บริษัทซิลเวอร์ควีน จำกัด และบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2538 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2539 โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า บริษัททั้งห้าเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ ประกอบกิจการขาดทุนมาโดยตลอด งบดุลและงบการเงินของโจทก์ตั้งแต่สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีวันที่ 31 ตุลาคม 2537 เป็นต้นมา ผลการประกอบการมีกำไร แต่ก่อนหน้านี้มีผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันมาหลายปี มีหนี้สินสูงกว่าทรัพย์สิน และยังมีหนี้กู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินในต่างประเทศจำนวนมาก เห็นว่า โจทก์เองยังมีหนี้สินต้องชำระย่อมไม่อยู่ในฐานะที่สมควรจะให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แม้จะเป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับโจทก์ก็ตาม การที่โจทก์ไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากบริษัททั้งสองดังกล่าวจึงไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยจากการให้กู้ยืมเงินดังกล่าวตามราคาตลาดได้ตามมาตรา 65 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีรายรับจากการให้กู้ยืมเงินซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยมีเหตุอันสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้นว่าโจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินจึงกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงินได้ตามมาตรา 91/16 (6) แห่งประมวลรัษฎากร และถือว่าดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นรายรับที่ต้องนำมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ภาษีธุรกิจเฉพาะถือเกณฑ์เงินสด โจทก์ยังมิได้รับชำระดอกเบี้ยจึงไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะนั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์ให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยโดยไม่มีเหตุสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยตามราคาตลาดเป็นรายรับตามมาตรา 91/16 (6) และถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระดอกเบี้ยแล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าการที่โจทก์ให้บริษัทต่าง ๆ และกรรมการกู้ยืมเงินมิใช่การประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์นั้น เห็นว่า โจทก์ให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหลายราย ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ให้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้หรือเพื่อตอบแทนการทำงานของกรรมการดังที่โจทก์อุทธรณ์ ก็ถือว่าโจทก์ประกอบกิจการตามปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์แล้ว

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่เพียงใด เห็นว่า สำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะเจ้าพนักงานประเมินได้ลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย เป็นการลดให้จำนวนมากแล้วไม่สมควรลดให้อีก ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลโจทก์นำใบกำกับภาษีซื้อที่ออกโดยไม่ชอบมาถือเป็นรายจ่ายจำนวนมาก ไม่สมควรลดเบี้ยปรับให้สำหรับเงินเพิ่มจะลดได้ต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลไม่อาจใช้ดุลพินิจลดหรืองดได้ อุทธรณ์ของโจทก์ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า โจทก์ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์ให้บริษัททั้งสองกู้ยืมเงินก่อนเดือนพฤศจิกายน 2537 ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2538 โจทก์เข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด เห็นว่า คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534 ข้อ 2 ระบุว่า "กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่างกันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

คำว่า "บริษัทในเครือเดียวกัน" หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม" ดังนั้น เมื่อโจทก์ให้บริษัททั้งสองกู้ยืมเงินไปก่อนที่โจทก์จะเข้าถือหุ้นในบริษัททั้งสองเกินร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมด โจทก์กับบริษัททั้งสองจึงมิใช่บริษัทในเครือเดียวกันตามความหมายของบริษัทในเครือเดียวกันที่ระบุในข้อ 2 วรรคสองของคำสั่งนี้ โจทก์จึงมิได้รับยกเว้นไม่ต้องนำดอกเบี้ยเงินกู้ยืมของลูกหนี้รายบริษัท พี พี คอรัลรีสอร์ท จำกัด และบริษัทเจนเนอรัลเทรด จำกัด มาคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 30 (2) ม. 65 ทวิ (4) ม. 91/16 (6)
คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.26/2534
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทน้ำตาลบ้านโป่ง จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ