คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5030/2546
#50727
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งห้าตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ผู้ล่อซื้อ โดยจำเลยทั้งห้าตรวจดูเงินที่ใช้ในการล่อซื้อและพาสิบตำรวจเอก อ. ไปตรวจรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซ่อนไว้ในบังกาโล จากนั้นได้นำของกลางทั้งหมดขึ้นรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับ และวางเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ที่วางเท้าด้านซ้าย ซึ่งเป็นด้านที่สิบตำรวจเอก อ. นั่งมาเพื่อส่งมอบต่อให้แก่ร้อยตำรวจเอก บ. ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า แม้จำเลยทั้งห้าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมก่อนรับเงินค่าซื้อขายของกลาง การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งตรวจนับจำนวนแน่นอนและส่งมอบแล้ว ย่อมเป็นอันเสร็จบริบูรณ์ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2542 เวลากลางวัน จำเลยทั้งห้าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 102,000 เม็ด น้ำหนัก9,113 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,794.6 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนของกลางอื่นโจทก์จะร้องขอให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดต่อไป

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา และจำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 102,000 เม็ดคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1,794.6 กรัม ซึ่งตามสภาพและลักษณะแห่งความผิดเป็นมหันตภัยต่อมวลมนุษยชาติ อีกทั้งสามารถทำลายทรัพยากรบุคคลบั่นทอนความสงบสุขของสังคมและเศรษฐกิจของชาติสุดคณานับ ประกอบกับจำเลยทั้งห้ามิได้สำนึกถึงการกระทำความผิดของตน กลับนำสืบปฏิเสธความผิดเสียอีก คดีจึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และสมควรลงโทษรุนแรงสาสมแก่ความผิดเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการป้องกันผลร้ายที่บังเกิดแก่สังคม โดยให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสองประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 80 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ลดโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจได้วางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 1 กับพวกและในวันต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งห้าได้พร้อมของกลาง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทนพดล นิลมานนท์ ร้อยตำรวจเอกบุญส่ง สนธยานานนท์ และสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์ เล็กอุทัยพาณิช เป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันตรงกันว่าร้อยตำรวจเอกบุญส่งและสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์ปลอมตัวเป็นพ่อค้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยทั้งห้า โดยมีสายลับเป็นผู้ประสานงานการเจรจาล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมีการดำเนินงานหลายขั้นตอน ขั้นตอนแรกร้อยตำรวจเอกบุญส่ง สิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์และสายลับนัดเจรจาซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากถนนเชียงใหม่ - ฝาง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ก่อน ตามภาพถ่ายหมาย จ.8 และ จ.9 ขั้นตอนที่สองนัดส่งมอบเมทแอมเฟตามีนและเงินที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขอตรวจนับเงินก่อนตามภาพถ่ายหมาย จ.11 ถึง จ.16 จากนั้นจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5จึงพาสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์ไปดูเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้ในบังกาโลเฟรนด์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 อยู่กับร้อยตำรวจเอกบุญส่งที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี หลังจากสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์ดูของเรียบร้อยแล้ว จำเลยที่ 1 ที่ 4 ที่ 5 และสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์เดินทางกลับมาที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีพร้อมเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจนับแล้ว เพื่อส่งมอบให้แก่ร้อยตำรวจเอกบุญส่งและรับเงินตามที่ได้ตกลงกัน เมื่อพันตำรวจโทนพดลกับพวกจับกุมจำเลยทั้งห้าพร้อมเมทแอมเฟตามีนซึ่งอยู่ในรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมา จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพโดยดีตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.3 โดยเฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เขียนบันทึกคำรับสารภาพด้วยลายมือตนเองตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.6ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 และที่ 5 ก็คงให้การรับสารภาพเช่นเดิมตามเอกสารหมาย จ.30 และ จ.31 ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 แม้จะให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3เดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่กับจำเลยที่ 1 โดยไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่ต่อมาเมื่อทราบแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ยังเดินทางมาจังหวัดเชียงรายกับจำเลยที่ 1 จนกระทั่งถูกจับกุมตามเอกสารหมาย จ.28 และ จ.29 พยานหลักฐานของโจทก์และคำให้การของจำเลยทั้งห้าสอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักรับฟังได้ ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ฎีกาว่า ไม่ได้กระทำความผิด เจ้าพนักงานตำรวจทำพยานหลักฐานขึ้นเอง และทำร้ายร่างกายเพื่อบีบบังคับให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 รับสารภาพนั้น โจทก์มีประจักษ์พยานและภาพถ่ายมาแสดงให้เห็นเริ่มตั้งแต่พยานโจทก์และสายลับนัดเจรจาตกลงซื้อขายเมทแอมเฟตามีนกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากถนนเชียงใหม่ - ฝาง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จนกระทั่งมีการตรวจนับเงินและส่งมอบเมทแอมเฟตามีนที่ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ยังคงอยู่ในที่เกิดเหตุ หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ดังที่กล่าวอ้าง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็น่าจะแยกตัวออกห่างจากจำเลยที่ 1 ตั้งแต่อยู่ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความยอมรับว่าขณะอยู่ที่อำเภอแม่แตง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 มาติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างว่าไม่สามารถแยกตัวออกห่างจากจำเลยที่ 1 เพราะไม่มีเงินค่ารถกลับบ้านนั้น ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ส่วนที่จำเลยที่ 4และที่ 5 อ้างว่าไม่ได้ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและพนักงานสอบสวนไม่ได้แจ้งสิทธิให้จำเลยทราบด้วยนั้น เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจตรีอาทิตย์ ใจมา พนักงานสอบสวนคดีนี้เบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ ในบันทึกคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 4 และที่ 5 ปรากฏว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้แก่จำเลยที่ 4 และที่ 5 ทราบแล้วโดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 เต็มใจให้การ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจ และร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 จึงชอบแล้ว แต่การที่จำเลยทั้งห้าตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ผู้ล่อซื้อ โดยจำเลยทั้งห้าตรวจดูเงินที่ใช้ในการล่อซื้อและพาสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์ไปตรวจรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซ่อนไว้ในบังกาโลเฟรนด์ จากนั้นได้นำของกลางทั้งหมดขึ้นรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับและวางเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ที่วางเท้าด้านซ้าย ซึ่งเป็นด้านที่สิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์นั่งมาเพื่อส่งมอบต่อให้แก่ร้อยตำรวจเอกบุญส่งที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเช่นนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมก่อนรับเงินค่าซื้อขายของกลางการซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งตรวจนับจำนวนแน่นอนและส่งมอบแล้ว ย่อมเป็นอันเสร็จบริบูรณ์ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหานี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรลดโทษให้แก่จำเลยทั้งห้าหรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมแม้จะให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน แต่คำให้การชั้นสอบสวนมีบางส่วนที่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาด้วยจึงมีเหตุบรรเทาโทษ และเนื่องจากจำเลยที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวการสำคัญในการกระทำความผิดจึงสมควรลดโทษให้เท่ากับจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละหนึ่งในสาม

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แต่คดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งห้า จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งห้า"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 66 วรรคสอง และ 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรากฏว่า ความผิดทั้งสองบทดังกล่าวมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า แต่จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52(1) คงจำคุกจำเลยทั้งห้าตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย สมศักดิ์ สินเช้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5030/2546
#111013
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยทั้งห้าตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่ผู้ล่อซื้อโดยจำเลยทั้งห้าตรวจดูเงินที่ใช้ในการล่อซื้อและพาสิบตำรวจเอก อ. ไปตรวจรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซ่อนไว้ในบังกาโลเฟรนด์ จากนั้นได้นำของกลางทั้งหมดขึ้นรถยนต์กระบะที่จำเลยที่ 1 ขับ และวางเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ที่วางเท้าด้านซ้าย ซึ่งเป็นด้านที่สิบตำรวจเอก อ. นั่งมาเพื่อส่งมอบต่อให้แก่ร้อยตำรวจเอก บ. ที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเช่นนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมก่อนรับเงินค่าซื้อขายของกลาง การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งตรวจนับจำนวนแน่นอนและส่งมอบแล้วย่อมเป็นอันเสร็จบริบูรณ์ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงพยายามจำหน่ายแมทแอมเฟตามีน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้ง ๕ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนของกลางอื่นโจทก์จะร้องขอให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดต่อไป

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว เฉพาะจำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง คดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ขอให้ลดโทษ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๘๐ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งห้าฎีกา โดยจำเลยที่ ๑ ฎีกาขอให้ลดโทษ

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจได้วางแผนล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ ๑ กับพวก และในวันต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งห้าได้พร้อมของกลาง แต่การที่จำเลยทั้งห้าตกลงจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางให้แก่เจ้าพนักงานตำรวจ ผู้ล่อซื้อ โดยจำเลยทั้งห้าตรวจดูเงินที่ใช้ในการล่อซื้อและพาสิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์ไปตรวจรับเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ซ่อนไว้ในบังกาโลเฟรนด์ จากนั้นได้นำของกลางทั้งหมดขึ้นรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ ๑ ขับ และวางเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ที่วางเท้าด้านซ้าย ซึ่งเป็นด้านที่สิบตำรวจเอกอภิสิทธิ์นั่งมาเพื่อส่งมอบต่อให้แก่ร้อยตำรวจเอกบุญส่งที่ลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีเช่นนี้ แม้จำเลยทั้งห้าจะถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมก่อนรับเงินค่าซื้อขายของกลาง การซื้อขายเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งตรวจนับจำนวนแน่นอนและส่งมอบแล้ว ย่อมเป็นอันเสร็จบริบูรณ์ ไม่ใช่เป็นแต่เพียงพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ปัญหานี้แม้โจทก์จะไม่ได้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้เพราะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกามีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่ แต่คดีนี้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งห้า จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งห้ามีความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง และ ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามบทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ปรากฏว่า ความผิดทั้งสองบทดังกล่าวมีโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งห้า แต่จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วยมาตรา ๕๒ (๑) คงจำคุกจำเลยทั้งห้าตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมศักดิ์ สินเช้า กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายวิชิต ลีธรรมชโย
ศาลอุทธรณ์ — นายสุรพล เตชะกำธร
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4987/2546
#111752
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฮ่องกงและมีสำนักงานสาขาในประเทศไทยทำสัญญากับบริษัท ย. จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทต่างประเทศมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอังกฤษและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศจำนวนมาก โดยมีข้อตกลงให้โจทก์นำภาพยนตร์ของบริษัท ย. จำกัด มาฉายในประเทศไทย เมื่อโจทก์นำฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาในประเทศไทยแล้ว โจทก์ต้องจ้างบุคคลภายนอกทำก๊อปปี้ฟิล์มภาพยนตร์เพื่อนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ได้หลายแห่งในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ฟิล์มภาพยนตร์ที่โจทก์ส่งไปฉายยังโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ จึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์นำฟิล์มภาพยนตร์นั้นไปให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพมหานครฉายให้คนดู โดยเจ้าของโรงภาพยนตร์มีรายรับจากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์และตกลงแบ่งรายรับกันระหว่างโจทก์กับเจ้าของโรงภาพยนตร์ ถือเป็นการให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในฟิล์มภาพยนตร์ในชั่วระยะเวลาอันจำกัด และเจ้าของโรงภาพยนตร์แบ่งรายรับให้โจทก์จึงเป็นการให้เช่าทรัพย์สิน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้า ประเภทการค้า 5 การให้เช่าทรัพย์สิน มีหน้าที่เสียภาษีการค้า (วินิจฉัยตามแนวฎีกาที่ 1817-1818/2516)

การที่บริษัท ย. จำกัด ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานภาพยนตร์อนุญาตให้โจทก์นำภาพยนตร์ที่รับมาจากต่างประเทศเข้ามาฉายในประเทศไทย ค่าเช่าหรือค่าตอบแทนที่บริษัท ย. จำกัด ได้รับจากโจทก์ในประเทศไทยจึงเป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ ถือเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 40 (3) ซึ่งตาม ป. รัษฎากร มาตรา 70 (2) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มิให้หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น บริษัท ย. จำกัด จึงต้องเสียภาษีโดยให้โจทก์หักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตาม ป. รัษฎากร มาตรา 70 (2) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามเอกสารท้ายคำฟ้อง กับให้งดหรือลดเบี้ยปรับแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ ต. ๑/๑๐๓๗/๒/๑๐๐๒๔๘ ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๖ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๒)/๒๕๔๒/๕๔๐ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ กับให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า (ภ.ค. ๘๐) เลขที่ ต. ๑/๑๐๓๗/๔/๑๐๒๑๙๐ และ ๑๐๒๑๙๑ ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๖ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๒)/๒๕๔๒/๕๔๑ และ ๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ในส่วนของเบี้ยปรับ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฮ่องกง มีสำนักงานสาขาในประเทศไทย โจทก์ประกอบกิจการเกี่ยวกับธุรกิจภาพยนตร์รวมทั้งการนำภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาฉายในประเทศไทย บริษัทยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลพิคเจอร์ส จำกัด แห่งประเทศอังกฤษ เป็นบริษัทต่างประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศอังกฤษ และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศจำนวนมากแต่ไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย โจทก์ทำสัญญากับบริษัทยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลพิคเจอร์ส จำกัด แห่งประเทศอังกฤษ ตามเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๗ ถึง ๓๓ และคำแปลตามเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๓๘ ถึง ๔๔ มีข้อตกลงให้โจทก์นำภาพยนตร์ของบริษัทต่างประเทศดังกล่าวมาฉายในประเทศไทยโดยแบ่งผลประโยชน์กัน ในรอบระยะเวลาบัญชีปี ๒๕๓๑ เมื่อโจทก์มีรายได้จากการนำภาพยนตร์มาฉายในประเทศไทย โจทก์จะหักไว้เป็นรายได้ของโจทก์ตามสัญญาประมาณร้อยละ ๓๐ ส่วนที่เหลือโจทก์หักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อจัดฉายภาพยนตร์ เมื่อหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวม ๖,๘๔๐,๙๓๑.๖๙ บาท แล้วโจทก์จึงส่งเงินส่วนที่เหลือไปยังบริษัทต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยได้ตรวจสอบการเสียภาษีของโจทก์แล้วเห็นว่าเงินค่าใช้จ่ายจำนวน ๖,๘๔๐,๙๓๑.๖๙ บาท เป็นเงินได้ของบริษัทต่างประเทศที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา ๗๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อโจทก์หักหนี้ให้บริษัทต่างประเทศจึงถือว่าเป็นการส่งเงินนั้นให้บริษัทต่างประเทศโดยมิได้หักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่ายและนำส่งให้ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๗๐ แห่งประมวลรัษฎากร โจทก์จึงต้องรับผิดชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายเป็นเงิน ๑,๐๒๖,๑๓๙.๗๘ บาท และเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลรัษฎากร ตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๑ นอกจากนี้เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยยังตรวจพบว่าระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๐ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๐ โจทก์มีรายรับ ๗,๖๓๘,๙๒๐.๘๖ บาท ระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๓๑ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๓๑ โจทก์มีรายรับ ๕,๑๒๕,๓๒๘.๗๕ บาท แต่โจทก์มิได้ชำระภาษีการค้า จึงประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้า เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม ๖๒๕,๔๖๓ บาท และ ๔๐๕,๗๖๗ บาท ตามลำดับ ตามหนังสือแจ้งภาษีการค้า เอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒ และ ๒/๑

โจทก์อุทธรณ์ว่า รายรับของโจทก์ระหว่างเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๐ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๓๐ จำนวน ๗,๖๓๘,๙๒๐.๘๖ บาท และระหว่างเดือนมกราคม ๒๕๓๑ ถึงเดือนมิถุนายน ๒๕๓๑ จำนวน ๕,๑๒๕,๓๒๘.๗๕ บาท เป็นรายรับจากการที่โจทก์จัดฉายภาพยนตร์ในกรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ตกลงกับเจ้าของโรงภาพยนตร์แบ่งรายรับที่ได้จากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์จึงเป็นรายรับจากการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ไม่ใช่รายรับจากการประกอบการค้า โจทก์จึงไม่ต้องเสียภาษีการค้า ในประเด็นข้อนี้ นายนิรันดร์ กอธีระกุล ผู้จัดการทั่วไปของโจทก์เบิกความว่า ในการนำภาพยนตร์จากต่างประเทศเข้ามาฉายในประเทศไทย เมื่อนำฟิล์มภาพยนตร์เข้ามาในประเทศไทยแล้วโจทก์ต้องจ้างบุคคลภายนอกทำก๊อปปี้ฟิล์มภาพยนตร์เพื่อนำไปฉายในโรงภาพยนตร์ได้หลายแห่งในเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ดังนั้น ฟิล์มภาพยนตร์ที่โจทก์ส่งไปฉายยังโรงภาพยนตร์ต่าง ๆ จึงเป็นทรัพย์สินของโจทก์ เมื่อโจทก์ซึ่งมิใช่เจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพยนตร์ นำฟิล์มภาพยนตร์นั้นไปให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ในกรุงเทพมหานครฉายให้คนดู โดยเจ้าของโรงภาพยนตร์มีรายรับจากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์และตกลงแบ่งรายรับกันระหว่างโจทก์กับเจ้าของโรงภาพยนตร์ เป็นการให้เจ้าของโรงภาพยนตร์ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในฟิล์มภาพยนตร์ในชั่วระยะเวลาอันจำกัด และเจ้าของโรงภาพยนตร์ตกลงแบ่งรายรับให้โจทก์ จึงเป็นการให้เช่าทรัพย์สิน โจทก์จึงเป็นผู้ประกอบการค้า ประเภทการค้า ๕ การให้เช่าทรัพย์สิน มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับของทุกเดือนภาษี เมื่อโจทก์ไม่ยื่นเสียภาษีการค้าการที่เจ้าพนักงานประเมินของจำเลยประเมินให้โจทก์เสียภาษีการค้าจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

จำเลยอุทธรณ์ข้อแรกว่า เงินรายได้จากการฉายภาพยนตร์เมื่อหักส่วนแบ่งของโจทก์แล้ว ส่วนที่เหลือทั้งหมดย่อมเป็นของบริษัทต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ยินยอมรับภาระค่าใช้จ่าย ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อจัดฉายภาพยนตร์จำนวน ๖,๘๔๐,๙๓๑.๖๙ บาท ที่โจทก์หักออกจากบัญชีเงินที่จะจ่ายให้แก่บริษัทต่างประเทศเป็นการหักหนี้ มีผลทำให้ยอดเงินที่บริษัทต่างประเทศได้รับมีจำนวนลดลง เป็นการชำระค่าสิทธิแก่กันในประเทศไทยด้วยวิธีหักกลบลบหนี้ โจทก์จึงต้องชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สำหรับรายจ่ายจำนวนดังกล่าวตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๐ และกรณีค่าสิทธินั้น มาตรา ๗๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น มิได้ให้หักค่าใช้จ่ายอย่างใดทั้งสิ้น จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยก่อนว่า เงินรายได้จากการฉายภาพยนตร์ในกรณีนี้เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด เห็นว่า ตามสัญญาระหว่างโจทก์และบริษัทต่างประเทศเอกสารหมาย จ. ๑ แผ่นที่ ๒๗ ถึง ๓๓ คำแปลแผ่นที่ ๓๘ ถึง ๔๔ ค่าเช่าหรือค่าตอบแทนที่บริษัทต่างประเทศได้รับตามสัญญาดังกล่าวในข้อ ๗ แม้จะระบุว่าเป็นค่าเช่า แต่เนื่องจากการที่บริษัทต่างประเทศผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานภาพยนตร์อนุญาตให้โจทก์นำภาพยนตร์ที่รับมาจากต่างประเทศเข้ามาฉายในประเทศไทย ค่าเช่าหรือค่าตอบแทนที่บริษัทต่างประเทศได้รับจากโจทก์ในประเทศไทยจึงเป็นค่าตอบแทนการใช้สิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ ถือเป็นค่าแห่งลิขสิทธิ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๔๐ (๓) ซึ่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๐ (๒) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น กำหนดให้บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ (๓) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทยให้บริษัทนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามวิธีการและอัตราดังต่อไปนี้ เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๓) ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัท โดยมิให้หักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อจัดฉายภาพยนตร์จำนวน ๖,๘๔๐,๙๓๑.๖๙ บาท ซึ่งเป็นรายได้ของบริษัทต่างประเทศ แต่โจทก์อ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่บริษัทต่างประเทศต้องรับผิดชอบ โจทก์จึงใช้วิธีหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์ทดรองจ่ายแทนไปก่อน เมื่อตามมาตรา ๗๐ (๒) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ไม่อนุญาตให้มีการหักค่าใช้จ่ายใด ๆ จากเงินได้ของบริษัทในต่างประเทศแล้ว ดังนั้น บริษัทต่างประเทศจึงต้องเสียภาษีโดยให้โจทก์หักภาษี ณ ที่จ่าย จากเงินได้พึงประเมินที่จ่าย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๐ (๒) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาว่า ตามสัญญาระหว่างโจทก์กับบริษัทต่างประเทศ ค่าตอบแทนที่บริษัทต่างประเทศมีสิทธิได้รับคือส่วนที่เหลือจากหักส่วนแบ่งของโจทก์และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ต้องหักตามสัญญาไม่ใช่ค่าตอบแทนเพื่อการใช้สิทธิ บริษัทต่างประเทศจึงไม่ต้องเสียภาษีในเงินจำนวนดังกล่าว และโจทก์ไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งจำเลยตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๐ (๒) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ ต. ๑/๑๐๓๗/๒/๑๐๐๒๔๘ ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๖ และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. ๑ (อธ. ๒) ๒๕๔๒/๕๔๐ ลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ กับให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีการค้าและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ในเรื่องนี้ โดยให้งดเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 70 ม. 77 ม. 78 ม. 79 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลพิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2546
#50726
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เพิ่งติดต่อหาทนายในขณะที่ยังเหลือเวลายื่นคำให้การอีกเพียง 2 วันโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องหรือความจำเป็นอย่างใดจึงมาติดต่อหาทนายล่าช้า จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ปล่อยปละละเลยให้ระยะเวลายื่นคำให้การล่วงเลยไปถึง 13 วันโดยไม่ขวนขวายติดต่อหาทนายแต่เนิ่นๆรูปคดีจึงไม่ยุ่งยากซับซ้อน เวลาที่เหลือ 2 วันก็เพียงพอที่จะทำคำให้การยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ทันกำหนดเวลา ข้ออ้างตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันจะพึงขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่อ้างมาในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งได้แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจทำคำสั่งไปได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และไต่สวนคำร้องก่อน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 864 เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสอง ซึ่งต่างครอบครองแยกกันเป็นสัดส่วน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 ได้ที่ดินมีอาณาเขตในกรอบเส้นดำหมายสีเหลือง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ โจทก์ที่ 2 ได้ที่ดินมีอาณาเขตในกรอบเส้นดำหมายสีเขียว เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ โจทก์ที่ 3 ได้ที่ดินมีอาณาเขตในกรอบเส้นดำหมายสีม่วง เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ โจทก์ที่ 4 ได้ที่ดินมีอาณาเขตในกรอบเส้นดำหมายสีชมพู เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้องและจดทะเบียนแบ่งแยกให้โจทก์ทั้งสี่ได้โฉนดที่ดินใหม่ทั้ง 4 ฉบับส่วนจำเลยทั้งสองได้โฉนดที่ดินคงเหลือฉบับเดิมหากจำเลยทั้งสองไม่ไปและไม่จัดการดังกล่าวก็ขอถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นส่งหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 โดยมีผู้รับแทน ต่อมาวันที่ 12 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 1ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปอีก 30 วัน นับแต่วันยื่นคำร้องอ้างว่า ทนายความจำเลยที่ 1 เพิ่งได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นทนายความในวันนี้ ต้องสอบถามรายละเอียดในคดีและตรวจเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนต้องไปดูสถานที่ตั้งของที่ดินพิพาทอย่างละเอียดเพื่อทำคำให้การได้ถูกต้อง จึงไม่สามารถทำคำให้การยื่นได้ทันภายในกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีที่อ้างไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ยกคำร้อง

วันที่ 11 กรกฎาคม 2543 โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ คดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 864 ตำบลหัวสะพาน (หัวตะพาน) อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีให้โจทก์ทั้งสี่ ตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครอง โดยโจทก์ที่ 1 ได้ที่ดินแปลงหมายเลข 1เนื้อที่ 3 งาน 82 ตารางวา โจทก์ที่ 2 ได้ที่ดินแปลงหมายเลข 2.1 เนื้อที่ 2 ไร่ 7 ตารางวา แปลงหมายเลข 2.2 เนื้อที่ 1 งาน 64 ตารางวา แปลงหมายเลข 2.3 เนื้อที่ 1 ไร่ 36 ตารางวา โจทก์ที่ 3 ได้ที่ดินแปลงหมายเลข 3 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 7 ตารางวา โจทก์ที่ 4 ได้ที่ดินแปลงหมายเลข 4 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 2 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.2 ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอขยายระยะเวลาของจำเลยที่ 1 ไว้ดำเนินการต่อไป แล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปโดยไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์ และไต่สวนคำร้องก่อนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 เพิ่งติดต่อหาทนายจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2543 ยังเหลือเวลาเพื่อยื่นคำให้การอีกเพียง 2 วันโดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องหรือความจำเป็นอย่างใดจึงมาติดต่อหาทนายจำเลยที่ 1 ล่าช้าเช่นนี้ ความล่าช้าตามที่อ้างมาในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การนั้น จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เอง ที่ปล่อยปละละเลยให้ระยะเวลายื่นคำให้การล่วงเลยไปถึง13 วัน โดยไม่ขวนขวายติดต่อหาทนายจำเลยที่ 1 แต่เนิ่น ๆ แม้ว่าจะเหลือเวลาทำการอีกเพียง 2 วัน ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องในฐานะเจ้าของรวมให้จำเลยทั้งสองรังวัดแบ่งแยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งได้ครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้ว และมีแผนที่สังเขปท้ายฟ้องอีกด้วย รูปคดีจึงไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใดหากทนายจำเลยที่ 1 สอบถามข้อเท็จจริงอย่างจริงจังและรีบไปดูที่ดินโดยเร็ว เวลาที่เหลือ 2 วัน ก็เพียงพอที่จะทำคำให้การยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ทันกำหนดเวลา ข้ออ้างตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันจะพึงขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่อ้างมาในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งได้แล้วเช่นนี้ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจทำคำสั่งไปได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และไต่สวนคำร้องก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ 1 ไว้ดำเนินการต่อไปแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 23 ม. 177
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุ่น หมื่นเสนาะ กับพวก
จำเลย — นาง สอย ลุงรุ่ง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4986/2546
#112068
เปิดฉบับเต็ม

ทนายจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การในขณะที่เหลือเวลาทำการเพื่อยื่นคำให้การอีกเพียง 2 วัน โดยอ้างว่าเพิ่งได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ 1 ให้เป็นทนายความในวันนี้ ต้องสอบถามรายละเอียดในคดี และตรวจเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนต้องไปดูสถานที่ตั้งของที่ดินพิพาท เพื่อทำคำให้การได้ถูกต้อง โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องหรือความจำเป็นอย่างใดจึงติดต่อหาทนายความล่าช้า ความล่าช้าดังกล่าวเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 เอง ที่ปล่อยปละละเลยให้ระยะเวลายื่นคำให้การล่วงเลยไปถึง 13 วัน โดยไม่ขวนขวายติดต่อหาทนายความแต่เนิ่น ๆ และแม้ว่าจะเหลือเวลาทำการอีกเพียง 2 วัน แต่คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องในฐานะเจ้าของรวมให้จำเลยทั้งสองรังวัดแบ่งแยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งได้ครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้ว และมีแผนที่สังเขปท้ายฟ้องอีกด้วย รูปคดีจึงไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด หากทนายจำเลยที่ 1 สอบถามข้อเท็จจริงอย่างจริงจังและรีบไปดูที่ดินโดยเร็ว เวลาที่เหลือ 2 วัน ก็เพียงพอที่จะทำคำให้การยื่นต่อศาลได้ทันกำหนดเวลา ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันจะพึงขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลยที่ 1 ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่อ้างมาในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยมีคำสั่งได้แล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจทำคำสั่งไปได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และไต่สวนคำร้องก่อนแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๔ ตำบลหัวสะพาน (หัวตะพาน) อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งสอง ซึ่งต่างครอบครองแยกกันเป็นสัดส่วน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองไปยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว และจดทะเบียนแบ่งแยกให้โจทก์ทั้งสี่ได้โฉนดที่ดินใหม่ทั้ง ๔ ฉบับ ส่วนจำเลยทั้งสองได้โฉนดที่ดินคงเหลือฉบับเดิม หากจำเลยทั้งสองไม่ไปและไม่จัดการดังกล่าว ก็ขอถือคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นส่งหมายเรียกและส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๔๓ โดยมีผู้รับแทน ต่อมาวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปอีก ๓๐ วัน นับแต่วันยื่นคำร้องอ้างว่า ทนายความจำเลยที่ ๑ เพิ่งได้รับการติดต่อจากจำเลยที่ ๑ ให้เป็นทนายความในวันนี้ ต้องสอบถามรายละเอียดในคดีและตรวจเอกสารต่าง ๆ ตลอดจนต้องไปดูสถานที่ตั้งของที่ดินพิพาทอย่างละเอียดเพื่อทำคำให้การได้ถูกต้อง จึงไม่สามารถทำคำให้การยื่นได้ทันภายในกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีที่อ้างไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและนัดสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การคดีพิพาทเกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๖๔ ตำบลหัวสะพาน (หัวตะพาน) อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี ให้โจทก์ทั้งสี่ ตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครอง ถ้าจำเลยทั้งสองไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งที่ให้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาและคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอขยายระยะเวลาของจำเลยที่ ๑ ไว้ดำเนินการต่อไป แล้วพิจารณาและพิพากษาใหม่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปโดยไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และไต่สวนคำร้องก่อนหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จำเลยที่ ๑ เพิ่งติดต่อหาทนายจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ ซึ่งเหลือเวลาเพื่อยื่นคำให้การอีกเพียง ๒ วัน โดยไม่ปรากฏว่ามีเหตุขัดข้องหรือความจำเป็นอย่างใดจึงมาติดต่อหาทนายจำเลยที่ ๑ ล่าช้าเช่นนี้ ความล่าช้าตามที่อ้างมา จึงเป็นความผิดของจำเลยที่ ๑ เอง ที่ไม่ขวนขวายติดต่อหาทนายจำเลยที่ ๑ แต่เนิ่น ๆ ทั้งคดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องในฐานะเจ้าของรวมให้จำเลยทั้งสองรังวัดแบ่งแยกที่ดินกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งได้ครอบครองเป็นส่วนสัดกันแล้ว และมีแผนที่สังเขปท้ายฟ้องอีกด้วย รูปคดีจึงไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด หากทนายจำเลยที่ ๑ สอบถามข้อเท็จจริงอย่างจริงจังและรีบไปดูที่ดินโดยเร็ว เวลาที่เหลือ ๒ วัน ก็เพียงพอที่จะทำคำให้การยื่นต่อศาลชั้นต้นได้ทันกำหนดเวลา ข้ออ้างตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ ๑ ถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษอันจะพึงขยายระยะเวลายื่นคำให้การให้จำเลยที่ ๑ ได้ เมื่อข้อเท็จจริงตามที่อ้างมาในคำร้องเพียงพอที่จะวินิจฉัยและมีคำสั่งได้แล้วเช่นนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจทำคำสั่งไปได้โดยไม่จำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้โจทก์และไต่สวนคำร้องก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและคำสั่งศาลชั้นต้น โดยให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การของจำเลยที่ ๑ ไว้ดำเนินการต่อไปแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 21 ม. 23 ม. 177 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุ่น หมื่นเสนาะ กับพวก
จำเลย — นางสอย ลุงรุ่ง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายกีรติ วรพุทธพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายไพโรจน์ วายุภาพ
ชื่อองค์คณะ
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2546
#50725
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่งและลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 เมื่อศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2ย่อมไม่อาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในความผิดฐานนี้ได้ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ชนิดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 99 เม็ด น้ำหนัก 6.93 กรัม โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุก 5 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 66 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และคำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด2 ปี 2 เดือน 20 วัน ริบเมทแอมเฟตามีนกระดาษสา หลอดพลาสติก และกรรไกรของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนธนบัตรจำนวน 3,220 บาท ของกลางให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง และลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 เมื่อศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในความผิดฐานนี้ได้ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดีศาลฎีกาย่อมพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ ส่วนกระดาษสา หลอดพลาสติกและกรรไกรไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิดคดีนี้จึงไม่อาจริบได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เสียด้วยและไม่ริบกระดาษสา หลอดพลาสติกและกรรไกรของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 213
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาง เฉลิม บุตรเกตุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4978/2546
#110973
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 โจทก์ฎีกา เมื่อศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ย่อมไม่อาจกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ , ๖๖ , ๖๗ , ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๘๓ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง) ลงโทษจำคุก ๕ ปี จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๖๖ วรรคหนึ่ง) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ ลงโทษจำคุก ๓ ปี ๔ เดือน คำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ ๑ และคำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ ๒ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๓ ปี ๔ เดือน และจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ๒ เดือน ๒๐ วัน ริบเมทแอมเฟตามีน กระดาษสา หลอดพลาสติก และกรรไกรของกลาง ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก คืนธนบัตรจำนวน ๓,๒๒๐ บาท ของกลางให้แก่เจ้าของ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๑ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง และลงโทษจำเลยที่ ๒ ฐานเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๖ เมื่อศาลฎีกาฟังว่าจำเลยที่ ๑ ไม่มีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่อาจเป็นผู้กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในความผิดฐานนี้ได้ ซึ่งเป็นเหตุในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกาย่อมพิพากษาไปถึงจำเลยที่ ๒ ซึ่งมิได้อุทธรณ์ฎีกาได้ ส่วนกระดาษสา หลอดพลาสติกและกรรไกรไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ในการกระทำความผิด คดีนี้จึงไม่อาจริบได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ เสียด้วย และไม่ริบกระดาษสา หลอดพลาสติกและกรรไกรของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83 ม. 86
ป.วิ.อ. ม. 213
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
1 — นางเฉลิม บุตรเกตุ ที่
จำเลย — นายวุฒิเขต กัณฑสิทธิ์ ที่ 2
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายนรินทร์ ทองคำใส
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประพาฬ อนมาน
ชื่อองค์คณะ
สบโชค สุขารมณ์
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962/2546
#55026
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเกินกว่า 2 งวด โจทก์จึงยึดรถที่เช่าซื้อคืน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยทั้งสองมีไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเพียงใด การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญา โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและปัญหานี้มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นอ้างได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ส่วนนี้จึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อวอลโว่ รุ่น 850 จากโจทก์ไปในราคา 1,431,027.84 บาท ตกลงชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ 29,813.08 บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มอีกงวดละ 2,086.92 บาทรวมเป็นเงิน 31,900 บาท ภายในวันที่ 28 ของแต่ละเดือน รวม 48 งวด ชำระงวดแรกวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ 16 ประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ติดต่อกันตลอดมาเกินกว่า 2 งวด ต่อมาวันที่ 16 กันยายน 2541 โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันในวันดังกล่าว โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง686,800 บาท ราคารถยนต์ยังขาดไปจากราคาค่าเช่าซื้ออีก 249,565 บาท และการที่จำเลยที่ 1 ครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ในระหว่างผิดนัด จนถึงวันที่โจทก์ยึดรถคืนเป็นเวลา 5 เดือน ทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้รถยนต์ในระหว่างเวลาดังกล่าวได้จึงขอคิดค่าขาดประโยชน์เดือนละ 10,000 บาท เป็นเงิน 50,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน 299,565 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 299,565 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า ค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นราคารถยนต์กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 ต่อปี ที่โจทก์คิดไว้ล่วงหน้าตลอดระยะเวลาที่กำหนดให้ชำระค่าเช่าซื้อ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อแล้ว 15 งวด เมื่อรวมกับเงินดาวน์ที่ชำระแล้ว ราคารถยนต์ยังขาดอยู่ประมาณ 750,000 บาท ซึ่งโจทก์ควรขายรถยนต์ได้ในราคาดังกล่าว แต่โจทก์ขายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริง โจทก์จึงไม่เสียหายไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา จำเลยที่ 1 ครอบครองรถยนต์โดยมิได้ชำระค่าเช่าซื้อเป็นเวลา 3 เดือน 15 วัน คิดค่าเสียหายเป็นเงินเพียง17,390 บาท หากจำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์ก็ไม่ควรเกินจำนวนดังกล่าวขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 97,066 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 37,066 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จำนวน 37,066 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามฟ้องจากโจทก์ในราคา 1,431,027.84 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด งวดละ 31,900 บาท ต่อเดือนงวดแรกชำระวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 28 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาเช่าซื้อและหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.5 จำเลยที่ 1 ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และชำระค่าเช่าซื้อเรื่อยมา ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 16 ประจำวันที่ 28 พฤษภาคม 2541 ติดต่อกันเกินกว่า 2 งวด โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองได้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2541 ตามหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อและใบตอบรับทางไปรษณีย์เอกสารหมาย จ.9 ถึง จ.11โจทก์ยึดรถยนต์คืนได้จากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 ตามบันทึกการตรวจสภาพรถเอกสารหมาย จ.12 โจทก์นำออกขายได้เงิน 686,800 บาท ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.13

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญานั้นเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเกินกว่า 2 งวด โจทก์จึงยึดรถที่เช่าซื้อคืนเพราะเหตุดังกล่าว ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายตามฟ้องจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยทั้งสองมีไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเพียงใด ส่วนในเรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การถึงจึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถที่เช่าซื้อคืนเพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเกิน 2 งวด ทั้งการยึดรถที่เช่าซื้อคืนถือเป็นการบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 5 อย่างหนึ่ง โดยไม่จำต้องยกเลิกสัญญาเป็นหนังสือแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความรับกันแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ว่า โจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และปัญหานี้มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นอ้างได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ส่วนนี้จึงไม่ชอบ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่ารถยนต์ที่ขาดอยู่เป็นเงิน 60,000บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์จำนวน 37,066 บาทแล้ว เป็นเงิน 97,066 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 37,066 บาทนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สแกนดิเนเวียลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง จุไรรัตน์หรือธัญวรดี เขียวสอาด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4962/2546
#112695
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม แล้วจำเลยที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาโจทก์จึงยึดรถคืนและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายตามฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยทั้งสองมีไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาเพียงใด ส่วนในเรื่องจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การถึง จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถที่เช่าซื้อคืน เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ติดต่อกันเกินกว่า 2 งวด ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความรับกันแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ข้อเท็จจริงใหม่ว่าโจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และปัญหานี้มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

การที่โจทก์ยึดรถที่ให้เช่าซื้อคืนถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้ออย่างหนึ่ง โดยไม่จำต้องบอกเลิกสัญญา เป็นหนังสือแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ไปในราคา ๑,๔๓๑,๐๒๗.๘๔ บาท ตกลงชำระเป็นงวดรายเดือน เดือนละ ๒๙,๘๑๓.๐๘ บาท พร้อมภาษีมูลค่าเพิ่มอีกงวดละ ๒,๐๘๖.๙๒ บาท รวมเป็นเงิน ๓๑,๙๐๐ บาท ภายในวันที่ ๒๘ ของแต่ละเดือน รวม ๔๘ งวด ชำระงวดแรกวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันและยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ ๑ ผิดนัดชำระตั้งแต่งวดที่ ๑๖ ประจำวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ติดต่อกันตลอดมาเกินกว่า ๒ งวด ต่อมาวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๑ โจทก์ติดตามยึดรถยนต์คืนได้ สัญญาเช่าซื้อจึงเลิกกันในวันดังกล่าว โจทก์นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง ๖๘๖,๘๐๐ บาท ราคารถยนต์ ยังขาดไปจากราคาเช่าซื้ออีก ๒๔๙,๕๖๕ บาท และการที่จำเลยที่ ๑ ครอบครองใช้รถยนต์ของโจทก์ในระหว่างผิดนัดจนถึงวันที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนเป็นเวลา ๕ เดือน ทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจใช้รถยนต์ในระหว่างเวลาดังกล่าวได้จึงขอคิด ค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้นเป็นเงิน ๒๙๙,๕๖๕ บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระราคารถยนต์ที่ขาดกับค่าเสียหายเป็นเงิน ๒๙๙,๕๖๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๙๗,๐๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๗,๐๖๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์จำนวน ๓๗,๐๖๖ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีใน ชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความร่วม ๑,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญานั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ เช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเกินกว่า ๒ งวด โจทก์จึงยึดรถที่เช่าซื้อคืนเพราะเหตุดังกล่าว ขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายตามฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ความรับผิดของจำเลยทั้งสองมีไม่ถึงจำนวนที่โจทก์เรียกร้องเท่านั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทเพียงว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจาการที่จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาเพียงใด ส่วนในเรื่องจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาหรือไม่ จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การถึง จึงต้องถือว่าจำเลยทั้งสองยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายมาในคำฟ้องว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันเมื่อโจทก์ยึดรถ ที่เช่าซื้อคืนเพราะเหตุจำเลยที่ ๑ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันเกินกว่า ๒ งวด ทั้งการยึดรถที่เช่าซื้อคืนถือเป็นการบอกเลิกสัญญาตามสัญญาเช่าซื้อข้อ ๕ อย่างหนึ่ง โดยไม่จำต้องยกเลิกสัญญาเป็นหนังสือแต่อย่างใด ศาลอุทธรณ์จึง ไม่มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงซึ่งคู่ความรับกันแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ โจทก์จำเลยต่างสมัครใจเลิกสัญญา โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และปัญหานี้มิใช่ปัญหาเกี่ยวด้วย ความสงบเรียบร้อยของของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์จะยกขึ้นอ้างได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง คำวินิจฉัยของ ศาลอุทธรณ์ส่วนนี้จึงไม่ชอบ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าราคารถยนต์ที่ขาดอยู่เป็นเงิน ๖๐,๐๐๐ บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์จำนวน ๓๗,๐๖๖ บาท แล้ว เป็นเงิน ๙๗,๐๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๓๗,๐๖๖ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกัน ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 572 ม. 574
ป.วิ.พ. ม. 84 (1) ม. 142 วรรคหนึ่ง ม. 177 วรรคสอง ม. 246
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสแกนดิเนเวียลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นางจุไรรัตน์หรือนางธัญวรดี เขียวสอาด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางผัสสพร วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสุพัฒน์ บุญยุบล
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2546
#51031
เปิดฉบับเต็ม

พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับในกรณีปกติธรรมดาทั่วไป การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในรายของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลอันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และการโอนสิทธิเรียกร้องในรายของจำเลย ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนก็ได้มอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกเช่นกันผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2538 จำเลยทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน480,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12.5 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 6,000 บาท โดยกำหนดชำระภายในวันที่ 9 ของทุกเดือนติดต่อกันเริ่มผ่อนชำระตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2538 เป็นต้นไป และกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 180 เดือน นับแต่วันทำสัญญา และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 101,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17.5 ต่อปี กำหนดผ่อนชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน เดือนละ 1,900 บาท โดยกำหนดชำระภายในวันที่ 31 ของทุกเดือนติดต่อกัน เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2541เป็นต้นไป และกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 120 เดือน นับแต่วันทำสัญญานอกจากนี้จำเลยยังได้ตกลงกับโจทก์ว่า หากจำเลยผิดนัดค้างชำระดอกเบี้ยไม่น้อยกว่าปีหนึ่ง จำเลยยอมให้โจทก์นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระทบเป็นต้นเงิน และหากภายหลังจากวันทำสัญญาโจทก์ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นหรือต่ำลงประการใดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนหนี้ที่จำเลยค้างชำระอยู่ในอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์กำหนดขึ้นใหม่และหากจำเลยผิดนัดชำระต้นเงินและหรือดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามกำหนดจำเลยยอมชำระเบี้ยปรับให้แก่โจทก์อีกในอัตราร้อยละ2 ต่อปี จากต้นเงินคงค้างทั้งหมดจนกว่าจะนำต้นเงินในเดือนที่ค้างพร้อมทั้งดอกเบี้ยและเบี้ยปรับมาชำระให้โจทก์เสร็จ ทั้งนี้ต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน หากจำเลยไม่ชำระให้ถือว่าผิดนัดชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยที่คงค้างทั้งหมด และยอมชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนดในขณะผิดนัดนับตั้งแต่วันผิดนัดไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และยอมให้โจทก์เรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันที จำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับไปครบถ้วนแล้ว และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองห้องชุดเลขที่ 234/10 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดทองวดีคอนโดทาวน์ตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ 128116,128117 ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร เป็นประกันการชำระหนี้แก่โจทก์ในวงเงิน 480,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โดยมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ยังขาดเงินอยู่จำนวนเท่าใด จำเลยยอมรับผิดชดใช้ให้โจทก์จนครบถ้วน และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำเลยและโจทก์ได้ทำบันทึกขึ้นเงินจำนองเป็นประกันอีกเป็นเงิน 101,000 บาท รวมเป็นวงเงินจำนองทั้งสิ้น 581,000 บาท โดยเงื่อนไขและข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาจำนองฉบับเดิมทุกประการหลังจากทำสัญญาจำเลยได้นำเงินมาชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน โดยนำมาชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2540จำนวน 101,000 บาท โจทก์นำไปหักชำระดอกเบี้ยได้ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2540 และในวันที่ 31 ธันวาคม 2540 จำเลยมียอดหนี้ต้นเงินตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับเป็นเงิน579,530.95 บาท และจำเลยต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่โจทก์กำหนดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยนับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 261,265.26 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 840,796.21 บาท และในการนำหลักทรัพย์มาจำนองเป็นประกันหนี้ จำเลยยินยอมให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเอาประกันภัยหลักทรัพย์ที่จำนองนั้น โดยจำเลยตกลงเป็นผู้ชำระค่าเบี้ยประกัน หากจำเลยมิได้ชำระค่าเบี้ยประกันและโจทก์ได้ชำระแทนไป จำเลยยอมชำระค่าเบี้ยประกันคืนแก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระแทนไปจนกว่าจำเลยจะชำระคืนแก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาประกันภัยทรัพย์จำนองและชำระค่าเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้รับประกันภัยแทนจำเลยไปจำนวน 4 ครั้ง เป็นเงิน2,335.70 บาท แต่จำเลยมิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาชำระคืนแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยคืนแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีโดยโจทก์ขอคิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ รวมยอดหนี้ที่จำเลยค้างชำระถึงวันฟ้องเป็นเงิน 843,131.91 บาท โจทก์มอบหมายให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาพร้อมทั้งบอกกล่าวให้ชำระหนี้และแจ้งบังคับจำนองไปยังจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 843,131.91 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงิน 579,530.95 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,335.70 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน

จำเลยให้การว่า สัญญากู้เงินตามฟ้องเป็นโมฆะ โจทก์รับจำนองอาคารชุดและคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ไม่ถูกต้องและเป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 โจทก์ได้ทำสัญญาโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยโจทก์ได้โอนจำหน่ายลูกหนี้หรือสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมดดังกล่าวมีจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไปตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 และในการดำเนินคดีนี้ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน 579,530.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้อง และในอัตราร้อยละ 13.75 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้น และให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ยประกันภัยแก่โจทก์เป็นเงิน 2,335.70 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,335.70 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดห้องชุดเลขที่ 234/10 ชั้นที่ 2 อาคารเลขที่ 1 อาคารชุดทองวดีคอนโดทาวน์ ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 128116, 128117 ตำบลสวนหลวง อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนกว่าจะครบถ้วนกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างโจทก์กับผู้ร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวมีรายของจำเลยซึ่งถูกฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลรวมอยู่ด้วย กรณีจึงเป็นการซื้อขายคดีความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 และการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์ ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 เป็นพระราชกำหนดที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ที่ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ โดยจะกระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้และปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวว่า มีกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น และต่อมาได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องการอนุมัติพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 อันเป็นประกาศตามความในมาตรา 218 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติอนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวนั้นแล้ว และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 6ก็บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมายกฎ หรือข้อบังคับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จึงถือได้ว่าพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับในกรณีปกติธรรมดาทั่วไปการโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในรายของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และการโอนสิทธิเรียกร้องในรายของจำเลยนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนก็ได้มอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดนั้นการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกเช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้นจึงชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นนี้ให้"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 306
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 218
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน
โจทก์ — โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์
จำเลย — นางสาว สุวิมล มานะรวยสมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2546
#112684
เปิดฉบับเต็ม

การโอนสิทธิเรียกร้องอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในรายของจำเลยที่ถูกโจทก์ซึ่งเป็นสถาบันการเงินฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล เป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ จึงไม่ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. ผู้รับโอน เมื่อผู้รับโอนได้มอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าว การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็น ลูกหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. จึงมีสิทธิยื่นคำร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตาม พ.ร.ก. บริษัทบริหารสินทรัพย์ฯ มาตรา 7 คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๘๔๓,๑๓๑.๙๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๓.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๗๙,๕๓๐.๙๕ บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๓๓๕.๗๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๔ โจทก์ได้ทำสัญญาโอนขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ โดยโจทก์ได้โอนจำหน่ายลูกหนี้หรือสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพให้แก่ผู้ร้อง ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพทั้งหมดดังกล่าวมีจำเลยรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงขอเข้าสวมสิทธิ เป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีนี้เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยต่อไป ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ และในการดำเนินคดีนี้ผู้ร้องได้มอบอำนาจให้ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินคดีแทน ศาลชั้นต้น อนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นเงิน ๕๗๙,๕๓๐.๙๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนถึงวันฟ้องและในอัตราร้อยละ ๑๓.๗๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ให้โจทก์เสร็จสิ้นและให้จำเลยชำระเงินค่าเบี้ย ประกันภัยแก่โจทก์เป็นเงิน ๒,๓๓๕.๗๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๓๓๕.๗๐ บาท นับตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินดังกล่าวเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างโจทก์กับผู้ร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งในจำนวนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพดังกล่าวมีรายของจำเลยซึ่งถูกฟ้อง บังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลรวมอยู่ด้วย กรณีจึงเป็นการซื้อขายคดีความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม อันดีของประชาชนเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และการโอนสิทธิเรียกร้องไม่สมบูรณ์ ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายดังกล่าว การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นพระราชกำหนดที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่ให้อำนาจ พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัย ของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ โดย จะกระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และปรากฏตามหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวว่า มีกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น และต่อมาได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการอนุมัติพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นประกาศตามความในมาตรา ๒๑๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่า ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติอนุมัติ พระราชกำหนดดังกล่าวนั้นแล้ว และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๖ ก็บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ จึงถือได้ว่าพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เป็นบทยกเว้นหลักการและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ใช้บังคับในกรณีปกติธรรมดาทั่วไป การโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพในรายของจำเลยที่ถูกโจทก์ฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล อันเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา ๗ แห่งพระราชกำหนด ดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ และการโอนสิทธิเรียกร้องในรายของจำเลยนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับโอนก็ได้มอบอำนาจให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นผู้รับมอบอำนาจดำเนินคดีแทน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการมอบหมายให้โจทก์เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้นตามมาตรา ๙ แห่งพระราชกำหนดนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างโจทก์กับผู้ร้องจึงเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามมาตรา ๓๐๖ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อีกเช่นกัน ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ คำสั่งศาลชั้นต้น ที่อนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์นั้นจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นนี้ให้.

(สุภิญโญ ชยารักษ์ - วิชา มหาคุณ - ประทีป ปิติสันต์)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 306
พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ม. 7 ม. 9
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)
ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด
จำเลย — นางสาวสุวิมล มานะรวยสมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอนันต์ ปัทมาคม
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2546
#50860
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันยื่นคำร้อง จำเลยที่ 1 ย่อมไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันในวันนั้นเพราะวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ทราบเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลเนื่องจากยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษาเลย แต่ทนายจำเลยที่ 1 ก็ได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องว่าให้มาฟังคำสั่งในวันที่ล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์ แสดงว่าทนายจำเลยที่ 1 ยอมรับผลการสั่งของศาลแล้วว่าหากศาลไม่อนุญาตจำเลยที่ 1 ย่อมเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ กรณีจึงถือไม่ได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน84,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดี กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยที่ 1ยังมิได้ขอคัดคำพิพากษา เนื่องจากมาจดรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ทนายจำเลยที่ 1 มีคดีที่ต้องเรียกอุทธรณ์และทำคำแก้อุทธรณ์อีกหลายคดี จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มีกำหนด 20 วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรที่จะขอขยายระยะเวลายกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้ออ้างตามคำร้องของจำเลยที่ 1ที่อ้างว่าทนายจำเลยที่ 1 มีคดีที่ต้องเรียงอุทธรณ์และทำคำแก้อุทธรณ์อื่นหลายคดี มิใช่พฤติการณ์พิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 จึงไม่มีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้ได้ จำเลยที่ 1 ฎีกาประการแรกว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างว่ามีพฤติการณ์พิเศษแล้ว เห็นว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่คู่ความจะทำอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งได้ก็ต้องทราบเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงของศาล เมื่อตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งยื่นในวันที่ 29 มกราคม 2544เวลา 11.15 นาฬิกา อันเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์นั้นระบุข้อความในตอนต้นว่าทนายจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษา จึงส่อแสดงให้เห็นว่าการยื่นอุทธรณ์ไม่ทันภายในกำหนดมิใช่มาจากเหตุที่ทนายจำเลยที่ 1 มีคดีที่จะต้องเขียนอุทธรณ์และทำคำแก้อุทธรณ์อีกหลายคดีดังที่ทนายจำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในตอนท้าย จึงถือไม่ได้ว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์พิเศษ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาประการต่อมาว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคำร้องขอขยายระยะเวลาในวันยื่นคำร้องทำให้จำเลยที่ 1 เสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์นั้น เห็นว่าแม้ศาลจะสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันยื่นคำร้อง จำเลยที่ 1 ก็คงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันในวันนั้น เพราะวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ก็ยังไม่ทราบเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลเนื่องจากยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษาเลย นอกจากนี้ทนายจำเลยที่ 1 ก็ได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องว่าให้มาฟังคำสั่งในวันที่ล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์ แสดงว่าทนายจำเลยที่ 1 ยอมรับผลการสั่งของศาลแล้วว่าหากศาลไม่อนุญาตจำเลยที่ 1 ย่อมเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะมาโต้แย้งในภายหลังหาชอบไม่ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — พันตรี นริศ ขาวเกตุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4884/2546
#112663
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 29 มกราคม 2544 เวลา 11.15 นาฬิกา อันเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ ข้อความในคำร้องตอนต้นระบุว่าทนายจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษา ส่อแสดงให้เห็นว่าการยื่นอุทธรณ์ไม่ทันภายในกำหนด มิใช่มาจากเหตุที่ทนายจำเลยที่ 1 มีคดีที่จะต้องเขียนอุทธรณ์และทำคำแก้อุทธรณ์อีกหลายคดีดังที่ทนายจำเลยที่ 1 อ้างในคำร้อง จึงถือไม่ได้ว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์พิเศษ

แม้ศาลจะสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันยื่นคำร้อง จำเลยที่ 1 ก็คงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันในวันนั้น เพราะวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และจำเลยที่ 1 ยังไม่ทราบเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลเนื่องจากยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษา อีกทั้งทนายจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องว่าให้มาฟังคำสั่งในวันที่ล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์ แสดงว่าทนายจำเลยที่ 1 ยอมรับผลการสั่งของศาลแล้วว่าหากศาลไม่อนุญาตจำเลยที่ 1 ย่อมเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยที่ 1 จะมาโต้แย้งในภายหลังหาชอบไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีก่อนจำเลยที่ ๑ แพ้คดี ในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๔ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยที่ ๑ มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องว่า ทนายจำเลยที่ ๑ ยังมิได้ขอคัดคำพิพากษา เนื่องจากมาจดรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ ทนายจำเลยที่ ๑ มีคดีที่ต้องเรียงอุทธรณ์และทำคำแก้อุทธรณ์อีกหลายคดี จึงขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์มีกำหนด ๒๐ วัน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำร้องไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรที่จะขอขยายระยะเวลา ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นอุทธรณ์นั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่คู่ความจะทำคำอุทธรณ์ที่ชัดแจ้งได้ก็ต้องทราบเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงของศาล เมื่อตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งยื่นในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๔ เวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา อันเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์นั้นระบุข้อความในตอนต้นว่า ทนายจำเลยที่ ๑ ยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษา จึงส่อแสดงให้เห็นว่าการยื่นอุทธรณ์ไม่ทันภายในกำหนด มิใช่มาจากเหตุที่ทนายจำเลยที่ ๑ มีคดีที่จะต้องเขียนอุทธรณ์และทำคำแก้อุทธรณ์อีกหลายคดี ดังที่ทนายจำเลยที่ ๑ อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในตอนท้าย จึงถือไม่ได้ว่าตามคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ มีพฤติการณ์พิเศษ

แม้ศาลจะสั่งยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันยื่นคำร้อง จำเลยที่ ๑ ก็คงไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ทันในวันนั้น เพราะวันดังกล่าวเป็นวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และจำเลยที่ ๑ ก็ยังไม่ทราบเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลเนื่องจากยังไม่ได้ขอคัดคำพิพากษาเลย นอกจากนี้ทนายจำเลยที่ ๑ ก็ได้ลงชื่อรับทราบในคำร้องว่าให้มาฟังคำสั่งในวันที่ล่วงเลยกำหนดยื่นอุทธรณ์ แสดงว่าทนายจำเลยที่ ๑ ยอมรับผลการสั่งของศาลแล้วว่าหากศาลไม่อนุญาตจำเลยที่ ๑ ย่อมเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ดังนั้น จำเลยที่ ๑ จะมาโต้แย้งในภายหลังหาชอบไม่ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ ๑ นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทสยามพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน)
จำเลย — พันตรีนริศ ขาวเกตุ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางสาววรลักษณ์ รัตนพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ — นายสรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4873/2546
#50859
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยตั้งแต่วันที่ 20มกราคม 2540 แต่จำเลยยังอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวอยู่คดีเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนไม่รับฟ้องแย้งของจำเลย กรณีนี้ต้องถือว่าก่อนที่คดีจะถึงที่สุด เงินค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวยังไม่เป็นเงินค้างจ่าย เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงจะเป็นเงินค้างจ่ายที่ผู้มีสิทธิจะต้องเรียกเอาภายใน5 ปี การที่จำเลยยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2545ยังไม่พ้น 5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงเป็นการเรียกเอาภายในกำหนดเวลาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงิน10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ชำระเงิน 10,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งเจ็ด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 มกราคม2540 ให้รับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเจ็ดเห็นว่าไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำแถลงลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2545 อนุญาตให้จ่ายตามระเบียบ ต่อมาวันที่ 17มิถุนายน 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20มกราคม 2540 จำเลยทั้งเจ็ดสามารถขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนได้นับแต่วันดังกล่าวเมื่อจำเลยทั้งเจ็ดไม่ขอรับคืนภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นรายได้แผ่นดิน ที่ศาลสั่งอนุญาตให้รับค่าขึ้นศาลคืนเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2545 เป็นการสั่งที่ผิดหลง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตลงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 และมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งเจ็ดรับค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท เนื่องจากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ขอรับคืนภายใน 5 ปีนับแต่วันที่มีสิทธิรับคืน

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดว่าจำเลยทั้งเจ็ดได้เรียกเอาค่าขึ้นศาลคืนภายในกำหนด 5 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งเจ็ดตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2540 ก็ตาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็ยังอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวอยู่ คดีเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเจ็ดกรณีนี้ต้องถือว่าก่อนที่คดีจะถึงที่สุด เงินค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวยังไม่เป็นเงินค้างจ่ายเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงจะเป็นเงินค้างจ่ายที่ผู้มีสิทธิจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี การที่จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ยังไม่พ้น5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงเป็นการเรียกเอาภายในกำหนดเวลาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติไว้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งเจ็ดรับค่าขึ้นศาลคืน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งเจ็ดค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมบัติ โดดดารา
จำเลย — นาย เสมอ เชาว์ไว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4873/2546
#112644
เปิดฉบับเต็ม

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งเจ็ดตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2540 ก็ตาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็ยังอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวอยู่ คดีเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2543 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเจ็ด กรณีนี้ต้องถือว่าก่อนคดีจะถึงที่สุด เงินค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าวยังไม่เป็นเงินค้างจ่าย เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงจะเป็นเงินค้างจ่ายที่ผู้มีสิทธิจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี การที่จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2545 ยังไม่พ้น 5 ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงเป็นการเรียกเอาภายในกำหนดเวลาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติไว้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งเจ็ดให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชำระเงินแก่จำเลย ทั้งเจ็ด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๐ ให้รับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเจ็ดเห็นว่าไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมจึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมด จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์ขอให้รับฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งเจ็ดฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้คู่ความฟัง เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๓

จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำแถลงลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๕ ขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ อนุญาตให้จ่ายตามระเบียบ ต่อมาวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๐ จำเลยทั้งเจ็ดสามารถขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนได้นับแต่วันดังกล่าว เมื่อจำเลยทั้งเจ็ดไม่ขอรับคืนภายใน ๕ ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นรายได้แผ่นดิน ที่ศาลสั่งอนุญาตให้รับค่าขึ้นศาลคืนเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการสั่งที่ผิดหลง อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ จึงมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งอนุญาตลงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ และมีคำสั่งใหม่ว่า ไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งเจ็ดรับค่าขึ้นศาล จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากจำเลยทั้งเจ็ดไม่ขอรับคืนภายใน ๕ ปี นับแต่วันที่มีสิทธิรับคืน

จำเลยทั้งเจ็ดอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดว่า จำเลยทั้งเจ็ดได้เรียกเอาค่าขึ้นศาลคืนภายในกำหนด ๕ ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ หรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมี คำสั่งไม่รับฟ้องแย้งและให้คืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยทั้งเจ็ดตั้งแต่วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๔๐ ก็ตาม แต่จำเลยทั้งเจ็ดก็ยังอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องแย้งดังกล่าวอยู่ คดีเพิ่งถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๓ โดยศาลฎีกาพิพากษายืนไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยทั้งเจ็ด กรณีนี้ต้องถือว่าก่อนที่คดีจะถึงที่สุด เงินค่าขึ้นศาลจำนวนดังกล่าว ยังไม่เป็นเงินค้างจ่าย เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วจึงจะเป็นเงินค้างจ่ายที่ผู้มีสิทธิจะต้องเรียกเอาภายใน ๕ ปี การที่จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าขึ้นศาลคืนเมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๔ ยังไม่พ้น ๕ ปี นับแต่คดีถึงที่สุด จึงเป็นการเรียกเอา ภายในกำหนดเวลาตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ บัญญัติไว้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยทั้งเจ็ดรับค่าขึ้นศาลคืน ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งเจ็ดฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่จำเลยทั้งเจ็ด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมบัติ โดดดารา
จำเลย — นายเสมอ เชาว์ไว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรรถสิทธิ์ รอดบำรุง
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4807/2546
#111378
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ส่งของ จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้ขนส่ง ส่วนจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างผู้ส่งกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ขนส่งอื่นตามความหมายของนิยามคำว่า "ผู้ขนส่งอื่น" ในมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 แต่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นตัวการถือได้ว่าเป็นผู้ขนส่งอื่นเพราะการออกใบตราส่งของจำเลยที่ 2 ผูกพันจำเลยที่ 3 ผู้เป็นตัวการ เท่ากับจำเลยที่ 3 เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวตามสัญญารับขนของทางทะเลช่วงจากกรุงเทพมหานครไปสิงคโปร์ และการที่จำเลยที่ 3 ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าลงเรือของจำเลยที่ 4 ให้จำเลยที่ 4 ขนส่งสินค้านั้นต่อไปยังท่าปลายทาง เป็นการที่ผู้ขนส่งอื่นได้มอบหมายช่วงต่อไปอีกทอดหนึ่ง จำเลยที่ 4 จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นตามคำนิยามใน พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 3 ด้วย เมื่อสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง และจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้ขนส่งอื่น โดยมิใช่ความผิดของผู้ส่งของ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ 3 กับจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ขนส่งอื่น จึงต้องร่วมกันรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าดังกล่าวต่อผู้รับโอนใบตราส่ง ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 39 และมาตรา 43 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 และมาตรา 45

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 ทำสัญญากับผู้ส่งของโดยตรงในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 3 ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดต่อผู้ส่งของโดยผลของกฎหมายคือ ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 39 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้รับโอนใบตราส่งโดยลำพังตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 และเมื่อจำเลยที่ 2 มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ต่อผู้รับโอนใบตราส่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินฐานผิดสัญญารับขนของทางทะเลจำนวน ๘๘๓,๓๕๓.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน ๘๒๕,๓๕๒.๗๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้รับจัดการขนส่ง (Freight Forwarder) จึงไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ ๒ ไม่เคยประกอบกิจการขนส่งทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ หากแต่เป็นเพียงตัวแทนเรือ ไม่ได้เกี่ยวข้องในการขนส่งสินค้า จำเลยที่ ๒ มีหน้าที่เพียงตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์เพื่อให้ผู้ส่งสินค้านำสินค้าบรรจุเข้าตู้และลงชื่อในใบตราส่งแทนจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ ไม่ใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นและไม่ได้ร่วมขนส่งสินค้าตามคำฟ้อง จำเลยที่ ๔ ไม่เกี่ยวข้องและไม่มีนิติสัมพันธ์กับผู้ส่งสินค้าหรือผู้รับตราส่ง ตลอดจนไม่ได้ทำสัญญารับขนกับผู้ส่งสินค้าเพราะคู่สัญญารับขนในคดีนี้คือจำเลยที่ ๑ กับบริษัทไทยเกรท โปรดักส์ จำกัด จำเลยที่ ๑ มอบหมายให้จำเลยที่ ๓ เป็นผู้ทำการขนส่งต่อไปอีกทอด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยทั้งสี่เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าของเล่นสุนัขไว้จากบริษัทไทยเกรท โปรดักส์ จำกัด ผู้ส่งซึ่งว่าจ้างจำเลยที่ ๑ ให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากกรุงเทพมหานครไปส่งมอบให้แก่ผู้รับสินค้าที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ในระบบ ซีเอฟเอส/ซีวาย (CFS/CY (Container Freight Station / Container Yard)) ซึ่งหมายถึงผู้ส่งสินค้านำสินค้าไปมอบให้ผู้ขนส่ง และผู้ขนส่งจะเป็นผู้นำสินค้าเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อถึงท่าเรือปลายทางผู้รับสินค้าจะเป็นผู้นำตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือไปเปิดเอง โดยจำเลยที่ ๑ ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่ง บริษัทวิลเฮล์ม นูมัน จีเอ็มบีเอช จำกัด เป็นผู้รับตราส่ง จำเลยที่ ๑ ได้นำเรือลาลาซาร์ โดยมีจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๓ บรรทุกสินค้าของเล่นสุนัขดังกล่าวจากกรุงเทพมหานครในระบบแอลซีแอล/เอฟซีแอล (LCL/FCL (Less than Container Load / Full Container Load)) หมายถึง จำเลยที่ ๑ นำของเข้าบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ไม่เต็มตู้หรือมิใช่การเช่าเหมาทั้งตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าดังกล่าวได้ถูกถ่ายลงเรือของจำเลยที่ ๔ ที่ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ เมื่อถึงท่าเรือปลายทาง ปรากฏว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเนื่องจากเปียกน้ำ เป็นเชื้อราและอ่อนนิ่ม ไม่สามารถใช้เป็นประโยชน์ได้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งตามคำฟ้องต่อโจทก์ผู้รับประกันภัยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ทำสัญญารับขนของทางทะเลกับบริษัทไทยเกรท โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งของ จำเลยที่ ๑ จึงเป็นผู้ขนส่ง สำหรับจำเลยที่ ๒ แม้จะเป็นผู้ออกใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ ๑ แต่โจทก์กับจำเลยทั้งสี่นำสืบรับกันว่า จำเลยที่ ๒ ออกใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ซึ่งอยู่ที่ไต้หวันและเป็นเจ้าของเรือลาลาซาร์ที่ขนส่งสินค้าของเล่นสุนัขตามคำฟ้องจากกรุงเทพมหานครไปยังเมืองท่าสิงคโปร์ จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ผู้ขนส่งให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวตามสัญญารับขนของทางทะเลระหว่างผู้ส่งกับจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จึงมิใช่ผู้ขนส่งอื่นตามความหมายของนิยามคำว่า "ผู้ขนส่งอื่น" ในมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ แต่จำเลยที่ ๓ ซึ่งเป็นตัวการถือได้ว่าเป็นผู้ขนส่งอื่น เพราะการออกใบตราส่งของจำเลยที่ ๒ ผูกพันจำเลยที่ ๓ ผู้เป็นตัวการ เท่ากับจำเลยที่ ๓ เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ ๑ ผู้ขนส่ง ให้ทำการขนส่งสินค้าดังกล่าวตามสัญญารับขนของทางทะเลช่วงจากกรุงเทพมหานครไปเมืองท่าสิงคโปร์ และการที่จำเลยที่ ๓ ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งบรรจุสินค้าตามคำฟ้องลงเรือของจำเลยที่ ๔ ให้จำเลยที่ ๔ ขนส่งสินค้านั้นต่อไปยังท่าปลายทางที่เมืองฮัมบูร์กนั้น เป็นการที่ผู้ขนส่งอื่นได้มอบหมายช่วงต่อไปอีกทอดหนึ่ง จำเลยที่ ๔ จึงเป็นผู้ขนส่งอื่นตามคำนิยามใน พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓ ด้วย ปัญหาว่าสินค้าของเล่นสุนัขตามคำฟ้องได้รับความเสียหายระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๑ ผู้ขนส่ง จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ผู้ขนส่งอื่นหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะบริษัทไทยเกรท โปรดักส์ จำกัด ผู้ส่งของนำสินค้าที่ขนส่งมาส่งมอบให้จำเลยที่ ๑ นั้น สภาพสินค้าเป็นปกติเรียบร้อยทุกประการ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ต่อไปว่า สินค้าของเล่นสุนัขตามคำฟ้องได้รับความเสียหายระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ ๑ ผู้ขนส่งและจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ผู้ขนส่งอื่น โดยมิใช่ความผิดของผู้ส่งของ จำเลยที่ ๑ ในฐานะผู้ขนส่งและจำเลยที่ ๓ กับจำเลยที่ ๔ ในฐานะผู้ขนส่งอื่นจึงต้องร่วมกันรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าดังกล่าวต่อบริษัทวิลเฮล์ม นูมัน จีเอ็มบีเอช จำกัด ผู้รับโอนใบตราส่งสินค้าดังกล่าวจากบริษัทไทยเกรท โปรดักส์ จำกัด ผู้ส่งสินค้านั้น ตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๓๙ และ ๔๓ มาตรา ๔๔ ประกอบมาตรา ๓๙ และมาตรา ๔๕

ปัญหาว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๒๔ ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญากับผู้ส่งของโดยตรงในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ ๓ แต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ ๓ ผู้ขนส่งอื่นต้องรับผิดต่อผู้ส่งของโดยผลของกฎหมายคือตาม พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๔๔ ประกอบมาตรา ๓๙ จำเลยที่ ๒ ในฐานะตัวแทนจึงไม่ต้องรับผิดต่อผู้รับโอนใบตราส่งโดยลำพังตนเองตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๒๔ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ ๒ มิใช่ผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่นและไม่ต้องรับผิดในฐานะตัวแทนโดยลำพังตนเองดังได้วินิจฉัยแล้ว จำเลยที่ ๒ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ต่อผู้รับโอนใบตราส่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยสินค้าที่ขนส่งดังกล่าวได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทวิลเฮล์ม นูมัน จีเอ็มบีเอช จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับโอนใบตราส่งสินค้าดังกล่าวจากบริษัทไทยเกรท โปรดักส์ จำกัด ผู้ขายสินค้านั้นและเป็นผู้เอาประกันภัยสินค้าดังกล่าวไว้แก่โจทก์ โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทวิลเฮล์ม นูมัน จีเอ็มบีเอช จำกัด มาเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ได้ จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ จึงต้องรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สินค้าที่ขนส่งตามคำฟ้องแก่โจทก์ผู้รับช่วงสิทธิ

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นต้นเงินจำนวน ๗๐๗,๓๘๗.๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ คงให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ และให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๓ และที่ ๔ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๖,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ม. 3 ม. 39 ม. 43 ม. 44 ม. 45
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทนิวแฮมพ์เชอร์ อินชัวรันส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทฮาร์เปอร์ส ซี เฟรท จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวุฒิพงศ์ เวชยานนท์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4801/2546
#50724
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องว่าจำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์แล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ขอบังคับให้ขับไล่จำเลยกับใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความถือว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม โจทก์จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษานั้น จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงินจำนวน 600,000 บาท ในคดีดังกล่าว แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอบังคับให้จำเลยออกไปจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ ซึ่งจำเลยผิดสัญญา และเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกัน จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 8473 เนื้อที่ 98 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 137/3 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2542 โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านดังกล่าวให้แก่จำเลย โดยจำเลยต้องชำระเงินจำนวน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์โดยนัดโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินกันในวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ตามคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอบังคับให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ 137/3 และที่ดินโฉนดเลขที่8473 ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และห้ามมิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินดังกล่าวกับให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทเดียวกันกับคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยเข้าอยู่อาศัย แต่ต่อมาไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไปแจ้งให้จำเลยออกไป จำเลยไม่ยอมออก จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านเลขที่ 137/3 ตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงิน600,000 บาท โจทก์และจำเลยตกลงจะไปโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นได้ว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีดังกล่าวก็คือ จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ตามฟ้อง แล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ได้แจ้งให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยไม่ยอมออก และมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปกับใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันดังกล่าวและศาลพิพากษาตามยอมข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม โจทก์จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงินจำนวน 600,000 บาทในคดีดังกล่าวแต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยผิดสัญญา และเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมคำฟ้องคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกับคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 476/2542 ของศาลชั้นต้นที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 8473 ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานีและบ้านเลขที่ 137/3 หมู่ที่ 2 ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว คูณศิลป์ ภูอาบอ่อน
จำเลย — นาง ชวน ภูตะวัน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4801/2546
#111012
เปิดฉบับเต็ม

คดีเดิมโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้อาศัยออกจากที่ดินและบ้านพิพาท จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์จะโอนที่ดินและบ้านพิพาทให้จำเลย ส่วนจำเลยจะให้เงินโจทก์ 600,000 บาท และระบุวันรับโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินไว้ หากฝ่ายใดผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที แต่จำเลยผิดนัด โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนี้ สภาพข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีเดิมคือ จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่ต่อไป แต่เมื่อโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การ และฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือได้ว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงิน 600,000 บาท ในคดีดังกล่าว แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านพิพาท เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเดิมซึ่งจำเลยผิดสัญญา และเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม คดีทั้งสองจึงมีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกัน ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๗๓ ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และห้ามมิให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับบ้านและที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท แต่ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ วรรคหนึ่ง พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์พิพาทเดียวกันกับคดีนี้โดยอ้างว่าโจทก์ให้จำเลยเข้าอยู่อาศัย แต่ต่อมาไม่ประสงค์จะให้จำเลยอยู่อาศัยอีกต่อไป แจ้งให้จำเลยออกไป จำเลยไม่ยอมออก จำเลยให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์และฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่า โจทก์ตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ ตามฟ้องให้แก่จำเลยโดยจำเลยยินยอมชำระเงินค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท โจทก์และจำเลยตกลงจะไปโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงินกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานีในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๒ หากฝ่ายใดผิดสัญญาให้บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว เห็นได้ว่า สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีดังกล่าวก็คือ จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินและบ้านของโจทก์ตามฟ้อง แล้วโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยอาศัยอยู่ต่อไป ได้แจ้งให้จำเลยออกไปแล้ว จำเลยไม่ยอมออก และมีคำขอบังคับให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปกับใช้ค่าเสียหาย แต่เมื่อโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมกันดังกล่าวและศาลพิพากษาตามยอม ข้อโต้แย้งสิทธิตามคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งได้ถูกแปลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ถือว่าประเด็นแห่งคดีได้มีการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้วโดยคำพิพากษาตามยอม โจทก์จำเลยมีหน้าที่ปฏิบัติตามคำพิพากษาซึ่งพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น จำเลยจึงครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะขอบังคับคดีให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท ในคดีดังกล่าว แต่การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ อ้างว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและบ้านตามฟ้อง เป็นคำฟ้องที่มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เกิดขึ้นใหม่จากการที่จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยผิดสัญญาและเป็นเรื่องที่โจทก์โต้แย้งสิทธิของจำเลยนอกเหนือจากการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม คำฟ้องคดีนี้จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุคนละอย่างกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ ๔๗๖/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๔๗๓ ตำบลบ้านกลาง (บ้านใหม่) อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี และบ้านเลขที่ ๑๓๗/๓ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๕๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 138 ม. 145 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาวคูณศิลป์ ภูอาบอ่อน
จำเลย — นางชวน ภูตะวัน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดปทุมธานี — นายวิโรจน์ มณีธนวรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4793/2546
#55025
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท โดยมีข้อตกลงว่าจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว จึงเป็นสัญญาจะซื้อขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองโจทก์ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วนและจำเลยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้วแม้สิทธิครอบครองจะยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์เพราะคู่สัญญาประสงค์จะให้มีการโอนทางทะเบียน แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ตามมาตรา 193/27 และ 241 แม้โจทก์จะฟ้องคดีเกิน 10 ปี คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ

แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินด้านทิศใต้ส่วนที่โจทก์ครอบครอง แล้วโอนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ก็เป็นเพียงประมาณการเท่านั้นเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ช่างรังวัดสอบเขตและทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยโจทก์และจำเลยเป็นผู้นำชี้ซึ่งช่างรังวัดที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองได้เนื้อที่27 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเนื้อที่ซึ่งปรากฏในแผนที่พิพาทได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2516 จำเลยแบ่งขายที่ดินมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตั้งอยู่หมู่ที่ 4 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ (เดิมจังหวัดอุบลราชธานี) เนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้โจทก์ในราคา 1,000 บาท โดยตกลงจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์เมื่อจำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วโจทก์ได้เข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตั้งแต่วันซื้อขายและต่อมาปี 2524 โจทก์ได้ซื้อที่ดินส่วนที่จำเลยแบ่งขายให้นายสีจันหรือศรีจันทร์ต่อจากนายสีจันหรือศรีจันทร์อีกประมาณ 15 ไร่แล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์รวมกันเป็นเนื้อที่ 25 ไร่ ตลอดมาจนกระทั่งปี 2538จำเลยแจ้งว่าจะนำที่ดินดังกล่าวไปออกโฉนดในนามจำเลยแล้วจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์ แต่เมื่อจำเลยได้รับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวเลขที่ 13524 แล้วไม่ดำเนินการโจทก์บอกกล่าวหลายครั้ง จำเลยก็เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13524 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ด้านทิศใต้ส่วนที่โจทก์ครอบครองทำประโยชน์แล้วโอนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ หากไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์และนายสีจันหรือศรีจันทร์โจทก์ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทโดยการเช่าและขออาศัยทำกินจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท การซื้อขายไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ โจทก์ฟ้องเมื่อพ้นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่โจทก์อ้างว่ามีการซื้อขายจึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 3,000 บาทแทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเดิมเลขที่ 13524 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ (เดิมจังหวัดอุบลราชธานี) มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องแบ่งแยกและจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า ที่ดินพิพาทที่โจทก์ครอบครองนั้น โจทก์ซื้อหรือเช่าจากจำเลยโจทก์มีตัวโจทก์ นายบุญโฮม บัวทอง นายพูล ปานพรมและนายสีจันหรือศรีจันทร์ ปานะพรม เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ที่ดินของจำเลยทั้งหมดเดิมมีหลักฐานเป็น ส.ค. 1 เนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ เมื่อปี 2512 จำเลยตัดถนนรอบที่ดินแล้วแบ่งที่ดินเป็นแปลงย่อยเนื้อที่แปลงละ 5 ไร่เพื่อแบ่งขายในราคาแปลงละ 500 บาท โจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินพิพาทจากจำเลยเมื่อปี 2516 จำนวน 10 ไร่ ชำระราคาและส่งมอบที่ดินตั้งแต่วันซื้อขายโดยจำเลยตกลงจดทะเบียนโอนให้โจทก์เมื่อได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว และต่อมาปี 2524โจทก์ซื้อที่ดินต่อจากนายสีจันหรือศรีจันทร์ซึ่งนายสีจันหรือศรีจันทร์ซื้อมาจากจำเลยอีก 15 ไร่ การซื้อขายดังกล่าวจำเลยรู้เห็นและตกลงจะจดทะเบียนโอนให้โจทก์พร้อมกับที่ดินพิพาทซึ่งโจทก์ซื้อไว้แต่เดิมรวมเป็น 25 ไร่ เมื่อจำเลยได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส. 3) แล้วต่อมาปี 2532 โจทก์จำเลยและนายสีจันหรือศรีจันทร์จึงไปยื่นคำร้องที่สำนักงานที่ดินอำเภอหัวตะพานขอให้แบ่งแยกที่ดินแต่ไม่สำเร็จ เห็นว่า พยานโจทก์ดังกล่าวล้วนเป็นชาวบ้านอยู่ในหมู่บ้านที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ทั้งมีอายุมากและบางคนเคยเป็นสารวัตรกำนันมาก่อน ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับที่ดินความเป็นไปเกี่ยวกับที่ดินในหมู่บ้านดีว่าที่ดินแปลงใดใครเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง และไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงว่าจะเบิกความเข้าข้างฝ่ายโจทก์และหลังจากโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาตั้งแต่ปี 2517 ถึงปัจจุบันตามเอกสารหมาย จ.3 ถึง จ.6 อันเป็นการสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ครอบครองที่ดินพิพาท ที่จำเลยอ้างว่าโจทก์เช่าที่ดินพิพาท ก็มีตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานใดมาสนับสนุนว่าสัญญาทำเมื่อไร มีกำหนดระยะเวลากี่ปีจำเลยอ้างว่าโจทก์เช่าที่ดินพิพาทตั้งแต่ปี 2516 ถึงขณะโจทก์ฟ้องเป็นระยะเวลา 20 กว่าปีแล้ว จำเลยก็มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าสัญญาเช่าสิ้นสุดเมื่อไรมีการต่อสัญญาเช่ากี่ครั้งหรือมีการเพิ่มค่าเช่ากี่ครั้งเป็นจำนวนเงินเท่าใด คำเบิกความของจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ ทั้งได้ความจากคำเบิกความของนายวัชรชัย สุจริตพิทักษ์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นนายช่างรังวัดที่ดินว่า ขณะไปทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งศาลบริเวณที่ดินพิพาทมีต้นมะม่วงปลูกเป็นแถวและเว้นระยะอย่างเป็นระเบียบ ก็สอดคล้องกับพยานโจทก์ที่ว่า หลังจากโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยแล้ว โจทก์ได้ปลูกมะม่วงเต็มเนื้อที่ตามภาพถ่ายหมาย จ.7 และตามภาพถ่ายดังกล่าวปรากฏว่าเป็นมะม่วงต้นใหญ่เต็มไปหมด แสดงให้เห็นว่าโจทก์ปลูกมะม่วงมานานหลายปีซึ่งถ้าโจทก์เช่าที่ดินพิพาทจากจำเลย ระยะเวลาการครอบครองที่ดินพิพาทมีจำกัด โจทก์ย่อมไม่ปลูกมะม่วงซึ่งเป็นไม้ยืนต้น และให้ผลิตผลช้า อันเป็นเหตุผลหนึ่งทำให้น่าเชื่อว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย แต่การที่โจทก์จำเลยตกลงซื้อขายที่ดินพิพาท โดยมีข้อตกลงกันด้วยว่าจะไปจดทะเบียนแบ่งแยกและโอนให้โจทก์เมื่อจำเลยนำที่ดินพิพาทไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว การซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยจึงเป็นสัญญาจะซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคสองโจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินกับจำเลย และได้ชำระเงินให้จำเลยครบถ้วน จำเลยมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว โจทก์ยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทในฐานะเป็นผู้จะซื้อตลอดมาตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำไว้กับจำเลย แม้สิทธิครอบครองจะยังไม่โอนมาเป็นของโจทก์ เพราะคู่สัญญาประสงค์จะให้มีการโอนทางทะเบียนก็ตาม แต่โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิยึดหน่วงที่ดินพิพาทไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ได้ โจทก์ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงย่อมมีสิทธิบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/27 และ 241 แม้โจทก์จะฟ้องคดีเกิน10 ปี คดีโจทก์ก็ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

อนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยไปแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 13524ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ ด้านทิศใต้ส่วนที่โจทก์ครอบครองแล้วโอนให้โจทก์เป็นเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่นั้น ก็เป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินให้ช่างรังวัดสอบเขตและทำแผนที่พิพาทตามคำสั่งของศาลชั้นต้นโดยโจทก์และจำเลยเป็นผู้นำชี้ที่ดินพิพาทซึ่งช่างรังวัดที่ดินพิพาทส่วนที่โจทก์ครอบครองได้เนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 โจทก์และจำเลยรับว่าแผนที่พิพาทดังกล่าวถูกต้อง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามเนื้อที่ซึ่งปรากฏในแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

พิพากษากลับ ให้จำเลยรังวัดแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดเลขที่ 13524 ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ เฉพาะส่วนด้านทิศส่วนที่โจทก์ครอบครองเนื้อที่ 27 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล. 1 ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ยอมดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 12,000 บาท"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 241 ม. 456
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บุ้น ท้าวสุวรรณ์
จำเลย — นาย เริ่ม บัวพาเรือง
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2546
#50723
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม แต่โจทก์ประสงค์จะได้รับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนดจึงต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะส่วนที่เกินจากสิทธิของประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคม ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับโรงพยาบาลจำเลยร่วมที่ว่าโจทก์สละสิทธิผู้ป่วยประกันสังคมโดยโจทก์จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมดนั้นในส่วนที่ให้ตัดสิทธิที่โจทก์พึงได้รับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานของประกันสังคม ซึ่งเป็นสิทธิที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533มาตรา 63 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คงบังคับได้เฉพาะค่าบริการทางการแพทย์ส่วนที่เกินจากสิทธิตามประกันสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยกำหนดโรงพยาบาลตามสิทธิคือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อปี 2541 โจทก์ป่วยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี ได้เข้าตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แพทย์แนะนำให้รักษาโดยการผ่าตัดปรากฏว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้แยกผู้ป่วยประกันสังคมไว้โดยเฉพาะ หากผู้ป่วยต้องการพักห้องพิเศษซึ่งมีเพียง 3 ห้อง จะต้องจองล่วงหน้าและต้องใช้เวลารอนานไม่มีกำหนดที่แน่นอนเนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนมาก โจทก์ได้จองห้องพิเศษแต่เกรงว่าหากรอนานไม่มีกำหนดอาการของโรคจะกำเริบอีกจึงได้จองห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปไว้ด้วย เมื่อวันที่ 15 กันยายน2541 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แจ้งให้โจทก์เข้าพักที่ห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปที่ตึก ภปร.แต่ก่อนที่แพทย์จะทำการผ่าตัดทางโรงพยาบาลได้นำแบบพิมพ์หนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ หากโจทก์ไม่ลงลายมือชื่อก็จะไม่ได้รับการรักษาและต้องทนทุกข์ทรมานต่อไป โจทก์จึงเพิ่มข้อความในแบบพิมพ์ว่า ยกเว้นสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย เมื่อเสร็จสิ้นการรักษาแล้ว โรงพยาบาลได้เรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์เป็นเงิน 39,629 บาท จากโจทก์ จำเลยมีหน้าที่รับผิดชดใช้คืน โจทก์ได้ยื่นขอรับเงินทดแทนจากจำเลยที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 แต่จำเลยมีคำสั่งปฏิเสธโดยอ้างว่าโจทก์แจ้งความประสงค์ไม่ขอใช้สิทธิประกันสังคม ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 คำสั่งของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สถานพยาบาลไม่มีสิทธิกำหนดเงื่อนไขการรักษาพยาบาลนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด การให้ผู้เข้ารับการรักษาลงลายมือชื่อสละสิทธิประกันสังคมในแบบพิมพ์ที่เตรียมไว้เป็นสัญญาไม่เป็นธรรม ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลแทนโจทก์ในลักษณะเหมาจ่ายจากจำเลย เมื่อโจทก์ชำระค่ารักษาพยาบาลไปอีกเป็นการจ่ายซ้ำถือเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบขัดต่อความสงบเรียบร้อยหนังสือสละสิทธิจึงเป็นโมฆะ โจทก์ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือสละสิทธิโดยมีเงื่อนไขสงวนสิทธิเรียกร้องส่วนที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่ง คณะกรรมการอุทธรณ์มีมติยืนตามคำสั่งเดิม รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และ 4 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยใช้เงิน 39,629 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่าตามระเบียบของโรงพยาบาล หากโจทก์ต้องการเข้าพักในห้องพิเศษอื่นนอกจากห้องพิเศษที่จัดไว้สำหรับผู้ป่วยประกันสังคม โจทก์จะต้องสละสิทธิประกันสังคม และต้องเสียค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด โจทก์ได้แสดงความจำนงขอจองห้องพิเศษทั้งของผู้ป่วยประกันสังคมและผู้ป่วยทั่วไป ต่อมาโจทก์ได้ห้องพิเศษของผู้ป่วยทั่วไปที่ตึก ภปร. ชั้น 17 ทางโรงพยาบาลจึงให้โจทก์ลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมตามระเบียบของโรงพยาบาล โจทก์เลือกที่จะไม่ใช้สิทธิประกันสังคมโดยความสมัครใจของโจทก์เพื่อความสะดวกสบายของโจทก์เอง การที่โจทก์ได้เติมข้อความในหนังสือว่า"ยกเว้นสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมาย" แต่หนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมเป็นการสละสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายประกันสังคมทั้งหมด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนค่าบริการทางการแพทย์ หากแม้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือป่วยเจ็บฯ โจทก์จะได้เพียงไม่เกินตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ประกอบด้วยประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานลงวันที่ 14 ตุลาคม 2539 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุจะเพิกถอน ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การว่า ตามระเบียบของจำเลยร่วมหากโจทก์ต้องการเข้าพักห้องพิเศษอื่นนอกจากห้องพิเศษที่จัดไว้สำหรับผู้ป่วยประกันสังคม โจทก์ต้องสละสิทธิประกันสังคมทั้งหมด โจทก์ได้จองห้องพิเศษทั้งผู้ป่วยประกันสังคมและผู้ป่วยทั่วไปต่อมาโจทก์ได้ห้องพิเศษของผู้ป่วยทั่วไปที่ตึก ภปร. ชั้น 17 โจทก์ยินยอมลงลายมือชื่อในหนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมตามระเบียบซึ่งแจ้งให้โจทก์ทราบก่อนแล้ว โจทก์เลือกไม่ใช้สิทธิประกันสังคมโดยความสมัครใจ การเข้ารับการรักษาอาการป่วยของโจทก์เป็นการผ่าตัดไม่ฉุกเฉิน โจทก์สามารถรอห้องพิเศษผู้ป่วยประกันสังคมได้การที่โจทก์ต้องเข้าพักห้องพิเศษนอกเหนือจากที่จัดไว้สำหรับผู้ป่วยประกันสังคมก็เพื่อความรวดเร็วและสะดวกสบายเป็นกรณีพิเศษของโจทก์เอง การสละสิทธิประกันสังคมที่มีอยู่สามารถทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลผูกพันโจทก์ แม้โจทก์เติมข้อความในหนังสือว่ายกเว้นสิทธิที่พึงมีพึงได้ตามกฎหมายข้อความดังกล่าวไม่มีผล ทั้งจำเลยร่วมไม่ได้ตกลงยินยอมตามข้อความที่โจทก์เขียนเพิ่มเติม ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยไม่ใช่เนื่องจากการทำงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยกำหนดโรงพยาบาลจำเลยร่วมเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ โจทก์ป่วยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี มีอาการปวดท้องรุนแรงบ่อยได้เข้าไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยร่วม แพทย์ลงความเห็นว่าต้องทำการผ่าตัด แต่เป็นกรณีไม่ฉุกเฉิน โรงพยาบาลจำเลยร่วมได้จัดห้องพิเศษสำหรับผู้ป่วยประกันสังคมไว้เพียง 3 ห้อง แต่ผู้ป่วยประกันสังคมมีจำนวนมาก ผู้ที่ประสงค์จะอยู่ห้องพิเศษจะต้องรอตามคิว หากเป็นกรณีที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉินหรือโจทก์ยินยอมเข้าพักห้องรวมเหมือนคนไข้ธรรมดา ทางโรงพยาบาลจำเลยร่วมก็สามารถทำการผ่าตัดโจทก์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอห้องพิเศษ และไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด แต่โจทก์ประสงค์จะพักห้องพิเศษจึงได้จองห้องพิเศษผู้ป่วยประกันสังคมและห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปด้วยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2541 ต่อมาห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปที่โจทก์จองมีห้องว่าง โจทก์ได้เข้าพักที่ห้องดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2541 ก่อนที่โจทก์เข้าพักห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปนั้น โจทก์ทราบระเบียบที่จำเลยร่วมวางไว้ว่าผู้ที่เข้าพักห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปต้องสละสิทธิประกันสังคม และต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง เจ้าหน้าที่จำเลยร่วมได้นำแบบพิมพ์หนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 29 ซึ่งยังไม่ได้เติมข้อความให้โจทก์ลงลายมือชื่อเพื่อสละสิทธิประกันสังคม โจทก์ได้กรอกแบบพิมพ์โดยเพิ่มข้อความต่อจากข้อความเดิมที่ว่า ขอรับรองว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเพิ่มเติมว่า "ยกเว้นสิทธิพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย" แล้วได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ให้แก่เจ้าหน้าที่จำเลยร่วม ทางจำเลยร่วมจึงได้ทำการผ่าตัดรักษาความป่วยเจ็บของโจทก์เมื่อวันที่ 18กันยายน 2541 โจทก์ได้นอนพักรักษาที่ห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปทั้งหมดรวม 6 วัน ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยร่วม 39,629 บาท ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 22 และ23 ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 4 ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 30 จำเลยมีหนังสือที่ รส 0709/0019 ลงวันที่6 มกราคม 2542 ปฏิเสธการจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล รายละเอียดปรากฏตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 24 และ 25 โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยลงวันที่ 29 กันยายน 2542ตามเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 9 และ 10 คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยที่ 1161/2544 โดยมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่โจทก์สละสิทธิผู้ป่วยประกันสังคมโดยโจทก์จะรับผิดชอบจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมดนั้น ขัดต่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540ซึ่งทำให้ไม่มีผลใช้บังคับหรือไม่ พิเคราะห์แล้วพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533มาตรา 58 บัญญัติว่า "การรับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่เป็นบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนจะต้องรับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามมาตรา 59" มาตรา 62 บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน" และมาตรา 63 บัญญัติว่า "ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ได้แก่

(1) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค

(2) ค่าบำบัดทางการแพทย์

(3) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล

(4) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์

(5) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย

(6) ค่าบริการอื่นที่จำเป็น

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ" หมายความว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โดยรับบริการทางการแพทย์ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 63 ในสถานพยาบาลที่กำหนดตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม หากผู้ประกันตนประสงค์จะได้รับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนด เช่น ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร ค่ายา ค่าแพทย์ที่ผู้ประกันตนระบุเฉพาะ ทางสถานพยาบาลจะเรียกเพิ่มได้เฉพาะในส่วนที่เกินจากสิทธิของประกันสังคมโดยตกลงกับผู้ประกันตนเป็นลายลักษณ์อักษรตามหนังสือของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลในโครงการประกันสังคม ฉบับลงวันที่ 15 เมษายน 2536 ตามเอกสารหมาย ล.2 เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม แต่โจทก์ประสงค์จะได้รับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนดจึงต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะส่วนที่เกินจากสิทธิของประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคมดังนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมว่าโจทก์สละสิทธิผู้ป่วยประกันสังคมโดยโจทก์จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมดนั้น ในส่วนที่ให้ตัดสิทธิที่โจทก์พึงได้รับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานของประกันสังคม ซึ่งเป็นสิทธิที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้นตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 คงบังคับได้เฉพาะค่าบริการทางการแพทย์ส่วนที่เกินจากสิทธิตามประกันสังคม แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าบริการทางการแพทย์อันเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีลูกจ้างเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานที่โจทก์มีสิทธิได้รับตามมาตรฐานของประกันสังคมนั้นมีประเภทใดบ้าง เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนเท่าใด และค่าบริการทางการแพทย์ส่วนที่เกินสิทธิประกันสังคมมีประเภทใดบ้าง เป็นค่าใช้จ่ายเท่าใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า จำเลยร่วมมีสิทธิเรียกค่าบริการทางการแพทย์จากโจทก์ได้เพียงใด จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้สิ้นกระแสความ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นให้สิ้นกระแสความ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 58 ม. 62 ม. 63
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นเรนทร์ อุนานุภาพ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
จำเลย — จำเลยร่วม
จำเลย — โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา