คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5360/2546
#50986
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 ได้กำหนดช่องทางให้บุคคลเสนอคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลต่อศาลได้เพียง 2 กรณี กรณีแรกผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่าผู้ไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งผู้ใดไปสมัครรับเลือกตั้งและมีการประกาศชื่อให้รับผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง กรณีที่สองผู้เลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดในเขตเลือกตั้งนั้นเห็นว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ชอบ แต่โจทก์ซึ่งเป็นเทศบาลตำบลเสนอคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้พิจารณาและวินิจฉัยคุณสมบัติของสมาชิกสภาเทศบาล จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเสนอคำฟ้องได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายให้อำนาจโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องเช่นนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2543 และวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 โจทก์ทำหนังสือถึงจำเลยในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ให้ทำการสอบสวนและวินิจฉัยสมาชิกภาพของนางขางิกหรือบุญญาพร เก็งเกตุ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวมีบิดาเป็นคนต่างด้าว และมีวุฒิการศึกษาสูงสุดเพียงชั้นประถมปรศึกษาปีที่ 4 ซึ่งขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จำเลยโดยนายวิรุณ ทิพากร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนจำเลย มีหนังสือถึงนายอำเภอคูเมืองเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบว่านางขางิกหรือบุญญาพร เก็งเกตุ เป็นผู้ที่ไม่ขาดคุณสมบัติ คำวินิจฉัยของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2541 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและสั่งการของจำเลยที่ บร 0018/11604เรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกสภาเทศบาล และให้ทำการวินิจฉัยใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมายและตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จำเลยให้การว่า ได้มีการทักท้วงและขอให้จำเลยทำการสอบสวนและวินิจฉัยสมาชิกภาพของนางขางิกหรือบุญญาพร เก็งเกตุ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลหินเหล็กไฟและจำเลยได้หารือคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลไปยังกรมการปกครองซึ่งต่อมากรมการปกครองได้แจ้งแนวทางพิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติโดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 ที่แก้ไขแล้ว ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งว่าต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งบิดาเป็นคนต่างด้าว ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย แต่เนื่องจากขณะนี้กฎหมายที่บังคับใช้แก่การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มิได้มีบทบัญญัติใดบังคับว่าผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งบิดาเป็นคนต่างด้าว ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดเพิ่มขึ้นอีก เหมือนเช่นที่เคยบัญญัติไว้ในมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว กล่าวคือ ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดตามมาตรา 20(1) แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลไม่ต้องนำข้อความว่า "แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีบิดาเป็นคนต่างด้าว ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" มาพิจารณาแต่อย่างใด และข้อเท็จจริงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามฟ้องไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ นอกจากนี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวถึงมาตรา 25 แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 (ที่ถูกพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482) กำหนดให้ผู้เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งร้องขอต่อศาลชั้นต้นที่เขตเลือกตั้งอยู่ในเขตอำนาจร้องขอถอดถอนการสมัครของบุคคลผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว โจทก์จึงไม่อยู่ในฐานะที่มีสิทธิโดยข้อกฎหมายนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและสั่งการที่ บร 0018/11604 ลงวันที่3 กรกฎาคม 2543 ของจำเลย เรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกสภาเทศบาล ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเทศบาลตำบลมีฐานะเป็นทบวงการเมือง และมีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และกฎหมายอื่น จำเลยเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยโดยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2543 และวันที่ 5 กรกฎาคม 2543 โจทก์มีหนังสือถึงจำเลยให้สอบสวนและวินิจฉัยสมาชิกภาพของนางขางิกหรือบุญญาพร เก็งเกตุ สมาชิกสภาเทศบาลตำบลหินเหล็กไฟว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลหรือไม่ ถ้าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติก็ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนสมาชิกภาพด้วยตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้อง และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 จำเลยมีหนังสือถึงนายอำเภอคูเมืองเพื่อแจ้งให้โจทก์ทราบว่านางขางิกหรือบุญญาพร เก็งเกตุ เป็นผู้ที่ไม่ขาดคุณสมบัติตามหนังสือที่ บร 0018/11604 ของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยและสั่งการของจำเลยที่ บร 0018/11604 ของจำเลยหรือไม่ ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับในขณะที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตำบลหินเหล็กไฟครั้งล่าสุดก่อนที่จะมีการฟ้องคดีนี้ในมาตรา 25 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเห็นว่าตามประกาศการสมัครตามมาตรา 24 ปรากฏชื่อบุคคลผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น อาจยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถอนการสมัครของบุคคลนั้นได้" และตามมาตรา 57 บัญญัติว่า "ภายในสิบห้าวัน นับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลของการเลือกตั้งผู้เลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดี ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใด เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้นเป็นไปโดยมิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบและหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบหรือว่าไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ" จากบทบัญญัติดังกล่าวพึงเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ. 2482 ได้กำหนดช่องทางให้บุคคลเสนอคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจได้เพียง 2 กรณี กรณีแรกผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เห็นว่า ผู้ไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้งผู้ใดได้ไปสมัครรับเลือกตั้งและมีการประกาศชื่อให้รับผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นอาจยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการสมัครของผู้นั้นได้ โดยต้องยื่นคำร้องก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน กรณีที่สองผู้เลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคน หรือผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดในเขตเลือกตั้งนั้น เห็นว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยมิชอบ ผู้เลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้มีคำสั่งว่า บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบและหรือผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือไม่มีบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ โดยต้องยื่นคำร้องภายในสิบห้าวันนับตั้งแต่เทศบาลประกาศผลการเลือกตั้งแต่คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นเทศบาลตำบลเสนอคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของจำเลยในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้พิจารณาและวินิจฉัยคุณสมบัติของสมาชิกสภาเทศบาลจึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะเสนอคำฟ้องได้ ทั้งไม่มีบทบัญญัติใดแห่งกฎหมายให้อำนาจโจทก์ที่จะเสนอคำฟ้องเช่นนี้ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นรับคำฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาและพิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 ม. 24 ม. 25 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลหินเหล็กไฟ
จำเลย — นาย ชาติสง่า โมฬีชาติ
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
กำพล ภู่สุดแสวง
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2546
#50863
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้วย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่สำเนาคำฟ้องของโจทก์ที่ส่งให้จำเลย ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แทนที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและพิมพ์ หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญไม่ ส่วนที่ทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้จำเลยก็อาจจะเนื่องจากความหลงลืม แต่อย่างไรก็ตามทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอนุญาตของตนไว้ต่อศาลขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งจำเลยสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถและอำนาจในการดำเนินคดีของทนายโจทก์ได้อยู่แล้ว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายไม่

ส. โอนขายที่ดินมีโฉนดอันเป็นที่ดินแปลงเดิมให้บริษัท บ. เมื่อปี 2519 ขณะที่โอนที่ดินแปลงเดิมไปมีที่งอกริมตลิ่งเกิดขึ้นแล้ว เพราะ ส. ขอออกโฉนดที่งอกตั้งแต่ปี 2516 แต่ยังไม่เป็นที่ยุติว่ามีส่วนที่เป็นที่งอกมากน้อยเพียงใด เพราะการออกโฉนดยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ และไม่เคยมีการบันทึกในโฉนดเดิมไว้ให้ปรากฏการเกิดมีที่งอกขึ้นมาในที่ดินย่อมจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 เมื่อที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกได้โอนให้บริษัท บ. ไปแล้ว ที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกย่อมตกติดไปเป็นของผู้ซื้อโดยผลของบทกฎหมายดังกล่าว ส. พ้นจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่เคยมีอยู่ แม้ว่า ส. จะได้ขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกค้างไว้ แล้วต่อมาในปี2522 ได้มีการออกโฉนดสำเร็จบริบูรณ์เป็นชื่อของ ส. ก็ไม่ทำให้ ส. ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกนั้นไป และไม่มีอำนาจที่จะขายที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกให้โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่า ส. และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินจาก ส. อันเป็นที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกริมตลิ่งจากเจ้าของเดิมมาโดยถูกต้อง ย่อมทำให้ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่งอกนั้นด้วยโดยผลของกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 29730 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 66 ตารางวาโดยซื้อมาจากพันตำรวจโทสมิต บุราวาศ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือหลังจากซื้อที่ดินมาแล้วโจทก์ได้จ้างให้ช่างเอกชนรังวัดที่ดินพบว่าจำเลยและบริวารสร้างรั้วถาวรครอบคลุมที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง โดยจำเลยสร้างรั้วต่อจากบริเวณที่ดินของจำเลยที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์มาถึงบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดที่ดินของโจทก์อีกด้านหนึ่ง ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ได้ โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วออกไปจากที่ดินของโจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะโจทก์สามารถทำที่ดินของโจทก์เป็นท่าเทียบจอดเรือหรือให้อู่ซ่อมเรือของบริษัทอู่เรือวังเจ้า จำกัด เช่าหาผลประโยชน์ได้โดยจะได้รับประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 200,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกร้องค่าเสียหายเพียงเดือนละ 100,000 บาท ขอให้ขับไล่จำเลยบริวาร ให้จำเลยรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้ว

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจริต ไม่มีค่าตอบแทนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์เพราะลงลายมือชื่อของผู้เรียงและพิมพ์และไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตของทนายความ ทำให้จำเลยไม่อาจตรวจสอบความสามารถและอำนาจของโจทก์หรือตัวแทนโจทก์ได้ ทั้งคำฟ้องกับสำเนาคำฟ้องที่โจทก์นำส่งให้แก่จำเลยก็ไม่ตรงกัน จำเลยได้รับโอนการครอบครองที่ดินพิพาทจากพันตำรวจโทสมิต บุราวาศ ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและครอบครองด้วยตนเองรวมเป็นเวลากว่า 16 ปีแล้ว การที่โจทก์อ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทมาจากพันตำรวจโทสมิตจึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์ทราบอยู่แล้วว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทโดยสุจริต โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 16 ปี จนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 29730 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา(บางรัก) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 122 ตารางวา ซึ่งมีอาณาเขตด้านทิศใต้จดแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นกรรมสิทธิ์ของพันตำรวจโทสมิต บุศราวาศ และพันตำรวจโทสมิตได้ขอออกโฉนดที่ดินที่เป็นที่งอกริมตลิ่งของที่ดินดังกล่าวในปี 2516 ต่อมาพันตำรวจโทสมิตขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ให้บริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในปี 2519 แล้วในปี2522 เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดเลขที่ 29730 ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ของที่ดินซึ่งเป็นที่งอกริมตลิ่ง เนื้อที่ 66ตารางวา ให้พันตำรวจโทสมิต หลังจากนั้นบริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่งจำกัด ถูกเจ้าหนี้ฟ้องและยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ขายทอดตลาด นายสุธน ชื่นสมจิตต์เป็นผู้ซื้อได้ นายสุธนรับโอนกรรมสิทธิ์ไปเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2530 แล้วโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 ให้จำเลยเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2531 หลังจากนั้นพันตำรวจโทสมิตโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 29730 เนื้อที่ 66 ตารางวา อันเป็นที่งอกริมตลิ่งให้โจทก์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2538 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์สมบูรณ์หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลย ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แตกต่างจากในคำฟ้องที่ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้เรียงและพิมพ์ ทั้งทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตของทนายความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้แก่จำเลยทำให้จำเลยไม่อาจตรวจสอบความสามารถและอำนาจของทนายโจทก์ได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายการที่สำเนาคำฟ้องของโจทก์ที่ส่งให้จำเลยทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แทนที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและพิมพ์ก็น่าจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่ทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้จำเลยก็อาจจะเนื่องจากความหลงลืม แต่อย่างไรก็ตามทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอนุญาตของตนไว้ต่อศาลขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งจำเลยสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถและอำนาจในการดำเนินคดีของทนายโจทก์ได้อยู่แล้ว จากกรณีดังกล่าว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ สำหรับเรื่องรับโอนโดยเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงหน้าที่นำสืบตกอยู่กับโจทก์ เมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นชัดเจนไม่ได้ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนจึงได้รับประโยชน์จากเป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยและเนื่องจากเป็นประเด็นสำคัญกว่าทุกประเด็น จึงให้จำเลยนำสืบก่อนทั้งหมดแล้วให้โจทก์นำสืบแก้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยจะมาเถียงในชั้นฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบไม่ได้ ในข้อที่ว่าโจทก์สุจริต และเสียค่าตอบแทนหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พันตำรวจโทสมิตโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 อันเป็นที่ดินแปลงเดิมที่เกิดที่งอกให้แก่บริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เมื่อปี 2519 ตั้งแต่ยังไม่ได้รับโฉนดที่งอกที่ขอออกไว้ ขณะที่โอนที่ดินแปลงเดิมไปนั้น ที่งอกริมตลิ่งเริ่มเกิดมีขึ้นแล้ว เพราะพันตำรวจโทสมิตขอออกโฉนดที่งอกตั้งแต่ปี 2516 แต่ยังไม่เป็นที่ยุติว่ามีส่วนที่เป็นที่งอกมากน้อยเพียงใด เพราะการออกโฉนดสำหรับส่วนที่เป็นที่งอกโดยเฉพาะยังไม่สำเร็จบริบูรณ์ และไม่เคยมีการบันทึกในโฉนดเดิมไว้ให้ปรากฏ การเกิดมีที่งอกขึ้นมาในที่ดินย่อมจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1308 ที่บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น" เมื่อที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกได้โอนให้บริษัทบางกอกชิปบิลดิ้ง แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ไปแล้วในระหว่างนี้ด้วยความสมัครใจของพันตำรวจโทสมิตเอง ที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกย่อมตกติดไปเป็นของผู้ซื้อ โดยผลของบทกฎหมายดังกล่าว พันตำรวจโทสมิตพ้นจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่เคยมีอยู่ ทั้งที่ดินแปลงเดิมที่เกิดมีที่งอก และที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกไปจนหมดสิ้นแม้ว่าพันตำรวจโทสมิตจะได้ขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกค้างไว้แล้วต่อมาในปี 2522 ได้มีการออกโฉนดสำเร็จบริบูรณ์เป็นชื่อของพันตำรวจโทสมิต ก็ไม่ทำให้พันตำรวจโทสมิตได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกนั้นไป และไม่มีอำนาจที่จะขายที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกให้โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่าพันตำรวจโทสมิตผู้โอน และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10734 อันเป็นที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกริมตลิ่งจากเจ้าของเดิมมาโดยถูกต้อง ทำให้ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่งอกนั้นด้วยโดยผลของกฎหมาย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์สุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลงและประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ของจำเลยในที่งอกดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะเป็นที่ดินของตนเอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 1308
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อูเว วงศ์ทองศรี
จำเลย — นางสาว วิไล เจริญวิทู
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5345/2546
#112665
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ทนายโจทก์จะไม่ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องเนื่องจากความหลงลืม แต่ทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอนุญาตว่าความของตนไว้ต่อศาลขณะยื่นคำฟ้องซึ่งจำเลยสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถและอำนาจในการดำเนินคดีของทนายได้อยู่แล้ว และการที่ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในสำเนาคำฟ้องในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์ แตกต่างจากในคำฟ้องที่ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและพิมพ์ หาทำให้คำฟ้องของโจทก์กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์แต่อย่างใดไม่

ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์รับโอนที่พิพาทมาโดยสุจริต และเสียค่าตอบแทนหรือไม่ โจทก์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนจึงได้รับประโยชน์ตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยและเนื่องจากประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญกว่าทุกประเด็น จึงให้จำเลยนำสืบก่อนทุกประเด็นแล้วให้โจทก์สืบแก้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยจะมาเถียงในชั้นฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบไม่ได้

การที่จำเลยซื้อที่ดินซึ่งเกิดที่งอกริมตลิ่ง จำเลยย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ส่วนที่เกิดที่งอกด้วยโดยผลของกฎหมาย ส่วนเจ้าของที่ดินเดิมพ้นจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่เคยมีอยู่ แม้ว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิมจะได้ขอออกโฉนดในที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกไว้และต่อมาได้รับโฉนดในภายหลังแล้วโอนขายให้โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีไปกว่าผู้โอน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวาร ให้จำเลยรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้ว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและบริวารรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๙๗๓๐ ตำบลบางคอแหลม (บ้านทวาย) อำเภอยานนาวา (บางรัก) กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ ๕,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วกับสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๖,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า เมื่อคำฟ้องของโจทก์มีรายการครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ย่อมเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่สำเนาคำฟ้องของโจทก์ที่ส่งให้จำเลย ทนายโจทก์ลงลายมือชื่อในช่องผู้เขียนหรือพิมพ์แทนที่จะลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงและพิมพ์ก็น่าจะเป็นเรื่องของความผิดพลาดดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา หาใช่เป็นข้อสาระสำคัญแต่อย่างใดไม่ ส่วนที่ทนายโจทก์ไม่ได้ระบุเลขที่ใบอนุญาตว่าความไว้ในคำฟ้องและสำเนาคำฟ้องที่ส่งให้จำเลยก็อาจจะเนื่องจากความหลงลืม แต่อย่างไรก็ตามทนายโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความซึ่งระบุเลขใบอนุญาตของตนไว้ต่อศาลขณะยื่นคำฟ้อง ซึ่งจำเลยสามารถที่จะตรวจสอบความสามารถและอำนาจในการดำเนินคดีของทนายโจทก์ได้อยู่แล้ว จากกรณีดังกล่าว หาทำให้คำฟ้องของโจทก์กลับกลายเป็นฟ้องที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายแต่อย่างใดไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์เป็นผู้กล่าวอ้างข้อเท็จจริง หน้าที่นำสืบตกอยู่กับโจทก์ เมื่อโจทก์นำสืบให้เห็นชัดเจนไม่ได้ ข้ออ้างของโจทก์จึงรับฟังไม่ได้นั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นชี้สองสถานกำหนดประเด็นนี้ไว้ชัดเจนว่า โจทก์เป็นผู้มีชื่อในทะเบียนจึงได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๗๓ ภาระการพิสูจน์ตกอยู่แก่จำเลยและเนื่องจากประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญกว่าทุกประเด็น จึงให้จำเลยนำสืบก่อนทั้งหมดแล้วให้โจทก์นำสืบแก้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งการกำหนดประเด็นหน้าที่นำสืบของศาลชั้นต้นดังกล่าว จำเลยจะมาเถียงในชั้นฎีกาว่าโจทก์เป็นฝ่ายมีหน้าที่นำสืบไม่ได้ ในข้อที่ว่าโจทก์สุจริตเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ส. โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๗๓๔ อันเป็นที่ดินแปลงเดิมที่เกิดที่งอกให้แก่บริษัท บ. เมื่อปี ๒๕๑๙ ตั้งแต่ยังไม่ได้รับโฉนดของที่งอกที่ขอออกไว้ ขณะที่โอนที่ดินแปลงเดิมไปนั้น ที่งอกริมตลิ่งเริ่มเกิดมีขึ้นแล้ว การเกิดมีที่งอกขึ้นมาในที่ดินย่อมจะต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๘ ที่บัญญัติว่า "ที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอกย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น" เมื่อที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกได้โอนให้บริษัท บ. ไปแล้วในระหว่างนี้ ด้วยความสมัครใจของ ส. เอง ที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกย่อมตกติดไปเป็นของผู้ซื้อ โดยผลของบทกฎหมายดังกล่าว ส. พ้นจากการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดที่เคยมีอยู่ ทั้งที่ดินแปลงเดิมที่เกิดมีที่งอก และที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกไปจนหมดสิ้น แม้ว่าต่อมาในปี ๒๕๒๒ ได้มีการออกโฉนดสำเร็จบริบูรณ์เป็นชื่อของ ส. ก็ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกนั้นไป และไม่มีอำนาจที่จะขายที่ดินส่วนที่เป็นที่งอกให้โจทก์ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่า ส. ผู้โอน และเมื่อจำเลยรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๐๗๓๔ อันเป็นที่ดินแปลงที่เกิดที่งอกริมตลิ่งจากเจ้าของเดิมมาโดยถูกต้อง ทำให้ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่งอกนั้นด้วยโดยผลของกฎหมาย คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าโจทก์สุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ เนื่องจากไม่ทำให้รูปคดีเปลี่ยนแปลง และประเด็นเรื่องการครอบครองปรปักษ์ของจำเลยในที่งอกดังกล่าว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะเป็นที่ดินของตนเอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาข้อสุดท้ายของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๘,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1308 ม. 1373
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 67 (5) ม. 183 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอูเว วงศ์ทองศรี
จำเลย — นางสาววิไล เจริญวิทู
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายสุทธิศักดิ์ สุขบุญพันธ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5296/2546
#112629
เปิดฉบับเต็ม

คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีข้อตกลงว่า เป็นการเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ถ้าเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็ค ตามปกติโจทก์จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าโจทก์ยอมผ่อนผันจ่ายไป จำเลยยอมรับผูกพันตนที่จ่ายเงินส่วนที่เกินคืนโจทก์เสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ การคิดดอกเบี้ยเงินส่วนที่เกินบัญชีดังกล่าวมีข้อตกลงว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เรียกเก็บได้ ซึ่งขณะทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราตามประกาศของธนาคาร โจทก์ได้ออกประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ประเภทต่าง ๆ และออกประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้ง โดยในกรณีของจำเลย เมื่อพิจารณาจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย บันทึกการคิดอัตราดอกเบี้ย และประกาศของโจทก์แล้วเห็นได้ว่า โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเดียวกับลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงินและลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน ซึ่งโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับลูกค้าทั่วไปที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวโดยอาศัยข้อตกลงในการขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และประกาศของโจทก์จึงทำได้โดยชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๒,๒๔๒.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๔๕,๗๑๕.๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ ภายใต้บังคับบทบัญญัติกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ก่อนศาลชั้นต้นส่งสำนวนมาศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ตามพระราชบัญญัติกำหนดบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในอัตราตามฟ้องได้หรือไม่ คำขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ข้อ ๑๖ มีข้อตกลงเป็นสาระสำคัญว่า เป็นการเปิดบัญชีกระแสรายวันเพื่อใช้เป็นบัญชีเดินสะพัด ถ้าเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่ายตามเช็ค ตามปกติโจทก์จะปฏิเสธการจ่ายเงินโดยสิ้นเชิง แต่ถ้าโจทก์ผ่อนผันจ่ายไป จำเลยย่อมเป็นอันยอมรับผูกพันตนที่จะจ่ายเงินส่วนที่เกินคืนโจทก์ เสมือนหนึ่งได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีไว้กับโจทก์ การคิดดอกเบี้ยเงินส่วนที่เกินบัญชีดังกล่าวมีข้อตกลงกำหนดไว้ในข้อ ๑๖ ด้วยว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือนในอัตราสูงสุดที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้เรียกเก็บได้ ซึ่งขณะทำคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันมีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่นเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราตามประกาศของธนาคาร โจทก์ได้ออกประกาศของโจทก์กำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกหนี้ประเภทต่าง ๆ และได้ออกประกาศเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยอีกหลายครั้งภายใต้ข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยในกรณีของจำเลยเมื่อพิจารณาจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย บันทึกการคิดอัตราดอกเบี้ยและประกาศของโจทก์แล้ว เห็นได้ว่า โจทก์เรียกเก็บดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราเดียวกับลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีเกินวงเงินและลูกค้าประเภทเบิกเงินเกินบัญชีโดยไม่มีวงเงิน ซึ่งโจทก์จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับลูกค้าทั่วไปที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้น การที่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราดังกล่าวโดยอาศัยข้อตกลงในการขอเปิดบัญชีกระแสรายวัน ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศของธนาคารโจทก์จึงทำได้โดยชอบ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๒,๒๔๒.๘๓ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๘๔๕,๗๑๕.๘๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 856 ม. 859
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด
โจทก์ — โดยบริษัทผู้บริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้สวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายวรวิทย์ หิรัญจารุวงศ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นางสาวชลีรินย์ เภาพัฒนา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5273/2546
#112366
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับ ป.วิ.พ. มาตรา 254 , 255 ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 ซึ่งเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย จำเลยที่ 1 มีคำสั่งพักงานโจทก์ก่อนโจทก์ยื่นฟ้อง และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปที่จะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด เหตุที่อ้างว่าคำสั่งพักงานทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังคำสั่งพักงานเกือบ 7 เดือน ซึ่งไม่แน่ว่าโจทก์จะได้รับพิจารณาแต่งตั้งเพราะโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง 5 เรื่อง ประกอบกับคำขอคุ้มครองชั่วคราวตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อน การยื่นคำขอก็ล่วงเลยเวลาอันควร หากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เช่นกัน จึงยังไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน ฯ มาตรา 31 , 58 มาใช้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เพิกถอนมติในการประชุมครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้างค้างจ่ายรวม ๘๕๘,๖๒๕.๘๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงาน กับให้ชำระเงินและสวัสดิการต่าง ๆ ที่โจทก์พึงได้ตามปกตินับแต่วันสั่งพักงานและให้จำเลยที่ ๒ ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันสั่งพักงานจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในเหตุฉุกเฉินอ้างว่า คำสั่งพักงานของจำเลยที่ ๑ เป็นเหตุให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งว่างลงเพราะจำเลยที่ ๒ ลาออกตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕

ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์มีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ จึงให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ที่ พ. ๑๒๗/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เพิกถอนมติในการประชุมคณะกรรมการของจำเลยที่ ๑ ครั้งที่ ๑๕/๒๕๔๔ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๔ เป็นการชั่วคราว ให้จำเลยที่ ๑ จ่ายเงินเดือนค่าจ้าง สิทธิประโยชน์อันโจทก์พึงได้รับตามปกติให้แก่โจทก์นับแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ตลอดเวลาที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยที่ ๑ คำสั่งนี้ให้มีผลทันทีนับแต่วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ โดยให้โจทก์วางเงินหรือหลักทรัพย์เป็นประกันความเสียหายไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ก่อนออกหมาย

จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาและยื่นคำร้องในกรณีฉุกเฉิน

ศาลแรงงานกลางไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ว่า มีเหตุสมควรเพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำสั่งของศาลแรงงานกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว คำสั่งให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาในคดีแรงงานอยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ , ๒๕๕ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ โดยมาตรา ๒๕๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งวางหลักเกณฑ์เพื่อจัดให้มีวิธีการคุ้มครองตาม (๒) ว่า ให้ศาลมีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง หรือมีคำสั่งอื่นใดในอันที่จะบรรเทาความเดือดร้อน เสียหายที่โจทก์อาจได้รับต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลย และตามมาตรา ๒๕๕ ในการพิจารณาอนุญาตตามคำขอต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า คำฟ้องมีมูลและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ โดยคำขอตามมาตรา ๒๕๔ (๒) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า

(ก) จำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง

(ข) โจทก์จะได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปหรือไม่เนื่องจากการกระทำของจำเลย

(ค) ?

(ง) มีเหตุตาม (๑)? (ข) มีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลจะพิเคราะห์เห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร

จะเห็นได้ว่าเจตนารมณ์ในการอนุญาตให้ใช้วิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์ ต้องเป็นกรณีจำเลยตั้งใจจะกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง และทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปเนื่องจากการกระทำของจำเลยซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งพักงานโจทก์มาตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ก่อนโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๕ และมีคำขอให้ใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาประมาณ ๖ เดือน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ได้กระทำการอันเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปอันจะทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเสียหายต่อไปอีกแต่อย่างใด ทั้งเหตุที่โจทก์อ้างว่าคำสั่งให้โจทก์พักงาน ทำให้โจทก์เสียสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ ซึ่งจะว่างลงในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากจำเลยที่ ๑ มีคำสั่งให้โจทก์พักงานนานเกือบ ๗ เดือน แม้จะไม่มีการยื่นฟ้องและขอคุ้มครองชั่วคราวคดีนี้ก็ยังไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้ง เนื่องจากโจทก์อยู่ในระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยถึง ๕ เรื่อง โดย ๒ เรื่องเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ศาลจะพึงอนุญาตตามคำขอของโจทก์ ประกอบกับคำขอใช้วิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาของโจทก์ ตรงตามประเด็นข้อพิพาทในคดีที่จะต้องวินิจฉัยก่อนทุกประการและการยื่นคำขอล่วงเลยเวลาอันสมควร ทั้งหากนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามคำขอของโจทก์มาใช้ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ ๑ เช่นกัน กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๕๔ (๒) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ , ๕๘ มาใช้ในคดีนี้ อุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยที่ ๑ ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป คำสั่งของศาลแรงงานกลางไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาของศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 254 ม. 255
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31 ม. 58
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายศักดา ณรงค์
จำเลย — ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายเขมภณ กิรัตน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259/2546
#50734
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 5 มิถุนายน 2545 คำร้องทั้งสองฉบับยื่นต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย คำร้องฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 โจทก์อ้างว่า โจทก์มอบให้นิติกรเป็นผู้ยื่นคำร้องในวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 แต่นิติกรป่วยจึงไม่สามารถยื่นคำร้องได้ อีกทั้งคดีมีข้อเท็จจริงที่ยุ่งยากซับซ้อนและต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับ แต่คดีมีข้อเท็จจริงยุ่งยากหรือไม่ และโจทก์ต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้นหรือไม่ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาได้ ส่วนการที่นิติกรป่วยนั้น หากจะเป็นจริง โจทก์ก็เป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลและสามารถกระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกาถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 จึงไม่ชอบ และมีผลให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกานับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ไม่ชอบไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกับพวกแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 134, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 33 ลงโทษจำเลยทั้งสามและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง 3 คัน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางคันหมายเลขทะเบียน ธยท กท 616 ซึ่งจำเลยที่ 2 ยืมไปใช้โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ธยท กท616 ของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ฟังเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 ต่อมาเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา 30 วัน นับแต่วันที่ 22 พฤษภาคม 2545 โดยอ้างเหตุว่าพนักงานอัยการศาลสูงประสงค์จะฎีกาแต่ยังไม่ได้รับคำพิพากษา คำให้การพยานและสรรพเอกสารต่าง ๆ ประกอบกับต้องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น จึงไม่อาจยื่นฎีกาได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาพ้นกำหนดที่จะฎีกาได้ ซึ่งตามคำร้องของโจทก์นั้นกรณีไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่จะขยายระยะเวลาฎีกาให้ได้ จึงให้ยกคำร้องวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาว่า เนื่องจากในวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 ซึ่งเป็นวันครบระยะเวลาฎีกา โจทก์ได้ขอขยายระยะเวลาฎีกาโดยมอบให้นิติกรเป็นผู้ขอขยายในวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 แต่ในวันดังกล่าวนิติกรป่วยจึงไม่สามารถยื่นได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดอีกทั้งคดีนี้มีข้อเท็จจริงที่ยุ่งยากซับซ้อนประกอบกับจะต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้น จึงขอขยายระยะเวลาฎีกาออกไปอีก 15 วัน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัย จึงอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาฎีกาถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 ครั้นวันที่ 5 มิถุนายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาอีก 30 วัน นับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545 โดยอ้างเหตุว่า พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูงประสงค์จะอุทธรณ์ (น่าจะหมายถึงฎีกา) และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของผู้บังคับบัญชา แต่พนักงานอัยการศาลสูงยังไม่ได้รับเอกสาร คำพิพากษาคดีนี้ ทำให้ไม่อาจยื่นอุทธรณ์ (น่าจะหมายถึงฎีกา) ได้ทันภายในเวลาที่ศาลอนุญาตศาลชั้นต้นสั่งว่า อนุญาตให้ขยายระยะเวลาฎีกาเป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2545 เนื่องจากศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มานานกว่า 1 เดือน แล้วการที่พนักงานอัยการศาลสูงยังไม่ได้รับคำพิพากษาคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่โจทก์ไม่รีบดำเนินการเอง วันที่ 17 มิถุนายน 2545 โจทก์ยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นการขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อวันที่28 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 5 มิถุนายน 2545 คำร้องทั้งสองฉบับยื่นต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย คำร้องฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 โจทก์อ้างว่า โจทก์มอบให้นิติกรเป็นผู้ยื่นคำร้องในวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 แต่นิติกรป่วยจึงไม่สามารถยื่นคำร้องได้ อีกทั้งคดีมีข้อเท็จจริงที่ยุ่งยากซับซ้อนและต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับ เห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงยุ่งยากหรือไม่ และโจทก์ต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้นหรือไม่ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาได้ ส่วนการที่นิติกรป่วยนั้น หากจะเป็นจริง โจทก์ก็เป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลและสามารถกระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกาถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2545ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 จึงไม่ชอบ และมีผลให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกานับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ไม่ชอบไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง, 225 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ซึ่งล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์ และยกฎีกาของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นาง ทองมา พลแสน
จำเลย — นาย อำนาจ สุดทะสิน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259/2546
#112072
เปิดฉบับเต็ม

การขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นการขอขยายระยะเวลาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15 จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2545 โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 และวันที่ 5 มิถุนายน 2545 คำร้องทั้งสองฉบับยื่นต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย คำร้องฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 โจทก์อ้างเหตุว่า โจทก์มอบให้นิติกรเป็นผู้ยื่นคำร้องในวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 แต่นิติกรป่วยจึงไม่สามารถยื่นคำร้องได้ อีกทั้งคดีมีข้อเท็จจริงที่ยุ่งยากซับซ้อนและต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับ ซึ่งคดีมีข้อเท็จจริงยุ่งยากหรือไม่ และโจทก์ต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้นหรือไม่ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาได้ ส่วนการที่นิติกรป่วยนั้น หากจะเป็นจริงโจทก์ก็เป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลและสามารถกระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกาถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2545 ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 28 พฤษภาคม 2545 จึงไม่ชอบ และมีผลให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกานับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545 ถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ไม่ชอบไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง , 225 ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2545 ซึ่งล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้น ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามในความผิดฐานร่วมกับพวกแข่งรถจักรยานยนต์ในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๓๔ , ๑๖๐ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๓๓ ลงโทษจำเลยทั้งสามและสั่งริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ๓ คัน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางคันหมายเลขทะเบียน ธยท กท ๖๑๖ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ยืมไปใช้โดยผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ขอให้คืนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยที่ ๒ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์คันหมายเลขทะเบียน ธยท กท ๖๑๖ ของกลางให้แก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า การขอขยายระยะเวลาฎีกาเป็นการขอขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ จะกระทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๔๕ โจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาเมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ และวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕ คำร้องทั้งสองฉบับยื่นต่อศาลเมื่อสิ้นระยะเวลาฎีกาแล้ว ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลาได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัย คำร้องฉบับวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ โจทก์อ้างเหตุว่า โจทก์มอบให้นิติกรเป็นผู้ยื่นคำร้องในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๕ แต่นิติกรป่วยจึงไม่สามารถยื่นคำร้องได้ อีกทั้งคดีมีข้อเท็จจริงที่ยุ่งยากซับซ้อนและต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับ เห็นว่า คดีมีข้อเท็จจริงยุ่งยากหรือไม่ และโจทก์ต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามลำดับชั้นหรือไม่ ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาฎีกาได้ ส่วนการที่นิติกรป่วยนั้น หากจะเป็นจริง โจทก์ก็เป็นผู้มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลและสามารถกระทำได้ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา จึงไม่ใช่เหตุสุดวิสัยเช่นกัน คำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกาถึงวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๔๕ จึงไม่ชอบ และมีผลให้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ขยายเวลาฎีกานับแต่วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๕ ถึงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ ตามคำร้องของโจทก์ฉบับวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๕ ไม่ชอบไปด้วย โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหานี้แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง , ๒๒๕ ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นฎีกาเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๔๕ ซึ่งล่วงเลยกำหนดยื่นฎีกาดังกล่าวแล้ว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกามานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นฎีกาแก่โจทก์และยกฎีกาของโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 216 วรรคหนึ่ง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
ผู้ร้อง — นางทองมา พลแสน
จำเลย — นายอำนาจ สุดทะสิน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงตลิ่งชัน — นายสุชาติ สุนทรีเกษม
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5248/2546
#50733
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีกขอให้บวกโทษเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยได้ให้การว่า ได้ทราบคำฟ้องตลอดแล้ว ข้าพเจ้าจำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนั้น คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วย ศาลชั้นต้นจึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษจำคุกในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้เบาลงแล้วรวมโทษจำคุกกับฐานอื่นเป็นจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยไม่ได้ระบุว่าให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษคดีนี้ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าในที่สุดแล้วศาลลงโทษจำคุก จำนวนเท่าใด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 เวลากลางวัน จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ติดอยู่ที่กระบอกอลูมิเนียมพร้อมหลอดโลหะ 1 กระบอก กระดาษอลูมิเนียม 6 แผ่น และหลอดกระดาษ 1 หลอด มีปริมาณน้อยไม่อาจชั่งหาน้ำหนักได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและจำเลยมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มม. หมายเลขทะเบียน กท.3713734 ที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายจำนวน 1 กระบอก พร้อมซองกระสุนปืน จำนวน 1 อัน กับมีเครื่องกระสุนปืนคือกระสุนปืนขนาด 9 มม. จำนวน 15 นัดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เหตุเกิดที่ตำบลสองห้อง อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนซองกระสุนปืน และเครื่องกระสุนปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองดังกล่าว กับยึดได้กระบอกอลูมิเนียมพร้อมหลอดโลหะ 1 กระบอก กระดาษอลูมิเนียม 6 แผ่น และหลอดกระดาษ1 หลอด ซึ่งจำเลยใช้เป็นอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นของกลางเมทแอม-เฟตามีนของกลางหมดไปในการตรวจพิสูจน์ กระสุนปืนของกลางหมดไปในการทดลองยิง ส่วนของกลางอื่นเจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ก่อนคดีนี้เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2544 (ที่ถูก 2542) จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายและมีเมทแอม-เฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 15, 57, 67, 91, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 และริบกระดาษอลูมิเนียมพร้อมหลอดโลหะ 1 กระบอก กระดาษอลูมิเนียม 6 แผ่น และหลอดกระดาษ 1 หลอด ของกลาง กับบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 67, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสามให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย จำคุก 1 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ 2079/2542 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้ เป็นจำคุก 2 ปี 3 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ให้จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายจะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำให้การของจำเลยที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ว่า "ข้าพเจ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง" นั้นนอกจากจะหมายถึงจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดในข้อหาที่โจทก์ฟ้องแล้วจะหมายรวมไปถึงจำเลยได้รับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่าจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าว จำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่าได้ทราบคำฟ้องตลอดแล้ว ข้าพเจ้าจำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนั้น คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วยนั่นเอง ศาลชั้นต้นจึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ก่อนคดีนี้จำเลยเคยและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมาครั้งหนึ่งแล้ว ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นคนดีโดยรอการลงโทษจำคุกให้ แต่จำเลยยังกระทำความผิดเป็นคดีนี้อีกภายในเวลาที่รอการลงโทษจำคุกไว้ในคดีก่อน แสดงว่าจำเลยมิได้เข็ดหลาบและมิได้เกรงกลัวต่อโทษที่จะได้รับตามกฎหมาย ทั้งมิได้พยายามที่จะเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษแต่อย่างใดมาตรการรอการลงโทษที่ใช้แก่จำเลยจึงไม่ได้ผล นอกจากนี้จำเลยยังกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อีกด้วย พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่ร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุกในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายให้เบาลงแล้วรวมโทษจำคุกกับฐานอื่นเป็นจำคุก 1 ปี ส่วนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น โดยไม่ได้ระบุว่าให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษคดีนี้ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าในที่สุดแล้วศาลลงโทษจำคุกจำนวนเท่าใดศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ชัดเจนขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ดังนั้นเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับจะเห็นได้ว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) เมื่อรวมโทษจำคุกทั้งสามฐานความผิดหลังจากลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วเป็นจำคุก 12 เดือน นำโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ของการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ของศาลชั้นต้นมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้เป็นจำคุก1 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 176 ม. 186
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นาย ไพโรจน์ ห้องกุหลาบ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5248/2546
#111379
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2079/2542 ให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่า "ได้ทราบคำฟ้องตลอดแล้ว ข้าพเจ้าจำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง" คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วย ศาลชั้นต้นจึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้คดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๑๕ , ๕๗ , ๖๗ , ๙๑ , ๑๐๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗ , ๗๒ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๙๑ และริบกระบอกอลูมิเนียมพร้อมหลอดโลหะ ๑ กระบอก กระดาษอลูมิเนียม ๖ แผ่น และหลอดกระดาษ ๑ หลอด ของกลาง กับบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๙/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายจะต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า คำให้การของจำเลยที่ศาลชั้นต้นบันทึกไว้ว่า "ข้าพเจ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง" นั้นนอกจากจะหมายถึงจำเลยรับสารภาพว่าได้กระทำผิดในข้อหาที่โจทก์ฟ้องแล้วจะหมายรวมไปถึงจำเลยได้รับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติของที่ประชุมใหญ่เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งแล้วว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๙/๒๕๔๒ ให้ลงโทษจำคุก ๑ ปี และปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ภายในกำหนดระยะเวลารอการลงโทษดังกล่าวจำเลยกระทำความผิดคดีนี้อีก เมื่อศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องทั้งหมดให้จำเลยฟัง จำเลยก็ได้ให้การว่าได้ทราบคำฟ้องตลอดแล้ว ข้าพเจ้าจำเลยขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ดังนั้น คำให้การจำเลยที่รับสารภาพตามฟ้องดังกล่าวจึงย่อมหมายรวมถึงการรับว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนตามที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องด้วยนั่นเอง ศาลชั้นต้นจึงนำโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม) , ๖๗ (ที่แก้ไขใหม่) เมื่อรวมโทษจำคุกทั้งสามฐานความผิดหลังจากลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้วเป็นจำคุก ๑๒ เดือน นำโทษจำคุก ๑ ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๒๐๗๙/๒๕๔๒ ของศาลชั้นต้น มาบวกเข้ากับโทษของจำเลยคดีนี้เป็นจำคุก ๑ ปี ๑๒ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 58
ป.วิ.อ. ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
จำเลย — นายไพโรจน์ ห้องกุหลาบ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา — นายสุนัย จันทร์ตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสามัคคี มณีรัตน์
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2546
#50732
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสร้างฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมีเจตนาเพื่อซ่อนเร้นปกปิดการกระทำที่ไม่ชอบของตน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำของโจทก์โดยเปิดเผยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ประกอบมาตรา 1401 แม้จะมีการครอบครองมานานเท่าใด จำเลยก็ไม่ได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2539 จำเลยทั้งสองซึ่งมีที่ดินติดต่อกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1817 ของโจทก์ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยก่อสร้างตอม่อ 7 ต้น ทำคานปูนและปักเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กสำหรับบ้านเลขที่ 195 ของจำเลยทั้งสองรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ประมาณ 0.50 เมตรโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้โจทก์ไม่สามารถปลูกสร้างบ้านซึ่งโจทก์ซื้ออุปกรณ์การก่อสร้างไว้แล้วเป็นเงิน 77,008 บาท และจ่ายค่าจ้างงวดแรกให้แก่ช่างไปแล้ว 29,000 บาท โจทก์เสียหายต้องปลูกสร้างบ้านในราคาสูงขึ้น เนื่องจากปัจจุบันค่าอุปกรณ์ก่อสร้างเพิ่มราคาขึ้นโจทก์ขอคิดค่าเสียหายส่วนนี้ 100,000 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 206,008 บาทโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนตอม่อคานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กในส่วนที่บุกรุกที่ดินของโจทก์ออกไป และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 206,008 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองไม่ทราบว่าผู้รับจ้างได้ก่อสร้างตอม่อ คานปูน เสาเข็มคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์ ทั้งนางสมศรี บำเพ็ญ เจ้าของที่ดินขณะนั้นมิได้ทักท้วงหรือโต้แย้งคัดค้านการก่อสร้างดังกล่าว จำเลยทั้งสองเพิ่งทราบเหตุบุกรุกเมื่อโจทก์แจ้งให้ทราบ จำเลยทั้งสองสร้างโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตจำเลยทั้งสองจึงเป็นเจ้าของรากฐานตอม่อในส่วนที่รุกล้ำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 วรรคแรก ทั้งเมื่อนับจากวันที่จำเลยทั้งสองก่อสร้างจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกิน 10 ปีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงภารจำยอมโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 และโจทก์ไม่ได้เสียหายแต่อย่างใดจึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์จดทะเบียนภารจำยอมในส่วนของตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กของจำเลยทั้งสองที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าว หากโจทก์ไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองก่อสร้างตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของโจทก์ซึ่งซื้อมาจากนางสมศรี โดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยทั้งสองทราบแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองดีแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ได้ครอบครองที่ดินของโจทก์โดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ย่อมไม่อาจอ้างเหตุภารจำยอมได้ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนตอม่อคานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ออกไป และทำให้ที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายกับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์10,000 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้2,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1817 เลขที่ดิน 347 ตำบลพิปูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1782 เลขที่ดิน 326 ตำบลพิปูน อำเภอพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดินของโจทก์อยู่ติดต่อกับที่ดินของจำเลยที่ 2 ทางด้านทิศตะวันตกจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันปลูกสร้างโรงเรือนใช้เป็นบ้านพักอาศัยเลขที่ 195บนที่ดินของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวเต็มเนื้อที่ตามภาพถ่ายหมาย จ.1 ภาพที่ 1 และที่ 2 โดยส่วนที่อยู่บนพื้นดินเป็นอาคารโรงเรือนคือผนังโรงเรือนและกำแพงโรงเรือน ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ ส่วนใต้พื้นดินเป็นฐานรากคือตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งเป็นส่วนที่รองรับตัวโรงเรือนที่อยู่บนพื้นดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ประมาณ 0.50 เมตร คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนคือตอม่อคานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กดังกล่าวรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1312 วรรคแรก หรือไม่ จำเลยทั้งสองได้ภารจำยอมในที่ดินที่รุกล้ำโดยอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1401 หรือไม่.....

พิเคราะห์แล้ว ปัญหาข้อแรกที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตนั้น ได้ความจากนายเฉลิมศักดิ์ปรีชา ผู้รับเหมาก่อสร้างโรงเรือนและเป็นพยานจำเลยทั้งสองว่า ขณะมีการก่อสร้างขุดฐานรากเพื่อฝังตอม่อ จำเลยทั้งสองเป็นผู้นำชี้แนวเขตเพื่อขุดดินนอกจากนี้ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.3 นายเฉลิมศักดิ์ได้ให้การยืนยันว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้นำชี้แนวเขตที่ดินให้ทำการก่อสร้างทั้งเป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างมาโดยตลอด ประกอบกับจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่าก่อนมีการสร้างได้ตีผังบริเวณที่จะก่อสร้างให้นายเฉลิมศักดิ์ดูก่อนทั้งยอมรับด้วยว่าจำเลยทั้งสองปลูกสร้างโรงเรือนเต็มเนื้อที่ ดังนั้นที่จำเลยทั้งสองเบิกความว่าไม่เกี่ยวข้องรู้เห็นในการก่อสร้างโรงเรือนดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้นข้อเท็จจริงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งสองสร้างรากฐานของโรงเรือนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริตตามฟ้องจริง

ปัญหาข้อต่อมาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวโดยอายุความนั้น เห็นว่าการที่จำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมีเจตนาเพื่อซ่อนเร้นปกปิดการกระทำที่ไม่ชอบของตน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำของโจทก์โดยเปิดเผย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382ประกอบ มาตรา 1401 ดังนั้น แม้จะมีการครอบครองมานานเท่าใด จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สิทธิภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำเกินกว่า 1 ปี แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 นั้น ปรากฏว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่าไว้ในศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ไว้ก็เป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ชวนพิศ งามประดิษฐ์
จำเลย — นาย วิโรจน์ อุบลกาญจน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2546
#112071
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยสร้างฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ โดยมีเจตนาซ่อนเร้นปกปิดการกระทำที่ไม่ชอบของตน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำของโจทก์โดยเปิดเผยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 ประกอบมาตรา 1401 แม้จะมีการครอบครองมานานเท่าใด จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก ในส่วนที่บุกรุกที่ดินของโจทก์ออกไป และให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๒๐๖,๐๐๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์จดทะเบียนภาระจำยอมในส่วนของตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กของจำเลยทั้งสองที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินดังกล่าว หากโจทก์ไม่ยอมให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยทั้งสองก่อสร้างตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กรุกล้ำที่ดินของโจทก์ซึ่งซื้อมาจากนางสมศรี โดยไม่สุจริต เนื่องจากจำเลยทั้งสองทราบแนวเขตที่ดินของจำเลยทั้งสองดีแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้ครอบครองที่ดินของโจทก์โดยสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ย่อมไม่อาจอ้างเหตุภาระจำยอมได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนตอม่อ คานปูนและเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็กเฉพาะส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ออกไป และทำที่ดินของโจทก์ให้อยู่ในสภาพเดิม โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ๑๐,๐๐๐ บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒,๐๐๐ บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขอของโจทก์นอกจากนี้และฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสองให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินส่วนที่รุกล้ำดังกล่าวโดยอายุความนั้น เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองสร้างฐานรากของโรงเรือนซึ่งเป็นส่วนที่ฝังอยู่ใต้ดินรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยมีเจตนาเพื่อซ่อนเร้นปกปิดการกระทำที่ไม่ชอบของตน จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินส่วนที่รุกล้ำของโจทก์โดยเปิดเผย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๘๒ ประกอบมาตรา ๑๔๐๑ ดังนั้น แม้จะมีการครอบครองมานานเท่าใด จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้สิทธิภาระจำยอมในที่ดินดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรับผิดต่อโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1382 ม. 1401
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชวนพิศ งามประดิษฐ์
จำเลย — นายวิโรจน์ อุบลกาญจน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดทุ่งสง — นายไพศาล วานสูงเนิน
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นางนพวรรณ อินทรัมพรรย์
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2546
#50816
เปิดฉบับเต็ม

ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายเดือนในวันสิ้นสุดของเดือน มิฉะนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้าง และตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 47 วรรคหนึ่งทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องหักค่าจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมโดยไม่มีเงื่อนไขไม่ว่าการจ่ายค่าจ้างนั้นจะได้กระทำเมื่อใด ทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับนายจ้างกำหนดให้จ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันที่ 25 ของเดือนหากตรงกับวันหยุดให้จ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้น ปรากฏว่าวันที่ 24 และ 25 กุมภาพันธ์2544 เป็นวันหยุด นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 การที่จ่ายค่าจ้างในวันดังกล่าวจึงไม่ใช่การจ่ายค่าจ้างล่วงหน้า เมื่อนายจ้างได้หักค่าจ้างของโจทก์เพื่อส่งเป็นเงินสมทบแล้วในวันเดียวกันจึงต้องถือว่าโจทก์ได้จ่ายเงินสมทบเดือนกุมภาพันธ์ 2544 แล้วตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์2544 โจทก์จึงเป็นผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ตามเงื่อนไขในมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรซึ่งตลอดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544

โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรเหมาจ่ายจำนวน 4,000บาท ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 66 ประกอบประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2538 และมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นการเหมาจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามมาตรา 57 เป็นเวลา 90 วันตามมาตรา 67 เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจำนวน 22,500 บาท เป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดจำนวนไว้แน่นอน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยจะต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนการลงทุน ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 25 ของเดือน หากตรงกับวันหยุดจะจ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้น โดยนายจ้างหักค่าจ้างเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่งเป็นวันที่นายจ้างได้จ่ายค่าจ้างประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2544 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามกฎหมาย ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ได้คลอดบุตรและได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรต่อจำเลยที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 จำเลยโดยสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 มีคำสั่งที่ รส 0724/22347ปฏิเสธการจ่าย อ้างว่าโจทก์จ่ายเงินสมทบมาแล้วน้อยกว่า 7 เดือน โจทก์อุทธรณ์คำสั่งคณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1064/2544 ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ เพราะโจทก์ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วครบ 7 เดือน ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส 0728/22347 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1064/2544 และให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามกฎหมายให้แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า การคำนวณค่าจ้างเพื่อการออกเงินสมทบให้ถือเอาค่าจ้างที่คิดเป็นรายเดือน การนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 7 เดือน ที่จะก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ทดแทน จึงต้องพิจารณาเงื่อนเวลาควบคู่กับเงินสมทบที่จ่ายแล้วคือต้องล่วงพ้นเงื่อนเวลา 7 เดือนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย จึงจะเกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน กรณีนี้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544โจทก์คลอดบุตรเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ยังไม่ครบเงื่อนเวลา 7 เดือน ตามที่กฎหมายกำหนด โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ที่ รส 0728/22347 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1064/2544ให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือนของบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัดมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2543 ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันที่ 25 ของเดือน หากวันจ่ายตรงกับวันหยุดจะจ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้น นับตั้งแต่โจทก์เข้าทำงาน โจทก์ถูกนายจ้างหักค่าจ้างเป็นเงินสมทบส่งเข้ากองทุนประกันสังคมเรื่อยมาทุกเดือน และในเดือนกุมภาพันธ์ 2544 นายจ้างได้จ่ายค่าจ้างและหักค่าจ้างโจทก์เป็นเงินสมทบเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เหตุเพราะวันที่ 24 และ 25 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นวันหยุด ต่อมาวันที่ 26 กุมภาพันธ์2544 โจทก์คลอดบุตรและได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรจากจำเลยแต่จำเลยปฏิเสธการจ่าย มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรเพราะได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ตามเงื่อนไขในมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้วหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวจำเลยอุทธรณ์ว่า เงินสมทบต้องเป็นเงินที่นายจ้างหักจากค่าจ้าง การจ่ายค่าจ้างล่วงหน้าไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง นายจ้างจ่ายค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 เงินที่นายจ้างหักไว้จึงไม่ใช่เงินสมทบ จึงยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้จ่ายเงินสมทบเดือนกุมภาพันธ์ 2544 แล้ว เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายเดือนในวันสิ้นสุดของเดือน มิฉะนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้าง และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนตามมาตรา 46 และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง" ซึ่งหมายความว่าทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าการจ่ายค่าจ้างนั้นจะได้กระทำเมื่อใด ทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับนายจ้างกำหนดให้จ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันที่ 25 ของเดือนหากตรงกับวันหยุดให้จ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ 24 และ 25 กุมภาพันธ์ 2544 เป็นวันหยุด นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ให้โจทก์ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์2544 การที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในวันดังกล่าวจึงไม่ใช่การจ่ายค่าจ้างล่วงหน้า เมื่อนายจ้างได้หักค่าจ้างของโจทก์เพื่อส่งเป็นเงินสมทบแล้วในวันเดียวกัน จึงต้องถือว่าโจทก์ได้จ่ายเงินสมทบเดือนกุมภาพันธ์ 2544 แล้วตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์จึงเป็นผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 7 เดือน ตามเงื่อนไขในมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรเหมาจ่ายจำนวน4,000 บาท ตามมาตรา 66 ประกอบประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2538 และมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นการเหมาจ่ายร้อยละ 50ของค่าจ้างตามมาตรา 57 เป็นเวลา 90 วัน ตามมาตรา 67 เมื่อโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวจำนวน 22,500 บาท เป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดจำนวนไว้แน่นอน ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย ย่อมเป็นที่เข้าใจได้แล้วว่าจำเลยจะต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์เป็นจำนวนเท่าใดไม่จำต้องแก้ไข"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 47 ม. 57 ม. 65 ม. 66 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว วิริยา หิรัญประดิษฐ์ หรือนาง วิริยา ลาภพรหมรัตน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2546
#112617
เปิดฉบับเต็ม

แม้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ก่อนถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างตามปกติ แต่ก็เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับ สภาพการจ้างที่ว่า หากวันที่กำหนดตรงกับวันหยุดให้จ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้น จึงถือเป็นการจ่ายค่าจ้างตามปกติ ไม่ใช่การจ่ายค่าจ้างล่วงหน้า เมื่อนายจ้างได้หักค่าจ้างของโจทก์เพื่อส่งเป็นเงินสมทบแล้วในวันเดียวกัน จึงต้องถือว่าโจทก์ได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมครบเจ็ดเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส ๐๗๒๘/๒๒๓๔๗ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ๑๐๖๔/๒๕๔๔ และให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรตามกฎหมายให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ ๗ ที่ รส ๐๗๒๘/๒๒๓๔๗ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๐๖๔/๒๕๔๔ ให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนใน กรณีคลอดบุตรและเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างรายเดือนของบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคิน จำกัด มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๔๓ กำหนดจ่ายค่าจ้างเดือนละครั้ง ทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน หากวันจ่ายตรงกับวันหยุดจะจ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้นนับแต่โจทก์เข้าทำงาน โจทก์ถูกนายจ้างหักค่าจ้างเป็น เงินสมทบส่งเข้ากองทุนประกันสังคมเรื่อยมาทุกเดือน และในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ นายจ้างได้จ่ายค่าจ้างและ หักค่าจ้างโจทก์เป็นเงินสมทบเมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เหตุเพราะวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ เป็นวันหยุด ต่อมาวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โจทก์คลอดบุตรและได้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรจากจำเลย แต่จำเลยปฏิเสธการจ่าย เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างรายเดือนในวันสิ้นสุด ของเดือน มิฉะนั้นจะไม่ถือว่าเป็นการจ่ายค่าจ้าง และ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่ต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๖ และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง" ซึ่งหมายความว่าที่นายจ้างจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมโดยไม่เงื่อนไข ไม่ว่าการจ่ายค่าจ้างนั้นจะได้กระทำเมื่อใด ทั้งข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับนายจ้างกำหนดให้จ่ายค่าจ้างเดือนละครั้งทุกวันที่ ๒๕ ของเดือน หากตรงกับวันหยุดให้จ่ายค่าจ้างก่อนวันหยุดนั้นข้อเท็จจริงปรากฏว่าวันที่ ๒๔ และ ๒๕ กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุด นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ ให้โจทก์ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ การที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในวันดังกล่าวจึงไม่ใช่การ จ่ายค่าจ้างล่วงหน้า เมื่อนายจ้างได้หักค่าจ้างของโจทก์เพื่อส่งเป็นเงินสมทบแล้วในวันเดียวกัน จึงต้องถือว่าโจทก์ได้ จ่ายเงินสมทบเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ แล้วตั้งแต่วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๔ โจทก์จึงเป็นผู้ประกันตนที่ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า ๗ เดือน ตามเงื่อนไขในมาตรา ๖๕ วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร?

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 65 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาววิริยา หิรัญประดิษฐ์ หรือนางวิริยา ลาภพรหมรัตน
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
จรัส พวงมณี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5203/2546
#50815
เปิดฉบับเต็ม

วันที่โจทก์ส่งมอบงานถมดินและปรับพื้นที่ย่อมไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยที่ 1จะรับมอบงานหรือไม่ มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ส่งมอบงานแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องชำระสินจ้างให้แก่โจทก์ทันทีเพราะงานที่ส่งมอบอาจมีข้อบกพร่องอันจะต้องแก้ไขเสียก่อน โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับมอบงานเป็นต้นไป จำเลยที่ 1ลงชื่อในบันทึกท้ายหนังสือของคณะกรรมการตรวจรับงานเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม2539 แต่ก็ยังมีข้อเรียกร้องให้โจทก์ปรับถนนให้เรียบร้อยเสียก่อน แสดงว่าการรับมอบงานของจำเลยที่ 1 ไม่เร็วไปกว่าวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24เมษายน 2541 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการซื้อขายที่ดินจำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2539 จำเลยทั้งสามร่วมกันว่าจ้างโจทก์ให้ถมดินและปรับพื้นที่ภายในที่ดินโฉนดเลขที่ 62 และเลขที่ 384 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ เป็นเงินค่าจ้าง 990,000 บาท โจทก์ขาดเงินทุนหมุนเวียนในการทำงานจึงขอเบิกค่าจ้างล่วงหน้าจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเงิน 100,000 บาท โดยโจทก์มอบโฉนดที่ดินเลขที่ 25888 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยึดไว้เป็นประกัน เงินจำนวนดังกล่าวตกลงว่าให้คิดหักจากเงินค่าจ้างเมื่อส่งมอบงานแล้วและจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องคืนโฉนดที่ดินให้โจทก์ โจทก์เข้าถมดินและปรับที่ดินให้จำเลยทั้งสามจนแล้วเสร็จ โดยส่งมอบงานและจำเลยทั้งสามตรวจรับงานจ้างดังกล่าวเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2539 โจทก์ได้รับเงินค่าจ้างจากจำเลยทั้งสามบางส่วนรวม 500,000 บาท และที่เบิกล่วงหน้าอีก100,000 บาท รวมเป็นเงินค่าจ้างที่โจทก์ได้รับแล้ว 600,000 บาท จำเลยทั้งสามคงค้างชำระค่าจ้างโจทก์อีก 390,000 บาท ภายหลังการตรวจรับงานจำเลยทั้งสามร่วมกันจ้างให้โจทก์ส่งวัสดุก่อสร้างจำพวกหิน ทราย เพื่อใช้ในงานก่อสร้างของจำเลยทั้งสามโจทก์ได้ส่งวัสดุก่อสร้างให้จำเลยทั้งสามรับไปครบถ้วนแล้วคิดเป็นเงิน 78,493บาท รวมเป็นเงินค่าจ้างที่จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ 468,493 บาท ก่อนฟ้องโจทก์ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงิน 468,493บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ทำงานเสร็จจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องคิดเป็นเงิน69,589 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 25888 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม แก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เพราะฟ้องเกิน 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ส่งมอบงาน จำเลยทั้งสามไม่เคยว่าจ้างโจทก์ส่งวัสดุก่อสร้างจำพวกหินและทรายเพื่อใช้ในงานก่อสร้างของจำเลยทั้งสาม และไม่เคยได้รับวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 363,612.50 บาท และให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 78,493 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 3 จะต้องชำระนับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 25888 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม แก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์313,612.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2539จนกว่าจะชำระเสร็จค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษาบังคับให้จำเลยที่ 2คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 25888 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 มิได้อุทธรณ์โต้เถียงเลยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ต้องคืนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ คงอุทธรณ์รวมกันมากับจำเลยอื่นในเรื่องความรับผิดของจำเลยอื่นเท่านั้น ต้องถือว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนความรับผิดของตนเอง คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่มีประเด็นเกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในส่วนของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา เนื่องจากเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7และต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมิได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 3 ย่อมเป็นการไม่ชอบ คดีคงมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2539 จำเลยที่ 1 ลงชื่อในฐานะผู้ว่าจ้างในหนังสือสัญญาจ้างเหมาถมดินลูกรัง - หินผุ ตามเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีความว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์ให้ถมและปรับพื้นที่ด้วยลูกรังหรือหินผุภายในที่ดินโฉนดเลขที่ 62 และเลขที่ 384ตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม ในราคาไร่ละ 165,000บาท โดยโจทก์นำโฉนดที่ดินเลขที่ 25888 ไปมอบให้จำเลยที่ 2 บิดาของจำเลยที่ 1ยึดถือไว้เป็นประกันการทำงานตามสัญญา ต่อมาวันที่ 2 เมษายน 2539 โจทก์มีหนังสือขอส่งมอบงานตามเอกสารหมาย จ.5 มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับงานขึ้น คณะกรรมการดังกล่าวมีความเห็นว่า บริเวณพื้นที่ถมดิน รังวัดเนื้อที่ได้ 5 ไร่ 3 งาน53 ตารางวา ระดับพื้นดินถมโดยเฉลี่ยได้ระดับตามที่กำหนด ดินถมใช้ดินเหลืองถมและใช้หินผุทับบน หนาประมาณ 20 เซนติเมตร ตามเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งลงวันที่ 24เมษายน 2539 ท้ายเอกสารฉบับนี้มีบันทึกของจำเลยที่ 1 ความว่าให้ปรับในส่วนถนนให้เรียบร้อยตามข้อกำหนดของสัญญาให้ถูกต้องแล้วส่งมอบงานใหม่ซึ่งลงวันที่ 3พฤษภาคม 2539...

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า โจทก์ผิดสัญญาเพราะใช้ดินเหลืองถมที่ดินมิใช่ดินลูกรังหรือหินผุตามสัญญานั้น เห็นว่าตามหนังสือของคณะกรรมการตรวจรับงานตลอดจนบันทึกของจำเลยที่ 1 ท้ายหนังสือดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.8 มิได้มีการกล่าวอ้างเลยว่าโจทก์ผิดสัญญาเพราะใช้ดินเหลืองถมที่ดินบางส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบันทึกของจำเลยที่ 1 ท้ายเอกสารดังกล่าวคงมีข้อความเพียงว่าให้โจทก์ปรับในส่วนถนนให้เรียบร้อยตามข้อกำหนดของสัญญาให้ถูกต้องแล้วส่งมอบงานใหม่ อันมีความหมายเพียงว่างานมีข้อบกพร่องเฉพาะเรื่องของถนนเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนายศุภโชค บัวทอง พยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการตรวจรับงานของจำเลยที่ 1 คนหนึ่งที่เบิกความว่าที่ต้องปรับใหม่เพราะผิวถนนขรุขระ งานอื่นที่โจทก์ทำถูกต้อง มีเพียงผิวถนนเท่านั้นที่ต้องแก้ไข แสดงว่าการที่โจทก์ใช้ดินเหลืองถมที่ดินบางส่วนนั้น จำเลยที่ 1 มิได้ถือเป็นการผิดสัญญา ที่จำเลยที่ 1 อ้างถึงเจตนาของจำเลยที่ 1 ตลอดจนการแปลความหมายของข้อความต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ถือเอาเรื่องดินเป็นสาระสำคัญของสัญญานั้น ไม่ปรากฏเลยว่าจำเลยที่ 1 แสดงเจตนาดังกล่าวให้โจทก์หรือผู้อื่นทราบ เพราะตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานตามสัญญา จำเลยที่ 1หรือตัวแทนของจำเลยที่ 1 ก็มิได้ทักท้วงหรือแจ้งให้โจทก์แก้ไขในเรื่องดินแต่อย่างใดกรณีต้องถือว่า นอกจากการปรับถนนให้หายขรุขระแล้วจำเลยที่ 1 ยอมรับงานของโจทก์ทั้งหมด จำเลยที่ 1 จึงต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์จะอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเพราะใช้ดินเหลืองถมที่ดินบางส่วนหาได้ไม่ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะฟ้องเกินกว่า 2 ปีนับแต่วันที่ 2 เมษายน 2539 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ส่งมอบงานอันอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นั้น เห็นว่า วันที่โจทก์ส่งมอบงานย่อมไม่เป็นการแน่นอนว่าจำเลยที่ 1 จะรับมอบงานหรือไม่ มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ส่งมอบงานแล้วจำเลยที่ 1 จะต้องชำระสินจ้างให้แก่โจทก์ทันทีเพราะงานที่ส่งมอบอาจมีข้อบกพร่องอันจะต้องแก้ไขเสียก่อน โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 รับมอบงานเป็นต้นไป ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ลงชื่อในบันทึกท้ายเอกสารหมาย จ.8 เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 แต่ก็ยังมีข้อเรียกร้องให้โจทก์ปรับถนนให้เรียบร้อยเสียก่อน แสดงว่าการรับมอบงานของจำเลยที่ 1 ไม่เร็วไปกว่าวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2541 จึงยังไม่พ้นกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ฟ้องโจทก์ย่อมไม่ขาดอายุความฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 8,000 บาท แทนโจทก์และให้คืนค่าขึ้นศาลในชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 3 ค่าทนายความชั้นฎีกาสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 602
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เอนก ยันตะพานิช
จำเลย — นาย ชรินทร์ ภุชงครัตน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5203/2546
#112070
เปิดฉบับเต็ม

วันที่โจทก์ส่งมอบงานอาจไม่ใช่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เพราะงานที่ส่งมอบอาจมีข้อบกพร่องอันจะต้องแก้ไขเสียก่อน โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่จำเลยรับมอบงานเป็นต้นไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ใช้ดินเหลืองถมที่ดิน มิใช่ดินลูกรังหรือหินผุตามสัญญา กรรมการตรวจรับงานและจำเลยมิได้มีการกล่าวอ้างเลยว่าโจทก์ผิดสัญญาเพราะใช้ดินเหลืองถมที่ดินบางส่วน และจำเลยเพียงให้โจทก์ปรับในส่วนถนนให้เรียบร้อยตามข้อกำหนดของสัญญาให้ถูกต้องแล้วส่งมอบงานใหม่ อันมีความหมายเพียงว่างานมีข้อบกพร่องเฉพาะเรื่องของถนนเท่านั้น แสดงว่าการที่โจทก์ใช้ดินเหลืองถมที่ดินบางส่วนนั้น จำเลยมิได้ถือเป็นการผิดสัญญา เพราะจะถือเอาเรื่องดินเป็นสาระสำคัญของสัญญา ก็ไม่ปรากฏเลยว่าจำเลยแสดงเจตนาดังกล่าวให้โจทก์หรือผู้อื่นทราบ ทั้งตลอดเวลาที่โจทก์ทำงานตามสัญญา จำเลยหรือตัวแทนก็มิได้ทักท้วงหรือแจ้งให้โจทก์แก้ไขในเรื่องดินแต่อย่างใด กรณีต้องถือว่านอกจากการปรับถนนให้หายขรุขระแล้ว จำเลยยอมรับงานทั้งหมด จำเลยจึงต้องชำระค่าจ้างแก่โจทก์

วันที่โจทก์ส่งมอบงานอาจไม่ใช่วันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ เพราะงานที่ส่งมอบอาจมีข้อบกพร่องอันจะต้องแก้ไขเสียก่อน โจทก์จึงอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่จำเลยรับมอบงานเป็นต้นไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 ม. 193/34
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายเอนก ยันตะพานิช
จำเลย — นายชรินทร์ ภุชงครัตน์ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรสงคราม — นายกิตติ อารีรักษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5190/2546
#266381
เปิดฉบับเต็ม

ในการที่ธนาคารพาณิชย์ประกอบการธนาคารพาณิชย์นั้นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะในการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาตรา 14 (2) บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้และหากธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 14 (2) ดังกล่าว ย่อมมีความผิดทางอาญาที่ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท ตามมาตรา 44 และปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 (2) ดังกล่าว คือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ดังนั้นธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในประกาศฉบับนี้ ซึ่งตามประกาศฉบับนี้ข้อ 3 กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อ สรุปได้ว่าธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้า และอัตราสูงสุดที่จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกด้วยส่วนต่างสูงสุดตามที่ประกาศไว้ดังกล่าวแล้วเว้นแต่ในกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขจึงเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราที่ธนาคารพาณิชย์นั้นได้ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้นหากลูกค้ามิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขไม่ได้ และการฝ่าฝืนนั้น นอกจากจะเป็นการกระทำความผิดทางอาญาดังกล่าวแล้ว การเรียกดอกเบี้ยเช่นว่านั้นยังเป็นการขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันมีผลให้การกำหนดเรียกดอกเบี้ยนั้นตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150

สัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 มีข้อความว่า จำเลยที่ 1 ยอมให้ธนาคารคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี) นับแต่วันที่ธนาคารได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ได้บรรยายไว้ในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยอมรับผิดชำระเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดซึ่งเท่ากับร้อยละ 19 ต่อปี และเมื่อนำสืบก็ปรากฏว่ามีการคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาทรัสต์รีซีทในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ธนาคารชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีท ร้อยละ 19 ต่อปีเป็นอัตราดอกเบี้ยกรณีลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนต่อประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดอันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) และ 44 ดังกล่าวแล้วดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทจึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าว แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงิน ป.พ.พ. มาตรา 224 ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับนับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 94,904,038.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 65,704,526.45 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งเจ็ดให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานโจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

ระหว่างพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 7 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 และที่ 7 ออกจากสารบบความ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้เงิน 94,904,038.90 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราลอยตัวตามประกาศของโจทก์ แต่ไม่เกินร้อยละ 14.5 ต่อปี ตามที่ขอโดยคำนวณจากต้นเงิน 65,704,526.45 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 23 สิงหาคม 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 100,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ในการที่ธนาคารพาณิชย์ประกอบการธนาคารพาณิชย์นั้นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะในการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลด ตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาตรา 14 (2) บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้และหากธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 14 (2) ดังกล่าวย่อมมีความผิดทางอาญาที่ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท ตามมาตรา 44 และปรากฏว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 14 ดังกล่าว คือประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ดังนั้น ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในประกาศฉบับนี้ ซึ่งตามประกาศฉบับนี้ข้อ 3 กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติในเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ยและส่วนลดเงินให้สินเชื่อสรุปได้ว่า ธนาคารพาณิชย์ต้องประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้า ได้แก่ อัตราที่เรียกจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา อัตราที่เรียกจากลูกค้าย่อยชั้นดี ส่วนต่างสูงสุดที่จะให้บวกเข้ากับอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี และอัตราสูงสุดที่จะเรียกจากลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข และให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกด้วยส่วนต่างสูงสุดตามที่ประกาศไว้ดังกล่าวแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขจึงเรียกดอกเบี้ยได้ในอัตราที่ธนาคารพาณิชย์นั้นได้ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้น หากลูกค้ามิได้ปฏิบัติผิดเงื่อนไขธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราที่ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไขไม่ได้ และการฝ่าฝืนนั้นนอกจากจะเป็นการกระทำความผิดทางอาญาดังกล่าวแล้ว การเรียกดอกเบี้ยเช่นว่านั้นยังเป็นการขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันมีผลให้การกำหนดเรียกดอกเบี้ยนั้นตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทร้อยละ 19 ต่อปี เป็นอัตราดอกเบี้ย กรณีลูกค้าผิดนัดชำระหนี้ ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ จึงเป็นการเรียกดอกเบี้ยโดยฝ่าฝืนต่อประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดอันเป็นการต้องห้ามตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) และ 44 ดังกล่าวแล้ว ดอกเบี้ยที่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) เรียกตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญาการขอเครดิตรับสินค้าไปก่อนชำระเงิน และสัญญาทรัสต์รีซีททุกฉบับจึงเป็นโมฆะ ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) รวมทั้งโจทก์ซึ่งได้รับโอนสินทรัพย์จากธนาคารดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาดังกล่าว แต่เนื่องจากเป็นหนี้เงินซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 224 บัญญัติให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยเหตุนี้ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 4 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2541 สำหรับสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.21 วันที่ 1 เมษายน 2541 สำหรับสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.23 และวันที่ 23 มีนาคม 2541 สำหรับสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.24 ซึ่งเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ผิดนัด โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) คิดถึงวันที่ 30 มกราคม 2541 วันที่ 1 เมษายน 2541 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 และวันที่ 23 มีนาคม 2541 หักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.24 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ดังกล่าว แม้จำเลยที่ 5 ไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศก็มีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 5 ด้วย เพราะมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ที่แบ่งแยกไม่ได้ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ดังนั้น เมื่อธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) ควบรวมกิจการกับโจทก์โดยโอนทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องให้แก่โจทก์ และหลังจากนั้นโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้องหนี้สินในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้เข้าแทนที่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องร่วมกันรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังกล่าวแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 82,257,608.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 23,551,812.32 บาท นับตั้งแต่วันที่ 17 มกราคม 2541 ของต้นเงิน 17,024,811.96 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 ของต้นเงิน 13,716,001.39 บาท นับตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2540 และของต้นเงิน 27,964,982.83 บาท นับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่ธนาคารมหานคร จำกัด (มหาชน) คิดถึงวันที่ 30 มกราคม 2541 วันที่ 1 เมษายน 2541 วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 และวันที่ 23 มีนาคม 2541 หักออกจากดอกเบี้ยและต้นเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทเอกสารหมาย จ.21 ถึง จ.24 ตามลำดับ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 80,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2) ม. 44
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
จำเลย — บรษัทไทย-แมกซ์ แมชีนเนอรี่ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5189/2546
#50985
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคดีล้มละลายศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง 2 ประการเท่านั้น ประการที่หนึ่ง มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ประการที่สอง พิพากษายกฟ้อง บทบัญญัติมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็นอื่นใดนอกเหนือจากที่กล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้เพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวว่าขอปฏิเสธหนี้สินที่โจทก์ทั้งสามอ้างตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะเป็นสัญญาปลอม ซึ่งมีประเด็นที่โจทก์ทั้งสามจะต้องนำสืบถึงหนี้สินตามที่อ้างในคำฟ้อง และหากศาลพิจารณาแล้วเชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องสถานเดียว จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งหกเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่เห็นว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่อาจฟ้องแย้งได้ จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 3และที่ 4 ว่า ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้น ชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มิได้มีข้อห้ามโดยชัดแจ้งในการฟ้องแย้ง เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำให้การตามกฎหมายแล้วย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งได้ เห็นว่า คดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น การพิจารณาคดีล้มละลายไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะชี้ขาดหรือพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยเฉพาะ จึงย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญ โดยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" จากบทบัญญัติมาตรานี้ประเด็นสำคัญในคดีล้มละลายจึงอยู่ที่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า1,000,000 บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาทสำหรับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือไม่ หากศาลพิจารณาได้ความจริงศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือแม้ได้ความจริงว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว หากแต่จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง จึงเห็นได้ว่าในการพิจารณาคดีล้มละลายศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง 2 ประการเท่านั้น ประการที่หนึ่งมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ประการที่สองพิพากษายกฟ้อง บทบัญญัติมาตรา 14 ไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็นอื่นใดนอกเหนือจากที่กล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คดีนี้ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวโดยชัดแจ้งว่าขอปฏิเสธหนี้สินที่โจทก์ทั้งสามอ้างตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะเป็นสัญญาปลอม ซึ่งมีประเด็นที่โจทก์ทั้งสามจะต้องนำสืบถึงหนี้สินตามที่อ้างในคำฟ้องและหากศาลพิจารณาแล้วเชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การต่อสู้ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้องสถานเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้ง ขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมาไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เครดิต ซูอิสเซ่ กับพวก
จำเลย — บริษัท พิบูลย์บัณกิจ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5189/2546
#112646
เปิดฉบับเต็ม

คดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น การพิจารณาคดีล้มละลายไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะชี้ขาดหรือพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยเฉพาะจึงย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญเพราะประเด็นสำคัญในคดี

ล้มละลายมีอยู่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่า 1,000,000 บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า 2,000,000 บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคล หรือไม่ หากศาลพิจารณาได้ความจริงเช่นนั้นก็ต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หากพิจารณาไม่ได้ความจริงหรือแม้ได้ความจริงแต่จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง ดังนั้นการพิจารณาคดีล้มละลายศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง 2 ประการ คือ มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษายกฟ้องตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 เท่านั้น โดยไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็นอื่นใดนอกเหนือไปจากที่กล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำการใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธหนี้สินที่โจทก์อ้างให้รับผิดตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะสัญญาดังกล่าวปลอม จึงมีประเด็นที่โจทก์ต้องนำสืบถึงหนี้สินตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้ ซึ่งหากศาลพิจารณาแล้วเชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยให้การต่อสู้ ศาลก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งหกเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ แต่เห็นว่าจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ไม่อาจฟ้องแย้งได้ จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ว่า ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นั้นชอบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฎีกาว่า เมื่อพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ ๒๕๔๒ มิได้มีข้อห้ามโดยชัดแจ้งในการฟ้องแย้ง เมื่อจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำให้การตามกฎหมายแล้วย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งได้ เห็นว่า คดีล้มละลายเป็นคดีที่ฟ้องให้จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวนั้น การพิจารณาคดีล้มละลายไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อจะชี้ขาดหรือพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์โดยเฉพาะ จึงย่อมผิดแผกแตกต่างกับการพิจารณาคดีแพ่งสามัญ โดยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๔ บัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐ ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือลูกหนี้นำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" จากบทบัญญัติมาตรานี้ประเด็นสำคัญใน คดีล้มละลายจึงอยู่ที่ว่าจำเลยซึ่งถูกฟ้องขอให้ล้มละลายเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นต้วและเป็นหนี้โจทก์จำนวนแน่นอน ไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลหรือไม่ ศาลพิจารณาได้ความจริงศาลจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริงหรือแม้ได้ความจริงว่าจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวหากแต่จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้อง จึงเห็นได้ว่าในการพิจารณาคดีล้มละลายศาลจะมีคำสั่งหรือคำพิพากษาได้เพียง ๒ ประการเท่านั้น ประการที่หนึ่ง มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด ประการที่สอง พิพากษายกฟ้อง บทบัญญัติมาตรา ๑๔ ไม่เปิดช่องให้ศาลมีคำวินิจฉัยในประเด็นอื่นใดนอกเหนือจากที่กล่าวได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะฟ้องแย้งให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์กระทำหรือไม่กระทำใดได้อีกเพราะเป็นเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม คดีนี้ตามคำให้การของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ กล่าวโดยชัดแจ้งว่าขอปฏิเสธหนี้สินที่โจทก์ทั้งสามอ้างตามสัญญารับผิดชดใช้หนี้เพราะเป็นสัญญาปลอม ซึ่งมีประเด็นที่โจทก์ทั้งสามจะต้องนำสืบถึงหนี้สินตามที่อ้างในคำฟ้อง และหากศาลพิจารณาแล้วเชื่อว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอมดังที่จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้การต่อสู้ ศาลก็ต้องพิพากษายกฟ้อง สถานเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ จึงไม่มีสิทธิฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาว่าสัญญารับผิดชดใช้หนี้เป็นสัญญาปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องตามกันมาไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ นั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 14
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เครดิต ซูอิสเซ่ ที่ 1 กับพวก
จำเลย — บริษัทพิบูลย์บัณกิจ จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายกงจักร์ โพธิ์พร้อม
ศาลล้มละลายอุทธรณ์ — นายสุทธินันท์ เสียมสกุล
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5184/2546
#50984
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยที่ 2 และ ธ. ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 มาโดยทำกำแพงพิพาทเป็นรั้วยาวตลอดแนวเขตเฉพาะทางด้านทิศตะวันตก เพื่อปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกเข้ามายุ่งเกี่ยว ต่อมาเมื่อมีการแบ่งที่ดินออกเป็น 4 แปลง โดยโจทก์ จำเลยที่ 2 และ ธ. เป็นเจ้าของคนละ 1 แปลง แล้ว โจทก์ จำเลยที่ 2 และ ธ. ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงที่แบ่งแยกคือโฉนดเลขที่ 117913 ซึ่งอยู่ติดกับแนวกำแพงพิพาท โดยมิได้มีการรื้อถอนกำแพงพิพาทเพราะประสงค์จะใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะเพื่อประโยชน์สำหรับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 และ ธ. ซึ่ง ธ. ได้จดทะเบียนให้ส่วนของ ธ. แก่จำเลยที่ 1 ในเวลาต่อมาเท่านั้น แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 ซึ่งไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่การที่โจทก์ขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาทบริเวณด้านหน้าของที่ดินดังกล่าวเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 ด้วย จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์ซึ่งเจ้าของรวมทุกคนต้องเห็นชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 วรรคสุดท้าย มิได้เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1360 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมไม่ยินยอมให้ที่ดินแปลงอื่นของโจทก์มาใช้ประโยชน์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของรวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 117913เนื้อที่ 2 งาน 45 ตารางวา ซึ่งเป็นทางส่วนบุคคลใช้เข้าออกสู่ซอยนนทบุรี 8 อันเป็นทางสาธารณะ โดยมีกำแพงสูงประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 600 เมตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกเพื่อมิให้บุคคลภายนอกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 117915 ของโจทก์กับที่ดินโฉนดเลขที่ 117914 และ 2103 ของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2535 โจทก์ได้รับการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 ซึ่งเป็นที่ดินไม่มีทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะและอยู่ติดกับแนวกำแพงดังกล่าว โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองเปิดแนวกำแพงยาวประมาณ2 เมตร เพื่อให้ไปมาระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 117915 กับ 193899 แต่จำเลยทั้งสองไม่ยินยอมขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางหรือยินยอมให้เปิดทางตามแนวกำแพงยาวประมาณ 2 เมตร ระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 กับ 193899 ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกับบริวารขัดขวางโจทก์กับบริวารในการเปิดทางและใช้ทางผ่านไปมาระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ 117915 กับ 193899 ของโจทก์ และเข้าออกสู่ทางสาธารณะซอยนนทบุรี 8

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 เป็นที่ดินที่เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะของที่ดินโฉนดเลขที่ 117914, 117915 และที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 เท่านั้น จึงได้มีการทำกำแพงปิดกั้นโดยมีวัตถุประสงค์มิให้บุคคลอื่นใช้ทางด้วย การที่โจทก์ขอเปิดทางตรงแนวกำแพงบนที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 ที่โจทก์และจำเลยทั้งสองถือกรรมสิทธิ์รวมกัน เพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 ของโจทก์ จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการใช้ทางของเจ้าของรวม เมื่อจำเลยทั้งสองไม่เห็นชอบด้วยโจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอเปิดทางตรงแนวกำแพงดังกล่าว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเดิมโจทก์จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ สกุลเจน เป็นเจ้าของรวมในที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 2103 ตำบลบางซื่ออำเภอตลาดขวัญ จังหวัดนนทบุรี โดยซื้อมาจากผู้อื่น ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2523 โจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ได้จดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวออกเป็น 4 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 117915 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เป็นของโจทก์ ที่ดินโฉนดเลขที่ 117914 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เป็นของจำเลยที่ 2 ที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี เป็นของโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ถือกรรมสิทธิ์รวมกันส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 ซึ่งเป็นแปลงคงเหลือเป็นของนายธานินทร์ โดยโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์มีความประสงค์จะใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 เป็นทางส่วนบุคคลเข้าออกสู่ทางสาธารณะซอยนนทบุรี 8 ซึ่งมีกำแพงพิพาทเป็นรั้วสูงประมาณ 3 เมตร ยาวตลอดแนวประมาณ 600 เมตร อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของทางดังกล่าวเพื่อปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกรุกล้ำเข้ามา หลังจากนั้นนายธานินทร์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 2103 และที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 เฉพาะส่วนของตนแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2535 นายอิสระ ว่องธวัชชัย น้องโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 ตำบลบางกระสอ (บางซื่อ) อำเภอเมืองนนทบุรี (ตลาดขวัญ) จังหวัดนนทบุรี แก่โจทก์ ซึ่งอยู่ติดกับแนวกำแพงพิพาททางด้านทิศตะวันตก และอยู่ตรงข้ามกับที่ดินโฉนดเลขที่ 117915 ของโจทก์ โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองเปิดแนวกำแพงพิพาทยาวประมาณ 2 เมตร เพื่อใช้เข้าออกระหว่างที่ดินของโจทก์ทั้งสองแปลงดังกล่าว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ซื้อที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 2103 มาแล้ว ได้มีการทำกำแพงพิพาทเป็นรั้วยาวตลอดแนวเขตเฉพาะทางด้านทิศตะวันตก แสดงว่าโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ประสงค์จะปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกและที่ดินแปลงอื่นทางด้านทิศตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 2103 ของบุคคลทั้งสาม ต่อมาเมื่อโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ 2103 ออกเป็น 4 แปลง โดยโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์เป็นเจ้าของคนละ 1 แปลง แล้วโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงที่แบ่งแยกคือโฉนดเลขที่ 117913 ซึ่งอยู่ติดกับแนวกำแพงพิพาท และใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศเหนือโดยมิได้มีการรื้อถอนกำแพงพิพาทแต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ประสงค์จะใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 117913 เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศเหนือเพื่อประโยชน์สำหรับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ 2 และนายธานินทร์ซึ่งได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมออกมาเป็นส่วนสัดเท่านั้น และยังมีความประสงค์เดิมที่จะไม่ให้บุคคลภายนอกและที่ดินแปลงอื่นทางด้านทิศตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์อีกต่อไป แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 โดยได้รับการยกให้จากนายอิสระก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองเปิดแนวกำแพงพิพาทบริเวณด้านหน้าของที่ดินดังกล่าวก็เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 193899 ด้วย จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์ซึ่งเจ้าของรวมทุกคนต้องเห็นชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1358 วรรคสุดท้าย มิได้เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมไม่ยินยอมให้ที่ดินแปลงอื่นของโจทก์มาใช้ประโยชน์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาท ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บัณฑิต ว่องธวัชชัย
จำเลย — นาย ธีรพล สกุลเจน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5184/2546
#112645
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ จำเลยที่ 2 และธ . ทำกำแพงพิพาทเป็นรั้วยาวตลอดแนวเขตด้านทิศตะวันตกของที่ดินแปลงใหญ่ที่ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน เพื่อปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกและที่ดินแปลงอื่นทางด้านทิศตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดิน

แปลงใหญ่ หลังจากนั้นได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่เป็น 4 แปลง โจทก์ จำเลยที่ 2 และ ธ. ต่างเป็นเจ้าของที่ดินคนละแปลง และยังคงถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงที่เหลือเพราะประสงค์จะใช้เป็นทางส่วนบุคคลเข้าออกสู่ทางสาธารณะเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับที่ดินที่แต่ละคนต่างเป็นเจ้าของ โดยมิได้รื้อถอนกำแพงพิพาททางด้านทิศตะวันตกของที่ดินแปลงที่เหลือดังกล่าว แล้ว ธ. ยกที่ดินของตนและที่ดินที่ถือกรรมสิทธิ์รวามให้แก่จำเลยที่ 1 การที่โจทก์ซึ่งได้รับยกให้ที่ดินแปลงที่ติดกับกำแพงพิพาททางด้านทิศตะวันตกขอให้จำเลยทั้งสองเปิดแนวกำแพงพิพาทเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับที่ดินแปลงที่ตนได้รับยกให้ ไม่เป็นการใช้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1360 วรรคหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์ซึ่งเจ้าของรวมทุกคนต้องเห็นชอบด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 วรรคสุดท้าย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ยินยอม โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองเปิดทางหรือยินยอมให้เปิดทางตามแนวกำแพงยาวประมาณ ๒ เมตร ระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๗๙๑๓ กับ ๑๙๓๘๙๙ ห้ามมิให้จำเลยทั้งสองกับบริวารขัดขวางโจทก์กับบริวารในการเปิดทางและใช้ทางผ่านไปมาระหว่างที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๗๙๑๕ กับ ๑๙๓๘๙๙ ของโจทก์ และเข้าออกสู่ทางสาธารณะ ซอยนนทบุรี ๘

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาทหรือไม่ เห็นว่า หลังจากโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์ซื้อที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ ๒๑๐๓ มาแล้ว ได้มีการทำกำแพงพิพาทเป็นรั้วยาวตลอดแนวเขตเฉพาะทางด้านทิศตะวันตก แสดงว่าโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์ประสงค์จะ ปิดกั้นมิให้บุคคลภายนอกและที่ดินแปลงอื่นทางด้านทิศตะวันตกเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินแปลงใหญ่โฉนดเลขที่ ๒๑๐๓ ของบุคคลทั้งสาม ต่อมาเมื่อโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์แบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงใหญ่โฉนด เลขที่ ๒๑๐๓ ออกเป็น ๔ แปลง โดยโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์เป็นเจ้าของคนละ ๑ แปลง แล้วโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์ยังถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินแปลงที่แบ่งแยกคือโฉนดเลขที่ ๑๑๗๙๑๓ ซึ่งอยู่ติดกับแนวกำแพงพิพาท และใช้เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศเหนือ โดยมิได้มีการรื้อถอนกำแพงพิพาทแต่อย่างใด แสดงว่าโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์ ประสงค์จะใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๗๙๑๓ เป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะทางด้านทิศเหนือเพื่อประโยชน์สำหรับที่ดินของโจทก์ จำเลยที่ ๒ และนายธานินทร์ซึ่งได้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมออกมาเป็น ส่วนสัดเท่านั้น และยังมีความประสงค์เดิมที่จะไม่ให้บุคคลภายนอกและที่ดินแปลงอื่นทางด้านทิศตะวันตกเข้ามา ยุ่งเกี่ยวและใช้ประโยชน์อีกต่อไป แม้ต่อมาโจทก์จะเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๓๘๙๙ โดยได้รับการยกให้จาก นายอิสระก็ตาม แต่การที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองเปิดแนวกำแพงพิพาทบริเวณด้านหน้าของที่ดินดังกล่าวก็เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๓๘๙๙ ด้วย จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงวัตถุที่ประสงค์ซึ่งเจ้าของรวมทุกคนต้อง เห็นชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๕๘ วรรคสุดท้าย มิได้เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๐ วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของรวมไม่ยินยอมให้ที่ดินแปลงอื่นของโจทก์มาใช้ประโยชน์ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เปิดแนวกำแพงพิพาท ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1358 วรรคสุดท้าย ม. 1360
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายบัณฑิต ว่องธวัชชัย
จำเลย — นายธีรพล สกุลเจน กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายสุรเชษฐ์ อิ่มสุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ — นายวิกร อังคณาวิศัลย์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ยงยศ นิสภัครกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา