คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5182/2546
#50731
เปิดฉบับเต็ม

ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องและเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3)(5) การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้ง จึงเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 วรรคห้า คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 227 และ 228 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้รับฟ้องแย้งได้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินของจำเลยและสร้างรั้วคอนกรีตล้อมรอบรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ขอให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารที่รุกล้ำออกไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตโดยสุจริตจึงขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยในราคา 100,000 บาทหากโจทก์ไม่ยอมก็ขอให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิภารจำยอมให้แก่จำเลย โดยจำเลยยอมเสียเงินเป็นค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท ดังนี้หากฟังได้ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตรุกล้ำโดยสุจริตหรือฟังได้ด้วยว่ารั้วคอนกรีตติดตรึงเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโรงเรือน จำเลยก็มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312ไม่ต้องรื้อถอนโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำ แต่ต้องเสียค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์และจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมได้ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมโดยตรง ชอบที่จะรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47243 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47244 อยู่ติดที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันตก จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนบ้านเลขที่ 95/87 บนที่ดินของจำเลย และสร้างรั้วคอนกรีตล้อมรอบอาคารโรงเรือนปรากฏว่าการก่อสร้างของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ยาวตลอดแนวที่ดินจากทิศเหนือจรดทิศใต้ คิดเป็นเนื้อที่ดินของโจทก์ที่ถูกรุกล้ำประมาณ 26 ตารางวา เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและไม่สุจริต ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนที่รุกล้ำออกไป ให้โจทก์จ้างผู้อื่นรื้อถอนและทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิม โดยให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่าย ให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนที่รุกล้ำออกไปเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยซื้อที่ดินตามฟ้องจากบริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัด เมื่อปี 2532 เวลานั้นมีแต่หลักไม้ทาสีแดงเพื่อแสดงแนวเขตที่ดินเท่านั้นต่อมาจำเลยว่าจ้างให้ผู้รับเหมาดำเนินการก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย โดยอาศัยแนวเขตที่ดินตามที่บริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัด ปักหลักไม้ทาสีแดงไว้ จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วในที่ดินของจำเลย ภายหลังจากที่จำเลยก่อสร้างบ้านรั้วคอนกรีตเรียบร้อยแล้วจำเลยเคยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการรังวัดสอบเขตที่ดินเมื่อปี 2534 จึงทราบว่าแนวเขตตามหลักไม้ทาสีแดงที่บริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัด ปักไว้นั้นล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ บริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัดเคยแจ้งให้โจทก์และจำเลยไปตกลงกัน แต่โจทก์ไม่ยอมไปพบตามกำหนดนัด จึงยังไม่สามารถตกลงกันได้ ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกมานั้นสูงเกินจริงเพราะที่ดินของโจทก์เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า หากคิดค่าเสียหายไม่ควรจะเกินเดือนละ 500 บาท ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ขายที่ดินส่วนพิพาทให้แก่จำเลยในราคา 100,000 บาท หากโจทก์ไม่ขายให้โจทก์รับเงินค่าใช้ที่ดินจำนวน 100,000 บาท และจดทะเบียนสิทธิภารจำยอมให้แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยว่าเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นตามเดิม โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 150,000 บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจพิจารณาพิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องและเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(3)(5) การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งจึงเป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคห้า คู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ได้ตามมาตรา 227 และ 228 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลยที่ขอให้รับฟ้องแย้งได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปมีว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวนั้น โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47243 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 47244อยู่ติดที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก จำเลยปลูกสร้างโรงเรืยนบ้านเลขที่ 95/87 บนที่ดินของจำเลยและสร้างรั้วคอนกรีตล้อมรอบอาคารโรงเรือน แต่ปรากฏว่าการก่อสร้างดังกล่าวของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ยาวตลอดแนวที่ดินจากทิศเหนือจรดทิศใต้คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 26 ตารางวา เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยซื้อที่ดินมาจากบริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตทจำกัด เมื่อปี 2532 ขณะนั้นมีหลักไม้ทาสีแดงเป็นแนวเขตที่ดิน ต่อมาจำเลยได้ว่าจ้างให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย โดยอาศัยแนวเขตที่ดินตามที่บริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัด ปักหลักไม้ทาสีแดงไว้ ภายหลังจากที่จำเลยก่อสร้างบ้านและรั้วคอนกรีตเรียบร้อยแล้ว จำเลยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการรังวัดสอบเขตที่ดินเมื่อปี 2534 จึงทราบว่าแนวเขตที่ดินตามหลักไม้ทาสีแดงที่บริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัด ปักไว้นั้นล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งบริษัทกรีนวัลเล่เรียลเอสเตท จำกัด ทราบแล้ว และแจ้งให้โจทก์และจำเลยไปตกลงกัน แต่โจทก์ไม่ยอมไปพบตามกำหนดนัด จึงไม่สามารถตกลงกันได้และไม่ทราบว่ามีการรุกล้ำกันจริงหรือไม่ และจำเลยขอฟ้องแย้งโจทก์ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตโดยสุจริตจึงขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยในราคา 100,000 บาท หากโจทก์ไม่ยอมจำเลยก็ขอให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิภารจำยอมในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยจำเลยยอมเสียเงินเป็นค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท นั้น เห็นว่าตามประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตรุกล้ำโดยสุจริตหรือฟังได้ด้วยว่ารั้วคอนกรีตติดตรึงเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโรงเรือน จำเลยก็มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ไม่ต้องรื้อถอนโรงเรือน ส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต้องเสียค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์และจดทะเบียนสิทธิเป็นภารจำยอมได้ตามที่จำเลยมีคำขอบังคับตามฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมโดยตรงชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สุจินต์ วงศ์อรุณนิยม
จำเลย — นาง เพียงใจ อภิรดี
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5182/2546
#112603
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วคอนกรีตรุกล้ำที่ดินของโจทก์โดยไม่สุจริต ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้เพื่อขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งว่าจำเลยปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วคอนกรีตอยู่บนที่ดินของโจทก์โดยสุจริต จึงขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนพิพาทให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ยอมก็ขอให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมให้แก่จำเลย โดยจำเลยยอมเสียเงินให้แก่โจทก์ 100,000 บาท ซึ่งจำเลยมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1312 ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมโดยตรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นไปตามเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และห้ามจำเลยไม่ให้เกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์ หากจำเลยไม่รื้อรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนที่รุกล้ำออกไป ให้โจทก์จ้างผู้อื่นรื้อถอนและทำที่ดินให้เป็นไปตามเดิม โดยให้จำเลยชดใช้ค่าใช้จ่าย และให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรียนที่รุกล้ำออกไปเสร็จ

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ขายที่ดินส่วนพิพาทให้แก่จำเลยในราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท หากโจทก์ไม่ขาย ให้โจทก์รับเงินค่าใช้ที่ดินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และจดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมให้แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยว่าเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทำที่ดินของโจทก์ให้เป็นตามเดิม โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษา

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้หรือไม่ สำหรับปัญหาดังกล่าวนั้น โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๒๔๓ จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๗๒๔๔ อยู่ติดที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตก จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนบนที่ดินของจำเลยและสร้างรั้วคอนกรีตล้อมรอบอาคารโรงเรือน แต่ปรากฏว่าการก่อสร้างดังกล่าวของจำเลยรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ยาวตลอดแนวที่ดินจากทิศเหนือจรดทิศใต้คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๒๖ ตารางวา เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิและไม่สุจริต ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยรื้อถอนรั้วคอนกรีตและอาคารที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทำที่ดินให้เป็นตามเดิมโดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยซื้อที่ดินมาจากบริษัท ก. เมื่อปี ๒๕๓๒ ขณะนั้นมีหลักไม้ทาสีแดงเป็นแนวเขตที่ดิน ต่อมาจำเลยได้ว่าจ้างให้ผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างบ้านในที่ดินของจำเลย โดยอาศัยแนวเขตที่ดินตามที่บริษัท ก. ปักหลักไม้ทาสีแดงไว้ ภายหลังจากที่จำเลยก่อสร้างบ้านและรั้วคอนกรีตเรียบร้อยแล้ว จำเลยขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการรังวัดสอบเขตที่ดินเมื่อปี ๒๕๓๔ จึงทราบว่าแนวเขตที่ดินตามหลักไม้ทาสีแดงที่บริษัท ก. ปักไว้นั้นล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ ซึ่งบริษัท ก. ทราบแล้ว และแจ้งให้โจทก์และจำเลยไปตกลงกัน แต่โจทก์ไม่ยอมไปพบตามกำหนดนัด จึงไม่สามารถตกลงกันได้ และไม่ทราบว่ามีการรุกล้ำกันจริงหรือไม่ และจำเลยขอฟ้องแย้งโจทก์ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตโดยสุจริต จึงขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนขายที่ดินส่วนที่รุกล้ำให้แก่จำเลยในราคา ๑๐๐,๐๐๐ บาท หากโจทก์ไม่ยอมจำเลยก็ขอให้โจทก์จดทะเบียนสิทธิภาระจำยอมในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลย โดยจำเลยยอมเสียเงินเป็นค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท นั้น เห็นว่า ตามประเด็นข้อพิพาทที่ว่า จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วคอนกรีตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์โดยสุจริตหรือไม่ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยปลูกสร้างอาคารและรั้วคอนกรีตรุกล้ำโดยสุจริตหรือฟังได้ด้วยว่ารั้วคอนกรีตติดตรึงเป็นส่วนหนึ่งของอาคารโรงเรือน จำเลยก็มีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๑๒ ไม่ต้องรื้อถอนโรงเรือนส่วนที่รุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่ต้องเสียเงินค่าใช้ที่ดินให้แก่โจทก์และจดทะเบียนสิทธิเป็นภาระจำยอมได้ตามที่จำเลยมีคำขอบังคับตามฟ้องแย้ง ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับฟ้องเดิมโดยตรง ชอบที่จะต้องรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาชอบแล้ว ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1312
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสุจินต์ วงศ์อรุณนิยม
จำเลย — นางเพียงใจ อภิรดี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสมุทรปราการ — นางถวิลวงศ์ จิตร์วิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายอภิรัตน์ ลัดพลี
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5153/2546
#50730
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ตามคำสั่งศาลซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลง หาได้ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ไม่ ส. ซึ่งเป็นเพียงทายาทของโจทก์เท่านั้นไม่ได้เป็นผู้ปกครองที่ดินพิพาทหรือมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกจึงไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้

ปัญหาว่าบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะเป็นบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 บัญญัติหรือไม่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายช่วง จันทร์ศรี ตามคำสั่งศาล โจทก์กับจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา คนละครึ่ง โจทก์มีความประสงค์ต้องการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด และบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้วจำเลยเพิกเฉย จึงขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจำนวน 2 ไร่ 3 งาน 84.5ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากแบ่งแยกตกลงกันไม่ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า เดิมที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองซึ่งมีชื่อนางหมา ชาวเขาดิน เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโจทก์เป็นบุตรของนายช่วง จันทร์ศรี กับนางมูลไม่ทราบชื่อสกุล ส่วนจำเลยเป็นบุตรของนางหมากับนายไทย ต่อมานายช่วงกับนางหมาได้อยู่กินฉันสามีภริยา มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือนางบุญสม มีจั่นทอง กับนางสาวสร้อย จันทร์ศรี เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์นางหมาจึงใส่ชื่อนายช่วงเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองร่วมกับนางหมา เมื่อนายช่วงตายนางหมา จำเลยและนางสาวสร้อยร่วมกันครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่ได้เข้าเกี่ยวข้อง จากนั้นนางหมาและนางสาวสร้อยก็ตายไป โดยนับตั้งแต่นายช่วงตายโจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และไม่เคยฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกส่วนของนายช่วงจากจำเลยและนางสาวสร้อย คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ 1 ปี ทรัพย์มรดกของนายช่วงจึงตกได้แก่นางหมา จำเลย และนางสาวสร้อย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) ทะเบียนเล่ม 26 หน้า 159 สารบบเลขที่ 295 ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์จังหวัดสุพรรณบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวสาลีจันทร์ศรี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วงจันทร์ศรี ตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลง หาได้ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ไม่ นางสาวสาลี จันทร์ศรี เป็นเพียงทายาทของโจทก์เท่านั้นไม่ปรากฏว่านางสาวสาลีเป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของนายช่วงแต่อย่างใด นางสาวสาลีย่อมไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ ปัญหาว่า บุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะเป็นบุคคลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้นางสาวสาลีเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วปัญหาตามฎีกาโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่อนุญาตให้นางสาวสาลี จันทร์ศรี เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกฎีกาโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ก่อน แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย แว้น จันทร์ศรีฯ
จำเลย — นาง ไล้ วิจารณ์
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5153/2546
#111753
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. ตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลง หาได้ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ไม่ ส. เป็นเพียงทายาทของโจทก์เท่านั้น ไม่ปรากฏว่า ส. เป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกของ ช. แต่อย่างใด ส. ย่อมไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาตให้ ส. เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนายช่วง จันทร์ศรี ตามคำสั่งศาล โจทก์กับจำเลยมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทะเบียนเล่ม ๒๖ หน้า ๑๕๙ สารบบเลขที่ ๒๕๙ (ที่ถูก ๒๙๕) ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี เนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ๖๙ ตารางวา คนละครึ่ง โจทก์มีความประสงค์ต้องการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเป็นส่วนสัด และบอกกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยเพิกเฉยจึงขอให้บังคับจำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวจำนวน ๒ ไร่ ๓ งาน ๘๔.๕ ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายฟ้องให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และหากแบ่งแยกตกลงกันไม่ได้ ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำที่ดินดังกล่าวออกขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่เคยครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามฟ้อง โจทก์ไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว และไม่เคยฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกส่วนของนายช่วงจากจำเลยและจากผู้ครอบครองที่ดินคนอื่น ๆ คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๕๔ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓) ทะเบียนเล่ม ๒๖ หน้า ๑๕๙ สารบบเลขที่ ๒๙๕ ตำบลวังยาง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง ส่วนวิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๔ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๕๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค ๗ โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวสาลี จันทร์ศรี ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๔,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว เห็นว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายช่วง จันทร์ศรี ตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลง หาได้ตกทอดไปยังทายาทของโจทก์ไม่ นางสาวสาลี จันทร์ศรี เป็นเพียงทายาทของโจทก์เท่านั้น ไม่ปรากฏว่านางสาวสาลีเป็นผู้ปกครองที่พิพาทหรือมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของนายช่วงแต่อย่างใด นางสาวสาลีย่อมไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ได้ ปัญหาว่าบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะเป็นบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ อนุญาตให้นางสาวสาลีเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ เมื่อวินิจฉัยดั่งนี้แล้วปัญหาตามฎีกาโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ยกคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค ๗ ที่อนุญาตให้นางสาวสาลี จันทร์ศรี เข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ยกฎีกาโจทก์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๔๒ ก่อน แล้วส่งสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งและคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ รวมสั่งเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1599 ม. 1600 ม. 1719
ป.วิ.พ. ม. 42
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายแว้น จันทร์ศรี โดยนางสาวสาลี จันทร์ศรี ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นางไล้ วิจารณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายดนัยศักดิ์ นาควิเชียร
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายประยูร ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
อภิชาต สุขัคคานนท์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5144/2546
#50729
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งนำมาใช้ในคดีอาญาด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น เมื่อจำเลยได้นำเงิน20,885 บาท ที่ยักยอกไปมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเมื่อวันที่ 6มิถุนายน 2539 ผู้เสียหายต้องมารับไปภายในห้าปีนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวาง มิใช่นับจากวันที่ผู้เสียหายทราบถึงการวางเงิน การที่ผู้เสียหายมาขอรับเงินเมื่อวันที่ 21มิถุนายน 2545 ซึ่งเกิน 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 353 และให้จำเลยคืนเงินจำนวน 20,885 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยได้นำเงินจำนวน 20,885 บาท ที่ยักยอกไปมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหายในวันที่ 6 มิถุนายน 2539

ต่อมาวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิโรจน์บริการลพบุรีโดยนางลัดดา เพ็งสุข ผู้เสียหายขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้เสียหายขอคืนเงินที่จำเลยยักยอกไปจำนวน 20,885 บาทถือเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลเกินกำหนด 5 ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินจำนวนเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15) ให้ยกคำร้อง

ผู้เสียหายอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้เสียหายฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งนำมาใช้ในคดีนี้ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น เมื่อจำเลยได้นำเงิน 20,885บาท ที่ยักยอกไปมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539ผู้เสียหายต้องมารับไปภายในห้าปีนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวาง มิใช่นับจากวันที่ผู้เสียหายทราบถึงการวางเงิน การที่ผู้เสียหายมาขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน2545 ซึ่งเกิน 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ข้างต้นที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้เสียหายศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้เสียหายฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 15
ป.วิ.พ. ม. 323
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลพบุรี
โจทก์ — ผู้เสียหาย
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิโรจน์บริการลพบุรี
จำเลย — นาง วิภาวดี จามจุรี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5144/2546
#112365
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งนำมาใช้ในคดีนี้ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น เมื่อจำเลยได้นำเงิน 20,885 บาท ที่ยักยอกไปมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2539 ผู้เสียหายต้องมารับไปภายในห้าปีนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวาง มิใช่นับจากวันที่ผู้เสียหายทราบถึงการวางเงิน การที่ผู้เสียหายมาขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2545 ซึ่งเกิน 5 ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒ , ๓๕๓ และให้จำเลยคืนเงิน จำนวน ๒๐,๘๘๕ บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยได้นำเงินจำนวน ๒๐,๘๘๕ บาท ที่ยักยอกไปมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหายในวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๙

ต่อมาวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ ห้างหุ้นส่วนจำกัดวิโรจน์บริการลพบุรี โดยนางลัดดา เพ็งสุข ผู้เสียหายขอรับเงินจำนวนดังกล่าวจากศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้เสียหายขอคืนเงินที่จำเลยยักยอกไปจำนวน ๒๐,๘๘๕ บาท ถือเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลเกินกำหนด ๕ ปี นับแต่วันที่คดีถึงที่สุด จึงไม่มีสิทธิขอรับเงินจำนวนเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ (ที่ถูกประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕) ให้ยกคำร้อง

ผู้เสียหายอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

ผู้เสียหายฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ บัญญัติว่า บรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายในห้าปี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งนำมาใช้ในคดีนี้ตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้นำเงิน ๒๐,๘๘๕ บาท ที่ยักยอกไปมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่ผู้เสียหายเมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๓๙ ผู้เสียหายต้องมารับไปภายในห้าปีนับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางมิใช่นับจากวันที่ผู้เสียหายทราบถึงการวางเงิน การที่ผู้เสียหายขอรับเงินดังกล่าวเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๕ ซึ่งเกิน ๕ ปี เงินดังกล่าวจึงตกเป็นของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๓๒๓ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ข้างต้น ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้เสียหายฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 323
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงลพบุรี
จำเลย — นางวิภาวดี จามจุรี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงลพบุรี — นายคมสัน รักขิตกูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นางสมศรี หรูจิตตวิวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2546
#51032
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้สอนวิชาพลศึกษาถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนให้ได้รับความปลอดภัยในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายนับเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งต่ออีก 3 รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วแต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยแบบเดิมอีก จำเลยที่ 1 ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่น การที่สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบและเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงนับเป็นการใช้วิธีการลงโทษที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนซึ่งอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปีได้ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งการออกกำลังกายโดยการวิ่งย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ จำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบที่ 11 และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว จึงเป็นผลโดยตรงจากคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจก็ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย

การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาของโรงเรียนเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อทำให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 วรรคหนึ่ง

จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชาย พ. ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ได้

การที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะถูกทำละเมิดโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าในปัจจุบันและในอนาคตภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เด็กชายจะสามารถทำงานมีรายได้มาอุปการะโจทก์ได้หรือไม่

จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม 3 รอบ เพื่ออบอุ่นร่างกายและการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ เพราะนักเรียนวิ่งกันไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบ เป็นวิธีการสอนและลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุและเหมาะสม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบสนาม ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 เป็นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบแต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มุ่งหวังให้นักเรียนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตจำเลยที่ 1 ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป แม้เป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตายแต่จำเลยที่ 1 มิได้จงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชาย พ. ไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้

แม้เหตุละเมิดเกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่ขณะที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วสิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ฉะนั้นเมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นมารดาของเด็กชายพงศกร สังฆมณี จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีตำแหน่งเป็นอาจารย์ 2 ระดับ 7 โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต กรมสามัญศึกษา จำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2539 เวลา13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาพลศึกษาออกคำสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต วิ่งรอบสนามบาสเกตบอล เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการสอนจำนวน 11 รอบ จนเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรนักเรียนในชั้นดังกล่าวซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจล้มลงขณะวิ่งรอบที่ 11 และหมดสติไป จำเลยที่ 1 กลับนิ่งเฉยไม่ให้ความช่วยเหลือในทันทีทันใดต่อมามีอาจารย์อื่นได้นำเด็กชายพงศกรส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กชายพงศกรก็ถึงแก่ความตาย การตายของเด็กชายพงศกรสืบเนื่องมาจากขาดการเอาใจใส่ของจำเลยที่ 1 โดยไม่ตรวจสอบดูว่าเด็กชายพงศกรป่วยเป็นโรคหัวใจหรือไม่ และให้เด็กชายพงศกรวิ่งกลางแดดในเวลาบ่ายโมงจำนวนหลายรอบจนทำให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้กระทำตามหน้าที่ของผู้แทนจำเลยที่ 2 ความเสียหายเกิดจากการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 1 โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ทำโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนามบาสเกตบอลเกินกว่าปกติ เป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนได้ความว่าจำเลยที่ 1 มิได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา จำเลยที่ 1 จึงมิได้ทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ หลังเกิดเหตุโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตได้ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล และค่าจัดงานศพทั้งหมดแทนโจทก์แล้ว ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ฟ้องเรียกมานั้นเป็นเพียงการคาดการณ์เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์จำนวน 1,000,000 บาท ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2539 เวลา 13.30 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต และเป็นข้าราชการครูในสังกัดของจำเลยที่ 2 ได้ออกคำสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 ซึ่งมีจำนวน 53 คนวิ่งรอบสนามของโรงเรียนซึ่งมีความยาวประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบเมื่อครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบ เมื่อครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 สั่งให้วิ่งอีก 3 รอบ และเมื่อนักเรียนวิ่งครบแล้ว จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้นักเรียนทั้งหมดวิ่งอีก 3รอบ เป็นครั้งที่ 4 เด็กชายพงศกร สังฆมณี บุตรของโจทก์ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว โดยจำเลยที่ 1 ไม่ทราบ ได้วิ่งถึงรอบที่ 11 ก็ล้มลง ต่อมามีอาจารย์สอนวิชาพลศึกษาคนอื่นซึ่งอยู่ใกล้เคียงได้อุ้มเด็กชายพงศกรไปทำการปฐมพยาบาล แต่อาการไม่ดีขึ้น จึงนำเด็กชายพงศกรไปส่งที่โรงพยาบาลไทยนครินทร์ซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียน เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กชายพงศกรก็ถึงแก่ความตายเนื่องจากระบบหัวใจล้มเหลว โจทก์ซึ่งเป็นมารดาได้จัดงานศพเด็กชายพงศกรที่วัดราษฎร์ศรัทธาธรรมบรรดาครูและนักเรียนของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตได้ไปร่วมและช่วยงานศพโดยตลอด และออกค่าใช้จ่ายให้หลายรายการโจทก์ได้รับเงินช่วยงานศพประมาณ 60,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจำเลยที่ 1 ในข้อหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่คณะกรรมการสอบสวนยังมิได้มีคำวินิจฉัยโดยให้รอฟังผลของคำพิพากษาในคดีนี้

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า เหตุเกิดในชั่วโมงวิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวแก่นักเรียนในชั้นนี้ ดังนั้นนอกจากจำเลยที่ 1 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาพลศึกษาแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายอย่างใด ๆ แก่ผู้อื่นในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ 200 เมตร ต่อ 1 รอบจำนวน 3 รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการเรียนวิชาพลศึกษาในภาคปฏิบัตินับเป็นสิ่งที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งครบ 3 รอบแล้ว จำเลยที่ 1 ได้สั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามต่ออีก 3 รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษนักเรียนที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วก็ตาม แต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบแบบเดิมอีก จำเลยที่ 1 ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่นการที่สั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามต่อไปอีก 3 รอบ และเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ 1 ก็สั่งให้นักเรียนวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันเพียงเล็กน้อย ซึ่งได้ความตามคำเบิกความของเด็กชายกวิน กาญจนไพโรจน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นนักเรียนห้องเดียวกับเด็กชายพงศกรในขณะเกิดเหตุว่า ขณะเกิดเหตุอากาศร้อนและมีแสงแดดแรง นับเป็นการใช้วิธีการลงโทษนักเรียนที่ไม่เหมาะสม เพราะจำเลยที่ 1 น่าจะเล็งเห็นได้ว่าสภาพอากาศและแสงแดดในขณะนั้น การลงโทษนักเรียนซึ่งมีอายุระหว่าง 11 ปี ถึง 12 ปี ด้วยวิธีการดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนได้ แม้ก็จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีนักเรียนคนใดได้รับอันตรายแก่กายในการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ยกเว้นเด็กชายพงศกร ก็ไม่อาจถือได้ว่าคำสั่งลงโทษนักเรียนของจำเลยที่ 1 เป็นวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม คำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม 3 รอบ ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ การออกกำลังกายโดยการวิ่งรอบสนามย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ นักเรียนวิ่งรอบสนามจำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้นย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติจนทำให้เด็กชายพงศกรซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบสนามรอบที่ 11 แม้จะมีการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นและนำส่งโรงพยาบาลทันทีก็ไม่สามารถทำให้อาการของเด็กชายพงศกรดีขึ้น และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา เพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว การตายของเด็กชายพงศกรจึงเป็นผลโดยตรงจากการวิ่งออกกำลังตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชายพงศกรเป็นโรคหัวใจก็ตาม มิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำการสอนวิชาพลศึกษาในชั่วโมงวิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 ของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ทำให้เด็กชายพงศกรนักเรียนคนหนึ่งในชั้นดังกล่าวถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1กระทำการนอกขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคสอง นั้น เห็นว่า ความข้อนี้จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์จึงเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 2 ยกขึ้นฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อสุดท้ายว่า ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 1,000,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมาสูงเกินสมควรหรือไม่ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือค่าปลงศพจำนวนประมาณ 60,000 บาทจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตแล้ว ควรนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ นอกจากนี้จากสภาพร่างกายของเด็กชายพงศกรซึ่งมีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัว ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังประสบปัญหาคนว่างงาน การที่เด็กชายพงศกรจะสามารถอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ได้หรือไม่เพียงใดจึงเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งยังไม่แน่นอน ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลกำหนดให้แก่โจทก์จึงสูงเกินไปนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ซึ่งตามฟ้องได้แก่ค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพกับค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอันเป็นความรับผิดชอบตามกฎหมาย ดังนั้นแม้จะมีบุคคลภายนอกนำเงินมาให้โจทก์เพื่อช่วยเหลืองานศพหรือจัดการศพเด็กชายพงศกร ก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องหมดไปหรือลดน้อยลงไปได้ กรณีจึงไม่อาจนำเงินช่วยงานศพจำนวนประมาณ 60,000 บาท ที่โจทก์ได้รับจากสมาคมผู้ปกครองและครูของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิตมาหักออกจากค่าสินไหมทดแทนที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์ได้ ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ส่วนค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลกำหนดให้นั้นเป็นการกำหนดค่าสินไหมทดแทนการที่บุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายเพราะถูกทำละเมิดโดยถือว่าโจทก์ซึ่งเป็นมารดาตกเป็นผู้ขาดไร้อุปการะตามกฎหมายแล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าในปัจจุบันและในอนาคตภาวะเศรษฐกิจของประเทศจะเป็นอย่างไร เด็กชายพงศกรจะสามารถทำงานมีรายได้มาอุปการะโจทก์ได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใด เพียงใดนั้นให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษา สั่งให้นักเรียนทั้งชั้นวิ่งรอบสนาม 3 รอบ เพื่ออบอุ่นร่างกายและการที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนทั้งชั้นวิ่งต่อไปอีก 3 รอบ เพราะนักเรียนวิ่งกันไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบ เป็นวิธีการสอนและลงโทษนักเรียนตามสมควรแก่เหตุและเหมาะสม แต่การที่จำเลยที่ 1 สั่งให้นักเรียนวิ่งอีก 3 รอบสนาม ในครั้งที่ 3 และครั้งที่ 4 ย่อมเป็นการใช้วิธีการที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 สั่งการดังกล่าวโดยมีสาเหตุโกรธเคืองกับนักเรียนคนใดเป็นการส่วนตัวหรือโดยมุ่งหวังให้นักเรียนทั้งชั้นได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 1 ยังมีความหวังดีต่อนักเรียนต้องการอบรมสั่งสอนนักเรียนให้มีความรู้เหมือนดังวิสัยของครูทั่วไป จำเลยที่ 1 เพียงแต่ต้องการให้นักเรียนทั้งชั้นได้รับความทุกข์เพราะเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งกลางแดดจำนวนหลายรอบสนาม เพื่อเป็นการลงโทษจากการประพฤติตนไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากกรณีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีนักเรียนคนอื่นได้รับบาดเจ็บหรือเกิดเจ็บป่วยเพราะการวิ่งรอบสนามตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด การที่จำเลยที่ 1 ไม่เข้าไปช่วยเหลือดูแลเมื่อเด็กชายพงศกรล้มลงน่าจะเป็นเพราะจำเลยที่ 1 ไม่คาดคิดว่าเด็กชายพงศกรจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตและมีอาจารย์อื่นเข้าช่วยเหลือแล้ว แม้การกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย แต่พฤติการณ์แห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ก็มิได้เกิดจากความจงใจหรือกระทำการประมาทอย่างร้ายแรง เพียงแต่กระทำโดยประมาทเลินเล่อขาดความรอบคอบและไม่ใช้ความระมัดระวังเช่นผู้มีอาชีพครูสอนพลศึกษาจะพึงปฏิบัติและผลร้ายที่เกิดขึ้นสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพของเด็กชายพงศกรไม่แข็งแรงมีโรคประจำตัวคือโรคหัวใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหมายของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างความไม่รู้ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปฏิเสธความรับผิดชอบตามกฎหมายไม่ได้ดังกล่าวมาแล้ว แต่ศาลก็สามารถนำมาใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์ของการทำละเมิดได้ ศาลฎีกาเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนที่ศาลอุทธรณ์กำหนดมายังสูงเกินไปกว่าพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 สมควรแก้ไขให้น้อยลง โดยกำหนดค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 600,000 บาทฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง แม้เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้นั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้วสิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดจึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ฉะนั้นเมื่อคดีปรากฏว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246, 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 600,000 บาท แก่โจทก์ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 420 ม. 438 ม. 443
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วีระนุช คำพาที
จำเลย — นาย โฆสิต กำลังผล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2546
#112696
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษา ได้สั่งให้นักเรียนชั้น ม.1 วิ่งรอบสนามระยะทาง 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ เป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการเรียนวิชาพลศึกษาในภาคปฏิบัติ และได้สั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม ต่ออีก 3 รอบ เป็นการกระทำโทษที่วิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเหมาะสมตามสมควรแก่พฤติการณ์ แต่การที่สั่งให้วิ่งรอบสนามต่อไปอีก 3 รอบ และเมื่อนักเรียนยังทำไม่ได้เรียบร้อย ก็สั่งให้วิ่งต่อไปอีก 3 รอบ ในช่วงเวลาหลังเที่ยงวันเพียงเล็กน้อย สภาพอากาศร้อนและมีแสงแดดแรง นับเป็นการใช้วิธีการลงโทษนักเรียนที่ไม่เหมาะสมและไม่ชอบเพราะจำเลยที่ 1 น่าจะเล็งเห็นได้ว่าการลงโทษนักเรียนซึ่งมีอายุระหว่าง 11 ถึง 12 ปี ด้วยวิธีการดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนักเรียนได้ เป็นความประมาทเลินเล่อ จนทำให้เด็กชาย พ. ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนล้มลง ในการวิ่งรอบสนามรอบที่ 11 และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว การตายของเด็กชาย พ. จึงเป็นผลโดยตรงจากการวิ่งออกกำลังตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ทราบว่าเด็กชาย พ. เป็นโรคหัวใจ ก็ตาม มิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัย ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชาย พ. ถึงแก่ความตาย แต่ความไม่รู้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นเหตุประกอบดุลพินิจในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้น้อยลง

การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลยที่ 2 ทำการสอนวิชาพลศึกษาในชั่วโมงวิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้น ม.1 ห้อง 1/4 ของโรงเรียน ว. เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ทำให้เด็กชาย พ. นักเรียนคนหนึ่งในชั้นดังกล่าวถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นมารดาของเด็กชาย พ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง

แม้เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ใช้บังคับ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้นั้น พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ฉะนั้น เมื่อคดีปรากฏว่าการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ 2 โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246, 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นมารดาเด็กชายพงศกร สังฆมณี จำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการครู สังกัดกรมสามัญศึกษากระทรวงศึกษาธิการ โดยมีตำแหน่งเป็นอาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียน วชิรธรรมสาธิต กรมสามัญศึกษา จำเลยที่ ๒ เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นผู้บังคับบัญชาการของจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๓๙ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ในฐานะอาจารย์ผู้สอนวิชาพลศึกษาออกคำสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ห้อง ๑/๔ โรงเรียนวชิรธรรมสาธิต วิ่งรอบสนามบาสเก็ตบอล เพื่อเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการสอน จำนวน ๑๑ รอบ จนเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรนักเรียนในชั้นเรียนดังกล่าว ซึ่งป่วยเป็นโรคหัวใจล้มลงขณะวิ่งรอบที่ ๑๑ และหมดสติไป จำเลยที่ ๑ กลับนิ่งเฉยไม่ให้ความช่วยเหลือในทันทีทันใด ต่อมามีอาจารย์อื่นได้นำเด็กชายพงศกรไปส่งโรงพยาบาล เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กชายพงศกรก็ถึงแก่ความตาย การตายของเด็กชายพงศกรสืบเนื่องมาจากขาดการเอาใจใส่ของจำเลยที่ ๑ โดยไม่ตรวจสอบดูว่าเด็กชายพงศกรป่วย เป็นโรคหัวใจหรือไม่ และให้เด็กชายพงศกรวิ่งกลางแดดในเวลาบ่ายโมงจำนวนหลายรอบจนทำให้เด็กชายพงศกร ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ จึงต้องร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๒ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๕๐๐,๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ในข้อแรกว่า จำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า เหตุเกิดในชั่วโมงวิชาพลศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ห้อง ๑/๔ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวแก่นักเรียนในชั้นนี้ ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ ๑ จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้ อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาพลศึกษาแล้ว ยังถือว่าจำเลยทั้งสองได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือนร้อนเสียหายอย่างใด ๆ แก่ผู้อื่นในชั่วโมงดังกล่าวด้วย การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามซึ่งมีระยะทางประมาณ ๒๐๐ เมตร ต่อ ๑ รอบ จำนวน ๓ รอบ ถือเป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการเรียนวิชาพลศึกษาในภาคปฏิบัตินับเป็นสิ่ง ที่เหมาะสม แม้เมื่อนักเรียนวิ่งไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการวิ่งรอบสนาม ๓ รอบแล้ว จำเลยที่ ๑ ได้สั่งให้นักเรียน วิ่งรอบสนามต่ออีก ๓ รอบ จะถือเป็นวิธีการทำโทษนักเรียนที่เหมาะสมตามควรแก่พฤติการณ์แล้วก็ตาม แต่การที่นักเรียนทั้งหมดยังวิ่งได้ไม่เรียบร้อยและไม่เป็นระเบียบแบบเดิมอีก จำเลยที่ ๑ ก็ควรหามาตรการหรือวิธีการลงโทษโดยวิธีอื่น การสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามต่อไปอีก ๓ รอบ และเมื่อนักเรียนยังทำได้ไม่เรียบร้อย จำเลยที่ ๑ ก็สั่งให้นักเรียนวิ่ง ต่อไปอีก ๓ รอบ ในช่วงหลังเที่ยงวันเพียงเล็กน้อยซึ่งได้ความตามคำเบิกความของเด็กชายกวิน กาญจนไพโรจน์ พยานโจทก์ซึ่งเป็นนักเรียนห้องเดียวกับเด็กชายพงศกรในขณะเกิดเหตุว่า ขณะเกิดเหตุอากาศร้อนและมีแสงแดดแรงนับเป็นการใช้วิธีการลงโทษนักเรียนที่ไม่เหมาะสม เพราะจำเลยที่ ๑ น่าจะเล็งเห็นได้ว่าสภาพอากาศและแสงแดด ในขณะนั้นการลงโทษนักเรียนซึ่งมีอายุระหว่าง ๑๑ ปี ถึง ๑๒ ปี ด้วยวิธีการดังกล่าวอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของ นักเรียนได้ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่มีนักเรียนคนใดได้รับอันตรายแก่ภายในการปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ ยกเว้นเด็กชายพงศกร ก็ไม่อาจถือได้ว่าคำสั่งลงโทษนักเรียนของจำเลยที่ ๑ เป็นวิธีการที่ถูกต้องและเหมาะสม คำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนาม ๓ รอบ ในครั้งที่ ๓ และครั้งที่ ๔ จึงเป็นการกระทำโดยไม่ชอบและเป็นความประมาทเลินเล่อ การออกกำลังกายโดยการวิ่งรอบสนามย่อมทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ นักเรียนวิ่งรอบสนามจำนวนรอบที่เพิ่มมากขึ้น ย่อมทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เมื่อเป็นเวลานานย่อมเป็นอันตรายต่อหัวใจที่ไม่ปกติ จนทำให้เด็กชายพงศกร ซึ่งเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้วล้มลงในการวิ่งรอบสนามรอบที่ ๑๑ แม้จะมีการปฐมพยาบาลในเบื้องต้นและนำส่ง โรงพยาบาลทันที ก็ไม่สามารถทำให้อาการของเด็กชายพงศกรดีขึ้น และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเพราะสาเหตุระบบหัวใจล้มเหลว การตายของเด็กชายพงศกรจึงเป็นผลโดยตรงจากการวิ่งออกกำลังตามคำสั่งของจำเลยที่ ๑ แม้จำเลยที่ ๑ จะไม่ทราบว่าเด็กชายพงศกรเป็นโรคหัวใจก็ตาม มิใช่เกิดจากเหตุสุดวิสัยตามที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาแต่อย่างใด ถือได้ว่าจำเลยที่ ๑ กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เด็กชายพงศกรถึงแก่ความตาย

ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๑ ทำการสอนวิชาพลศึกษาในชั่วโมงวิชาพลศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ห้อง ๑/๔ ของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของกรมสามัญศึกษาจำเลยที่ ๒ การออกคำสั่งให้นักเรียนวิ่งรอบสนามเพื่ออบอุ่นร่างกายและการลงโทษนักเรียนให้วิ่งรอบสนาม ก็ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วย เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ ๑ ทำให้เด็กชายพงศกรนักเรียนคนหนึ่งในชั้นดังกล่าวถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๒ จึงต้อง รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง

อนึ่ง แม้เหตุละเมิดคดีนี้เกิดขึ้นก่อนที่พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ แต่เมื่อโจทก์ฟ้องเป็นคดีนี้นั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว สิทธิของโจทก์ในการฟ้องเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐให้รับผิดทางละเมิดจึงต้องไปตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ฉะนั้น เมื่อคดีปรากฏว่าการทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ ต่อโจทก์เป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยที่ ๒ โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๕ แห่ง พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ดังกล่าว ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖, ๒๔๗

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๑ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ม. 246 ม. 247
พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ม. 5 ม. 8
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวีระนุช คำพาที
จำเลย — นายโฆสิต กำลังผล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวิชิต วิจิตรสกุลศักดิ์
ศาลอุทธรณ์ — นางอมรรัตน์ ดีศรีวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย์ นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5128/2546
#51056
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานประกันสังคมเป็นค่าทดแทนที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 18 ไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม ได้จำเลยไม่อาจเอาค่าทดแทนที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับดังกล่าวมาขอลดหย่อนค่าขาดไร้อุปการะได้

ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดที่ได้เกิดขึ้นแล้วนับแต่เวลาทำละเมิดมิใช่เป็นการชดเชยหนี้ในอนาคต และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 ให้ถือว่าลูกหนี้ผิดนัดมาแต่เวลาทำละเมิด โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของค่าขาดไร้อุปการะซึ่งเป็นหนี้เงินอย่างหนึ่งได้ในระหว่างผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นมารดาของนายจันทร์มี อริภู จำเลยเป็นกรมในรัฐบาลมีนายสมพงษ์ วิสุทธิแพทย์ เป็นอธิบดี มีอำนาจบังคับบัญชาข้าราชการในสังกัด นายทองสนธิ์ วงศ์ปาลีย์ เป็นข้าราชการในสังกัดของจำเลย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2541 เวลาประมาณ 18 ถึง 19 นาฬิกา ขณะนายจันทร์มีซึ่งขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 81-5246 อุบลราชธานี ได้จอดรถยนต์ไว้ตรงบริเวณไหล่ทางช่องเดินรถของตนโดยหน้ารถหันไปทางอำเภอเขื่องใน แล้วลงมาตรวจดูความเรียบร้อยของรถเนื่องจากฝนตกและขณะยืนอยู่ท้ายรถยนต์นายทองสนธิ์ได้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน น - 6737 สุรินทร์ ของจำเลยมุ่งหน้าไปอำเภอเขื่องในเพื่อปฏิบัติหน้าที่ที่สถานีเครื่องส่งโทรทัศน์หนองขอน โดยรถยนต์คันดังกล่าวมีไฟหน้าเพียงดวงเดียวได้พุ่งชนนายจันทร์มีอัดเข้ากับท้ายรถยนต์ถึงแก่ความตายทันทีพร้อมกับนายทองสนธิ์ และรถยนต์ทั้งสองคันได้รับความเสียหายโจทก์เป็นหญิงหม้ายอาศัยนายจันทร์มีผู้ตายเพียงคนเดียวหาเลี้ยงครอบครัวและมีบุตรของผู้ตายซึ่งเป็นผู้เยาว์อีก 3 คน ต้องเลี้ยงดูขอเรียกค่าเสียหายเป็นค่าปลงศพจำนวน 50,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะรวมเป็นเงิน1,050,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,050,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2541 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายทองสนธิ์ วงศ์ปาลีย์ เป็นข้าราชการสังกัดของจำเลยได้ขับรถโดยประมาทอันเป็นเหตุให้นายจันทร์มี อริภู ผู้ตายบุตรของโจทก์ถึงแก่ความตายจริง ค่าปลงศพไม่เกิน 10,000 บาท เพราะจัดงานศพเพียง 1 คืน มีคนไปร่วมงานไม่มากการเผาศพก็ไม่ได้ใช้เมรุ ค่าขาดไร้อุปการะไม่เกิน 50,000 บาท เนื่องจากโจทก์มีค่าใช้จ่ายเพียงวันละไม่เกิน 50 บาท และผู้ตายมีอาชีพไม่มั่นคง นอกจากนี้โจทก์รับเงินจากสำนักงานประกันสังคมเป็นเงินค่าทำศพ 16,200 บาท เงินทดแทนรายปี ปีละ 9,900บาท จำนวน 8 ปี เป็นเงิน 79,200 บาท ถือว่าโจทก์ได้รับเงินทดแทนค่าขาดไร้อุปการะเพียงพอแก่การดำรงชีพแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยค่าขาดไร้อุปการะเพราะเป็นเงินที่พึงได้ในอนาคตขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์3,000 บาท แทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับการยกเว้นต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่โจทก์และจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งกันว่า โจทก์เป็นมารดาของนายจันทร์มี อริภู จำเลยเป็นกรมในรัฐบาลและเป็นต้นสังกัดของนายทองสนธิ์ วงศ์ปาลีย์ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องนายทองสนธิ์ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน น-6737 สุรินทร์ ด้วยความประมาทเลินเล่อพุ่งชนนายจันทร์มี ซึ่งได้จอดรถยนต์หมายเลขทะเบียน81-5246 อุบลราชธานี ไว้ตรงบริเวณไหล่ทางและลงจากรถยนต์คันดังกล่าวมาดูความเรียบร้อย เป็นเหตุให้นายจันทร์มีถูกรถยนต์ที่นายทองสนธิ์ขับชนอัดเข้ากับท้ายรถยนต์ที่นายจันทร์มีจอดไว้และนายจันทร์มีถึงแก่ความตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า โจทก์สมควรได้รับค่าปลงศพเพียงใด จำเลยฎีกาว่าสภาพศพของนายจันทร์มีเละมากต้องใช้ผ้าห่อรวมกันมาจนไม่สามารถจะฉีดยารักษาศพได้ ศพนายจันทร์มีจึงไม่สามารถเก็บไว้ได้ถึง 3 คืน ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่ามีการสวดพระอภิธรรมศพนายจันทร์มีเพียง 1 คืน เท่านั้น และค่าใช้จ่ายในการปลงศพโจทก์ไม่มีหลักฐานมาแสดงจึงไม่เกิน 10,000 บาท ฝ่ายโจทก์มี โจทก์ นางจันทร์ สุวาสนะ เพื่อนบ้านโจทก์และนายบุญเยี่ยม ลาภพูน ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่โจทก์และนายจันทร์มีผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ต่างเบิกความยืนยันว่ามีการสวดพระอภิธรรมศพของนายจันทร์มีเป็นเวลา 3 วันโดยเฉพาะนายบุญเยี่ยมเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดคำเบิกความจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ฝ่ายจำเลยคงมีนางศิริพร มณีวงศ์ เพียงปากเดียวที่เบิกความว่า สภาพศพของนายจันทร์มีเละมากไม่สามารถตั้งศพสวดพระอภิธรรมได้ 3 คืน และนางศิริพรไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพด้วย แต่นางศิริพรกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ทราบจากเพื่อนร่วมงานว่ามีการเผาศพของนายจันทร์มีในวันรุ่งขึ้น แสดงว่านางศิริพรไปในงานสวดพระอภิธรรมศพของนายจันทร์มีเพียง 1 คน นางศิริพรจะทราบได้อย่างไรว่าไม่ได้มีการสวดพระอภิธรรมศพ 3 คืน เห็นว่า แม้สภาพศพของนายจันทร์มีจะเละมากจนไม่สามารถจะฉีดยารักษาศพได้ แต่การตั้งศพสวดพระอภิธรรมได้จัดขึ้นที่วัดในชนบทมิได้จัดขึ้นที่บ้าน การสวดพระอภิธรรมศพ 1 คืนยังกระทำได้ ดังนั้นการจัดให้มีการสวดพระอภิธรรมศพ 3 คืน ก็ชอบที่จะกระทำได้เช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์จัดให้มีการสวดพระอภิธรรมศพของนายจันทร์มี 3 คืนจริง แม้โจทก์จะไม่มีหลักฐานอันเป็นค่าใช้จ่ายมาแสดง แต่เมื่อคำนึงถึงฐานานุรูปของโจทก์และนายจันทร์มีแล้ว เห็นว่า โจทก์ทำงานในโรงเลื่อยไม้ทำหน้าที่แบกไม้และขนขี้เลื่อยได้ค่าจ้างวันละ 80 บาท ถ้าโรงเลื่อยไม้ไม่เปิดทำการก็จะไม่ได้ค่าจ้าง ส่วนนายจันทร์มีรับจ้างขับรถยนต์ให้โรงเลื่อยไม้ได้ค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าปลงศพให้โจทก์20,000 บาท นั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อต่อไปว่า โจทก์สมควรได้รับค่าขาดไร้อุปการะเพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า ค่าขาดไร้อุปการะที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท เป็นจำนวนที่สูงเกินไป แม้เงินที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานประกันสังคมจะไม่เกี่ยวข้องกับเงินค่าขาดไร้อุปการะก็ตาม ต้องถือว่าโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวมาเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนส่วนหนึ่งแล้วย่อมเพียงพอต่อการดำรงชีวิตนั้น เห็นว่า เงินที่โจทก์ได้รับจากสำนักงานประกันสังคมเป็นค่าทดแทนที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 18 เป็นการจ่ายเงินเพื่อการคุ้มครองแรงงานไม่ใช่ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 443 วรรคสาม ได้ จำเลยไม่อาจอ้างค่าทดแทนที่โจทก์พึงมีสิทธิได้รับดังกล่าวมาเพื่อขอลดหย่อนค่าขาดไร้อุปการะได้ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้วที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดค่าขาดไร้อุปการะให้โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท นั้น เป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อสุดท้ายมีว่าโจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของค่าขาดไร้อุปการะในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ค่าขาดไร้อุปการะเป็นการชดเชยหนี้ในอนาคตโจทก์จะเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดไม่ได้ คงคิดดอกเบี้ยได้นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเทียบตามคำพิพากษาศาลฎีกา 928/2527 และ 1617/2512 นั้น เห็นว่า ค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์เรียกร้องมานั้น เป็นหนี้อันเกิดจากมูลละเมิดที่ได้เกิดขึ้นแล้วนับแต่เวลาทำละเมิด หาใช่เป็นการชดเชยหนี้ในอนาคตดังที่จำเลยฎีกาไม่ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 206 บัญญัติให้ถือว่า ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาทำละเมิด ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของค่าขาดไร้อุปการะซึ่งเป็นหนี้เงินอย่างหนึ่งได้ในระหว่างผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิดจึงชอบแล้ว คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างมานั้นข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 206 ม. 224 ม. 443
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 18
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทง อริภู
จำเลย — กรมประชาสัมพันธ์
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5127/2546
#112616
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองประสบภัยได้รับบาดเจ็บต่อร่างกายก็เพราะเหตุจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อด้วยความประมาทเลินเล่ออันเป็นการทำละเมิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองโดยตรง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ 2 ทั้งจำเลยที่ 3 มิได้เป็นเจ้าของรถที่กระทำโดยจงใจหรือประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรง และไม่ใช่ผู้ขับขี่รถอันจะต้องถูกไล่เบี้ยตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองไปแล้ว โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาแก่บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองไว้ซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้ประสบภัยและไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้ประสบภัยหรือใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกร้องเอาค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ทั้งสองจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประสบภัยจากจำเลยที่ 3 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายเป็นเงิน ๒,๑๒๑,๘๗๒.๖๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๙๗๓,๘๓๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๑,๐๐๙,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๘๘,๔๓๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๗) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ คดีระหว่างโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๓ ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๑ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ ๓ ชดใช้เงินค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์ทั้งสองจ่ายเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้โดยสารของโจทก์ทั้งสองไปแล้วได้หรือไม่

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในกรณีที่รถตั้งแต่สองคันขึ้นไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถ ให้บริษัทที่รับประกันภัยรถแต่ละคันจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นแก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถคันที่เอาประกันภัยไว้กับบริษัท เห็นได้ว่า กรณีนี้บริษัท ว. เป็นผู้รับประกันภัยรถของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ ๓ เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ ผู้มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้โดยสารผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คือบริษัท ว. หาใช่จำเลยที่ ๓ หรือโจทก์ทั้งสองไม่ ทั้งตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวยังบัญญัติว่า ในกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลภายนอกหรือเกิดขึ้นเพราะความจงใจหรือความประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถ ผู้ขับขี่รถ ผู้ซึ่งอยู่ในรถหรือผู้ประสบภัย เมื่อบริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยได้จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยไปแล้วเป็นจำนวนเท่าใด ให้บริษัทหรือสำนักงานกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย แล้วแต่กรณีมีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่บุคคลดังกล่าว หรือมีสิทธิเรียกให้ผู้ประสบภัยคืนเงินค่าเสียหายเบื้องต้นได้ กรณีนี้ การที่ผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองซึ่งประสบภัยได้รับความเสียหายจนได้รับบาดเจ็บต่อร่างกายก็เพราะเหตุการขับรถยนต์บรรทุกสิบล้อของจำเลยที่ ๑ ลูกจ้างของจำเลยที่ ๒ โดยประมาทเลินเล่ออันเป็นการทำละเมิดต่อผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองโดยตรง ไม่ใช่เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ ๓ ทั้งจำเลยที่ ๓ มิได้เป็นเจ้าของรถที่กระทำโดยจงใจหรือประพฤติเลินเล่ออย่างร้ายแรง และไม่ใช่ผู้ขับขี่รถ อันจะต้องถูกไล่เบี้ยตามมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย ดังนี้ เมื่อโจทก์ทั้งสองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้โดยสารในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองไปแล้ว โจทก์ทั้งสองก็ชอบที่จะไปเรียกร้องเอาแก่บริษัทประกันภัยที่รับประกันภัยรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองไว้ซึ่งมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยซึ่งอยู่ในรถยนต์โดยสารของโจทก์ทั้งสองตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕

โจทก์ทั้งสองไม่ใช่ผู้ประสบภัยและไม่อาจรับช่วงสิทธิของผู้ประสบภัยหรือใช้สิทธิไล่เบี้ยเรียกร้องเอาค่าเสียหายเบื้องต้นที่โจทก์ทั้งสองจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประสบภัยจากจำเลยที่ ๓ ได้ และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ทั้งสองในปัญหาข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 226 ม. 887
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ม. 24 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชิดชัยมอเตอร์เซลล์ จำกัด กับพวก
จำเลย — นายประสิทธิ์ ไชยทอง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชลบุรี — นายชาญศักดิ์ เชิดสงวน
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5124/2546
#50983
เปิดฉบับเต็ม

การที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนระงับการดำเนินกิจการมิได้มีผลให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ระงับไป ส่วนการบังคับชำระหนี้จะดำเนินการโดยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ที่ห้ามไว้แต่เฉพาะจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. ไม่ได้ เท่านั้น ส่วนประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ว่าด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มิได้บังคับว่า เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อ ปรส. เท่านั้น และโดยสภาพโจทก์ไม่สามารถยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้เพราะวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ออกใช้บังคับ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน2539 จำเลยที่ 1 วางประจำไว้บางส่วนราคาส่วนที่เหลือจำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินสัญญาจะใช้เงินจำนวน 2,516,936 บาท ให้แก่โจทก์ในวันที่ 18 กันยายน 2540 โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินแต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเพราะไม่สามารถเบิกเงินจากจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์จึงเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้อาวัล แต่จำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการ โจทก์จึงไม่ได้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 3 เป็นองค์การของรัฐและเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงินพ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นบริษัทและเป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความรับผิดในฐานะผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ จึงโอนไปเป็นของจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 2,516,936 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตกลงกันว่าหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้รับผิดชอบชำระให้แก่โจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้วงเงินสินเชื่อของจำเลยที่ 2 ซึ่งได้จดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่จำเลยที่ 2 เรียบร้อยแล้วตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวเป็นเพียงหลักฐานรับรู้การจ่ายเงินตามวงเงินสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุมัติจากจำเลยที่ 2 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 2 ถูกระงับการดำเนินกิจการจนไม่อาจจ่ายเงินให้แก่โจทก์ได้จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้อง ก่อนตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 2 และห้ามมิให้จำเลยที่ 2 จ่ายเงินคืนตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์ได้ซึ่งไม่ใช่เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 อยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อชำระบัญชี จึงชอบที่โจทก์จะไปยื่นขอรับรองสิทธิเพื่อการชำระบัญชีเช่นเดียวกับเจ้าหนี้รายอื่น ๆ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 มิใช่ผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินไม่มีความผูกพันรับผิดต่อโจทก์ ทั้งตามพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมิได้บัญญัติให้จำเลยที่ 3 ต้องรับโอนสิทธิทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 มาเป็นของจำเลยที่ 3 และแม้จำเลยที่ 2 จะถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสั่งระงับการดำเนินกิจการ ก็มีผลเพียงทำให้ไม่สามารถประกอบธุรกิจเงินทุนอันเป็นธุรกิจที่เคยได้รับอนุญาตไว้เท่านั้น แต่สถานภาพความเป็นนิติบุคคล สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 2 ยังมีอยู่มิได้สิ้นสุด หรือโอนไปยังบุคคลอื่น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ให้การว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินพ.ศ. 2540 กำหนดให้จำเลยที่ 4 มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แต่จำเลยที่ 4 ยังมิได้เข้าไปรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด จำเลยที่ 4 จึงยังไม่มีนิติสัมพันธ์หรือส่วนเกี่ยวข้องกับหนี้ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 หรือไม่

ศาลชั้นต้นเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์ และพยานจำเลยและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,516,936 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 2,516,936 บาท ให้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้อาวัล เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดจำเลยที่ 1 ไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันรับผิด ส่วนจำเลยที่ 3 และ 4 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โดยก่อนที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนจะถูกฟ้องคดีนี้ ได้ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมด ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินการตามแนวนโยบายของทางการ ทั้งนี้เว้นแต่การกระทำการที่กำหนดไว้ในคำสั่งและภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 198/2540 และต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (คณะกรรมการ ปรส.) ได้มีประกาศเรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7(3) และมาตรา 16(3) แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายมีว่าโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานะผู้รับอาวัลได้หรือไม่หรือจะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศของ ปรส. ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กระทรวงการคลังจะมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ระงับการดำเนินกิจการก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมิได้มีผลให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ระงับไป จำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่เช่นเดิม ส่วนการบังคับชำระหนี้จะดำเนินการโดยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายบัญญัติห้ามไว้แต่เฉพาะจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลาย ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. ไม่ได้เท่านั้นส่วนประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ว่าด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มิได้บังคับว่า เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อปรส. เท่านั้น และโดยสภาพของคดีนี้โจทก์ไม่มีทางยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้เพราะวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2541 ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ออกมาใช้บังคับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 7 ม. 16 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ลำเจียก นาคสุขปาน
จำเลย — บริษัท เทพนครบ้านและที่ดิน จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5124/2546
#112615
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งประกอบกิจการบริษัทเงินทุนเป็นผู้รับอาวัลให้แก่โจทก์ แม้ก่อนที่ตั๋วสัญญาใช้เงินจะถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของจำเลยที่ 2 ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถจ่ายเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์ และต่อมาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (คณะกรรมการ ปรส.) ได้มีประกาศเรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ก็ตาม คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังดังกล่าวมิได้มีผลให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ 2 และโจทก์ระงับไป จำเลยที่ 2 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่เช่นเดิม ส่วนการบังคับชำระหนี้จะดำเนินการโดยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 26 แห่ง พ.ร.ก. การปฏิรูประบบสถาบันการเงินจะเห็นได้ชัดเจนว่า กฎหมายบัญญัติห้ามไว้แต่เฉพาะจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลาย ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. ไม่ได้เท่านั้น ส่วนประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ว่าด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มิได้บังคับว่า เจ้าหนี้จะต้องยื่นขอรับชำระหนี้ต่อคณะกรรมการ ปรส. เท่านั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่ถูกปฏิเสธการจ่ายเงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๒,๕๑๖,๙๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ หรือไม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย และพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๒,๕๑๖,๙๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาทและให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน ๒,๕๑๖,๙๓๖ บาท ให้แก่โจทก์โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้อาวัล เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดจำเลยที่ ๑ ไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันรับผิด ส่วนจำเลยที่ ๓ และที่ ๔ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โดยก่อนที่จำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นบริษัทเงินทุนจะถูกฟ้องคดีนี้ ได้ถูกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมด ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ ๒ จะดำเนินการแก้ไขฐานะและการดำเนินการตามแนวนโยบายของทางการ ทั้งนี้เว้นแต่การกระทำการที่กำหนดไว้ในคำสั่งและภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ ๑๙๘/๒๕๔๐ และต่อมาเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ คณะกรรมการองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (คณะกรรมการ ปรส.) ได้มีประกาศเรื่อง การขอรับชำระหนี้สำหรับเจ้าหนี้และการจัดสรรเงินจากการขายทรัพย์สินให้แก่เจ้าหนี้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ (๓) และมาตรา ๑๖ (๓) แห่งพระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๔๐ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายมีว่า โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินในฐานะผู้รับอาวัลได้หรือไม่ หรือจะต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามประกาศของ ปรส. ดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า แม้กระทรวงการคลังจะมีคำสั่งให้จำเลยที่ ๒ ระงับการดำเนินกิจการก็ตาม คำสั่งดังกล่าวมิได้มีผลให้หนี้ระหว่างจำเลยที่ ๒ กับโจทก์ระงับไป จำเลยที่ ๒ ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่เช่นเดิม ส่วนการบังคับชำระหนี้จะดำเนินการโดยวิธีใดนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา ๒๖ แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่ากฎหมายบัญญัติห้ามไว้แต่เฉพาะจะฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลาย ในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ปรส. ไม่ได้เท่านั้น ส่วนประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ว่าด้วยการยื่นคำขอรับชำระหนี้ก็มิได้บังคับว่า เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อ ปรส. เท่านั้น และโดยสภาพของคดีนี้โจทก์ไม่มีทางยื่นคำขอรับชำระหนี้ได้ เพราะวันที่โจทก์ยื่นฟ้อง คือวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ยังไม่มีประกาศของคณะกรรมการ ปรส. ออกมาใช้บังคับ ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๒ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน โจทก์ไม่ได้แก้ฎีกา จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 940
ป.วิ.พ. ม. 55
พ.ร.ก.การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ.2540 ม. 7 (3) ม. 16 และ 26 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลำเจียก นาคสุขปาน
จำเลย — บริษัทเทพนครบ้านและที่ดิน จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชัยฤทธิ์ เทวะผลิน
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2546
#50862
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534ขึ้นอยู่กับการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แล้วธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ส่วนปัญหาว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมีการชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คมากน้อยเพียงใด มิใช่ข้อสำคัญในคดี เพราะไม่ใช่เหตุผลที่ศาลจะนำไปวินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยกระทำความผิดจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นการเบิกความว่า ได้ใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือทวงถามว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นซึ่งทำให้คดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบิกความว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ผู้ออกเช็คไม่เคยชำระเงินให้แก่จำเลยจึงมิใช่ข้อสำคัญในคดี แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการตามฟ้องก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2536 เวลากลางวันจำเลยได้เบิกความเป็นพยานต่อศาลแขวงพระโขนงในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2861/2537 ข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด กองคดีแขวงพระโขนง โจทก์ นายกมล ตั้งอมรศิริ จำเลย ซึ่งจำเลยมีฐานะเป็นโจทก์ร่วมว่า "หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินได้ติดต่อทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ" และเบิกความตอบคำถามของทนายโจทก์ร่วมว่า "งานนายหน้าที่ข้าฯติดต่อให้จำเลย (โจทก์ในคดีนี้) เรียบร้อยทุกอย่าง คือทำสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟ การถมดิน ถมทรายได้ทำเรียบร้อย" และจำเลยยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า "การลงชื่อในเอกสารเหล่านี้ (ล.2, ล.3, ล.4) เป็นการเซ็นเล่น ๆ ไม่มีจุดประสงค์" ซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงมีว่า เมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค จำเลยได้ไปขอรับเงินตามเช็คจากโจทก์ โจทก์ได้ชำระเงินให้แก่จำเลยแล้ว ให้จำเลยลงชื่อไว้เป็นหลักฐานว่า จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ ส่วนเรื่องงานนายหน้านั้น จำเลยไม่สามารถดำเนินการให้โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อทำถนนและสะพานผ่านเข้าออกไปยังที่ดินของโจทก์ได้ การเบิกความเท็จของจำเลยดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีอาญา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ (ที่ถูก กลับ) เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า คำเบิกความต่อศาลของจำเลยที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องเป็นข้อสำคัญในการพิจารณาคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คหรือไม่ เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ย่อมขึ้นอยู่กับการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แล้วธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น เนื่องจากผู้ออกเช็คเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนสูงกว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นด้วยเจตนาทุจริต ดังนั้นในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวต้องให้ได้ความว่าจำเลยกระทำการครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดที่กฎหมายบัญญัติ กล่าวคือ ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนปัญหาว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมีการชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คมากน้อยเพียงใดน่าจะมิใช่ข้อสำคัญในคดี เพราะไม่ใช่เหตุผลที่ศาลจะนำไปวินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยในคดีเรื่องนั้นกระทำความผิดจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นการเบิกความว่า ได้ใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือทวงถามว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้นซึ่งทำให้คดีเลิกกันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 7 เมื่อเป็นเช่นนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบิกความว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ผู้ออกเช็คไม่เคยชำระเงินให้แก่จำเลยจึงมิใช่ข้อสำคัญในคดี ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมิได้จัดการให้โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างถนนและสะพานผ่านเข้าออกไปยังที่ดินของโจทก์ และขอให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 นั้น ตามคำฟ้องในข้อนี้ไม่เป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จในข้อใด แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการตามฟ้องก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยมาดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลย"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 185
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย กมล ตั้งอมรศิริ
จำเลย — นาย บุญชัย ศรีณรงค์ศิริ
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2546
#112664
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาคดีตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ต้องให้ได้ความว่า จำเลยกระทำการครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดที่กฎหมายบัญญัติ กล่าวคือได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนปัญหาว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธ การจ่ายเงินแล้วมีการชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงมากน้อยเพียงใด ไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี เพราะไม่ใช่เหตุผลที่ศาล จะนำไปวินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยในคดีเรื่องนั้นกระทำความผิดหรือไม่ เว้นแต่เป็นการเบิกความว่า ได้ใช้เงินตามเช็ค ให้แก่ผู้ทรงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือทวงถามว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ซึ่งทำให้คดีเลิกกันตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ มาตรา 7 ดังนี้ การที่จำเลยเบิกความต่อศาลในคดีที่โจทก์ถูกฟ้องให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ ว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คไม่เคยชำระเงินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คเลย จึงไม่ใช่ข้อสำคัญในคดี แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยเบิกความ ต่อศาลดังกล่าวก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จ ตาม ป.อ. มาตรา 177 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ วรรคสอง จำคุก ๑ ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ ย่อมขึ้นอยู่กับการออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย แล้วธนาคารปฏิเสธไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น เนื่องจากผู้ออกเช็คเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค หรือในขณะที่ออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ หรือออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวนสูงกว่าเงินที่มีอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็คนั้น หรือถอนเงินทั้งหมดหรือแต่บางส่วนออกจากบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินตามเช็คจนจำนวนเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ หรือห้ามธนาคารมิให้ใช้เงินตามเช็คนั้นด้วยเจตนาทุจริต ดังนั้น ในการพิจารณาคดีอาญาดังกล่าวต้องให้ได้ความว่า จำเลยกระทำการครบถ้วนตามองค์ประกอบความผิดที่กฎหมายบัญญัติ กล่าวคือ ได้ออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย และธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามที่กฎหมายบัญญัติ ส่วนปัญหาว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วมีการชำระเงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คมากน้อยเพียงใด น่าจะมิใช่ข้อสำคัญในคดี เพราะไม่ใช่เหตุผลที่ศาลจะนำไปวินิจฉัยชี้ขาดว่า จำเลยในคดีเรื่องนั้นกระทำความผิดจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นการเบิกความว่าได้ใช้เงินตามเช็คให้แก่ผู้ทรงเช็คภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ออกเช็คได้รับหนังสือทวงถามว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คนั้น ซึ่งทำให้คดีเลิกกันตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ เมื่อเป็นเช่นนี้ที่โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบิกความว่า หลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ผู้ออกเช็คไม่เคยชำระเงินให้แก่จำเลยจึงมิใช่ข้อสำคัญในคดี ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมิได้จัดการให้โจทก์เช่าที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยเพื่อสร้างถนนและสะพานผ่านเข้าออกไปยังที่ดินของโจทก์ และขอให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จตาม ป.อ. มาตรา ๑๗๗ นั้น ตามคำฟ้องในข้อนี้ ไม่เป็นที่เข้าใจว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยฐานเบิกความเท็จในข้อใด แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำการตามฟ้องก็ไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานเบิกความเท็จได้

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 ม. 4 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายกมล ตั้งอมรศิริ
จำเลย — นายบุญชัย ศรีณรงค์ศิริ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญากรุงเทพใต้ — นายประโลม คเชนทร์
ศาลอุทธรณ์ — นายสมสันต์ ศุภศาสตรสิน
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5098/2546
#51055
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับ ณ. และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งจึงเป็นลูกหนี้ร่วม โจทก์จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 การที่โจทก์นำมูลหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสามและ ณ. ให้เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 และ ณ. เด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลายแล้ว โจทก์ได้นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาไปขอรับชำระหนี้แม้โจทก์จะยอมรับชำระหนี้จากทายาทของ ณ. เพียงบางส่วนโดยไม่ติดใจขอรับชำระหนี้ส่วนที่เหลือ และขอถอนคำขอรับชำระหนี้ในส่วนนี้ไป ก็หาทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับ ณ. หลุดพ้นไม่ต้องชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 เต็มตามขอ โจทก์จึงยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ในส่วนที่เหลือกรณีมิใช่หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว และมิใช่กรณีลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย อันจะเป็นเหตุให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 135(2) และ (3)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาดเมื่อวันที่14 กันยายน 2533 และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลายเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม2534

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า มูลหนี้ของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้เป็นมูลหนี้เดียวกับคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.124/2533 ของศาลแพ่งธนบุรี ระหว่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายณรงค์ วิรัตน์โยสินทร์ หรือนายณรงค์ชัยสุริยะณรงค์ชัย จำเลย ซึ่งคดีดังกล่าวทายาทของนายณรงค์ได้ชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้รวมทั้งโจทก์ในคดีนี้จนครบถ้วนและถอนคำขอรับชำระหนี้ ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของนายณรงค์แล้ว จึงไม่มีหนี้ที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้และโจทก์อีก จำเลยที่ 3 ไม่สมควรเป็นบุคคลล้มละลายอีกต่อไปจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 แล้ว แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 3 จึงยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้จากทายาทของนายณรงค์ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.124/2533 ของศาลแพ่งธนบุรี เพียงบางส่วนจำนวน10,933,418.28 บาท โดยถือว่าเป็นการชำระหนี้เสร็จสิ้นเฉพาะส่วนของนายณรงค์เท่านั้นสำหรับหนี้ส่วนที่เหลือโจทก์ยังประสงค์จะบังคับเอาจากจำเลยทั้งสามในคดีนี้เนื่องจากนายณรงค์กับจำเลยทั้งสามในคดีนี้เป็นลูกหนี้ร่วมกันตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 379/2522 และ 1145/2529 ของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากทายาทของนายณรงค์นั้นมีผลเพียงทำให้สิทธิในการได้รับชำระหนี้ในคดีนี้ลดลงไปตามส่วนเท่านั้น โจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 คดีนี้อีกจำนวน25,624,457.67 บาท คำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 3 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่379/2522 และ 1145/2529 ของศาลชั้นต้น ซึ่งมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 และนายณรงค์ วิรัตน์โยสินทร์ ในฐานะลูกหนี้ร่วม แต่จำเลยทั้งสามและนายณรงค์ไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองคดีดังกล่าวฟ้องจำเลยทั้งสามและนายณรงค์เป็นคดีล้มละลาย 2 คดี คดีแรกคือคดีนี้ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเนื่องจากจำเลยดังกล่าวถูกศาลชั้นต้นสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไว้ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.10/2532 และต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลาย และคดีที่ 2 คือคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.124/2533 ซึ่งศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของนายณรงค์เด็ดขาดและพิพากษาให้นายณรงค์เป็นบุคคลล้มละลาย สำหรับคดีนี้โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 จำนวน 36,557,875.95 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอแต่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ส่วนคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.124/2533 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนายณรงค์จำนวน 36,444,725.95 บาท ศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอ ต่อมานายณรงค์ถึงแก่กรรม ทายาทของนายณรงค์ได้เสนอเงื่อนไขชำระหนี้เฉพาะส่วนของนายณรงค์ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 10,933,418.28 บาท โดยให้โจทก์ถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าว โจทก์ตกลงรับเงื่อนไขทายาทของนายณรงค์และได้รับชำระหนี้จากทายาทของนายณรงค์ตามจำนวนที่เสนอ โจทก์จึงถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.124/2533 ต่อมาศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของนายณรงค์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า มีเหตุที่จะยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับนายณรงค์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ในการชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 379/2522 และ 1145/2529 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 กับนายณรงค์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงเป็นลูกหนี้ร่วม โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงแล้ว ตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 บัญญัติไว้ เมื่อโจทก์นำมูลหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสามและนายณรงค์ให้เป็นบุคคลล้มละลายต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีนี้และต่อศาลแพ่งธนบุรีเป็นคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล.124/2533 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 3 เด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลล้มละลายและศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายณรงค์เด็ดขาดและพิพากษาให้นายณรงค์เป็นบุคคลล้มละลาย แม้โจทก์จะนำมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งทั้งสองคดีข้างต้นไปขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายทั้งสองคดี โดยขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนายณรงค์จำนวน 36,444,727.59 บาท และขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 จำนวน 36,557,875.95 บาท การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากทายาทของนายณรงค์เพียงบางส่วนจำนวน 10,933,418.28 บาท โดยไม่ติดใจขอรับชำระหนี้ส่วนที่เหลือจากกองทรัพย์สินของนายณรงค์และขอถอนคำขอรับชำระหนี้ในส่วนนี้ไปก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่กระทำได้ หาทำให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมกับนายณรงค์หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ต้องชำระหนี้ในส่วนที่เหลือไม่ เพราะตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง จำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระจนสิ้นเชิงแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เมื่อโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 ในคดีนี้ไว้จำนวน 36,557,875.95 บาท และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มตามขอ โจทก์จึงยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 อีก 25,624,457.67 บาท กรณีมิใช่หนี้สินของบุคคลล้มละลายได้ชำระเต็มจำนวนแล้ว และมิใช่กรณีลูกหนี้ไม่ควรถูกพิพากษาให้ล้มละลาย อันจะเป็นเหตุให้ศาลมีอำนาจสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 135(2) และ (3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 3 อ้างมานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 135
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซำเฮงเอ็นเทอร์ไพรซ์ หรือ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซำฮงเอ็นเทอไพรซ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุพัฒน์ บุญยุบล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5073 -ที่ 5097/2546
#111014
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์ที่ 1 และที่ 3 ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัยและผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยจึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ทั้งสอง แม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ 1 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้าง หรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณ

เงินสะสมที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าคนนั้น เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินสะสมตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งยี่สิบห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์ทั้งยี่สิบห้ากลับเข้าทำงานในตำแหน่งและอัตราค่าจ้างเดิม หากไม่สามารถรับเข้าทำงานได้ ขอให้ใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับขอให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย เงินสะสม เงินสมทบเงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี และคืนเงินประกันความเสียหาย พร้อมดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวแก่โจทก์แต่ละคนตามรายละเอียดในคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน

จำเลยทั้งยี่สิบห้าสำนวนให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ และที่ ๑๒ ถึงที่ ๒๕ แถลงไม่ติดใจเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำค้างจ่าย

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย เงินสะสม ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี กับค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้โจทก์ที่ ๑ และโจทก์ที่ ๓ ให้จำเลยจ่ายเงินสะสมให้โจทก์ที่ ๒ และโจทก์ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์ที่ ๒ ที่ ๔ ถึงที่ ๒๕ และจำเลยทุกสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว สำหรับปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยจะต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อแต่เดิมโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ เคยดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้รักษาความปลอดภัย และผู้ควบคุมงานทั่วไปตามลำดับ ซึ่งเท่ากับเป็นตำแหน่งหัวหน้างาน การที่จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไปดำรงตำแหน่งเป็นเพียงยามหรือผู้รักษาความปลอดภัยเท่านั้น จึงเป็นการลดตำแหน่งของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำสั่งของจำเลยแม้จะเป็นคำสั่งในการบริหารงานและมิได้ลดค่าจ้างก็ตาม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายหรือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบคำสั่งของนายจ้างหรือละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของนายจ้างเป็นอาจิณดังที่จำเลยอุทธรณ์ เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ จำเลยจึงต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เงินสะสม และเงินสมทบแก่โจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนของโจทก์ที่ ๑ และที่ ๓ ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น?

อนึ่ง ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้านั้น เห็นว่า แม้เงินสะสมดังกล่าวจะเป็นเงินที่จำเลยหักจากค่าจ้างของโจทก์ทั้งยี่สิบห้าก็ตาม แต่เมื่อจำเลยได้ดำเนินการหักเป็นเงินสะสมแล้ว ค่าจ้างที่หักนี้ย่อมไม่มีสภาพเป็นค่าจ้างอีกต่อไป เงินสะสมดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเงินประเภทที่นายจ้างจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ ๑๕ ต่อปี ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง จำเลยต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ วรรคหนึ่ง เท่านั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี สำหรับเงินสะสมแก่โจทก์ทั้งยี่สิบห้าจึงไม่ชอบ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ขึ้นมาก็ตาม เมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจาณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) มาตรา ๒๔๖ ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีของต้นเงินสะสมของโจทก์ทั้งยี่สิบห้า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 วรรคหนึ่ง ม. 575
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 9 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 20
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายมาโนช ชาวบางน้อย กับพวก
จำเลย — บริษัทสุวพีร์ ธรรมวัฒนะ (1990) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5041/2546
#50861
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 28 และ 69 จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 31 และ 70 วรรคสองโดยวางโทษก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท ซึ่งเป็นระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 วรรคสอง แต่ความผิดตามมาตรา 31และ 70 วรรคสอง เป็นความผิดต่องานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น อันมิใช่การกระทำที่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้กระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้องซึ่งมีระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 69 วรรคสอง ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท การพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 31 และ 70 วรรคสองจึงเป็นเพียงการปรับบทมาตราผิดเท่านั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศแก้ไขเสียให้ถูกต้องเป็นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 28(2) และ 69 วรรคสอง แต่ไม่อาจกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามระวางโทษในมาตรา 69 วรรคสองได้ เพราะจะเป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย

แผ่นวีซีดีของกลางเป็นแผ่นวีซีดีอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จึงไม่อาจพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 75 ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า บริษัทมอร์มิวสิค จำกัด ผู้เสียหายจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย บริษัทดังกล่าวข้างต้นเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ในงานดนตรีกรรมสิ่งบันทึกเสียง โสตทัศนวัสดุในอัลบัมเพลงชุด "LOSO" (โลโซปกแดง) ซึ่งขับร้องโดยโลโซ (LOSO) ซึ่งมีรายชื่อเพลงคือ เพลงพันธ์ทิพย์ เพลง 5 นาที เพลงเคยรักฉันบ้างไหม เพลงฝนตกที่หน้าต่าง เพลงไม่คิดนอกใจ เพลงเธอชอบนาย เพลงอยากเปลี่ยนใจเธอ เพลงทุกลมหายใจ เพลาลาจากเธอ และเพลงโชคดี โดยบริษัทดังกล่าวมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะบันทึกภาพเสียง ดนตรี เสียงการแสดงและเสียงอื่นใดลงในวิดีโอ วิดีโอซีดี ซีดีแถบบันทึกภาพ เทปเพลง คอมแพกดิสก์ เอ็มพี 3 และมีสิทธิแต่ผู้เดียวที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกโฆษณา เผยแพร่ต่อสาธารณชนอนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิดังกล่าว และให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น ทั้งนี้โดยงานโสตทัศนวัสดุและสิ่งบันทึกเสียงซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทนิติบุคคลตามกฎหมายไทย และงานดังกล่าวได้โฆษณาเป็นครั้งแรกในประเทศไทยแล้ว เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2545เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุและสิ่งบันทึกเสียงและภาพอันมีลิขสิทธิ์ของบริษัทผู้เสียหายดังกล่าวโดยนำแผ่นวีซีดีอัลบัมเพลงชุดโลโซปกแดง จำนวน 1 แผ่น ซึ่งเป็นอัลบัมเพลงวิดีโอซีดีอันมีลิขสิทธิ์ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยจำเลยได้นำมาเปิดบริการให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟัง เพื่อแสวงหากำไรในทางการค้า โดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย อันเป็นการละเมิดต่อกฎหมายเหตุเกิดที่ตำบลเหมืองง่า อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน ตามวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมวิดีโอซีดี (แผ่นวีซีดี) ที่บันทึกเสียงและภาพที่จำเลยนำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนดังกล่าว จำนวน 1 แผ่น เป็นของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 15, 28, 69, 75 และ 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ให้แผ่นวีซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31 และ 70 วรรคสองฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 25,000บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ให้แผ่นวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 1 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุและสิ่งบันทึกเสียงและภาพในอัลบัมเพลงชุดโลโซปกแดงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำแผ่นวีซีดีอัลบัมเพลงชุดโลโซปกแดงอันมีลิขสิทธิ์จำนวน1 แผ่น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยการนำมาเปิดบริการให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟังเพื่อแสวงหากำไรในทางการค้าโดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 28 และ 69 จำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามมาตรา 28(2) และ 69 วรรคสอง จริงตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 31 และ 70 วรรคสอง โดยวางโทษก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท ซึ่งเป็นระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 วรรคสอง ความผิดตามมาตรา 31 และ70 วรรคสองดังกล่าวเป็นความผิดที่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้กระทำต่องานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น อันมิใช่ความผิดที่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้กระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งมีระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 69 วรรคสอง ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 31และ 70 วรรคสองจึงเป็นเพียงการปรับบทมาตราผิดเท่านั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เป็นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 28(2) และ 69 วรรคสอง อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามระวางโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 วรรคสองได้ เพราะจะมีผลเป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลยนอกจากนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้แผ่นวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 1 แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น เห็นว่าแผ่นวีซีดีของกลางตามคำฟ้องเป็นแผ่นวีซีดีอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จึงไม่อาจพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 75 ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 28(2) และ 69 วรรคสอง จำคุก 3 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด 1 เดือน 15 วันโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 212
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 ม. 69 ม. 75
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นาย กลชัย ทิพย์สมบัติ
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5041/2546
#112628
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามมาตรา 28 (2) และ 69 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามมาตรา 31 และ 70 วรรคสอง โดยวางโทษก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตาม ป.อ. มาตรา 78 ให้จำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท ซึ่งเป็นระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 70 วรรคสอง อันมิใช่ความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งมีระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 69 วรรคสอง ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท ดังนี้ จึงเป็นเพียงการปรับบทมาตราผิดเท่านั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง แต่ก็ไม่อาจกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามระวางโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 วรรคสองได้ เพราะจะมีผลเป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย

ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 75 ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้น เมื่อแผ่นวีซีดีของกลางเป็นแผ่นวีซีดีอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๑๕ , ๒๗ , ๒๘ , ๖๙ , ๗๕ และ ๗๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓ ให้แผ่นวีซีดีของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และจ่ายค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ และ ๗๐ วรรคสอง ฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ เดือน ๑๕ วัน และปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ให้แผ่นวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์ จำนวน ๑ แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์ในงานโสตทัศนวัสดุและสิ่งบันทึกเสียงและภาพในอัลบัมเพลงชุดโลโซปกแดงอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำแผ่นวีซีดีอัลบัมเพลงชุดโลโซปกแดงอันมีลิขสิทธิ์จำนวน ๑ แผ่น ออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยการนำมาเปิดบริการให้ลูกค้าในร้านอาหารของจำเลยฟังเพื่อแสวงหากำไรในทางค้าโดยจำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๘ และ ๖๙ จำเลยให้การรับสารภาพ แสดงว่าจำเลยให้การรับสารภาพว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามมาตรา ๒๘ (๒) และ ๖๙ วรรคสอง จริงตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ และ ๗๐ วรรคสอง โดยวางโทษก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๐ วรรคสอง ความผิดตามมาตรา ๓๑ และ ๗๐ วรรคสอง ดังกล่าวเป็นความผิดที่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้กระทำต่องานที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น อันมิใช่ความผิดที่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้กระทำต่องานอันมีลิขสิทธิ์ตามที่โจทก์ฟ้อง ซึ่งมีระวางโทษขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๙ วรรคสอง ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ดังนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา ๓๑ และ ๗๐ วรรคสอง จึงเป็นเพียงการปรับบทมาตราผิดเท่านั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องเป็นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๘ (๒) และ ๖๙ วรรคสอง อย่างไรก็ดี เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงไม่อาจกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยตามระวางโทษที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๖๙ วรรคสองได้เพราะจะมีผลเป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย

ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้แผ่นวีซีดีของกลางที่ละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน ๑ แผ่น ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้น เห็นว่า แผ่นวีซีดีของกลางตามคำฟ้องเป็นแผ่นวีซีดีอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย จึงไม่อาจพิพากษาให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๕ ซึ่งบัญญัติให้เฉพาะสิ่งที่ได้ทำขึ้นอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เท่านั้นตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๒๘ (๒) และ ๖๙ วรรคสอง จำคุก ๓ เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุกจำเลยไว้มีกำหนด ๑ เดือน ๑๕ วัน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 28 (2) ม. 31 ม. 69 วรรคสอง ม. 70 วรรคสอง ม. 75
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำพูน
จำเลย — นายกลชัย ทิพย์สมบัติ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายทวีวัฒน์ โสวรัตนพงศ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5039/2546
#50728
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยรับฝากหมีควายไว้จากผู้ใหญ่บ้านเพื่อส่งมอบให้แก่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า แต่ทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ายังก่อสร้างบ่อเลี้ยงหมีควายไม่แล้วเสร็จ จึงให้จำเลยเลี้ยงดูไปก่อน แต่การที่จำเลยจะมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง หรือไม่นั้น คำว่า "ครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติให้มีความหมายเป็นพิเศษ จึงต้องถือว่าการครอบครองในกรณีนี้ต้องมีเจตนายึดถือเพื่อตนทั้งนี้ตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้นการที่จำเลยรับเลี้ยงดูหมีควายซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ชั่วคราวเพื่อรอให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่ามารับไปในภายหลัง จำเลยไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน จึงหาใช่เป็นการมีไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามมาตรา 19 และมาตรา 47 ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างประมาณปี 2537 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยมีหมีควายหรือหมีดำจำนวน 1 ตัว อันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและกรณีไม่เข้าข้อยกเว้นเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่กำหนดตามมาตรา 17 ที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์เหตุเกิดที่ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 4, 5, 6, 19, 47 ริบของกลางให้กรมป่าไม้ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 588/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง, 47 จำคุก 1 ปี ปรับ 15,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ริบของกลางให้กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 588/2540 (ที่ถูก 588/2541) ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษาโดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่หมีควายของกลางคงริบให้กรมป่าไม้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 9กันยายน 2539 เวลาประมาณ 14 นาฬิกา นายจริย์ แก้วบำรุง นายอำเภอกงหราจังหวัดพัทลุง พร้อมด้วยนายศราวุธ เพชรหวล เจ้าพนักงานป่าไม้ 2 หน่วยป้องกันรักษาป่า พ.ท.6 (นาวง) กับพวกได้ร่วมกันไปตรวจค้นบ้านของจำเลยซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้างในท้องที่หมู่ที่ 2 ตำบลคลองเฉลิม อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง พบหมีควายหรือหมีดำ จำนวน 1 ตัว อันเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 (พ.ศ.2532) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ถูกขังอยู่ในกรงเหล็กที่บริเวณหน้าบ้านของจำเลย จึงยึดไปเป็นของกลาง และแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยได้รับหมีควายของกลางมาอย่างไรและเมื่อใด โจทก์คงมีแต่นายจริย์นายอำเภอกงหรา กับนายศราวุธเจ้าพนักงานป่าไม้ ผู้ร่วมตรวจยึดหมีควายของกลางเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่พยานทั้งสองกับพวกตรวจพบหมีควายของกลางถูกขังอยู่ในกรงเหล็กที่บริเวณหน้าบ้านของจำเลยนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้สอบถามนางเพียงใจแก่นกระโทก คนงานที่เฝ้าบ้านได้ความว่าหมีควายของกลางเป็นของจำเลย สำหรับนางเพียงใจนั้น ปรากฏว่าโจทก์ไม่สามารถติดตามตัวมาเบิกความได้โจทก์คงส่งอ้างบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนางเพียงใจตามเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดเบตง)เป็นพยานต่อศาลโดยโจทก์มีพันตำรวจโทงามศักดิ์ เกื้อจรูญ พนักงานสอบสวน เป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกคำให้การฉบับดังกล่าวซึ่งนางเพียงใจก็ให้การเพียงว่า ขณะที่นางเพียงใจมาอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเมื่อประมาณปลายปี 2537 นั้น ก็เห็นมีการเลี้ยงหมีควายของกลางอยู่ก่อนแล้ว และนางเพียงใจได้ช่วยเลี้ยงหมีควายของกลางตลอดมาจนกระทั่งถึงวันเกิดเหตุที่นายอำเภอกงหรากับพวกมายึดหมีควายของกลางไป แต่ความในข้อนี้กลับได้ความจากคำเบิกความของนางขุ้ย หมื่นภักดี พยานโจทก์ เพื่อนบ้านของจำเลยซึ่งมีที่ดินอยู่ติดกับที่ดินของจำเลยแปลงที่เกิดเหตุว่า พยานเพิ่งเห็นหมีควายของกลางถูกขังอยู่ในกรงเหล็กซึ่งอยู่ใต้ต้นจำปาดะภายในบริเวณที่ดินของจำเลยก่อนเกิดเหตุคดีนี้ประมาณ 5 เดือน หรือประมาณเดือนเมษายน 2539 สอดคล้องกับคำเบิกความของนายศราวุธ เจ้าพนักงานป่าไม้พยานโจทก์ว่า ขณะตรวจยึดหมีควายของกลาง หมีควายของกลางมีอายุ 1 ปีเศษ เท่านั้น แสดงว่าจำเลยน่าจะนำหมีควายของกลางมาเลี้ยงไว้ไม่นานนัก ส่วนที่นายจริย์นายอำเภอกงหราพยานโจทก์เบิกความว่าหมีควายของกลางมีอายุ 2 ปี ถึง 3 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของนางขุ้ย และนายศราวุธนั้น อาจเป็นเพียงการคาดคะเนเอาเองของนายจริย์ก็ได้ เพราะไม่ปรากฏว่านายจริย์มีความรู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือหมีควายแต่อย่างใดดังนั้นคำให้การในชั้นสอบสวนของนางเพียงใจตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดเบตง)ที่อ้างว่าจำเลยเลี้ยงหมีควายของกลางมาก่อนปลายปี 2537 ซึ่งเป็นเพียงพยานบอกเล่าจึงมีน้ำหนักน้อย ไม่อาจรับฟังเป็นความจริงได้ และความในข้อนี้จำเลยก็ได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความต่อสู้ว่า จำเลยเพิ่งได้รับฝากหมีควายของกลางมาจากนายปลื้ม สุขจุลผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งจำเลยจำหมู่ที่และตำบลไม่ได้ เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2539 เพื่อจะนำไปมอบให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงเนื่องจากชาวบ้านจับมาได้ เหตุที่จำเลยยินยอมรับฝากเพราะจำเลยรู้จักสนิทสนมกับนายปลื้มอีกทั้งบริเวณบ้านของจำเลยก็กว้างขวางและมีกรงเหล็กซึ่งเคยใช้ขังสุนัข หลังจากรับฝากได้ประมาณ1 สัปดาห์ จำเลยได้ทำหนังสือแจ้งประสานงานไปยังสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงให้มารับหมีควายของกลางไปเลี้ยงต่อมานายประภาส สีนอง หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงได้มีหนังสือแจ้งแก่จำเลยว่า บ่อสำหรับเลี้ยงหมีควายยังสร้างไม่เสร็จ จึงยังไม่อาจรับหมีควายไปเลี้ยงได้ โดยจำเลยมีนายปลื้มผู้ใหญ่บ้านกับนายประภาสหัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุง เป็นพยานเบิกความรับรองคำเบิกความของจำเลยในข้อนี้ และจำเลยยังมีหนังสือของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงเอกสารหมาย ล.1 เป็นพยานสนับสนุนอีกด้วย ซึ่งศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่าหนังสือฉบับดังกล่าว ลงวันที่ 29มีนาคม 2539 ก่อนที่นายจริย์กับพวกจะไปตรวจยึดหมีควายของกลาง 5 เดือนเศษ เจือสมกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของนางเพียงใจตามเอกสารหมาย ป.จ.1 (ศาลจังหวัดเบตง) ซึ่งนางเพียงใจได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนไว้ตอนหนึ่งว่านางเพียงใจทราบจากจำเลยว่าได้ติดต่อเจ้าหน้าที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงให้มานำหมีควายของกลางไปเลี้ยงรักษาไว้แล้วตั้งแต่ก่อนที่เจ้าพนักงานป่าไม้จะมายึดหมีควายของกลางไปสำหรับหนังสือของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารราชการมีการลงเลขที่หนังสือและวันเดือนปีไว้อย่างชัดเจนโดยนายประภาสหัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงได้มาเป็นพยานเบิกความรับรองหนังสือฉบับดังกล่าวว่า พยานได้มีหนังสือฉบับดังกล่าวถึงจำเลยแจ้งให้จำเลยช่วยรับภาระเลี้ยงดูหมีควายของกลางไปก่อน เมื่อทางสถานีฯ ก่อสร้างบ่อหมีชั่วคราวแล้ว จึงจะส่งเจ้าหน้าที่มารับหมีควายของกลางไปเลี้ยงในภายหลังจริง ข้อนำสืบของจำเลยในข้อนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงเชื่อได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้รับฝากหมีควายของกลางไว้จากนายปลื้มผู้ใหญ่บ้านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2539 เพื่อส่งมอบให้แก่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุง แต่ทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงยังก่อสร้างบ่อเลี้ยงหมีควายไม่แล้วเสร็จ จึงให้จำเลยรับภาระเลี้ยงดูไปก่อน ส่วนการที่จำเลยรับเลี้ยงดูหมีควายของกลางซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในกรงเหล็กที่หน้าบ้านของจำเลยจะเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 19 วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า คำว่า "ครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติให้มีความหมายเป็นพิเศษ จึงต้องถือว่าการครอบครองในกรณีนี้ต้องมีเจตนายึดถือเพื่อตนทั้งนี้ตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้นการที่จำเลยรับเลี้ยงดูหมีควายของกลางซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ชั่วคราวเพื่อรอให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงมารับไปในภายหลังนั้นจำเลยไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน จึงหาใช่เป็นการมีไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ให้ริบหมีควายของกลางมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 19 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — พันตำรวจโท สุวิทย์ หนูเนียม
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5039/2546
#112069
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "ครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มิได้บัญญัติให้มีความหมายเป็นพิเศษ ต้องถือว่ามีเจตนายึดถือเพื่อตนตามหลักกฎหมายทั่วไป การที่จำเลยรับเลี้ยงดูหมีควายหรือหมีดำของกลางซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ชั่วคราวเพื่อรอให้สถานีเพาะเลี้ยสัตว์ป่ามารับไปในภายหลังนั้น จำเลยไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน จึงหาใช่เป็นการมีไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๔ , ๕ , ๖ , ๑๙ , ๔๗ ริบของกลางให้กรมป่าไม้ และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๘๘/๒๕๔๑ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง , ๔๗ จำคุก ๑ ปี ปรับ ๑๕,๐๐๐ บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๘ เดือน ปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ และ ๓๐ ริบของกลางให้กรมป่าไม้ ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๕๘๘/๒๕๔๐ (ที่ถูก ๕๘๘/๒๕๔๑) ของศาลชั้นต้น เนื่องจากคดีนี้ศาลพิพากษาโดยให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้จึงให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่หมีควายของกลางคงริบให้กรมป่าไม้

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยรับเลี้ยงดูหมีควายของกลางซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในกรงเหล็กที่หน้าบ้านของจำเลยจะเป็นความผิดฐานมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๙ วรรคหนึ่ง ตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า คำว่า "ครอบครอง" ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ มิได้บัญญัติให้มีความหมายเป็นพิเศษ จึงต้องถือว่าการครอบครองในกรณีนี้ต้องมีเจตนายึดถือเพื่อตนทั้งนี้ตามหลักกฎหมายทั่วไป ดังนั้น การที่จำเลยรับเลี้ยงดูหมีควายของกลางซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ชั่วคราวเพื่อรอให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพัทลุงมารับไปในภายหลังนั้น จำเลยไม่มีเจตนายึดถือเพื่อตน จึงหาใช่เป็นการมีไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามบทกฎหมายที่โจทก์อ้างมาในคำฟ้องดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษายกฟ้องโจทก์แต่ให้ริบหมีควายของกลางมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ม. 4 ม. 5 ม. 6 ม. 19 ม. 47
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — พ.ต.ท. สุวิทย์ หนูเนียม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพัทลุง — นายสุทธิพงษ์ วัชรินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายสุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา