คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515/2546
#112683
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ถูกโจทก์ฟ้องให้รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน แม้ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการและศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา แต่ก็มีผลเพียงให้ศาลชั้นต้นงดการพิจารณาคดีของจำเลยที่ 1 ไว้ก่อนเท่านั้น ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 และหากต่อมาความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์จะลดลงตามแผนฟื้นฟูกิจการก็ไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์เต็มจำนวน ตามมาตรา 90/60 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๘,๕๑๔,๒๔๖.๕๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี จากเงินต้น ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จตุจักร จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้น อนุญาต และศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๑ ชั่วคราวเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ ไว้เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๔ จึงมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยตั้งให้บริษัทฟาร์อีสต์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากยอดหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดลดลงจำนวนเท่าใด ก็ให้นำมาหักจากยอดหนี้ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิดตามคำพิพากษาคดีนี้ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในระหว่างพิจารณาคดีนี้ ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งงดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ ๑ และจำหน่ายคดีจำเลยที่ ๑ ชั่วคราวเพราะจำเลยที่ ๑ ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ และศาลล้มละลายกลางสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณา ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงิน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากยอดหนี้ที่จำเลยที่ ๑ ต้องรับผิดลดลงจำนวนเท่าใด ก็ให้นำยอดหนี้ ที่ลดลงนั้นมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ต้องรับผิดด้วย เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางเพียงรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ ไว้พิจารณา เท่านั้น มีผลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๒ แต่เพียงว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีแพ่งลูกหนี้ ไว้ก่อนแล้ว ก็ให้งดพิจารณาคดีไว้ก่อนเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายมาตราใดให้ศาลชั้นต้นพิพากษาดังกล่าวได้ เมื่อนำมาตรา ๙๐/๖๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาพิจารณาประกอบ ได้ความว่า แม้ต่อมา ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการก็ตาม ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน ดังนั้น การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ ๑ จึงไม่มีผลกระทบต่อ ความรับผิดของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในอนาคตแต่ประการใด แม้จำเลยที่ ๑ อาจรับผิดไม่เต็มจำนวนหนี้ก็ตาม ที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อ้างพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๑ เรื่องสิทธิในการยื่นคำขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้า หากจำเลยที่ ๑ ถูกพิทักษ์ทรัพย์มาในคำแก้อุทธรณ์นั้น เห็นว่า เป็นคนละเรื่องและคนละขั้นตอนกับคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย ร้อยละ ๑๘ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียม ในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๕,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 และ 90/60
ชื่อคู่ความ
(มหาชน) — บริษัทเงินทุนบุคคลัภย์ จำกัด
จำกัด — โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์ จตุจักร
กับพวก — บริษัทเอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพงษ์ศักดิ์ กิติสมเกียรติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4498/2546
#55023
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการปลอมเอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นที่ตั้งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย แต่การปลอมสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล แม้จะมุ่งหมายให้เกิดผลเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และบุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นคำสั่งของศาลที่แท้จริง แต่ก็ยังไม่อาจนำลำพังความมุ่งหมายให้เกิดผลดังกล่าวมาถือเป็นข้อชี้ขาดว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1),33 จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฐานละเมิดอำนาจศาลได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2544 นายทองจันทร์ นาสิงห์บุตร ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของนางนุ นาสิงห์บุตร ผู้ตาย ต่อศาลชั้นต้นอ้างว่ามีเหตุขัดข้องในการจัดการที่ดินโฉนดเลขที่ 4958, 19300 ตำบลนาหว้า อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายแต่จากการไต่สวนของศาลชั้นต้นพบว่าตามสารบัญจดทะเบียนโฉนดที่ดินดังกล่าวมีการตั้งนายทองจันทร์ นาสิงห์บุตร เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก่อนแล้วโดยอ้างคำสั่งศาลชั้นต้นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 806/2542 ลงวันที่ 30 เมษายน 2542 ตามเอกสารหมาย ล.1 จึงให้เจ้าหน้าที่ศาลยุติธรรมตรวจสอบสารบบคำพิพากษาและสำนวนของศาลชั้นต้นได้ความว่า สำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 806/2542 ดังกล่าวเป็นคดีระหว่างธนาคารอาคารสงเคราะห์โจทก์นางมะลิอร ทรงสุวรรณหรือทรงสุวรรณ์ จำเลย เรื่อง ยืม จำนอง และไม่ปรากฏว่ามีคำสั่งศาลชั้นต้นตั้งนายทองจันทร์ นาสิงห์บุตร เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ดังนั้น สำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นเอกสารปลอมอันเป็นการกระทำละเมิดอำนาจศาล ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนโดยกล่าวหานายทองจันทร์ นาสิงห์บุตร เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 1ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ให้การว่าได้ว่าจ้างให้นายนิพนธ์ บุตรเวียงพันธ์ เป็นทนายความในคดีร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกและได้รับคำสั่งศาลปลอมจากนายนิพนธ์ บุตรเวียงพันธ์ จึงได้กล่าวหานายนิพนธ์ บุตรเวียงพันธ์ เป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ด้วย

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ววินิจฉัยว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนุ นาสิงห์บุตร ผู้ตายตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นเอกสารปลอมและผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ปลอมหรือมีส่วนร่วมในการปลอมคำสั่งศาลถือว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1),33 มีคำสั่งให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จำคุก 6 เดือน ให้นับโทษของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ พิเศษ 1/2543 และคดีหมายเลขแดงที่ พิเศษ 2/2544 ของศาลชั้นต้น ส่วนผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลอันเป็นการกระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ โดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนของศาลชั้นต้นจะฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จะมีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการปลอมเอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นตามเอกสารหมาย ล.1 ที่ตั้งให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางนุ นาสิงห์บุตร ผู้ตาย ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยก็ตามแต่เมื่อทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าการปลอมสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 จะมุ่งหมายให้เกิดผลเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และบุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นคำสั่งของศาลที่แท้จริงอันเกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นซึ่งเป็นการกระทำที่มิได้เคารพเกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมืองที่สมควรอย่างยิงจะลงโทษให้หลาบจำและมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป แต่ก็ยังไม่อาจนำลำพังความมุ่งหมายให้เกิดผลดังกล่าวมาถือเป็นข้อชี้ขาดว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ดังกล่าวเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 31(1), 33 จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฐานละเมิดอำนาจศาลได้ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นในการปลอมเอกสารสำเนาคำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ลงโทษผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31(1), 33 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 31
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย ทองจันทร์ นาสิงห์บุตร
ผู้ร้อง — ผู้ถูกกล่าวหา
ผู้ร้อง — นาย ทองจันทร์ นาสิงห์บุตร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4495/2546
#51054
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ไม่ได้บังคับให้ศาลแรงงานจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อใดข้อหนึ่งก่อนจึงเป็นอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะใช้ดุลพินิจยกปัญหาข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อนหรือหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรแก่รูปคดี ทั้งเมื่อได้วินิจฉัยปัญหาข้อหนึ่งข้อใดแล้วเห็นว่าสามารถชี้ขาดตัดสินคดีได้ จะไม่วินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปก็ได้

ผู้ตายปีนขึ้นไปบนโครงจอภาพยนตร์แล้วเอาเสาธงเหล็กฟาดสายไฟฟ้าแรงสูงจนถูกไฟฟ้าดูดและตกลงมาเสียชีวิต เพราะผู้ตายต้องการแสดงโอ้อวดตนเองว่าเป็นผู้วิเศษ มิได้เกิดเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2544 นายไกรสอน คำจันทร์ ประสบอันตรายถูกไฟฟ้าดูดและตกจากที่สูงเสียชีวิต นางต่วน คำจันทร์ มารดาผู้ตายแจ้งการประสบอันตรายต่อสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา ทางสำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมามีคำสั่งที่ 2/2544 ว่านางต่วนไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนเพราะนายไกรสอนไม่เป็นลูกจ้าง และอันตรายที่ได้รับไม่ได้เกิดจากการทำงานให้นายจ้าง นางต่วนอุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีคำวินิจฉัยที่ 174/2544 ว่านายไกรสอนเป็นลูกจ้างโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร้านรุ่งเรืองภาพยนตร์ และการประสบอันตรายเกิดเนื่องจากการทำงานให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่เห็นด้วยเนื่องจากนายไกรสอนไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์ วันเกิดเหตุโจทก์รับจ้างไปฉายภาพยนตร์ที่บ้านนายสมคิด น้อยตาแสงมีพนักงานของโจทก์ไปเพียง 4 คน เมื่อติดตั้งโครงจอภาพยนตร์เสร็จเวลา 17 นาฬิกา ผู้ตายซึ่งไม่ได้เป็นลูกจ้างโจทก์มีอาการเมาสุราได้หยิบเสาธงเหล็กปีนขึ้นไปบนโครงจอภาพยนตร์แล้วเอาเสาธงตีสายไฟฟ้าแรงสูงจึงถูกไฟฟ้าดูดตกลงมา ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 174/2544 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544

จำเลยให้การว่า การที่นางสาวสุกัญญา จารุศรีวรกุล ผู้ดูแลกิจการและเพื่อนร่วมงานอ้างว่านายไกรสอนผู้ตายเคยทำงานที่ร้านรุ่งเรืองภาพยนตร์ ถูกไล่ออกก่อนเกิดเหตุ2 สัปดาห์ วันเกิดเหตุผู้ตายไม่ได้ทำงานให้โจทก์ แต่จากถ้อยคำของเจ้าของบ้านงานและพยานผู้พบเห็นได้ความว่าผู้ตายไม่ใช่คนในหมู่บ้าน น่าจะมากับรถฉายภาพยนตร์ และมีอาการเมาสุราโดยยังพูดคุยรู้เรื่อง เวลา 17 นาฬิกา ผู้ตายตกจากโครงเหล็กจอภาพยนตร์หัวหน้าสถานีอนามัยโคกหินช้างให้ถ้อยคำว่า ผู้ตายเข้ารักษาที่สถานีอนามัยเวลาประมาณ17 นาฬิกา สอดคล้องกับเวลาปฏิบัติงานของลูกจ้างคนอื่น การที่ผู้ตายเข้าไปในบริเวณงานน่าจะไปกับรถฉายภาพยนตร์เพื่อปฏิบัติงาน ลักษณะการประสบอันตรายสอดคล้องกับลักษณะการทำงานจึงเห็นว่าวันเกิดเหตุผู้ตายไปปฏิบัติงานให้นายจ้าง ส่วนที่ว่าผู้ตายเมาสุรา ข้อเท็จจริงไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้ตายไม่สามารถครองสติได้กรณีไม่เข้าเหตุที่นายจ้างจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินทดแทนในการประสบอันตราย คณะกรรมการจึงมีมติว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างโจทก์เจ้าของร้านรุ่งเรืองภาพยนตร์ การประสบอันตรายเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานโจทก์ไม่มีเหตุจะฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 174/2544 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2544

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า นายไกรสอน คำจันทร์ ผู้ตายปีนขึ้นไปบนโครงจอภาพยนตร์ เอาเสาธงเหล็กฟาดสายไฟฟ้าแรงสูงจนถูกไฟฟ้าดูดตกลงมาและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แล้ววินิจฉัยว่าเป็นการสมัครใจเสี่ยงภัยอย่างร้ายแรง ถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ตายจงใจให้ตนเองประสบอันตรายตามข้อยกเว้นมาตรา 22(2) แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน คดีไม่จำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างของโจทก์หรือไม่เพราะถึงหากผู้ตายจะเป็นลูกจ้างของโจทก์ก็ต้องด้วยข้อยกเว้นดังกล่าว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนพ.ศ. 2537 มาตรา 22(1) และ (2) เป็นข้อยกเว้นของกฎหมายที่นายจ้างไม่จำต้องจ่ายเงินทดแทนในกรณีที่ลูกจ้างได้ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้นายจ้าง จึงชอบที่ศาลจะต้องวินิจฉัยให้ได้ข้อยุติเสียก่อนว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างโจทก์ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 หรือไม่ และหากผลการวินิจฉัยปรากฏว่าผู้ตายเป็นลูกจ้างโจทก์ นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เนื่องจากการทำงานให้นายจ้างหรือไม่ แล้วจึงวินิจฉัยตามมาตรา 22(1) และ (2) อันเป็นข้อยกเว้นต่อไปนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 51 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แต่เพียงว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้ทำเป็นหนังสือ และต้องกล่าวหรือแสดงข้อเท็จจริงที่ฟังได้โดยสรุปและคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีพร้อมด้วยเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติบังคับให้ศาลแรงงานจะต้องวินิจฉัยปัญหาข้อใดข้อหนึ่งก่อน จึงเป็นอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะใช้ดุลพินิจยกปัญหาข้อใดขึ้นวินิจฉัยก่อนหรือหลังก็ได้ตามที่เห็นสมควรแก่รูปคดี ทั้งเมื่อได้วินิจฉัยปัญหาข้อหนึ่งข้อใดแล้วเห็นว่าสามารถชี้ขาดตัดสินคดีได้ จะไม่วินิจฉัยปัญหาข้ออื่น ๆ ต่อไปอีกเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปก็ย่อมทำได้ ไม่เป็นการขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยในข้อ 2.2 ว่า กรณีผู้ตายปีนขึ้นไปบนโครงจอภาพยนตร์แล้วเอาเสาธงเหล็กฟาดสายไฟฟ้าแรงสูงและถูกไฟฟ้าดูดตกลงมาเสียชีวิตหลังจากถูกส่งโรงพยาบาล เป็นการกระทำที่เกิดจากความเชื่อของตนว่าเป็นคนหนังเหนียว มีของดี มีคาถา อันเป็นความเชื่ออย่างงมงายของผู้ตายซึ่งคาดหมายและเล็งเห็นว่าตนจะไม่ได้รับอันตรายจึงถือไม่ได้ว่าผู้ตายจงใจที่จะให้ตนเองประสบอันตรายและการตายของผู้ตายเกิดขึ้นเนื่องจากการทำงานให้นายจ้างนั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ประสบอันตราย"หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง แต่การที่ผู้ตายปีนขึ้นไปบนโครงจอภาพยนตร์แล้วเอาเสาธงเหล็กฟาดสายไฟฟ้าแรงสูง จนถูกไฟฟ้าดูดและตกลงมาเสียชีวิตนั้นเกิดจากการที่ผู้ตายต้องการแสดงโอ้อวดตนเองว่าเป็นผู้วิเศษ มิได้เกิดเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง จึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน และพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 5 ม. 21
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 51
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นพปฎล ตู้จินดา
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4460/2546
#49504
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่เมื่อข้อหาที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องสอบถามจำเลยเกี่ยวกับทนายความเสียก่อนตามมาตรา 173 จะด่วนไปสอบถามคำให้การจำเลยโดยจำเลยยังไม่มีทนายความไม่มีผูกพันจำเลย ต้องถือเสมือนว่าจำเลยยังมิได้ให้การตามที่ศาลสอบถามและบันทึกไว้ อย่างไรก็ดี แม้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ปรากฏว่าในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาว่าต่างให้ ทนายความของจำเลยยังแก้ต่างให้ทุกนัดจนเสร็จคดี กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามมาตรา 208(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 100 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15, 16

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรคสอง แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุจำเป็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีใหม่หรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 บัญญัติว่า "ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้ ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้..." มีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้จำเลยในคดีอาญาดังกล่าวสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ เมื่อข้อหาที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องสอบถามจำเลยเกี่ยวกับทนายความเสียก่อนตามมาตรา 173 จะด่วนไปสอบถามคำให้การจำเลยโดยจำเลยยังไม่มีทนายความไม่มีผูกพันจำเลย ต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยยังมิได้ให้การตามที่ศาลสอบถามและบันทึกไว้ อย่างไรก็ดี แม้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ปรากฏว่าในวันที่ 3 กันยายน 2542 อันเป็นวันสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาว่าต่างให้ ยิ่งกว่านั้นทนายความของจำเลยยังแก้ต่างให้จำเลยทุกนัดจนเสร็จคดี กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2) แต่ประการใดเพราะจำเลยมีทนายความมาช่วยเหลือในการดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 ม. 208
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางสาว นุชนาถ คำปวน
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4460/2546
#110957
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยโดยยังไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความเสียก่อน แม้กระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 173 แต่ในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาว่าต่างให้และทนายความของจำเลยยังแก้ต่างให้จำเลยทุกนัดจนเสร็จคดี จำเลยจึงมีทนายความดำเนินคดีให้แล้ว กรณีไม่มีเหตุจำเป็นที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ , ๖๖

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อหาที่โจทก์ฟ้องมีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต ศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องสอบถามจำเลยเกี่ยวกับทนายความเสียก่อนตามมาตรา ๑๗๓ จะด่วนไปสอบถามคำให้การจำเลยทั้งที่ยังไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความย่อมเป็นการไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การจำเลยโดยจำเลยยังไม่มีทนายความไม่มีผลผูกพันจำเลย ต้องถือเสมือนหนึ่งว่าจำเลยยังมิได้ให้การตามที่ศาลสอบถามและบันทึกไว้ อย่างไรก็ดี แม้กระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นในเรื่องดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม แต่ปรากฏว่าในวันที่ ๓ กันยายน ๒๕๔๒ อันเป็นวันสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาว่าต่างให้ ยิ่งกว่านั้นทนายความของจำเลยยังแก้ต่างให้จำเลยทุกนัดจนเสร็จคดี กรณีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๐๘ (๒) แต่ประการใด เพราะจำเลยมีทนายความมาช่วยเหลือในการดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ จะย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 173 วรรคสอง ม. 208 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดตาก
จำเลย — นางสาวนุชนาถ คำปวน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดตาก — นายชัยฤกษ์ หิมพานต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายวิโรจน์ สุขวโรตม์วัตร
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
วิชัย เหลืองวิไล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4450/2546
#50916
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 นั้น การขยายระยะเวลาจะพึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลมีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นเว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 อ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัดสำเนาจากศาล ถือได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษ แต่การที่ศาลชั้นต้นย้ายที่ทำการโดยขนย้ายทรัพย์สินในวันหยุดราชการ วันธรรมดาซึ่งเป็นวันปฏิบัติราชการปกติ ศาลชั้นต้นยังคงเปิดทำการอยู่และมีประกาศที่ชัดเจนให้ทราบทั่วกันว่าให้คู่ความ ทนายความ และประชาชนติดต่อกับศาลชั้นต้น ณ ที่ทำการใหม่ตั้งแต่วันใดวันราชการอื่นก่อนหน้านี้ยังคงเปิดทำการ ณ อาคารเดิม ไม่ใช่ว่าวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2543 ศาลชั้นต้นปิดทำการ ถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การยื่นคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 เมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาโดยปราศจากเหตุสุดวิสัยแม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 นั้น ชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

ระหว่างพิจารณา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ไม่ยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งฟังได้ว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2542 ในวันดังกล่าวนายสำเริง ประถม เสมียนทนายจำเลยที่ 2 มาฟังคำสั่งแทนและลงชื่อไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา วันที่ 17 มกราคม 2543 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปมีกำหนด 30 วัน ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2543 อ้างเหตุว่าขอคัดเอกสารคำเบิกความพยานในคดีและคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดไว้แต่ยังไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2543 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาออกไปอีก 30 วัน ด้วยเหตุผลเดียวกันศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตทั้งสองครั้งต่อมาวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2543 จำเลยที่ 2 ยื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2543 เป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 นั้น การขยายระยะเวลาจะพึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตามคำร้องอ้างเหตุว่ายังไม่ได้รับเอกสารที่ขอคัดสำเนาจากศาล ฟังได้ว่ากรณีมีพฤติการณ์พิเศษ แต่คดีครบกำหนดยื่นอุทธรณ์วันที่ 14 มกราคม 2543 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 17มกราคม 2543 ซึ่งพ้นกำหนดเวลายื่นอุทธรณ์ โดยในคำร้องไม่ปรากฏเหตุสุดวิสัยใดจึงยื่นคำร้องไม่ทันในกำหนดเวลา ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า วันที่ 1 ถึง 15 มกราคม 2543ศาลชั้นต้นย้ายที่ทำการจากที่เดิมไปยังอาคารใหม่ และวันที่ 16 มกราคม 2543 เป็นวันอาทิตย์ทนายจำเลยที่ 2 จึงยื่นคำร้องวันที่ 17 มกราคม 2543 ซึ่งเป็นวันจันทร์ถือเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นย้ายที่ทำการแต่ก็ขนย้ายทรัพย์สินในวันหยุดราชการวันธรรมดาซึ่งเป็นวันปฏิบัติราชการปกติ ศาลชั้นต้นยังคงเปิดทำการอยู่และมีประกาศที่ชัดเจนให้ทราบทั่วกันว่า ให้คู่ความ ทนายความ และประชาชนติดต่อกับศาลชั้นต้นณ ที่ทำการใหม่ตั้งแต่วันใด วันราชการอื่นก่อนหน้านี้ยังคงเปิดทำการ ณ อาคารเดิมไม่ใช่ว่าวันที่ 1 ถึงวันที่ 15 มกราคม 2543 ดังกล่าวศาลชั้นต้นปิดทำการ ฟังไม่ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การยื่นคำร้องของทนายจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2543 เป็นการยื่นเมื่อล่วงพ้นกำหนดเวลาโดยปราศจากเหตุสุดวิสัย แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตก็เป็นการสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายหยิบยกขึ้นวินิจฉัย และพิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 2 ประการแรกฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาจำเลยที่ 2 ประการอื่นอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ชาญ น้อยศรีหรือน้อยสี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมบัติ อรรถพิมล
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
บรรหาร มูลทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4443/2546
#51053
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า "มูลคดีเกิด" ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)หมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด เมื่อโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า จังหวัดนครศรีธรรมราช จึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาจำเลยโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายที่สำนักทะเบียนอำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และอยู่กินกันที่บ้านเลขที่ 256/2 หมู่ที่ 6ตำบลเขาพระทอง อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช จนเกิดบุตรด้วยกัน 1 คน ปัจจุบันอายุ 5 ขวบ ระหว่างอยู่กินด้วยกัน จำเลยกระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาโดยทำร้ายร่างกายโจทก์เป็นประจำและขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน จนโจทก์ไม่อาจทนอยู่กินเป็นภริยาจำเลยได้อีกต่อไป จึงขอศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยและขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่ฝ่ายเดียว

ชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คดีนี้ภูมิลำเนาของจำเลยและมูลคดีอันเป็นเหตุที่โจทก์อ้างเพื่อขอหย่าอยู่นอกเขตอำนาจของศาลพัทลุง จึงให้คืนฟ้องโจทก์ไปยื่นต่อศาลที่มีเขตอำนาจ คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า การที่โจทก์จะเสนอคำฟ้องต่อศาลใดต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1) คือ เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล ไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่ ซึ่งคำว่า "มูลคดีเกิด" ย่อมหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาของคำฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจากจำเลย ต้นเหตุของคำฟ้องคือเหตุหย่า ส่วนการจดทะเบียนสมรสเป็นต้นเหตุของความเป็นสามีภริยากัน สถานที่จดทะเบียนสมรสจึงมิใช่เป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิดตามที่โจทก์อ้างมาในฎีกาแต่อย่างใดไม่เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ได้ความว่าในระหว่างสมรสโจทก์จำเลยพักอาศัยอยู่บ้านเดียวกันที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยได้กระทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา โดยทำร้ายร่างกายโจทก์และขับไล่โจทก์ออกจากบ้าน อันเป็นเหตุฟ้องหย่า ฉะนั้นจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงเป็นสถานที่มูลคดีของเหตุฟ้องหย่าเกิด ทั้งปรากฏตามคำฟ้องว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยที่ศาลจังหวัดพัทลุงตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลจังหวัดพัทลุงไม่รับคำฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาจึงฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมพิศ กาละกาญ
จำเลย — นาย สนทญา กาละกาญ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4336/2546
#55022
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ชายทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นผู้หญิงโดยใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าเพียงครั้งเดียวมีความผิดอาญาข้อหาทำร้ายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โจทก์กระทำอย่างอุกอาจในที่ประชุมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและพนักงานอื่น ๆ ในแผนกขณะกำลังประชุมเกี่ยวกับงานของจำเลย โดยโจทก์มิได้เคารพยำเกรงต่อที่ประชุมและผู้บังคับบัญชา มิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้ ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่พนักงาน Supply line ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,424 บาทกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 1 และ 16 ของทุกเดือน เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ทำงานกับจำเลยมากกว่า 10 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายจำนวน 300 วัน เป็นเงิน 104,240 บาท และมีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 20 วัน เป็นเงิน 6,949 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าชดเชย 104,240 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 6,949 บาท รวมเป็นเงิน 111,189 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่จำเลยเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ทำงานตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงาน Supply line แผนกประกอบชิ้นส่วน ฝ่ายโรงงาน ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเพียงเดือนละ 9,424 บาทและทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกได้รับเงินค่าตำแหน่งอีกเดือนละ 500 บาท เงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท และเงินช่วยพิเศษเดือนละ 100 บาท ซึ่งเงินช่วยค่าครองชีพและเงินช่วยพิเศษมิได้เป็นค่าจ้าง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2544 เวลาประมาณ 8 นาฬิกาซึ่งเป็นวันและเวลาทำงาน ขณะที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานกำลังดำเนินการประชุมพนักงานในหน่วยงานที่โจทก์ทำงานอยู่โดยมีการประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการทำงานล่วงเวลาซึ่งจำเลยจะให้มีการทำงานล่วงเวลาเฉพาะงานที่ตกค้างอยู่และงานที่ยังทำไม่ทัน พนักงานส่วนหนึ่งที่จะได้ทำงานล่วงเวลามีนางสาวมณเฑียร แซ่ลือ ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเหล็กและโลหะแห่งประเทศไทยรวมอยู่ด้วย แต่เนื่องจากพนักงานของจำเลยเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานดังกล่าวได้มีข้อตกลงกันว่าหากจำเลยไม่เปิดทำงานล่วงเวลาในทุกหน่วยงานพนักงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานจะไม่ยอมทำงานล่วงเวลาโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานด้วยไม่พอใจและพูดต่อว่านางสาวมณเฑียร นางสาวมณเฑียรชี้แจงว่าผู้บังคับบัญชาให้ทำงานล่วงเวลาเฉพาะงานที่ตกค้างเป็นเหตุให้โจทก์ไม่พอใจและใช้มือตบหน้าของนางสาวมณเฑียรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย นางสาวมณเฑียรแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีแก่โจทก์ โจทก์ให้การรับสารภาพ พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบปรับโจทก์แล้ว จำเลยตั้งคณะกรรมการสอบสวนเหตุดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่าโจทก์กระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยข้อ 38(3), 39(1)ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นเลิกจ้างได้ตามข้อ 43.1 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายจำเลยจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยานคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 10,424 บาท โดยแบ่งเป็นเงินเดือน 9,424 บาท เงินค่าตำแหน่งเดือนละ 500 บาทเงินช่วยค่าครองชีพเดือนละ 400 บาท และเงินช่วยพิเศษเดือนละ 100 บาท และจำเลยแถลงสละประเด็นเกี่ยวกับค่าจ้างอัตราสุดท้าย

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 104,240 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 26 เมษายน 2544) เป็นต้นไป และจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 6,949 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 พฤษภาคม 2544) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทำร้ายร่างกายนางสาวมณเฑียร แซ่ลือ โดยใช้มือตบถูกที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจริง แต่ไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแล้ววินิจฉัยว่า แม้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยจะระบุไว้ว่าการทะเลาะวิวาทหรือการทำร้ายร่างกายเพื่อนร่วมงานเป็นการผิดวินัยกรณีร้ายแรงก็ตาม แต่การกระทำใด ๆ ที่จะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านั้นจะต้องเป็นไปตามลักษณะแห่งการกระทำเป็นเรื่อง ๆ ไป จะพิจารณาจากข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุว่าการกระทำนั้น ๆ เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงตายตัวเสมอไปหาได้ไม่ เมื่อโจทก์มีเหตุโต้เถียงกับนางสาวมณเฑียรพนักงานในแผนกเดียวกัน และใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรเพียงครั้งเดียว นางสาวมณเฑียรเพียงรู้สึกชาบริเวณกกหูซ้ายโดยไม่มีบาดแผลซึ่งเป็นเพียงความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดลหุโทษเท่านั้น จึงเป็นเพียงความผิดเพียงเล็กน้อย อีกทั้งโจทก์ก็มิได้มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญถึงขนาดที่จะกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงหรือการบังคับบัญชาของนายจ้างนอกจากนี้การกระทำของโจทก์ไม่ปรากฏว่าทำให้จำเลยเสียหาย จึงถือไม่ได้ว่าการกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรง คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าลักษณะการกระทำของโจทก์ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมานั้นเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับทำงานของจำเลยเป็นกรณีร้ายแรงหรือเป็นการกระทำผิดอย่างร้ายแรงหรือไม่ เห็นว่า แม้ว่าการที่โจทก์ใช้กำลังทำร้ายร่างกายนางสาวมณเฑียรโดยใช้มือตบที่บริเวณใบหน้าของนางสาวมณเฑียรเพียงครั้งเดียวและมีผลเพียงทำให้นางสาวมณเฑียรรู้สึกชาบริเวณกกหูซ้ายโดยไม่มีบาดแผล มีความผิดอาญาข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ อันเป็นเพียงความผิดลหุโทษเท่านั้นก็ตาม แต่โจทก์เป็นผู้ชาย พนักงานที่ถูกโจทก์ทำร้ายดังกล่าวเป็นผู้หญิงซึ่งเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า ได้ความว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวอย่างอุกอาจในที่ประชุมต่อหน้าผู้บังคับบัญชาและพนักงานอื่น ๆ ในแผนกขณะกำลังประชุมเกี่ยวกับงานของจำเลย โดยโจทก์มิได้เคารพยำเกรงต่อที่ประชุมและผู้บังคับบัญชารวมทั้งมิได้เกรงกลัวต่อกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ระบุห้ามไว้แต่อย่างใด ลักษณะการกระทำของโจทก์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยหรือเป็นการกระทำผิดกรณีร้ายแรง จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 ข้อ 39(1), 44(3) รวมทั้งไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 17 วรรคท้าย ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่นอีกต่อไป"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ไพร พากเพียร
จำเลย — บริษัท ไทยสตีลเคเบิล (ทีเอสเค) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2546
#50856
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นบัญชีพยานระบุชื่อ ว. เป็นพยานโจทก์ และโจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 30 ต่อศาลพร้อมกับคำแถลงขออนุญาตใช้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวแทนการซักถามพยานบุคคล โดยโจทก์ได้ส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ทนายจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและได้กล่าวไว้ในคำร้องด้วยว่า หากโจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ค้าน และขอซักค้านผู้ให้ถ้อยคำในนัดหน้าพร้อมกับสืบพยานจำเลยที่ 3 ซึ่งต่อมาศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์พร้อมพยานจำเลยที่ 3 ในนัดหน้า ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้ายทนายจำเลยที่ 3 ไม่มาศาลแต่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ การที่ทนายจำเลยที่ 3 ไม่มาถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ติดใจที่จะซักค้าน ว. ศาลย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. เป็นพยานหลักฐานได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ ว. ที่มาศาลในวันดังกล่าวเข้าเบิกความต่อหน้าศาลอีกตามข้อกำหนด ข้อ 29 วรรคท้าย

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลมิได้ระบุให้ผู้ให้ถ้อยคำต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนให้ถ้อยคำ การที่บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. ไม่มีข้อความของการสาบานหรือปฏิญาณตนของ ว. ก็ไม่ทำให้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. เสียไป เพียงแต่เมื่อ ว. มาศาลเพื่อตอบคำถามค้านและคำถามติงของคู่ความจึงจะต้องสาบานหรือปฏิญาณก่อนเบิกความ และโจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. ไว้ในบัญชีพยานโจทก์ในฐานะเป็นพยานเอกสาร เพราะถือว่าการส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเป็นกระบวนพิจารณาแทนการสืบพยานบุคคล ดังนั้น เมื่อโจทก์ระบุชื่อ ว. เป็นพยานบุคคลของโจทก์ไว้ในบัญชีพยานของโจทก์แล้ว การที่ศาลรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. แทนการที่โจทก์ต้องซักถามตัวพยานจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าธนาคารโจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันหนี้สินทุกชนิดของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่กับโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 69278 และ 69279พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน 9,500,000บาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เมื่อประมาณปี 2539 ถึงปี 2540จำเลยที่ 1 มาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์รวม 7 ฉบับ เพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศรวม 7 ครั้ง เมื่อผู้ขายได้ส่งสินค้าลงเรือและส่งตั๋วแลกเงินมาเรียกเก็บเงินโจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายแทนจำเลยที่ 1 ไปเมื่อเรือบรรทุกสินค้าเดินทางมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 มิได้นำเงินค่าสินค้ามาชำระให้แก่โจทก์ แต่ขอทำสัญญาทรัสต์รีซีท รวม 7 ฉบับ เพื่อรับสินค้าออกไปก่อนแล้วจะชำระเงินคืนภายในกำหนดแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระเงินตามกำหนด รวมหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งเจ็ดฉบับเป็นเงิน 73,093.76 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยจำนวน 9,540,668.72 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน15,609,383.44 บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน9,540,668.72 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 รับว่าได้เข้าทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 จริงในวงเงินจำนวน 13,000,000 บาท แต่หนี้ทั้งเจ็ดรายการตามคำฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยไปแล้วบางส่วน คงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นจำนวน8,800,000 บาท และโจทก์ตีราคาทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 9,500,000บาท สูงกว่าจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงสามารถบังคับจำนองเอาแก่หลักประกันของจำเลยที่ 2 ได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเรียกให้จำเลยที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์ก่อน โจทก์ทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองโดยไม่ชอบ จึงไม่มีผลตามกฎหมาย โจทก์คิดค่าปรับเป็นดอกเบี้ยสูงเกินไป ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,609,383.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราผิดนัดลอยตัวตามประกาศธนาคารโจทก์ แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน9,540,668.72 บาท นับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2543 อันเป็นวันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ก็ให้บังคับจำนองเอาจากที่ดินที่จำนองเป็นประกันหากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ก็ให้บังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 2 ต่อไปจนกว่าจะครบกำหนด ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยค่าทนายความนั้น ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้จำนวน 10,000 บาท และจำเลยที่ 3 ชดใช้จำนวน 50,000 บาท

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 3 เลื่อนคดีและคำสั่งรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ อรศิริสกุล พยานโจทก์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์พ.ศ. 2541 มาตรา 7 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ต่อไปว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ อรศิริกุล พยานโจทก์แทนการสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกำหนดไว้เป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 สำหรับกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงในการสืบพยานบุคคลมีระบุอยู่ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 29 และ ข้อ 30 ดังนี้

ข้อ 29 เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายมีคำขอและศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลอาจอนุญาตให้คู่ความเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของผู้ที่ตนประสงค์จะอ้างเป็นพยานแทนการซักถามผู้ให้ถ้อยคำเป็นพยานต่อหน้าศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้

คู่ความที่ประสงค์จะขอเสนอบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยานตามวรรคหนึ่งจะต้องยื่นคำร้องแสดงความจำนงพร้อมเหตุผลต่อศาลก่อนวันสืบพยานบุคคลนั้นให้ศาลพิจารณากำหนดระยะเวลาที่คู่ความจะต้องยื่นบันทึกถ้อยคำดังกล่าวต่อศาลและส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำนั้นให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อมีการยื่นบันทึกถ้อยคำต่อศาลแล้วคู่ความที่ยื่นไม่อาจขอถอนบันทึกถ้อยคำนั้น และให้ถือว่าบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดีแล้ว

ให้ผู้ให้ถ้อยคำมาศาลเพื่อเบิกความตอบคำถามค้านและคำถามติงของคู่ความหากผู้ให้ถ้อยคำไม่มาศาล ให้ศาลปฏิเสธที่จะรับฟังบันทึกถ้อยคำของผู้นั้นเป็นพยานหลักฐานในคดี แต่ถ้าศาลเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจะรับฟังบันทึกถ้อยคำที่ผู้ให้ถ้อยคำมิได้มาศาลนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นก็ได้

ในกรณีที่คู่ความตกลงกันให้พยานไม่ต้องมาศาล หรือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งไม่ติดใจถามค้านพยาน ให้ศาลรับฟังบันทึกถ้อยคำดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานในคดี

ส่วนข้อ 30 กำหนดถึงรายการต่าง ๆ ที่ต้องมีในบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริง

สำหรับคดีนี้โจทก์ยื่นบัญชีพยานระบุชื่อนายวรพงศ์ อรศิริสกุล เป็นพยานบุคคลของโจทก์ลำดับที่ 2 ตามบัญชีพยานลงวันที่ 8 มีนาคม 2543 และในวันที่ 13 กันยายน2543 โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดข้อ 30 ต่อศาลพร้อมกับคำแถลงขออนุญาตใช้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวแทนการซักถามพยานบุคคลดังกล่าว โดยโจทก์ได้จัดส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แล้วเมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก วันที่ 21 กันยายน 2543 ทนายจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและได้กล่าวไว้ในคำร้องด้วยว่า หากโจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ค้าน และขอซักค้านผู้ให้ถ้อยคำในนัดหน้าพร้อมกับสืบพยานจำเลยที่ 3 ซึ่งต่อมาศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์พร้อมพยานจำเลยที่ 3 ในนัดหน้า ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้าย ทนายจำเลยที่ 3 ไม่มาศาลแต่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ การที่ทนายจำเลยที่ 3 ไม่มาศาลย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ติดใจที่จะซักค้านนายวรพงศ์พยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้นายวรพงศ์พยานโจทก์ที่มาศาลในวันดังกล่าวเข้าเบิกความต่อหน้าศาลอีกตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ พ.ศ. 2540 ข้อ 29 วรรคท้าย ทั้งในข้อกำหนดเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลก็มิได้ระบุให้ผู้ให้ถ้อยคำต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนให้ถ้อยคำตามบันทึกนั้นแต่อย่างใด การที่บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์มิได้มีข้อความของการสาบานหรือปฏิญาณตนของนายวรพงศ์ ทั้งไม่มีลายมือชื่อของบุคคลผู้รับการสาบานหรือปฏิญาณลงไว้ ก็ไม่ทำให้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์เสียไปแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาศาลเพื่อตอบคำถามค้านและคำถามติงของคู่ความ จึงจะต้องสาบานหรือปฏิญาณก่อนเบิกความและโจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ไว้ในบัญชีพยานโจทก์ในฐานะเป็นพยานเอกสาร เพราะถือว่าการส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเป็นกระบวนพิจารณาแทนการสืบพยานบุคคล ดังนั้น เมื่อโจทก์ระบุชื่อนายวรพงศ์เป็นพยานบุคคลของโจทก์ไว้ในบัญชีพยานของโจทก์แล้ว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์พยานบุคคลของโจทก์แทนการที่โจทก์ต้องซักถามตัวพยานจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัท แกรนเดียร์อุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4323/2546
#112627
เปิดฉบับเต็ม

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีประเภทที่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ มีกระบวนวิธีพิจารณาที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษ โดยเน้นการพิจารณาให้เสร็จไปโดยรวดเร็วแตกต่างจากคดีสามัญ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 ว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดี ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว" คดีนี้ศาลเคยอนุญาตให้เลื่อนคดีเพราะ ช. ทนายจำเลยที่ 3 ถอนตัวและ ก. ทนายจำเลยที่ 3 ที่แต่งตั้งใหม่ก็ติดว่าความที่ศาลอื่น ไม่มาในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกและนัดที่ 2 ก็ขอเลื่อนคดีเพราะขอเวลาเจรจากับโจทก์ แต่จำเลยที่ 3 ก็มิได้ไปติดต่อกับโจทก์เพื่อเจรจาตกลงกันตามที่ได้แถลงไว้ต่อศาล จนถึงวันนัดพร้อมเพื่อทำยอมหรือนัดสืบพยานโจทก์ ก. ยื่นคำร้องขอถอนตัวออกจากการเป็นทนายความจำเลยที่ 3 โดยอ้างเหตุว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกับจำเลยที่ 3 ขณะเดียวกันจำเลยที่ 3 ก็ยื่นใบแต่งทนายความต่อศาล แต่งตั้งให้ ส. เป็นทนายความคนใหม่ ทนายจำเลยที่ 3 คนใหม่ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า ตนติดว่าความที่ศาลอื่นกับยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 3 ด้วย ดังนั้น การขอเลื่อนคดีในนัดที่ 3 นี้ จึงไม่ใช่การขอเลื่อนในกรณีปกติทั่วไป หากจำเลยที่ 3 มีความสุจริตและมีความจำเป็นต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่ก็ควรจะต้องพิจารณาว่าทนายความที่จะแต่งตั้งใหม่นั้นพร้อมที่จะว่าความให้ตนในวันดังกล่าวเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไป การกระทำของจำเลยที่ 3 ถือได้ว่าเป็นการขัดขวางการพิจารณาคดีไม่ให้เสร็จไปโดยรวดเร็วและมีพฤติการณ์เป็นการประวิงคดี ชอบที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี

กระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของพยานในการสืบพยานบุคคลมีกำหนดไว้เป็นพิเศษอยู่ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 29 และข้อ 30 สำหรับคดีนี้ โจทก์ยื่นบัญชีพยานระบุชื่อ ว. เป็นพยานบุคคลของโจทก์ โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดข้อ 30 ต่อศาลพร้อมกับคำแถลงขออนุญาตใช้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวแทนการซักถามพยานบุคคลดังกล่าว โดยโจทก์ได้จัดส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก ทนายจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและได้กล่าวไว้ในคำร้องด้วยว่า หากโจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลแล้ว จำเลยที่ 3 ไม่ค้าน และขอซักค้านผู้ให้ถ้อยคำในนัดหน้าพร้อมกับสืบพยานจำเลยที่ 3 ซึ่งต่อมาศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์พร้อมพยานจำเลยที่ 3 ในนัดหน้า ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้าย ทนายจำเลยที่ 3 ไม่มาศาลแต่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ การที่ทนายจำเลยที่ 3 ไม่มาศาลย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 3 ไม่ติดใจที่จะซักค้าน ว. พยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ ว. พยานโจทก์ที่มาศาลในวันดังกล่าวเข้าเบิกความต่อหน้าศาลอีก ตามข้อกำหนดข้อ 29 วรรคท้าย ทั้งในข้อกำหนดเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลก็มิได้ระบุให้ผู้ให้ถ้อยคำต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนให้ถ้อยคำตามบันทึกนั้นแต่อย่างใด การที่บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. มิได้มีข้อความของการสาบานหรือปฏิญาณตนของ ว. ทั้งไม่มีลายมือชื่อของบุคคลผู้รับการสาบานหรือปฏิญาณลงไว้ ก็ไม่ทำให้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. เสียไปแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาศาลเพื่อตอบคำถามค้านและคำถามติงของคู่ความ จึงจะต้องสาบานหรือปฏิญาณก่อนเบิกความ และโจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. ไว้ในบัญชีพยานโจทก์ในฐานะเป็นพยานเอกสาร เพราะถือว่าการส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเป็นกระบวนพิจารณาแทนการสืบพยานบุคคล ดังนั้น เมื่อโจทก์ระบุชื่อ ว. เป็นพยานบุคคลของโจทก์ไว้ในบัญชีพยานของโจทก์แล้ว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของ ว. พยานบุคคลของโจทก์แทนการที่โจทก์ต้องซักถามตัวพยานจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยรวมจำนวน ๑๕,๖๐๙,๓๘๓.๔๔ บาท กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๔.๗๕ ต่อปี จากต้นเงินจำนวน ๙,๕๔๐,๖๖๘.๗๒ บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ ๓ ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยที่ ๓ ติดว่าความที่ศาลอื่น ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาต ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดที่ ๒ จำเลยที่ ๓ แถลงขอเลื่อนคดีอ้างว่า จำเลยที่ ๓ กำลังเสนอโครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อโจทก์ หากตกลงกันได้ จะมาทำยอมในนัดหน้า หากนัดหน้าเจรจาตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ ๓ แถลงขอสละประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๓ ทั้งหมด และไม่ติดใจสืบพยานหลักฐานของจำเลยที่ ๓ โจทก์ก็ไม่คัดค้านการเลื่อนคดี ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตให้เลื่อนคดีไป แต่เมื่อถึงวันนัดทนายจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ได้มอบฉันทะให้เสมียนทนายความยื่นใบแต่งทนายความแต่งตั้งให้นายสุวิจักขณ์ มงคลเสาวณิต เป็นทนายความคนใหม่ และยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่าเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นทนายความของจำเลยที่ ๓ และติดว่าความที่ศาลอื่น กับยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า ในนัดที่แล้วทนายจำเลยที่ ๓ คนเดิมได้แถลงสละประเด็นข้อต่อสู้และไม่ติดใจสืบพยาน ทั้งจำเลยที่ ๓ ก็แต่งตั้งและถอดถอนทนายจำเลยครั้งนี้เป็นคนที่ ๓ แล้ว ประกอบกับการยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก็มิได้ยื่นล่วงหน้าก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า ๗ วัน พฤติการณ์ในการดำเนินคดีของจำเลยที่ ๓ เห็นได้ว่ามีเจตนาประวิงคดีให้ชักช้า จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การและไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และมีคำสั่งว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดพิจารณา ให้โจทก์นำพยานเข้าสืบจนเสร็จการสืบพยานโจทก์ เนื่องจากจำเลยที่ ๓ ไม่ติดใจสืบพยาน ถือว่าคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๓ เลื่อนคดีและคำสั่งรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ อรศิริสกุล พยานโจทก์ ต่อศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ว่า คำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่วินิจฉัยว่า พฤติการณ์ในการดำเนินคดีของจำเลยที่ ๓ เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า และไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีตามคำร้องของจำเลยที่ ๓ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีประเภทที่ได้กำหนดไว้โดยเฉพาะ มีกระบวนวิธีพิจารณาที่บัญญัติไว้เป็นพิเศษ โดยเน้นการพิจารณาให้เสร็จไปโดยรวดเร็วแตกต่างจากคดีสามัญ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๗ แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ ว่า "ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศดำเนินการนั่งพิจารณาคดีติดต่อกันไปโดยไม่เลื่อนคดีจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา เว้นแต่มีเหตุจำเป็นอันมิอาจก้าวล่วงเสียได้ และเมื่อเสร็จการพิจารณาคดี ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรีบทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยเร็ว" คดีนี้จำเลยที่ ๓ ยื่นคำให้การต่อสู้คดีปฏิเสธความรับผิด ส่วนจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๓ และนัดสืบพยานจำเลยที่ ๓ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๓ ในคราวเดียวกัน แต่เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๓ นายชาติอุทัย เทียนทอง ทนายจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ ๓ โดยอ้างเหตุว่า ได้ลาออกจากสำนักงานทนายความเจ้าของคดีแล้ว ขณะเดียวกันจำเลยที่ ๓ ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความ แต่งตั้งให้นายไกรสร มีสมงาม เป็นทนายความของจำเลยที่ ๓ คนใหม่ และทนายจำเลยที่ ๓ คนใหม่ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งนัดไว้ก่อน โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยที่ ๓ ในวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๓ ตามที่นัดไว้แล้ว และเมื่อถึงวันนัดดังกล่าว ทนายจำเลยที่ ๓ กลับแถลงต่อศาลว่า จำเลยทั้งสามได้ถูกโจทก์ฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งที่ศาลอื่น จำเลยที่ ๓ กำลังเสนอปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อโจทก์พร้อมกันทั้งสองคดี หากตกลงกันได้ จะมาทำยอมต่อศาลในนัดหน้า หากเจรจาตกลงกันไม่ได้ จำเลยที่ ๓ ขอสละประเด็นข้อต่อสู้ของจำเลยที่ ๓ ทั้งหมด และไม่ติดใจสืบพยาน โจทก์ก็ไม่คัดค้านการเลื่อนคดี ศาลอนุญาตให้เลื่อนไปนัดพร้อมเพื่อทำยอมหรือนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ แต่เมื่อถึงวันนัดที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ปรากฏว่านายไกรสรทนายจำเลยที่ ๓ ได้ยื่นคำร้องขอถอนตัวออกจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ ๓ โดยอ้างว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกับจำเลยที่ ๓ ขณะเดียวกันจำเลยที่ ๓ ก็ยื่นใบแต่งทนายความต่อศาล แต่งตั้งให้นายสุวิจักขณ์ มงคลเสาวณิต เป็นทนายความคนใหม่ และทนายจำเลยที่ ๓ คนใหม่ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าตนติดว่าความที่ศาลอื่นกับยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ ๓ ด้วย ทนายโจทก์แถลงคัดค้านการขอแก้ไขคำให้การและการขอเลื่อนคดี และแถลงเพิ่มเติมว่านับแต่วันนัดที่แล้วจำเลยที่ ๓ ไม่เคยไปติดต่อขอเจรจากับโจทก์แต่อย่างใด เห็นว่า การที่จำเลยที่ ๓ มิได้ไปติดต่อกับโจทก์เพื่อการเจรจาตกลงกันตามที่ได้แถลงไว้ต่อศาล แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ ๓ มิได้มีเจตนาที่จะไปเจรจากับโจทก์อย่างจริงจัง แต่นำมาแถลงเพื่อเป็นเหตุผลที่จะขอเลื่อนคดีออกไปในนัดนั้นเท่านั้น ครั้นมาถึงวันนัดพร้อมเพื่อทำยอมหรือสืบพยานโจทก์ ทนายจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๓ ก็ยื่นใบแต่งทนายความ แต่งตั้งทนายความคนใหม่เข้ามาว่าความแทน และทนายจำเลยที่ ๓ คนใหม่ก็ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งนัดไว้ก่อน ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นเหตุผลที่จำเป็นที่ศาลควรอนุญาตให้เลื่อนคดี แต่สำหรับคดีนี้ ศาลเคยอนุญาตให้เลื่อนคดีเพราะทนายจำเลยที่ ๓ ถอนตัว และทนายจำเลยที่ ๓ ที่แต่งตั้งใหม่ติดว่าความที่ศาลอื่นไม่อาจมาในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกได้ และนัดที่ ๒ ก็ขอเลื่อนคดีเพราะขอเวลาเจรจากับโจทก์ ดังนั้น การขอเลื่อนคดีในนัดที่ ๓ ของจำเลยที่ ๓ จึงไม่ใช่การขอเลื่อนคดีในกรณีปกติทั่วไป ดังนั้น หากจำเลยที่ ๓ มีความสุจริตและมีความจำเป็นต้องแต่งตั้งทนายความคนใหม่ จำเลยที่ ๓ ก็ควรจะต้องพิจารณาว่าทนายความที่จะแต่งตั้งใหม่นั้นไม่ได้ติดว่าความในคดีอื่นหรือไม่มีกิจธุระจำเป็นในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ พร้อมที่จะว่าความให้แก่จำเลยที่ ๓ ในวันดังกล่าวเพื่อมิให้คดีต้องล่าช้าออกไปดังที่จำเลยที่ ๓ แถลงต่อศาลในนัดที่แล้ว การที่จำเลยที่ ๓ แต่งตั้งนายสุวิจักขณ์ซึ่งติดว่าความคดีอื่นในวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ข้ามาเป็นทนายความคนใหม่ จำเลยที่ ๓ ย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าทนายความคนใหม่ไม่สามารถว่าความให้แก่จำเลยที่ ๓ ได้ในวันนัดและต้องขอเลื่อนคดี หากศาลต้องอนุญาตให้เลื่อนคดีไป จำเลยที่ ๓ ก็สามารถเลื่อนคดีได้เพราะเหตุเดียวกันโดยไม่มีที่สิ้นสุด การกระทำของจำเลยที่ ๓ ถือได้ว่าเป็นการขัดขวางการพิจารณาคดีมิให้เสร็จไปโดยเร็ว พฤติการณ์เป็นการประวิงคดี ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ในการดำเนินคดีของจำเลยที่ ๓ เป็นการประวิงคดีให้ชักช้า และไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ต่อไปว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ อรศิริสกุล พยานโจทก์แทนการสืบพยานเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า กระบวนพิจารณาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกำหนดไว้เป็นพิเศษตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙ และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ สำหรับกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงในการสืบพยานบุคคลมีระบุอยู่ในข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒๙ และข้อ ๓๐ สำหรับคดีนี้ โจทก์ยื่นบัญชีพยานระบุชื่อนายวรพงศ์ อรศิริสกุล เป็นพยานบุคคลของโจทก์ลำดับที่ ๒ ตามบัญชีพยานลงวันที่ ๘ มีนาคม ๒๕๔๓ และในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ซึ่งมีรายการครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในข้อกำหนดข้อ ๓๐ ต่อศาลพร้อมกับคำแถลงขออนุญาตใช้บันทึกถ้อยคำดังกล่าวแทนการซักถามพยานบุคคลดังกล่าว โดยโจทก์ได้จัดส่งสำเนาบันทึกถ้อยคำดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ แล้ว เมื่อถึงวันนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรก วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๓ ทนายจำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและได้กล่าวไว้ในคำร้องด้วยว่า หากโจทก์จะใช้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลแล้ว จำเลยที่ ๓ ไม่ค้าน และขอซักค้านผู้ให้ถ้อยคำในนัดหน้าพร้อมกับสืบพยานจำเลยที่ ๓ ซึ่งต่อมาศาลก็มีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนไปนัดสืบพยานโจทก์พร้อมพยานจำเลยที่ ๓ ในนัดหน้า ดังนั้น ในวันนัดสืบพยานโจทก์นัดสุดท้าย ทนายจำเลยที่ ๓ ไม่มาศาลแต่ได้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อนุญาตให้เลื่อนคดี และให้โจทก์นำพยานเข้าสืบ การที่ทนายจำเลยที่ ๓ ไม่มาศาลย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ ๓ ไม่ติดใจที่จะซักค้านนายวรพงศ์พยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางย่อมรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์เป็นพยานหลักฐานในคดีได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้นายวรพงศ์พยานโจทก์ที่มาศาลในวันดังกล่าวเข้าเบิกความต่อหน้าศาลอีก ตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญา ฯ พ.ศ. ๒๕๔๐ ข้อ ๒๙ วรรคท้าย ทั้งในข้อกำหนดเกี่ยวกับการเสนอบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงแทนการสืบพยานบุคคลก็มิได้ระบุให้ผู้ให้ถ้อยคำต้องสาบานหรือปฏิญาณตนก่อนให้ถ้อยคำตามบันทึกนั้นแต่อย่างใด การที่บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์มิได้มีข้อความของการสาบานหรือปฏิญาณตนของนายวรพงศ์ ทั้งไม่มีลายมือชื่อของบุคคลผู้รับการสาบานหรือปฏิญาณลงไว้ ก็ไม่ทำให้บันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์เสียไปแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อผู้ให้ถ้อยคำนั้นมาศาลเพื่อตอบคำถามค้านและคำถามติงของคู่ความ จึงจะต้องสาบานหรือปฏิญาณก่อนเบิกความ และโจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์ไว้ในบัญชีพยานโจทก์ในฐานะเป็นพยานเอกสาร เพราะถือว่าการส่งบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงเป็นกระบวนพิจารณาแทนการสืบพยานพยานบุคคล และเป็นการอ้างพยานบุคคลเป็นพยานหลักฐานในคดี ดังนั้น เมื่อโจทก์ระบุชื่อนายวรพงศ์เป็นพยานบุคคลของโจทก์ไว้ในบัญชีพยานของโจทก์แล้ว การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรับฟังบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของนายวรพงศ์พยานบุคคลของโจทก์แทนการที่โจทก์ต้องซักถามตัวพยานจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมาย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 88
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 27 ม. 30
ข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2540 ม. 29 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — บริษัทแกรนเดียร์ อุตสาหกรรม จำกัด หรือแกรนด์เดียร์ อุตสาหกรรม จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายสอนชัย สิราริยกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMIN 4272 -ที่ 4273/2546
#50915
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้อื่นลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/30 เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ลงมติยอมรับแผน จึงมีสิทธิคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนได้ตามมาตรา 90/57 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอันไม่เป็นไปตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 3 ทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า..." หมายความเพียงว่า เมื่อแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3) อันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำแล้วให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้ หาได้หมายความว่าถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3) แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนทุกกรณีไปไม่

เจ้าหนี้รายที่ 3 มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันและเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 การที่แผนฟื้นฟูกิจการได้นำเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวไปจัดกลุ่มอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเลือกปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริตโดยมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินบางส่วนโดยการโอนหนี้ของบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 และให้เจ้าหนี้รายที่ 3 รับผิดเองในการติดตามหนี้สินแผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทคอนโซลิเดเต็ด คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้รายที่ 11 ยื่นคำคัดค้าน ขอได้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยกับแผนและให้แก้ไขในส่วนของเจ้าหนี้ราชการตามคำคัดค้าน

ผู้ทำแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำชี้แจง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้ทำแผนก่อนว่า เจ้าหนี้รายที่ 3 มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 3 มิได้ร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้และไม่ได้ขอแก้ไขแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้ ทั้งมิได้เข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงมติไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เห็นว่า การอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการปรากฏว่า เจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้นั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ลงมติยอมรับแผน จึงมีสิทธิคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนได้ตามมาตรา 90/57 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอันไม่เป็นไปตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 3 ทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางแล้วเจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

ส่วนที่ลูกหนี้และผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ต่อไปว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน ศาลมีอำนาจพิจารณาเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/58 เท่านั้นและหากแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/58 แล้ว เป็นบทบังคับศาลที่จะต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนตามมาตรา 90/46 แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจในอันที่จะใช้ดุลพินิจคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและให้แผนฟื้นฟูกิจการเป็นประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ตลอดจนประเทศชาติโดยรวม ศาลจึงมีอำนาจในการตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนโอกาสความเป็นไปได้ ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนนั้น ที่มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า..." หมายความเพียงว่าเมื่อแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3) อันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำแล้วให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้ หาได้หมายความว่าถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3) แล้ว ศาลจึงต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนในทุกกรณีไปไม่

ประการที่สอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่ ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับจำนวนยอดหนี้คงค้างจากบริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่นภายใน 1 เดือนนับจากวันเริ่มดำเนินการตามแผนนั้น แผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการมีการแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เป็น 3 กลุ่ม คือเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 ถึงที่ 8 สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่น ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เพียงรายเดียว ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับจำนวนยอดหนี้ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่นซึ่งเห็นได้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เหมือนกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ถูกลดหนี้ต้นเงินลงเพียงรายเดียวและให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ ตามตารางจำนวนหนี้ของลูกหนี้ก่อนและหลังการปรับโครงสร้างหนี้ในแผนฟื้นฟูกิจการหน้า 27 ระบุว่า เจ้าหนี้รายที่ 3 (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7) ก่อนการปรับโครงสร้างหนี้มีต้นเงิน 103,163,005.10บาท และดอกเบี้ยจำนวน 23,805,647.57 บาท หลังจากปรับโครงสร้างหนี้โอนทรัพย์สินชำระหนี้จำนวน 56,087,153.82 บาท แสดงว่าผู้ทำแผนได้จัดทำแผนโดยชำระเงินต้นบางส่วนด้วยการโอนหนี้จากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน47,075,851.28 บาท มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษา ซึ่งเจ้าหนี้รายที่ 3 ฟ้องลูกหนี้และศาลพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9302/2543 ให้ลูกหนี้ชำระหนี้จำนวน 103,062,755.89บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 97,111,610.72 บาท นับแต่วันที่26 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่มีสิทธินำเงินที่ตนเป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มาหักกับเงินที่ต้องชำระให้เจ้าหนี้ ซึ่งหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ลดยอดหนี้ลง และให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยการหักชำระหนี้เต็มจำนวนแทนที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ ซึ่งต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ที่กำหนดให้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ การหักชำระหนี้เต็มจำนวนนั้นย่อมทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบเจ้าหนี้รายอื่นที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรง ประกอบกับบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะมีเงินชำระให้แก่ลูกหนี้หรือไม่ แม้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 จะเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เพียงรายเดียวที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ส่วนเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่รายอื่นแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ซึ่งโดยหลักแล้วแม้แผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่างกลุ่มกันแตกต่างกันออกไปได้เมื่อมีเหตุอันสมควรหรือเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการก็ตามแต่เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันและเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 การที่แผนฟื้นฟูกิจการได้นำเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวไปจัดเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ต่างหาก และได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับกลุ่มอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเลือกปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริตโดยมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินบางส่วนโดยการโอนหนี้ของบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 และให้เจ้าหนี้รายที่ 3 รับผิดชอบเองในการติดตามหนี้สิน ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น และเมื่อศาลฎีกาไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามที่เจ้าหนี้รายที่ 3 อุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยในอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 11 อีก"

พิพากษากลับว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/30 ม. 90/42 ทวิ ม. 90/42 ตรี ม. 90/57 ม. 90/58
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้อง — บริษัทจิวเวลรี่ เรียลตี้ จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 3 — บริษัทสยามซินเท็ค เทรดดิ้ง จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 11 — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4272 -ที่ 4273/2546
#110936
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ปรากฏว่า เจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคัดค้าน เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงเต็มจำนวนตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้นั้น ตามมาตรา 90/30 เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ลงมติยอมรับแผนตามมาตรา 90/57 จึงมีสิทธิคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนได้ และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอันไม่เป็นไปตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้และเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของเจ้าหนี้ เมื่อได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เพียงรายเดียวในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 และเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เหมือนเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ถูกลดหนี้ต้นเงินลงเพียงรายเดียว และให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัท ส. แทนที่จะได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้อันเป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษา ซึ่งพิพากษาว่าลูกหนี้ไม่มีสิทธินำเงินที่ตนเป็นเจ้าหนี้มาหักกับเงินที่ต้องชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ และเมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกัน และเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่ เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 การที่แผนได้นำเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวไปจัดเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ต่างหาก และได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับกลุ่มอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเลือกปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริต แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทคอนโซลิเดเต็ด คอนซัลแทนท์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขแล้วตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46 (2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับความเสียหาย และเป็นการเลือกปฏิบัติให้แตกต่างจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มอื่น ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้รายที่ 11 ยื่นคำคัดค้านขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยกับแผนและให้แก้ไขในส่วนของเจ้าหนี้ราชการตามคำคัดค้านต่อไป

ผู้ทำแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำชี้แจง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้ทำแผนก่อนว่า เจ้าหนี้รายที่ 3 มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 3 มิได้ร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ และไม่ได้ขอแก้ไขแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้ ทั้งมิได้เข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงมติไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เห็นว่า การอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ปรากฏว่าเจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้ หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้นั้นตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ลงมติยอมรับแผน จึงมีสิทธิคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนได้ ตามมาตรา 90/57 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอันไม่เป็นไปตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 3 ทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ว่า การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่ ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับจำนวนยอดหนี้คงค้างจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่นภายใน 1 เดือน นับจากวันเริ่มดำเนินการตามแผนนั้น แผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามแผนฟื้นฟูกิจการมีการแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เป็น 3 กลุ่ม คือ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 ถึงที่ 8 สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่น ส่วนเจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เพียงรายเดียว ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับจำนวนยอดหนี้ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่น ซึ่งเห็นได้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เหมือนกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ถูกลดหนี้ต้นเงินลงเพียงรายเดียวและให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ จึงเป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการและคำพิพากษาซึ่งเจ้าหนี้รายที่ 3 ฟ้องลูกหนี้และศาลพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9302/2543 ให้ลูกหนี้ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่มีสิทธินำเงินที่ตนเป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) มาหักกับเงินที่ต้องชำระให้เจ้าหนี้ ซึ่งหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ลดยอดหนี้ลง และให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยการหักชำระหนี้เต็มจำนวนแทนที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ ซึ่งต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ที่กำหนดให้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ การหักชำระหนี้เต็มจำนวนนั้นย่อมทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบเจ้าหนี้รายอื่นที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรง เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันและเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 การที่แผนฟื้นฟูกิจการได้นำเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวไปจัดเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ต่างหาก และได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับกลุ่มอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเลือกปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริตโดยมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินบางส่วนโดยการโอนหนี้ของบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 และให้เจ้าหนี้รายที่ 3 รับผิดชอบเองในการติดตามหนี้สิน ดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบ ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58 วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/30 ม. 90/57 ม. 90/58
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทจิวเวลรี่ เรียลตี้ จำกัด
เจ้าหนี้รายที่3 — บริษัทสยามซินเท็ค เทรดดิ้ง จำกัด
เจ้าหนี้รายที่11 — กรมสรรพากร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายวาส ลักษณ์เลิศกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 4272/2546
#49503
เปิดฉบับเต็ม

การอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนเมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ปรากฏว่าเจ้าหนี้อื่น ลูกหนี้หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้นั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ลงมติยอมรับแผน จึงมีสิทธิคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนได้ตามมาตรา 90/57 และเมื่อศาลล้มละลายมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอันไม่เป็นไปตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 3 ทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

การที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนตามมาตรา 90/46แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจในการตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผน โอกาสความเป็นไปได้ ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนนั้น ที่มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า..." หมายความเพียงว่าเมื่อแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3)อันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำแล้วให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้หาได้หมายความว่าถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3) ศาลจึงต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนในทุกกรณีไปไม่

แผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ลดยอดหนี้ลงและให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัท ส. โดยการหักชำระหนี้เต็มจำนวน ย่อมทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบเจ้าหนี้รายอื่นที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรง ประกอบกับบริษัท ส. อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าบริษัท ส. จะมีเงินชำระให้แก่ลูกหนี้หรือไม่ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันและเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 การที่แผนฟื้นฟูกิจการได้นำเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวไปจัดเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เป็นต่างหาก และได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับกลุ่มอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเลือกปฏิบัติส่อไปในทางไม่สุจริตโดยมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้บางส่วนโดยการโอนหนี้ของบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 และเจ้าหนี้รายที่ 3 รับผิดชอบเองในการติดตามหนี้สินดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งบริษัทคอนโซลิเดเต็ด คอนซัลแทน จำกัด เป็นผู้ทำแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการที่มีการแก้ไขแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/46(2) ขอให้ศาลนัดพิจารณาแผน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ส่งแจ้งความกำหนดวันนัดพิจารณาให้ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งหลายทราบตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483มาตรา 90/56 แล้ว

เจ้าหนี้รายที่ 3 ยื่นคำคัดค้านว่า ตามที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับจำนวนยอดหนี้คงค้างจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่นภายใน 1 เดือน นับจากวันเริ่มดำเนินการตามแผนนั้น เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้ตกลงยินยอมเป็นหนังสือด้วย และบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องหรือยินยอมเป็นหนังสือ ผู้ทำแผนมีเจตนาที่จะนำเงินที่ลูกหนี้จะได้รับจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมาหักกับเงินที่ลูกหนี้จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้รายที่ 3 ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการซึ่งศาลได้พิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว โดยวินิจฉัยว่าลูกหนี้ไม่มีสิทธินำเงินที่ลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)มาหักกับเงินที่ต้องชำระให้เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการขัดต่อคำพิพากษาทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับความเสียหาย อีกทั้งลูกหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในหนี้ดังกล่าวจากการฟื้นฟูกิจการของบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)ลูกหนี้ไม่อาจนำหนี้ดังกล่าวมาโอนให้เจ้าหนี้รายที่ 3 รับชำระหนี้จากบริษัทสยามซินเท็คคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้อีก การแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการได้แบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันไว้ 8 กลุ่ม ผู้ทำแผนกำหนดวิธีการชำระหนี้โดยไม่ได้นำสิทธิเรียกร้องที่ลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้ต่อบุคคลภายนอกให้ชำระแก่ลูกหนี้นำมาชำระแก่เจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆแต่อย่างใด คงกำหนดไว้เฉพาะเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ซึ่งมีเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวเท่านั้นจึงเป็นการเลือกปฏิบัติให้แตกต่างจากเจ้าหนี้ไม่มีประกันกลุ่มอื่น ขอให้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผน

เจ้าหนี้รายที่ 11 ยื่นคัดค้านว่า มูลหนี้ภาษีอากรและส่วนของเบี้ยปรับถือเป็นยอดเงินภาษีอากรทั้งหมดที่ผู้เสียภาษีต้องชำระตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพราะเบี้ยปรับนั้นมีฐานที่มาจากบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นกฎหมายในส่วนมหาชน มิใช่กฎหมายในส่วนแพ่งอย่างกรณีดอกเบี้ยทั่วไป อีกทั้งเป็นหนี้ที่มีบุริมสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 256 ดังนั้น การปรับโครงสร้างที่กำหนดการชำระเงินภาษีอากรตามแผนเมื่อดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้รายที่ 11 ได้รับชำระหนี้ภาษีอากรน้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย เพราะจำนวนเงินในกรณีที่ดำเนินการแบ่งหากศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลายเจ้าหนี้รายที่ 11 จะได้รับภาษีอากรเต็มจำนวน คำนวณจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจำนวน 26,281,878.39 บาท เงินภาษีอากรและดอกเบี้ยขาดไปจำนวน 18,173,481.22 บาท แผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยมาตรา 90/58(3) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มติที่ประชุมเจ้าหนี้ซึ่งได้ลงมติยอมรับในส่วนการปรับโครงสร้างหนี้กลุ่มเจ้าหนี้ราชการโดยเฉพาะในส่วนหนี้ภาษีอากรนั้น เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตการลดหรืองดเบี้ยปรับจะกระทำได้ก็ด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเท่านั้น ผู้มีอำนาจสั่งงดหรือลดเบี้ยปรับได้แก่เจ้าพนักงานประเมินภาษีอากรและอธิบดีกรมสรรพากรดังนั้น ผู้ทำแผน ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ทั้งปวง ไม่มีอำนาจในการงดหรือลดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ การที่ผู้ทำแผน ลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งปวงได้ทำการปรับโครงสร้างหนี้ภาษีอากรโดยกำหนดการงดหรือลดเบี้ยปรับเป็นการร่วมกันใช้สิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการฝ่าฝืนต่อประมวลรัษฎากรเพราะไม่มีสิทธิกระทำได้ตามกฎหมายและหากยอมให้เอกชนหรือผู้เสียภาษีสามารถตกลงกันงดหรือลดเงินภาษีอากรได้ตามความประสงค์แล้ว ย่อมเท่ากับยอมให้มีการละเมิดกฎหมาย อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 67 มติที่ประชุมของเจ้าหนี้ที่ยอมรับแผนในส่วนนี้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะ แม้ว่าตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(3)(ข) จะบัญญัติว่าในแผนให้มีรายการที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ การถือกำหนดเวลาชำระหนี้ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันมิได้รวมถึงหนี้ที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่รัฐเรียกเก็บจากเอกชน เพราะหากยอมให้เอกชนใช้แผนฟื้นฟูกิจการทำการลดหนี้หรือเปลี่ยนแปลงกำหนดระยะเวลาการชำระหนี้ให้แก่รัฐบาลได้แล้ว ย่อมส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน การจัดการชำระหนี้ตามแผนจึงไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แผนฟื้นฟูกิจการที่ผู้ทำแผนจัดทำขึ้นครั้งนี้ขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/42(3)(ข) มาตรา 90/58(3) ขอได้มีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยกับแผนและให้แก้ไขในส่วนของเจ้าหนี้ราชการตามคำคัดค้านต่อไป

ผู้ทำแผนและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ยื่นคำชี้แจง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58

เจ้าหนี้รายที่ 3 และที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือ

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้อุทธรณ์ของลูกหนี้และผู้ทำแผนก่อนว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 มีสิทธิอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนหรือไม่ เนื่องจากเจ้าหนี้รายที่ 3 มิได้ร้องคัดค้านการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ และไม่ได้ขอแก้ไขแผนในที่ประชุมเจ้าหนี้ ทั้งมิได้เข้าประชุมเจ้าหนี้เพื่อลงมติไม่ยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เห็นว่า การอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 เป็นการอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการปรากฏว่าเจ้าหนี้อื่นลูกหนี้หรือผู้ทำแผนมิได้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้เต็มจำนวนหนี้ตามที่ระบุไว้ในคำขอรับชำระหนี้นั้นตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/30 เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมถือว่าเป็นเจ้าหนี้ที่มิได้ลงมติยอมรับแผน จึงมีสิทธิคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งไม่เห็นชอบด้วยแผนได้ตามมาตรา 90/57 และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนอันไม่เป็นไปตามข้อคัดค้านของเจ้าหนี้รายที่ 3 ทั้งยังเป็นการกระทบกระเทือนต่อสิทธิของเจ้าหนี้ เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์เป็นหนังสือจากอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางแล้ว เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ได้

ส่วนที่ลูกหนี้และผู้ทำแผนแก้อุทธรณ์ต่อไปว่า ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผน ศาลมีอำนาจพิจารณาเฉพาะเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/58 เท่านั้น และหากแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/58 แล้ว เป็นบทบังคับที่ศาลจะต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เห็นว่า การที่พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กำหนดขั้นตอนในการพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนไว้ว่า เมื่อที่ประชุมเจ้าหนี้มีมติพิเศษยอมรับแผนตามมาตรา 90/46 แล้ว ให้ศาลพิจารณาให้ความเห็นชอบด้วยแผนอีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการกำหนดให้ศาลเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจในอันที่จะใช้ดุลพินิจคุ้มครองเจ้าหนี้เสียงข้างน้อยเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมและให้แผนฟื้นฟูกิจการเป็นประโยชน์สูงสุดแก่เจ้าหนี้ตลอดจนประเทศชาติโดยรวม ศาลจึงมีอำนาจในการตรวจสอบถึงเนื้อหาของแผนโอกาสความเป็นไปได้ ตลอดจนความสุจริตในการจัดทำแผนนั้นที่มาตรา 90/58 บัญญัติว่า "ให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า..." หมายความเพียงว่าเมื่อแผนมีรายการครบถ้วนตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3)อันเป็นมาตรฐานขั้นต่ำแล้วให้ศาลมีดุลพินิจที่จะเห็นชอบด้วยแผนได้ หาได้หมายความว่าถ้าแผนฟื้นฟูกิจการมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 90/58(1) ถึง (3) ศาลจึงต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนในทุกกรณีไปไม่

ประการที่สอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ว่าการที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่ ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับจำนวนยอดหนี้คงค้างจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่นภายใน 1 เดือน นับจากวันเริ่มดำเนินการตามแผนนั้นแผนฟื้นฟูกิจการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการมีการแบ่งกลุ่มเจ้าหนี้ในส่วนของเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เป็น 3 กลุ่มคือ เจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 ถึงที่ 8 สำหรับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่นส่วนเจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 เพียงรายเดียว ตามแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ยกดอกเบี้ยค้างชำระทั้งหมดและให้ลดหนี้ลงจำนวนเท่ากับยอดหนี้ที่ลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ได้รับสิทธิการชำระเงินดังกล่าวจากบริษัทสยาม ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนการชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังคงค้างให้ได้รับการชำระหนี้ด้วยพื้นที่และหรือสินค้าอื่น ซึ่งเห็นได้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เหมือนกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ถูกลดหนี้ต้นเงินลงเพียงรายเดียวและให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แทนที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ ตามตารางจำนวนหนี้ของลูกหนี้ก่อนและหลังการปรับโครงสร้างหนี้ในแผนฟื้นฟูกิจการ หน้า 27 ระบุว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 (เจ้าหนี้กลุ่มที่ 7) ก่อนการปรับโครงสร้างหนี้มีต้นเงิน 103,163,005.10บาท และดอกเบี้ยจำนวน 23,087,153.82 บาท แสดงว่าผู้ทำแผนได้จัดทำแผนโดยชำระเงินต้นบางส่วนด้วยการโอนหนี้จากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)จำนวน 47,075,851.28 บาท มาชำระหนี้ให้เจ้าหนี้รายที่ 3 จึงเป็นการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และคำพิพากษาซึ่งเจ้าหนี้รายที่ 3 ฟ้องลูกหนี้และศาลพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 9302/2543 ให้ลูกหนี้ชำระหนี้จำนวน 103,062,745.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 97,111,610.72 บาท นับแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ไม่มีสิทธินำเงินที่ตนเป็นเจ้าหนี้บริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) มาหักกับเงินที่ต้องชำระให้เจ้าหนี้ซึ่งหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดดังนั้นแผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้เจ้าหนี้รายที่ 3 ลดยอดหนี้ลง และให้ได้สิทธิการชำระเงินจากบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยการหักชำระหนี้เต็มจำนวนแทนที่จะได้รับการชำระหนี้จากลูกหนี้ ซึ่งต่างกับเจ้าหนี้กลุ่มอื่น ๆ ที่กำหนดให้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ การหักชำระหนี้เต็มจำนวนนั้นย่อมทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3เสียเปรียบเจ้าหนี้รายอื่นที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้โดยตรง ประกอบกับบริษัทสยาม-ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) อยู่ในระหว่างการฟื้นฟูกิจการและลูกหนี้ได้ใช้สิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้แล้ว จึงเป็นการไม่แน่นอนว่าบริษัทสยามซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) จะมีเงินชำระให้แก่ลูกหนี้หรือไม่ แม้ว่าเจ้าหนี้รายที่ 3 จะเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่เพียงรายเดียวที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 7 ส่วนเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่รายอื่นแผนฟื้นฟูกิจการจัดให้อยู่ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 ซึ่งโดยหลักแล้วแม้แผนฟื้นฟูกิจการสามารถกำหนดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ต่างกลุ่มกันแตกต่างกันออกไปได้เมื่อมีเหตุอันสมควรหรือเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูกิจการก็ตามแต่เมื่อเจ้าหนี้รายที่ 3 มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันและเป็นเจ้าหนี้การค้ารายใหญ่ เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 6 และที่ 8 การที่แผนฟื้นฟูกิจการได้นำเจ้าหนี้รายที่ 3 เพียงรายเดียวไปจัดเป็นกลุ่มเจ้าหนี้ต่างหาก และได้รับการปฏิบัติไม่เท่าเทียมกับกลุ่มอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันถือว่ามีความมุ่งหมายที่จะเลือกปฏิบัติ พฤติการณ์ดังกล่าวส่อไปในทางไม่สุจริตโดยมีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้บางส่วนโดยการโอนหนี้ของบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายที่ 3 และเจ้าหนี้รายที่ 3 รับผิดชอบเองในการติดตามหนี้สินดังนั้น แผนฟื้นฟูกิจการจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้เจ้าหนี้รายที่ 3 เสียเปรียบที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 3 ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น และเมื่อศาลฎีกาไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการตามที่เจ้าหนี้รายที่ 3 อุทธรณ์แล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าหนี้รายที่ 11 อีก"

พิพากษากลับว่า ไม่เห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ และมีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/58วรรคสาม ประกอบมาตรา 90/48 วรรคสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/30 ม. 90/46 ม. 90/57 ม. 90/58
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้อง — บริษัทจิวเวลรี่ เรียลตี้ จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 3 — บริษัทสยามซินเท็ค เทรดดิ้ง จำกัด
เจ้าหนี้รายที่ 11 — กรมสรรพากร
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4211/2546
#50336
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากถึง 110,000 เม็ดน้ำหนัก 10,496.92 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 1,044.916 กรัม แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มี พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทนก็ตาม แต่เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไปกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย

การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นพิจารณาของศาล เป็นเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ขณะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้และมาเบิกความยืนยันความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วยตนเอง จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งแต่ละบทมีโทษเท่ากันจึงลงโทษจำเลยทั้งสองฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองนั้นหนักเกินไปหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้รับจ้างขนเมทแอมเฟตามีนมิใช่ตัวการใหญ่หรือเป็นผู้บงการให้กระทำความผิด จึงสมควรกำหนดโทษให้เบาลง นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน จนถึงชั้นพิจารณาของศาล เป็นเหตุบรรเทาโทษ สมควรลดโทษให้จำเลยที่ 2 อีกด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวนมากถึง 110,000 เม็ด น้ำหนัก 10,496.92 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง1,044.916 กรัม ซึ่งการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษจำนวนมากออกสู่ประชาชนเช่นนี้ก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม ทำให้เกิดอาชญากรรมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของผู้เสพเป็นอย่างมาก รัฐต้องเสียงบประมาณแผ่นดินในการปราบปรามยาเสพติดให้โทษเป็นจำนวนมากอันเป็นการร้ายแรงอย่างยิ่ง นอกจากนี้ แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาจะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความใหม่แทนก็ตาม แต่คดีนี้เมทแอมเฟตามีนของกลางมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์เกิน 20 กรัม ขึ้นไป กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งกำหนดโทษไว้ 2 สถาน คือ จำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดโทษให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองเพื่อป้องกันสังคมจากจำเลยทั้งสองโดยการทำให้สิ้นความสามารถนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วส่วนที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน จนถึงชั้นพิจารณาของศาลเป็นเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานตำรวจผู้ล่อซื้อจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ขณะส่งมอบเมทแอมเฟตามีนให้และมาเบิกความยืนยันความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วยตนเอง จึงไม่มีเหตุบรรเทาโทษแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 78 ม. 83
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ฮัว แซ่ลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4200/2546
#50914
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ มาตรา 43(8), 160 วรรคสาม โดยจำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงฉวัดเฉวียนไปมาซึ่งความผิดเช่นว่านี้ แม้จำเลยจะมีใบอนุญาตขับรถยนต์ก็ยังเป็นความผิดได้ ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะทราบว่าจำเลยไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ แต่ยังให้ยืมรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับขี่ ก็หาได้ถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(8), 160 วรรคสาม และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน จันทบุรี บ - 6579 ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางที่ศาลสั่งริบ และมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ศาลสั่งคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่าผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถจักรยานยนต์ของกลางโดยผู้ร้องมอบกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่นายกอบศักดิ์ ศุกรีรัตน์ บุตรผู้ร้อง และจำเลยได้ร่วมกับนายกอบศักดิ์มาใช้ขับขี่ในบริเวณที่เกิดเหตุ โดยมีการขับขี่ยกล้อหน้าโชว์ว่าใครจะขับขี่ได้ไกล แสดงว่านายกอบศักดิ์รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่นางพิกุล ศุกรีรัตน์ ผู้ร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้นายกอบศักดิ์ ศุกรีรัตน์ บุตรผู้ร้อง ได้ใช้สอยครอบครองแต่ผู้เดียวในฐานะเป็นเจ้าของแล้ว เพียงแต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อของนายกอบศักดิ์เท่านั้น นายกอบศักดิ์จึงเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ร้องนั้น เห็นว่า รถจักรยานยนต์ของกลางมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามสำเนารายการจดทะเบียนและสำเนารายการเสียภาษี แม้ผู้ร้องจะให้นายกอบศักดิ์บุตรของผู้ร้องใช้สอยครอบครองแต่ผู้เดียวตั้งแต่ซื้อมาก็ตาม แต่กรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ของกลางก็ยังคงเป็นของผู้ร้อง ผู้ร้องหาได้มีเจตนายกกรรมสิทธิ์ในรถจักรยานยนต์ให้แก่นายกอบศักดิ์แต่อย่างใดไม่ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้ร้องยังเป็นผู้ชำระภาษีประจำปีสำหรับรถจักรยานยนต์ของกลางตลอดมา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การที่ผู้ร้องทราบอยู่แล้วว่าทั้งนายกอบศักดิ์และจำเลยต่างยังเป็นผู้เยาว์ อายุยังไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ขับขี่รถจักรยานยนต์ แต่ผู้ร้องยังปล่อยปละละเลยให้บุคคลทั้งสองขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางโดยไม่ห้ามปรามและนำไปใช้ในเวลากลางคืน ถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่มีสิทธิมาร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางนั้น เห็นว่า จำเลยถูกศาลพิพากษาลงโทษในความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(8), 160 วรรคสาม ซึ่งตามข้อเท็จจริงที่ได้ความเป็นเรื่องที่จำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์ของกลางด้วยความเร็วสูงในลักษณะฉวัดเฉวียนไปมา กีดขวางการเดินรถของผู้อื่นและขับขี่โดยยกล้อหน้าเป็นระยะทางยาวซึ่งความผิดฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่นเช่นว่านี้แม้จำเลยจะมีใบอนุญาตขับรถก็ยังเป็นความผิดได้ ฉะนั้น แม้ผู้ร้องจะทราบว่าจำเลยไม่มีใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ แต่ยังให้ยืมรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับขี่ก็หาได้ถือว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยไม่ นอกจากนี้หากผู้ร้องรู้ว่าจำเลยหรือนายกอบศักดิ์จะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปขับขี่ด้วยความเร็วสูงในลักษณะฉวัดเฉวียนไปมาและยกล้อหน้าเป็นระยะทางยาว ผู้ร้องย่อมต้องไม่อนุญาตด้วยเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อบุคคลทั้งสองโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนายกอบศักดิ์ซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องที่นั่งซ้อนท้ายออกไปกับจำเลย รวมทั้งจะเกิดอันตรายต่อรถจักรยานยนต์ของกลางของผู้ร้องที่อาจล้มเสียหายด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยและมีคำสั่งให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
พ.ร.บ.จราจรทางบก ม. 43 (8) ม. 160
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดจันทบุรี แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว
ผู้ร้อง — นาง พิกุล ศุกรีรัตน์
จำเลย — นาย ทศพล คงศรี
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
อำนวย เต้พันธ์
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4199/2546
#55021
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ขายมีหน้าที่ที่จะต้องส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อที่ท่าเรือปลายทาง และโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ แต่สินค้าได้เกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่ง ดังนั้นโจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญากับผู้ขนส่งย่อมมีสิทธิจะฟ้องร้องให้ผู้ขนส่งรับผิดต่อโจทก์ได้ตามสัญญารับขนของทางทะเล ทั้งโจทก์ยังไม่ได้โอนใบตราส่งให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โดยโจทก์เพียงแต่ส่งมอบต้นฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ท่าเรือต้นทางเพื่อให้แจ้งไปยังตัวแทนของผู้ขนส่งที่ท่าเรือปลายทางให้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งที่โจทก์ระบุไว้เท่านั้น แม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของผู้ขนส่งที่ท่าเรือปลายทางส่งมอบตู้สินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งแล้ว สิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนยังหาได้โอนไปยังผู้รับตราส่งไม่ นอกจากนั้นผู้ซื้อยังไม่ได้ตกลงรับซื้อสินค้า สินค้าจึงยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากความเสียหายของสินค้าด้วยโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดอยู่ต่างประเทศ จดทะเบียนที่ใต้หวัน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อยังเมืองฮ่องกงโดยวิธีขนส่งทางทะเล โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเกี่ยวกับการจัดเตรียมการขนส่ง รับมอบสินค้าตลอดจนนำสินค้าบรรทุกลงเรือ และเป็นผู้ออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เป็นคำฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยได้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาตัวแทนย่อมไม่เป็นการพิพากษานอกเหนือหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง

การที่ตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศเป็นกรณีที่มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้ตัวแทนต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเองซึ่งหมายความว่าตัวแทนต้องมีความรับผิดด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศกับจำเลยที่ 2 ตัวแทนในประเทศไทยที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 รวมกันมาและศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2541 บริษัทเคเอ ชิง ฮ่องกง เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ติดต่อซื้อสินค้าทุเรียนสดจากโจทก์โดยมีเงื่อนไขให้โจทก์จัดส่งสินค้าไปมอบแก่ผู้ซื้อโดยความเสี่ยงภัยของโจทก์เองหากผู้ซื้อได้รับสินค้าในสภาพเรียบร้อยถูกต้องแล้ว จึงจะชำระราคาให้แก่โจทก์ โจทก์ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้ขนส่งและจำเลยทั้งสองตกลงรับขนส่งสินค้าให้โจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยในการจัดเตรียมการขนส่ง รับมอบสินค้า นำสินค้าบรรทุกลงเรือและออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 และตกลงเงื่อนไขการขนส่งทุเรียนสดจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังเมืองฮ่องกงในระบบตู้สินค้าแบบ FCL/FCL โดยจำเลยที่ 2 ได้จัดตู้สินค้าแบบห้องเย็นขนาด 40 ฟุต 2 ตู้ให้โจทก์นำไปบรรจุสินค้าเอง ซึ่งปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ส่งตู้สินค้าหมายเลขอีไอเอสยู (EISU) 5609279และอีเอ็มซียู (EMCU) 5140065 แก่โจทก์ โจทก์นำมาบรรจุสินค้าทุเรียนสดแล้วนำไปมอบแก่จำเลยที่ 2 และโจทก์แจ้งแก่จำเลยทั้งสองด้วยว่าในการขนส่งต้องรักษาอุณหภูมิในตู้สินค้าในระดับ 13 องศาเซลเซียสการระบายอากาศ 50 เปอร์เซ็นต์ วันที่ 30 มีนาคม2541 จำเลยที่ 2 ได้ขนตู้สินค้า 2 ตู้ ที่บรรจุทุเรียนแล้วบรรทุกลงเรือเอฟเวอร์โกลเด้นแล้วออกใบตราส่งให้โจทก์โดยระบุว่า ผู้ส่งเป็นผู้บรรจุและตรวจนับสินค้าเอง (shipper's load and count) ต่อมาก่อนเรือจะเดินทางไปถึงเมืองฮ่องกง โจทก์ได้นำใบตราส่งเวนคืนให้จำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 แจ้งตัวแทนที่เมืองฮ่องกงให้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่งโดยไม่ต้องแสดงใบตราส่ง เรือเดินทางถึงเมืองฮ่องกงเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2541 และบริษัทเคเอ ชิง ฮ่องกง เทรดดิ้ง จำกัด ผู้รับตราส่งได้รับมอบตู้สินค้าเมื่อวันที่ 5เมษายน 2541 ปรากฏว่าสินค้าทุเรียนในตู้สินค้าเดิมตามที่ระบุไว้ในใบตราส่งคือตู้สินค้าหมายเลขไอเอสยู 5609279 แต่มีการเปลี่ยนนำสินค้าของโจทก์มาบรรจุในตู้สินค้าหมายเลขอีเอ็นซียู 5142812 แทน แสดงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับตู้สินค้าบรรจุสินค้าของโจทก์ไว้แล้ว จำเลยที่ 2 ได้ขนย้ายสินค้าของโจทก์ไปบรรจุในตู้สินค้าอีกตู้หนึ่งดังกล่าวโดยไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ เป็นการกระทำละเมิดเงื่อนไขการรับและส่งมอบสินค้า ทำให้สินค้านั้นได้รับความเสียหายเป็นเหตุให้ผู้รับตราส่งไม่ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่โจทก์ โจทก์ทวงถามแล้ว จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายตามราคาค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับความเสียหายถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน863,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 807,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อระบุเงื่อนไขแบบ CIF ฮ่องกง ซึ่งกรรมสิทธิ์ในสินค้าและความเสี่ยงภัยในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่เมื่อสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือปลายทางแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ จำเลยที่ 2 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 1 สินค้าได้รับความเสียหายเพราะโจทก์บรรจุสินค้าในตู้สินค้าไม่ถูกต้องและมากเกินไป ทำให้อุณหภูมิในตู้สินค้าไม่เป็นไปตามที่กำหนด ทั้งสินค้าก็เป็นผลไม้สดที่คายความร้อนเองตามธรรมชาติ ส่วนกรณีที่มีการเปลี่ยนตู้สินค้าใหม่ไม่ใช่เพราะตู้สินค้าเดิมชำรุดบกพร่องแต่ทำไปเพื่อประโยชน์ของโจทก์ในการรักษาอุณหภูมิในตู้สินค้า และความเสียหายของสินค้าไม่ได้เกิดเพราะการเปลี่ยนตู้สินค้า ทั้งผู้รับตราส่งยินยอมรับตู้สินค้านั้นโดยไม่โต้แย้ง อันถือได้ว่ามีการสละการโต้แย้งการเปลี่ยนตู้สินค้าแล้ว และถือว่าผู้รับตราส่งได้รับมอบสินค้าในสภาพถูกต้องสมบูรณ์แล้วผู้ขนส่งจึงไม่ต้องรับผิดชอบ หากสินค้าได้รับความเสียหายจริง ก็ได้รับความเสียหายเพียงบางส่วน ซึ่งมีความเสียหายจำนวนไม่เกิน 60,000 บาท ทั้งสินค้า 1 ตู้สินค้า ถือเป็น1 หน่วยการขนส่งผู้ขนส่งสามารถจำกัดความรับผิดไว้เพียง 10,000 บาท และจำเลยที่ 2ให้การด้วยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดในมูลละเมิดด้วย จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 605,625 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 5 เมษายน 2541 (อันเป็นวันที่พบเห็นความเสียหาย) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าการซื้อขายสินค้ารายนี้เป็นการตกลงซื้อขายแบบซีไอเอฟ(CIF) ซึ่งตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (Incoterms) ในเงื่อนไขซีไอเอฟกรรมสิทธิ์และการเสี่ยงภัยของสินค้าได้โอนไปยังผู้ซื้อนับแต่สินค้าได้ลำเลียงพ้นกราบเรือที่ท่าเรือต้นทาง ดังนั้น เมื่อเกิดความเสียหายแก่สินค้าก็ชอบที่ผู้รับตราส่งหรือผู้ซื้อจะดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองโดยลำพังโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า ในเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าเป็นกรณีที่คู่สัญญาซื้อขายจะตกลงกันในเรื่องของสัญญาซื้อขาย แต่คดีนี้ โจทก์เป็นผู้ขายสินค้าซึ่งมีหน้าที่ตามสัญญาซื้อขายที่จะต้องส่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อที่ท่าเรือเมืองฮ่องกงซึ่งเป็นท่าเรือปลายทาง และโจทก์ฟ้องโดยอาศัยสิทธิตามสัญญารับขนของทางทะเลว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยทั้งสองให้ดำเนินการเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อ แต่สินค้าได้เกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่ง โจทก์ในฐานะผู้ส่งซึ่งเป็นคู่สัญญาตามสัญญารับขนของทางทะเลกับผู้ขนส่งย่อมมีสิทธิจะฟ้องร้องให้ผู้ขนส่งรับผิดต่อโจทก์ได้ตามสัญญารับขนของทางทะเลนั้นทั้งได้ความว่าโจทก์ยังไม่ได้โอนใบตราส่งสำหรับสินค้าที่ขนส่งให้แก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นผู้รับตราส่ง โดยโจทก์เพียงแต่ส่งมอบต้นฉบับใบตราส่งให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ท่าเรือต้นทางเพื่อให้แจ้งไปยังตัวแทนของผู้ขนส่งที่ท่าเรือปลายทางให้ส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งที่โจทก์ระบุไว้เท่านั้นแม้ผู้ซื้อจะได้เรียกร้องให้ตัวแทนของผู้ขนส่งที่ท่าเรือปลายทางส่งมอบตู้สินค้าซึ่งบรรจุสินค้าให้แก่ผู้รับตราส่งแล้วก็ตาม สิทธิทั้งหลายของโจทก์ในฐานะผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนยังหาได้โอนไปยังผู้รับตราส่งไม่ นอกจากนั้นยังได้ความตามบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นกับคำเบิกความของนายอำนาจ กิตติคุณชัยพยานโจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ว่า ตามธรรมเนียมประเพณีการซื้อขายผลไม้สดผู้ซื้อจะตรวจสภาพสินค้าจนเป็นที่พอใจแล้วจึงจะตกลงซื้อและชำระราคาให้ จะไม่มีการตกลงซื้อขายกันก่อนที่โจทก์จะส่งสินค้าไปหรือตกลงซื้อขายกันโดยให้ชำระราคาด้วยวิธีเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตอย่างเช่นวิธีการปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศทั่วไป ซึ่งความข้อนี้จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์รายนี้มีการขอให้ธนาคารเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์แต่อย่างใด จึงเชื่อว่าผู้ซื้อยังไม่ได้ตกลงรับซื้อสินค้าและสินค้ายังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายจากความเสียหายของสินค้าด้วย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองประการต่อไปว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเข้าทำสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ชอบหรือไม่ ในข้อนี้สำหรับปัญหาว่าคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดอยู่ต่างประเทศ จดทะเบียนที่ดินแดนใต้หวันส่วนจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โจทก์ได้ว่าจ้างให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อยังเมืองฮ่องกงโดยวิธีขนส่งทางทะเลจำเลยทั้งสองตกลงรับจ้างขนส่งสินค้ารายนี้โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่ง จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเกี่ยวกับการจัดเตรียมการขนส่ง รับมอบสินค้าตลอดจนนำสินค้าบรรทุกลงเรือ และเป็นผู้ออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ซึ่งเห็นได้ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ต่างประเทศ และจำเลยที่ 2 ออกใบตราส่งอันถือเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนของทางทะเลให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ทำในนามของจำเลยที่ 1 จึงพอเข้าใจได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยได้ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาตัวแทนตามที่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมไม่เป็นการพิพากษานอกเหนือหรือเกินกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ส่วนปัญหาว่า เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศให้รับผิดในความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งต่อโจทก์ตามสัญญารับขนของทางทะเลที่จำเลยที่ 1 เป็นคู่สัญญากับโจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกฟ้องร่วมมาด้วยยังต้องรับผิดในฐานะเป็นตัวแทนซึ่งทำสัญญารับขนของทางทะเลนั้นแทนจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 อยู่อีกหรือไม่นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าแม้โดยหลักทั่วไปว่าด้วยความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก เมื่อตัวแทนกระทำการแทนตัวการไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนแล้ว ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้ทำไปดังกล่าวนั้น โดยตัวแทนไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ก็ตาม แต่ในกรณีตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศนั้นเป็นกรณีที่มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้ตัวแทนเช่นนี้ต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเองซึ่งหมายความว่าตัวแทนเช่นว่านี้ต้องมีความรับผิดด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศกับจำเลยที่ 2 ตัวแทนที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 รวมกันมาและศาลได้พิจารณาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกคนหนึ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 824 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าให้โจทก์โดยติดต่อกับจำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจองระวางเรือแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ลงลายมือชื่อออกใบตราส่งโดยระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ดังนี้กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจึงต้องรับผิดตามสัญญานั้นด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เค.ซี เชียงใหม่อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัท เอฟเวอร์กรีน มารีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4199/2546
#110972
เปิดฉบับเต็ม

แม้โดยหลักทั่วไปว่าด้วยความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก เมื่อตัวแทนกระทำการแทนตัวการไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนแล้ว ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้ทำไปดังกล่าวนั้น โดยตัวแทนไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 ก็ตาม แต่ในกรณีตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศนั้นเป็นกรณีที่มี มาตรา 824 บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้ตัวแทนเช่นนี้ต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเอง ซึ่งหมายความว่า ตัวแทนเช่นว่านี้ต้องมีความรับผิดด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศกับจำเลยที่ 2 ตัวแทนที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 รวมกันมา และศาลได้พิจารณาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกคนหนึ่งได้ตาม มาตรา 824

(ประชุมใหญ่ครั้งที่ 3/46)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายตามราคาค่าสินค้าพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ได้รับความเสียหายถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 863,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 807,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การทำนองเดียวกันว่า การซื้อขายสินค้าระหว่างโจทก์กับผู้ซื้อระบุเงื่อนไขแบบ CIF ฮ่องกง ซึ่งกรรมสิทธิ์ในสินค้าและความเสี่ยงภัยในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่เมื่อสินค้าพ้นกราบเรือที่ท่าเรือปลายทางแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 605,625 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 เมษายน 2541 (อันเป็นวันที่พบเห็นความเสียหาย) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เท่าทุนทรัพย์ที่แพ้คดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 30,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสองไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีสำนักงานอยู่ที่เมืองไทเป ดินแดนไต้หวัน ประกอบธุรกิจรับขนส่งสินค้าทางทะเล โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการติดต่อประกอบธุรกิจในประเทศไทย เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2541 บริษัทเคเอ ชิง ฮ่องกง เทรดดิ้ง จำกัด ซึ่งอยู่ที่เมืองฮ่องกง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สั่งซื้อสินค้าทุเรียนสดจากโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี เพื่อนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อยังเมืองฮ่องกง โดยบรรจุสินค้าในตู้สินค้าแบบมีเครื่องทำความเย็นจำนวน 2 ตู้ บรรทุกไปบนเรือเดินทะเลเอฟเวอร์ โกลเด้นท์ ของจำเลยที่ 1 เมื่อเรือเดินทางถึงเมืองฮ่องกง ผู้รับตราส่งรับตู้สินค้าไป และพบว่าสินค้าในตู้หนึ่งได้รับความเสียหาย...

มีปัญญาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยและพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนเข้าทำสัญญารับขนของทางทะเลกับโจทก์แทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ชอบหรือไม่ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้โดยหลักทั่วไปว่าด้วยความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอก เมื่อตัวแทนกระทำการแทนตัวการไปภายในขอบอำนาจแห่งฐานตัวแทนแล้ว ตัวการย่อมมีความผูกพันต่อบุคคลภายนอกในกิจการทั้งหลายที่ตัวแทนได้ทำไปดังกล่าวนั้น โดยตัวแทนไม่ต้องผูกพันหรือรับผิดต่อบุคคลภายนอก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 820 ก็ตาม แต่ในกรณีตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศนั้นเป็นกรณีที่มีประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 บัญญัติไว้เป็นพิเศษให้ตัวแทนเช่นนี้ต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพังตนเอง ซึ่งหมายความว่าตัวแทนเช่นว่านี้ต้องมีความรับผิดด้วย ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศกับจำเลยที่ 2 ตัวแทนที่ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 รวมกันมาและศาลได้พิจารณาเห็นว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์อีกคนหนึ่งได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าให้โจทก์โดยติดต่อกับจำเลยที่ 2 ตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจองระวางเรือแทนจำเลยที่ 1 และเป็นผู้ลงลายมือชื่อออกใบตราส่งโดยระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ขนส่ง ดังนี้กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศ จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจึงต้องรับผิดตามสัญญานั้นด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 820 ม. 824
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเค.ซี. เชียงใหม่อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทเอฟเวอร์กรีน มารีน คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง — นายสอนชัย สิราริยกุล
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4198/2546
#50720
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะถือว่าผู้ประกอบกิจการอยู่ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 35 และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการตามมาตรา 34 และจ่ายเงินสมทบสำหรับลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงต่อสำนักงานประกันสังคม คนงานที่มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการจะต้องเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรง

โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าข้าวเมื่อโจทก์จะต้องขนข้าวลงเรือให้แก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ โจทก์จะว่าจ้าง ส. เป็นผู้รับเหมาค่าแรงทำการขนข้าวลงเรือ ส. จะแจ้งให้ ท. ไปจัดหากรรมกรตามจำนวนพอเหมาะกับปริมาณข้าวที่จะขนถ่ายลงเรือมาแบกขน ก่อนขนข้าวลงเรือกรรมกรจะต้องผสมข้าวด้วยเครื่องจักรภายในโกดังของโจทก์และบรรจุใส่กระสอบผ่านสายพานและให้กรรมกรรอแบกกระสอบข้าวจากปลายสายพานไปลงเรือ การทำงานดังกล่าวทั้งหมดของกรรมกรอยู่ภายใต้การควบคุมและสั่งการของ ส. ส. จึงมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือกรรมกรทุกคน ประกอบกับ ส.เพียงผู้เดียวเป็นคนจ่ายค่าจ้างให้แก่กรรมกรที่มาแบกข้าวแต่ละวัน นิติสัมพันธ์ระหว่างส. กับกรรมกรดังกล่าวเข้าลักษณะจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 575 ส. จึงเป็นนายจ้างของกรรมกรทั้งหมด เมื่อปรากฏว่าส. ควบคุมกรรมกรให้ทำงานในโกดังอันเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์และใช้เครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดทำ โดยการทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของโจทก์ ดังนี้ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างของกรรมกรทั้งหมดด้วยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 จำเลยโดยกองตรวจสอบสำนักงานประกันสังคม มีหนังสือถึงโจทก์ว่า โจทก์ไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง(ตามแบบ สปส 6-15) กรณีเปลี่ยนวันที่มีหน้าที่ชำระเงินสมทบจากวันที่ 1 มีนาคม 2542เป็นวันที่ 1 มกราคม 2541 และโจทก์ยังไม่ได้ชำระเงินสมทบตั้งแต่เดือนมกราคม 2541ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 รวมเป็นเงินค่าจ้าง 3,587,863 บาท และเป็นเงินสมทบประมาณ 75,546 บาท ตามหนังสือที่ รส 0705/1613 โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยที่ 1063/2543 ให้โจทก์จ่ายเงินสมทบตามที่กองตรวจสอบมีคำสั่ง โจทก์เห็นว่าไม่ถูกต้องเนื่องจากโจทก์ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงนายจ้างเพิ่มจำนวนสาขา (ตามแบบ สปส 6-15) เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ตั้งแต่เดือนมกราคม 2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 โจทก์มีพนักงานเพียง 4 คน เท่านั้น ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวโจทก์จ่ายเงินเดือนเป็นค่าจ้างพนักงาน 4 คน เป็นเงิน 590,000บาท ค่าแรงกรรมกรเหมาจ่าย (เป็นค่าจ้างทำของ) เป็นเงิน 2,991,263 บาท โดยค่าแรงกรรมกรเหมาจ่ายซึ่งเป็นลักษณะของการจ้างทำของนี้ โจทก์จะว่าจ้างให้นายสุวัฒน์วรรณศิริกุล ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่ใช่ลูกจ้างของโจทก์เป็นผู้จัดหากรรมกรหรือคนงานมาขนถ่ายสินค้าให้แก่โจทก์เป็นคราว ๆ โดยนายสุวัฒน์จะเป็นผู้รับผิดชอบจ่ายค่าแรงกรรมกร เมื่อขนถ่ายสินค้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์จะจ่ายค่าจ้างให้แก่นายสุวัฒน์โดยคำนวณจากน้ำหนักสินค้าที่ขนถ่าย โจทก์ไม่มีอำนาจสั่งการหรือควบคุมบังคับบัญชากรรมกรที่ขนถ่ายสินค้าโจทก์จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับกรรมกรหรือคนงานในเรื่องการจ้าง การจ่ายค่าจ้าง และการควบคุมการทำงาน ดังนั้นการที่โจทก์ว่าจ้างนายสุวัฒน์จึงมีลักษณะเป็นการจ้างทำของตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 587โจทก์ไม่อยู่ในข่ายที่ต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 84 และไม่ต้องส่งเงินสมทบตามที่กองตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของกองตรวจสอบสำนักงานประกันสังคม ตามหนังสือที่ รส 0705/1613 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยของกรรมการอุทธรณ์ที่ 1063/2543 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543

จำเลยให้การว่า โจทก์ยังไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง (ตามแบบสปส 6-15) โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการค้าข้าว ในการซื้อหรือขายข้าวแต่ละคราวโจทก์ได้ว่าจ้างนายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล เป็นผู้จัดหากรรมกรมาทำการผสมข้าวในโกดังและขนถ่ายสินค้าให้โจทก์ โดยกระทำในสถานประกอบการของโจทก์ เครื่องมือสำคัญที่ใช้ทำงานเป็นของโจทก์ การจ้างเหมาดังกล่าวเป็นการจ้างเหมาค่าแรงงาน มิใช่จ้างทำของโจทก์จึงอยู่ในฐานะนายจ้างกรรมกรดังกล่าว มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินสมทบตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 35 ดังนั้น ในระหว่างเดือนมกราคม2541 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 คำนวณจากการที่โจทก์จ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง 4 คนและจ่ายค่าแรงกรรมกรเหมาจ่ายแล้ว โจทก์มีลูกจ้างเกินกว่า 10 คน จึงต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนและต้องส่งเงินสมทบตามกฎหมาย คำสั่งของกองตรวจสอบสำนักงานประกันสังคม รวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส 0705/1613 ลงวันที่14 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1063/2543 ลงวันที่ 2พฤศจิกายน 2543

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีลูกจ้าง 4 คน ประกอบธุรกิจข้าวขายให้แก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งการซื้อขายและขนข้าวโจทก์จะจ้างเหมาให้นายสุวัฒน์ทำการขนข้าวลงเรือของผู้ซื้อ นายสุวัฒน์จะให้นายทรัพย์เป็นคนจัดหาคนงานหรือกรรมกรซึ่งเป็นคนงานรับจ้างรายวันเฉพาะกิจ เป็นการว่าจ้างเป็นคราว ๆ ไปแล้วแต่ความสมัครใจของกรรมกร เสร็จแล้วนายสุวัฒน์จะจ่ายเงินให้กรรมกรไปก่อนแล้วเบิกเงินค่าจ้างจากโจทก์ สำหรับงานที่กรรมกรทำนั้นก่อนจะขนข้าวลงเรือจะต้องมีการผสมข้าวด้วยเครื่องจักรบรรจุใส่กระสอบผ่านสายพานแล้วคนงานแบกกระสอบข้าวจากปลายสายพานนำไปลงเรือ เครื่องจักรดังกล่าวอยู่ในโกดังที่โจทก์และบริษัทไทยฟ้า 2511 จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจขนข้าวเช่นเดียวกัน มีสำนักงานในบริเวณอาณาเขตเดียวกัน โกดังตลอดจนเครื่องจักรดังกล่าวเป็นของโจทก์และบริษัทไทยฟ้า 2511 จำกัด ใช้ประโยชน์ร่วมกัน การทำงานของคนงานที่นายสุวัฒน์ให้นายทรัพย์จัดหาทำในสถานที่ทำงานของโจทก์ และเครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานเป็นของโจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบธุรกิจของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ รส 0705/1613 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1063/2543 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจซึ่งกระทำในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานของผู้ประกอบกิจการ และเครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานนั้นผู้ประกอบกิจการเป็นผู้จัดหากรณีเช่นว่านี้ผู้ประกอบกิจการย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีที่ผู้รับเหมาค่าแรงตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ยื่นแบบรายการต่อสำนักงานตามมาตรา 34 ในฐานะนายจ้าง ให้ผู้รับเหมาค่าแรงมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้เช่นเดียวกับนายจ้าง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงาน" บทมาตรานี้หมายความว่าผู้รับเหมาค่าแรงต้องเป็นผู้จัดหาลูกจ้างให้แก่ผู้ประกอบกิจการ หรือผู้รับเหมาค่าแรงนำงานอันเป็นธุรกิจหรือกระบวนการผลิตของผู้ประกอบกิจการมาให้ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงทำ โดยผู้รับเหมาค่าแรงเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงซึ่งเข้าไปทำงานในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานและใช้เครื่องมือที่สำคัญในการทำงานของผู้ประกอบกิจการ จึงจะถือว่าผู้ประกอบกิจการอยู่ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงและมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการตามมาตรา 34 และจ่ายเงินสมทบสำหรับลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงต่อสำนักงานประกันสังคม หากผู้รับเหมาค่าแรงได้จ่ายเงินสมทบสำหรับลูกจ้างของตนต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นความรับผิดเท่าจำนวนที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้จ่ายแก่สำนักงานประกันสังคม ฉะนั้น คนงานที่มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการจะต้องเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรง ตามบทบัญญัติมาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง และมาตรา 35 วรรคสองที่บัญญัติว่า... ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงาน หมายความว่า ผู้รับเหมาค่าแรงต้องเป็นนายจ้างของคนงานผู้รับเหมาค่าแรงจึงจะมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคมตามมาตรา 35 วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดในเงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงานประกันสังคม ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อโจทก์จะต้องขนข้างลงเรือให้แก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ โจทก์จะว่าจ้างนายสุวัฒน์ วรรณศิริกุล จีนเต็งใหญ่เป็นผู้รับเหมา ค่าแรงทำการขนข้าวลงเรือ นายสุวัฒน์จะแจ้งให้นายทรัพย์จีนเต็งหัวหน้าสายไปจัดหากรรมกรตามจำนวนพอเหมาะกับปริมาณข้าวที่จะขนถ่ายลงเรือมาแบกขน ก่อนขนข้าวลงเรือกรรมกรจะต้องผสมข้าวด้วยเครื่องจักรภายในโกดังของโจทก์ และบรรจุใส่กระสอบผ่านสายพานและให้กรรมกรรอแบบกระสอบข้าวจากปลายสายพานไปลงเรือ การทำงานดังกล่าวทั้งหมดของกรรมกรอยู่ภายใต้การควบคุมและสั่งการของนายสุวัฒน์ นายสุวัฒน์จึงมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือกรรมกรทุกคน ประกอบกับนายสุวัฒน์เพียงผู้เดียวเป็นคนจ่ายค่าจ้างให้แก่กรรมกรที่มาแบกข้าวแต่ละวัน นิติสัมพันธ์ระหว่างนายสุวัฒน์กับกรรมกรดังกล่าวเข้าลักษณะจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 575 นายสุวัฒน์จึงเป็นนายจ้างของกรรมกรทั้งหมด เมื่อปรากฏว่านายสุวัฒน์ควบคุมกรรมกรให้ทำงานในโกดังอันเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์และใช้เครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดทำ โดยการทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของโจทก์ ดังนี้ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างของกรรมกรทั้งหมดด้วยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 35 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ทุกประการ เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์มีลูกจ้างเกิน 10 คนโจทก์จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง (ตามแบบสปส. 6-15) กรณีเปลี่ยนวันที่มีหน้าที่ชำระเงินสมทบตั้งแต่เดือนมกราคม 2541ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ตามหนังสือของกองตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคมที่ รส 0705/1613 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1063/2543 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2543 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนหนังสือของกองตรวจสอบสำนักงานประกันสังคม และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 34 ม. 35
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ข้าวเศรษฐี จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4198/2546
#110935
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกอบกิจการที่จะอยู่ในฐานะนายจ้างของคนงานรับเหมาค่าแรง ตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต้องเป็นผู้ประกอบกิจการที่ได้ว่าจ้างเหมาค่าแรงให้แก่ผู้รับเหมาค่าแรงรายใดรายหนึ่งเป็นผู้จัดหาคนงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการ หรือผู้รับเหมาค่าแรงนำงานอันเป็นธุรกิจ หรือกระบวนการผลิตของผู้ประกอบกิจการไปให้คนงานของผู้รับเหมาค่าแรงทำในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานโดยใช้เครื่องมือที่สำคัญในการทำงานของผู้ประกอบกิจการ และคนงานเหล่านั้นต้องมีฐานะเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงด้วย

โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าข้าว ในการขนข้าวลงเรือไปขายให้แก่ลูกค้าที่อยู่ต่างประเทศ โจทก์ว่าจ้าง ส. จีนเต็งใหญ่เป็นผู้รับเหมาค่าแรงขน ส. จะให้ ท. จีนเต็งหัวหน้าสายเป็นคนจัดหาคนงานซึ่งสมัครใจรับจ้างรายวันเฉพาะกิจเป็นคราว ๆ มาขนข้าวสาร โดยก่อนขนข้าวสารลงเรือ คนงานต้องผสมข้าวสารด้วยเครื่องจักรของโจทก์และบรรจุใส่กระสอบผ่านสายพานในโกดังของโจทก์ อันเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้ทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดหา แล้วแบกกระสอบข้าวสารไปลงเรือ การทำงานของคนงานจึงอยู่ภายใต้การควบคุมและสั่งการของ ส. ส. ย่อมมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือคนงานทุกคน ประกอบกับ ส. เป็นคนจ่ายค่าจ้างให้แก่คนงานที่มาแบกขนข้าวสารแต่ละวัน นิติสัมพันธ์ระหว่าง ส. กับคนงานจึงเข้าลักษณะจ้างแรงงาน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 575 ส. มีฐานะเป็นนายจ้างของคนงาน และเมื่อการทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของโจทก์ โจทก์จึงอยู่ในฐานะนายจ้างของคนงานทั้งหมดด้วย เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์มีลูกจ้างเกิน 10 คน โจทก์ย่อมมีหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง กรณีเปลี่ยนวันที่มีหน้าที่ชำระเงินสมทบ และชำระเงินสมทบให้แก่จำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของกองตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม ตามหนังสือที่ รส ๐๗๐๕/๑๖๑๓ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๐๖๓/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

จำเลยให้การว่า คำสั่งของกองตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม รวมทั้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ รส ๐๗๐๕/๑๖๑๓ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ ๑๐๖๓/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์มีลูกจ้าง ๔ คน ประกอบธุรกิจค้าข้าวขายให้แก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งการซื้อขายและขนข้าวโจทก์จะจ้างเหมาให้ ส. ทำการขนข้าวลงเรือของผู้ซื้อ ส. จะให้ ท. เป็นคนจัดหาคนงานหรือกรรมกรซึ่งเป็นคนงานรับจ้างรายวันเฉพาะกิจ เป็นการว่าจ้างเป็นคราว ๆ ไปแล้วแต่ความสมัครใจของกรรมกร เสร็จแล้ว ส. จะจ่ายเงินให้กรรมกรไปก่อนแล้วเบิกเงินค่าจ้างจากโจทก์ สำหรับงานที่กรรมกรทำนั้นก่อนจะขนข้าวลงเรือจะต้องมีการผสมข้าวด้วยเครื่องจักร บรรจุใส่กระสอบผ่านสายพาน แล้วคนงานแบกกระสอบข้าวจากปลายสายพานนำไปลงเรือ เครื่องจักรดังกล่าวอยู่ในโกดังของโจทก์ การทำงานของคนงานที่ ส. ให้ ท. จัดหา ทำในสถานที่ทำงานของโจทก์ และเครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานเป็นของโจทก์ การกระทำดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบธุรกิจของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า กรณีมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของจำเลยตามหนังสือที่ รส ๐๗๐๕/๑๖๑๓ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ ๑๐๖๓/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๓๕ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่งก็ดี มอบหมายให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเป็นผู้จัดหาลูกจ้างมาทำงานอันมิใช่การประกอบธุรกิจจัดหางานก็ดี โดยการทำงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการผลิตหรือธุรกิจซึ่งกระทำในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานของผู้ประกอบกิจการ และเครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานนั้นผู้ประกอบกิจการเป็นผู้จัดหา กรณีเช่นว่านี้ผู้ประกอบกิจการย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

ในกรณีที่ผู้รับเหมาค่าแรงตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ยื่นแบบรายการต่อสำนักงานตามมาตรา ๓๔ ในฐานะนายจ้าง ให้ผู้รับเหมาค่าแรงมีหน้าที่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้เช่นเดียวกับนายจ้าง ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในหนี้เงินสมทบ และเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงาน" บทมาตรานี้หมายความว่า ผู้รับเหมาค่าแรงต้องเป็นผู้จัดหาลูกจ้างให้แก่ผู้ประกอบกิจการ หรือผู้รับเหมาค่าแรงนำงานอันเป็นธุรกิจหรือกระบวนการผลิตของผู้ประกอบกิจการมาให้ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงทำ โดยผู้รับเหมาค่าแรงเป็นผู้ควบคุมดูแลการทำงานและจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงซึ่งเข้าไปทำงานในสถานประกอบกิจการหรือสถานที่ทำงานและใช้เครื่องมือที่สำคัญในการทำงานของผู้ประกอบกิจการ จึงจะถือว่าผู้ประกอบกิจการอยู่ในฐานะนายจ้างของลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงและมีหน้าที่ต้องยื่นแบบรายการตามมาตรา ๓๔ และจ่ายเงินสมทบสำหรับลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงต่อสำนักงานประกันสังคม หากผู้รับเหมาค่าแรงได้จ่ายเงินสมทบสำหรับลูกจ้างของตนต่อสำนักงานประกันสังคมแล้ว ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นความรับผิดเท่าจำนวนที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้จ่ายแก่สำนักงานประกันสังคม ฉะนั้น คนงานที่มาทำงานให้แก่ผู้ประกอบกิจการจะต้องเป็นลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรง ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการได้ว่าจ้างโดยวิธีเหมาค่าแรงมอบให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดรับช่วงไปควบคุมดูแลการทำงานและรับผิดชอบจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง และมาตรา ๓๕ วรรคสองที่บัญญัติว่า ? ในกรณีเช่นว่านี้ให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดชอบในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงาน หมายความว่า ผู้รับเหมาค่าแรงต้องเป็นนายจ้างของคนงาน ผู้รับเหมาค่าแรงจึงจะมีหน้าที่จ่ายเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคมตามมาตรา ๓๕ วรรคสอง อันจะทำให้ผู้ประกอบกิจการหลุดพ้นจากความรับผิดในเงินสมทบและเงินเพิ่มเพียงเท่าที่ผู้รับเหมาค่าแรงได้นำส่งสำนักงานประกันสังคม ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อโจทก์จะต้องขนข้าวลงเรือให้แก่ผู้ซื้อจากต่างประเทศ โจทก์จะว่าจ้าง ส. จีนเต็งใหญ่เป็นผู้รับเหมาค่าแรงทำการขนข้าวลงเรือ ส. จะแจ้งให้ ท. จีนเต็งหัวหน้าสายไปจัดหากรรมกรตามจำนวนพอเหมาะกับปริมาณข้าวที่จะขนถ่ายลงเรือมาแบกขน ก่อนขนข้าวลงเรือกรรมกรจะต้องผสมข้าวด้วยเครื่องจักรภายในโกดังของโจทก์ แล้วบรรจุใส่กระสอบผ่านสายพาน และให้กรรมกรรอแบกกระสอบข้าวจากปลายสายพานไปลงเรือ การทำงานดังกล่าวทั้งหมดของกรรมกรอยู่ภายใต้การควบคุมและสั่งการของ ส. ส. จึงมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือกรรมกรทุกคน ประกอบกับ ส. เพียงผู้เดียวเป็นคนจ่ายค่าจ้างให้แก่กรรมกรที่มาแบกขนข้าวแต่ละวัน นิติสัมพันธ์ระหว่าง ส. กับกรรมกรดังกล่าวเข้าลักษณะจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ ส. จึงเป็นนายจ้างของกรรมกรทั้งหมด เมื่อปรากฏว่า ส. ควบคุมกรรมกรให้ทำงานในโกดังอันเป็นสถานประกอบกิจการของโจทก์และใช้เครื่องมือที่สำคัญสำหรับใช้ทำงานที่โจทก์เป็นผู้จัดหา โดยการทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจของโจทก์ ดังนี้ โจทก์ย่อมอยู่ในฐานะนายจ้างของกรรมกรทั้งหมดด้วยตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๓๕ วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ทุกประการ เมื่อขณะเกิดเหตุโจทก์มีลูกจ้างเกิน ๑๐ คน โจทก์จึงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงนายจ้าง (ตามแบบ สปส. ๖ - ๑๕) กรณีเปลี่ยนวันที่มีหน้าที่ชำระเงินสมทบจากวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๔๒ เป็นวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๑ และต้องชำระเงินสมทบตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๔๑ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๒ ตามหนังสือของกองตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคมที่ รส ๐๗๐๕/๑๖๑๓ ลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๓ และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ ที่ ๑๐๖๓/๒๕๔๓ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาเพิกถอนหนังสือของกองตรวจสอบ สำนักงานประกันสังคม และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575 ม. 587
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 5 ม. 33 ม. 34 ม. 35 ม. 46 ม. 47 ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทข้าวเศรษฐี จำกัด
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายสละ เทศรำพรรณ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4191/2546
#49502
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลตั้งผู้ทำแผนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องดำเนินการโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับเพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน ฉะนั้นกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำรับขอชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง ต้องถือเอาวันที่ได้มีการโฆษณาคำสั่งต่อสาธารณชนเป็นสำคัญหากวันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษากับวันโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ตรงกันต้องนับวันโฆษณาในฉบับหลัง

คำสั่งโฆษณาตั้งผู้ทำแผนคดีนี้ต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาฉบับหลังซึ่งได้นำเผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 ไม่ใช่วันที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันหรือวันที่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษาที่ยังไม่ได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจะได้ส่งแบบฟอร์มยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในหนึ่งเดือนให้เจ้าหนี้ทราบเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2545 ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/24 วรรคสอง ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลาย เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวกับกำหนดวันที่เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 13 มิถุนายน 2545 ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเดลต้าโฮลดิ้งส์ จำกัด ลูกหนี้ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านไม่รับคำขออ้างว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน ให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว มาตรา 90/20 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติว่า "ให้ศาลแจ้งคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ... ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบและให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับ..." และมาตรา 90/24 วรรคสอง บัญญัติว่า"เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้นำความในมาตรา 90/20 วรรคสี่... มาใช้บังคับโดยอนุโลม..." จึงเห็นได้ว่าหลังจากศาลตั้งผู้ทำแผนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องดำเนินการโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับเพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน ฉะนั้นกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องถือเอาวันที่ได้มีการโฆษณาคำสั่งต่อสาธารณชนเป็นสำคัญ หากวันโฆษณาในราชกิจจา-นุเบกษากับวันโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ตรงกันต้องนับวันโฆษณาในฉบับหลังสำหรับคดีนี้ปรากฏในคำแถลงคัดค้านของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้โฆษณาประกาศคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐและหนังสือพิมพ์มติชนฉบับลงวันที่ 14มีนาคม 2545 กับได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 2 เมษายน 2545 เล่มที่ 119ตอนที่ 27 ง. รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าได้มีการลงประกาศคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ในกรณีนี้จึงต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษา แต่อย่างไรก็ตามการลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อใดอันจะเป็นการเริ่มต้นนับวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ ความปรากฏต่อมาว่าสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือชี้แจงไปยังเจ้าหนี้ตามหนังสือที่ นร 0204/8660 ความว่า ประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรื่องคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนที่ลงในราชกิจจานุเบกษานั้นได้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วเสร็จและนำออกเผยแพร่ให้กับสมาชิกที่ไปรับหนังสือราชกิจจานุเบกษาที่ส่วนงานราชกิจจานุเบกษาด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของเจ้าหนี้หมายเลข 3 ดังนี้ คำสั่งโฆษณาตั้งผู้ทำแผนต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาฉบับหลัง ซึ่งได้นำเผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกในวันที่ 17พฤษภาคม 2545 ไม่ใช่วันที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันหรือวันที่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษาที่ยังไม่ได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาแม้ผู้คัดค้านจะได้ส่งแบบฟอร์มยื่นคำขอรับชำระหนี้ (ฟ.20) พร้อมประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในหนึ่งเดือนให้เจ้าหนี้ทราบเมื่อวันที่ 20มีนาคม 2545 ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกสารท้ายคำคัดค้านหมายเลข 3ก็ตาม ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 90/24 วรรคสองที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลาย เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวกับกำหนดวันที่เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่งการที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 13 มิถุนายน 2545 ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/20 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ทรัพย์พิมาน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา