คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4791/2546
#112614
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน โดยรับบริการทางการแพทย์ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา 63 ในสถานพยาบาลที่กำหนดตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม หากผู้ประกันตนประสงค์จะได้รับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนด เช่น ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร ค่ายา ค่าแพทย์ที่ผู้ประกันตนระบุเฉพาะ ทางสถานพยาบาลจะเรียกเพิ่มได้เฉพาะในส่วนที่เกินจากสิทธิของประกันสังคมโดยตกลงกับผู้ประกันตนเป็นลายลักษณ์อักษรตามหนังสือของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมที่มีถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลในโครงการประกันสังคม ฉบับลงวันที่ 15 เมษายน 2536

โจทก์เป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการแพทย์กำหนด แต่โจทก์ประสงค์จะรับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนด จึงต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะส่วนที่เกินจากสิทธิของประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคม ดังนั้นข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมที่โจทก์สละสิทธิผู้ป่วยประกันสังคมโดยจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมด ในส่วนที่ตัดสิทธิ์โจทก์ที่พึงได้รับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานของประกันสังคม พ.ศ. 2533 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 คงบังคับได้เฉพาะค่าบริการทางการแพทย์ส่วนที่เกินจากสิทธิตามประกันสังคม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลย ให้จำเลยใช้เงิน ๓๙,๖๒๙ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลางจำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลแรงงานกลางอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ประกันตน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยไม่ใช่เนื่องจากการทำงานตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ โดยกำหนดโรงพยาบาลจำเลยร่วมเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ โจทก์ป่วยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี มีอาการปวดท้องรุนแรงบ่อย ได้เข้าไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยร่วม แพทย์ลงความเห็นว่าต้องทำการผ่าตัดแต่เป็นกรณีไม่ฉุกเฉิน โจทก์ได้เข้าพักที่ห้องพิเศษ ผู้ป่วยทั่วไปโดยก่อนที่โจทก์เข้าพักห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปนั้น โจทก์ทราบระเบียบที่จำเลยร่วมวางไว้ว่า ผู้ที่เข้าพัก ห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปต้องสละสิทธิประกันสังคม และต้องออกค่าใช้จ่ายเองทุกอย่าง เจ้าหน้าที่จำเลยร่วมได้นำ แบบพิมพ์หนังสือยินยอมไม่ขอใช้สิทธิผู้ป่วยประกันสังคมซึ่งยังไม่ได้เติมข้อความให้โจทก์ลงลายมือชื่อเพื่อสละสิทธิประกันสังคม โจทก์ได้กรอกแบบพิมพ์โดยเพิ่มข้อความต่อจากข้อความเดิมที่ว่า ขอรับรองว่าจะไม่เรียกร้องใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเพิ่มเติมว่า "ยกเว้นสิทธิพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย" แล้วได้ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์ให้แก่เจ้าหน้าที่จำเลยร่วม ทางจำเลยร่วมจึงได้ทำการผ่าตัดรักษาความป่วยเจ็บของโจทก์ โจทก์ได้นอนพักรักษาที่ห้องพิเศษผู้ป่วยทั่วไปทั้งหมดรวม ๖ วัน ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่จำเลยร่วม ๓๙,๖๒๙ บาท ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องขอรับเงินประโยชน์ทดแทนจากจำเลยที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ ๔ จำเลยมีหนังสือที่ รส ๐๗๐๙/๐๐๑๙ ลงวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๒ ปฏิเสธ การจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของจำเลยลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๔๒ คณะกรรมการอุทธรณ์ของจำเลยมีคำวินิจฉัยที่ ๑๑๖๑/๒๕๔๔ โดยมีมติยกอุทธรณ์ของโจทก์

พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๕๘ บัญญัติว่า "การรับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่เป็นบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนหรือคู่สมรสของผู้ประกันตนจะต้องรับบริการทางการแพทย์จาก สถานพยาบาลตามมาตรา ๕๙" มาตรา ๖๒ บัญญัติว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงานต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตน ได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน" และมาตรา ๖๓ บัญญัติว่า "ประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ได้แก่ (๑) ค่าตรวจวินิจฉัยโรค (๒) คำบำบัดทางการแพทย์ (๓) ค่ากินอยู่และรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล (๔) ค่ายาและค่าเวชภัณฑ์ (๕) ค่ารถพยาบาลหรือค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย (๖) ค่าบริการอื่น ที่จำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ" หมายความว่า ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจาก การทำงาน โดยรับบริการทางการแพทย์ประเภทต่าง ๆ ตามมาตรา ๖๓ ในสถานพยาบาลที่กำหนดตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม หากผู้ประกันตนประสงค์จะได้รับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนด เช่น ค่าห้องพิเศษ ค่าอาหาร ค่ายา ค่าแพทย์ ที่ผู้ประกันตนระบุเฉพาะ ทางสถานพยาบาลจะเรียกเพิ่มได้เฉพาะในส่วนที่เกินจากสิทธิของประกันสังคมโดยตกลงกับผู้ประกันตนเป็นลายลักษณ์อักษรตามหนังสือของเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมถึงผู้อำนวยการโรงพยาบาลในโครงการประกันสังคม ฉบับลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๓๖ เมื่อโจทก์เป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับบริการทางการแพทย์ตามมาตรฐานที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประกันสังคม แต่โจทก์ประสงค์จะได้รับบริการพิเศษกว่ามาตรฐานบริการทางการแพทย์ที่กำหนด จึงต้องจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะส่วนที่เกินจากสิทธิของประโยชน์ทดแทนของสำนักงานประกันสังคม ดังนั้น ข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมว่าโจทก์สละสิทธิผู้ป่วยประกันสังคมโดยโจทก์จะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลเองทั้งหมดนั้น ในส่วนที่ให้ตัดสิทธิที่โจทก์พึงได้รับบริการ ทางการแพทย์ตามมาตรฐานของประกันสังคม ซึ่งเป็นสิทธิที่จะได้รับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนนั้นตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ คงบังคับได้เฉพาะค่าบริการทางการแพทย์ส่วนที่เกินจากสิทธิตามประกันสังคม แต่ศาลแรงงานกลางยังมิได้ ฟังข้อเท็จจริงว่า ค่าบริการทางการแพทย์อันเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีลูกจ้างเจ็บป่วยอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน ที่ไม่มีสิทธิได้รับตามมาตรฐานของประกันสังคมนั้นมีประเภทใดบ้าง เป็นค่าใช้จ่ายจำนวนเท่าใด และค่าบริการ ทางการแพทย์ส่วนที่เกินสิทธิประกันสังคมมีประเภทใดบ้าง เป็นค่าใช้จ่ายเท่าใด ศาลฎีกาจึงไม่อาจวินิจฉัยได้ว่า จำเลยร่วม มีสิทธิเรียกค่าบริการทางการแพทย์จากโจทก์ได้เพียงใด จึงเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวให้สิ้นกระแสความ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางพิจารณารับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ให้สิ้นกระแสความ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 58 ม. 62 ม. 63
ป.พ.พ. ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายนเรนทร์ อุนานุภาพ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
จำเลยร่วม — โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4790/2546
#112775
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ย้ายที่นั่งทำงานของโจทก์ซึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน โดยไม่ปรากฏว่าทำให้เกิดอุปสรรคหรือข้อขัดข้องในการทำงานของโจทก์จนไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยผู้เป็นนายจ้างที่จะสั่งได้ จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามจึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้าง จำเลยย่อมมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ย้ายที่นั่งทำงานกับเพื่อนร่วมงานภายในห้องเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว แต่โจทก์ฝ่าฝืนไม่ยอมย้ายที่นั่งทำงานจนจำเลยต้องออกคำตักเตือนเป็นหนังสือถึง 3 ครั้ง โจทก์ก็ยังเพิกเฉย การกระทำของโจทก์เข้าลักษณะเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนแล้ว เมื่อเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนที่ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และมิใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงาน ฯ มาตรา 49 จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๑,๐๘๓ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๙๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของยอดเงินทั้งสองจำนวน และชำระค่าชดเชย ๗๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย ๗๖,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ๑๑,๐๘๓ บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๖๕,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของยอดเงินทั้งสองจำนวนนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานพิจารณาแล้ว ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๓๗ จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างทำหน้าที่ช่างฝังเพชรพลอย ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ ๙,๕๐๐ บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๔ จำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์ย้ายที่นั่งแต่โจทก์ไม่ยอมย้าย จำเลยจึงได้ออกหนังสือเตือนโจทก์ แต่โจทก์ก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ต่อมาวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔ จำเลยได้มีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยให้มีผลในวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๔๔ และอ้างเหตุผลว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง ข้อ ๑๒.๑.๔ คือจงใจฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม โดยจำเลยได้สั่งให้โจทก์ย้ายที่นั่งทำงานกับเพื่อนร่วมงานซึ่งจำเลยได้ออกหนังสือเตือนโจทก์ ๓ ครั้งแล้ว แต่โจทก์เพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และจำเลยได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือแล้วหรือไม่ เห็นว่า ในการจ้างแรงงานนั้น นายจ้างมีสิทธิมอบหมายงานให้ลูกจ้างทำให้เหมาะสมกับลักษณะหรือสภาพของงาน รวมทั้งกำหนดวันเวลาทำงานและสถานที่ทำงานตามที่นายจ้างเห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการทำงาน คดีนี้ลักษณะและสภาพของงานที่จำเลยมอบหมายให้โจทก์ทำนั้นเป็นงานฝังเพชรพลอยซึ่งต้องใช้สมาธิ หากพูดคุยกันหรือส่งเสียงดังจะทำให้งานล่าช้าหรือผลงานไม่ได้คุณภาพ แม้ศาลแรงงานกลางจะฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์ไม่ได้พูดคุยเสียงดังจนรบกวนการทำงานของพนักงานอื่นก็ตาม แต่จำเลยก็มีสิทธิกำหนดที่ทำงานของลูกจ้างเพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ การที่จำเลยมีคำสั่งย้ายที่นั่งทำงานของโจทก์ซึ่งอยู่ในห้องเดียวกัน โดยไม่ปรากฏว่าทำให้เกิดอุปสรรคหรือข้อขัดข้องในการทำงานของโจทก์จนไม่สามารถทำงานต่อไปได้นั้น ย่อมเป็นสิทธิของจำเลยผู้เป็นนายจ้างที่จะสั่งได้ จึงเป็นคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม เมื่อโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวจึงเป็นการจงใจขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ แต่การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมิใช่กรณีร้ายแรง จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ฝ่าฝืนคำสั่งและจำเลยได้มีหนังสือตักเตือนแล้วถึง ๓ ครั้ง แต่โจทก์ก็ไม่ปฏิบัติตามนั้น เป็นการที่โจทก์ได้กระทำผิดซ้ำคำเตือนตามกฎหมายซึ่งจำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยได้สั่งให้โจทก์ย้ายที่นั่งทำงานกับเพื่อนร่วมงานภายในห้องเดียวกัน ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเพราะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม แต่โจทก์ฝ่าฝืนไม่ยอมย้ายที่นั่งทำงาน จนจำเลยต้องออกคำตักเตือนเป็นหนังสือถึง ๓ ครั้ง โจทก์ก็ยังเพิกเฉย การกระทำของโจทก์จึงเข้าลักษณะเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนแล้ว และเมื่อเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนที่ไม่เกิน ๑ ปี นับแต่วันที่โจทก์ได้กระทำผิด จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 118 ม. 119 (4)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธีรกฤษณ์ ราษฎร์นอก
จำเลย — บริษัทโมอาว็าด บางกอก แรร์ จูเว็ลส์ มานูแฟคเจอเรอส์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นางสาวชุติมา กิจทวีปวัฒนา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4788/2546
#267450
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ประกันตนถูกนายจ้างเลิกจ้าง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2543 ซึ่งผู้ประกันตนจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ต่อไปอีก 6 เดือน คือถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 อนุมัติให้เป็นผู้ประกันตนต่อไปตามมาตรา 39 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 และให้ส่งเงินสมทบภายในวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2544 โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบแต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยปฏิเสธที่จะรับชำระเงินสมทบ ครั้นวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายดังนี้ สำนักงานประกันสังคมจะปฏิเสธจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีตายโดยอ้างว่าผู้ประกันตนถึงแก่ความตายหลังจากสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเกิน 6 เดือน โดยผู้ประกันตนไม่ได้ส่งเงินสมทบหนึ่งเดือนภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตายไม่ได้ เพราะโจทก์ได้แสดงความจำนงขอชำระเงินสมทบงวดแรกตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 แล้ว เป็นความผิดของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมเองที่ไม่ยอมรับ สำนักงานประกันสังคมจึงต้องจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 587/2544 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 และพิพากษาให้โจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายเป็นเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์ตามมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 พร้อมด้วยดอกเบี้ยตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ฉบับลงวันที่ 24 พฤษภาคม 2544 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 587/2544 ลงวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 และให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 ให้แก่โจทก์ โดยให้หักเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมงวดเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ออกจากเงินที่ต้องจ่ายแก่โจทก์ด้วย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า นางสาวสุนันท์เคยเป็นลูกจ้างของบริษัท โพลาริส ชิปปิ้ง แอนด์ ทรานสปอร์ต จำกัด และเป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาตลอด เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2543 ผู้ประกันตนถูกรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนได้รับบาดเจ็บและได้รับการรักษาพยาบาลเรื่อยมา ต่อมานายจ้างเลิกจ้างผู้ประกันตนโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 วันที่ 27 ธันวาคม 2543 ผู้ประกันตนมอบอำนาจให้โจทก์สมัครเป็นผู้ประกันตนต่อไปตามมาตรา 39 สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 อนุมัติเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2544 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 และให้ส่งเงินสมทบภายในวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2544 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 โจทก์ในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกันตนแสดงความจำนงขอส่งเงินสมทบ แต่เจ้าหน้าที่ของจำเลยปฏิเสธไม่รับโดยจะให้ชำระได้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2544 ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ปฏิเสธการจ่ายประโยชน์ทดแทน อ้างว่าผู้ประกันตนถึงแก่ความตายภายหลังจากสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเกินระยะเวลา 6 เดือน ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 38 โจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ผู้ประกันตนมิได้ส่งเงินสมทบหนึ่งเดือนภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบหนึ่งเดือนภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย อันจะพึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 73 หรือไม่ กรณีความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงเนื่องจากผู้ประกันตนสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้างนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 38 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ประกันตนที่ได้ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิตามบทบัญญัติในลักษณะ 3 แล้วมีสิทธิตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้ประกันตนต่อไปโดยอัตโนมัติอีก 6 เดือนนับแต่วันที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง และเมื่อครบกำหนด 6 เดือนนี้แล้ว ถ้าผู้ประกันตนประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป มาตรา 39 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ผู้ประกันตนต้องแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เมื่อได้แสดงความจำนงถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติข้างต้นแล้วก็จะเป็นผู้ประกันตนต่อไปทันทีอย่างไม่ขาดตอน โดยผู้ประกันตนมีหน้าที่ตามมาตรา 39 วรรคสาม ที่จะต้องนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละครั้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปด้วย ส่วนสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายของผู้ประกันตนดังกล่าวจะเกิดขึ้นต่อเมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขในบทบัญญัติมาตรา 73 แล้ว กล่าวคือ ภายในระยะเวลา 6 เดือนก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 เดือน คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่านางสาวสุนันท์ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบครบตามเงื่อนเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิตามกฎหมายดังกล่าวแล้ว ก็ย่อมมีสิทธิตามกฎหมายในฐานะเป็นผู้ประกันตนต่อไปอีก 6 เดือนนับแต่วันสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง (วันที่ 1 สิงหาคม 2543) โดยอัตโนมัติ นั่นคือ จะมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนต่อไปจนถึงวันที่ 31 มกราคม 2544 และเมื่อครบกำหนดนี้แล้ว นางสาวสุนันท์ผู้ประกันตนซึ่งประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไปก็ได้ปฏิบัติตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง โดยยื่นแสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2543 ภายในกำหนด 6 เดือนนับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 อันเป็นวันที่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน และได้รับอนุมัติจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ให้มีผลเป็นผู้ประกันตนต่อไปได้นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 นางสาวสุนันท์จึงเป็นผู้ประกันตนต่อไปทันทีนับแต่บัดนั้น ส่วนการที่มาตรา 39 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า ให้ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่ง นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเดือนละครั้งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า ให้ผู้ประกันตนนำส่งเงินสมทบเดือนละครั้ง โดยให้นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งจะเป็นวันที่เท่าใดก็ได้แต่ต้องภายในวันที่ 15 มิได้กำหนดว่าจะต้องเริ่มนำส่งตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนถัดไปแต่อย่างใด ฉะนั้นการที่นางสาวสุนันท์ผู้ประกันตนซึ่งได้รับอนุมัติให้เป็นผู้ประกันตนต่อไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2544 ขอชำระเงินสมทบงวดแรกในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2544 จึงมีสิทธิกระทำได้ แม้ตามประกาศของผู้อำนวยการสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 จะระบุไว้ในข้อ 1 ว่า ให้ชำระเงินสมทบภายในวันที่ 1 ถึง 15 มีนาคม 2544 ก็ไม่ตัดสิทธิของผู้ประกันตนที่จะขอชำระเงินสมทบประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ภายในเดือนนั้นได้ การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับเงินสมทบจากผู้ประกันตนย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่องของฝ่ายจำเลยเอง และกรณีต้องถือว่านางสาวสุนันท์ผู้ประกันตนได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของมาตรา 73 ย่อมเกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายแล้ว โจทก์ในฐานะมารดานางสาวสุนันท์ผู้ประกันตนซึ่งเป็นบุคคลที่มาตรา 73 ดังกล่าวกำหนดไว้ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายชอบที่จะได้รับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์จากกองทุนประกันสังคมตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ม. 38 วรรคสอง ม. 39 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางลมูล เนตรอารี
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายกิตติพงษ์ ศิริโรจน์
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2546
#50722
เปิดฉบับเต็ม

ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลคุ้มครองที่และจากแหลมฉบัง ประเทศไทยถึงโฮจิมินห์ในประเทศเวียดนามคำว่าที่และจากแหลมฉบังย่อมเป็นการคุ้มครองภัยที่เกิดที่ท่าเรือแหลมฉบังด้วยไม่ใช่เฉพาะนับจากเรือออกจากท่าเรือแหลมฉบัง ดังนั้นกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลที่มีผลคุ้มครองสินค้าตั้งแต่เวลาที่สินค้าอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังขณะรอบรรทุกลงเรือจึงคุ้มครองสินค้าขณะอยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบังก่อนขนสินค้าลงเรือด้วย เมื่อสินค้าได้สูญหายไปขณะที่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 โจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้าซึ่งได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเพื่อสินค้าที่สูญหายให้แก่ผู้รับตราส่งไปแล้วตามความผูกพันในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 ที่รับฝากสินค้าไว้และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนภัยของจำเลยที่ 4 ผู้รับฝากสินค้าไว้ได้

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับฝากตู้สินค้าไว้แล้วสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างที่จำเลยที่ 5 รับฝากเป็นการฟ้องเรียกให้ใช้ราคาทรัพย์ ไม่ใช่เรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อผู้ขนส่งส่งมอบและผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ผู้รับตราส่งรู้ว่าสินค้าหายไป จากวันดังกล่าวนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ยังไม่ครบ 10 ปี ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 จึงไม่ขาดอายุความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นบริษัทร่วมทุน จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ประเทศเดนมาร์ค แต่จดทะเบียนรวมกันเป็นผู้ค้าหรือผู้ขนส่งรายเดียวกัน มีสำนักงานสาขาและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ใช้ชื่อทางการค้าอีกอย่างหนึ่งว่า เมอส์ก สาขากรุงเทพหรือสายการเดินเรือเมอส์ก หรือ เมอส์กไลน์ ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลโดยมีบำเหน็จเป็นทางค้าปกติ มีจำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 เป็นบริษัทในเครือ โดยมีจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจำเลยเหล่านี้ หรือมิฉะนั้นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทจำเลยเหล่านี้ขึ้นเพื่อเป็นนายคลังสินค้ารับฝากสินค้าของตนเองจำเลยที่ 1 ที่ 2 เป็นเจ้าของเรือและเป็นเจ้าของตู้สินค้าหรือตู้คอนเทนเนอร์และดวงตราผนึกตู้สินค้าในคดีนี้ จำเลยที่ 3 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย เป็นบริษัทในเครือของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ประกอบกิจการรับขนส่งสินค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศเพื่อบำเหน็จทางค้าปกติ และเป็นผู้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งสินค้า แต่อ้างว่าออกใบตราส่งแทนจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นตัวการมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศจำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดจากการขนส่งทางทะเลโดยลำพังตนเอง จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนก่อตั้งที่ประเทศเวียดนาม ประกอบกิจการรับขนส่งระหว่างประเทศเพื่อบำเหน็จทางค้าปกติ ไม่มีสาขาในประเทศไทย จำเลยที่ 5 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการรับขนของ ขนถ่ายสินค้าเป็นนายคลังสินค้าส่วนจำเลยที่ 6 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายไทย ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยทุกประเภท และเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนความเสี่ยงภัยของจำเลยที่ 5 เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2541 โจทก์รับประกันภัยสินค้าส่วนประกอบของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ซูซูกิ รุ่น เอฟดี 110 ซีดี ล็อตที่ 64-68 จำนวน 600 หน่วย (600 ชุด)แยกบรรจุในลัง 210 ลัง ให้ไว้แก่บริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ซึ่งสินค้านี้จะถูกขนส่งทางทะเลจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย ไปส่งมอบแก่บริษัทเวียดนามซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ยังเมืองท่าโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม โดยเรืออินทีกรา ซึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 หรือจำเลยเหล่านี้นำมาร่วมขนส่งหาประโยชน์ร่วมกัน ในวงเงินประกันภัย 523,710 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 19,900,980 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 38 บาท) โดยโจทก์สัญญาว่า หากสินค้าเสียหาย สูญหายหรือประสบวินาศภัยอย่างใดอย่างหนึ่งในระหว่างการขนส่ง โจทก์จะชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยตามความเสียหายที่ได้รับแต่ไม่เกินวงเงินประกันภัยบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้เอาประกันภัยได้ว่าจ้างจำเลยที่ 3 ขนส่ง โดยจำเลยที่ 2 นำเรือของจำเลยที่ 1 ที่ 2 มาขนส่งแล้วผู้เอาประกันภัยนำสินค้า 210 ลัง น้ำหนัก 42,386กิโลกรัม ไปบรรจุตู้สินค้าขนาด 40 ฟุต ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 จำนวน 5 ตู้ และปิดตราผนึกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ประตูตู้ แล้วขนส่งตู้สินค้าไปฝากจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นนายคลังสินค้า จำเลยที่ 5 นำไปวางที่ลานวางตู้ของตนระหว่างวันที่ 3 ถึง 6 ธันวาคม 2541 เพียงรอจำเลยที่ 3 นำตู้บรรทุกลงเรือ ต่อมาวันที่ 6 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ตรวจสอบตู้สินค้าและตราผนึกของตนเห็นว่าเรียบร้อย จึงร่วมกับจำเลยที่ 5 นำตู้สินค้าบรรทุกเรืออินทีกรา แล้วจำเลยที่ 3 เรียกเก็บค่าระวางขนส่งจากผู้เอาประกันภัย และออกใบตราส่งชนิดบรรทุกแล้วและรวมการขนส่งหลายทอดให้แก่ผู้ส่งของหรือผู้เอาประกันภัยจากนั้นเรืออินทีกราได้ออกเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบังในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 เมื่อผู้รับตราส่งชำระสินค้าให้ผู้ส่งของโดยวิธีผ่านธนาคาร ผู้ส่งของก็โอนเอกสารทางการค้า คือกรมธรรม์ประกันภัยใบกำกับสินค้า ใบรายการบรรจุหีบห่อ ไปให้ผู้รับตราส่งผ่านทางธนาคารผู้รับตราส่งจึงรับโอนสิทธิในสินค้าและในสัญญาประกันภัยเรืออินทีกราเดินทางถึงท่าเรือโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2541 จำเลยที่ 3 ได้ขนถ่ายตู้สินค้าจากเรือลงสู่ท่า แล้วนำไปวางที่ลานพักตู้ของจำเลยที่ 3 จากนั้นในวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ผู้รับตราส่งมาออกของจากท่าเรือและเจ้าหน้าที่ศุลกากรแห่งเวียดนามแล้วลากตู้สินค้าทั้งหมดไปยังโรงงานของผู้รับตราส่ง ก่อนเปิดตู้ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ศุลกากร ตัวแทนของผู้รับตราส่ง และตัวแทนของจำเลยที่ 3 พบว่ามีการทุจริตเปลี่ยนตราผนึกจากตราเดิมที่ระบุไว้ในใบตราส่งและเมื่อเปิดตู้สินค้าเลขที่ เอ็มเออียู 7000144ปรากฏว่าสินค้าสูญหาย โดยถูกลักขโมยไป 20 ลัง จากทั้งหมด 210 ลัง คิดเป็นค่าเสียหาย75,623.18 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,873,680.84 บาท ซึ่งความเสียหายของสินค้านี้เกิดในขณะสินค้าอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยทั้งหกซึ่งเป็นผู้ขนส่งและจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นนายคลังสินค้าโดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 นำเรือและตู้สินค้ามาขนส่งโดยไม่จัดการดูแลความปลอดภัยทั้งขณะก่อนและหลังการนำสินค้าบรรทุกลงเรือ ทั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ไม่ได้ระมัดระวังและปฏิบัติการให้เหมาะสมในการบรรทุกของลงเรือ การยกขน เคลื่อนย้ายและดูแลรักษาสินค้า เป็นเหตุให้มีการทุจริตเปลี่ยนตราผนึกตู้สินค้าและลักสินค้าไป จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินค้า หรือคืนสินค้าที่สูญหายหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแก่ผู้เอาประกันภัยและจำเลยที่ 5 ในฐานะนายคลังสินค้าผู้รับฝากสินค้าโดยเรียกเก็บค่าฝากจากผู้ส่งของไม่ใช้ฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการของตนจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 รับผิดต่อผู้รับตราส่งส่วนจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนของจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดกับจำเลยที่ 5 ต่อผู้รับตราส่ง ผู้รับตราส่งได้เรียกร้องมายังผู้ส่งของและจำเลยทั้งหก แต่จำเลยทั้งหกปฏิเสธ ผู้รับตราส่งจึงเรียกร้องมายังโจทก์ โจทก์เห็นว่าสินค้าสูญหายระหว่างการขนส่งโดยเฉพาะเกิดจากเจตนาทุจริตกระทำผิดอาญา ซึ่งอยู่ในเงื่อนไขของการประกันภัย จึงชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้รับตราส่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 เป็นเงิน 75,623.18 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 2,873,680.84 บาท ผู้รับตราส่งได้ออกใบรับช่วงสิทธิให้โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามให้จำเลยทั้งหกชดใช้ค่าเสียหายนั้นแล้ว แต่เพิกเฉย จำเลยทั้งหกจึงผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 2,873,680.84 บาท นับจากวันผิดนัดวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 23 วัน เป็นเงินดอกเบี้ย 13,581.13 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 2,887,261.97 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 2,887,261.97 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ในเงินต้น 2,873,680.84 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การว่า ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 3 และจำเลยอื่นขนส่งสินค้าคดีนี้และไม่ได้นำสินค้าไปเก็บไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ใบตราส่งที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นแบบฟอร์มของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ก็ระบุชัดเจนว่าเป็นของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ออกให้แก่ผู้ส่งของโดยอ้างว่าออกแทนจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ใช่เป็นผู้ออกใบตราส่ง เรืออินทีกราไม่ได้เป็นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และไม่ได้เป็นผู้จัดหาเรือนี้มาขนส่งจำเลยที่ 1 ที่ 2 จึงไม่เป็นผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น นอกจากนี้การขนส่งสินค้าคดีนี้เป็นการขนส่งในระบบ ซีวาย/ซีวาย (CY/CY) ซึ่งผู้ขนส่งหรือผู้ขนส่งอื่น รวมทั้งจำเลยที่ 1 ที่ 2 ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบรรจุสินค้าเข้าตู้ และนำออกจากตู้ มิได้เป็นผู้ผนึกตราตู้ หากมีการเปลี่ยนตราผนึกตู้ก็ไม่ได้เกิดจากการกระทำหรืองดเว้นกระทำของจำเลยที่ 1ที่ 2 โดยเจตนาให้สินค้าสูญหาย ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือให้เรือเดินทะเลที่เข้าและออกประเทศ โดยทำหน้าที่ติดต่อหน่วยราชการต่าง ๆ แทนเจ้าของเรือ ได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าบำเหน็จตัวแทนเท่านั้น ซึ่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเลพ.ศ. 2534 มาตรา 3 ไม่ให้ถือว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้ขนส่งอื่น จำเลยที่ 3 เป็นเพียงตัวแทนเรือให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งสินค้าคดีนี้ โดยนำเรืออินทีกราซึ่งไม่ใช่เรือของจำเลยที่ 1 ที่ 2 เข้ามารับขนสินค้าให้ผู้ส่งของ และรับค่าจ้างจากผู้ส่งของผ่านทางจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อในใบตราส่งในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ขนส่งหรือผู้เช่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่ได้ร่วมบรรจุสินค้าเข้าตู้ แต่ผู้ส่งของเป็นผู้คัดเลือกและรับมอบตู้สินค้าที่จำเลยที่ 4 จัดไว้ให้พร้อมตราผนึกตู้ไปบรรจุสินค้าเข้าตู้ที่โรงงานของตน แล้วลากตู้มายังท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 5 ซึ่งจำเลยที่ 5 จะเป็นผู้ควบคุมดูแลตู้สินค้าจนกว่าจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งตามสัญญารับขนของทางทะเลจะขนไปจากท่าเรือของจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 3 ที่ 4 ไม่ใช่ผู้นำสินค้าบรรทุกลงเรืออินทีกรา นอกจากนี้ เมื่อเรืออินทีกราเดินทางถึงท่าเรือโฮจิมินห์ประเทศเวียดนาม จำเลยที่ 3 ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขนถ่ายตู้สินค้าจากเรือลงสู่ท่าเรือ โดยจำเลยที่ 4 ตัวแทนของผู้รับตราส่งและเจ้าหน้าที่ท่าเรือได้ร่วมกันดูแลการขนถ่าย แล้วผู้รับตราส่งลากตู้สินค้าไปเปิดที่โรงงานของตน ซึ่งหากมีการทุจริตเปลี่ยนตราผนึกตู้ ก็อาจเกิดในระหว่างขนย้ายตู้สินค้าได้ จำเลยที่ 3 ที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดในความสูญหายของสินค้า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 5 ไม่ได้ประกอบกิจการรับขนของ ไม่ได้ประกอบกิจการขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 และไม่ได้ประกอบกิจการรับขนถ่ายสินค้าคดีนี้ หากแต่เป็นเพียงผู้รับฝากสินค้าจากผู้ขนส่งจากต่างประเทศเพื่อส่งมอบให้ผู้รับสินค้าหรือรับฝากสินค้าจากบุคคลอื่นเพื่อรอบรรทุกลงเรือขนส่งไปต่างประเทศ เกี่ยวกับสินค้าคดีนี้ จากคำฟ้องแสดงว่าจำเลยที่ 5 ได้ส่งมอบตู้สินค้าและผนึกตราผนึกในสภาพเรียบร้อยให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งแล้ว สินค้าสูญหายไปหลังจากส่งมอบดังกล่าว จำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 6 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนความเสี่ยงภัยของจำเลยที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดด้วย อย่างไรก็ตามหากศาลฟังว่าสินค้าสูญหายระหว่างการดูแลรักษาของจำเลยที่ 5 ฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ก็ขาดอายุความเพราะฟ้องเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 เกิน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาฝากทรัพย์ในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่สินค้าถูกขนขึ้นเรือทั้งโจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 เพราะตามกรมธรรม์ประกันภัยของโจทก์เริ่มคุ้มครองตั้งแต่การเริ่มขนส่งโดยเรืออินทีกราจากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือโฮจิมินห์และสิ้นสุดความคุ้มครองที่ปลายทาง หากสินค้าสูญหายระหว่างการดูแลรักษาของจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นคลังสินค้า กรมธรรม์ของโจทก์ก็ยังไม่เริ่มคุ้มครอง และแสดงว่าสินค้ายังไม่ถึงตำบลที่กำหนดให้ผู้รับตราส่งยังไม่ได้เรียกให้ส่งมอบสินค้า สิทธิทั้งหลายของผู้ส่งของอันเกิดแต่สัญญารับขนจึงยังไม่โอนไปยังผู้รับตราส่ง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 2,873,680.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ต้องไม่เกิน 13,581.13 บาท ตามที่โจทก์ขอ) และให้จำเลยที่ 5 ที่ 6 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้20,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 1 ที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ที่ 4 ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว เนื่องจากคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งทางทะเลสินค้าส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ 600 หน่วย ของบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัดโดยรวมบรรจุได้ 210 ลัง แล้วนำเข้าบรรจุในตู้สินค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เพื่อส่งไปให้บริษัทเวียดนาม ซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ที่ประเทศเวียดนาม ทั้งนี้มีจำเลยที่ 4 เป็นผู้รับขนส่งด้วยการใช้เรือเดินทะเลชื่ออินทีกราของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือโฮจิมินห์ประเทศเวียดนาม ซึ่งในการขนส่งสินค้าลงบรรทุกเรือเดินทะเลอินทีกราดังกล่าวนั้น บริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ได้ขนสินค้าจากโรงงานของบริษัทไทยซูซูกิมอเตอร์ จำกัด ที่จังหวัดปทุมธานีมาเก็บไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ก่อน และในการรับฝากสินค้าของจำเลยที่ 5 มีจำเลยที่ 6 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ต่อมาเมื่อเรือเดินทะเลอินทีกราเดินทางไปถึงท่าเรือโฮจิมินห์และนำตู้สินค้ามาเปิดตรวจนับสินค้าแล้วพบว่าสินค้าสูญหายไปรวม 20 ลัง โดยปรากฏว่าสินค้าสูญหายจากตู้สินค้าตั้งแต่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ที่แหลมฉบัง โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเวียดนาม ซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ผู้รับตราส่งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 เป็นเงิน 2,873,680.88 บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์สรุปประการแรกว่า จำเลยที่ 5 เป็นนายคลังสินค้ารับฝากสินค้าไว้ก่อนที่จะนำลงบรรทุกในเรือเดินทะเลอินทีกราที่แหลมฉบังเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม แม้โจทก์จะเป็นผู้รับประกันภัยทางทะเลสินค้าจากบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ก็ตาม แต่กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเอกสารหมายจ.7 ก็ไม่คุ้มครองถึงสินค้าขณะที่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ถึงโจทก์จะได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทเวียดนาม ซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ผู้รับตราส่งโจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ 5 และที่ 6 ได้นั้น เห็นว่าตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเอกสารหมาย จ.7 มีข้อความว่า "VOYAGE: At and form LAEM CHABANG,THAILAND TO HOCHI MINH" แปลว่าคุ้มครองที่และจากแหลมฉบัง ประเทศไทยถึงโฮจิมินห์ ในประเทศเวียดนาม คำว่า ที่และจากแหลมฉบังย่อมเป็นการชัดแจ้งอยู่แล้วว่าคุ้มครองภัยที่เกิดที่ท่าเรือแหลมฉบังด้วย ไม่ใช่เฉพาะนับจากเรือออกจากท่าเรือแหลมฉบังข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของนางสุนี เงาสุวรรณกิจ และนายประสิทธิ์ โศภิษฐ์สิริกุล พยานโจทก์ต้องกันว่า ได้มีการนำตู้สินค้าเข้าไปเก็บในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2541 เวลา 9.52 นาฬิกา เพื่อรอยกตู้สินค้าบรรทุกเรือเดินทะเล ต่อมาจึงได้ยกตู้สินค้าลงบรรทุกเรือเดินทะเลอินทีกราในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 เวลา 6.41 นาฬิกา ดังนั้นตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเอกสารหมาย จ.7 ที่มีผลคุ้มครองสินค้าตั้งแต่เวลาที่สินค้าอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังขณะรอบรรทุกลงเรือจึงคุ้มครองสินค้าขณะอยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ก่อนขนสินค้าลงเรือด้วย เมื่อข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าสินค้าได้สูญหายไปขณะที่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 โจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้าตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเพื่อสินค้าที่สูญหายให้แก่ผู้รับตราส่งไปแล้วตามความผูกพันในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลดังกล่าวจึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 ที่รับฝากสินค้าไว้และจำเลยที่ 6ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนภัยของจำเลยที่ 4 ผู้รับฝากสินค้าไว้ได้โดยชอบ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทเวียดนาม ซูซูกิ คอร์ปอเรชั่น ผู้รับตราส่งจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น.....

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 ขาดอายุความ เพราะเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 อันมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา แต่โจทก์ฟ้องเกินกว่า 6 เดือน ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 จึงขาดอายุความ จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 6 จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับฝากตู้สินค้าไว้แล้วสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างที่จำเลยที่ 5 รับฝากเป็นการฟ้องเรียกให้ใช้ราคาทรัพย์ ไม่ใช่เรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าผู้ขนส่งส่งมอบและผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2541 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ผู้รับตราส่งรู้ว่าสินค้าหายไปจากวันดังกล่าวนับถึงวันฟ้องคือวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ยังไม่ครบ 10 ปี ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ 5 จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 5 และที่ 6 ต้องรับผิดต่อโจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ก็ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 ใช้ค่าทนายความชั้นนี้แทนโจทก์จำนวน 20,000 บาท
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 671 ม. 877 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ประกันภัยศรีเมือง จำกัด
จำเลย — บริษัท ดัมป์สกิบส เซลสกาเบ็ทอาฟ 1912 อักทีเซลสกาบ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4712/2546
#110986
เปิดฉบับเต็ม

ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีข้อความว่า "VOYAGE : At and from LAEM CHABANG , THAILAND TO HOCHI MINH" แปลว่าคุ้มครองที่และจากแหลมฉบัง ประเทศไทย ถึง โฮจิมินห์ ในประเทศเวียดนาม คำว่า ที่และจากแหลมฉบังย่อมเป็นการชัดแจ้งอยู่แล้วว่าคุ้มครองภัยที่เกิดที่ท่าเรือแหลมฉบังด้วย ไม่ใช่เฉพาะนับจากเรือออกจากท่าเรือแหลมฉบัง

สินค้าที่โจทก์รับประกันภัยไว้สูญหายไปขณะเก็บอยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ 5 ที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โจทก์ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเพื่อสินค้าที่สูญหายตามความผูกพันในกรมธรรม์ประกันภัยไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ 5 ได้

โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับฝากตู้สินค้าไว้แล้วสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างที่จำเลยที่ 5 รับฝาก เป็นการฟ้องให้ใช้ราคาทรัพย์ ไม่ใช่เรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 กรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน ๒,๘๘๗,๒๖๑.๙๗ บาท และดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในเงินต้น ๒,๘๗๓,๖๘๐.๘๔ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๕ และจำเลยที่ ๖ ร่วมกันชำระเงิน ๒,๘๗๓,๖๘๐.๘๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ (แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ ต้องไม่เกิน ๑๓,๕๘๑.๑๓ บาท ตามที่โจทก์ขอ) และให้จำเลยที่ ๕ ที่ ๖ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๒๐,๐๐๐ บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๓ และจำเลยที่ ๔ แต่ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว เนื่องจากคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๔ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งทางทะเลสินค้าส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ซูซูกิ ๖๐๐ หน่วย ของบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด โดยรวมบรรจุได้ ๒๑๐ ลัง แล้วนำเข้าบรรจุในตู้สินค้าของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เพื่อส่งไปให้บริษัทเวียดนาม ซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ที่ประเทศเวียดนาม ทั้งนี้มีจำเลยที่ ๔ เป็นผู้รับขนส่งด้วยการใช้เรือเดินทะเลชื่ออินทีกราของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ จากท่าเรือแหลมฉบังไปยังท่าเรือโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ซึ่งในการขนส่งสินค้าลงบรรทุกเรือเดินทะเลอินทีกราดังกล่าวนั้น บริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ได้ขนสินค้าจากโรงงานของบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ที่จังหวัดปทุมธานีมาเก็บไว้ที่คลังสินค้าของจำเลยที่ ๕ ก่อน และในการรับฝากสินค้าของจำเลยที่ ๕ มีจำเลยที่ ๖ เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุน ต่อมาเมื่อเรือเดินทะเลอินทีกราเดินทางไปถึงท่าเรือโฮจิมินห์และนำตู้สินค้ามาเปิดตรวจนับสินค้าแล้วพบว่าสินค้าสูญหายไปรวม ๒๐ ลัง โดยปรากฏว่าสินค้าสูญหายจากตู้สินค้าตั้งแต่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ ๕ ที่แหลมฉบัง โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทเวียดนาม ซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ผู้รับตราส่ง เป็นเงิน ๒,๘๗๓,๖๘๐.๘๘ บาท โจทก์จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยชั้นนี้ว่า จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ อุทธรณ์สรุปประการแรกว่า จำเลยที่ ๕ เป็นนายคลังสินค้ารับฝากสินค้าไว้ก่อนที่จะนำลงบรรทุกในเรือเดินทะเลอินทีกราที่แหลมฉบังเพื่อเดินทางไปยังท่าเรือโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม แม้โจทก์จะเป็นผู้รับประกันภัยทางทะเลสินค้าจากบริษัทไทยซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ก็ตาม แต่กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลก็ไม่คุ้มครองถึงสินค้าขณะที่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ ๕ ถึงโจทก์จะได้ชำระค่าเสียหายให้แก่บริษัทเวียดนามซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ผู้รับตราส่ง โจทก์ก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิมาฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาจากจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ได้นั้น เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล มีข้อความว่า "VOYAGE: At and from LEAM CHABANG , THAILAND TO HOCHI MINH" แปลว่าคุ้มครองที่และจากแหลมฉบังย่อมเป็นการชัดแจ้งอยู่แล้วว่าคุ้มครองภัยที่เกิดที่ท่าเรือแหลมฉบังด้วย ไม่ใช่เฉพาะนับจากเรือออกจากท่าเรือแหลมฉบัง ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงและความเห็นของพยานโจทก์ต้องกันว่าได้มีการนำตู้สินค้าเข้าไปเก็บในคลังสินค้าของจำเลยที่ ๕ ที่บริเวณท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๔๑ เวลา ๙.๕๒ นาฬิกา เพื่อรอยกตู้สินค้าบรรทุกเรือเดินทะเล ต่อมาจึงได้ยกตู้สินค้าลงบรรทุกเรือเดินทะเลอินทีกราในวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๔๑ เวลา ๖.๔๑ นาฬิกา ดังนั้น ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลที่มีผลคุ้มครองสินค้าตั้งแต่เวลาที่สินค้าอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังขณะรอบรรทุกลงเรือจึงคุ้มครองสินค้าขณะอยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ ๕ ก่อนขนสินค้าลงเรือด้วย เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าสินค้าได้สูญหายไปขณะที่อยู่ในคลังสินค้าของจำเลยที่ ๕ โจทก์ผู้รับประกันภัยสินค้าตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล ซึ่งได้ชำระค่าสินไหมทดแทนเพื่อสินค้าที่สูญหายให้แก่ผู้รับตราส่งไปแล้วตามความผูกพันในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลดังกล่าว จึงรับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๕ ที่รับฝากสินค้าไว้และจำเลยที่ ๖ ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนภัยของจำเลยที่ ๕ ผู้รับฝากสินค้าไว้ได้โดยชอบ การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทเวียดนามซูซูกิ คอร์ปอร์เรชั่น ผู้รับตราส่ง จึงชอบแล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๕ ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ อุทธรณ์ว่า ฟ้องโจทก์ที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๕ ขาดอายุความ เพราะเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๑ อันมีอายุความ ๖ เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญา แต่โจทก์ฟ้องเกินกว่า ๖ เดือน ฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๕ จึงขาดอายุความ จำเลยที่ ๕ และจำเลยที่ ๖ จึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ ๕ รับผิดในฐานะที่เป็นผู้รับฝากตู้สินค้าไว้แล้วสินค้าได้สูญหายไปในระหว่างที่จำเลยที่ ๕ รับฝาก เป็นการฟ้องเรียกให้ใช้ราคาทรัพย์ ไม่ใช่เรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวแก่การฝากทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๑ และกรณีนี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๙๓/๓๐ คดีนี้ข้อเท็จจริงเป็นยุติแล้วว่าผู้ขนส่งส่งมอบและผู้รับตราส่งรับมอบสินค้าเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ผู้รับตราส่งรู้ว่าสินค้าหายไป จากวันดังกล่าวนับถึงวันฟ้องคือวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ ยังไม่ครบ ๑๐ ปี ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับจำเลยที่ ๕ จึงไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ก็ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ทุกข้อของจำเลยที่ ๕ และที่ ๖ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 868 ม. 877 ม. 880
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทประกันภัยศรีเมือง จำกัด
กับพวก — บริษัทดัมป์สกิบส เซลสกาเบ็ท อาฟ 1912 อักทีเซลสกาบ จำกัด ที่ 1
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายวันชัย ศศิโรจน์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4711/2546
#112643
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในโครงการจัดสรรจากจำเลยที่ 2 และทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินแปลงดังกล่าว โดยโจทก์ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงนี้จากจำเลยที่ 2 อีฉบับหนึ่งก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาสัญญาทั้งสามฉบับประกอบสำเนาโฉนดที่ดิน ที่ระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ไว้ต่างหากเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าโครงการจัดสรรที่ดินและบ้านเป็นกิจการร่วมลงทุนระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ 2 เพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนแล้วแบ่งผลกำไรร่วมกัน ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองประกอบการร่วมกันเช่นนี้จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากโครงการดังกล่าวต่อคู่สัญญาและบุคคลภายนอก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินค่าขายบ้านและที่ดินคืนจำนวน ๔๖๖,๙๙๖.๖๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๔๖๔,๘๐๐ บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน ๔๖๔,๘๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๔๑ จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๑) ต้องไม่เกิน ๒,๑๙๖.๖๖ บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ ๘,๐๐๐ บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๓,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ หรือไม่ เห็นว่า หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำเลยที่ ๑ ระบุกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ มีเพียงนายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี เท่านั้น ส่วนกรรมการอื่นหากจะกระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ต้องลงลายมือชื่อร่วมกัน ๒ คน และประทับตราของจำเลยที่ ๑ จึงจะมีผลผูกพันจำเลยที่ ๑ เห็นได้ว่าสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้างและสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินนั้นทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ เท่านั้น โดยไม่มีกรรมการคนใดของจำเลยที่ ๑ ร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ ๑ ด้วยแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างไปจากสัญญาจ้างปลูกสร้างอาคารที่ระบุว่า จำเลยที่ ๒ ได้รับมอบอำนาจให้กระทำการแทนจำเลยที่ ๑ ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาสัญญาทั้งสามฉบับประกอบสำเนาโฉนดที่ดินที่ระบุว่า จำเลยที่ ๒ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ทำสัญญาจะขายให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๒ ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินกับโจทก์ได้ต่างหากเช่นนี้ เห็นไว้ชัดว่าโครงการควีนเพลสเป็นกิจการร่วมลงทุนระหว่างจำเลยที่ ๑กับจำเลยที่ ๒ โดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ก่อสร้างอาคารบนที่ดินของจำเลยที่ ๒ เพื่อจัดจำหน่ายให้แก่ประชาชนแล้วแบ่งผลกำไรร่วมกัน ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองประกอบการร่วมกันเช่นนี้จึงต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากโครงการดังกล่าวต่อคู่สัญญาและบุคคลภายนอก?

พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 194 ม. 297 ม. 797
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเสาเอกเข็มเจาะ จำกัด
จำเลย — บริษัทเดอะฟิวเจอร์โฮลดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลกรุงเทพใต้ — นายบุณยกร เด่นวุฒิวรกาญจน์
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4690/2546
#112364
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยที่ 1 จะให้การรับสารภาพว่ากระทำความผิดตามฟ้อง และศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวมทั้งเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 จนคดีถึงที่สุดแล้วก็ตาม หากต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาที่เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ. 2539 และถือว่าจำเลยที่ 1 ไม่เคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อนตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ก็จะเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ และให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง กับให้เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามกฎหมาย

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาในส่วนที่เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ เนื่องจากได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของจำเลยที่ ๑ เป็นการขอให้แก้ไขคำพิพากษาซึ่งได้อ่านแล้วและมิใช่การแก้ไขถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๐ ยกคำร้อง

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ ๑ ว่า จำเลยที่ ๑ ควรได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า ในคดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๙๑/๒๕๓๙ ดังกล่าวจำเลยที่ ๑ ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ถูกควบคุมตัวตลอดมาจนกระทั่งศาลชั้นต้นพิพากษาในวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ พ้นโทษในคดีดังกล่าวในวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ ๑ ยกขึ้นฎีกานั้น โจทก์ได้รับสำเนาฎีกาจำเลยที่ ๑ แล้ว ไม่ได้ยื่นคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ ๑ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติได้ตามที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาขึ้นมา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และเป็นการเทิดพระเกียรติในพระบรมเดชานุภาพและเสริมบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยและพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ต้องด้วยความเห็นศาลฎีกา จำเลยที่ ๑ ได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ และถือว่าจำเลยที่ ๑ ไม่เคยถูกลงโทษในคดีความผิดฐานบุกรุกตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ๑๑๙๑/๒๕๓๙ ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จะเพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ ไม่ได้ ฎีกาจำเลยที่ ๑ ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๒ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 92
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายสมชาติหรือเล้ง แซ่เตียว กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญาธนบุรี — นายวิบูลย์ ศุภสกุลอาภาพิบูล
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
ดลจรัส รัตนโศภิต
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2546
#50858
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องบริษัทรุ่งชัยอะไหล่เทรดดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 ที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องคู่ความว่าบริษัทรุ่งชัยเทรดดิ้ง จำกัดจึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาดซึ่งชอบที่จะแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจที่จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 108, 109, 110, 114, 115 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเออี ออโต พาร์ทส์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบด้วยมาตรา 108 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 100,000 บาท และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 114 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แต่ตามมาตรา 110 บัญญัติให้ต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 108 หรือมาตรา 109 จึงให้ลงโทษตามมาตรา 108 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และแก้ไขชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องชื่อคู่ความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็น "บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด ที่ 1"นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายว่า เมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ระบุชื่อจำเลยที่ 1 ว่าบริษัทรุ่งชัย เทรดดิ้ง จำกัด แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขชื่อจำเลยที่ 1 คดีนี้เป็นบริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง เพื่อให้มีผลเป็นการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อเท็จจริงได้ความตรงกันว่า โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีแก่บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และนางรุ่งนภาตรีวิรัตนากุล กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทดังกล่าวเป็นจำเลยที่ 2 ดังนั้นที่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องคู่ความว่าบริษัทรุ่งชัย เทรดดิ้งจำกัด จึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาดซึ่งชอบที่จะแก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจที่จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83โดยไม่ต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 114 อีกศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1) ประกอบมาตรา 108, 109 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 190
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเออี ออโต พาร์ทส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4658/2546
#112642
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีแก่บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ 1 และนาง ร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทดังกล่าวเป็นจำเลยที่ 2 ดังนั้นที่คำพิพากษาศาลชั้นต้นระบุชื่อจำเลยที่ 1 ในช่องคู่ความว่า บริษัทรุ่งชัย เทรดดิ้ง จำกัด จึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาดซึ่งชอบที่จะแก้ไขได้ตาม ป.วิ.อ. มาตารา 190 ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจที่จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องดังกล่าวได้

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังโจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงเป็นตัวการร่วมกันตาม ป.อ. มาตรา 83 โดยไม่ต้องปรับบทตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 114 อีก แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นนิติบุคคลและจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทก็ตาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และมีจำเลยที่ ๒ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ลงนามผูกพันจำเลยที่ ๑ ร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งกล่องบรรจุชาฟท์ก้าน (ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์) มีเครื่องหมายการค้า ปลอม โดยรู้อยู่แล้วว่ากล่องดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีผู้ผลิตขึ้นโดยปลอมเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย และร่วมกันมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งชาฟท์ก้านที่มีเครื่องหมายการค้าเลียนแบบเครื่องหมายการค้า

ปรากฏอยู่ โดยรู้อยู่แล้วว่าชาฟท์ก้านดังกล่าวเป็นสินค้าที่มีผู้ผลิตขึ้นโดยเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้เสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๐๘, ๑๐๙, ๑๑๐, ๑๑๔, ๑๑๕ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา บริษัทเออี ออโต พาร์ทส์ จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ลงโทษปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี ปรับ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกเห็นสมควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ ริบของกลางทั้งหมด ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๑๔ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ แต่ตามมาตรา ๑๑๐ บัญญัติให้ต้องระวางโทษ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๘ หรือมาตรา ๑๐๙ จึงให้ลงโทษตามมาตรา ๑๐๘ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และแก้ไขชื่อจำเลยที่ ๑ ในช่องชื่อคู่ความตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็น "บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด ที่ ๑" นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า เห็นว่า เหตุที่มีการไปตรวจค้นจับกุมและยึดสินค้าในบริษัทจำเลยที่ ๑ มาเป็นของกลาง เนื่องจากโจทก์ร่วมทราบจากลูกค้าว่า สินค้าอะไหล่ชาฟท์ก้านปลอมที่มีเครื่องหมายการค้าคล้ายของของโจทก์ร่วมมีวางจำหน่ายที่บริษัทจำเลยที่ ๑ จึงได้ส่งให้นาย อ. ไปซื้อมาเป็นตัวอย่าง ๑ กล่อง แล้วได้จัดส่งไปตรวจพิสูจน์ทั้งจากตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยและจากผู้เชี่ยวชาญในต่างประเทศ จนได้ความแน่ชัดตรงกันว่าสินค้าชาฟท์ก้านที่ซื้อมาดังกล่าวไม่ใช่ของแท้ จึงได้ไปแจ้งความให้เจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นยึดสินค้าชาฟท์ก้านของกลางแล้วดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง แสดงว่า การเข้าตรวจค้นและดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองเป็นการกระทำตามพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจริง หาใช่เป็นการกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสองไม่ และผลการตรวจพิสูจน์ของกองพิสูจน์หลักฐาน กรมตำรวจ ก็สอดคล้องตรงกับการตรวจพิสูจน์ที่โจทก์ร่วมได้ดำเนินการก่อนที่จะไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง ส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ปรากฏอยู่ที่ของกลางนั้น นาง ม. เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งานทะเบียนการค้า ๗ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ได้มาเบิกความเป็นพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีใจความสรุปได้ว่า เครื่องหมายการค้าที่ปรากฏอยู่ที่กล่องและสินค้าของกลางกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมมีลักษณะคล้ายกันสอดคล้องกับที่โจทก์ระบุไว้ในคำฟ้องว่า กล่องบรรจุสินค้าชาฟท์ก้านที่มี เครื่องหมายการค้า ของโจทก์ร่วมปลอมปรากฏอยู่จำนวน ๓๐๐ กล่อง และมีชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีเครื่องหมายการค้าที่เลียนเครื่องหมายการค้า ของโจทก์ร่วมปรากฏอยู่จำนวน ๘๔๑ ชุด จำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบโต้แย้งคัดค้าน แต่อย่างใด พยานโจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีเหตุผลฟังได้ว่า กล่องและสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร ข้อที่จำเลยทั้งสองต่อสู้อ้างมาในทำนองเดียวกันว่า สินค้าของกลางบริษัทจำเลยที่ ๑ สั่งนำเข้ามาจากบริษัทโกลบอล อินดัสตรีส์ จำกัด และบริษัท ปานาเม็กซ์ จำกัด ตัวแทนของโจทก์ร่วมในประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณปี ๒๕๓๒ ถึง ๒๕๓๓ นั้น ได้พิจารณาเอกสารของบริษัททั้งสองซึ่งได้แจ้งมายังผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือนาย ค. สามีจำเลยที่ ๒ ซึ่งพยายามขอให้บริษัทดังกล่าวยืนยันรับรองว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าที่บริษัทจำเลยที่ ๑ สั่งนำเข้ามาจากบริษัทนั้น ได้รับแจ้งตอบกลับยืนยันชัดเจนว่าสินค้านี้ไม่ได้จัดส่งมาให้บริษัทจำเลยที่ ๑ ข้อต่อสู้ของจำเลยทั้งสองในเรื่องนี้รวมทั้งที่อ้างว่าสินค้าของกลางเป็นสินค้าเก่าที่สั่งเข้ามาแล้วค้างสต็อกเพราะขายไม่ดีจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมดังวินิจฉัยมาได้ ที่ศาลล่างอุทธรณ์วินิจฉัยให้เหตุผลมาโดยละเอียดนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองใน ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายว่า เมื่อคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้ระบุชื่อจำเลยที่ ๑ ว่า บริษัทรุ่งชัย เทรดดิ้ง จำกัด แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขชื่อจำเลยที่ ๑ คดีนี้เป็น บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง เพื่อให้มีผลเป็นการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำฟ้องและตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อเท็จจริงได้ความตรงกันว่า โจทก์ฟ้องและดำเนินคดีแก่บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด เป็นจำเลยที่ ๑ และนาง ร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัทดังกล่าวเป็นจำเลยที่ ๒ ดังนั้น ที่คำพิพากษาของ ศาลชั้นต้นระบุชื่อจำเลยที่ ๑ ในช่องคู่ความว่า บริษัทรุ่งชัย เทรดดิ้ง จำกัด จึงเป็นกรณีการพิมพ์ผิดพลาดซึ่งชอบที่จะ แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๐ ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจที่จะแก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ถูกต้องดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองจึงเป็นตัวการร่วมกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ โดยไม่ต้องปรับบทตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๔ อีก ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๑๑๐ (๑) ประกอบมาตรา ๑๐๘, ๑๐๙ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ .
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 83
ป.วิ.อ. ม. 190
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์ร่วม — บริษัทเออี ออโต พาร์ทส์ จำกัด
จำเลย — บริษัทรุ่งชัยอะไหล่ เทรดดิ้ง จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นางกาญจนา ฤทธิทิศ
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
พิชิต คำแฝง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2546
#111751
เปิดฉบับเต็ม

หากจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชีบริษัทจำเลยที่ 1 ได้กระทำหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1253 , 1270 ประกอบกับ ป. รัษฎากร มาตรา 72 ย่อมจะต้องทราบถึงหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 เว้นแต่จำเลยที่ 2 จะพิสูจน์ได้ว่าแม้ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้ชำระบัญชีโดยครบถ้วนตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้วก็มิอาจทราบได้

เมื่อจำเลยที่ 1 ชำระบัญชีแล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีเงินหรือทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่ แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ชำระบัญชี ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้ค่าภาษีอากรต่อโจทก์ แต่ไม่ได้จัดการใช้หนี้เงินให้แก่เจ้าหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1250 หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้นตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้คนใดที่มิได้มาทวงถามให้ใช้หนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1264 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมาย อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 422 จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ 1 ในวงเงินไม่เกินที่จำเลยที่ 1 มีเหลืออยู่ในวันเลิกกิจการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าภาษีจำนวน ๑๔๐,๙๔๑.๖๔ บาท ให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินให้โจทก์จำนวน ๑๔๐,๙๔๑.๖๔ บาท ให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๓,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยที่ ๒ พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางและตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการซื้อขายเพชรพลอยทั้งเจียรนัยและยังไม่เจียรนัย มีค่าภาษีค้างชำระแก่โจทก์จำนวน ๑๔๐,๙๔๑.๖๔ บาท จำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๑ งบดุลของจำเลยที่ ๑ ณ วันเลิกกิจการเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๔๑ จำเลยที่ ๑ มีสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว คือ เงินสด ๗,๘๒๐ บาท สำหรับหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น จำเลยที่ ๑ เรียกให้ผู้ถือหุ้นชำระค่าหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๑ โดยมิได้ชำระค่าภาษีจำนวน ๑๔๐,๙๔๑.๖๔ บาท แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๒ ต้องร่วมกับจำเลยที่ ๑ ชำระค่าภาษีแก่โจทก์หรือไม่ กรณีนี้โจทก์แจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มไปยังจำเลยที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ และวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๑ ก่อนจดทะเบียนเลิกบริษัท ซึ่งหน้าที่ของผู้ชำระบัญชีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๗๐ บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีต้องทำรายงานการชำระบัญชีแสดงว่าการชำระบัญชีนั้นได้ดำเนินไปอย่างใดและได้จัดการทรัพย์สินของบริษัทนั้นไปประการใด เมื่อการชำระบัญชีกิจการของบริษัทสำเร็จลงแล้วให้เรียกประชุมใหญ่เพื่อเสนอรายงานนั้นและชี้แจงกิจการต่อที่ประชุม เมื่อที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติรายงานนั้นแล้ว ผู้ชำระบัญชีต้องนำข้อความที่ได้ประชุมนั้นไปจดทะเบียนภายในสิบสี่วันนับแต่วันประชุม เมื่อได้จดทะเบียนแล้ว ดังนี้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดแห่งการชำระบัญชี ประกอบกับประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๒ บัญญัติว่า ในกรณีที่บริษัทเลิกกัน ให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทนั้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก นอกจากนี้ตามความในวรรคสองและวรรคสามก็บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ โดยอนุโลม ถ้าไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าวได้และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีกรมสรรพากรพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกก็ได้ เฉพาะกรณีที่มีการชำระบัญชี อธิบดีจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๓ บัญญัติให้ผู้ชำระบัญชีบอกกล่าวแก่ประชาชนโดยประกาศโฆษณาในหนังสือพิมพ์แห่งท้องที่สองครั้งเป็นอย่างน้อยว่าบริษัทได้เลิกกันแล้ว และให้ผู้เป็นเจ้าหนี้ทั้งหลายยื่นคำทวงหนี้แก่ผู้ชำระบัญชีและส่งคำบอกกล่าวอย่างเดียวกันเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลายทุก ๆ คน บรรดามีชื่อปรากฏในสมุดบัญชีหรือเอกสารของบริษัทนั้นภายในสิบสี่วันนับแต่ได้เลิกบริษัท แต่ตามทางนำสืบของจำเลยที่ ๒ หาปรากฏว่าได้มีการกระทำดังกล่าวไม่ ซึ่งหากจำเลยที่ ๒ ได้กระทำหน้าที่ตามที่กฎหมายข้างต้นกำหนดไว้ ย่อมจะต้องทราบถึงหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ ๑ แต่ถ้าหากไม่อาจทราบได้ก็ต้องนำสืบให้เห็นได้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ซึ่งจำเลยที่ ๒ ก็มิได้นำสืบให้เห็นเช่นนั้น และตามข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ จดทะเบียนเลิกบริษัทวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๔๑ และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๑ ห่างกันเพียงเดือนเศษเท่านั้น ตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ ๒ นำสืบมา จึงมีพิรุธน่าสงสัยว่าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปโดยสุจริตตามกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นเมื่อชำระบัญชีแล้ว จำเลยที่ ๑ ยังมีเงินหรือทรัพย์สินอื่นเหลืออยู่ แต่จำเลยที่ ๒ ในฐานะผู้ชำระบัญชี ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าจำเลยที่ ๑ เป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ แต่ไม่ได้จัดการใช้หนี้เงินให้แก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๕๐ หรือวางเงินเท่าจำนวนหนี้นั้นตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยวางทรัพย์สินแทนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้คนใดที่มิได้มาทวงถามให้ใช้หนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๖๔ จึงถือได้ว่าจำเลยที่ ๒ ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ชำระบัญชีของจำเลยที่ ๑ เป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๒ จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ ๑ นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ชำระบัญชีในวงเงินไม่เกิน ๗,๘๒๐ บาท ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๒ รับผิดในหนี้ค่าภาษีอากรของจำเลยที่ ๑ ในวงเงินไม่เกิน ๗,๘๒๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 422 ม. 1250 ม. 1253 ม. 1264 ม. 1270
ป.รัษฎากร ม. 72
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทเอ็มซารูอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายสุวัฒน์ ไวยุพัฒนธี
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2546
#49505
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง อันเป็นการขอให้ศาลล้มละลายมีคำสั่งเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/13 ประกอบมาตรา 90/12(4) เมื่อศาลล้มละลายได้มีคำสั่งยกคำร้องอันถือได้ว่าเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 90/79(4)

การขออนุญาตฟ้องลูกหนี้ผู้ร้องหลังจากที่ศาลล้มละลายมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) เป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรณีของผู้ร้องยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยให้กระจ่างชัดว่า ผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/27 หรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องกล่าวอ้างว่ามูลแห่งหนี้ของผู้ร้องเกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหากกรณีเป็นดังที่อ้างผู้ร้องก็ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้คงมีเพียงหนทางเดียวที่ผู้ร้องจะขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องได้ก็ด้วยการขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิตามมาตรา 90/12(4) ในกรณีที่ศาลเห็นว่าการจำกัดสิทธิของผู้ร้องนั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/13(1) การที่ศาลล้มละลายมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างว่ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทั้ง ๆ ที่คำร้องได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า มูลแห่งหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลล้มละลายมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว อีกทั้งเป็นคำสั่งซึ่งกระทำโดยผู้พิพากษาคนเดียว จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 ศาลฎีกาเห็นสมควรรับพิจารณาพิพากษาคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นได้

ผู้ร้องมีหนังสือถึงลูกหนี้ในวันที่ 14 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ 1 วัน ระบุว่า ผู้ร้องขอเชิญลูกหนี้ยื่นข้อเสนอขายสินค้าที่แน่นอนให้ผู้ร้องพิจารณาสัญญาระหว่างผู้ร้องกับบริษัท อ. และลูกหนี้ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัท อ. ในการเสนอขายสินค้าจึงยังไม่เกิด จนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนจึงแจ้งแก่บริษัท อ. ว่า ผู้ร้องระบุการประกวดราคาไม่เกิน 69.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐสินค้า20.000เมตริกัน จึงขอให้บริษัท อ. หาเรือที่มั่นคงมีตารางแน่นอน ครั้นวันรุ่งขึ้นลูกหนี้โดยผู้ทำแผนจึงแจ้งแก่บริษัทดังกล่าวว่า ผู้ร้องได้ยืนยันการซื้อสินค้าตามหนังสือสั่งซื้อของผู้ร้องลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ที่มีถึงบริษัท อ. ที่อยู่ ณ กรุงปารีส แสดงว่า มูลหนี้ระหว่างผู้ร้องและบริษัท อ. พร้อมทั้งลูกหนี้ได้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการมิใช่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27

ผู้ทำแผนกระทำการในนามของลูกหนี้ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะเป็นการดำเนินกิจการที่ต่อเนื่องมาจากการติดต่อทางการค้ากับผู้ร้องในนามของลูกหนี้ในฐานะของกรรมการลูกหนี้มาตั้งแต่ก่อนศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ จึงไม่ต้องห้ามมิให้ลูกหนี้ก่อหนี้ตามมาตรา 90/12(9)

ผู้ร้องอ้างว่าลูกหนี้ผิดสัญญาจึงดำเนินการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกหนี้ เป็นกรณีที่ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จึงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/12(4) แต่ผู้ร้องอาจมีคำร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนได้ตามมาตรา 90/13 หากข้อจำกัดสิทธินั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ เมื่อผู้ร้องไม่อาจขอคุ้มครองสิทธิด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 ได้ จึงถือได้ว่าการจำกัดสิทธิมิให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ เป็นกรณีที่ไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/13(1) ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2545 และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 15มิถุนายน 2544 โดยตั้งนายสมคิด สุเมธโชติเมธา กรรมการบริษัทลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนได้ก่อหนี้กับผู้ร้อง โดยเป็นตัวแทนเสนอขายสินค้าประเภทแอมโมเนียมซัลเฟต ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมีที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศให้แก่ผู้ร้อง และในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ผู้ร้องได้ออกใบสั่งซื้อสินค้าดังกล่าวจากบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด ซึ่งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 20,000 เมตริตันบวก/ลบ 10 เปอร์เซ็นต์ ในราคาเมตริกตันละ 69.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เป็นราคารวม1,390,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ลูกหนี้ได้เสนอขาย ครั้นวันที่ 19 มิถุนายน 2544ลูกหนี้ได้มารับใบสั่งซื้อจากผู้ร้องเพื่อดำเนินการจัดส่งต่อให้บริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัดและบริษัทดังกล่าวได้ส่งโทรสารการลงนามใบสั่งซื้อพร้อมกับแก้ไขข้อสัญญาบางประการมอบแก่ผู้ร้องผ่านทางลูกหนี้และผู้ร้องได้ตอบรับการแก้ไขข้อสัญญาดังกล่าวแล้ว ต่อมาบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด และลูกหนี้ได้ประพฤติผิดสัญญาซื้อขาย โดยส่งมอบสินค้าไม่ทันตามกำหนดเวลาผู้ร้องจึงยื่นฟ้องบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด และลูกหนี้กับพวกให้ร่วมรับผิดในความเสียหายต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเดิมศาลดังกล่าวมีคำสั่งรับฟ้องแต่ต่อมามีคำสั่งว่าที่รับฟ้องลูกหนี้ไว้นั้น เป็นการขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา 90/12(4) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 อันเป็นการสั่งไปโดยหลงผิด จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องลูกหนี้ เป็นไม่รับฟ้องเฉพาะลูกหนี้ ขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เพื่อให้รับผิดชดใช้หนี้ค่าเสียหายต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลอื่นใดที่มีเขตอำนาจ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า มูลหนี้ตามคำร้องได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/27 ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่าที่ศาลล้มละลายกลางรับอุทธรณ์ส่งมาให้ศาลฎีกานั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง อันเป็นการขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/13 ประกอบมาตรา 90/12(4) เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกคำร้องอันถือได้ว่าเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/79(4)อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พิจารณาถึงข้ออ้างตามคำร้องและคำฟ้องลูกหนี้พร้อมเอกสารแนบท้ายแล้ว เห็นว่า การขออนุญาตฟ้องของผู้ร้องหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/12(4) เป็นเรื่องสำคัญเพราะกรณีของผู้ร้องยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยให้กระจ่างชัดว่า ผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ตามมาตรา 90/27 หรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องกล่าวอ้างว่ามูลแห่งหนี้ของผู้ร้องได้เกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หาได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการไม่ ซึ่งหากกรณีเป็นดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้ร้องก็ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ คงมีเพียงหนทางเดียวที่ผู้ร้องจะขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องได้ก็ได้ด้วยการขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนตามมาตรา 90/12(4) ในกรณีที่ศาลเห็นว่าการจำกัดสิทธิของผู้ร้องนั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/13(1) การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างว่ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการทั้ง ๆ ที่คำร้องได้ระบุไว้ชัดแจ้งในข้อที่ 3 ว่า มูลแห่งหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว อีกทั้งเป็นคำสั่งซึ่งกระทำโดยผู้พิพากษาคนเดียว จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26 ศาลฎีกาเห็นสมควรรับพิจารณาพิพากษาคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า ผู้ร้องจะขอคุ้มครองสิทธิของตนตามมาตรา 90/13(1) ได้หรือไม่ เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในเอกสารภาษาอังกฤษพร้อมทั้งคำแปลท้ายคำร้องแม้ผู้มีหนังสือถึงลูกหนี้ในวันที่ 14 มิถุนายน 2544 อันเป็นวันก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ 1 วัน ก็ตาม แต่หนังสือดังกล่าวระบุว่า ผู้ร้องขอเชิญลูกหนี้ยื่นข้อเสนอที่แน่นอนให้ผู้ร้องพิจารณา ดังปรากฏตามเอกสารหมายเลข 4สัญญาระหว่างผู้ร้องกับบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด และลูกหนี้จึงยังไม่เกิด จนกระทั่งวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ 3 วัน ลูกหนี้โดยนายสมคิด สุเมธโชติมา ผู้ทำแผนจึงแจ้งแก่บริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด ว่าผู้ร้องระบุการประกวดราคาไม่เกิน 69.5 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ สินค้า 20,000 เมตริกันจึงขอให้บริษัทหาเรือที่มั่นคงมีตารางแน่นอน และมีหนังสืออีกฉบับหนึ่งแจ้งให้บริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด ทราบว่า บริษัทได้รับอนุมัติให้ระบุไว้ในสัญญาว่าเรือต้องมาถึงท่าเรือไม่ช้ากว่าวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 ขอให้บริษัทแจ้งกลับถึงสัญญาของบริษัททันทีภายในวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ครั้นวันรุ่งขึ้นลูกหนี้โดยผู้ทำแผนจึงแจ้งแก่บริษัทดังกล่าวว่า ผู้ร้องได้ยืนยันการซื้อสินค้าแอมโมเนียมซัลเฟต ตามหนังสือสั่งซื้อของผู้ร้องลงวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ที่มีถึงบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัดที่อยู่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เอกสารหลักฐานดังกล่าวย่อมแสดงโดยแจ้งชัดว่า มูลหนี้ระหว่างผู้ร้องและบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด พร้อมทั้งลูกหนี้ได้เกิดขึ้นวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หาใช่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา 90/27 ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยไม่ และเมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำดังกล่าวของผู้ทำแผนซึ่งกระทำในนามของลูกหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามมาตรา 90/25 ก็ถือได้ว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะเป็นการดำเนินกิจการที่ต่อเนื่องมาจากการติดต่อทางการค้ากับผู้ร้องในนามของลูกหนี้ในฐานะของกรรมการลูกหนี้มาตั้งแต่ก่อนศาลมีคำสั่งฟื้นฟูกิจการ จึงไม่ต้องห้ามมิให้ลูกหนี้ก่อหนี้ตามมาตรา 90/12(9) อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าลูกหนี้ผิดสัญญา จึงดำเนินการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นกรณีที่ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งมูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จึงต้องห้ามตามมาตรา 90/12(4) แต่ผู้ร้องอาจมีคำร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนได้ตามมาตรา 90/13 หากข้อจำกัดสิทธินั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวผู้ร้องไม่อาจขอคุ้มครองสิทธิด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 ได้ เหตุนี้จึงถือได้ว่า การจำกัดสิทธิมิให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเป็นกรณีที่ไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/13(1) ศาลจึงต้องมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งตามคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 90/13 ประกอบมาตรา 90/12(4) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2522 ม. 26
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 25
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/13 ม. 90/25 ม. 90/27 ม. 90/79
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2546
#110953
เปิดฉบับเต็ม

การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง เป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของผู้ร้องตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/13 (1) ประกอบมาตรา 90/12 (4) เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ถือว่าเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/79 แต่อย่างไรก็ตาม การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างว่า มูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ทั้ง ๆ ที่คำร้องได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า มูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว ทั้งเป็นคำสั่งซึ่งกระทำโดยผู้พิพากษาคนเดียวจึงเป็นการไม่ชอบ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด ศาลฎีกาเห็นสมควรรับพิจารณาพิพากษาคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 26

ผู้ร้องอ้างว่า ลูกหนี้ผิดสัญญา จึงฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากลูกหนี้ ย่อมเป็นกรณีที่ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งมูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จึงต้องห้ามตามมาตรา 90/12 (4) แต่ผู้ร้องอาจมีคำร้องเพื่อให้ศาลมีคำสั่งแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนได้ตามมาตรา 90/13 หากข้อจำกัดสิทธินั้นไม่มีความจำเป็นในการฟื้นฟูกิจการ คดีนี้เมื่อมูลหนี้ระหว่างผู้ร้องและลูกหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว ผู้ร้องไม่อาจขอคุ้มครองสิทธิด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 ถือได้ว่าการจำกัดสิทธิมิให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นกรณีที่ไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/13 (1) ศาลฎีกาเห็นสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งได้ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/13 ประกอบมาตรา 90/12 (4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๔๔ และมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๔ โดยตั้ง ส. กรรมการบริษัทลูกหนี้เป็นผู้ทำแผน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนได้ก่อหนี้กับผู้ร้อง ต่อมาบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด และลูกหนี้ได้ประพฤติผิดสัญญาซื้อขาย โดยส่งมอบสินค้าไม่ทันตามกำหนดเวลา ผู้ร้องจึงยื่นฟ้องบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด และลูกหนี้กับพวกให้ร่วมรับผิดในความเสียหายต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เดิมศาลดังกล่าวมีคำสั่งรับฟ้อง แต่ต่อมามีคำสั่งว่าที่รับฟ้องลูกหนี้ไว้นั้น เป็นการขัดต่อบทบัญญัติในมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ อันเป็นการสั่งไปโดยผิดหลง จึงให้เพิกถอนคำสั่งรับฟ้องลูกหนี้ เป็นไม่รับฟ้องเฉพาะลูกหนี้ ขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เพื่อให้รับผิดชดใช้หนี้ค่าเสียหายต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง หรือศาลอื่นใดที่มีเขตอำนาจ

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งว่า มูลหนี้ตามคำร้องได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ผู้ร้องชอบที่จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๒๗ ไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกว่า ที่ศาลล้มละลายกลางรับอุทธรณ์ส่งมาให้ศาลฎีกานั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่ง อันเป็นการขอให้ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเพื่อแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของผู้ร้องตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๓ ประกอบมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) เมื่อศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกคำร้อง อันถือได้ว่าเป็นคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีของศาลในส่วนที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการ ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย ฯ มาตรา ๙๐/๗๙ ทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลางมิได้อนุญาตให้อุทธรณ์ จึงไม่อาจอุทธรณ์ได้ตามมาตรา ๙๐/๗๙ (๔) อย่างไรก็ตาม เมื่อได้พิจารณาถึงข้ออ้างตามคำร้องและคำฟ้องลูกหนี้พร้อมเอกสารแนบท้ายแล้ว เห็นว่า การขออนุญาตฟ้องของผู้ร้องหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) เป็นเรื่องสำคัญ เพราะกรณีของผู้ร้องยังมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยให้กระจ่างชัดว่า ผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา ๙๐/๒๗ หรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องกล่าวอ้างว่ามูลแห่งหนี้ของผู้ร้องได้เกิดขึ้นหลังวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หาได้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการไม่ ซึ่งหากกรณีเป็นดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง ผู้ร้องก็ไม่อาจขอรับชำระหนี้ได้ คงมีเพียงหนทางเดียวที่ผู้ร้องจะขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้องได้ก็ด้วยการขอให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนตามมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) ในกรณีที่ศาลเห็นว่าการจำกัดสิทธิของผู้ร้องนั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๑๓ (๑) การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องโดยอ้างว่ามูลแห่งหนี้เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ ทั้ง ๆ ที่คำร้องได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่า มูลหนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนแล้ว อีกทั้งเป็นคำสั่งซึ่งกระทำโดยผู้พิพากษาคนเดียว จึงเป็นการไม่ชอบ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๖ ศาลฎีกาเห็นสมควรรับพิจารณาพิพากษาคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ดังกล่าวนั้นได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการที่สองมีว่า ผู้ร้องจะขอคุ้มครองสิทธิของตนตามมาตรา ๙๐/๑๓ (๑) ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องมีหนังสือถึงลูกหนี้ในวันก่อนที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ๑ วัน ก็ตาม แต่หนังสือดังกล่าวระบุว่า ผู้ร้องขอเชิญลูกหนี้ยื่นข้อเสนอที่แน่นอนให้ผู้ร้องพิจารณา สัญญาระหว่างผู้ร้องกับบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด และลูกหนี้จึงยังไม่เกิด จนกระทั่งภายหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ๓ วัน ลูกหนี้โดย ส. ผู้ทำแผนจึงแจ้งแก่บริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด ว่า ผู้ร้องระบุการประกวดราคาไม่เกิน ๖๙.๕ เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ สินค้า ๒๐,๐๐๐ เมตริกตัน จึงขอให้บริษัทหาเรือที่มั่นคงมีตารางแน่นอน ครั้นวันรุ่งขึ้น ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนจึงแจ้งแก่บริษัทดังกล่าวว่า ผู้ร้องได้ยืนยันการซื้อสินค้าตามหนังสือสั่งซื้อของผู้ร้อง เอกสารหลักฐานดังกล่าวย่อมแสดงโดยแจ้งชัดว่า มูลหนี้ระหว่างผู้ร้องและบริษัทเอฟเวอร์เทรด จำกัด พร้อมทั้งลูกหนี้ได้เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ หาใช่เกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการอันจะเป็นเหตุให้ผู้ร้องอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามมาตรา ๙๐/๒๗ ดังที่ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยไม่ และเมื่อพิเคราะห์ถึงการกระทำดังกล่าวของผู้ทำแผนซึ่งกระทำในนามของลูกหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามมาตรา ๙๐/๒๕ ก็ถือไว้ว่าเป็นการกระทำที่จำเป็นเพื่อให้การดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะเป็นการดำเนินกิจการที่ต่อเนื่องมาจากการติดต่อทางการค้ากับผู้ร้องในนามของลูกหนี้ในฐานะของกรรมการลูกหนี้มาตั้งแต่ก่อนศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่ต้องห้ามมิให้ลูกหนี้ก่อหนี้ตามมาตรา ๙๐/๑๒ (๙) อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าลูกหนี้ผิดสัญญา จึงดำเนินการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายจากลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นกรณีที่ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งมูลแห่งหนี้นั้นเกิดขึ้นก่อนวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน จึงต้องห้ามตามมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) แต่ผู้ร้องอาจมีคำร้องขอเพื่อให้ศาลมีคำสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อจำกัดสิทธิของตนได้ตามมาตรา ๙๐/๑๓ หากข้อจำกัดสิทธินั้นไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่า กรณีดังกล่าวผู้ร้องไม่อาจขอคุ้มครองสิทธิด้วยการขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๒๗ ได้ เหตุนี้จึงถือได้ว่า การจำกัดสิทธิมิให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เป็นกรณีที่ไม่มีความจำเป็นต่อการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา ๙๐/๑๓ (๑) ศาลจึงต้องมีคำสั่งตามที่เห็นสมควรเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ร้อง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งตามคำร้องต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๐/๑๓ ประกอบมาตรา ๙๐/๑๒ (๔) ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 (4) ม. 90/13 ม. 90/27
พ.ร.บ.ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2542 ม. 26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัทปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทพี.อี.เฟอร์ทิไลเซอร์ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นายชาญชัย ศรีแสงทรัพย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
วิชา มหาคุณ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 4636/2546
#50721
เปิดฉบับเต็ม

ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าซึ่งลูกหนี้ได้สั่งซื้อเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544โดยลูกหนี้ทราบชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในขณะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นอย่างดีการที่ลูกหนี้มิได้ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ จึงเป็นการจงใจปกปิดรายชื่อเจ้าหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 90/6 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เมื่อเจ้าหนี้ไม่ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนหน้านี้กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาแม้จะยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 90/26

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าวอ้างว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้จงใจปกปิดรายชื่อเจ้าหนี้โดยมิได้ระบุไว้ในบัญชีเจ้าหนี้ขณะยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 ขอให้มีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่าเจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา 90/4 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น ต้องดำเนินการตามมาตรา 90/6 ซึ่งบัญญัติว่า "คำร้องขอของบุคคลตามมาตรา 90/4 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง... (2) รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่รวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000,000 บาท ... ถ้าลูกหนี้เป็นผู้ร้องขอจะต้องแนบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ รายชื่อและที่อยู่โดยชัดแจ้งของเจ้าหนี้ทั้งหลายมาพร้อมคำร้องขอ" ตามบทบัญญัติดังกล่าวย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีสาระสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องแสดงในคำร้องขอก็คือผู้ร้องขอจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย จะขาดเสียมิได้ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอแล้วให้ส่งสำเนาคำร้องขอแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบตามมาตรา 90/9 วรรคหนึ่ง เพื่อเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านตามมาตรา 90/9 วรรคสาม และเมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ ตามมาตรา 90/20 วรรคสี่ นอกจากนั้นยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อที่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบตามมาตรา 90/24 วรรคสองและวรรคสาม เพื่อให้เจ้าหนี้เหล่านั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในส่วนนี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้วแต่คดียังอยู่ระหว่างพิจารณาก็ตาม ทั้งนี้ ต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมสำเนาต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายใน 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ส่งสำเนาคำขอรับชำระหนี้ให้ผู้ทำแผนทราบโดยไม่ชักช้า" สำหรับคดีนี้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำร้องขอของลูกหนี้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งตั้งผู้ทำแผนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 26 กรกฎาคม 2544 แต่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2544 โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งลูกหนี้ได้สั่งซื้อจากเจ้าหนี้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ตามใบสั่งซื้อพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.5ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2544 ลูกหนี้ย่อมทราบชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในขณะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้สินระหว่างกันเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2544 ที่เมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า ตามบันทึกการประชุมพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.14 ดังนั้น การที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการโดยมิได้ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ตามเอกสารหมาย จ.18 จึงเป็นการจงใจปกปิดรายชื่อเจ้าหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 90/6 เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ตามมาตรา 90/9 วรรคหนึ่ง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตามมาตรา 90/24 วรรคสองและวรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนหน้านี้ กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ 12 ตุลาคม 2544 ไว้พิจารณาที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
เจ้าหนี้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุพรีม แอนด์ โค
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4636/2546
#112602
เปิดฉบับเต็ม

ตามบทบัญญัติมาตรา 90/6 แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย ฯ ย่อมเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีสาระสำคัญประการหนึ่งที่จะต้องแสดงในคำร้องขอ ก็คือผู้ร้องขอจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ทั้งหลายด้วยเหตุที่ว่า เมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอแล้วให้ส่งสำเนาคำร้องขอแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบ ตามมาตรา 90/9 วรรคหนึ่ง เพื่อเจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านตามมาตรา 90/9 วรรคสาม และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า 2 ฉบับ ตามมาตรา 90/20 วรรคสี่ นอกจากนั้นยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อที่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบ ตามมาตรา 90/24 วรรคสอง และวรรคสาม เพื่อให้เจ้าหนี้เหล่านั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ ตามมาตรา 90/26

ลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้สั่งซื้อจากเจ้าหนี้ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2543 ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2544 ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแต่มิได้ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้รายนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ที่เสนอต่อศาล ทั้งที่ลูกหนี้ทราบชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในขณะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้สินระหว่างกันเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2544 ที่เมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า การที่ลูกหนี้ละเลยไม่ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ จึงเป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 90/6 เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ ตามมาตรา 90/9 วรรคหนึ่ง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาเสนอคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ทราบได้ ตามมาตรา 90/24 วรรคสองและวรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผน และกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนหน้านี้ กรณีจึงมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เกินกำหนด 1 เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๔

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่รับคำขอรับชำระหนี้ดังกล่าว อ้างว่าเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา ๙๐/๒๖ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๑๔๘๓

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้จงใจปกปิดรายชื่อเจ้าหนี้โดยมิได้ระบุไว้ในบัญชีเจ้าหนี้ขณะยื่นคำร้องขอให้มีการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เป็นเหตุให้เจ้าหนี้ไม่อาจยื่นคำขอรับชำระหนี้ภายใน ๑ เดือน นับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา ๙๐/๒๖ ขอให้มีคำสั่งรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาต่อไป

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องคัดค้านของเจ้าหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

เจ้าหนี้อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของเจ้าหนี้มีว่า มีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามมาตรา ๙๐/๔ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ นั้น ต้องดำเนินการตามมาตรา ๙๐/๖ ซึ่งบัญญัติเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า คำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้มีสาระสำคัญที่จะต้องแสดงในคำร้องขอก็คือผู้ร้องขอจะต้องจัดทำบัญชีรายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ทั้งหลาย เพื่อที่ว่าเมื่อศาลสั่งรับคำร้องขอแล้วให้ส่งสำเนาคำร้องขอแก่เจ้าหนี้ทั้งหลายเท่าที่ทราบตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคหนึ่ง เจ้าหนี้อาจยื่นคำคัดค้านตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคสาม และเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่า ๒ ฉบับ ตามมาตรา ๙๐/๒๐ วรรคสี่ นอกจากนั้นยังต้องแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้ทั้งหลายตามบัญชีรายชื่อที่ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้เสนอต่อศาลและเจ้าหนี้อื่นเท่าที่ทราบ ตามมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสอง และวรรคสาม เพื่อให้เจ้าหนี้เหล่านั้นยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา ๙๐/๒๖ วรรคหนึ่ง สำหรับคดีนี้ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ตามคำร้องขอของลูกหนี้เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้โฆษณาคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและคำสั่งตั้งผู้ทำแผนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งครบกำหนดยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๔๔ แต่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้เป็นหนี้เจ้าหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งลูกหนี้ได้สั่งซื้อจากเจ้าหนี้เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๓ ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๔ ลูกหนี้ย่อมทราบชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในขณะยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการเป็นอย่างดีแล้ว นอกจากนั้นหลังจากศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มีการเจรจาเรื่องการชำระหนี้สินระหว่างกันเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๔ ที่เมืองย่างกุ้ง สหภาพพม่า ดังนั้น การที่ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการโดยมิได้ระบุชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้ในบัญชีเจ้าหนี้ จึงเป็นการจงใจปกปิดรายชื่อเจ้าหนี้อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๖ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าหนี้เพราะเป็นเหตุให้ศาลไม่อาจส่งสำเนาคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการแก่เจ้าหนี้ตามมาตรา ๙๐/๙ วรรคหนึ่ง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่อาจแจ้งคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลาให้เจ้าหนี้เสนอคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ตามมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสองและวรรคสาม เมื่อไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ทราบคำสั่งตั้งผู้ทำแผนและกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ก่อนหน้านี้ กรณีมีเหตุตามกฎหมายที่จะรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ที่ยื่นต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ ไว้พิจารณา ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลล้มละลายกลางไม่รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของเจ้าหนี้ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์รับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๙๐/๒๖ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/6 ม. 90/9 ม. 90/20 ม. 90/24 และ 90/26
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทกันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด
เจ้าหนี้ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุพรีม แอนด์ โค
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4586/2546
#111750
เปิดฉบับเต็ม

ป. รัษฎากร มาตรา 78 (เดิม) บัญญัติให้ผู้ประกอบการค้า ประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร โดยกำหนดความหมายของคำว่า "รายรับ" ไว้ในมาตรา 79 ว่า หมายความว่า เงินทรัพย์สิน ค่าตอบแทน หรือประโยชน์ใด ๆ อันมีมูลค่าที่ได้รับ หรือพึงได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร เนื่องจากการประกอบการค้า ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดที่โจทก์ทำกับลูกค้าบางห้อง มีราคาสูงกว่าราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดิน แสดงว่าโจทก์มีเจตนาปกปิดราคาอันแท้จริงที่โจทก์ขายให้แก่ลูกค้า และราคาซื้อขายห้องชุดดังกล่าวที่จดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินมิใช่ราคาขายอันแท้จริง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินรายรับของโจทก์ตามมูลค่าที่โจทก์พึงได้รับ โดยใช้ราคาประเมินของกรมที่ดินที่ใช้เก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมได้ และมีอำนาจประเมินภาษีการค้าเพิ่มขึ้น พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ ตามมาตรา 87 (1) (2) และ 87 ทวิ

ผู้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรต้องนำรายรับจากการประกอบกิจการคือ รายรับก่อนหักค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/5 (6) มาเป็นฐานในการคิดคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่รายรับดังกล่าวต้องเป็นรายรับที่เป็นจริงและควรได้รับตามปกติจากการขายอสังหาริมทรัพย์ในวันที่มีการจดทะเบียนโอน เมื่อโจทก์มิได้ยื่นรายการและเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีเมษายน 2535 และปรากฏว่าในขณะจดทะเบียนโอนขายอาคารชุดนั้น สำนักงานทะเบียนที่ดินเก็บค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินของกรมที่ดินที่ใช้จัดเก็บค่าธรรมเนียมสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้อยู่ในขณะนั้นโดยโจทก์ไม่โต้แย้งว่าไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มสำหรับเดือนภาษีดังกล่าวโดยกำหนดรายรับของโจทก์จากการขายอาคารชุดที่โจทก์ควรจะได้รับ หรือควรจะขายได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 91/15 และ 91/16

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีการค้าและภาษีธุกิจเฉพาะ และยกเลิก เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ในส่วนที่ให้โจทก์ชำระภาษีการค้าและภาษีธุรกิจเฉพาะและเงินเพิ่ม รวมเป็นเงิน ๓,๕๖๒,๘๐๑.๕๐ บาท

จำเลยทั้งห้าให้การว่า ขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า? มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินถือรายรับตามราคา ประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันโอนเป็นฐานในการคำนวณภาษี การค้าชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๗๘ และบัญชีอัตราภาษีการค้าที่ใช้บังคับอยู่ในปี ๒๕๓๔ จะกำหนดให้ผู้ประกอบการค้าประเภทการค้าอสังหาริมทรัพย์มีหน้าที่เสียภาษีการค้าจากรายรับที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร รายรับดังกล่าวจะต้องเป็นรายรับที่แท้จริงและเป็นรายรับที่สมควรที่จะได้รับตามปกติจากการค้าอสังหาริมทรัพย์นั้นด้วย เมื่อราคาตามสัญญาจะซื้อจะขายที่โจทก์ทำกับลูกค้ามีราคาสูงกว่าราคาตามสัญญาซื้อขายที่จดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน การกระทำเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าโจทก์มีเจตนาที่จะปกปิดราคา อันแท้จริงที่โจทก์ขายห้องชุดให้แก่ลูกค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี จึงน่าเชื่อว่าราคาขายห้องชุดของโจทก์ตามสัญญาซื้อขายซึ่งจดทะเบียนที่สำนักงานที่ดินมิใช่ราคาขายที่แท้จริง ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดตามที่วินิจฉัยไว้ในข้อที่ ๑ ว่า โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและเสียภาษีการค้าเดือนมีนาคม ๒๕๓๔ ประกอบกับโจทก์มีเจตนาที่จะปกปิดราคาขาย อันแท้จริงของห้องชุดด้วยแล้ว เจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับและเงินเพิ่มได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๘๗ (๑) (๒) และมาตรา ๘๗ ทวิ ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยกำหนดรายรับของโจทก์ขึ้นใหม่ตาม มูลค่าที่โจทก์พึงได้รับตามราคาประเมินของกรมที่ดินที่ใช้เก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าได้ เพราะถือได้ว่าเป็นราคาที่สมควรเหมาะสมและเป็นราคาตลาด ที่โจทก์ควรจะขายได้ตามความเป็นจริง ส่วนราคาที่โจทก์อ้างว่าขายให้แก่ผู้ซื้อนั้นมิใช่เป็นราคาซื้อขายจริงและ เป็นราคาต่ำกว่าราคาตลาด ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินถือรายรับตามราคาประเมินที่ใช้อยู่ ในวันโอนมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีการค้าจึงชอบแล้ว

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปว่า ในการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะตามฟ้องเจ้าพนักงานประเมินถือรายรับตามราคา ประเมินที่ใช้อยู่ในวันโอนเป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะชอบหรือไม่ โจทก์เป็นผู้ประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๒ (๖) ในการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องนำรายรับ จากการประกอบกิจการ คือรายรับก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๕ (๖) มาเป็นฐานในการคิดคำนวณก็ตาม แต่รายรับดังกล่าวจะต้องเป็นรายรับที่เป็นจริงและควรจะได้รับตามปกติจากการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วย กล่าวคือ จะต้องเป็นราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาดในวันที่มีการจดทะเบียนการโอนด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในขณะจดทะเบียนโอนขายอาคารชุดนั้นทางสำนักงานทะเบียนที่ดินเก็บค่าธรรมเนียมและอากรแสตมป์โดยคิดคำนวณ จากราคาประเมินของกรมที่ดินที่ใช้จัดเก็บค่าธรรมเนียมสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินที่ใช้ในขณะนั้นโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์โต้แย้งว่าไม่ถูกต้องแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังปรากฏว่าโจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการและ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนเมษายน ๒๕๓๕ ฉะนั้นเจ้าพนักงานประเมินย่อมมีอำนาจที่จะประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยกำหนดรายรับของโจทก์จากการขายอาคารชุดที่โจทก์ควรจะได้รับหรือควรจะขายได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๑/๑๕ และ ๙๑/๑๖ ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินก็ได้ประเมินโดยถือเอารายรับตามราคาประเมิน ที่ใช้อยู่ในวันโอนทางทะเบียนมาเป็นฐานในการคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษา ยกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนจำเลยทั้งห้า.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.รัษฎากร ม. 87 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทพัทยาบีชคอนโด (1988) จำกัด
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประสิทธิ์ สนามชวด
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4580/2546
#110985
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทราบวันนัดฟังคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางในวันที่ 26 ธันวาคม 2544 แล้ว แต่ไม่มาศาลในวันดังกล่าว และไม่ได้ขวนขวายดำเนินการขอคัดถ่ายคำพิพากษาของศาลและคำเบิกความพยานตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เพื่อจัดทำอุทธรณ์โดยเร็ว กลับปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปนานถึง 20 วัน ทนายจำเลยจึงได้ขอคัดถ่ายคำพิพากษาและคำเบิกความพยาน ซึ่งศาลได้อนุญาตในวันนั้นเอง ต่อมาวันที่ 21 มกราคม 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก 1 เดือน นับแต่วันครบระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลมีคำสั่งยกคำร้องในวันเดียวกัน และทนายจำเลยได้รับสำเนาคำพิพากษาและคำเบิกความพยานที่ขอคัดถ่ายในวันดังกล่าว แต่จำเลยไม่ได้นำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นทั้งที่ยังเหลือระยะเวลาอีก 7 วัน ก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ แม้คดีนี้จะมีทุนทรัพย์สูง แต่เป็นคดีไม่ซับซ้อน คำเบิกความของพยานและเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการอุทธรณ์มีไม่มาก ทนายจำเลยเป็นทนายมาตั้งแต่เริ่มการพิจารณา ย่อมทราบข้อเท็จจริงต่าง ๆ อยู่แล้วย่อมสามารถยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาได้ ที่ทนายจำเลยอ้างว่าหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาแล้วไม่สามารถติดต่อกับจำเลยได้ และต้องใช้เวลารวบรวมค่าธรรมเนียมศาลนั้น ตามใบแต่งทนายความระบุไว้ชัดแจ้งว่า ทนายจำเลยมีอำนาจในการอุทธรณ์ฎีกาได้ ดังนั้น ทนายจำเลยสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องพบจำเลยก่อน ส่วนเงินค่าธรรมเนียมศาลนั้น แม้จะมีจำนวนสูง แต่ทนายจำเลยมีสิทธิที่จะขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลออกไปได้โดยไม่ต้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ กรณีจึงเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยที่ดำเนินการล่าช้าเอง ไม่มีเหตุสมควรที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินจำนวน ๗,๓๗๒,๐๓๑.๕๕ บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยเงินเพิ่มอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะต้องชำระในแต่ละเดือนภาษีนับแต่วันฟ้องวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๔๔ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เมื่อรวมกับเงินเพิ่มถึงวันฟ้องแล้วต้องไม่เกินจำนวนภาษีที่จะต้องชำระในแต่ละเดือนภาษี ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๒,๒๗๗,๗๙๙.๗๗ บาท คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

ก่อนครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก ๑ เดือน นับแต่วันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๔

ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า นับตั้งแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟัง จำเลยทั้งสองมีระยะเวลาที่จะจัดทำอุทธรณ์และนำมายื่นต่อศาลฎีกาได้ตามกฎหมายนานถึง ๑ เดือน แต่จำเลยทั้งสองไม่ได้ขวนขวายดำเนินการขอคัดถ่ายคำพิพากษาและคำเบิกความของพยานโจทก์จำเลยตลอดจนเอกสารต่าง ๆ เพื่อจัดทำคำฟ้องอุทธรณ์โดยเร็ว กลับปล่อยปละละเลยให้เวลาล่วงเลยไปนานถึง ๒๐ วัน จึงได้ขอคัดถ่ายคำพิพากษาและคำเบิกความของพยานโจทก์จำเลยต่อศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางก็ได้อนุญาตในวันนั้นเอง ต่อมาวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๔๕ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาออกไปอีก ๑ เดือน นับตั้งแต่วันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องในวันนั้นเอง และในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองได้รับสำเนาคำพิพากษาและคำเบิกความพยานโจทก์จำเลยไปแล้วด้วย ตั้งแต่วันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องจนถึงวันที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์มีเวลานานถึง ๗ วัน ที่ทนายจำเลยสามารถนำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นต่อศาลได้ เพราะได้รับเอกสารต่าง ๆ ที่ขอจากศาลไปครบถ้วนแล้ว แต่ทนายจำเลยกลับปล่อยเวลาให้ผ่านพ้นไปอีกโดยมิได้ดำเนินการจัดทำคำฟ้องอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่คดีนี้แม้จะมีทุนทรัพย์สูง แต่เป็นคดีที่ไม่ซับซ้อน คำเบิกความของพยานบุคคลและพยานเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ประกอบในการจัดทำคำฟ้องอุทธรณ์มีจำนวนไม่มาก ทนายจำเลยเองเป็นทนายในคดีนี้มาตั้งแต่เริ่มการพิจารณาย่อมทราบข้อเท็จจริงในคดีตลอดจนเอกสารต่าง ๆ ดีอยู่แล้ว หากตั้งใจจริงแล้วก็สามารถนำคำฟ้องอุทธรณ์มายื่นต่อศาลฎีกาภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ได้ ข้อที่จำเลยอ้างเป็นทำนองว่าได้รับเอกสารที่ขอคัดถ่ายจากศาลภาษีอากรกลางล่าช้าจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ทนายจำเลยอ้างว่าหลังจากศาลอ่านคำพิพากษาแล้วไม่สามารถติดต่อกับจำเลยทั้งสองได้เพราะจำเลยทั้งสองไม่อยู่ติดงานเทศกาลปีใหม่ และต้องใช้เวลารวบรวมเงินค่าธรรมเนียมวางศาลเป็นจำนวนสูงมากนั้น เห็นว่า ตามใบแต่งทนายความจำเลยได้ระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่าให้ทนายจำเลยมีอำนาจในการอุทธรณ์ฎีกาได้ ดังนั้นหากประสงค์จะอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ทนายจำเลยก็สามารถดำเนินการได้เลยโดยมิต้องรอพบจำเลยทั้งสองก่อน และหากภายหลังจำเลยทั้งสองไม่ประสงค์จะอุทธรณ์ก็สามารถถอนคำฟ้องอุทธรณ์ได้ สำหรับเงินค่าธรรมเนียมวางศาลนั้นแม้จะมีจำนวนสูงแต่ทนายจำเลยก็มีสิทธิที่จะขอขยายระยะเวลาวางเงินต่อศาลออกไปได้โดยมิต้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ กรณีเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยที่ดำเนินการล่าช้าเอง จึงไม่มีเหตุสมควร และไม่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๑๙ ที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำร้องของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมสรรพากร
จำเลย — บริษัทโชควันชัย จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นางสาวชูชีพ ปิณฑะสิริ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2546
#111749
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยได้ยินยอมมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ให้โจทก์ทั้งสองยึดถือไว้เป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อโจทก์ทั้งสอง เมื่อจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์ทั้งสองอยู่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) คืนจากโจทก์ทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามเช็คจำนวน ๓,๒๗๐,๒๙๓.๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓,๒๒๙,๑๕๕ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์คืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลย

โจทก์ทั้งสองให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้ายังไม่ครบถ้วน โจทก์จึงมีสิทธิยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่จำเลยนำมาวางไว้เป็นประกันหนี้ได้ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๒) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน ๓,๒๒๙,๑๕๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๔๒) ต้องไม่เกิน ๔๑,๑๓๘.๕๕ บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ ๕,๐๐๐ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ทั้งสอง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์สำหรับฟ้องแย้งให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า โจทก์ทั้งสองต้องคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม ๓ ฉบับ ตามฟ้องแย้งให้แก่จำเลยหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทำหนังสือค้ำประกันหนี้ลงวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๙ เพื่อค้ำประกันการซื้อสินค้าเงินเชื่อตามใบสั่งสินค้าเลขที่ ๑๗๗๐ รวมถึงหนี้ที่ก่อขึ้นหลังการทำสัญญา เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าว จำเลยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์รวม ๓ ฉบับ ให้โจทก์ทั้งสองยึดถือไว้เป็นประกันการชำระหนี้ตามเอกสารหมาย ล. ๕ เห็นว่า จำเลยมอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่โจทก์ทั้งสองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ตราบใดที่โจทก์ทั้งสองยังไม่ได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้นเชิง โจทก์ทั้งสองย่อมมีสิทธิที่จะยึดถือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวไว้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยค้างชำระค่าสินค้าโจทก์ทั้งสองตามที่วินิจฉัยแล้วในปัญหาประการแรก จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะขอให้บังคับโจทก์ทั้งสองคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่จำเลย

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาแทนโจทก์ทั้งสอง ๓,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 241
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสมนึก กาญจนจารุรัตน์ กับพวก
จำเลย — นายพินิต แสงทองสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายวีระศักดิ์ ไชยสุขเจริญกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายปกรณ์ มหรรณพ
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4526/2546
#49909
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและ ส. (ผู้ตาย) ต่างขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทส. จึงมีส่วนในการกระทำผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่า ส. มิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ป. โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยาของ ส. จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทน ส. ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ ป. เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ป. ไม่มีสิทธิฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กฉบ ชัยนาท 20 ไปตามถนนชัยนาท-สิงห์บุรี จากจังหวัดชัยนาท มุ่งหน้าไปจังหวัดสิงห์บุรี โดยประมาทด้วยความเร็วสูงถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักขวา และมีนายสุนทร เมฆศรีสวรรค์ ขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน จ ชัยนาท 4199 รออยู่ไหล่ทางเพื่อจะเลี้ยวตัดช่องเดินรถที่จำเลยขับ เพื่อเข้าสู่ช่องเดินรถที่จะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยนาท เมื่อจำเลยเห็นนายสุนทรขับรถจักรยานยนต์ออกจากไหล่ทาง จำเลยควรใช้ความระมัดระวังโดยการชะลอความเร็วรถลง และให้สัญญาณแตรเตือนให้นายสุนทรทราบว่ารถที่จำเลยขับกำลังจะแล่นผ่านมา ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่โดยจำเลยยังคงขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงไม่ให้สัญญาณแตรเตือน และนายสุนทรขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทโดยไม่หยุดรอให้รถทางตรงแล่นผ่านไปก่อน กลับขับรถตัดข้ามช่องเดินรถที่จำเลยขับ จำเลยจึงไม่สามารถบังคับรถหลบหรือหยุดรถได้ทัน จึงเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเสียหาย นายสุนทรถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางเปี๊ยก เมฆศรีสวรรค์ ภริยาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (ที่ถูกเป็นมาตรา 43 (4)), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำฟ้องฎีกาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและนายสุนทร เมฆศรีสวรรค์ ต่างขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความประมาท นายสุนทรจึงมีส่วนในการกระทำผิดทางอาญาด้วย ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่านายสุนทรมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยานายสุนทรจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนนายสุนทรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5(2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางเปี๊ยก เมฆศรีสวรรค์ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ดังนี้ นางเปี๊ยกจึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องฎีกาด้วยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของนางเปี๊ยก"

พิพากษายกฎีกาของนางเปี๊ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 291
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 ม. 30 ม. 216
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง เปี๊ยก เมฆศรีสวรรค์
จำเลย — นาย เกริกชัย พิมานชัย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4526/2546
#50857
เปิดฉบับเต็ม

พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องว่า จำเลยและ ส. ต่างขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ ส. ถึงแก่ความตาย ส. จึงมีส่วนในการกระทำผิดทางอาญาด้วย ส. จึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) ป. ภริยาของ ส. จึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทน ส. ซึ่งถึงแก่ความตายตามมาตรา 5(2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2545 เวลา 18.15 นาฬิกา จำเลยขับรถจักรยานยนต์ หมายเลขทะเบียน กฉบ ชัยนาท 20 ไปตามถนนชัยนาท - สิงห์บุรีจากจังหวัดชัยนาท มุ่งหน้าไปจังหวัดสิงห์บุรี โดยประมาทด้วยความเร็วสูงถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นทางโค้งหักขวา และมีนายสุนทร เมฆศรีสวรรค์ ขับรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน จ ชัยนาท - 4199 รออยู่ไหล่ทางเพื่อจะเลี้ยวตัดช่องเดินรถที่จำเลยขับ เพื่อเข้าสู่ช่องเดินรถที่จะมุ่งหน้าไปยังจังหวัดชัยนาท เมื่อจำเลยเห็นนายสุนทรขับรถจักรยานยนต์ออกจากไหล่ทาง จำเลยควรใช้ความระมัดระวังโดยการชะลอความเร็วรถลงและให้สัญญาณแตรเตือนให้นายสุนทรทราบว่ารถที่จำเลยขับกำลังจะแล่นผ่านมา ซึ่งจำเลยอาจใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้นได้ แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ โดยจำเลยยังคงขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูงไม่ให้สัญญาณแตรเตือน และนายสุนทรขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวด้วยความประมาทโดยไม่หยุดรอให้รถทางตรงแล่นผ่านไปก่อนกลับขับรถตัดข้างช่องเดินรถที่จำเลยขับ จำเลยจึงไม่สามารถบังคับรถหลบหรือหยุดรถได้ทัน จึงเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกันเสียหายนายสุนทรถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางเปี๊ยก เมฆศรีสวรรค์ ภริยาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (ที่ถูกเป็นมาตรา 43(4)), 157 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า โจทก์ร่วมมีสิทธิยื่นคำฟ้องฎีกาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยและนายสุนทร เมฆศรีสวรรค์ ต่างขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความประมาท นายสุนทรจึงมีส่วนในการกระทำผิดทางอาญาด้วยดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่านายสุนทรมิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) โจทก์ร่วมซึ่งเป็นภริยานายสุนทรจึงไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนนายสุนทรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 5(2) และไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการซึ่งเป็นโจทก์เดิมได้การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นางเปี๊ยก เมฆศรีสวรรค์ เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเสีย ดังนี้ นางเปี๊ยกจึงไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้องฎีกาด้วยศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของนางเปี๊ยก"

พิพากษายกฎีกาของนางเปี๊ยก
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดชัยนาท
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาง เปี๊ยก เมฆศรีสวรรค์
จำเลย — นาย เกริกชัย พิมานชัย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4515/2546
#55024
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง คำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน ดังนั้น การยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ จึงไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดในอนาคตของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกัน แม้จำเลยที่ 1 อาจรับผิดไม่เต็มจำนวนหนี้ก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระเงินให้โจทก์โดยมีเงื่อนไขว่าหากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดลดลงจำนวนเท่าใดก็ให้นำมาหักจากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องรับผิดตามคำพิพากษาจึงไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ประกอบธุรกิจเงินทุนเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 ตกลงใช้สินเชื่อจากโจทก์วงเงิน 30,000,000 บาทอัตราดอกเบี้ยตกลงเป็นคราว ๆ ไป กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน โดยชำระงวดแรกนับแต่เดือนแรกที่รับเงิน ตกลงชำระคืนเงินต้นตามที่กำหนดในตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายให้โจทก์ เพื่อเป็นหลักฐานการชำระหนี้ หากผิดนัดให้คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศของโจทก์และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ในการกู้ยืมเงินของจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้าค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในวงเงิน 30,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้เบิกใช้เงินจากโจทก์และได้มีการเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินที่ถึงกำหนดชำระเรื่อยมาโดยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 จำเลยที่ 1 ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่พี 025645 จำนวน 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี กำหนดชำระคืนเมื่อทวงถาม จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม2541 จำนวน 443,835.62 บาท โจทก์นำไปหักชำระค่าดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน2541 ถึง 30 มิถุนายน 2541 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 มิได้ชำระหนี้ให้โจทก์อีก อันเป็นการผิดข้อตกลง จำเลยที่ 1 ค้างชำระเงินต้น 30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2542 (วันฟ้อง) จำนวน 8,514,246.57 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 38,514,246.57 บาท ในการคิดดอกเบี้ยผิดนัดโจทก์คิดตามประกาศของโจทก์ดังนี้ วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 ถึงวันที่ 19 ตุลาคม 2541 อัตราร้อยละ30 ต่อปี วันที่ 20 ตุลาคม 2541 ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2542 อัตราร้อยละ 25 ต่อปี และวันที่ 2 มิถุนายน 2542 ถึงวันที่ 18 สิงหาคม 2542 (วันฟ้อง) อัตราร้อยละ 18 ต่อปี จำเลยที่ 1 จะต้องชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากต้นเงิน 30,000,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ได้ทวงถามจำเลยทั้งสามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 38,514,246.57 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี จากเงินต้น 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า หนังสือมอบอำนาจของโจทก์มิได้ทำขึ้นโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อย่างถูกต้อง จำเลยที่ 1 ไม่เคยได้รับเงินกู้ ไม่เคยทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ และไม่เคยออกตั๋วสัญญาใช้เงินหรือเปลี่ยนตั๋วสัญญาใช้เงินที่ถึงกำหนดชำระแต่อย่างใด อีกทั้งบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารต่าง ๆ ก็ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 และตราสำคัญที่ประทับในเอกสารเหล่านั้นก็ไม่ใช่ตราสำคัญของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเงินกู้เกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี เพราะเกินกว่าที่กฎหมายให้สิทธิและโจทก์คำนวณยอดหนี้ผิดพลาด จำเลยทั้งสามไม่เคยได้รับการติดต่อทวงถามและไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา บริษัท บริหารสินทรัพย์ จตุจักร จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1 ชั่วคราวเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ไว้เพื่อพิจารณาเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2543 และต่อมาเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 จึงมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้โดยตั้งให้บริษัทฟาร์อิสต์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 30,000,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยมีเงื่อนไขว่าหากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดลดลงจำนวนเท่าใด ก็ให้นำมาหักจากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาคดีนี้ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ15,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าในระหว่างพิจารณาคดีนี้ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งงดการพิจารณาคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และจำหน่ายคดีจำเลยที่ 1ชั่วคราวเพราะจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และศาลล้มละลายกลางสั่งรับคำร้องขอดังกล่าวไว้พิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ต่อศาลฎีกาว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน30,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าหากยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดลดลงจำนวนเท่าใดก็ให้นำยอดหนี้ที่ลดลงนั้นมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3ต้องรับผิดด้วย เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ศาลฎีกาเห็นว่า ขณะที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ศาลล้มละลายกลางเพียงรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาเท่านั้นมีผลตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12แต่เพียงว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีแพ่งลูกหนี้ไว้ก่อนแล้ว ก็ให้งดพิจารณาคดีไว้ก่อนเท่านั้นไม่มีบทบัญญัติกฎหมายมาตราใด ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาดังกล่าวได้ เมื่อนำมาตรา 90/60วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาพิจารณาประกอบได้ความว่าแม้ต่อมาศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการก็ตาม ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของบุคคลซึ่งเป็นหุ้นส่วนกับลูกหนี้ หรือผู้รับผิดร่วมกับลูกหนี้ หรือผู้ค้ำประกัน ดังนั้นการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลกระทบต่อความรับผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในอนาคตแต่ประการใด แม้จำเลยที่ 1 อาจรับผิดไม่เต็มจำนวนหนี้ก็ตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 101 เรื่องสิทธิในการยื่นขอคำรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยในเวลาภายหน้า หากจำเลยที่ 1 ถูกพิทักษ์ทรัพย์มาในคำแก้อุทธรณ์เห็นว่า เป็นคนละเรื่องและคนละขั้นตอนกับคดีนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 30,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/12 ม. 90/60 ม. 101
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนบุคคลัภย์ จำกัด (มหาชน)ฯ
จำเลย — บริษัท เอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา