คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4191/2546
#50913
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากศาลตั้งผู้ทำแผนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องดำเนินการโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับเพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 90/20 และ 90/24 ฉะนั้นกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง ต้องถือเอาวันที่ได้มีการโฆษณาคำสั่งต่อสาธารณชนเป็นสำคัญ หากวันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษากับวันโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ตรงกัน ต้องนับวันโฆษณาในฉบับหลัง เมื่อผู้คัดค้านได้โฆษณาประกาศคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในหนังสือพิมพ์ฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 และโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 2 เมษายน 2545 จึงต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษา แต่การลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษายังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อใดอันจะเป็นการเริ่มต้นนับวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วเสร็จและนำออกเผยแพร่ให้กับสมาชิกที่ไปรับหนังสือราชกิจจานุเบกษาที่ส่วนงานราชกิจจานุเบกษาด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 คำสั่งโฆษณาตั้งผู้ทำแผนจึงต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาฉบับหลังซึ่งได้นำเผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 ไม่ใช่วันที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันหรือวันที่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษาที่ยังไม่ได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านจะได้ส่งแบบฟอร์มยื่นคำขอรับชำระหนี้พร้อมประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในหนึ่งเดือนให้เจ้าหนี้ทราบเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2545 ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 90/24 วรรคสอง จะต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลาย เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวกับกำหนดวันที่เจ้าหนี้จะยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 13 มิถุนายน 2545 จึงยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเดลต้าโฮลดิ้งส์ จำกัด ลูกหนี้ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านไม่รับคำขออ้างว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลามาตรา 90/26 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้านให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว มาตรา 90/20 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 บัญญัติว่า "ให้ศาลแจ้งคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ...ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทราบ และให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์โฆษณาคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับ..." และมาตรา 90/24 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ให้นำความในมาตรา 90/20 วรรคสี่... มาใช้บังคับโดยอนุโลม..."จึงเห็นได้ว่าหลังจากศาลตั้งผู้ทำแผนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องดำเนินการโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับเพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยเช่นกันฉะนั้นกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง นั้นต้องถือเอาวันที่ได้มีการโฆษณาคำสั่งต่อสาธารณชนเป็นสำคัญ หากวันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษากับวันโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ตรงกัน ต้องนับวันโฆษณาในฉบับหลัง สำหรับคดีนี้ปรากฏในคำแถลงคัดค้านของผู้คัดค้านว่า ผู้คัดค้านได้โฆษณาประกาศคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในหนังสือพิมพ์สยามรัฐและหนังสือพิมพ์มติชนฉบับลงวันที่ 14 มีนาคม 2545 กับได้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 2 เมษายน 2545 เล่มที่ 119 ตอนที่ 27 ง. รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาถึงเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าได้มีการลงประกาศคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ในกรณีนี้จึงต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษา แต่อย่างไรก็ตามการลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อใดอันจะเป็นการเริ่มต้นนับวันยื่นคำขอรับชำระหนี้ ความปรากฏต่อมาว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือชี้แจงไปยังเจ้าหนี้ตามหนังสือที่ นร 0204/8660 ความว่า ประกาศของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เรื่องคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนที่ลงในราชกิจจานุเบกษานั้นได้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วเสร็จและนำออกเผยแพร่ให้กับสมาชิกที่ไปรับหนังสือราชกิจจานุเบกษาที่ส่วนงานราชกิจจานุเบกษาด้วยตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำร้องของเจ้าหนี้หมายเลข 3 ดังนี้ คำสั่งโฆษณาตั้งผู้ทำแผนต้องถือเอาวันที่ได้ลงโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาฉบับหลัง ซึ่งได้นำเผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกในวันที่ 17 พฤษภาคม 2545 ไม่ใช่วันที่ลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันหรือวันที่ได้ลงในราชกิจจานุเบกษาที่ยังไม่ได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนอย่างใดอย่างหนึ่งที่กล่าวมาแม้ผู้คัดค้านจะได้ส่งแบบฟอร์มยื่นคำขอรับชำระหนี้ (ฟ.20) พร้อมประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ยื่นขอรับชำระหนี้ภายในหนึ่งเดือนให้เจ้าหนี้ทราบเมื่อวันที่ 20มีนาคม 2545 ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เอกสารท้ายคำคัดค้านหมายเลข 3ก็ตาม ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามมาตรา 90/24 วรรคสองที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องแจ้งคำสั่งดังกล่าวไปยังเจ้าหนี้ทั้งหลาย เป็นคนละกรณีไม่เกี่ยวกับกำหนดวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในวันที่ 13 มิถุนายน 2545 ยังไม่พ้นกำหนดระยะเวลาหนึ่งเดือนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/20 ม. 90/24 ม. 90/26
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — บริษัท ทรัพย์พิมาน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4191/2546
#110952
เปิดฉบับเต็ม

มาตรา 90/20 วรรคสี่ และมาตรา 90/24 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 กำหนดว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องดำเนินการโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับเพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชน ฉะนั้นกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา 90/26 วรรคหนึ่ง นั้น ต้องถือเอาวันที่ได้มีการโฆษณาคำสั่งต่อสาธารณชนเป็นสำคัญ หากวันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษากับวันโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ตรงกัน ต้องนับวันที่ประกาศโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาซึ่งลงประกาศเป็นฉบับหลังสุด

เมื่อการลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาไม่ได้ความชัดแจ้งว่าได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อใด จึงต้องนับเอาวันที่ได้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วเสร็จและนำออกเผยแพร่ให้สมาชิกรับไปเป็นวันเริ่มต้นนับระยะเวลาวันยื่นคำขอรับชำระหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของบริษัทเดลต้า โฮลดิ้งส์ จำกัด ลูกหนี้ ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้คัดค้านไม่รับคำขออ้างว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลามาตรา ๙๐/๒๖ แห่ง พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านยื่นคำแถลงคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางพิจารณาแล้วมีคำสั่งกลับคำสั่งของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านรับคำขอรับชำระหนี้ของผู้ร้องไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว มาตรา ๙๐/๒๐ วรรคสี่ และมาตรา ๙๐/๒๔ วรรคสอง กำหนดว่าหลังจากศาลตั้งผู้ทำแผนแล้วเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะต้องดำเนินการโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาและหนังสือพิมพ์รายวันที่แพร่หลายไม่น้อยกว่าสองฉบับ เพื่อเป็นการเผยแพร่ต่อสาธารณชนด้วยเช่นกัน ฉะนั้นกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะต้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนตามมาตรา ๙๐/๒๖ วรรคหนึ่ง นั้น ต้องถือเอาวันที่ได้มีการโฆษณาคำสั่งต่อสาธารณชนเป็นสำคัญ หากวันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษากับวันโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันไม่ตรงกัน ต้องนับวันโฆษณาในราชกิจจานุเบกษาซึ่งลงประกาศเป็นฉบับหลังสุด เมื่อการลงโฆษณาคำสั่งตั้งผู้ทำแผนในราชกิจจานุเบกษาไม่ได้ความชัดแจ้งว่าได้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนเมื่อใด จึงต้องนับเอาวันที่ได้จัดพิมพ์หนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วเสร็จและนำออกเผยแพร่ให้สมาชิกรับไป เป็นการเริ่มต้นนับระยะเวลาวันยื่นคำขอรับชำระหนี้?

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/20 วรรคสี่ ม. 90/24 วรรคสอง ม. 90/26 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ — บริษัทเดลต้า โฮลดิ้งส์ จำกัด
ผู้ร้อง — บริษัททรัพย์พิมาน จำกัด
ผู้คัดค้าน — เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลล้มละลายกลาง — นางสาวอัจฉรา ประจันนวล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4171/2546
#50912
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 คำว่า "มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด" บ่งชี้ว่าต้องมีความผิดเกิดขึ้นศาลจึงจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินได้ นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) การริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่งสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิดศาลจะสั่งริบทรัพย์ที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดได้ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และโจทก์ต้องฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดนั้นด้วย แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเพียงว่าจำเลยมีกัญชาอัดแท่งและมีกัญชาผสมยาเส้นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานผลิตกัญชาและฐานเสพกัญชาโจทก์จึงขอให้ศาลสั่งริบถุงพลาสติกใส มีด เขียงพลาสติก และบ้องกัญชาด้วยไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 อัดแท่งใหญ่จำนวน 1 แท่ง น้ำหนัก 79.88 กรัม และอัดแท่งเล็กจำนวน 17 แท่ง น้ำหนักรวม 40.02 กรัม และกัญชาผสมยาเส้นจำนวน 1 ห่อ น้ำหนัก 1.86 กรัม แต่ไม่อาจแยกชั่งน้ำหนักของกัญชาได้ ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่าย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมกัญชาจำนวนดังกล่าว และถุงพลาสติกใส 60 ใบ บ้องกัญชา 1 บ้อง มีด 1 เล่ม เขียงพลาสติก 1 อัน ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการแบ่งบรรจุเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 26, 76, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคสอง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบถุงพลาสติกใส บ้องกัญชามีดและเขียงพลาสติก แต่ให้คืนของกลางดังกล่าวแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 ศาลมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด เว้นแต่ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดคำว่า "มิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด" บ่งชี้ว่าต้องมีความผิดเกิดขึ้นศาลจึงจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินได้ นอกจากนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18(5) การริบทรัพย์สินเป็นโทษอย่างหนึ่งสำหรับลงแก่ผู้กระทำความผิด จึงเห็นได้ว่าศาลจะสั่งริบทรัพย์สินที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดได้ต่อเมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขึ้น และโจทก์ต้องฟ้องขอให้ลงโทษในความผิดนั้นด้วย แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องเพียงว่าจำเลยมีกัญชาอัดแท่งและมีกัญชาผสมยาเส้นไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเท่านั้น โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานผลิตกัญชาและฐานเสพกัญชา ดังนั้น โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบถุงพลาสติกใส มีด เขียงพลาสติก และบ้องกัญชาหาได้ไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 18 (5) ม. 33
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดยะลา
จำเลย — นาย ธีรวิทย์ ตั้งสิริวรกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชัย เกษชุมพล
จำรูญ แสนภักดี
สุมิตร สุภาดุลย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2546
#51030
เปิดฉบับเต็ม

บันทึกตกลงเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 มีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน หนี้สินและภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฝ่ายหนึ่งกับ ย. อีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินจึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้ บันทึกตกลงเลิกบริษัทจึงไม่อาจถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้แก่โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายฮ่องกง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนางสาวยุพาภรณ์ มากกิตติ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2539 และวันที่ 21 สิงหาคม 2539 จำเลยที่ 1 ได้จัดกลุ่มทัวร์ของมติชนไปเที่ยวเมืองฮ่องกงโดยจ้างโจทก์ให้เป็นผู้ดูแลและจัดทำรายการทัวร์ อาหาร โรงแรม รวม 2 ครั้ง ซึ่งโจทก์ดำเนินการให้จำเลยที่ 1 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 146,100 เหรียญฮ่องกง เมื่อครบกำหนดการชำระหนี้ จำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 50,000 เหรียญฮ่องกง ยังค้างชำระเงินอีกจำนวน 96,100 เหรียญฮ่องกง โจทก์ติดตามทวงถามแต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย ต่อมากรรมการของจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเลิกบริษัท โดยมีรายละเอียดในเรื่องทรัพย์สินหนี้สิน และภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ โดยจำเลยที่ 2และที่ 3 ยอมรับชำระหนี้จำนวน 96,100 เหรียญฮ่องกงเป็นการส่วนตัว โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้วแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉยต่อมากรรมการของจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเลิกบริษัท โดยมีรายละเอียดในเรื่องทรัพย์สินหนี้สิน และภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมรับชำระหนี้ จำนวน 96,100 เหรียญฮ่องกงเป็นการส่วนตัว โจทก์ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย จำเลยทั้งสามจึงต้องรับผิดชำระเงินจำนวน 96,100 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นเงินไทยจำนวน 517,233.26 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญฮ่องกง เท่ากับ 5.38224 บาท ณวันที่ 15 กรกฎาคม 2541) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่จำเลยที่ 1ว่าจ้างโจทก์ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 21 สิงหาคม 2539 คิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 693 วันเป็นเงิน 73,652.59 บาท รวมเป็นเงิน 590,885.85 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 590,885.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้น 517,233.26 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยว่าจ้างโจทก์ทำอาหาร ไม่เคยจัดกลุ่มทัวร์ไปเที่ยวเมืองฮ่องกง ค่าใช้จ่ายจำนวน 146,100 เหรียญฮ่องกง ไม่ใช่เรื่องจริงจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามจากโจทก์ ไม่เคยทำบันทึกเลิกบริษัทตามบันทึกบริษัทท้ายฟ้อง บันทึกดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 เป็นเพียงกรรมการบริษัทเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยทำบันทึกเลิกบริษัทและไม่เคยตกลงรับผิดในภาระหนี้สินและความรับผิดของบริษัทจำเลยที่ 1 ลายมือชื่อของจำเลยที่ 3 ในบันทึกเลิกบริษัทเป็นลายมือชื่อปลอม หนี้สินตามฟ้องเป็นเรื่องระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้นจำเลยที่ 3 เป็นเพียงกรรมการบริษัท การกระทำอย่างใด ๆ ของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จึงไม่จำต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 517,233.26 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 73,652.59 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 ที่ 3 และนางสาวยุพาภรณ์ มากกิตติ เป็นกรรมการจำเลยที่ 1 ว่าจ้างโจทก์เป็นผู้ดูแลและจัดทำรายการทัวร์ของมติชนไปเมืองฮ่องกงรวม 2ครั้ง และค้างชำระหนี้ค่าจ้างดังกล่าวแก่โจทก์จำนวน 96,000 เหรียญฮ่องกง คิดเป็นเงินไทยจำนวน 517,233.26 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับนางสาวยุพาภรณ์ได้ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ 1 โดยแบ่งกันรับภาระในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกเลิกบริษัทเอกสารหมาย จ.12 ซึ่งตามบันทึกดังกล่าวระบุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว โดยนางสาวยุพาภรณ์จะเป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 หลังทำบันทึกเลิกบริษัทแล้ว บริษัทจำเลยที่ 1ก็เลิกประกอบกิจการ แต่จนกระทั่งถึงวันฟ้องก็ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า บันทึกเลิกบริษัทเอกสารหมาย จ.12 เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ เป็นการแสดงเจตนาถือเอาประโยชน์จากสัญญาดังกล่าวแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ได้ เห็นว่า บันทึกเลิกบริษัทเอกสารหมาย จ.12 เป็นบันทึกตกลงเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน หนี้สินและภาระความรับผิดชอบต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฝ่ายหนึ่งกับนางสาวยุพาภรณ์อีกฝ่ายหนึ่ง จึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังเป็นนิติบุคคลข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามเอกสารหมาย จ.12 จึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้ บันทึกเลิกบริษัทตามเอกสารหมาย จ.12 จึงไม่อาจถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกบริษัทดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท รีไลแอนซ์ แทรเวิล (ฮ่องกง) จำกัด
จำเลย — บริษัท วี.อาร์.ทราเวล จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4170/2546
#112694
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 และที่ 3 กับ ย. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ 1 ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 และมีข้อตกลงเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน หนี้สิน และภาระความรับผิดต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฝ่ายหนึ่ง กับ ย. ฝ่ายหนึ่ง โดยระบุให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย เพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึกจึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้ และบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ มาตรา 374 โจทก์จึงไม่อาจอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทนั้นบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน ๕๙๐,๘๘๕.๘๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๕๑๗,๒๓๓.๒๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๓๙ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน ๗๓,๖๕๒.๕๙ บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ กับนางสาวยุพาภรณ์ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงกันเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ตกลงจัดการทรัพย์สินและหนี้สินของจำเลยที่ ๑ โดยแบ่งกันรับภาระในการชำระหนี้ของจำเลยที่ ๑ และได้ทำบันทึกเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ รับภาระในการชำระหนี้การค้าระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ เป็นการส่วนตัว บันทึกดังกล่าวจึงถือเป็นข้อตกลงที่กำหนดหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายเพื่อประสงค์จะระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดการแบ่งปันทรัพย์สินและชำระหนี้สินของจำเลยที่ ๑ ซึ่งมีอยู่ให้เสร็จสิ้นไปเมื่อมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ ดังนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ ยังเป็นนิติบุคคล ข้อตกลงในการจัดการทรัพย์สินและหนี้สินตามบันทึก จึงยังไม่อาจมีผลบังคับได้และบันทึกเลิกบริษัทไม่ถือเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๔ โจทก์จะอาศัยข้อตกลงในบันทึกเลิกบริษัทดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์หาได้ไม่

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 374
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท รีไลแอนซ์ แทรเวิล (ฮ่องกง) จำกัด
จำเลย — บริษัท วี. อาร์. ทราเวล จำกัด ที่ 1 กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายครรชิต วงศ์ไทย
ศาลอุทธรณ์ — นายพิสิฐ ฐิติภัค
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4167/2546
#50911
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อครบกำหนดอนุญาตแล้ว โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการขอทำกินต่อไปอีก ปรากฏว่าโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวถึงปี 2531 นั้นเมื่อพ้นกำหนดเวลาทางราชการจะส่งเจ้าหน้าที่มารับคำขอเพื่อนำไปจัดทำใบ สทก.2ต่อไป แต่ในปี 2532 ทางราชการมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจึงไม่ได้จัดส่งคนไปรับคำขอเพิ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปรับคำขอเมื่อปี 2533 กรณีจึงเป็นเรื่องตกค้างจากปี 2533 ซึ่งป่าไม้เขตมีคำสั่งรับใบคำขอของโจทก์แล้ว ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ต่อเนื่องตลอดมา โจทก์ซึ่งมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวจากกรมป่าไม้ เมื่อวันที่ 19มิถุนายน 2537 จำเลยได้ว่าจ้างรถแทรกเตอร์เข้าไปไถในที่ดินดังกล่าว โดยเจตนายึดถือเอาที่ดินทั้งหมดเป็นของตน ขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยหรือบริวารเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อมาจากโจทก์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2532 ในราคา 30,000 บาท โจทก์เพิ่งขออนุญาตทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากโจทก์ขายที่ดินให้จำเลยแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางไล พงษ์สุระ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทและห้ามจำเลยหรือบริวารเข้าไปกระทำการอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ในที่ดินพิพาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อเป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเรียกว่า สทก.1 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า ทางราชการอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทถึงวันที่ 31สิงหาคม 2531 เท่านั้น ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการเพื่อขอทำกินต่อไปอีก ไม่มีหนังสืออนุญาตว่าอนุญาตให้โจทก์เข้าทำกินชั่วคราวได้ถึงวันที่เท่าไร เท่ากับว่าโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำกินต่อไปนั้นเห็นว่า โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อครบกำหนดอนุญาตในวันที่ 31 สิงหาคม 2531 แล้วต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2534 โจทก์ได้ยื่นหนังสือต่อทางราชการขอทำกินต่อไปอีกซึ่งได้ความจากคำเบิกความของนายประสงค์ไพรวัลย์ พนักงานป่าไม้ สำนักงานป่าไม้เขตอุบลราชธานี พยานโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 447/2532 ของศาลชั้นต้นว่า กรณีของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวถึงปี 2531 เมื่อพ้นกำหนดเวลาทางราชการจะส่งเจ้าหน้าที่มารับคำขอเพื่อนำไปจัดทำใบสทก. 2 ต่อไป แต่ในปี 2532 ทางราชการมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอจึงไม่ได้จัดส่งคนไปรับคำขอ เพิ่งจะส่งเจ้าหน้าที่ไปรับคำขอเมื่อปี 2533 กรณีของโจทก์เป็นเรื่องตกค้างจากปี 2533 ซึ่งป่าไม้เขตอุบลราชธานีมีคำสั่งที่ 921/2534 รับใบคำขอของโจทก์ โจทก์ยื่นคำขอต่อพยานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทอยู่ต่อเนื่องตลอดมา โจทก์ซึ่งมีสิทธิทำกินในที่ดินพิพาทย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า โจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้วหรือไม่โจทก์และจำเลยต่างมีพยานบุคคลนำสืบตามข้ออ้างของตน โดยจำเลยนำสืบว่าโจทก์ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว โจทก์นำสืบว่าไม่ได้ขาย แต่จำเลยเคยเบิกความไว้ในคดีหมายเลขแดงที่ 447/2532 ของศาลชั้นต้น ที่โจทก์ฟ้องกรมทางหลวงบุกรุกที่ดินพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ ซึ่งเป็นการเบิกความเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2534 เป็นเวลาหลังวันที่ 4 มกราคม 2532 ที่จำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ น่าเชื่อว่าที่ดินพิพาทยังเป็นของโจทก์ตลอดมาและโจทก์ไม่ได้ขายให้จำเลย ที่จำเลยฎีกาว่า เบิกความไปตามคำแนะนำของผู้รู้กฎหมายฟังไม่ขึ้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย โชติ พงษ์สุระ โดยนาง ไล พงษ์สุระ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง เขี่ยม ภูอาลัย
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2546
#55061
เปิดฉบับเต็ม

เงินที่จำเลยวางไว้แก่โจทก์เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าห้องชุดอันเนื่องจากจำเลยไม่ชำระค่าเช่า ค่าเช่าอุปกรณ์ หรือความเสียหายอื่น ๆ โดยโจทก์มีสิทธิจะหักจากเงินดังกล่าวไปชำระได้และตามสัญญากำหนดให้คืนเงินแก่ผู้เช่าในวันที่สัญญาสิ้นสุดหากผู้เช่าได้ชำระหนี้ที่ถึงกำหนดชำระแก่ผู้เช่าให้ครบถ้วนมิใช่สิ่งที่จำเลยให้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญาขึ้นแล้วหรือเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงมิใช่มัดจำที่จะริบได้

จำเลยมีหนังสือขอเจรจาเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์และได้เจรจาเพื่อขอเลิกการเช่าเรื่อยมา ต่อมาจำเลยแจ้งเป็นหนังสือขอเลิกการเช่าแล้วย้ายออกจากห้องชุดที่เช่า โจทก์จึงรู้อยู่แล้วว่าจำเลยต้องการเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์ย่อมสามารถเตรียมจัดหาผู้เช่ารายใหม่แล้วบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยได้เพื่อบรรเทาความเสียหาย แต่โจทก์หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป ทำให้ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น ถือได้ว่าโจทก์ไม่พยายามบรรเทาความเสียหายตามที่สมควรกระทำได้ โจทก์จึงมีส่วนผิดด้วยในความเสียหายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2539 จำเลยตกลงทำสัญญาเช่าห้องชุดพร้อมอุปกรณ์ภายในห้องชุดในอาคารชุดเลขที่ 1204 ชั้น 12 เนื้อที่ประมาณ 165 ตารางเมตร มีกำหนดระยะเวลาเช่า 3 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2539 ในอัตราค่าเช่าเดือนละ 56,100 บาท จำเลยวางเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญา 336,600 บาท ตกลงว่าหากผิดนัดโจทก์ริบเงินมัดจำดังกล่าวได้ในวันเดียวกันจำเลยทำสัญญาขอใช้บริการต่าง ๆ ของอาคารชุดที่ห้องชุดที่เช่าตั้งอยู่ คือ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบเครื่องปรับอากาศ และลิฟต์ ระบบรักษาความปลอดภัย ที่จอดรถ และการดูแลรักษาความสะอาดส่วนกลาง เป็นต้น กำหนดระยะเวลาใช้บริการ 3 ปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน2539 อัตราค่าบริการเดือนละ 56,100 บาท โดยถือว่าสัญญาทั้งสองฉบับไม่อาจแยกกันได้การบอกเลิกสัญญาหรือฝ่าฝืนสัญญาฉบับใดฉบับหนึ่งถือเป็นการบอกเลิกสัญญาและฝ่าฝืนสัญญาอีกฉบับหนึ่ง ต่อมาเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2541 ถึงเดือนเมษายน2541 จำเลยขอระงับสัญญาทั้งสองฉบับแต่โจทก์ไม่ยินยอมและเมื่อวันที่ 27 เมษายน2541 จำเลยมีหนังสือขอระงับการเช่าตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 โดยขนย้ายทรัพย์สินออกจากห้องชุดที่เช่า จำเลยเป็นผู้ผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหายเท่ากับค่าเช่าและค่าใช้บริการรวมกันอัตราเดือนละ 112,200 บาท นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 จนถึงวันที่31 ตุลาคม 2542 รวม 18 เดือน เป็นเงินจำนวน 2,019,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2541 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 3 เดือน 14 วันเป็นดอกเบี้ยจำนวน 3,758 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,063,358บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 2,019,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าและค่าบริการในส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนด โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงเท่าที่ไม่ได้รับค่าเช่าตามสัญญาในอัตราเดือนละ39,270 บาท มีกำหนด 3 เดือนเศษ ซึ่งโจทก์ได้รับชดเชยค่าเสียหายดังกล่าวจากเงินประกันความเสียหายจำนวน 336,600 บาท และเงินประกันหมายเลขโทรศัพท์จำนวน60,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนนี้มาหักออกจากค่าเสียหายด้วย ส่วนสัญญาเช่าใช้อุปกรณ์ภายในและสัญญาขอใช้บริการสัญญาที่โจทก์และจำเลยมีเจตนาชัดแจ้งที่จะแยกสัญญาออกแต่ละส่วน เมื่อจำเลยมิได้ใช้อุปกรณ์ภายในห้องชุดและบริการแล้ว โจทก์ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายรายการดังกล่าว โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องชุดในอาคารชุดเลขที่ 1204 ชั้น 12 ของโจทก์ อัตราค่าเช่าเดือนละ 39,270 บาทค่าเช่าใช้อุปกรณ์ในห้องเดือนละ 16,830 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 56,100 บาท มีกำหนดเวลาเช่า 3 ปี ตามสัญญาเช่าและภาคผนวกพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5นอกจากนี้จำเลยทำสัญญาขอใช้บริการต่าง ๆ ในอาคารชุดที่เช่า เช่น การใช้ไฟฟ้าน้ำประปา เครื่องปรับอากาศและลิฟต์ เป็นต้น ในอัตราค่าใช้บริการเดือนละ 56,100 บาทมีกำหนดระยะเวลาเช่นเดียวกับสัญญาเช่าด้วยตามสัญญาบริการและภาคผนวกพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 โดยจำเลยได้วางเงินประกันการปฏิบัติตามสัญญาและประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นไว้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 336,600 บาท จำเลยเช่าห้องชุดในอาคารที่เช่าเพียง 1 ปี 6 เดือน แล้วย้ายออกจากห้องชุดที่เช่าโดยโจทก์ไม่ยินยอม จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในชั้นนี้ว่า โจทก์เสียหายเพียงใดและเงินจำนวน 336,600 บาท ที่จำเลยวางไว้แก่โจทก์เป็นเงินมัดจำหรือไม่และโจทก์มีสิทธิที่จะริบเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากค่าเสียหายหรือไม่...

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีว่าเงินจำนวน 336,600 บาท ที่จำเลยวางประกันไว้กับโจทก์เป็นมัดจำหรือไม่และโจทก์มีสิทธิริบเงินดังกล่าวโดยไม่ต้องนำมาหักออกจากค่าเสียหายหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 วางหลักว่ามัดจำ หมายถึงสิ่งที่ให้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้วเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญานั้นด้วย แต่ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.4 ข้อที่ 5 แม้จะใช้ข้อความว่า เงินจำนวน 336,600 บาท เป็นเงินมัดจำ แต่ก็มีข้อความว่าเงินจำนวนดังกล่าววางไว้เพื่อค้ำประกันว่าจำเลยจะชำระเงินค่าเช่า ค่าเช่าอุปกรณ์ตามกำหนดและเพื่อเป็นหลักประกันความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ผู้ให้เช่า เงินที่วางไว้ไม่นับเป็นการชำระค่าเช่า ค่าเช่าใช้อุปกรณ์เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากโจทก์เป็นลายลักษณ์อักษร ดังนั้นเงินจำนวนดังกล่าวจึงเป็นเงินที่วางเพื่อป้องกันความเสียหายแก่โจทก์ที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากจำเลยไม่ชำระค่าเช่า ค่าเช่าใช้อุปกรณ์ หรือความเสียหายอื่น ๆ ซึ่งโจทก์อาจจะหักจากเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระได้ แล้วจำเลยต้องนำเงินมาวางประกันเพิ่มให้ครบเท่านั้น ทั้งตามสัญญายังได้กำหนดให้คืนเงินดังกล่าวให้ผู้เช่าในวันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดเมื่อผู้เช่าได้ชำระหนี้ค่าน้ำประปา ไฟฟ้าและโทรศัพท์และค่าใช้จ่ายหรือความเสียหายที่ถึงกำหนดชำระและพึงชำระแก่ผู้ให้เช่าครบถ้วน เงินจำนวนดังกล่าวจึงมิใช่สิ่งที่จำเลยให้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานว่าสัญญาได้ทำขึ้นแล้ว หรือเป็นประกันการที่จะปฏิบัติตามสัญญาจึงมิใช่มัดจำ ดังนั้นแม้สัญญาเช่าสิ้นสุดลงเพราะจำเลยผิดสัญญาโจทก์ก็ไม่มีสิทธิริบเงินจำนวนดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาเกี่ยวกับค่าเสียหายนั้นเห็นว่าเมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าโดยเช่าห้องชุดเพียง 1 ปี 6 เดือน ไม่ครบ 3 ปีตามสัญญาเช่า และตามสัญญาบริการเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 3 มีข้อความระบุว่า การฝ่าฝืนสัญญาเช่าหรือสัญญาบริการฉบับใดฉบับหนึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนสัญญาอีกฉบับหนึ่งด้วย ดังนั้น เมื่อจำเลยผิดสัญญาเช่าจำเลยย่อมผิดสัญญาบริการด้วยความเสียหายของโจทก์จึงเกิดขึ้นทั้งตามสัญญาเช่าและสัญญาบริการเพราะถ้าจำเลยไม่ผิดสัญญาเช่าโจทก์ย่อมได้รับทั้งค่าเช่าและค่าบริการจากจำเลย ค่าเสียหายของโจทก์จึงรวมทั้งค่าเช่า ค่าเช่าอุปกรณ์ในห้องชุดและค่าบริการ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยออกจากห้องชุดที่เช่าแล้ว จำเลยไม่ได้ใช้อุปกรณ์หรือบริการของโจทก์อีก โจทก์จึงไม่มีความเสียหายในส่วนนี้ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาส่วนนี้ของโจทก์ฟังขึ้น มีปัญหาว่าโจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเท่าใด เห็นว่า เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีหนังสือขอเจรจาเลิกการเช่ากับโจทก์ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2541 แล้วได้เจรจาเพื่อขอเลิกการเช่าเรื่อยมา จนวันที่ 27เมษายน 2541 จำเลยแจ้งโจทก์เป็นหนังสือขอเลิกการเช่าแล้วย้ายออกจากห้องชุดที่เช่าในวันที่ 30 เมษายน 2541 แสดงว่าโจทก์รู้อยู่แล้วว่าจำเลยต้องการเลิกสัญญาเช่ากับโจทก์ โจทก์ย่อมสามารถเตรียมจัดหาผู้เช่ารายใหม่แล้วบอกเลิกสัญญาเช่าแก่จำเลยได้เพื่อบรรเทาความเสียหายแต่โจทก์ก็หาได้กระทำไม่ กลับปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป ทำให้ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา ถือได้ว่าโจทก์ไม่พยายามบรรเทาความเสียหายตามที่สมควรกระทำได้ โจทก์จึงมีส่วนผิดด้วยในความเสียหายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ 6 เดือน เดือนละ 112,200 บาท รวมเป็นเงิน 673,200 บาทเมื่อหักเงินที่จำเลยวางประกันไว้กับโจทก์จำนวน 336,600 บาท แล้วจำเลยยังต้องชำระค่าเสียหายให้โจทก์อีกจำนวน 336,600 บาท"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใช้เงินจำนวน 336,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 377
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ออล ซีซั่นส์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด
จำเลย — บริษัท นิสเซ่น เคมิเทค (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
วิรัช ลิ้มวิชัย
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4121/2546
#50910
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายและลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาอีกฉบับหนึ่ง เพราะไม่ยอมปลดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายนั้น สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 อ้างรวมทั้งที่ดินที่จำนองตามสัญญาเป็นคนละส่วนกับสัญญาและที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ไม่เกิน 4,500,000บาท ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตรา เอ็ม.อาร์.อาร์ บวก 1 ต่อปี กำหนดส่งดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ วันสุดท้ายของเดือน และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 กรกฎาคม2540 เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์หักทอนบัญชีกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน 6,519,640.44 บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย นับถึงวันฟ้อง จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 6,687,975.41 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,687,975.41 บาท ให้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 6,519,640.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จริง แต่จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้เช็คหรือหลักฐานอื่นใดเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ก็เพื่อจะนำไปใช้จ่ายในการทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุนเฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงินจำนวน 72,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับโอนหนี้จากบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับโจทก์เพื่อขอให้ปลดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินจำนวน72,000,000 บาท เพื่อตีตราจัดสรรและจำเลยที่ 1 จะได้โอนกรรมสิทธิ์บ้าน ที่ดิน และอาคารพาณิชย์ให้ลูกค้านำเงินมาชำระให้โจทก์ แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการให้ตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ1,000,000 บาท และเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท กับดำเนินการลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 5 ฉบับ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ศาลชอบที่จะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องเดียวกันและเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม เพราะเป็นผลมาจากการที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวงเงิน 4,500,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายและลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเพราะไม่ยอมปลดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินจำนวน 72,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายนั้น เห็นได้ว่าสัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 อ้างรวมทั้งที่ดินที่จำนองตามสัญญาดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับสัญญาและที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งแต่ไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 จึงให้คืนแก่จำเลยที่ 1

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท วรานีย์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4121/2546
#51029
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายและลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมปลอดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย แต่สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 อ้างรวมทั้งที่ดินที่จำนองตามสัญญาดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับสัญญาและที่ดินที่โจทก์ฟ้อง ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ สาขาภูเก็ต เป็นจำนวนไม่เกิน 4,500,000 บาท กำหนดส่งดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุก ๆ วันสุดท้ายของเดือน และจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 กรกฎาคม 2540 เพื่อเป็นประกันหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวม 36 แปลงไว้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 4,500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ทำสัญญาค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมโจทก์หักทอนบัญชีกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน 6,519,640.44บาท โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสามชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย นับถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 6,687,975.41 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 6,687,975.41บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน ,519,640.44 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระ ขอให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์จริง แต่จำเลยที่ 1 ไม่เคยใช้เช็คหรือหลักฐานอื่นใดเบิกเงินจากบัญชีดังกล่าวจำเลยที่ 1 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ก็เพื่อจะนำไปใช้จ่ายในการทำธุรกิจหมู่บ้านจัดสรร จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ติดต่อขอกู้เงินจากบริษัทเงินทุน เฟิสท์ ซิตี้ อินเวสเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในวงเงินจำนวน 72,000,000 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับโอนหนี้จากบริษัทดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับโจทก์เพื่อขอให้ปลอดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินจำนวน72,000,000 บาท เพื่อตีตราจัดสรรและจำเลยที่ 1 จะได้โอนกรรมสิทธิ์บ้าน ที่ดินและอาคารพาณิชย์ให้ลูกค้านำเงินมาชำระให้โจทก์ แต่โจทก์กลับไม่ดำเนินการตามความประสงค์ของจำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ขาดประโยชน์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,000,000บาท และเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณและทางทำมาหาได้ ขอให้ยกฟ้องและขอให้บังคับโจทก์ชำระค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เดือนละ 1,000,000 บาท กับดำเนินการลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 5 ฉบับ โดยให้โจทก์เป็นผู้ชำระค่าโฆษณา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 1 ส่วนฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ศาลชอบที่จะรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณาหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องเดียวกันและเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม เพราะเป็นผลมาจากการที่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาต่อจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า ฟ้องโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินบัญชีในวงเงิน 4,500,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายและลงโฆษณาขอขมาจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์ โดยอ้างว่าโจทก์ผิดสัญญาเพราะไม่ยอมปลอดจำนองที่ดินที่ได้จำนองไว้เป็นประกันการกู้เงินจำนวน 72,000,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายนั้น เห็นได้ว่า สัญญากู้เงินที่จำเลยที่ 1 อ้างรวมทั้งที่ดินที่จำนองตามสัญญาดังกล่าวเป็นคนละส่วนกับสัญญาและที่ดินที่โจทก์ฟ้องดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงเป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม เป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับฟ้องแย้งแต่ไม่ได้สั่งคืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 จึงให้คืนแก่จำเลยที่ 1

พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งให้จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท วรานีย์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088/2546
#50719
เปิดฉบับเต็ม

ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 และมาตรา 10 เฉพาะกรณีที่พนักงานอัยการซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 6(5) เป็นผู้ร้องขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องได้ แต่หากเป็นบุคคลตามมาตรา 6(1) ถึง (4) เป็นผู้ร้องศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่งรับคำร้องให้ดำเนินคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือยกคำร้องเลย ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา 9 วรรคสอง ทำการไต่สวนคำร้อง หรือหากเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 5 จะไม่ทำการไต่สวนก็ได้ แต่ศาลชั้นต้นมีสิทธิเพียงทำความเห็นเสนอสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเท่านั้น และเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่ง การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยโดยมิได้ทำความเห็นส่งไปให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง และเมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแล้วศาลอุทธรณ์พิพากษาเห็นด้วยในผลที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ย่อมถือว่าศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องโดยไม่ชอบตามมาตรา 9 และมาตรา 10

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเกอมิท ซิง จาสวาล ผู้ร้องเป็นจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ผู้ร้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง และมาตรา 65 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 การกระทำของผู้ร้องเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 65 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7 ฐานส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิต ผู้ร้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 และมาตรา 52 จำคุกตลอดชีวิตให้ริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5670/2538 ของศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดีซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดแสดงว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2543 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อีก โดยอ้างเหตุว่าพยานบุคคลของโจทก์เบิกความเท็จในทำนองปรักปรำผู้ร้องโดยปราศจากมูลความจริงทั้งพยานเอกสารก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บัดนี้ผู้ร้องมีพยานใหม่ที่จะนำสืบให้เห็นว่าพยานโจทก์เป็นพยานเท็จอย่างไร และคำรับสารภาพของผู้ร้องในชั้นจับกุมก็เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่อ้างเหตุผลสรุปได้ว่า พยานบุคคลที่โจทก์นำมาสืบเป็นพยานเท็จเบิกความปรักปรำผู้ร้อง พยานเอกสารต่าง ๆ มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ของกลางในคดีไม่ใช่เฮโรอีนและคำร้องอ้างด้วยว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะนำมาสืบว่าพยานโจทก์ที่เบิกความไปแล้วเบิกความเท็จอย่างไร ของกลางเป็นผงวิตามินบี 12 ไม่ใช่เฮโรอีน โดยผู้ร้องได้ยื่นบัญชีระบุพยานมาด้วยว่ามีพยานบุคคล 7 คน พยานเอกสาร 1 ฉบับ แต่ผู้ร้องไม่ได้บรรยายมาในคำร้องให้ละเอียดชัดแจ้งว่าพยานบุคคลแต่ละคนเป็นพยานใหม่อันชัดแจ้งอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร กล่าวคือไม่ได้ระบุว่าพยานบุคคลแต่ละคนเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร มีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือไม่ อย่างไร จะมาเบิกความในเรื่องใดที่พอจะให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญในคดี ซึ่งถ้าได้นำมาสืบแล้วจะแสดงได้ว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามที่พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 5(3), 8 วรรคสอง คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลไม่อาจรับคำร้องไว้ทำการไต่สวนต่อไปได้ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่พ.ศ. 2526 มาตรา 18 บัญญัติว่า "คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องประการใด คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาคดีนี้ขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้อีก ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยในผล พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่พ.ศ. 2526 มีเจตนารมณ์ที่จะให้ความยุติธรรมแก่บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ภายหลัง หากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และกำหนดให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ทั้งนี้บุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 8 โดยคำร้องต้องเป็นไปตามหลักเงื่อนไขในมาตรา 5 แต่การที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาคดีที่ร้องขอให้รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ตามคำร้องของผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ให้ศาลที่ได้รับคำร้องทำการไต่สวนคำร้องนั้นว่ามีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เว้นแต่ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ร้อง ศาลจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ก็ได้ ถ้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไต่สวนคำร้อง ก็ให้ศาลสั่งรับคำร้องและดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป คำสั่งของศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด" มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการไต่สวนคำร้องตามวรรคหนึ่งให้ศาลส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนไปให้โจทก์ในคดีเดิมทราบ ในกรณีที่โจทก์ในคดีมิใช่พนักงานอัยการ ให้ส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนให้พนักงานอัยการทราบด้วย พนักงานอัยการและโจทก์ในคดีเดิมจะมาฟังการไต่สวนและซักค้านพยานของผู้ร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ ผู้ร้องและโจทก์ในคดีเดิมมีสิทธิแต่งทนายแทนตนได้" และมาตรา 9 วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อได้ไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ศาลที่ไต่สวนคำร้องส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า" มาตรา 10 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูลให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" มาตรา 10 วรรคสองบัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" ตามบทบัญญัติมาตรา 9 และมาตรา 10 ดังกล่าวนี้ เห็นได้ว่าเฉพาะพนักงานอัยการซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 6(5) เป็นผู้ร้องขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องได้ โดยหากมีคำสั่งรับคำร้องให้ดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง แต่หากเป็นบุคคลตามมาตรา 6(1) ถึง (4) เป็นผู้ร้องแล้วศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่งรับคำร้องให้ดำเนินคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือยกคำร้องเลย ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา 9 วรรคสอง ทำการไต่สวนคำร้อง หรือหากเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 5 จะไม่ทำการไต่สวนก็ได้ แต่ศาลชั้นต้นมีสิทธิเพียงทำความเห็นเสนอสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเท่านั้น และการจะสั่งรับคำร้องให้พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือสั่งให้ยกคำร้องนั้นเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ซึ่งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องเสียเองโดยมิได้ทำความเห็นส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาเห็นด้วยในผลที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่าผู้ร้องร้องขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่สองครั้งเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 18 ก็ตามแต่เห็นได้ว่าศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องไม่ชอบ ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. 2526 มาตรา 9 และมาตรา 10"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ 29 มิถุนายน 2543 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปแล้ว ทำความเห็นส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 5 ม. 8 ม. 9 ม. 10 ม. 18
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาย เกอมิท ซิง จาสวาล
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4088/2546
#111377
เปิดฉบับเต็ม

บทบัญญัติมาตรา 9 และมาตรา 10 ให้พนักงานอัยการซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 6 (5) ที่ร้องขอรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องได้ แต่หากเป็นบุคคลตามมาตรา 6 (1) ถึง (4) เป็นผู้ร้องแล้ว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่งรับคำร้องให้ดำเนินคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา 9 วรรคสอง ทำการไต่สวนคำร้องหรือหากเห็นว่าคำร้องไม่ชอบด้วยมาตรา 5 จะไม่ทำการไต่สวนก็ได้ แต่ศาลชั้นต้นมีสิทธิเพียงทำความเห็นเสนอสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา การสั่งรับคำร้องให้พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือสั่งให้ยกคำร้องเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ซึ่งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่สุดตามมาตรา 10 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายเกอมิท ซิง จาสวาล ผู้ร้อง เป็นจำเลยในความผิดต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ คดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคสอง , ๖๖ วรรคสอง และมาตรา ๖๕ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๐ การกระทำของผู้ร้องเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๖๕ วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๗ ฐานส่งเฮโรอีนออกนอกราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ประหารชีวิต ผู้ร้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ และมาตรา ๕๒ คงจำคุกตลอดชีวิต ให้ริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๕๖๗๐/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น

เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๑ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใหม่อันชัดแจ้งและสำคัญแก่คดี ซึ่งถ้าได้นำมาสืบในคดีอันถึงที่สุดแสดงว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ต่อมาวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่อีก โดยอ้างเหตุว่าพยานบุคคลของโจทก์เบิกความเท็จในทำนองปรักปรำผู้ร้องโดยปราศจากมูลความจริง ทั้งพยานเอกสารก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย บัดนี้ผู้ร้องมีพยานใหม่ที่จะนำสืบให้เห็นว่าพยานโจทก์เป็นพยานเท็จอย่างไร และคำรับสารภาพของผู้ร้องในชั้นจับกุมก็เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ผู้ร้องขอให้ศาลรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่อ้างเหตุผลสรุปได้ว่า พยานบุคคลที่โจทก์นำมาสืบเป็นพยานเท็จเบิกความปรักปรำผู้ร้อง พยานเอกสารต่าง ๆ มีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามข้อเท็จจริง ของกลางในคดีไม่ใช่เฮโรอีน และคำร้องอ้างด้วยว่าผู้ร้องมีพยานหลักฐานใหม่ที่จะนำมาสืบว่าพยานโจทก์ที่เบิกความไปแล้วเบิกความเท็จอย่างไร โดยผู้ร้องได้ยื่นบัญชีระบุพยานมาด้วย แต่ผู้ร้องไม่ได้บรรยายมาในคำร้องให้ละเอียดชัดแจ้งว่าพยานบุคคลแต่ละคนเป็นพยานใหม่อันชัดแจ้งอย่างไร มีความสำคัญอย่างไร กล่าวคือ ไม่ได้ระบุว่าพยานบุคคลแต่ละคนเป็นใคร มีความเป็นมาอย่างไร มีตำแหน่งหน้าที่การงานหรือไม่อย่างไร จะมาเบิกความในเรื่องใดที่พอจะให้เห็นได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญในคดี ซึ่งถ้าได้นำมาสืบแล้วจะแสดงได้ว่าผู้ร้องไม่ได้กระทำความผิดคดีนี้ ผู้ร้องยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามที่พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๕ (๓) , ๘ วรรคสอง คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลไม่อาจรับคำร้องไว้ทำการไต่สวนต่อไปได้ มีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๘ บัญญัติว่า "คำร้องเกี่ยวกับผู้ต้องรับโทษอาญาคนหนึ่งในคดีหนึ่งให้ยื่นได้เพียงครั้งเดียว" ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามสำนวนว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาคดีนี้ขึ้นพิจารณาใหม่มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๔๑ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องมิได้อุทธรณ์ว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องประการใด คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงถึงที่สุดไปแล้ว ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีอาญาคดีนี้ขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ได้อีก ต้องห้ามตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์เห็นด้วยในผล พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า พระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มีเจตนารมณ์ที่จะให้ความยุติธรรมแก่บุคคลผู้ต้องรับโทษอาญาโดยคำพิพากษาถึงที่สุดมีสิทธิขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ในภายหลัง หากปรากฏหลักฐานขึ้นใหม่ว่าบุคคลนั้นมิได้เป็นผู้กระทำความผิด และกำหนดให้มีสิทธิที่จะได้รับค่าทดแทนและได้รับบรรดาสิทธิที่เสียไปเพราะผลแห่งคำพิพากษานั้นคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาของศาลที่พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ว่าบุคคลผู้นั้นมิได้กระทำความผิด ทั้งนี้บุคคลผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นที่พิจารณาคดีดังกล่าวตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๘ โดยคำร้องต้องเป็นไปตามหลักเงื่อนไขในมาตรา ๕ แต่การที่ศาลชั้นต้นจะพิจารณาคดีที่ร้องขอให้รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ตามคำร้องของผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดได้หรือไม่นั้น เมื่อพิจารณาตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ให้ศาลที่ได้รับคำร้องทำการไต่สวนคำร้องนั้นว่ามีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่หรือไม่ เว้นแต่ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ร้อง ศาลจะไต่สวนคำร้องหรือไม่ก็ได้ ถ้าเห็นว่าไม่จำเป็นต้องไต่สวนคำร้อง ก็ให้ศาลสั่งรับคำร้องและดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป คำสั่งของศาลในกรณีเช่นนี้ให้เป็นที่สุด" มาตรา ๙ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในการไต่สวนคำร้องตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนไปให้โจทก์ในคดีเดิมทราบ ในกรณีที่โจทก์ในคดีเดิมมิใช่พนักงานอัยการ ให้ส่งสำเนาคำร้องและแจ้งวันนัดไต่สวนให้พนักงานอัยการทราบด้วย พนักงานอัยการและโจทก์ในคดีเดิมจะมาฟังการไต่สวนและซักค้านพยานของผู้ร้องด้วยหรือไม่ก็ได้ ผู้ร้องและโจทก์ในคดีเดิมมีสิทธิแต่งทนายแทนตนได้" และมาตรา ๙ วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อได้ไต่สวนคำร้องแล้ว ให้ศาลที่ไต่สวนคำร้องส่งสำนวนการไต่สวนพร้อมทั้งความเห็นไปยังศาลอุทธรณ์โดยไม่ชักช้า" มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อศาลอุทธรณ์ได้รับสำนวนการไต่สวนและความเห็นแล้ว ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นมีมูลพอที่จะรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ให้ศาลอุทธรณ์สั่งรับคำร้องและสั่งให้ศาลชั้นต้นที่รับคำร้องดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่ต่อไป แต่ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าคำร้องนั้นไม่มีมูล ให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้องนั้น" มาตรา ๑๐ วรรคสอง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด" ตามบทบัญญัติมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ดังกล่าวนี้เห็นได้ว่า เฉพาะพนักงานอัยการซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา ๖ (๕) เป็นผู้ร้องขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาพิพากษาใหม่เท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นจะมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องได้ โดยหากมีคำสั่งรับคำร้องให้ดำเนินการพิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่แล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวเป็นที่สุดตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง แต่หากเป็นบุคคลตามมาตรา ๖ (๑) ถึง (๔) เป็นผู้ร้องแล้ว ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจที่จะสั่งรับคำร้องให้ดำเนินคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือยกคำร้องเลย ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ดำเนินการตามมาตรา ๙ วรรคสอง ทำการไต่สวนคำร้อง หรือหากเห็นว่าคำร้องของผู้ร้องไม่ชอบด้วยมาตรา ๕ จะไม่ทำการไต่สวนก็ได้ แต่ศาลชั้นต้นมีสิทธิเพียงทำความเห็นเสนอสำนวนการไต่สวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาเท่านั้น และการจะสั่งรับคำร้องให้พิจารณาคดีที่รื้อฟื้นขึ้นพิจารณาใหม่หรือสั่งให้ยกคำร้องนั้นเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ซึ่งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวนี้เป็นที่สุดตามมาตรา ๑๐ วรรคสอง การที่ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องขอให้รื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ของผู้ร้องเสียเองโดยมิได้ทำความเห็นส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณามีคำสั่งดังกล่าว และเมื่อผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาเห็นด้วยในผลที่ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง โดยวินิจฉัยว่าผู้ร้องร้องขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่สองครั้งเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๑๘ ก็ตาม แต่เห็นได้ว่าศาลล่างทั้งสองดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องไม่ชอบ ตามพระราชบัญญัติการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำสั่งศาลชั้นต้นลงวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไปแล้วทำความเห็นส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งตามรูปคดีต่อไป.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ พ.ศ.2526 ม. 6 ม. 9 ม. 10
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นายเกอมิท ซิง จาสวาล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลอาญา — นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
ศาลอุทธรณ์ — นายพิทยา บุญชู
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4087/2546
#50909
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำสัญญารับจ้างเหมางานก่อสร้างสถานีบริการและติดตั้งอุปกรณ์ตามฟ้องจากโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ทำหนังสือค้ำประกันความเสียหายให้แก่โจทก์ ต่อมามีเหตุชำรุดเสียหายแก่งานที่ก่อสร้างหลายรายการ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาจ้างดังกล่าว ข้อ 6 ซึ่งระบุว่าถ้ามีความชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานที่ก่อสร้าง โจทก์มีอำนาจจ้างผู้อื่นแก้ไขซ่อมแซมงานได้ โดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต้องมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างให้แก้ไขซ่อมแซมภายในเวลาที่กำหนดก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่แก้ไขซ่อมแซม เมื่อหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 เป็นเพียงหนังสือแจ้งเกี่ยวกับการเก็บงานที่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเท้าความถึงเอกสารอื่น แม้จะระบุว่ามีความเสียหายเพิ่มเติมเกิดขึ้นอีกแต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นความเสียหายส่วนไหนของงานก่อสร้างและหนังสือดังกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์จะให้บริษัท ป. เข้าดำเนินการตรวจสอบ ซ่อมแซม รวมทั้งเก็บรายละเอียดงานก่อสร้างที่ยังบกพร่องอยู่ให้เรียบร้อยแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้นอีกทั้งโจทก์จะให้บริษัท ป. ดำเนินการซ่อมแซมแทนจำเลยที่ 1 ในงานก่อสร้างที่ตรวจพบความชำรุดบกพร่องทันทีและในส่วนที่อาจเกิดขึ้นอีกในภายหลัง โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายอันเป็นกรณีตามสัญญาข้ออื่น โจทก์ไม่อาจนำเงื่อนไขในสัญญาจ้าง ข้อ 6 มาใช้กับข้อสัญญาข้ออื่นได้ หนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้ออื่น ไม่ใช่หนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดเสียหายงานก่อสร้างภายในเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไขในสัญญาจ้าง ข้อ 6 เท่ากับว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้ฎีกา แต่หนี้อันเกิดจากการค้ำประกันเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยที่ 1 ก่อสร้างและติดตั้งอุปกรณ์เป็นการจ้างเหมาโดยมีข้อตกลงว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดหาสิ่งของสัมภาระและช่างแรงงานตกลงราคาจ้างเหมาทั้งสิ้น 11,382,990 บาท กำหนดเวลาแล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับแต่วันทำสัญญา หากไม่เสร็จภายในกำหนดจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ปรับวันละ 20,000 บาท จนกว่าจะแล้วเสร็จ และเมื่อครบ 15 วัน นับจากวันสิ้นสุดสัญญา หากจำเลยที่ 1 ยังก่อสร้างพร้อมทั้งติดอุปกรณ์ไม่แล้วเสร็จโจทก์สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันที นอกจากนี้ตามสัญญาข้อ 6 ภายใน 12 เดือนนับแต่วันที่โจทก์ได้รับมอบงานตามสัญญา ถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานก่อสร้างตามสัญญาว่าจ้าง โดยเหตุที่จำเลยที่ 1 ทำไว้ไม่เรียบร้อยหรือใช้สัมภาระไม่ดี จำเลยที่ 1 ต้องแก้ไขใหม่ทันที โดยจำเลยที่ 1ต้องรับผิดชอบออกค่าใช้จ่ายเอง หากจำเลยที่ 1 ไม่จัดการแก้ไขหรือซ่อมแซมให้เรียบร้อยภายในกำหนดเวลาที่โจทก์แจ้งเป็นหนังสือไป โจทก์มีสิทธิจ้างผู้อื่นซ่อมแซมโดยจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดในค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวนี้ ซึ่งในการนี้จำเลยที่ 3 ตกลงทำหนังสือค้ำประกันความเสียหายให้แก่โจทก์ โดยผูกพันตนโดยไม่มีเงื่อนไขชนิดเพิกถอนไม่ได้หลังจากโจทก์รับมอบงานงวดสุดท้ายและชำระค่าว่าจ้างแก่จำเลยที่ 1 แล้วงานก่อสร้างเกิดความชำรุดบกพร่องหลายประการ โจทก์มีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 หลายครั้งให้แก้ไขแต่จำเลยที่ 1 ไม่แก้ไขซ่อมแซมให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด ทำให้โจทก์เสียหายโจทก์จึงว่าจ้างบริษัทปรีติมุตก่อสร้าง จำกัด เข้าซ่อมแซมแทนจำเลยที่ 1 เสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 1,352,100 บาท ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินจำนวน1,352,100 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงิน 1,138,299 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่ต้องรับผิดตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 1,352,100 บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดในจำนวนเงิน 1,138,299บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 3 ธันวาคม2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่าจำเลยที่ 1ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ทำสัญญารับจ้างเหมางานก่อสร้างสถานีบริการและติดตั้งอุปกรณ์ตามฟ้องจากโจทก์ ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.6 โจทก์รับมอบงานก่อสร้างงวดสุดท้ายจากจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2538 โดยจำเลยที่ 3 ทำหนังสือค้ำประกันความเสียหายให้แก่โจทก์ในวงเงิน 1,138,299 บาทโดยมีเงื่อนไขชนิดเพิกถอนไม่ได้ตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.9 ต่อมามีเหตุชำรุดเสียหายแก่งานที่ก่อสร้างหลายรายการ ในที่สุดโจทก์ว่าจ้างบริษัทปรีติมุตก่อสร้างจำกัด ซ่อมแซมงานที่ชำรุดบกพร่อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ.6 ข้อ 6 ซึ่งระบุว่า"ภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่ผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานนี้จากผู้รับจ้างเป็นต้นไป ถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายแก่งานจ้างนี้โดยผู้รับจ้างทำไว้ไม่เรียบร้อยหรือใช้สัมภาระที่ไม่ดี ผู้รับจ้างจะทำการแก้ไขใหม่ทันทีโดยไม่คิดราคาสิ่งของสัมภาระและค่าแรงงานจากผู้ว่าจ้างอีก ถ้าผู้รับจ้างบิดพริ้วไม่จัดการแก้ไขหรือซ่อมให้เป็นที่เรียบร้อยภายในกำหนดเวลาที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างมีอำนาจจ้างผู้อื่นทำแทนต่อไป โดยผู้รับจ้างยินยอมจ่ายเงินค่าจ้างในการแก้ไขเท่าที่สร้างจริงโดยสิ้นเชิง" จากข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่าภายใน 12 เดือน นับแต่วันรับมอบงานที่ก่อสร้าง ถ้ามีความชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานที่ก่อสร้าง โจทก์มีอำนาจจ้างผู้อื่นแก้ไขซ่อมแซมงานได้โดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต้องมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างให้แก้ไขซ่อมแซมภายในเวลาที่กำหนดก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่แก้ไขซ่อมแซม ในปัญหานี้นายมาโนช แสงแก้ววิศวกรผู้ควบคุมงานเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์เบิกความว่าหลังจากรับมอบงานจากจำเลยที่ 1 ปรากฏว่างานที่จำเลยที่ 1 ก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องหลายประการ โจทก์แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ 1 แก้ไขซ่อมแซมตามหนังสือเอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.14 และยังทำหนังสือสรุปความเสียหายเป็นครั้งที่สอง ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.15 แต่ตามเอกสารหมาย จ.10 ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการเก็บงานที่จำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเท้าความถึงเอกสารหมาย ล.5 แม้ในหนังสือดังกล่าวจะระบุว่ามีความเสียหายเพิ่มเติมเกิดขึ้นอีก แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นความเสียหายส่วนไหนของงานก่อสร้างและหนังสือดังกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์จะให้บริษัทปรีติมุตก่อสร้าง จำกัดเข้าดำเนินการตรวจสอบ ซ่อมแซม รวมทั้งเก็บรายละเอียดงานก่อสร้างที่ยังบกพร่องอยู่ให้เรียบร้อยแทนจำเลยที่ 1 เท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ.11 เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ขอยกเลิกการซ่อมโดยโจทก์จะให้บริษัทปรีติมุตก่อสร้าง จำกัด ดำเนินการซ่อมแซมแทนจำเลยที่ 1 ในงานก่อสร้างที่ตรวจพบความชำรุดบกพร่องทันทีและในส่วนที่อาจเกิดขึ้นอีกในภายหลังโดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ตามเอกสารหมาย จ.12 เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่างานเสริมกำแพงอีก 30 เซนติเมตร เพื่อให้ได้ความสูงตามแบบ จำเลยที่ 1 ยังดำเนินการไม่เสร็จ โจทก์จะให้บริษัทปรีติมุตก่อสร้าง จำกัด ดำเนินการโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการนำสืบกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 1 และข้อ 2 ไม่ใช่ข้อ 6 ซึ่งโจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการ โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ไม่อาจนำเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 6 มาใช้กับข้อ 1 และข้อ 2 ได้ ตามเอกสารหมาย จ.13 เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ 1 ว่ามีงานก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการไม่ถูกต้องตามแบบอีก 2 รายการ คือ กำแพงรอบสถานีบริการกับท่อลมที่จำเลยที่ 1 ต้องก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 1 ท่อ ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 1และข้อ 2 เช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ.12 ตามเอกสารหมาย จ.14 เป็นหนังสือโต้ตอบของโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าโจทก์เคยมีหนังสือลงวันที่ 15 มกราคม 2539 ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ให้บริษัทปรีติมุตก่อสร้าง จำกัด เข้าซ่อมแซม พร้อมทั้งแจ้งนัดให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าจะมีการประชุมที่บริษัทโจทก์ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 เวลา 8.30 นาฬิกา ขอให้จำเลยที่ 1 เข้าร่วมประชุมด้วย และตามเอกสารหมาย จ.15 เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงรายละเอียดงานก่อสร้างซ่อมแซมรวม 19 รายการ และขอให้จำเลยที่ 1 ส่งผู้ควบคุมงานเพื่อตรวจสอบงานก่อสร้างบางอย่างที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ในขณะที่โจทก์มีหนังสือเอกสารหมาย จ.15 เป็นระยะเวลาภายหลังที่โจทก์ตัดสินใจให้บริษัทปรีติมุต จำกัด เข้าซ่อมแซมงานก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 แล้ว ส่วนเอกสารหมาย จ.33 และ จ.34 ก็เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 เก็บงานให้เรียบร้อยซึ่งหมายความว่า งานก่อสร้างที่ก่อสร้างมายังไม่เรียบร้อยก่อนที่จะรับมอบงานและชำระค่าจ้างงวดสุดท้าย ดังนี้เห็นว่า เอกสารหมาย จ.10 ถึง จ.15 จ.33 และ จ.34 ไม่ใช่หนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดเสียหายงานก่อสร้างภายในเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง เอกสารหมาย จ.6 ข้อ 6 เท่ากับว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้แก้ไขซ่อมแซมงานก่อสร้างที่ชำรุดเสียหายจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาแม้นายราชัย ปิยวาจานุสรณ์ วิศวกรลูกจ้างโจทก์จะเบิกความว่า โจทก์เคยมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ให้ซ่อมแซมปั๊มน้ำมันแรงตามเอกสารหมาย จ.29 และจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการซ่อมแซม แต่ตามรายการซ่อมแซม 41 รายการในใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.21 ที่บริษัทปรีติมุตก่อสร้าง จำกัดซ่อมแซมงานก่อสร้างให้โจทก์กลับไม่มีรายการซ่อมแซมปั๊มน้ำแรง แสดงว่าจำเลยที่ 1ได้ดำเนินการซ่อมแซมให้โจทก์แล้วส่วนเอกสารหมาย จ.41 ที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1ซ่อมไฟฟ้าในห้องขายโดยด่วนก็ไม่มีอยู่ในรายการซ่อมแซม 41 รายการในใบเสนอราคาเอกสารหมาย จ.21 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ซ่อมแซมให้โจทก์แล้วเช่นกัน จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้ฎีกาแต่หนี้อันเกิดจากการค้ำประกันเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245(1) ประกอบด้วยมาตรา 247ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 387
ป.วิ.พ. ม. 245 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอส แปลนนิ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4087/2546
#112613
เปิดฉบับเต็ม

ตามหนังสือสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ. 6 ข้อ 6 ระบุว่า "ภายในกำหนด 12 เดือน นับแต่วันที่ผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานนี้จากผู้รับจ้างเป็นต้นไป ถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายแก่งานจ้างนี้โดยผู้รับจ้างทำไว้ไม่เรียบร้อยหรือใช้สัมภาระที่ไม่ดี ผู้รับจ้างจะทำการแก้ไขใหม่ทันทีโดยไม่คิดราคาสิ่งของสัมภาระและค่าแรงงานจากผู้ว่าจ้างอีก ถ้าผู้รับจ้างบิดพริ้วไม่จัดการแก้ไขหรือซ่อมให้เป็นที่เรียบร้อยภายในกำหนดเวลาที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างมีอำนาจจ้างผู้อื่นทำแทนต่อไป โดยผู้รับจ้างยินยอมจ่ายเงินค่าจ้างในการแก้ไขเท่าที่สร้างจริงโดยสิ้นเชิง" จากข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่า ภายใน 12 เดือน นับแต่วันรับมอบงานที่ก่อสร้าง ถ้ามีความชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานที่ก่อสร้าง โจทก์มีอำนาจจ้างผู้อื่นแก้ไขซ่อมแซมงานได้ โดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต้องมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ 1 ผู้รับจ้างให้แก้ไขซ่อมแซมภายในเวลาที่กำหนดก่อนแล้วจำเลยที่ 1 ไม่แก้ไขซ่อมแซม แต่หนังสือที่โจทก์แจ้งแก่จำเลยที่ 1 เป็นเพียงหนังสือแจ้งเกี่ยวกับเรื่องจำเลยที่ 1 ก่อสร้างบางรายการไม่ถูกต้องตามแบบ ไม่ดำเนินการเก็บงานให้เรียบร้อย จะให้บริษัท ป. เข้าดำเนินการตรวจสอบซ่อมแซมและก่อสร้างให้เรียบร้อยถูกต้องตามแบบโดยจำเลยที่ 1 ต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเท่านั้น ถึงจะมีบางฉบับระบุด้วยว่ามีความเสียหายเกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นความเสียหายส่วนใดของงานก่อสร้าง และแม้บางฉบับโจทก์จะได้สรุปความเสียหายให้จำเลยที่ 1 ทราบถึงรายละเอียดงานก่อสร้างซ่อมแซม และขอให้จำเลยที่ 1 ส่งผู้ควบคุมงานเพื่อตรวจสอบงานก่อสร้างบางอย่างที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ก็ตาม แต่ในขณะที่โจทก์มีหนังสือฉบับดังกล่าวก็เป็นระยะเวลาภายหลังที่โจทก์ตัดสินใจให้บริษัท ป. เข้าซ่อมแซมงานก่อสร้างแล้ว ดังนั้น หนังสือที่โจทก์มีถึงจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่หนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดเสียหายงานก่อสร้างภายในเวลาที่กำหนดตาม เงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง เอกสารหมาย จ. 6 ข้อ 6 เท่ากับว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้แก้ไขซ่อมแซมงานก่อสร้างที่ชำรุดเสียหาย จึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน ๑,๓๕๒,๑๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี และให้จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงิน ๑,๑๓๘,๒๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ชำระเงินจำนวน ๑,๓๕๒,๑๐๐ บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดในจำนวนเงิน ๑,๑๓๘,๒๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๓๙ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาจ้างเหมา ก่อสร้างข้อ ๖ ซึ่งระบุว่า "ภายในกำหนด ๑๒ เดือน นับแต่วันที่ผู้ว่าจ้างได้รับมอบงานนี้จากผู้รับจ้างเป็นต้นไป ถ้ามีเหตุชำรุดเสียหายแก่งานจ้างนี้โดยผู้รับจ้างทำไว้ไม่เรียบร้อยหรือใช้สัมภาระที่ไม่ดี ผู้รับจ้างจะทำการแก้ไขใหม่ทันที โดยไม่คิดราคาสิ่งของสัมภาระและค่าแรงงานจากผู้ว่าจ้างอีก ถ้าผู้รับจ้างบิดพริ้วไม่จัดการแก้ไขหรือซ่อมให้เป็นที่เรียบร้อย ภายในกำหนดเวลาที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากผู้ว่าจ้าง ผู้ว่าจ้างมีอำนาจจ้างผู้อื่นทำแทนต่อไป โดยผู้รับจ้างยินยอม จ่ายเงินค่าจ้างในการแก้ไขเท่าที่สร้างจริงโดยสิ้นเชิง" จากข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายว่า ภายใน ๑๒ เดือน นับแต่ วันรับมอบงานที่ก่อสร้าง ถ้ามีความชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแก่งานที่ก่อสร้าง โจทก์มีอำนาจจ้างผู้อื่นแก้ไขซ่อมแซมงานได้ โดยมีเงื่อนไขว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างต้องมีหนังสือแจ้งจำเลยที่ ๑ ผู้รับจ้างให้แก้ไขซ่อมแซมภายในเวลาที่กำหนดก่อนแล้วจำเลยที่ ๑ ไม่แก้ไขซ่อมแซม ในปัญหานี้ ม. วิศวกรผู้ควบคุมงานเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์เบิกความว่า หลังจากรับมอบงานจากจำเลยที่ ๑ ปรากฏว่างานที่จำเลยที่ ๑ ก่อสร้างมีความชำรุดบกพร่องหลายประการ โจทก์แจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขซ่อมแซมตามหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑๐ ถึง จ. ๑๔ และยังทำหนังสือสรุปความเสียหายเป็นครั้งที่สอง ตามหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑๕ แต่ตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ ปรากฏว่าเป็นหนังสือที่โจทก์แจ้ง จำเลยที่ ๑ เกี่ยวกับการเก็บงานที่จำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเท้าความถึงเอกสารหมาย ล. ๕ แม้ในหนังสือดังกล่าวจะระบุว่ามีความเสียหายเพิ่มเติมเกิดขึ้นอีก แต่ก็ไม่มีรายละเอียดว่าเป็นความเสียหายส่วนไหนของงานก่อสร้าง และหนังสือดังกล่าวแจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบว่าโจทก์จะให้บริษัท ป. เข้าดำเนินการตรวจสอบ ซ่อมแซม รวมทั้ง เก็บรายละเอียดงานก่อสร้างที่ยังบกพร่องอยู่ให้เรียบร้อยแทนจำเลยที่ ๑ เท่านั้น ตามเอกสารหมาย จ. ๑๑ เป็นหนังสือ ที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ ๑ ขอยกเลิกการซ่อมโดยโจทก์จะให้บริษัท ป. ดำเนินการซ่อมแซมแทนจำเลยที่ ๑ ในงานก่อสร้าง ที่ตรวจพบความชำรุดบกพร่องทันทีและในส่วนที่อาจเกิดขึ้นอีกในภายหลังโดยให้จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ตามเอกสารหมาย จ. ๑๒ เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ ๑ ว่างานเสริมกำแพงอีก ๓๐ เซนติเมตร เพื่อให้ได้ความสูง ตามแบบ จำเลยที่ ๑ ยังดำเนินการไม่เสร็จ โจทก์จะให้บริษัท ป. ดำเนินการโดยจำเลยที่ ๑ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น เป็นการนำสืบกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ ๑ และข้อ ๒ ไม่ใช่ข้อ ๖ ซึ่งโจทก์จะต้องบอกกล่าว ให้จำเลยที่ ๑ ดำเนินการภายในกำหนดเวลาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่ดำเนินการ โจทก์ชอบที่จะบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ ๑ ได้ โจทก์ไม่อาจนำเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ ๖ มาใช้กับ ข้อ ๑ และข้อ ๒ ได้ ตามเอกสารหมาย จ. ๑๓ เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งจำเลยที่ ๑ ว่ามีงานก่อสร้างที่จำเลย ที่ ๑ ดำเนินการไม่ถูกต้องตามแบบอีก ๒ รายการ คือ กำแพงรอบสถานีบริการกับท่อลมที่จำเลยที่ ๑ ต้องก่อสร้างเพิ่มเติมอีก ๑ ท่อ ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ ๑ และข้อ ๒ เช่นเดียวกับเอกสารหมาย จ. ๑๒ ตามเอกสารหมาย จ. ๑๔ เป็นหนังสือโต้ตอบของโจทก์ให้จำเลยที่ ๑ ทราบว่าโจทก์เคยมีหนังสือลงวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๓๙ ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ให้บริษัท ป. เข้าซ่อมแซมพร้อมทั้งแจ้งนัดให้จำเลยที่ ๑ ทราบว่าจะมีการประชุมที่บริษัทโจทก์ในวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา ขอให้จำเลยที่ ๑ เข้าร่วมประชุมด้วย และตามเอกสารหมาย จ. ๑๕ เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ ทราบถึงรายละเอียดงานก่อสร้างซ่อมแซมรวม ๑๙ รายการ และขอให้จำเลยที่ ๑ ส่งผู้ควบคุมงานเพื่อตรวจสอบงานก่อสร้างบางอย่างที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่ในขณะที่โจทก์มีหนังสือเอกสารหมาย จ. ๑๕ เป็นระยะเวลาภายหลังที่โจทก์ตัดสินใจให้บริษัท ป. เข้าซ่อมแซมงานก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ. ๑๐ และ จ. ๑๑ แล้ว ส่วนเอกสารหมาย จ. ๓๓ และ จ. ๓๔ ก็เป็นหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ เก็บงานให้เรียบร้อยซึ่งหมายความว่า งานก่อสร้างที่ก่อสร้างยังไม่เรียบร้อยก่อนที่จะรับมอบงานและชำระค่าจ้างงวดสุดท้าย ดังนี้ เห็นว่า เอกสารหมาย จ. ๑๐ ถึง จ. ๑๕ จ. ๓๓ และ จ. ๓๔ จึงไม่ใช่หนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ ๑ แก้ไขซ่อมแซมความชำรุดเสียหายงานก่อสร้าง ภายในเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไขในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเอกสารหมาย จ. ๖ ข้อ ๖ เท่ากับว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้แก้ไขซ่อมแซมงานก่อสร้างที่ชำรุดเสียหายจึงไม่อาจถือได้ว่าจำเลย ที่ ๑ เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๓ ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ไม่ต้องรับผิดด้วย แม้จำเลยที่ ๓ จะไม่ได้ฎีกา แต่หนี้อันเกิดจากการค้ำประกันเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ ๓ ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๕ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 368 ม. 587 ม. 600
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด แอส แปลนนิ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายทวีศักดิ์ ทองภักดี
ศาลอุทธรณ์ — นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2546
#49501
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ใช้ถ้อยคำว่าขอทุเลาการบังคับมาในคำร้องที่โจทก์ยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง แต่ก็มีใจความว่าหากศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการติดตามเอาทรัพย์พิพาทของโจทก์คืนมาจากจำเลยจึงพอแปลได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนายเชื้อ ภักดีพินิจ และให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยทำขึ้นเป็นไปโดยมิชอบ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาทจำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยถูกต้องและจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารโดยชอบขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งว่า ตามคำร้องแปลได้ว่าโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 เห็นสมควรมีคำสั่งห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์

จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่ง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าขอทุเลาการบังคับมาในคำร้องที่โจทก์ยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง แต่ก็มีใจความว่าหากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการติดตามเอาทรัพย์พิพาทของโจทก์คืนมาจากจำเลย จึงพอแปลได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับตาม 231 คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในข้อนี้ชอบแล้ว แต่อย่างไรก็ดี เมื่อพิเคราะห์ถึงรูปคดีแล้วไม่มีเหตุสมควรที่จะสั่งห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆเกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งห้ามจำเลยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เล็ก ขำเอนก
จำเลย — นางสาว สายใจ ภักดีพินิจ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4085/2546
#110951
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าขอทุเลาการบังคับมาในคำร้องที่โจทก์ยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง แต่ก็มีใจความว่าหากศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการติดตามเอาทรัพย์พิพาทของโจทก์คืนมาจากจำเลย จึงพอแปลได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 264 ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับตามมาตรา 231

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยกับนายเชื้อ ภักดีพินิจ และขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยทำขึ้นเป็นไปโดยมิชอบ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์ไม่มีส่วนเป็นเจ้าของในที่ดินพิพาท จำเลยรับโอนที่ดินพิพาทมาโดยถูกต้องและจดทะเบียนจำนองไว้แก่ธนาคารโดยชอบ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งว่า ตามคำร้องแปลได้ว่าโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ เห็นสมควรมีคำสั่งห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์

จำเลยฎีกาคัดค้านคำสั่ง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ มีคำสั่งห้ามจำเลยทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทในระหว่างอุทธรณ์นั้นเป็นคำสั่งที่ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะใช้ถ้อยคำว่าขอทุเลาการบังคับมาในคำร้องที่โจทก์ยื่นพร้อมกับอุทธรณ์ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้อง แต่ก็มีใจความว่าหากศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จะทำให้เกิดความยุ่งยากในการติดตามเอาทรัพย์พิพาทของโจทก์คืนมาจากจำเลย จึงพอแปลได้ว่าคำร้องของโจทก์เป็นเรื่องโจทก์ขอคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๖๔ ไม่ใช่เรื่องขอทุเลาการบังคับตามมาตรา ๒๓๑ คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ในข้อนี้ชอบแล้ว

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 231 ม. 264
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางเล็ก ขำเอนก
จำเลย — นางสาวสายใจ ภักดีพินิจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ -
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 -
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4078/2546
#50908
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสัญญาขายฝากที่ดิน น.ส.3 ตกเป็นโมฆะ การคืนทรัพย์สินอันเกิดจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้นต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับกล่าวคือ ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่งก็ต้องคืนเต็มจำนวนนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทั้งสองและโจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ เพราะเป็นหนี้เงิน แต่ไม่ปรากฏชัดเจนว่าได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่รับไว้และจำเลยที่ 1 ทราบแล้วตั้งแต่เมื่อใด โจทก์ทั้งสองคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โดยถือว่าเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2537 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 234,162 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 1,234,162 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน769,230 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่28 ธันวาคม 2537 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่28 ธันวาคม 2537 จำเลยที่ 2 ได้ขายฝากที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 561 แก่โจทก์ทั้งสองตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.4 และวันที่ 29 มีนาคม 2538 จำเลยที่ 1 ได้ขายฝากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 188 แก่โจทก์ทั้งสองตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าสัญญาขายฝากที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ตกเป็นโมฆะเพราะโจทก์ทั้งสองได้แสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจำนวน 769,230 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่าเมื่อสัญญาขายฝากที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.5ตกเป็นโมฆะแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่รับมัดจำไว้จำนวน 400,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองเท่านั้น โดยไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยจากการขายฝากที่เป็นโมฆะแต่อย่างใดเห็นว่า จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จึงไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุนข้ออ้างที่ว่าจำเลยที่ 1 รับเงินเฉพาะมัดจำจากโจทก์ทั้งสองไว้ 400,000 บาท โดยเงินค่าขายฝากที่ดินยังไม่ได้รับจึงรับฟังไม่ได้ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง แต่ฟังได้ว่าในวันที่ 28 ธันวาคม 2537 นั้นโจทก์ทั้งสองได้มอบเงินจำนวน 2,000,000 บาท เป็นค่ารับซื้อฝากที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว หนังสือสัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองฉบับตามสำเนาเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 จึงได้เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีแม้ตามหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินทั้งสองฉบับดังกล่าวเมื่อรวมราคาขายฝากแล้วเป็นเงิน 2,000,000บาท ก็ตาม แต่ได้ความจากโจทก์ที่ 1 เองว่า รวมเอาค่าดอกเบี้ยจำนวน 600,000 บาทเข้าไปด้วย ดังนั้น ราคาขายฝากที่แท้จริงของที่ดินทั้งสองแปลงที่จำเลยทั้งสองรับไปจากโจทก์จึงเป็นเงินเพียง 2,000,000 บาท เมื่อคิดเฉลี่ยตามส่วนแล้ว คงเป็นราคาขายฝากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 188 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ที่จำเลยที่ 1 ได้รับไปจากโจทก์ทั้งสองเพียง 769,230.77 บาท เมื่อสัญญาขายฝากที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ตกเป็นโมฆะการคืนทรัพย์สินอันเกิดจากนิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้น ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับกล่าวคือ ถ้าทรัพย์สินซึ่งได้รับไว้เป็นลาภมิควรได้นั้นเป็นเงินจำนวนหนึ่งก็ต้องคืนเต็มจำนวนนั้น จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวน 769,230.77 บาท ที่ได้รับให้แก่โจทก์ทั้งสองที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองจำนวน769,230 บาท ยังไม่ถูกต้อง แต่โจทก์ทั้งสองมิได้ฎีกาปัญหานี้ ศาลฎีกาจึงไม่พิพากษาแก้ไขให้ และเมื่อฟังได้ว่าสัญญาขายฝากที่ดินตามสำเนาหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินเอกสารหมาย จ.5 ตกเป็นโมฆะแล้ว เห็นสมควรเพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมดังกล่าวเสียด้วย สำหรับเรื่องดอกเบี้ยนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินจำนวน 769,230บาท ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ เพราะเป็นหนี้เงิน แต่ตามคำฟ้องโจทก์ทั้งสองบรรยายไว้เพียงว่า โจทก์ทั้งสองได้ทวงถามขอรับเงินคืนจากจำเลยทั้งสองแล้ว โดยไม่ปรากฏชัดเจนว่าทวงถามขอคืนตั้งแต่เมื่อใด โจทก์ที่ 1 ก็เบิกความในเรื่องนี้เพียงว่าโจทก์ทั้งสองได้พยายามติดตามจำเลยทั้งสองให้คืนเงินแต่ไม่พบจำเลยทั้งสอง โดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือมาแสดงให้เชื่อได้ว่า โจทก์ทั้งสองได้ทวงถามจำเลยที่ 1 ให้คืนเงินที่รับไว้และจำเลยที่ 1 ทราบแล้วตั้งแต่เมื่อใด จึงยังรับฟังไม่ได้ว่า ก่อนฟ้องโจทก์ทั้งสองได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว อันจะถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ผู้ขายฝากตกอยู่ในฐานะทุจริตจำเดิมแต่เวลาที่เรียกคืนเงินนั้น และตกเป็นผู้ผิดนัดจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองผู้รับซื้อฝากนับแต่เวลานั้นแล้ว ดังนั้น โจทก์ทั้งสองคงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 ได้นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป โดยถือว่าเป็นวันที่โจทก์ทั้งสองทวงถามให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2537 นั้น เป็นการให้ชำระมากไปกว่าที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามกฎหมาย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเงินจำนวน 769,230 บาท แก่โจทก์ทั้งสองเสร็จ กับให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมขายฝากที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 188 ตำบลเขาทราย (ท้ายทุ่ง) อำเภอทับคล้อ (ตะพานหิน) จังหวัดพิจิตร ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2538 ระหว่าง จำเลยที่ 1 ผู้ขายฝาก กับโจทก์ทั้งสองผู้รับซื้อฝาก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 224 ม. 412
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทองใบ แจ่มจำรัส กับพวก
จำเลย — นาย ทศพร เรืองขำ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4064/2546
#50907
เปิดฉบับเต็ม

สายลับล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสองในราคา 150 บาท โดยให้เงินไป200 บาท ดังนั้น เงินจำนวน 50 บาทที่จำเลยทั้งสองทอนให้แก่สายลับย่อมถือเป็นทรัพย์ ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จึงต้องริบ และปัญหาเรื่องริบของกลางหรือไม่นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

ในระหว่างพิจารณา มี พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ แก้ไขใหม่โดยบัญญัติความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปเท่านั้น ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง

ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง ส่วนระวางโทษนั้นกฎหมายที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 157 เม็ด น้ำหนัก 15.79 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.20 กรัมให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 150 บาท ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91 ริบเมทแอมเฟตามีนและเงินทอนจำนวน 50 บาท ของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกคนละ 10 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 5 ปี รวมจำคุกคนละ 15 ปีจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนเงินทอน 50 บาท ของกลาง ไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดหรือได้มาโดยการกระทำความผิดจึงไม่ริบ แต่ให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกคนละ 4 ปี เมื่อรวมกับโทษจำคุกในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 2 ปี 6 เดือน แล้ว รวมจำคุกคนละ 6 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงว่าสมควรลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย นับเป็นต้นเหตุทำให้ยาเสพติดให้โทษชนิดดังกล่าวแพร่ระบาดสู่ประชาชน อันเป็นเหตุให้ผู้คนตกเป็นทาสของยาเสพติดให้โทษเพิ่มมากขึ้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงถือว่าเป็นภัยต่อสังคมและประเทศชาติเป็นอย่างยิ่งประกอบกับเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยทั้งสองร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็มีจำนวนมากถึง157 เม็ด น้ำหนัก 15.79 กรัม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสอง 8 ปี ก่อนลดโทษให้กึ่งหนึ่งนั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เงินทอน 50 บาทของกลาง ไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยการกระทำความผิด จึงไม่ริบ แต่ให้คืนแก่เจ้าของ และศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษาแก้ในส่วนนี้นั้น เห็นว่า คดีนี้ทางพิจารณาได้ความว่า เจ้าพนักงานตำรวจมอบธนบัตรจำนวน 300บาท ให้แก่สายลับเพื่อไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจำนวน 3 เม็ด จากจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพียงจำนวน 2 เม็ดให้แก่สายลับในราคา 150 บาท ดังนั้น เงินจำนวน 50 บาทของกลาง ที่จำเลยทั้งสองทอนให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อย่อมถือเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองได้ใช้ในการกระทำความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ จึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ที่ศาลล่างทั้งสองมิได้พิพากษาให้ริบเงินทอนจำนวน 50 บาท ดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และปัญหาเรื่องริบของกลางหรือไม่นี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

นอกจากนี้ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายมาตรา 15 วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติความว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปเท่านั้นโดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสองส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยทั้งสอง สำหรับคดีนี้จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 157 เม็ด น้ำหนัก 15.79 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 2 เม็ด น้ำหนัก 0.20 กรัม โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใดกรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ด้วยเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ริบเงินทอนจำนวน50 บาทของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 33 ม. 78
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดพัทลุง
จำเลย — นาง ถัด หนูสุข กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4047 -ที่ 4053/2546
#50855
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ต้องพิจารณาว่ามีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่ และสาเหตุดังกล่าวเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างเอง หรือเหตุอื่นที่มิใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้

จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเพราะเหตุที่หยุดงานเพื่อชุมนุมเรียกร้องที่หน้าบริษัทจำเลยโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ห้ามพนักงานจำเลยชุมนุมกันภายในบริษัท และห้ามพนักงานหยุดงานประท้วงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงาน ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ทั้งเจ็ดที่เพียงพอแก่การเลิกจ้างได้ ส่วนการที่จำเลยไม่เลิกจ้างหรือลงโทษพนักงานอื่นที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องกับโจทก์ทั้งเจ็ดนั้น เป็นดุลพินิจในการบริหารจัดการของจำเลยจึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

กรณีที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย เมื่อลูกจ้างได้กระทำการอันเป็นการจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นตามความประสงค์ของลูกจ้างแล้วหรือไม่ ก็ต้องด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) แล้ว

โจทก์ทั้งเจ็ดชุมนุมกันที่หน้าบริษัทจำเลยโดยไม่ได้แจ้งข้อเรียกร้องตามกฎหมายและไม่ได้เข้าทำงานในวันที่ 14 วันที่ 15 และวันที่ 17 มิถุนายน 2543 การละทิ้งหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของจำเลยมิให้ดำเนินไปได้ตามปกติทำให้จำเลยขาดรายได้ จึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหายส่วนการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยในข้อวินัย 1.4(1)(2) แม้ข้อบังคับดังกล่าวจะไม่ได้ระบุว่าเป็นกรณีร้ายแรงแต่ก็ไม่ได้ระบุว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับในข้อนี้เป็นกรณีไม่ร้ายแรงซึ่งกรณีจะถือว่าร้ายแรงหรือไม่ต้องพิจารณาจากการกระทำของโจทก์ทั้งเจ็ด การที่โจทก์ทั้งเจ็ดชุมนุมกันภายในบริษัทจำเลยและหยุดงานประท้วงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 34 ซึ่งมีโทษทางอาญาตามมาตรา 134 จึงเป็นกรณีร้ายแรง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งเจ็ดสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่าโจทก์ที่ 1 ถึงโจทก์ที่ 7

โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องมีใจความว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเคยเป็นลูกจ้างของจำเลย มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานทั่วไป วันเข้าทำงานระยะเวลาการทำงานและอัตราค่าจ้างสุดท้ายของโจทก์ทั้งเจ็ดปรากฏรายละเอียดตามคำฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน เมื่อวันที่ 18มิถุนายน 2543 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยที่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีความผิดอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายในการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามคำขอท้ายฟ้องของโจทก์แต่ละสำนวน พร้อมด้วยดอกเบี้ย กับให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเท่าเดิมโดยนับอายุงานต่อจากอายุงานเดิม

จำเลยทั้งเจ็ดสำนวนให้การและฟ้องแย้งว่า เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 โจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นได้ร่วมกันหยุดงานหรือละทิ้งหน้าที่มาชุมนุมกัน ณ ที่ทำการของบริษัทจำเลย เรียกร้องให้จำเลยเลิกจ้างนายจิระพงศ์ รุจิราวรรณ ผู้จัดการในประเทศไทยของจำเลย และให้แต่งตั้งนายรัฐพล ทีปกะ ดำรงตำแหน่งแทน การหยุดงานชุมนุมของโจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นในครั้งนี้มิได้ผ่านขั้นตอนที่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ฯ แต่อย่างใด วันที่ 15 มิถุนายน 2543 คณะกรรมการจำเลยได้มีหนังสือแจ้งเตือนให้โจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นกลับเข้าทำงานตามปกติ โดยปิดประกาศไว้ ณที่ทำการของบริษัทจำเลย แต่โจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นไม่ยอมกลับเข้าทำงาน โจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นได้หยุดงานต่อเนื่องจนถึงวันที่ 17 มิถุนายน 2543 จำเลยได้มีหนังสือขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นกลับเข้าทำงานอีก มิฉะนั้นจะเลิกจ้าง แต่โจทก์ทั้งเจ็ดกับพวกไม่กลับเข้าทำงาน ดังนั้นในวันที่ 18 มิถุนายน 2543 จำเลยจึงได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดด้วยเหตุที่โจทก์ทั้งเจ็ดหยุดงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดข้อบังคับการทำงานของจำเลยอย่างร้ายแรงและขัดคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย และค่าเสียหายให้โจทก์ทั้งเจ็ด และโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิขอกลับเข้าทำงานกับจำเลยตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องนอกจากนี้ในการหยุดงานของโจทก์ทั้งเจ็ดทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ต้องขาดรายได้จากการที่ลูกค้ามาใช้บริการ จำเลยขอคิดค่าเสียหายในอัตราเฉลี่ยของรายได้ประจำปีซึ่งเมื่อคำนวณแล้วโจทก์ทั้งเจ็ดทำให้จำเลยขาดรายได้จำนวน 13,000 บาท 13,000บาท 15,000 บาท 10,000 บาท 13,000 บาท 95,000 บาท และ 19,000 บาทตามลำดับ ขอให้โจทก์ทั้งเจ็ดจ่ายค่าเสียหายดังกล่าวแก่จำเลย

โจทก์ทั้งเจ็ดให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาเข้าด้วยกัน และฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งว่าอะไรเสียหายบ้าง โจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ความเสียหายหากจะมีก็ไม่เกิน 500 บาท ขอให้ยกฟ้องแย้ง

วันนัดพิจารณา โจทก์ทั้งเจ็ดแถลงสละคำขอท้ายฟ้องที่ขอให้จำเลยรับโจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงานในอัตราค่าจ้างเท่าเดิมโดยนับอายุงานต่อจากอายุงานเดิม และสละคำให้การแก้ฟ้องแย้งในประเด็นที่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุม

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งเจ็ดและพนักงานอื่นได้ร่วมชุมนุมกันที่บริเวณหน้าบริษัทจำเลยเรียกร้องให้นายจิระพงศ์ รุจิราวรรณ พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการ และให้นายรัฐพล ทีปกะ ดำรงตำแหน่งแทน โดยโจทก์ทั้งเจ็ดไม่ได้เข้าทำงานในวันที่ 14 วันที่ 15 และวันที่ 17 มิถุนายน 2543 แต่ได้เข้าทำงานวันที่ 16 มิถุนายน2543 ในระหว่างที่โจทก์ทั้งเจ็ดและพนักงานอื่นชุมนุมกันจำเลยโดยนายโจนัล ลี ผู้ควบคุมและจัดการของจำเลยในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้โทรสารลงวันที่ 15 มิถุนายน2543 ขอให้พนักงานกลับเข้าทำงาน แต่โจทก์ทั้งเจ็ดและพนักงานอื่นยังคงชุมนุมกันต่อไปและต่อมาในวันที่ 17 มิถุนายน 2543 นายจิระพงศ์ได้ทำหนังสือแจ้งให้พนักงานกลับเข้าทำงานอีกฉบับหนึ่ง แต่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่กลับไปทำงานตามปกติ ส่วนค่าเสียหายตามฟ้องแย้งของจำเลยยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมิได้ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน แต่การที่โจทก์ทั้งเจ็ดและพนักงานอื่นที่ร่วมชุมนุมกันบริเวณหน้าบริษัทจำเลยไม่เข้าทำงานตามปกติดังกล่าว โดยไม่มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามกฎหมาย และการเรียกร้องให้นายจิระพงศ์พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการและตั้งบุคคลอื่นดำรงตำแหน่งแทน ซึ่งอำนาจบริหารเป็นอำนาจของจำเลย โจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีสิทธิหยุดงานเพื่อเรียกร้องในข้อดังกล่าว การหยุดงานของโจทก์ทั้งเจ็ดจึงเป็นการหยุดงานโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในข้อวินัย 1.4(1)(2) ที่ห้ามพนักงานชุมนุมกันภายในบริเวณบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต ห้ามพนักงานหยุดงานประท้วงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อจำเลยมีโทรสารลงวันที่ 15 มิถุนายน 2543 และหนังสือลงวันที่ 17 มิถุนายน 2543 แจ้งให้โจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงาน การที่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่กลับเข้าทำงาน จึงเป็นการขัดคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดมีหน้าที่รับซ่อมรองเท้าและทำกุญแจประจำร้านสาขาของจำเลยตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดไม่เข้าทำงานตามร้านสาขาที่ตนประจำโจทก์ย่อมทราบอยู่ดีแล้วว่าจำเลยได้รับความเสียหายจากการขาดรายได้ การกระทำของโจทก์ทั้งเจ็ดถือเป็นการจงใจทำให้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมกับจำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ทั้งเจ็ดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตร 119(2)(4) พิพากษายกฟ้องและยกฟ้องแย้ง

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดกับพนักงานอื่นอีกประมาณ 60 คน ร่วมกันชุมนุมเรียกร้องที่หน้าบริษัทจำเลย แต่จำเลยเลิกจ้างเฉพาะโจทก์ทั้งเจ็ด ส่วนพนักงานอื่นที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องด้วยจำเลยมิได้เลิกจ้างหรือลงโทษสถานใด จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยเลือกปฏิบัติ จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เห็นว่า การพิจารณาเรื่องการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49ต้องพิจารณาว่ามีสาเหตุแห่งการเลิกจ้างหรือไม่และสาเหตุดังกล่าวมีเหตุเพียงพอแก่การเลิกจ้างหรือไม่เป็นสำคัญ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างเอง หรือเหตุอื่นที่มิใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดเพราะเหตุที่โจทก์ทั้งเจ็ดหยุดงานเพื่อชุมนุมเรียกร้องที่หน้าบริษัทจำเลยโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ห้ามพนักงานจำเลยชุมนุมกันภายในบริษัท และห้ามพนักงานหยุดงานประท้วงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งโจทก์ทั้งเจ็ดฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลยที่ให้โจทก์ทั้งเจ็ดกลับเข้าทำงาน ซึ่งเหตุแห่งการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นเหตุที่เกิดจากการกระทำของโจทก์ทั้งเจ็ดที่เพียงพอแก่การเลิกจ้างได้ ส่วนการที่จำเลยไม่เลิกจ้างหรือลงโทษพนักงานอื่นที่ร่วมชุมนุมเรียกร้องกับโจทก์ทั้งเจ็ดนั้น เป็นดุลพินิจในการบริหารจัดการของจำเลย ทั้งมิใช่สาเหตุแห่งการเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดที่ศาลจะต้องนำมาประกอบการพิจารณากรณีการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยมิได้ดำเนินการอย่างใดกับพนักงานอื่นที่ร่วมชุมนุมเรียกร้อง จึงไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ทั้งเจ็ดฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า การกระทำของโจทก์ทั้งเจ็ดเป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย และเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมในกรณีที่ร้ายแรงหรือไม่ โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งเจ็ดโดยเพียงแต่คาดคะเนเอาว่าการละทิ้งหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ดจะทำให้จำเลยเสียหายเท่านั้น กรณีจะเป็นการจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(2) นายจ้างจะต้องได้รับความเสียหายจริง ๆ และกรณีโจทก์ทั้งเจ็ดฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยในข้อวินัย1.4(1)(2) นั้น เมื่อข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้ระบุว่าเป็นกรณีร้ายแรง จึงเป็นเพียงการฝ่าฝืนข้อบังคบธรรมดาที่ไม่ร้ายแรง เห็นว่า กรณีจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหายนั้น เมื่อลูกจ้างได้กระทำการอันเป็นการจงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหายแล้ว ไม่ว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นตามความประสงค์ของลูกจ้างแล้วหรือไม่ ก็ต้องด้วยมาตรา 119(2) แล้ว เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งเจ็ดมาชุมนุมกันที่หน้าบริษัทจำเลยโดยไม่ได้แจ้งข้อเรียกร้องตามกฎหมาย และไม่ได้เข้าทำงานในวันที่ 14 วันที่ 15 และวันที่ 17 มิถุนายน 2543การละทิ้งหน้าที่ของโจทก์ทั้งเจ็ดย่อมมีผลกระทบกระเทือนต่อกิจการของจำเลยมิให้ดำเนินไปได้ตามปกติ ย่อมทำให้จำเลยขาดรายได้ซึ่งเห็นได้อยู่ในตัวว่าจำเลยย่อมได้รับความเสียหายจึงถือได้ว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ส่วนการฝ่าฝืนข้อบังคับของจำเลยในข้อวินัย 1.4(1)(2) แม้ข้อบังคับดังกล่าวจะไม่ได้ระบุว่าเป็นกรณีร้ายแรงแต่ก็ไม่ได้ระบุว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับในข้อนี้เป็นกรณีไม่ร้ายแรง ซึ่งกรณีจะถือว่าร้ายแรงหรือไม่ต้องพิจารณาจากการกระทำของโจทก์ทั้งเจ็ด การที่โจทก์ทั้งเจ็ดชุมนุมกันภายในบริษัทจำเลยและหยุดงานประท้วงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 34 ซึ่งมีโทษทางอาญาตามมาตรา 134 จึงเป็นกรณีร้ายแรง อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งเจ็ดข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 49
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 34 ม. 134
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย บรรเจิด ชนะพงศ์ธร กับพวก
จำเลย — บริษัท มิสเตอร์ มินิท (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4046/2546
#50814
เปิดฉบับเต็ม

ตามบัญชีพยานอันดับ 1 ในช่องชื่อพยาน โจทก์ระบุว่าผู้รับมอบอำนาจขออ้างตนเองเป็นพยานโดยมิได้ระบุที่อยู่ของพยานเป็นการระบุถึงสถานะของพยานโจทก์ว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แต่ปรากฏตามฟ้องว่าผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์คือ ข. ส่วน ป. เป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจาก ข. แม้ตามหนังสือมอบอำนาจโจทก์ให้อำนาจข. มอบอำนาจช่วงได้ แต่สถานะของผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงต่างกันจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ระบุ ป. เป็นพยาน แต่โจทก์นำ ป. มาเบิกความเพื่อประกอบเอกสารที่แสดงว่า จำเลยสั่งซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์แล้ว ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างคงนำสืบเพียงว่า การที่กรรมการของจำเลยลงชื่อในใบสั่งซื้อคนเดียวแสดงว่าจำเลยมิได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ เมื่อโจทก์นำ ป. เข้าเบิกความ จำเลยก็มิได้คัดค้าน กรณีไม่ปรากฏว่าโจทก์ประสงค์จะเอาเปรียบในทางคดี อีกทั้งจำเลยไม่เสียเปรียบและไม่เสียหาย ดังนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงรับฟังคำเบิกความของ ป. ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2)

ตามหนังสือรับรองระบุว่า กรรมการของจำเลยมี 4 คน ซึ่งรวมทั้ง ว. ด้วย กรรมการ 2 คน ลงชื่อร่วมกันและประทับตราของจำเลยจึงมีผลผูกพันจำเลย แต่การที่ ว. ลงชื่อสั่งซื้อสินค้าโดยใช้ใบสั่งซื้อซึ่งเป็นแบบพิมพ์ของจำเลย เมื่อโจทก์นำสินค้าไปส่ง พนักงานของจำเลยได้รับสินค้านั้น และต่อมา ว. ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยมีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ โดยใช้แบบพิมพ์ของจำเลยอีก ย่อมแสดงว่าจำเลยรู้แล้วยอมให้ ว. เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์

ตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดีโดยพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้น เมื่อปรากฏว่าทนายโจทก์เรียงพิมพ์คำแก้อุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นแล้ว แม้เป็นการยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนดและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์นั้นแต่ทนายโจทก์ได้ว่าคดีในชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายขวัญชัย ตันยลักษณ์ เป็นผู้ฟ้องร้องและดำเนินคดีแทน กับให้มีอำนาจในการมอบอำนาจช่วงให้บุคคลอื่นฟ้องคดีแทนได้ นายขวัญชัยได้มอบอำนาจช่วงให้นายประธาน บุญปลูก เป็นผู้มีอำนาจฟ้องร้องและดำเนินคดีแทน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2539 จำเลยได้สั่งซื้อเครื่องปั๊มลม และถังเก็บลมพร้อมอุปกรณ์ รวมราคา 275,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7 เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 19,250 บาท รวมค่าสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน 294,250 บาท จำเลยมีหน้าที่ต้องชำระภายใน 30 วัน (ที่ถูกภายใน 90 วัน) นับแต่วันที่ 20 มกราคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้วางบิลเรียกเก็บเงิน แต่จำเลยผิดนัดจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินค้าและภาษีมูลค่าเพิ่มรวมเป็นเงิน 294,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลา 584วัน เป็นเงิน 35,309 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 329,559 บาท ขอบังคับให้จำเลยชำระเงิน 329,559 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 294,250 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า นายขวัญชัยมิใช่ผู้รับมอบอำนาจที่แท้จริง จึงไม่มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นายประธานดำเนินคดีแทน จำเลยไม่เคยสั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์หากมีการสั่งซื้อก็เป็นการสั่งซื้อโดยส่วนตัวของนายวีรยุทธ์ ศุภพิพัฒน์ กรรมการจำเลยแต่เพียงผู้เดียว และฟ้องโจทก์ระบุว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2539 จำเลยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความเพราะมิได้ใช้สิทธิเรียกร้องภายใน 2 ปี นอกจากนี้การที่โจทก์นำภาษีมูลค่าเพิ่มมารวมเข้ากับราคาสินค้าไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ไม่เสียหายในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มและไม่อาจเรียกดอกเบี้ยในส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 294,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ศาลรับฟังคำเบิกความของนายประธาน บุญปลูก เป็นพยานได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ระบุพยานเพียงว่า ผู้รับมอบอำนาจขออ้างตนเองเป็นพยาน เป็นการมิได้ระบุรายชื่อและที่อยู่ของบุคคลไว้โดยชัดแจ้งในบัญชีระบุพยาน อีกทั้งนายประธานเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงมิใช่ผู้รับมอบอำนาจ ถือว่าโจทก์มิได้ระบุพยานไว้จึงต้องห้ามมิให้รับฟังพิเคราะห์แล้ว ตามบัญชีพยานลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2541 อันดับ 1 ในช่องชื่อพยานโจทก์ระบุว่าผู้รับมอบอำนาจขออ้างตนเองเป็นพยานโดยมิได้ระบุที่อยู่ของพยาน การระบุดังกล่าวเป็นการระบุถึงสถานะของพยานโจทก์ที่จะนำมาเบิกความต่อศาลว่าเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ แต่ปรากฏตามฟ้องและเอกสารหมาย จ.2 จ.3 ว่า ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ คือ นายขวัญชัย ตันยลักษณ์ ผู้จัดการแผนกสินเชื่อของโจทก์ ส่วนนายประธานเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายขวัญชัย แม้ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ข้อ 6 โจทก์ให้อำนาจนายขวัญชัยมอบอำนาจให้ตัวแทนช่วงดำเนินการแทนได้ แต่สถานะของผู้รับมอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจช่วงต่างกัน จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ระบุนายประธานเป็นพยาน แต่โจทก์นำนายประธานมาเบิกความเพื่อประกอบเอกสารที่แสดงว่า จำเลยสั่งซื้อและรับสินค้าไปจากโจทก์แล้ว ต่อมานายวีรยุทธ์ ศุภพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการจำเลยได้มีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้ ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบหักล้างข้อเท็จจริงตามเอกสารเหล่านี้ คงนำสืบเพียงว่า การที่กรรมการของจำเลยลงชื่อในใบสั่งซื้อคนเดียวแสดงว่าจำเลยมิได้ซื้อสินค้าจากโจทก์ เมื่อโจทก์นำนายประธานเข้าเบิกความ จำเลยมิได้คัดค้านว่าโจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานปากนี้ กรณีไม่ปรากฏว่าโจทก์ประสงค์จะเอาเปรียบในทางคดี อีกทั้งจำเลยไม่เสียเปรียบและไม่เสียหาย ดังนี้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงรับฟังคำเบิกความของนายประธานได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87(2) ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาข้อที่สองว่า จำเลยมิได้ซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีนายประธานผู้รับมอบอำนาจช่วงและเป็นพนักงานเร่งรัดหนี้สินของโจทก์มาเบิกความประกอบใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบวางบิล และหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นวัสดุก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.5 จ.6 จ.7 และ จ.8 ตามลำดับว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม2539 จำเลยได้สั่งซื้อสินค้าตามฟ้องจากโจทก์ ราคาสินค้ารวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงิน294,250 บาท วันที่ 3 ตุลาคม 2539 โจทก์ส่งสินค้าไปยังที่ทำการของจำเลย พนักงานของจำเลยได้ลงชื่อรับของแล้ว วันที่ 20 มกราคม 2540 โจทก์ส่งใบวางบิลให้จำเลย พนักงานของจำเลยรับแล้วนัดชำระเงินวันที่ 21 เมษายน 2540 ต่อมาวันที่ 24 มิถุนายน2541 จำเลยมีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นวัสดุก่อสร้างตามเอกสารหมาย จ.8 ไปยังโจทก์ ปรากฏว่าใบสั่งซื้อและหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นวัสดุก่อสร้างใช้กระดาษแบบพิมพ์ของจำเลย นายวีรยุทธ์ ศุภพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการของจำเลยลงชื่อสั่งซื้อและลงชื่อขอผ่อนผันการชำระหนี้ จำเลยมิได้นำสืบหักล้าง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบ แม้ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.4 ระบุว่า กรรมการของจำเลยมี 4 คน ซึ่งรวมทั้งนายวีรยุทธ์ด้วย กรรมการ 2 คน ลงชื่อร่วมกันและประทับตราของจำเลยจึงมีผลผูกพันจำเลย แต่การที่นายวีระยุทธ์กรรมการคนหนึ่งของจำเลยเป็นผู้ลงชื่อสั่งซื้อสินค้าโดยใช้ใบสั่งซื้อซึ่งเป็นกระดาษแบบพิมพ์ของจำเลย เมื่อโจทก์นำสินค้าไปส่งพนักงานของจำเลยได้รับสินค้านั้น และต่อมานายวีรยุทธ์ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยมีหนังสือขอผ่อนผันการชำระหนี้เป็นวัสดุก่อสร้าง โดยใช้กระดาษแบบพิมพ์ของจำเลยอีก พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยรู้แล้วยอมให้นายวีรยุทธ์เชิดตัวเองออกแสดงเป็นตัวแทนซื้อสินค้าตามฟ้องของโจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า โจทก์มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในกำหนด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แก่โจทก์เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่าตามตาราง 6 อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดีโดยพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้นเมื่อปรากฏว่าทนายโจทก์เรียงพิมพ์คำแก้อุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นแล้วแม้เป็นการยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนดและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์นั้น แต่ทนายโจทก์ได้ปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนี้ในชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 821
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 88 ม. ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัท 3 ดี อินดัสเตรียล ฮาบิแทท (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4046/2546
#112641
เปิดฉบับเต็ม

ทนายโจทก์เรียงพิมพ์คำแก้อุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนด ศาลสั่งไม่รับเป็นคำแก้อุทธรณ์ แต่ทนายโจทก์ได้ปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนี้ในชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยชำระเงินตามสัญญาจำนวน ๓๒๙,๕๕๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ในต้นเงิน ๒๙๔,๒๕๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๙๔,๒๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันผิดนัด (วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๖,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว? ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์ภายในกำหนด ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นว่า ตามตาราง ๖ อัตราค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งให้ศาลกำหนดค่าทนายความให้แก่ผู้ชนะคดีโดยพิจารณาตามความยากง่ายแห่งคดีกับเทียบเวลาและงานที่ทนายความต้องปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนั้น เมื่อปรากฏว่าทนายโจทก์เรียงพิมพ์คำแก้อุทธรณ์และยื่นคำแก้อุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นแล้ว แม้เป็นการยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนดและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับคำแก้อุทธรณ์นั้น แต่ทนายโจทก์ได้ปฏิบัติในการว่าคดีเรื่องนี้ในชั้นอุทธรณ์แล้ว ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แก่โจทก์ได้ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทอิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — บริษัท 3 ดี อินดัสเตรียล ฮาบิแทท (ประเทศไทย) จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายพฤทธิ์ นิมิตสุรชาติ
ศาลอุทธรณ์ — นายชัยยันต์ ศุขโชติ
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
วรนาถ ภูมิถาวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา