คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2546
#50718
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของร้านค้าและจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ตามคำฟ้องเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 ไม่มีข้อหาว่าเป็นหนี้ร่วมเพราะเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมด้วยในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือร่วมด้วยในการประกอบกิจการของร้านค้า ก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าขายของร้านค้าซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวของจำเลยทั้งสองเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย อันเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1)แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นการพิพากษาในเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันและเป็นเจ้าของร้านธีระพร ร่วมกันประกอบกิจการขายของชำ เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2540 จำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจำพวกเครื่องสำอาง มีแป้งโรยตัว แชมพู และครีมไปจากโจทก์หลายครั้งรวมเป็นเงิน 680,622 บาท จำเลยทั้งสองชำระราคาโดยจำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาด่านช้าง 8 ฉบับ มอบให้แก่โจทก์ แต่ต่อมาธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 685,625 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 680,622 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านธีระพรและไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการในนามของร้าน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 680,622 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 4,963 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของร้านธีระพรซึ่งร่วมกันประกอบกิจการขายของชำและจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์อันเป็นความรับผิดตามสัญญาซื้อขายประการหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าสินค้ากับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(3) อีกประการหนึ่งเท่านั้น ไม่มีข้อหาว่าหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาเพราะเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมด้วยในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือร่วมด้วยในการประกอบกิจการของร้านธีระพร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าขายของร้านซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวของจำเลยทั้งสองเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย อันเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนโดยวินิจฉัยทำนองเดียวกันมานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกขึ้นฎีกาเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าจากโจทก์ และในการประกอบกิจการของร้านธีระพร จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น ๆ ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เบตเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นาย ธีระพร คูมหานาคา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2546
#50906
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เป็นเจ้าของร้านร่วมกันประกอบกิจการขายของชำและจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์อันเป็นความผิดตามสัญญาซื้อขายประการหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าสินค้ากับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(3) อีกประการหนึ่งเท่านั้น ไม่มีข้อหาว่าหนี้รายนี้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาเพราะเป็นหนี้เกี่ยวกับการจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมด้วยในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือร่วมด้วยในการประกอบกิจการของร้าน ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าขายของร้านซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวของจำเลยทั้งสองเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย อันเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 685,625 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 680,622 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ใบสั่งซื้อสินค้าเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านธีระพรและไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการในนามของร้าน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 680,622 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 กันยายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 6 ตุลาคม 2540) ต้องไม่เกิน 4,963 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากันเป็นเจ้าของร้านธีระพรซึ่งร่วมกันประกอบกิจการขายของชำและจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 จึงมีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์อันเป็นความรับผิดตามสัญญาซื้อขายประการหนึ่ง และจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าสินค้ากับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(3) อีกประการหนึ่งเท่านั้น ไม่มีข้อหาว่าหนี้รายนี้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาเพราะเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดูตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมด้วยในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือร่วมด้วยในการประกอบกิจการของร้านธีระพรศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าขายของร้านซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวของจำเลยทั้งสองเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย อันเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490(1) แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนโดยวินิจฉัยทำนองเดียวกันมานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการซื้อสินค้าจากโจทก์และในการประกอบกิจการของร้านธีระพร จำเลยที่ 2 ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น ๆ ตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (1) ม. 1490 (3)
ป.วิ.พ. ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เบตเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นาย ธีระพร คูมหานาคา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2546
#110989
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์แสดงซึ่งสภาพแห่งข้อหาเกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 2 เพียง 2 ข้อว่า ข้อหนึ่งจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ อันเป็นความรับผิดตามสัญญาซื้อขาย และข้อสองจำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ค่าสินค้ากับจำเลยที่ 1 เพราะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1490 (3) เท่านั้น ไม่มีข้อหาว่าหนี้รายนี้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาเพราะเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว อุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพตามมาตรา 1490 (1) เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมด้วยในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือร่วมด้วยในการประกอบกิจการของร้านธีระพร การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าขายของร้านธีระพรซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวของจำเลยทั้งสองเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตร ตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย อันเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันตามมาตรา 1490 (1) แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในเรื่องที่นอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 249 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ยกขึ้นฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์และในการประกอบกิจการของร้านธีระพร จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๖๘๕,๖๒๕ บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๖๘๐,๖๒๒ บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ จำเลยที่ ๒ ไม่ได้เป็นเจ้าของร้านธีระพรและไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการในนามของร้าน จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๖๘๐,๖๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๐) ต้องไม่เกิน ๔,๙๖๓ บาท ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๒ อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ ๒ ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน เป็นเจ้าของร้านธีระพรซึ่งร่วมกันประกอบกิจการขายของชำและจำเลยทั้งสองร่วมกันสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์ ดังนี้ สภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ ๒ จึงมีว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการสั่งซื้อสินค้าไปจากโจทก์อันเป็นความรับผิดตามสัญญาซื้อขายประการหนึ่ง และจำเลยที่ ๒ ต้องร่วมรับผิดในหนี้ค่าสินค้ากับจำเลยที่ ๑ เพราะเป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการงานซึ่งสามีภริยาทำด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๓) อีกประการหนึ่งเท่านั้น ไม่มีข้อหาว่าหนี้รายนี้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสามีภริยาเพราะเป็นหนี้เกี่ยวแก่การจัดการบ้านเรือนและจัดหาสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว การอุปการะเลี้ยงดู ตลอดถึงการรักษาพยาบาลบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) แต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นมิได้ฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ ๒ ร่วมด้วยในการสั่งซื้อสินค้าจากโจทก์หรือร่วมด้วยในการประกอบกิจการของร้านธีระพร ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ ๑ สั่งซื้อสินค้าจากโจทก์เพื่อใช้ในกิจการค้าขายของร้านซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในครอบครัวของจำเลยทั้งสองเพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวและการศึกษาของบุตรตลอดถึงการรักษาพยาบาลด้วย อันเป็นหนี้ร่วมระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๙๐ (๑) แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ ๒ ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ และศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืนโดยวินิจฉัยทำนองเดียวกันมานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาในเรื่องนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง อันเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้แม้จำเลยที่ ๒ จะมิได้ยกขึ้นฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่า จำเลยที่ ๒ มิได้ร่วมกับจำเลยที่ ๑ ในการซื้อสินค้าจากโจทก์ และในการประกอบกิจการของร้านธีระพร จำเลยที่ ๒ ย่อมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่น ๆ ตามฎีกาของจำเลยที่ ๒ ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1490 (1) (3)
ป.วิ.พ. ม. 87 ม. 142 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเบตเตอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด
จำเลย — นายธีระพร คูมหานาคา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี — นายศตวรรษ ทาแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายธงชัย เสนามนตรี
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2546
#49500
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องอันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่อีกในประเด็นเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 7,007,607บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ตุลาคม2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 1,468,677.63 บาทกับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนจริง ให้ยกคำร้องของจำเลยให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำสั่งวันที่ 22มกราคม 2545 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอของจำเลย และให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ต่อมาวันที่ 14 มิถุนายน2545 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีกศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่กระทำได้เมื่อศาลมีคำสั่งคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาที่ยื่นต่อศาลในครั้งแรก เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่อีก จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องของจำเลยลงวันที่ 22 มกราคม 2545จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน2545 เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2545 และศาลชั้นต้นได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545ขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่อีกในประเด็นเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สรพจน์ เกษมวัฒนาโรจน์
จำเลย — นาย อรรถพงษ์ วุฒาพาณิชย์
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4005/2546
#110950
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าจำเลยไม่ได้เป็นคนยากจนจึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2545 และศาลชั้นต้นได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 14 มิถุนายน 2545 ขอให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีก ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๗,๐๐๗,๖๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน ๑,๔๖๘,๖๗๗.๖๓ บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า จำเลยมีเงินพอเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ มิได้ยากจนจริง ให้ยกคำร้องของจำเลย ให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง วันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลย และให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันฟังคำสั่ง ต่อมาวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนอีก ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้วมีคำสั่งว่า การยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่กระทำได้เมื่อศาลมีคำสั่งขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาที่ยื่นต่อศาลในครั้งแรก เมื่อจำเลยใช้สิทธิยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคำขอใหม่อีก จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ มีคำสั่งว่า ตามคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคำร้องของจำเลยลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ ให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ก็ให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำสั่ง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว จำเลยก็มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ซึ่งจำเลยก็ได้ยื่นคำร้องดังกล่าวตามคำร้องฉบับลงวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๔๕ และศาลชั้นต้นได้ไต่สวนและมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จึงเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่แล้ว การที่จำเลยกลับมายื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๕ ขอให้พิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถานั้นใหม่อีกในประเด็นเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๔ วรรคหนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ หากจำเลยประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันฟังคำพิพากษานี้.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 วรรคหนึ่ง ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายสรพจน์ เกษมวัฒนาโรจน์
จำเลย — นายอรรถพงษ์ วุฒาพาณิชย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นายอนุสรณ์ จิวธนากุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — อ่านไม่ออก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2546
#50905
เปิดฉบับเต็ม

ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำแทนมิซซังตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมายฯ ข้อ 2 วรรคสอง มีอยู่ 2 คนคือ วิการิโออาปอสตอลิโกที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา และถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งคือผู้บัญชาการของมิซซัง โจทก์มี ค. เป็นมุขนายกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซัง จึงถือว่า ค. เป็นผู้บัญชาการของมิซซัง มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป เมื่อ ค. มอบอำนาจให้ ป. ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อ ป. มอบอำนาจให้ ม. และหรือ ว. ฟ้องคดีแทนม. และหรือ ว. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้

แม้คณะเทศมนตรีไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรี โดย ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมายถือได้ว่าโจทก์ฟ้องตัว ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะเทศมนตรี เพื่อให้ ศ. ในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาด เข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์

โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 9(3) นั้นต้องเป็นโรงเรียนสาธารณะ ซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และจะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนและยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลทั้งยังมีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมาก การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นของโจทก์จึงเป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและโจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย โดยนำไปให้บุคคลภายนอกใช้และเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กิจการโรงเรียนของโจทก์จึงมิใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น เมื่อโรงเรียนของโจทก์ไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) แล้วโจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 โดยมีพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีอันเป็นโรงเรียนสาธารณะ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศลมิใช่เพื่อหาผลกำไรส่วนบุคคลจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์ ประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 จากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงได้อุทธรณ์ไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม โจทก์ได้ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โดยสำหรับของโรงเรียนนารีวิทยาเป็นเงิน 2,340,844 บาท สำหรับของโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นเงิน 7,303,461 บาท แต่โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกิจการโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9(3) ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและหรือแทนกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มของโรงเรียนนารีวิทยาจำนวน 2,340,844 บาท และของโรงเรียนดรุณาราชบุรี จำนวน7,303,461 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน9,644,305 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบ กิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลกำไรส่วนบุคคล มิใช่โรงเรียนสาธารณะหรือเพื่อการกุศลจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินการประเมินและวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรี กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 9,644,305 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู ได้มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ต่อมาบาทหลวงปัญญาได้มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ มีปัญหาว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ได้บัญญัติถึงผู้แทนของวิการิอาโตอาปอสตอลิโกหรือเรียกภายหลังว่าบิสชอปริกหรือมิซซัง อยู่ในข้อ 2 วรรคสองว่า วิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาให้เป็นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในบิสชอปริกแห่งหนึ่ง และถ้าไม่มีตัวอยู่ผู้บัญชาการในมิซซังนั้นเป็นผู้แทนบริษัทของบิสชอปริกหรือมิซซังเหมือนอย่างบริษัทที่บุคคลรวมกันทำการได้อันหนึ่งจากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนมิซซัง มีอยู่ด้วยกัน 2 คน คนแรกคือวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาเป็นใหญ่คนหนึ่งและถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งก็คือผู้บัญชาการของมิซซัง ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่า มีวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา ดังนี้ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือผู้แทนโจทก์ก็คือ ผู้บัญชาการของมิซซังโจทก์มีเอกสารเป็นพยาน ในเอกสารดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชูเป็นประมุขผู้ปกครองมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ออกโดยกรมการศาสนาซึ่งมีหน้าที่ดูแลศาสนาทั่วไป จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายก เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร จึงถือได้ว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นผู้บัญชาการของมิซซังดังกล่าว พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามข้อ 2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป เมื่อพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อบาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้มฟ้องคดีแทน นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้มาศาลฎีกาแผนกคดีอากรเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรีหรือไม่ ในปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่าคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี แม้ไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี โดยนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย การบรรยายฟ้องของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องตัวนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี ซึ่งมีนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีเป็นผู้แจ้งคำชี้ขาด โจทก์จึงต้องฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดซึ่งคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรีได้ชี้ขาด เพื่อให้นางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาด เข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า โรงเรียนพิพาทของโจทก์ทั้งสองโรงเรียนจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ข้อนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและนำสืบว่าการตั้งโรงเรียนของโจทก์เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 8กล่าวคือ วัดบาทหลวงมีโรงเรียนเด็กชายหรือโรงเรียนเด็กหญิงก็ได้ และข้อ 12 บัญญัติว่าการมีโรงเรียนเด็กชายและหรือโรงเรียนเด็กหญิงตามความในข้อ 8 ถือว่าเป็นการกุศลมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคล จึงไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า ตามบทบัญญัติที่โจทก์กล่าวอ้างในข้อ 8 และข้อ 12 นั้น มิได้มีบทบัญญัติที่กล่าวอ้างว่ากิจการใดของวัดบาทหลวงเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการกุศลแต่อย่างใด โดยจะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวใน ข้อ 6 บัญญัติว่า ที่ดินของมิซซังแบ่งเป็นสองอย่าง อย่างที่ 1 คือที่ดินที่ใช้เป็นวัดโรงเรือนตึกรามวัดบาทหลวง อย่างที่ 2 คือที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิซซัง สำหรับบทบัญญัติในข้อ 8 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยที่ดินที่ใช้เป็นวัด โรงเรือนของบาทหลวงโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สถานวัดบาทหลวง ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนเด็กผู้ชายโรงเรียนเด็กผู้หญิง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนศาสนา และโรงพยาบาล ซึ่งบัญญัติอยู่ในวรรคหนึ่งของข้อ 8 ในบทบัญญัติดังกล่าวส่วนอีกประเภทหนึ่งบัญญัติไว้ในวรรคสองคือ สถานพักสอนศาสนาซึ่งจะมีโรงสวด ที่พักบาทหลวงเวลาไปตรวจสถานพัก และมักมีโรงเรียนศาสนา หรือโรงทำการกุศลอย่างอื่น ส่วนความในข้อ 8 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติว่าด้วยบัญชีรายชื่อสถานวัดบาทหลวงและสถานพักสอนศาสนาที่มีอยู่ในขณะที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ส่วนในข้อ 12 ที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับที่ดินประเภทที่ 2 ของข้อ 6 คือ ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิซซังมีข้อความตอนต้นเพียงว่านอกจากที่ดินสำหรับใช้การวัดหรือการกุศลดังที่บัญญัติไว้ในข้อ 8 นั้นแล้ว ให้มิซซังมีอำนาจที่จะถือที่ดินเป็นที่ดินสำหรับทำประโยชน์ให้แก่มิซซัง...ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติทั้งสองข้อตามที่โจทก์กล่าวอ้าง มิได้มีปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมิซซังตามข้อ 8 และข้อ 12 เป็นวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลแท้จริง คำว่าการกุศลที่กำหนดในข้อ 8 ตามความในข้อ 12 นั้น จะเห็นได้ว่า ในข้อ 8 มีบัญญัติเรื่องโรงทำกุศลแห่งเดียวในวรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องของสถานพักสอนศาสนาเท่านั้นมิได้เกี่ยวกับโรงเรียนเด็กชาย โรงเรียนเด็กหญิง ในวรรคหนึ่งของข้อ 8 ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโรงเรียนเด็กชายโรงเรียนเด็กหญิงเป็นกิจการกุศลตามข้อ 8 และข้อ 12 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นกิจการกุศลดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ ในพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อ 7 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการสร้างวัด ตึก โรงเรือน ปลูกโรงสอนหนังสือเด็ก ๆ โรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศไทยนั้นจะต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ซึ่งหมายถึงว่าสถานที่ทุกแห่งของมิซซังจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งในกรณีนี้การที่โรงเรียนทั้งสองของโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ก็จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้บัญญัติการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนไว้ในมาตรา 9(3) ว่า ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา จากบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการ กล่าวคือ ประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะประการที่สอง จะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โรงเรียนทั้งสองของโจทก์กระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลหรือไม่ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของบาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ และนายมนัสวงศ์ประดู่พยานโจทก์ว่า โรงเรียนทั้งสองของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชน มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น เช่น มีการเก็บค่าเรียนคอมพิวเตอร์ 300 บาท ต่อเทอมเรียกเก็บค่าใช้สระว่ายน้ำอีก 300 บาท ต่อคน เห็นว่า หากโรงเรียนของโจทก์เป็นกิจการหรือการกุศลตามที่โจทก์อ้างแล้ว โจทก์จะต้องไม่เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนหรือเป็นการดำเนินการให้โดยไม่ให้คิดมูลค่าหรือผู้ที่มาเข้าเรียนอาจจะบริจาคให้ตามความพอใจแต่โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมเป็นอัตราแน่นอน นอกจากนั้นยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่างหาก ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า ในปี 2543 โรงเรียนนารีวิทยามีรายได้ 2,000,000 บาท โรงเรียนดรุณาราชบุรีมีรายได้ 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของโจทก์มีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมากและยังได้ความต่อไปว่าโจทก์เคยใช้เงินรายได้จากโรงเรียนดรุณาราชบุรีส่วนหนึ่งไปซื้อกิจการของโรงเรียนราชบุรีโพลีเทคนิคมาไว้ดำเนินการในกิจการของโจทก์อีก เป็นจำนวนถึง 8,000,000 บาท ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ดังนั้นข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นของโจทก์เป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล นอกจากเป็นกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลแล้ว ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า โจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนทั้งสองหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย โดยนำสระว่ายน้ำของโรงเรียนไปให้ผู้อื่นใช้โดยเรียกค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาท และยังได้นำโรงพละไปให้บุคคลภายนอกจัดเลี้ยงสังสรรค์โดยเก็บค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเห็นได้ว่าสถานที่ของโจทก์คือโรงเรียนทั้งสองไม่ได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกด้วยเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กิจการโรงเรียนทั้งสองของโจทก์ไม่ใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าโรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนสาธารณะหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือน พ.ศ. 2475 แล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนนี้ การประเมินภาษีโรงเรือนและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9 (3)
พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาธอลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิซซังโรมันคาทอลิก กรุงเทพมหานคร
จำเลย — เทศบาลเมืองราชบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4003/2546
#51028
เปิดฉบับเต็ม

ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำแทนมิซซังตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. 128 ข้อ 2 วรรคสองมีอยู่ 2 คน คือ อ. ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา และถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งคือผู้บัญชาการของมิซซังมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานครโจทก์มี ค. เป็นมุขนายกซึ่งมีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซัง จึงถือว่า ค. เป็นผู้บัญชาการของมิซซังมีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป เมื่อ ค. มอบอำนาจให้ ป. ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อ ป. มอบอำนาจให้ ม. และหรือ ว. ฟ้องคดีแทน ม. และหรือ ว. จึงมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้

แม้คณะเทศมนตรีไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรี โดย ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้องและวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ถือได้ว่าโจทก์ฟ้อง ศ. นายกเทศมนตรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะเทศมนตรี เพื่อให้ ศ. ในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดเข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์

โรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 9(3) ต้องมีลักษณะเป็นโรงเรียนสาธารณะ กระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และจะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น โรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ทั้งมีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมาก และโจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนหารายได้นอกเหนือจากการศึกษา โดยนำไปให้บุคคลภายนอกใช้และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจึงมิใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลและมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น เมื่อโรงเรียนของโจทก์ไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ. 128 โดยมีพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน คดีนี้โจทก์มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน โดยให้มอบอำนาจช่วงได้ซึ่งคดีนี้ได้มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นเทศบาลมีฐานะเป็นนิติบุคคล บริหารงานโดยจำเลยที่ 2 ที่มีนางศมานันท์ เหล่าวณิชศิษฎ์ เป็นนายกเทศมนตรี เป็นผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้อุทธรณ์ตามกฎหมาย โจทก์เป็นเจ้าของและเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีซึ่งจัดตั้งขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์ของโจทก์ อันเป็นโรงเรียนสาธารณะ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อการกุศลมิใช่เพื่อหาผลกำไรส่วนบุคคลจึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 โจทก์ได้รับแจ้งการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์ ประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 จากจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่เห็นด้วยจึงได้อุทธรณ์ไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่ม โจทก์ได้ชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โดยสำหรับของโรงเรียนนารีวิทยาเป็นเงิน 2,340,844บาท สำหรับของโรงเรียนดรุณาราชบุรีเป็นเงิน 7,303,461 บาท แต่โจทก์เห็นว่าการประเมินและคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกิจการโรงเรียนทั้งสองดังกล่าวของโจทก์อยู่ในข่ายได้รับการยกเว้นการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินตามพระราชบัญญัติโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475มาตรา 9(3) โจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ของจำเลยที่ 1 ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยา ตามภ.ร.ด. 8 เล่มที่ 3 เลขที่ 31, 39 ถึง 47 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนดรุณาราชบุรีตาม ภ.ร.ด. 8 เล่มที่ 3 เลขที่ 48 ถึง 57 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยา ตาม ภ.ร.ด. 11 เล่มที่ 1 เลขที่ 5 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2543 และสำหรับโรงเรียนดรุณาราชบุรี ตามภ.ร.ด. 11 เล่มที่ 1 เล่มที่ 4 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2543 และขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันและหรือแทนกันชำระเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมทั้งเงินเพิ่มของโรงเรียนนารีวิทยาจำนวน 2,340,844 บาท และของโรงเรียนดรุณาราชบุรี จำนวน 7,303,461 บาท คืนแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 9,644,305 บาท นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่จำเลยที่ 1 (วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่มีหลักฐานที่แสดงว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกและเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ การมอบอำนาจให้ฟ้องคดีจึงไม่ชอบกิจการโรงเรียนนารีวิทยาและโรงเรียนดรุณาราชบุรีของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลกำไรส่วนบุคคล มิใช่โรงเรียนสาธารณะหรือเพื่อการกุศลจึงไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดิน การประเมินและวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2534 ถึง 2543 ที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนนารีวิทยาตามแบบแจ้งการประเมิน(ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 3 เลขที่ 31, 39 ถึง 47 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 และที่เรียกเก็บสำหรับโรงเรียนดรุณาราชบุรี ตามแบบแจ้งการประเมิน (ภ.ร.ด. 8) เล่มที่ 3 เลขที่ 48 ถึง 57 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2543 กับให้เพิกถอนคำวินิจฉัยชี้ขาดของจำเลยที่ 2 สำหรับโรงเรียนนารีวิทยา ตามใบแจ้งคำชี้ขาด ภ.ร.ด. 11 เล่มที่ 1 เลขที่ 5 ลงวันที่ 16 ตุลาคม2543 และสำหรับโรงเรียนดรุณาราชบุรีตามใบแจ้งคำชี้ขาด ภ.ร.ด. 11 เล่มที่ 1 เลขที่ 4ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2543 กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินพร้อมเงินเพิ่มจำนวน 9,644,305 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้เป็นเงิน 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีนี้พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู ได้มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีและมีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ ต่อมาบาทหลวงปัญญาได้มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ มีปัญหาว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ได้บัญญัติถึงผู้แทนของวิการิอาโต อาปอส ตอลิโก หรือเรียกภายหลังว่าบิสชอปริกหรือมิซซัง อยู่ในข้อ 2 วรรคสองว่า วิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาให้เป็นผู้ใหญ่ผู้หนึ่งในบิสชอปริกแห่งหนึ่ง และถ้าไม่มีตัวอยู่ ผู้บัญชาการในมิซซังนั้นเป็นผู้แทนบริษัทของบิสชอปริกหรือมิซซังเหมือนอย่างบริษัทที่บุคคลรวมกันทำการได้อันหนึ่ง จากบทบัญญัติดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า ผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนมิซซังมีอยู่ด้วยกัน 2 คน คนแรกคือวิการิโอ อาปอสตอลิโกที่โป๊ปได้แต่งตั้งมาเป็นใหญ่คนหนึ่งและถ้าไม่มีตัวอยู่คนที่เป็นผู้แทนอีกคนหนึ่งก็คือ ผู้บัญชาการของมิซซัง ในคดีนี้ไม่ปรากฏว่า มีวิการิโอ อาปอสตอลิโก ที่โป๊ปได้แต่งตั้งมา ดังนี้ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือผู้แทนโจทก์ก็คือ ผู้บัญชาการของมิซซัง โจทก์มีเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 24 เป็นพยานในเอกสารดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นประมุขผู้ปกครองมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ออกโดยกรมการศาสนาซึ่งมีหน้าที่ดูแลศาสนาทั่วไป จำเลยทั้งสองมิได้นำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่า พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นมุขนายกเป็นผู้มีสิทธิและหน้าที่ในการปกครองดูแลมิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร จึงถือได้ว่าพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู เป็นผู้บัญชาการของมิซซังดังกล่าว พระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู จึงเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามข้อ 2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น และมีอำนาจมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนต่อไป เมื่อพระคาร์ดินัลมีชัย กิจบุญชู มอบอำนาจให้บาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ ฟ้องคดีและให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงได้ เมื่อบาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ มอบอำนาจให้นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม ฟ้องคดีแทน นายมนัส วงศ์ประดู่ และหรือนายวีระพันธ์ ยิ้มแย้ม จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้มาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อที่สองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรีหรือไม่ ในปัญหานี้แม้จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในศาลชั้นต้น แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยทั้งสองยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ เห็นว่า คณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี แม้ไม่ใช่นิติบุคคล แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี โดยนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฎ์ นายกเทศมนตรีในฐานะประธานกรรมการผู้มีอำนาจรับคำร้อง และวินิจฉัยแจ้งคำชี้ขาดการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินของผู้ร้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย การบรรยายฟ้องของโจทก์พอถือได้ว่าโจทก์ฟ้องตัวนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ เมื่อโจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรี ซึ่งมีนางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีเป็นผู้แจ้งคำชี้ขาด โจทก์จึงต้องฟ้องเพื่อขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดซึ่งคณะเทศมนตรีเมืองราชบุรีได้ชี้ขาดเพื่อให้นางศมานันท์ เหล่าวณิชวิศิษฏ์ นายกเทศมนตรีเมืองราชบุรีในฐานะผู้แจ้งคำชี้ขาด เข้ามาต่อสู้คดีและชี้แจงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยเพื่อแก้ข้ออ้างของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า โรงเรียนพิพาทของโจทก์ทั้งสองโรงเรียนจะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ข้อนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้องและนำสืบว่าการตั้งโรงเรียนของโจทก์เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128 ข้อ 8 กล่าวคือวัดบาทหลวงมีโรงเรียนเด็กชายหรือโรงเรียนเด็กหญิงก็ได้ และข้อ 12 บัญญัติว่าการมีโรงเรียนเด็กชายและหรือโรงเรียนเด็กหญิงตามความในข้อ 8 ถือว่าเป็นการกุศลมิใช่เป็นการแสวงหาผลกำไรส่วนบุคคล จึงไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่าตามบทบัญญัติที่โจทก์กล่าวอ้างในข้อ 8 และข้อ 12 นั้น มิได้มีบทบัญญัติที่กล่าวอ้างว่ากิจการใดของวัดบาทหลวงเป็นกิจการที่มีวัตถุประสงค์เป็นการกุศลแต่อย่างใด โดยจะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติดังกล่าวในข้อ 6 บัญญัติว่า ที่ดินของมิซซัง แบ่งเป็นสองอย่าง อย่างที่ 1 คือที่ดินที่ใช้เป็นวัด โรงเรือนตึกรามวัดบาทหลวง อย่างที่ 2 คือที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิซซัง สำหรับบทบัญญัติในข้อ 8 นั้น เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยที่ดินที่ใช้เป็นวัดโรงเรือนของบาทหลวงโดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สถานวัดบาทหลวง ซึ่งประกอบด้วยโรงเรียนเด็กผู้ชาย โรงเรียนเด็กผู้หญิง โรงเลี้ยงเด็ก โรงเรียนศาสนา และโรงพยาบาล ซึ่งบัญญัติอยู่ในวรรคหนึ่ง ของข้อ 8 ในบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนอีกประเภทหนึ่งบัญญัติไว้ในวรรคสอง คือ สถานพักสอนศาสนาซึ่งจะมีโรงสวด ที่พักบาทหลวงเวลาไปตรวจสถานพัก และมักมีโรงเรียนศาสนา หรือโรงทำการกุศลอย่างอื่น ส่วนความในข้อ 8 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติว่าด้วยบัญชีรายชื่อสถานวัดบาทหลวงและสถานพักสอนศาสนาที่มีอยู่ในขณะที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับ ส่วนในข้อ 12 ที่โจทก์กล่าวอ้างนั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับที่ดินประเภทที่ 2 ของข้อ 6 คือ ที่ดินเพื่อทำประโยชน์ให้แก่มิซซังมีข้อความตอนต้นเพียงว่านอกจากที่ดินสำหรับใช้การวัดหรือการกุศลดังที่บัญญัติไว้ในข้อ 8 นั้นแล้ว ให้มิซซังมีอำนาจที่จะถือที่ดินเป็นที่ดินสำหรับทำประโยชน์ให้แก่มิซซัง... ดังนั้น จะเห็นได้ว่าบทบัญญัติทั้งสองข้อตามที่โจทก์กล่าวอ้าง มิได้มีปรากฏว่าวัตถุประสงค์ของมิซซังตามข้อ 8 และข้อ 12 เป็นวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลแท้จริง คำว่า การกุศล ที่กำหนดในข้อ 8 ตามความในข้อ 12 นั้น จะเห็นได้ว่า ในข้อ 8 มีบัญญัติเรื่องโรงทำกุศลแห่งเดียวในวรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องของสถานพักสอนศาสนาเท่านั้น มิได้เกี่ยวกับโรงเรียนเด็กชาย โรงเรียนเด็กหญิง ในวรรคหนึ่งของข้อ 8ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด ดังนั้น ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าโรงเรียนเด็กชายโรงเรียนเด็กหญิงเป็นกิจการกุศลตามข้อ 8 และข้อ 12 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถูกต้องเพราะมิได้มีกฎหมายบัญญัติไว้ตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นกิจการกุศลดังที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ ในพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อ 7 ได้บัญญัติเกี่ยวกับการสร้างวัด ตึกโรงเรียน ปลูกโรงสอนหนังสือเด็ก ๆ โรงรักษาคนไข้ก็ดีในประเทศไทยนั้นจะต้องประพฤติตามกฎหมายไทย ซึ่งหมายถึงว่าสถานที่ทุกแห่งของมิซซังจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งในกรณีนี้การที่โรงเรียนทั้งสองของโจทก์จะต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินหรือไม่ ก็จะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้บัญญัติการยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรียนไว้ในมาตรา 9(3) ว่า ทรัพย์สินของโรงพยาบาลสาธารณะและโรงเรียนสาธารณะซึ่งกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และใช้เฉพาะในการรักษาพยาบาลและในการศึกษา จากบทบัญญัตินี้จะเห็นได้ว่าโรงเรียนที่จะได้รับยกเว้นภาษีโรงเรือนและที่ดินจะต้องประกอบด้วยลักษณะสามประการกล่าวคือ ประการแรก เป็นโรงเรียนสาธารณะ ประการที่สองจะต้องกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และประการที่สาม จะต้องใช้ในการศึกษาเท่านั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า โรงเรียนทั้งสองของโจทก์กระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำเบิกความของบาทหลวงปัญญา กฤษเจริญ และนายมนัส วงศ์ประดู่ พยานโจทก์ว่า โรงเรียนทั้งสองของโจทก์เป็นโรงเรียนเอกชน มีการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่น เช่น มีการเก็บค่าเรียนคอมพิวเตอร์ 300 บาท ต่อเทอม เรียกเก็บค่าใช้สระว่ายน้ำอีก 300 บาท ต่อคนเห็นว่าหากโรงเรียนของโจทก์เป็นกิจการหรือการกุศลตามที่โจทก์อ้างแล้ว โจทก์จะต้องไม่เก็บค่าธรรมเนียมการเรียนเป็นอัตราแน่นอนหรือเป็นการดำเนินการให้โดยไม่ให้คิดมูลค่าหรือผู้ที่มาเข้าเรียนอาจจะบริจาคให้ตามความพอใจ แต่โรงเรียนของโจทก์เก็บค่าธรรมเนียมเป็นอัตราแน่นอน นอกจากนั้นยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลอีกต่างหาก ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากพยานโจทก์ทั้งสองต่อไปว่า ในปี 2543 โรงเรียนนารีวิทยามีรายได้ 2,000,000 บาท โรงเรียนดรุณาราชบุรี มีรายได้ 3,000,000 บาท ซึ่งเป็นรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว จึงแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของโจทก์มีรายได้แต่ละปีเป็นจำนวนมากและยังได้ความต่อไปว่าโจทก์เคยใช้เงินรายได้จากโรงเรียนดรุณาราชบุรีส่วนหนึ่งไปซื้อกิจการของโรงเรียนราชบุรีโพลีเทคนิคมาไว้ดำเนินการในกิจการของโจทก์อีก เป็นจำนวนถึง 8,000,000 บาท ยิ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองมีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนและค่าธรรมเนียมอื่นของโจทก์เป็นการกระทำกิจการเพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคลนอกจากเป็นกิจการเพื่อเป็นกำไรส่วนบุคคลแล้ว ข้อเท็จจริงยังได้ความต่อไปว่า โจทก์ยังใช้สถานที่ของโรงเรียนทั้งสองหารายได้นอกเหนือจากการศึกษาอีกด้วย โดยนำสระว่ายน้ำของโรงเรียนไปให้ผู้อื่นใช้ โดยเรียกค่าธรรมเนียมครั้งละ 10 บาทและยังได้นำโรงพละไปให้บุคคลภายนอกจัดเลี้ยงสังสรรค์ โดยเก็บค่าใช้จ่ายอีกด้วย ซึ่งการกระทำดังกล่าวเห็นได้ว่าสถานที่ของโจทก์คือโรงเรียนทั้งสองไม่ได้ใช้เฉพาะเพื่อการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวแต่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า กิจการโรงเรียนทั้งสองของโจทก์ไม่ใช่เป็นการกระทำกิจการอันมิใช่เพื่อเป็นผลกำไรส่วนบุคคล และมิได้ใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าโรงเรียนของโจทก์เป็นโรงเรียนสาธารณะหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง เมื่อโรงเรียนของโจทก์ทั้งสองไม่ใช่ลักษณะของโรงเรียนตามมาตรา 9(3) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 แล้ว โจทก์จึงต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินในส่วนนี้ การประเมินภาษีโรงเรือนและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองจึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 ม. 9
พ.ร.บ.ว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวง โรมันคาธอลิคในกรุงสยามตามกฎหมาย ร.ศ.128
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — มิซซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพมหานคร
จำเลย — เทศบาลเมืองราชบุรี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
องอาจ โรจนสุพจน์
วิชัย ชื่นชมพูนุท
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3996/2546
#50717
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องแต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนายจ้างลูกจ้าง จำเลยที่ 3ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 โดยขับรถดั๊มโดยประมาทกระบะหลังกระแทกถูกหลังคาปั๊มน้ำมันของบริษัท ค. ที่โจทก์รับประกันภัยไว้เสียหายเป็นเงิน 312,000 บาท โจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ร่วมกระทำละเมิดหรือต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดเพราะอะไร จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 3 จะให้การว่ารับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2539 จำเลยที่ 2 ขับรถดั๊มคันหมายเลขทะเบียน 71-7649 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1ไปเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันคิวเอท ตั้งอยู่เลขที่ 57/1 หมู่ที่ 19 ถนนนิมิตรใหม่ เขตมีนบุรีกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นปั๊มน้ำมันของบริษัทคูเวตปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย) จำกัดที่โจทก์รับประกันภัยไว้ หลังจากเติมน้ำมันเสร็จแล้ว จำเลยที่ 2 ขับรถไปจอดที่บริเวณด้านหลังของปั๊มน้ำมันเพื่อตรวจเช็คและยกกระบะหลังขึ้นจนสุด แต่ด้วยความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 2 ขณะขับรถจะออกจากปั๊มน้ำมันจำเลยที่ 2 ไม่ยกกระบะหลังลงเป็นเหตุให้กระบะหลังกระแทกหลังคาปั๊มน้ำมันได้รับความเสียหาย ต้องเสียค่าซ่อมเป็นเงิน 312,000 บาท บริษัทคูเวต ปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด เรียกให้จำเลยทั้งสามชำระค่าซ่อมแต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ต่อมาวันที่ 29 มกราคม 2540 โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจึงชำระค่าซ่อมจำนวนดังกล่าวให้แก่บริษัทคูเวต ปิโตรเลี่ยม(ประเทศไทย) จำกัด และรับช่วงสิทธิของบริษัทดังกล่าวทวงถามให้จำเลยทั้งสามชำระเงินค่าซ่อมจำนวน 312,000 บาท แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ชำระคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,116.21บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง จำนวน 328,116.21 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 328,116.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 312,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่าจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์แต่ไม่บรรยายว่าจำเลยที่ 3 เป็นหนี้ค่าอะไรและจำเลยที่ 3 มีความผูกพันกับจำเลยที่ 1และที่ 2 อย่างไรในการที่จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 3 มิได้ทำละเมิดต่อโจทก์หรือเป็นนายจ้างกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมทำให้จำเลยที่ 3ไม่เข้าใจข้อหาและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ค่าเสียหายที่โจทก์ฟ้องสูงเกินความเป็นจริงจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 71-7649กรุงเทพมหานคร จะรับผิดต่อบุคคลภายนอกก็ต่อเมื่อผู้เอาประกันภัยต้องรับผิด แต่คดีนี้ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิดหากศาลพิจารณาว่าจำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด จำเลยที่ 3 ก็รับผิดไม่เกิน 250,000 บาท ตามกรมธรรม์ประกันภัยจำเลยที่ 2 มิได้กระทำโดยประมาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ 312,000บาท โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเป็นเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันที่ 29 มกราคม 2540เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุมนั้น เห็นว่าคำฟ้องบรรยายไว้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนายจ้างลูกจ้าง จำเลยที่ 3ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 โดยขับรถดั๊มคันหมายเลขทะเบียน 71-7649 กรุงเทพมหานคร โดยประมาทกระบะหลังรถกระแทกถูกหลังคาปั๊มน้ำมันคิวเอทของบริษัทคูเวตปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย)จำกัด ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เสียหายเป็นเงิน 312,000 บาท โจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ร่วมกระทำละเมิด หรือต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดเพราะอะไรล้วนแต่ไม่ปรากฏทั้งสิ้นคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง เป็นฟ้องเคลือบคลุมและแม้จำเลยที่ 3 จะให้การว่ารับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท การ์เดียนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นาง ฐิติกา ก้อมน้อย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3996/2546
#112612
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องบรรยายไว้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นนายจ้างลูกจ้าง จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 โดยขับรถดั๊มโดยประมาท กระบะหลังรถกระแทกถูกหลังคาปั๊มน้ำมันของบริษัท ค. ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เสียหายเป็นเงิน 312,000 บาท โจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ร่วมกระทำละเมิด หรือต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดเพราะอะไรล้วนแต่ไม่ปรากฏทั้งสิ้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 จึงไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง เป็นฟ้องเคลือบคลุม และแม้จำเลยที่ 3 จะให้การว่ารับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน ๓๒๘,๑๑๖.๒๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๑๒,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ ๓ ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันชำระเงินให้แก่โจทก์ ๓๑๒,๐๐๐ บาท โดยให้จำเลยที่ ๓ ร่วมรับผิดเป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดนับแต่วันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมสำหรับจำเลยที่ ๓ ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายไว้แต่เพียงว่า จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นนายจ้างลูกจ้าง จำเลยที่ ๓ ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัย จำเลยที่ ๒ กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ ๑ โดยขับรถดั๊มคันหมายเลขทะเบียน ๗๑ - ๗๖๔๙ กรุงเทพมหานคร โดยประมาท กระบะหลังรถกระแทกถูกหลังคาปั๊มน้ำมันคิวเอทของบริษัทคูเวต ปิโตรเลี่ยม (ประเทศไทย) จำกัด ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เสียหายเป็นเงิน ๓๑๒,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว จึงรับช่วงสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยทั้งสาม ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๓ เกี่ยวข้องกับคดีนี้อย่างไร ร่วมกระทำละเมิด หรือต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดเพราะอะไรล้วนแต่ไม่ปรากฏทั้งสิ้น คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ ๓ จึงไม่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง เป็นฟ้องเคลือบคลุม และแม้จำเลยที่ ๓ จะให้การว่ารับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุก็ตาม ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๓ มานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 887
ป.วิ.พ. ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทการ์เดียนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางฐาติกา ก้อมน้อย กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวัชร เลิศชัยมงคล
ศาลอุทธรณ์ — นายพิศล พิรุณ
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2546
#50716
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยแพ้คดีในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ถึงแม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมย่อมถูกยกเลิกไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินจ้างจำนวน 1,705,623.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,521,825.20 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 68,224.94 ดอลลาร์สหรัฐพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 60,873.01 ดอลลาร์สหรัฐ นับแต่วันที่18 กรกฎาคม 2538 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำนวน 83,095 บาทตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนตามที่ตกลงทำสัญญากันไว้ เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2530 มาตรา 10 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำหน่ายคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ 5 มิถุนายน 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งยกคำแถลง

ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษายืน ลบล้างผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความที่โจทก์จะขอรับอีก ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยวางไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามมาตราต่อไปนี้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีแต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง ซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้..." คดีนี้แม้จำเลยจะแพ้คดีในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ก็ตาม แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวและศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ถึงแม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ก็ต้องถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมย่อมถูกยกเลิกไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำแถลงของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เมอราลโค อินดัสเตรียล เอ็นจิเนียริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — บริษัท เอ็ม เค อินเตอร์เท็ค จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3988/2546
#111748
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะแพ้คดีในศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ก็ตาม แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามิได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมย่อมถูกยกเลิกไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยนำมาวางต่อศาลพร้อมอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินจ้าง จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๔๐,๐๐๐ บาท จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนจำนวน ๘๓,๐๙๕ บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องโดยไม่ได้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดเสียก่อนตามที่ตกลงทำสัญญากันไว้ เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๑๐ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำหน่ายคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ต่อมาวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมกับอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลฎีกาพิพากษายืน โจทก์ไม่มีสิทธิรับเงินดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งยกคำแถลง

ต่อมาวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๔๓ โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิพากษายืน ลบล้างผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนและค่าทนายความที่โจทก์จะขอรับอีก ให้ยกคำแถลง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนที่จำเลยวางไว้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี แต่อย่างไรก็ดี ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นเสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายเสียค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงซึ่งคู่ความทั้งสองฝ่ายได้เสียไปก็ได้?" คดีนี้แม้จำเลยจะแพ้คดีในศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ก็ตาม แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว และศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ถึงแม้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ก็ต้องถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมย่อมถูกยกเลิกไปด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะขอรับเงินค่าฤชาธรรมเนียมที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นพร้อมอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำแถลงของจำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเมอราลโค อินดัสเตรียล เอ็นจิเนียริ่ง เซอร์วิสเซส จำกัด
จำเลย — บริษัทเอ็ม เค อินเตอร์เท็ค จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายอรุณรัตน์ ศรีพิเชียร
ศาลอุทธรณ์ — นายประเสริฐ โอนพรัตนวิบูล
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3987/2546
#50715
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาจำนองที่ดินระหว่างโจทก์กับธนาคารจำเลยนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังค้างชำระหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ยังมีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้โจทก์จะชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองก็ยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจากจำเลยสาขาระโนด ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 500,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราเฮชแอลอาร์ ซึ่งขณะทำสัญญาเท่ากับอัตราร้อยละ 13.25 ต่อปี ตกลงผ่อนชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยเป็นเดือน เดือนละ 6,500 บาท และชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปีเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3665 พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่จำเลยเป็นเงิน 500,000บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี โจทก์ได้ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยหาได้ไถ่ถอนจำนองให้แก่โจทก์ไม่ โจทก์ได้บอกกล่าวทวงถามหลายครั้ง แต่จำเลยยังคงเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3665 ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3665 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี เป็นประกันหนี้และภาระผูกพันใด ๆ ทุกประเภทของโจทก์ต่อจำเลย ซึ่งเป็นหนี้อยู่ในเวลานี้หรือต่อไปในภายหน้า โจทก์ยังมีภาระหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินที่ค้างชำระแก่จำเลยเป็นเงิน 806,139.34 บาท จำเลยได้มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่โจทก์ไม่ชำระหนี้ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จำนองยังมีภาระผูกพันอยู่ จึงไม่มีสิทธิฟ้องบังคับจำเลยให้ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3665 ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อปลดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2540 โจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจากจำเลยสาขาระโนด ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจำนวน 500,000 บาทตามสำเนาสัญญาเงินกู้เอกสารหมาย จ.2 โจทก์ได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3665 ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นประกันเป็นเงิน 500,000 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนองและสำเนาหนังสือต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.3 โจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าสัญญาจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3665ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นประกันหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินด้วยหรือไม่ ปรากฏตามสำเนาหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่ผู้จำนองเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลานี้หรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้าก็ตามในจำนวนเงิน 500,000 บาท เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายอย่างแจ้งชัดว่าสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังค้างชำระหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลยถือได้ว่าโจทก์ยังมีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้โจทก์จะชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองก็ยังไม่ระงับสิ้นไปจำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่าสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย คมสัน สุขจันทร์
จำเลย — ธนาคาร เอเซีย จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3987/2546
#111011
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญากู้เงินไปจากจำเลย โดยจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ และตกลงทำหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนอง ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่ผู้จำนองเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลานี้หรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้าก็ตาม? ดังนี้ ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายอย่างชัดแจ้งว่าสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีก เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังค้างชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลย ถือได้ว่าโจทก์ยังมีหนี้ที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาจำนองรายนี้อยู่ แม้โจทก์จะชำระหนี้ที่โจทก์กู้จากจำเลยครบถ้วนแล้ว สัญญาจำนองก็ยังไม่ระงับสิ้นไป จำเลยมีสิทธิที่จะไม่จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๖๖๕ ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๖๖๕ ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เพื่อปลดจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า โจทก์ได้ทำสัญญากู้เงินจากจำเลย สาขาระโนด ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๓๖๖๕ ตำบลปากแตระ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นประกันเป็นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี โจทก์ได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้จำเลยครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อปรากฏตามหนังสือสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองข้อ ๑ ระบุว่า ผู้จำนองตกลงจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่ผู้จำนองเป็นหนี้ผู้รับจำนองอยู่ในเวลานี้หรือจะเป็นหนี้ต่อไปในภายหน้าก็ตามในจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เห็นว่า ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายอย่างแจ้งชัดว่าสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวนอกจากจะเพื่อเป็นประกันเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยแล้ว ยังเป็นประกันหนี้ทุกประเภทที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อจำเลยอีกด้วย ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าโจทก์ยังค้างชำระหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินแก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๙ วินิจฉัยว่าสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงหนี้ตามสัญญาขายตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 ม. 715 ม. 744
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายคมสัน สุขจันทร์
จำเลย — ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน)
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสงขลา — นายพรชัย หวังประเสริฐกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นายประสงค์ คุณาจิรภรณ์
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3974/2546
#50904
เปิดฉบับเต็ม

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงที่ตั้งที่ดินพิพาท ที่ดินส่วนที่ให้จำเลยอาศัยวันที่จำเลยทำรั้วล้อมรอบปิดกั้นทางเดินเข้าออก แม้ไม่ระบุถึงอาณาเขตที่ดินพิพาทเป็นอย่างไร ถึงไหน จดที่ดินของใคร กว้างยาวเท่าใด ก็สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาคำฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง

คดีนี้แม้จะมีการทำแผนที่พิพาท และคู่ความแถลงรับกันว่าที่ดินเนื้อที่ 31 ตารางวาอยู่นอกเขตโฉนดของโจทก์ ที่ดินเนื้อที่ 28 ตารางวา อยู่ในเขตโฉนดของโจทก์แต่โจทก์ฟ้องที่ดินพิพาททั้ง 2 ส่วนรวมกันมาเป็น 59 ตารางวา ประเด็นพิพาทที่ศาลกำหนดมีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์เพียง 28 ตารางวา เท่านั้น ส่วนที่ดินเนื้อที่ 31 ตารางวา อยู่นอกเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ซึ่งศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากเขตที่ดินของโจทก์ ทั้งให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไปด้วยเท่ากับยกฟ้องในที่ดินส่วนเนื้อที่ 31 ตารางวา ที่จำเลยนำชี้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้วินิจฉัยถึงที่ดินเนื้อที่ 31 ตารางวา ซึ่งอยู่นอกเขตของโจทก์จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 3234 ร่วมกับนางคีม แช่มช้อย และนายกำ จันทร์หอม โจทก์ให้จำเลยอาศัยทำลานนวดข้าวอยู่ทางทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าว มีเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2537 จำเลยทำรั้วล้อมรอบที่ดินส่วนดังกล่าวปิดทางเดินซึ่งโจทก์เคยให้เดินออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ โจทก์ต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเขาย้อย จำเลยจึงยอมเปิดทาง โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยอาศัยอยู่ในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโจทก์พร้อมทั้งรื้อถอนรั้วที่อยู่ในที่ดินและที่ปิดกั้นทางเดินของโจทก์ออกด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง และพิพากษาว่าที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวเป็นของจำเลย

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ โดยให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่อยู่ในที่ดินดังกล่าวออกไปด้วย ยกฟ้องแย้งของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 จำเลยถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนางสาวลำดวน แยกรัง ทายาทของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทนศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งตั้งนางสาวลำดวน แยกรัง เป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า "คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" สภาพแห่งข้อหาก็คือจำเลยได้ทำละเมิดต่อโจทก์โดยทำรั้วล้อมรอบที่ดินส่วนที่โจทก์ให้จำเลยอยู่อาศัยทางด้านทิศตะวันออกเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 งาน ปิดทางเดินซึ่งโจทก์เคยใช้เดินออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาก็คือสิทธิของโจทก์ หน้าที่ และความรับผิดของจำเลยโดยโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โจทก์มีสิทธิให้จำเลยออกไปโดยไม่ให้อาศัยทำลานนวดข้าวต่อไป แต่จำเลยไม่ยอมออกไปและไม่ยอมรื้อรั้วออกไป อันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์คำขอบังคับก็คือให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท พร้อมทั้งรื้อถอนรั้วที่อยู่ในที่ดินและที่ปิดกั้นทางเดินของโจทก์ซึ่งใช้เดินสู่ทางสาธารณประโยชน์ออกไป ฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงที่ตั้งที่ดินพิพาทที่ดินส่วนที่ให้จำเลยอาศัย วันที่จำเลยทำรั้วล้อมรอบปิดกั้นทางเดินเข้าออก แม้ไม่ระบุถึงอาณาเขตที่ดินพิพาทเป็นอย่างไร ถึงไหนจดที่ดินของใคร กว้างยาวเท่าใด ก็สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อกฎหมายข้อสุดท้ายว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มิได้วินิจฉัยถึงที่ดินเนื้อที่ 31 ตารางวา ซึ่งอยู่นอกเขตโฉนดของโจทก์แต่จำเลยครอบครองอยู่ด้วย ไม่ถูกต้องนั้น เห็นว่า คดีนี้แม้จะมีการทำแผนที่พิพาทและคู่ความแถลงรับกันว่าที่ดินตามแนวเส้นดำเขียวเนื้อที่ 31 ตารางวา อยู่นอกเขตโฉนดของโจทก์ที่ดินตามแนวเส้นสีดำฟ้าเนื้อที่ 28 ตารางวา อยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ แต่โจทก์ฟ้องที่ดินพิพาททั้ง 2 ส่วน รวมกันมาเป็น 59 ตารางวาก็ตาม ประเด็นพิพาทที่ศาลกำหนดไว้ในข้อ 2 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 คงมีว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย เมื่อที่ดินพิพาทอยู่ในเขตโฉนดของโจทก์เพียง 28 ตารางวาเท่านั้น ส่วนที่ดินเนื้อที่ 31 ตารางวา อยู่นอกเขตโฉนดของโจทก์ จำเลยจึงไม่ได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นก็พิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากเขตที่ดินของโจทก์ ทั้งให้จำเลยรื้อถอนรั้วที่อยู่ในที่ดินของโจทก์ออกไปด้วย เท่ากับยกฟ้องในที่ดินส่วนเนื้อที่ 31 ตารางวาที่จำเลยนำชี้ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่วินิจฉัยถึงที่ดินเนื้อที่ 31 ตารางวาที่อยู่นอกเขตโฉนดของโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 1 (3) ม. 55 ม. 131 ม. 172 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง แคม ยอดทอง
จำเลย — นาย ลา แยกรัง โดยนางสาว ลำดวน แยกรัง
จำเลย — ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
ชื่อองค์คณะ
ประพันธ์ ทรัพย์แสง
ดลจรัส รัตนโศภิต
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3968/2546
#49499
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 นำที่ดินของโจทก์ไปออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยไม่มีอำนาจแม้เจ้าพนักงานที่ดินจะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินเพราะกระบวนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2 จึงมิใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิเหนือที่ดินนั้นเช่นเดียวกัน และการกระทำอันเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งไม่มีผลตามกฎหมายย่อมตกเป็นอันเสียเปล่า จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างการกระทำอันมิชอบเช่นนั้นว่าเป็นการจัดซื้อที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 29 มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 ตำบลสำพันตาอำเภอกบินทร์บุรี (อำเภอนาดี) จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา จำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าทำนาในที่ดินดังกล่าว เมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2527 จำเลยที่ 2 ใช้อุบายหลอกลวงเจ้าพนักงานที่ดินโดยแจ้งว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ซึ่งขณะนั้นอยู่ในพื้นที่ที่แยกเขตการปกครองจากอำเภอกบินทร์บุรีออกมาเป็นอำเภอนาดีและขอออกใบจอง เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อจึงออกใบจองที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ปี 2529 จำเลยที่ 2 นำใบจองที่ทางราชการออกให้ไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดีจังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ให้ ต่อมาเดือนธันวาคม 2529 จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่กระทรวงการคลัง (เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม) และเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 กระทรวงการคลังได้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) นั้น ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 2 เช่าทำนา การออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์จึงมิชอบด้วยกฎหมาย และจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายโจทก์ทราบเหตุเมื่อเดือนเมษายน 2536 จึงแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอนาดีเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 เลขที่ดิน 30 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ในปี 2518 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นของจำเลยที่ 2โดยชอบ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 ตำบลสำพันตา อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179ของจำเลยที่ 2 ซึ่งขายให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนสิทธิโดยชอบแล้ว จำเลยที่ จึงมีสิทธิครอบครองที่ดิน อนึ่งแม้ฟังว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 จะเป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 ดังที่โจทก์อ้างแต่จำเลยที่ 2 ได้เข้าครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเป็นเวลากว่าสิบปีจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การว่า เดิมที่ดินตามฟ้องเป็นที่ดินมือเปล่าไม่มีหลักฐานสำคัญสำหรับที่ดิน มีนายสารีหรือสาลี กองขันธ์ บิดาสามีจำเลยที่ 2 เป็นผู้จับจองทำประโยชน์มานานกว่า 60 ปีเศษ เมื่อจำเลยที่ 2 อยู่กินฉันสามีภริยกับนายสุวรรณ กองขันธ์ เมื่อปี 2516 นายสารีหรือสาลีจึงยกที่ดินแปลงนี้ให้จำเลยที่ 2 และสามีครอบครองทำกินสืบต่อมา โดยจำเลยที่ 2 ยื่นเรื่องราวขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1179 โดยสุจริตและเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดสอบเขตและปิดประกาศคำร้องของจำเลยที่ 2 ตามขั้นตอนและระเบียบของทางราชการทุกประการ โจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้านกระบวนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2ไม่เคยเช่าที่ดินจากโจทก์ การขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินถูกต้องชอบด้วยกฎหมายปัจจุบันจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าจากจำเลยที่ 1ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1179 เลขที่ดิน 30 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 ตำบลสำพันตาอำเภอกบินทร์บุรี (อำเภอนาดี) จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 62 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 จำเลยที่ 2 ครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรีเนื้อที่ 25 ไร่ ตามสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เอกสารหมาย จ.7หรือ ล.2 และที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่กิ่งอำเภอนาดี อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2518 เอกสารหมาย ล.1 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 เอกสารหมาย ล.2 ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โจทก์เบิกความประกอบสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 2975 เอกสารหมาย จ.2 ว่า เดิมนายนิเวศน์หรือนิเวสน์ เจริญลาภ บิดาโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 เมื่อนายนิเวศน์หรือนิเวสน์ถึงแก่ความตายที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 เป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ระหว่างนายนิเวศน์หรือนิเวสน์ยังมีชีวิตอยู่นายสารีหรือสาลีบิดาสามีจำเลยที่ 2 เช่าที่นาโฉนดเลขที่ 2975 ทำนา เมื่อบิดาสามีจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย นายสุวรรณ กองขันธ์ สามีจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าสืบต่อมา เดือนเมษายน 2536 โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานที่ดินอำเภอนาดีรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 จึงทราบว่าจำเลยที่ 2 ขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ตามเอกสารหมาย ล.2 ทับที่ดินของโจทก์ และโจทก์เบิกความตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า เปรียบเทียบรูปแผนที่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 กับรูปแผนที่ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 แล้ว เห็นว่าเหมือนกัน เจ้าพนักงานที่ดินผู้รังวัดแจ้งว่าหมุดหลักเขตที่ดินตรงกัน นายสุทิน เป้านา พนักงานรังวัดสำนักงานที่ดินจังหวัดปราจีนบุรี สาขากบินทร์บุรี เบิกความเป็นพยานโจทก์สนับสนุนคำเบิกความโจทก์ว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2515 นายนิเวศน์หรือนิเวสน์บิดาโจทก์นำเจ้าพนักงานที่ดินสำรวจที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินเลขที่ 2975 ตามใบไต่สวนเอกสารหมาย จ.18 วันที่ 5 มีนาคม 2536 โจทก์นำนายสุทินรังวัดที่ดินอีกครั้งจึงทราบว่ามีผู้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทับที่ดินของโจทก์ได้พิจารณาสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 2975 เปรียบเทียบกับสำเนาหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1179 แล้วปรากฏว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกโฉนดที่ดินเลขที่ 2975 แก่นายนิเวศน์หรือนิเวสน์บิดาโจทก์เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2516 ก่อนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ซึ่งออกให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์2529 ถึง 12 ปีเศษ และรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 2975 กับรูปแผนที่ในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 มีรูปแบบ ขนาดและลักษณะเดียวกันหันไปในทิศเดียวกัน หลักหมุดแสดงแนวเขตที่ดินก็สอดคล้องตรงกันโดยไม่ผิดเพี้ยนทั้งยังอยู่ในตำบล อำเภอ และจังหวัดเดียวกัน เห็นว่าจะมีที่ดิน 2 แปลง ที่เหมือนกันดังกล่าว คงเป็นไปไม่ได้นอกเสียจากจะเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1179 เป็นที่ดินคนละแปลงกัน แต่ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบพยานให้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวประกอบกับจำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งให้เป็นประเด็นไว้ เช่นนี้ต้องรับฟังว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 2975 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 เป็นที่ดินแปลงเดียวกัน พฤติการณ์แห่งคดีบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 2นำที่ดินของโจทก์ไปดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) โดยไม่มีอำนาจ แม้เจ้าพนักงานที่ดินจะหลงเชื่อคำกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 จับจองที่ดินอยู่ก่อนและออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ตามเอกสารหมาย ล.2แก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ก็ไม่มีสิทธิใด ๆ เหนือที่ดินของโจทก์เพราะกระบวนการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ที่ทับซ้อนโฉนดที่ดินของโจทก์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนเสียได้

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยที่ 1 จัดซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 จากจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2514 จำเลยที่ 1จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามมาตรา 36 ทวิ ประกอบมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1179 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ 1 จัดซื้อที่ดินจากผู้ที่มิใช่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิเหนือที่ดินนั้นเช่นเดียวกัน และการกระทำอันเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)เลขที่ 1179 ซึ่งไม่มีผลตามกฎหมาย จึงตกเป็นอันเสียเปล่า จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างการกระทำอันมิชอบเช่นนั้นว่าเป็นการจัดซื้อที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มิได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 29 ม. 36 ทวิ ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี สุขสมทิพย์
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3968/2546
#110983
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 มิใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เมื่อจำเลยที่ 1 จัดซื้อที่ดินดังกล่าวจากจำเลยที่ 2 ผู้ที่มิใช่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีสิทธิเหนือที่ดินนั้นเช่นเดียวกัน และการกระทำอันเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวซึ่งไม่มีผลตามกฎหมายจึงตกเป็นอันเสียเปล่า จำเลยที่ 1 จะกล่าวอ้างการกระทำอันมิชอบเช่นนั้นว่าเป็นการจัดซื้อที่ดินตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 และได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามมาตรา 36 ทวิ ประกอบมาตรา 37 มิได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๑๗๙ เลขที่ดิน ๓๐ ตำบลสำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี และห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยที่ ๑ ให้การว่า จำเลยที่ ๑ มีสิทธิครอบครองที่ดิน? จำเลยที่ ๒ ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินของโจทก์โดยครอบครอง ปรปักษ์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๒ ให้การว่า จำเลยที่ ๒ ยื่นเรื่องราวขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๑๗๙ โดยสุจริต จำเลยที่ ๒ ไม่เคยเช่าที่ดินจากโจทก์? ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๑๗๙ เลขที่ดิน ๓๐ ตำบล สำพันตา อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าวอีก กับให้จำเลย ทั้งสองใช่ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า? ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๑ จัดซื้อ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๑๗๙ จากจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ จำเลยที่ ๑ จึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินตามมาตรา ๓๖ ทวิ ประกอบมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันนี้นั้น เห็นว่า จำเลยที่ ๒ มิใช่เจ้าของผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๑๗๙ ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น จำเลยที่ ๑ จัดซื้อที่ดินจากผู้ที่มิใช่เจ้าของ จำเลยที่ ๑ ย่อม ไม่มีสิทธิเหนือที่ดินนั้นเช่นเดียวกัน และการกระทำอันเกี่ยวกับการจดทะเบียนโอนสิทธิตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) เลขที่ ๑๑๗๙ ซึ่งไม่มีผลตามกฎหมายจึงตกเป็นอันเสียเปล่า จำเลยที่ ๑ จะกล่าวอ้างการกระทำอันมิชอบ เช่นนั้นว่าเป็นการจัดซื้อที่ดินตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๘ มิได้ ประเด็นอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๑ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ม. 29 ม. 36 ทวิ ม. 37
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสมศรี สุขสมทิพย์
จำเลย — สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี — นายอนุรักษ์ บุญนิธี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
กำพล ภู่สุดแสวง
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3962/2546
#50903
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านผู้เสียหายเพื่อให้จำเลยที่ 2ที่ 3 กู้เงินผู้เสียหายโดยใช้หนังสือรับรองการทำประโยชน์ สำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนปลอมเป็นหลักฐานการขอกู้เงิน และไปจอดรถรออยู่ริมบึง ซึ่งพันตำรวจตรี บ. ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามได้วางกำลังเจ้าพนักงานตำรวจไว้รอบบึงเจ้าพนักงานตำรวจได้วิทยุแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบ ตั้งแต่ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วไปจอดรถรออยู่ระหว่างจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1รู้ตัวจึงขับรถยนต์หลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจวิทยุสกัดจับกุมไว้ได้ ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 รับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการปลอมเอกสารนำเอกสารที่ช่วยกันทำปลอมขึ้นไปถ่ายสำเนาหลายครั้งและขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่วันแรกและไปนอนค้างคืนที่โรงแรมในอำเภอ และวันรุ่งขึ้นก็ยังขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่บ้านผู้เสียหายอีก และขณะถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจค้นในรถก็พบกระเป๋าเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 พยานหลักฐานโจทก์จึงปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 83,91, 264, 265, 266, 268, 341, 342 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(1), 86 (ที่ถูกประกอบมาตรา 86) และมาตรา 342(1) ประกอบมาตรา 80, 86 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผู้สนับสนุนใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ให้จำคุก 8 เดือน จำเลยที่ 2และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266(1), 83 (ที่ถูกประกอบมาตรา 83) และมาตรา 342(1) ประกอบมาตรา 80,83 การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ให้จำคุกคนละ 1 ปี ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่8 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยที่ 2 และที่ 3 มาขอกู้เงินจากผู้เสียหายที่บ้านโดยใช้หลักฐานตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 เมื่อตรวจดูสำเนาทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแล้วน่าเชื่อว่าเป็นเอกสารปลอมเพราะมีร่องรอยพิรุธ เนื่องจากผู้เสียหายเคยถูกหลอกมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงวางแผนให้มารับเงินในวันรุ่งขึ้นโดยให้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินไว้และแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุม วันที่ 9 มกราคม 2540 จำเลยที่ 2 และที่ 3มารับเงินโดยจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะมาส่งที่หน้าบ้านผู้เสียหายแล้วขับรถไปจอดรออยู่ริมบึงพลาญชัย ขณะจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 รู้ตัวจึงขับรถยนต์หลบหนี เจ้าพนักงานตำรวจสกัดจับกุมไว้ได้ ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเห็นว่า พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 และไปจอดรถรออยู่ริมบึงพลาญชัย ซึ่งพันตำรวจตรีบุญฤทธิ์ ชวีวัฒน์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามเบิกความว่า ขณะนั้นได้วางกำลังเจ้าพนักงานตำรวจไว้รอบบึงพลาญชัย เจ้าพนักงานตำรวจได้วิทยุแจ้งเหตุการณ์ให้ทราบตั้งแต่ขณะจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3แล้วไปจอดรถรออยู่ ระหว่างจับกุมจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 1 รู้ตัวจึงขับรถยนต์หลบหนีเจ้าพนักงานตำรวจวิทยุสกัดจับกุมไว้ได้ เมื่อพิจารณาประกอบรายละเอียดคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งจำเลยที่ 1 รับว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในการปลอมเอกสารนำเอกสารที่ช่วยกันทำปลอมขึ้นไปถ่ายสำเนาหลายครั้งและขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตั้งแต่วันแรกและไปนอนค้างคืนที่โรงแรมในอำเภอเมืองมหาสารคาม และวันรุ่งขึ้นก็ยังขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 2 และที่ 3ที่บ้านผู้เสียหายอีก และจำเลยที่ 1 เบิกความรับว่า ขณะถูกจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นในรถก็พบกระเป๋าเสื้อผ้าของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพันตำรวจตรีบุญฤทธิ์กับร้อยตำรวจโทคงศักดิ์ จันทร์ระสา เจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมจำเลยที่ 1 และพนักงานสอบสวนจะรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 1 มาก่อนจึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งหรือเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 1 ให้ต้องรับโทษ จำเลยที่ 1 เองเบิกความรับว่ารับสารภาพต่อเจ้าพนักงานตำรวจในข้อหาปลอมเอกสาร ฉะนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานร่วมกันพยายามฉ้อโกงและฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการและเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 80 ม. 83 ม. 86 ม. 264 ม. 266 (1) ม. 268 วรรคแรก ม. 342 (1)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด
จำเลย — นาง สุวรรณ เคนท้าว กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3960/2546
#50902
เปิดฉบับเต็ม

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ น. เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่จะสั่งคำร้องของ น. ที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ น. เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์

มูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินซึ่งอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินตามสิทธิที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีอยู่ตามตราสารและสัญญาตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2532 แต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์กลับนำหนี้ที่มีอยู่มาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 จึงขาดอายุความฟ้องร้องในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีกำหนดเวลา 3 ปีและมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่มีกำหนดเวลา 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 และมาตรา 193/30 แล้ว แม้ศาลล้มละลายกลางจะได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยมิได้มีการยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาพิจารณาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่ว่าศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยยอมรับรองว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไม่ อีกทั้งกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 27 ในส่วนของการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่แยกต่างหากจากกระบวนพิจารณาคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 91,94,106,107 และ 108 ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นคำขอรับชำระหนี้ เป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ แม้หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้มานั้นจะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมากล่าวอ้างฟ้องเป็นคดีล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ เมื่อหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระเป็นหนี้ที่ขาดอายุความ จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 94(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาแพ็กกิ้งเครดิตเป็นเงิน 156,740,068.49 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เป็นเรื่องสัญญาขายลดตั๋วเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน มิใช่สัญญาแพ็กกิ้งเครดิต และหนี้ตามสัญญาดังกล่าวขาดอายุความแล้ว เป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้นตามมาตรา 107(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน156,740,068.49 บาท ตามคำขอรับชำระหนี้ ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หักเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนเจ้าหนี้ แต่ค่าทนายความให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเรื่องการเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมเสียก่อน ปรากฏว่าขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมนั้นเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่จะสั่งคำร้องของธนาคารนครหลวงไทยจำกัด (มหาชน) ที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ การที่ศาลล้มละลายกลางสั่งอนุญาตตามคำร้องจึงไม่ชอบให้ยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แล้วว่าโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้อง รวมทั้งสิทธิในทรัพย์ที่เป็นประกันหนี้ทั้งหมดที่มีต่อจำเลยให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แล้วศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

อนึ่ง ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่าลูกหนี้ได้ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2531 กับเจ้าหนี้ โดยมีนายกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ และนายทวี ตันติพงศ์อนันต์ กรรมการของลูกหนี้ทำสัญญาค้ำประกัน ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 ลูกหนี้ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ พี.612/2532 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 55,000,000บาท แก่เจ้าหนี้ภายใน 95 วัน นับแต่วันที่ลงในตั๋ว โดยมีนายกังวาฬและนายทวีเป็นผู้อาวัลและนำมาขายลดให้แก่เจ้าหนี้ เมื่อครบกำหนดใช้เงินแล้ว ลูกหนี้ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้นำมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน156,740,068.49 บาท ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายคดีนี้ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด เจ้าหนี้จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวนนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน และสัญญาขายลดตั๋วเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 10 ตุลาคม 2532 และเจ้าหนี้ในฐานะเป็นผู้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินก็ดี หรือในฐานะผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินตามสัญญาขายลดตั๋วเงินก็ดี อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินตามสิทธิที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีอยู่ตามตราสารและสัญญาเช่นที่กล่าวมาตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2532 แต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์กลับนำหนี้ที่มีอยู่ดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายคดีนี้เมื่อวันที่ 31สิงหาคม 2543 จึงขาดอายุความฟ้องร้องในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีกำหนดเวลา 3 ปี และมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่มีกำหนดเวลา 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 และมาตรา 193/30 แล้ว แม้ในการพิจารณาคดีของศาลล้มละลายกลางจะได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยมิได้มีการยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาพิจารณาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่ว่าศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยยอมรับรองว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ อีกทั้งกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในส่วนการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่แยกต่างหากจากกระบวนพิจารณาชั้นฟ้องคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ดังจะเห็นได้โดยแจ้งชัดตามมาตรา 27 ที่บัญญัติว่า"เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้ว แต่คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาก็ตาม" และเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา 91, 94, 106, 107 และ 108 แล้ว จะเห็นได้ว่าได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นคำขอรับชำระหนี้ เป็นหนี้ที่ขอรับชำระได้หรือไม่ แม้หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระมานั้นจะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมากล่าวอ้างฟ้องเป็นคดีล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วก็ตามแต่ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลจึงมีอำนาจจะฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้สินซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นมีมูลหนี้อันจะพึงอนุญาตให้ได้รับชำระตามคำขอหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระเป็นหนี้ที่ขาดอายุความเสียแล้ว จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1001
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 91 ม. 94 ม. 106 ม. 107 ม. 108
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด โดยธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
เจ้าหนี้ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด โดยธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — บริษัท นานาพรรณอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3960/2546
#51027
เปิดฉบับเต็ม

ภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ย่อมเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่จะสั่งคำร้องของ น. ที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต

เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ขอรับชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินซึ่งอาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินได้ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2532 แต่เจ้าหนี้กลับนำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 จึงขาดอายุความในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีกำหนด 3 ปี และมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่มีกำหนด 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001และมาตรา 193/30 แล้ว แม้ศาลล้มละลายจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดโดยมิได้ยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ ก็หาใช่ว่าศาลล้มละลายได้ยอมรับรองว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ไม่ อีกทั้งกระบวนพิจารณาคดีล้มละลาย ในส่วนของการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่แยกต่างหากจากกระบวนพิจารณาคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ เมื่อในมาตรา 91,94,106,107 และ 108 ได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ แม้หนี้นั้นจะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมากล่าวอ้างฟ้องเป็นคดีล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ เมื่อเป็นหนี้ที่ขาดอายุความจึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94(1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาแพ็กกิ้งเครดิตเป็นเงิน 156,740,068.49 บาท

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้นัดลูกหนี้และเจ้าหนี้ทั้งหลายตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 104 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วทำความเห็นว่า สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เป็นเรื่องสัญญาขายลดตั๋วเงินและตั๋วสัญญาใช้เงิน มิใช่สัญญาแพ็กกิ้งเครดิต และหนี้ตามสัญญาดังกล่าวขาดอายุความแล้ว เป็นหนี้ที่จะฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 94 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เห็นควรให้ยกคำขอรับชำระหนี้รายนี้เสียทั้งสิ้นตามมาตรา 107(1) แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

เจ้าหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษากลับ ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน156,740,068.49 บาท ตามคำขอรับชำระหนี้ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หักเงินจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนเจ้าหนี้ แต่ค่าทนายความให้เป็นพับ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "เห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาเรื่องการเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมเสียก่อนปรากฏว่าขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนโจทก์เดิมนั้นเป็นเวลาภายหลังจากที่ศาลล้มละลายกลางสั่งรับฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แล้ว คดีจึงอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลาย จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายที่จะสั่งคำร้องของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)ที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลล้มละลายกลางไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์การที่ศาลล้มละลายกลางสั่งอนุญาตตามคำร้องจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลล้มละลายกลางที่อนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้องของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แล้วว่าโจทก์ได้โอนสิทธิเรียกร้อง รวมทั้งสิทธิในทรัพย์ที่เป็นประกันหนี้ทั้งหมดที่มีต่อจำเลยให้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ได้

อนึ่ง ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านว่าลูกหนี้ได้ทำสัญญาขายลดตั๋วเงินฉบับลงวันที่ 19 สิงหาคม 2531 กับเจ้าหนี้ โดยมีนางกังวาฬ ตันติพงศ์อนันต์ และนายทวี ตันติพงศ์อนันต์ กรรมการของลูกหนี้ทำสัญญาค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.5 ต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 ลูกหนี้ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ พี.612/2532 ลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 55,000,000 บาท แก่เจ้าหนี้ภายใน 95 วัน นับแต่วันที่ลงในตั๋ว โดยมีนางกังวาฬและนายทวีเป็นผู้อาวัลตามเอกสารหมาย จ.6 และนำมาขายลดให้แก่เจ้าหนี้ตามเอกสารหมาย จ.7 เมื่อครบกำหนดใช้เงินแล้วลูกหนี้ไม่ชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินให้แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จึงได้นำมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินและสัญญาขายลดตั๋วเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 156,740,068.49 บาท ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายคดีนี้ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดเจ้าหนี้จึงยื่นคำขอรับชำระหนี้จำนวนนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า มูลหนี้ตามคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เป็นหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามเอกสารหมาย จ.6 และสัญญาขายลดตั๋วเงินตามเอกสารหมาย จ.4 และ จ.7 ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวถึงกำหนดชำระเงินวันที่ 10 ตุลาคม 2532 และเจ้าหนี้ในฐานะเป็นผู้รับเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.6 ก็ดี หรือในฐานะผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินตามสัญญาขายลดตั๋วเงินเอกสารหมาย จ.4 และ จ.7 ก็ดี อาจใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระเงินตามสิทธิที่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์มีอยู่ตามตราสารและสัญญาเช่นที่กล่าวมาตั้งแต่วันที่10 ตุลาคม 2532 แต่เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์กลับนำหนี้ที่มีอยู่ดังกล่าวมาฟ้องลูกหนี้เป็นคดีล้มละลายคดีนี้ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2543 จึงขาดอายุความฟ้องร้องในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่มีกำหนดเวลา 3 ปี และมูลหนี้ตามสัญญาขายลดตั๋วเงินที่มีกำหนดเวลา10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 และมาตรา 193/30 แล้ว แม้ในการพิจารณาคดีของศาลล้มละลายกลางจะได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดโดยมิได้มีการยกเหตุเรื่องอายุความขึ้นมาพิจารณาวินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ก็ตาม ก็หาใช่ว่าศาลล้มละลายกลางได้วินิจฉัยยอมรับรองว่าเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ได้ อีกทั้งกระบวนพิจารณาคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ในส่วนการขอรับชำระหนี้เป็นกระบวนพิจารณาที่แยกต่างหากจากกระบวนพิจารณาชั้นฟ้องคดีและมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้ดังจะเห็นได้โดยแจ้งชัดตามมาตรา 27 ที่บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว เจ้าหนี้จะขอรับชำระหนี้ได้ก็แต่โดยปฏิบัติตามวิธีการที่กล่าวไว้ในพระราชบัญญัตินี้ แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเป็นเจ้าหนี้ที่ได้ฟ้องคดีแพ่งไว้แล้ว แต่คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาก็ตาม" และเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา 91, 94, 106, 107 และ 108 แล้ว จะเห็นได้ว่าได้ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และศาลที่จะต้องพิจารณาในชั้นขอรับชำระหนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยว่าหนี้ที่เจ้าหนี้แต่ละรายยื่นคำขอรับชำระหนี้ เป็นหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ได้หรือไม่ แม้หนี้ที่เจ้าหนี้ขอรับชำระมานั้นจะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้นำมากล่าวอ้างฟ้องเป็นคดีล้มละลายจนศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้วก็ตาม แต่ก็หาผูกพันเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลให้จำต้องถือตามไม่ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือศาลจึงมีอำนาจจะฟังข้อเท็จจริงว่าหนี้สินซึ่งยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นมีมูลหนี้อันจะพึงอนุญาตให้ได้รับชำระตามคำขอหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่าหนี้ที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ที่ขาดอายุความเสียแล้ว จึงต้องห้ามมิให้ขอรับชำระหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1) ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 1001
ป.วิ.พ. ม. 131
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 27 ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด โดยธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
เจ้าหนี้ — ธนาคาร ศรีนคร จำกัด โดยธนาคาร นครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เข้าสวมสิทธิ
จำเลย — บริษัท นานาพรรณอิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด
ชื่อองค์คณะ
บรรหาร มูลทวี
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สุพัฒน์ บุญยุบล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2546
#50901
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นในคดีนี้ก็คือประเด็นเดียวกันว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวของจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์หรือไม่ และกันสาดตามฟ้องคดีนี้ก็คือกันสาดเดิมตามฟ้องในคดีก่อนมิได้มีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอันจะเป็นการละเมิดครั้งใหม่ โดยในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามคำท้าของคู่ความว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนดังกล่าว และจะมาฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลกลับมาวินิจฉัยซ้ำในประเด็นเดียวกันอีกหาได้ไม่ ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไปมิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือชั้นศาลละ 200บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์คดีไม่มีทุนทรัพย์แทนจำเลยเป็นเงิน 2,000 บาท จึงสูงกว่าอัตราขั้นสูงตามกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้เพียง 1,500 บาท ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยก่อสร้างตึกในที่ดินของจำเลยโดยมีกันสาดหน้าต่างรุกล้ำที่ดินของโจทก์ โจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนกันสาด จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกันสาดและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 78,000บาท และค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเดือนละ 6,000 บาท แก่โจทก์ จนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1926/2532ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งพลเมืองใช้ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 103430 ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมืองชลบุรีจังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 7 ตารางวา เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 4จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทางทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์ เมื่อวันที่ 12มิถุนายน 2532 โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยก่อสร้างกันสาดหน้าต่างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 50 ถึง 60 เซนติเมตร ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 26,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ชั้นพิจารณาโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน โดยตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินตรงกันสาดของตึกแถวในที่ดินของจำเลยตามภาพถ่ายท้ายหนังสือ หากเจ้าพนักงานที่ดินรายงานว่ากันสาดอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยยอมแพ้คดีและยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท แต่ถ้าเจ้าพนักงานที่ดินรายงานว่ากันสาดดังกล่าวไม่ได้อยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ยอมแพ้คดีต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแล้ว ผลปรากฏว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1926/2532 ของศาลชั้นต้นคดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามสำนวนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้เห็นว่าคู่ความคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นในคดีนี้ก็คือประเด็นเดียวกันว่ากันสาดหน้าต่างตึกแถวของจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์หรือไม่ โดยในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามคำท้าของคู่ความว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์ย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนดังกล่าว และจะมาฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลกลับมาวินิจฉัยซ้ำในประเด็นเดียวกันอีกหาได้ไม่ ข้ออ้างต่าง ๆ ตามฎีกาของโจทก์มิใช่ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และกันสาดตามฟ้องคดีนี้ก็คือกันสาดเดิมตามฟ้องในคดีก่อนมิได้มีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอันจะเป็นการละเมิดครั้งใหม่ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือชั้นศาลละ 200 บาท ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยเป็นเงิน 2,000 บาท จึงสูงกว่าอัตราขั้นสูงตามกฎหมายซึ่งกำหนดไว้เพียง1,500 บาท ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นฎีกา"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 249 ม. ตาราง 1 ข้อ 2 (ก) ม. ตาราง 6
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ อนันตศิลป์
จำเลย — นาง แช่มช้อย ทวีธีรกุล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ