คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3869/2546
#49907
เปิดฉบับเต็ม

ในช่วงเวลาเกิดเหตุในละแวกบ้านจำเลยมีโจรผู้ร้ายชุกชุม และก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน คืนเกิดเหตุผู้ตายได้ปีนเข้าบ้านจำเลยทางช่องลมโดยปราศจากเหตุสมควร ย่อมทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายและในขณะนั้นจำเลยย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ตายจะมีอาวุธหรือไม่ เพราะในห้องที่เกิดเหตุมืดและเป็นเวลากะทันหัน ถ้าเป็นคนร้ายซึ่งจะมาทำร้ายจำเลยจริงแล้ว การที่จะให้จำเลยรออยู่จนกว่าคนร้ายจะแสดงกิริยาทำร้ายแล้ว จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนที่จะทำการป้องกันได้ทันท่วงที และจำเลยก็ยิงผู้ตายไปเพียง 1 นัด เมื่อผู้ตายล้มลงจำเลยก็มิได้ซ้ำแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงพอสมควรแก่เหตุเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายชำนาญ ชนะศักดิ์ ผู้ตาย 1 นัด โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้บริเวณใต้สะบักซ้ายและต้นคอ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบปลอกกระสุนปืน เม็ดกระสุนปืนและหมอนรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณานายอำนวย ชนะศักดิ์ บิดานายชำนาญ ชนะศักดิ์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 2 ปี ริบปลอกกระสุนปืนเม็ดกระสุนปืนและหมอนรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงนายชำนาญชนะศักดิ์ ผู้ตาย 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้มีว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายก็โดยสำคัญผิดคิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายที่จะมาทำร้ายจำเลย จึงเป็นการป้องกันตัวให้พ้นจากภยันตรายที่จำเลยเข้าใจว่ามีอยู่จริงนั้น ได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพัชราวรรณจันทร์เสถียร เด็กหญิงรัตนาพร จันทร์เสถียร และนางบุญเรือน จันทร์เสถียร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากและจำเลยปิดประตูบ้านเข้านอนตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา ของวันที่ 30 ธันวาคม 2540 โดยปิดไฟฟ้าในบ้านหมดทุกดวงต่อมาเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นนางสาวพัชราวรรณได้ยินเสียงคนปีนเข้าห้องนอนทางช่องลมและเสียงคนพูดว่า "อย่าดัง ถ้าดังจะแทงให้ตาย" นางสาวพัชราวรรณมองดูที่ช่องลม เห็นคนกำลังปีนลงมาในห้องนอน จึงฉุดเด็กหญิงรัตนาพรหนีออกจากห้องไปหานางบุญเรือนผู้เป็นมารดาด้วยความตกใจและตะโกนบอกจำเลยซึ่งเป็นบิดาจำเลยถืออาวุธปืนลูกซองของกลางวิ่งไปที่ห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณ หลังจากนั้นประมาณ 1 นาที ก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และจำเลยซึ่งเปิดไฟฟ้าในห้องแล้วบอกว่ายิงถูกผู้ตายซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เห็นว่า แม้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยเป็นภริยาและบุตรของจำเลย แต่คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากก็ตรงไปตรงมาและสอดคล้องต้องกัน ทั้งมีรายละเอียดลำดับเรื่องราวเชื่อมโยงกันสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์ไกรนรา ไปตรวจที่เกิดเหตุและสอบถามเรื่องราวนางบุญเรือนก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์ทราบในทันที เมื่อตรวจสอบฝาผนังบ้านด้านนอก ร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์ก็พบรอยดินติดอยู่ที่ผนังบ้าน และเมื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทดลองปีนเข้าทางช่องลมก็ปรากฏว่าสามารถปีนเข้าห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณได้สมดังที่นางบุญเรือนให้ถ้อยคำและที่ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวพัชราวรรณ จากลักษณะศพผู้ตายที่ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปพาดอยู่บนเตียงและส่วนล่างตั้งแต่ช่วงเอวลงมาพาดอยู่นอกเตียงตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์นั้นก็ส่อแสดงว่าผู้ตายมิได้ถูกยิงในขณะที่นอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณ จึงไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากมีพิรุธน่าสงสัย และเนื่องจากผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซองสภาพบาดแผลของผู้ตายย่อมเป็นไปตามที่ปรากฏในรายงานการชันสูตรพลิกศพ เอกสารหมาย จ.4 นั้นได้ และแม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนายจรวย ไชยพลบาล เบิกความเป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 3นาฬิกา ขณะนายจรวยกำลังจะออกจากบ้านไปกรีดยางในสวนยางพารามีนายเข็บจันทร์เสถียร บิดาจำเลยและจำเลยไปพบและให้นายจรวยช่วยไปนำผู้ตายซึ่งนอนอยู่ในบ้านจำเลยกลับไป แต่นายจรวยไม่ไป และต่อมาเวลาประมณ 5 นาฬิกา จึงทราบว่าผู้ตายถูกยิงตายในบ้านจำเลยซึ่งส่อแสดงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยรู้อยู่ว่าผู้ที่ถูกตนยิงเป็นใครนั้น ก็คงเป็นเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ของนายจรวยเท่านั้นไม่มีพยานอื่นใดสนับสนุนทั้งยังแตกต่างขัดแย้งกับคำให้การของโจทก์ร่วมบิดาผู้ตายที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.1 ว่านายจรวยเล่าให้ฟังว่าบุคคลที่ไปขอให้นายจรวยไปนำผู้ตายกลับออกจากบ้านจำเลยในคืนเกิดเหตุมีถึง 3 คน คือ นายเข็บ จำเลย และนางบุญเรือนภริยาจำเลย มิใช่มีเพียง 2 คน คือนายเข็บและจำเลยดังที่นายจรวยเบิกความ คำเบิกความของนายจรวยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อฟัง และไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของนางสาวพัชราวรรณเด็กหญิงรัตนาพรและนางบุญเรือนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป คดีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า คืนเกิดเหตุผู้ตายได้ปีนเข้าบ้านจำเลยทางช่องลมในห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณทำให้นางสาวพัชราวรรณตกใจ จึงฉุดเด็กหญิงรัตนาพรที่นอนอยู่ด้วยออกไปหานางบุญเรือนมารดาที่นอนอยู่นอกห้องและร้องบอกจำเลย จำเลยจึงถืออาวุธปืนไปที่ห้องนางสาวพัชราวรรณและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดเพราะมืดเนื่องจากภายในบ้านจำเลยในขณะนั้นปิดไฟฟ้าหมดสมดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ การที่ผู้ตายเข้าไปในบ้านจำเลยในยามวิกาลโดยปราศจากเหตุสมควร และได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทวรชาติ เหมะ พนักงานสอบสวนว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุในละแวกบ้านจำเลยมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน ย่อมทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายดังที่จำเลยนำสืบ และในขณะนั้นจำเลยย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าคนผู้นั้นจะมีอาวุธหรือไม่ เพราะในห้องที่เกิดเหตุมืดและเป็นเวลากะทันหัน ถ้าเป็นคนร้ายซึ่งจะมาทำร้ายจำเลยจริงแล้ว การที่จะให้จำเลยรออยู่จนกว่าคนร้ายจะแสดงกิริยาทำร้ายแล้ว จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนที่จะทำการป้องกันได้ทันท่วงทีและจำเลยก็ยิงผู้ตายไปเพียง 1 นัด เมื่อผู้ตายล้มลงจำเลยก็มิได้ยิงซ้ำแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุจำเลยก็ไปแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมยามสายตรวจประจำหมู่บ้านและมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในคืนนั้นทันทีไม่ได้หลบหนี การกระทำของจำเลยจึงพอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบด้วยมาตรา 62วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 วรรคแรก ม. 68 ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย อำนวย ชนะศักดิ์
จำเลย — นาย สมภรหรือสมพร จันทร์เสถียร
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3869/2546
#50813
เปิดฉบับเต็ม

ช่วงเวลาเกิดเหตุในละแวกบ้านจำเลยมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและก่อนเกิดเหตุจำเลยถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ การที่ผู้ตายเข้าไปในบ้านจำเลยในยามวิกาลโดยปราศจากเหตุสมควร ย่อมทำให้จำเลยสำคัญผิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายและจำเลยไม่อาจรู้ได้ว่าผู้ตายจะมีอาวุธหรือไม่ เพราะในห้องที่เกิดเหตุมืดและเป็นเวลากะทันหัน ถ้าเป็นคนร้ายซึ่งจะมาทำร้ายจำเลยจริงแล้ว การที่จะให้จำเลยรออยู่จนกว่าคนร้ายจะแสดงกิริยาทำร้ายแล้ว จำเลยอาจได้รับอันตรายก่อนที่จะทำการป้องกันได้ทันที และจำเลยยิงผู้ตายไปเพียง 1 นัด เมื่อผู้ตายล้มลงจำเลยก็มิได้ยิงซ้ำ การกระทำของจำเลยจึงพอสมควรแก่เหตุเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายชำนาญ ชนะศักดิ์ผู้ตาย 1 นัด โดยมีเจตนาฆ่า กระสุนปืนถูกผู้ตายบริเวณใต้สะบักซ้ายและต้นคอ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 ริบปลอกกระสุนปืนและหมอนรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ระหว่างพิจารณานายอำนวย ชนะศักดิ์ บิดานายชำนาญ ชนะศักดิ์ ผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 72 ลงโทษจำคุก 2 ปี ริบปลอกกระสุนปืน เม็ดกระสุนปืนและหมอนรองกระสุนปืนของกลาง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยใช้อาวุธปืนของกลางยิงนายชำนาญ ชนะศักดิ์ผู้ตาย 1 นัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.4 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ว่า จำเลยกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ จำเลยฎีกาว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยสำคัญผิดคิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายที่จะมาทำร้ายจำเลยจึงเป็นการป้องกันตัวให้พ้นจากภยันตรายที่จำเลยเข้าใจว่ามีอยู่จริงนั้นได้ความจากคำเบิกความของนางสาวพัชราวรรณ จันทร์เสถียร เด็กหญิงรัตนาพร จันทร์เสถียร และนางบุญเรือน จันทร์เสถียร พยานโจทก์และโจทก์ร่วมว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากและจำเลยปิดประตูบ้านเข้านอนตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา ของวันที่ 30 ธันวาคม 2540 โดยปิดไฟฟ้าในบ้านหมดทุกดวง ต่อมาเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ของวันรุ่งขึ้นนางสาวพัชราวรรณได้ยินเสียงคนปีนเข้าห้องนอนทางช่องลมและเสียงคนพูดว่า "อย่าดัง ถ้าดังจะแทงให้ตาย" นางสาวพัชราวรรณมองดูที่ช่องลม เห็นคนกำลังปีนลงมาในห้องนอนจึงฉุดเด็กหญิงรัตนาพรหนีออกจากห้องไปหานางบุญเรือนผู้เป็นมารดาด้วยความตกใจและตะโกนบอกจำเลยซึ่งเป็นบิดา จำเลยถืออาวุธปืนลูกซองของกลางวิ่งไปที่ห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณหลังจากนั้นประมาณ1 นาที ก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด และจำเลยซึ่งเปิดไฟฟ้าในห้องแล้วบอกว่ายิงถูกผู้ตายซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เห็นว่า แม้พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากจะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดโดยเป็นภริยาและบุตรของจำเลย แต่คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากก็ตรงไปตรงมาและสอดคล้องกัน ทั้งมีรายละเอียดลำดับเรื่องราวเชื่อมโยงกันสมกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์ ไกรนรา ไปตรวจที่เกิดเหตุและสอบถามเรื่องราว นางบุญเรือนก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์ทราบในทันที เมื่อตรวจสอบฝาผนังบ้านด้านนอก ร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์ก็พบรอยดินติดอยู่ที่ผนังบ้าน และเมื่อให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทดลองปีนเข้าทางช่องลมก็ปรากฏว่าสามารถปีนเข้าห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณได้สมดังที่นางบุญเรือนให้ถ้อยคำและที่ปรากฏตามคำเบิกความของนางสาวพัชราวรรณ จากลักษณะศพผู้ตายที่ส่วนบนของลำตัวตั้งแต่เอวขึ้นไปพาดอยู่บนเตียงและส่วนล่างตั้งแต่ช่วงเอวลงมาพาดอยู่นอกเตียงตามคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกศิริพงษ์นั้น ก็ส่อแสดงว่าผู้ตายมิได้ถูกยิงในขณะที่นอนอยู่บนเตียงในห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณ จึงไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามปากมีพิรุธน่าสงสัยและเนื่องจากผู้ตายถูกยิงด้วยอาวุธปืนลูกซอง สภาพบาดแผลของผู้ตายย่อมเป็นไปตามที่ปรากฏในรายงานการชันสูตรพลิกศพเอกสารหมาย จ.4 นั้นได้ และแม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะมีนายจรวย ไชยพลบาล เบิกความเป็นพยานว่า ในคืนเกิดเหตุเวลาประมาณ 3 นาฬิกา ขณะนายจรวยกำลังจะออกจากบ้านไปกรีดยางในสวนยางพารามีนายเข็บ จันทร์เสถียร บิดาจำเลยและจำเลยไปพบและให้นายจรวยช่วยไปนำผู้ตายซึ่งนอนอยู่ในบ้านจำเลยกลับไป แต่นายจรวยไม่ไป และต่อมาเวลา 5 นาฬิกา จึงทราบว่าผู้ตายถูกยิงตายในบ้านจำเลย ซึ่งส่อแสดงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยรู้อยู่ว่าผู้ที่ถูกตนยิงเป็นใครนั้น ก็คงเป็นเพียงคำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ของนายจรวยเท่านั้น ไม่มีพยานอื่นใดสนับสนุน ทั้งยังแตกต่างขัดแย้งกับคำให้การของโจทก์ร่วมบิดาผู้ตายที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.1ว่านายจรวยเล่าให้ฟังว่าบุคคลที่ไปขอให้นายจรวยไปนำผู้ตายกลับออกจากบ้านจำเลยในคืนเกิดเหตุมีถึง 3 คน คือ นายเข็บ จำเลย และนางบุญเรือนภริยาจำเลย มิใช่เพียง2 คน คือนายเข็บและจำเลยดังที่นายจรวยเบิกความ คำเบิกความของนายจรวยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อฟัง และไม่ทำให้น้ำหนักคำเบิกความของนางสาวพัชราวรรณเด็กหญิงรัตนาพรและนางบุญเรือนพยานโจทก์และโจทก์ร่วมเสียไป คดีจึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่า คืนเกิดเหตุผู้ตายได้ปีนเข้าบ้านจำเลยทางช่องลมในห้องนอนของนางสาวพัชราวรรณ ทำให้นางสาวพัชราวรรณตกใจจึงฉุดเด็กหญิงรัตนาพรที่นอนอยู่ด้วยออกไปหานางบุญเรือนมารดาที่นอนอยู่นอกห้องและร้องบอกจำเลย จำเลยจึงถืออาวุธปืนไปที่ห้องนางสาวพัชราวรรณและใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดเพราะมืดเนื่องจากภายในบ้านจำเลยขณะนั้นปิดไฟฟ้าหมดสมดังที่จำเลยนำสืบต่อสู้ การที่ผู้ตายเข้าไปในบ้านจำเลยในยามวิกาลโดยปราศจากเหตุสมควร และได้ความตามคำเบิกความของพันตำรวจโทวรชาติ เหมะ พนักงานสอบสวนว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุในละแวกบ้านจำเลยมีโจรผู้ร้ายชุกชุมและก่อนเกิดเหตุจำเลยเคยถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์ในบ้าน ย่อมทำให้จำเลยสำคัญผิดคิดว่าผู้ตายเป็นคนร้ายดังที่จำเลยนำสืบ และในขณะนั้นจำเลยย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าคนผู้นั้นจะมีอาวุธหรือไม่ เพราะในห้องที่เกิดเหตุมืดและเป็นเวลากะทันหัน ถ้าเป็นคนร้ายซึ่งจะมาทำร้ายจำเลยจริงแล้ว การที่จำเลยรออยู่จนกว่าคนร้ายจะแสดงกิริยาทำร้ายแล้ว จำเลยก็อาจได้รับอันตรายก่อนที่จะทำการป้องกันได้ทันท่วงที และจำเลยก็ยิงผู้ตายไปเพียง 1 นัด เมื่อผู้ตายล้มลงก็มิได้ยิงซ้ำแต่อย่างใด หลังเกิดเหตุจำเลยก็ไปแจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานตำรวจที่ป้อมยามสายตรวจประจำหมู่บ้านและมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในคืนนั้นทันที ไม่ได้หลบหนี การกระทำของจำเลยจึงพอสมควรแก่เหตุเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสำคัญผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 62 ม. 68
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย อำนวย ชนะศักดิ์
จำเลย — นาย สมภรหรือสมพร จันทร์เสถียร
ชื่อองค์คณะ
สุภิญโญ ชยารักษ์
วิชา มหาคุณ
ประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3864/2546
#50812
เปิดฉบับเต็ม

การดำเนินคดีในศาลแขวงต้องการความรวดเร็ว จึงเปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดดังเช่นคดีอาญาทั่วไปไม่ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในฟ้องได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาล และจำเลยขายยาลูกกลอนด้วยนั้นจำเลยกระทำด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาล ซึ่งจัดไว้เพื่อประกอบโรคศิลปะโดยตั้งสถานพยาบาลไม่มีชื่อบริเวณหน้าถ้ำบ้านเชิงดอย โดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย และจำเลยขายยาลูกกลอน อันเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้กับกระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลทั่วไป ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16, 57 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72(4), 122, 126ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72(4),122 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา จำคุก 6 เดือนรวมจำคุก 12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยได้ประกอบกิจการสถานพยาบาลไม่มีชื่อซึ่งจัดไว้เพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยจำเลยกระทำเป็นปกติธุระ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนและไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย และจำเลยขายยาลูกกลอนอันเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้กับกระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยาลูกกลอนและเงินที่จำเลยได้มาจากผู้ป่วยที่มารักษา ส่วนการที่จำเลยจะกระทำเป็นปกติธุระอย่างไร มีประชาชนหลงเชื่อเข้าไปให้จำเลยทำการรักษาพยาบาลกี่ราย จำเลยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ใดบ้าง กี่ครั้ง และจำเลยขายยาลูกกลอนให้แก่ผู้ใดบ้างนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับการดำเนินคดีในศาลแขวงต้องการความรวดเร็ว จึงเปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดดังเช่นคดีอาญาทั่วไปไม่ ส่วนรายละเอียดนั้น โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในฟ้องได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่าการที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลเพื่อประกอบโรคศิลปะ และจำเลยขายยาลูกกลอนด้วยนั้นจำเลยกระทำด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองวางโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษกระทงละ 6 เดือน นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1เดือน รวมสองกระทง จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158 (5)
พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ม. 72 ม. 122
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นาย อินทร์ อิ่มสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3864/2546
#51049
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ประกอบกิจการสถานพยาบาลไม่มีชื่อ ซึ่งจัดไว้เพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยจำเลยกระทำเป็นปกติธุระได้รับผลประโยชน์ตอบแทนและไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายและจำเลยขายยาลูกกลอนอันเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้กับกระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลทั่วไป ส่วนการที่จำเลยจะกระทำเป็นปกติธุระอย่างไร มีประชาชนหลงเชื่อเข้าไปให้จำเลยทำการรักษาพยาบาลกี่ราย จำเลยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ใดบ้างกี่ครั้ง และจำเลยขายยาลูกกลอนให้แก่ผู้ใดบ้างนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ประกอบกับการดำเนินคดีในศาลแขวงต้องการความรวดเร็ว จึงเปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดดังเช่นคดีอาญาทั่วไปไม่ ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลเพื่อประกอบโรคศิลปะและขายยาลูกกลอน จำเลยมีเจตนาที่ต่างกัน ย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 16 มิถุนายน 2544 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 11 กรกฎาคม2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาล ซึ่งจัดไว้เพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยตั้งสถานพยาบาลไม่มีชื่อบริเวณหน้าถ้ำบ้านเชิงดอย โดยจำเลยกระทำเป็นปกติธุระ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน และไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย และจำเลยขายยาลูกกลอน อันเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้กับกระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลทั่วไป ทั้งนี้โดยจำเลยมิได้รับการยกเว้นแต่อย่างใด อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 16, 57พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72(4), 122, 126 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 72(4),122 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน ฐานขายยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก12 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยได้ประกอบกิจการสถานพยาบาลไม่มีชื่อซึ่งจัดไว้เพื่อประกอบโรคศิลปะ โดยจำเลยกระทำเป็นปกติธุระ ได้รับผลประโยชน์ตอบแทน และไม่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายและจำเลยขายยาลูกกลอนอันเป็นยาที่มิได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้กับกระทรวงสาธารณสุขให้แก่บุคคลทั่วไป โดยจำเลยไม่ได้รับการยกเว้นแต่อย่างใดเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมยาลูกกลอนและเงินที่จำเลยได้มาจากผู้ป่วยที่มารักษา ส่วนการที่จำเลยจะกระทำเป็นปกติธุระอย่างไร มีประชาชนหลงเชื่อเข้าไปให้จำเลยทำการรักษาพยาบาลกี่ราย จำเลยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ใดบ้าง กี่ครั้ง และจำเลยขายยาลูกกลอนให้แก่ผู้ใดบ้างนั้น เป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาประกอบกับการดำเนินคดีในศาลแขวงต้องการความรวดเร็ว จึงเปิดโอกาสให้โจทก์ฟ้องด้วยวาจาได้ โจทก์หาจำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดดังเช่นคดีอาญาทั่วไปไม่ และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ย่อมแสดงว่าจำเลยเข้าใจข้อหาในฟ้องได้ดีแล้ว ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการสถานพยาบาลเพื่อประกอบโรคศิลปะ และจำเลยขายยาลูกกลอนด้วยนั้น จำเลยกระทำด้วยเจตนาที่ต่างกัน การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยสองกรรมนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 2 เดือน เมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมสองกระทง จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 158
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่
จำเลย — นาย อินทร์ อิ่มสะอาด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546
#49497
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา 24 วรรคหนึ่งอีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีแตกต่างกัน แสดงว่าในแต่ละฐานความผิดต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกันสามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณปลายเดือนเมษายน 2544 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดถึงวันที่ 22 พฤษภาคม 2544 เวลากลางวันต่อเนื่องกันตลอดมา จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล เลขที่ 12/4 ถนนเทศบาล 1 ตำบลโนนสูง อำเภอโนนสูงจังหวัดนครราชสีมา เพื่อทำการตรวจรักษาผู้ที่เจ็บป่วย โดยกระทำเป็นปกติธุระ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลจากผู้อนุญาต และเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 เวลา 18.30 นาฬิกา จำเลยประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยทำการตรวจโรค บำบัดโรคและทำการฉีดยารักษาโรคเข้าสู่ร่างกายของนางสาวอุษา ประจิตร์จำนวน 1 เข็ม เพื่อให้นางสาวอุษาเข้าใจว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสถานการพยาบาล ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 4, 16, 24, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลจำคุก 2 เดือน และฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจำคุก 2 เดือน รวม จำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกันให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น ไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีดังกล่าวไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 กระทงหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 57 อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 ม. 24 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี วันชาติ ศรีโคกกรวด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546
#50811
เปิดฉบับเต็ม

พระราชบัญญัติสถานพยาบาลฯ ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาลเว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่า ในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไปการกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541มาตรา 4, 16, 24, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 24 วรรคหนึ่ง, 57 พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มาตรา 27, 46 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาล จำคุก 2 เดือน และฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก 2 เดือน รวมจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยกระทำเป็นปกติธุระ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล และจำเลยประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยทำการตรวจโรคบำบัดโรคและทำการฉีดยารักษาโรคเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการพยาบาลนั้น เป็นการยากแก่ทางราชการที่จะทำการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานพยาบาลของจำเลย และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้ที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาลดังกล่าวได้ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยทราบแล้วไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3531/2538 ของศาลชั้นต้นซึ่งศาลได้พิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด 3 ปี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก แสดงให้เห็นว่า จำเลยไม่เข็ดหลาบและไม่ใส่ใจในโอกาสที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกครั้ง และโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นก็นับว่าสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น ไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีดังกล่าวไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาลเว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 57 กระทงหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง, 57อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 4 ม. 16 ม. 24 ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ ประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรี วันชาติ ศรีโคกกรวด
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3863/2546
#110948
เปิดฉบับเต็ม

แม้ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลและความผิดฐานดำเนินการสถานพยาบาล จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา 57 ด้วยกัน แต่กฎหมายได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีทั้งสองแยกจากกัน ตามมาตรา 16 วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และมาตรา 24 วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง หลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ ซึ่งหากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๔ , ๑๖ , ๒๔ , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ พระราชบัญญัติวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๒๗ , ๔๖ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาล จำคุก ๒ เดือน และฐานประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต จำคุก ๒ เดือน รวมจำคุก ๔ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๒ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓ อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า การที่จำเลยประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลเพื่อทำการตรวจรักษาผู้ป่วยโดยกระทำเป็นปกติธุระ และไม่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาล และจำเลยประกอบวิชาชีพการพยาบาลโดยทำการตรวจโรค บำบัดโรคและทำการฉีดยารักษาโรคเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการพยาบาลนั้น เป็นการยากแก่ทางราชการที่จะทำการควบคุมดูแลการประกอบกิจการสถานพยาบาลของจำเลย และอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพอนามัยของผู้ที่ไปใช้บริการในสถานพยาบาลดังกล่าวได้ ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง นอกจากนี้ปรากฏจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติซึ่งจำเลยทราบแล้วไม่คัดค้านว่า จำเลยเคยกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วครั้งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๕๓๑/๒๕๓๘ ของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลได้พิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยไว้มีกำหนด ๓ ปี แต่จำเลยกลับมากระทำความผิดในคดีนี้อีก แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่เข็ดหลาบ และไม่ใส่ใจในโอกาสที่ศาลชั้นต้นให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี จึงไม่สมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยอีกครั้ง และโทษที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยมานั้นก็นับว่าสถานเบาเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลกับฐานดำเนินการสถานพยาบาลเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายบทเดียวกัน ให้ลงโทษฐานประกอบกิจการสถานพยาบาลนั้น ไม่ถูกต้องเพราะพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้บัญญัติการกระทำอันเป็นความผิดในกรณีดังกล่าวไว้แยกจากกัน คือ ห้ามมิให้บุคคลใดประกอบกิจการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง กรณีหนึ่ง และห้ามมิให้บุคคลใดดำเนินการสถานพยาบาล เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต ตามมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง อีกกรณีหนึ่ง โดยหลักเกณฑ์การขอรับใบอนุญาตในสองกรณีก็แตกต่างกัน แสดงให้เห็นได้ชัดว่าในแต่ละฐานความผิดดังกล่าวต่างมีสภาพและลักษณะของการกระทำประกอบด้วยเจตนาแตกต่างกัน สามารถแยกเป็นคนละส่วนต่างหากจากกันได้ แม้จะมีบทลงโทษอยู่ในมาตรา ๕๗ ด้วยกัน หากมีการกระทำฝ่าฝืนก็จะต้องถูกลงโทษเป็นแต่ละกรณีไป การกระทำของจำเลยทั้งสองกรณีจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน หาใช่เป็นความผิดกรรมเดียวไม่ แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็เห็นสมควรปรับบทลงโทษเสียให้ถูกต้อง โดยไม่แก้โทษที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง , ๕๗ กระทงหนึ่ง และมาตรา ๒๔ วรรคหนึ่ง , ๕๗ อีกกระทงหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ม. 16 วรรคหนึ่ง ม. 24 วรรคหนึ่ง ม. 57
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
จำเลย — ว่าที่ร้อยตรีวันชาติ ศรีโคกกรวด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแขวงนครราชสีมา — นายประสาร กีรานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3859/2546
#50853
เปิดฉบับเต็ม

ในเรื่องการเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 นั้น โทษกึ่งหนึ่งที่จะนำมาคำนวณในการเพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยหมายถึงโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งหลัง ซึ่งก็คือโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดในคดีนี้ มิใช่เป็นโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งก่อนหรือความผิดในคดีอาญาของศาลชั้นต้นทั้งสองคดีรวมกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี นั้น เป็นการเพิ่มโทษที่ถูกต้องและชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และเมื่อมีการลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามเพราะเหตุจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม คงจำคุก 10 ปี ย่อมเป็นการชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 15, 66, 67, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เพิ่มโทษจำเลยและคืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี คืนธนบัตรของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อ 4.2 สรุปใจความสำคัญได้ว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมีพิรุธสงสัยหลายประการ ทำให้ไม่น่าเชื่อถือว่าได้มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลย และโจทก์ก็ไม่ได้นำสายลับที่อ้างว่าเป็นผู้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยมาเบิกความเป็นพยานต่อศาลประกอบกับเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจำเลย ก็เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยและครอบครัวจำเลยเป็นส่วนตัวมาก่อน จึงมีการกลั่นแกล้งจับกุมจำเลย และที่จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมเพราะถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกายและถูกบังคับพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ สมควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ล้วนเป็นฎีกาที่โต้เถียงดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ทั้งสิ้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มาด้วยนั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้ให้ จำเลยคงฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อ 4.1 เฉพาะในส่วนที่ว่า ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 97 เป็นจำคุก 15 ปี เป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โดยจำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่2412/2540 และ 7317/2541 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่าคดีทั้งสองดังกล่าวศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยคดีละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อรวม 2 คดีแล้วเป็นโทษจำคุก 3 ปี การเพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งของโทษจำคุก 3 ปี ก็คงเพิ่มโทษจำคุกจำเลยได้เพียง 1 ปี 6 เดือนซึ่งเมื่อรวมกับโทษจำคุก 10 ปี แล้วคงสามารถลงโทษจำคุกจำเลยได้ 11 ปี 6 เดือน และเมื่อลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามแล้ว คงลงโทษจำคุกได้ไม่เกิน 7 ปีกว่าเท่านั้น เห็นว่าในเรื่องการเพิ่มโทษนี้ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้ากระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้อีกในระหว่างที่ยังต้องรับโทษอยู่หรือภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นโทษ หากศาลจะพิพากษาลงโทษครั้งหลังถึงจำคุกให้เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้นั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิดครั้งหลัง"ดังนี้ เห็นได้ว่าโทษกึ่งหนึ่งจะนำมาคำนวณในการเพิ่มโทษที่จะลงโทษแก่จำเลยตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวย่อมหมายถึงโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งหลังหรืออีกนัยหนึ่งก็คือโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดในคดีนี้มิใช่เป็นโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลได้กำหนดไว้สำหรับความผิดครั้งก่อนหรืออีกนัยหนึ่งสำหรับความผิดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2412/2540 และ 7317/2541 ของศาลชั้นต้นทั้งสองคดีรวมกันตามที่จำเลยเข้าใจและอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม2 กระทง จำคุก 10 ปี การที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มโทษจำเลยอีกกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ดังกล่าว เป็นจำคุก 15 ปี นั้น เป็นการเพิ่มโทษที่ถูกต้องและชอบด้วยบทกฎหมายมาตรา 97 ดังกล่าวแล้ว และเมื่อมีการลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสามเพราะเหตุจำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมแล้ว คงจำคุกจำเลย 10 ปีย่อมเป็นการชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติความว่า การมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไปหรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ยี่สิบกรัมขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีข้อความทำนองเดียวกันตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง จึงต้องใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย สำหรับคดีนี้จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.45 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนทั้งสองจำนวนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด กรณีความผิดทั้งสองฐานต้องด้วยบทกำหนดโทษตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท โทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่บังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 เป็นจำคุก 12 ปี เมื่อลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 97
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วรวุธหรือวีรศักดิ์หรือวรวุฒิ ไกรคง
ชื่อองค์คณะ
จำรูญ แสนภักดี
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3856/2546
#49906
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ บ. นั่งซ้อนท้ายตามรถจักรยานยนต์ที่พ. ขับ และผู้เสียหายทั้งสองนั่งซ้อนท้ายไป เมื่อ พ. หยุดรถ บ. เป็นผู้เข้าไปข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองกับ พ. แต่จำเลยไม่ได้ร่วมข่มขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองแต่ประการใดผู้เสียหายทั้งสองสมัครใจยินยอมให้ พ. ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านขณะที่จำเลยขับรถตามไปทัน ผู้เสียหายที่ 1 บอก พ. ไม่ต้องหยุดรถ พ. ก็ไม่หยุด บ. บอกให้ พ. ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวา พ. ไม่ยอมทำตามจน บ. ต้องใช้อาวุธปืนขู่แม้ บ. กับ พ. ร่วมมือกัน แต่ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำอนาจารหรือลวนลามทางเพศต่อผู้เสียหายทั้งสอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 318 วรรคสาม แต่การที่จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้ บ. นั่งซ้อนท้ายไปด้วยกัน และจำเลยจอดรถจักรยานยนต์ให้ บ. ลงจากรถไปและใช้อาวุธปืนขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองให้ลงจากรถจักรยานยนต์โดยจำเลยมิได้ห้ามปราม จึงถือได้ว่าจำเลยร่วมกระทำการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหายอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพโดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง แต่เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมลงจากรถจักรยานยนต์ตามที่ บ. ข่มขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดเพียงขั้นพยายาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 284,309, 318

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284วรรคแรก, 309 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี และจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม, 309 วรรคสอง, 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 318วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก3 ปี เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 รวมจำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุก 1 ปี6 เดือน ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง ขณะที่ผู้เสียหายทั้งสองนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายไพโรจน์ สุทธิ เป็นคนขับเพื่อจะกลับบ้าน จำเลยขับรถจักรยานยนต์มีนายทวีหรือเบิร์ดหรือเนือน หนูสงค์ นั่งซ้อนท้ายตามไป จำเลยบีบแตรให้สัญญาณ 1 ครั้ง นายไพโรจน์หยุดรถ นายเบิร์ดเข้าไปใช้อาวุธปืนบังคับให้ผู้เสียหายทั้งสองลงจากรถ แต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมลง นายเบิร์ดจึงขู่บังคับให้นายไพโรจน์ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวาเข้าไปในป่าสวนยาง ผู้เสียหายทั้งสองกระโดดลงจากรถจักรยานยนต์วิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าและกลับบ้านในตอนเกือบรุ่งสาง ตอนเข้าไปแจ้งความแก่เจ้าพนักงานตำรวจ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ สำหรับความผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารและฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรกและมาตรา 318 วรรคแรกนั้น เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นเพียงผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่นายเบิร์ดนั่งซ้อนท้ายตามรถจักรยานยนต์ที่ผู้เสียหายทั้งสองนั่งไป เมื่อนายไพโรจน์หยุดรถนายเบิร์ดเป็นผู้เข้าไปข่มขู่ผู้เสียหายทั้งสองกับนายไพโรจน์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยร่วมข่มขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองแต่ประการใด นอกจากนั้นผู้เสียหายทั้งสองเบิกความรับว่ารู้จักจำเลยมาก่อน อีกทั้งรายละเอียดในชั้นสอบสวน ผู้เสียหายทั้งสองได้ยินจำเลยพูดว่า "ขอหยุดรถปัสสาวะก่อน" ซึ่งตรงกับคำเบิกความของจำเลยผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงสาเหตุที่ไปแจ้งความเนื่องจากเชื่อว่าคนทั้งสามร่วมกันจะพาผู้เสียหายทั้งสองไปข่มขืนกระทำชำเรา แต่พฤติการณ์แห่งคดียังไม่ปรากฏถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว และเป็นการคาดคะเนของผู้เสียหายทั้งสองเองซึ่งอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ผู้เสียหายทั้งสองสมัครใจยินยอมให้นายไพโรจน์ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งที่บ้านขณะที่จำเลยขับรถตามไปทัน ผู้เสียหายที่ 1บอกนายไพโรจน์ไม่ต้องหยุดรถ นายไพโรจน์ก็ไม่หยุด นายเบิร์ดบอกให้นายไพโรจน์ขับรถจักรยานยนต์เลี้ยวขวา นายไพโรจน์ก็ไม่ยอมทำตามจนนายเบิร์ดต้องใช้อาวุธปืนขู่แม้จะฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลย นายเบิร์ดกับนายไพโรจน์ร่วมมือกัน แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำอนาจารหรือลวนลามทางเพศต่อผู้เสียหายทั้งสองแต่ประการใด พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันพาผู้เสียหายทั้งสองไปเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก และฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคสาม แต่การที่จำเลยเป็นผู้ขับรถจักรยานยนต์ให้นายเบิร์ดนั่งซ้อนท้ายไปด้วยกัน และจำเลยจอดรถจักรยานยนต์ให้นายเบิร์ดลงจากรถไปและใช้อาวุธปืนขู่บังคับผู้เสียหายทั้งสองให้ลงจากรถจักรยานยนต์โดยจำเลยมิได้ห้ามปรามจึงถือได้ว่า จำเลยร่วมกระทำการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้เสียหายทั้งสองอันเป็นความผิดต่อเสรีภาพ โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง แต่เมื่อผู้เสียหายทั้งสองไม่ยอมลงจากรถจักรยานยนต์ตามที่นายเบิร์ดข่มขืนใจ จำเลยจึงมีความผิดเพียงขั้นพยายามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 80 ม. 83 ม. 284 วรรคแรก ม. 309 วรรคสอง ม. 318 วรรคสาม
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย สมนึกหรือไข่ แก้วศรีอ่อน
ชื่อองค์คณะ
สุมิตร สุภาดุลย์
จำรูญ แสนภักดี
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3846/2546
#111747
เปิดฉบับเต็ม

เครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524 อันเป็นเวลาที่ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับอยู่ การโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมต้องนำ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาใช้บังคับ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องตกอยู่ในบังคับของมาตรา 41 (1) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มิใช่บทบัญญัติของมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 มิได้กำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเหมือนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปว่าด้วยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม หรือมาตรา 193/30 ใหม่ ซึ่งมีกำหนด 10 ปี มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยต้องเริ่มนับอายุความขณะที่อาจบังคับสิทธินั้นได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 169 เดิม หรือมาตรา 193/12 ใหม่ คือนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2524 อันเป็นวันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 2 กรกฎาคม 2539 จึงเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ

โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 7 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ชนิดสินค้าเครื่องฉีดพ่นที่ใช้กำลังเครื่องจักรและส่วนของเครื่องดังกล่าวซึ่งอยู่ในจำพวกนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2520 ตามทะเบียนเลขที่ 62856 ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 6 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ชนิดสินค้า เครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบฉีดน้ำ และเครื่องฉีดยาฆ่าแมลง (ที่มีมอเตอร์) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524 ตามทะเบียนเลขที่ 76857 โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าตราเพชรที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 6 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรตามทะเบียนเลขที่ 76857 กับสินค้าท่อน้ำและสายยางมาตั้งแต่ปลายปี 2511 การที่จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรกับสินค้าเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงและเครื่องสูบน้ำตรงตามรูปเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าดังกล่าวและระบุชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ที่ตัวสินค้าให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะสินค้าของจำเลยที่ 1 ได้ระบุหมายเลข "76857" ซึ่งเป็นเลขทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเพชรของจำเลยที่ 1 ไว้ที่ใต้รูปเครื่องหมายการค้าเพชรติดไว้ที่ตัวสินค้าด้วย จำเลยที่ 1 มิได้เอาชื่อบริษัทโจทก์มาติดไว้ที่ตัวสินค้าของจำเลยที่ 1 ทั้งมิได้นำเครื่องหมายการค้าของโจทก์มาใช้แต่อย่างใด พฤติการณ์และลักษณะการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรของจำเลยที่ 1 กับสินค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการลวงขายสินค้าของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นสินค้าของโจทก์อันจะเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปเพชรของโจทก์ที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงที่มีมอเตอร์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเนื่องจากการลวงขายตามฟ้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะจดทะเบียนยกเลิกการใช้เครื่องหมายการค้าและประกาศหนังสือพิมพ์แล้ว กับให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสองตามคำขอจดทะเบียนเลขที่ 119892 ทะเบียนเลขที่ 76857 ลงวันที่ 14 กันยายน 2524 และให้จำเลยทั้งสองโฆษณาการเพิกถอนตามคำพิพากษาของศาลในหนังสือพิมพ์รายวันจำนวน 4 ฉบับ คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์ข่าวสด และหนังสือพิมพ์บ้านเมือง เป็นเวลา 15 วัน

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยทั้งสอง เดือนละ 1,400,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไป กับให้โจทก์ประกาศขอขมาต่อจำเลยทั้งสองและยืนยันความเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อย 2 ฉบับ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน

โจทก์ให้การ ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์และยกฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับทั้งสองฝ่าย

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าตราเพชร ที่มีอักษรจีน อ่านว่า จึ้งเจี๊ยะไป๊ และอักษรโรมัน คำว่า DIAMOND อ่านว่าไดมอนด์ แปลว่า เพชร อยู่ใต้รูปเพชร คือเครื่องหมายการค้า โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ที่ไต้หวันเมื่อปี 2515 และได้จดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2520 ไว้สำหรับสินค้าจำพวกที่ 7 เดิม ชนิดสินค้า เครื่องฉีดพ่นที่ใช้กำลังเครื่องจักรและส่วนของเครื่องดังกล่าวซึ่งอยู่ในจำพวกนี้ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524 จำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเพชรอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมคือเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าจำพวกที่ 6 เดิม ชนิดสินค้า เครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบฉีดน้ำ และเครื่องฉีดยาฆ่าแมลง (ที่มีมอเตอร์) เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2537 โจทก์ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์เพื่อใช้กับสินค้าจำพวกที่ 7 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 แต่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนให้ เพราะเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยยืนตามคำปฏิเสธของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เป็นอันดับแรกว่า คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ขาดอายุความหรือไม่ ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์อ้างว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยทั้งสอง โดยโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยทั้งสองผู้ที่ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของ เห็นว่า เมื่อเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524 อันเป็นเวลาที่ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ใช้บังคับอยู่ การโต้แย้งสิทธิอันเกิดจากการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าย่อมต้องนำ พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มาใช้บังคับ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 ย่อมต้องตกอยู่ในบังคับของมาตรา 41 (1) แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 มิใช่บทบัญญัติของมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา เมื่อบทบัญญัติในมาตรา 41 มิได้กำหนดระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเหมือนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 67 แห่ง พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 จึงต้องนำบทบัญญัติทั่วไปว่าด้วยอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 เดิม หรือมาตรา 193/30 ใหม่ ซึ่งมีกำหนด 10 ปี มาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยต้องเริ่มนับอายุความขณะที่อาจบังคับสิทธินั้นได้เป็นต้นไป ตามมาตรา 169 เดิม หรือมาตรา 193/12 ใหม่ คือนับแต่วันที่ 14 กันยายน 2524 อันเป็นวันจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์มาฟ้องคดีนี้วันที่ 2 กรกฎาคม 2539 จึงเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 คำฟ้องโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ 1 จึงขาดอายุความ

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายรับกันว่า โจทก์ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 7 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ชนิดสินค้า เครื่องฉีดพ่นที่ใช้กำลังเครื่องจักรและส่วนของเครื่องดังกล่าวซึ่งอยู่ในจำพวกนี้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2520 ตามทะเบียนเลขที่ 62856 ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 6 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ชนิดสินค้า เครื่องสูบน้ำ เครื่องสูบฉีดน้ำ และเครื่องฉีดยาฆ่าแมลง (ที่มีมอเตอร์) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2524 ตามทะเบียนเลขที่ 76857 ดังนี้ โจทก์จึงอยู่ในฐานะเจ้าของเครื่องหมายการค้าตราเพชรที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนไว้ สำหรับสินค้าในจำพวกที่ 6 ตาม พ.ร.บ. เครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2474 ซึ่งโจทก์ก็อ้างในคำฟ้องว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ดังกล่าวกับสินค้าเครื่องฉีดยาฆ่าแมลงที่มีมอเตอร์ซึ่งเป็นสินค้าในจำพวกที่ 6 เดิม มาก่อนจำเลยทั้งสองผลิตสินค้าเครื่องฉีดยาฆ่าแมลงที่มีมอเตอร์ การจำหน่ายสินค้าเครื่องฉีดยาฆ่าแมลงที่มีมอเตอร์ภายใต้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรของจำเลยที่ 1 ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดว่าสินค้าของจำเลยทั้งสองเป็นสินค้าของโจทก์ อันถือได้เท่ากับโจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้ทำการลวงขายสินค้าอันเป็นการละเมิดและต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ กรณีจึงมีปัญหาให้ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยทั้งสองได้ทำการลวงขายสินค้าของจำเลยว่าเป็นสินค้าของโจทก์หรือไม่ จากพยานหลักฐานมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้ใช้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรตามทะเบียนเลขที่ 76857 กับสินค้าท่อน้ำและสายยางมาตั้งแต่ปลายปี 2511 การที่จำเลยที่ 1 ใช้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรกับสินค้าเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงและเครื่องสูบน้ำตรงตามรูปเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าดังกล่าวและระบุชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ที่ตัวสินค้าให้เห็นได้อย่างชัดเจนโดยเฉพาะสินค้าของจำเลยที่ 1 ตามภาพถ่ายหมาย ล. 29 ภาพที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังได้ระบุเลขอารบิกหมายเลข "76857" ซึ่งเป็นเลขทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปเพชรของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวไว้ที่ใต้รูปเครื่องหมายการค้าเพชรติดไว้ที่ตัวสินค้าด้วย จำเลยที่ 1 มิได้เอาชื่อบริษัทโจทก์มาติดไว้ที่ตัวสินค้าของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งมิได้นำเครื่องหมายการค้ารูปเพชรซึ่งมีอักษรจีน 3 ตัว โดยอักษรตัวกลางมีรูปเพชรอยู่ด้วยและคำว่า DIAMOND ใต้อักษรจีนดังกล่าวของโจทก์คือเครื่องหมายการค้า มาใช้แต่อย่างใด พฤติการณ์และลักษณะการใช้เครื่องหมายการค้ารูปเพชรของจำเลยที่ 1 กับสินค้าของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวยังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการลวงขายสินค้าของจำเลยที่ 1 ว่าเป็นสินค้าของโจทก์อันจะเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ารูปเพชรของโจทก์ที่ยังไม่ได้รับการจดทะเบียนไว้สำหรับสินค้าเครื่องพ่นยาฆ่าแมลงที่มีมอเตอร์ โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระค่าเสียหายเดือนละ 500,000 บาท เนื่องจากการลวงขายตามคำฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกาจำนวน 1,500 บาท แทนจำเลยทั้งสอง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/12 (16 ม. 193/30
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 41 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัททานองหรือตานงแอ็กกริคัลเจอรัลแมชชีน จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด ต. กิติ - วัฒนา กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายวุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์
ศาลอุทธรณ์ — นายณรงค์พล ทองจีน
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2546
#50982
เปิดฉบับเต็ม

ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้าง และสัญญาเช่าสร้างได้ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงินแก่โจทก์หากเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างได้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างให้โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินแก่โจทก์แม้ก่อนศาลมีคำพิพากษาที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เช่าสร้างอาคารได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ แต่จำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ไม่ได้บอกเลิกสัญญาเช่าสร้าง สัญญาเช่าสร้างจึงยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนไป หากมีการยกเลิกการเวนคืนที่ดินสัญญาเช่าสร้างก็ยังคงมีผลอยู่เช่นเดิม ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนเมื่อที่ดินตามสัญญาเช่าสร้างถูกเวนคืนอันทำให้ไม่มีทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาให้เพิกถอนเพื่อโอนให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างไม่เปิดช่องให้กระทำได้ กรณีจึงต้องดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาในลำดับต่อมา คือจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกันชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวได้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามแล้ว

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์จะต้องดำเนินการเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างก่อน หากเพิกถอนได้แล้ว จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างให้โจทก์ได้ ก็ให้จำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียวชดใช้เงินจำนวน3,200,000 บาท แต่โจทก์มิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของคำพิพากษา กลับยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 1924 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำออกขายทอดตลาด อันเป็นการไม่ชอบและเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ 3

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์ได้นำส่งคำบังคับซึ่งจำเลยทั้งสามได้รับแล้วโดยชอบ และครบกำหนดเวลาปฏิบัติตามคำบังคับแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โดยจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างที่ทำกับจำเลยที่ 3 โจทก์มิใช่คู่สัญญากับจำเลยที่ 2 และคำพิพากษาก็มิได้ครอบคลุมให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพิกถอนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในกรณีที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ดำเนินการเพิกถอนสัญญาเช่าสร้าง เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดใช้เงินให้โจทก์ 3,200,000 บาท นอกจากนี้จำเลยทั้งสามยังต้องรับผิดชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสามก็ไม่ชำระ เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้โจทก์ดังกล่าว การที่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และนำยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 จึงสุจริตและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ 1 ได้สิทธิการเช่าสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 ต้องสร้างตึกแถว4 ชั้น 2 คูหา ในที่ดินดังกล่าว แล้วยกกรรมสิทธิ์ตึกแถวที่ก่อสร้างแล้วเสร็จให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 ต้องให้จำเลยที่ 1 เช่าตึกแถวดังกล่าวเป็นเวลา 11 ปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างนี้ให้แก่โจทก์ในราคา 3,000,000 บาท และได้ยื่นเรื่องขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้จำเลยที่ 2 พิจารณาอนุมัติ แต่ในระหว่างการพิจารณาอนุมัติของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้รับคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นที่ห้ามโอนสิทธิการเช่าสร้างของจำเลยที่ 1 ต่อมาศาลชั้นต้นมีหนังสือแจ้งถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขอระงับการโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์ต่อจำเลยที่ 2 และขอโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 3 แทนจำเลยที่ 2 ได้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 ระงับการขอโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์และอนุมัติให้จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ 3 แล้ว โดยจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าสร้างกับจำเลยที่ 3 ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างโดยโจทก์ยินยอมเสียค่าเช่าเดือนละ 700 บาท สำหรับระยะ 6 ปีแรก และตามอัตราที่จะปรับใหม่สำหรับ 5 ปีหลัง พร้อมด้วยค่าธรรมเนียมตามระเบียบของจำเลยที่ 2 ถ้าจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 ถ้าไม่สามารถบังคับตามคำขอข้างต้นได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 3,200,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายในอัตราร้อยละ 16 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวโดยทบต้นทุกเดือน ซึ่งคดีได้ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวได้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นแก่โจทก์ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2536 ทั้งนี้ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานั้น จำเลยที่ 3 ผู้อุทธรณ์และฎีกาได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์และฎีกาโดยจำเลยที่ 3 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 1924 และ 1871 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับ ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็อนุญาตให้ทุเลาการบังคับตลอดมา หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดี และเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1924 ของจำเลยที่ 3 เพื่อนำออกขายทอดตลาด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่า การบังคับคดีของโจทก์ต่อจำเลยที่ 3 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นับตั้งแต่ศาลฎีกามีคำพิพากษา โจทก์ได้ขอออกคำบังคับและนำส่งให้จำเลยทั้งสามทราบโดยชอบแล้ว แต่ตามทางไต่สวนของจำเลยที่ 3 ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติตามคำบังคับแต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่า ก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษานั้น ที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เช่าสร้างอาคารได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ โดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ไปรับเงินค่าเวนคืนที่ดินตามเอกสารหมาย ร.1 ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 2 ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไปยังจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ร.3 ดังนี้แม้ที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เช่าสร้างอาคารซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาถูกเวนคืนดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 หรือที่ 3 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าสร้างระหว่างกันแต่อย่างใด สัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 จึงยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนไป หากมีการยกเลิกการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าว สัญญาเช่าสร้างดังกล่าวก็ยังคงมีผลอยู่เช่นเดิม ตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน เมื่อที่ดินตามสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถูกเวนคืนอันทำให้ไม่มีทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาให้เพิกถอนเพื่อโอนให้แก่โจทก์ เช่นนี้ถือได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลฎีกาที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้าง และสัญญาเช่าสร้างไม่เปิดช่องให้กระทำได้ กรณีจึงต้องดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในลำดับต่อมา คือจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกันชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนั้นการที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1924 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ของจำเลยที่ 3 ซึ่งวางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของคำพิพากษาศาลฎีกาและเป็นการบังคับคดีที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ 3 ชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 213
ป.วิ.พ. ม. 271
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จักรสิทธิ์ มณีพลอยเพชร
จำเลย — นาย อภิชาติ ฟูเฟื่องวณิช กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3829/2546
#112682
เปิดฉบับเต็ม

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ถ้าไม่สามารถเพิกถอน การโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการ โอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวได้แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้โจทก์ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นแก่โจทก์ จำเลย ทั้งสามมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับของศาล แต่ก่อนที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าว ที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 3 เช่าสร้างอาคารถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ เมื่อที่ดินตามสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวถูกเวนคืนทำให้ไม่มีทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาให้เพิกถอนเพื่อโอนให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาไม่เปิดช่อง ให้กระทำได้ กรณีจึงต้องดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในลำดับต่อมา คือ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องร่วมกัน ชดใช้เงิน 3,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จึงเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของคำพิพากษาศาลฎีกาและเป็นการบังคับคดีที่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิ การเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชดใช้เงิน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวได้แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียวชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นออกคำบังคับและออกหมายบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามแล้ว

จำเลยที่ ๓ ยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและเพิกถอนการยึดที่ดินของจำเลยที่ ๓

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า การที่โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำยึดที่ดินของจำเลยที่ ๓ สุจริตและชอบด้วย กฎหมายแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ ๓ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า เดิมจำเลยที่ ๑ ได้สิทธิการเช่าสร้างอาคารในที่ดินของจำเลยที่ ๒ ต่อมาจำเลยที่ ๑ ได้ตกลงโอนสิทธิการเช่าสร้างนี้ให้แก่โจทก์ และได้ยื่นเรื่องขอโอนสิทธิการเช่าสร้าง ให้จำเลยที่ ๒ พิจารณาอนุมัติ หลังจากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ขอระงับการโอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่โจทก์ต่อจำเลยที่ ๒ และขอโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ ๓ แทน จำเลยที่ ๒ ได้อนุมัติให้จำเลยที่ ๑ ระงับการขอโอนสิทธิการเช่าสร้าง ให้แก่โจทก์และอนุมัติให้จำเลยที่ ๑ โอนสิทธิการเช่าสร้างให้แก่จำเลยที่ ๓ แล้ว โดยจำเลยที่ ๒ ได้ทำสัญญาเช่าสร้างกับจำเลยที่ ๓ ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีนี้ขอให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ให้จำเลยที่ ๒ ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้เช่าที่ดินและอาคารตามสัญญาเช่าสร้าง ถ้าจำเลยที่ ๒ ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ ๒ ถ้าไม่สามารถบังคับตามคำขอข้างต้นได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ พร้อมค่าเสียหายในอัตราร้อยละ ๑๖ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวโดยทบต้นทุกเดือน ซึ่งคดี ได้ถึงที่สุดโดยศาลฎีกาพิพากษาให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๑ กับจำเลยที่ ๓ และเพิกถอนสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ถ้าไม่สามารถเพิกถอนการโอนสิทธิ การเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๓ ร่วมกันชดใช้เงิน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากเพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้าง และสัญญาเช่าสร้างดังกล่าวได้แล้ว แต่จำเลยที่ ๑ ไม่สามารถโอนสิทธิการเช่าสร้างดังกล่าวให้โจทก์ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้จำเลยที่ ๑ แต่เพียงผู้เดียวชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยตามจำนวนที่กำหนดไว้ข้างต้นแก่โจทก์ ทั้งนี้ในชั้นอุทธรณ์และ ชั้นฎีกานั้น จำเลยที่ ๓ ผู้อุทธรณ์และฎีกาได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับระหว่างอุทธรณ์และฎีกา โดยจำเลยที่ ๓ นำที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๔ และ ๑๘๗๑ วางเป็นหลักประกันในการขอทุเลาการบังคับ ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาก็อนุญาต ให้ทุเลาการบังคับตลอดมา หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นได้ออกหมายบังคับคดี โจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๔ ของจำเลยที่ ๓ เพื่อนำออกขายทอดตลาด ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ มีว่า การบังคับคดีของโจทก์ต่อจำเลยที่ ๓ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า นับตั้งแต่ศาลฎีกามี คำพิพากษา โจทก์ได้ขอออกคำบังคับและนำส่งให้จำเลยทั้งสามทราบโดยชอบแล้ว แต่ตามทางไต่สวนของจำเลยที่ ๓ ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ปฏิบัติตามคำบังคับแต่อย่างใด คงได้ความเพียงว่า ก่อนศาลฎีกามีคำพิพากษานั้น ที่ดินแปลงที่จำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๓ เช่าสร้างอาคารได้ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษ ต่อมาจำเลยที่ ๒ ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไปยังจำเลยที่ ๑ ดังนี้ แม้ที่ดินแปลงที่จำเลยที่ ๒ ให้จำเลยที่ ๓ เช่าสร้างอาคารซึ่งเป็นทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาถูกเวนคืนดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ หรือที่ ๓ ได้บอกเลิกสัญญาเช่าสร้างระหว่างกันแต่อย่างใด สัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ จึงยังมิได้ยกเลิกหรือเพิกถอนไป หากมีการยกเลิกการเวนคืนที่ดินแปลงดังกล่าว สัญญาเช่าสร้างดังกล่าวก็ยังคงมีผลอยู่เช่นเดิมตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน เมื่อที่ดินตามสัญญาเช่าสร้างระหว่างจำเลยที่ ๒ กับจำเลยที่ ๓ ถูกเวนคืนอันทำให้ไม่มีทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งสัญญาให้เพิกถอนเพื่อโอนให้แก่โจทก์ เช่นนี้ ถือได้ว่าสภาพแห่งการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ให้เพิกถอนการโอนสิทธิการเช่าสร้างและสัญญาเช่าสร้าง ไม่เปิดช่องให้กระทำได้ กรณีจึงต้องดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในลำดับต่อมา คือ จำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๓ ต้องร่วมกันชดใช้เงิน ๓,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดังนั้น การที่โจทก์นำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๙๒๔ ของจำเลยที่ ๓ ซึ่งวางเป็นประกันในการขอทุเลาการบังคับออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ จึงเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอนของคำพิพากษาศาลฎีกาและเป็นการบังคับคดีที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องของจำเลยที่ ๓ ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ ๓ ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 273
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายจักรสิทธิ์ มณีพลอยเพชร
จำเลย — นายอภิชาติ ฟูเฟื่องวณิช กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายโสภณ บางยี่ขัน
ศาลอุทธรณ์ — นายวีระพล ตั้งสุวรรณ
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3816/2546
#55059
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือสัญญาจ้างกำหนดว่าสัญญาจ้างเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แต่ยังมีข้อความต่อไปอีกว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจาเกี่ยวกับการต่อสัญญา 2 เดือน ก่อนสัญญาสิ้นสุดลง หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประสงค์ที่จะยกเลิกสัญญาต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 2 เดือน ข้อความในส่วนหลังนี้ทำให้เป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาการจ้าง แต่การใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยต้องมีเหตุอันสมควรจึงจะเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม

จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ผลักดันให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้างจำเลยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโจทก์ให้ตรงกำหนดและจ่ายค่าบริการที่จำเลยเก็บจากลูกค้าให้ลูกจ้าง เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกจ้างลาออกบ่อยครั้ง ต้องรับลูกจ้างใหม่ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเข้ามาประจำ ทำให้มาตรฐานการบริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควรโจทก์กระทำเพื่อให้มาตรฐานการบริการลูกค้าดีขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เมื่อโจทก์ไม่ได้กระทำผิดจึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าการเลิกจ้างต้องมีเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยหรือไม่ จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควรเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2543 จำเลยทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 55,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม2544 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีผลในวันที่ 29 ตุลาคม 2544 โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ก่อนครบกำหนดตามสัญญาทำให้โจทก์ต้องตกงานและขาดรายได้ประจำ ถ้าจำเลยไม่เลิกจ้างโจทก์สามารถทำงานกับจำเลยต่อไปอีก 2 ปีขอคิดค่าเสียหาย 1,320,000 บาท จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน คิดเป็นเงิน 55,000 บาท โจทก์ได้ทวงถามแล้ว จำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหายเป็นเงิน 1,320,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง และจ่ายค่าชดเชย 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30ตุลาคม 2544 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยและโจทก์ทำสัญญาจ้างงานมีกำหนด 3 ปี แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาได้ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้า 2 เดือน ทำให้สัญญาจ้างกลายเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดเวลาการจ้าง จำเลยได้บอกกล่าวเลิกจ้างโจทก์เป็นหนังสือโดยอาศัยสัญญาจ้างข้อ 3 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบล่วงหน้า 2 เดือนแล้ว ทั้งนี้โจทก์ได้กระทำผิดข้อบังคับการทำงานขั้นร้ายแรง ไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา โจทก์มีทัศนคติไม่ดีต่อโรงแรมของจำเลย จงใจทำให้โรงแรมได้รับความเสียหายในชื่อเสียง จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ต้องใช้ค่าเสียหาย โจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2544 เป็นต้นไป และใช้ค่าเสียหายฐานเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ฟ้อง จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทำงานที่โรงแรมรอยัลออร์คิดเชอราตันที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาโจทก์ไปทำงานที่โรงแรมถาวรบีชวิลเลจที่จังหวัดภูเก็ตของจำเลย โจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย ล.3 ให้โจทก์ทำงานตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรมจำเลยมีระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงานตามเอกสารหมาย ล.5 วันที่ 30 สิงหาคม 2544 จำเลยมีหนังสือยกเลิกสัญญาจ้างระหว่างโจทก์จำเลย โดยให้โจทก์ทำงานถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2544 โดยมิได้อ้างเหตุผลแห่งการเลิกจ้าง แล้ววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าโจทก์กระทำผิดระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงาน จำเลยเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิด จำเลยอุทธรณ์ประเด็นแรกว่า โจทก์ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้เป็นการอุทธรณ์ขอให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของจำเลยซึ่งศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าไม่น่าเชื่อถือ อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในคดีของศาลแรงงานเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานพ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อไปว่า จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.3 โดยไม่ต้องมีเหตุแห่งการเลิกจ้างการเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยจึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่า แม้ตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.3 จะกำหนดไว้ในข้อ 3 ว่าสัญญาดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2546 แต่ยังมีข้อความระบุต่อไปอีกว่าทั้งสองฝ่ายจะเจรจาเกี่ยวกับการต่อสัญญา 2 เดือน ก่อนสัญญาฉบับนี้สิ้นสุดลง หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดประสงค์ที่จะยกเลิกสัญญาฉบับนี้ต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 2 เดือนข้อความในส่วนหลังนี้ทำให้สัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาการจ้างดังที่จำเลยอุทธรณ์ก็ตาม แต่การใช้สิทธิเลิกจ้างโจทก์ของจำเลยตามหนังสือสัญญาเอกสารหมาย ล.3 ต้องมีเหตุอันสมควรจึงจะเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรมข้อเท็จจริงปรากฏตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ผลักดันให้จำเลยจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างจำเลย ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาโจทก์ให้ตรงกำหนดและจ่ายค่าบริการที่จำเลยเก็บจากลูกค้าให้ลูกจ้าง สาเหตุที่โจทก์กระทำการดังกล่าวเกิดจากจำเลยจ่ายค่าจ้างล่าช้าและงดจ่ายค่าบริการทำให้ลูกจ้างลาออกบ่อยครั้งต้องรับลูกจ้างใหม่ซึ่งไม่มีประสบการณ์ในการทำงานเข้ามาเป็นประจำทำให้มาตรฐานการบริการลูกค้าไม่ดีเท่าที่ควรข้อเท็จจริงดังกล่าวเห็นได้ว่าโจทก์กระทำเพื่อให้มาตรฐานการบริการลูกค้าของจำเลยดีขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยเอง เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงมาว่าโจทก์ไม่ได้กระทำผิด จึงไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการเลิกจ้างต้องมีเหตุผลแห่งการเลิกจ้างตามระเบียบข้อบังคับการปฏิบัติงานของจำเลยเอกสารหมายล.5 หรือไม่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ดิเรกรัตน์ หงสกุล
จำเลย — บริษัท เจริญชนะ (1986) จำกัด ฯ
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3809/2546
#55058
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องว่า โจทก์เคยประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงไว้ประมาณ8,000,000 บาท แต่ขายทอดตลาดไปในราคา 5,600,000 บาท โดยโจทก์ซื้อที่ดินแปลงแรกในราคาต่ำกว่าที่ดินแปลงที่สองถึง 1,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกันและก่อนขายทอดตลาดจำเลยก็ได้ยื่นคำคัดค้านการประเมินราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 5,432,700 บาท ว่าเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินไว้และต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาด เป็นการขายโดยไม่สุจริตและชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นธรรมแก่จำเลย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องโต้แย้งราคาขายซึ่งอาจแตกต่างจากการซื้อขายกันตามปกติได้ ส่วนการประเมินราคาก็เป็นการกำหนดราคาไว้ในเบื้องต้นซึ่งไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ คำร้องของจำเลยจึงมิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 5,655,012.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จากเงินต้น 5,513,697.96บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 27 เมษายน 2542) หากไม่ชำระให้บังคับเอาทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 20349 ถึง 20351 ตำบลอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้ให้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งมีผู้ประมูลซื้อทรัพย์ได้คือโจทก์และนางสาวอุสนา นาคไร่ขิง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่20349 และเลขที่ 20351 ไปในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินของโจทก์ และต่ำกว่าราคาในท้องตลาดมาก จึงเป็นการไม่สุจริตและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด

นางสาวอุสนา นาคไร่ขิง ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำคัดค้านว่า เข้าประมูลซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 20351 ได้แต่ไม่สามารถเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ จำเลยที่ 1 จงใจประวิงการบังคับคดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 มิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรบ้าง คงปรากฏแต่เพียงว่าเจ้าพนักงานขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินและเจ้าพนักงานไม่วินิจฉัยคำคัดค้านราคา กับไม่ชะลอการขาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการขายทอดตลาด ให้ยกคำร้องค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยไม่ชอบและฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้อง จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ได้เคยประเมินราคาที่ดินทั้งสองแปลงไว้เป็นเงินประมาณ 8,000,000 บาท แต่ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงไปในราคา 5,600,000 บาท โดยโจทก์ซื้อที่ดินแปลงแรกไปในราคาต่ำกว่าที่ดินแปลงที่สองถึง 1,000,000 บาท ทั้ง ๆ ที่ที่ดินทั้งสองแปลงอยู่ติดกัน นอกจากนี้ก่อนขายทอดตลาดจำเลยที่ 1 ก็ได้ยื่นคำแถลงคัดค้านการประเมินราคาที่ดินที่เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้เป็นเงิน 5,432,700 บาท ว่าเป็นราคาต่ำกรณีจึงเป็นการขายทอดตลาดที่ต่ำกว่าราคาที่โจทก์ประเมินไว้ และต่ำกว่าราคาตามความเป็นจริงในท้องตลาด เป็นการขายโดยไม่สุจริตและชอบด้วยกฎหมายไม่เป็นธรรมแก่จำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ข้ออ้างตามคำร้องดังกล่าวเป็นเรื่องโต้แย้งราคาขายซึ่งอาจแตกต่างจากการซื้อขายกันตามปกติได้ ส่วนการประเมินราคาก็เป็นการกำหนดราคาไว้ในเบื้องต้นซึ่งไม่แน่นอนแล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ คำร้องของจำเลยที่ 1 จึงมิได้กล่าวอ้างว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งดังที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 วรรคสอง หรือเกิดจากการคบคิดกันฉ้อฉลหรือความไม่สุจริต หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 309 ทวิ วรรคสอง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 1จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 296 ม. 309 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
โจทก์ — ผู้ซื้อทรัพย์
โจทก์ — นางสาว อุสนา นาคไร่ขิง
จำเลย — นาย สมนึก เจตน์จิราวัฒน์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3807/2546
#50852
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายเดือนซึ่งผู้แทนโจทก์ยินยอมตามเงื่อนไขและได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เพื่อรอฟังผลการชำระหนี้ภายนอกคงมีความหมายเพียงว่า ถ้าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ตามเงื่อนไขที่เสนอโดยไม่ผิดนัด โจทก์จะยังไม่ใช้สิทธิบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง แต่มิได้หมายความว่าสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองจะหมดสิ้นไป ทั้งข้อตกลงดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะไม่มีข้อความใดที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน หลังจากเจ้าพนักงานบังคบคดีงดการบังคับคดีไว้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 2 ครั้ง ในแต่ละครั้งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขโจทก์จึงชอบที่จะดำเนินการบังคบคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 13,590,737.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน12,852,081.15 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไปพอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาโจทก์ขอให้ศาลชั้นต้น ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาด

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินที่จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาด เพราะหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละไม่น้อยกว่า 50,000บาท หลังจากทำบันทึกข้อตกลงแล้วจำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมาและผ่อนชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการยึดทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองทราบคำบังคับโดยชอบ แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยบางส่วนเป็นเงิน 50,000 บาท และจะชำระในวันที่ 7 มกราคม กับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 อีก 50,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับ ผู้แทนโจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดทรัพย์ไว้หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้มาโดยตลอด ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองอีก แต่จำเลยทั้งสองขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก 50,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเป็นรายเดือนไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนและไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ผู้แทนโจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดทรัพย์ไว้เพื่อรอผลการชำระหนี้จากจำเลยทั้งสองต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดในวันที่ 24กรกฎาคม และวันที่ 28 สิงหาคม 2543 การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองจึงเป็นไปโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า หลังจากโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้ภายนอก จำเลยทั้งสองชำระหนี้แต่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปเพื่อยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองตามหมายบังคับคดีอีกแต่จำเลยที่ 1เสนอขอผ่อนชำระหนี้ภายนอกโดยชำระให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวเป็นเงิน 50,000 บาท และจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 15 ของเดือน โจทก์ยินยอมและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เพื่อรอผลการชำระหนี้ภายนอก หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 2 ครั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 จำนวน 40,000 บาท และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน45,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองและอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การบังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าบันทึกข้อตกลงขอผ่อนชำระหนี้ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองหมดสิ้นไป โจทก์และจำเลยทั้งสองได้สิทธิใหม่เกิดขึ้น โดยโจทก์ได้สิทธิในการรับชำระหนี้ และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามบันทึกขอผ่อนชำระหนี้ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระแก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จนครบโจทก์ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้ แม้ในระหว่างการบังคับคดีที่ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจะเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ซึ่งผู้แทนโจทก์ก็ยินยอมตามเงื่อนไขและได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เพื่อรอผลการชำระหนี้ภายนอก ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ก็คงมีความหมายเพียงว่า ถ้าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ตามเงื่อนไขที่เสนอโดยไม่ผิดนัด โจทก์ก็จะยังไม่ใช้สิทธิบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแต่มิได้หมายความว่าสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองจะหมดสิ้นไป ทั้งข้อตกลงตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะไม่มีข้อความใดที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ตามคำขอของโจทก์เพื่อรอผลการชำระหนี้ภายนอกตามที่คู่ความตกลงกัน จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 2 ครั้ง ในแต่ละครั้งก็ชำระไม่ถึง 50,000 บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้ การบังคับคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 292 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนยูเนี่ยนไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุพล ไชยชาญยุทธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3807/2546
#51026
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยจะต้องชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ จำเลยเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายเดือนซึ่งผู้แทนโจทก์ยินยอมตามเงื่อนไขและได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดทรัพย์ไว้เพื่อรอฟังผลการชำระหนี้ภายนอก คงมีความหมายเพียงว่าถ้าจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์โดยไม่ผิดนัด โจทก์จะยังไม่ใช้สิทธิบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลย แต่มิได้หมายความว่าสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยจะหมดสิ้นไป ทั้งข้อตกลงดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะไม่ได้ตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ดังนั้นเมื่อจำเลยชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 2 ครั้ง แต่ละครั้งไม่เป็นไปตามเงื่อนไข โจทก์จึงชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีต่อไปได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 13,590,737.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน12,852,081.15 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 5387, 5388,5389 พร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ คดีอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายทอดตลาด

จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินที่จำนองของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดเพราะหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้วโจทก์กับจำเลยทั้งสองทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับการผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาโดยโจทก์ยินยอมให้จำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เดือนละไม่น้อยกว่า 50,000 บาทหลังจากทำบันทึกข้อตกลงแล้วจำเลยทั้งสองผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์เรื่อยมา และผ่อนชำระครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการยึดทรัพย์

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและคดีถึงที่สุดแล้วจำเลยทั้งสองทราบคำบังคับโดยชอบ แต่ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้ให้แก่โจทก์โดยในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยบางส่วนเป็นเงิน 50,000 บาท และจะชำระในวันที่7 มกราคมกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 อีก 50,000 บาท และ 200,000 บาท ตามลำดับผู้แทนโจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดทรัพย์ไว้ หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้มาโดยตลอดต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองอีก แต่จำเลยทั้งสองขอชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีก50,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระเป็นรายเดือนไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนและไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท ผู้แทนโจทก์จึงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดทรัพย์ไว้เพื่อรอผลการชำระหนี้จากจำเลยทั้งสอง ต่อมาจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสอง เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดในวันที่ 24 กรกฎาคม และวันที่ 28 สิงหาคม 2543 การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองจึงเป็นไปโดยชอบแล้ว ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า หลังจากโจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เนื่องจากจำเลยทั้งสองขอผ่อนชำระหนี้ภายนอก จำเลยทั้งสองชำระหนี้แต่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปเพื่อยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองตามหมายบังคับคดีอีก แต่จำเลยที่ 1 เสนอขอผ่อนชำระหนี้ภายนอกโดยชำระให้แก่โจทก์ในวันดังกล่าวเป็นเงิน 50,000 บาทและจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท กำหนดชำระภายในวันที่ 15 ของเดือน โจทก์ยินยอมและขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เพื่อรอผลการชำระหนี้ภายนอก หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์รวม 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2543 จำนวน 40,000 บาท และวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2543 จำนวน45,000 บาท ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์จำนองของจำเลยทั้งสองและอยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาด มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า การบังคับคดีของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า บันทึกข้อตกลงขอผ่อนชำระหนี้ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ของเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายคำร้องของจำเลยทั้งสองมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมทำให้สิทธิของโจทก์ในการนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองหมดสิ้นไป โจทก์และจำเลยทั้งสองได้สิทธิใหม่เกิดขึ้นโดยโจทก์ได้สิทธิในการรับชำระหนี้และจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ชำระหนี้แก่โจทก์ตามบันทึกขอผ่อนชำระหนี้ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสองเป็นหนี้ตามคำพิพากษาที่จะต้องชำระแก่โจทก์โดยจำเลยทั้งสองทราบคำบังคับแล้ว ตราบใดที่โจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จนครบ โจทก์ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้แม้ในระหว่างการบังคับคดีที่ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองซึ่งเป็นทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองจะเสนอขอผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท ซึ่งผู้แทนโจทก์ก็ยินยอมตามเงื่อนไขและได้ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีงดการยึดไว้เพื่อรอผลการชำระหนี้ภายนอก ตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2542 ของเจ้าพนักงานบังคับคดี ก็คงมีความหมายเพียงว่า ถ้าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์ตามเงื่อนไขที่เสนอโดยไม่ผิดนัด โจทก์ก็จะยังไม่ใช้สิทธิบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง แต่มิได้หมายความว่าสิทธิในการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองจะหมดสิ้นไป ทั้งข้อตกลงตามสำเนารายงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็ไม่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะไม่มีข้อความใดที่โจทก์และจำเลยทั้งสองตกลงระงับข้อพิพาทซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีงดการบังคับคดีไว้ตามคำขอของโจทก์เพื่อรอผลการชำระหนี้ภายนอกตามที่คู่ความตกลงกัน จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้โจทก์เพียง 2 ครั้ง ในแต่ละครั้งก็ชำระไม่ถึง 50,000 บาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเงื่อนไขดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่ดำเนินการบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองต่อไปได้ การบังคับคดีของโจทก์จึงชอบด้วยกฎหมายคำสั่งและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีและการยึดทรัพย์ของจำเลยทั้งสองชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนยูเนี่ยนไฟแนนซ์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สุพล ไชยชาญยุทธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2546
#50851
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามด้วยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปิดหมายเฉพาะจำเลยที่ 1" แต่เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยวิธีปิดหมายด้วย การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และหลังจากนั้นต่อมาย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่มีผลให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในเหตุที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ชอบนั้นเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้ฎีกาในข้อนี้ แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกาศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้เป็นเงิน3,439,325.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,271,053.22บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 2เมษายน 2544 ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามด้วยวิธีปิดหมายศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปิดหมายเฉพาะจำเลยที่ 1" แต่เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยวิธีปิดหมายด้วยการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 76 วรรคหนึ่ง กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และหลังจากนั้นต่อมาย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่มีผลให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในเหตุที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ชอบนั้นเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้ฎีกาในข้อนี้ แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำให้การของจำเลยที่ 2 ใหม่ตามรูปคดี กับให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 3 ให้ถูกต้องแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 76 ม. 243 (2) ม. 247 ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ดี.อาร์.เอส. ออโตซีท อินดัสทรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3789/2546
#51025
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามด้วยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นสั่งว่า "ปิดหมายเฉพาะจำเลยที่ 1" แต่เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยวิธีปิดหมายด้วย จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง กระบวนพิจารณาตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่มีผลตามกฎหมายไม่มีผลให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในเหตุที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การได้ เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้ฎีกาในข้อนี้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 249

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ย หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ยื่นคำให้การภายในกำหนดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนว่า โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2544 ขอให้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามด้วยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "ปิดหมายเฉพาะจำเลยที่ 1" แต่เจ้าพนักงานศาลส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยวิธีปิดหมายด้วย การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 และหลังจากนั้นต่อมาย่อมไม่มีผลตามกฎหมาย ไม่มีผลให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในเหตุที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ ปัญหาเรื่องการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่ชอบนั้น เป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมและเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะมิได้ฎีกาในข้อนี้ แต่เมื่อความปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยและเห็นสมควรที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(2) ประกอบมาตรา 247 กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่อีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2 ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำให้การของจำเลยที่ 2 ใหม่ตามรูปคดี กับให้ดำเนินการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องแก่จำเลยที่ 3 ให้ถูกต้องแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 76 ม. 243 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ดี.อาร์.เอส. ออโตซีท อินดัสทรี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3786/2546
#50711
เปิดฉบับเต็ม

ประเด็นในการฟ้องหย่าในคดีก่อนมีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสในคดีหลังเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกันแม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่าแต่ก็หาจำต้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

ที่ดินที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับพี่ชายจำเลย เป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และมีการนำไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินพิพาท 2 แปลง ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่จึงย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง

โจทก์นำเงินของโจทก์ไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์วอลโว่ในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน ประกอบจำเลยยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสองว่า กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรสรถยนต์วอลโว่จึงมีสถานะเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยต้องได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง

ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยขอแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่ง เมื่อรถยนต์วอลโว่เป็นสินสมรสและโจทก์จำเลยหย่ากันแล้วก็ชอบที่จะแบ่งสินสมรสให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533 ซึ่งถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ก็ให้โจทก์ใช้คืนมูลค่าค่าเช่าซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2538โจทก์จำเลยอยู่กันที่บ้านเลขที่ 35/2 ซึ่งเป็นบ้านบิดามารดาโจทก์ ระหว่างอยู่กินไม่มีบุตรด้วยกันและมีสินสมรสเป็นที่ดิน 2 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 80253 และที่ดินโฉนดเลขที่ 80354 จำนวนเนื้อที่แปลงละ 17 ตารางวา ต่อมาเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2539จำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จำเลยกระทำการทรมานจิตใจหมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง โดยนำความเท็จไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อต้องการให้โจทก์ได้รับโทษทางอาญา คือจำเลยแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจนครบาลพญาไท กล่าวหาว่าโจทก์ใช้กำลังประทุษร้าย ใส่กุญแจข้อมือจำเลยทั้งสองข้างและใช้เทียนไขหยดน้ำตาเทียนลงบนร่างกายของจำเลยหลายแห่งขณะจำเลยอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า จนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับบาดเจ็บพุพองตามร่างกายหลายแห่ง กล่าวหาว่าโจทก์ใช้กำลังตบตีทำร้ายร่างกายและบังคับข่มขืนใจให้จำเลยยืนเปลือยกายอยู่หน้าเครื่องปรับอากาศเป็นเวลา 7 ชั่วโมงกล่าวหาว่าโจทก์บังคับขืนใจให้จำเลยเปลื้องผ้าขณะนั่งอยู่ในรถยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่บริเวณที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าว และกล่าวหาว่าโจทก์พกพาอาวุธปืนขนาด .38 ซึ่งเป็นอาวุธของโจทก์ติดตัวไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันสมควรอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย กับแจ้งข้อหาอื่นอีก 3 กระทงซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นเหตุให้โจทก์ถูกฟ้องเป็นจำเลยต่อศาลอาญา นอกจากนี้จำเลยได้แจ้งความดำเนินคดีกับโจทก์ที่สถานีตำรวจภูธรศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยกล่าวหาว่าโจทก์ใช้อาวุธปืนพยายามฆ่าจำเลยจนทำให้โจทก์ตกเป็นผู้ต้องหา อีกทั้งจำเลยยังหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยการให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวและตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับกล่าวหาว่าครอบครัวโจทก์เป็นครอบครัวชั่วช้าเลวทราม อยู่ในครอบครัวของโจทก์เหมือนตกอยู่ในขุมนรก โจทก์เป็นคนกักขฬะอันเป็นการดูถูกหมิ่นประมาทและเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง โจทก์ไม่สามารถอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยได้ โจทก์ได้บอกกล่าวขอหย่าและแบ่งสินสมรสกับจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยินยอม โจทก์ไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 80353 และเลขที่80354 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชำระราคาเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยยอมรับว่าได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์และอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ที่บ้านบิดามารดาของโจทก์จริง แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติตัวเป็นสามีที่ดี ไม่รับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูจำเลย ไม่ยกย่องให้เกียรติจำเลยในฐานะภริยา ใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยตลอดมา ที่ดินสองแปลงที่โจทก์อ้างเป็นสินสมรสนั้นความจริงแล้วเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่รับการยกให้จากนางสุกัญญา นาควิเชียรเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2519 โดยจำเลยเป็นเจ้าของรวมกับนายวุฒิชัย จตุทอง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 80358 ต่อมาเมื่อนางนวลนิตย์ จตุทอง มารดาจำเลยมีความประสงค์จะสร้างอาคารอพาร์ตเมนต์บนที่ดินดังกล่าวเพื่อให้คนเช่าอาศัย จึงได้ตกลงแลกเปลี่ยนที่ดินกันโดยจำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 80358 เฉพาะส่วนของจำเลยให้แก่นางนวลนิตย์แล้ว นางสาวนิรมล จตุทอง พี่สาวจำเลยได้โอนที่ดินสองแปลง โฉนดเลขที่ 80353 และ80354 รวมเนื้อที่ 34 ตารางวา ให้แก่จำเลยโดยทำเป็นสัญญาซื้อขาย แต่ความจริงแล้วไม่มีการชำระราคาที่ดินกัน ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยไม่ใช่สินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่ง นอกจากนี้จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยประพฤติตนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ไม่เคยดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์โดยการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าครอบครัวของโจทก์เป็นครอบครัววิปริตชั่วเลวทราม แต่จำเลยยอมรับว่าเคยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโจทก์ได้ใช้กำลังประทุษร้ายและทรมานจำเลยตามคำฟ้องจริง จำเลยได้ยื่นฟ้องหย่ากับโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จำเลยไม่ประสงค์จะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์อีกต่อไป จำเลยขอฟ้องแย้งว่าระหว่างอยู่กินกับโจทก์ โจทก์ไม่เคยประกอบอาชีพใดและไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลย ระหว่างอยู่กินฉันสามีภรรยามีทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกันคือรถยนต์จี๊ปเชโรกี หมายเลขทะเบียน 1 ษ - 5225 กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 500,000 บาท รถยนต์วอลโว่ รุ่น 960 หมายเลขทะเบียน 6 ษ - 5797กรุงเทพมหานคร ราคาประมาณ 1,500,000 บาท และกล้องถ่ายรูปไลก้า 1 กล้องพร้อมอุปกรณ์ราคาประมาณ 200,000 บาท นอกจากนี้ยังมีของหมั้นคือ แหวนเพชร1 วง ราคาประมาณ 250,000 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาท ราคาประมาณ 10,000บาท ซึ่งฝ่ายโจทก์มอบให้แก่จำเลย แต่โจทก์เก็บไว้ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องคืนให้จำเลยขอให้บังคับโจทก์แบ่งสินสมรสให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 1,100,000 บาท และคืนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนคิดเป็นเงิน 310,000บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 984/2539 ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ขอแบ่งสินสมรส ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์จี๊ปและรถยนต์วอลโว่ไม่ใช่สินสมรส บิดามารดาโจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระเพียงแต่ยืมชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองแทน บิดามารดาโจทก์ได้ขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จี๊ป ให้แก่บุคคลภายนอกก่อนที่จำเลยจะหนีออกไปจากบ้านโจทก์ ส่วนกล้องถ่ายรูปไลก้าไม่มีทรัพย์สินนี้แต่อย่างใด รถยนต์วอลโว่ปัจจุบันบิดามารดาโจทก์ยังเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นตามฟ้องแย้งเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยนำมาจากจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนให้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งพิพากษาให้โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6 ษ-5797 กรุงเทพมหานครให้จำเลยครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยชำระเงินสินสมรสจำนวน 928,211.83 บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อปี 2538 ต่อมาเมื่อปี 2540 จำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางก่อนที่โจทก์จะฟ้องหย่าขอหย่าจากจำเลยในคดีนี้ และคดีดังกล่าวนั้นคู่ความตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกันและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คำฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าคดีทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกันและฟ้องหย่าเหมือนกัน จำเลยฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสก็เกี่ยวกับการฟ้องหย่า จึงมีมูลคดีเดียวกันที่จำเลยจะต้องฟ้องไปพร้อมกับคดีที่จำเลยฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เห็นว่า ประเด็นเรื่องฟ้องหย่านั้นในคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องหย่า คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกันและศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมจนคดีถึงที่สุด และในคดีนี้คู่ความได้ตกลงสละประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องหย่าในคดีนี้ คงมีข้อพิจารณาเรื่องคำฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสว่าเป็นมูลคดีเดียวกันที่จำเลยจะต้องฟ้องไปพร้อมกับคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องขอหย่าหรือไม่เห็นว่า ประเด็นในการฟ้องหย่ามีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกัน แม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่า แต่ก็หาจำต้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ นอกจากนี้ก็ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่าดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฟ้องแย้งของจำเลยขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 173 วรรคสอง (1) ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประการต่อไปมีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 80353 และ 80354เอกสารหมาย จ.3 จ.4 และรถยนต์วอลโว่เป็นสินสมรสหรือไม่ สำหรับที่ดิน 2 แปลงดังกล่าว โจทก์มีพลตรีปัญญา วิวัฒนชาต และนางสุรัชนา วิวัฒนชาต บิดามารดาของโจทก์มาเบิกความว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว มารดาจำเลยเป็นผู้บอกขาย บิดามารดาโจทก์จึงรับซื้อไว้โดยตั้งใจยกให้เป็นสินสมรสแก่โจทก์และจำเลย แต่ในวันทำการโอนกลับมีการใส่ชื่อจำเลยแต่ผู้เดียวเพราะในวันดังกล่าวตัวโจทก์ป่วยจึงไม่ได้ไปร่วมรับโอนด้วยฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยและมารดาจำเลยมานำสืบว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยโดยมีความเป็นมาว่าที่ดินทั้งสองแปลงเดิมเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินโฉนดเลขที่ 27832 เอกสารหมาย ล.20 ซึ่งนางเพ็ง แซ่ตัน ยายจำเลยซื้อจากผู้อื่นเพื่อแบ่งให้แก่บุตรทุกคน ในชั้นแรกได้ใส่ชื่อนางสาวสุกัญญาน้าจำเลยเป็นผู้ถือครอง ครั้นปี2519 จึงได้มีการตกลงแบ่งแยกโฉนดเป็นหลายแปลง มารดาจำเลยได้สิทธิมารวม 5แปลง คือโฉนดเลขที่ 80353, 80354, 80355, 80356 และ 80358 ตามเอกสารหมาย ล.21 ถึง ล.25 ซึ่งมารดาจำเลยได้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือครองที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 80358 เอกสารหมาย ล.25 ร่วมกับนายวุฒิชัย จตุทอง ผู้เป็นพี่ชายจำเลย ส่วนอีก4 แปลงได้ใส่ชื่อเป็นของเด็กหญิงนิรมล จตุทอง พี่สาวจำเลย ต่อมาเมื่อเดือนเมษายน2538 มารดาจำเลยได้นำโฉนดเลขที่ 80358 เอกสารหมาย ล.25 ไปจำนองแก่ธนาคารเพื่อกู้เงินมาทำธุรกิจสร้างอพาร์ตเมนต์ให้คนเช่าบนที่ดินแปลงดังกล่าวหลังจำเลยแต่งงานอยู่กินกับโจทก์ ปรากฏว่าโจทก์จำเลยมาเรียกร้องให้มารดาจำเลยจ่ายค่าผลประโยชน์ เฉพาะโจทก์ยังมาทำการข่มขู่หลายครั้ง บางครั้งยังกล่าวหาว่ามารดาจำเลยโกงจำเลย มารดาจำเลยเกรงจะเกิดปัญหาจึงประสงค์จะถอนชื่อจำเลยจากโฉนดที่ดินเลขที่ 80358 เอกสารหมาย ล.25 แต่เมื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของธนาคารเจ้าหนี้แล้วได้รับคำแนะนำว่าให้ทำนิติกรรมอำพรางเป็นการซื้อขายแทนการแลกเปลี่ยน จึงได้มีการดำเนินการตามที่ได้รับคำแนะนำโดยไม่มีการชำระเงินกันจริง เห็นว่า จำเลยนำสืบถึงความเป็นมาของที่ดินอย่างเป็นเรื่องราวและมีหลักฐานเมื่อพิจารณาประกอบสัญญาขายที่ดิน 2 ฉบับ เกี่ยวกับที่ดินทั้ง 3 แปลงซึ่งทำการโอนกันในวันเดียวกัน คือวันที่ 25มิถุนายน 2539 แล้ว กรณีมีเหตุน่าเชื่อว่าข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่จำเลยนำสืบ คือ เป็นการแลกเปลี่ยนที่ดินกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 80358 ที่จำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมกับพี่ชายจำเลย เป็นทรัพย์สินที่มีมาก่อนที่จำเลยจะจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ อันถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลย และมีการนำไปแลกเปลี่ยนกับที่ดินพิพาท2 แปลง ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่จึงย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลย เพราะเป็นการได้ที่ดินมาแทนทรัพย์เดิม ทั้งนี้ ตามนัยแห่งบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1427 วรรคหนึ่ง..... ส่วนเรื่องรถยนต์วอลโว่ตามที่จำเลยฟ้องแย้งนั้น โจทก์มีบิดามารดาโจทก์มาเบิกความถึงเรื่องราวความเป็นมาว่า ก่อนโจทก์จะจดทะเบียนสมรสกับจำเลย บิดาโจทก์ได้ซื้อรถยนต์มิตซูบิชิให้โจทก์ไว้ใช้ขับไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ภายหลังโจทก์ได้ขายรถคันดังกล่าวไป แล้วนำเงินที่ขายได้ไปวางเงินดาวน์เป็นค่าเช่าซื้อรถจี๊ปเซโรกีโดยมารดาโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและผ่อนชำระค่างวด ตามเอกสารหมาย จ.5 เพราะโจทก์ยังไม่มีงานทำ ต่อมาโจทก์ขับรถคันดังกล่าวไปประสบอุบัติเหตุ เมื่อซ่อมแล้วจึงได้ขายต่อไปในเดือนกรกฎาคม 2539 แล้วนำเงินที่ขายได้กับที่โจทก์ได้รับการคืนเงินจากการซื้อที่ดินที่จังหวัดสระบุรีจำนวน 250,000 บาท ไปวางเป็นเงินดาวน์ ค่าเช่าซื้อรถยนต์วอลโว่ เงินดังกล่าวบิดามารดาโจทก์มอบให้โจทก์ก่อนที่โจทก์จะพบกับจำเลยจำนวน 500,000 บาท โดยเงินอีกครึ่งหนึ่งโจทก์นำไปซื้อแหวนหมั้นให้กับจำเลย ส่วนผู้ชำระค่างวดและค้ำประกันการเช่าซื้อรถยนต์วอลโว่คงเป็นมารดาโจทก์เช่นเดิม ตามหลักฐานเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยมาเบิกความว่า เป็นผู้ซื้อรถจี๊ปเซโรกีตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมายล.14 และจะเป็นผู้ผ่อนชำระค่างวดปัจจุบันทางบริษัทให้ผู้เช่าซื้อได้ฟ้องโจทก์และจำเลยให้ชำระราคารถจี๊ปเซโรกีดังกล่าว เห็นว่า นอกจากเหตุผลดังที่ศาลล่างทั้งสองได้กล่าวแล้วโดยมีหลักฐานตามที่จำเลยอ้างส่งหาใช่สันนิษฐานเอาเองไม่ จากหลักฐานตามบัญชีธนาคารที่โจทก์จำเลยเปิดร่วมกันตามเอกสารหมาย ล.17 ปรากฏมีรายการถอนเงินจากบัญชีจ่ายเมื่อสิ้นเดือนตามจำนวนที่ใกล้เคียงกับค่างวดรวม 3 งวด ถือได้ว่าจำเลยมีส่วนร่วมชำระค่าเช่าซื้อรถจี๊ปเซโรกี ทั้งจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันการเช่าซื้อ และรถจี๊ปเซโรกีเช่าซื้อมาในระหว่างสมรสแล้ว ยังมีเหตุผลอื่นอีกว่า บิดามารดาโจทก์มาเบิกความเกี่ยวกับการเช่าซื้อรถจี๊ปเซโรกีแต่เพียงลอย ๆ ที่สำคัญคือบิดาโจทก์เบิกความตอบทนายโจทก์ว่ามารดาโจทก์เป็นผู้ค้ำประกันและชำระค่าเช่าซื้อรถจี๊ปคันดังกล่าวต่อเมื่อทนายจำเลยนำหลักฐานมาถามค้านจึงได้ยอมรับว่าความจริงแล้ว ผู้ค้ำประกันคือจำเลย ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ ส่วนมารดาโจทก์ก็เบิกความเพียงว่าโจทก์ขายรถยนต์มิตซูบิชิแล้วไปดาวน์รถจี๊ป จำนวน 300,000 บาท ผ่อนชำระอีกเดือนละ 27,000บาท ตามสัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5 โดยไม่มีรายละเอียดว่าใครเป็นผู้ค้ำประกัน และใครเป็นผู้ชำระค่างวดอย่างไร พยานหลักฐานของโจทก์ในประการนี้จึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากพยานโจทก์ว่าโจทก์นำเงินที่ขายรถจี๊ปเซโรกีไปเป็นเงินดาวน์รถยนต์วอลโว่ในระหว่างที่โจทก์จำเลยยังมิได้หย่าขาดจากกัน ประกอบจำเลยยังได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 วรรคสอง ว่า กรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือมิใช่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส รถยนต์วอลโว่จึงมีสถานะเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยต้องได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาไม่ชอบเพราะพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินแทนการนำรถยนต์วอลโว่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและจำเลยมิได้เป็นฝ่ายอุทธรณ์ เห็นว่า ตามคำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยขอแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งเมื่อรับฟังว่ารถยนต์วอลโว่เป็นสินสมรสและโจทก์จำเลยหย่ากันแล้วก็ชอบที่จะแบ่งสินสมรสให้โจทก์และจำเลยได้ส่วนเท่ากัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1533ซึ่งถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันได้ก็ให้นำสินสมรสออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน แต่หากไม่สามารถนำรถยนต์สินสมรสมาแบ่งกันได้ ให้โจทก์ใช้คืนมูลค่าเช่าซื้อที่ชำระไปครึ่งหนึ่ง แม้จะปรากฏว่าโจทก์ชำระค่าเช่าซื้อไป 1,856,423.66 บาท แต่จำเลยเรียกร้องมูลค่ารถยนต์เพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่า 1,500,000 บาท จึงเห็นควรใช้ราคาตามคำขอที่จำเลยฟ้องแย้งเป็นเกณฑ์ เมื่อแบ่งกันคนละครึ่งแล้ว ส่วนของจำเลยจึงคิดเป็นเงินจำนวน 750,000 บาท ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์แบ่งสินสมรสรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 6 ษ-5797กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันให้นำรถยนต์คันดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถนำรถยนต์มาแบ่งกันได้ให้โจทก์คืนสินสมรสส่วนนี้เป็นเงิน 750,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1472 ม. 1474 ม. 1533
ป.วิ.พ. ม. 173
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนะชาติหรือคณิศรหรือสุรชัย วิวัฒนชาติ
จำเลย — นางณัฐรดีหรืออารีวรรณ วิวัฒนชาต
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ประสพสุข บุญเดช
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3786/2546
#110947
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนจำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ระหว่างพิจารณาโจทก์ได้ฟ้องขอหย่าจากจำเลยและจำเลยได้ฟ้องแย้งขอหย่าทั้งขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีนี้ ต่อมาคู่ความตกลงกันในคดีก่อนทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกัน และศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนในคดีนี้คู่ความได้ตกลงสละประเด็นเรื่องฟ้องหย่าตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องหย่าในคดีนี้ นอกจากนี้ประเด็นในการฟ้องหย่ามีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกัน แม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่า แต่ก็หาจำต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ นอกจากนี้ก็ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่าดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอแบ่งสินสมรสคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนคดีก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๐๓๕๓ และเลขที่ ๘๐๓๕๔ ให้โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ไปโอนกรรมสิทธิ์ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยหรือหากไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ให้จำเลยชำระราคาเป็นเงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจำเลยจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์ด้วย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์แบ่งสินสมรสให้แก่จำเลยครึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท และคืนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นให้แก่จำเลย หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนคิดเป็นเงิน ๓๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งจำเลยเป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ ๙๘๔/๒๕๓๙ ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ในคดีดังกล่าวจำเลยฟ้องหย่าเพียงอย่างเดียวไม่ได้ขอแบ่งสินสมรส ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นความเท็จทั้งสิ้น รถยนต์จี๊ปและรถยนต์วอลโว่ไม่ใช่สินสมรส บิดามารดาโจทก์เป็นผู้ผ่อนชำระเพียงแต่ยืมชื่อโจทก์เป็นผู้ครอบครองแทน บิดามารดาโจทก์ได้ขายสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จี๊ปให้แก่บุคคลภายนอกก่อนที่จำเลยจะหนีออกไปจากบ้านโจทก์ ส่วนกล้องถ่ายรูปไลก้าไม่มีทรัพย์สินนี้แต่อย่างใด รถยนต์วอลโว่ปัจจุบันบิดามารดาโจทก์ยังเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ ส่วนทรัพย์สินที่เป็นของหมั้นตามฟ้องแย้งเป็นความเท็จ โจทก์ไม่เคยนำมาจากจำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนให้ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ ส่วนฟ้องแย้งพิพากษาให้โจทก์แบ่งกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๖ ษ - ๕๗๙๗ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งได้ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมเห็นสมควรให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงินสินสมรสจำนวน ๙๒๘,๒๑๑.๘๓ บาท แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยจดทะเบียนสมรสกันถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อปี ๒๕๓๘ ต่อมาเมื่อปี ๒๕๔๐ จำเลยได้ฟ้องหย่าโจทก์ที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางก่อนที่โจทก์จะฟ้องขอหย่าจากจำเลยในคดีนี้ และคดีดังกล่าวนั้นคู่ความตกลงกันทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกัน และศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในประการแรกว่า คำฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นเรื่องฟ้องหย่านั้น ในคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องหย่า คู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมหย่าขาดจากกัน และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมจนคดีถึงที่สุด และในคดีนี้คู่ความได้ตกลงสละประเด็นดังกล่าวตั้งแต่ก่อนศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาแล้ว จึงไม่มีประเด็นเรื่องฟ้องหย่าในคดีนี้ คงมีข้อพิจารณาเพียงเรื่องคำฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสว่าเป็นมูลคดีเดียวกันที่จำเลยจะต้องฟ้องไปพร้อมกับคดีที่จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องขอหย่าหรือไม่ เห็นว่า ประเด็นในการฟ้องหย่ามีสาระเป็นเรื่องของสภาพการอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แต่เรื่องการขอแบ่งสินสมรสเป็นคดีฟ้องเรียกทรัพย์สินโดยมีสาระอยู่ที่ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือไม่ จึงเป็นคนละมูลคดีกันแม้จะมีผลมาจากการฟ้องหย่า แต่ก็หาจำต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมากับคดีฟ้องหย่าไม่ นอกจากนี้ก็ไม่มีบทกฎหมายใดที่บัญญัติว่าจะต้องฟ้องขอแบ่งสินสมรสมาพร้อมกันกับการฟ้องหย่าดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฎีกา ฟ้องแย้งของจำเลยขอแบ่งสินสมรสจึงไม่เป็นฟ้องซ้อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓ วรรคสอง (๑) ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์แบ่งสินสมรสรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ๖ ษ - ๕๗๙๗ กรุงเทพมหานคร ให้จำเลยครึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งไม่อาจตกลงกันให้นำรถยนต์คันดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันคนละครึ่ง หากไม่สามารถนำรถยนต์มาแบ่งกันได้ให้โจทก์คืนสินสมรสส่วนนี้เป็นเงิน ๗๕๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 173 วรรคสอง (1)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธนะชาตหรือคณิศรหรือสุรชัย วิวัฒนชาต
จำเลย — นางณัฐรดีหรืออารีวรรณ วิวัฒนชาต
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนท — นางเนตรดาว มโนธรรมกิจ
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
ประสพสุข บุญเดช
สมชัย เกษชุมพล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา