คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3957/2546
#51052
เปิดฉบับเต็ม

คู่ความคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่ได้วินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกันว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวของจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์หรือไม่ และกันสาดตามฟ้องคดีนี้ก็คือกันสาดเดิมตามฟ้องในคดีก่อน มิได้มีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอันจะเป็นการละเมิดครั้งใหม่ เมื่อคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามคำท้าของคู่ความว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ พิพากษายกฟ้องคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนและจะมาฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลกลับมาวินิจฉัยซ้ำในประเด็นเดียวกันอีกหาได้ไม่ ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ

โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไปมิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้อง โจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์สูงกว่าอัตราขั้นสูงตามกฎหมายเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นฎีกา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 103430 เนื้อที่ 7 ตารางวาจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงด้านทิศตะวันออกประมาณต้นปี 2531 จำเลยก่อสร้างตึกในที่ดินของจำเลยดังกล่าวต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2532 โจทก์พบว่าตึกของจำเลยมีกันสาดหน้าต่างรุกล้ำที่ดินของโจทก์กว้างประมาณ 1.20 เมตรยาวประมาณ 2 เมตรโจทก์แจ้งให้จำเลยรื้อถอนกันสาด จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหายไม่อาจสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์ได้ต้องเสียเงินวางมัดจำค่าจ้างแรงงานและค่าอุปกรณ์การก่อสร้างรวม60,000 บาท และไม่อาจให้เช่าที่ดินดังกล่าวได้ ต้องขาดประโยชน์เดือนละ 6,000 บาทโจทก์ขอคิดค่าเสียหายก่อนวันฟ้องเพียง 3 เดือน เป็นเงิน 18,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนกันสาดและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยส่วนที่รุกล้ำออกไปจากที่ดินของโจทก์ห้ามจำเลยและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้อง ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 78,000 บาท และค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องเดือนละ 6,000 บาท แก่โจทก์จนกว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การว่า ฟ้องคดีนี้เป็นซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1926/2532 ของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินตามฟ้องเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งพลเมืองใช้ร่วมกัน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาทแทนจำเลย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 103430 ตำบลมะขามหย่ง อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 7 ตารางวา เดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 4จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงทางทิศตะวันออกของที่ดินของโจทก์ เมื่อวันที่ 12มิถุนายน 2532 โจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยก่อสร้างกันสาดหน้าต่างรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 50 ถึง 60 เซนติเมตร ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนและให้ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 26,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดี ชั้นพิจารณาโจทก์จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน โดยตกลงท้ากันว่า ให้เจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดที่ดินตรงกันสาดของตึกแถวในที่ดินของจำเลยตามภาพถ่ายท้ายหนังสือ หากเจ้าพนักงานที่ดินรายงานว่ากันสาดอยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ จำเลยยอมแพ้คดีและยอมใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 10,000 บาท แต่ถ้าเจ้าพนักงานที่ดินรายงานว่ากันสาดดังกล่าวไม่ได้อยู่ในที่ดินของโจทก์ โจทก์ยอมแพ้คดี ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินได้รังวัดแล้วผลปรากฏว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1926/2532 ของศาลชั้นต้น คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนตามสำนวนคดีแพ่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวหรือไม่ในปัญหาข้อนี้เห็นว่า คู่ความคดีก่อนกับคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน ประเด็นที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อนกับประเด็นในคดีนี้ก็คือประเด็นเดียวกันว่า กันสาดหน้าต่างตึกแถวของจำเลยอยู่ในที่ดินของโจทก์หรือไม่ โดยในคดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยตามคำท้าของคู่ความว่ากันสาดไม่ได้อยู่ในเขตที่ดินของโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์ย่อมต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนดังกล่าวและจะมาฟ้องคดีนี้เพื่อขอให้ศาลกลับมาวินิจฉัยซ้ำในประเด็นเดียวกันอีกหาได้ไม่ ข้ออ้างต่าง ๆ ตามฎีกาของโจทก์มิใช่ข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 และกันสาดตามฟ้องคดีนี้ก็คือกันสาดเดิมตามฟ้องในคดีก่อนมิได้มีการต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอันจะเป็นการละเมิดครั้งใหม่ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา ฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาขอให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานต่อไป มิได้ขอให้ชนะคดีตามคำฟ้องโจทก์จึงต้องเสียค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาอย่างคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คือชั้นศาลละ 200 บาท ซึ่งต้องคืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินมาให้แก่โจทก์ และเมื่อเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยเป็นเงิน 2,000 บาท จึงสูงกว่าอัตราขั้นสูงตามกฎหมายซึ่งกำหนดไว้เพียง 1,500 บาทปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้แม้โจทก์จะมิได้ยกขึ้นฎีกา

พิพากษายืน แต่ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนจำเลยและให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนจำเลย คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และฎีกาส่วนที่เกินกว่าชั้นศาลละ 200 บาท แก่โจทก์"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 148 ม. 142 ม. 150 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ อนันตศิลป์
จำเลย — นาง แช่มช้อย ทวีธีรกุล
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2546
#50900
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากที่ดินส่วนของโจทก์ขาดหายไปประมาณ30 ตารางวา โจทก์ต้องการที่ดินส่วนของโจทก์ 100 ตารางวา แต่จำเลยไม่ยินยอม ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์และจำเลยทำสัญญาตกลงซื้อขายที่ดินโดยให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนเนื้อที่แน่นอนคือ 100 ตารางวา เมื่อโจทก์และจำเลยขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์โดยแยกที่ดินส่วนของตนเองออกมา ปรากฏว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงขาดหายไป 30ตารางวา จำเลยจะเอาเนื้อที่ที่อ้างว่าขาดหายไปมาหักจากเนื้อที่ดินพิพาททั้งแปลงแล้วแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามส่วนในโฉนดหาได้ไม่ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจำนวน 100 ตารางวา ตามที่ซื้อขายจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 34049เนื้อที่ 2 งาน 2 ตารางวา โดยโจทก์ถือกรรมสิทธิ์จำนวน 100 ส่วน ในจำนวน 202 ส่วนต่อมาโจทก์ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นสัดส่วน แต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการร่วมกับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 34049 แก่โจทก์เพื่อไปทำการยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินร่วมกับโจทก์ (ที่ถูกขอทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม)โดยกำหนดเนื้อที่เป็นของโจทก์จำนวน 1 งาน หากจำเลยไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินและไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์กับจำเลยเคยรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน ที่ดินส่วนของโจทก์ขาดหายไปบางส่วนประมาณ 30 ตารางวา สิทธิของโจทก์จะต้องลดลงตามส่วนแต่โจทก์ไม่ยอมรับ กรณียังไม่เกิดข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 34049 ให้แก่โจทก์และไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยก (ที่ถูก ไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม) ที่ดินโฉนดเลขที่34049 ร่วมกับโจทก์ โดยกำหนดเนื้อที่เป็นของโจทก์จำนวน 1 งาน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 34049 เนื้อที่ 2 งาน 2 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 100ส่วน ในจำนวน 202 ส่วน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์และจำเลยเคยร่วมกันดำเนินการ ขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว และช่างรังวัดได้ไปทำการรังวัดให้แต่เนื่องจากที่ดินขาดหายไปบางส่วน จึงไม่อาจตกลงกันได้ จำเลยจึงขอยกเลิกเรื่องโจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยไปทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมอีกครั้ง ซึ่งจำเลยได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ว่า จำเลยพร้อมที่จะดำเนินการรังวัดและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้ แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำคดีมาสู่ศาลเสียก่อน ดังนั้น การที่จำเลยไม่ยอมไปดำเนินการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท จึงหามีมูลความจริงแต่ประการใดไม่โจทก์ไม่ถูกโต้แย้งสิทธิแต่ประการใดจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขานครชัยศรีเพื่อทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากที่ดินส่วนของโจทก์ขาดหายไปประมาณ 30 ตารางวา โจทก์ต้องการที่ดินส่วนของโจทก์100 ตารางวา แต่จำเลยไม่ยินยอม ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งแล้วโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่า โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจำนวนเท่าใด โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยเนื้อที่ 100 ตารางวา โจทก์จึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 100 ตารางวา หรือจำนวน 100 ส่วน จากจำนวนเนื้อที่ทั้งหมด 202 ส่วน หรือ 202 ตารางวา จำเลยเบิกความเป็นพยานยอมรับว่าเป็นความจริง นอกจากนี้ยังได้ความจากนางพรรณี โรจน์สุนันท์ซึ่งเป็นช่างรังวัดผู้ไปทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ในการรังวัดที่ดินพิพาทปรากฏว่าเนื้อที่ตามโฉนดที่ดินที่ทำการรังวัดขาดหายไปจำนวน 30 ตารางวา เห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาตกลงซื้อขายที่ดิน โดยให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนเนื้อที่แน่นอนคือ 100 ตารางวาเมื่อโจทก์และจำเลยขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยแยกที่ดินส่วนของตนออกมา แต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาททั้งแปลงขาดหายไป 30 ตารางวา จำเลยจะเอาเนื้อที่ที่อ้างว่าขาดหายไปมาหักจากเนื้อที่ที่ดินพิพาททั้งแปลง แล้วแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามส่วนในโฉนดหาได้ไม่โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจำนวน 100 ส่วนหรือ 100 ตารางวา ตามที่ซื้อขายจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 461 ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทองย้อย หลำรอด
จำเลย — นาง เผื่อน วัดไผ่รุน
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3952/2546
#51051
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยเคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อรังวัดแบ่งที่ดินกรรมสิทธิ์รวม แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากที่ดินส่วนของโจทก์ขาดหายไปประมาณ 30ตารางวา โจทก์ต้องการที่ดินส่วนของโจทก์ 100 ตารางวา แต่จำเลยไม่ยินยอม ย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

โจทก์จำเลยทำสัญญาซื้อขายที่ดินโดยให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนเนื้อที่แน่นอนคือ 100 ตารางวา เมื่อโจทก์จำเลยขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์โดยแยกที่ดินส่วนของตนเองออกมา ปรากฏว่าที่ดินทั้งแปลงขาดหายไป 30 ตารางวา จำเลยจะเอาเนื้อที่ที่อ้างว่าขาดหายไปมาหักจากเนื้อที่ดินทั้งแปลงแล้วแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามส่วนในโฉนดหาได้ไม่ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินจำนวน 100 ตารางวา ตามที่ซื้อขายจริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 34049เนื้อที่ 2 งาน 2 ตารางวา โดยโจทก์ถือกรรมสิทธิ์จำนวน 100 ส่วน ในจำนวน 202 ส่วนต่อมาโจทก์ประสงค์จะแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้เป็นสัดส่วน แต่จำเลยไม่ยอมดำเนินการร่วมกับโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 34049 ตำบลศาลายาอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แก่โจทก์เพื่อไปทำการยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินร่วมกับโจทก์ (ที่ถูกขอทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม) โดยกำหนดเนื้อที่เป็นของโจทก์จำนวน 1 งาน หากจำเลยไม่ยอมส่งมอบโฉนดที่ดินและไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศตะวันตกส่วนของจำเลยอยู่ด้านทิศตะวันออก โจทก์กับจำเลยเคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐมสาขานครชัยศรี เพื่อให้ทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน แต่ไม่สามารถตกลงกันได้เพราะหลังจากเจ้าพนักงานไปทำการรังวัดที่ดินแล้ว ที่ดินด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นส่วนของโจทก์ขาดหายไปบางส่วน เพราะถูกแนวถนนสาธารณะรุกล้ำเข้าไปคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา โจทก์ต้องการให้ที่ดินของโจทก์มีจำนวน 100 ตารางวา แต่จำเลยเห็นว่าโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 100 ส่วน ในจำนวน 202 ส่วน เมื่อที่ดินเนื้อที่ไม่ถึง 202 ตารางวา สิทธิของโจทก์จะต้องลดลงตามส่วน จำเลยพร้อมที่จะแบ่งแยกที่ดินให้แก่โจทก์ตามส่วนดังกล่าว แต่เป็นความผิดของโจทก์เองที่ไม่ยอมรับกรณียังไม่เกิดข้อโต้แย้งสิทธิระหว่างโจทก์และจำเลย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 34049 ตำบลศาลายาอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ให้แก่โจทก์และไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยก (ที่ถูก ไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวม) ที่ดินโฉนดเลขที่ 34049 ร่วมกับโจทก์ โดยกำหนดเนื้อที่เป็นของโจทก์จำนวน 1 งาน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า วิธีการแบ่งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 และให้จำเลยใช้ค่าทนายความในศาลชั้นต้น 3,000 บาท แทนโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 34049 ตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมเนื้อที่ 2 งาน 2 ตารางวา อันเป็นที่ดินพิพาทมีชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน โดยโจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมจำนวน 100 ส่วนในจำนวน 202 ส่วน ตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์และจำเลยเคยร่วมกันดำเนินการขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้วตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย ล.2 และช่างรังวัดได้ไปทำการรังวัดให้ แต่เนื่องจากที่ดินขาดหายไปบางส่วน จึงไม่อาจตกลงกันได้ จำเลยจึงขอยกเลิกเรื่อง โจทก์จึงบอกกล่าวให้จำเลยไปทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมอีกครั้ง ซึ่งจำเลยได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ว่า จำเลยพร้อมที่จะดำเนินการรังวัดและแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้ ตามเอกสารหมาย ล.3 แต่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำคดีมาสู่ศาลเสียก่อน ดังนั้น การที่จำเลยไม่ยอมไปดำเนินการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท จึงหามีมูลความจริงแต่ประการใดไม่ โจทก์ไม่ถูกโต้แย้งสิทธิแต่ประการใดจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยเคยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครปฐม สาขานครชัยศรี เพื่อทำการังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาท แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากที่ดินส่วนของโจทก์ขาดหายไปประมาณ 30 ตารางวา โจทก์ต้องการที่ดินส่วนของโจทก์ 100 ตารางวา แต่จำเลยไม่ยินยอมย่อมถือได้ว่าสิทธิของโจทก์ถูกจำเลยโต้แย้งแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองในปัญหาข้อนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายมีว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจำนวนเท่าใด โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยเนื้อที่100 ตารางวา โจทก์จึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท 100 ตารางวา หรือจำนวน100 ส่วนจากจำนวนเนื้อที่ทั้งหมด 202 ส่วน หรือ 202 ตารางวา จำเลยเบิกความเป็นพยานยอมรับว่าเป็นความจริงนอกจากนี้ยังได้ความจากนางพรรณี โรจน์สุนันท์ ซึ่งเป็นช่างรังวัดผู้ทำการรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินพิพาทเบิกความเป็นพยานจำเลยว่า ในการรังวัดที่ดินพิพาทปรากฏว่าเนื้อที่ตามโฉนดที่ดินที่ทำการรังวัดขาดหายไปจำนวน 30ตารางวา เห็นว่า โจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาตกลงซื้อขายที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โดยให้โจทก์เข้าถือกรรมสิทธิ์รวมเป็นจำนวนเนื้อที่แน่นอนอีก 100ตารางวา เมื่อโจทก์และจำเลยขอรังวัดแบ่งกรรมสิทธิ์รวมโดยแยกที่ดินส่วนของตนออกมาแต่ปรากฏว่าที่ดินพิพาทตามสำเนาโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 ทั้งแปลงขาดหายไป 30ตารางวา จำเลยจะเอาเนื้อที่ที่อ้างว่าขาดหายไปมาหักจากเนื้อที่ที่ดินพิพาททั้งแปลง แล้วแบ่งแยกที่ดินให้โจทก์ตามส่วนในโฉนดหาได้ไม่ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทจำนวน 100 ส่วนหรือ 100 ตารางวา ตามที่ซื้อขายจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 461 ม. 1364
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ทองย้อย หลำรอด
จำเลย — นาง เผื่อน วัดไผ่รุน
ชื่อองค์คณะ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3947/2546
#112662
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาว ส. ผู้ตาย ขอให้จดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวหาได้ตกทอดไปยังทายาทของจำเลยไม่ แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้ร้องเป็นทายาทของจำเลยโดยเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของนางสาว ส. ผู้ตาย เพราะผู้ร้องไม่สามารถจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หากจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ในกรณีเช่นนี้ผู้ร้องย่อมไม่อาจเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสิบหกฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาว ส. ผู้ตายจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ทั้งสิบหกซึ่งเป็นทายาทที่มีสิทธิรับมรดก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินโฉนดเลขที่ ๕๖๔๗๔ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๐ ตำบลลาดพร้าว (ออเป้า) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ของผู้ตายให้โจทก์ทั้งสิบหกคนตามส่วน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่กรรม นาง ก. ผู้ร้องในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดกของจำเลยยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว เห็นว่า โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสาว ส. ผู้ตาย ขอให้จดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสิบหก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสิบหก ซึ่งสิทธิและหน้าที่ในการจัดการมรดกนี้เป็นสิทธิเฉพาะตัวหาได้ตกทอดไปยังทายาทของจำเลยไม่ เมื่อจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกถึงแก่กรรม แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าผู้ร้องเป็นทายาทของจำเลยโดยเป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นผู้จัดการมรดกของจำเลยก็ตาม ผู้ร้องก็ไม่อาจขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยได้เพราะผู้ร้องไม่มีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดกของนางสาว ส. ผู้ตาย ผู้ร้องย่อมไม่สามารถจะปฏิบัติตามคำพิพากษาได้หากจำเลยเป็นฝ่ายแพ้คดี ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องจึงชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางชั้น โตพ่วง กับพวก
ผู้ร้อง — นางกัญญา ถิระพานิช
จำเลย — นายสนอง ถิระพานิช
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ศาลอุทธรณ์ — นายวิเชียร มงคล
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
ชวลิต ยอดเณร
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3940/2546
#55060
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่รู้ว่าจำเลยไม่มีคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายนอกจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดเลยได้ตรวจคุณสมบัติของจำเลยแล้วเห็นว่าจำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีหนังสือรับรองของกระทรวงมหาดไทยรับรองว่าจำเลยเคยรับราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยครบ 2 ปี ด้วย เมื่อจำเลยเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ได้มีประกาศผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดเลย เรื่องการสมัครและสถานที่สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภากำหนดวันสมัครรับเลือกตั้งระหว่างวันที่ 19 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 25 ธันวาคม 2542ระหว่างเวลา 8.30 นาฬิกา ถึง 16.30 นาฬิกา โจทก์เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดเลยหมายเลข 11 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2542 เวลากลางวันจำเลยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา เพราะจำเลยไม่เคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือเคยรับราชการในจังหวัดเลยเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี โดยจำเลยเคยรับราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ตั้งแต่วันที่ 9ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2534 เป็นเวลา 1 ปี 11 เดือน 22 วัน แต่จำเลยได้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาเขตเลือกตั้งจังหวัดเลย ได้หมายเลข 5 และจำเลยได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดเลยซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าจำเลยเคยรับราชการในจังหวัดเลยที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสองปี และให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดเลยจดข้อความอันเป็นเท็จลงในใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาอันเป็นเอกสารราชการ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ตำบลกุดป่อง อำเภอเมืองจังหวัดเลย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 100 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 267, 90 กับให้สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของจำเลยมีกำหนดสิบปี

ในชั้นตรวจรับคำฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ในความผิดที่โจทก์ฟ้อง โจทก์มิใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายดังกล่าว จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 100 แล้วดำเนินการต่อไป นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์ชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2541 มาตรา 100 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบพยานหลักฐานในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้ความแต่เพียงว่า เดิมจำเลยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองงานความมั่นคง กรมการปกครอง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2527 ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้มีคำสั่งที่475/2532 ลงวันที่ 21 กันยายน 2532 ให้จำเลยไปรักษาการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532 และมีคำสั่งที่ 519/2532 ลงวันที่ 11 ตุลาคม2532 ให้รับโอนเลื่อนและแต่งตั้งให้จำเลยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532 โดยในวันเดียวกันนั้นเอง ได้มีคำสั่งให้จำเลยพ้นจากตำแหน่งและอัตราเงินเดือนทางสังกัดกรมการปกครองไปสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยกับมีคำสั่งที่ 682/2534 ให้จำเลยไปดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2534 ตามเอกสารหมาย จ.6 จ.8 ถึง จ.10 เท่านั้น โจทก์มิได้นำสืบข้อเท็จจริงให้ปรากฏเลยว่าจำเลยได้เข้าสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยจำเลยได้รู้อยู่แล้วว่าจำเลยไม่มีคุณสมบัติที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาตามกฎหมายแต่ประการใดนอกจากนั้นยังได้ความจากตัวโจทก์ นายไพรัตน์ พจน์ชนะชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยนายอวบ มกรเวส อัยการจังหวัดเลย และนายวราพงศ์ จิระวงศ์ประภา ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดเลยว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งจังหวัดเลยได้ตรวจคุณสมบัติของจำเลยแล้วมีความเห็นว่า จำเลยมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีหนังสือรับรองของกระทรวงมหาดไทยตามเอกสารหมาย จ.4 รับรองว่า จำเลยเคยรับราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2532 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2534 ซึ่งครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี อีกด้วย พฤติการณ์การที่จำเลยเข้ารับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาโดยอาศัยหนังสือรับรองดังกล่าวจึงน่าเชื่อว่าจำเลยเข้าใจหรือเชื่อโดยสุจริตว่าจำเลยรับราชการในตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยครบกำหนด 2 ปีแล้ว อันเป็นการเชื่อหรือเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะกระทำความผิดต่อกฎหมายโดยเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยรู้แล้วว่าตนเป็นผู้ไม่มีสิทธิอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 100 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541คดีของโจทก์จึงไม่มีมูล ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล และคดีไม่จำเป็นวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2541 ม. 100
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พันตำรวจโท ทรงเดช ผาจันทร์
จำเลย — หม่อมราชวงศ์ กำลูนเทพ เทวกุล
ชื่อองค์คณะ
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2546
#50714
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ทรงใบตราส่งไม่ได้รับสินค้าที่สั่งซื้อที่ท่าเรือปลายทางจึงชำระเงิน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ให้แก่บริษัท ย. เจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองแทนจำเลยทั้งสองแล้วรับสินค้าไป ทั้งที่เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจะต้องดำเนินการ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 หลายประการ ถึงแม้ในภายหลังโจทก์ที่ 1 จะได้ใช้เงินคืนให้โจทก์ที่ 2 แต่โจทก์ที่ 2 ก็ยังได้รับความเสียหายในส่วนอื่นอีกอันเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเหตุให้ถูกบริษัท ย. ยึดหน่วงสินค้าไว้ จึงเป็นเรื่องที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งระหว่างโจทก์ที่ 2กับจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มาตรา 45 ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว โจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายส่วนอื่นได้

จำเลยที่ 2 อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศโดยไม่มีสำนักงานหรือสาขาอยู่ในประเทศไทย จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศโดยมีบำเหน็จเป็นทางค้าปกติรวมทั้งในประเทศไทยด้วย ซึ่งในการประกอบกิจการในประเทศไทยจำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการแทนและจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนสินค้าทางทะเลกับโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งแทนจำเลยที่ 2เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวการปฏิบัติผิดสัญญาไม่ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่โจทก์ที่ 2ผู้ทรงใบตราส่งเมื่อสินค้านั้นถึงเมืองท่าปลายทาง จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญานั้นต่อโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งและโจทก์ที่ 2 ผู้ทรงใบตราส่งแต่ลำพังตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824

จำเลยที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ที่ 2 ต้องนำเงินไปชำระหนี้ให้บริษัท ย. แทนจำเลยที่ 2 ในวันที่ 13 ธันวาคม2540 จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2540อันเป็นวันที่โจทก์ที่ 2 ได้ชำระเงินไป จึงต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศจึงตรงตามคำฟ้องแต่ที่กำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องอัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ นั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง และในเรื่องหนี้เงินต่างประเทศนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 196 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิลูกหนี้ชำระหนี้เป็นเงินไทยได้ และในวรรคสองบัญญัติไว้ว่าการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงินดังนี้ จำนวนเงินบาทที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์จะเป็นจำนวนเท่าใดย่อมต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่มีการชำระหนี้แก่โจทก์จริง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ค้าข้าวทั้งภายในและภายนอกประเทศ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ต่างเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งจดทะเบียนที่เมืองฮ่องกง มีวัตถุประสงค์ในการค้าข้าวและรับซื้อข้าวทั้งภายในและภายนอกประเทศ โจทก์ที่ 2 และที่ 3 มอบอำนาจให้นายกมล มานะธัญญา ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการรับขนของทางทะเลเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติจำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จดทะเบียนที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและประกอบกิจการรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศเพื่อบำเหน็จเป็นทางการค้าปกติ แต่ไม่มีสำนักงานหรือสาขาอยู่ในประเทศไทย จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลแทนในประเทศไทย เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2540 โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้สั่งซื้อข้าวสารบรรจุกระสอบจากโจทก์ที่ 1โจทก์ที่ 1 จึงว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าดังกล่าวจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีไปส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ที่ท่าเรือปลายทางเมืองฮ่องกงโดยเรือฮอลลาลิเบอร์ตี้ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 2 และแบ่งปันค่าระวางขนส่งที่จำเลยที่ 1 เรียกเก็บจากโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองจึงเป็นผู้ร่วมกันขนส่งสินค้าข้าวสารบรรจุกระสอบรายนี้ เมื่อเรือฮอลลาลิเบอร์ตี้เดินทางไปถึงท่าเรือเมืองฮ่องกงในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ปรากฏว่าได้มีบริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายของเมืองฮ่องกงดำเนินการยึดหน่วงสินค้าดังกล่าวทั้งหมด เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3ซึ่งเป็นผู้ทรงใบตราส่งไม่สามารถรับมอบสินค้านั้นได้โดยพลัน โจทก์ที่ 2 และที่ 3 จึงปรึกษากับโจทก์ที่ 1 แล้วตกลงมอบหมายให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไปเจรจากับเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ได้ชำระค่าขนถ่าย ค่าจัดการต่าง ๆ ภายในท่าเรือและคลังสินค้าเป็นเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง และ 5,000 ดอลลาร์ฮ่องกงตามลำดับ ให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 และรับสินค้าข้าวสารที่ขนส่งทั้งหมดไปหลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ได้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ไปแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นผลโดยตรงมาจากจำเลยทั้งสองกระทำผิดสัญญารับขนของทางทะเลต่อโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันชำระเงินค่าเสียหายจำนวน150,000 ดอลลาร์ฮ่องกง แก่โจทก์ทั้งสามพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันชำระเงินไปคือวันที่ 13 ธันวาคม 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ยจำนวน10,920 ดอลลาร์ฮ่องกง รวมเป็นหนี้ถึงวันฟ้องจำนวน 160,920 ดอลลาร์ฮ่องกงโจทก์ทั้งสามทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 160,920 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 150,000 ดอลลาร์ฮ่องกง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ 3ขอถอนฟ้องเฉพาะส่วนของตน ศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้วดำเนินคดีระหว่างโจทก์ที่ 1และที่ 2 กับจำเลยทั้งสองต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหายเพราะโจทก์ที่ 1 ได้รับเงินค่าสินค้าจากโจทก์ที่ 2 เต็มจำนวนแล้วและกรรมสิทธิ์ในสินค้าตกเป็นของโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีส่วนได้เสียอย่างใดในสินค้าอีก โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีความผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ที่ 2 ส่วนโจทก์ที่ 2 ได้รับมอบสินค้าไปครบถ้วนตามใบตราส่งแล้ว จึงมิได้รับความเสียหายแต่อย่างใด จำเลยที่ 1 ไม่เคยประกอบกิจการขนส่ง แต่ประกอบกิจการเป็นตัวแทนเรือ โดยในคดีนี้ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือฮอลลาลิเบอร์ตี้มีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศไม่มีสำนักงานหรือสาขาอยู่ในประเทศไทยได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลต่อหน่วยงานราชการต่าง ๆ โจทก์ที่ 1 ได้ติดต่อว่าจ้างจำเลยที่ 2ให้ขนส่งสินค้าข้าวสารบรรจุกระสอบตามคำฟ้องโดยติดต่อผ่านจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในใบตราส่งในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 2 และรับเงินค่าระวางเรือไว้แทนจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ได้รับเงินค่าบำเหน็จตัวแทนมิใช่เงินค่าระวาง เงินค่าขนถ่าย ค่าจัดการต่าง ๆ ภายในท่าเรือและคลังสินค้าที่โจทก์ที่ 2 เรียกร้องมานั้นเป็นเงินที่โจทก์ที่ 2 จะต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว จึงไม่มีสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ 1 และที่ 2 มิได้ชำระเงินจำนวน100,000 ดอลลาร์ฮ่องกงให้แก่ผู้ใด เพราะไม่ได้แนบหลักฐานการจ่ายเงิน นอกจากนี้หากจำเลยที่ 1 หรือผู้ขนส่งจะต้องรับผิด ก็จำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 เพียงจำนวนไม่เกิน 200,000 บาทขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2ชำระเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 7,397 ดอลลาร์ฮ่องกง ทั้งนี้ โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา และให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาทให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1 (ที่ถูก และให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย) ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายไม่โต้แย้งกันว่าโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทยโจทก์ที่ 2 จดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่เมืองฮ่องกง ส่วนจำเลยที่ 2จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและไม่มีสำนักงานหรือสาขาอยู่ในประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลในประเทศไทย เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2540 โจทก์ที่ 1 ได้ขายข้าวสารจำนวน 4,200 กระสอบ และ 7,000 กระสอบให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ได้จองระวางเรือกับจำเลยที่ 1 เพื่อขนส่งข้าวสารจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรีไปส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ท่าเรือปลายทางเมืองฮ่องกงโดยใช้เรือฮอลลาลิเบอร์ตี้ของจำเลยที่ 2 เมื่อเรือฮอลลาลิเบอร์ตี้เดินทางไปถึงท่าเรือปลายทางเมืองฮ่องกง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2540 ได้มีบริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดังจำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ยึดหน่วงข้าวสารดังกล่าวไว้ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2ไม่ได้รับมอบข้าวสาร ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2540 โจทก์ที่ 2 ได้รับมอบข้าวสารจากบริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด และเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 โจทก์ที่ 1ได้โอนเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ให้โจทก์ที่ 2

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ข้อแรกว่า โจทก์ที่ 2ได้รับความเสียหาย จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองหรือไม่ พยานโจทก์ทั้งสองคือนางโสพรรณ มานะธัญญา ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า โจทก์ที่ 2 ได้ติดต่อมายังพยานเพื่อปรึกษาหารือในเรื่องที่โจทก์ที่ 2 ต้องชำระค่าขนถ่ายสินค้าข้าวสารและค่าจัดการต่าง ๆ ภายในท่าเรือและคลังสินค้าที่จำเลยทั้งสองยังค้างชำระจำนวน 300,000 ดอลลาร์ฮ่องกง พยานได้นำเรื่องไปปรึกษากับกรรมการบริษัทโจทก์ที่ 1และมีความเห็นร่วมกันกับโจทก์ที่ 2 ที่จะชำระเงินจำนวน 300,000 ดอลลาร์ฮ่องกงโดยเงินจำนวน 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง จะได้คืนเมื่อส่งมอบตู้สินค้าเปล่าคืนให้แก่บริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด ส่วนเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกงที่โจทก์ที่ 2 จะต้องเสียไปนั้น โจทก์ที่ 1 ตกลงจะคืนให้ในภายหลังเพราะโจทก์ที่ 1ได้รับเงินค่าสินค้าในราคา ซี.ไอ.เอฟ. ฮ่องกง เต็มจำนวนแล้ว และโจทก์ที่ 2 ได้ชำระค่าขนถ่ายและค่าจัดการต่าง ๆ ภายในท่าเรือ และคลังสินค้าที่ท่าเรือปลายทางเมืองฮ่องกงให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว จึงไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นใดที่จะต้องชำระอีก โจทก์ที่ 2จึงได้ติดต่อและชำระหนี้ดังกล่าวให้แก่บริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด เจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองแล้วเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2540 เห็นว่าการที่โจทก์ที่ 2 ต้องชำระเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ให้แก่บริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด เจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสองแทนจำเลยทั้งสองทั้งที่เป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองจะต้องดำเนินการนั้นย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ 2 หลายประการรวมทั้งในเรื่องระยะเวลาการรับมอบข้าวสารที่ได้รับมอบล่าช้า การที่โจทก์ที่ 2 ต้องทดรองจ่ายเงินจำนวน100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ไปก่อนย่อมทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายเกี่ยวกับดอกเบี้ยของเงินจำนวนดังกล่าวด้วย ถึงแม้ในภายหลังโจทก์ที่ 1 จะได้ใช้เงินจำนวน 100,000ดอลลาร์ฮ่องกง คืนให้โจทก์ที่ 2 ก็ตาม แต่โจทก์ที่ 2 ก็ยังได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้งสองในส่วนอื่นดังกล่าวอีก จึงเป็นเรื่องที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลใดตามกฎหมายแพ่งระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 45ประกอบด้วยมาตรา 26 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้วโจทก์ที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 2 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

ปัญหาที่ 2 ที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ต่อไปมีว่าจำเลยที่ 1ร่วมกันกับจำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าข้าวสารบรรจุกระสอบหรือจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศเข้าทำสัญญารับขนทางทะเลแทนจำเลยที่ 2 และต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 หรือไม่เห็นว่า นางโสพรรณ มานะธัญญา พยานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า พยานได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 เพื่อจองระวางเรือสำหรับขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยได้มีการตกลงกันทำสัญญารับขนแบบซีวาย/ซีวาย ซึ่งโจทก์ที่ 1มีหน้าที่นำตู้คอนเทนเนอร์มาบรรจุสินค้าดังกล่าว ณ ที่ทำการของโจทก์ที่ 1 และนำเจ้าหน้าที่ศุลกากรมาตรวจสอบเพื่อปิดผนึกปากตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นโจทก์ที่ 1 ต้องนำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเข้าระวางเรือฮอลลาลิเบอร์ตี้(HALLA LIBERTY) เที่ยวที่ วี.714 เอ็น (V.714 N) ต่อไป โดยจำเลยที่ 1 ได้นำตู้คอนเทนเนอร์เข้าระวางเรือแล้วเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ได้ติดต่อให้พยานไปดำเนินการชำระค่าระวางขนส่งสินค้าดังกล่าวโดยจำเลยที่ 1เรียกเก็บค่าระวางขนส่งเป็นเงินจำนวน 128,350 บาท สำหรับใบตราส่งเลขที่เอชเอเอ็มยูโอ (HAMUO) 30000912 และ จำนวน 128,350 บาท สำหรับใบตราส่งเลขที่เอชเอเอ็มยูโอ (HAMUO) 30000913 ซึ่งพยานได้ดำเนินการชำระค่าระวางขนส่งสินค้าดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2540 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ออกใบตราส่งจำนวน 2 ฉบับ ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 สำหรับการดำเนินธุรกิจการรับขนของทางทะเลในประเทศไทยมอบให้แก่พยานเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสัญญารับขนทางทะเลในคดีนี้ ตามใบตราส่งเอกสารหมาย จ.6 และ จ.7 ทั้งจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับโดยนางสาววันดี บริรักษ์ธนานันท์ ผู้จัดการฝ่ายบริการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทยในการทำพิธีการรายงานเรือเข้าออกต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้าท่ากองตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทยแทนเจ้าของเรือหรือนายเรือ นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้สามารถลงชื่อในใบตราส่งในฐานะตัวแทนแทนนายเรือและเรียกเก็บเงินค่าระวางเพื่อโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ตามสัญญาตัวแทนและหนังสือของจำเลยที่ 2 ลงวันที่ 25สิงหาคม 2540 พร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.3 และ ล.4 และตามสำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบ ภ.พ.20 เอกสารหมาย ล.1 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการทำสัญญารับขนของทางทะเลเท่านั้น จึงมิใช่เป็นผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามโจทก์และจำเลยที่ 1รับกันว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทย เข้าทำสัญญาแทนจำเลยที่ 2 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศโดยจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐเกาหลี และไม่มีสำนักงานหรือสาขาอยู่ในประเทศไทย จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการรับขนของทางทะเลระหว่างประเทศโดยมีบำเหน็จเป็นทางค้าปกติรวมทั้งในประเทศไทยด้วย ซึ่งในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทยนั้น จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการแทนและจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนสินค้าตามคำฟ้องทางทะเลกับโจทก์ที่ 1ผู้ส่งแทนจำเลยที่ 2 เช่นนี้ เป็นการที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนทำสัญญาดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เมื่อจำเลยที่ 2ผู้เป็นตัวการปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวโดยไม่ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่โจทก์ที่ 2 ผู้ทรงใบตราส่งเมื่อสินค้านั้นถึงเมืองท่าปลายทางจำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญานั้นต่อโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งและโจทก์ที่ 2 ผู้ทรงใบตราส่งแต่ลำพังตนเอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์ที่ 2 นำเงินจำนวน 300,000ดอลลาร์ฮ่องกง ไปชำระให้แก่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ในวันที่ 13 ธันวาคม 2540 และมีผลให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ดังนั้น ในวันดังกล่าวจึงเป็นวันที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ตามจำนวนที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ฟ้องพร้อมทั้งดอกเบี้ย มิใช่ต้องรับผิดในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ที่ 1ได้ชำระเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ให้แก่โจทก์ที่ 2 ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยข้างต้นแล้วว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ด้วย และจำเลยที่ 2 ปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเหตุให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยโจทก์ที่ 2 ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระหนี้ให้บริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด แทนจำเลยที่ 2ในวันที่ 13 ธันวาคม 2540 จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2540 อันเป็นวันที่โจทก์ที่ 2 ได้ชำระเงินไป จึงต้องเริ่มคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวนี้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ที่ 1และที่ 2 ฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงอันเป็นเงินต่างประเทศ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศนั้นตรงตามคำฟ้องของโจทก์ แต่ที่กำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าวให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง และในเรื่องหนี้เงินต่างประเทศนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 196 วรรคหนึ่งบัญญัติให้สิทธิลูกหนี้ชำระหนี้เป็นเงินไทยได้ และในวรรคสอง บัญญัติไว้ว่าการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ดังนี้ จำนวนเงินบาทที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์จะเป็นจำนวนเท่าใดย่อมต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่มีการชำระหนี้แก่โจทก์จริง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษาหรือในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้น หากในวันดังกล่าวอัตราแลกเปลี่ยน 1ดอลลาร์ฮ่องกง เป็นเงินบาทจำนวนมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันชำระหนี้กันจริงก็จะมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระหนี้ด้วยเงินบาทมากกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระและจะมีผลทำให้เงินบาทที่ชำระหนี้มีค่าเป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงในวันชำระหนี้จริงมากกว่าเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามคำฟ้อง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน7,397 ดอลลาร์ฮ่องกง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเป็นเงินไทย ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ฮ่องกงเป็นเงินบาทในวันที่มีคำพิพากษาหรือในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 224 ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เจียเม้ง จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท จาร์ดีน แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3934/2546
#110949
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลในประเทศไทยในการทำพิธีการรายงานเรือเข้าออกต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้สามารถลงชื่อในใบตราส่งในฐานะตัวแทนแทนนายเรือและเรียกเก็บเงินค่าระวางเพื่อโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 ได้ จำเลยที่ 1 จึงเป็นเพียงตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการทำสัญญารับขนของทางทะเลเท่านั้น มิใช่ผู้ขนส่งร่วมกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนสินค้าทางทะเลกับโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งแทนจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ แล้วจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญานั้นต่อโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งและโจทก์ที่ 2 ผู้ทรงใบตราส่งแต่ลำพังตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

ในเรื่องหนี้เงินต่างประเทศ ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิลูกหนี้ชำระหนี้เป็นเงินไทยได้ และในวรรคสอง บัญญัติว่าการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ดังนี้ จำนวนเงินบาทที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์จะเป็นจำนวนเท่าใดย่อมต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่มีการชำระหนี้แก่โจทก์จริง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษาหรือในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา หากในวันดังกล่าวอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทจำนวนมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันชำระหนี้กันจริง ก็จะมีผลให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระหนี้มากกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระจริง จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกเหนือจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 160,920 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 150,000 ดอลลาร์ฮ่องกง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสาม

ระหว่างการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ที่ 3 ขอถอนฟ้องเฉพาะส่วนของตน ศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้วดำเนินคดีระหว่างโจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยทั้งสองต่อไป

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 7,397 ดอลลาร์ฮ่องกง ทั้งนี้โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร โดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษา

โจทก์ที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดในประเทศไทย โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่เมืองฮ่องกง ส่วนจำเลยที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดที่ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีและไม่มีสำนักงานหรือสาขาอยู่ในประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการรับขนของทางทะเลในประเทศไทย เมื่อประมาณต้นเดือนธันวาคม 2540 โจทก์ที่ 1 ได้ขายข้าวสารให้แก่โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 1 ได้จองระวางเรือกับจำเลยที่ 1 เพื่อขนส่งข้าวสารจากท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ไปส่งมอบให้แก่โจทก์ที่ 2 ที่ท่าเรือปลายทางเมืองฮ่องกง โดยใช้เรือฮอลลาลิเบอร์ตี้ของจำเลยที่ 2 เมื่อเรือฮอลลาลิเบอร์ตี้เดินทางไปถึงท่าเรือปลายทางเมืองฮ่องกง ได้มีบริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 2 ยึดหน่วงข้าวสารดังกล่าวไว้ เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับมอบข้าวสาร ต่อมาโจทก์ที่ 2 ได้รับมอบข้าวสารจากบริษัทหยวนฟัทวาร์ฟแอนด์โกดัง จำกัด และโจทก์ที่ 1 ได้โอนเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง ให้โจทก์ที่ 2?

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกันกับจำเลยที่ 2 รับขนส่งสินค้าข้าวสารบรรจุกระสอบหรือจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศเข้าทำสัญญารับขนทางทะเลแทนจำเลยที่ 2 และต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า พยานได้ติดต่อกับจำเลยที่ 1 เพื่อจองระวางเรือสำหรับขนส่งสินค้าดังกล่าว โดยได้มีการตกลงกันทำสัญญารับขนแบบซีวาย/ซีวาย ซึ่งโจทก์ที่ 1 มีหน้าที่นำตู้คอนเทนเนอร์มาบรรจุสินค้าดังกล่าว ณ ที่ทำการของโจทก์ที่ 1 และนำเจ้าหน้าที่ศุลกากรมาตรวจสอบเพื่อปิดผนึกปากตู้คอนเทนเนอร์ จากนั้นโจทก์ที่ 1 ต้องนำตู้คอนเทนเนอร์ไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อนำเข้าระวางเรือ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้นำตู้คอนเทนเนอร์เข้าระวางเรือแล้ว พยานได้ดำเนินการชำระค่าระวางขนส่งสินค้าดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ออกใบตราส่งจำนวน 2 ฉบับ ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 สำหรับการดำเนินธุรกิจการรับขนของทางทะเลในประเทศไทยมอบให้แก่พยาน ทั้งผู้จัดการฝ่ายบริการบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นว่า ในคดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 2 ในประเทศไทยในการทำพิธีการรายงานเรือเข้าออกต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้าท่า กองตรวจคนเข้าเมือง กรมศุลกากร การท่าเรือแห่งประเทศไทยแทนเจ้าของเรือหรือนายเรือ นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังได้รับแต่งตั้งมอบหมายให้สามารถลงชื่อในใบตราส่งในฐานะตัวแทนแทนนายเรือและเรียกเก็บเงินค่าระวางเพื่อโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 ได้ด้วย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามโจทก์และจำเลยที่ 1 รับกันว่า จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการแทนและจำเลยที่ 1 ได้เข้าทำสัญญารับขนสินค้าตามคำฟ้องทางทะเลกับโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งแทนจำเลยที่ 2 เช่นนี้ เป็นการที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนทำสัญญาดังกล่าวแทนจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ เมื่อจำเลยที่ 2 ผู้เป็นตัวการปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวโดยไม่ส่งมอบสินค้าที่ขนส่งให้แก่โจทก์ที่ 2 ผู้ทรงใบตราส่งเมื่อสินค้านั้นถึงเมืองท่าปลายทาง จำเลยที่ 1 ผู้เป็นตัวแทนต้องรับผิดสำหรับความเสียหายเนื่องจากการผิดสัญญานั้นต่อโจทก์ที่ 1 ผู้ส่งและโจทก์ที่ 2 ผู้ทรงใบตราส่งแต่ลำพังตนเอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824?

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์ฮ่องกงอันเป็นเงินต่างประเทศ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้เป็นเงินต่างประเทศนั้นตรงตามคำฟ้องของโจทก์ แต่ที่กำหนดให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนตามอัตราเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครโดยอาศัยประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นวันทำการในวันที่มีคำพิพากษาเป็นเกณฑ์ ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันดังกล่าว ให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราแลกเปลี่ยนเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้นไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง และในเรื่องหนี้เงินต่างประเทศนี้ ป.พ.พ. มาตรา 196 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้สิทธิลูกหนี้ชำระหนี้เป็นเงินไทยได้ และในวรรคสอง บัญญัติไว้ว่าการเปลี่ยนเงินนี้ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และในเวลาที่ใช้เงิน ดังนี้ จำนวนเงินบาทที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระแก่โจทก์จะเป็นจำนวนเท่าใดย่อมต้องคิดตามอัตราแลกเปลี่ยนในเวลาที่มีการชำระหนี้แก่โจทก์จริง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่มีคำพิพากษาหรือในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษานั้น หากในวันดังกล่าวอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์ฮ่องกง เป็นเงินบาทจำนวนมากกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันชำระหนี้กันจริง ก็จะมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ต้องชำระหนี้ด้วยเงินบาทมากกว่าจำนวนเงินที่ต้องชำระจริง การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ปัญหาดังกล่าวแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ฮ่องกง พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 7,397 ดอลลาร์ฮ่องกง หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จะชำระเป็นเงินไทย ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ สถานที่และเวลาใช้เงิน แต่ต้องไม่เกินกว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์ฮ่องกงเป็นเงินบาทในวันที่มีคำพิพากษาหรือในวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันมีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 196 ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเจียเม้ง จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทจาร์ดีน แปซิฟิค (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายอมรเทพ การะโชติ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3933/2546
#50335
เปิดฉบับเต็ม

แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบ โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 17 วรรคสอง วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงานอันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์รวมทั้งพนักงานอื่นเพื่อลดขนาดขององค์กรและลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากจำเลยประสบกับการขาดทุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม แต่ปรากฏว่าปี 2543จำเลยมีกำไร และปี 2544 จำเลยได้ซื้อที่ดินราคา 9,000,000 บาทเศษ ด้วยเงินสดส่วนหนึ่งและเงินกู้ธนาคารอีกส่วนหนึ่ง แสดงว่าจำเลยมิได้ขาดทุนจนถึงขนาดต้องลดจำนวนลูกจ้าง เมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิด กรณีจึงเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อต้นเดือนเมษายน 2535 จำเลยรับโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ30,660 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 2,060 บาท รวมโจทก์ได้รับเงินเดือน 32,720 บาท เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 จำเลยกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ด้วยวาจา เป็นเหตุให้โจทก์เสียหายไม่มีงานทำ เสียชื่อเสียง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าเสียหาย 6,674,880 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยออกหนังสือรับรองการผ่านงานให้แก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 294,480 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยออกหนังสือการผ่านงานให้แก่โจทก์ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่าต้นเดือนเมษายน 2535 จำเลยรับโจทก์เป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ อัตราค่าจ้างสุดท้ายรวมทั้งค่าครองชีพเดือนละ 32,720 บาท กำหนดจ่ายทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2544 จำเลยได้เลิกจ้างโจทก์โดยมิได้บอกกล่าวล่วงหน้า จำเลยได้จ่ายค่าจ้างเดือนกรกฎาคม 2544 ค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย240 วัน สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 30 วัน ให้โจทก์รับไปในวันเลิกจ้าง รวมระยะเวลาที่โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันถึงวันเลิกจ้าง 9 ปี 3 เดือน เหตุที่เลิกจ้างเนื่องจากจำเลยได้ให้หน่วยงานฝ่ายคอมพิวเตอร์ไปรวมกับฝ่ายบัญชีโดยให้นายสุขสันต์ สัตยารมณ์ ผู้จัดการฝ่ายบัญชีดูแลฝ่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งต่อมาจำเลยก็ตั้งให้นายสุขสันต์เป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ตั้งแต่วันที่ 10กรกฎาคม 2544 ปัจจุบันนายสุขสันต์ยังคงดำรงตำแหน่งดังกล่าวอยู่ ก่อนเลิกจ้างโจทก์ประมาณ 4-5 เดือน จำเลยได้เลิกจ้างพนักงานแผนกโภชนาการจำนวน 14 คน หลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วจำเลยได้เลิกจ้างพนักงานทำความสะอาดและพนักงานแปลจำนวน40 คน เพื่อตัดปัญหาในการจัดการบริหารและลดค่าใช้จ่าย โดยจำเลยได้จ้างบริษัทอื่นมาทำหน้าที่นี้แทน และจำเลยได้ซื้อที่ดินที่บริเวณด้านหน้าและด้านหลังโรงพยาบาลจำเลย เนื้อที่ 1 ไร่เศษ ราคา 9,000,000 บาทเศษ เพื่อทำเป็นที่จอดรถโดยกู้เงินจากธนาคารบางส่วน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้สัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยจะเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาการจ้าง จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้โจทก์ทราบ โดยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่างล่วงหน้าให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17 วรรคสอง วรรคสี่ ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 และจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน และจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์รวมทั้งพนักงานอื่น อ้างว่าเพื่อลดขนาดขององค์กรและลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากจำเลยประสบกับการขาดทุนเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำก็ตาม แต่ปรากฏว่าปี 2543 จำเลยมีกำไรและปี 2544 จำเลยได้ซื้อที่ดินราคา 9,000,000 บาทเศษ เพื่อทำเป็นที่จอดรถและกันที่ดินด้านหน้าไว้เพื่อความสะดวกของลูกค้าของจำเลยเพิ่มเติมด้วยเงินสดส่วนหนึ่งและเงินกู้จากธนาคารอีกส่วนหนึ่ง แสดงว่าจำเลยมิได้ขาดทุนจนถึงขนาดต้องลดจำนวนลูกจ้างเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์กระทำความผิดกรณีจึงเป็นการเลิกจ้างที่ยังไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 582
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสอง วรรคสี ม. 118
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางรัตนา สุวรรณพิทักษ์
จำเลย — บริษัทโรงพยาบาลสนามจันทร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3923 -ที่ 3932/2546
#49908
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง คำวินิจฉัยของอธิบดีฯ ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 9 แม้จำเลยที่ 6 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10 ก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะสืบพยานโจทก์ แต่ในขณะนั้นศาลปกครองชั้นต้นที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ยังไม่ได้เปิดดำเนินการและแม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 จะยื่นคำร้องเช่นเดียวกันนี้ต่อศาลแรงงานกลางหลังจากศาลปกครองชั้นต้นเปิดดำเนินการแล้ว ก็เป็นการยื่นคำร้องหลังจากศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ไม่เข้ากรณีที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองชั้นต้น จึงชอบแล้ว

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เงินเดือนอัตราใหม่ที่จำเลยที่ 2 รับไประหว่างวันที่31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน 317,130 บาท และเมื่อตรวจสอบแล้วเงินจำนวนดังกล่าวเกินจากจำนวนที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับเป็นจำนวน62,066.77 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เห็นได้ว่าเมื่ออ่านคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบกันแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่โจทก์จ่ายค่าจ้างเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นการจ่ายตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การรับเงินของจำเลยที่ 2ถึงที่ 11 จากโจทก์จึงมิใช่เป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แม้ต่อมาคำสั่งดังกล่าวจะถูกยกเลิกก็ตาม ทั้งการสิ้นผลบังคับของคำสั่งดังกล่าวมิใช่เป็นเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้ว อันจะถือว่าเป็นการได้ทรัพย์มาในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406 จึงไม่อาจนำอายุความ 1 ปี ที่กำหนดสำหรับลาภมิควรได้มาใช้แก่กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ได้ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ต้องชำระเป็นหนี้เงินและมีการผิดนัดดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จ่ายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีเป็นการกำหนดให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งศาลแรงงานกลางไม่อาจใช้ดุลพินิจกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงกว่านี้อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบตามลำดับคืนเงิน 89,557.45 บาท 62,842.60 บาท 760,799.33 บาท 31,934.60 บาท90,017.88 บาท 148,738.84 บาท 92,260 บาท 149,984.65 บาท 144,190 บาท38,343.38 บาท 271,796.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของจำเลยแต่ละคนนับแต่วันฟ้องจนกว่าได้ชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบสำนวนให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากมิได้บรรยายให้ชัดว่ามูลคดีเกิดจากโจทก์มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 โดยออกคำสั่งที่ 93/2540 และมีคำสั่งเพิ่มบทเฉพาะกาลในคำสั่งที่ 34/2539 โดยออกเป็นคำสั่งที่ 27/2542 โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานเพราะเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา การจัดทำบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนแยกตามกลุ่มงานโดยไม่มีเจตนาปรับเงินเดือนพนักงานให้สูงขึ้นคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเงินเดือนพนักงานตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว อีกทั้งฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยทุกคนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและค่าล่วงเวลาตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 และเป็นอำนาจของผู้ว่าการของโจทก์ในการจัดทำบัญชีโครงสร้างเงินเดือนตามคำสั่งที่ 34/2539 ตามมติคณะรัฐมนตรี การที่โจทก์ออกคำสั่งทางปกครองอันเป็นคดีปกครองยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกเงินคืนตั้งแต่วันที่ 31ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฝ่ายจำเลยจึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของจำเลยแต่ละคนที่เป็นเงินเดือน กับค่าล่วงเวลาที่โจทก์ยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นไป ขอให้บังคับโจทก์จ่ายเงินเดือนกับค่าล่วงเวลาดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง และจ่ายเงินเดือนตามอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของตำแหน่งในบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ที่ถูกต้องดังเดิมนับแต่คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ตลอดจนคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีต่อไปแก่จำเลยแต่ละราย

โจทก์ทั้งสิบสำนวนให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 62,842.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,066.77 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน760,799.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 746,872 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 31,934.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน31,350 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 90,017.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 88,370 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 148,738.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 146,016 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 92,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 8 ชำระเงิน 149,984.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,239 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 144,190 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 38,343.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 37,870 บาท และจำเลยที่ 11 ชำระเงิน271,796.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 266,821 บาทดอกเบี้ยของต้นเงินทุกรายการให้คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง (29 มิถุนายน 2543) เป็นต้นไปจนกว่าได้ชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นองค์การของรัฐจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือนพ.ศ. 2535 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นพนักงานของโจทก์ เมื่อเดือนตุลาคม 2537 กระทรวงคมนาคมแจ้งโจทก์ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับปรุงบัญชีโครงสร้างเงินเดือนพนักงานองค์การของรัฐแยกตามกลุ่มงานเพื่อให้สอดคล้องกับค่างานของตำแหน่งต่าง ๆตามความเห็นของกระทรวงการคลัง แล้วนำเสนอตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 โจทก์ได้ดำเนินการและออกคำสั่งที่ 63/2539 ลงวันที่ 19 เมษายน 2539 เรื่อง การปรับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำตามบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ ให้ปรับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานโจทก์ตามบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ดังบัญชีรายละเอียดแนบท้ายคำสั่ง ซึ่งพนักงานของโจทก์รวมทั้งจำเลยที่ 2ถึงที่ 11 ได้รับการปรับค่าจ้างตามคำสั่งดังกล่าวจำนวน 23 คน ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่64/2539 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 เรื่อง การยกเลิกการเพิ่มค่าจ้างพนักงาน ให้เพิ่มค่าจ้างพนักงานโดยเลื่อนเงินเดือนให้ 1 ขั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไป ทั้งนี้พนักงานของโจทก์ที่มีสิทธิเลื่อนเงินเดือน 1 ขั้นตามคำสั่งที่ 64/2539 ดังกล่าวมีจำนวน18 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ด้วย ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังว่าการจัดทำบัญชีรายละเอียดดังกล่าวไม่เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีเพราะมีการปรับเงินเดือนใหม่ให้สูงขึ้นด้วยให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้อง และหากมีการจ่ายเงินส่วนที่มีการปรับเพิ่มแล้วก็ให้เรียกเงินคืนโจทก์จึงมีคำสั่งที่ 93/2540 ยกเลิกคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 โดยให้ใช้คำสั่งที่ 44/2539 ไปพลางก่อน พร้อมทั้งให้แผนกบัญชีและการเงินกองคลังคำนวณเงินส่วนที่ปรับเพิ่มให้แก่พนักงานที่จ่ายไปแล้วเพื่อเรียกคืน เงินที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ชำระแก่โจทก์เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเกินไปจากบัญชีรายละเอียดตามคำสั่งที่ 44/2539

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ข้อ 6.1 และข้อ 8 เกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางซึ่งศาลแรงงานกลางได้กำหนดเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาทและส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ต่อมาอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 85/2545 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นที่สุด ดังนั้น ปัญหานี้จึงยุติตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง และแม้จำเลยที่ 6 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542มาตรา 10 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 ก่อนที่ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 ของกฎหมายดังกล่าวก็ตาม แต่ในขณะนั้นศาลปกครองชั้นต้นที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2542 ยังไม่ได้เปิดดำเนินการส่วนคำร้องที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ยื่นคำร้องเช่นเดียวกันนี้ต่อศาลแรงงานกลางหลังจากศาลปกครองชั้นต้นเปิดดำเนินการแล้วก็เป็นการยื่นคำร้องหลังจากศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ไม่เข้ากรณีที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 การที่ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองชั้นต้นตามคำขอของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.2 ที่ว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 2ได้รับค่าจ้างเพิ่ม ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างที่โจทก์อ้างว่าจ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มสำหรับระยะเวลาระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 หรือสำหรับระยะเวลาระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 5กันยายน 2539 นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายแล้วว่าเงินเดือนอัตราใหม่ที่จำเลยที่ 2 รับไประหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน317,130 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเมื่อตรวจสอบแล้วเงินจำนวนดังกล่าวเกินจากจำนวนที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับเป็นจำนวน 62,066.77 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งเป็นจำนวนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จึงเห็นได้ว่าเมื่ออ่านคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบกันแล้วจำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ จึงไม่เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.3 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ข้อ 6.2และข้อ 6.4 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 หรือไม่ นั้น เห็นว่า คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ได้ถูกยกเลิกแล้วโดยคำสั่งที่ 93/2540 โดยไม่ปรากฏว่าคำสั่งที่ 93/2540 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 จึงสิ้นผลไปโดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จึงไม่สามารถอ้างคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 เพื่อเรียกหรือปฏิเสธไม่คืนเงินที่รับมาโดยอาศัยคำสั่งดังกล่าวได้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.4 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ข้อ 6.3ที่ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โดยอ้างว่าเงินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 รับไปจากโจทก์เป็นลาภมิควรได้จึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืน นั้น เห็นว่าการที่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นการจ่ายตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่64/2539 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การรับเงินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จากโจทก์จึงมิใช่เป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แม้ต่อมาคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 จะถูกยกเลิกโดยคำสั่งที่ 93/2540 ก็ตามทั้งการสิ้นผลบังคับของคำสั่งที่63/2539 และที่ 64/2539 มิใช่เป็นเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้ว อันจะถือว่าเป็นการได้ทรัพย์มาในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความ 1 ปีที่กำหนดสำหรับลาภมิควรได้จึงไม่อาจนำมาใช้แก่กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ได้ต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อ 7 ที่ว่า ดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดสูงเกินไปและเป็นที่เดือดร้อนแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 นั้น เห็นว่า เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ต้องชำระเป็นหนี้เงินและมีการผิดนัด ดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จ่ายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นการกำหนดให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งศาลแรงงานกลางไม่อาจใช้ดุลพินิจกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงอีกได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 224 ม. 406 ม. 419
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 ม. 31
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันการบินพลเรือน
จำเลย — นาย ฉลอง ดีชู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3923 -ที่ 3932/2546
#50713
เปิดฉบับเต็ม

เมื่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลาง คำวินิจฉัยของอธิบดีฯ ย่อมเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ มาตรา 9 แม้จำเลยที่ 6 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลางดำเนินการตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลฯ มาตรา 10 ก่อนที่ศาลแรงงานกลางจะสืบพยานโจทก์ แต่ในขณะนั้นศาลปกครองชั้นต้นที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ ยังไม่ได้เปิดดำเนินการและแม้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 จะยื่นคำร้องเช่นเดียวกันนี้ต่อศาลแรงงานกลาง หลังจากศาลปกครองชั้นต้นเปิดดำเนินการแล้ว ก็เป็นการยื่นคำร้องหลังจากศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ไม่เข้ากรณีที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว การที่ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองชั้นต้น จึงชอบแล้ว

คำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า เงินเดือนอัตราใหม่ที่จำเลยที่ 2 รับไประหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน 317,130 บาท และเมื่อตรวจสอบแล้วเงินจำนวนดังกล่าวเกินจากจำนวนที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับเป็นจำนวน 62,066.77 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เห็นได้ว่าเมื่ออ่านคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบกันแล้ว จำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

การที่โจทก์จ่ายค่าจ้างเพิ่มให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นการจ่ายตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การรับเงินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จากโจทก์จึงมิใช่เป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แม้ต่อมาคำสั่งดังกล่าวจะถูกยกเลิกก็ตาม ทั้งการสิ้นผลบังคับของคำสั่งดังกล่าวมิใช่เป็นเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้ว อันจะถือว่าเป็นการได้ทรัพย์มาในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 จึงไม่อาจนำอายุความ 1 ปี ที่กำหนดสำหรับลาภมิควรได้มาใช้แก่กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ได้ ต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ต้องชำระเป็นหนี้เงินและมีการผิดนัดดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จ่ายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นการกำหนดให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งศาลแรงงานกลางไม่อาจใช้ดุลพินิจกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงกว่านี้อีกได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสิบสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบตามลำดับคืนเงิน 89,557.45 บาท 62,842.60 บาท 760,799.33 บาท 31,934.60 บาท 90,017.88 บาท 148,738.84 บาท 92,260 บาท 149,984.65 บาท 144,190 บาท 38,343.38 บาท 271,796.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินของจำเลยแต่ละคนนับแต่วันฟ้องจนกว่าได้ชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสิบสำนวนให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากมิได้บรรยายให้ชัดว่ามูลคดีเกิดจากโจทก์มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 โดยออกคำสั่งที่ 93/2540 และมีคำสั่งเพิ่มบทเฉพาะกาลในคำสั่งที่ 34/2539 โดยออกเป็นคำสั่งที่ 27/2542 โจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานเพราะเป็นการฟ้องเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1336 ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลปกครองที่จะพิจารณาพิพากษา การจัดทำบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนแยกตามกลุ่มงานโดยไม่มีเจตนาปรับเงินเดือนพนักงานให้สูงขึ้น คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเงินเดือนพนักงานตามเจตนารมณ์ของมติคณะรัฐมนตรี จึงเป็นคำสั่งที่ชอบแล้ว อีกทั้งฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเพราะมิได้ฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่รู้ว่า มีสิทธิเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยทุกคนมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนทั้งเงินเดือนและค่าล่วงเวลาตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 และเป็นอำนาจของผู้ว่าการของโจทก์ในการจัดทำบัญชีโครงสร้างเงินเดือนตามคำสั่งที่ 34/2539 ตามมติคณะรัฐมนตรี การที่โจทก์ออกคำสั่งทางปกครองอันเป็นคดีปกครองยกเลิกคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ถูกต้อง ไม่มีสิทธิมาฟ้องเรียกเงินคืนตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 ฝ่ายจำเลยจึงมีสิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของจำเลยแต่ละคนที่เป็นเงินเดือน กับค่าล่วงเวลาที่โจทก์ยึดถือไว้โดยไม่มีสิทธิตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2542 เป็นต้นไป ขอให้บังคับโจทก์จ่ายเงินเดือนกับค่าล่วงเวลาดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดถึงวันฟ้อง และจ่ายเงินเดือนตามอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของตำแหน่งในบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ที่ถูกต้องดังเดิมนับแต่คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ตลอดจนคำสั่งเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปีต่อไปแก่จำเลยแต่ละราย

โจทก์ทั้งสิบสำนวนให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 62,842.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,066.77 บาท จำเลยที่ 3 ชำระเงิน760,799.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 746,872 บาท จำเลยที่ 4 ชำระเงิน 31,934.60 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 31,350 บาท จำเลยที่ 5 ชำระเงิน 90,017.88 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 88,370 บาท จำเลยที่ 6 ชำระเงิน 148,738.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 146,016 บาท จำเลยที่ 7 ชำระเงิน 92,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 8 ชำระเงิน 149,984.65 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 147,239 บาท จำเลยที่ 9 ชำระเงิน 144,190 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยที่ 10 ชำระเงิน 38,343.38 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 37,870 บาท และจำเลยที่ 11 ชำระเงิน 271,796.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 266,821บาท ดอกเบี้ยของต้นเงินทุกรายการให้คิดตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้อง ( 29 มิถุนายน 2543)เป็นต้นไปจนกว่าได้ชำระเสร็จให้แก่โจทก์ คำขออื่นและฟ้องแย้งให้ยก

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นองค์การของรัฐจัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบินพลเรือนพ.ศ. 2535 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นพนักงานของโจทก์ เมื่อเดือนตุลาคม 2537 กระทรวงคมนาคมแจ้งโจทก์ว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับปรุงบัญชีโครงสร้างเงินเดือนพนักงานองค์การของรัฐแยกตามกลุ่มงานเพื่อให้สอดคล้องกับค่างานของตำแหน่งต่าง ๆ ตามความเห็นของกระทรวงการคลัง แล้วนำเสนอตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 โจทก์ได้ดำเนินการและออกคำสั่งที่ 63/2539 ลงวันที่ 19 เมษายน 2539 เรื่อง การปรับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำตามบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ให้ปรับอัตราเงินเดือนขั้นต่ำของพนักงานโจทก์ตามบัญชีโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ดังบัญชีรายละเอียดแนบท้ายคำสั่ง ซึ่งพนักงานของโจทก์รวมทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ได้รับการปรับค่าจ้างตามคำสั่งดังกล่าวจำนวน 23 คน ต่อมาโจทก์มีคำสั่งที่ 64/2539 ลงวันที่ 30 เมษายน 2539 เรื่อง การยกเลิกการเพิ่มค่าจ้างพนักงาน ให้เพิ่มค่าจ้างพนักงานโดยเลื่อนเงินเดือนให้ 1 ขั้น ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไป ทั้งนี้พนักงานของโจทก์ที่มีสิทธิเลื่อนเงินเดือน 1 ขั้นตามคำสั่งที่ 64/2539 ดังกล่าวมีจำนวน18 คน รวมทั้งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ด้วย ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งจากกระทรวงการคลังว่าการจัดทำบัญชีรายละเอียดดังกล่าวไม่เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีเพราะมีการปรับเงินเดือนใหม่ให้สูงขึ้นด้วยให้โจทก์แก้ไขให้ถูกต้อง และหากมีการจ่ายเงินส่วนที่มีการปรับเพิ่มแล้วก็ให้เรียกเงินคืนโจทก์จึงมีคำสั่งที่ 93/2540 ยกเลิกคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 โดยให้ใช้คำสั่งที่ 44/2539 ไปพลางก่อน พร้อมทั้งให้แผนกบัญชีและการเงินกองคลังคำนวณเงินส่วนที่ปรับเพิ่มให้แก่พนักงานที่จ่ายไปแล้วเพื่อเรียกคืน เงินที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ชำระแก่โจทก์เป็นเงินที่โจทก์จ่ายเกินไปจากบัญชีรายละเอียดตามคำสั่งที่ 44/2539

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.1 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ข้อ 6.1 และข้อ 8 เกี่ยวกับอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานกลางซึ่งศาลแรงงานกลางได้กำหนดเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นข้อพิพาทและส่งให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัย ต่อมาอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางมีคำวินิจฉัยที่ 85/2545 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้คำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นที่สุด ดังนั้น ปัญหานี้จึงยุติตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง และแม้จำเลยที่ 6 จะยื่นคำร้องขอให้ศาลแรงงานกลาง ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 10 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2543 ก่อนที่ศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 ของกฎหมายดังกล่าวก็ตาม แต่ในขณะนั้นศาลปกครองชั้นต้นที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง พ.ศ. 2542 ยังไม่ได้เปิดดำเนินการ ส่วนคำร้องที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ยื่นคำร้องเช่นเดียวกันนี้ต่อศาลแรงงานกลางหลังจากศาลปกครองชั้นต้นเปิดดำเนินการแล้ว ก็เป็นการยื่นคำร้องหลังจากศาลแรงงานกลางสืบพยานโจทก์ไปแล้ว ไม่เข้ากรณีที่ศาลแรงงานกลางจะต้องรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และจัดทำความเห็นส่งไปให้ศาลปกครองชั้นต้นเพื่อดำเนินการต่อไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 การที่ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยไม่รอการพิจารณาไว้ชั่วคราวและจัดทำความเห็นส่งไปยังศาลปกครองชั้นต้นตามคำขอของจำเลยนั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.2 ที่ว่า คำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่า คำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาที่จำเลยที่ 2 ได้รับค่าจ้างเพิ่ม ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถต่อสู้ได้ว่าค่าจ้างที่โจทก์อ้างว่าจ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มสำหรับระยะเวลาระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 หรือสำหรับระยะเวลาระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 5 กันยายน 2539 นั้น เห็นว่า คำฟ้องของโจทก์บรรยายแล้วว่าเงินเดือนอัตราใหม่ที่จำเลยที่ 2 รับไประหว่างวันที่ 31 ตุลาคม 2538 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน 317,130 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 และเมื่อตรวจสอบแล้วเงินจำนวนดังกล่าวเกินจากจำนวนที่จำเลยที่ 2 มีสิทธิได้รับเป็นจำนวน 62,066.77 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ซึ่งเป็นจำนวนที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จึงเห็นได้ว่าเมื่ออ่านคำฟ้องและเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องประกอบกันแล้วจำเลยที่ 2 ย่อมเข้าใจและสามารถต่อสู้คดีได้ จึงไม่เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.3 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ข้อ 6.2และข้อ 6.4 ที่ว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 หรือไม่ นั้น เห็นว่า คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ได้ถูกยกเลิกแล้วโดยคำสั่งที่ 93/2540 โดยไม่ปรากฏว่าคำสั่งที่ 93/2540 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด คำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 จึงสิ้นผลไปโดยผลของกฎหมาย จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จึงไม่สามารถอ้างคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 เพื่อเรียกหรือปฏิเสธไม่คืนเงินที่รับมาโดยอาศัยคำสั่งดังกล่าวได้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อ 2.4 และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 ข้อ 6.3ที่ว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ โดยอ้างว่าเงินที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 รับไปจากโจทก์เป็นลาภมิควรได้จึงมีอายุความ 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่ามีสิทธิเรียกคืน นั้น เห็นว่า การที่โจทก์จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นการจ่ายตามคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 ซึ่งมีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น การรับเงินของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จากโจทก์จึงมิใช่เป็นการรับโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ แม้ต่อมาคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539จะถูกยกเลิกโดยคำสั่งที่ 93/2540 ก็ตามทั้งการสิ้นผลบังคับของคำสั่งที่ 63/2539 และที่ 64/2539 มิใช่เป็นเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมิได้มีได้เป็นขึ้น หรือเป็นเหตุที่ได้สิ้นสุดไปเสียก่อนแล้ว อันจะถือว่าเป็นการได้ทรัพย์มาในฐานลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ดังนั้น อายุความ 1 ปีที่กำหนดสำหรับลาภมิควรได้จึงไม่อาจนำมาใช้แก่กรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ได้ ต้องใช้อายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อ 7 ที่ว่า ดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดสูงเกินไปและเป็นที่เดือดร้อนแก่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 นั้น เห็นว่า เมื่อหนี้ที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จะต้องชำระเป็นหนี้เงินและมีการผิดนัด ดอกเบี้ยที่ศาลแรงงานกลางกำหนดให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 จ่ายแก่โจทก์ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นการกำหนดให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งศาลแรงงานกลางไม่อาจใช้ดุลพินิจกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำลงอีกได้ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 224 ม. 406 ม. 419
ป.วิ.พ. ม. 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 2
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 ม. 31
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 ม. 10
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สถาบันการบินพลเรือน
จำเลย — นายฉลอง ดีซู กับพวก
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
วิชัย วิวิตเสวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3922/2546
#110971
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายเคยให้เงินโจทก์บางเดือน เดือนละประมาณ 1,000 บาท ถึง 1,500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก โดยให้ในช่วงผู้ตายได้งานทำในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี การให้ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นเพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายในชีวิตครอบครัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่ได้รับเงินจากผู้ตายในบางเดือน การที่โจทก์ได้รับเงินจากผู้ตายดังกล่าวจึงไม่ถึงขั้นที่จะถือว่าโจทก์อยู่ในความอุปการะของผู้ตายตามความหมายของ พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 20 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 223/2544 ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2544 และให้โจทก์ได้รับเงินทดแทนตามกฎหมาย

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่า โจทก์เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกับนายเวียด ผู้ตาย บิดามารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายไปหลายปีแล้ว นายเวียดยังไม่มีภริยาและบุตร นายเวียดเข้าทำงานเป็นพนักงานขับรถของบริษัทส่องแสงขนส่ง จำกัด ต่อมานายเวียดถูกรถยนต์ชนจนถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้จัดการศพ หลังจากนั้นได้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทน จำเลยจ่ายค่าจัดการศพให้จำนวน 16,500 บาท ส่วนเงินทดแทนรายเดือนจำนวน 504,000 บาท จำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเพราะไม่ใช่ผู้อยู่ในอุปการะของนายเวียดก่อนตาย โจทก์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แต่คณะกรรมการดังกล่าววินิจฉัยยืนตามจำเลย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงว่า โจทก์อยู่ในอุปการะของผู้ตาย อันจะเป็นเหตุให้ได้รับเงินทดแทนหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 20 วรรคท้าย บัญญัติว่า "ในกรณีที่ไม่มีผู้มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก่ผู้ซึ่งอยู่ในอุปการะของลูกจ้างก่อนลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย แต่ผู้อยู่ในอุปการะดังกล่าวจะต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะจากลูกจ้างที่ตายหรือสูญหาย" ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังปรากฏว่า โจทก์อยู่กินกับสามี มีบุตรด้วยกัน 4 คน โจทก์มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ส่วนสามีมีอาชีพรับจ้างขับรถ บุตรคนโตประกอบอาชีพแล้ว โจทก์กำลังส่งเสียบุตรให้ได้รับการศึกษาอีก 3 คน และก่อนที่นายเวียดผู้ตายจะได้งานขับรถทำที่บริษัทส่องแสงขนส่ง จำกัด เคยอยู่ในความอุปการะของโจทก์ เพราะบิดามารดาผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ภายหลังผู้ตายได้งานทำ ผู้ตายจึงนำเงินมาให้โจทก์บ้างเป็นบางเดือน เห็นว่า ผู้ตายเคยให้เงินโจทก์บางเดือน เดือนละประมาณ 1,000 บาท ถึง 1,500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่มากนัก โดยให้ในช่วงผู้ตายได้งานทำในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี การให้ดังกล่าวเห็นได้ว่าเป็นเพียงแต่ทำให้โจทก์ได้รับความสะดวกสบายในชีวิตครอบครัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่ได้รับเงินจากผู้ตายในบางเดือน ฉะนั้น การที่โจทก์ได้รับเงินจากผู้ตายดังกล่าวจึงยังไม่ถึงขั้นที่จะถือว่าโจทก์อยู่ในอุปการะของผู้ตายในความหมายของพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 20 วรรคท้าย โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทน คำพิพากษาศาลแรงงานกลางชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ม. 20 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางละเอียด บุญเกื้อ
จำเลย — สำนักงานประกันสังคม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายณรงค์ ไพบูลย์วัฒนกิจ
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
พันธาวุธ ปาณิกบุตร
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3921/2546
#50712
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ตายกับผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ผู้ตายย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361และมาตรา 1646 โดยไม่จำต้องรับความยินยอมจากผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นภริยานายรวย เล็กกุล ผู้ตาย มีบุตรด้วยกัน 8 คนเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2542 ผู้ตายถึงแก่ความตาย มีทรัพย์มรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8372โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้อง ผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรม และไม่ได้ตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก จึงมีเหตุขัดข้องในการจัดการมรดก ผู้ร้องมีคุณสมบัติไม่ต้องห้ามตามกฎหมายขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ตายกับผู้ร้อง ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสำราญ ไกรกิจราษฎร์ ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายรวย เล็กกุล ผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ร้องกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมีมรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ 8372 ตำบลท่าตาล อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่... ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกทรัพย์ดังกล่าว ที่ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้คัดค้านเบิกความว่า ผู้ตายลงชื่อในพินัยกรรมไม่ได้เพราะไม่ได้นำแว่นตาไป นางสาวส้มลิ้มเบิกความว่า ผู้ตายสายตาไม่ดีมือสั่นลงชื่อไม่ได้ จึงขอพิมพ์หัวแม่มือในพินัยกรรม นางผ่องพรรณเบิกความว่า ผู้ตายอ่านหนังสือออกและเขียนได้ แต่วันทำพินัยกรรมลงชื่อไม่ได้ไม่ทราบเพราะเหตุใด และนางปรานอมเบิกความว่า ผู้ตายลงลายพิมพ์นิ้วมือในคำร้องขอทำพินัยกรรม แต่ไม่มีบันทึกในพินัยกรรมว่าเหตุใดผู้ตายจึงลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรมซึ่งแตกต่างกันจึงน่าเชื่อว่าผู้ตายไม่ได้ลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยสมัครใจ เห็นว่า ผู้คัดค้านกับนางสาวส้มลิ้มเบิกความแตกต่างกันในพลความ ส่วนนางผ่องพรรณและนางปรานอมไม่ทราบว่าเหตุใดผู้ตายไม่ลงชื่อในพินัยกรรมและไม่มีบันทึกในพินัยกรรมว่าเหตุใดผู้ตายจึงลงลายพิมพ์นิ้วมือในพินัยกรรม คำเบิกความจึงไม่แตกต่างกับผู้คัดค้านและนางส้มลิ้ม ดังนั้นจึงไม่ทำให้พยานหลักฐานผู้คัดค้านมีน้ำหนักลดน้อยลง ส่วนที่ผู้ร้องฎีกาว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของตนซึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้องให้แก่ผู้คัดค้านโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อกำหนดในพินัยกรรมจึงไร้ผลนั้น แม้ปัญหานี้ไม่ได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็ตามแต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า การทำพินัยกรรมเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินที่จะมีผลเมื่อตายและเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 บัญญัติว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้"นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า"เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายทรัพย์สินส่วนของตนหรือ... ก็ได้" แม้ผู้ตายและผู้ร้องจะมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 8372 ก็ตาม ผู้ตายย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยไม่จำต้องรับความยินยอมจากผู้ร้อง ดังนี้ ข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมในส่วนนี้จึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361 ม. 1646
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นาง จวน เล็กกุล
ผู้คัดค้าน — นาง สำราญ ไกรกิจราษฎร์
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3921/2546
#111376
เปิดฉบับเต็ม

ปัญหาว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมเป็นอันไร้ผลหรือไม่นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่ได้ว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 คู่ความก็หยิบยกขึ้นอ้างได้

การทำพินัยกรรมเป็นการจำหน่ายทรัพย์สินที่จะมีผลเมื่อตายและเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 บัญญัติว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง? เมื่อตนตายก็ได้" นอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายส่วนของตนหรือ? ก็ได้" แม้ผู้ตายและผู้ร้องจะมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 8372 ก็ตาม ผู้ตายย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ร้อง ข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมในส่วนนี้จึงมีผลบังคับได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอและมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ยกคำร้องขอของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้คัดค้าน โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติเบื้องต้นว่า ผู้ร้องเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้คัดค้านเป็นบุตรของผู้ร้องกับผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายโดยมีมรดกคือที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๓๗๒ โดยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้อง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่าผู้ตายทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของตนซึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้องให้แก่ผู้คัดค้านโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อกำหนดในพินัยกรรมจึงไร้ผลนั้น แม้ปัญหานี้ไม่ได้ว่ากันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ก็ตาม แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่ความมีสิทธิยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง ซึ่งปัญหานี้ศาลฎีกาเห็นว่า การทำพินัยกรรมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔๖ บัญญัติว่า "บุคคลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรมกำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินของตนเอง หรือในการต่าง ๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้" นอกจากนี้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๖๑ วรรคหนึ่ง ก็บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ จะจำหน่ายทรัพย์สินส่วนของตนหรือ? ก็ได้" แม้ผู้ตายและผู้ร้องจะมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๘๓๗๒ ก็ตาม ผู้ตายย่อมมีอำนาจทำพินัยกรรมยกที่ดินส่วนของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว โดยไม่จำต้องรับความยินยอมจากผู้ร้อง ดังนี้ ข้อกำหนดแห่งพินัยกรรมในส่วนนี้จึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1361 ม. 1481 ม. 1646
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางจวน เล็กกุล
ผู้คัดค้าน — นางสำราญ ไกรกิจราษฎร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดพิษณุโลก — นายไพมาส เพ็งมาก
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายจรูญ ชีวิตโสภณ
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3920/2546
#50899
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเงินที่ยืมให้แก่จำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 แทนการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ในขณะทำสัญญาแต่ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 หากไม่โอนยินยอมชดใช้เงิน ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าทำนองเบี้ยปรับ สัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรฯ ย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

สัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคต แม้เป็นสัญญาค้ำประกันหนี้อันสมบูรณ์ แต่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จึงถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ทั้งสองยังคงได้รับชำระเงินจากจำเลยทั้งสอง เพียงแต่ได้รับชำระเป็นจำนวนน้อยกว่าจำนวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองจึงยังเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งความรับผิดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกแก่จำเลยทั้งสองฝ่ายที่แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,672,906 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 2,200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 800,000 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายตามข้อตกลงที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินและจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เห็นว่า แม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยใช้แบบพิมพ์สัญญากู้ยืมเงิน แต่ข้อความในสัญญาเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ตกลงจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 2 แทนการโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ที่ 2 แล้ว โดยจำเลยทั้งสองนำสืบว่า เมื่อเดือนกันยายน 2538 โจทก์ที่ 2 ขอจับกุ้งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเลี้ยงที่อำเภอขนอม หากจับกุ้งคิดเป็นเงินเกิน 600,000 บาท แล้ว ไม่ติดใจที่ดินอีกต่อไป หลังจากนั้นโจทก์ที่ 2 ได้ไปจับกุ้ง ซึ่งจำเลยที่ 1 คิดเป็นเงินประมาณ 700,000บาท ที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์ที่ 2 ไปจับกุ้งของจำเลยที่ 1 นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการทำบันทึกข้อตกลงกันไว้แต่อย่างใดซึ่งเป็นการผิดวิสัย ทั้งไม่ปรากฏว่าได้ขอสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันคืน อนึ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1360วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เจ้าของรวมคนหนึ่ง ๆ มีสิทธิใช้ทรัพย์สินได้ แต่การใช้นั้นต้องไม่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ" คดีนี้ได้ความว่า โจทก์ทั้งสองเข้าหุ้นซื้อที่ดินกับจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2534 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินไปหาประโยชน์ทำบ่อกุ้งแต่ฝ่ายเดียวการที่โจทก์ที่ 2 เข้าไปจับกุ้งขายจึงน่าจะเป็นดังที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่าจับกุ้งขายเป็นเงิน300,000 บาท เป็นการชดใช้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 นำที่ดินที่ซื้อร่วมกันไปหาประโยชน์พยานจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังตามข้อต่อสู้ว่าได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ที่ 2แทนการโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ที่ 2 แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญากับโจทก์ที่ 1 โดยตกลงจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 3 ไร่ ภายในวันที่ 31 มีนาคม2539 หากไม่โอนยอมใช้เงิน 2,500,000 บาท ตรงตามที่ระบุหมายเหตุไว้ในสัญญากู้ยืมเงินจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 800,000 บาท นั้นชอบแล้วส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันไม่มีข้อความว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง กับสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันไม่ได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินโจทก์ที่ 2 จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนของโจทก์ที่ 2 ให้แก่โจทก์ที่ 2 ได้แม้ในสัญญากู้ยืมเงินจะไม่มีข้อความว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ที่ 2 ก็ตามส่วนสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์นั้น เห็นว่า ข้อความในสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องจำเลยที่ 1 ตกลงจะโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1 ดังได้วินิจฉัยมาแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบเงินที่ยืมให้แก่จำเลยที่ 1ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้ตกลงจะชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 แทนการโอนที่ดินให้แก่โจทก์ที่ 1ในขณะทำสัญญาแต่ตกลงว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดิน 3 ไร่ ให้แก่โจทก์ที่ 1 ภายในวันที่31 มีนาคม 2539 หากไม่โอนยินยอมชดใช้เงิน 2,500,000 บาท ซึ่งเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าทำนองเบี้ยปรับ ในขณะทำสัญญาสัญญาดังกล่าวจึงมิใช่สัญญากู้ยืมเงินอันจะต้องปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118สำหรับสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงทุนซื้อที่ดินกับโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 การทำสัญญาค้ำประกันหากจะฟังว่าเพื่อเป็นการประกันการชำระเงิน 2,500,000บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 ในเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ซึ่งเป็นสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตซึ่งประกันได้ จึงเป็นสัญญาค้ำประกันหนี้อันสมบูรณ์ก็ตามแต่ตามประมวลรัษฎากรต้องปิดอากรแสตมป์ 10 บาท แต่ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์เลยจึงถือได้ว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์และไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ถือว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่มีลายมือชื่อผู้ค้ำประกัน จึงไม่อาจฟ้องบังคับให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงต้องสั่งให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แทนจำเลยทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง เห็นได้ว่าโจทก์ทั้งสองยังคงได้รับชำระเงินจากจำเลยทั้งสอง เพียงแต่ได้รับชำระเป็นจำนวนน้อยกว่าจำนวนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งสองจึงยังเป็นฝ่ายชนะคดี ซึ่งความรับผิดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีย่อมตกแก่จำเลยทั้งสองฝ่ายที่แพ้คดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่สั่งให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 แทนจำเลยทั้งสองตามทุนทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองไม่ต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสองจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้ออื่นไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 681
ป.วิ.พ. ม. 161
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง จรัสศรี จันทเวช กับพวก
จำเลย — นาย อ้วน แดงเกื้อสกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
สายันต์ สุรสมภพ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3896/2546
#50854
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่ผู้ร้องให้ออกไปจากที่ดินแต่ผู้ร้องคัดค้านว่าผู้ร้องไม่ใช่บริวารของจำเลย หากแต่เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านที่โจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันจัดสรรขึ้น แต่โจทก์กับจำเลยไม่ยอมโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้อง โดยโจทก์แกล้งฟ้องขับไล่จำเลยต่อศาล หากเป็นความจริง การที่จะให้บังคับคดีโดยให้ผู้ร้องทุกรายออกไปจากที่ดิน อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องได้ แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่จะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร โดยไม่ต้องไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลยหรือไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยกับบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ ต่อมาโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยจะดำเนินการขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินของโจทก์หากผิดนัดยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

ผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 80 และผู้ร้องที่ 92 ถึงที่ 104 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องทุกรายและประชาชนอีกหลายรายเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมบ้านจากโจทก์และจำเลยซึ่งร่วมกันจัดสรรขายโดยได้ผ่อนชำระราคาตลอดมา ต่อมาโจทก์และจำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนบ้านพร้อมที่ดินให้แก่ผู้ร้องทุกราย เมื่อผู้ร้องทุกรายแจ้งว่าจะฟ้องบังคับตามสัญญาโจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้และสมยอมกันเพื่อฉ้อโกงผู้ร้อง ขอให้เพิกถอนการบังคับคดีที่เกี่ยวกับผู้ร้องทุกราย

ผู้ร้องที่ 81 ถึงที่ 91 ยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้ซื้อที่ดินจากจำเลยตามสัญญาจะซื้อขายและได้ชำระราคาบางส่วน โจทก์ทั้งสามและจำเลยร่วมกันฉ้อฉลผู้ร้องและลูกค้าของโครงการทุกรายโดยให้โจทก์ทั้งสามเข้ามาซื้อที่ดิน ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ร้องที่ 81ถึงที่ 91 ทำสัญญาจะซื้อขายกับจำเลยอยู่ก่อนแล้ว ขอให้ศาลห้ามมิให้โจทก์ทั้งสามเข้ารบกวนสิทธิของผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องทุกรายเป็นบริวารของจำเลย คำพิพากษาตามยอมในคดีนี้จึงมีผลสมบูรณ์ ขอให้ยกคำร้องของผู้ร้องทุกราย

ระหว่างการไต่สวนผู้ร้องที่ 97 และที่ 98 ขอถอนคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวนและให้ผู้ร้องกับโจทก์ไปดำเนินคดีเป็นคดีต่างหาก ให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งหมดไว้เพื่อรอฟังผลของคดีใหม่

โจทก์ทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่าก่อนมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้งดการบังคับคดี ศาลชั้นต้นควรที่จะทำการไต่สวนให้ได้ความจริงก่อนว่าผู้ร้องทั้งหมดเป็นบริวารของจำเลยตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ได้บัญญัติให้อำนาจศาลในอันที่จะมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีได้เมื่อศาลเห็นสมควร สำหรับกรณีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่ามีผู้ที่ถูกบังคับคดีให้ออกไปจากที่ดินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่เป็นจำนวนมากรวมทั้งผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 96 และผู้ร้องที่ 99 ถึงที่ 104 ซึ่งคัดค้านว่า ผู้ร้องทุกรายไม่ใช่บริวารของจำเลยหากแต่เป็นผู้ซื้อที่ดินและบ้านที่โจทก์กับจำเลยได้ร่วมกันจัดสรรขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะต้องโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้องแต่ละคน โจทก์กับจำเลยบ่ายเบี่ยงไม่ยอมโอนที่ดินและบ้านให้แก่ผู้ร้อง ผู้ร้องทั้งหมดแจ้งว่าจะฟ้องเพราะเป็นการผิดสัญญา โจทก์และจำเลยจึงได้ร่วมกันฉ้อฉลผู้ร้องกับลูกค้าที่ทำสัญญาจะซื้อขายบ้านและที่ดินกับจำเลย โดยโจทก์ทั้งสามแกล้งฟ้องจำเลยต่อศาลเป็นคดีนี้ แล้วได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเพื่อฉ้อโกงผู้ร้อง ดังนี้ หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามคำร้องของผู้ร้องที่ 1 ถึงที่ 96 และผู้ร้องที่ 99 ถึงที่ 104 แล้ว การที่จะให้บังคับคดีโดยให้ผู้ร้องทุกรายออกไปจากที่ดินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปปิดประกาศขับไล่อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้องทั้งหมดได้ แม้โจทก์จะมีสิทธิบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาก็ตาม แต่การที่จะงดการบังคับคดีไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 292(2) ก็เป็นอำนาจและดุลพินิจของศาลที่จะสั่งตามที่เห็นสมควร ทั้งกรณีของผู้ร้องทุกรายถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรที่จะให้งดการบังคับคดีไว้ก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองให้งดการบังคับคดีแก่ผู้ร้องทุกราย เพื่อรอฟังผลของคดีใหม่นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 292
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ดาวทองนิเวศน์ จำกัด กับพวก
ผู้ร้อง — นาย กิตติศิลป์ ฉันทวัฒน์ กับพวก
จำเลย — นาย สุเทพ ปิ่นเจริญ
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3885/2546
#50898
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญรับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนในวิทยาลัยสารพัดช่าง เมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าวเสร็จและได้รับเงินค่าจ้างครบถ้วนแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055(3) แม้หลังจากจำเลยได้รับเงินค่าจ้างงวดแรกจำเลยยินยอมคืนเงินลงทุนให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่โจทก์และจำเลยยังโต้เถียงกันเรื่องจำนวนผู้เป็นหุ้นส่วน จำนวนเงินที่โจทก์ลงทุนไป จำนวนหนี้ที่ค้างชำระแก่บุคคลภายนอก ค่าตอบแทนและค่าผลประโยชน์ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์ และผลกำไร ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แม้คดีนี้โจทก์จะมิได้ฟ้องแบ่งปันกำไรแต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าแทนและค่าผลประโยชน์จากจำเลยอันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง เพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนสามัญมีหนี้สินเพียงใด โดยโจทก์จะต้องร้องขอให้ตั้งผู้ชำระบัญชีก่อนเมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,087,139 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ จำเลย นายพิศณุเกียรติ บุณยเกียรติ และนายอธิคมเพชรสีขาว ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนรับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนในวิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาส จากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนราธิวาส เป็นเงิน 3,358,420 บาท แบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดแรกเป็นเงิน 1,500,000 บาท (ไม่หักภาษี) งวดที่ 2 เป็นเงิน1,858,420 บาท (ไม่หักภาษี) โดยโจทก์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ส่วนจำเลยนายพิศณุเกียรติ และนายอธิคมเป็นผู้ดำเนินการและควบคุมการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างเสร็จและเบิกเงินค่าจ้างมาแล้วให้หักเงินค่าใช้จ่ายที่โจทก์ออกไปก่อนคืนแก่โจทก์ หากเหลือผลกำไรสุทธิเท่าใดจึงแบ่งให้แก่หุ้นส่วนทั้ง 4 คนเท่ากัน จำเลยไม่ได้เสนอหรือตกลงให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ให้แก่โจทก์ ในการที่โจทก์วางเงินค้ำประกันการทำงานของจำเลยแต่อย่างใด การวางเงินค้ำประกัน 170,000 บาท ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องออกไปก่อนตามข้อตกลงเข้าหุ้นส่วนกัน จำเลยและหุ้นส่วนคนอื่นไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ทั้งจำเลยและหุ้นส่วนคนอื่นไม่เคยเสนอหรือตกลงให้ค่าผลประโยชน์เป็นเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ จากการที่จำเลยได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้าย ในการดำเนินการควบคุมการก่อสร้างจนเสร็จจำเลยเบิกเงินไปจากโจทก์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 912,798 บาท จำเลยได้ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายอีก 3 รายการ รวมเป็นเงิน 578,142 บาท(ที่ถูก 587,142 บาท) เป็นการจัดการโดยเครดิตและโดยเงินของจำเลยเองไม่เกี่ยวข้องกับโจทก์แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่โจทก์ ส่วนค่าเสียหายที่โจทก์อ้างและเรียกร้องมาเป็นเงิน 582,203 บาท (ที่ถูก 587,139 บาท)นั้น ไม่ทราบว่าเป็นค่าเสียหายอะไร เพราะโจทก์ไม่ได้เสียหายในส่วนนี้โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้เข้าใจว่าค่าเสียหายในส่วนนี้มาจากไหน ฟ้องของโจทก์จึงเคลือบคลุม หลังจากจำเลยคืนเงินค่าใช้จ่ายให้แก่โจทก์แล้ว เมื่อคำนวณถึงเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายที่จำเลยจะได้รับอีกเป็นเงิน 1,858,420 บาท กิจการของหุ้นส่วนจะได้กำไรสุทธิเป็นเงิน 215,994 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น 251,994 บาท) ซึ่งหุ้นส่วนแต่ละคนจะได้รับส่วนแบ่งกำไรเท่ากันคนละ 62,998.50 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบโดยไม่โต้เถียงกันว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2541 โจทก์และจำเลยตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนรับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนในวิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาสจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนราธิวาสในราคา 3,350,000 บาท แบ่งชำระค่าจ้างเป็น 2 งวด โจทก์ลงหุ้นเป็นเงินโดยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ส่วนจำเลยลงแรงงานโดยเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2542 จำเลยได้รับเงินค่าจ้างงวดแรก เป็นเงิน1,500,000 บาท และนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเข้าบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่055-5-00140-1 ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมกันเปิดไว้ที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขานราธิวาส เพื่อเป็นบัญชีหมุนเวียนในกิจการดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขว่าโจทก์หรือจำเลยคนใดคนหนึ่งมีอำนาจสั่งจ่ายเช็คเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีดังกล่าวได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง จำเลยสั่งจ่ายเช็ค 3 ฉบับ ฉบับแรกสั่งจ่ายเงิน 218,603 บาท ลงวันที่ 16 มีนาคม 2542 ซึ่งต่อมาจำเลยแก้ไขวันที่สั่งจ่ายเป็นวันที่ 16 เมษายน 2542 เพื่อชำระหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดนราธิวาสทักษิณคอนกรีต ตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.9 ฉบับที่สองสั่งจ่ายเงิน345,000 บาท ลงวันที่ 15 มีนาคม 2542 เพื่อชำระหนี้ค่าอะลูมิเนียมและค่าแรงตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.6 และฉบับที่สามสั่งจ่ายเงิน 23,539 บาท ลงวันที่ 15มีนาคม 2542 เพื่อชำระหนี้ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย จ.5นอกจากนี้จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงิน 912,798 บาท ลงวันที่ 16 มีนาคม 2542 ให้แก่โจทก์ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวครบถ้วนแล้ว โจทก์มาฟ้องมูลละเมิดเรียกค่าเสียหายอ้างว่าจำเลยถอนเงินตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.6 แล้วไม่นำไปชำระหนี้ค่าอะลูมิเนียมและค่าแรง กับค่าเสียหายในการที่จำเลยแก้ไขจำนวนเงินที่สั่งจ่ายจาก23,539 บาท เป็น 242,139 บาท รวมเป็นเงิน 587,139 บาท ฟ้องเรียกค่าตอบแทนเป็นเงิน 200,000 บาท ในการที่โจทก์วางเงินค้ำประกันการทำงานของจำเลยและฟ้องเรียกค่าผลประโยชน์เป็นเงิน 300,000 บาท จากการที่จำเลยตกลงให้โจทก์เมื่อจำเลยได้รับเงินค่าจ้างงวดสุดท้ายมาแล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกให้จำเลยชำระค่าเสียหาย ค่าตอบแทน และค่าผลประโยชน์ตามฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญรับจ้างก่อสร้างอาคารเรียนในวิทยาลัยสารพัดช่างนราธิวาสจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนราธิวาสเมื่อจำเลยก่อสร้างอาคารเรียนดังกล่าวเสร็จและได้รับเงินค่าจ้างครบถ้วนแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกัน เพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1055(3) แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่า หลังจากจำเลยได้รับเงินค่าจ้างงวดแรกเป็นเงิน 1,500,000 บาท จำเลยยินยอมคืนเงินลงทุนให้แก่โจทก์แล้วก็ตาม แต่โจทก์และจำเลยยังโต้เถียงกันเรื่องจำนวนผู้เป็นหุ้นส่วน จำนวนเงินที่โจทก์ลงทุนไป จำนวนหนี้ที่ค้างชำระแก่บุคคลภายนอกตามสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล.6 และ จ.5 ค่าตอบแทนและค่าผลประโยชน์ที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์และผลกำไร ดังนี้ตามพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แม้คดีนี้โจทก์จะมิได้ฟ้องแบ่งปันกำไรก็ตาม แต่โจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนและค่าผลประโยชน์จากจำเลยอันเกี่ยวเนื่องกับสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงต้องจัดให้มีการชำระบัญชีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้ทราบว่าห้างหุ้นส่วนสามัญมีหนี้สินเพียงใด โดยโจทก์จะต้องร้องขอให้ตั้งผู้ชำระบัญชีก่อน เมื่อโจทก์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เป็นประเด็นไว้ แต่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 247 คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1055 (3) ม. 1061 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เจิม จวงจอง
จำเลย — นาย เวียงศักดิ์ ภูริวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
เรวัตร อิศราภรณ์
สายันต์ สุรสมภพ
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3883/2546
#51050
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง พระเทพปัญญามุนีไม่ใช่ผู้แทนของวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระลูกวัดและมีพรรษาอาวุโสสูงสุดของวัดจำเลยที่ 1 จึงต้องทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสคำฟ้องโจทก์ที่ระบุว่าฟ้องจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รักษาการแทนเจ้าอาวาส จึงเป็นคำฟ้องที่ถูกต้อง ทั้งการฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลยโดยมิได้ระบุชื่อผู้แทนของนิติบุคคลมาด้วยหรือระบุชื่อผู้แทนนิติบุคคลผิดตัว ก็ไม่ทำให้กลายเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องจำเลยผิดตัว

ขณะที่วัดจำเลยที่ 1 บุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อสร้างกุฏิ ศาลาและสิ่งปลูกสร้าง ในเขตอุทยานแห่งชาติ อันไม่ใช่เขตพื้นที่ของวัดจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดูแลรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนของวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนให้ความเห็นชอบหรือเป็นผู้กระทำการดังกล่าว เมื่อเป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของวัดจำเลยที่ 1 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่กรมป่าไม้โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534โดยเป็นกรมสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับควบคุม ดูแลทะนุบำรุง และรักษาป่าและป่าไม้ ตลอดจนป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าและป่าไม้ทั่วราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ขณะเกิดเหตุมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้แทนของจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างเดือนกรกฎาคม 2537 ถึงวันที่ 26 เมษายน2538 ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และในฐานะส่วนตัว กับพวกซึ่งเป็นบริวารได้บุกรุกเข้าไปก่นสร้างแผ้วถาง ทำลายป่า รวมพื้นที่ 2 แห่ง ห่างกันประมาณ 500 เมตร ภายในบริเวณป่าท้องที่หมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร รวมเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ แล้วยึดถือครอบครองปลูกสร้างศาลาและกุฏิทั้งที่เป็นการชั่วคราวและกึ่งถาวรรวม 60 หลัง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ป่าในบริเวณดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ความเสียหายทางตรงเป็นเหตุให้พันธุ์ไม้และของป่าเดิมถูกทำลายไป พันธุ์ไม้หรือของป่าใหม่ก็ไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตงอกเงยขึ้นแทนที่ได้ทำให้ผลผลิตที่เป็นเนื้อไม้และของป่าต้องสูญหายหรือเสียหายไปคิดเป็นมูลค่าเฉลี่ยปีละ 40,825.10 บาท ต่อไร่ ส่วนความเสียหายทางอ้อม อันได้แก่ความเสียหายทางทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งเป็นของรัฐก่อให้เกิดการสูญหายของธาตุอาหารในดิน หิน กรวด และทราย ทำให้ดินไม่ดูดซับน้ำฝนทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นดินโดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ ทำให้ดิน หิน กรวด ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ในดิน หิน กรวดและทรายต้องสูญหายหรือเสียหายไป ทำให้อากาศร้อนมากขึ้น และทำให้ฝนตกน้อยลง คิดเป็นมูลค่าแห่งความเสียหายปีละ110,117.60 บาท ต่อไร่ รวมเป็นมูลค่าแห่งความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมปีละ150,942.70 บาท ต่อไร่ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเพียงไร่ละ150,000 บาท รวม 6 ไร่ คิดเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น 900,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 900,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 คือ พระเทพปัญญามุนี ฉายาคุณวุฑโฒจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพระลูกวัด มาจำวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ไม่มีหน้าที่บริหารกิจการใด ๆจำเลยทั้งสองไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งวัดจำเลยที่ 1 เป็นที่ดินของนิคมสหกรณ์สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากนิคมสหกรณ์สังขละบุรีให้ก่อสร้างวัดแล้ววัดจำเลยที่ 1 ไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตอุทยาน วัดจำเลยที่ 1มีกุฎิเพียง 25 หลัง ซึ่งเป็นกุฏิแบบชั่วคราว ทำด้วยไม้ไผ่ สามารถเคลื่อนย้ายได้ ไม่มีเสาปักลงดิน และจำเลยทั้งสองไม่เคยตัดฟันต้นไม้จำเลยทั้งสองไม่เคยทำความเสียหายตามที่โจทก์อ้าง ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ เพราะวัดจำเลยที่ 1 สร้างมากกว่า 2 ปีแล้วผู้แทนโจทก์ก็รู้เห็น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยเป็น กรม สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ควบคุม ดูแล ทะนุบำรุงป่าและป่าไม้ป้องกันและปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าและป่าไม้ทั่วราชอาณาจักร มีนายพยุง นพสุวรรณ เป็นรองอธิบดี รักษาการแทนอธิบดี ทำหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติราชการของโจทก์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2534 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาช้างเผือก ป่าเขาบ่อแร่ ป่าเขาพระฤาษีและป่าห้วยเขยงในท้องที่ตำบลไล่โว่ ตำบลหนองลู ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรีและตำบลชะแบ ตำบลปิล๊อก ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2534 ออกใช้บังคับโดยให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน2534 เป็นต้นไป ตามสำเนาพระราชกฤษฎีกาและแผนที่แนบท้ายเอกสารหมาย จ.1จำเลยที่ 1 เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2538 ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการเอกสารหมาย จ.6 โดยจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากกรมส่งเสริมการเกษตรให้ใช้ที่ดินในเขตจัดนิคมสหกรณ์สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เนื้อที่ประมาณ60 ไร่ บริเวณหมู่ที่ 4 ตำบลปรังเผล อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรีสร้างวัดดังกล่าวตามสำเนาบันทึกข้อความของกรมส่งเสริมสหกรณ์และหนังสือแจ้งการอนุญาตให้ใช้ที่ดินดังกล่าวเพื่อจัดสร้างวัด จำเลยที่ 1 ของนิคมสหกรณ์สังขละบุรี เอกสารหมาย ล.4 และล.5 ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ ตามพระราชกฤษฎีกาเอกสารหมาย จ.1เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม - กาญจนบุรี - สุพรรณบุรี (ธรรมยุต) มีคำสั่งแต่งตั้งพระเทพปัญญามุนี ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15กรกฎาคม 2540 ตามเอกสารหมาย ล.1

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นอันดับแรกตามคำแก้ฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 โดยระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสซึ่งไม่ถูกต้อง ความจริงพระเทพปัญญามุนีเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสที่ถูกต้องตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้แทนของจำเลยที่ 1ฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ยื่นคำฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน 2539 และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดีเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน2539 โดยจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพระลูกวัดของจำเลยที่ 1 ผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 คือพระเทพปัญญามุนีซึ่งรักษาการแทนเจ้าอาวาสตามสำเนาคำสั่งแต่งตั้งของเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม - กาญจนบุรี - สุพรรณบุรี (ธรรมยุต) ลงวันที่17 มีนาคม 2539 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 แต่ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียวว่า จำเลยที่ 1 มีพระเทพปัญญามุนีดำรงตำแหน่งรักษาการแทนเจ้าอาวาส ตามสำเนาหนังสือแต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาสจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย ล.1 และเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า ตามเอกสารหมาย ล.1 มีคำสั่งแต่งตั้งให้พระเทพปัญญามุนีรักษาการแทนเจ้าอาวาสเมื่อวันที่15 กรกฎาคม 2540 ก่อนหน้านี้วัดยังไม่มีเจ้าอาวาส จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีพรรษาอาวุโสสูงสุดของวัดจำเลยที่ 1 ซึ่งตามธรรมเนียมสงฆ์จะต้องเป็นผู้ดูแลแทนเมื่อจำเลยทั้งสองไม่ได้อ้างสำเนาคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 เอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 1 ซึ่งมีข้อความระบุถึงการแต่งตั้งพระเทพปัญญามุนีรักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2539 เป็นพยาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่าพระเทพปัญญามุนีรักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2539 คงฟังได้ตามเอกสารหมาย ล.1 ว่า พระเทพปัญญามุนีรักษาการเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2540 ตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบ ดังนั้น ขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองยื่นคำให้การต่อสู้คดีนี้พระเทพปัญญามุนีจึงไม่ใช่ผู้แทนของวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพระลูกวัดของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้มีพรรษาอาวุโสสูงสุดของวัดจำเลยที่ 1 จึงต้องทำหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสคำฟ้องโจทก์ที่ระบุฟ้องจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 รักษาการแทนเจ้าอาวาส จึงเป็นคำฟ้องที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองนำสืบแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังมีความเห็นต่อไปอีกว่าการฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลยโดยมิได้ระบุชื่อผู้แทนของนิติบุคคลมาด้วยหรือระบุชื่อผู้แทนนิติบุคคลผิดตัว ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์กลายเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ใช่เป็นการฟ้องจำเลยผิดตัว ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้ให้เหตุผลไว้โดยละเอียดแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ข้อโต้แย้งของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองบุกรุกป่าและอุทยานแห่งชาติตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายทวีวงศ์ ดิษสกุล พนักงานป่าไม้ สำนักงานอุทยานแห่งชาติเขาแหลม นายสำลี ฉิมมังกรทอง ลูกจ้างประจำสำนักงานอุทยานแห่งชาติเขาแหลมและนายสมคิด แก้วไทรหงวน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมซึ่งได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ในที่เกิดเหตุมาเบิกความเป็นพยานสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 1ได้สร้างกุฏิและศาลาอยู่ฝั่งทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของลำห้วยลิเจียนอกเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต รวมประมาณ 60 หลัง และเหนือขึ้นไปประมาณ 500 เมตร อีก 4 หลังรวมเนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร โดยมีจำเลยที่ 2 แสดงตนเป็นเจ้าอาวาส ได้มีการทำบันทึกแจ้งความและแผนที่สังเขปแสดงพื้นที่ที่ถูกบุกรุกไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 และถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุไว้ด้วยตามภาพถ่ายหมาย จ.3 (6 ภาพ)ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 และนายสนัด รัตนวิเชียร มาเบิกความยืนยันว่ากุฏิและศาลาปลูกสร้างบนที่ดินในเขตจัดนิคมสหกรณ์สังขละบุรีที่อนุญาตให้วัดจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองใช้ก่อสร้างวัดจำเลยที่ 1 ซึ่งที่ดินส่วนหนึ่งล้ำลำห้วยลิเจียไปทางฝั่งตะวันตกโดยมีกุฏิหลังเล็กปลูกสร้างอยู่ตามแผนผังแสดงบริเวณที่ดินที่ได้รับอนุญาตเอกสารหมายล.2 กับแผนที่และแผนผังบริเวณวัดป่าสุญญตารามลิเจียเอกสารหมาย ล.3 เห็นว่า ตามแผนที่และแผนผังบริเวณวัดป่าสุญญตารามลิเจียเอกสารหมาย ล.3 แสดงอาณาเขตบริเวณวัดจำเลยที่ 1 เนื้อที่ทั้งหมด 60 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ด้านตะวันออกหรือด้านใต้ของลำห้วยลิเจีย และมีพื้นที่บางส่วนอยู่เหนือลำห้วยลิเจียบริเวณริมลำห้วยเมื่อคำนวณสัดส่วนตามที่ปรากฏในแผนที่ดังกล่าว พื้นที่ส่วนน้อยที่อยู่ทางเหนือหรือทางทิศตะวันตกของห้วยลิเจีย จะมีพื้นที่ที่กว้างไม่เกิน 30 เมตร จากริมฝั่งด้านเหนือของลำห้วยลิเจีย และสิ่งปลูกสร้างที่ปรากฏในแผนที่และแผนผังเอกสารหมาย ล.3 ซึ่งแสดงสัญลักษณ์ด้วยหมายเลข 1 ถึงหมายเลข 7 อยู่ในวงกลม จะปรากฏอยู่ในแผนที่ซึ่งเป็นบริเวณเขตวัดจำเลยที่ 1 ทั้งหมด และถัดจากเขตวัดจำเลยที่ 1 ขึ้นไปทางเหนือจะเป็นแนวชายเขาและภูเขา นายสนัดเบิกความว่า ที่ดินซึ่งอนุญาตให้ใช้มีประมาณ 60 ไร่ และคร่อมบริเวณลำห้วยลิเจียอยู่ด้วย ซึ่งปัจจุบันยังมีหมุดปักอยู่และกุฏิที่ใช้นั่งวิปัสสนาทำด้วยไม้ไผ่ ไม่ได้ฝังลงในดิน สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งมีอยู่ไม่ถึง 60 หลัง ปัจจุบันได้พังไปหมดแล้ว โดยกุฏิดังกล่าวสร้างเมื่อปี 2537 อยู่ชิดกับลำห้วยตรงข้ามวัด ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตตามคำเบิกความของนายสนัดพยานจำเลยทั้งสองดังกล่าวแสดงถึงข้อเท็จจริงว่า มีการสร้างกุฏิในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตทางด้านทิศเหนือของลำห้วยลิเจียหลายหลังตั้งแต่ปี2537 แต่ปัจจุบันไม่มีเพราะพังหมดแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจำเลยที่ 2ที่เบิกความว่า ภาพถ่ายสิ่งปลูกสร้าง จ.4 (ที่ถูก จ.3) เป็นสิ่งปลูกสร้างของทางวัด แต่ปัจจุบันกุฏิได้พังไปหมดแล้ว คงเหลือแต่ศาลาหลังใหญ่ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกของลำห้วยลิเจียไม่ข้ามลำห้วยไป แต่ตามคำเบิกความของจำเลยที่ 2 แสดงข้อเท็จจริงว่าไม่มีกุฏิหรือศาลาของวัดจำเลยที่ 1 ที่ปลูกสร้างนอกพื้นที่ที่ทางวัดจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตศาลาตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ปลูกสร้างอยู่ทางตะวันออกของลำห้วยลิเจีย ส่วนกุฏิตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ได้พังหมดแล้ว แต่พยานโจทก์ทุกปากเบิกความยืนยันว่าได้ขึ้นไปสำรวจบริเวณที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2538 ได้ทำบันทึกตามเอกสารหมาย จ.2และถ่ายรูปกุฏิและศาลาไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 นายทวีวงศ์เบิกความยืนยันว่า เมื่อไปถึงบริเวณที่ถูกบุกรุกพบกุฏิ ศาลาเดินจงกรมและห้องน้ำปลูกสร้างอยู่รวม 60 หลัง เดินไปอีกประมาณ 500 เมตร พบสิ่งปลูกสร้างลักษณะเดียวกันอีก 4 หลัง กุฏิและศาลาที่ตรวจพบและถ่ายรูปไว้ตามภาพถ่ายหมาย จ.3 (6 ภาพ) ปลูกอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารห่างจากพื้นที่ของนิคมสหกรณ์สังขละบุรีประมาณ 50 เมตร และนายสมคิดเบิกความยืนยันว่า พื้นที่ที่ถูกบุกรุกไม่ได้อยู่ในเขตนิคมสหกรณ์สังขละบุรี แม้นายสมคิดจะเบิกความว่า พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดจำเลยที่ 1 อยู่อีกฝั่งหนึ่งของลำห้วยลิเจียโดยอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งตามข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามแผนที่และแผนผังบริเวณวัดป่าสุญญตารามลิเจียเอกสารหมาย ล.2 และ ล.3 ว่า เขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้สร้างวัดจำเลยที่ 1 อยู่คร่อมลำห้วยลิเจียมาทางฝั่งทิศตะวันตกด้วย แต่เนื้อที่ทางฝั่งทิศตะวันตกจะมีความกว้างประมาณไม่เกิน 30 เมตร จากฝั่งลำห้วยลิเจียขึ้นไปดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่นายสมคิดก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยทั้งสองว่า พื้นที่ที่ถูกบุกรุกจุดแรกอยู่ห่างจากลำห้วยประมาณ 50 ถึง 100 เมตร ส่วนจุดที่ 2 อยู่ห่างไปอีกประมาณ 500 เมตรสอดคล้องกับคำเบิกความของนายทวีวงศ์และนายสำลีพยานโจทก์ดังกล่าว ทั้งแผนที่สังเขปแสดงพื้นที่ที่ถูกบุกรุกท้ายเอกสารหมาย จ.2 ก็แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ที่ถูกบุกรุกอยู่ฝั่งทางทิศตะวันตกของลำห้วยลิเจีย แต่มิได้อยู่ติดลำห้วยซึ่งเป็นการรุกล้ำออกนอกเขตพื้นที่ที่รับอนุญาตให้สร้างวัดจำเลยที่ 1 นายทวีวงศ์ นายสำลี และนายสมคิดต่างเป็นข้าราชการซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการดูแลรักษาป่าและป่าไม้ในเขตท้องที่ที่เกิดเหตุการไปตรวจบริเวณที่เกิดเหตุเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าพยานโจทก์ทั้งสามมีสาเหตุโกรธเคืองกับพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งในวัดจำเลยที่ 1 หรือมีความเกลียดชังวัดจำเลยที่ 1 เป็นพิเศษ จึงไม่มีสาเหตุที่พยานโจทก์ทั้งสามจะกลั่นแกล้งเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสอง ทั้งโดยวิสัยของคนไทยย่อมให้ความเคารพนับถือแก่พระสงฆ์และวัดในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ทั้งยังมีความเชื่อว่าถ้าบุคคลใดไปล่วงเกินพระสงฆ์หรือทรัพย์สมบัติที่เป็นของวัดบุคคลผู้นั้นจะพบแต่ความวิบัติและไม่มีความเจริญรุ่งเรือง จึงไม่มีเหตุผลให้เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสามดังกล่าวจะเบิกความโดยไม่มีมูลความจริง แผนที่และแผนผังแสดงอาณาเขตของวัดจำเลยที่ 1 และตำแหน่งของกุฏิศาลา รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่ปลูกสร้างอยู่ภายในอาณาเขตที่วัดจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาต ตามแผนผังบริเวณวัดป่าสุญญตารามลิเจียเอกสารหมาย ล.3 จำเลยทั้งสองเพิ่งนำสืบในภายหลังโดยมิได้นำเอกสารดังกล่าวไปถามค้านพยานโจทก์เพื่อให้พยานโจทก์ได้อธิบายว่า กุฏิ ศาลาหรือสิ่งปลูกสร้างที่อ้างว่าบุกรุกป่าต้นน้ำลำธารได้ปลูกสร้างอยู่ในเขตวัดจำเลยที่ 1 ในแผนที่และแผนผังที่บริเวณป่าสุญญตารามลิเจียเอกสารหมาย ล.3หรือไม่ทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งได้ดูภาพถ่ายหมาย จ.3 แล้ว ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า กุฏิและศาลาตามภาพถ่ายหมาย จ.4 (ที่ถูก จ.3) เป็นสิ่งปลูกสร้างของทางวัด แต่ไม่ทราบว่าอยู่บริเวณใดของแผนที่และแผนผังบริเวณวัดป่าสุญญตารามเอกสารหมาย ล.3 เพราะจำเลยที่ 2 ดูแผนที่ไม่ออก ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุผล จำเลยที่ 2 เป็นพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 มานานประมาณ 6 ถึง 7 ปี ทั้งมีสถานะเป็นพระสงฆ์ที่มีพรรษาอาวุโสสูงสุดที่จะต้องดูแลกิจการของวัดจำเลยที่ 1 แทนเจ้าอาวาสกลับไม่อาจยืนยันถึงสิ่งปลูกสร้างตามภาพถ่ายหมาย จ.3 ว่าอยู่ในตำแหน่งใดในแผนที่และแผนผังบริเวณวัดป่าสุญญตารามลิเจียตามเอกสารหมาย ล.3 ทั้งที่ในแผนที่นั้นมีแผนผังที่ตั้งของกุฏิและศาลาแต่ละหลังไว้อย่างชัดเจน นับเป็นข้อพิรุธ เห็นว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ได้มีการปลูกสร้างกุฏิ ศาลา และสิ่งปลูกสร้างของวัดจำเลยที่ 1 ในบริเวณป่าต้นน้ำลำธารอันเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่ ตามฟ้องจริง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้บุกรุกเข้าไปก่นสร้าง แผ้วถาง ทำลายป่า อันเป็นการทำลาย ทำให้เสียหาย และทำให้เสื่อมสภาพแก่พันธุ์ไม้ ของป่า ดิน หิน กรวด ทราย แร่ธาตุ และทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อันเป็นทรัพย์สินของรัฐซึ่งอยู่ในความควบคุมดูแลของโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายให้แก่โจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 แม้โจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ลงมือกระทำการดังกล่าวด้วยก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า วัดจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2538แต่จำเลยที่ 2 ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2532 ซึ่งขณะนั้นยังมีสภาพเป็นสำนักสงฆ์ลิเจียและขณะที่มีการเข้าไปตรวจสอบการบุกรุกป่าเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2538นายทวีวงศ์และนายสมคิดพยานโจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 แสดงตนเป็นเจ้าอาวาสของวัดจำเลยที่ 1 ทั้งในบันทึกการแจ้งความเอกสารหมาย จ.2 ที่ทำขึ้นในวันเข้าตรวจสอบดังกล่าวก็มีข้อความระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำตรวจสอบ จำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่า วัดจำเลยที่ 1 ตั้งขึ้นเมื่อปี 2538 และขณะอยู่ที่วัดจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีพรรษาอาวุโสสูงสุด ซึ่งตามธรรมเนียมสงฆ์จะเป็นผู้ดูแลแทน จึงมีเหตุผลและน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าขณะที่การบุกรุกแผ้วถางป่า เพื่อสร้างกุฏิ ศาลาและสิ่งปลูกสร้างของวัดจำเลยที่ 1 ในพื้นที่ที่เกิดเหตุ อันไม่ใช่เขตพื้นที่ของวัดจำเลยที่ 1 ตามที่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 2 ดูแลรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดจำเลยที่ 1 ถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้แทนของวัดจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ย่อมมีส่วนให้ความเห็นชอบหรือเป็นผู้กระทำการดังกล่าว เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่อยู่ในขอบวัตถุประสงค์หรืออำนาจหน้าที่ของวัดจำเลยที่ 1 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐจำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 วรรคสอง ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 60,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้เท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา ยกเว้นค่าทนายความทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 76 ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กรมป่าไม้
จำเลย — วัด ลิเจียหรือวัดป่าสุญญตารามลิเจีย หรือ สำนักสงฆ์ลิเจีย
จำเลย — หรือ สำนักสงฆ์ป่าสุญญตารามลิเจีย กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
สุวิทย นรนุตกุล
สิทธิชัย รุ่งตระกูล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2546
#49498
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายและอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วม จึงไม่ชอบ

โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฎีกาของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 เวลากลางวันจำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะต่อยนายบุญเรือง ทำทอง ผู้ตาย ถูกบริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้งโดยไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายมีเลือดออกในช่องน้ำเลี้ยงสมอง มีภาวะตีบตันของทางเดินน้ำเลี้ยงสมอง สมองบวมและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสม ทำทอง บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 จำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยบาดแผลที่ขมับด้านขวาซึ่งเป็นบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจะเป็นบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้าย หรือเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้น ยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้ให้แก่จำเลย คงลงโทษจำเลยฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามที่พิจารณาได้ความและเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคท้าย พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท การกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยจึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีของตนจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายและอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยเนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 192 ม. 195
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นายสม ทำทอง
จำเลย — นายอุทัย กันยาสุข
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2546
#50334
เปิดฉบับเต็ม

ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นบุพการีของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) โจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ว่าจำเลยกระทำโดยทารุณโหดร้ายและให้ลงโทษจำเลยสถานหนัก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยอุทธรณ์ในข้อดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะต่อยนายบุญเรือง ทำทอง ผู้ตาย ถูกบริเวณศีรษะและใบหน้าหลายครั้งโดยไม่มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับอันตรายแก่กายมีเลือดออกในช่องน้ำเลี้ยงสมอง มีภาวะตีบตันของทางเดินน้ำเลี้ยงสมองสมองบวมและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสม ทำทอง บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2540 จำเลยใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ผู้ตายถึงแก่ความตาย โดยบาดแผลที่ขมับด้านขวาซึ่งเป็นบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจะเป็นบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้ายหรือเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นใหม่หลังจากนั้น ยกประโยชน์แห่งความสงสัยในส่วนนี้ให้แก่จำเลยคงลงโทษจำเลยฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามที่พิจารณาได้ความและเป็นความผิดอยู่ในตัวเอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคท้าย พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 จำคุก6 เดือน และปรับ 2,000 บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 1,000 บาท การกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย 2 ปี โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่าจำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้ายและอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบด้วยมาตรา 225 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกฎีกาของจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 295
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.อ. ม. 5 ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ — โจทก์ร่วม
โจทก์ — นาย สม ทำทอง
จำเลย — นาย อุทัย กันยาสุข
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3879/2546
#110889
เปิดฉบับเต็ม

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อแรกว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าจำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (2) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้าย และอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๐

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายสม ทำทอง บิดาของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๕ จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท คำให้การรับสารภาพของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๑,๐๐๐ บาท การกระทำความผิดของจำเลยไม่ร้ายแรงนัก ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๑ ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลย ๒ ปี โดยไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลย ๑ ปี ๔ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า การที่จำเลยเตะบริเวณแก้มของผู้ตายเป็นการกระทำโดยเล็งเห็นผลว่าจะเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อหาที่โจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้อง และเป็นข้อหาที่โจทก์ไม่ได้ประสงค์ให้ลงโทษ ศาลจะลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีที่ผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้บุพการีของผู้ตายจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๕ (๒) และโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ข้อที่สองที่ว่า จำเลยทำร้ายผู้ตายโดยกระทำทารุณโหดร้าย และอุทธรณ์ข้อที่สามที่ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายในสถานหนัก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อที่สองและข้อที่สามของโจทก์ร่วมดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ และแม้ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ จะพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและยกฎีกาของจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 5 (2) ม. 15 ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.วิ.พ. ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นายสม ทำทอง
จำเลย — นายอุทัย กันยาสุข
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายสุพจน์ อินทิวร
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาววันทนี กีรติพิบูล
ชื่อองค์คณะ
สมศักดิ์ เนตรมัย
ทองหล่อ โฉมงาม
ปรีดี รุ่งวิสัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา