คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3780/2546
#49496
เปิดฉบับเต็ม

ข้อตกลงประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับการถอนฟ้องที่ตกลงให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่ง 1 คดี จำเลยกับพวกถอนฟ้องคดีอาญา 1 คดี คดีแพ่ง 2 คดี และตกลงประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งอีก 1 คดี คดีแพ่งทั้ง 4 คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดิน ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150แม้ข้อตกลงในส่วนที่ฝ่ายจำเลยต้องถอนฟ้องคดีอาญาในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิใช้เอกสารสิทธิปลอม เป็นคดีอาญาแผ่นดินซึ่งอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะ ก็เป็นส่วนที่แยกออกจากส่วนที่สมบูรณ์ได้ตามมาตรา 173 จึงไม่เกี่ยวกับส่วนที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จำนวน 700,000 บาท จากจำเลยและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้จำเลยตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความ

ประเด็นข้อพิพาทตั้งขึ้นได้โดยคำคู่ความ ซึ่งหมายความรวมถึงคำให้การด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5),183 เมื่อจำเลยให้การว่าหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องระงับไปด้วยการทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาว่าบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะหรือไม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเพราะมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้งโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในชั้นอุทธรณ์แล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2539 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ยอมรับว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์จำนวน 500,000 บาท จำเลยจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2539 และยอมให้ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วน แต่จำเลยผิดนัดดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องเป็นจำนวน 187,397.25 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 687,397.25บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 500,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง เดิมเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม2539 โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ 2 ฉบับ มีข้อความตรงกันว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 500,000 บาท และยอมให้ดอกเบี้ยโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นไม่ได้กรอกข้อความในช่องกำหนดเวลาชำระหนี้ โจทก์เป็นผู้เก็บรักษาหนังสือรับสภาพหนี้ทั้งสองฉบับ ต่อมาปี 2540 โจทก์นำหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับหนึ่งมาพิมพ์ข้อความกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ว่า "วันที่ 30 ธันวาคม 2539" โดยจำเลยมิได้รู้เห็นยินยอมแล้วนำมาฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งต่อศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยได้ทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 มีนาคม 2541 เพื่อระงับข้อพิพาทที่มีต่อกันทั้งหมด โดยจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 700,000 บาทจำเลยจะชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้โจทก์ในกำหนด 7 เดือน นับแต่เดือนพฤษภาคม2541 เมื่อชำระในกำหนดแล้วโจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597ให้จำเลยและโจทก์ยอมถอนฟ้องคดีดังกล่าวในวันที่ทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความนั้น ตามคดีหมายเลขแดงที่ 165/2541 ของศาลชั้นต้น ก่อนครบกำหนดจำเลยนำเงินจำนวน 700,000 บาท ไปชำระให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่รับชำระ จำเลยจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปวางทรัพย์ที่สำนักงานวางทรัพย์จังหวัดแพร่แล้วฟ้องโจทก์ให้รับเงินจำนวนดังกล่าว และให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597ให้จำเลยตามคดีหมายเลขดำที่ 1296/2541 ของศาลชั้นต้น คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาโจทก์จึงนำหนังสือรับสภาพหนี้อีกฉบับหนึ่งไปกรอกข้อความกำหนดเวลาชำระหนี้ว่า "30 ธันวาคม 2539" โดยจำเลยมิได้รู้เห็น แล้วนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ โดยโจทก์รู้อยู่แล้วว่าเป็นการรับสภาพหนี้มูลหนี้เดียวกับหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 165/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งระงับไปแล้วโดยบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความลงวันที่ 9 มีนาคม 2541 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30พฤษภาคม 2539 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์รวม 2 ฉบับ มีข้อความอย่างเดียวกันว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์จำนวน 500,000 บาท จำเลยยอมให้ดอกเบี้ยโจทก์ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 แผ่นที่ 3ต่อมาปี 2540 โจทก์นำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.3 แผ่นที่ 3 มาลงวันกำหนดเวลาชำระหนี้ว่า "30 ธันวาคม 2539" แล้วนำมาฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้แก่โจทก์ตามสำเนาคำฟ้องเอกสารหมาย จ.3 ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน มีข้อสาระสำคัญว่าทั้งสองฝ่ายตกลงให้ยุติคดีที่พิพาทกันตามที่ระบุไว้ โดยจำเลยยินยอมถอนฟ้องคดีอาญา 1 คดี คดีแพ่ง 2 คดี และโจทก์ยินยอมถอนฟ้องคดีแพ่ง 1 คดี ทั้งจำเลยตกลงจะชำระเงินให้โจทก์จำนวน 700,000บาท ภายในกำหนด 7 เดือน นับแต่เดือนพฤษภาคม 2541 และฝ่ายจำเลยจะถอนการอายัดที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ กับจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากบ้านเลขที่ 1/41-42 ถนนเหมืองหิน ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ส่วนโจทก์ตกลงให้ฝ่ายจำเลยเก็บผลประโยชน์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 เป็นต้นไป และจะดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวตามรูปแผนผังที่ดินเอกสารแนบท้ายบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความ กับยอมให้ถือว่าฝ่ายจำเลยได้ชำระหนี้จำนองลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2539เสร็จสิ้น เมื่อจำเลยชำระเงินให้โจทก์จำนวน 700,000 บาทแล้ว โจทก์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้แก่จำเลยทันที โดยโจทก์ไม่เรียกร้องเอาค่าใช้จ่ายในการทำถนนในที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 จากฝ่ายจำเลย และยินยอมให้ฝ่ายจำเลยเช่าตึกแถว 2 คูหา ที่ปลูกสร้างอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3323 และ 3324 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ในอัตราค่าเช่าคูหาละ 4,000 บาท ต่อเดือน กับยินยอมขายที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 และ 3326 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวมราคา 2,000,000 บาท ให้ฝ่ายจำเลย ตามบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 โจทก์จำเลยต่างถอนฟ้องคดีต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 แล้ว และจำเลยได้แจ้งโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้จำเลยพร้อมกับรับชำระหนี้จำนวน 700,000 บาท จากจำเลยภายในกำหนดเวลาที่ระบุในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 แต่โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวให้จำเลยเนื่องจากที่ดินดังกล่าวติดภารจำยอม จำเลยจึงนำเงินจำนวน 700,000 บาทไปวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ประจำศาลชั้นต้นและสำนักงานวางทรัพย์ประจำศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่จ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ เนื่องจากโจทก์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้จำเลยตามที่ระบุในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลชั้นต้นขอบังคับโจทก์โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้จำเลยและรับชำระหนี้จำนวน 700,000 บาท จากจำเลย คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ส่วนโจทก์นำหนังสือรับสภาพหนี้ตามเอกสารหมาย จ.1 มาฟ้องคดีนี้โดยลงวันกำหนดเวลาชำระหนี้ว่า "30 ธันวาคม2539"

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความที่ให้จำเลยถอนฟ้องโจทก์ในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะและไม่ทำให้หนี้เดิมตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 และ จ.3แผ่นที่ 3 ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 มีข้อตกลงที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต้องปฏิบัติรวมทั้งหมด 10 ข้อ ในส่วนที่เกี่ยวกับการถอนฟ้องเป็นเรื่องที่ตกลงให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่ง 1 คดี จำเลยกับพวกถอนฟ้องคดีอาญา 1 คดี คดีแพ่ง 2 คดี และตกลงประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งอีก 1 คดี คดีแพ่งทั้ง 4 คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดิน ข้อตกลงในส่วนดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 แม้จะฟังว่าข้อตกลงในส่วนที่ฝ่ายจำเลยถอนฟ้องคดีอาญาในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1134/2540 ของศาลชั้นต้น ที่ระบุในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 เป็นคดีอาญาแผ่นดินซึ่งอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะก็ตาม ก็เป็นส่วนที่แยกออกจากส่วนที่สมบูรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 ซึ่งไม่เกี่ยวกับส่วนที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จำนวน 700,000 บาท จากจำเลยและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2597 ให้จำเลยตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 4 และข้อ 5 หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.1 และจ.3 แผ่นที่ 3 ซึ่งเป็นหนี้เดิม จึงระงับไปแล้วดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่จำเลยยกขึ้นกล่าวแก้ในคำแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นเพราะโจทก์ไม่ได้กล่าวมาในคำฟ้องนั้น เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทตั้งขึ้นโดยคำคู่ความ ซึ่งหมายความรวมถึงคำให้การด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1(5), 183 เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีว่าหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องระงับไปด้วยการทำบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ตามฟ้องหรือไม่ ปัญหาว่าบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะหรือไม่ จึงเป็นส่วนหนึ่งของประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวเพราะมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยชี้ขาดคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลย ทั้งโจทก์ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาในชั้นอุทธรณ์แล้ว ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173 ม. 850
ป.วิ.พ. ม. 1 (5) ม. 142 ม. 183 ม. 249
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์
จำเลย — นาง พรรณี เทพชัย
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3780/2546
#110982
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นหนี้โจทก์โดยทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงให้ฝ่ายโจทก์และจำเลยต้องปฏิบัติทั้งหมด 10 ข้อ ในส่วนที่เกี่ยวกับการถอนฟ้องเป็นเรื่องที่ตกลงให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่ง 1 คดี จำเลยกับพวกถอนฟ้องคดีอาญา 1 คดี คดีแพ่ง 2 คดี และตกลงประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งอีก 1 คดี คดีแพ่งทั้ง 4 คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดินจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แม้จะฟังว่าข้อตกลงในส่วนที่ให้ฝ่ายจำเลยถอนฟ้องคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมที่ระบุในสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นคดีอาญาแผ่นดินซึ่งอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะก็ตาม ก็เป็นส่วนที่แยกออกจากส่วนที่สมบูรณ์ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 ซึ่งไม่เกี่ยวกับส่วนที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จำนวน 700,000 บาท จากจำเลยและจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้เดิมจึงระงับไปแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๖๘๗,๓๙๗.๒๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ข้อตกลงตามบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความที่ให้จำเลยถอนฟ้องโจทก์ในคดีอาญาข้อหาปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะ และไม่ทำให้หนี้เดิมตามหนังสือรับสภาพหนี้ระงับไปหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความมีข้อตกลงที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยต้องปฏิบัติรวมทั้งหมด ๑๐ ข้อ ในส่วนที่เกี่ยวกับการถอนฟ้องเป็นเรื่องที่ตกลงให้โจทก์ถอนฟ้องคดีแพ่ง ๑ คดี จำเลยกับพวกถอนฟ้องคดีอาญา ๑ คดี คดีแพ่ง ๒ คดี และตกลงประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งอีก ๑ คดี คดีแพ่งทั้ง ๔ คดีดังกล่าวไม่ใช่คดีอาญาแผ่นดิน ข้อตกลงในส่วนดังกล่าวจึงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ไม่ตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ แม้จะฟังว่าข้อตกลงในส่วนที่ให้ฝ่ายจำเลยถอนฟ้องคดีอาญาในข้อหาปลอมเอกสารสิทธิ ใช้เอกสารสิทธิปลอมที่ระบุในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความข้อ ๑ เป็นคดีอาญาแผ่นดินซึ่งอาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตกเป็นโมฆะก็ตาม ก็เป็นส่วนที่แยกออกจากส่วนที่สมบูรณ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๗๓ ซึ่งไม่เกี่ยวกับส่วนที่โจทก์จะได้รับชำระหนี้จำนวน ๗๐๐,๐๐๐ บาท จากจำเลยและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๕๙๗ ให้จำเลยตามที่ระบุไว้ในบันทึกข้อตกลงประนีประนอมยอมความข้อ ๔ และข้อ ๕ หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งเป็นหนี้เดิม จึงระงับไปแล้วดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ ได้วินิจฉัยไว้โดยละเอียดแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น?

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนจำเลย.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150 ม. 173 ม. 850 ม. 852
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายทวีศักดิ์ ล้อบุณยารักษ์
จำเลย — นางพรรณี เทพชัย
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดแพร่ — นางนฤมล พงษ์สุวรรณ
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายธีระ เบญจรัศมีโรจน์
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3775/2546
#50810
เปิดฉบับเต็ม

การขอขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงิน หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกาหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต

จำเลยกู้เงินโจทก์โดยทำสัญญาจำนองเป็นประกันไว้ และจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้ที่ดินที่จำนองเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับภริยาและจำเลยทำสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาก็ตาม คงมีผลเพียงว่าภริยาจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แต่ตราบใดสัญญาจำนองยังไม่ถูกศาลเพิกถอน ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

โจทก์เป็นผู้อ้างเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยาน ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้เอกสารดังกล่าวสมบูรณ์ถูกต้องสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลรัษฎากร มิใช่หน้าที่ของจำเลย

สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมคนละประเภทที่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน และปรากฏว่าสัญญากู้เงินที่ทำขึ้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ย่อมไม่อาจนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาจำนองมาบังคับการกู้เงินได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 3,200,000 บาท และรับเงินที่กู้จากโจทก์ไปแล้วจำนวน 2,650,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยในขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี โดยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันที่ 8 ของเดือน อย่างน้อยที่สุดเดือนละ 52,000 บาท ชำระงวดแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 เป็นต้นไป และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดไม่ชำระเงินดังกล่าวเดือนหนึ่งเดือนใดยอมให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ทันทีและไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78258 และ 78611 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวเป็นประกัน มีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดแก่โจทก์จนครบถ้วน ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเป็นหนี้อีกต่อไป จึงได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนองไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยระหว่างกู้เงินโจทก์ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคิดในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและโจทก์ได้ประกาศกำหนดไว้ คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 1,899,286.59 บาท และดอกเบี้ย566,767.89 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,466,054.48 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน2,466,054.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ของต้นเงิน 1,899,286.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญากู้เงิน ไม่เคยรับเงินที่กู้ ไม่เคยตกลงยอมเสียดอกเบี้ยและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามฟ้อง อีกทั้งจำเลยไม่เคยและไม่ได้มอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่โจทก์จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว จำเลยมิได้สมัครใจและไม่เคยอ่านข้อความในสัญญาซึ่งไม่เป็นธรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมิได้รับความยินยอมจากภริยาของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,466,054.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ของต้นเงิน 1,899,286.59 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78258 และ 78611 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,899,286.59 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2544 ที่ขออนุญาตทำการขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าวเสียก่อน เห็นว่า การร้องขอดังกล่าวโจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องดังกล่าวหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต

มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ และทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการกู้เงินตามเอกสารหมาย จ.9 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์ไม่อาจอ้างหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 เป็นพยานหลักฐาน แต่โจทก์ก็มีนายวิภัช ละม้ายแข ผู้จัดการของโจทก์สาขาหลักสี่ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ สาขาหลักสี่จำนวน 3,200,000 บาท และได้รับเงินที่กู้จากโจทก์ไป 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 จำนวน 2,200,000 บาท ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2536 จำนวน 200,000 บาท และครั้งที่สามเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2537 จำนวนเงิน 250,000บาท ตามหนังสือหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 และในวันทำสัญญากู้เงิน จำเลยได้มอบอำนาจให้นายประวิทย์ อภิรัตน์เกษม เป็นผู้ดำเนินการจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมทั้งสิ่งปลูกสร้างของจำเลยเป็นประกันการกู้เงินไว้แก่โจทก์ตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน เอกสารหมาย จ.9และ จ.10 แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่า นายประวิทย์พี่ชายจำเลยเป็นผู้กู้และรับเงินไป แต่จำเลยก็รับว่าได้ลงลายมือชื่อในหนังสือหลักฐานการรับเงินกู้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 เอกสารมอบอำนาจและเอกสารเกี่ยวกับสัญญาจำนองจริง เพียงแต่อ้างว่าขณะลงลายมือชื่อเอกสารดังกล่าวยังไม่ได้กรอกข้อความและจำเลยไม่ทราบว่านายประวิทย์จะนำไปกู้เงินและจำนองที่ดินแก่โจทก์ เห็นว่า หนังสือหลักฐานการรับเงินกู้เอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 ที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นแบบพิมพ์ของโจทก์ที่มีรายละเอียดระบุถึงการกู้เงินและรับเงินที่กู้ไว้อย่างชัดเจน ผู้ที่อ่านย่อมสามารถเข้าใจได้โดยง่าย หากจำเลยไม่ใช่ผู้กู้และจำนอง ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยจะต้องลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเพื่อผูกพันตนเองให้ต้องรับผิด จำเลยเป็นแพทย์มีการศึกษาสูงย่อมทราบถึงเหตุผลในข้อนี้เป็นอย่างดี และที่จำเลยอ้างว่าไม่ทราบการกู้เงินและจำนองรายนี้ เพิ่งมาทราบเมื่อถูกทวงถามนอกจากจะขัดกับหลักฐานการรับเงินกู้ดังได้วินิจฉัยมาแล้ว ยังขัดกับคำให้การของจำเลยที่ให้การว่า โจทก์ใช้วิธีทำสัญญาแบบเบ็ดเสร็จบีบบังคับให้จำเลยต้องจำยอมลงลายมือชื่อโดยไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์โดยทำสัญญาจำนองเอกสารหมาย จ.9 เป็นประกันไว้จริง และจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ 3 ครั้ง ตามหนังสือหลักฐานการรับเงินกู้เอกสารหมาย จ.6 ถึงจ.8 ซึ่งเอกสารดังกล่าวสามารถใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมได้ จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมา ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินที่จำนองเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับภริยาจำเลยทำสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา สัญญาจำนองจึงไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า หากเป็นจริงดังที่จำเลยอ้าง คงมีผลเพียงว่าภริยาจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1480 แต่ตราบใดสัญญาจำนองยังไม่ถูกศาลเพิกถอน ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิที่จะได้รับดอกเบี้ยตามฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาทำนองว่า ตามประมวลรัษฎากร การกู้ยืมเงินโจทก์ผู้ให้กู้เป็นผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ตามกฎหมาย ส่วนจำเลยผู้กู้มีหน้าที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์ การที่หนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 มิได้มีการขีดฆ่าอากรแสตมป์จึงไม่ใช่ความผิดของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟังหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า นอกจากข้ออ้างของโจทก์จะไม่มีกฎหมายรองรับแล้วโจทก์เป็นผู้อ้างเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยาน ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้เอกสารดังกล่าวสมบูรณ์ถูกต้องสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ กรณีหาใช่หน้าที่ของจำเลยแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับฟังหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 จึงชอบแล้ว

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้เหมือนกับในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 จึงถือได้ว่าการกู้ยืมเงินรายนี้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้นั้น เห็นว่า สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมคนละประเภทที่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน เมื่อสัญญากู้เงินไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ย่อมไม่อาจนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาจำนองมาบังคับการกู้เงินรายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 702 ม. 1480
ป.รัษฎากร ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ประยงค์ อภิรัตน์เกษม
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3775/2546
#111746
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตทำการขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งหรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้ดังกล่าว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้

การที่จำเลยทำสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา คงมีผลเพียงว่า ภริยาจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แต่ตราบใดสัญญาจำนองยังไม่ถูกศาลเพิกถอน ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

สัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง เป็นนิติกรรมคนละประเภทที่สามารถแยกออกจากกันได้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน เมื่อสัญญากู้เงินไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ย่อมไม่อาจนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาจำนองมาบังคับการกู้เงินรายนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒,๔๖๖,๐๕๔,.๔๘ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๘๙๙,๒๘๖.๕๙ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับต่อโจทก์เพราะจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญากู้เงิน ไม่เคยรับเงินที่กู้ ไม่เคยตกลงยอมเสียดอกเบี้ยและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามฟ้อง อีกทั้งจำเลยไม่เคยและไม่ได้มอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่โจทก์จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว จำเลยมิได้สมัครใจและไม่เคยอ่านข้อความในสัญญาซึ่งไม่เป็นธรรม ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมิได้รับความยินยอมจากภริยาของจำเลย จึงใช้บังคับไม่ได้ โจทก์คิดดอกเบี้ยผิดพลาดซ้ำซ้อนและเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด โจทก์ไม่เคยมีหนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนองไปยังจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๔๖๖,๐๕๔.๔๘ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๙.๗๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑,๘๙๙,๒๘๖.๕๙ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๘๒๕๘ และ ๗๘๖๑๑ ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๘๙๙,๒๘๖.๕๙ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๑ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๔๔ ที่ขออนุญาตทำการขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. ๕ หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าวเสียก่อน เห็นว่า การร้องขอดังกล่าวโจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องดังกล่าวหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินที่จำนองเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับภริยา จำเลยทำสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยา สัญญาจำนองจึงไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า หากเป็นจริงดังที่จำเลยอ้าง คงมีผลเพียงว่าภริยาจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๘๐ แต่ตราบใดสัญญาจำนองยังไม่ถูกศาลเพิกถอน ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า ในหนังสือสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันเอกสารหมาย จ. ๙ และ จ. ๑๐ ได้ระบุอัตราดอกเบี้ยไว้เหมือนกับในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ. ๕ จึงถือได้ว่าการกู้ยืมเงินรายนี้มีการตกลงเรื่องดอกเบี้ยกันไว้นั้น เห็นว่า สัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง เป็นนิติกรรมคนละประเภทที่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน เมื่อสัญญากู้เงินไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐาน ย่อมไม่อาจนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาจำนองมาบังคับการกู้เงินรายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 7 ม. 653 ม. 715 ม. 1480
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 86
ป.รัษฎากร ม. 103 ม. 118
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายประยงค์ อภิรัตน์เกษม
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายสมศักดิ์ อุไรวิชัยกุล
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
มงคล ทับเที่ยง
วิศณุ เลื่อมสำราญ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3770/2546
#50809
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้มีอำนาจในการปกป้องรวมทั้งการฟ้องคดีในศาลไทยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 และตามคำฟ้องก็บรรยายว่า ช. กระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ประกอบกับท้ายคำฟ้อง ช. ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 ระบุว่าโจทก์ทั้งสองและในใบแต่งทนายความก็ได้ระบุว่าลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 กับในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ถือได้ว่า ช. ลงลายมือชื่อในคำฟ้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 แล้ว คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(7)

ที่ประชุมบริษัทโจทก์มีมติให้แต่งตั้ง ป. เป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 บริษัทโจทก์จึงยังคงตั้งอยู่เพื่อให้ ป. ดำเนินการชำระบัญชี เป็นผู้แทนของโจทก์สำหรับสิทธิทุกอย่างการดำเนินการและความรับผิดชอบทั้งหมด ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทโจทก์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ภารกิจในการยกเลิกกิจการของโจทก์ยังคงดำเนินอยู่และเป็นผู้แทนของโจทก์ในการดำเนินการเกี่ยวกับการยกเลิกกิจการของโจทก์ตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่มีกำหนดเวลา บริษัทโจทก์จึงหาได้สิ้นสภาพเป็นนิติบุคคลไปไม่เมื่อ ป. ซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์และมีอำนาจดำเนินการทุกเรื่องแทนโจทก์ตั้งแต่วันที่31 มกราคม 2540 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ช. ผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

สิทธิบัตรไทยของโจทก์เป็นสิทธิบัตรกรรมวิธี จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ เฉพาะกรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรนั้นเท่านั้น ไม่ได้รับความคุ้มครองสำหรับกรรมวิธีการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วยวิธีขึ้นรูปโดยใช้ความร้อนหรือวิธีขึ้นรูปแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น เมื่อจำเลยร่วมกันผลิตข้อต่อของแท่งเหล็กเส้นตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการตีขึ้นรูป สิทธิบัตรผลิตภัณฑ์นี้จึงครอบคลุมถึงการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงโดยมีการทำให้ปลายเหล็กเส้นเสริมแรงขยายใหญ่ขึ้น ก่อนทำเกลียวด้วยกรรมวิธีการตีขึ้นรูปทุกกรรมวิธี ไม่ว่าจะเป็นการตีขึ้นรูปแบบเย็นแบบร้อน หรือแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็นซึ่งครอบคลุมถึงกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ตามสิทธิที่ได้รับมาแม้มีกรรมวิธีการผลิตเช่นเดียวกับกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยจำเลยมีเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์การกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรฯ มาตรา 85 ประกอบด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง(2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522มาตรา 36, 77, 85 และ 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 83 และ ริบของกลางทั้งหมด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36(2), 85 และ88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 83 ฐานร่วมกันผลิต มีไว้เพื่อขายเสนอขายซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตร ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปีและปรับ 150,000 บาท เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางริบ ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"...พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่าโจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีต ตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 เอกสารหมาย จ.6 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชอง มารี ปิตอง เป็นผู้มีอำนาจในการปกป้องรวมทั้งการฟ้องคดีในศาลไทยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 และ จ.35 โดยมีโนตารีปับลิกและสถานเอกอัครราชทูตไทยณ กรุงปารีส รับรอง และตามคำฟ้องก็บรรยายว่านายชองกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ประกอบกับท้ายคำฟ้อง นายชองได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 ระบุว่าโจทก์ทั้งสอง และในใบแต่งทนายความก็ได้ระบุว่าลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 กับในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ถือได้ว่านายชองลงลายมือชื่อในคำฟ้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 แล้ว คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) ข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลเนื่องจากมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการประชุมสามัญวาระพิเศษของบริษัทโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 ในเอกสารหมาย จ.35 ว่า ที่ประชุมได้แต่งตั้งให้นายปาสกาล ชุบติลเป็นผู้ชำระบัญชี โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการและมอบอำนาจให้นายปาสกาลดำเนินการเกี่ยวกับยกเลิกกิจการภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดตามกฎหมายข้อบังคับและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการโอนทรัพย์สินและให้ความเห็นชอบบัญชีขั้นสุดท้ายสำหรับการยกเลิกกิจการ ให้นายปาสกาลเป็นผู้แทนของบริษัทสำหรับสิทธิทุกอย่าง การดำเนินการและความรับผิดชอบทั้งหมดดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ภารกิจในการยกเลิกกิจการของบริษัทโจทก์ที่ 1 ยังคงดำเนินอยู่การยกเลิกและการจำหน่ายทั้งหมดหรือบางส่วนขายเลหลัง หรือขายปลีกในทุกรูปแบบที่เห็นว่าจะเป็นผลดีก่อให้เกิดประโยชน์หรือรายได้ต่อบริษัท ดำเนินการขายหรือโอนมูลค่าการซื้อขายภายใต้เงื่อนไขที่พิจารณาเห็นว่าเหมาะสมโดยไม่ต้องทำความตกลงกันแต่อย่างใด จัดเก็บเงินรายได้ทั้งหมดของโจทก์ที่ 1 ออกใบเสร็จรับเงินจัดการเกี่ยวกับการจัดแบ่งผลประโยชน์ทั้งหมด ดำเนินการเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีและการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย การเจรจาต่อรอง การประนีประนอม และระงับสิทธิใด ๆ ทั้งหมดดำเนินการด้านกฎหมายและคดีความต่าง ๆ เรียกร้อง และป้องกันเป็นผู้แทนโจทก์ที่ 1ในการดำเนินการแก้ไขหรือที่เกี่ยวกับการยกเลิกกิจการตามขั้นตอนของกฎหมาย และให้นายปาสกาลดำเนินการทั้งหมดและจัดการทุกเรื่องที่จำเป็นโดยทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัดเพื่อให้การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยกเลิกกิจการของบริษัทโจทก์ที่ 1เสร็จบริบูรณ์ เอกสารรายงานการประชุมสามัญวาระพิเศษในเอกสารหมาย จ.35ดังกล่าว กระทรวงการต่างประเทศโดยนายมาดแลน เดชาแนล ได้รับรองว่า เอกสารฉบับนี้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส จากรายงานการประชุมดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า นับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 ซึ่งที่ประชุมบริษัทโจทก์ที่ 1 มีมติให้แต่งตั้งนายปาสกาลเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ที่ 1 ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส บริษัทโจทก์ที่ 1 ยังคงตั้งอยู่เพื่อให้นายปาสกาลดำเนินการชำระบัญชีบริษัทโจทก์ที่ 1 เป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 สำหรับสิทธิทุกอย่าง การดำเนินการและความรับผิดชอบทั้งหมด ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทโจทก์ที่ 1อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ภารกิจในการยกเลิกกิจการของโจทก์ที่ 1 ยังคงดำเนินอยู่และเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ในการดำเนินการเกี่ยวกับการยกเลิกกิจการของโจทก์ที่ 1 ตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ดังนี้ บริษัทโจทก์ที่ 1 จึงหาได้สิ้นสภาพเป็นนิติบุคคลไปตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่เมื่อนายปาสกาลซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 และมีอำนาจดำเนินการทุกเรื่องแทนโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชอง มารีปิตอง เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โดยมีโนตารีปับลิกและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส รับรอง ตามหนังสือมอบอำนาจสิทธิบัตรในเอกสารหมาย จ.35 โจทก์ที่ 1 โดยนายชองผู้รับมอบอำนาจ จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เมื่อระหว่างวันที่26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำการละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีต ตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2538 ของโจทก์ที่ 1 ด้วยการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรง สำหรับคอนกรีตโดยใช้กรรมวิธีการผลิตตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 อันเป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตรพ.ศ. 2522 มาตรา 85 ประกอบด้วยมาตรา 36(2) หรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ของโจทก์ที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ว่า สิทธิบัตรกรรมวิธีดังกล่าวมีข้อถือสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 พอสรุปได้คือ กรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเสริมแรง สำหรับคอนกรีตซึ่งใช้โดยเฉพาะกับโครงสร้างหรือการก่อสร้างชิ้นงานที่ทำจากคอนกรีตเพื่อต่อเชื่อมแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกัน โดยนำส่วนปลายสุดที่ทำเป็นเส้นเกลียวไว้มาต่อกับส่วนปลอกต่อเชื่อมที่มีเกลียว ทั้งนี้โดยมีลักษณะพิเศษคือ ก่อนการทำเส้นเกลียวดังกล่าว ส่วนปลายสุดของแท่งเหล็กที่จะนำมาต่อเชื่อมนั้นจะถูกขายให้ใหญ่ขึ้นด้วยวิธีแบบที่ไม่ใช่ความร้อนหรือวิธีแบบที่เย็น (Cold Forging) ซึ่ง "กรรมวิธี" ที่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิบัตรนั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง วิธีการ กระบวนการ หรือกรรมวิธีในการผลิตหรือการเก็บรักษาให้คงสภาพหรือให้มีคุณภาพดีขึ้น หรือการปรับสภาพให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์และรวมถึงการใช้กรรมวิธีนั้น ๆ ด้วย โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรกรรมวิธีดังกล่าวเท่านั้นที่มีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิตใช้ ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรนั้นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง(2) โจทก์ที่ 1 มีนายชองมารี ปิตอง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 นางสาวปริญดา พัฒนเมฆา ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายชอง และนายชัยยงค์ สุทธาภาศ ผู้จัดการทั่วไปบริษัทในเครือโจทก์ที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อประมาณปี 2539 นายชองรับทราบมาว่าจำเลยทั้งสองได้ผลิตผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 1 นายชองจึงได้แต่งตั้งทนายความให้มีหนังสือให้จำเลยทั้งสองยุติการกระทำอันเป็นละเมิดสิทธิบัตรในกรรมวิธีผลิตของโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาปี 2540 จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์ที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตของโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่และไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 เคยทำงานกับบริษัทโจทก์ที่ 2 โดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตลาดและฝ่ายขาย จำเลยที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ด้วย โจทก์ที่ 1 สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองยังกระทำการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 อยู่ นายชองจึงแจ้งให้นางสาวปริญดาผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายชองดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการละเมิดกรรมวิธีการผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อยเสริมแรงสำหรับคอนกรีตโดยวิธีอัดเย็นตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 บริษัทพิงค์เคอร์ตั้น จำกัด ซึ่งนางสาวปริญดาทำงานอยู่ได้ส่งสายสืบไปยังสถานประกอบการของจำเลยที่ 1 พบว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตของโจทก์ที่ 1 จริง นางสาวปริญดาจึงไปร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ เจ้าพนักงานได้ออกหมายค้นและไปทำการค้นที่สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 พบเหล็กเส้นข้ออ้อยที่มีการขยายหน้าตัดและทำเกลียวไว้แล้ว พบปลอกเกลียว เครื่องอัดเย็นสำหรับขยายหน้าตัดเหล็กเส้นและเครื่องทำเกลียว 1 เครื่อง โจทก์ที่ 1 ได้ส่งท่อนเหล็ก 2 แท่ง แท่งหนึ่งมีเกลียว ส่วนอีกแท่งหนึ่งไม่มีเกลียว ซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสองไปให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยตรวจสอบว่าบริเวณที่เป็นเกลียวนั้นผ่านกรรมวิธีอะไรในการขึ้นรูป ได้ความจากคำเบิกความของนายประทีป วงศ์บัณฑิต รักษาการหัวหน้าห้องปฏิบัติการตรวจสอบสภาพการใช้งานสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยพยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบเหล็กทั้งสองเส้นดังกล่าวว่า ท่อนเหล็กที่มีเกลียวผ่านกรรมวิธีกระบวนการขึ้นรูปแบบเย็นหรืออัดเย็น (Cold Forging หรือ Cold Upsetting) เนื่องจากมีความแข็งกว่าท่อนเหล็กในสภาพก่อนมีการขึ้นรูป แตกต่างกับการขึ้นรูปแบบร้อนที่จะไม่ทำให้โลหะแข็งขึ้นส่วนจำเลยทั้งสองมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารหลายฉบับว่า จำเลยที่ 2 ประกอบกิจการตั้งโรงงานเพื่อผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตโดยได้ติดต่อไปยังบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้และได้สั่งซื้อเครื่องจักรในการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตจากบริษัทดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการผลิตและจำหน่ายข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงแต่ผู้เดียว จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตทุกชนิดที่บริษัทดังกล่าวมีอยู่ให้แก่จำเลยที่ 2 และจะต้องให้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีต บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการผลิตและจำหน่ายข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีต ตามสัญญาระหว่างบริษัทเอเปอร์สเปเกอร์ จำกัด กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 21สิงหาคม 2538 พร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.10 จำเลยที่ 2 ได้ผลิตสินค้าข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงตามสัญญาดังกล่าว แต่ไม่สามารถนำออกจำหน่ายได้เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ได้แต่งตั้งทนายความให้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4745 แต่เพียงผู้เดียว และกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีความรู้เรื่องสิทธิบัตร จึงหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้กระทำการที่ผิดกฎหมาย โดยได้สอบถามไปยังบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีถึงสิทธิของจำเลยที่ 2ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.10 ได้รับแจ้งว่าบริษัทดังกล่าวก็ได้รับหนังสือจากทนายความโจทก์ที่ 2 แบบเดียวกันตามหนังสือของสำนักงานทนายความเตลิกี แอนด์ กิบบินส์ลงวันที่ 26 มีนาคม 2539 ต่อมาบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด มีหนังสือลงวันที่ 8พฤษภาคม 2539 ถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้รับการยืนยันจากบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ข้อต่อเหล็กเสริมแรงคอนกรีตว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิผลิตได้ตามสิทธิบัตรของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์จำกัด เลขที่ 4, 619, 096 ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2529 ตามสิทธิบัตรพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.6 และหากจำเลยที่ 2 ต้องการ บริษัทดังกล่าวจะส่งเอกสารแสดงการอนุญาตให้ใช้สิทธิไปให้จำเลยที่ 2 ตามหนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.12 เมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2539ถึงบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ให้ส่งเอกสารแสดงการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.13 ต่อมาบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัดได้ส่งหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ลงวันที่ 19 กันยายน 2539 ที่มีถึงบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ไปให้จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการยืนยันว่าบริษัทริชมอนด์ สกรูแองเคอร์ จำกัด ได้อนุญาตให้บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทดังกล่าวใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ตามหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด เอกสารหมาย ล.14 และต่อมาบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์จำกัด ยังได้มีหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2539 ถึงจำเลยที่ 2 ยืนยันอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ได้ ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.15 สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ตามเอกสารหมาย ล.16 เป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการตีขึ้นรูปแล้วนำส่วนที่ขยายมาทำให้เกิดเกลียวตัวผู้และนำไปต่อเข้ากับข้อต่อตัวรับหรือเกลียวตัวเมีย หลังจากที่จำเลยที่ 2ได้รับการยืนยันอย่างชัดแจ้งจากบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในการผลิตสินค้าที่กำลังผลิตอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มิได้ละเมิดสิทธิบัตรผู้ใดแล้วจำเลยที่ 2 ยังได้นำรายละเอียดต่าง ๆ ไปหารือกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะกรรมศาสตร์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและวิศวกรการขึ้นรูปโลหะ ซึ่งได้รับการยืนยันตรงกันว่า การขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการขึ้นรูปเป็นวิธีการที่ครอบคลุมถึงวิธีการขึ้นรูปแบบเย็น (Cold Forging หรือ Cold Unsetting หรือ Cold Heading)การขึ้นรูปแบบร้อน และการขึ้นรูปแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น และมีตำราที่ใช้สอนในสถาบันการศึกษายืนยันข้อมูลทางวิชาการดังกล่าว ตามหนังสือชื่อ "คู่มือวิศวกรเครื่องมือ"(Tool Engineers Handbook) โดยแฟรงค์ ดับเบิลยู. วิลสัน (Frank W. Wilson)ปี 2492 เอกสารหมาย ล.17 และหนังสือชื่อ "คู่มืออุตสาหกรรม ขึ้นรูปโลหะ" (ForgingIndustry Handbook) โดยโจน อี. เจ็นสัน (Jon E. Jenson) ปี 2513 เอกสารหมาย ล.18 จำเลยทั้งสองได้ผลิตสินค้าข้อต่อเหล็กที่มีการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นดังกล่าวตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองดังกล่าวโดยละเอียดแล้วเห็นว่า สิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ของโจทก์ที่ 1 เป็นสิทธิบัตรกรรมวิธี จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เฉพาะกรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรนั้นเท่านั้น กล่าวคือได้รับความคุ้มครองเฉพาะกรรมวิธีการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วย การนำส่วนปลายสุดที่ทำเป็นเส้นเกลียวไว้มาต่อกับส่วนปลอกโดยมีลักษณะพิเศษคือ ก่อนการทำเส้นเกลียวดังกล่าว ส่วนปลายสุดของแท่งเหล็กที่จะนำมาเชื่อมต่อนั้น จะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยวิธีแบบที่ไม่ใช้ความร้อนหรือวิธีแบบที่เย็น (Cold Forging) สิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้รับความคุ้มครองสำหรับกรรมวิธีการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วยวิธีขึ้นรูปโดยใช้ความร้อน (Hot Forging) หรือวิธีขึ้นรูปแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น ส่วนสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด เป็นสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการตีขึ้นรูปสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์นี้จึงครอบคลุมถึงการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงโดยมีการทำให้ปลายเหล็กเส้นเสริมแรงขยายใหญ่ขึ้นก่อนทำเกลียวด้วยกรรมวิธีการตีขึ้นรูปทุกกรรมวิธีไม่ว่าจะเป็นการตีขึ้นรูปแบบเย็น แบบร้อน หรือแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น ซึ่งในข้อนี้ปรากฏตามหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ถึงนายชอง มารี ปิตอง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เอกสารหมาย เลข 5 ท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ทั้งสองลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ว่า สิทธิบัตรของบริษัทดังกล่าวครอบคลุมถึงการตีขึ้นรูปแท่งเหล็กทุกวิธี (The Richmond Patent covers all upsettingof the bar.) เจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมีหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเกอร์ จำกัด ลงวันที่ 19 กันยายน 2539 ที่มีถึงบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมณี ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 และอนุญาตช่วงให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบัตรดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.14 มาแสดงต่อศาลยืนยันว่า บริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์จำกัด ผู้ทรงสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ได้อนุญาตให้บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทดังกล่าวซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 ใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ประกอบกับบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัดยังได้มีหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2539 ถึงจำเลยที่ 2 ยืนยันอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ตามที่บริษัทนั้นได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรดังกล่าวจากบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.15 ด้วย ซึ่งโจทก์ที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่นข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามเอกสารหมาย ล.14 และ ล.15 ดังกล่าว เชื่อว่าช่วงระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 นั้น จำเลยทั้งสองได้ผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตตามสิทธิที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31ธันวาคม 2541 ซึ่งสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาดังกล่าว ได้ครอบคลุมถึงกรรมวิธีการผลิตข้อต่อนั้นด้วยการตีขึ้นรูปแท่งเหล็กทุกวิธี รวมทั้งการขึ้นรูปด้วยวิธีแบบเย็นตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ด้วย ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่าการผลิตข้อต่อของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองใช้กรรมวิธีการผลิตโดยขึ้นรูปด้วยวิธีแบบเย็นเช่นเดียวกับกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่ก็เป็นการผลิตข้อต่อของแท่งเหล็กเส้นดังกล่าวตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ซึ่งแสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่มีเจตนากระทำละเมิดต่อสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ที่ 2 มาก่อนดังที่โจทก์ที่ 1 นำสืบและนายชองผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1ด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายชองและนายชัยยงค์พยานโจทก์ที่ 1ว่า จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตลาดและฝ่ายขาย ไม่มีหน้าที่ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 มีโอกาสเข้าไปล่วงรู้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ได้อย่างไรที่นายชองเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ด้วย จึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ การที่จำเลยที่ 2 ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และได้ติดต่อกับบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐเยอรมณีเพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้และสั่งซื้อเครื่องจักรในการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตจากบริษัทดังกล่าว กลับทำให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์จำกัด หาได้ใช้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ไม่ และแม้จะปรากฏตามสัญญาระหว่างบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 21 สิงหาคม2538 เอกสารหมาย ล.10 ในข้อ 1 ว่า บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 จำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กท่อนเสริมแรงคอนกรีตใช้สำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และข้อ 9. สัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับระยะแรกนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 โดยไม่ปรากฏข้อความระบุให้จำเลยที่ 1มีสิทธิในการผลิตข้อต่อเหล็กดังกล่าวในประเทศไทยก็ตาม ก็เป็นไปได้ว่าสัญญาดังกล่าวทำตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2538 ซึ่งในระยะแรกจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538ก่อนที่จะให้สิทธิผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 แก่จำเลยที่ 1 ในประเทศไทย บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ให้สิทธิในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น อย่างไรก็ดี ในสัญญาเอกสารหมาย ล.10 ดังกล่าวข้อ 6 ก็ระบุไว้ด้วยว่า บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด จะให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่จำเลยที่ 1 และจะแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมถึงวิวัฒนาการในด้านเทคนิคดังกล่าวทั้งหมดด้วย แสดงว่าบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการผลิตข้อต่อเหล็กนั้นแก่จำเลยที่ 1 ด้วย ดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบ ซึ่งโจทก์ที่ 1 เองก็ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเริ่มกระทำละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2541 การที่บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาดังกล่าวจากบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ยอมให้บริษัทจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทคล้ายกับชื่อบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด และยอมให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้สิทธิบัตรดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยอันเป็นการใช้สิทธิอย่างหนึ่งของผู้ทรงสิทธิบัตรได้นั้น ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้อนุญาตช่วงให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบัตรนั้นโดยผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวได้ แต่ผู้เดียวในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม2541 จริงตามที่บริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด และบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัดยืนยันตามเอกสารหมาย ล.14 และ ล.15 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตข้อต่อของแท่งเหล็กเส้นตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์สหรัฐอเมริกาเลขที่ 5,619,096 ซึ่งครอบคลุมถึงกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ตามสิทธิที่ได้รับมาดังกล่าวแม้มีกรรมวิธีการผลิตเช่นเดียวกับกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยจำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่นตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 85 ประกอบด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง(2) เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ตามคำฟ้อง คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า สิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 เป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 (7)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 36 วรรคหนึ่ง(2) ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เทคนิพอร์ท เอส.เอ จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท เอเบอร์สไปลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3770/2546
#51024
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ที่ 1 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้มีอำนาจในการปกป้องรวมทั้งการฟ้องคดีในศาลไทยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 และตามคำฟ้องก็บรรยายว่า ช. กระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ประกอบกับท้ายคำฟ้อง ช. ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 ระบุว่าโจทก์ทั้งสองและในใบแต่งทนายความก็ได้ระบุว่าลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 กับในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ถือได้ว่า ช. ลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 แล้ว คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7)

สิทธิบัตรไทยของโจทก์เป็นสิทธิบัตรกรรมวิธี จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เฉพาะกรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรนั้นเท่านั้น กล่าวคือได้รับความคุ้มครองเฉพาะกรรมวิธีเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วยการนำส่วนปลายสุดที่ทำเป็นเกลียวไว้มาต่อกับส่วนปลอกโดยมีลักษณะพิเศษคือก่อนการทำเส้นเกลียวดังกล่าวส่วนปลายสุดของแท่งเหล็กที่จะนำมาเชื่อมต่อนั้นจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยวิธีแบบที่ไม่ใช้ความร้อนหรือวิธีแบบที่เย็น ไม่ได้รับความคุ้มครองสำหรับกรรมวิธีการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วยวิธีขึ้นรูปโดยใช้ความร้อนหรือแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น

จำเลยผลิตข้อต่อของแท่งเหล็กเส้นตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์สหรัฐอเมริกาที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตรให้ใช้ซึ่งเป็นสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการตีขึ้นรูป จึงครอบคลุมถึงการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงโดยมีการทำให้ปลายเหล็กเส้นเสริมแรงขยายใหญ่ขึ้นก่อนทำเกลียว ด้วยกรรมวิธีการตีขึ้นรูปทุกกรรมวิธี ไม่ว่าจะเป็นการตีขึ้นรูปแบบเย็น แบบร้อน หรือแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น แม้จะมีกรรมวิธีการผลิตเช่นเดียวกับกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ ก็แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ จึงไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 85 ประกอบด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (2)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส และมอบอำนาจให้นายชอง มารี ปิตอง หรือจีน มารี ปิตง ดำเนินคดีแทน โจทก์ที่ 2 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ที่สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนและบริษัทกรุงเทพมหานครมีนายชอง มารี ปิตอง หรือจีน มารี ปิตง เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2538 ออกโดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โดยใช้เครื่องหมาย (ชื่อ) ทางการค้าว่า "BARTEC" อ่านว่า บาร์เทค โจทก์ที่ 2 ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2540 และจนถึงวันฟ้อง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัดจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ด้วยการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีต โดยเลียนและใช้กรรมวิธีการผลิตเช่นเดียวกับของโจทก์ที่ 1 ตรงตามข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรที่โจทก์ที่ 1 ได้รับการจดทะเบียนและอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ออกสิทธิบัตรให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งกรรมวิธีการผลิตดังกล่าวมีคุณสมบัติและประโยชน์ใช้สอยในด้านความปลอดภัยในการใช้งาน สะดวกต่อการนำไปใช้ค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป ขจัดข้อเสียรอยแตกร้าวที่ปรากฏขึ้นในส่วนด้านที่แข็งและบริเวณข้อต่อแบบเชิงกลในกรณีทั่ว ๆ ไป หรือทำให้เกิดผลทำนองเดียวกับลักษณะการประดิษฐ์ที่ระบุไว้ในข้อถือสิทธิตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 พร้อมกับขาย เสนอขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทั่วกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตที่จำเลยทั้งสองผลิตขึ้นขาย มีไว้เพื่อขาย และเสนอขายเป็นการละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตของโจทก์ที่ 1 ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36,77, 85 และ 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 83 และริบของกลางทั้งหมด

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36(2), 85 และ 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และ 83 ฐานร่วมกันผลิต มีไว้เพื่อขาย เสนอขายซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรขายซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิบัตรให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 200,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี และปรับ 150,000 บาท เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับจำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 ของกลางริบ ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 2

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว คดีมี

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าตามคำฟ้องโจทก์ที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้อง จึงเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของและผู้ทรงสิทธิบัตรการประดิษฐ์กรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีต ตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 เอกสารหมาย จ.6 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชอง มารี ปิตอง เป็นผู้มีอำนาจในการปกป้องรวมทั้งการฟ้องคดีในศาลไทยเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.2 และ จ.35 โดยมีโนตารี-ปับลิกและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส รับรอง และตามคำฟ้องก็บรรยายว่านายชองกระทำการในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ประกอบกับท้ายคำฟ้องนายชองได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ที่ 2 ระบุว่าโจทก์ทั้งสองและในใบแต่งทนายความก็ได้ระบุว่าลงลายมือชื่อในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 กับในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 ถือได้ว่านายชองลงลายมือชื่อในคำฟ้องในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 และในฐานะกรรมการบริษัทผู้มีอำนาจของโจทก์ที่ 2 แล้ว คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(7) ข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองที่ว่าโจทก์ที่ 1 มิได้ลงลายมือชื่อในคำฟ้องจึงฟังไม่ขึ้น จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลเนื่องจากมีการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามรายงานการประชุมสามัญวาระพิเศษของบริษัทโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2540 ในเอกสารหมาย จ.35 ว่าที่ประชุมได้แต่งตั้งให้นายปาสกาล ซุบติล เป็นผู้ชำระบัญชี โดยไม่มีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการและมอบอำนาจให้นายปาสกาลดำเนินการเกี่ยวกับยกเลิกกิจการภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดตามกฎข้อบังคับและเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการโอนทรัพย์สินและให้ความเห็นชอบบัญชีขั้นสุดท้ายสำหรับการยกเลิกกิจการ ให้นายปาสกาลเป็นผู้แทนของบริษัทสำหรับสิทธิทุกอย่าง การดำเนินการและความรับผิดชอบทั้งหมดดำเนินการอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ภารกิจในการยกเลิกกิจการของบริษัทโจทก์ที่ 1 ยังคงดำเนินอยู่ การยกเลิกและการจำหน่ายทั้งหมดหรือบางส่วน ขายเลหลังหรือขายปลีกในทุกรูปแบบที่เห็นว่าจะเป็นผลดีก่อให้เกิดประโยชน์หรือรายได้ต่อบริษัทดำเนินการขายหรือโอนมูลค่าการซื้อขายภายใต้เงื่อนไขที่พิจารณาเห็นว่าเหมาะสมโดยไม่ต้องทำความตกลงกันแต่อย่างใด จัดเก็บเงินรายได้ทั้งหมดของโจทก์ที่ 1 ออกใบเสร็จรับเงิน จัดการเกี่ยวกับการจัดแบ่งผลประโยชน์ทั้งหมด ดำเนินการเกี่ยวกับการฟ้องร้องคดีและการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย การเจรจาต่อรอง การประนีประนอมและระงับสิทธิใด ๆ ทั้งหมด ดำเนินการด้านกฎหมายและคดีความต่าง ๆ เรียกร้อง และป้องกันเป็นผู้แทนโจทก์ที่ 1 ในการดำเนินการแก้ไขหรือที่เกี่ยวกับการยกเลิกกิจการตามขั้นตอนของกฎหมายและให้นายปาสกาลดำเนินการทั้งหมดและจัดการทุกเรื่องที่จำเป็นโดยทั่วไปโดยไม่มีข้อจำกัดเพื่อให้การจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยกเลิกกิจการของบริษัทโจทก์ที่ 1 เสร็จบริบูรณ์ เอกสารรายงานการประชุมสามัญวาระพิเศษในเอกสารหมาย จ.35 ดังกล่าวกระทรวงการต่างประเทศโดยนายมาดแลน เดชาแนล ได้รับรองว่าเอกสารฉบับนี้สอดคล้องกับกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสจากรายงานการประชุมดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่านับแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 ซึ่งที่ประชุมบริษัทโจทก์ที่ 1 มีมติให้แต่งตั้งนายปาสกาลเป็นผู้ชำระบัญชีบริษัทโจทก์ที่ 1 ตามกฎหมายของประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศส บริษัทโจทก์ที่ 1 ยังคงตั้งอยู่เพื่อให้นายปาสกาลดำเนินการชำระบัญชีบริษัทโจทก์ที่ 1 เป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 สำหรับสิทธิทุกอย่าง การดำเนินการและความรับผิดชอบทั้งหมด ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัทโจทก์ที่ 1 อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ภารกิจในการยกเลิกกิจการของโจทก์ที่ 1 ยังคงดำเนินอยู่และเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 ในการดำเนินการเกี่ยวกับการยกเลิกกิจการของโจทก์ที่ 1 ตามขั้นตอนของกฎหมายโดยไม่มีกำหนดเวลา ซึ่งจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่นดังนี้ บริษัทโจทก์ที่ 1 จึงหาได้สิ้นสภาพเป็นนิติบุคคลไปตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2540 ดังที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ เมื่อนายปาสกาลซึ่งเป็นผู้แทนของโจทก์ที่ 1 และมีอำนาจดำเนินการทุกเรื่องแทนโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม2540 ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้นายชอง มารี ปิตอง เป็นผู้ดำเนินคดีนี้แทนโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 โดยมีโนตารีปับลิก และสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส รับรอง ตามหนังสือมอบอำนาจสิทธิบัตรในเอกสารหมาย จ.35 โจทก์ที่ 1 โดยนายชองผู้รับมอบอำนาจจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันฟ้อง จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันกระทำการละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีต ตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2538 ของโจทก์ที่ 1 ด้วยการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตโดยใช้กรรมวิธีการผลิตตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ที่ 1 อันเป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 85 ประกอบด้วย มาตรา 36(2) หรือไม่ ปัญหานี้ปรากฏตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ของโจทก์ที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 ว่า สิทธิบัตรกรรมวิธีดังกล่าวมีข้อถือสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 พอสรุปได้คือ กรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเสริมแรงสำหรับคอนกรีตซึ่งใช้โดยเฉพาะกับโครงสร้างหรือการก่อสร้างชิ้นงานที่ทำจากคอนกรีตเพื่อต่อเชื่อมแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกัน โดยนำส่วนปลายสุดที่ทำเป็นเส้นเกลียวไว้มาต่อกับส่วนปลอกต่อเชื่อมที่มีเกลียวทั้งนี้โดยมีลักษณะพิเศษคือ ก่อนการทำเส้นเกลียวดังกล่าว ส่วนปลายสุดของแท่งเหล็กที่จะนำมาต่อเชื่อมนั้นจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยวิธีแบบที่ไม่ใช้ความร้อนหรือวิธีแบบที่เย็น (Cold Forging) ซึ่ง "กรรมวิธี" ที่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิบัตรนั้น พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 3 ได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง วิธีการ กระบวนการ หรือกรรมวิธีในการผลิตหรือการเก็บรักษาให้คงสภาพหรือให้มีคุณภาพดีขึ้นหรือการปรับสภาพให้ดีขึ้นซึ่งผลิตภัณฑ์และรวมถึงการใช้กรรมวิธีนั้น ๆ ด้วย โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิบัตรกรรมวิธีดังกล่าวเท่านั้นที่มีสิทธิในการใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตร ผลิต ใช้ ขาย มีไว้เพื่อขายเสนอขาย หรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้กรรมวิธีตามสิทธิบัตรนั้น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 36 วรรคหนึ่ง (2) โจทก์ที่ 1 มีนายชอง มารี ปิตอง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 นางสาวปริญดา พัฒนเมฆา ผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายชอง และนายชัยยงค์ สุทธาภาศ ผู้จัดการทั่วไปบริษัทในเครือโจทก์ที่ 2 มาเบิกความเป็นพยานว่า เมื่อประมาณปี 2539 นายชองรับทราบมาว่าจำเลยทั้งสองได้ผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 1 นายชองจึงได้แต่งตั้งทนายความให้มีหนังสือให้จำเลยทั้งสองยุติการกระทำอันเป็นละเมิดสิทธิบัตรในกรรมวิธีผลิตของโจทก์ที่ 1 แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ต่อมาปี 2540 จำเลยทั้งสองฟ้องโจทก์ที่ 1 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้โดยอ้างว่าสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตของโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ และไม่มีขั้นการประดิษฐ์สูงขึ้น ขอให้เพิกถอนสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575ของโจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งจำเลยทั้งสอง ขณะนี้คดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จำเลยที่ 2 เคยทำงานกับบริษัทโจทก์ที่ 2 โดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตลาดและฝ่ายขาย จำเลยที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ด้วย โจทก์ที่ 1 สืบทราบว่าจำเลยทั้งสองยังกระทำการละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 อยู่ นายชองจึงแจ้งให้นางสาวปริญดาผู้รับมอบอำนาจช่วงจากนายชองดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 เกี่ยวกับการละเมิดกรรมวิธีการผลิตเหล็กเส้นข้ออ้อยเสริมแรงสำหรับคอนกรีตโดยวิธีอัดเย็นตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 เอกสารหมาย จ.6 บริษัทพิงค์เคอร์ตั้น จำกัด ซึ่งนางสาวปริญดาทำงานอยู่ได้ส่งสายสืบไปยังสถานประกอบ-การของจำเลยที่ 1 พบว่ามีการละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีการผลิตของโจทก์ที่ 1 จริง นางสาวปริญดาจึงไปร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการปราบปรามการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ เจ้าพนักงานได้ออกหมายค้นและไปทำการค้นที่สถานประกอบการของจำเลยที่ 1 พบเหล็กเส้นข้ออ้อยที่มีการขยายหน้าตัดและทำเกลียวไว้แล้ว พบปลอกเกลียวเครื่องอัดเย็นสำหรับขยายหน้าตัดเหล็กเส้นและเครื่องทำเกลียว 1 เครื่อง โจทก์ที่ 1 ได้ส่งท่อนเหล็ก 2 แท่ง แท่งหนึ่งมีเกลียวส่วนอีกแท่งหนึ่งไม่มีเกลียวซึ่งเป็นของจำเลยทั้งสองไปให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยตรวจสอบว่าบริเวณที่เป็นเกลียวนั้นผ่านกรรมวิธีอะไรในการขึ้นรูปได้ความจากคำเบิกความของนายประทีป วงศ์บัณฑิต รักษาการหัวหน้าห้องปฏิบัติการตรวจสอบสภาพการใช้งาน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจสอบเหล็กทั้งสองเส้นดังกล่าว ท่อนเหล็กที่มีเกลียวผ่านกรรมวิธีกระบวนการขึ้นรูปแบบเย็นหรืออัดเย็น (Cold Forging หรือ Cold Upsetting) เนื่องจากมีความแข็งกว่าท่อนเหล็กในสภาพก่อนมีการขึ้นรูปแตกต่างกับการขึ้นรูปแบบร้อนที่จะไม่ทำให้โลหะแข็งขึ้น ส่วนจำเลยทั้งสองมีบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความประกอบพยานเอกสารหลายฉบับว่า จำเลยที่ 2ประกอบกิจการตั้งโรงงานเพื่อผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตโดยได้ติดต่อไปยังบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้และได้สั่งซื้อเครื่องจักรในการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตจากบริษัทดังกล่าวโดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการผลิตและจำหน่ายข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงแต่ผู้เดียว จะต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีสำหรับการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตทุกชนิดที่บริษัทดังกล่าวมีอยู่ให้แก่จำเลยที่ 2 และจะต้องให้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีต บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้ทำสัญญาให้จำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนในการผลิตและจำหน่ายข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีต ตามสัญญาระหว่างบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2538 พร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.10 จำเลยที่ 2 ได้ผลิตสินค้าข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงตามสัญญาดังกล่าว แต่ไม่สามารถนำออกจำหน่ายได้เนื่องจากโจทก์ที่ 2 ได้แต่งตั้งทนายความให้มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 อ้างว่าได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิตามสิทธิบัตรไทยเลขที่ 4745 แต่เพียงผู้เดียว และกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าว จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีความรู้เรื่องสิทธิบัตร จึงหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่ได้กระทำการที่ผิดกฎหมาย โดยได้สอบถามไปยังบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีถึงสิทธิของจำเลยที่ 2 ตามสัญญาเอกสารหมาย ล.10 ได้รับแจ้งว่าบริษัทดังกล่าวได้รับหนังสือจากทนายความโจทก์ที่ 2 แบบเดียวกัน ตามหนังสือของสำนักงานทนายความเตลิกี แอนด์ กิบบินส์ ลงวันที่ 26 มีนาคม 2539 ต่อมาบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด มีหนังสือลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 ถึงจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้รับการยืนยันจากบริษัทริชมอนด์สกรู แองเคอร์ จำกัด ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการประดิษฐ์ข้อต่อเหล็กเสริมแรงคอนกรีตว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิผลิตได้ตามสิทธิบัตรของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด เลขที่ 4,619,096 ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2529 ตามสิทธิบัตรพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.16 และหากจำเลยที่ 2 ต้องการ บริษัทดังกล่าวจะส่งเอกสารแสดงการอนุญาตให้ใช้สิทธิไปให้จำเลยที่ 2 ตามหนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.12 เมื่อเป็นเช่นนี้จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2539 ถึงบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ให้ส่งเอกสารแสดงการอนุญาตให้ใช้สิทธิให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.13 ต่อมาบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้ส่งหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรูแองเคอร์ จำกัด ลงวันที่ 19 กันยายน 2539 ที่มีถึงบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ไปให้จำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการยืนยันว่าบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ได้อนุญาตให้บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทดังกล่าวใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่31 ธันวาคม 2541 ตามหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด เอกสารหมายล.14 และต่อมาบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ยังได้มีหนังสือลงวันที่ 30 กันยายน 2539 ถึงจำเลยที่ 2 ยืนยันอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ได้ ตามหนังสือเอกสารหมาย ล.14 สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ตามเอกสารหมาย ล.16 เป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์ข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยการตีขึ้นรูปแล้วนำส่วนที่ขยายมาทำให้เกิดเกลียวตัวผู้และนำไปต่อเข้ากับข้อต่อตัวรับหรือเกลียวตัวเมีย หลังจากจำเลยที่ 2 ได้รับการยืนยันอย่างชัดแจ้งจากบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์จำกัด ว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธิในการผลิตสินค้าที่กำลังผลิตอยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย มิได้ละเมิดสิทธิบัตรผู้ใดแล้วจำเลยที่ 2 ยังได้นำรายละเอียดต่าง ๆ ไปหารือกับนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะกรรมศาสตร์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหะวิทยาที่ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และวิศวกรการขึ้นรูปโลหะ ซึ่งได้รับการยืนยันตรงกันว่า การขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการขึ้นรูปเป็นวิธีการที่ครอบคลุมถึงวิธีการขึ้นรูปแบบเย็น (Cold Forging หรือ Cold Unsetting หรือ Cold Heading) การขึ้นรูปแบบร้อน และการขึ้นรูปแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น และมีตำราที่ใช้สอนในสถาบันการศึกษายืนยันข้อมูลทางวิชาการดังกล่าว ตามหนังสือ "คู่มือวิศวกรเครื่องมือ"(Tool Engineers Handbook) โดยแฟรงค์ ดับเบิลยู วิลสัน (Frank W. Wilson) ปี 2492 เอกสารหมาย ล.17 และหนังสือชื่อ "คู่มืออุตสาหกรรมขึ้นรูปโลหะ" (Forging Industry Hanbook) โดย โจน อี. เจ็นสัน (Jon E. Jenson) ปี 2513 เอกสารหมาย ล.18 จำเลยทั้งสองได้ผลิตสินค้าข้อต่อเหล็กที่มีการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นดังกล่าวตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,196 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ที่ 1 และจำเลยทั้งสองดังกล่าวโดยละเอียดแล้วเห็นว่า สิทธิบัตรไทยเลขที่ 4575 ของโจทก์ที่ 1 เป็นสิทธิบัตรกรรมวิธี จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 เฉพาะกรรมวิธีการผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงสำหรับคอนกรีตตามข้อถือสิทธิในสิทธิบัตรนั้นเท่านั้น กล่าวคือ ได้รับความคุ้มครองเฉพาะกรรมวิธีการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วยการนำส่วนปลายสุดที่ทำเป็นเส้นเกลียวไว้มาต่อกับส่วนปลอกโดยมีลักษณะพิเศษคือ ก่อนการทำเส้นเกลียวดังกล่าว ส่วนปลายสุดของแท่งเหล็กที่จะนำมาเชื่อมต่อนั้นจะถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นด้วยวิธีแบบที่ไม่ใช้ความร้อนหรือวิธีแบบที่เย็น (Cold Forging) สิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ดังกล่าวไม่ได้รับความคุ้มครองสำหรับกรรมวิธีการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงเข้าด้วยกันด้วยวิธีขึ้นรูปโดยใช้ความร้อน (Hot Forging) หรือวิธีขึ้นรูปแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น ส่วนสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด เป็นสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยการขยายปลายเหล็กเส้นเสริมแรงให้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่ขึ้นโดยการตีขึ้นรูปสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์นี้จึงครอบคลุมถึงการเชื่อมต่อแท่งเหล็กเส้นเสริมแรงโดยมีการทำให้ปลายเหล็กเส้นเสริมแรงขยายใหญ่ขึ้นก่อนทำเกลียวด้วยกรรมวิธีการตีขึ้นรูปทุกกรรมวิธีไม่ว่าจะเป็นการตีขึ้นรูปแบบเย็น แบบร้อนหรือแบบกึ่งร้อนกึ่งเย็น ซึ่งในข้อนี้ปรากฏตามหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ถึงนายชอง มารี ปิตอง ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2542 เอกสารหมายเลข 5 ท้ายคำแถลงการณ์ปิดคดีของโจทก์ทั้งสองลงวันที่ 15 ตุลาคม 2542 ว่า สิทธิบัตรของบริษัทดังกล่าวครอบคลุมถึงการตีขึ้นรูปแท่งเหล็กทุกวิธี (The Richmond Patent covers all upsetting of the bar.) เจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองมีหนังสือของบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ลงวันที่ 19 กันยายน 2539 ที่มีถึงบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัดประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096และอนุญาตช่วงให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบัตรดังกล่าวตามเอกสารหมาย ล.14 มาแสดงต่อศาลยืนยันว่า บริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ผู้ทรงสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ได้อนุญาตให้บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตจากบริษัทดังกล่าวซึ่งหมายถึงจำเลยที่ 1 ใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ในประเทศไทยได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ประกอบบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ยังได้มีหนังสือลงวันที่ 3 กันยายน 2539 ถึงจำเลยที่ 2 ยืนยันอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ใช้เทคนิคตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ตามที่บริษัทนั้นได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรดังกล่าวจากบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ตามเอกสารหมาย ล.15 ด้วย ซึ่งโจทก์ที่ 1 มิได้นำสืบพยานหลักฐานโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าวให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามเอกสารหมาย ล.14 และ ล.15 ดังกล่าว เชื่อว่าช่วงระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันฟ้อง ซึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 นั้น จำเลยทั้งสองได้ผลิตข้อต่อแบบเชิงกลของแท่งเหล็กเส้นเสริมแรง สำหรับคอนกรีตตามสิทธิที่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 ซึ่งสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาดังกล่าวได้ครอบคลุมถึงกรรมวิธีการผลิตข้อต่อนั้นด้วยการตีขึ้นรูปแท่งเหล็กทุกวิธีรวมทั้งการขึ้นรูปด้วยวิธีแบบเย็นตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ด้วยดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่าการผลิตข้อต่อของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองใช้กรรมวิธีการผลิตโดยขึ้นรูปด้วยวิธีแบบเย็นเช่นเดียวกับกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่ก็เป็นการผลิตข้อต่อของแท่งเหล็กเส้นดังกล่าวตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ซึ่งแสดงว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนากระทำละเมิดต่อสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 แม้จำเลยที่ 2 จะเคยเป็นลูกจ้างโจทก์ที่ 2 มาก่อนดังที่โจทก์ที่ 1 นำสืบ และนายชองผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ด้วยก็ตาม แต่ก็ปรากฏจากคำเบิกความของนายชองและนายชัยยงค์พยานโจทก์ที่ 1 ว่า จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายตลาดและฝ่ายขาย ไม่มีหน้าที่ควบคุมการผลิตผลิตภัณฑ์ของโจทก์ที่ 1 แต่อย่างใด ทั้งไม่ปรากฏจากข้อเท็จจริงที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 มีโอกาสเข้าไปล่วงรู้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ได้อย่างไร ที่นายชองเบิกความลอย ๆ ว่าจำเลยที่ 2 มีความรู้เกี่ยวกับกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ด้วย จึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟังได้ การที่จำเลยที่ 2 ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 และได้ติดต่อกับบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ในประเทศสาธารณรัฐเยอรมนีเพื่อให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้และสั่งซื้อเครื่องจักรในการผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตจากบริษัทดังกล่าวกลับทำให้เชื่อว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันผลิตข้อต่อเหล็กเส้นเสริมแรงคอนกรีตโดยอาศัยเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด หาได้ใช้กรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ไม่ และแม้จะปรากฏตามสัญญาระหว่างบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์จำกัด กับจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2538 เอกสารหมาย ล.10 ในข้อ 1 ว่า บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 1 จำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กท่อนเสริมแรงคอนกรีตใช้สำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้างแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และข้อ 9 สัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับระยะแรกนี้ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2542 โดยไม่ปรากฏข้อความระบุให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิในการผลิตข้อต่อเหล็กดังกล่าวในประเทศไทยก็ตามก็เป็นไปได้ว่าสัญญาดังกล่าวทำตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2538 ซึ่งในระยะแรกจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2538 ก่อนที่จะให้สิทธิผลิตผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 แก่จำเลยที่ 1 ในประเทศไทย บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ให้สิทธิในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้อต่อเหล็กดังกล่าวแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น อย่างไรก็ดีในสัญญาเอกสารหมาย ล.10 ดังกล่าว ข้อ 6 ก็ระบุไว้ด้วยว่า บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด จะให้คมช่วยเหลือทางเทคนิคแก่จำเลยที่ 1 และจะแจ้งให้ทราบเพิ่มเติมถึงวิวัฒนาการในด้านเทคนิคดังกล่าวทั้งหมดด้วย แสดงว่าบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคในการผลิตข้อต่อเหล็กนั้นแก่จำเลยที่ 1 ด้วยดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบซึ่งโจทก์ที่ 1 เองก็ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเริ่มกระทำละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2541 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 แล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2539 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 การที่บริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรสหรัฐอเมริกาดังกล่าวจากบริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด ยอมให้บริษัทจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบริษัทคล้ายกับชื่อบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัดและยอมให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยใช้สิทธิบัตรดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยอันเป็นการใช้สิทธิอย่างหนึ่งของผู้ทรงสิทธิบัตรได้นั้น ย่อมมีเหตุผลให้เชื่อว่าบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ได้อนุญาตช่วงให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบัตรนั้นโดยผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามสิทธิบัตรดังกล่าวได้แต่ผู้เดียวในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2539ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2541 จริงตามที่บริษัทริชมอนด์ สกรู แองเคอร์ จำกัด และบริษัทเอเบอร์สเปเกอร์ จำกัด ยืนยันตามเอกสารหมาย ล.14 และ ล.15 การที่จำเลยทั้งสองร่วมกันผลิตข้อต่อของแท่งเหล็กเส้นตามสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์สหรัฐอเมริกาเลขที่ 4,619,096 ซึ่งครอบคลุมถึงกรรมวิธีการผลิตตามสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ตามสิทธิที่ได้รับมาดังกล่าวแม้มีกรรมวิธีการผลิตเช่นเดียวกับกรรมวิธีตามสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 ก็ไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำโดยจำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของโจทก์ที่ 1 การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรของผู้อื่น ตามพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 85 ประกอบด้วยมาตรา 36 วรรคหนึ่ง (2) เมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำโดยไม่มีเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 ตามคำฟ้อง คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองต่อไปว่าสิทธิบัตรกรรมวิธีของโจทก์ที่ 1 เป็นสิทธิบัตรที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตามคำฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158
พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2522 ม. 3 ม. 36 ม. 85
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทเทคนิพอร์ท เอส.เอ. จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัทเอเบอร์สไปลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3761/2546
#50850
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีก่อน จำเลยเป็นพนักงานของธนาคาร ก. ซึ่งเป็นผู้เสียหายอยู่ด้วยในทุกคดีโดยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับเอกสารและทรัพย์โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของลูกค้าผู้ฝากเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนคดีนี้และคดีก่อนจึงมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคแรก การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ด้วย และเมื่อคดีนี้ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 และ 268 วรรคสอง เป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี การนับโทษต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกิน 20 ปี ไม่ได้แต่คดีก่อนเมื่อรวมโทษจำคุกทุกคดีและทุกกระทงโดยไม่รวมโทษจำคุกในคดีนี้ด้วยปรากฏว่าจำเลยถูกลงโทษจำคุก 23 ปี 6 เดือน ซึ่งเกิน 20 ปีแล้วจึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีก่อนได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265,268, 334, 335, 352 ให้จำเลยคืนและใช้เงิน 140,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ใช้เงิน15 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 และนับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 515/2543 หมายเลขแดงที่ 525/2543 หมายเลขแดงที่ 1104/2543 และหมายเลขแดงที่ 1703/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265,268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 335(11), 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์นายจ้างจำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุก1 ปี ฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารปลอมตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 ตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ2 ปี รวม 8 กระทง รวมจำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี ริบของกลาง ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 140,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 ใช้เงินจำนวน 15 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2 เนื่องจากคดีนี้และคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ผู้เสียหายเป็นบุคคลคนละคนกัน พยานหลักฐานในคดีนี้เป็นคนละชุดกันและวันเวลาเกิดเหตุต่างกัน กรณีไม่ตกอยู่ในบังคับมาตรา 91(2)แห่งประมวลกฎหมายอาญา จึงให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 515/2543 หมายเลขแดงที่ 525/2543 หมายเลขแดงที่ 1104/2543และหมายเลขแดงที่ 1703/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยในคดีนี้เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีหมายเลขแดงที่ 515/2543 หมายเลขแดงที่ 525/2543 หมายเลขแดงที่ 1104/2543 และหมายเลขแดงที่ 1703/2543 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยในแต่ละคดีแล้วคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน, 9 ปี, 10 ปีและ 2 ปี ตามลำดับ รวมโทษทุกกระทงแล้วจำเลยถูกลงโทษจำคุก 23 ปี 6 เดือน ส่วนคดีนี้ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยแล้วคงจำคุก 9 ปี และให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษใน 4 คดีดังกล่าวข้างต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 515/2543 หมายเลขแดงที่ 525/2543 หมายเลขแดงที่ 1104/2543 และหมายเลขแดงที่ 1703/2543 ของศาลชั้นต้นนั้นชอบหรือไม่ เห็นว่า ขณะที่จำเลยกระทำผิดในคดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งสี่คดีนั้น จำเลยเป็นพนักงานของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาถนนเทพกระษัตรีย์ ซึ่งเป็นผู้เสียหายอยู่ด้วยในทุกคดีโดยถือโอกาสที่เป็นพนักงานกระทำผิดเกี่ยวกับเอกสารและทรัพย์โดยมีเจตนาเพื่อเบียดบังเอาเงินของลูกค้าผู้ฝากเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตน คดีนี้และคดีดังกล่าวทั้งสี่คดีมีความเกี่ยวพันกันจนอาจฟ้องเป็นคดีเดียวกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคแรก การนับโทษต่อจึงต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ด้วย และปรากฏว่าคดีนี้ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 และ 268 วรรคสอง เป็นกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกเกิน 3 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี การนับโทษต้องอยู่ในบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) กล่าวคือ เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วจะเกิน 20 ปี ไม่ได้ แต่คดีดังกล่าวทั้งสี่คดีเมื่อรวมโทษจำคุกทุกคดีและทุกกระทงโดยไม่รวมโทษจำคุกในคดีนี้ด้วย ปรากฏว่าจำเลยถูกลงโทษจำคุกถึง 23 ปี 6 เดือน ซึ่งเกิน 20 ปีแล้ว จึงไม่อาจนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวทั้งสี่คดีได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำเลยในคดีดังกล่าวทั้งสี่คดี จึงไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 515/2543 หมายเลขแดงที่ 525/2543 หมายเลขแดงที่ 1104/2543และหมายเลขแดงที่ 1703/2543 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91 ม. 265 ม. 268 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 2 (4) ม. 160 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดภูเก็ต
จำเลย — นาย วิชัย วงศ์ทวีพิทยากุล
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ADMINที่ 3753/2546
#49905
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาจะซื้อขายและได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาเจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา และผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391 ลูกหนี้ต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ แม้ลูกหนี้จะมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญา และเจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกข้อตกลงกันอย่างไร ก็เป็นเอกสารที่ได้กระทำขึ้นภายหลังที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 และตั้งบริษัทบิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน

เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการในมูลหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 630,701 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี จากต้นเงิน 470,000บาท นับถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ให้บรรดาเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และผู้ทำแผนตรวจคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/29แล้ว ปรากฏว่าผู้ทำแผนโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้รายนี้ว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญาไม่ชอบจึงไม่อาจเรียกดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี คงเรียกได้เพียงร้อยละ 7.5 ต่อปีอย่างไรก็ตามเจ้าหนี้คำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกต้องและไม่อาจเรียกดอกเบี้ยนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้

เจ้าหนี้ยื่นคำร้องคัดค้านว่า ลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ จึงมีสิทธิขอคืนเงินมัดจำพร้อมดอกเบี้ย

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งกลับคำสั่งของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจำนวน 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 31 สิงหาคม 2537 จำนวน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 21 สิงหาคม 2537 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 พฤศจิกายน 2537 จำนวน 24,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2537 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มกราคม 2538 จำนวน 24,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2538 จำนวน24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 มีนาคม 2538จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 5 เมษายน2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6พฤษภาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 6 มิถุนายน 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับจากวันที่ 29 กรกฎาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 14 สิงหาคม 2538 จำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ตุลาคม 2538 จำนวน 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 8 ธันวาคม 2538 และจำนวน 24,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับจากวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จ

ผู้ทำแผนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่21 กันยายน 2537 เจ้าหนี้ได้ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงย่อยโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลงที่ ดี 15 เนื้อที่ 90 ตารางวา ราคาตารางวาละ 25,000 บาท รวมเป็นเงิน2,250,000 บาท จากลูกหนี้ เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าในวันทำสัญญาจำนวน110,000 บาท และผ่อนชำระเงินล่วงหน้าที่เหลืออีก 360,000 บาท เป็นรายเดือน ทุกวันที่ 21 ของเดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2537 ถึงเดือนธันวาคม 2538 ส่วนที่เหลือจำนวน 1,780,000 บาท จะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ หลังจากทำสัญญาแล้วเจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้วเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2540 ต่อมาวันที่5 พฤศจิกายน 2540 เจ้าหนี้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังลูกหนี้ ครั้นวันที่ 6 กรกฎาคม2541 ลูกหนี้มีหนังสือแจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน พร้อมชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ แต่เจ้าหนี้เพิกเฉย

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ทำแผนว่า เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระหนี้หรือไม่ ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เจ้าหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้นั้น เห็นว่า การที่เจ้าหนี้ได้ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนตามสัญญาจะซื้อจะขายแล้วตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2540 คงเหลือเงินงวดสุดท้ายจำนวน1,780,000 บาท ซึ่งเจ้าหนี้จะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่ทั้งนี้เมื่อลูกหนี้ได้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเรียบร้อย คดีไม่ปรากฏว่าลูกหนี้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเสร็จเมื่อใด แต่เจ้าหนี้กล่าวหาว่าลูกหนี้ผิดสัญญาโดยยอมให้มีการปลูกสร้างอาคารสูงเกิน 3 ชั้น ในโครงการนี้อันเป็นการผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ข้อ 7 เจ้าหนี้จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายตามหนังสือฉบับลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2540 และ 8กุมภาพันธ์ 2541 ไปยังลูกหนี้ แล้วลูกหนี้มิได้โต้แย้งแต่ประการใด จึงรับฟังได้ว่าลูกหนี้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย เจ้าหนี้จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญา ผลของการเลิกสัญญาคู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ลูกหนี้จึงต้องคืนเงินที่ได้รับชำระไว้จากเจ้าหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ลูกหนี้รับไว้ที่ผู้ทำแผนอุทธรณ์ว่า เมื่อลูกหนี้มีหนังสือฉบับลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้เจ้าหนี้ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน เจ้าหนี้ได้ติดต่อกับลูกหนี้และทำบันทึกว่าประสงค์จะชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือและรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินต่อไปตามเอกสารหมาย ต.3 แสดงว่าเจ้าหนี้มิได้มีเจตนาเลิกสัญญานั้น เห็นว่า แม้เอกสารหมาย ต.3 จะมีข้อความว่า"ข้าพเจ้านางพรพรรณ กมลจิตร์ประภา มีความต้องการจะใส่ชื่อในสัญญาโฉนดที่ดินเปล่าโครงการบางใหญ่กรีนแลนด์ แปลง ดี 15 เป็น 2 คน โดยถือกรรมสิทธิ์รวมกัน และมีความรับผิดชอบที่จะต้องชำระเงินร่วมกัน ดังนี้ คือ 1. นางชุลีกร กมลจิตร์ประภา2 พ.อ. อเนก เหรียญตระกูล ส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ข้าพเจ้ายังไม่พร้อมที่จะรับโอนเนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ จึงขอให้บริษัททำการเลื่อนเวลาออกไป" แต่เอกสารดังกล่าวได้กระทำขึ้นภายหลังจากที่สัญญาเลิกกันแล้ว จึงไม่มีผลผูกพันเจ้าหนี้และลูกหนี้แต่ประการใด ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้นั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ทำแผนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 391
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 90/29
ชื่อคู่ความ
เจ้าหนี้ — พันเอก เอนก เหรียญตระกูล กับพวก
ผู้ทำแผน — บริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2546
#50710
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นสามยทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิใช้ทางภารจำยอมซึ่งกว้าง 4 เมตร เข้าออกสู่ถนนสาธารณะตรงจุดใด บริเวณใดในเวลาใดก็ได้ การที่จำเลยนำเสาไม้มาปักย่อมทำให้ทางแคบลง การเทปูนซีเมนต์เพื่อทำให้ทางลาดชันย่อมทำให้การสัญจรผ่านไปมาไม่สะดวก การทำประตูเหล็กปิดกั้นรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพื่อตรวจสอบบุคคลที่ไม่มีสิทธิใช้ทางภารจำยอมมาใช้ทางก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบุคคลภายนอก แต่โจทก์เข้าออกได้ไม่สะดวกเพราะโจทก์จะต้องคอยขออนุญาตจำเลยเปิดประตู ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทางภารจำยอมได้เต็มตามสิทธิ ถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 จำเลยไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น

จำเลยนำอิฐและหินมาทิ้งไว้ในลักษณะนำมากองปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้บดอัดให้แน่นเพื่อมิให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอมได้โดยสะดวก เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 117448 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 7328 จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 41438 ซึ่งได้จดทะเบียนภารจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7328 กว้าง 4 เมตร ยาวออกสู่ทางสาธารณะ ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์กับพวกเป็นจำเลย เพื่อให้เพิกถอนภารจำยอมและศาลฎีกามีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2539 ยกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอมโดยปกติสุข ขอให้บังคับจำเลยรื้อเสาไม้และรั้วประตูเหล็กที่เปิดปิดทางเข้าออกทางภารจำยอมและปรับสภาพคืนให้เหมือนเดิม ห้ามขัดขวางและห้ามมิให้ทำการอันใดที่จะเป็นเหตุให้ใช้ทางพิพาทไม่สะดวก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทำเองได้ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การว่า ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2539ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 ให้เพิกถอนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 7328 กับที่ดินโฉนดเลขที่ 41438 ระหว่างจำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นโจทก์กับนายไพบูลย์ จำเริญวิทย์ จำเลยที่ 2 และนายไพโรจน์ จำเริญวิทย์ จำเลยที่ 3 ยกฟ้องโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 2ที่ 3 ในคดีดังกล่าวฝ่าฝืนคำพิพากษาและคำบังคับ โดยนำรถยนต์แล่นเข้าออกทางภารจำยอมตลอดมา จำเลยจึงทำประตูเปิดปิดตรวจสอบว่ารถยนต์ที่ผ่านเข้าออกเป็นของผู้ใดและจะเข้าไปยังที่ดินแปลงใด เพื่อรักษาสิทธิในที่ดินอันเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยไม่ใช่ปิดกั้นอย่างถาวร จำเลยนำอิฐและหินมาทางภารจำยอมให้สูงขึ้นเพื่อให้พ้นจากระดับน้ำท่วมขัง โจทก์ได้ละทิ้งการใช้ทางภารจำยอมมากว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่เคยมีภูมิลำเนาในที่ดินโฉนดเลขที่ 117448 และไม่ได้ใช้ทางภารจำยอมเข้าออกสู่ที่ดินโฉนดดังกล่าว แต่โจทก์และบริวารใช้ทางภารจำยอมเป็นทางเข้าออกสู่บ้านเลขที 155/21 และเลขที่ 147 ข ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินแปลงอื่นที่มิใช่สามยทรัพย์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อเสาไม้และรั้วประตูเหล็กที่เปิดปิดทางเข้าออกทางภารจำยอมและปรับสภาพคืนให้เหมือนเดิมห้ามขัดขวางและห้ามมิให้กระทำการอันใดที่จะเป็นเหตุให้ใช้ทางพิพาทไม่สะดวก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาทแทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้จดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 41438 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย(บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 7328 ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย(บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของนางวรรณี จำเริญวิทย์ มารดาโจทก์ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องภารจำยอมเอกสารหมาย จ.4 นางวรรณีได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 7328 ให้บุตร โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 117448ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสามยทรัพย์มีสิทธิในภารจำยอมกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่เพื่อให้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะในที่ดินโฉนดเลขที่ 41438 ของจำเลยซึ่งเป็นภารยทรัพย์ จำเลยเคยฟ้องโจทก์กับพวกขอให้เพิกถอนภารจำยอม คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2539 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2320/2539 โดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนเมษายน 2540 จำเลยนำอิฐและหินมาถมทางภารจำยอมให้สูงขึ้นจากระดับพื้นถนนเดิม ปักเสาไม้แล้วเทปูนซีเมนต์ทำให้มีความลาดชันระหว่างรอยต่อของพื้นถนนเดิมกับพื้นถนนที่ถมใหม่พร้อมกับทำประตูเหล็กบริเวณทางภารจำยอมเพื่อปิดกั้นรถยนต์ตามภาพถ่ายหมาย จ.6

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอมเพื่อเข้าสู่ที่ดินแปลงสามยทรัพย์ของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 117448 ซึ่งเป็นสามยทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ทางภารจำยอมกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 41438 ของจำเลยอันเป็นภารยทรัพย์เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องภารจำยอมเอกสารหมาย จ.4 โจทก์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะใช้ประโยชน์เป็นทางเข้าออกในทางภารจำยอมตรงจุดใด บริเวณใดในเวลาใดก็ได้ตามความประสงค์หรือเพื่อความสะดวกของโจทก์ทุกเมื่อ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอมหรือทำให้ทางภารจำยอมลดน้อยลงหรือทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ทางภารจำยอมนั้นการที่จำเลยนำเสาไม้มาปัก ย่อมทำให้ทางแคบลง การเทปูนซีเมนต์เพื่อทำให้ทางลาดชันย่อมทำให้การสัญจรผ่านไปมาไม่สะดวก การทำประตูเหล็กปิดกั้นรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพื่อตรวจสอบบุคคลที่ไม่มีสิทธิใช้ทางภารจำยอมมาใช้ทางดังกล่าวก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบุคคลภายนอก แต่การกระทำของจำเลยเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าโจทก์จะเข้าออกทางภารจำยอมได้ไม่สะดวกเพราะโจทก์จะต้องคอยขออนุญาตจำเลยเปิดประตู ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทางภารจำยอมได้เต็มตามสิทธิกรณีถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 จำเลยไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น ส่วนที่จำเลยอ้างว่านำอิฐและหินมาถมทางภารจำยอมเพื่อปรับสภาพให้ดีขึ้นมิให้น้ำท่วมทางน้ำ เห็นว่า หากจำเลยมีเจตนาถมทางภารจำยอมให้สูงระดับเดียวกับถนนเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้ประโยชน์ก็ย่อมจะทำได้ แต่พฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่นำอิฐและหินมาทิ้งไว้ในลักษณะนำมากองปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้บดอัดให้แน่นอีกทั้งนำเสาไม้มาปักและทำประตูเหล็กกั้นไว้ด้วยเช่นนี้ ส่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยกระทำการดังกล่าวเพื่อมิให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอมได้โดยสะดวก ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางไม่ให้โจทก์ใช้ทางภารจำยอมเพื่อเข้าสู่ที่ดินแปลงสามยทรัพย์ของโจทก์เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1390 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ กฎหมายกำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในชั้นอุทธรณ์ไว้ไม่เกิน 1,500 บาท ตามตาราง 6 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์2,000 บาท แทนโจทก์จึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 1,500 บาท แทนโจทก์กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วาสนา ชูประเสริฐ
จำเลย — นาง ประมวญ ธีรเสนีหรือธีระสนี
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2546
#111010
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินสามยทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ทางภาระจำยอมกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ในที่ดินของจำเลยอันเป็นภารยทรัพย์เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตามบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม โจทก์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะใช้ประโยชน์เป็นทางเข้าออกในทางภาระจำยอมตรงจุดใด บริเวณใด ในเวลาใดก็ได้ตามความประสงค์หรือเพื่อความสะดวกของโจทก์ทุกเมื่อ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้โจทก์ใช้ทางภาระจำยอมหรือทำให้ทางภาระจำยอมลดน้อยลงหรือทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ทางภาระจำยอมนั้น การที่จำเลยนำเสาไม้มาปัก ย่อมทำให้ทางแคบลง การเทปูนซีเมนต์เพื่อทำให้ทางลาดชันย่อมทำให้การสัญจรผ่านไปมาไม่สะดวก การทำประตูเหล็กปิดกั้นรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพื่อตรวจสอบบุคคลที่ไม่มีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมมาใช้ทางดังกล่าวก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบุคคลภายนอก แต่การกระทำของจำเลยเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าโจทก์จะเข้าออกทางภาระจำยอมได้ไม่สะดวกเพราะโจทก์จะต้องคอยขออนุญาตจำเลยเปิดประตูไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทางภาระจำยอมได้เต็มตามสิทธิ กรณีถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1390

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อเสาไม้และรั้วประตูเหล็กที่เปิดปิดทางเข้าออกทางภาระจำยอมและปรับสภาพคืนให้เหมือนเดิม ห้ามขัดขวางและห้ามมิให้ทำการอันใดที่จะเป็นเหตุให้ใช้ทางพิพาทไม่สะดวก หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทำเองได้ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยรื้อเสาไม้และรั้วประตูเหล็กที่เปิดปิดทางเข้าออกทางภาระจำยอมและปรับสภาพคืนให้เหมือนเดิม ห้ามขัดขวางและห้ามมิให้กระทำการอันใดที่จะเป็นเหตุให้ใช้ทางพิพาทไม่สะดวก ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยได้จดทะเบียนภาระจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔๓๘ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๒๘ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นของนางวรรณี จำเริญวิทย์ มารดาโจทก์ ตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอมนางวรรณี ได้แบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๗๓๒๘ ให้บุตร โจทก์ซึ่งเป็นบุตรคนหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๑๗๔๔๘ ตำบลบางอ้อ อำเภอบางกอกน้อย (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสามยทรัพย์มีสิทธิในภาระจำยอมกว้าง ๔ เมตร ยาวตลอดเนื้อที่เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะ ในที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๔๓๘ ของจำเลยซึ่งเป็นภารยทรัพย์ จำเลยเคยฟ้องโจทก์กับพวกขอให้เพิกถอนภาระจำยอม คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๓๙ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๓๒๐/๒๕๓๙ โดยศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนเมษายน ๒๕๔๐ จำเลยนำอิฐและหินมาถมทางภาระจำยอมให้สูงขึ้นจากระดับพื้นถนนเดิมปักเสาไม้แล้วเทปูนซีเมนต์ทำให้มีความลาดชันระหว่างรอยต่อของพื้นถนนเดิมกับพื้นถนนที่ถมใหม่ พร้อมกับทำประตูเหล็กบริเวณทางภาระจำยอมเพื่อปิดกั้นรถยนต์

เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นสามยทรัพย์ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะใช้ทางภาระจำยอมกว้าง ๔ เมตร ยาวตลอดเนื้อที่ในที่ดินของจำเลยอันเป็นภารยทรัพย์เพื่อใช้เป็นทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะตามสำเนาบันทึกข้อตกลงเรื่องภาระจำยอม โจทก์มีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะใช้ประโยชน์เป็นทางเข้าออกในทางภาระจำยอมตรงจุดใด บริเวณใด ในเวลาใดก็ได้ตามความประสงค์หรือเพื่อความสะดวกของโจทก์ทุกเมื่อ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะขัดขวางมิให้โจทก์ใช้ทางภาระจำยอมหรือทำให้ทางภาระจำยอมลดน้อยลงหรือทำให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ทางภาระจำยอมนั้น การที่จำเลยนำเสาไม้มาปัก ย่อมทำให้ทางแคบลง การเทปูนซีเมนต์เพื่อทำให้ทางลาดชันย่อมทำให้การสัญจรผ่านไปมาไม่สะดวก การทำประตูเหล็กปิดกั้นรถยนต์ที่จะผ่านเข้าออก แม้จำเลยจะอ้างว่าเพื่อตรวจสอบบุคคลที่ไม่มีสิทธิใช้ทางภาระจำยอมมาใช้ทางดังกล่าวก็เป็นเรื่องระหว่างจำเลยกับบุคคลภายนอก แต่การกระทำของจำเลยเช่นนั้นเห็นได้ชัดว่าโจทก์จะเข้าออกทางภาระจำยอมได้ไม่สะดวกเพราะโจทก์จะต้องคอยขออนุญาตจำเลยเปิดประตู ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทางภาระจำยอมได้เต็มตามสิทธิ กรณีถือได้ว่าจำเลยกระทำการอันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๙๐ จำเลยไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น?

อนึ่งคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ กฎหมายกำหนดอัตราค่าทนายความขั้นสูงในชั้นอุทธรณ์ไว้ไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาท ตามตาราง ๖ ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๒,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จึงเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษายืน แต่ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๐๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1390
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางวาสนา ชูประเสริฐ
จำเลย — นางประมวญ ธีรเสนีหรือธีระสนี
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งธนบุรี — นายไพจิตร สวัสดิ์สาร
ศาลอุทธรณ์ — นายมนูพงศ์ รุจิกัณหะ
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3747/2546
#50849
เปิดฉบับเต็ม

พฤติการณ์ที่จำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมาย จำเลยไม่ยอมหยุดรถ แต่กลับขับรถพา ม. หลบหนี และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจขับรถกระบะไล่ติดตามจนเฉี่ยวชนกับรถจำเลย แล้วจำเลยยังคงหลบหนีไปแต่ลำพังโดยปล่อยให้ ม. ถูกจับพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลางแต่จำเลยฎีการับว่า ม. มีเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วโยนทิ้งกลางถนนแสดงว่าจำเลยทราบและมีเจตนาร่วมกระทำผิดกับ ม.

เมื่อปรากฏว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์วันที่ 2 ตุลาคม 2547 การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันพิพากษานั้น กรณีเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษากำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะเกินกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกามีการแก้ไข พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯมาตรา 67 ซึ่งตามกฎหมายเดิมให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับจะเห็นได้ว่า แม้กฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม และบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ส่วนโทษปรับนั้นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 130 เม็ด น้ำหนัก 11.70 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ.2522 มาตรา 67 ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 จำคุก 2 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยฝึกวิชาชีพ 2 วิชา นับแต่วันพิพากษา ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "...ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการไปตามหน้าที่ ต่างเบิกความสอดคล้องต้องกันไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลย เชื่อว่าประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามเบิกความไปตามจริง พฤติการณ์ที่จำเลยเห็นเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้จำเลยหยุดเพื่อตรวจค้นสิ่งของผิดกฎหมาย จำเลยไม่ยอมหยุดรถ แต่กลับขับรถพานายมนตรีหลบหนี และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจขับรถกระบะไล่ติดตามจนเฉี่ยวชนกับรถจำเลย และจำเลยยังคงหลบหนีไปแต่ลำพังโดยปล่อยให้นายมนตรีถูกจับพร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกับนายมนตรีอีก ทั้งที่ทราบว่านายมนตรีถูกจับย่อมเป็นการผิดวิสัยอีกทั้งตามฎีกาของจำเลยก็รับว่านายมนตรีมีเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้วโยนทิ้งกลางถนน แสดงว่าจำเลยทราบและมีเจตนาร่วมกระทำผิดกับนายมนตรี ที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เหตุที่ขับรถจักรยานยนต์หลบหนีเพราะเห็นชาย 3 ถึง 4 คน แต่งกายธรรมดาและข้างถนนมีรถกระบะจอดอยู่ จึงเกิดความกลัวไม่หยุดรถตามที่ได้รับสัญญาณนั้น เห็นว่าพยานโจทก์ทุกปากเบิกความยืนยันว่าบริเวณที่ให้สัญญาณรถจักรยานยนต์จำเลยหยุดเพื่อตรวจคือจุดตู้ยามวังผาแดงซึ่งมีเจ้าพนักงานตำรวจทั้งที่แต่งกายสวมเครื่องแบบตำรวจและแต่งกายธรรมดาอยู่ด้วย และมีรถของทางราชการและรถส่วนตัวของเจ้าพนักงานตำรวจจอดอยู่ประกอบกับจำเลยก็มิได้นำสืบปฏิเสธว่าบริเวณที่ได้รับสัญญาณให้หยุดรถนั้นมิใช่บริเวณจุดตู้ยามวังผาแดงแต่อย่างไร กรณีจึงเชื่อว่า จำเลยได้รับสัญญาณให้หยุดรถที่จุดตู้ยามวังผาแดง ซึ่งแม้จะมีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนมิได้แต่งกายสวมเครื่องแบบตำรวจก็ตาม แต่ก็มีเจ้าพนักงานตำรวจที่แต่งกายสวมเครื่องแบบตำรวจอยู่ด้วย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะทำให้เกิดความกลัวตามที่จำเลยอ้างแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างว่าคำเบิกความของนายดาบตำรวจเหรียญและสิบตำรวจเอกอดุลย์ประจักษ์พยานโจทก์รับฟังไม่ได้เพราะเบิกความถึงวิธีให้สัญญาณรถหยุดต่างกันนั้นในประการนี้จำเลยก็รับอยู่ว่ามีการเรียกให้หยุด จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าเจ้าพนักงานตำรวจออกหมายจับจำเลยเพราะคำซัดทอดของนายมนตรีและโจทก์ก็มิได้นำนายมนตรีมาเบิกความว่า จำเลยมีส่วนรู้เห็นอย่างไรนั้น เห็นว่าพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานตำรวจจับนายมนตรีพร้อมยึดได้เมทแอมเฟตามีนที่เห็นนายมนตรีโยนทิ้งและจำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ไปกับนายมนตรี และเป็นผู้ขับรถพานายมนตรีที่เป็นเพียงผู้ซ้อนท้ายหลบหนี ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยแล้ว โดยหาจำต้องนำนายมนตรีมาเบิกความอีกไม่ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายว่า สมควรส่งมอบตัวจำเลยให้บิดามารดาดูแลแทนการส่งตัวจำเลยไปควบคุมยังสถานพินิจฯ เพื่อฝึกและอบรมหรือไม่ เห็นว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางที่จับได้มีจำนวนถึง 130 เม็ด นับว่าเป็นจำนวนค่อนข้างมากทั้งจำเลยต่อสู้คดีมาโดยตลอด แสดงถึงการไม่รู้สำนึกจำต้องให้จำเลยได้รับการอบรมขัดเกลานิสัยให้เป็นพลเมืองดี ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมาเหมาะสมแล้วฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น แต่เนื่องจากจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์วันที่ 2 ตุลาคม 2547 การที่ศาลล่างทั้งสองพิจารณาให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา มีกำหนด 2 ปีนับแต่วันพิพากษานั้น กรณีเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษากำหนดระยะเวลาดังกล่าวจะเกินกว่าที่จำเลยมีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปรับการฝึกอบรมนับแต่วันมีคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 104 ประกอบด้วยมาตรา 105

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนโดยในมาตรา 67 ที่แก้ไขใหม่ ได้กำหนดจำนวนยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ที่มีสารแอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนผสมอยู่ว่าต้องมีไม่ถึง 15 หน่วยการใช้ หรือต้องมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึง 1.5 กรัม เป็นการแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่ไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะต้องมีจำนวนหน่วยการใช้หรือมีน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดไม่เป็นคุณแก่จำเลยในส่วนนี้ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิมให้ลงโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับจะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกเท่ากันและตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิมแต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ ส่วนโทษปรับนั้นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) ให้ส่งตัวจำเลยไปฝึกอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครราชสีมา นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจนกว่าจำเลยจะมีอายุครบยี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195 ม. 225
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ม. 104 ม. 105
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 67
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา
จำเลย — นาย เทิดศักดิ์หรือเปิ้ล เตือนขุนทด
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
อำนวย เต้พันธ์
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3724/2546
#49904
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นฎีกาส่งผ่านเรือนจำเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบแต่เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นชอบที่จะสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยและไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 91 คืนธนบัตรจำนวน100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ กับบวกโทษจำคุกของจำเลยที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.3580/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี บวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 3580/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้เป็นจำคุก 6 ปี คืนธนบัตรจำนวน 100 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยยื่นฎีกาส่งผ่านเรือนจำเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545ต่อมาวันที่ 28 สิงหาคม 2545 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและให้ลงโทษจำคุกจำเลยในแต่ละกระทงความผิดไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับได้ความว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมายังไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามฟ้อง เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลย และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด

ส่วนที่จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่า ศาลล่างทั้งสองควรลดโทษแต่ละกรรมก่อน แล้วจึงรวมโทษที่จะลงแก่จำเลยซึ่งจะเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น เห็นว่าการลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและให้เรียงกระทงลงโทษนั้น มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้แยกลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลล่างทั้งสองรวมโทษที่วางแต่ละกระทงก่อนแล้วลดโทษให้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 4 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 4 ปีรวมจำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปีบวกโทษจำคุก 1 ปี ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย. 3580/2543 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ เป็นจำคุก 5 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง ม. 224
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาง อำไพหรือแก๊บ ฐานิสรณ์
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3717/2546
#50333
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8ผู้มรณะ เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์แล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาและเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 โดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่ง คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และเนื่องจากคดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว แม้โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7เป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 แถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 และทนายโจทก์ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตตามโฉนดที่ดินที่แต่ละฝ่ายออกโฉนดที่ดินแล้วและได้ครอบครองอยู่จริงและตกลงยอมรับแนวเขตที่ดินที่พิพาทตามแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตและนำส่งศาลและให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นเมื่อไม่มีแผนที่หรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตดังที่ระบุไว้ซึ่งเป็นสาระสำคัญในอันที่จะระงับข้อพิพาทมาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว ทำให้ข้อสัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่อาจระงับข้อพิพาทต่อกันได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงไม่ชอบ

โจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ โดยเสียค่าขึ้นศาลไว้ 200 บาท ต่อมาในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อหาเนื้อที่ดินพิพาทเพื่อใช้ในการคำนวณค่าขึ้นศาลเพิ่ม ปรากฏว่าก่อนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะทำการรังวัดที่ดินพิพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเสียก่อน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27บัญญัติไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 243(1)ประกอบมาตรา 247

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งแปด ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ซึ่งตามสัญญาข้อ 2 มีใจความว่าโจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตตามโฉนดที่ดินที่แต่ละฝ่ายออกโฉนดที่ดินและได้ครอบครองอยู่จริง โจทก์ทั้งสี่คือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6963 จำเลยที่ 1 คือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ 64089 และจำเลยทั้งแปดคือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6962 และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตที่ดินพิพาทในคดีนี้ตามแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตและนำส่งศาลกับภาพถ่ายจำนวน 9 ภาพ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความ

ต่อมาโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า ไม่สามารถดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากจำเลยทั้งแปดขัดขวางออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากจำเลยทั้งแปดขัดขวาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดสอบถามจำเลยทั้งแปด ในวันนัดโจทก์ทั้งสี่ยืนยันแนวเขตที่ดินตามรูปแผนที่วิวาทที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งต่อศาลชั้นต้นภายหลังจากศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ส่วนจำเลยทั้งแปดยืนยันแนวเขตที่ดินตามหลักหมุดที่ปักอยู่ในปัจจุบันและตามภาพถ่ายแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิขอออกโฉนดได้เพียงที่ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 8 ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะนั้นเป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสี่แล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาและเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ที่ขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะ โดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 6เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8ผู้มรณะนั้นเสีย และเนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์ทั้งสี่จะยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8ผู้มรณะแต่เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 แถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะและทนายโจทก์ทั้งสี่ไม่คัดค้านตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 6 เป็นบุตรของจำเลยที่ 8 จึงเป็นทายาทของจำเลยที่ 8 ย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ต่อไปว่า จำเลยทั้งแปดกระทำการขัดขวางการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งต้องวินิจฉัยก่อนว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุว่า "โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตตามโฉนดที่ดินที่แต่ละฝ่ายออกโฉนดที่ดินแล้วและได้ครอบครองอยู่จริง โจทก์ทั้งสี่คือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6963 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่จังหวัดเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 คือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ 64089 ตำบลหนองหอยอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และจำเลยทั้งแปดคือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ 6962 ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตที่ดินที่พิพาทในคดีนี้ตามแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตและนำส่งศาลในคดีนี้และภาพถ่ายจำนวน 9 ภาพ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้" แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคู่ความยังมิได้ส่งแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 ดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้ศาลชั้นต้นจะบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่มีคำพิพากษาตามยอมว่า ให้คู่ความติดตามนำแผนที่หรือรายงานการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินมาส่งต่อศาลมิฉะนั้นให้ถือตามแนวเขตตามภาพถ่ายที่แนบสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ดังกล่าว ก็หาเป็นผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตลอดจนคำพิพากษาตามยอมเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาพิเคราะห์สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกับภาพถ่ายที่แนบแล้ว เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 เมื่อไม่มีแผนที่หรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตดังที่ระบุไว้ซึ่งเป็นสาระสำคัญในอันที่จะระงับข้อพิพาทมาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว ทำให้ข้อสัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่อาจระงับข้อพิพาทต่อกันได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงไม่ชอบ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่อีกต่อไป ทั้งคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ โดยเสียค่าขึ้นศาลไว้ 200 บาท ต่อมาในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นจดรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 21 มิถุนายน 2542 กำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบพร้อมกับระบุว่า"อนึ่ง ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างอ้างว่าที่ดินที่ปลูกสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของตน ซึ่งศาลต้องมีคำวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลยเป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อหาเนื้อที่ดินพิพาทเพื่อใช้ในการคำนวณค่าขึ้นศาลเพิ่ม โดยให้คู่ความไปนำชี้ ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้โจทก์ออกไปก่อน โดยถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ฝ่ายแพ้คดีจะต้องชำระกับโจทก์คัดหลักฐานแสดงราคาที่ดินที่พิพาทมายื่นต่อศาลก่อนหรือในวันนัดหน้าเพื่อสั่งในเรื่องค่าขึ้นศาลที่เพิ่ม..." ปรากฏว่าก่อนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะทำการรังวัดที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อใช้ในการคำนวณทุนทรัพย์คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเสียก่อน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 บัญญัติไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียด้วยทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ประกอบด้วยมาตรา 247 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 และคำสั่งของศาลชั้นต้นตลอดจนคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามนัยที่กล่าวข้างต้น แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ไปตามรูปคดีค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 42 ม. 138 ม. 150
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง บุญชุม พรหมทวี กับพวก
จำเลย — นางสาว บุญสนอง สุวรรณทะมาลี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3717/2546
#111375
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสี่แล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จึงเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ที่ขอให้เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้น และเนื่องจากคดีได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงที่ 7 แถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นบุตรของจำเลยที่ 8 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะ ทนายโจทก์ทั้งสี่ไม่คัดค้าน ศาลฎีกาย่อมมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ 6 เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 8 ผู้มรณะ

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุว่า "โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตตามโฉนดที่ดินที่แต่ละฝ่ายออกโฉนดที่ดินแล้วและได้ครอบครองอยู่แล้ว? โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตที่ดินที่พิพาทในคดีนี้ตามแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตและนำส่งศาลในคดีนี้?" แต่ขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คู่ความยังมิได้ส่งแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตดังที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ดังกล่าวต่อศาลชั้นต้น แม้ศาลชั้นต้นจะบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่มีคำพิพากษาตามยอมให้คู่ความติดตามนำแผนที่หรือรายงานการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินมาส่งต่อศาล มิฉะนั้น ให้ถือตามแนวเขตภาพถ่ายที่แนบสัญญายอมซึ่งคู่ความแถลงว่าเป็นแนวเขตเดิมตามหลักหมุดที่ดิน อันแตกต่างไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ก็หาเป็นผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตลอดจนคำพิพากษาตามยอมเปลี่ยนแปลงไป ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ดังกล่าว เมื่อไม่มีแผนที่หรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตดังที่ระบุไว้ซึ่งเป็นสาระสำคัญในอันที่จะระงับข้อพิพาทมาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว ทำให้ข้อสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่อาจระงับข้อพิพาทต่อกันได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว จึงไม่ชอบ

โจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมโดยยังไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเสียก่อน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยทั้งแปด ซึ่งตามสัญญาข้อ ๒ มีใจความว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตตามโฉนดที่ดินที่แต่ละฝ่ายออกโฉนดที่ดินและได้ครอบครองอยู่จริง และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตที่ดินพิพาทในคดีนี้ตามแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตและนำส่งศาลกับภาพถ่ายจำนวน ๙ ภาพ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความ

ต่อมาโจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องว่า ไม่สามารถดำเนินการรังวัดออกโฉนดที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่เนื่องจากจำเลยทั้งแปดขัดขวาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดสอบถามจำเลยทั้งแปด ในวันนัดโจทก์ทั้งสี่ยืนยันแนวเขตที่ดินตามรูปแผนที่วิวาทที่เจ้าพนักงานที่ดินส่งต่อศาลชั้นต้นภายหลังจากศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ส่วนจำเลยทั้งแปดยืนยันแนวเขตที่ดินตามหลักหมุดที่ปักอยู่ในปัจจุบันและตามภาพถ่ายแนบท้ายสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสี่มีสิทธิขอออกโฉนดได้เพียงที่ตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ ๘ ถึงแก่กรรม ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ ๖ เข้าเป็นคู่ความแทนที่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๖ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะนั้น เป็นเวลาภายหลังจากศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ทั้งสี่แล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและเป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะสั่งคำร้องของโจทก์ทั้งสี่ที่ขอให้เรียกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะ โดยศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้จำเลยที่ ๖ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะได้ คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงไม่ชอบ ให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้จำเลยที่ ๖ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะนั้นเสีย และเนื่องจากคดีนี้ได้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าแม้โจทก์ทั้งสี่จะยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะ แต่เมื่อจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ แถลงต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยที่ ๖ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะและทนายโจทก์ทั้งสี่ไม่คัดค้าน จำเลยที่ ๖ เป็นบุตรของจำเลยที่ ๘ จึงเป็นทายาทของจำเลยที่ ๘ ย่อมเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะได้ จึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยที่ ๖ เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ ๘ ผู้มรณะ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ต่อไปว่า จำเลยทั้งแปดกระทำการขัดขวางการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งจำต้องวินิจฉัยก่อนว่าคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ ระบุว่า "โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตตามโฉนดที่ดินที่แต่ละฝ่ายออกโฉนดที่ดินแล้วและได้ครอบครองอยู่จริง โจทก์ทั้งสี่คือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๖๓ จำเลยที่ ๑ คือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๔๐๘๙ และจำเลยทั้งแปดคือแนวเขตตามโฉนดที่ดินเลขที่ ๖๙๖๒ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงยอมรับแนวเขตที่ดินที่พิพาทในคดีนี้ตามแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตและนำส่งศาลในคดีนี้และภาพถ่ายจำนวน ๙ ภาพ และให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้" แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม คู่ความยังมิได้ส่งแผนที่พิพาทหรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตตามที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ ๒ ดังกล่าวต่อศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้ศาลชั้นต้นจะบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาในวันที่มีคำพิพากษาตามยอมว่า ให้คู่ความติดตามนำแผนที่หรือรายงานการรังวัดของเจ้าพนักงานที่ดินมาส่งต่อศาล มิฉะนั้นให้ถือตามแนวเขตตามภาพถ่ายที่แนบสัญญายอมซึ่งคู่ความแถลงว่าเป็นแนวเขตเดิมตามหลักหมุดที่ดิน ซึ่งแตกต่างไปจากสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ ดังกล่าว ก็หาเป็นผลให้สัญญาประนีประนอมยอมความตลอดจนคำพิพากษาตามยอมเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาพิเคราะห์สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวกับภาพถ่ายที่แนบแล้ว เห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ ๒ เมื่อไม่มีแผนที่หรือรายงานการรังวัดที่ดินที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จัดทำขึ้นตามที่คู่ความได้ชี้แนวเขตดังที่ระบุไว้ซึ่งเป็นสาระสำคัญในอันที่จะระงับข้อพิพาทมาพิจารณาประกอบด้วยแล้ว ทำให้ข้อสัญญาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่อาจระงับข้อพิพาทต่อกันได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวจึงไม่ชอบ และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่อีกต่อไป ทั้งคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีไม่มีทุนทรัพย์ โดยเสียค่าขึ้นศาลไว้ ๒๐๐ บาท ต่อมาในวันชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทและหน้าที่นำสืบพร้อมกับระบุว่า "อนึ่ง ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างอ้างว่าที่ดินที่ปลูกสร้างรั้วและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นของตน ซึ่งศาลต้องมีคำวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินส่วนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์หรือจำเลย เป็นคดีขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ให้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินทำการรังวัดเพื่อหาเนื้อที่ที่ดินพิพาทเพื่อใช้ในการคำนวณค่าขึ้นศาลเพิ่ม โดยให้คู่ความไปนำชี้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้โจทก์ออกไปก่อน โดยถือว่าเป็นค่าฤชาธรรมเนียมที่ฝ่ายแพ้คดีจะต้องชำระ กับให้โจทก์คัดหลักฐานแสดงราคาที่ดินที่พิพาทมายื่นต่อศาลก่อนหรือในวันนัดหน้าเพื่อสั่งในเรื่องค่าขึ้นศาลที่เพิ่ม?" ปรากฏว่าก่อนที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเชียงใหม่จะทำการรังวัดที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อใช้ในการคำนวณทุนทรัพย์คดีนี้ โจทก์ทั้งสี่และจำเลยทั้งแปดตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยศาลชั้นต้นยังไม่ได้มีคำสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มเสียก่อน จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ บัญญัติไว้ ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องเสียด้วย ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๓ (๑) ประกอบด้วยมาตรา ๒๔๗ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕ และคำสั่งของศาลชั้นต้น ตลอดจนคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องตามนัยที่กล่าวข้างต้น แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 42 ม. 43 ม. 138 ม. 243 (1) ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางบุญชุม พรหมทวี ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย — นางสาวบุญสนอง สุวรรณทะมาลี ที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายชูพันธ์ ราชรักษา
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายสุรศักดิ์ นาราสัจจ์
ชื่อองค์คณะ
สดศรี สัตยธรรม
วิรัช ลิ้มวิชัย
มานะ ศุภวิริยกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715/2546
#110946
เปิดฉบับเต็ม

ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดที่ ป. กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของ ป. โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า ป. เป็นลูกจ้างของจำเลยกระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 889,061 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 827,034 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นายประสิทธิ์ไม่ได้เป็นลูกจ้างของจำเลยและไม่ได้กระทำในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้าง เมื่อจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ขณะเกิดเหตุนายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างปฏิบัติหน้าที่ขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยจนเกิดเหตุชนกับรถของโจทก์ แต่เนื่องจากศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยในปัญหาที่ว่า เหตุละเมิดเกิดจากฝ่ายจำเลยหรือไม่ และโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่เพียงใด อันเกี่ยวพันกับทุนทรัพย์ในการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อไป จึงเห็นสมควรส่งสำนวนให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2544

ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่โดยพิพากษาให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์จำเลย แต่ก่อนส่งสำนวนไปศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลชั้นต้นได้ส่งสำนวนไปศาลฎีกาเพื่อพิจารณาฎีกาจำเลยฉบับลงวันที่ 10 สิงหาคม 2544

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ได้ฟ้องขอให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดมีนายประสิทธิ์กระทำต่อโจทก์ในฐานะที่จำเลยเป็นนายจ้างของนายประสิทธิ์ โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 ว่า นายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างของจำเลย กระทำไปในทางการที่จ้างหรือตามคำสั่งของจำเลย เมื่อจำเลยก็ให้การและนำสืบปฏิเสธความสัมพันธ์ดังกล่าวเช่นนี้ การที่พยานหลักฐานของโจกท์รับฟังไม่ได้ว่านายประสิทธิ์เป็นลูกจ้างและได้กระทำการในทางการที่จ้างของจำเลย จำเลยย่อมไม่ต้องรับผิดในผลแห่งการละเมิดของนายประสิทธิ์ต่อโจทก์ตามฟ้อง กรณีจึงไม่จำต้องให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยปัญหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏว่า จำเลยฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ตามรูปคดีและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยดังกล่าวแล้ว คดีย่อมอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาคดีนี้ใหม่ การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาใหม่ฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 เป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้นดังกล่าว

พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 17 สิงหาคม 2544 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับอุทธรณ์จำเลยฉบับลงวันที่ 13 กันยายน 2544 คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 425
ป.วิ.พ. ม. 84 ม. 131 ม. 235 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด กิจเจริญทรานสปอร์ท
จำเลย — นางสาวอรุณพร เฮงประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสีคิ้ว — นายปริญญา อิทธิวิกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายชาติชาย อัครวิบูลย์
ชื่อองค์คณะ
โนรี จันทร์ทร
พินิจ เพชรรุ่ง
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704/2546
#50848
เปิดฉบับเต็ม

การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวโดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และกำหนดให้เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงขัดต่อ พระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

การจะพิจารณาว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 14 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยในคดีล้มละลายคนนั้น ๆ การที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไว้วางใจให้จำเลยที่ 2 บริหารแผนซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่มีความแน่นอนดังนั้น ลำพังเพียงการที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 ฉบับ สัญญาจะใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเมื่อทวงถาม โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมคิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ 29,368,219.18 บาท จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัวขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จึงให้งดการพิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารแผน หากมีการดำเนินการครบถ้วนตามแผนโจทก์ย่อมได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด ซึ่งจำเลยที่ 1 จะประกอบกิจการต่อไปได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการต้องอาศัยความรู้ความสามารถของจำเลยที่ 2 กรณีจึงมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อทวงถามพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในวันครบกำหนดพร้อมเงินต้น และ/หรือวันทำการสุดท้ายของทุก ๆ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม2541 หากผิดนัดให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราสูงสุด จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยไม่ชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 โจทก์คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,368,219.18 บาท รวมเงินทั้งสิ้นที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์ 29,368,219.18 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการโดยตั้งบริษัทเทด้า แพลนเนอร์ส จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และนางสาวนริศรา พัฒนพิบูล เป็นกรรมการ เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารแผน จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่ามีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนเงิน 29,368,219.18 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 2 มิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบการมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ประกอบกับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน2541 เป็นต้นมา จำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลย กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที 2 ไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูกิจการ และตามแผนฟื้นฟูกิจการมีข้อกำหนดว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายตกลงที่จะระงับการเรียกร้องใด ๆ จากผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 ดังนั้น โจทก์จึงหามีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ไม่นั้น เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการนั้นมีผลให้มีการปรับลดปรับโครงสร้างหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการในส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง เช่นนี้ หนี้ส่วนที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในส่วนที่ขาดผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ตามแผนฟื้นฟูกิจการหน้า 105 กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 3 ได้รับชำระหนี้คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเพียงร้อยละ 20.5 หาใช่เต็มจำนวนตามที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ไม่ เช่นนี้ แม้นว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผนโจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องส่วนที่ขาดจากจำเลยที่ 2 อยู่ทั้งในส่วนที่กำหนดให้โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผนก็หมายความเพียงว่า การบริหารแผนสำเร็จลงด้วยดีทำให้ผลประกอบการของจำเลยที่ 1 ได้กำไรจนมีเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของจำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่มีความแน่นอน และที่แผนฟื้นฟูกิจการระบุว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายตกลงที่จะระงับการเรียกร้องใด ๆ จากผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า กรณีเป็นการที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว โดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ และที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการย่อมแสดงว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 1 สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ครบถ้วนตามแผน จึงไม่สมควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายนั้น เห็นว่า การจะพิจารณาว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 หรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยในคดีล้มละลายคนนั้น ๆ การที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไว้วางใจให้จำเลยที่ 2 บริหารแผนซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1และเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่มีความแน่นอน อาจมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารแผนได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/65 และมาตรา 90/68 ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารแผนของจำเลยที่ 2 แผนฟื้นฟูกิจการหน้า 109 กำหนดว่า จำเลยที่ 2 จะได้ค่าตอบแทนเดือนละ 250,000 บาท ทำสัญญาเป็นรายปีเมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ประกอบกับการที่จำเลยที่ 2 มิได้นำรายได้ดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลย ดังนั้น ลำพังเพียงการที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ 2ล้มละลายแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 90/60 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เทต้า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3704/2546
#51023
เปิดฉบับเต็ม

การฟื้นฟูกิจการมีผลให้มีการปรับลดปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ แต่คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผู้ค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง หนี้ส่วนที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในส่วนที่ขาดผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง

การที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียวโดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ และกำหนดให้เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วนย่อมขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

การพิจารณาว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 14 หรือไม่ จะต้องพิจารณาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยคนนั้น ๆ การที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหนี้ของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไว้วางใจให้จำเลยที่ 2 บริหารแผนซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่มีความแน่นอน ลำพังการได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 ฉบับ สัญญาจะใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 20,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยเมื่อทวงถาม โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ 29,368,219.18 บาท จำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

ระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 จึงให้งดการพิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2543 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารแผน หากมีการดำเนินการครบถ้วนตามแผนโจทก์ย่อมได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผน เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิด ซึ่งจำเลยที่ 1 จะประกอบกิจการต่อไปได้ตามแผนฟื้นฟูกิจการต้องอาศัยความรู้ความสามารถของจำเลยที่ 2 กรณีจึงมีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งคัดค้านว่า เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2541 จำเลยที่ 1 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 20,000,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อทวงถามพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี โดยจำเลยที่ 1 ตกลงชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ในวันครบกำหนดพร้อมเงินต้น และ/หรือวันทำการสุดท้ายของทุก ๆ เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม2541 หากผิดนัดให้ปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นอัตราสูงสุด จำเลยที่ 2 ค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยไม่ชำระหนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 โจทก์คำนวณดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,368,219.18 บาท รวมเงินทั้งสิ้นที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์ 29,368,219.18 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ 2 ครั้ง แต่ละครั้งมีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วันแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ในระหว่างการพิจารณาคดีนี้ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการโดยตั้งบริษัทเทด้า แพลนเนอร์ส จำกัด ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และนางสาวนริศรา พัฒนพิบูล เป็นกรรมการ เป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารแผน จำเลยที่ 2 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า มีเหตุที่ไม่ควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีหน้าที่ต้องชำระหนี้แก่โจทก์จำนวนเงิน 29,368,219.18 บาท ในฐานะผู้ค้ำประกันจำเลยที่ 2 มิได้นำสืบให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ประกอบการมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ ประกอบกับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน2541 เป็นต้นมา จำเลยที่ 2 ก็ไม่เคยชำระหนี้แก่โจทก์เลย กรณีจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ครบถ้วนตามแผนฟื้นฟูกิจการ และตามแผนฟื้นฟูกิจการมีข้อกำหนดว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายตกลงที่จะระงับการเรียกร้องใด ๆ จากผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 ดังนั้นโจทก์จึงหามีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยที่ 2 ได้ไม่นั้น เห็นว่า ในการฟื้นฟูกิจการนั้นมีผลให้มีการปรับลดปรับโครงสร้างหนี้ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ ในส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันนั้น คำสั่งของศาลที่เห็นชอบด้วยแผนไม่มีผลเปลี่ยนแปลงความรับผิดของผู้ค้ำประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง เช่นนี้ หนี้ส่วนที่ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดย่อมระงับไปเฉพาะส่วนที่เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ในส่วนที่ขาดผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่ง ตามแผนฟื้นฟูกิจการหน้า 105 กำหนดให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในกลุ่มที่ 3 ได้รับชำระหนี้คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันเพียงร้อยละ 20.5 หาใช่เต็มจำนวนตามที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ไม่เช่นนี้ แม้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนตามแผนโจทก์ก็ยังมีสิทธิเรียกร้องส่วนที่ขาดจากจำเลยที่ 2 อยู่ ทั้งในส่วนที่กำหนดให้โจทก์จะได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 1 ตามแผนก็หมายความเพียงว่า การบริหารแผนสำเร็จลงด้วยดีทำให้ผลประกอบการของจำเลยที่ 1 ได้กำไรจนมีเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายของจำเลยที่ 1 รวมทั้งโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่มีความแน่นอนและที่แผนฟื้นฟูกิจการระบุว่าเจ้าหนี้ทั้งหลายตกลงที่จะระงับการเรียกร้องใด ๆ จากผู้ค้ำประกันของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า กรณีเป็นการที่แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดไปเสียทีเดียว โดยมิได้คำนึงว่าเจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ เมื่อปรากฏว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้กำหนดให้เจ้าหนี้บางกลุ่มได้รับชำระหนี้เพียงบางส่วน ข้อกำหนดดังกล่าวจึงขัดต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อกำหนดดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150โจทก์ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ และที่จำเลยที่ 2 แก้ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการย่อมแสดงว่า เจ้าหนี้ทั้งหลายเห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการบริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 ซึ่งจะทำให้จำเลยที่ 1 สามารถชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ทั้งหลายได้ครบถ้วนตามแผน จึงไม่สมควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายนั้น เห็นว่า การจะพิจารณาว่ามีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาเหตุเฉพาะตัวของจำเลยในคดีล้มละลายคนนั้น ๆ การที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 เป็นมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ที่ไว้วางใจให้จำเลยที่ 2 บริหารแผนซึ่งเป็นเรื่องของการฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 และเป็นเรื่องในอนาคตซึ่งไม่มีความแน่นอนอาจมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารแผนได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/65 และมาตรา 90/68 ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ผู้บริหารแผนของจำเลยที่ 2 แผนฟื้นฟูกิจการหน้า 109 กำหนดว่า จำเลยที่ 2 จะได้ค่าตอบแทนเดือนละ 250,000 บาท ทำสัญญาเป็นรายปี เมื่อพิจารณาถึงจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ ประกอบกับการที่จำเลยที่ 2 มิได้นำรายได้ดังกล่าวมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลย ดังนั้นลำพังเพียงการที่จำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารแผนยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะถือว่าเป็นเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 150
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 14 ม. 90/60
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เทด้า จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
ประมาณ ตียะไพบูลย์สิน
สมชาย พงษธา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2546
#49495
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างว่าทางเข้าออกตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินผู้ร้องโดยอายุความ และผู้ร้องเคยขอให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง แต่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพิกเฉย แสดงว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิผู้ร้องต้องเสนอคดีต่อศาลเป็นคำฟ้องมิใช่คำร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 63029 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ที่ดินของผู้ร้องด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 15363 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ของนางไสววรรณวรรณพัฒน์ กับพันเอกกัณฑภพ วรรณพัฒน์ ผู้ร้องใช้ประโยชน์พื้นที่ดินขนาดกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 18 เมตร ตามเส้นสีเหลืองในเอกสารหมายเลข 7ท้ายคำร้องขอซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดที่ดินเลขที่ 15363 เป็นทางเข้าออกจากที่ดินของผู้ร้องสู่ถนนสาธารณะโดยสงบ และเปิดเผยเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ผู้ร้องเคยขอให้ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดดังกล่าวไปจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่ผู้ร้องแต่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพิกเฉย ผู้ร้องจึงขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 15363 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เฉพาะส่วนที่เป็นทางเข้าออกที่ดินของผู้ร้องกว้างประมาณ 3 เมตร ยาวประมาณ 18 เมตร ตามเอกสารหมายเลข 7 ท้ายคำร้องขอตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องต้องเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้อง มิใช่คำร้องขอ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้อง ให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า เมื่อผู้ร้องอ้างว่าทางเข้าออกกว้างประมาณ 3 เมตรยาวประมาณ 18 เมตร ตามเอกสารหมายเลข 7 ท้ายคำร้องขอซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ 15363 ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 63029 ของผู้ร้อง และเคยขอให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นภารจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง แต่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพิกเฉยย่อมแสดงว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิตามที่อ้าง ผู้ร้องต้องเสนอคดีต่อศาลเป็นคำฟ้องมิใช่คำร้องขอ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาว กมล พรมมะ
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ประชา ประสงค์จรรยา
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3702/2546
#110981
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องอ้างว่าทางเข้าออกตามเอกสารท้ายคำร้องขอตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง ผู้ร้องเคยขอให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง แต่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพิกเฉย แสดงว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิตามที่อ้าง ผู้ร้องต้องเสนอคดีต่อศาลเป็นคำฟ้อง มิใช่คำร้องขอ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งว่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๓๖๓ ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เฉพาะส่วนที่เป็นทางเข้าออกที่ดินของผู้ร้องกว้างประมาณ ๓ เมตร ยาวประมาณ ๑๘ เมตร ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ผู้ร้องต้องเสนอคดีต่อศาลโดยทำเป็นคำฟ้อง มิใช่คำร้องขอ จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้อง ให้จำหน่ายคดี คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่ผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า เมื่อผู้ร้องอ้างว่าทางเข้าออกกว้างประมาณ ๓ เมตร ยาวประมาณ ๑๘ เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๕๓๖๓ ตำบลกกโก อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ตกเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ ๖๓๐๒๙ ของผู้ร้อง และเคยขอให้ผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของผู้ร้อง แต่ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวเพิกเฉยย่อมแสดงว่าผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิตามที่อ้าง ผู้ร้องต้องเสนอคดีต่อศาลเป็นคำฟ้อง มิใช่คำร้องขอ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องขอของผู้ร้องจึงชอบแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1387
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
ผู้ร้อง — นางสาวกมล พรมมะ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายมนัญชัย วรรณิกเวช
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
มานะ ศุภวิริยกุล
ประชา ประสงค์จรรยา
สดศรี สัตยธรรม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3696/2546
#51048
เปิดฉบับเต็ม

การที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ผู้ขอจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้แต่เมื่อคดีปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน จึงไม่มีการสืบพยานจำเลยทั้งสองในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเลย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่

การดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกานั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้ กรณีจึงไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย เมื่อจำเลยทั้งสองเสียค่าธรรมเนียมศาลดังกล่าวมาจึงต้องคืนแก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 2,201,125.40 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 772,046.94 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(วันที่ 1 พฤศจิกายน 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1รับผิดต่อโจทก์ในเงินดังกล่าวจำนวน 1,389,620.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี ของต้นเงิน 530,777.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้บังคับคดีจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองนำเงินมาชำระหนี้จนครบจำนวนตามส่วนที่จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดดังกล่าว จำเลยทั้งสองอุทธรณ์โดยยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 20 กรกฎาคม 2544 วันนัดไต่สวน จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง และถือว่าจำเลยทั้งสองไม่มีพยานมาไต่สวนเพื่อให้ฟังได้ตามคำร้อง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองมีฐานะยากจนไม่อนุญาตให้อุทธรณ์อย่างคนอนาถา หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะอุทธรณ์ให้นำเงินค่าธรรมเนียมศาลมาชำระภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าไม่ติดใจอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ยังมิได้มีการไต่สวนพยานในชั้นอุทธรณ์อย่างคนอนาถา จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาตให้จำเลยทั้งสองนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติม ไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ได้หรือไม่เห็นว่า การที่จะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ได้นั้น จะต้องเป็นกรณีที่ศาลได้ไต่สวนคำร้องขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถาแล้วมีคำสั่งยกคำร้องหรืออนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ผู้ขอจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้ตนนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจนได้แต่คดีนี้ปรากฏว่าศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน จึงไม่มีการสืบพยานจำเลยทั้งสองในชั้นไต่สวนคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาเลย กรณีไม่ต้องด้วยบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคำขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาใหม่ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในการดำเนินกระบวนพิจารณานับตั้งแต่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกาดังกล่าวข้างต้นนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลซึ่งไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคท้าย"

พิพากษายืน หากจำเลยทั้งสองประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลมาชำระต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยทั้งสองเสียมานับตั้งแต่ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาจนถึงชั้นฎีกาแก่จำเลยทั้งสองทั้งหมด
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 149 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพพาณิชย์การ จำกัด (มหาชน
โจทก์ — โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด
โจทก์ — ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาย นิโรจน์ เกียรติโอภาส โดยนาง บังเอิญ สมรูป
จำเลย — หรือ เกียรติโอภาส ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
ชวลิต ยอดเณร
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ