คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 310/2546
#47798
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 1 ลักเอาบัตร เอ.ที.เอ็ม. ของธนาคาร ก. ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไปนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีผู้เสียหายในครั้งเดียวได้หมดเพราะมีข้อจำกัดของธนาคารเกี่ยวกับจำนวนเงินในการเบิกถอน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 นำบัตรดังกล่าวไปเบิกถอนเงินในวันเวลาและสถานที่ต่าง ๆ กันหลายจังหวัด ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่า ต้องการใช้บัตรนั้นเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเป็นคราว ๆ ไป การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้บัตร เอ.ที.เอ็ม. เบิกถอนเงิน 60 ครั้ง เป็นความผิด 60 กระทง เมื่อรวมกับความผิดฐานลักบัตรดังกล่าวอีก 1 กระทง จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดรวม 61 กระทง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลักเอาบัตรเงินสดทันใจ (บัตร เอ.ที.เอ็ม.) ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากเกร็ด จำนวน 1 ใบ ราคา 150 บาท ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายศิริชัย สุขุมานันท์ ผู้เสียหายไปโดยทุจริต ต่อมาจำเลยทั้งสองนำบัตรเอ.ที.เอ็ม. ดังกล่าวไปลักเอาเงินของผู้เสียหายโดยผ่านเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของธนาคารต่าง ๆ หลายกรรมต่างกันรวม 60 ครั้ง เป็นเงินรวม 1,380,000 บาท และค่าธรรมเนียมอีก 1,330 บาท ไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 1 และยึดได้เงินสดจำนวน 108,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่ถูกจำเลยทั้งสองร่วมกันลักไป ตู้เย็น 1 เครื่อง ราคา 5,300 บาท เครื่องเสียง 1 ชุด ราคา20,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ราคา 7,900 บาท สร้อยคอทองคำหนัก 2 บาทจำนวน 2 เส้น พร้อมพระเลี่ยมทองคำ 1 องค์ ราคา 30,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อโดยใช้เงินของผู้เสียหายที่ร่วมกันลักไป เจ้าพนักงานจับจำเลยที่ 2 และยึดได้เงินสดจำนวน 260,000 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนหนึ่งของผู้เสียหายที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักไป รถยนต์ 1 คัน ราคา 520,000 บาท รถจักรยานยนต์ 1 คัน ราคา 38,800บาท ตู้เย็น 1 เครื่อง ราคา 5,800 บาท ซึ่งเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อโดยใช้เงินของผู้เสียหายที่ร่วมกันลักไป จึงยึดไว้เป็นของกลาง ผู้เสียหายได้รับของกลางคืนไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 717,000 บาท ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335,83, 91 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินจำนวน 105,530 บาท แก่ผู้เสียหายและสั่งคืนรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ของกลางรวมราคา 558,800 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 เข้ามาใหม่ภายใน 15 วัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1)(7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำผิดหลายกรรมรวม 62 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 2 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) ให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 105,530 บาท และคืนรถยนต์กับรถจักรยานยนต์ของกลางรวมราคา 558,800 บาท แก่ผู้เสียหาย หากไม่สามารถคืนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลางได้ให้ใช้ราคาแทน

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนเงิน 664,330 บาท แก่ผู้เสียหาย ให้ยกคำขอในส่วนที่ให้คืนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามคำแก้ฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า ฎีกาของโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม มิใช่กรรมเดียว เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย หาใช่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างไม่ ฎีกาของโจทก์จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของโจทก์ชอบแล้วปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ลักเอาบัตรเงินสดทันใจ (บัตร เอ.ที.เอ็ม.)ของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาปากเกร็ด ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายศิริชัย สุขุมานันท์ ผู้เสียหายไปนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมจะทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ไม่สามารถเบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายในครั้งเดียวได้ทั้งหมดเพราะมีข้อจำกัดของธนาคารเกี่ยวกับจำนวนเงินในการเบิกถอน ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ได้นำบัตรเงินสดทันใจ (บัตร เอ.ที.เอ็ม.) ดังกล่าวไปเบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของธนาคารในวันเวลาและสถานที่ต่าง ๆ กันหลายจังหวัด ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ว่า จำเลยที่ 1 ต้องการใช้บัตรเงินสดทันใจ (บัตร เอ.ที.เอ็ม.) เบิกถอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายเป็นคราว ๆ ไป จนกว่าเงินในบัญชีของผู้เสียหายจะหมด การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดหลายกรรม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมรวม 62 กระทงนั้น เห็นว่า จำเลยใช้บัตรเงินสดทันใจ (บัตร เอ.ที.เอ็ม.) เบิกถอนเงินจากเครื่องฝากถอนเงินอัตโนมัติของธนาคารต่าง ๆ รวม 60 ครั้ง เป็นความผิด 60 กระทง เมื่อรวมกับความผิดฐานลักบัตรเงินสดทันใจ (บัตร เอ.ที.เอ็ม.) อีก 1 กระทง จำเลยที่ 1 กระทำความผิดรวมทั้งหมด 61 กระทง เท่านั้น ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1กระทำความผิดหลายกรรมรวม 62 กระทงนั้น จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1)(7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมรวม 61 กระทง จำคุกกระทงละ 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกกระทงละ 2 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 91 ม. 334
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ยอด วิรุณพันธ์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ทวีวัฒน์ แดงทองดี
พินิจ เพชรรุ่ง
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 301/2546
#49828
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีนี้อันเป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์และมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสอง ซึ่งพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 25 บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยกข้อต่อสู้คดีหลายประการ แต่ศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลายการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวเท่ากับเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงเจรจากับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์แต่ผู้เดียวตามกฎหมาย หาทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียหายไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีของโจทก์จึงเป็นการชอบด้วย พระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 25 และคำสั่งดังกล่าวก็มิได้อยู่ในบังคับที่ต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131และมาตรา 132 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีขณะคดีอยู่ระหว่างการสืบพยานโจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำแถลงว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลายแล้ว อำนาจในการจัดกิจการและทรัพย์สินของโจทก์จึงตกอยู่แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 22แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพื่อที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไปดำเนินการทวงหนี้ตามมาตรา 119แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และให้คืนค่าฤชาธรรมเนียมแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความและไม่คืนค่าขึ้นศาลให้

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้อุทธรณ์เองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำหน่ายคดีของโจทก์ตามคำร้องของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะไปดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและทำให้จำเลยที่ 2 เสียหายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดแล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้าว่าคดีนี้อันเป็นคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินของโจทก์และมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเพื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะดำเนินการทวงหนี้แก่จำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 กรณีเช่นนี้ พระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 25 บัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะมีคำสั่งให้งดการพิจารณาคดีแพ่งนั้นไว้หรือจะสั่งประการใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ คดีนี้จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา แม้จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยกข้อต่อสู้คดีหลายประการแต่ในระหว่างการพิจารณาคดี คู่ความได้ขอเลื่อนคดีไปหลายนัด และศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ไปเพียงปากเดียวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทวงถามให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้หลังจากนั้นคู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงขอเลื่อนคดีเพื่อเจรจาตกลงกันโดยจำเลยที่ 2 แถลงจะนำจำเลยที่ 1 มาทำยอม แต่ก็ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของโจทก์เด็ดขาดในคดีล้มละลาย การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้เข้ามาว่าคดีและมีคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีดังกล่าว จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านว่า จำเลยที่ 2 จะไม่มีโอกาสคัดค้านพยานหลักฐานของโจทก์เมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทวงหนี้ก็ดี หรือไม่มีโอกาสแสดงพยานหลักฐานต่อศาลก็ดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 สามารถดำเนินการได้ในชั้นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเท่ากับเป็นการให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงเจรจากับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์สินของโจทก์แต่ผู้เดียวตามกฎหมาย หาได้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องเสียหายดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่ประการใดไม่ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจจำหน่ายคดีของโจทก์จึงเป็นการชอบด้วยบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 และคำสั่งจำหน่ายคดีเช่นว่านี้ มิได้อยู่ในบังคับที่ต้องนำบทบัญญัติแห่ง มาตรา 131 และมาตรา 132 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แก้ฎีกาเองจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 131 ม. 132
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มัลติ-ลิสซิ่ง คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด
จำเลย — นางสาว อำนวย โง่วเจียประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 297/2546
#47797
เปิดฉบับเต็ม

แม้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 44 จะให้การคุ้มครองสิทธิของโจทก์ที่ 1 ผู้เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" ตามที่จดทะเบียนไว้ก็ตามก็เป็นเพียงคุ้มครองให้โจทก์ที่ 1 เพียงผู้เดียวที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวกับสินค้าปัตตะเลี่ยนตามที่จดทะเบียนไว้ และมีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ไปใช้โดยมิชอบเท่านั้น และเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติในมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่กำหนดให้เครื่องหมายการค้า หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้า เพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น อันมีวัตถุประสงค์เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายกาค้ากับสินค้าของผู้อื่นและเพื่อระบุว่าสินค้านั้นเป็นของเจ้าของเครื่องหมายการค้าอันเป็นประโยชน์ในการจำหน่ายสินค้าของตน ซึ่งการที่มีผู้ซื้อสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อไปก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในการประกอบการค้าดังนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ได้จำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลของตนไปในครั้งแรกซึ่งเป็นการใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้า โดยโจทก์ที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการใช้เครื่องหมายการค้าจากราคาสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลที่จำหน่ายไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ที่ 1จึงไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้ซื้อสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลซึ่งประกอบการค้าตามปกตินำสินค้าดังกล่าวที่ซื้อมาออกจำหน่ายต่อไปอีก แม้กล่องบรรจุสินค้าของโจทก์ที่ 1 ที่จำเลยซื้อจากผู้ขายซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และนำมาจำหน่ายจะมีซองกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ห่อหุ้มกล่อง กับข้อความว่า "ของแท้ต้องมีใบรับประกัน 1 ปี" และมีใบรับประกันที่มีเครื่องหมายการค้าเดียวกันระบุชื่อที่อยู่ของบริษัท พ. ว่าเป็นศูนย์บริการ ก็ยังคงแสดงว่า สินค้าปัตตะเลี่ยนที่อยู่ในกล่องนั้นเป็นของโจทก์ที่ 1 อยู่นั่นเอง โดยบริษัท พ. เป็นเพียงผู้ให้บริการรับซ่อมปัตตะเลี่ยนเท่านั้นมิได้มีลักษณะเป็นการใช้ข้อความหรือเครื่องหมายที่แสดงว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของบริษัท พ. หรือเป็นของจำเลยผู้นำมาจำหน่ายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยที่ซื้อสินค้าปัตตาเลี่ยนวอห์ลของโจทก์ที่ 1 จากตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าอันเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ที่ 1 ได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL"ในประเทศไทยสำหรับใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 8 ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2474 รายการสินค้า ปัตตะเลี่ยน และได้ต่ออายุการจดทะเบียนตลอดมา ก่อนและภายหลังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว โจทก์ที่ 1 มอบให้โจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนที่ใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวแต่ผู้เดียวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2527 จนถึงปี 2538 โจทก์ทั้งสองได้ร่วมกันโฆษณาสาธิตวิธีการใช้ปัตตะเลี่ยนวอห์ลทั่วประเทศไทย สิ้นค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000,000 บาท ในปี 2537 โจทก์ที่ 2จำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลได้น้อยลงผิดสังเกต จึงได้สืบสวนหาสาเหตุ จนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2538 จึงทราบว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองด้วยการนำเข้าสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลของโจทก์ที่ 1 จากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ โดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้ให้ความยินยอมและจำเลยทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ที่ 1ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" ไว้แล้ว และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิจำหน่ายสินค้าดังกล่าวในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายนอกจากนี้จำเลยยังได้จัดทำซองกระดาษเพื่อให้ห่อหุ้มกล่องบรรจุสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั้น โดยพิมพ์ข้อความโฆษณาเป็นรูปสินค้าปัตตะเลี่ยนซ้อนอยู่บนรูปธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาและมีข้อความภาษาไทยกำกับว่า "ของแท้ต้องมีใบรับประกัน1 ปี" ที่มุมล่างด้านขวาได้พิมพ์เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 เป็นภาษาอังกฤษสีขาวบนพื้นสี่เหลี่ยมสีแดงว่า "WAHL" โดยที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ยินยอมให้จำเลยจัดพิมพ์เครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองและเป็นการกระทำเพื่อให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" ของโจทก์ทั้งสอง และหลงเชื่อว่าสินค้าที่โจทก์ที่ 2 จำหน่ายอยู่มิใช่ของแท้ เพราะปัตตะเลี่ยนยี่ห้อวอห์ลของโจทก์ที่ 1ซึ่งมีโจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยแต่ผู้เดียวไม่มีข้อความภาษาไทยกำกับว่า "ของแท้ต้องมีใบรับประกัน 1 ปี" เป็นเหตุให้โจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายโดยจำหน่ายสินค้าได้น้อยลงคิดเป็นค่าเสียหายนับแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน10,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยใช้เงินจำนวน 1,000,000 บาท ต่อเดือน แก่โจทก์ที่ 2 นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะหยุดจำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนที่มีเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL"ห้ามจำเลยสั่งหรือนำเข้ามาจำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายปัตตะเลี่ยนที่ใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" หรือใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ไม่ว่าด้วยประการใด ๆอีกต่อไป ห้ามจำเลยพิมพ์ข้อความใด ๆ บนเอกสารโดยมีชื่อยี่ห้อคำว่า "WAHL" และให้จำเลยรวบรวมเก็บสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลที่จำเลยกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ทั้งสองที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดและที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยส่งมอบต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อจัดการทำลายเสีย

จำเลยให้การว่า จำเลยเคยขายปัตตะเลี่ยนวอห์ลในท้องตลาดจริงตั้งแต่ปลายปี2538 โดยสั่งซื้อและนำเข้ามาจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์แล้วส่งไปขายต่อยังประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสหภาพพม่า และขายให้แก่บริษัทพี.ซี.แอล จำกัด จำเลยได้ทำสติกเกอร์และออกใบรับประกันคุณภาพติดที่กล่องปัตตะเลี่ยนข้อความว่า "ของแท้ต้องมีใบรับประกัน 1 ปี" เพื่อเน้นทางด้านบริการให้แก่ลูกค้า จำเลยไม่รู้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" และไม่ทราบว่าโจทก์ที่ 1 ได้ให้โจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนภายใต้เครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" แต่ผู้เดียวในประเทศไทย จำเลยมาทราบภายหลังเมื่อโจทก์ทั้งสองยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเมื่อเดือนกันยายน 2539 จำเลยแจ้งให้โจทก์ทั้งสองทราบว่า จำเลยสั่งปัตตะเลี่ยนดังกล่าวจากประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ครั้งหลังสุดเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม2539 หลังจากนั้นไม่ได้สั่งเข้ามาอีกเลย แต่โจทก์ทั้งสองไม่เชื่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม2539 โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานตำรวจมาตรวจค้นที่บริษัทจำเลยพบปัตตะเลี่ยนวอห์ลจำนวน 1 อัน ซึ่งสินค้าดังกล่าวร้านเสริมสวยได้ฝากเอาไว้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 30,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 17กันยายน 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 คำขอของโจทก์ที่ 1 นอกนั้นรวมทั้งฟ้องของโจทก์ที่ 2 ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนตามกฎหมายของมลรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" และได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าปัตตะเลี่ยนไว้ในประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ รวมทั้งประเทศไทยโจทก์ที่ 1 ได้แต่งตั้งให้โจทก์ที่ 2 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลในประเทศไทยแต่ผู้เดียว สินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลของโจทก์ที่ 1 ที่ผลิตออกจำหน่ายมีสองแบบแบบที่ 1 บรรจุอยู่ในกล่องพลาสติกใส แบบที่ 2 บรรจุอยู่ในกล่องโฟมห่อหุ้มด้วยกล่องกระดาษ จำเลยได้สั่งซื้อปัตตะเลี่ยนวอห์ลของโจทก์ที่ 1 จากผู้ขายซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย สินค้าดังกล่าวได้เพิ่มซองกระดาษห่อหุ้มกล่องที่บรรจุปัตตะเลี่ยนวอห์ลของโจทก์ที่ 1 ไว้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งมีการพิมพ์รูปปัตตะเลี่ยนที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ปรากฏอยู่ ทับซ้อนบนรูปธงชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาและพิมพ์เครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" ของโจทก์ไว้ที่มุมขวาด้านล่าง พร้อมกับมีสติกเกอร์พิมพ์ข้อความว่า "ของแท้ต้องมีใบรับประกัน 1 ปี" ปิดทับบนซองดังกล่าว นอกจากนี้ภายในกล่องซึ่งบรรจุปัตตะเลี่ยนวอห์ลยังมีใบรับประกันซึ่งมีชื่อและที่ตั้งของบริษัทพี.ซี.แอล จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์บริการซ่อมปัตตะเลี่ยนใส่ไว้ทุกกล่อง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่จำเลยซื้อสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ล ของโจทก์ที่ 1 จากตัวแทนของโจทก์ที่ 1 ในประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ที่ 1 เป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนแล้วของโจทก์ที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2535 มาตรา 44 จะเป็นบทบัญญัติให้การคุ้มครองสิทธิของโจทก์ที่ 1 ในฐานะที่เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL"ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ก็ตาม ก็เป็นเพียงการคุ้มครองโดยให้สิทธิแก่โจทก์ที่ 1 เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับสินค้าปัตตะเลี่ยนตามที่ได้จดทะเบียนไว้ซึ่งทำให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้อื่นนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ไปใช้โดยมิชอบเท่านั้น และเมื่อพิจารณาประกอบกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า "เครื่องหมายการค้า หมายความว่า เครื่องหมายที่ใช้หรือจะใช้เป็นที่หมายหรือเกี่ยวข้องกับสินค้าเพื่อแสดงว่าสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นแตกต่างกับสินค้าที่ใช้เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่น" ย่อมเห็นได้ว่า วัตถุประสงค์ของการใช้เครื่องหมายการค้าตามบทบัญญัติดังกล่าวคือการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าของผู้อื่นและเพื่อระบุว่าสินค้านั้นเป็นของเจ้าของเครื่องหมายการค้าดังกล่าว ซึ่งเป็นประโยชน์แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นในการจำหน่ายสินค้าของตน เพราะการใช้เครื่องหมายการค้ากับสินค้าเช่นนี้ย่อมทำให้ประชาชนที่นิยมเชื่อถือในสินค้าและเครื่องหมายการค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นได้อาศัยเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้านั้นได้ถูกต้องตามความประสงค์ของตน และการที่มีผู้ซื้อสินค้าของเจ้าของเครื่องหมายการค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อไปก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาในการประกอบการค้า ดังนี้ เมื่อโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า "WAHL" ได้จำหน่ายสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลของตนไปในครั้งแรกซึ่งเป็นการใช้สิทธิแต่ผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้านั้นกับสินค้าปัตตะเลี่ยนของตนเพื่อประโยชน์ในการจำหน่ายสินค้าโดยโจทก์ที่ 1 ได้รับประโยชน์จากการใช้เครื่องหมายการค้าจากราคาสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลที่ได้จำหน่ายไปเสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้ผู้ซื้อสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลซึ่งประกอบการค้าตามปกตินำสินค้าปัตตะเลี่ยนวอห์ลแท้จริงที่ซื้อมาออกจำหน่ายต่อไปอีก แม้กล่องบรรจุสินค้าปัตตะเลี่ยนของโจทก์ที่ 1 ที่จำเลยซื้อและนำมาจำหน่ายจะมีซองกระดาษที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ห่อหุ้มกล่อง กับข้อความว่า "ของแท้ต้องมีใบรับประกัน 1 ปี" และมีใบรับประกันที่มีเครื่องหมายการค้าเดียวกันระบุชื่อที่อยู่ของบริษัทพี.ซี.แอล จำกัด ว่าเป็นศูนย์บริการ ก็ยังคงเป็นการแสดงว่า สินค้าปัตตะเลี่ยนที่อยู่ในกล่องหรือหีบห่อนั้นเป็นของโจทก์ที่ 1 อยู่นั่นเอง โดยบริษัทพี.ซี.แอล จำกัด เป็นเพียงแต่ผู้ให้บริการรับซ่อมปัตตะเลี่ยนเท่านั้น มิได้มีลักษณะเป็นการใช้ข้อความหรือเครื่องหมายที่แสดงว่าสินค้าดังกล่าวเป็นของบริษัทพี.ซี.แอล จำกัด หรือเป็นของจำเลยผู้นำมาจำหน่ายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการใช้เครื่องหมายการค้าอันเป็นการละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ 1 และพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องของโจทก์ที่ 1 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18 ม. 420
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 4 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท วอห์ล คลิปเปอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กับพวก
จำเลย — บริษัท โอ.เอ.ไอ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2546
#48288
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า TWOWAY เป็นคำทั่วไปมีความหมายว่าสองทาง ซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปย่อมสามารถจะนำคำนี้ไปใช้ได้อยู่แล้ว แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนคำว่า TWOWAY และทูเวย์ เป็นเครื่องหมายการค้าของตนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำคำนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายนั้นมีลักษณะแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้

โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าประกอบรูปคือรูปลูกศรสลับหัวกันTWO รูปลูกศรสลับหัวWAYหรือ2รูปลูกศรสลับหัวWAYอันเป็นการผสมคำกับรูปลูกศรซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา แต่โจทก์กลับใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า Tellme ของโจทก์ เช่น TellmeTWO รูปลูกศรสลับหัวWAYPOWDERCAKEหรือTellmeCreance2รูปลูกศรสลับหัวWAY อันมีลักษณะเป็นการขยายให้เห็นคุณสมบัติของแป้งแข็ง Tellme ของโจทก์ว่าใช้ได้สองทาง คือใช้ได้ทั้งผสมน้ำและไม่ผสมน้ำนั่นเอง การที่ ป. ใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" มิได้ใช้TWO รูปลูกศรสลับหัวWAYหรือ2รูปลูกศรสลับหัว WAY ไปประกอบคำว่า sunmelonเป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะเป็นสินค้าแป้งผัดหน้าชนิดเดียวกับของโจทก์ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกัน และจะถือว่า ป. มีเจตนาไม่สุจริตในการใช้คำว่า "ทูเวย์เคค"ประกอบคำว่าซันเมลอน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าแป้งผัดหน้าไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า TWO WAY POWDERCAKE เพื่อใช้กับสินค้าแป้งแข็งของโจทก์ซึ่งผ่านการทดลองว่าสามารถใช้กับน้ำหรือไม่ใช้กับน้ำก็ได้ โจทก์ผลิตออกจำหน่ายและโฆษณามาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ปี 2535 ตามคำขอเลขที่ 235556 ทะเบียนเลขที่ ค.11378 โจทก์ยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า TWO WAY, 2 WAY, TWO WAY ทู เวย์,2 WAY ทู เวย์, ทู เวย์, 2 WAY POWDERCAKE และ Tellme Creance 2 WAY ไว้แล้วอีกด้วย เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 นางสาวประกายคำ ศรีวิชัย ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า sun melon กับคำว่า "ซันเมลอน ทูเวย์เคค" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์เพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 3 (ใหม่) รายการสินค้าแป้งผัดหน้าตามคำขอเลขที่ 347866 โจทก์เห็นว่าเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำมีคำว่า "ทูเวย์เคค" รวมกับคำ ซันเมลอน ซึ่งคำว่า "ทูเวย์เคค" มาจากอักษรโรมันคำว่า TWO WAY CAKE มีเสียงเรียกขานเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO WAY POWDERCAKE ของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว หากนางสาวประกายคำนำเอาคำดังกล่าวไปใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับของโจทก์แล้วจะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ ไม่ควรที่จำเลยที่ 1 จะสั่งให้นางสาวประกายคำไม่ขอถือเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" โจทก์จึงได้ยื่นคำคัดค้านคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำ ซึ่งนางสาวประกายคำก็ได้ยื่นคำโต้แย้งคำคัดค้านของโจทก์ แต่จำเลยที่ 1 มีคำวินิจฉัย 62/2542 ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่นางสาวประกายคำต่อไป โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยทั้งเจ็ดและได้รับแจ้งคำวินิจฉัยที่ 984/2543 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม2543 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้ ทั้งนี้โจทก์เห็นว่าอักษรโรมันคำว่า TWO WAY POWDERCAKE มีเสียงเรียกขานว่า ทูเวย์ เพาเดอร์เค้ก โดยมีคำว่า TWO WAY เป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โจทก์ยังเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า TWO WAY, 2 WAY และอักษรไทยคำว่าทู เวย์ ที่ใช้กับสินค้าแป้งแข็งและได้ทำการทดลองมาเป็นเวลาหลายปีจึงพบว่าเนื้อแป้งสูตรใหม่นี้มีคุณสมบัติดีเยี่ยมเป็นพิเศษ คือ สามารถใช้กับน้ำหรือไม่ใช้กับน้ำก็ได้โจทก์ผลิตออกจำหน่ายและโฆษณามาเป็นเวลามากกว่า 20 ปี จนเป็นที่รู้จักและแพร่หลายแก่สาธารณชน การที่นางสาวประกายคำนำคำว่า "ทูเวย์เคค" ไปใช้กับคำว่า sun melon ซึ่งมีเสียงเรียกขานว่าซันเมลอน และการที่นางสาวประกายคำใช้ภาษาไทยคำว่า ซันเมลอนร่วมกับการใช้อักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" โดยไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวในอันที่จะใช้อักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" ตามมาตรา 17(1) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 นั้นโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วย ทั้งนี้เพราะแม้จะมีการสละสิทธิแล้วคำดังกล่าวยังปรากฏในเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำอยู่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งเจ็ดมีคำวินิจฉัยว่า รูปลวดลายอยู่ในสี่เหลี่ยมและคำว่า sun melon กับคำว่า"ซันเมลอนทูเวย์เคค" กับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่จดทะเบียนไว้คือคำว่า TWO WAYPOWDERCAKE อักษร R ในวงกลมและรูปลูกศรประดิษฐ์ และเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำที่ใช้คำว่า ทูเวย์ แม้จะมีเสียงเรียกขานเหมือนกันกับอักษรโรมันคำว่าTWO WAY ซึ่งเป็นสาระสำคัญส่วนหนึ่งในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ก็ตาม แต่เครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำมีอักษรโรมันคำว่า sun melon อักษรไทยคำว่า"ซันเมลอนทูเวย์เคค" และรูปลวดลายประดิษฐ์มีลักษณะเป็นลายเส้นอยู่ในรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสประกอบอยู่ด้วย โดยนางสาวประกายคำได้แสดงปฏิเสธว่าไม่ขอถือเป็นสิทธิของตนแต่เพียงผู้เดียวที่จะใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" ไว้แล้ว คำดังกล่าวจึงมิใช่สาระสำคัญของเครื่องหมายส่วนเครื่องหมายการค้าของโจทก์มีรูปลูกศรสองดอกชี้ไปคนละด้านอยู่ระหว่างอักษรโรมันคำว่า TWO และ WAY เป็นสาระสำคัญอีกส่วนหนึ่งของเครื่องหมายและมีอักษรโรมันคำว่า POWDERCAKE ประกอบอยู่ด้วย รูปลักษณะและเครื่องหมายการค้าของทั้งสองฝ่ายจึงต่างกันนั้นเป็นการไม่ชอบ โดยโจทก์เห็นว่า การที่นางสาวประกายคำนำคำว่า "ทูเวย์เคค" ไปรวมกับอักษรไทยคำว่า ซันเมลอน เพื่อให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้า โดยอาศัยความมีชื่อเสียงในเครื่องหมายการค้าของโจทก์รวมอยู่ด้วยเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจการค้าของนางสาวประกายคำ เพราะอักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" เป็นคำที่มีเสียงเรียกขานเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า TWO WAY และ ทู เวย์ ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ถึงแม้ว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า TWO WAY จะมีรูปลูกศรสองดอกชี้ไปคนละด้านอยู่ระหว่างอักษรโรมันคำว่า TWO และ WAY ก็ตามแต่สาธารณชนทั่วไปจะเรียกขานเครื่องหมายการค้าของโจทก์ว่า TWO WAY หรือ ทูเวย์ อักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค"ของนางสาวประกายคำจึงเป็นคำที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามมาตรา 6 และมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 จำเลยที่ 1 น่าจะสั่งให้นางสาวประกายคำแก้ไขเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำเสียใหม่ โดยตัดอักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกเสีย หรือมีคำสั่งให้นางสาวประกายคำแสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามมาตรา 15 หรือมาตรา 17(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 62/2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 984/2543 กับขอให้บังคับนางสาวประกายคำแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 3467866 เสียใหม่ โดยให้ตัดอักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกเสีย หรือมีคำสั่งให้แสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามมาตรา 15 หรือมาตรา 17(2)แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า การที่นางสาวประกายคำ ศรีวิชัยยอมสละสิทธิภาคส่วนคำว่า ทูเวย์ ในเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำดังกล่าวตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ก็เพราะว่า TWO WAY เป็นคำสามัญที่ใช้ในทางการค้าอยู่แล้ว โจทก์จะอ้างการถือสิทธิคำว่า TWO WAY แต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ สาธารณชนไม่สับสนหรือหลงผิดเพราะเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำเห็นเด่นชัด การพิจารณาของจำเลยที่ 1 หรือคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ตามเหตุผลที่ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 62/2542 หรือที่ 984/2543 จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY POWDERCAKE,TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY, 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY, TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY ทูเวย์, 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY ทูเวย์, ทู เวย์, 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY POWDERCAKE,(รูปภาพ) (Tellmme Creance 2 way) ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 และโจทก์ยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามเอกสารหมาย จ.12 ด้วย ต่อมานางสาวประกายคำ ศรีวิชัย ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า (รูปเครื่องหมาย) SUN MELON ซันเมลอนทูเวย์เคคตามเอกสารหมาย จ.13 โจทก์ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO WAY POWDERCAKE แล้ว การที่นางสาวประกายคำยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับรายการสินค้าแป้งผัดหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ตัดคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกจากคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำ นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปลวดลายและคำว่า sun melon กับ คำว่า "ซันเมลอนทูเวย์เคค" ของนางสาวประกายคำ ตามเอกสารหมาย จ.16 โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามเอกสารหมาย จ.18

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO WAY POWDERCAKE แม้จะมีการสละไม่ถือสิทธิในถ้อยคำว่า "POWDERCAKE" และตัว R แต่ก็ยังมีเครื่องหมายการค้า TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY และ 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY ซึ่งมีเสียงเรียกขานได้ว่า "ทูเวย์" โดยสละไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "ทู" แต่การที่นางสาวประกายคำนำคำว่า "ทูเวย์เคค" ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับคำว่า sun melon และคำว่า "ซันเมลอน" เป็นการไม่สุจริตและเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะต้องมีคำสั่งให้ตัดอักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกเสียหรือมีคำสั่งให้นางสาวประกายคำแสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามนัยมาตรา 15 หรือมาตรา 17(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่า คำว่า TWO WAY เป็นคำทั่วไปมีความหมายว่าสองทางซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปย่อมสามารถจะนำคำนี้ไปใช้ได้อยู่แล้ว แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนคำว่า TWO WAY และ ทู เวย์ เป็นเครื่องหมายการค้าของตนแล้วก็ตามโจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำคำนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายนั้นมีลักษณะแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 นั้นเมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ชัดว่าโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายประกอบรูปคือรูปลูกศรสลับหัวกัน TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY หรือ 2 รูปลูกศรสลับหัวWAY อันเป็นการผสมคำกับรูปลูกศร ซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา แต่ปรากฏว่าโจทก์กลับใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า Tellme ของโจทก์ เช่น Tellme TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY POWDERCAKE หรือ Tellme Creance 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY อันมีลักษณะเป็นการขยายให้เห็นคุณสมบัติของแป้งแข็ง Tellme ของโจทก์ว่าใช้ได้สองทาง คือใช้ได้ทั้งผสมน้ำและไม่ผสมน้ำนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนางพรรณวดี วิวัฒรางกูล ที่ประกอบอาชีพค้าขายที่ร้านซินกิมหลี พยานโจทก์ว่าตนทราบดีว่าแป้งทูเวย์เพาเดอร์เค้กไม่ได้มีเฉพาะยี่ห้อของโจทก์เท่านั้นยังมียี่ห้ออื่นที่จำหน่ายอีก แต่แป้งของโจทก์หรือเทลมีขายได้ดีอันเป็นการแสดงว่าคำว่า TWO WAY เป็นเพียงการกล่าวถึงคุณสมบัติการใช้ของแป้งผัดหน้าเท่านั้น ส่วนจะเป็นแป้งผัดหน้ายี่ห้อใดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้จะพิจารณา ดังนั้นการที่นางสาวประกายคำใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" มิได้ใช้ TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY หรือ2 รูปลูกศรสลับหัว WAY ไปประกอบคำว่า sun melon เป็นเครื่องหมายการค้าแม้จะเป็นสินค้าแป้งผัดหน้าชนิดเดียวกับของโจทก์ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกันและจะถือว่านางสาวประกายคำมีเจตนาไม่สุจริตในการใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" ประกอบคำว่า ซันเมลอน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าแป้งผัดหน้าดังเช่นที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 15 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยู.บี.อุตสาหกรรมเคมี จำกัด
จำเลย — นาย สมศักดิ์ พณิชยกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2546
#49451
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า TWOWAY เป็นคำทั่วไปมีความหมายสองทาง ซึ่งบุคคลทั่วไปนำคำนี้ไปใช้ได้ แม้โจทก์จะจดทะเบียนคำว่า TWOWAY และ ทูเวย์ เป็นเครื่องหมายการค้าของตนแล้ว ก็ไม่มีสิทธิหวงกันมิให้บุคคลอื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำคำนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์ โดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด การที่โจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการ TWOWAY หรือ 2WAYประกอบรูปลูกศรสลับหัวอันเป็นลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา โดยนำไปใช้ประกอบกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์คำว่า Tellme อันมีลักษณะขยายให้เห็นคุณสมบัติของแป้ง Tellme ว่าใช้ได้สองทางทั้งผสมน้ำและไม่ผสมน้ำ ฉะนั้น การที่บุคคลอื่นใช้คำว่า ทูเวย์เคค ประกอบคำว่า sunmelon โดยมิได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ แม้จะใช้กับสินค้าแป้งชนิดเดียวกับของโจทก์ แต่ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกันซึ่งไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าแป้งดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 เป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า TWO WAY POWDERCAKE เพื่อใช้กับสินค้าแป้งแข็งของโจทก์ซึ่งผ่านการทดลองว่าสามารถใช้กับน้ำหรือไม่ใช้กับน้ำก็ได้ โจทก์ผลิตออกจำหน่ายและโฆษณามาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาตั้งแต่ปี 2535 นางสาวประกายคำ ศรีวิชัย ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปและคำว่า sun melon กับคำว่า "ซันเมลอน ทูเวย์เคค" ต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เพื่อใช้กับสินค้าในจำพวกที่ 3 (ใหม่) รายการสินค้าแป้งผัดหน้า คำว่า "ทูเวย์เคค" มีเสียงเรียกขานเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้า คำว่า TWO WAY POWDERCAKE ของโจทก์ หากนางสาวประกายคำนำเอาคำดังกล่าวไปใช้กับสินค้าจำพวกและชนิดเดียวกันกับของโจทก์แล้วจะทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ โจทก์จึงได้ยื่นคำคัดค้าน แต่จำเลยที่ 1 ให้ยกคำคัดค้านของโจทก์และให้ดำเนินการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้แก่นางสาวประกายคำต่อไป โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยทั้งเจ็ดและได้รับแจ้งคำวินิจฉัยที่ 984/2543 เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2543 ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดเป็นคดีนี้ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 62/2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ 984/2543 กับขอให้บังคับนางสาวประกายคำแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 347866 เสียใหม่ โดยให้ตัดอักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกเสีย หรือมีคำสั่งให้แสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามมาตรา 15 หรือมาตรา 17(2)แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

จำเลยทั้งเจ็ดให้การว่า คำว่า ทูเวย์ เป็นคำสามัญที่ใช้ในทางการค้าอยู่แล้ว โจทก์จะอ้างการถือสิทธิคำว่า TWO WAY แต่เพียงผู้เดียวไม่ได้ สาธารณชนไม่สับสนหรือหลงผิดเพราะเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำเห็นเด่นชัด การพิจารณาของจำเลยที่ 1 หรือคำวินิจฉัยของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ตามเหตุผลที่ปรากฏในคำวินิจฉัยที่ 62/2542 หรือที่ 984/2543 จึงชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY POWDERCAKE, TWO รูปลูกศรสลับหัวWAY, 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY, TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY ทูเวย์, 2 รูปลูกศรสลับหัวWAY ทูเวย์, ทู เวย์, 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY POWDERCAKE, 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY (Tellme Creance 2 way) และโจทก์ยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TWOรูปลูกศรสลับหัว WAY ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย ต่อมานางสาวประกายคำศรีวิชัย ยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า Sun melon ซันเมลอน ทูเวย์เคคโจทก์ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO WAY POWDERCAKE แล้ว การที่นางสาวประกายคำยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับรายการสินค้าแป้งผัดหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ตัดคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกจากคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าวินิจฉัยรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ารูปลวดลายและคำว่า Sun melon กับคำว่า "ซันเมลอนทูเวย์เคค" ของนางสาวประกายคำ โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า แต่คณะกรรมการเครื่องหมายการค้ามีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์สรุปได้ว่า โจทก์จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO WAY POWDERCAKE แม้จะมีการสละไม่ถือสิทธิในถ้อยคำว่า "POWDERCAKE" และตัว R แต่ก็ยังมีเครื่องหมายการค้า TWO รูปลูกศรสลับหัวWAY และ 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY ซึ่งมีเสียงเรียกขานได้ว่า "ทูเวย์" โดยสละไม่ขอถือสิทธิในคำว่า "ทู" แต่การที่นางสาวประกายคำนำคำว่า "ทูเวย์เคค" ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้ากับคำว่า sun melon และคำว่า "ซันเมลอน" เป็นการไม่สุจริตและเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ คณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะต้องมีคำสั่งให้ตัดอักษรไทยคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกเสีย หรือมีคำสั่งให้นางสาวประกายคำแสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามนัยมาตรา 15 หรือมาตรา 17(2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 หรือไม่ เห็นว่า คำว่า TWO WAY เป็นคำทั่วไปมีความหมายว่าสองทาง ซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปย่อมสามารถจะนำคำนี้ไปใช้ได้อยู่แล้ว แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนคำว่าTWO WAY และ ทู เวย์ เป็นเครื่องหมายการค้าของตนแล้วก็ตาม โจทก์ไม่มีสิทธิหวงห้ามกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำคำนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายนั้นมีลักษณะแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์นั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ชัดว่าโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายประกอบรูปคือรูปลูกศรสลับหัวกัน TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY หรือ 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY อันเป็นการผสมคำกับรูปลูกศรซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา แต่ปรากฏว่าโจทก์กลับใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับเครื่องหมายการค้า คำว่า Tellme ของโจทก์ เช่น Tellme TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY POWDERCAKE หรือ Tellme Creance 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY อันมีลักษณะเป็นการขยายให้เห็นคุณสมบัติของแป้งแข็ง Tellme ของโจทก์ว่าใช้ได้สองทาง คือใช้ได้ทั้งผสมน้ำและไม่ผสมน้ำนั่นเองดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนางพรรณวดี วิวัฒรางกูล ที่ประกอบอาชีพค้าขายที่ร้านซินกิมหลี พยานโจทก์ว่า ตนทราบดีว่าแป้งทูเวย์เพาเดอร์เคคไม่ได้มีเฉพาะยี่ห้อของโจทก์เท่านั้น ยังมียี่ห้ออื่นที่จำหน่ายอีก แต่แป้งของโจทก์หรือเทลมีขายได้ดีอันเป็นการแสดงคำว่า TWO WAYเป็นเพียงการกล่าวถึงคุณสมบัติการใช้ของแป้งผัดหน้าเท่านั้น ส่วนจะเป็นแป้งผัดหน้ายี่ห้อใดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้จะพิจารณา ดังนั้น การที่นางสาวประกายคำใช้คำว่า "ทูเวย์เคค"มิได้ใช้ TWO รูปลูกศรสลับหัว WAY หรือ 2 รูปลูกศรสลับหัว WAY ไปประกอบคำว่า sun melon เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะเป็นสินค้าแป้งผัดหน้าชนิดเดียวกับของโจทก์ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกัน และจะถือว่านางสาวประกายคำมีเจตนาไม่สุจริตในการใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" ประกอบคำว่า ซันเมลอนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าแป้งผัดหน้าดังเช่นที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 18
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 6 ม. 13 ม. 15 ม. 17
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยู.บี. อุตสาหกรรมเคมี จำกัด
จำเลย — นาย สมศักดิ์ พณิชยกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 296/2546
#110329
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า TWO WAY เป็นคำทั่วไปที่มีความหมายว่าสองทางซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปย่อมสามารถจะนำคำนี้ไปใช้ได้อยู่แล้ว แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนคำว่า TWO WAY และ ทู เวย์ เป็นเครื่องหมายการค้าของตนแล้วก็ตาม โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำคำนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบเครื่องหมายการค้าของตนในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายการค้านั้นมีลักษระแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดได้

เครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของโจทก์เป็นเครื่องหมายประกอบรูปลูกศรสลับหัวกันระหว่างคำว่า TWO กับWAY หรือ 2 กับ WAY อันเป็นการผสมคำกับรูปลูกศร ซึ่งเป็นลักษณะเบ่งเฉพาะที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา แต่โจทก์กลับใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบเครื่องหมายการค้าคำว่า Tellme ของโจทก์ Tellme TWO WAY หรือPOWDERCAKE Tellme Creance 2 WAY อันมีลักษณะเป็นการขยายให้เห็นคุณสมบัติของแป้งแข็ง Tellme ของโจทก์ว่าใช้ได้สองทาง คือใช้ได้ทั้งผสมน้ำและไม่ผสมน้ำ แป้งแข็งไม่ได้มีเฉพาะยี่ห้อของโจทก์เท่านั้น ยังมียี่ห้ออื่นที่จำหน่ายอีก ยี่ห้อของแป้งผัดหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้จะพิจารณา ดังนั้นการที่ ป. ใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" มิได้ใช้เครื่องหมายรูปลูกศรสลับระหว่างคำว่า TWO กับ WAY และ 2 กับ WAY ไปประกอบกับคำว่า sun melon เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะเป็นสินค้าแป้งผัดหน้าชนิดเดียวกับโจทก์ก็เป็นเครื่องหมายที่มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกันและจะถือว่า ป. มีเจตนาไม่สุจริตในการใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" ประกอบคำว่า ซันเมลอน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าแป้งผัดหน้าไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 7 ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าต่อศาลขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ 62/2542 และ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า ที่ 984/2543 กับขอให้บังคับแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปเครื่องหมายการค้าที่ยื่นขอจดทะเบียนตามคำขอเลขที่ 347866 เสียใหม่ โดยให้ตัดอักษรไทย คำว่า "ทูเวย์เคค" ออกเสีย หรือมีคำสั่งให้แสดงปฏิเสธอย่างอื่นตามมาตรา 15 หรือมาตรา 17 (2) แห่งพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534

จำเลยทั้งเจ็ดให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียม ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์จดทะเบียน เครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน , , , , , , , , (Tellme Creance 2 way) ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 และโจทก์ยังจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ตามเอกสารหมาย จ.12 ต่อมานางสาวประกายคำ ศรีวิชัยยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ตามเอกสารหมาย จ.13 โจทก์ยื่นคำคัดค้านต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าคำว่า TWO WAY POWDERCAKE แล้ว การที่นางสาวประกายคำยื่นคำขอจดทะเบียน เครื่องหมายการค้าดังกล่าวเพื่อใช้กับรายการสินค้าแป้งผัดหน้าจึงเป็นการไม่ชอบ ขอให้ตัดคำว่า "ทูเวย์เคค" ออกจากคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของนางสาวประกายคำ ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่าคำว่า TWO WAY เป็น คำทั่วไปมีความหมายว่าสองทาง ซึ่งโดยปกติบุคคลทั่วไปย่อมสามารถจะนำคำนี้ไปใช้ได้อยู่แล้ว แม้โจทก์จะได้จดทะเบียนคำว่า TWO WAY และ ทู เวย์ เป็นเครื่องหมายการค้าของตนแล้วก็ตาม โจทก์ไม่มีสิทธิหวงกันไม่ให้บุคคลอื่นใช้คำนี้โดยเด็ดขาด เพียงแต่ผู้ที่จะนำคำนี้ไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องหมายการค้าของตนไปในภายหลังจะต้องทำให้เครื่องหมายนั้น มีลักษณะแตกต่างไปจากเครื่องหมายการค้าของโจทก์โดยไม่ทำให้สาธารณชนสับสนหรือ หลงผิดได้ การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าให้โจทก์ นั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ชัดว่าโจทก์ขอจดทะเบียนเครื่องหมายประกอบรูปคือรูปลูกศรสลับหัวกัน หรือ อันเป็นการผสมคำกับรูปศร ซึ่งถือได้ว่าเป็นลักษณะบ่งเฉพาะที่โจทก์คิดประดิษฐ์ขึ้นมา แต่ปรากฏว่า โจทก์กลับใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวประกอบกับเครื่องหมายการค้าคำว่า Tellme ของโจทก์ เช่น Tellme หรือ Tellme Creance อันมีลักษณะเป็นการขยายให้เห็นคุณสมบัติของแป้งแข็ง Tellme ของโจทก์ว่าใช้ได้สองทาง คือใช้ได้ทั้งผสมน้ำและไม่ผสมน้ำนั่นเอง ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของพยานโจทก์ว่า ตนทราบดีว่าแป้งทูเวย์เพาเดอร์เค้กไม่ได้มีเฉพาะยี่ห้อของโจทก์เท่านั้น ยังมียี่ห้ออื่นที่จำหน่ายอีก แต่แป้งของโจทก์หรือเทลมีขายได้ดี อันเป็นการแสดงว่าคำว่า TWO WAY เป็นเพียงการกล่าวถึงคุณสมบัติการใช้ของแป้งผัดหน้าเท่านั้น ส่วนจะเป็นแป้งผัดหน้ายี่ห้อใดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ใช้จะพิจารณา ดังนั้น การที่ ป. ใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" มิได้ใช้ หรือ ไปประกอบคำว่า sun melon เป็นเครื่องหมายการค้า แม้จะเป็นสินค้าแป้งผัดหน้าชนิดเดียวกับของโจทก์ก็เป็นเครื่องหมายการค้าที่มีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกัน และจะถือว่านางสาวประกายคำมีเจตนาไม่สุจริตในการใช้คำว่า "ทูเวย์เคค" ประกอบคำว่า ซันเมลอน จนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดถึงแหล่งที่มาของสินค้าแป้งผัดหน้าดังเช่นที่โจทก์อุทธรณ์ไม่ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยเห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าที่ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์แล้วพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 ม. 13 ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ยู. บี. อุตสาหกรรม จำกัด
จำเลย — นายสมศักดิ์ พณิชยกุล กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าร — นางสาวประภาพรรณ อุดมจรรยา
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
พินิจ เพชรรุ่ง
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 286/2546
#47796
เปิดฉบับเต็ม

แม้จำเลยจะมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายแต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายจนทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคำโยนทิ้ง บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้วโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยจะได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายหรือไม่ และเมื่อผู้เสียหายโยนสร้อยคอทองคำทิ้งเพื่อมิให้จำเลยแย่งเอาไปได้ จำเลยยังใช้มีดปลายแหลมจ่อที่หน้าอกผู้เสียหายอีก กรณีถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการที่จำเลยจะลักเอาสร้อยคำทองคำและเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้วการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยชิงทรัพย์เอาสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท 1 เส้น ราคา 5,400บาท ของนางแช่ม พวงลำเจียก ผู้เสียหายไป โดยจำเลยใช้อาวุธมีดจะแทงผู้เสียหายอันเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย เพื่อให้ความสะดวกแก่การชิงทรัพย์ การพาทรัพย์นั้นไป และยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ การชิงทรัพย์ดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยได้กระทำโดยใช้รถจักรยานยนต์ 1 คันเป็นยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด พาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุมเหตุเกิดที่ตำบลลาดน้ำเค็ม อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1092/2543 ของศาลชั้นต้น เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1639/2543 ของศาลชั้นต้น และเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 983/2544 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339, 340 ตรี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1092/2543 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1639/2543 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 983/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339วรรคสาม, 340 ตรี ให้จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณานับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1092/2543ของศาลชั้นต้น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของนางแช่ม พวงลำเจียก ผู้เสียหายว่า ขณะผู้เสียหายเดินอยู่ริมถนนสาธารณะในหมู่บ้านเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดข้าง ๆ ผู้เสียหายและถามหาคนคนหนึ่ง ผู้เสียหายตอบว่าไม่รู้จัก จำเลยเดินเข้าหา ผู้เสียหายเดินถอยหลังแล้วล้มลงผู้เสียหายเห็นท่าทางอาการจำเลยไม่ดีจึงดึงสร้อยคอทองคำที่สวมคอออกเป็นเหตุให้สร้อยคอขาดเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งตกอยู่ข้างตัว อีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้เสียหายจึงโยนทิ้งให้พ้นจำเลย จำเลยใช้มีดปลายแหลมยาวประมาณ 5 นิ้ว จ่อที่หน้าอกผู้เสียหายผู้เสียหายใช้มือปัดมีดเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บที่มือ จำเลยเห็นสร้อยคอส่วนที่ตกอยู่ข้างตัวผู้เสียหาย จึงหยิบเอาสร้อยคอดังกล่าวแล้วขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ที่จำเลยฎีกาอ้างว่าจำเลยมิได้พูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย การกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์นั้น เห็นว่า แม้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายจะไม่ปรากฏว่า จำเลยพูดจาข่มขู่หรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่เดินเข้าหาผู้เสียหายในลักษณะเช่นนั้นทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวจนต้องดึงสร้อยคอทองคำโยนทิ้ง บ่งบอกให้เห็นว่าจำเลยแสดงอาการขู่เข็ญผู้เสียหายแล้วโดยไม่จำต้องพิจารณาว่าจำเลยจะได้พูดจาขู่เข็ญผู้เสียหายหรือไม่ และเมื่อผู้เสียหายโยนสร้อยคอทองคำทิ้งเพื่อมิให้จำเลยแย่งเอาไปได้ จำเลยยังใช้มีดปลายแหลมจ่อที่หน้าอกผู้เสียหายอีก กรณีถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญผู้เสียหายมิให้ขัดขืนต่อการที่จำเลยจะลักเอาสร้อยคอทองคำและเป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา หาใช่เป็นความผิดฐานวิ่งราวทรัพย์ดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (6) ม. 339
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาย พจนา พันธุ์ดี
ชื่อองค์คณะ
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
ธาดา กษิตินนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 280/2546
#47795
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยว่าจ้างให้ ท. ขับรถยนต์บรรทุกของผู้ร้องบรรทุกช้าง2เชือก ผ่านบริเวณด่านกักสัตว์ จึงถูกจับกุมดำเนินคดีฐานไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ฯ มาตรา 4,34,49 ในชั้นร้องขอคืนของกลางจำเลยเบิกความเป็นพยานผู้ว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้าง ท. เอง ผู้ร้องมิได้รู้เห็นในการว่าจ้างบรรทุกช้างของจำเลย ซึ่งจำเลยเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับการยึดรถยนต์บรรทุกของกลาง จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ อีกทั้งความผิดคดีนี้อยู่ที่จำเลยไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายช้าง หาใช่ความผิดอยู่ที่การเคลื่อนย้ายไม่ กรณีจึงเชื่อได้ว่าผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ต้องคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มาตรา 4, 34, 49 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33 และริบรถยนต์บรรทุกสิบล้อ หมายเลขทะเบียน 80-7282 สุรินทร์ ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางที่ศาลชั้นต้นสั่งริบผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้สั่งคืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิใช่เจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยฐานไม่มีใบอนุญาตขนย้ายช้าง 2 เชือก จากจังหวัดสุรินทร์เพื่อไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และยึดรถยนต์บรรทุกของกลางซึ่งมีผู้ร้องเป็นเจ้าของตามทะเบียนรถเอกสาร ร.1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ผู้ร้องเบิกความยืนยันว่า ก่อนเกิดเหตุไม่ทราบมาก่อนว่า นายทองสุก เสรี ลูกจ้างผู้ร้องนำรถยนต์บรรทุกของกลางไปรับจ้างบรรทุกช้างซึ่งนายทองสุก เบิกความสนับสนุนว่า จำเลยเป็นผู้ว่าจ้างพยานเอง อีกทั้งจำเลยเบิกความเป็นพยานผู้ร้องประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนตามเอกสาร ร.ค.1 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่าผู้ร้องมีส่วนรู้เห็นในการว่าจ้างบรรทุกช้างของจำเลย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า การจ้างบรรทุกช้างซึ่งเป็นสัตว์ใหญ่ เป็นระยะทางไกล และค่าจ้างบรรทุกจำนวนไม่น้อย ไม่เชื่อว่าผู้ร้องไม่ทราบ และผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลางต้องเป็นผู้ตกลงว่าจ้างบรรทุกกับจำเลยผู้ว่าจ้างเอง เห็นว่า จำเลยเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับการยึดรถยนต์บรรทุกของกลางเบิกความในชั้นศาล และให้การในชั้นสอบสวนตามเอกสาร ร.ค.1 ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงให้เห็นว่า ผู้ร้องรู้เห็นการว่าจ้างบรรทุกช้างของจำเลย น้ำหนักพยานปากนี้น่าเชื่อถือได้ อีกทั้งความผิดคดีนี้อยู่ที่จำเลยไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายช้าง หาใช่ความผิดอยู่ที่การเคลื่อนย้ายไม่ ฉะนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีอาชีพรับจ้างบรรทุกสิ่งของและขนส่งสัตว์ผู้ร้องต้องทราบว่า การขนย้ายช้างนั้นต้องมีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายด้วยนั้น น่าจะยังไม่ชอบด้วยเหตุผล จากข้อเท็จจริงที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นจึงเชื่อว่าผู้ร้องไม่รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 33 ม. 36
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2499 ม. 4 ม. 34 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี
ผู้ร้อง — นาย เสวียน เอกคณาสิงห์
จำเลย — นาย พัด มุทุสาหิม
ชื่อองค์คณะ
ชัช ชลวร
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 274/2546
#48287
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลแขวงพระนครเหนือ โดยเพียงแต่กล่าวว่าจำเลยได้เบิกความในคดีหมายเลขใด ระหว่างผู้ใดโจทก์ ผู้ใดจำเลย และข้อความที่เบิกความกับว่าความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่าคดีที่เบิกความเป็นการพิจารณาคดีอาญา และโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องว่าข้อความที่เบิกความเป็นข้อสำคัญในคดี แต่เมื่อโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องว่าคดีอาญานั้นมีข้อหาความผิดตามบทกฎหมายใด ประเด็นอันเป็นข้อสำคัญในคดีมีว่าอย่างใด และคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญอย่างไร จึงถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดมาโดยครบถ้วนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราในกฎหมายที่ขอให้ลงโทษจำเลยด้วย ศาลจึงพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามมาตรา 161 ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2541 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลแขวงพระนครเหนือในคดีหมายเลขดำที่ 461/2540 (คดีแดงที่ 442/2542) ระหว่างพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด กองคดีแขวงพระนครเหนือโจทก์ นายสมบูรณ์ ผู้ภักดีประเสริฐ กับทนายความ 2 คน จำเลยว่า "เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม2540 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา โจทก์ได้พูดใส่ความจำเลยที่ 1 ต่อหน้าจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 1 โกงเงินโจทก์ไป..." ซึ่งเป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี โดยความจริงแล้ววันเวลาดังกล่าวโจทก์ไปพบจำเลยที่ 1 ก็เพื่อทวงเงินค่าจ้างที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์เป็นเงินจำนวน 170,000 บาท เมื่อไม่พบจำเลยที่ 1 ก็ได้พูดกับจำเลยที่ 2 ให้ช่วยบอกจำเลยที่ 1 ว่าให้จำเลยที่ 1 เตรียมเงินจำนวนดังกล่าวไว้ด้วยเดี๋ยวจะมาเอา การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 178 วรรคสอง (ที่ถูกมาตรา 177 วรรคสอง)

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ในข้อหาเบิกความเท็จเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)และศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องได้หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในคดีหมายเลขดำที่ 461/2540 (คดีแดงที่ 442/2542) ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด กองคดีแขวงพระนครเหนือ โจทก์ นายสมบูรณ์ ผู้ภักดีประเสริฐกับทนายความ 2 คน จำเลย ว่า "เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2540 เวลาประมาณ 18 นาฬิกาโจทก์ได้พูดใส่ความจำเลยที่ 1 ต่อหน้าจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 โกงเงินโจทก์ไป..."ซึ่งเป็นการเบิกความเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี ตามคำบรรยายฟ้องโจทก์ดังกล่าว เพียงแต่กล่าวว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความในคดีหมายเลขใด ระหว่างผู้ใดโจทก์ผู้ใดจำเลยและข้อความที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความกับว่าความจริงเป็นอย่างไร ซึ่งแม้จะเข้าใจได้ว่าคดีที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา และโจทก์ได้กล่าวมาในฟ้องว่าข้อความที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความเป็นข้อสำคัญในคดีก็ตามแต่เมื่อโจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องว่า คดีอาญาที่จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันเบิกความนั้นมีข้อหาความผิดตามบทกฎหมายใด ประเด็นอันเป็นข้อสำคัญในคดีมีว่าอย่างใด และคำเบิกความของจำเลยทั้งสองเป็นข้อสำคัญอย่างไร จึงถือว่าฟ้องโจทก์มิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดมาโดยครบถ้วนไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) และยังเป็นฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตามบทมาตราในกฎหมายที่ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองด้วย จึงชอบที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์เสียได้ กรณีมิใช่เรื่องฟ้องไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลที่จะสั่งให้โจทก์แก้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 161 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 177
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 161
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สมบูรณ์ ผู้ภักดีประเสริฐ
จำเลย — นาย ภูมินทร์ โสภาพิศ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช
สบโชค สุขารมณ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 267/2546
#49827
เปิดฉบับเต็ม

วัตถุประสงค์ของสหภาพแรงงานนอกจากเพื่อการแสวงหาและคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกแล้ว ยังต้องส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกันด้วย การที่สหภาพแรงงานธนาคาร ก. และสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคาร ก. ทำบันทึกข้อตกลงกับธนาคารจำเลยที่ 1 ก็เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างกับพนักงานลูกจ้าง เนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบภาวะขาดทุน การผ่อนปรน การจ่ายเงินโบนัสเป็นการชั่วคราวอาจจะช่วยพยุงฐานะทางการเงินและอาจเป็นผลให้จำเลยที่ 1สามารถแก้ไขสถานการณ์ในการประกอบกิจการของตนได้ ซึ่งหากผลประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีกำไร จำเลยที่ 1 ก็สามารถจ่ายเงินโบนัสตามปกติได้ และการที่มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษนั้นถือได้ว่าเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกด้วยอันเป็นข้อตกลงที่มีลักษณะยกเลิกสิทธิการได้เงินโบนัสเพียงชั่วคราวเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อได้รับมติของที่ประชุมใหญ่สหภาพแรงงานทั้งสองจึงสามารถทำข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ได้โดยชอบด้วยกฎหมายข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคาร ก. จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายโบนัสในช่วงเวลาที่ระบุไว้ในข้อตกลงให้แก่โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าเงินโบนัสเป็นค่าจ้าง ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 ตกเป็นโมฆะและให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินโบนัส254,980 บาท แก่โจทก์ ให้ยกเลิกคำสั่งที่ วน. 005/2543 เรื่อง เลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 1จ่ายค่าชดเชย 231,800 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 23,180 บาท ค่าเสียหาย 10,237,880.40 บาท แก่โจทก์ และพิพากษาว่าข้อกำหนดเงื่อนไขการไม่จ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบเป็นโมฆะ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบแก่โจทก์เป็นเงิน 67,697.99 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ถูกเลิกจ้างเพราะเหตุกระทำความผิดอันถือเป็นการถูกไล่ออกหรือให้ออกตามความในข้อ 10.6 (2) ของข้อบังคับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงานบริษัทมหาชนจำกัด ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้จดทะเบียนแล้ว พ.ศ. 2537 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบจากจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด นอกจากนี้ที่โจทก์ขอให้ศาลพิพากษาว่าเงินโบนัสเป็นค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ข้อตกลงเรื่องเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 เป็นโมฆะ ให้จำเลยที่ 1 ยกเลิกคำสั่งที่ วน. 005/2543 ซึ่งจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ตลอดจนให้พิพากษาว่าเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 ตกเป็นโมฆะ คำขอของโจทก์ดังกล่าวไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนหรือให้อำนาจฟ้องในลักษณะดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ระหว่างที่โจทก์ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารของจำเลยที่ 1 สาขาสกลนคร ทำหน้าที่อนุมัติและตรวจสอบบัญชีของสาขาควบคุมและอนุมัติค่าใช้จ่ายภายในสาขา โจทก์ได้เบิกเงินค่าเช่าเครื่องถ่ายเอกสารและค่าเครื่องเขียนแบบพิมพ์แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งการเลิกจ้างดังกล่าวไม่ใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ส่วนเงินโบนัสประจำปี2541 และปี 2542 นั้น แม้ตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2536 จำเลยที่ 1จะต้องจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานทุกคนเป็นเงิน 5.5 เท่าของเงินเดือนก็ตาม แต่ในปี2541 และปี 2542 จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทย ได้ทำบันทึกตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างปี 2536 ให้แก่พนักงานเนื่องจากจำเลยที่ 1 ประสบภาวะการขาดทุน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ค้างจ่ายเงินโบนัสแก่โจทก์ สำหรับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบนั้นเนื่องจากโจทก์พ้นสภาพจากการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เพราะเหตุถูกไล่ออกหรือให้ออก จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ ข้อ 4ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ค้างจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2541 และปี 2542 แก่โจทก์หรือไม่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงความว่า เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่มีผลกำไรจากการประกอบกิจการจึงไม่อาจจ่ายเงินโบนัสให้แก่พนักงานได้ ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันว่าเฉพาะปี 2541 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานทุกคน แต่จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ(เฉพาะคราว) เป็นเงิน 2 เท่าของเงินเดือนโดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดละ 1 เท่าของเงินเดือนในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม 2541 และจำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายเงินเพิ่มเติมให้แก่พนักงานทุกคนคนละ 4,000 บาท ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2541 แต่ถ้าหากในงวดบัญชีหลังของปี 2541 ผลประกอบการของจำเลยที่ 1 มีกำไร จำเลยที่ 1 จะจ่ายเงินโบนัสสำหรับงวดบัญชีดังกล่าวให้แก่พนักงานในอัตรา 2.75 เท่าของเงินเดือนและยกเลิกการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ (เฉพาะคราว) รายละเอียดตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.6 (จล.6) ต่อมาเมื่อวันที่ 24 และ 27 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 1 กับสหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงอีก 2 ฉบับ ความว่า เฉพาะปี 2542 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปีให้แก่พนักงานทุกคน แต่จำเลยที่ 1 ตกลงจะจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษแทน ตามบันทึกข้อตกลงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 อ้างร่วมกันเอกสารหมาย จล.8 และจล.9 เห็นว่า วัตถุประสงค์ของสหภาพแรงงานนั้นนอกจากเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์และคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกแล้ว สหภาพแรงงานยังมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกันอีกด้วย การที่สหภาพแรงงานธนาคารกสิกรไทยและสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทยได้ทำบันทึกข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.6 (จล.5)และ จล.8 กับ จล.9 กับจำเลยที่ 1 ดังกล่าวข้างต้นนั้นก็เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างกับพนักงานลูกจ้างเนื่องจากในขณะนั้นจำเลยที่ 1กำลังประสบภาวะการขาดทุน การผ่อนปรนการจ่ายเงินโบนัสประจำปีเป็นการชั่วคราวอาจจะช่วยพยุงฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 และอาจเป็นผลให้จำเลยที่ 1 สามารถแก้ไขสถานการณ์ในการประกอบกิจการของตนได้ ซึ่งหากผลประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 มีกำไร จำเลยที่ 1 ก็สามารถที่จะจ่ายเงินโบนัสประจำปีตามปกติได้ และการที่มีข้อตกลงบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษนั้นถือได้ว่าเป็นการคุ้มครองผลประโยชน์เกี่ยวกับสภาพการจ้างแก่สมาชิกด้วย ทั้งข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตกลงยกเลิกสิทธิการได้รับเงินโบนัสประจำปีตามข้อตกลงร่วมประจำปี 2536เพียงชั่วคราวเท่านั้น ฉะนั้น เมื่อได้รับมติของที่ประชุมใหญ่สหภาพแรงงานทั้งสองจึงสามารถทำข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย จ.6 (จล.5) และ จล.8 กับ จล.9ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานผู้บังคับบัญชาธนาคารกสิกรไทย จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องจ่ายเงินโบนัสประจำปี2541 และปี 2542 ให้แก่โจทก์

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ข้อ 5 ของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ตามข้อบังคับของจำเลยที่ 2 (เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 12) ข้อ 4.3 (3) จะระบุไว้ว่า สมาชิกกองทุนมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ ผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสะสมและเงินสมทบตามที่ได้กำหนดไว้ตามข้อบังคับก็ตาม แต่ข้อบังคับดังกล่าวในหมวด 10 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินกองทุนไว้ในข้อ 10.6 ความว่า สมาชิกของจำเลยที่ 2 จะมีสิทธิได้รับเงินสะสมเงินสมทบและผลประโยชน์ของเงินสะสมกับผลประโยชน์ของเงินสมทบเมื่อพ้นจากสภาพการเป็นสมาชิก เว้นแต่การพ้นสภาพการเป็นสมาชิกเพราะถูกไล่ออกหรือให้ออกก็จะไม่มีสิทธิได้รับเงินสมทบและผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินสมทบ การที่จำเลยที่ 2ออกข้อบังคับดังกล่าวย่อมมีอำนาจทำได้มิใช่เป็นการออกข้อบังคับซึ่งขัดแย้งหรือเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 อีกทั้งข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 แต่อย่างใดจึงเป็นข้อบังคับที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2การที่จำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์เพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยนั้นเป็นการเลิกจ้างในกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนต่อระเบียบข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ในกรณีร้ายแรง การเลิกจ้างดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่ถือได้ว่าโจทก์พ้นสภาพการเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 2 เพราะถูกไล่ออกจากงานตามระเบียบว่าด้วยการพนักงาน พ.ศ. 2520 ข้อ 31จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องจ่ายเงินสมทบและผลประโยชน์จากเงินสมทบให้แก่โจทก์ ศาลแรงงานกลางพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 575
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ม. 98 ม. 103
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ประเสริฐ ธรรมรัตน์
จำเลย — บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา สุทธิบดี
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2546
#50962
เปิดฉบับเต็ม

ธนาคารโจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า ขณะเดียวกันก็เป็นการรับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงินอย่างแน่นอน ถ้าผู้ขายสินค้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34(7) การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30

จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 กับโจทก์ เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต การที่โจทก์ยอมให้จำเลยที่ 1รับเอาไม้ไปขายก่อนก็เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ ไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตระงับ จำเลยที่ 2 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ดังกล่าว

หากก่อนผิดนัดลูกหนี้ตกลงให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแล้ว เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ย่อมถือว่ามีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ได้ตามอัตราที่ตกลงกันก่อนผิดนัดนั้น ข้อตกลงต่อท้ายคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตไม่ชัดเจนเพียงพอให้เข้าใจได้ว่าจำเลยที่ 1 ตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราใดอย่างแน่ชัด และแม้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้าได้เอง แต่ก็เป็นเพียงกรอบอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์จะต้องนำไปตกลงกับลูกค้าแต่ละรายต่อไป โดยต้องไม่เกินอัตราตามที่ประกาศไว้เท่านั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะนำอัตราดอกเบี้ยตามประกาศของโจทก์นั้นมาใช้บังคับผูกพันจำเลยที่ 1 อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ขายสินค้าตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้ว และโจทก์ได้ออกตั๋วแลกเงินสั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี และจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับรองตั๋วไว้ ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัด ย่อมมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าวเช่นเดียวกัน

โจทก์คิดดอกเบี้ยของต้นเงินแล้วนำต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวมาเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยต่อไป มีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ จำเลยที่ 1เป็นลูกค้าของโจทก์ โดยทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ เพื่อสั่งซื้อสินค้าไม้ซุงสักจากประเทศสหภาพพม่า มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1ในวงเงิน 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมอบเงินฝากจำนวนเงิน 1,200,000 บาท เป็นประกันด้วย ต่อมาผู้ขายได้ส่งสินค้าให้จำเลยที่ 1 โดยโจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ขายไปแล้ว โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าสินค้ามาชำระคืนให้แก่โจทก์แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉย โจทก์นำเงินฝากของจำเลยที่ 2 มาหักชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 9,057,760.69 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,735,752.03 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ได้ฟ้องภายในระยะเวลาสองปีนับแต่หนี้ถึงกำหนดชำระ หรือนับแต่วันที่อาจบังคับเอาได้ คำฟ้องของโจทก์จึงขาดอายุความ และฟ้องโจทก์เป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 2ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงินทั้งสิ้น 9,057,760.69 บาท และให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ของต้นเงิน 4,735,752.03 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตที่มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน การที่โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่จำเลยที่ 1 ก็เพื่อให้ความคุ้มครองและรักษาผลประโยชน์ของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าว่าจะได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่สั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศอย่างถูกต้องตามข้อตกลงและเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต ขณะเดียวกันก็เป็นการรับรองต่อผู้ขายสินค้าว่าผู้ขายสินค้าจะได้รับการชำระเงินอย่างแน่นอน ถ้าผู้ขายสินค้าได้ปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในเลตเตอร์ออฟเครดิต โจทก์จึงมิใช่ผู้ประกอบธุรกิจรับทำการงานต่าง ๆ ให้จำเลยที่ 1 แล้วเรียกเอาสินจ้างอันจะพึงได้รับรวมทั้งเงินที่โจทก์ได้ออกทดรองไปก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ การฟ้องร้องให้รับผิดตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่าฟ้องไม่ขาดอายุความ จึงชอบแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องแล้วว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และเมื่อผู้ขายสินค้าส่งสินค้ามาให้แล้ว โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปโดยการหักบัญชีตามภาพถ่ายตั๋วแลกเงินเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 6 เอกสารท้ายคำฟ้องดังกล่าวถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องอ่านดูแล้วเข้าใจได้ว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2536 และโจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ให้แก่ผู้ขายสินค้าเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2536 จำนวน 186,156 ดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 2อุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าทำสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตกันเมื่อใด โจทก์ชำระค่าสินค้าจำนวนเท่าใดและเมื่อใด เป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น จึงฟังไม่ขึ้น เพราะโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้ในคำฟ้องพอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่เป็นหลักแห่งข้อหาพร้อมคำขอบังคับครบถ้วนแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2536 โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะเป็นหนี้อยู่แล้วในขณะทำสัญญาหรือต่อไปในภายหน้า เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์อยู่ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและยังชำระหนี้ให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญา การที่โจทก์ทำสัญญาทรัสต์รีซีทยอมให้จำเลยที่ 1 รับเอาไม้ไปขายก่อนก็เพื่อนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ในภายหลัง ไม่ทำให้หนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตระงับ จำเลยที่ 2 จึงยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ในหนี้ดังกล่าวจนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้สิ้นเชิง ที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 1ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้ว คงเหลือหนี้ที่ต้องชำระเพียง 1,390,899.90 บาท เมื่อโจทก์หักเงินจากบัญชีของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ดังกล่าวเสร็จสิ้นไปแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 อีกนั้น จำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ จึงรับฟังไม่ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า โจทก์จะต้องนำเงินฝากของจำเลยที่ 2 ไปชำระต้นเงินก่อนชำระดอกเบี้ยและจะคิดดอกเบี้ยหลังจำเลยที่ 1 ผิดนัดเกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีไม่ได้นั้น เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีหนี้ที่จะต้องชำระให้แก่โจทก์ประกอบด้วยหนี้อันเป็นประธานคือต้นเงินและหนี้อุปกรณ์คือดอกเบี้ย ดังนั้นการชำระหนี้จึงต้องชำระดอกเบี้ยก่อน จากนั้นจึงให้ชำระหนี้อันเป็นประธานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 ที่โจทก์นำเงินฝากของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ดอกเบี้ยก่อนจึงชอบแล้ว ส่วนการคิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดนั้น แม้หนี้ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นหนี้เงิน ซึ่งโดยปกติเจ้าหนี้มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีก็ตาม แต่ถ้าเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมายเจ้าหนี้ก็มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ต่อไปตามนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ดังนี้หากก่อนผิดนัดลูกหนี้ตกลงให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยได้สูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีแล้วเมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ย่อมถือว่ามีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยจากลูกหนี้ได้ตามอัตราที่ตกลงกันให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกได้ก่อนผิดนัดนั้น แม้จะสูงกว่าอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็ตาม และเมื่อพิจารณาตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตจะคิดดอกเบี้ยดังกล่าวนี้ได้โดยชอบด้วยกฎหมายอย่างไรก็ตาม ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานหลักฐานมาหักล้างโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า โจทก์ได้จ่ายเงินแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตแล้วและโจทก์ได้ออกตั๋วแลกเงิน ลงวันที่ 2 กันยายน 2536 สั่งให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตจำนวนเงิน 186,156 ดอลลาร์สหรัฐให้แก่โจทก์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ออกตั๋ว และจำเลยที่ 1 ได้ลงชื่อรับรองตั๋วไว้ ตามเอกสารหมาย จ.3 และตามใบเรียกเก็บเงินเอกสารหมาย จ.4ระบุวันถึงกำหนดชำระวันที่ 22 กันยายน 2536 โดยโจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2536 ถึงครบกำหนดชำระหนี้วันที่ 22 กันยายน 2536 แสดงว่าจำเลยที่ 1 ตกลงยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดได้ในอัตราดังกล่าว ดังนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัด ย่อมมีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ต่อไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจึงต้องรับผิดในดอกเบี้ยตามอัตราดังกล่าวเช่นเดียวกัน อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ปรากฏตามใบแจ้งหนี้เอกสารหมาย จ.4 ว่าโจทก์คิดดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินค้า 186,156 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นเงินไทย 4,709,746.80 บาท ในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2536 ถึงวันที่ 22 กันยายน 2536 เป็นเงินดอกเบี้ย23,548.73 บาท แล้วนำต้นเงินและดอกเบี้ยดังกล่าวกับค่าใช้จ่ายธนาคารต่างประเทศค่าไปรษณียากรและค่าอากรแสตมป์ มารวมกันคิดเป็นเงิน 4,735,752.03 บาท แล้วนำมาเป็นต้นเงินในการคิดดอกเบี้ยต่อไปตลอดมาจนถึงวันฟ้อง จึงมีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย ซึ่งโจทก์มิได้นำสืบว่าเพราะเหตุใดจึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 4,735,752.03 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปีของต้นเงิน 4,712,203.33 บาท นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2536 เป็นต้นไป และให้นำเงินที่มีการชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 5สิงหาคม 2537 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 19 กันยายน 2538 จำนวน 1,390,000บาท และวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 จำนวน 899.90 บาทตามลำดับ มาหักชำระหนี้ดอกเบี้ยที่คิดถึงวันก่อนวันชำระหนี้ครั้งแรก หากมีเงินเหลือเท่าใดจึงหักชำระต้นเงินที่ค้างชำระ เหลือต้นเงินค้างชำระเท่าใดให้คิดดอกเบี้ยของต้นเงินค้างชำระคงเหลือนั้นนับแต่วันชำระหนี้นั้นต่อไปจนถึงวันก่อนวันชำระหนี้ครั้งต่อไป และให้คิดหักชำระหนี้เช่นนี้ทุกครั้งตามลำดับ เมื่อหักชำระหนี้ครั้งสุดท้ายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 แล้วคงเหลือต้นเงินค้างชำระเท่าใดให้จำเลยที่ 2 ชำระต้นเงินค้างชำระดังกล่าว กับดอกเบี้ยที่ค้างชำระถ้ามี และดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปีของต้นเงินค้างชำระนั้น นับแต่วันที่ 21กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/30 ม. 193/34 ม. 224 ม. 329 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 142 (5)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ผลพนา จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 265/2546
#47794
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ การพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาฯ ข้อ 6 วรรคหนึ่ง ที่แสดงให้พอเข้าใจถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับมิใช่ต้องแสดงโดยแจ้งชัดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172วรรคสอง ดังนั้น เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ใช้เครื่องหมายตราเป็ดว่ายน้ำและได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้มาตั้งแต่ปี 2521 จนถึงปัจจุบัน ส่วนเครื่องหมายตราเป็ดยืนโจทก์จดทะเบียนรับโอนมาจากผู้ที่จดทะเบียนไว้ก่อน แต่ต่อมาโจทก์ไม่ได้ขอต่ออายุการจดทะเบียนจึงถูกเพิกถอนเครื่องหมายการค้าทั้งสองดังกล่าว จากนั้นจำเลยซึ่งเคยเป็นผู้จัดการของโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าทั้งสองของโจทก์ไปยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและนายทะเบียนก็รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่จำเลย อันเป็นการขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริต ซึ่งตามคำฟ้องย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลย อันเป็นเหตุที่จะขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 67 แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยก็ตามแต่ก็เข้าใจได้ว่า โจทก์ประสงค์จะให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยนั่นเอง ทั้งการที่โจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งมีสิทธิดีกว่าจำเลย แต่จำเลยนำไปจดทะเบียนการค้าโดยไม่สุจริตก็เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิของโจทก์แล้ว และกรณีผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าผู้ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฟ้องผู้ที่ได้จดทะเบียนการค้าไว้แล้วนั้นพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 67 ก็ให้อำนาจศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าหากโจทก์แสดงได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจำเลย จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยจะต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อแสดงว่าใครเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่ากัน ซึ่งไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนที่จะสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้ เพราะเมื่อมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็มีผลบังคับเป็นการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นเอง โจทก์เพียงแต่นำคำพิพากษาไปแสดงแก่นายทะเบียนเพื่อจดแจ้งทางทะเบียนให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลเท่านั้น ไม่ใช่กรณีที่โจทก์ต้องฟ้องเพื่อให้ศาลบังคับนายทะเบียนแต่อย่างใด

การที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ด้วยเหตุที่เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 6(3) นั้น เป็นกรณีที่นายทะเบียนพิจารณาสั่งตามมาตรา 16 โดยพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่เท่านั้นซึ่งเป็นคนละปัญหากับการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามฟ้องดีกว่าจำเลยผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ ฉะนั้น แม้โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งนายทะเบียนที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ หรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะวินิจฉัยเรื่องความเหมือนคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับจำเลยอย่างไร ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์เสียสิทธิฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ มาตรา 67 แต่ประการใด

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ผลิตและจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างและลวดที่ทำด้วยโลหะโดยใช้เครื่องหมายการค้าเป็นรูปและคำประกอบกันคือเครื่องหมายการค้าตราเป็ดตั้งแต่ปี 2521 และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2528 ทะเบียนเลขที่ 100856 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 13 เดิม (ของที่ทำด้วยโลหะซึ่งไม่เข้าในจำพวกอื่น) ทั้งจำพวก นอกจากนี้โจทก์ยังได้จดทะเบียนรับโอนเครื่องหมายการค้าตราเป็ด จากผู้อื่นซึ่งได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อวันที่28 ตุลาคม 2507 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 12 เดิม (เครื่องตัด จิ้ม และเครื่องมือมีคม) ทั้งจำพวกตามคำขอเลขที่ 51831 ทะเบียนเลขที่ 31173 แต่ต่อมาโจทก์ไม่ได้ขอต่ออายุการจดทะเบียนจึงถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 และวันที่ 28 ตุลาคม 2537 ตามลำดับ แต่โจทก์ยังคงใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าวตลอดมา โจทก์เพิ่งทราบว่าถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เมื่อกลางปี 2543 ดังนั้นโจทก์จึงยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตราเป็ดต่อนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 ตามคำขอเลขที่ 440026 สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 (ใหม่) รายการสินค้า ลวดหนาม ลวดอาบสังกะสี ลวดตาข่าย ลวดตะแกรงตะแกรงเทพื้น ลวดผูกเหล็ก ต่อมานายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีหนังสือลงวันที่ 17พฤษภาคม 2544 แจ้งแก่โจทก์ว่า นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าได้มีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์โดยเห็นว่าไม่มีลักษณะอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6 เพราะเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าตราเป็ดของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว โดยจำเลยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนไว้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2538 ตามคำขอเลขที่ 298387สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 (ใหม่) รายการสินค้า ลวดหนาม ลวดตาข่าย ลวดเหล็กตะปู ลวดอลูมิเนียม สังกะสี เหล็ก ฉากอลูมิเนียม และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งรับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของจำเลยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม2539 ตามทะเบียนเลขที่ ค 51139 โจทก์ยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่มีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์ต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้า นอกจากนี้โจทก์ยังตรวจพบอีกว่า เมื่อวันที่ 1ธันวาคม 2538 จำเลยได้ขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตราเป็ด สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 (ใหม่) รายการสินค้า ค้อน มีด ตามคำขอเลขที่ 298386 และนายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนให้เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 ตามทะเบียนเลขที่ค 51140 โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวและจำเลยเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ แต่ต่อมาจำเลยได้ถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและโอนหุ้นให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น จำเลยไม่ใช่เจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมาย จำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวโดยไม่สุจริต จำเลยจึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ โจทก์ขอให้จำเลยเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าและเลิกใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายแล้วแต่ไม่ได้ผล ขอให้บังคับจำเลยดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยตามคำขอเลขที่ 298386 ทะเบียนเลขที่ ค 51140 และคำขอเลขที่ 298387 ทะเบียนเลขที่ ค 51139 และห้ามจำเลยใช้เครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายต่อไป หากจำเลยไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้ว มีคำสั่งว่า คำฟ้องของโจทก์มิได้ระบุว่าโจทก์มีสิทธิดีกว่าจำเลยอย่างไร แต่ยอมรับว่าจำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้วโดยชอบ ส่วนที่โจทก์อ้างว่าที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอเลขที่ 440026 โจทก์ได้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าแล้วนั้น ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้ดำเนินการจริงตามขั้นตอนของกฎหมายและผลการพิจารณาของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร อีกทั้งเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่จดทะเบียนไว้แล้วซึ่งโจทก์อ้างว่าเหมือนกับของโจทก์ที่ถูกเพิกถอนนั้น โจทก์ก็ยังไม่ได้จดทะเบียนใหม่แต่อย่างใด กรณีจึงยังฟังไม่ได้ว่ามีการโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้น คำฟ้องของโจทก์จึงมิได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาอีกทั้งคำขอบังคับของโจทก์โดยสภาพแม้โจทก์จะชนะคดีก็ไม่อาจบังคับเอากับตัวจำเลยได้เพราะหน้าที่ดำเนินการเพิกถอนมิใช่ของจำเลย แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้า คำขอบังคับของโจทก์จึงไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับคำฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539มาตรา 26 บัญญัติให้กระบวนพิจารณาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ และข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศของอธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งปรากฏว่าตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ซึ่งออกตามความในมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ข้อ 6 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า คำฟ้องที่แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ให้ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นการพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่จึงต้องพิจารณาไปตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง มิใช่พิจารณาว่าคำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ปรากฏว่า คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า โจทก์ได้ใช้เครื่องหมายการค้าตราเป็ด และได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้ตั้งแต่ปี 2521 ตลอดมาจนปัจจุบัน ส่วนเครื่องหมายการค้ารูปเป็ด โจทก์ได้จดทะเบียนรับโอนมาจากผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนไว้ก่อน แต่ต่อมาโจทก์ไม่ได้ขอต่ออายุการจดทะเบียน จึงถูกเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2538 และวันที่ 28 ตุลาคม 2537 ตามลำดับ ครั้นวันที่ 1 ธันวาคม2538 จำเลยซึ่งเคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างโจทก์ แต่ได้ถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและโอนหุ้นให้หุ้นส่วนคนอื่นไปเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2527 ได้นำเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายของโจทก์ดังกล่าวไปยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยจำเลยขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตราเป็ด สำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 6 (ใหม่)รายการสินค้า ลวดหนาม ลวดตาข่าย ลวดเหล็ก ตะปู ลวดอลูมิเนียม สังกะสี เหล็กฉากอลูมิเนียม ตามคำขอเลขที่ 298387 และขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตราเป็ดสำหรับใช้กับสินค้าจำพวกที่ 8 (ใหม่) รายการสินค้า ค้อน มีด ตามคำขอเลขที่ 298386นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ารับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายให้แก่จำเลยพร้อมกันเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2539 ตามทะเบียนเลขที่ ค 51139 และค 51140 ตามลำดับ อันเป็นการขอจดทะเบียนโดยไม่สุจริตเพราะจำเลยรู้อยู่แล้วว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง จำเลยจึงไม่มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่าโจทก์ ตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าโจทก์กล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าจำเลย อันเป็นเหตุแห่งการขอให้ศาลสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 แม้คำขอท้ายฟ้องของโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าทั้งสองเครื่องหมายดังกล่าวหากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยก็ตามก็เข้าใจได้ว่าโจทก์ประสงค์ที่จะให้มีการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลยนั่นเอง ทั้งการที่โจทก์อ้างในคำฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าซึ่งมีสิทธิดีกว่าจำเลย แต่จำเลยนำเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต ก็เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยโต้แย้งสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์จนเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์แล้ว และกรณีผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดีกว่าผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าฟ้องผู้ที่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้แล้วนั้นพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534 มาตรา 67 ก็บัญญัติให้อำนาจศาลเป็นผู้สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หากโจทก์สามารถแสดงได้ว่าตนเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่าจำเลยผู้ซึ่งได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้านั้น จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยจะต้องนำสืบพยานหลักฐานเพื่อแสดงว่าใครเป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้านั้นดีกว่านั้นดีกว่ากัน และไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่จะสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยไว้แต่อย่างใด โดยหากมีคำพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าแล้ว ก็มีผลบังคับเป็นการเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยคำพิพากษาของศาลนั้นเอง ซึ่งโจทก์เพียงแต่นำคำพิพากษานั้นไปแสดงแก่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพื่อให้นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าจดแจ้งทางทะเบียนไปตามคำพิพากษาของศาลเท่านั้น จึงไม่ใช่กรณีที่โจทก์ต้องฟ้องเพื่อให้ศาลบังคับนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าแต่อย่างใด เห็นได้ว่า คำฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้พอเข้าใจได้ถึงสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับถือได้ว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อกำหนดคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2540 ข้อ 6 วรรคหนึ่ง แล้ว ส่วนกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้ามีคำสั่งปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตามคำขอของโจทก์โดยอ้างเหตุผลว่า เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่ขอจดทะเบียนเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วจึงไม่มีลักษณะเป็นเครื่องหมายการค้าอันพึงรับจดทะเบียนได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) นั้นเป็นกรณีที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพิจารณาสั่งตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 16 โดยพิจารณาว่าเครื่องหมายการค้าของโจทก์เหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของจำเลยที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่เท่านั้น ซึ่งแม้จะเป็นเครื่องหมายการค้าที่เหมือนหรือคล้ายกันก็ตาม ก็เป็นคนละปัญหากับการที่ศาลจะวินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าตามคำฟ้องดีกว่าจำเลยผู้ที่ได้รับการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ ดังนั้น การที่โจทก์จะอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าที่ปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือไม่ หรือคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจะมีคำวินิจฉัยเรื่องความเหมือนคล้ายกันของเครื่องหมายการค้าของโจทก์กับของจำเลยอย่างไร ก็ไม่มีผลทำให้โจทก์เสียสิทธิฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 67 แต่ประการใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของโจทก์มานั้นศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับคำฟ้องของโจทก์ และให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 55 ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 ม. 6 (3) ม. 16 ม. 67
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 26 ม. 30
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัดธนาสินโลหะภัณฑ์
จำเลย — นายสุรชัย พาณิชย์ชะวงศ์
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 264/2546
#50678
เปิดฉบับเต็ม

คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยมิได้ยื่นก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า7 วัน แต่ยื่นในวันนัดสืบพยาน เป็นการขอเพิ่มเติมคำให้การเพื่อโต้แย้งว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ตามข้อกำหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14(2) ที่บัญญัติให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ฯ บัญญัติให้ธนาคารพาณิชย์ที่ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท ข้ออ้างของจำเลยที่ขอเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ส่วนที่จำเลยขอเพิ่มเติมคำให้การว่า การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะหลังจากทำสัญญาทรัสต์รีซีทแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อแลกเป็นเงินบาทต้องใช้เงินบาทสูงขึ้นมาก และอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นมากจนจำเลยที่ 1 มีหนี้เพิ่มสูงกว่าความเป็นจริงทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจอันเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบกับเพิ่มเติมเป็นคำให้การว่า หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้การซื้อขายเงินตราต่างประเทศแล้ว และสัญญาค้ำประกันกับสัญญาจำนองตามคำฟ้องเป็นการค้ำประกันและจำนองประกันการชำระหนี้ประเภทอื่นไม่ได้ประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยยกข้อเท็จจริงใหม่มาเพิ่มเติมเป็นคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิด ซึ่งข้อเท็จจริงที่อ้างเป็นเหตุไม่ต้องรับผิดดังกล่าวแม้เป็นเหตุที่อาจมีผลต่อคู่สัญญาบางรายได้ แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใด จึงไม่ใช่การขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันชำระเงิน 555,764,809 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 420,048,118.20 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและบังคับจำนองทรัพย์จำนองกับบังคับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกด้วย

จำเลยทั้งหกให้การขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานครั้งแรกจำเลยทั้งหกยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การเดิมซึ่งมี 11 ข้อ โดยขอเพิ่มเติมเป็นข้อที่ 12 ถึง 15 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งว่า จำเลยทั้งหกมิได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายในระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 และไม่มีเหตุที่จำเลยทั้งหกไม่อาจยื่นได้ก่อนนั้น หรือเป็นการแก้ไขในเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งหกเพียงว่า คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งหกซึ่งมิได้ยื่นก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน แต่ยื่นในวันนัดสืบพยานนั้นเป็นการขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งหกสามารถยื่นคำร้องในวันดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 หรือไม่ เห็นว่า ที่จำเลยทั้งหกขอเพิ่มเติมคำให้การเป็นข้อที่ 13 ว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดคำนวณในอัตราต่าง ๆ ตามคำฟ้องเพื่อเรียกร้องจากจำเลยทั้งหกเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราตามประกาศธนาคารโจทก์ โดยขณะทำสัญญาโจทก์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่จะเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 15.50 และ 16.50 ต่อปี แต่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราร้อยละ 18.50 และ 19.50 ต่อปี อันเป็นการขัดต่อกฎหมายจึงเป็นโมฆะนั้น พอจะเข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งหกขอเพิ่มเติมคำให้การเพื่อโต้แย้งว่า การคิดดอกเบี้ยของโจทก์ในฐานะเป็นธนาคารพาณิชย์ไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ ตามข้อกำหนดในประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14(2) ที่บัญญัติให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อการลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้ธนาคารพาณิชย์ที่ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญาต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 300,000 บาท ข้ออ้างของจำเลยทั้งหกที่ขอเพิ่มเติมคำให้การข้อนี้มาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จะรับไว้ได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ส่วนที่จำเลยทั้งหกขอเพิ่มเติมคำให้การเป็นข้อที่ 12 ที่ว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตกเป็นพ้นวิสัย เพราะหลังจากทำสัญญาทรัสต์รีซีทแล้วอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อแลกเป็นเงินบาทต้องใช้เงินบาทสูงขึ้นมาก และอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นมากจนจำเลยที่ 1 มีหนี้เพิ่มสูงกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจอันเป็นพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังที่ได้ก่อหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชอบก็ดี กับเพิ่มเติมเป็นคำให้การข้อที่ 14 และ 15 ว่า หนี้เดิมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ระงับไปแล้วด้วยการแปลงหนี้ใหม่เป็นหนี้การซื้อขายเงินตราต่างประเทศแล้วก็ดี และสัญญาค้ำประกันกับสัญญาจำนองตามคำฟ้องเป็นการค้ำประกันและจำนองประกันการชำระหนี้ประเภทอื่น ไม่ได้ประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทก็ดีนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกยกข้อเท็จจริงใหม่มาเพิ่มเติมเป็นคำให้การเพื่อปฏิเสธความรับผิดซึ่งข้อเท็จจริงที่อ้างเป็นเหตุไม่ต้องรับผิดดังกล่าวแม้เป็นเหตุที่อาจมีผลต่อคู่สัญญาบางรายได้ก็ตาม แต่ไม่ได้มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่อย่างใดจึงไม่ใช่การขอแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะรับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมตามบทกฎหมายดังกล่าวไว้ข้างต้นได้แต่อย่างใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งหกทุกข้อมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รับคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยทั้งหกเฉพาะที่ขอเพิ่มเติมเป็นคำให้การข้อที่ 13 ไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 ม. 14 (2) ม. 44
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท เอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) กับพวก
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 261/2546
#47793
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้แก่ธนาคารโจทก์ จำเลยทั้งห้าจึงเป็นลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 ดังนั้นโจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกบังคับให้ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็ได้ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาด แต่ต่อมาได้ขอให้ถอนการบังคับคดีเพราะจำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้บางส่วนให้โจทก์แล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกให้จำเลยที่ 4 ชำระหนี้บางส่วนตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 4 จะนำทรัพย์ดังกล่าวไปขายต่อให้ผู้อื่นและทำให้จำเลยที่ 3 ต้องถูกยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่เหลือ ก็หาใช่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตของโจทก์แต่อย่างใดไม่ ส่วนการที่โจทก์ยอมปล่อยทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ที่ถูกยึดขายทอดตลาดไปทั้งที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิง ก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนอันจะมีผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดไม่ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน โจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่เหลือได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ยืมและค้ำประกันจำนวน 1,409,309.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปีของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงิน 1,409,309.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (12 มกราคม 2536)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยทั้งห้าไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ระหว่างประกาศขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 โจทก์ได้รับชำระหนี้บางส่วนจากจำเลยที่ 4 และได้ขอถอนการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ต่อมาโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลาด

จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ไม่มีอำนาจที่จะแบ่งแยกจำนวนหนี้ให้จำเลยแต่ละคนต้องรับผิดคนละส่วน เนื่องจากจำเลยทั้งห้าต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมและการที่โจทก์ถอนการยึดทรัพย์ให้จำเลยที่ 4 เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3ขายทอดตลาดอีกเป็นการไม่ชอบ ขอให้ศาลนัดไต่สวนและมีคำสั่งยกเลิกการบังคับคดีหรืองดการบังคับคดีคืนทรัพย์ที่ยึดให้จำเลยที่ 3 ต่อไป

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งว่า โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก จำเลยที่ 3 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงผูกพันอยู่จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 ให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งห้าไม่ชำระ โจทก์จึงนำยึดทรัพย์อันได้แก่ที่ดินของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์ยื่นคำแถลงขอถอนการบังคับคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษาให้แก่โจทก์บางส่วนแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ได้นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่เหลือ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 ว่า การที่โจทก์นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่าเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าจึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลหลายคนจะต้องทำการชำระหนี้โดยทำนองซึ่งแต่ละคนจำต้องชำระหนี้สิ้นเชิงไซร้...เจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากลูกหนี้แต่คนใดคนหนึ่งสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก แต่ลูกหนี้ทั้งปวงก็ยังคงต้องผูกพันอยู่ทั่วทุกคนจนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิง" ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะเลือกบังคับให้ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนก็ได้ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปทำการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ออกขายทอดตลาด แต่ภายหลังได้ขอให้ถอนการบังคับคดีโดยอ้างว่าจำเลยที่ 4 ได้ชำระหนี้บางส่วนให้แก่โจทก์แล้ว จึงเป็นการที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกให้จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมชำระหนี้บางส่วนตามบทกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 4 จะนำทรัพย์ดังกล่าวไปขายต่อให้ผู้อื่นและทำให้จำเลยที่ 3 ต้องถูกยึดทรัพย์ออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่เหลือ ก็หาใช่เป็นการกระทำโดยไม่สุจริตของโจทก์แต่อย่างใดไม่ ส่วนที่โจทก์ยอมปล่อยทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ที่ถูกยึดขายทอดตลาดไปทั้งที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้โดยสิ้นเชิงก็ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนอันจะมีผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิดดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกา เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบถ้วน โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมออกขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษาที่เหลือได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 3 โดยไม่ไต่สวนคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 3ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 291 ม. 509
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 295
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย อดิศักดิ์ นิรมิตวสุ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรพล เจียมจูไร
วิศณุ เลื่อมสำราญ
มงคล ทับเที่ยง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2546
#46600
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ตรวจพิสูจน์จะตรวจพบรอยขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายทะเบียนที่อาวุธปืนของกลาง แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็นเลขใด ประกอบกับได้ความในชั้นสอบสวนว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงต้องรับฟังว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนของผู้อื่นดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกัน จำนวน 6 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวขู่เข็ญนายสมจิตร์พรหมช่วย ผู้เสียหายกับพวก ทำให้ผู้เสียหายกับพวกเกิดความตกใจกลัว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนและกระสุนปืนกับซองพกหนัง 1 ซอง เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญจำคุก 10 วัน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี6 เดือน 10 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายนายสมจิตร์ พรหมช่วยผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นจำเลยชักอาวุธปืนออกมาขู่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัว เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาการเขต 11 พันตำรวจโทพล วิทยานนท์ผู้ตรวจพิสูจน์มีความเห็นว่า ตรวจพบรอยขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนที่อาวุธปืนของกลางแต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนเดิมเป็นเลขใด เนื่องจากถูกตอกทับด้วยเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนที่ทำขึ้นใหม่ คือ กท.663724 และ 8061?6 ตามลำดับ (? เป็นตำแหน่งของตัวเลขที่ทำไว้ไม่ชัดเจน) ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.7มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตรวจพิสูจน์ตรวจพบรอยขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายทะเบียนที่อาวุธปืนของกลาง แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็นเลขใด และจากการสอบสวนปรากฏว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งผู้เสียหายกับจำเลยก็ไม่เคยรู้จักกัน หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางขู่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัวอีกด้วย อาวุธปืนดังกล่าวมีอานุภาพร้ายแรง สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย การกระทำของจำเลยค่อนข้างอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นภัยต่อสุจริตชน ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งยังปรากฏด้วยว่า คดีที่จำเลยได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 794/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้นที่ศาลทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72วรรคสาม ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในอีกสองฐานความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เข้าด้วยแล้วให้จำคุกจำเลยไว้ 12 เดือน10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย จรินทร์หรือจริญ ขุนจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 250/2546
#47792
เปิดฉบับเต็ม

แม้ผู้ตรวจพิสูจน์จะตรวจพบรอยขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายทะเบียนที่อาวุธปืนของกลาง แต่ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็นเลขใด ประกอบกับได้ความในชั้นสอบสวนว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน จึงต้องรับฟังว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยมีอาวุธปืนของผู้อื่นดังกล่าวไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนสั้นรีวอลเวอร์ ขนาด .32 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนจำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนขนาดเดียวกัน จำนวน 6 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และพาอาวุธปืนและกระสุนปืนดังกล่าวติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่เป็นกรณีที่ต้องมีติดตัวเมื่อมีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ แล้วจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวขู่เข็ญนายสมจิตร์พรหมช่วย ผู้เสียหายกับพวก ทำให้ผู้เสียหายกับพวกเกิดความตกใจกลัว อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมอาวุธปืนและกระสุนปืนกับซองพกหนัง 1 ซอง เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32, 91, 392 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 392พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการขู่เข็ญจำคุก 10 วัน ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี6 เดือน 10 วัน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 โดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องโจทก์ จำเลยได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายนายสมจิตร์ พรหมช่วยผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย หลังจากนั้นจำเลยชักอาวุธปืนออกมาขู่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัว เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้พร้อมยึดอาวุธปืนที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง พนักงานสอบสวนส่งอาวุธปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ที่กองกำกับการวิทยาการเขต 11 พันตำรวจโทพล วิทยานนท์ผู้ตรวจพิสูจน์มีความเห็นว่า ตรวจพบรอยขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนที่อาวุธปืนของกลางแต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนเดิมเป็นเลขใด เนื่องจากถูกตอกทับด้วยเครื่องหมายทะเบียนและเลขหมายประจำปืนที่ทำขึ้นใหม่ คือ กท.663724 และ 8061?6 ตามลำดับ (? เป็นตำแหน่งของตัวเลขที่ทำไว้ไม่ชัดเจน) ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.7มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนหรือไม่ เห็นว่า ผู้ตรวจพิสูจน์ตรวจพบรอยขูดลบเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายทะเบียนที่อาวุธปืนของกลาง แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่าเครื่องหมายทะเบียนเดิมเป็นเลขใด และจากการสอบสวนปรากฏว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนมีเครื่องหมายทะเบียนของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายกับจำเลยเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ทั้งผู้เสียหายกับจำเลยก็ไม่เคยรู้จักกัน หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนของกลางขู่ผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายตกใจกลัวอีกด้วย อาวุธปืนดังกล่าวมีอานุภาพร้ายแรง สามารถใช้ทำอันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่าย การกระทำของจำเลยค่อนข้างอุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและเป็นภัยต่อสุจริตชน ตามพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งยังปรากฏด้วยว่า คดีที่จำเลยได้ร่วมกับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย3 เดือน ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้วตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 794/2541 ของศาลชั้นต้น ดังนั้นที่ศาลทั้งสองไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72วรรคสาม ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุกในอีกสองฐานความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เข้าด้วยแล้วให้จำคุกจำเลยไว้ 12 เดือน10 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 72 วรรคสาม
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดทุ่งสง
จำเลย — นาย จรินทร์หรือจริญ ขุนจันทร์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
สมบัติ อรรถพิมล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 246/2546
#48286
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายต่อมาเจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมทรัพย์ที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าว ทั้งนี้จำเลยกับพวกร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์หรือมิฉะนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจร คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้มีข้อความใดยืนยันหรือทำให้เข้าใจได้ว่าจำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ทั้งมิได้มีความขัดแย้งกันแต่เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยเลือกลงโทษตามที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์จึงเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

การรอการลงโทษหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ว่า ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมความประพฤติมาวินิจฉัยเป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รอการลงโทษให้จำเลยจึงไม่ชอบนั้นเป็นการบิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวันถึงวันที่ 20กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด มีคนร้ายหลายคนเข้าไปในห้องพักอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนางภาณิภัคณ์ สีทอง ผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วร่วมกันเอาชุดเครื่องเสียง 1 เครื่อง พร้อมลำโพง 4 ตัว รวมราคา 24,000บาท พระเครื่องเลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 3,000 บาท เหรียญรูปรัชกาลที่ 5 เลี่ยมทอง 1 องค์ ราคา 3,000 บาท รวมราคา 30,000 บาท ของผู้เสียหาย ซึ่งเก็บไว้ในเคหสถานดังกล่าวไปโดยทุจริต ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมยึดเครื่องเสียง 1 เครื่อง ลำโพง 4 ตัว พระเครื่องเลี่ยมทอง 1 องค์ และเหรียญรูปรัชกาลที่ 5 เลี่ยมทอง 1 องค์ ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวเป็นของกลางทั้งนี้ตามวันเวลาที่คนร้ายลักทรัพย์ จำเลยกับพวกอีก 1 คน ที่หลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นตามวันเวลาที่คนร้ายลักทรัพย์ถึงวันที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรโดยช่วยกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งเครื่องเสียงพร้อมลำโพง พระเครื่องเลี่ยมทอง 1 องค์ และเหรียญรูปรัชกาลที่ 5 เลี่ยมทอง 1 องค์ ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักทรัพย์โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำผิดเข้าลักษณะลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335, 357, 83

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคแรก, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม จำคุก 2 ปี 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี4 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติแล้วไม่สมควรรอการลงโทษ ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาเฉพาะข้อกฎหมายตามฎีกาข้อ 2 ก.(1) ของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องความว่า ได้เกิดเหตุคนร้ายหลายคนร่วมกันลักทรัพย์ชุดเครื่องเสียงพร้อมลำโพง พระเครื่องเลี่ยมทอง และเหรียญรูปรัชกาลที่ 5 เลี่ยมทอง รวมราคา 30,000 บาท ของผู้เสียหาย ต่อมาหลังเกิดเหตุลักทรัพย์ เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยได้พร้อมทรัพย์ของผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายลักไปดังกล่าวเป็นของกลาง ทั้งนี้จำเลยกับพวกร่วมกันเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายหรือมิฉะนั้นจำเลยกับพวกร่วมกันรับของโจรทรัพย์ของผู้เสียหาย คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมิได้มีข้อความใดระบุยืนยันหรือทำให้เข้าใจได้ว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ทั้งมิได้มีความขัดแย้งกัน แต่เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพื่อให้ศาลวินิจฉัยเลือกลงโทษตามที่ศาลจะฟังข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของโจทก์ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องที่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) ส่วนที่จำเลยฎีกาในข้อ 2 ก.(2)ว่า ศาลอุทธรณ์นำเอาพฤติการณ์ในการลักทรัพย์ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาวินิจฉัย เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกสำนวน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่รอการลงโทษให้จำเลยจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่าการรอการลงโทษหรือไม่เป็นดุลพินิจของศาลและเป็นปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินสองปี ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งฎีกาของจำเลยข้อนี้เป็นการบิดเบือนปัญหาข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 158 ม. 218
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย วัฒนา ชูสง่า
ชื่อองค์คณะ
กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2546
#49826
เปิดฉบับเต็ม

แม้องค์การโทรศัพท์โจทก์จะมีระเบียบในการแจ้งเตือนให้ผู้เช่าที่ค้างชำระค่าเช่าใช้บริการตั้งแต่ 30 วัน นำเงินมาชำระภายใน 15 วัน หากไม่ชำระตามกำหนดหนังสือแจ้งเตือนแล้วเสนอผู้จัดการเพื่องดให้บริการก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นระเบียบภายในเพื่อให้พนักงานของโจทก์ปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าที่ค้างแต่อย่างใด และการที่จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ก็เป็นการชำระค่าเช่าโทรศัพท์ที่ค้างชำระ มิได้เกิดจากการที่โจทก์แจ้งเตือนหรืองดให้บริการ ประกอบกับในสัญญาเช่าระบุว่า กรณีที่ผู้เช่าสงสัยว่าจำนวนเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์ไม่ถูกต้อง ผู้เช่ามีสิทธิยื่นคำร้องขอตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยผู้เช่าต้องชำระค่าบริการก่อน แต่จำเลยก็มิได้ทำการเช่นนั้น ฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาการเช่าใช้บริการโทรศัพท์ เมื่อปรากฏว่ามีการใช้โทรศัพท์หมายเลขที่จำเลยเช่า จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างชำระแก่โจทก์ ทั้งการที่โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าใช้บริการที่ค้างชำระมิใช่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะนำพฤติการณ์ที่โจทก์งดให้บริการล่าช้ามาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าเสียหายของโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์กับโจทก์ หมายเลข 5700473ต่อมาจำเลยค้างชำระค่าเช่าใช้บริการเป็นเงิน 99,699 บาท โจทก์หักเงินประกันการใช้โทรศัพท์ 3,000 บาท ออกแล้ว คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระ 96,699 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 10 เป็นเงิน 9,669.90 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2540 คิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 9,065.60 บาท รวมเป็นเงิน 115,434.50 บาท โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 115,434.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 96,699 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์ที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริงเนื่องจากไม่มีผู้พักอาศัย ณ บ้านที่ติดตั้งโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าวและโจทก์ไม่งดการให้บริการโทรศัพท์ตามระเบียบของโจทก์ กลับปล่อยปละละเลยให้มีการค้างชำระค่าเช่าใช้บริการซึ่งไม่ได้เกิดจากการใช้บริการของจำเลยถึง 9 เดือน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 56,669.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 47,000 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ สำหรับดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม 2542)ให้ไม่เกินจำนวน 9,065.60 บาท ตามที่โจทก์ขอ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 106,368.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 96,699 บาท นับแต่วันที่ 3 ตุลาคม2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ สำหรับดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 มกราคม2542) ต้องไม่เกิน 9,064.60 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้แย้งเป็นอย่างอื่นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2533 จำเลยทำสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์หมายเลข 5700473 จากโจทก์ โดยวางเงินประกันการใช้โทรศัพท์ 3,000 บาท และตกลงชำระค่าเช่าใช้บริการแก่โจทก์เป็นรายเดือนตามเอกสารหมาย จ.5 หลังจากนั้นจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าใช้บริการ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์แก่โจทก์เพียงใด ซึ่งจำเลยฎีกาว่า การที่โจทก์ไม่งดให้บริการใช้โทรศัพท์ตามระเบียบของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 แต่กลับปล่อยปละละเลยให้มีการค้างค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์นานถึง 9 เดือน ถือว่าโจทก์ละเลยไม่บำบัดปัดป้องเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดแก่โจทก์ ทั้งหากโจทก์ปฏิบัติตามระเบียบโดยเคร่งครัดนับแต่จำเลยค้างชำระค่าเช่าใช้บริการครั้งแรก ถึงเวลาอันควรสำหรับการงดให้บริการไม่ควรใช้เวลาเกินกว่า 2 เดือน จำเลยชอบที่จะต้องรับผิดชำระค่าเช่าที่ค้างเพียง 2 เดือน เป็นเงิน 2,871.50 บาท นั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะมีระเบียบในการแจ้งเตือนให้ผู้เช่าที่ค้างชำระค่าเช่าใช้บริการตั้งแต่ 30 วัน นำเงินมาชำระภายใน 15 วัน หากผู้เช่าไม่นำเงินมาชำระภายในกำหนดตามหนังสือแจ้งเตือนโจทก์ต้องรวบรวมรายงานเสนอผู้จัดการเพื่องดให้บริการตามเอกสารหมาย ล.1 ก็ตาม แต่ระเบียบดังกล่าวเป็นระเบียบภายในของโจทก์เพื่อให้พนักงานของโจทก์ปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นข้อที่จำเลยจะยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ชำระค่าเช่าใช้บริการที่ค้างได้แต่อย่างใด ทั้งการที่จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ก็เป็นการชำระค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์ที่ค้างชำระ มิได้เกิดจากการที่โจทก์แจ้งเตือนหรืองดให้บริการการโทรศัพท์ล่าช้า ที่จำเลยอ้างว่า ในช่วงเวลาที่มีการค้างชำระค่าเช่า ไม่มีผู้ใดเช่าบ้านที่ติดตั้งโทรศัพท์หมายเลขดังกล่าว และจำเลยได้ถอดเครื่องโทรศัพท์และปิดบ้านใส่กุญแจไว้ เมื่อได้รับแจ้งให้ชำระค่าเช่า จำเลยได้ติดต่อโจทก์เพื่อแจ้งให้ทราบว่าค่าเช่าใช้บริการมีอัตราสูงผิดปกติแต่โจทก์ก็แจ้งให้จำเลยนำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระจำเลยจึงมิได้ชำระนั้น จำเลยก็เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ ประกอบกับตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.5 ก็มีระบุไว้ในข้อ 2.5 ว่า กรณีผู้เช่าสงสัยว่าจำนวนเงินค่าใช้บริการโทรศัพท์ที่เรียกเก็บไม่ถูกต้อง ผู้เช่ามีสิทธิยื่นคำร้องเป็นหนังสือขอให้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องได้ ทั้งนี้ผู้เช่าต้องชำระค่าบริการตามวรรคแรกก่อนแต่จำเลยก็มิได้ดำเนินการเช่นนั้น ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ฉะนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการบอกเลิกสัญญาการเช่าใช้บริการโทรศัพท์ และปรากฏว่ามีการใช้โทรศัพท์หมายเลขที่จำเลยเป็นผู้เช่า จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าใช้บริการที่ค้างชำระแก่โจทก์ตามฟ้องและคดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเช่าใช้บริการที่ค้างชำระมิใช่ฟ้องเรียกค่าเสียหาย กรณีไม่มีเหตุจะนำพฤติการณ์ที่โจทก์งดให้บริการล่าช้ามาพิจารณาประกอบในการกำหนดค่าเสียหายของโจทก์โดยกำหนดให้เพียง 50,000 บาท ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าเช่าใช้บริการโทรศัพท์ที่ค้างชำระตามที่มีการใช้จริงจึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
จำเลย — นาง พรพิศ ณ ระนอง
ชื่อองค์คณะ
อรพินท์ เศรษฐมานิต
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 241/2546
#49825
เปิดฉบับเต็ม

ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้ออันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุไว้ชัดเจนว่าได้ทำขึ้นระหว่างโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดย ว. ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้ออีกฝ่ายหนึ่ง เมื่ออ่านคำฟ้องแล้วจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมเข้าใจได้ดีว่า โจทก์ได้มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์การที่โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้ ส. เป็นผู้ลงนามในสัญญาแทน และส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจฉบับที่โจทก์มอบอำนาจให้ ส. มีอำนาจลงนามแทนโจทก์ประกอบคำฟ้องนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วและมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะเป็นการแก้ไขคำฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาทราบดีอยู่แล้วและเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย จึงถือมิได้ว่าทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบในทางคดีแต่อย่างใด เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับตัวผู้รับมอบอำนาจแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับฟังหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ถูกต้องแทนฉบับเดิมได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดโจทก์มอบอำนาจให้นายสุวัฒน์ พัฒโนภาษ หรือนายนเรนทร์ อุนานุภาพ เป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนและมอบอำนาจช่วงได้ นายนเรนทร์มอบอำนาจช่วงให้นายถวัลย์ จิตตริยกุล ดำเนินคดีแทน โจทก์มอบอำนาจให้นายวันชัย ธัญญาเวชกิจ ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทน เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2538 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน 4 ฬ - 1180 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา463,644.81 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน รวม 41 งวด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 7 ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวแต่จำเลยที่ 1 ไม่ส่งมอบรถยนต์คืนโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 243,193.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า ตราที่ประทับในหนังสือมอบอำนาจของโจทก์และที่ประทับในสัญญาเช่าซื้อมิได้เป็นตราสำคัญของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 142,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 21 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว และมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้จำเลยที่ 1 ทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับตัวผู้รับมอบอำนาจให้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อจากนายสณชัย ชุติภิญโญ เป็นนายวันชัยธัญญาเวชกิจ และโจทก์ส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องผิดไป จึงขอส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้องแทนฉบับเดิม เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาเช่าซื้อเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5, 6 อันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องระบุไว้ชัดเจนว่าสัญญาดังกล่าวได้ทำขึ้นระหว่างโจทก์ผู้ให้เช่าซื้อโดยนายวันชัย ธัญญาเวชกิจ ผู้รับมอบอำนาจตามหนังสือมอบอำนาจฝ่ายหนึ่งกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เช่าซื้ออีกฝ่ายหนึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องแล้วคู่ความโดยเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาย่อมเข้าใจได้ดีว่าโจทก์ได้มอบอำนาจให้นายวันชัยเป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ การที่โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายสณชัยเป็นผู้ลงนามในสัญญาแทน และส่งสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ฉบับที่โจทก์มอบอำนาจให้นายสณชัยมีอำนาจลงนามแทนโจทก์ประกอบคำฟ้องนั้นเป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อย ดังนั้น ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ แม้จะเป็นการขอแก้ไขคำฟ้องหลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้วและมิได้มีการส่งสำเนาคำร้องให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ตาม เพราะเป็นการแก้ไขคำฟ้องให้ตรงกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาทราบดีอยู่แล้วและเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยจึงถือว่ามิได้ทำให้จำเลยที่ 1 เสียเปรียบในทางคดีแต่อย่างใดเมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับตัวผู้รับมอบอำนาจแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับฟังหนังสือมอบอำนาจฉบับใหม่ที่ถูกต้องแทนฉบับเดิมได้ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 70 ม. 572
ป.วิ.พ. ม. 86 ม. 179
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท สยามพาณิชย์ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย กิตติศักดิ์ พงษ์ตันกุล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
สายันต์ สุรสมภพ
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2546
#49450
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของ ป. จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์มายื่นฟ้องคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ ป. ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวอีก ประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกันว่าจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายหรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายก็เป็นรายเดียวกันคำฟ้องโจทก์คดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำด้วย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายประทีป สุวรรณด้วงผู้ตาย ชำระเงินจำนวน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน100,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปรากฏว่าโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นจะต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา และสั่งในอุทธรณ์ว่า โจทก์ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด รับเป็นอุทธรณ์ของโจทก์ เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ และให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลฎีกา พออนุโลมได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อเดียวว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่าคดีก่อนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 368/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายประทีป สุวรรณด้วง ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนายประทีป จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จึงมายื่นฟ้องคดีนี้อีกขอให้บังคับจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายประทีป สุวรรณด้วง ผู้ตาย ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย ดังนี้ ประเด็นแห่งคดีทั้งสองเป็นประเด็นเดียวกันคือให้วินิจฉัยว่าจำเลยเป็นทายาทโดยธรรมของนายประทีป สุวรรณด้วง ผู้ตาย อันจะทำให้จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายก็เป็นรายเดียวกัน ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีก่อนไปแล้ว คำฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นนั้นอีก เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำด้วย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148ตามลำดับ ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 144 ม. 148
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย จำเนียร ยอดสุรางค์
จำเลย — นาย ประหยัด สุวรรณด้วง ในฐานะทายาทโดยธรรมของ
จำเลย — นาย ประทีป สุวรรณด้วง
ชื่อองค์คณะ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
ภคพงศ์ วงศ์ศรีภูมิเทศ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ