คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2546
#110283
เปิดฉบับเต็ม

คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล ตาม ป.อ. มาตรา 285 มิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย เมื่อจำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันกวดวิชาของจำเลยมีระเบียบหรือข้อบังคับเคร่งครัดอย่างใด ย่อมแสดงว่าจำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอน ดังนั้น แม้จำเลยจะข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เรียนกวดวิชากับจำเลย ก็มิใช่เป็นการกระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ , ๒๗๖ , ๒๘๕ , ๓๑๘

เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธฟ้องโจทก์ เป็นขอให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ

ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา ๒๘๕ , ๓๑๘ วรรคสาม เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจาร จำคุก ๑๐ ปี ฐานข่มขืนกระทำชำเราศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแล จำคุก ๑๐ ปี รวมจำคุก ๒๐ ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ทั้งได้บรรเทาผลร้ายแห่งความผิดโดยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายแก่โจทก์ร่วมทั้งสองจนเป็นที่พอใจ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ กึ่งหนึ่ง คงจำคุก ๑๐ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว มีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ในข้อหาความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำของจำเลยจะถือว่าเป็นการกระทำแก่ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลอันจะทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ หรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้อง แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัย คำว่า ศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ ต้องตีความโดยเคร่งครัด ซึ่งความหมายของข้อความที่ว่าศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลนั้นมิได้หมายถึงเฉพาะผู้ที่มีความสัมพันธ์ในฐานะครูหรืออาจารย์ซึ่งมีหน้าที่สอนศิษย์เท่านั้น แต่ครูหรืออาจารย์นั้นต้องมีหน้าที่ควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ และกระทำความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติต่อศิษย์ในระหว่างมีหน้าที่ดังกล่าวด้วย คดีนี้จำเลยเป็นเพียงครูหรืออาจารย์ในการสอนกวดวิชาตามที่มีผู้ไปสมัครเรียนตามความสมัครใจ และเมื่อผู้สมัครเรียนชำระค่าสมัครแล้วจะไปเรียนหรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับความสนใจที่จะใฝ่หาความรู้ อีกทั้งไม่ได้ความว่าสถาบันของจำเลยมีระเบียบหรือข้อบังคับเคร่งครัดอย่างใด แสดงว่า จำเลยไม่มีหน้าที่รับผิดชอบควบคุมดูแลปกป้องรักษาตัวศิษย์ตลอดระยะเวลาที่ทำการสอน ดังนั้น แม้จำเลยข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ ๒ ตามฟ้อง การกระทำของจำเลยก็มิใช่กระทำต่อศิษย์ซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลยอันจะเป็นผลให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้น เมื่อการกระทำของจำเลยไม่ต้องด้วยกรณีที่ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๕ หากเป็นเพียงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๗๖ วรรคแรก และมิได้เกิดต่อหน้าธารกำนัล ไม่เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ ๒ รับอันตรายสาหัสหรือถึงแก่ความตาย จึงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๑ โจทก์ร่วมทั้งสองยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลชั้นต้นลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งคำร้องดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณารายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๔๔ พออนุมานได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมทั้งสองถอนคำร้องทุกข์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้คำร้องขอถอนคำร้องทุกข์จึงมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาข่มขืนกระทำชำเราของโจทก์ระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๓๙ (๒) ชอบที่ศาลล่างทั้งสองจะต้องจำหน่ายคดีเฉพาะในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเรา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น?

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราเสียจากสารบบความ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 276 วรรคแรก ม. 285
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่
โจทก์ร่วม — นางกรองกาญจน์ ถิ่นอ่อน กับพวก
จำเลย — นายวงค์พีระ วิญญรัตน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ — นายจุมพล เชาวลิต
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นางสาวเพลินจิต ตั้งพูนสกุล
ชื่อองค์คณะ
วรนาถ ภูมิถาวร
ปัญญา ถนอมรอด
สุเทพ เจตนาการณ์กุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 418/2546
#49830
เปิดฉบับเต็ม

นอกจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 แล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ผู้ตายทำไว้กับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัท ท. เป็นการฟ้องกองมรดกของผู้ตายเป็นลูกหนี้ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ผู้ตายทำไว้กับโจทก์ เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เฉพาะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น มิได้มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องผู้ตายให้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของผู้ตายเด็ดขาด ทั้งมิได้มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 82 แต่อย่างใด เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายหรือเข้ามาต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายแทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 22(1) และ (2) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงมีสิทธิต่อสู้คดีที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายได้

แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ ที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เพื่อให้โจทก์ไปขอรับชำระหนี้ต่อไปมาด้วย แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจาก โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัทไทยเมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน) และฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดตามสัญญาประกันที่นายสุกรี โพธิรัตนังกูร ทำไว้กับโจทก์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวของบริษัทไทยเมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด(มหาชน) ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีซึ่งถึงแก่ความตายแล้วเป็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ ต่อมาในระหว่างพิจารณา ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 1 ตามลำดับ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 และที่ 1 เด็ดขาด ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(3) และ 25 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีอำนาจเข้าว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 แต่เนื่องจากกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของจำเลยที่ 1 ยังไม่พ้นกำหนด จึงให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เพื่อให้โจทก์ไปขอรับชำระหนี้ต่อไป ส่วนจำเลยที่ 4 ปรากฏว่าพ้นกำหนดเวลายื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายของจำเลยที่ 2 แล้ว อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 25 และ 93 จึงมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าว่าคดีสำหรับจำเลยที่ 4 และให้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลยที่ 4 ต่อไปต่อมาในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ขอเข้าว่าคดีแทนจำเลยที่ 4 จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 เพื่อให้ไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ต่อไป และให้ยกเลิกวันนัดสืบพยานจำเลยเสีย

บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยขอสวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์แทนธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"ประชุมปรึกษาแล้ว ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยที่ 2 เด็ดขาด จำเลยที่ 2 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรี โพธิรัตนังกูรยังสามารถจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีได้เพราะทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีไม่ใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จึงไม่อยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนหรือว่าคดีแทนจำเลยที่ 4 การที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นว่าไม่ขอเข้าว่าคดีแทนลูกหนี้คือจำเลยที่ 4 เป็นเหตุให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 เพื่อให้ไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483จึงไม่ชอบ ขอให้ศาลชั้นต้นยกคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ขึ้นพิจารณาพิพากษาต่อไปนั้น เห็นว่า ที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีซึ่งถึงแก่ความตายแล้วให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่นายสุกรีทำไว้กับโจทก์เพื่อประกันการชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทของบริษัทไทยเมล่อนโปลีเอสเตอร์ จำกัด (มหาชน) นั้นเป็นการฟ้องกองมรดกของนายสุกรีเป็นลูกหนี้ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกันที่นายสุกรีทำไว้กับโจทก์ดังกล่าวมิใช่การฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะส่วนตัวให้รับผิดในหนี้ตามสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำไว้กับโจทก์ตามคำฟ้อง เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เฉพาะของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ลูกหนี้เด็ดขาดเท่านั้น มิได้มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องนายสุกรีให้ล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของนายสุกรีเด็ดขาด ทั้งมิได้มีเจ้าหนี้รายใดฟ้องขอให้จัดการทรัพย์มรดกของนายสุกรีตามพระราชบัญญัติล้มละลายพ.ศ. 2483 มาตรา 82 แต่อย่างใดเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีหรือเข้ามาต่อสู้คดีเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีแทนจำเลยที่ 3 และที่ 4 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22(1) และ (3) จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังคงมีสิทธิต่อสู้คดีที่โจทก์ฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์สินในกองมรดกของนายสุกรีในฐานะทายาทโดยธรรมของนายสุกรีได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 4 เพื่อให้ไปดำเนินการตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 จึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง แม้โจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 เพื่อให้โจทก์ไปขอรับชำระหนี้ต่อไปมาด้วย แต่คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุผลดังได้วินิจฉัยข้างต้นจึงถือได้ว่าเป็นการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา 45 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243(1) ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขเสียให้ถูกต้องด้วย"

พิพากษายกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางยกคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ขึ้นพิจารณาต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 243 (1)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 ม. 45
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 ม. 22 (1) ม. 22 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โดย บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นายชาญวุฒิ โพธิรัตนังกูร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
ประสพสุข บุญเดช
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 417/2546
#47808
เปิดฉบับเต็ม

การที่คู่ความซึ่งมีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนในเวลาที่พยานเบิกความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 นั้นต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังประสงค์จะสืบพยานของตนเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำหรือหนังสือซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อประเด็นแห่งคดีมีว่า สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงความไม่ถูกต้องของการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องไว้แล้ว การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลและสำเนาสัญญากู้ยืมเงินก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์ในการเขียนสัญญากู้ยืมเงิน อันเป็นการสืบตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของพยานโจทก์ จำเลยจึงมีสิทธิสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ของตนได้ แม้จะมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ก็ตาม กรณีมิใช่การจู่โจมทางพยานหลักฐานหรือเอาเปรียบโจทก์แต่อย่างใด จำเลยไม่จำต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ศาลรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กู้และรับเงินไปจากโจทก์จำนวน180,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยให้โจทก์ร้อยละ 15 ต่อปี ตกลงชำระต้นเงินและดอกเบี้ยคืนในวันที่ 26 กรกฎาคม 2538 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยทำหนังสือสัญญากู้เงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันไว้เป็นหลักฐาน จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์เพียง 17,500 บาท แล้วผิดนัดไม่ชำระดอกเบี้ยนับแต่เดือนสิงหาคม 2538 ตลอดมาดอกเบี้ยคงค้างถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,880 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 201,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน180,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การว่า สัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเพราะโจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้เงิน ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันทั้งสามฉบับซึ่งยังไม่มีการกรอกข้อความแต่โจทก์นำไปกรอกข้อความในภายหลังว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินไปตามฟ้องโดยมีจำเลยที่ 2และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันซึ่งไม่ตรงตามความเป็นจริง และไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยทั้งสาม โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพราะใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินคืนโจทก์ จำนวน 48,760บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 47,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 25 มกราคม 2539) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกมีว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมหลังจากโจทก์สืบพยานเสร็จแล้วเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 2 เป็นการขอระบุพยานบุคคลที่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ ส่วนคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เป็นการขอระบุพยานเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินที่ผู้อื่นเคยกู้ยืมเงินโจทก์ในครั้งก่อน เอกสารดังกล่าวอยู่กับโจทก์ จำเลยทั้งสามไม่ทราบว่ามีอยู่จึงไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานได้ทัน หากจำเลยทั้งสามได้นำสืบถึงหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว จะแสดงข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดว่า โจทก์มีวิธีเขียนสัญญาอย่างไร ซึ่งเป็นการแสดงพฤติกรรมของโจทก์ ตามประเด็นหน้าที่นำสืบของจำเลยว่า หนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ปลอมหรือไม่ ทั้งเป็นการยื่นคำร้องขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมก่อนศาลพิพากษาคดี อันเป็นการขอยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมโดยชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 88 วรรคสาม แล้ว การที่ศาลชั้นต้นพิเคราะห์เหตุผลตามคำร้องของจำเลยทั้งสามแล้ว เห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จำเป็นจะต้องสืบพยานหลักฐานเช่นว่านั้นจึงอนุญาตให้จำเลยทั้งสามยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติม จึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสามนำสืบนายสุริชัย ไชยวงษา นายนิติ ระเวียง นายทองผลองอาจ นายโสภณ บุญยาน้อย และสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 โดยมิได้ถามค้านพยานโจทก์ไว้ก่อน การที่ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าว จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่คู่ความซึ่งมีหน้าที่นำสืบภายหลังต้องถามค้านพยานของคู่ความฝ่ายที่นำสืบก่อนในเวลาที่พยานเบิกความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 นั้น ต้องเป็นกรณีที่คู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่นำสืบภายหลังประสงค์จะสืบพยานของตนเพื่อหักล้างหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขถ้อยคำพยานฝ่ายที่นำสืบก่อนในข้อความทั้งหลายซึ่งพยานเช่นว่านั้นเป็นผู้รู้เห็น หรือเพื่อพิสูจน์ข้อความอย่างใดอย่างหนึ่งอันเกี่ยวด้วยการกระทำหรือถ้อยคำหรือหนังสือซึ่งพยานเช่นว่านั้นได้กระทำขึ้นโดยเฉพาะ เมื่อประเด็นแห่งคดีมีว่า หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสามได้ถามค้านพยานโจทก์ถึงความไม่ถูกต้องของการทำหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันที่โจทก์นำมาเป็นมูลฟ้องคดีนี้ไว้แล้ว การที่จำเลยทั้งสามนำสืบนายสุริชัย นายนิติ นายทองผลนายโสภณ และสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 เพื่อแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความประพฤติของโจทก์ในการเขียนหนังสือสัญญากู้เงิน อันเป็นการนำสืบตามประเด็นที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ มิใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงถ้อยคำของพยานโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงมีสิทธินำสืบตามประเด็นข้อต่อสู้ของตนได้ แม้จะมิได้ถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ ไม่ใช่เป็นการจู่โจมทางพยานหลักฐานหรือเอาเปรียบโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกา จึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 89 ที่จำเลยทั้งสามจะต้องถามค้านพยานโจทก์ไว้ ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปว่า หนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาววรังคณา ผาตะพงษ์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2537 จำเลยทั้งสามไปที่บ้านโจทก์ที่บ้านเลขที่ 35/2ถนนวัฒนา ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 1 ขอกู้เงินจากโจทก์ จำนวน 180,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ได้รับเงินกู้ไปแล้วและทำหนังสือสัญญากู้เงินไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ตามลำดับ โดยนางสาววรังคณาเป็นผู้เขียนข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสามนำสืบว่า ในวันดังกล่าว โจทก์และนางสาววรังคณาเดินทางไปที่สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อำเภอสว่างแดนดิน จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์ไปจำนวน 60,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน โดยจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงิน และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลงลายมือชื่อไว้ในแบบพิมพ์สัญญาค้ำประกันโดยไม่ได้กรอกข้อความ โจทก์กรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันให้มีจำนวนเงินสูงกว่าความเป็นจริง โดยจำเลยทั้งสามไม่ยินยอม และจำเลยทั้งสามมีนายนิติ ระเวียง นายสุริชัย ไชยวงษา นายทองผล องอาจ และนายโสภณ บุญยาน้อย เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า ในการกู้เงินจากโจทก์ โจทก์จะนำแบบพิมพ์หนังสือสัญญากู้เงินมาให้ผู้กู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้กู้ ส่วนข้อความอื่นในสัญญาจะไม่มีการกรอกข้อความไว้ หลังจากนั้นโจทก์จะกรอกข้อความในหนังสือสัญญากู้เงินให้มีจำนวนเงินสูงกว่าความเป็นจริงโดยนายนิติกู้เงินไปเพียง 50,000 บาทโจทก์กรอกข้อความลงไป 150,000 บาท นายทองผลกู้เงินไปเพียง 70,000 บาท โจทก์กรอกข้อความลงไป 180,000 บาท นายโสภณกู้เงินไปเพียง30,000 บาท โจทก์กรอกข้อความลงไป 70,000 บาท ตามสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 ของศาลจังหวัดสว่างแดนดิน และนายสุริชัยยืนยันว่าในการกู้เงินของตน โจทก์ให้นายสุริชัย ลงลายมือชื่อไว้ในช่องผู้กู้ ส่วนข้อความอื่นในสัญญาจะไม่มีการกรอกข้อความไว้ในขณะลงลายมือชื่อ นายสุริชัยไม่ได้ถูกฟ้องเพราะนายสุริชัยชำระเงินครบถ้วนแล้ว เมื่อพิจารณาจากคำพยานของโจทก์ซึ่งมีตัวโจทก์และนางสาววรังคณา โดยนางสาววรังคณาเป็นลูกจ้างของโจทก์น่าเชื่อว่าเบิกความเข้าข้างโจทก์ คำพยานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนจำเลยทั้งสามอ้างตนเองเป็นพยาน และมีพยานอื่นซึ่งเคยกู้เงินจากโจทก์ในลักษณะเช่นเดียวกับจำเลยทั้งสามเบิกความสนับสนุน โดยเฉพาะนายสุริชัย แม้จะกู้เงินจากโจทก์แต่ก็ได้ชำระเงินให้แก่โจทก์ไปแล้วและไม่ได้ถูกโจทก์ฟ้อง จึงไม่น่าระแวงว่านายสุริชัยจะเบิกความให้เป็นผลร้ายแก่โจทก์เพื่อช่วยเหลือจำเลยทั้งสามโดยไม่มีมูลความจริง ดังนั้น ที่นายสุริชัยเบิกความว่าขณะที่ผู้กู้ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินนั้น สัญญาดังกล่าวยังไม่ได้กรอกข้อความในช่องว่าง จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาคำพยานจำเลยประกอบหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.1 สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 กับสำเนาหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ป.ล.2 และ ป.ล.3 ของศาลจังหวัดสว่างแดนดินแล้ว พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสามมีน้ำหนักน่ารับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เชื่อว่า โจทก์กรอกข้อความลงในหนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกัน โดยให้มีจำนวนเงินสูงเกินความเป็นจริง โดยจำเลยทั้งสามไม่ยินยอม หนังสือสัญญากู้เงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 จึงเป็นสัญญาปลอม โจทก์จะอ้างมาเป็นพยานหลักฐานเพื่อฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ถือว่าโจทก์ไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมและการค้ำประกันเป็นหนังสือ จึงไม่อาจฟ้องร้องให้บังคับคดีได้ จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 653 ม. 680
ป.วิ.พ. ม. 89
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ไพรัตน์ ยืนนาน
จำเลย — นาง นภา สนิททรัพย์ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พีรพล จันทร์สว่าง
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 416/2546
#47807
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกบ้านในที่ดินพิพาท และทำให้เสียทรัพย์โดยตัดฟันต้นสนของโจทก์ที่ปลูกอยู่ในที่ดินดังกล่าวซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง คดีถึงที่สุดแล้ว ส่วนคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้นเมื่อฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ต้นสนที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของต้นสนด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองร่วมกันตัดฟันต้นสนของโจทก์เสียหาย จึงต้องร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 12294 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี และใช้สิทธิครอบครองที่ดินด้านทิศตะวันออกของโฉนดที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 64.8 ตารางวาโดยความสงบและเปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว ด้วยการปลูกต้นสนไว้เต็มพื้นที่ ต่อมาวันที่ 25 กรกฎาคม 2540 และวันที่ 1 ธันวาคม 2540 จำเลยทั้งสองร่วมกันตัดฟันต้นสนที่โจทก์ปลูกไว้ดังกล่าวเสียหาย 3 ต้น เป็นเงิน 3,000 บาทและระหว่างวันเวลาดังกล่าวข้างต้นจนถึงปัจจุบันจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านเนื้อที่ประมาณ 77.5 ตารางวา ในที่ดินป่าสวนสนที่โจทก์ครอบครองอันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์อาจนำที่ดินนั้นให้เช่าหรือทำประโยชน์ได้ค่าเช่าเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันกระทำละเมิดจนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 6 เดือน รวมเป็นเงิน 24,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดและออกจากที่ดินพิพาท ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทน 27,000 บาท และเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารพร้อมทั้งทรัพย์สินออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว โจทก์ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาทและต้นสน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่มีรายละเอียดพอที่ให้จำเลยทั้งสองเข้าใจได้ว่าโจทก์ครอบครองในฐานะใด ต้นสนมีราคาต้นละไม่เกิน 100บาท ส่วนค่าขาดประโยชน์ในที่ดินก็ไม่เกินเดือนละ 300 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินพิพาทห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 7,500 บาท และอีกเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 26มกราคม 2541) จนกว่าจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 12294 ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ (นายาง) จังหวัดเพชรบุรี ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 77.5 ตารางวา อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินดังกล่าวและเป็นที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่เห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในข้อหาร่วมกันบุกรุกเข้าไปในที่ดินพิพาทโดยเข้าไปปลูกบ้านอยู่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต และทำให้เสียทรัพย์โดยใช้มีดตัดฟันต้นสน 3 ต้น ของโจทก์ที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2799/2540 หมายเลขแดงที่ 3565/2542 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงมาต้องกันว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองคดีถึงที่สุดแล้ว เมื่อคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าวซึ่งมีประเด็นข้อพิพาทโดยตรงเป็นประเด็นเดียวกันว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ ในการพิพากษาคดีนี้จำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาท เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ต้นสนที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทย่อมเป็นส่วนควบกับที่ดิน โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของต้นสนด้วย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 145 ม. 1367
ป.อ. ม. 358 ม. 362
ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท ชลประทานซีเมนต์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย สังวุทธ งามสลัก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
พลรัตน์ ประทุมทาน
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 410/2546
#47806
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกับผู้ตายเล่นสนุกเกอร์พนันเอาทรัพย์สินกันแล้วเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทแม้ผู้ตายจะเป็นฝ่ายลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แต่การที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงสวนไปในทันทีทั้งที่ผู้ตายไม่มีอาวุธ และเมื่อผู้ตายถูกแทงแล้วเดินเข้าไปในซอยถือไม้กวาดเพื่อไล่ตีจำเลย หากจำเลยไม่ประสงค์จะต่อสู้กับผู้ตายย่อมหลบเลี่ยงเสียได้เพราะผู้ตายบาดเจ็บ การที่จำเลยยังคงยืนอยู่ในที่เกิดเหตุรอจนกระทั่งผู้ตายถือไม้กวาดเข้ามาไล่ตีจำเลย จำเลยจึงวิ่งไปหยิบท่อนเหล็กแป๊ปน้ำตีผู้ตายจนล้มลง พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย จะอ้างเหตุว่าจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวไม่ได้

พฤติกรรมที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงผู้ตายถูกกลางอกขวาทะลุซี่โครงขวาเยื่อหุ้มหัวใจทะลุ และใช้ท่อนเหล็กแป๊ปน้ำยาวประมาณ 20 นิ้ว ตีศีรษะผู้ตายมีบาดแผลถึง 3 แห่ง มีเลือดออกที่หูขวาและสมองช้ำบวม ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้ จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงนายสมพงษ์ ทองเทศ ผู้ตาย 1 ครั้งโดยเจตนาฆ่าถูกบริเวณกลางอกขวาทะลุช่องซี่โครงขวาด้านหน้าเยื่อหุ้มหัวใจทะลุและใช้เหล็กแป๊ปน้ำขนาดยาวประมาณ 20 นิ้ว เป็นอาวุธตีผู้ตายหลายครั้งถูกบริเวณศรีษะ ท้ายทอย สมองช้ำบวม เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยตามรายงานชันสูตรพลิกศพและรายงานการตรวจศพท้ายฟ้องเจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยและยึดได้กรรไกรและเหล็กแป๊ปน้ำที่จำเลยใช้กระทำผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 288 และสั่งริบของกลาง

จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288ลงโทษจำคุก 15 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 10 ปี ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังยุติได้ว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุจำเลยได้ใช้กรรไกรของกลางแทงผู้ตายถูกบริเวณอกและเมื่อผู้ตายวิ่งเข้าไปในซอยหยิบด้ามไม้กวาดถือออกมาไล่ตีจำเลย จำเลยได้ใช้ท่อนเหล็กแป๊ปน้ำของกลางตีผู้ตายถูกบริเวณศีรษะล้มลง และถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาเนื่องจากบาดแผลที่ถูกจำเลยทำร้าย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวโดยชอบหรือไม่ ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับผู้ตายเล่นสนุกเกอร์พนันกันโดยจำเลยเสียแต้มจะจ่ายเงินให้แก่ผู้ตาย แต่เมื่อผู้ตายเสียแต้มกลับไม่ยอมจ่ายเงินให้จำเลย จึงเกิดการทะเลาะวิวาทกัน แล้วผู้ตายเข้าชกต่อยจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้กรรไกรของกลางแทงผู้ตายถูกที่กลางอกขวาผู้ตายร้องว่าโดนแทงแล้วเดินเข้าไปในซอย เอาไม้กวาดด้ามยาวออกไล่ตีจำเลย จำเลยวิ่งไปที่รถยนต์ของจำเลยหยิบท่อนเหล็กแป๊ปน้ำออกมาตีผู้ตายจนล้มลงที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้สมัครใจก่อการวิวาททำร้ายกันเพราะมิได้มีการท้าทายผู้ตายให้ออกมาต่อสู้กัน จำเลยใช้กรรไกรแทงผู้ตายเพื่อยับยั้งมิให้ผู้ตายเข้ามาทำร้ายจำเลยอีกเท่านั้น เห็นว่า จำเลยกับผู้ตายเล่นสนุกเกอร์พนันเอาทรัพย์สินกัน แล้วเกิดเรื่องทะเลาะวิวาทกัน แม้ผู้ตายจะเป็นฝ่ายลงมือทำร้ายจำเลยก่อน แต่การที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงสวนไปในทันทีทั้งที่ผู้ตายไม่มีอาวุธและเมื่อผู้ตายถูกแทงแล้วเดินเข้าไปในซอย ถือไม้กวาดเพื่อจะไล่ตีจำเลย หากจำเลยไม่ประสงค์จะต่อสู้กับผู้ตายย่อมหลบเลี่ยงเสียได้ เพราะผู้ตายบาดเจ็บ การที่จำเลยยังคงยืนอยู่ในที่เกิดเหตุรอจนกระทั่งผู้ตายถือไม้กวาดเข้ามาไล่ตีจำเลยแล้ว จำเลยจึงวิ่งไปหยิบท่อนเหล็กแป๊ปน้ำของกลางตีผู้ตายจนล้มลง พฤติการณ์แห่งคดีแสดงให้เห็นว่า จำเลยสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตาย จำเลยจะอ้างเหตุว่า จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันตัวไม่ได้ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่เห็นว่า ผู้ตายเข้าชกต่อยจำเลยด้วยมือเปล่าไม่มีอาวุธ การที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงที่บริเวณกลางอกขวา มีบาดแผลขนาด 8x1 เซนติเมตร ทะลุช่องซี่โครงขวาที่ 3 เยื่อหุ้มหัวใจทะลุ แสดงว่าจำเลยแทงโดยแรง นอกจากนี้ยังปรากฏจากรายงานการตรวจศพว่าผู้ตายมีบาดแผลช้ำบวมที่ท้ายทอย เลือดออกหูขวาบาดแผลฟกช้ำที่ชายผมขวา และฟกช้ำที่ริมฝีปากด้านบน สมองช้ำบวม ซึ่งนายสมัย โพธิสุวรรณ พยานโจทก์ซึ่งจ้องมองอยู่บนดาดฟ้าก็เบิกความยืนยันว่า เห็นจำเลยใช้ท่อนเหล็กแป๊ปน้ำตีผู้ตายที่ท้ายทอยจนล้มลงแล้วจำเลยตีช้ำอีก 3 ครั้ง สอดคล้องกับบาดแผลที่ปรากฏในรายงานการตรวจศพน่าเชื่อว่าจำเลยใช้ท่อนเหล็กแป๊ปน้ำของกลางตีผู้ตายหลายครั้งจริง ที่จำเลยอ้างว่าใช้ท่อนเหล็กแป๊ปน้ำตีผู้ตายเพียงครั้งเดียวขัดแย้งกับรายงานการตรวจศพ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติกรรมที่จำเลยใช้กรรไกรเป็นอาวุธแทงผู้ตายถูกกลางอกขวาทะลุซี่โครงขวา เยื่อหุ้มหัวใจทะลุ และใช้ท่อนเหล็กแป๊ปน้ำยาวประมาณ 20 นิ้ว ตีศีรษะผู้ตายมีบาดแผลที่ศีรษะถึง 3 แห่ง มีเลือดออกที่หูขวาและสมองช้ำบวม ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายที่ทำให้ถึงแก่ความตายได้ ฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ปัญหาสุดท้ายที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษในสถานเบาและลดหย่อนโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 มีระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี ศาลชั้นต้นกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลย จำคุก 15 ปี อันเป็นโทษขั้นต่ำสุดตามกฎหมายและลดโทษฐานให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนและคำเบิกความของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยเพียง 10 ปีนับว่าเป็นการลงโทษในสถานเบาและลดหย่อนโทษให้แก่จำเลยเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 1 (5) ม. 59 ม. 68 ม. 288
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายบุญมา นาวงษ์
ชื่อองค์คณะ
สมชัย จึงประเสริฐ
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2546
#47805
เปิดฉบับเต็ม

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) บัญญัติถึงการลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุซึ่งอุบัติเหตุนั้นเฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ซึ่งตามคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เพียงแต่บรรยายฟ้องว่าจำเลยลักทรัพย์ของผู้เสียหายในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ ดังนั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรก ได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำหนัก 9 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 51,300บาท และสร้อยคอทองคำหนัก 10 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 57,000 บาท รวมราคา108,300 บาท ของนายลำพอง ชวนสินธุ์ ผู้เสียหาย ในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บหมดสติ เจ้าพนักงานจับจำเลยได้และยึดทรัพย์ที่จำเลยลักไปดังกล่าวเป็นของกลางซึ่งผู้เสียหายได้รับคืนแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำจำนวน2 เส้น ราคารวมกัน 108,300 บาท ของผู้เสียหายในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บหมดสติ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(2) บัญญัติว่า "ผู้ใดลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิดอุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกันหรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ" เห็นได้ว่าการลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ อุบัติเหตุนั้น เฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรก ได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า โทษที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดเป็นอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคแรก ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีส่วนระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 กฎหมายกำหนดไว้แต่เฉพาะโทษจำคุกขั้นสูงไม่เกิน 3 ปี จึงต้องกำหนดโทษจำเลยเสียใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิด ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่าขณะกระทำความผิด จำเลยอายุ 53 ปี ของกลางที่จำเลยลักเป็นสร้อยคอทองคำจำนวน2 เส้นรวมกันหนัก 19 บาท มีราคาสูงถึง 108,300 บาท กระทำความผิดโดยอาศัยผู้เสียหายหมดสติจากอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันพฤติการณ์แห่งคดีไม่มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่ามารดาจำเลยชรามากแล้ว หากจำเลยติดคุกมารดาจำเลยจะต้องเสียใจอย่างมาก แม้เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่เหตุเพียงเท่านี้ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่ศาลจะรอการลงโทษจำคุกให้"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 (2)
ป.วิ.อ. ม. 158 (5) ม. 176
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย บุญมา เจริญฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2546
#48291
เปิดฉบับเต็ม

การลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ ต้องเป็นอุบัติเหตุที่เกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรก ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2544 เวลากลางวันจำเลยลักสร้อยคอทองคำหนัก 9 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 51,300 บาท และสร้อยคอทองคำ หนัก 10 บาท จำนวน 1 เส้น ราคา 57,000 บาท รวมราคา 108,300 บาท ของลำพอง ชวนสินธ์ผู้เสียหาย ในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน ซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บหมดสติ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา335

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรก จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำจำนวน2 เส้น ราคารวมกัน 108,300 บาท ของผู้เสียหายในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บหมดสติ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(2) บัญญัติว่า "ผู้ใดลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิดอุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟ หรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกัน หรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้นหรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ" เห็นได้ว่าการลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ อุบัติเหตุนั้นเฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(2) วรรคแรกได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นาย บุญมา เจริญฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 402/2546
#110387
เปิดฉบับเต็ม

การลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (2) วรรคแรก อุบัติเหตุนั้นเฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ตามคำฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (2) วรรคแรกได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบ เรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๒) วรรคแรก จำคุก ๒ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑ ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๖ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยลักสร้อยคอทองคำจำนวน ๒ เส้น ราคารวมกัน ๑๐๘,๓๐๐ บาท ของผู้เสียหายในบริเวณที่มีอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกันซึ่งผู้เสียหายเป็นผู้ขับรถยนต์ประสบอุบัติเหตุและได้รับบาดเจ็บหมดสติ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๒) บัญญัติว่า "ผู้ใดลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม้ การระเบิด อุทกภัย หรือในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแก่รถไฟหรือยานพาหนะอื่นที่ประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทำนองเดียวกัน หรืออาศัยโอกาสที่มีเหตุเช่นว่านั้น หรืออาศัยโอกาสที่ประชาชนกำลังตื่นกลัวภยันตรายใด ๆ" เห็นได้ว่าการลักทรัพย์ในที่หรือบริเวณที่มีอุบัติเหตุ อุบัติเหตุนั้นเฉพาะเกิดแก่รถไฟหรือยานพาหนะที่ประชาชนโดยสารเท่านั้น ตามคำฟ้องโจทก์ ไม่ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว แม้จำเลยให้การรับสารภาพก็ไม่อาจลงโทษจำเลยหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๕ (๒) วรรคแรก ได้ จำเลยคงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหา ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๔ ให้จำคุก ๑ ปี จำเลยให้การ รับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๖
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 334 ม. 335 วรรคแรก (2)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอุตรดิตถ์
จำเลย — นายบุญมา เจริญฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ — นายวรยศ เอกะกุล
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 — นายลาชิต ไชยอนงค์
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
เรวัตร อิศราภรณ์
พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2546
#48290
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงซื้อโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้จากจำเลย การที่จำเลยส่งมอบโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้ชำรุดบกพร่อง เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาซื้อขาย มิใช่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่นเป็นเหตุให้เขาเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2534 โจทก์ตกลงซื้อโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวตามแบบกรมสามัญศึกษาจากจำเลยที่ 1 จำนวน 7,954 ชุด ราคา 3,499,760 บาท จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 เป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ เมื่อวันที่ 2 และ 3 ธันวาคม 2534 จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ได้ตรวจรับโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้เดี่ยว และโจทก์จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ได้ตรวจรับโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้เดี่ยว และโจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ 1 เรียบร้อยแล้ว ต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ไม่ถูกต้องตามสัญญา โดยส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้บางตัวมีขนาดเล็กกว่าแบบที่กำหนด พื้นโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้บางตัวใช้ไม้มากกว่า 2 แผ่น ไม้ที่ใช้ประกอบไม่แห้งสนิท บางตัวพื้นแตก เหล็กฉากบางชิ้นเล็กกว่าแบบที่กำหนดการทาสีโต๊ะเก้าอี้ทาแต่เพียงเชลแล็ก ไม่ได้เคลือบแลคเกอร์ตามแบบรวมจำนวนโต๊ะนักเรียนเสียหายบางส่วน1,120 ตัว ชำรุดทั้งตัวจำนวน 28 ตัว เก้าอี้เสียหายบางส่วน 885 ตัว ชำรุดทั้งตัวจำนวน57 ตัว รวมค่าเสียหายคิดเป็นเงิน 114,116 บาท ต้องเสียค่าแรงงานซ่อมแซมคิด 25เปอร์เซ็นต์ เป็นเงิน 28,529 บาท ค่าทาสีโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้เป็นเงิน 285,552 บาท รวมเป็นค่าเสียหาย 428,197 บาท โจทก์ทราบเหตุความเสียหายเมื่อพ้นกำหนดเวลา1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ให้โจทก์จึงไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีให้จำเลยที่ 1 รับผิดในความเสียหายตามสัญญาซื้อขายได้ แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายด้วย ส่วนจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ มิได้ใช้ความละเอียดรอบคอบ ในการตรวจรับโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ทุกตัว แต่กลับใช้วิธีการตรวจโดยการสุ่มตัวอย่างทำให้ไม่สามารถตรวจพบว่าโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบจำนวนหนึ่งไม่ถูกต้องตามสัญญา นอกจากนี้เมื่อจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ตรวจรับโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ ณ สถานที่ของผู้ขายแล้วได้มอบให้ผู้ขายส่งโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้แก่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดต่าง ๆ โดยไม่ได้ควบคุมดูแลหรือวางมาตรการในการนำส่งหรือตรวจสอบให้รัดกุม ทำให้ผู้ขายส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ไม่ถูกต้องตามแบบในสัญญาจำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์รวมเป็นเงิน 428,197 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า มูลความแห่งคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาซื้อขายมิใช่เรื่องละเมิด มูลความแห่งคดีเกิดตั้งแต่ปี 2534 นับถึงวันฟ้องเกิน 1 ปี แล้วคดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ผิดสัญญาและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 กระทำด้วยความระมัดระวังมิได้ประมาทเลินเล่อ จำเลยที่ 4 ถึงที่ 8 จึงไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ มูลความแห่งคดีเกิดตั้งแต่ปี 2534 นับถึงวันฟ้องเกินกว่า 1 ปีแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 313,976บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงยุติในเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2534โจทก์ทำสัญญาซื้อโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวตามแบบกรมสามัญศึกษาจำนวน7,954 ชุด ราคา 3,499,760 บาท จากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายและรายละเอียดแนบท้ายสัญญาเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้แก่โจทก์และโจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่ปรากฏว่าโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้บางส่วนมีความชำรุดบกพร่อง ไม่ถูกต้องตามแบบ ใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ตกลงซื้อโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวตามแบบกรมสามัญศึกษาจากจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขายเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งข้อ 1 มีข้อความว่า ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยว ตามแบบกรมสามัญศึกษาจำนวน7,954 ชุด... เป็นราคารวมทั้งสิ้น 3,499,760 บาท และกำหนดเงื่อนไขการส่งมอบและการชำระราคาไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้ตามสัญญาแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ชำรุดบกพร่อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขายแต่คดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดฐานผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่และการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในกรณีดังกล่าวมิใช่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่น เป็นเหตุให้เขาเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 2และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 453
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด พิชัยค้าไม้ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 400/2546
#110302
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ตกลงซื้อโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้ตามแบบกรมสามัญศึกษาจากห้างจำเลยที่ 1 ตามสัญญาซื้อขาย เมื่อข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ส่งมอบโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้ตามสัญญาแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ชำรุดบกพร่อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดสัญญาซื้อขาย แต่คดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดฐานผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่ และการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในกรณีดังกล่าวมิใช่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่น เป็นเหตุให้เขาเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 จำเลยที่ 1 ย่อมไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่ามูลความแห่งคดีเป็นเรื่องผิดสัญญาซื้อขาย มิใช่เรื่องละเมิด และจำเลยไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ ถึงที่ ๘ ให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำละเมิด ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน ๓๑๓,๙๗๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๗) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท

โจทก์และจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๓๔ โจทก์ทำสัญญาซื้อโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยวตามแบบกรมสามัญศึกษา จำเลยที่ ๑ ได้ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้แก่โจทก์ และโจทก์ชำระราคาแก่จำเลยที่ ๑ แล้ว แต่ปรากฏว่าโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้บางส่วนมีความชำรุดบกพร่อง ไม่ถูกต้องตามแบบ ใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐานตามสัญญาซื้อขาย ข้อ ๑ มีข้อความว่า ผู้ซื้อตกลงซื้อและผู้ขายตกลงขายโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้เดี่ยว ตามแบบกรมสามัญศึกษาจำนวน ๗,๙๕๔ ชุด ? เป็นราคารวมทั้งสิ้น ๓,๔๙๙,๗๖๐ บาท และกำหนดเงื่อนไขการส่งมอบและการชำระราคาไว้ในรายละเอียดแนบท้ายสัญญา ข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายดังกล่าว จำเลยที่ ๑ มีหน้าที่ส่งมอบโต๊ะนักเรียนพร้อมเก้าอี้ตามสัญญาแก่โจทก์ การที่จำเลยที่ ๑ ส่งมอบโต๊ะนักเรียนและเก้าอี้ชำรุดบกพร่อง จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ ๑ ผิดสัญญาซื้อขาย แต่คดีไม่มีประเด็นว่าจำเลยที่ ๑ จะต้องรับผิดฐานผิดสัญญาซื้อขายหรือไม่และการไม่ปฏิบัติตามสัญญาในกรณีดังกล่าวมิใช่เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อโดยผิดกฎหมายต่อบุคคลอื่น เป็นเหตุให้เขาเสียหาย การกระทำของจำเลยที่ ๑ จึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๒๐ จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จึงไม่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

(ธาดา กษิตินนท์ - ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ - หัสดี ไกรทองสุก)
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420 ม. 1077 (2)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัดพิชัยค้าไม้ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดชัยภูมิ — นายวิเชียร อภิรัตน์มนตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายตรีวุฒิ สาขากร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2546
#47804
เปิดฉบับเต็ม

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46กรณีไม่มีทางที่จะขยายไปถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนให้เป็นการผูกมัดศาลที่พิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลัง ความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญา ฉะนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงไม่จำต้องถือตาม

ห้างฯ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสะพาน มีหน้าที่ต้องติดตั้งเครื่องหมายแสดงให้เห็นชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนตลอดเวลา แต่กลับละเลยไม่ติดตั้งเครื่องหมายดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้ผู้ตายจะขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วสูง แต่หากมีเครื่องหมายเตือนเชื่อว่าผู้ตายสามารถเห็นและชะลอความเร็วของรถได้ทันและจะไม่ชนท่อระบายน้ำคอนกรีต เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1 มากกว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ผู้เป็นทายาทของผู้ตาย ซึ่งค่าเสียหายที่โจทก์ควรจะได้มากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งกรณีดังกล่าวเป็นประมาณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223 เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นเงิน 265,000 บาท แต่เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วย และจำเลยทั้งสองประมาทมากกว่าการกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 68,333.33 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุนทรเกตุวัตร จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสะพานคอนกรีตถนนสายบ้านฟ้าห่วน - บ้านหนามแท่ง และได้กระทำโดยประมาทเลินเล่อนำท่อระบายน้ำคอนกรีตมาวางขวางบนถนนดังกล่าวเพื่อก่อสร้างสะพานโดยไม่จัดให้มีสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายเตือนเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา นายสุนทรขับรถจักรยานยนต์ชนท่อระบายน้ำคอนกรีตดังกล่าว เป็นเหตุให้นายสุนทรถึงแก่ความตาย โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพนายสุนทร 25,000 บาท และขาดไร้อุปการะตามกฎหมายเป็นเงิน 240,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์265,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่ใช่บิดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสุนทรเกตุวัตร จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสะพานตามฟ้อง ผู้ก่อสร้างได้วางท่อระบายน้ำคอนกรีตและติดตั้งเครื่องหมายสัญญาณในบริเวณที่เกิดเหตุเพื่อให้ผู้สัญจรไปมาเห็นได้ชัดเจนแล้ว เหตุละเมิดมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสองแต่เกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายสุนทรที่ขับรถจักรยานยนต์ด้วยความเร็วมากจนไม่อาจหยุดหรือชะลอรถได้ทัน คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคดีส่วนอาญาซึ่งไม่ใช่ความผิดของจำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหาย ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ค่าปลงศพนายสุนทรไม่ควรเกิน10,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะไม่ควรเกิน 20,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์68,333.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า โจทก์เป็นบิดาของนายสุนทร เกตุวัตร ผู้ตาย จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อสร้างสะพานคอนกรีตถนนสายบ้านฟ้าห่วน- บ้านหนามแท่ง และนำท่อระบายน้ำมาวางไว้บนถนนบริเวณที่ก่อสร้างตามภาพถ่ายหมาย ล.1 ซึ่งรถไม่สามารถผ่านบริเวณก่อสร้างได้ต้องใช้ทางเบี่ยง โดยไม่มีสัญญาณไฟหรือเครื่องหมายเตือนอันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสอง เมื่อวันที่21 มกราคม 2540 เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ชนท่อระบายน้ำคอนกรีตซึ่งวางอยู่บนถนนบริเวณก่อสร้างดังกล่าวตามภาพถ่ายหมาย จ.1 เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย พนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าเหตุเกิดเพราะความประมาทของผู้ตาย

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามความเห็นของพนักงานสอบสวนหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการพิพากษาคดีแพ่งที่ต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาส่วนอาญานั้น หาใช่เฉพาะผลคดีที่มีคำพิพากษาแล้วเท่านั้น เพราะคดีอาญาสามารถยุติได้หลายวิธี เห็นว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติชัดแจ้งว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาจึงไม่มีทางจะขยายไปถึงความเห็นของพนักงานสอบสวนเป็นการผูกมัดศาลที่พิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลัง ความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษาคดีส่วนอาญาในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งจึงไม่จำต้องถือตาม

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า เหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วยหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใดเห็นว่า ขณะเกิดเหตุถนนที่เกิดเหตุมีการสร้างสะพานรถแล่นผ่านบริเวณก่อสร้างไม่ได้ต้องใช้ทางเบี่ยงซึ่งอยู่ทางขวาของถนนแทน จำเลยที่ 1 นำท่อระบายน้ำคอนกรีตมาวางอยู่ด้านขวาของถนนเลยจุดแยกทางเบี่ยงไปประมาณ 20 เมตร ตามภาพถ่ายหมาย ล.1ภาพที่ 2 และแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ล.2 นายประดิษฐ์ป้องญาติ ซึ่งเป็นเพื่อนของผู้ตายพยานโจทก์เบิกความว่า ทางเบี่ยงเปิดใช้มาก่อนเกิดเหตุ3 เดือนแล้ว และเบิกความใหม่ว่า เปิดใช้มาไม่ถึง 3 เดือน ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย ล.1 ภาพที่ 1 แล้วเห็นว่า งานก่อสร้างสะพานแล้วเสร็จจนถึงพื้นสะพานแล้วคำเบิกความของนายประดิษฐ์ในครั้งแรกว่าทางเบี่ยงเปิดใช้มาก่อนเกิดเหตุ 3 เดือนแล้วน่าจะเป็นความจริง นายประดิษฐ์ขับรถจักรยานยนต์มาพร้อมกับผู้ตาย แต่ผู้ตายจอดรถซื้อหมากฝรั่ง นายประดิษฐ์ขับรถล่วงหน้าไปพฤติการณ์ดังกล่าวเชื่อว่าผู้ตายต้องเร่งความเร็วของรถเพื่อให้ทันนายประดิษฐ์รถจักรยานยนต์ของผู้ตายจึงแล่นมาถึงบริเวณทางเบี่ยงด้วยความเร็วสูงและในระยะกระชั้นชิด ผู้ตายไม่อาจบังคับรถให้แล่นไปตามทางเบี่ยงได้ รถจักรยานยนต์ของผู้ตายจึงชนท่อระบายน้ำคอนกรีต นายประดิษฐ์เบิกความว่า เมื่อได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ของผู้ตายชนท่อคอนกรีต ได้หันไปดู เห็นแสงไฟรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย แสดงว่าขณะเกิดเหตุผู้ตายเปิดไฟหน้ารถด้วย ผู้ตายย่อมเห็นเส้นทางได้ในระยะห่างพอสมควรนายประดิษฐ์อยู่หมู่บ้านเดียวกับผู้ตายซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 3 ถึง 4 กิโลเมตรจากหมู่บ้านจะไปสู่ถนนใหญ่ต้องใช้ถนนที่เกิดเหตุจึงเชื่อว่าผู้ตายก็ทราบดีแล้วว่าถนนกำลังก่อสร้างต้องใช้ทางเบี่ยงแทน ผู้ตายต้องขับรถด้วยความระมัดระวัง แต่ผู้ตายกลับไม่ใช้ความระมัดระวัง คงขับรถด้วยความเร็วสูง เพื่อให้ทันนายประดิษฐ์ จนกระทั่งชนท่อระบายน้ำคอนกรีตเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายเหตุละเมิดจึงเกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วย ส่วนปัญหาว่า จำเลยทั้งสองต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างสะพาน มีหน้าที่ต้องติดตั้งเครื่องหมายแสดงให้เห็นโดยชัดเจนเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนตลอดเวลาแต่จำเลยที่ 1 กลับละเลยไม่ติดตั้งเครื่องหมายดังกล่าว ถือว่าจำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง แม้ผู้ตายจะขับรถด้วยความเร็วสูง แต่หากมีเครื่องหมายเตือนเชื่อว่าผู้ตายสามารถเห็นและชะลอความเร็วของรถได้ทันและจะไม่ชนท่อระบายน้ำคอนกรีตดังกล่าว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพราะความประมาทของจำเลยที่ 1มากกว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดและชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่ค่าเสียหายที่โจทก์ควรจะได้มากน้อยเพียงใดนั้นต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นประมาณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบด้วยมาตรา 223 เมื่อเหตุละเมิดเกิดจากความประมาทของผู้ตายด้วย แต่จำเลยทั้งสองประมาทมากกว่า และเห็นว่า ค่าเสียหายที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดมานั้นเป็นจำนวนที่เหมาะสมแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 223 ม. 420 ม. 442 ม. 1077 (2)
ป.วิ.อ. ม. 46
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สวัดชัย เกตุวัตร
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด วิไลพรศรีเมืองใหม่ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2546
#47803
เปิดฉบับเต็ม

คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 131(2)ให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่ง และมาตรา 148(3) เป็นข้อยกเว้นในเรื่องฟ้องซ้ำกรณีเมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ยกคำฟ้องเสียโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินอันเป็นหลักประกัน ซึ่งจำเลยให้การต่อสู้หลายประการ ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวินิจฉัยชี้ขาดไปตามประเด็นแห่งคดีตามมาตรา 131(2) ได้ โดยคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่นั้นมีประเด็นเฉพาะเรื่องดอกเบี้ยเพียงว่าโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงใด หาได้มีประเด็นว่าต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีเพียงใดไม่ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่ได้อ้างส่งรายการบัญชีกระแสรายวันในวันที่ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลงทำให้ไม่ทราบว่าวันดังกล่าวจำเลยมีหนี้ต้นเงินค้างชำระอยู่เพียงใด จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่นั้น ก็เพื่อให้โจทก์คิดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ได้ ซึ่งย่อมเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายหาได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่อย่างใดไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) แล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์เป็นเงิน 2,000,000 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี กำหนดชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 และวันที่ 24 สิงหาคม 2536 จำเลยทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีกเป็นเงิน 1,500,000 บาทยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2537 โดยจำเลยตกลงใช้บัญชีกระแสรายวันเลขที่ 000-6-07676-3 และตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือนทุกวันสิ้นเดือน หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีของธนาคารพาณิชย์ และให้โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราสูงสุดตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2536 จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1640 ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ไว้แก่โจทก์วงเงิน 500,000 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 19 ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด ในวงเงิน 1,500,000 บาท และวันที่ 24 สิงหาคม 2536 จำเลยจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 2800, 2801 และ 2802 ตำบลแหลมงอบ อำเภอแหลมงอบจังหวัดตราด ในวงเงิน 1,200,000 บาท โดยจำเลยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18ต่อปี และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด และตกลงว่าหากโจทก์บังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดชำระหนี้ที่ขาดจนครบ ในวันที่ 24 สิงหาคม 2536 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงเรื่องขึ้นวงเงินจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 1640 ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด อีกเป็นเงิน 100,000 บาท และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3)เลขที่ 19 ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด อีกเป็นเงิน 200,000 บาทต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2537 จำเลยทำบันทึกเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2536 ลดวงเงินจำนวน 2,300,000 บาท คงเหลือยอดหนี้จำนวน 1,200,000 บาท โดยจำเลยได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 19 และที่ดินโฉนดเลขที่ 1640 ดังกล่าว วันที่ 8พฤศจิกายน 2537 จำเลยทำบันทึกข้อตกลงต่ออายุสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่21 กรกฎาคม 2536 ออกไปจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 และยืนยันว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในวันดังกล่าวทั้งสิ้น 329,165.91 บาท จำเลยได้เดินสะพัดทางบัญชีเรื่อยมา ต่อมาเมื่อจำเลยผิดนัด โจทก์มีหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว จำเลยเพิกเฉย เมื่อคิดถึงวันครบกำหนดบอกกล่าววันที่ 17 กันยายน 2540 จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์รวมต้นเงินและดอกเบี้ยจำนวน 1,705,054.28 บาท หลังจากนั้นโจทก์คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยจากต้นเงิน 1,690,878.69 บาท อัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 กันยายน 2540เป็นเวลา 1 วัน คิดเป็นดอกเบี้ย 833.88 บาท และ อัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19กันยายน 2540 จนถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 127,371.81 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น1,833,259.95 บาท (ที่ถูก 1,833,259.97 บาท) ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน1,833,259.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,690,878.69บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอชำระให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ถึงเพียงวันที่ 20 กรกฎาคม 2537ซึ่งเป็นวันครบกำหนดตามสัญญา แม้หากศาลฟังว่าจำเลยต่ออายุสัญญาออกไปจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 โจทก์ก็ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ถึงวันที่ 17 กันยายน2540 ยอดเงินตามฟ้องสูงเกินความเป็นจริงและไม่ถูกต้องอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์คิดมาเป็นเบี้ยปรับไม่น่าจะเกินร้อยละ 9 ต่อปี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า หากศาลชั้นต้นจะไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ก็ไม่ควรที่จะวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี เมื่อศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีทั้งหมดแล้ว เท่ากับเป็นการชี้ข้อบกพร่องของพยานหลักฐานของโจทก์ จึงทำให้จำเลยเสียเปรียบนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 131(2) บัญญัติให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดในเรื่องประเด็นแห่งคดีโดยทำเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่ง และมาตรา 148(3) บัญญัติเป็นข้อยกเว้นในเรื่องฟ้องซ้ำในกรณีเมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นให้ยกคำฟ้องเสียโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคำฟ้องมายื่นใหม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและขอให้บังคับจำนองแก่ที่ดินอันเป็นหลักประกัน จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานเสร็จแล้ว ศาลชั้นต้นก็ชอบที่จะทำคำพิพากษาหรือคำสั่งโดยวินิจฉัยชี้ขาดไปตามประเด็นแห่งคดีตามบทบัญญัติของมาตรา 131(2) ได้ เฉพาะอย่างยิ่งคำพิพากษาในประเด็นแห่งคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องคดีใหม่นั้น มีประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การของจำเลยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับดอกเบี้ยเพียงว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นเพียงใด หาได้มีประเด็นไปถึงว่าต้นเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีมีเพียงใดไม่ การที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยสิ้นสุดลงในวันครบกำหนดตามสัญญา คือวันที่ 20กรกฎาคม 2538 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ จนถึงวันดังกล่าวและมีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่ทบต้นนับถัดจากวันที่ 20 กรกฎาคม 2538 เป็นต้นไป เมื่อการ์ดบัญชีกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.17 รวม 3 แผ่น ที่โจทก์อ้างส่งเป็นพยาน มีรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 เท่ากับโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าในวันที่สัญญาบัญชีเดินสะพัดสิ้นสุดลง จำเลยค้างชำระหนี้โจทก์เป็นต้นเงินเท่าใดศาลชั้นต้นจึงไม่อาจพิพากษาให้ตามคำขอบังคับท้ายฟ้องของโจทก์ได้ กรณีเช่นนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์บกพร่องไม่นำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีมาสืบหรือนำสืบได้ไม่ครบถ้วน หากแต่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ได้อ้างส่งรายการบัญชีกระแสรายวันในวันที่ที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดลง ทำให้ไม่ทราบว่าในวันดังกล่าวจำเลยมีหนี้ต้นเงินค้างชำระอยู่เพียงใด ซึ่งไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมาฟ้องใหม่ ก็เพื่อให้โจทก์คิดดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามสิทธิที่โจทก์มีอยู่ได้ ซึ่งย่อมเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายหาได้ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่ประการใดไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148(3) แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 856
ป.วิ.พ. ม. 131 (2) ม. 148 (3) ม. 183
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย จักร์รบ โชติดำรงค์
ชื่อองค์คณะ
สำรวจ อุดมทวี
วิชัย วิวิตเสวี
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 386/2546
#47802
เปิดฉบับเต็ม

ก่อนเกิดเหตุ ผู้ตายได้พูดจาดูถูกจำเลยก่อนในลักษณะที่จำเลยเหมือนของเล่นได้แล้วจะเลิกเมื่อไรก็ได้ และเป็นหญิงใจง่ายหลอกกินเงินได้ เมื่อจำเลยโกรธและใช้รองเท้าตบหน้าผู้ตาย ผู้ตายกลับตามไปทำร้ายจำเลยอีก จนจำเลยทนไม่ได้เดินไปที่ห้องพักนำมีดปอกผลไม้ยาวประมาณ 1 ฟุตครึ่ง กลับมาใช้ปาดคอผู้ตาย ซึ่งเหตุการณ์ตั้งแต่ผู้ตายพูดจาดูถูกจำเลยแล้วจำเลยกลับไปบ้านพักนำมีดมาปาดคอจนผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น เป็นระยะเวลาที่สืบเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันมาโดยตลอดในขณะนั้นเองและเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ขาดตอน เนื่องจากห้องพักของจำเลยกับที่เกิดเหตุห่างกันไม่มากนัก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีพฤติการณ์ตระเตรียมการหรือวางแผนฆ่าผู้ตายมาก่อนการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน คงเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะเท่านั้น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธมีดปลายแหลม 1 เล่ม ติดตัวไปในซอยวัดสุทธารามถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน 19 ซึ่งเป็นทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและใช้มีดดังกล่าวเชือดบริเวณลำคอของนายหงษ์สา บุญตาม อย่างแรง โดยมีเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เป็นเหตุให้นายหงษ์สาถึงแก่ความตาย รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการตรวจศพและรายงานการชันสูตรพลิกศพของแพทย์ท้ายฟ้อง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289, 371, 91

จำเลยให้การว่า ฆ่าผู้ตายโดยบันดาลโทสะและไม่ได้ไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289,371 เรียงกระทงลงโทษ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนลงโทษประหารชีวิตฐานพาอาวุธมีดไปในทางสาธารณะ ปรับ 100 บาท คำให้การชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ประกอบด้วยมาตรา 52 แล้ว คงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน จำคุก 25 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับ 50 บาท รวมจำคุก 25 ปี และปรับ 50 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 72 ให้จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี สำหรับความผิดฐานพาอาวุธมีดซึ่งศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 50 บาท นั้น หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกามีเพียงว่าการกระทำของจำเลยเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามฟ้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความว่าก่อนที่จำเลยจะใช้มีดปาดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ผู้ตายได้พูดจาดูถูกจำเลยก่อนในลักษณะว่าจำเลยก็เหมือนของเล่นได้แล้วจะเลิกเมื่อไรก็ได้และเป็นหญิงใจง่ายหลอกกินเงินได้ เมื่อจำเลยโกรธและใช้รองเท้าตบหน้าผู้ตาย ผู้ตายกลับตามไปทำร้ายจำเลยอีก จนกระทั่งจำเลยทนไม่ได้เดินไปที่ห้องพักนำมีดปอกผลไม้ยาวประมาณ1 ฟุตครึ่ง กลับมาที่เกิดเหตุและใช้มีดดังกล่าวปาดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตาย เห็นได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวตั้งแต่ผู้ตายพูดจาดูถูกจำเลย แล้วจำเลยกลับไปที่บ้านพักนำมีดมาปาดคอผู้ตายจนถึงแก่ความตายนั้นเป็นระยะเวลาที่สืบเนื่องเชื่อมโยงติดต่อกันมาโดยตลอดในขณะนั้นเอง และเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ขาดตอน เนื่องจากห้องพักของจำเลยกับที่เกิดเหตุห่างกันไม่มากนัก เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีพฤติการณ์ตระเตรียมการหรือวางแผนฆ่าผู้ตายมาก่อน กรณีจึงถือไม่ได้ว่าเป็นการฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนอันจะมีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59 ม. 72 ม. 288 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 227
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นางสาว พิจิตรตรา รอดสการ
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำสั่งคำร้องที่ 365/2546
#65859
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยซึ่งยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้น มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ อันจะเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย และพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,775,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 16 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องให้ไม่เกิน 266,609.30 บาท ตามคำขอของโจทก์ ฯลฯ

จำเลยโต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งงดสืบพยานจำเลยก่อนพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาคดีแล้ว จำเลยยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว เพื่อให้จำเลยนำพยานเข้าสืบแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยเท่ากับขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้สืบพยานต่อไป จำเลยจึงต้องนำเงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ เมื่อจำเลยไม่ได้วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 จึงให้จำเลยนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 30 วัน

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 จำเลยจึงไม่ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาล

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ก็ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาล และนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 ต้องห้ามฎีกา จึงไม่รับฎีกาของจำเลย

จำเลยเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 คำสั่งศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุดเมื่อศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า หากจำเลยยังติดใจอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ก็ให้นำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษา จึงไม่เป็นการยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 236 และจำเลยได้ฎีกาเฉพาะในเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 เท่านั้น โดยเป็นการฎีกาในเรื่องการวางเงินค่าฤชาธรรมเนียมตามมาตรา 234 ซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในมาตรา 236 ฎีกาของจำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 236 ขอให้มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาต่อไป

ศาลฎีกามีคำสั่งว่า "พิเคราะห์แล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ ต้องนำเงินค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ต่อศาลชั้นต้นด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 234 นั้น มิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยด้วยเหตุเนื้อหาในอุทธรณ์ของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ อันจะเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 236 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธิฎีกาได้ให้รับฎีกาของจำเลยให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป"
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 234 ม. 236 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางสาว โนรี วิเชษฐ์พันธุ์
จำเลย — นางสาว อรชร สกลธวัฒน์
ชื่อองค์คณะ
จรูญวิทย์ ทองสอน
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 363/2546
#47801
เปิดฉบับเต็ม

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายแก่ลูกจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 49 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ มิใช่ว่าเมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ของบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างแล้วจะต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอยู่ในตัว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ถือโอกาสที่เป็นตัวแทนของผู้บริหารจำเลยขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนรวม52 ครั้ง เป็นเงินกว่าล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าจำเลยกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้กิจการของจำเลยเสียหาย นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์บริหารกิจการของจำเลยต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างที่ค้างค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ซึ่งจำเลยให้การว่าโจทก์ยักยอกเงินของจำเลยไปและตกลงจะผ่อนชำระคืน แต่ไม่ยอมชำระ จึงฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินที่ยักยอกไปคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งสภาพแห่งข้อหาคือเหตุที่จำเลยมีสิทธิเหนือโจทก์เกิดจากการที่โจทก์ยักยอกเงินจำเลยไป โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวแก่จำเลย ฟ้องแย้งดังกล่าวจึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ อีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯมาตรา 31 แล้ว ฟ้องแย้งจำเลยไม่เคลือบคลุม

การที่โจทก์จะยกเรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่นั้น โจทก์จะต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาท เพื่อจะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 9วรรคสอง บัญญัติให้เป็นที่สุด เมื่อโจทก์มิได้ยกข้อต่อสู้ดังกล่าวไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งแสดงว่าโจทก์ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยได้ การที่โจทก์เพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์จึงล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า วันที่ 11 ธันวาคม 2540 จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 123,000 บาท วันที่ 28 เมษายน2542 จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า อ้างว่าโจทก์กระทำผิดกฎระเบียบและทุจริตนำเงินของจำเลยจำนวนประมาณ 500,000 บาท ไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโจทก์ไม่ได้กระทำผิดตามข้ออ้างดังกล่าว จึงเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์โจทก์ไม่ประสงค์จะทำงานกับจำเลยอีกต่อไป จำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ตั้งแต่วันที่ 26กุมภาพันธ์ 2542 ถึงวันที่ 27 เมษายน 2542 ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 131,200 บาท ค่าจ้างค้าง 231,200 บาท ค่าชดเชย 369,000 บาทและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 369,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมนับแต่วันเลิกจ้าง ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีของค่าจ้างค้างและค่าชดเชยนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาต่อจำเลยผู้เป็นนายจ้าง จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของจำเลยกรณีร้ายแรง ความผิดเหล่านั้นคือการเบียดบังยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปมากกว่า 500,000 บาท จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยชอบ ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ชำระเงินที่เบียดบังยักยอกไปเป็นเงินต้น 653,952 บาท กับดอกเบี้ยถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2542 รวมเป็นเงิน 685,292 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 653,952 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ได้รับความยินยอมจากจำเลยให้มีอำนาจเบิกยืมเงินทดรองไปใช้ในกิจการงานของจำเลย จึงกระทำไปตามอำนาจหน้าที่มิใช่เป็นการละเมิดหรือผิดสัญญาจ้างต่อจำเลย จำเลยใช้สิทธิไม่สุจริตกลั่นแกล้งฟ้องแย้งโจทก์ฟ้องแย้งเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทุจริต และไม่เข้ากรณีใดกรณีหนึ่งตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(1) ถึง(5) โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยจากจำเลยเป็นเงิน 369,000 บาท แต่การที่โจทก์ซึ่งเป็นตัวแทนผู้บริหารงานของจำเลยทราบว่าจำเลยประสบปัญหาทางด้านการเงินมาโดยตลอดจนต้องขอรับเงินสนับสนุนจากบริษัทแม่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาโอนเงินผ่านธนาคารกสิกรไทย จำกัด เข้ามาเป็นรายวัน เฉลี่ยครั้งละประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ แทนที่โจทก์จะทุ่มเทบริหารงานเพื่อแก้ไขปัญหาขาดสภาพคล่องทางด้านการเงินของจำเลยโจทก์กลับเป็นผู้ขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนรวม 52 ครั้งเป็นเงินถึง 1,039,500 บาท จึงเป็นการกระทำอันไม่สมกับการปฏิบัติหน้าที่และการได้รับมอบความไว้วางใจในฐานะผู้บริหารอันพึงกระทำให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตเป็นสาเหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจที่จะให้โจทก์ทำงานกับจำเลยต่อไป อีกทั้งไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งเลิกจ้างโจทก์ถือได้ว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582และไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ จำเลยไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ฟ้องแย้งของจำเลยแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับจึงเป็นฟ้องแย้งที่ไม่เคลือบคลุม โจทก์ค้างชำระหนี้แก่จำเลยทั้งสิ้นเป็นเงินรวม 1,039,500 บาท เมื่อหักเงินที่โจทก์ชำระคืนให้จำเลยแล้ว 473,491 บาทโจทก์จึงต้องชดใช้เงินคืนจำเลยอีก 566,009 บาท ตามเอกสารหมาย ล.8 และ ล.8/1พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์เป็นเงิน 369,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง (วันที่ 28 เมษายน 2542) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้โจทก์ชำระหนี้แก่จำเลยเป็นเงิน 566,009 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 30 เมษายน 2542 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย คำขออื่นนอกจากนี้ตามฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยให้ยกเสียทั้งสิ้น

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์อุทธรณ์ในข้อ 2.1 พอสรุปได้ว่าหนี้ตามใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.4 (ที่ถูกคือเอกสารหมาย ล.3) ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน2541 จำนวน 67,925 บาท นั้น เป็นเงินที่โจทก์กู้จากจำเลยเป็นกรณีพิเศษ จำเลยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยตกเป็นโมฆะ และหนี้จำนวนนี้เป็นหนี้อย่างอื่นมิใช่หนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานนั้น ปรากฏว่าศาลแรงงานกลางก็พิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้ตามใบสำคัญจ่ายดังกล่าวจำนวน 65,000 บาท ตามเอกสารหมาย ล.8 ซึ่งตรงกับต้นเงิน 65,000 บาท ในใบสำคัญจ่ายเอกสารหมาย ล.3 ฉบับลงวันที่ 3 มิถุนายน2541 ไม่ได้พิพากษาให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยในเงินจำนวนนี้ อุทธรณ์ของโจทก์จึงไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นอุทธรณ์ที่มิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นอ้างโดยชัดแจ้ง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยมีระเบียบให้พนักงานเบิกเงินเดือนล่วงหน้าเมื่อได้รับความเดือดร้อนในกรณีฉุกเฉินได้ นับแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542 โจทก์เบิกเงินล่วงหน้ารวม 52 ครั้ง เป็นเงินรวม 1,039,500 บาท ตามเอกสารหมาย ล.3 เท่ากับศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเงินที่โจทก์เบิกล่วงหน้าตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นเงินเดือนที่โจทก์เบิกล่วงหน้าในกรณีฉุกเฉินตามระเบียบของจำเลยนั่นเอง ดังนั้นที่โจทก์อุทธรณ์ว่าเงิน65,000 บาท ซึ่งรวมอยู่ในเอกสารหมาย ล.3 เป็นเงินอื่น ไม่ใช่เงินตามสัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมา ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.2 ที่ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ไม่เป็นธรรมนั้น เห็นว่าการพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาที่เหตุแห่งการเลิกจ้างว่ามีเหตุจริงหรือไม่ และเหตุนั้นเป็นเหตุสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเป็นเหตุที่เกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่ไม่ใช่ความผิดของลูกจ้างก็ได้ มิใช่ว่าเมื่อฟังว่าโจทก์ไม่ได้ทุจริตยักยอกทรัพย์ของจำเลยไปแล้วจะต้องถือว่าการที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอยู่ในตัวดังที่โจทก์อ้าง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ถือโอกาสที่เป็นตัวแทนของผู้บริหารของจำเลยขอเบิกและอนุมัติจ่ายเงินเดือนล่วงหน้าให้ตัวเองทุกเดือนติดต่อกันรวม 52 ครั้ง เป็นเงินถึง 1,039,500 บาท ทั้ง ๆ ที่ทราบดีว่าจำเลยกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินจนทำให้กิจการของจำเลยเสียหาย นับว่ามีเหตุผลเพียงพอที่ทำให้จำเลยไม่ไว้วางใจให้โจทก์บริหารกิจการของจำเลยต่อไป การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุอันสมควรและไม่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อุทธรณ์ของโจทก์ข้อ 2.3 ที่ว่าฟ้องแย้งของจำเลยเคลือบคลุมนั้น ได้ความจากคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงเดือนมีนาคม 2542โจทก์อาศัยความไว้วางใจที่จำเลยมอบหมายให้มีอำนาจบริหารงานของจำเลยเบียดบังยักยอกเงินของจำเลยไปมากกว่า 500,000 บาท และตกลงจะผ่อนชำระเงินดังกล่าวคืนแต่ไม่ยอมชำระ จำเลยจึงฟ้องแย้งให้โจทก์ชำระเงินที่เบียดบังยักยอกไป 653,952 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี เห็นว่า สภาพแห่งข้อหาซึ่งก็คือเหตุที่จำเลยมีสิทธิเหนือโจทก์เกิดจากการที่โจทก์เบียดบังยักยอกเงินของจำเลยไป 653,952บาท โจทก์มีหน้าที่ต้องคืนเงินดังกล่าวให้จำเลยจึงเป็นคำฟ้องแย้งที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับอีกทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงอื่นที่โจทก์อ้างว่าจำเลยต้องกล่าวมาในฟ้องแย้งด้วยนั้นเป็นรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

สำหรับอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อ 2.4 ที่ว่าแม้โจทก์จะเบิกเงินเดือนล่วงหน้าไปจากจำเลยจริงศาลแรงงานก็ไม่มีอำนาจพิจารณาฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะยกข้อต่อสู้เรื่องอำนาจศาลว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่นั้นโจทก์จะต้องยกเป็นข้อต่อสู้ไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาทจะได้ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยก่อนที่ศาลแรงงานจะพิพากษาคดี ซึ่งคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 วรรคสอง บัญญัติให้เป็นที่สุด เมื่อโจทก์มิได้ยกปัญหาเรื่องศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยไว้ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งแสดงว่าโจทก์ยอมรับอำนาจของศาลแรงงานกลางที่จะวินิจฉัยเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยได้ โจทก์เพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นมาในชั้นอุทธรณ์ซึ่งล่วงเลยเวลาที่จะพิจารณาปัญหานี้แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 ม. 177 วรรคสาม ม. 183
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 9 วรรคสอง ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เฉลิมพล สุนทราณู
จำเลย — บริษัท ปีเตอร์สโตน จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 352/2546
#47800
เปิดฉบับเต็ม

ในคดีอาญาเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธ เป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 จะบัญญัติให้ถ้อยคำของจำเลยหรือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานของโจทก์อย่างหนึ่งที่จะนำสืบสนับสนุนฟ้องเท่านั้น ทั้งเป็นเพียงพยานบอกเล่าจึงมีน้ำหนักน้อยเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา โจทก์มีหน้าที่จะต้องนำพยานเข้าสืบให้เห็นโดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยมีพฤติการณ์ในการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามฟ้องลำพังแต่เพียงเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนที่ตัวจำเลย แม้จะมีจำนวนค่อนข้างมากก็ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 30 เม็ด หนัก 2.39 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7,8, 15, 66

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ลงโทษจำคุก 5 ปี คำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 4 ปี คำให้การของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกชำนาญ ป้อมสกุล และสิบตำรวจตรีประพัฒน์ เหมือนจันทร์ ผู้ร่วมจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า ขณะที่พยานทั้งสองกับพวกเข้าตรวจค้นเพื่อจับกุมจำเลยนั้นจำเลยแสดงท่าทางมีพิรุธ พยายามเดินเลี่ยงไปทางประตูหลังบ้านเพื่อออกไปที่ห้องน้ำซึ่งติดกับตัวบ้าน พยานทั้งสองกับพวกจึงเดินตามไปในระยะกระชั้นชิด เห็นจำเลยซึ่งนุ่งผ้าถุงใช้มือขวาล้วงที่ชายพกและโยนสิ่งของทิ้งลงไปในท่อระบายน้ำในห้องน้ำ ร้อยตำรวจเอกชำนาญหยิบสิ่งของดังกล่าวซึ่งเป็นถุงพลาสติกขึ้นมาพบว่าภายในบรรจุเมทแอมเฟตามีน 30 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง และแจ้งข้อหาจำเลยว่ามีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เห็นว่าในคดีอาญาเมื่อจำเลยให้การปฏิเสธเป็นหน้าที่ของโจทก์โดยตรงที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อสนับสนุนฟ้องและพิสูจน์ให้ได้ความชัดแจ้งว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 จะบัญญัติไว้ว่าถ้อยคำของจำเลยหรือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนอาจใช้เป็นพยานหลักฐานยันจำเลยในชั้นพิจารณาได้ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานของโจทก์อย่างหนึ่งที่จะนำสืบสนับสนุนฟ้องเท่านั้น ทั้งเป็นเพียงพยานบอกเล่าจึงมีน้ำหนักน้อย เมื่อคดีนี้จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา โจทก์มีหน้าที่จะต้องนำพยานเข้าสืบให้เห็นโดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยมีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจริงตามฟ้องลำพังแต่เพียงเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่ตัวจำเลย แม้จะมีจำนวนค่อนข้างมากดังกล่าว ยังไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7พิพากษายกฟ้องในข้อหานี้มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ทั้งตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับแก่จำเลยในส่วนนี้ ส่วนกำหนดโทษนั้นตามกฎหมายเดิม มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท สำหรับกฎหมายที่แก้ไขใหม่มาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับจะเห็นได้ว่า แม้ตามกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 67 มีระวางโทษจำคุกเท่ากัน และตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จะมีระวางโทษปรับสูงกว่าโทษปรับตามกฎหมายเดิม แต่ก็เป็นการบัญญัติให้ลงโทษจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ลงโทษจำคุกและปรับเท่านั้น จึงต้องถือว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดและกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่าในส่วนที่เกี่ยวกับโทษซึ่งมีหลายสถานที่จะลงได้ แต่โทษปรับตามกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยไม่ว่าในทางใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(เดิม), 67 (ที่แก้ไขใหม่) สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 134 ม. 174 ม. 227
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 15 ม. 66
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี
จำเลย — นางสาว สวยไฮ หนันแก้ว
ชื่อองค์คณะ
ประทีป ปิติสันต์
วิชา มหาคุณ
สุภิญโญ ชยารักษ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2546
#48289
เปิดฉบับเต็ม

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากมาตรา 91 เดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพับบาทถึงหนึ่งแสนบาทโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าเดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่สูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ดังนั้น กรณีโทษปรับจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดหรือใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดก็ได้ ศาลฎีกาจึงใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2545 เวลากลางวันจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ขับรถยนต์ส่วนบุคคล เสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ในขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ขับรถยนต์กระบะบรรทุก (ปิกอัพ) หมายเลขทะเบียน บ-1492 ชลบุรี อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ, 157 ทวิ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิวรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง (ที่ถูกและประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมาตรา 91ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 91 ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับนั้น โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ดังนั้น กรณีโทษปรับจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิด หรือใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดก็ได้ เช่นนี้จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 57, 91 (เดิม และที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกพ.ศ. 2522 มาตรา 43 ทวิ วรรคหนึ่ง, 157 ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 91 (เดิม และที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 25,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับ 25,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ 3 ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีกกับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด 30 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3
ป.วิ.อ. ม. 195
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนางรอง
จำเลย — นาย เอกรินทร์ แหร่มพงษา
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 335/2546
#110823
เปิดฉบับเต็ม

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 26 ยกเลิกความในมาตรา 91 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 91 เดิม กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับนั้น โทษปรับขั้นต่ำตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามมาตรา 91 เดิม โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับขั้นสูงตามมาตรา 91 ที่แก้ไขใหม่ต่ำกว่าโทษปรับขั้นสูงตามมาตรา 91 เดิม โทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า กรณีโทษปรับจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด เมื่อตามพฤติการณ์แห่งคดีโทษปรับที่จะลงแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดหรือใช้กฎหมายที่ใช้ภายหลังการกระทำความผิดก็ได้ จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๕๗ , ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ , ๑๕๗ ทวิ และสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนดไม่น้อยกว่า ๖ เดือน

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลาบบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง (ที่ถูก และประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๘ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา ๗๘ คงจำคุก ๔ เดือน พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยมีกำหนด ๖ เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๒๖ ยกเลิกความในมาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และให้ใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งตามมาตรา ๙๑ ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสามปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา ๙๑ ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท จะเห็นได้ว่ากรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เบากว่าโทษจำคุกตามที่บัญญิตไว้ในมาตรา ๙๑ เดิม จึงต้องถือว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า ส่วนโทษปรับนั้น โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษสูงกว่าโทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิม โทษปรับขั้นต่ำตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่า แต่โทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ต่ำกว่าโทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายเดิม โทษปรับขั้นสูงตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงเป็นคุณมากกว่า ดังนั้น กรณีโทษปรับจึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าในทางใด พิเคราะห์ตามพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่า โทษปรับที่จะลงแก่จำเลยอยู่ในระดับที่ใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดหรือใช้กฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดก็ได้ เช่นนี้ จึงให้ใช้กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๗ , ๙๑ (เดิมและที่แก้ไขใหม่) พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๓ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๑๕๗ ทวิ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๙๑ (เดิมและที่แก้ไขใหม่) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงปรับ ๒๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี และคุมความประพฤติของจำเลยไว้ ๒ ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติปีละ ๓ ครั้ง ตามเงื่อนไขและกำหนดระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด ให้จำเลยละเว้นการประพฤติใดอันอาจนำไปสู่การกระทำความผิดในทำนองเดียวกันนี้อีก กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรมีกำหนด ๓๐ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๓.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 57 ม. 91
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 26
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดนางรอง
จำเลย — นายเอกรินทร์ แหร่มพงษา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนางรอง — นายอรรถวุฒิ สุวรรณมงคล
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายรังสรรค์ กุลาเลิศ
ชื่อองค์คณะ
เกรียงชัย จึงจตุรพิธ
วิชัย วิวิตเสวี
สำรวจ อุดมทวี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 333/2546
#49829
เปิดฉบับเต็ม

สัญญาที่โจทก์จ้างจำเลยตรวจซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบุว่า "ในขณะทำสัญญาผู้รับจ้าง (จำเลย) ได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันความรับผิดตามสัญญาของธนาคาร ท. ภายในวงเงินร้อยละห้าของเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงิน 44,405 บาทมอบให้แก่ผู้ว่าจ้าง (โจทก์) เพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา" ดังนั้น เงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญา แต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญา และหากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันนั่นเอง เงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญา แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญาที่โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นอีก กรณีต้องนำเงินที่ธนาคาร ท. ส่งมาไปหักกับค่าเสียหายนั้นก่อนในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380 วรรคสอง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้ทำสัญญาจ้างจำเลยตรวจซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน 5 เครื่อง เป็นเงิน 888,100 บาท โดยมีกำหนดระยะเวลา 120 วัน หากจำเลยไม่สามารถทำให้แล้วเสร็จตามกำหนด จะต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์วันละ 888.10 บาท ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานกรณีโจทก์ต้องว่าจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่งวันละ 100 บาท แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถซ่อมแซมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดังกล่าวได้ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยและแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ สงวนสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายกรณีที่โจทก์ต้องจ้างผู้รับจ้างรายอื่นทำงานตามสัญญาใหม่ในราคาที่แพงขึ้นรวมทั้งริบหลักประกันสัญญาตามหนังสือค้ำประกันธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาคลองจั่น และให้จำเลยส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่จำเลยนำไปซ่อมคืนโจทก์ ต่อมาโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทเจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ดำเนินการแทนโดยเสียค่าจ้างไปเป็นเงิน1,275,000 บาท และได้ชำระเงินให้แก่บริษัทดังกล่าวไปแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ เป็นเงิน 267,318.10 บาท ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงาน 30,100 บาทส่งชิ้นส่วนอุปกรณ์เครื่องกำเนิดไฟฟ้าของโจทก์ 81 ชิ้น คืนแก่โจทก์ ถ้าคืนไม่ได้ให้ชดใช้เป็นเงิน 69,266.45 บาท และค่าเสียหายที่โจทก์ต้องว่าจ้างบริษัทเจริญกรุงเอ็นจิเนียริ่งจำกัด ในราคาที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมจำนวน 386,900 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 753,584.55บาท โจทก์ทวงถามจำเลยแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 843,112.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 753,584.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 502,061.45 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 342,495 บาท นับตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์2540 และในอัตราเดียวกันจากต้นเงิน 69,266.45 บาท นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2539เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยเมื่อคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 2 เมษายน 2541)ต้องไม่เกิน 89,527.61 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยจากต้นเงิน 342,495 บาท และจากต้นเงิน 69,266.45 บาท นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 เมษายน 2541)เป็นต้นไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2537 โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยตรวจซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 5 เครื่อง ในราคา888,100 บาท กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน โดยเริ่มทำงานภายในวันที่ 6 มกราคม 2538 ได้ทำสัญญากันไว้ตามเอกสารหมาย จ.17 หลังจากทำสัญญาแล้วจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้โจทก์แล้วเสร็จภายในกำหนดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาและให้จำเลยชำระค่าเสียหาย แต่จำเลยไม่ชำระ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าจำเลยจะต้องชำระค่าปรับให้แก่โจทก์ในอัตราวันละ888.10 บาท ตามสัญญาหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยสมัครใจทำสัญญากับโจทก์โดยยอมเสียค่าปรับวันละ 888.10 บาท และค่าปรับในอัตราดังกล่าวก็มิได้เป็นจำนวนเงินที่สูงเกินควรแต่อย่างใด ทั้งเป็นอัตราที่กำหนดขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยนั้น เห็นว่า แม้ในสัญญาว่าจ้างจะระบุให้จำเลยชำระค่าปรับแก่โจทก์ในอัตราวันละ 888.10 บาท เมื่อจำเลยผิดสัญญาตามสัญญาว่าจ้างข้อ 15 ก็ตาม แต่ค่าปรับดังกล่าวก็เป็นเบี้ยปรับอย่างหนึ่งที่คู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้าในสัญญากรณีอีกฝ่ายหนึ่งผิดสัญญา แต่หากเบี้ยปรับกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจที่จะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าหลังจากจำเลยผิดสัญญาไม่สามารถซ่อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้เสร็จทันตามสัญญาโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์วันละ 300 บาท นับว่าเหมาะสมแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิริบเงินประกันจำนวน 44,405 บาท ที่ธนาคารทหารไทย จำกัด สาขาคลองจั่น ส่งมาให้ในฐานะผู้ค้ำประกันทันที เพราะเป็นเงินที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ตามสัญญาว่าจ้างข้อ 3 ซึ่งเป็นค่าเสียหายอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลนำเงินจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากค่าเสียหายอื่นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า ตามสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในขณะทำสัญญานี้ผู้รับจ้างได้นำหลักประกันเป็นหนังสือค้ำประกันความรับผิดตามสัญญานี้ของธนาคารทหารไทยจำกัด ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2537 ภายในวงเงินร้อยละห้าของเงินค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงิน 44,405 บาท มามอบให้แก่ผู้ว่าจ้างเพื่อเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญานี้ดังนี้เงินตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าว จึงมิใช่เงินที่จำเลยมอบให้โจทก์ทันทีขณะทำสัญญาแต่เป็นเพียงหลักประกันเบื้องต้นเพื่อที่จะให้โจทก์เชื่อได้ว่าจำเลยจะปฏิบัติตามสัญญา และหากจำเลยผิดสัญญาโจทก์จะได้รับชดใช้ค่าเสียหายอย่างน้อยก็คือเงินที่เป็นหลักประกันนั่นเอง เงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจึงมิใช่เงินที่โจทก์จะริบได้ทันทีเมื่อจำเลยผิดสัญญา แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าเสียหายฐานผิดสัญญาที่โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นอีก จึงต้องนำเงินที่ธนาคารส่งมาไปหักกับค่าเสียหายนั้นก่อนในฐานเป็นจำนวนน้อยที่สุดแห่งค่าเสียหายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 380วรรคสอง ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองให้นำเงินหลักประกันจำนวนดังกล่าวไปหักออกจากค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 386,900 บาท จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาต่อมาอีกว่า ที่ศาลไม่กำหนดค่าเสียหายในส่วนค่าคุมงานวันละ 100บาท รวม 301 วัน เป็นเงิน 30,100 บาทให้โจทก์ไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในสัญญาข้อ 15จะระบุว่า หากผู้รับจ้างผิดสัญญาไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา และผู้ว่าจ้างยังมิได้บอกเลิกสัญญา ผู้รับจ้างจะต้องชำระค่าปรับให้แก่ผู้ว่าจ้างและจะต้องชำระค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานในเมื่อผู้ว่าจ้างต้องจ้างผู้ควบคุมงานอีกต่อหนึ่งก็ตาม แต่ค่าใช้จ่ายในการควบคุมงานเป็นค่าเสียหายอย่างหนึ่ง ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบให้ศาลเห็นว่าโจทก์เสียหายอย่างไรเพียงใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าหลังจากจำเลยผิดสัญญาและโจทก์ยังมิได้บอกเลิกสัญญาโจทก์เสียหายอย่างไร และได้จ้างผู้ใดมาควบคุมงาน ศาลจึงไม่อาจกำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่กำหนดค่าเสียหายส่วนนี้ให้โจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 380 วรรคสอง ม. 587 ม. 680
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — กองทัพอากาศ
จำเลย — บริษัท แพคต้าไทย จำกัด
ชื่อองค์คณะ
วิชัย เหลืองวิไล
กำพล ภู่สุดแสวง
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 316/2546
#47799
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันเริ่มทำการใหม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก 30 วัน จึงต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดคือเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2543 ซึ่งครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2543 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 จึงเป็นการยื่นเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้วและเมื่อไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นหรือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกหลายครั้ง จนกระทั่งจำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ก็ตาม ก็ถือได้ว่าอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ไม่ชอบที่จะรับอุทธรณ์ดังกล่าวไว้พิจารณา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้มีดยาวประมาณ 1 ฟุต ฟันทำร้ายร่างกายนายสมาน คงษาหรือคงสา ผู้เสียหายที่ 1 อย่างแรง ถูกบริเวณใบหน้าด้านขวาและไหล่ขวาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กายสาหัส มีบาดแผลที่ใบหน้าด้านขวาและที่ไหล่ขวาลึกถึงกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหปลาร้าแตก บาดเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่า 20 วัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้มีดดังกล่าวเป็นอาวุธฟันทำร้ายร่างกายนายพิสิฎฐ์ศักดิ์ เชื้อเงิน ผู้เสียหายที่ 2 อย่างแรงถูกบริเวณสะบักด้านซ้าย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้มีดดังกล่าวเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายนายบรรเจิด ไม้ดัดพันธุ์ ผู้เสียหายที่ 3 ถูกบริเวณใบหูข้างขวาเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย และจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันใช้มีดดังกล่าวเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายนายชาคริต ปานหงษ์ ผู้เสียหายที่ 4 ถูกบริเวณแขนซ้ายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย ก่อนคดีนี้จำเลยที่ 1ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า มียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งขณะนั้นจำเลยที่ 1 มีอายุไม่เกิน 14 ปี ศาลได้ว่ากล่าวตักเตือนและมอบตัวให้นายละเอียด พูนผล และนางสมาน พูนผล บิดามารดาจำเลยที่ 1ไป แต่วางข้อกำหนดให้บิดามารดาจำเลยที่ 1 คอยดูแลและระมัดระวังไม่ให้จำเลยที่ 1ก่อเหตุร้ายขึ้นภายใน 2 ปี มิฉะนั้นจะต้องชำระค่าปรับต่อศาลครั้งละ 1,000 บาทหากจำเลยที่ 1 ก่อเหตุร้ายขึ้น ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 386/2540 ของศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2540 และภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลวางข้อกำหนดดังกล่าวจำเลยที่ 1 มาก่อเหตุร้ายกระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีกอันแสดงว่าบิดามารดาจำเลยที่ 1ไม่ได้คอยดูแลและระมัดระวังไม่ให้จำเลยที่ 1 ก่อเหตุร้ายตามที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้เป็นการกระทำผิดข้อกำหนดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ส่วนจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุด จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เป็นอันตรายสาหัส โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4095/2539 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรีเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 และจำเลยที่ 2 ได้กลับมากระทำความผิดในคดีนี้ขึ้นอีก ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58, 74, 83, 91, 295, 297 บวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ และปรับบิดามารดาผู้ปกครองดูแลจำเลยที่ 1ฐานผิดข้อกำหนดเป็นจำนวน 1,000 บาทด้วย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 386/2540 ของศาลชั้นต้น และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4095/2539 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295, 297 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เรียงกระทงลงโทษ จำเลยที่ 1 อายุ 14 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ฐานทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส จำคุก 6 เดือน รวม 2 กระทง (ที่ถูกรวมทั้งหมด)จำคุก 12 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 อายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 หนึ่งในสาม ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย รวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 4 เดือน ฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส จำคุก 8 เดือน รวม 2 กระทง (ที่ถูกรวมทั้งหมด)จำคุก 16 เดือนและให้ปรับบิดามารดาจำเลยที่ 1 ตามสัญญาวางข้อกำหนดเด็กในคดีหมายเลขแดงที่ 386/2540 ของศาลชั้นต้นเป็นเงิน 1,000 บาท และบวกโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ 4095/2539 ของศาลจังหวัดสุพรรณบุรี มีกำหนด 6 เดือนเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 คดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 22 เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 อันเป็นวันศุกร์ และจะครบกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 198 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2543แต่วันดังกล่าวเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ จำเลยทั้งสองจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 อันเป็นวันจันทร์ ซึ่งศาลชั้นต้นเปิดทำการได้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้งสองขยายระยะเวลาดังกล่าวได้อีก 30 วันนับจากวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 ตามที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้อง ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม2543 จำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 30 วัน นับตั้งแต่วันดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและหลังจากนั้นจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาต่อศาลชั้นต้นอีกหลายครั้งและศาลชั้นต้นก็มีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้ทุกครั้ง จนในที่สุดจำเลยทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2543 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 โดยเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ที่ยื่นพ้นกำหนดเวลาไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับไว้พิจารณานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2543 ครบกำหนดยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 23กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2543 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มทำการใหม่ได้ เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปอีก 30 วันจึงต้องนับต่อจากวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาเดิมคือเริ่มนับหนึ่งตั้งแต่วันที่ 24กรกฎาคม 2543 ซึ่งครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 22 สิงหาคม 2543 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกในวันที่ 30 สิงหาคม 2543 จึงเป็นการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาเมื่อพ้นกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายให้แล้ว และเมื่อไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์พิเศษและศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้นหรือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้จำเลยที่ 2 ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกหลายครั้ง จนกระทั่งจำเลยที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 20 ธันวาคม 2543 ก็ตามก็ถือได้ว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นอุทธรณ์ที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ไม่ชอบที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะรับไว้พิจารณาพิพากษา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/7 ม. 193/8
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 147 วรรคสอง
ป.วิ.อ. ม. 15
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดอ่างทอง
จำเลย — นาย สมบัติ พูนผล กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ