คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5226 -ที่ 5227/2545
#99687
เปิดฉบับเต็ม

ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี นั้น เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะการกระทำผิดและโทษไว้เป็นการเฉพาะ มิได้อาศัยฐานความผิดฐานใดฐานหนึ่งในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 แต่อย่างใด แม้จำเลยมิได้กระทำผิดฐานจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง , 82 ศาลก็มีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา 91 ตรี ได้

โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้สั่งในเรื่องดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (9) แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกาในข้อกฎหมายดังกล่าว แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันโดยให้เรียกนายเลิศหรือกฤษดา สุกันทา ผู้เสียหาย ในสำนวนแรกว่าผู้เสียหายที่ ๑ และเรียกนายสันติ สิบต๊ะ ผู้เสียหายในสำนวนหลังว่าผู้เสียหายที่ ๒

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ , ๓๔๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔ , ๓๐ , ๘๒ , ๙๑ ตรี ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ ๘๐,๐๐๐ บาท และนับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกัน

จำเลยทั้งสองสำนวนให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุกจำเลยสำนวนละ ๓ ปี นับโทษจำเลยทั้งสองสำนวนต่อกัน ความผิดข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์ทั้งสองสำนวนและจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ได้ต่อเมื่อผู้นั้นกระทำความผิดตามบทบัญญัติมาตราใดมาตราหนึ่งของพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ ก่อน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาว่า จำเลยมิได้กระทำผิดฐานจัดหางานโดยมิได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง , ๘๒ จึงไม่สามารถลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี ได้นั้น เห็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๙๑ ตรี นั้นเป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะการกระทำผิดและโทษไว้เป็นการเฉพาะ มิได้อาศัยฐานความผิดอื่นฐานใดฐานหนึ่งในบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่อย่างใด ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามมาตรา ๙๑ ตรี ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ ๘๐,๐๐๐ บาท ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘๖ (๙) แต่ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในเรื่องนี้ จึงไม่มีอำนาจสั่งคืนเงินดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าแม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ฎีกาในข้อกฎหมายดังกล่าว แต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้งสองคนละ ๘๐,๐๐๐ บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๕.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 ม. 30 วรรคหนึ่ง ม. 82 ม. 91 ตรี
ป.วิ.อ. ม. 186 (9) ม. 195 วรรคสอง ม. 225
ป.อ. ม. 83 ม. 90 ม. 341
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง
จำเลย — นายจำเนียรหรือเนียน พุทธิมา
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลำปาง — นายเวียง ขวัญอ้นอินทร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 — นายอรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
อรพินท์ เศรษฐมานิต
ชัช ชลวร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5224/2545
#46570
เปิดฉบับเต็ม

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม รับรองให้จำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ แต่มีเงื่อนไขว่าหากฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก็ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก จำเลยอาศัยเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนองเป็นข้ออ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มูลกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่โจทก์หาเหตุแกล้งฟ้องร้องจำเลยโดยไม่มีมูลอันเป็นเรื่องละเมิดไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยรับผิดตามเนื้อความในสัญญา จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 5,000,000 บาท และ 7,000,000บาท ตามลำดับ โดยจำนองที่ดินหลายแปลงไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยมิได้ผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามสัญญา โจทก์ทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 7,962,199.50 บาท พร้อมกับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 5,446,062.02 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 141078,141079, 141080, 141081 ตำบลลาดพร้าว อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และที่ดินโฉนดเลขที่ 1412, 6096 ตำบลบางปะกง (บางปะกงบน) อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงิน 5,000,000 บาท และ9,000,000 บาท (ตามฟ้องโจทก์ 7,000,000 บาท) จากโจทก์ รวมทั้งไม่ได้จำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ด้วย จำเลยไม่เคยได้รับหนังสือทวงถามและบอกกล่าวบังคับจำนองจากโจทก์การจำนองที่ดินทั้ง 6 แปลง ทำให้จำเลยไม่สามารถนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้จึงฟ้องแย้งขอให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินทั้ง 6 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยนอกจากนี้การที่โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจชั้นผู้ใหญ่เป็นเหตุให้โจทก์ถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง ถูกกล่าวหาว่าเป็นบุคคลผู้ไม่มีความรับผิดชอบในการชำระหนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายและเพื่อให้บุคคลอื่นได้ทราบความจริง จำเลยขอให้โจทก์ส่งข้อความขออภัยจำเลยในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน และผู้จัดการเป็นเวลาติดต่อกัน 7 วัน โดยให้โจทก์เสียค่าใช้จ่ายของตนเอง ขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินตามฟ้องและลงข้อความขออภัยจำเลยในหนังสือพิมพ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์ไถ่ถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืน ส่วนฟ้องแย้งที่ขอให้โจทก์ลงข้อความขออภัยจำเลยในหนังสือพิมพ์ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับฟ้องแย้งในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่รับฟ้องแย้ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คงมีปัญหามาสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้โจทก์ลงข้อความขออภัยจำเลยในหนังสือพิมพ์เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติรับรองให้จำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การได้ก็ตาม แต่มีเงื่อนไขว่าหากฟ้องแย้งเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมก็ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก สำหรับคดีนี้จำเลยอาศัยเหตุที่โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนองเป็นข้ออ้างว่าทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย มูลกรณีที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นเรื่องที่โจทก์หาเหตุแกล้งฟ้องร้องจำเลยโดยไม่มีมูล อันเป็นเรื่องละเมิดไม่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมที่โจทก์ขอให้บังคับให้จำเลยรับผิดตามเนื้อความในสัญญา ดังนั้น จำเลยชอบที่จะฟ้องร้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนไม่รับคำฟ้องแย้งในเรื่องนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 177 วรรคสาม ม. 179 วรรคท้าย
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — พันตำรวจเอก เสวก ปิ่นสินชัย
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5222/2545
#46569
เปิดฉบับเต็ม

หนังสือเตือนนอกจากจะมีข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำนั้นของตนได้แล้ว ก็จะต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามไม่ให้ลูกจ้างกระทำการเช่นนั้นซ้ำอีกด้วย แม้หนังสือเตือนของจำเลยจะมีข้อความแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการที่โจทก์ฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งของจำเลยเพียงพอที่โจทก์จะเข้าใจการกระทำของโจทก์ได้ แต่ไม่มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามไม่ให้โจทก์กระทำเช่นนั้นซ้ำอีก คงมีแต่คำว่า "ใบเตือนครั้งที่ 1" และ "ใบเตือนครั้งที่ 2"อยู่ด้านบนของเอกสาร เอกสารดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือของจำเลยที่แจ้งการฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งของโจทก์ให้โจทก์ทราบเท่านั้น ไม่เป็นหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(4)

จำเลยสั่งให้โจทก์ขับรถยนต์บรรทุกไปรับสินค้าที่อาคารเกษรพลาซ่า แต่โจทก์เดินทางไปไม่ถึงเพราะเหลือเวลาอีกประมาณ 43 นาที ก็จะติดเวลาห้ามรถยนต์บรรทุกแล่นในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงนำรถยนต์กลับมาที่สำนักงานของจำเลย เมื่อจำเลยมีระเบียบว่าในกรณีที่พนักงานขับรถไม่สามารถขับรถยนต์ไปถึงที่หมายปลายทางได้ทันเวลาและจะต้องนำรถยนต์กลับมาที่สำนักงาน พนักงานขับรถจะต้องแจ้งให้ผู้มีอำนาจของจำเลยทราบก่อน แต่โจทก์ไม่ได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจของจำเลยทราบก่อน การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งของจำเลยอันไม่ใช่กรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวโดยไม่ได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์แต่เมื่อโจทก์ได้เคยฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งของจำเลยในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ขับรถมาแล้วถึง 2 ครั้ง ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเป็นอาจิณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าและไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ได้ตามบทกฎหมายดังกล่าว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่พนักงานขับรถต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิด และจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,500 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 40,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 2,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน40,000 บาท และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 2,500 บาท นับแต่วันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2544) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องว่าหนังสือเตือนไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่โต้แย้งไว้ในชั้นพิจารณาของศาล ศาลมีอำนาจยกข้อกฎหมายดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ และเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 เป็นหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและจำเลยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมาย ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำเลยให้การว่าโจทก์กระทำความผิดโดยฝ่าฝืนคำสั่งของจำเลย จำเลยเคยมีหนังสือเตือนโจทก์สองครั้งแล้ว โจทก์ยังกระทำความผิด จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำฟ้องและคำให้การดังกล่าวแสดงว่าจำเลยยกเหตุมาตรา 119(4) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งบัญญัติว่า "ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้วเว้นแต่กรณีร้ายแรงนายจ้างไม่จำต้องตักเตือน" ขึ้นอ้างเพื่อที่จะไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ด้วย เมื่อจำเลยอ้างว่าเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 เป็นหนังสือเตือนตามบทกฎหมายข้างต้นในการวินิจฉัยถึงสิทธิและหน้าที่ในการรับและจ่ายค่าชดเชยของโจทก์และจำเลย ศาลชอบที่จะพิจารณาและวินิจฉัยว่าเอกสารที่จำเลยว่าเป็นหนังสือเตือนดังกล่าวมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการตักเตือนโจทก์ตามบทกฎหมายนั้นหรือไม่โดยโจทก์ไม่จำต้องบรรยายในคำฟ้องหรือโต้แย้งคัดค้านในชั้นพิจารณาของศาลว่าหนังสือเตือนไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด หนังสือเตือนตามบทกฎหมายข้างต้นแม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติว่าต้องระบุข้อความใดไว้บ้าง แต่ย่อมเป็นที่เข้าใจได้โดยทั่วไปว่าหนังสือตักเตือนนั้น นอกจากจะมีข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำนั้นของตนได้แล้ว ก็จะต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำการเช่นนั้นซ้ำอีกด้วยแม้เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จะมีข้อความแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการที่โจทก์ฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งของจำเลยเพียงพอที่โจทก์จะเข้าใจการกระทำของโจทก์ได้แต่ก็ไม่มีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้โจทก์กระทำการเช่นนั้นซ้ำอีกคงมีแต่คำว่า "ใบเตือนครั้งที่ 1" และ "ใบเตือนครั้งที่ 2" อยู่ด้านบนของเอกสารดังกล่าวเท่านั้น เอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 จึงเป็นเพียงหนังสือของจำเลยที่แจ้งการฝ่าฝืนหรือขัดคำสั่งของโจทก์ให้โจทก์ทราบเท่านั้น ไม่เป็นหนังสือเตือนตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(4) แต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อต่อมาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือเลิกจ้าง เอกสารหมายจ.2 จำเลยได้ระบุเหตุผลที่เลิกจ้างโจทก์ว่า เนื่องจากเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2544โจทก์ได้กระทำผิดกฎระเบียบข้อบังคับการทำงานของจำเลย ซึ่งโจทก์ได้กระทำผิดในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว 2 ครั้ง และได้ตักเตือนเป็นหนังสือมาแล้ว แต่โจทก์กระทำความผิดซ้ำอีกครั้ง ซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2544เวลาประมาณ 14 นาฬิกา จำเลยสั่งให้โจทก์ขับรถยนต์บรรทุกไปรับสินค้าที่อาคารเกษรพลาซ่า บริเวณสี่แยกราชประสงค์ แต่โจทก์เดินทางไปไม่ถึงอาคารดังกล่าวเพราะเหลือเวลาอีกประมาณ 43 นาที ก็จะติดเวลาห้ามรถยนต์บรรทุกแล่นในเขตกรุงเทพมหานคร โจทก์จึงนำรถยนต์กลับมาที่สำนักงานของจำเลย ดังนี้ เมื่อจำเลยมีระเบียบว่าในกรณีที่พนักงานขับรถไม่สามารถขับรถยนต์ไปถึงที่หมายปลายทางได้ทันเวลาและจะต้องนำรถยนต์กลับมาที่สำนักงาน พนักงานขับรถจะต้องแจ้งให้ผู้มีอำนาจของจำเลยทราบก่อน แต่โจทก์มิได้แจ้งให้ผู้มีอำนาจของจำเลยทราบก่อนการกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งของจำเลยอันมิใช่กรณีร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าวโดยมิได้ตักเตือนโจทก์เป็นหนังสือมาก่อนจำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ แต่เมื่อปรากฏว่าโจทก์ได้เคยฝ่าฝืนระเบียบหรือขัดคำสั่งของจำเลยในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ขับรถมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 2544 กรณีถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างละเลยไม่นำพาต่อคำสั่งของจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเป็นอาจิณตามมาตรา 583 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (4)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิรัตน์ วัฒนะแสง
จำเลย — บริษัท บุญมามูฟอิงแอนด์ สโตเรจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5218/2545
#46568
เปิดฉบับเต็ม

แม้ ด. ซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของ ด. และผู้ร้องได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การจำนองจึงยังคงมีอยู่ไม่ระงับสิ้นไป โจทก์มีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330แต่ก็ไม่ทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์280,672.77 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอว่า ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 ซึ่งมีที่ตั้งและจำนวนเนื้อที่ทับกันกับที่ดินตราจองที่โจทก์นำยึด ผู้ร้องยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นในคดีแพ่ง ซึ่งต่อมาศาลอุทธรณ์ (ที่ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 2) มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292 และผู้ร้องขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ตำบลดงตะขบ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ขอให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้องขัดทรัพย์เนื่องจากคำพิพากษาคดีแพ่งที่ผู้ร้องกล่าวอ้างผูกพันเฉพาะคู่ความเท่านั้น โจทก์เป็นบุคคลภายนอกซึ่งรับจำนองที่ดินโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตก่อนที่ผู้ร้องจะได้สิทธิครอบครองและก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าที่ดินเป็นของผู้ร้อง ขอให้ยกคำร้องขอ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอของผู้ร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้ถอนการยึดที่ดินตามคำร้องขอ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่าที่ดินพิพาทมีเอกสารสิทธิ 2 ฉบับคือ โฉนดตราจองเลขที่ 104 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 292จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีชื่อในโฉนดตราจองโดยได้รับโอนทางมรดกจากนายนุ่น เรืองขำ ซึ่งเป็นบิดาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2532 จำเลยที่ 1 ได้นำไปจดทะเบียนจำนองไว้ต่อโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายในวันเดียวกัน ส่วนผู้ร้องเป็นผู้มีชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์โดยซื้อจากนายดิเรก สุทธิ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2533 โดยนายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทจากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2533 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2534 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ร้อง ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าผู้ร้องมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท คดีถึงที่สุดผู้ร้องจึงไปขอออกโฉนดที่ดินแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20552 ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายดิเรกซื้อที่ดินพิพาทได้จากการขายทอดตลาดตามคำสั่งศาลโดยสุจริตและได้โอนขายให้แก่ผู้ร้องโดยสุจริต แต่สิทธิของนายดิเรกและผู้ร้องก็ได้มาภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองต่อโจทก์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนี้ การจำนองจึงยังคงมีอยู่ ไม่ระงับสิ้นไปโจทก์ยังคงมีสิทธิจะบังคับจำนองเอาแก่ที่ดินพิพาทของผู้ร้องได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 และมาตรา 702 วรรคสอง การที่ผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาภายหลังจากที่โจทก์ได้รับจำนองไว้แล้ว แม้จะได้มาโดยสุจริตและได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แต่ก็หาทำให้สิทธิของโจทก์ที่มีอยู่เดิมเสียไปไม่ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6พิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพิพาทมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702 วรรคสอง ม. 744 ม. 1330
ป.วิ.พ. ม. 288
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ทหารไทย จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นาย สำรวย บำรุงศิลป์
จำเลย — นาง โสภี ทองเศรษฐี กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5210/2545
#48671
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอิสลามศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ จ. บิดาโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของ จ. แต่เป็นของ ต. มารดาจำเลยทั้งสอง ซึ่งในการที่จะวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้บังคับไม่ได้ต้องใช้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นหลักวินิจฉัยก่อน ต่อเมื่อทรัพย์สินนั้นเป็นมรดกแล้วจึงจะใช้กฎหมายอิสลามในการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทต่อไป คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาททั้งที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายอิสลามและที่มิใช่ข้อกฎหมายอิสลามปะปนกันอยู่ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา การพิจารณาคดีจะไม่เป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูลฯ มาตรา 4 วรรคแรก ก็แต่เฉพาะข้อพิพาทที่ต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับเท่านั้น การพิจารณาคดีในประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ต. มารดาของจำเลยทั้งสอง หรือเป็นมรดกของ จ. บิดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง และประเด็นข้อพิพาทที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ ทั้งสองข้อนี้หาใช่ข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไม่แม้ดะโต๊ะยุติธรรมจะมิได้ร่วมนั่งพิจารณาด้วย ก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องเสียไปแต่อย่างใดการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องขอส่วนแบ่งมรดกแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยทั้งสองเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและโจทก์ก็ทราบวันเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ส่วนที่จำเลยทั้งสองเบิกความว่าหากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นมรดกของ จ. ก็จะยอมแบ่งให้แก่โจทก์นั้นเป็นเพียงการแสดงความบริสุทธิ์ใจของจำเลยทั้งสองที่ไม่ประสงค์จะฉ้อโกงโจทก์หาใช่เป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ที่ต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งก่อนการฟ้องคดีไม่ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ส่วนที่โจทก์อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ในคดีนี้ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน และเป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม โจทก์เป็นบุตรคนเดียวของนายเจ๊ะแม เจ๊ะมะ เจ้ามรดกกับนางยาตี ส่วนจำเลยทั้งสองและนายเปาะซา เจ๊ะแม เป็นบุตรของนายเจ๊ะแมกับนางตีเมาะ เมื่อวันที่ 6กุมภาพันธ์ 2534 นายเจ๊ะแมถึงแก่ความตาย ก่อนที่นายเจ๊ะแมตายได้หย่ากับนางตีเมาะมารดาของจำเลยทั้งสองตามหลักศาสนาอิสลามและแบ่งทรัพย์สินระหว่างกัน โดยนายเจ๊ะแมได้รับส่วนแบ่งเป็นที่ดินตามจำนวน 2 แปลง ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์หรือ น.ส.3 ก. เลขที่ 3594 และเลขที่ 3589 ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นมรดกคดีนี้ หลังจากนายเจ๊ะแมตายยังไม่มีการแบ่งปันมรดกให้แก่ทายาท ต่อมาโจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้ครอบครองที่ดินมรดกของนายเจ๊ะแมให้จัดการแบ่งปันมรดกแก่โจทก์ตามหลักศาสนาอิสลาม แต่จำเลยทั้งสองไม่ยอมแบ่งปัน โจทก์ร้องเรียนต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสเพื่อประนีประนอมในการแบ่งมรดกแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 3594 และเลขที่ 3589 เป็นมรดกของนายเจ๊ะแมให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนมรดกที่ดินดังกล่าวทั้ง 2 แปลง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติ ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองและให้แบ่งปันมรดกดังกล่าวให้โจทก์ 2 ส่วน จำนวน 1 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา

จำเลยทั้งสองให้การว่า ที่ดินพิพาทไม่ใช่มรดกของนายเจ๊ะแมแต่เป็นของนางตีเมาะมารดาของจำเลยทั้งสองที่ได้รับส่วนแบ่งในการหย่ากับนายเจ๊ะแม ซึ่งมารดาของจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทมาโดยตลอด ก่อนมารดาของจำเลยทั้งสองจะถึงแก่ความตายได้โอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยทั้งสอง ต่อมานายเจ๊ะแมถึงแก่ความตายได้มีการแบ่งทรัพย์มรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 2594ให้แก่ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและโจทก์ได้รับมรดกไปตามส่วนแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้แบ่งปันมรดกของนายเจ๊ะแมอีกเพราะคดีขาดอายุความฟ้องเรียกมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้แบ่งมรดกจากจำเลยทั้งสองเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าการพิจารณาคดีนี้ในศาลชั้นต้นโดยไม่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาด้วย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 หรือไม่ โดยโจทก์อ้างมาในฎีกาว่าในวันนัดสืบพยานโจทก์และวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองรวม 4 นัด ไม่ปรากฏว่ามีดะโต๊ะยุติธรรมร่วมนั่งพิจารณาด้วย จึงเป็นการดำเนินการพิจารณาที่ไม่ชอบ ส่วนในวันนัดสืบพยานจำเลยทั้งสองครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 ไม่มีการสืบพยานแม้จะมีดะโต๊ะยุติธรรมลงลายมือชื่อในรายงานกระบวนพิจารณาเพียงครั้งเดียวก็ถือว่าไม่ชอบและถือว่าไม่ได้นั่งพิจารณาคดีนั้น เห็นว่าคดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอิสลามศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส โดยโจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายเจ๊ะแมบิดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางตีเมาะมารดาของจำเลยทั้งสองที่ได้รับส่วนแบ่งในการหย่ากับนายเจ๊ะแม ไม่ใช่มรดกของนายเจ๊ะแมซึ่งในการที่จะวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้บังคับไม่ได้ต้องใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักวินิจฉัยก่อนต่อเมื่อได้ความว่าทรัพย์สินนั้นเป็นมรดกแล้วจึงจะใช้กฎหมายอิสลามในการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทต่อไป ฉะนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาททั้งที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายอิสลามและที่มิใช่ข้อกฎหมายอิสลามปะปนกันอยู่ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษาการพิจารณาคดีจะไม่เป็นการชอบด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 4 วรรคแรก ก็แต่เฉพาะข้อพิพาทที่ต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับเท่านั้น การพิจารณาคดีในประเด็นข้ออื่นหาได้อยู่ในบังคับที่ต้องมีดะโต๊ะยุติธรรมร่วมพิจารณาด้วยไม่ ดังนั้น เมื่อประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางตีเมาะมารดาของจำเลยทั้งสอง หรือเป็นมรดกของนายเจ๊ะแมบิดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง และประเด็นข้อพิพาทที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ ทั้งสองข้อนี้หาใช่ข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไม่ เช่นนี้ แม้ดะโต๊ะยุติธรรมจะมิได้ร่วมนั่งพิจารณาด้วย ก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องเสียไปแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 และจำเลยทั้งสองไม่ได้ยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในชั้นพิจารณา ศาลจะอ้างอายุความมาเป็นเหตุยกฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/29 นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีอย่างชัดแจ้งว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องขอส่วนแบ่งมรดกแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยทั้งสองเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและโจทก์ก็ทราบวันเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 โดยนำสำเนามรณบัตรมาแสดงด้วย จึงเป็นการนำสืบตามข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความแล้วส่วนที่จำเลยทั้งสองเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า หากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นมรดกของนายเจ๊ะแมก็จะยอมแบ่งให้แก่โจทก์นั้นเป็นเพียงการแสดงความบริสุทธิ์ใจของจำเลยทั้งสองที่ไม่ประสงค์จะฉ้อโกงโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ยังเบิกความต่อไปว่าเหตุที่ไม่ยอมแบ่งเนื่องจากเป็นที่ดินของนางตีเมาะตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบและยืนยันตลอดมา หาใช่เป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ที่ต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งก่อนการฟ้องคดีไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน ส่วนที่โจทก์อ้างมาในฎีกาอีกประการหนึ่งว่าจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทนั้น เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ในคดีนี้มีไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 193/29 ม. 1754
ป.วิ.พ. ม. 248 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 4 วรรคแรก
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อูเซ็ง บินเจ๊ะแม
จำเลย — นาง บูงอ เจ๊ะมะ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5210/2545
#110908
เปิดฉบับเต็ม

แม้โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอิสลามศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส แต่ในการวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นมรดกหรือไม่ จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้บังคับไม่ได้ ต้องใช้ ป.พ.พ. เป็นหลักวินิจฉัยก่อน

คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาททั้งที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายอิสลามและที่มิใช่ข้อกฎหมายอิสลามปะปนกันอยู่ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา การพิจารณาคดีจะไม่เป็นการชอบด้วย พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 4 วรรคแรก ก็แต่เฉพาะข้อพิพาทที่ต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับเท่านั้น ส่วนการพิจารณาคดีในประเด็นข้ออื่นหาได้อยู่ในบังคับที่ต้องมีดะโต๊ะยุติธรรมร่วมพิจารณาด้วยไม่

ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของมารดาจำเลยทั้งสอง หรือเป็นมรดกของบิดาโจทก์และจำเลยทั้งสอง และประเด็นข้อพิพาทที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ ทั้งสองข้อหานี้หาใช่ข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไม่ แม้ดะโต๊ะยุติธรรมจะมิได้ร่วมนั่งพิจารณาด้วย ก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องเสียไปแต่อย่างใด

จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้อย่างชัดแจ้งว่าฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องขอส่วนแบ่งมรดกแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 และในชั้นพิจารณา จำเลยทั้งสองก็นำสืบว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 จึงเป็นการนำสืบตามข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า หากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นมรดกก็จะยอมแบ่งให้แก่โจทก์นั้น เป็นเพียงการแสดงความบริสุทธิ์ใจของจำเลยทั้งสองที่ไม่ประสงค์จะฉ้อโกงโจทก์ หาใช่เป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 ที่ต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งก่อนการฟ้องคดีไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 3594 และเลขที่ 3589 ตำบลโคกเคียน อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เป็นมรดกของนายเจ๊ะแม ให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการโอนมรดกที่ดินดังกล่าวทั้ง 2 แปลง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และให้แบ่งปันมรดกดังกล่าวให้โจทก์ 2 ส่วน จำนวน 1 ไร่ 1 งาน 72 ตารางวา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 2,000 บาท แทนจำเลย

โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอิสลามศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส โดยโจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายเจ๊ะแมบิดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของนางตีเมาะมารดาของจำเลยทั้งสองที่ได้รับส่วนแบ่งในการหย่ากับนายเจ๊ะแม ไม่ใช่มรดกของนายเจ๊ะแม ซึ่งในการที่จะวินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่จะนำกฎหมายอิสลามมาใช้บังคับไม่ได้ ต้องใช้ ป.พ.พ. เป็นหลักวินิจฉัยก่อน ต่อเมื่อได้ความว่าทรัพย์สินนั้นเป็นมรดกแล้วจึงจะใช้กฎหมายอิสลามในการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทต่อไป ฉะนั้น คดีนี้จึงมีประเด็นข้อพิพาททั้งที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายอิสลามและที่มิใช่ข้อกฎหมายอิสลามปะปนกันอยู่ การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาพร้อมด้วยผู้พิพากษา การพิจารณาคดีจะไม่เป็นการชอบด้วย พ.ร.บ. ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 มาตรา 4 วรรคแรก ก็แต่เฉพาะข้อพิพาทที่ต้องใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับเท่านั้น การพิจารณาคดีในประเด็นข้ออื่นหาได้อยู่ในบังคับที่ต้องมีดะโต๊ะยุติธรรมร่วมพิจารณาด้วยไม่ ดังนั้น เมื่อประเด็นข้อพิพาทที่ว่าที่ดินพิพาทเป็นของนางตีเมาะมารดาของจำเลยทั้งสอง หรือเป็นมรดกของนายเจ๊ะแมบิดาของโจทก์และจำเลยทั้งสอง และประเด็นข้อพิพาทที่ว่าคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ ทั้งสองข้อหานี้หาใช่ข้อกฎหมายอิสลามที่ดะโต๊ะยุติธรรมจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดไม่ เช่นนี้ เมื่อดะโต๊ะยุติธรรมจะมิได้ร่วมนั่งพิจารณาด้วย ก็ไม่ทำให้กระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นต้องเสียไปแต่อย่างใด

จำเลยทั้งสองได้ให้การต่อสู้คดีอย่างชัดแจ้งว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความเรียกร้องขอส่วนแบ่งมรดกแล้ว ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 เนื่องจากโจทก์ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยทั้งสองเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายและโจทก์ก็ทราบวันเวลาที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2534 โดยนำสำเนามรณบัตรมาแสดงด้วย จึงเป็นการนำสืบตามข้อต่อสู้ในเรื่องอายุความแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า หากที่ดินพิพาททั้งสองแปลงเป็นมรดกของนายเจ๊ะแมก็จะยอมแบ่งให้แก่โจทก์นั้นเป็นเพียงการแสดงความบริสุทธิ์ใจของจำเลยทั้งสองที่ไม่ประสงค์จะฉ้อโกงโจทก์เพราะจำเลยที่ 1 ยังเบิกความต่อไปว่าเหตุที่ไม่ยอมแบ่งเนื่องจากเป็นที่ดินของนางตีเมาะตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบและยืนยันตลอดมา หาใช่เป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/24 ที่ต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งก่อนการฟ้องคดีไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/24 ม. 193/29 ม. 1754
พ.ร.บ.ว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัด ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ม. 3 ม. 4
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอูเซ็ง บินเจ๊ะแม
จำเลย — นางบูงอ เจ๊ะมะ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนราธิวาส — นายบัว แก้วจิตร
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 — นางสาวบุญมี ฐิตะศิริ
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208/2545
#46567
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลย โดยวินิจฉัยว่าคดีไม่มีเหตุอันสมควรที่จะอุทธรณ์และจำเลยมิใช่คนยากจน การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน ซึ่งแม้ศาลชั้นต้นจะทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็หาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ไม่ เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินรวมจำนวนเงิน 5,721,571.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาเสนอเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ หากคดีมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ และตนเองเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมสำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์และจำเลยมิใช่คนยากจน ดังนี้ การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน เห็นได้ว่าแม้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็หาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ไม่เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ฉะนั้นที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน หากจำเลยยังประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ธนกร ศิวะสัมปัตติกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208/2545
#48237
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์และจำเลยมิใช่คนยากจน การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน แม้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็หาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ไม่เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินรวมจำนวนเงิน 5,721,571.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์แก่โจทก์หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 155 บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้หากคดีมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์และตนเองเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียมสำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์และจำเลยมิใช่คนยากจน ดังนี้ การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน เห็นได้ว่าแม้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็หาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ไม่เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน หากจำเลยยังประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาย ธนกร ศิวะสัมปัตติกุล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5208/2545
#109345
เปิดฉบับเต็ม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์และจำเลยมิใช่คนยากจน การที่จำเลยใช้สิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 156 วรรคสี่ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นให้พิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน เห็นได้ว่าแม้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็หาเป็นเหตุให้ศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ไม่ เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินรวมจำนวนเงิน ๕,๗๒๑,๕๗๑.๐๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาพร้อมคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของจำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๕ บัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความที่จะขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้หากมีคดีมีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์ และตนเองเป็นคนยากจนไม่มีทรัพย์สินพอจะเสียค่าธรรมเนียม สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถาของจำเลยโดยวินิจฉัยว่าคดีไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะอุทธรณ์และจำเลยมิใช่คนยากจน ดังนี้ การที่จำเลยใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๕๖ วรรคสี่ ยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอนั้นใหม่เพื่ออนุญาตให้จำเลยนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าตนเป็นคนยากจน เห็นได้ว่าแม้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนและฟังว่าจำเลยเป็นคนยากจน ก็หาเป็นเหตุให้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถาได้ไม่ เพราะข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าคดีไม่มีเหตุอันสมควร ที่จะอุทธรณ์ ฉะนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งต้องกันมาให้ยกคำร้องของจำเลยที่ขออนุญาตนำพยานหลักฐานมาแสดงเพิ่มเติมว่าจำเลยเป็นคนยากจน จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน หากจำเลยยังประสงค์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ให้นำค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์มาชำระ ต่อศาลชั้นต้นภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันทราบคำพิพากษานี้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 156 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
จำเลย — นายธนกร ศิวะสัมปัตติกุล
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นางอุบลรัตน์ ศรีนวล
ศาลอุทธรณ์ภาค — นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5207/2545
#49062
เปิดฉบับเต็ม

อำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ได้บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าหนี้ ซึ่งหมายรวมถึงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ไม่ว่าจะมีการบังคับคดีแล้วหรือไม่ เมื่อโจทก์อ้างว่าตนเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนและจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทำนิติกรรมยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบอันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้

การที่จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นสามีภริยากันรีบไปจดทะเบียนหย่าและทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมนั้น ถือเป็นทางที่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในมูลหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินจำนวน 1,394,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 759/2541 ของศาลชั้นต้น หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว 8 วัน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาจำเลยที่ 2 ได้จดทะเบียนหย่ากันและจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าว่า จำเลยที่ 1 ตกลงยกกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 17226 ตำบลทับยาวอำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 194/26 อันเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว โดยจำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นทางให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้เสียเปรียบ ไม่สามารถยึดที่ดินดังกล่าวมาบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาได้ อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17226 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 194/26 ระหว่างจำเลยทั้งสอง ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 โดยให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เพราะเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในคดีก่อนที่จะเป็นผู้ยื่นคำฟ้อง หาใช่อำนาจของโจทก์ไม่จำเลยที่ 2 ใช้เงินอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่ในขณะจดทะเบียนสมรสไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 17226 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 หากศาลฟังว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกัน (ระหว่างสมรส) หลังจดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินกันโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้เป็นการฉ้อฉลโจทก์ฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้วขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอน (นิติกรรมตาม) บันทึกท้ายทะเบียนการหย่า (เรื่อง) การยกที่ดินโฉนดเลขที่ 17226 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ)กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 194/26 หมู่ที่ 1 แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ระหว่างจำเลยทั้งสองฉบับลงวันที่ 31 มีนาคม 2541 คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า เดิมจำเลยทั้งสองเป็นสามีภริยากัน โดยจำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2526 แต่จำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2541 ตามสำเนาข้อมูลทะเบียนครอบครัวกรมการปกครอง เอกสารหมาย จ.2 และสำเนาทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 759/2541 ของศาลชั้นต้น โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 ในขณะที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันนั้นจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าตกลงกันว่าจำเลยที่ 1 ยินยอมยกกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 17226 ตำบลทับยาวอำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 194/26 ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสำเนาบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 ซึ่งคดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยที่โจทก์มิได้อุทธรณ์และฎีกาคัดค้านว่า นิติกรรมตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินของสามีภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 ต่อมาต้นปี 2542 โจทก์ขอบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีดังกล่าวข้างต้นและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17239 และ 18271 ตำบลทับยาว อำเภอลาดกระบัง (เจียระดับ) กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 เพื่อขายทอดตลาดแต่ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างมีภารจำนองอยู่กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตามลำดับ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปขอยึดทรัพย์พิพาทคดีนี้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดให้ไม่ได้เพราะทรัพย์พิพาทมีชื่อจำเลยที่ 2 ถือกรรมสิทธิ์แต่ผู้เดียว มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้เนื่องจากเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องยื่นฟ้องแทนโจทก์เพราะในคดีก่อนได้มีการบังคับคดีแก่จำเลยที่ 1 แล้ว ในปัญหาข้อนี้ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ยกเป็นข้อต่อสู้มาในคำให้การแต่ต้นรวมทั้งยกขึ้นอุทธรณ์ด้วย แต่ศาลอุทธรณ์มิได้มีคำวินิจฉัยให้ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธิยื่นฎีกาในปัญหาข้อนี้ได้ ซึ่งศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และเห็นว่าอำนาจฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลซึ่งนิติกรรมที่ลูกหนี้ได้กระทำลงโดยรู้ว่าเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 ได้บัญญัติไว้ว่าให้เป็นอำนาจของเจ้าหนี้ ซึ่งหมายรวมถึงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาด้วย ไม่ว่าจะมีการบังคับคดีแล้วหรือไม่ กฎหมายหาได้บัญญัติให้เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังที่จำเลยทั้งสองเข้าใจไม่เมื่อโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน และจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาทำนิติกรรมยกทรัพย์พิพาทให้จำเลยที่ 2 โดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ อันเป็นการฉ้อฉลโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยทั้งสองขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นได้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสอง ข้อต่อไปว่า คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีขอเพิกถอนการฉ้อฉลนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 บัญญัติไว้ว่า "การเรียกร้องขอเพิกถอนนั้นท่านห้ามมิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่เวลาที่เจ้าหนี้ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนหรือพ้นสิบปีนับแต่ได้ทำนิติกรรมนั้น" จึงมีข้อต้องพิจารณาว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการทำนิติกรรมของจำเลยทั้งสองตามสำเนาบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 เมื่อใด โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อต้นปี 2542 โจทก์ได้ให้ทนายความไปตรวจสอบที่สำนักงานเขตลาดกระบัง จึงทราบว่าจำเลยทั้งสองได้หย่าขาดจากกันและทำบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์พิพาทตามสำเนาบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 โดยโจทก์ได้นำนายสมศักดิ์ ภู่ถาวร ทนายความของโจทก์มาเป็นพยานเบิกความรับรองว่าประมาณกลางเดือนมกราคม 2542โจทก์ได้ว่าจ้างพยานให้ไปดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 759/2541 ของศาลชั้นต้น เนื่องจากทนายความคนเดิมไม่บังคับคดีให้ พยานได้ไปสืบหาทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีที่ดิน 3 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันซื้อมาระหว่างสมรส ต่อมาพยานได้ไปติดต่อขอคัดสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยที่ 1 ที่สำนักงานเขตลาดกระบังและไปติดต่อที่แผนกทะเบียนสมรสและทะเบียนหย่าพบว่าจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว โดยจำเลยทั้งสองได้ทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าระบุเรื่องทรัพย์สินว่า จำเลยที่ 1 ยินยอมยกกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทคดีนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6ที่พยานขอถ่ายสำเนามาประกอบการบังคับคดี พยานฝ่ายจำเลยในข้อนี้คงมีแต่จำเลยทั้งสองอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่ากันตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2541 โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 เกินกว่า1 ปี นับแต่วันที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า จึงขาดอายุความ และจำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ ว่าในวันที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่า โจทก์และเพื่อนบ้านก็รู้และยังสอบถามว่าไปหย่าทำไม แต่จำเลยทั้งสองก็มิได้นำสืบให้เห็นว่า โจทก์ได้รู้ถึงข้อตกลงในบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าด้วยและเมื่อใด ดังนี้ จะให้ศาลทราบเองว่าโจทก์ได้รู้ถึงนิติกรรมตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่ามาตั้งแต่วันที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าแล้วหาได้ไม่ ประกอบกับจำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่าโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์เพิ่งไปคัดสำเนาบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมายจ.6 มาเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 ซึ่งตรงกับวันที่นายทะเบียนรับรองสำเนาตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ก็เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 โจทก์ทราบเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์2542 ซึ่งเจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์ดังกล่าวข้างต้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าโจทก์เพิ่งรู้ถึงนิติกรรมตามสำเนาบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 เมื่อต้นปี 2542ตามที่โจทก์นำสืบ โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2542 จึงยังไม่พ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อมาว่า เงินที่ซื้อทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 เมื่อนำไปซื้อทรัพย์พิพาท ทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่สินสมรสนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสและขณะจดทะเบียนหย่าจำเลยที่ 1 ได้ทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่ายกทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยรู้ว่าจะทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ต้องเสียเปรียบจำเลยทั้งสองให้การตอนแรกว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 ใช้เงินอันเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ซื้อมาระหว่างสมรส แต่จำเลยทั้งสองกลับให้การตอนหลังว่า หากฟังว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสมรส จำเลยทั้งสองก็ได้ตกลงแบ่งกันโดยชอบด้วยกฎหมายในขณะจดทะเบียนหย่าแล้วโดยจำเลยที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งเป็นทรัพย์พิพาทคดีนี้จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งเพราะขัดแย้งกันเอง ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยทั้งสองประสงค์จะต่อสู้ว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 หรือเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสองถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าทรัพย์พิพาทไม่ใช่สินสมรสข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามคำฟ้องว่า เดิมทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสซึ่งจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน คดีไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือไม่ การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปว่า ที่จำเลยทั้งสองทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินในขณะจดทะเบียนหย่าตามสำเนาบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 โดยให้ทรัพย์พิพาทตกเป็นของจำเลยที่ 2 นั้น จำเลยทั้งสองได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 759/2541 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 แล้วต่อมาวันที่ 31 มีนาคม 2541 จำเลยทั้งสองจึงได้ไปจดทะเบียนหย่าและทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ความในข้อนี้จำเลยที่ 2 เบิกความต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทราบเรื่องที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีก่อน แต่จำเลยที่ 2 กลับเบิกความตอบคำถามติงของทนายจำเลยทั้งสองตอนหนึ่งว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากัน เนื่องจากจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 1 มีปากเสียงกันในเรื่องที่จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องร้องเป็นคดี ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ได้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ว่า เหตุที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปกู้เงินจากโจทก์จำนวน 1,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 2 ไม่ทราบภายหลังถูกโจทก์ฟ้อง (เรียกเงินที่กู้ยืม) จำเลยที่ 2 ทราบ จึงมีสาเหตุโกรธเคืองและทะเลาะกัน จึงตกลงหย่ากันและแบ่งทรัพย์สิน ตามคำเบิกความของจำเลยทั้งสองดังกล่าว จึงฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าและทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 นั้น จำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่าโจทก์ได้ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 1ชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย การที่จำเลยทั้งสองรีบไปจดทะเบียนหย่าและทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาคดีดังกล่าวเพียง 8 วัน โดยแบ่งเฉพาะทรัพย์พิพาทซึ่งไม่ติดภารจำนองเพียงรายการเดียวให้ตกเป็นของจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวแต่ทรัพย์สินรายการอื่นซึ่งจำเลยทั้งสองซื้อมาระหว่างสมรส คือที่ดินโฉนดเลขที่ 17/239 และ 18271 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำเลยทั้งสองกลับมิได้กล่าวไว้ในสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 เลย นับว่าเป็นข้อพิรุธอย่างยิ่งของจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงส่อแสดงให้เห็นว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์พิพาทที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 759/2541 ของศาลชั้นต้น อันเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ได้

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายว่า ในคดีก่อนโจทก์ได้นำยึดที่ดินของจำเลยที่ 1 รวม2 แปลง พร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แล้ว ส่วนจะเพียงพอชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาในคดีก่อนหรือไม่นั้น โจทก์มิได้นำสืบ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่โจทก์ว่า การยึดทรัพย์ดังกล่าวยังไม่พอชำระหนี้แก่โจทก์ การทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าจึงทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ตามที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ได้บรรยายฟ้องว่า การที่จำเลยที่ 1 ยกทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองทราบดีว่าทำให้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบเพราะไม่สามารถยึดทรัพย์พิพาทมาชำระหนี้ได้ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ได้นำยึดที่ดินแปลงอื่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ไว้แล้วและเป็นการเพียงพอแก่การชำระหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน การทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ดังนี้คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทตามที่จำเลยทั้งสองยกขึ้นอุทธรณ์ แม้ศาลชั้นต้นจะยกขึ้นวินิจฉัยก็เป็นการไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณา อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง เพราะถือได้ว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อนี้จึงชอบแล้วที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้เพิกถอนนิติกรรมตามบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเอกสารหมาย จ.6 จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาทุกข้อของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 237
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิเชียร รักษาธรรม
จำเลย — นาง สุวคนธ์ อรุณทัยกุบ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5188/2545
#48670
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาซึ่งยังมิได้กรอกข้อความมาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยอ้างว่าเป็นใบสมัครงาน จำเลยหลงเชื่อจึงลงลายมือชื่อในเอกสารไปโดยจำเลยยังไม่ได้ตกลงกับโจทก์ตามข้อความที่ปรากฏในสัญญา การที่โจทก์นำสัญญาไปกรอกข้อความในภายหลัง แม้จะมีลายมือชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาก็จะถือว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญากับโจทก์ตามข้อความที่ปรากฏในสัญญายังไม่ได้ จึงยังไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์จะนำสัญญามาฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามหรือเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานผิดสัญญาหาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 439,849.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยเลิกกิจการและหยุดทำงานที่ร้าน "ไฮหย่อง แฮร์" หรือร้านอื่นที่อยู่ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร จากที่ตั้งร้านของโจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายวันละ 500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะเลิกกระทำกิจการละเมิดต่อโจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกิจการร้านทำผมชื่อ "โอภาสซาลอน" เมื่อปี 2535 จำเลยได้ไปทำงานเป็นช่างทำผมอยู่ที่ร้านของโจทก์ และโจทก์ได้นำสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้ ต่อมาจำเลยลาออกจากงานที่ร้านของโจทก์ไป แล้วจำเลยได้ไปเป็นช่างทำผมที่อื่น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่... โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2535 จำเลยได้ไปสมัครฝึกงานที่ร้านของโจทก์และได้ทำสัญญาตกลงกับโจทก์ว่า หากจำเลยจะลาออกต้องบอกล่วงหน้า 2 เดือน ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะต้องเสียค่าปรับ 100,000 บาท และหากจำเลยลาออกจำเลยจะต้องไม่เปิดกิจการร้านทำผมหรือไปทำงานที่ร้านอื่นลักษณะเดียวกันในรัศมี 5 กิโลเมตรจากร้านของโจทก์หากผิดสัญญาต้องเสียค่าปรับ 200,000 บาท ในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญาสัญญาดังกล่าวมีการกรอกข้อความครบถ้วนแล้ว และมีภริยาของโจทก์กับพนักงานในร้านของโจทก์ลงลายมือชื่อเป็นพยาน โดยโจทก์มีนางปรียา ศานติมารค ภริยาของโจทก์ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญาดังกล่าวเป็นพยานเบิกความสนับสนุนความในข้อนี้จำเลยได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความต่อสู้ว่าจำเลยเรียนทำผมที่โรงเรียนนักออกแบบทรงผมเรืองฤทธิ์เมื่อปี 2531 และได้รับประกาศนียบัตรหลักสูตร "เต็มหลักสูตร" เมื่อวันที่22 กรกฎาคม 2533 ซึ่งจำเลยสามารถทำผมได้ทั้งชายและหญิงรวมทั้งออกแบบทรงผมหลังจากนั้นจำเลยก็ได้ทำงานเป็นช่างทำผมตลอดมา ในปี 2534 จำเลยทำงานเป็นช่างทำผมอยู่ที่ร้าน "ดุ๊ก" ในห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์งามวงศ์วาน และรู้จักกับโจทก์เนื่องจากโจทก์ต้องการขยายสาขาร้านทำผมของโจทก์จึงมาดูงานตกแต่งร้านที่ร้านดุ๊ก แล้วโจทก์ได้ชักชวนจำเลยไปทำงานกับโจทก์ ซึ่งจำเลยก็ตกลงด้วย หลังจากที่จำเลยได้รับเงินรายได้จากการทำงานที่ร้านโจทก์ 10 วันต่อมาโจทก์ได้นำแบบพิมพ์ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความตามเอกสารหมาย จ.2 มาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยแจ้งว่าเป็นใบสมัครเข้าทำงานจำเลยไม่คิดว่าเป็นลูกจ้างของโจทก์เนื่องจากเป็นการทำงานโดยแบ่งเปอร์เซ็นต์กันและร้านของโจทก์ไม่มีอาจารย์สอนทำผมแต่อย่างใด โดยจำเลยมีนางสาวเกษรพัฒน์ทอง ซึ่งเคยทำงานเป็นช่างทำผมในร้านของโจทก์เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ฝึกสอนช่างทำผมที่มาทำงานในร้านของโจทก์ เพราะช่างทำผมทุกคนที่มาทำงานในร้านของโจทก์มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถในการทำงานจากที่อื่นอยู่ก่อนแล้ว มีนายฤทธิ์รงค์ ดาราฤกษ์ ซึ่งเคยทำงานเป็นช่างทำผมในร้านของโจทก์และเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานลงลายมือชื่อเป็นพยานในเอกสารโดยไม่ทราบข้อความเนื่องจากขณะลงลายมือชื่อเอกสารดังกล่าวยังไม่มีการกรอกข้อความแต่จำเลยได้ลงลายมือชื่อไว้ก่อนแล้ว เห็นว่า จำเลยมีประกาศนียบัตรเป็นพยานหลักฐานแสดงว่าจำเลยเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในวิชาชีพด้านการทำผมอยู่ก่อนที่จะมาทำงานที่ร้านของโจทก์แล้ว และหลังจากเรียนจบวิชาชีพดังกล่าวเมื่อปี 2533 แล้ว จำเลยได้ไปทำงานตามวิชาชีพอีก 2 ปี จึงมาทำงานที่ร้านของโจทก์ ศาลฎีกาได้ตรวจดูสัญญาที่โจทก์อ้างส่งแล้ว ปรากฏว่าในข้อ 1 ได้ระบุไว้ว่า โจทก์ตกลงให้การศึกษา จำเลยตกลงรับการศึกษาวิชาชีพทำผมไม่ว่าโดยวิธีการส่งให้เรียน และ/หรือฝึกหัดโดยโจทก์หรือตัวแทนของโจทก์จนสามารถประกอบวิชาชีพดังกล่าวได้ และในข้อ 2 ระบุว่า จำเลยตกลงว่าหากศึกษาวิชาชีพทำผมตามข้อ 1 จนสามารถประกอบวิชาชีพได้แล้ว จะทำงานด้านผมอยู่ร้านทำผมของโจทก์... ฯลฯ แต่ตามทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ให้การศึกษาหรือฝึกอบรมจำเลยอย่างไรบ้าง โจทก์คงเบิกความอ้างเพียงว่า หลังจากทำสัญญาแล้ว จำเลยได้ฝึกงานและสามารถออกแบบทรงผมบุรุษและสตรีได้จนชำนาญ ซึ่งเป็นการเบิกความอ้างลอย ๆ แม้โจทก์จะมีนางปรียา ศานติมารคมาเบิกความว่า ขณะที่จำเลยมาสมัครงานที่ร้านทำผมของโจทก์มีการฝึกหัดให้จำเลย แต่นางปรียาเป็นภริยาของโจทก์และประกอบกิจการร้านทำผมร่วมกันซึ่งตามธรรมดาจะต้องเบิกความให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่แล้ว ข้อนำสืบของโจทก์ในข้อนี้จึงมีน้ำหนักน้อย สำหรับนางสาวเกสรและนายฤทธิรงค์พยานจำเลยนั้น แม้จะปรากฏว่าเคยถูกโจทก์สั่งพักงานก็ไม่ได้หมายความว่า พยานดังกล่าวจะต้องมาเบิกความเป็นปฏิปักษ์ต่อโจทก์เสมอไป คำเบิกความของพยานดังกล่าวจึงนำมาฟังประกอบพยานอื่นของจำเลยได้ ตามรูปเรื่องที่คู่ความนำสืบจึงเชื่อได้ว่า จำเลยเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการทำผมและออกแบบทรงผมก่อนที่จะมาทำงานเป็นช่างทำผมที่ร้านของโจทก์แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จำเลยจะต้องมาสมัครฝึกงานที่ร้านของโจทก์อีก จึงฟังได้ว่าข้อความที่ระบุในสัญญาข้อ 1 และข้อ 2 ขัดต่อความเป็นจริง ดังนั้น หากจำเลยได้อ่านหรือรู้ถึงสาระสำคัญของข้อสัญญา ก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะยอมเสียเปรียบลงลายมือชื่อทำสัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์ในลักษณะเช่นนั้น ตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยนำสืบว่า โจทก์ได้นำแบบพิมพ์สัญญาซึ่งยังมิได้กรอกข้อความมาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยอ้างว่าเป็นใบสมัครงาน และจำเลยหลงเชื่อจึงลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวไปโดยจำเลยยังไม่ได้ตกลงกับโจทก์ตามข้อความที่ปรากฏในสัญญา การที่โจทก์นำสัญญาดังกล่าวไปกรอกข้อความในภายหลัง แม้จะมีลายมือชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญาก็จะถือว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญากับโจทก์ตามข้อความที่ปรากฏในสัญญายังไม่ได้ สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์จะนำมาฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามหรือเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานผิดสัญญาหาได้ไม่ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะวินิจฉัยไปในทางใดก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 149 ม. 156
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย พาส ศานติมารค
จำเลย — นาย คนึง ทำเนาว์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5168/2545
#99782
เปิดฉบับเต็ม

คำสั่งของจำเลยที่ไล่โจทก์ออกนั้นอ้างเหตุแต่เพียงว่าโจทก์ได้เก็บเงินค่าโดยสารแล้วตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับ มิได้อ้างว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชย จำเลยก็ชอบที่ยกเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้วซึ่งนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งของจำเลยอันเป็นหนังสือเลิกจ้างขึ้นต่อสู้ไม่ได้

เมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการที่โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ 20 บาท โจทก์ได้ตัดตั๋วราคา 6 บาท และทอนเงิน 4 บาท ให้แก่ผู้โดยสาร ซึ่งเป็นการตัดตั๋วไม่ครบราคา โดยโจทก์ไม่มีเจตนาเบียดบังเงินจำนวน 10 บาท เป็นของตนโดยทุจริต แต่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ดังนี้การกระทำของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยกรณีที่ไม่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ จึงต้องจ่ายค่าชดเชย และย่อมเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควร มิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมตามพ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้จ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารรถโดยประจำทางปรับอากาศสาย ปอ. ๒ ต่อมาจำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงาน โจทก์เห็นว่าการเลิกจ้างของจำเลยไม่เป็นธรรมต่อโจทก์เพราะโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งที่ไล่โจทก์ออกจากงานที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๓ และให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งเดิมอัตราค่าจ้างเดิมหรือไม่ต่ำกว่าเดิม ได้รับสวัสดิการเหมือนเดิมและนับอายุงานต่อเนื่องเสมือนไม่มีการให้โจทก์ออกจากงาน หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน ๕๖,๓๗๖.๕๒ บาท ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ๘๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ของค่าชดเชย และในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจำชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยมีคำสั่งเขตการเดินรถที่ ๒ ที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ลงโทษไล่โจทก์ออกจากพนักงาน ชอบด้วยระเบียบข้อบังคับและกฎหมายแรงงานแล้ว ไม่ถือเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมเนื่องจากโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง โดยโจทก์ทำหน้าที่ขายตั๋วโดยสารบนรถได้ตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา โดยผู้โดยสารขึ้นรถที่ถนนสีลมไปลงที่วัดบำเพ็ญเหนือได้ชำระค่าโดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท ซึ่งค่าโดยสารตามตารางกำหนด ๑๖ บาท แต่โจทก์ตัดตั๋วโดยสารให้ผู้โดยสารชนิดราคา ๖ บาท ทอนเงินให้ ๔ บาท เป็นการเบียดบังเงิน ๑๐ บาท ไปเป็นประโยชน์ของตนโดยทุจริต ซึ่งโจทก์เคยกระทำมาครั้งหนึ่ง จำเลยได้มีคำสั่งที่ ๑๒๘/๒๕๔๒ ลงวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๔๒ ว่ากล่าวตักเตือนโจทก์ว่าอย่ากระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับระเบียบคำสั่งในเรื่องนี้อีก หากฝ่าฝืนจะพิจารณาลงโทษสถานหนักต่อไป โจทก์ไม่มีสิทธินำส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราร้อยละและมีจำนวนไม่แน่นอน หากโจทก์ไม่มาทำงานขายตั๋วบนรถก็ไม่มีสิทธิได้รับ เงินส่วนแบ่งไม่ใช่ค่าจ้าง และเงิน ๑๙,๖๕๖.๕๒ บาท ที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจะนำมาคิดรวมกับค่าชดเชย ๓๖,๗๒๐ บาท หาได้ไม่ โจทก์เรียกดอกเบี้ยค่าชดเชยเกินกว่ากฎหมายกำหนด และการเลิกจ้างโจทก์ครั้งนี้จำเลยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามข้อบังคับจำเลย ฉบับที่ ๔๖ ซึ่งถือเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างแล้ว จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ๘๐,๐๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า เหตุเลิกจ้างที่จำเลยได้กล่าวอ้างในคำสั่งที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ไม่ได้ระบุถึงการกระทำผิดซ้ำคำเตือน จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวมาเป็นเหตุในการต่อสู้คดีกับโจทก์ได้ ศาลแรงงานกลางได้หยิบยกเหตุข้อต่อสู้ของจำเลยมาวินิจฉัยลงโทษ (น่าจะใช้คำว่า "เป็นโทษแก่") โจทก์ จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๗ นั้น เห็นว่า จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งขณะเกิดเหตุคดีนี้จำเลยอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๓ และระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๔๕, ๔๖ ไม่ได้อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ ที่ไล่โจทก์ออกจากงานนั้น อ้างเหตุแต่เพียงว่าโจทก์ได้เก็บเงินค่าโดยสารแล้วตัดตั๋วให้ผู้โดยสารไม่ครบราคา เป็นการทุจริตต่อหน้าที่และจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของจำเลยเป็นเหตุให้เสียหายแก่จำเลยอย่างร้ายแรง มิได้อ้างว่าโจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าชดเชยจำเลยก็ชอบที่ยกเหตุที่ระบุในหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น จำเลยจะยกเหตุที่โจทก์ได้กระทำการดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่งและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือไว้แล้ว ซึ่งนอกเหนือจากที่ระบุในคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ อันเป็นหนังสือเลิกจ้างขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไม่ได้ อุทธรณ์ของในข้อนี้ฟังขึ้น

ส่วนในปัญหาที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ความเสียหายที่จำเลยได้รับคือเงินจำนวน ๑๐ บาท ถือเป็นเงินจำนวนเล็กน้อย การเลิกจ้างของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา ๑๑๙(๓) แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ ตามที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามฟ้อง และการกระทำของโจทก์ตามระเบียบข้อบังคับของจำเลย ฉบับที่ ๔๖ พ.ศ. ๒๕๒๔ บทลงโทษยังไม่ถึงขั้นเลิกจ้าง คำสั่ง ๕๒๔/๒๕๔๓ ให้โจทก์ออกจากงานจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ เห็นว่า คดีนี้จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ว่าโจทก์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ แล้วถือได้ว่าจำเลยอ้างว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่และฝ่าฝืนระเบียบ ข้อบังคับและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรง จำเลยมิได้ให้การว่าโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจึงไม่ตรงกับข้ออ้างในหนังสือเลิกจ้างและเป็นเรื่องที่จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามเหตุเลิกจ้างที่จำเลยอ้างไว้ในหนังสือเลิกจ้างและจำเลยได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีซึ่งศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริง ว่าโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเงินค่าโดยสารจากผู้โดยสารเป็นธนบัตรฉบับละ ๒๐ บาท โจทก์ได้ตัดตั๋วราคา ๖ บาทและทอนเงิน ๔ บาท ให้แก่ผู้โดยสารดังกล่าว ซึ่งเป็นการตัดตั๋วไม่ครบราคา โจทก์ไม่มีเจตนาเบียดบังเงินจำนวน ๑๐ บาท เป็นของตนโดยทุจริต แต่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยเสียหายเพียงเล็กน้อย ดังนี้การกระทำของโจทก์จึงเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ และคำสั่งของจำเลยในกรณีที่ไม่ร้ายแรง จำเลยเลิกจ้างโจทก์ด้วยเหตุตามคำสั่งของจำเลยที่ ๕๒๔/๒๕๔๓ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น แต่จำเลยให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันไม่ใช่ค่าจ้างและเงิน ๑๙,๖๕๖.๕๒ บาท ที่โจทก์อ้างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงจะนำมาคำนวณรวมกับค่าชดเชย ๓๖,๗๒๐ บาทไม่ได้ ปัญหาและข้อเท็จจริงส่วนนี้ศาลแรงงานกลางยังไม่ได้วินิจฉัย จึงเห็นสมควรให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในปัญหาว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันเป็นค่าจ้างหรือไม่ หากเป็นค่าจ้างเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันที่จำนำมาคำนวณเป็นค่าชดเชยมีจำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยจำนวนเท่าใด

สำหรับปัญหาว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่จำเลยเลิกจ้างด้วยเหตุที่โจทก์กระทำผิดดังกล่าวมา ย่อมเป็นการเลิกจ้างโดยมีเหตุสมควรมิใช่การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับค่าชดเชย ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาว่าเงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันเป็นค่าจ้างหรือไม่ หากเป็นค่าจ้าง เงินส่วนแบ่งจากการขายตั๋วโดยสารประจำวันที่จะนำมาคำนวณค่าชดเชยมีจำนวนเท่าใด และโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยจำนวนเท่าใด แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 17 วรรคสาม ม. 119 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
สุวรรณทอง — นางสมใจ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายชวลิต ธรรมฤาชุ
ศาลอุทธรณ์
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5162/2545
#108725
เปิดฉบับเต็ม

เจ้าของที่ดินเดิมซึ่งที่ดินอยู่ในแนวเขตเวนคืนตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ที่มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ได้ขอรังวัดแบ่งเวนคืนที่ดินส่วนหนึ่งที่อยู่ในแนวเขตเวนคืนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ให้แก่กรมทางหลวงใช้สร้างถนนจนแล้วเสร็จ แต่ที่ดินอีกส่วนหนึ่งที่เหลือจากการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนและที่ดินที่ยังไม่มีการจดทะเบียนเวนคืนอันเป็นที่ดินพิพาทนั้นก็อยู่ในแนวเขตเวนคืนเพื่อใช้สำหรับงานทาง ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ด้วย ที่ดินพิพาทย่อมถูกเวนคืนตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 เป็นของรัฐแล้ว การจดทะเบียนแบ่งเวนคืนหรือจดทะเบียนเวนคืนสำหรับที่ดินทั้งสองส่วนนี้อาจกระทำคนละครั้งได้ มิใช่ว่า เมื่อมีการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนที่ดินเป็นของกรมทางหลวงและมีการเปิดใช้ทางหลวงแผ่นดินฯ แล้ว จะถือว่าการเวนคืนเสร็จสิ้นและทำให้ที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตเวนคืนของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225 ที่ยังมิได้ดำเนินการให้มีการจดทะเบียนเวนคืน ปลอดพ้นจากการเวนคืนแต่อย่างใด

โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดินทั้งสามแปลงมิใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงในขณะที่มีการเวนคืน หากมีการใช้ที่ดินที่ถูกเวนคืนนอกวัตถุประสงค์ของกฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์อันเป็นเหตุให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนมีสิทธิอ้างได้ ก็เป็นสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมในขณะที่มีการเวนคืน มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือโฉนดที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวในภายหลัง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการเวนคืนที่ดิน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่ไม่มีสิทธิหรืออำนาจคืนที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ ๓๘๒๕ เนื้อที่ ๒ งาน ๗ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๓๘๓๗ เนื้อที่ ๓ งาน ๑ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๔๐๑๐ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ๘๑ ตารางวา ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบางโทรัด อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ให้เพิกถอนการเวนคืนที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงดังกล่าว ให้จำเลยทั้งสี่คืนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ และให้เพิกถอนการกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยทั้งสี่เข้าไปครอบครอง หรือใช้ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าว และห้ามมิให้เจ้าหน้าที่หรือตัวแทนของจำเลยทั้งสี่เข้าไปดำเนินการใด ๆ ในที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ถูกเวนคืนเพิ่มเติม กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๕๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว วินิจฉัยว่า?

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาต่อไปว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๒๕ เนื้อที่ ๒ งาน ๗ ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๓๗ เนื้อที่ ๓ งาน ๑ ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๑๐ เนื้อที่ ๕ ไร่ ๓ งาน ๘๑ ตารางวา ตกเป็นของรัฐแล้วหรือไม่ ในปัญหานี้มีข้อต้องวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวอยู่ในแนวเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ ของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ หรือไม่ จากการตรวจสอบพยานได้ความว่า ที่ดินตามฟ้องทั้งสามแปลงอยู่ในแนวเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ทั้งในพระราชกฤษฎีกาฯ และในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวอยู่ในเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ ของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ เมื่อที่ดินพิพาท ทั้งสามแปลงดังกล่าวอยู่ในแนวเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ ของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๕ ซึ่งมีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งออกตามความในมาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๗ แห่งพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่ดินส่วนดังกล่าวย่อมถูกเวนคืนตกเป็นของรัฐ ส่วนที่ได้ความว่าเคยมีการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๒๕ และ ๓๘๓๗ ให้เป็นทางหลวงแผ่นดิน สายธนบุรี.. - ปากท่อ ไปแล้ว จำนวนเนื้อที่ ๒ ไร่ ๙๒ ตารางวา และเนื้อที่ ๖ ไร่ ๓ งาน ๒๖ ตารางวา นั้นเป็นการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนเฉพาะที่ดินส่วนที่เป็นถนนดังที่แสดงในแผนผัง R.O.W. เอกสารหมาย ล.๓ ที่ระบายสีน้ำเงิน ส่วนที่โฉนดเลขที่ ๓๘๒๕ และที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๘๓๗ ที่เหลือจากการ จดทะเบียนแบ่งเวนคืนดังกล่าวและที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๐๑๐ ที่ไม่มีการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนและเวนคืนดังที่แสดงในเอกสารหมาย ล.๓ ที่ระบายสีแดงเป็นส่วนที่เวนคืนเพื่อใช้สำหรับงานทาง การจดทะเบียนแบ่งเวนคืนและเวนคืนสำหรับที่ดินทั้งสองส่วนนี้จึงอาจกระทำคนละครั้งได้ มิใช่ว่าเมื่อมีการจดทะเบียนแบ่งเวนคืนที่ดินเป็นของจำเลยที่ ๑ และมีการเปิดใช้ทางหลวงแผ่นดินฯ แล้ว จะถือว่าการเวนคืนเสร็จสิ้นและทำให้ที่ดินที่อยู่ภายในแนวเขตเวนคืนที่กำหนดไว้ในข้อ ๑ ของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๒๕ ที่ยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนเวนคืน ปลอดพ้นจากการเวนคืนแต่อย่างใด ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวยังคงเป็นของรัฐอยู่ การดำเนินการของฝ่ายจำเลยแก่ที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวมิใช่เป็นการเวนคืนเพิ่มเติมดังที่โจทก์อ้างในฟ้อง อนึ่ง ถึงแม้แผนผังเอกสารหมาย ล.๓ ระบุว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจะใช้เป็นสถานที่ตั้งสถานีบริการเชื้อเพลิง (gas station) อันเป็นปัญหาว่าเป็นการเวนคืนนอกวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังที่โจทก์อ้างในฟ้องหรือไม่ ในข้อนี้ศาลฎีกาคณะคดีปกครองเห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิในที่ดิน ทั้งสามแปลงมิใช่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งสามแปลงในขณะที่มีการเวนคืน หากมีการใช้ที่ดินที่ถูกเวนคืนนอกวัตถุประสงค์ของกฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ อันเป็นเหตุให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนมีสิทธิอ้างได้ ก็เป็นสิทธิของเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมในขณะที่ที่ดินถูกเวนคืน มิใช่เป็นสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือโฉนดที่ดิน ทั้งสามแปลงดังกล่าวในภายหลัง ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๒๒/๒๔๙๕ ระหว่าง เจ้าจอมพิศว์ ในรัชกาลที่ ๕ โจทก์ กระทรวงมหาดไทย จำเลย นางไพโรจน์ ปัจจุสานนท์ ผู้ร้องสอด ข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ศาลฎีกาคณะคดีปกครองไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับตามคำขอ ท้ายฟ้องไม่ได้

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2482 ม. 41 ม. 47 ม. 50
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 225
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295
พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ม. 16
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทท่าจีนกอล์ฟ จำกัด
จำเลย — กรมทางหลวง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ — นายบุรินทร์ ตั้งประพันธ์วงศ์
ศาลอุทธรณ์ — นายกำธร โพธิ์สุวัฒนากุล
ชื่อองค์คณะ
วิชัย วิวิตเสวี
วิชัย ชื่นชมพูนุท
กำพล ภู่สุดแสวง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5147/2545
#46566
เปิดฉบับเต็ม

ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56(4) ได้ ก็ต่อเมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ซึ่งเป็นดุลพินิจในการลงโทษของศาล ถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1จำนวน 43 เม็ด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 และริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 จำคุก 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ริบของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลย ไม่ได้แก้บทมาตราด้วย ซึ่งเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุก อันเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และที่จำเลยฎีกาขอให้ส่งตัวจำเลยไปรับการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย โดยอ้างว่าจำเลยเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษถือว่าเป็นผู้ป่วยที่ต้องบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายนั้น เห็นว่า ศาลจะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลย โดยให้ไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56(4) ได้ก็ต่อเมื่อศาลรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยซึ่งเป็นดุลพินิจในการลงโทษของศาล ถือเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเช่นกัน จึงต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยนั้นมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 56
ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย มงคล โพธิ์ทอง
ชื่อองค์คณะ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5143/2545
#108724
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ ฉบับแรกมีจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 เป็นผู้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในภายหน้าและให้มีผลตลอดไปตราบเท่าที่จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้สินคงค้างอยู่กับโจทก์ ซึ่งสัญญาค้ำประกันดังกล่าวมิได้กำหนดว่าค้ำประกันหนี้จำนวนใดโดยเฉพาะเจาะจง และมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญาค้ำประกัน แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 จะได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้กับโจทก์ใหม่อีก โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในสัญญาค้ำประกันหนี้ใหม่ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ได้ตกลงยกเลิกสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อกัน และให้ยึดถือเอาสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำไว้กับโจทก์เพียงฉบับเดียว ดังนั้น สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ทำไว้กับโจทก์จึงยังคงมีผลบังคับอยู่ เมื่อโจทก์นำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับใหม่มาฟ้อง จำเลยที่ 4 ที่ 5 และที่ 7 ต้องรับผิดในหนี้ใหม่ตามสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๗ ร่วมกันชำระเงิน ๑๗,๕๑๑,๒๙๐.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๖,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๓ ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ให้การว่า จำเลยที่ ๔ และที่ ๕ ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่ทำขึ้นใหม่จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ ๖ ศาลชั้นต้นอนุญาต ส่วนจำเลยที่ ๗ ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร่วมกันชำระเงิน ๑๗,๕๑๑,๒๙๐.๔๔ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๖,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ รับผิดชำระเงินแก่โจทก์ จำนวน ๑๑,๕๒๘,๔๘๒.๒๒ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๘.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๑๑,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ ๕ อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๔ และที่ ๗ ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ ๕ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับค่าธรรมเนียมศาลที่จำเลยที่ ๕ ได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถานั้น ให้โจทก์นำมาชำระต่อศาลในนามของจำเลยที่ ๕ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ เปิดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเลขที่ ๐๐๑ - ๑ -๒๔๔๔๖ - ๔ กับโจทก์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการเบิกถอนเงินและเดินสะพัดทางบัญชี ต่อมาวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๓๔ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๑๙ ต่อปี ยอมเสียดอกเบี้ยทบต้นตามประเพณีธนาคาร ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ. ๒๙ และในวันเดียวกันจำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย ล. ๖ โดยมีจำเลยที่ ๓ ถึงที่ ๕ และที่ ๗ ทำสัญญาค้ำประกันในวันดังกล่าวในวงเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๓๓ ต่อมาวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอีก ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ. ๓๐ และทำสัญญากู้เงินโจทก์ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เงินเอกสาร จ. ๔ โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ค้ำประกันในวงเงิน ๑๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ. ๓๔ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี นับถึงวันบอกเลิกสัญญาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ เป็นเงิน ๑๑,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับถัดจากวันดังกล่าวถึงวันฟ้อง จำนวนเงิน ๓๙๕,๐๐๙.๕๑ บาท รวมเป็นเงิน ๑๑,๕๒๘,๔๘๒.๒๒ บาท และเป็นหนี้เงินกู้จำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน ๙๘๒,๘๐๘.๒๒ บาท คดีมีปัญหาชั้นฎีกาว่าจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ทำไว้กับโจทก์ตามเอกสารหมาย จ. ๓๓ ข้อ ๑ ระบุว่า เนื่องในการที่ธนาคารโจทก์ได้ยอมให้จำเลยที่ ๑ ทำการกู้เงิน กู้เบิกเงินเกินบัญชี หรือรายการอื่นใดอันก่อให้เกิดภาระหนี้สิน ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีต่อไปในภายหน้าเป็นจำนวนเงิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผู้ค้ำประกันยอมเข้าค้ำประกันและรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมในอันที่จะชำระหนี้ รวมทั้งดอกเบี้ยซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนี้จนสิ้นเชิงพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๙ ต่อปี และในข้อ ๕ ระบุว่า การค้ำประกันนี้มีผลใช้บังคับและผูกพันผู้ค้ำประกันตลอดไปตราบเท่าที่หนี้สินที่ลูกหนี้ยังคงมีอยู่ต่อธนาคาร เนื่องจากมูลหนี้ดังกล่าวในข้อ ๑ ยังมิได้ชำระให้ธนาคารจนหมดสิ้นเรียบร้อย สัญญาค้ำประกันดังกล่าวมิได้กำหนดไว้ว่าค้ำประกันหนี้จำนวนหนึ่งจำนวนใดโดยเฉพาะเจาะจง และมิได้มีข้อกำหนดของระยะเวลาว่าคู่สัญญามีเจตนาให้สัญญาค้ำประกันสิ้นผลผูกพันลงเมื่อใด แม้จะมีเหตุอันพึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ ๑ ได้ชำระหนี้เงินกู้จำนวน ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ตามสัญญากู้เอกสารหมาย ล. ๖ ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เพราะโจทก์มิได้นำหนี้จำนวนดังกล่าวมาฟ้องให้จำเลยที่ ๑ กับพวกรับผิดต่อโจทก์ และปรากฏว่าในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์อีก ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท และทำสัญญากู้เงินจำนวน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ เป็นผู้ค้ำประกันนั้น จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในหนี้สองจำนวนหลังนี้ และมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีในการ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ. ๓๘ ได้ความว่า ในวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าหนี้โจทก์อยู่จำนวน ๓,๑๔๔,๙๑๓.๗๕ บาท ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ได้ตกลงยกเลิกสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้ต่อกัน และให้ยึดถือเอาสัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ทำไว้กับโจทก์เพียงฉบับเดียว ดังนั้น สัญญาค้ำประกันที่จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ทำไว้กับโจทก์จึงยังคงมีผลบังคับอยู่ เพราะสัญญาค้ำประกันดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่าค้ำประกันทั้งหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันและในอนาคตและมีผลตลอดไปตราบเท่าที่จำเลยที่ ๑ ยังมีหนี้สินคงค้างอยู่กับโจทก์ เมื่อปรากฏว่าหลังจากวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๓๘ ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีฐานะเป็นเจ้าหนี้โจทก์ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้ว จำเลยที่ ๑ ก็ยังคงเดินสะพัดทางบัญชีกับโจทก์ตลอดมา วันรุ่งขึ้นวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๓๘ จำเลยที่ ๑ ก็กลับมีฐานะเป็นลูกหนี้โจทก์จำนวน ๒,๖๔๔,๙๑๓.๗๕ บาท เมื่อนับถึงวันบอกเลิกสัญญาวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน ๑๑,๑๓๓,๔๗๒.๗๑ บาท และดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นนับถึงวันฟ้องจำนวน ๓๙๕,๐๐๙.๕๑ บาท จำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ในฐานะผู้ค้ำประกันซึ่งยอมรับผิดกับจำเลยที่ ๑ อย่างลูกหนี้ร่วมจึงต้องร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีสำหรับจำเลยที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๗ ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 680 ม. 681 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทชิโก้ - ไทยแพลนเตชั่น จำกัด (มหาชน) กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายชวลิต ยงพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ — นางสิริรัตน์ จันทรา
ชื่อองค์คณะ
วิรัช ลิ้มวิชัย
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5142/2545
#46170
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลซึ่งการให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผู้ร้อง เมื่อ ส. เช่าซื้อรถของกลางจากผู้ร้องไปแล้ว ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะนำรถของกลางไปใช้กระทำผิดเมื่อใดการที่ผู้ร้องมาขอคืนรถของกลางภายหลังเกิดเหตุ 1 ปีเศษ ไม่พอฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์จะได้รถของกลางคืนแต่เป็นการขอคืนเพื่อประโยชน์ของ ส. ผู้เช่าซื้อทั้งการที่ผู้ร้องไม่ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทั้งที่ ส. ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 5 งวดสุดท้ายนั้น ก็น่าจะเป็นการให้โอกาสแก่ ส.ซึ่งเป็นลูกค้าชั้นดีและตามพฤติการณ์ไม่ปรากฏว่าส.รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ผู้ร้องมาขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลาง จึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใดต้องคืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72วรรคหนึ่ง, 73 ทวิ วรรคสอง และริบรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน พังงา กง - 111ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางและผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการที่จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปกระทำความผิด ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้คืนรถจักรยานยนต์ของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ของกลางได้ให้นายโส โคกเคียน เช่าซื้อ ระหว่างเช่าซื้อจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่นายโส อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด การให้เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางอยู่ในขอบวัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของผู้ร้อง หลังจากให้นายโสเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ของกลางไปแล้ว ผู้ร้องไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปใช้กระทำความผิดเมื่อใด การที่ผู้ร้องมาร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางในเวลาภายหลังเกิดเหตุถึง 1 ปีเศษ จึงยังไม่พอฟังว่า ผู้ร้องไม่ประสงค์จะได้รถจักรยานยนต์ของกลางคืน แต่เป็นการขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่นายโสดังที่โจทก์อ้าง ทั้งการที่ผู้ร้องไม่ได้ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อทั้งที่นายโสผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อตั้งแต่งวดที่ 21 ถึงงวดที่ 25 อันเป็นงวดสุดท้ายนั้น ก็น่าจะเป็นการให้โอกาสแก่นายโสซึ่งได้ชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่งวดที่ 1 ถึงงวดที่ 20 แก่ผู้ร้องตลอดมาซึ่งถือเป็นลูกค้าชั้นดีและยังคงมีหนี้ค่าเช่าซื้ออยู่จำนวนเพียง 6,800 บาทเท่านั้น ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัย นอกจากนั้นตามพฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่ปรากฏว่านายโสได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย จึงไม่มีข้อส่อพิรุธว่า ผู้ร้องขอคืนรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อประโยชน์แก่นายโส อันเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 36
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดตะกั่วป่า
ผู้ร้อง — บริษัทจุติพาณิชย์ จำกัด
จำเลย — นายสุชาติหรือหยึด นาเจริญ
ชื่อองค์คณะ
สมชาย พงษธา
ประสพสุข บุญเดช
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5139/2545
#46169
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน ต้องไปยื่นคำขอต่อนายทะเบียนอาวุธปืนก่อนเมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนได้ จะออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน (แบบ ป.3) ให้ ผู้ขอจึงนำใบ ป.3 ไปซื้ออาวุธปืน แล้วจึงนำไปแสดงต่อนายทะเบียนอาวุธปืนเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ต่อไปตามขั้นตอนดังกล่าวถือได้ว่านายทะเบียนอาวุธปืนได้อนุญาตให้ผู้ขอมีและใช้อาวุธปืนแล้วตั้งแต่ออกใบ ป.3 ส่วนการไปซื้อ จนกระทั่งออกใบ ป.4 เป็นขั้นตอนเพื่อควบคุมอาวุธปืนให้รู้ว่าแต่ละกระบอกอยู่ในครอบครองของผู้ใด ไม่ได้หมายความว่าผู้ขอเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนออกใบ ป.4 ให้ประกอบกับการที่จำเลยซื้อและครอบครองอาวุธปืนของกลางตามใบ ป.3 และดำเนินการขอออกใบ ป.4 จนได้รับใบ ป.4 ก่อนที่ใบ ป.3 จะสิ้นอายุ แสดงว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะฝ่าฝืนกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

จำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางก่อนที่ศาลชั้นต้นสั่งริบอาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 32 จึงริบอาวุธปืนของกลางไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ และมีกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 5 นัดอยู่ในสภาพที่ใช้การได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ และจำเลยพาอาวุธปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควร และไม่ได้รับใบอนุญาต ทั้งไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32,33, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7,8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำคุก 1 ปีฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดได้อาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 5 นัด และซองปืนจำนวน1 ซอง เป็นของกลาง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทดิเรก ปลั่งดี และร้อยตำรวจโทสนั่น ชูสกุล ผู้จับกุมเบิกความเพียงว่าขณะจับกุมจำเลย จำเลยยอมรับว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของจำเลยและจำเลยไม่สามารถนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน และใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนมาแสดงได้ พยานจึงยึดอาวุธปืนไว้เป็นของกลางเท่านั้น แต่ปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมเกียรติ ทรัพย์ส่งเสริม พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่มาเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.3 ว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าอาวุธปืนของกลางจำเลยได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) แล้วอยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2540ตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยเพิ่งไปรับอาวุธปืนจากร้านค้าก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วันขณะเกิดเหตุอยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) และจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540ตามเอกสารหมาย ล.5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนอำเภอหันคาให้ซื้ออาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนแล้ว จำเลยจึงซื้ออาวุธปืนของกลางมาตามใบอนุญาตดังกล่าวและอยู่ระหว่างดำเนินการจดทะเบียนรับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เห็นว่า การขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน ผู้ขอจะต้องไปยื่นคำขอต่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่ผู้ขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก่อน เมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่พิจารณาเห็นว่าผู้ขอมีคุณสมบัติตามที่พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กำหนดแล้วจึงอนุญาตให้ซื้อหรือรับโอนอาวุธปืนได้โดยจะออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ให้ จากนั้นผู้ขอจึงนำใบ ป.3ดังกล่าวไปซื้ออาวุธปืนจากร้านค้าหรือผู้ขาย แล้วจึงนำอาวุธปืนพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปแสดงต่อนายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4) สำหรับอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวให้แก่ผู้ขอต่อไป ตามขั้นตอนดังกล่าวถือได้ว่านายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตได้อนุญาตให้ผู้ขอมีและใช้อาวุธปืนแล้วตั้งแต่ออกใบ ป.3 ส่วนขั้นตอนการไปซื้อหรือรับโอนจนกระทั่งออกใบ ป.4 เป็นขั้นตอนต่อมาเพื่อควบคุมอาวุธปืนในราชอาณาจักรให้รู้ว่าอาวุธปืนแต่ละกระบอกอยู่ในครอบครองของผู้ใดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ขอเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนออกใบ ป.4 ให้ ทั้งตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 23(2)ก็กำหนดให้ใบ ป.3 มีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออกการที่จำเลยซื้อและครอบครองอาวุธปืนของกลางตามใบ ป.3 และดำเนินการขอออกใบ ป.4 สำหรับอาวุธปืนของกลางจนได้รับใบ ป.4 ตามเอกสารหมาย ล.5 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่ใบ ป.3 เอกสารหมาย ล.2 จะสิ้นอายุ ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยไปขออนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนจนกระทั่งได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ก็แสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่โจทก์ฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าต่อมาจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางตามเอกสารหมาย ล.5 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่ศาลชั้นต้นสั่งริบ อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบอาวุธปืนของกลางจึงชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 กรณีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาทจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 8 ทวิ ม. 23 ม. 72 ทวิ
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย สุขสันต์ จีนประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5139/2545
#48669
เปิดฉบับเต็ม

การขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน ผู้ขอจะต้องไปยื่นคำขอต่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่ผู้ขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก่อน เมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่เห็นว่าผู้ขอมีคุณสมบัติตามที่พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กำหนดแล้วจึงอนุญาตให้ซื้อหรือรับโอนอาวุธปืนได้ โดยจะออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล(แบบ ป.3) ให้ จากนั้นผู้ขอจึงนำใบ ป.3 ดังกล่าวไปซื้ออาวุธปืนจากร้านค้าหรือผู้ขายแล้วจึงนำอาวุธปืนพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปแสดงต่อนายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) ถือได้ว่านายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตได้อนุญาตให้ผู้ขอมีและใช้อาวุธปืนแล้วตั้งแต่ออกใบ ป.3ส่วนขั้นตอนการไปซื้อหรือรับโอนจนกระทั่งออกใบ ป.4 เป็นขั้นตอนต่อมาเพื่อควบคุมอาวุธปืนในราชอาณาจักรให้รู้ว่าอาวุธปืนแต่ละกระบอกอยู่ในครอบครองของผู้ใดเท่านั้นไม่ได้หมายความว่าผู้ขอเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเมื่อนายทะเบียนออกใบป.4 ให้ การที่จำเลยซื้อและครอบครองอาวุธปืนของกลางตามใบ ป.3 และดำเนินการขอออกใบ ป.4 สำหรับอาวุธปืนของกลางจนได้รับใบ ป.4 จึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และเมื่อจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางก่อนที่ศาลชั้นต้นสั่งริบ อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนวัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91, 371 ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมเป็นจำคุก 1 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยพร้อมยึดได้อาวุธปืนรีวอลเวอร์ขนาด .38 จำนวน 1 กระบอก กระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 5 นัด และซองปืนจำนวน 1 ซอง เป็นของกลาง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจโทดิเรก ปลั่งดี และร้อยตำรวจโทสนั่น ชูสกุล ผู้จับกุมเบิกความเพียงว่าขณะจับกุมจำเลย จำเลยยอมรับว่าอาวุธปืนของกลางเป็นของจำเลยและจำเลยไม่สามารถนำใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนและใบอนุญาตให้พาอาวุธปืนมาแสดงได้ พยานจึงยึดอาวุธปืนไว้เป็นของกลางเท่านั้น แต่ปรากฏจากคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกสมเกียรติ ทรัพย์ส่งเสริม พนักงานสอบสวนพยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่มาเบิกความประกอบบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.3 ว่า ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การว่าอาวุธปืนของกลาง จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3)แล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (แบบ ป.3) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม2540 ตามเอกสารหมาย ล.2 จำเลยเพิ่งไปรับอาวุธปืนจากร้านค้าก่อนเกิดเหตุเพียง1 วัน ขณะเกิดเหตุอยู่ระหว่างดำเนินการออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4)และจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540ตามเอกสารหมาย ล.5 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนอำเภอหันคาให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนแล้ว จำเลยจึงซื้ออาวุธปืนของกลางมาตามใบอนุญาตดังกล่าวและอยู่ระหว่างดำเนินการจดทะเบียนรับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เห็นว่า การขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนผู้ขอจะต้องไปยื่นคำขอต่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่ผู้ขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก่อน เมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่พิจารณาเห็นว่าผู้ขอมีคุณสมบัติตามที่พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ กำหนดแล้วจึงอนุญาตให้ซื้อหรือรับโอนอาวุธปืนได้ โดยจะออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ให้ จากนั้นผู้ขอจึงนำใบ ป.3ดังกล่าวไปซื้ออาวุธปืนจากร้านค้าหรือผู้ขาย แล้วจึงนำอาวุธปืนพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปแสดงต่อนายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตเพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน(แบบ ป.4) สำหรับอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวให้แก่ผู้ขอต่อไป ตามขั้นตอนดังกล่าวถือได้ว่านายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตได้อนุญาตให้ผู้ขอมีและใช้อาวุธปืนแล้วตั้งแต่ออกใบ ป.3 ส่วนขั้นตอนการไปซื้อหรือรับโอนจนกระทั่งออกใบ ป.4 เป็นขั้นตอนต่อมาเพื่อควบคุมอาวุธปืนในราชอาณาจักรให้รู้ว่าอาวุธปืนแต่ละกระบอกอยู่ในครอบครองของผู้ใดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ขอเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนออกใบ ป.4 ให้ ทั้งตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 23(2)ก็กำหนดให้ใบ ป.3 มีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออก การที่จำเลยซื้อและครอบครองอาวุธปืนของกลางตามใบ ป.3 และดำเนินการขอออกใบ ป.4 สำหรับอาวุธปืนของกลางจนได้รับใบ ป.4 ตามเอกสารหมาย ล.5 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่ใบ ป.3 เอกสารหมาย ล.2 จะสิ้นอายุประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยไปขออนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนจนกระทั่งได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ก็แสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตดังที่โจทก์ฟ้อง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่าจำเลยกระทำผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะหรือไม่นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยไม่มีใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบ ป.12) แม้จำเลยจะนำสืบว่า คืนวันเกิดเหตุจำเลยมีเงินสดจำนวน60,000 บาท กับสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ถูกรางวัลมีมูลค่า 290,000 บาท ติดตัวอยู่ด้วยและจำเลยต้องขับรถยนต์ผ่านจังหวัดสุพรรณบุรีมีระยะทาง 60 กิโลเมตร เป็นเส้นทางเปลี่ยวและเคยมีเหตุการณ์ปล้นทรัพย์บริเวณดังกล่าวก็ตาม แต่จำเลยก็มีเพียงตัวจำเลยปากเดียวเบิกความเป็นพยานโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.3 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การถึงเหตุผลความจำเป็นในการต้องพาอาวุธปืนติดตัวเอาไว้แต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยจึงเป็นพิรุธน่าสงสัยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยพาอาวุธปืนของกลางติดตัวไปโดยไม่เป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ จำเลยจึงมีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยจะนำอาวุธปืนของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดประกอบกับจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง และไม่ปรากฏว่าเคยต้องโทษถึงจำคุกมาก่อน กรณีสมควรรอการลงโทษให้จำเลย

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการสุดท้ายว่า สมควรริบอาวุธปืนของกลางหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าต่อมาจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนของกลางตามเอกสารหมาย ล.5 เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ก่อนที่ศาลชั้นต้นสั่งริบอาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่สิ่งที่มีไว้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ไม่ริบอาวุธปืนของกลางจึงชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 กรณีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 3,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก4 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 32
ป.วิ.อ. ม. 227
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 23
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นาย สุขสันต์ จีนประดิษฐ์
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5139/2545
#99929
เปิดฉบับเต็ม

การที่นายทะเบียนอาวุธปืนออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.3) ให้แก่ผู้ขออนุญาต ถือได้ว่านายทะเบียนอาวุธปืนได้อนุญาตให้ผู้ขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืนได้แล้ว ส่วนการไปซื้อหรือรับโอนอาวุธปืนตามแบบ ป.3 ดังกล่าว แล้วนำไปดำเนินการจดทะเบียนออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.4) เป็นขั้นตอนต่อเนื่องมาเพื่อควบคุมอาวุธปืนในราชอาณาจักรให้รู้ว่าอาวุธปืนแต่ละกระบอกอยู่ในครอบครองของผู้ใดเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงว่าผู้ขออนุญาตเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนออกใบอนุญาตแบบ ป.4 ให้

ตาม พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 23 (2) กำหนดให้แบบ ป.3 มีอายุ 6 เดือน นับแต่วันออก การที่จำเลยซื้อและครอบครองอาวุธปืนตามแบบ ป.3 แล้วดำเนินการขอจดทะเบียนรับใบอนุญาตแบบ ป.4 ภายในกำหนดเวลา จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และ สิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒, ๓๓, ๙๑, ๓๗๑ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำคุก ๑ ปี ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน รวมเป็นจำคุก ๑ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๒ เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ขณะเกิดเหตุจำเลยได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนอำเภอหันคาให้ซื้ออาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนแล้ว จำเลยจึงซื้ออาวุธปืนของกลางมาตามใบอนุญาตดังกล่าวและอยู่ระหว่างดำเนินการ จดทะเบียนรับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน เห็นว่า การขออนุญาตมีและใช้อาวุธปืน ผู้ขอจะต้องไปยื่นคำขอต่อ นายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่ผู้ขอมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก่อน เมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่พิจารณาเห็นว่าผู้ขอมีคุณสมบัติตามที่พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯกำหนดแล้วจึงอนุญาตให้ซื้อหรือรับโอนอาวุธปืนได้ โดยจะออกใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนส่วนบุคคล (แบบ ป.๓) ให้ จากนั้นผู้ขอจึงนำใบ ป.๓ ดังกล่าวไปซื้ออาวุธปืนจากร้านค้าหรือผู้ขาย แล้วจึงนำอาวุธปืนพร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปแสดงต่อนายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาต เพื่อออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (แบบ ป.๔) สำหรับอาวุธปืนกระบอกดังกล่าวให้แก่ผู้ขอต่อไป ตามขั้นตอน ดังกล่าวถือได้ว่านายทะเบียนอาวุธปืนผู้ออกใบอนุญาตได้อนุญาตให้ผู้ขอมีและใช้อาวุธปืนแล้วตั้งแต่ออกใบ ป.๓ ส่วนขั้นตอนการไปซื้อหรือรับโอนจนกระทั่งออกใบ ป.๔ เป็นขั้นตอนต่อมาเพื่อควบคุมอาวุธปืนในราชอาณาจักรให้รู้ว่าอาวุธปืนแต่ละกระบอกอยู่ในครอบครองของผู้ใดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ขอเพิ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนเมื่อนายทะเบียนอาวุธปืนออกใบ ป.๔ ให้ ทั้งตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา ๒๓ (๒) ก็กำหนดให้ใบ ป.๓ มีอายุ ๖ เดือน นับแต่วันออก การที่จำเลยซื้อและครอบครองอาวุธปืนของกลางตามใบ ป.๓ และดำเนินการขอออก ใบ ป.๔ สำหรับอาวุธปืนของกลางจนได้รับใบ ป.๔ ตามเอกสารหมาย ล.๕ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ก่อนที่ใบ ป.๓ เอกสารหมาย ล.๒ จะสิ้นอายุ ประกอบกับพฤติการณ์ที่จำเลยไปขออนุญาตจากนายทะเบียนอาวุธปืนจนกระทั่งได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ก็แสดงอยู่ในตัวว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะฝ่าฝืนกฎหมาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตดังที่โจทก์ฟ้อง?

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง, ๗๒ ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๗๑ กรณีเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๓,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและ ชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๔ เดือน และปรับ ๒,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙, ๓๐ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๗
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 7 ม. 23 (2) ม. 72 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม
จำเลย — นายสุขสันต์ จีนประดิษฐ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดจังหวัดนครปฐม — นายสุพิน ชิ้นประเสริฐ
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายกษิดิ์เดช จีนสลุต
ชื่อองค์คณะ
ไพศาล เจริญวุฒิ
วิชัย วิสิทธวงศ์
จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5134/2545
#46167
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ต้องเป็นกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ การที่จะพิจารณาว่าศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 ดังนั้น การที่จำเลยให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 จึงมิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540มาตรา 6 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินกับเงินเพิ่มจำนวน 412,632 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นกับเอกชน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 การที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาความปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติยกเว้น มิให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และให้การต่อสู้ประเด็นอื่นอีกหลายประเด็น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 ขอให้ศาลภาษีอากรกลางส่งเรื่องที่จำเลยให้การต่อสู้ประเด็นอำนาจฟ้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าการที่ศาลจะส่งคำโต้แย้งของคู่ความไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 หรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ในคดีนี้ศาลได้ตั้งประเด็นปัญหาข้อกฎหมายไว้ในชั้นชี้สองสถานแล้วจึงไม่มีเหตุตามคำร้อง ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณาและนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 12 กันยายน 2544 จำเลยคัดค้านคำสั่งดังกล่าว

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2544 ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำร้อง แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 412,632 บาท

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งความเห็นของจำเลยที่ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า กรณีที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ต้องเป็นกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ การที่จะพิจารณาว่าศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7ดังนั้น การที่จำเลยให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 จึงมิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าวชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 276
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลอ่าวอุดม
จำเลย — บริษัท เอเชี่ยนสตีลบาร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา