คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5134/2545
#46168
เปิดฉบับเต็ม

การที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามบทบัญญัติมาตรา 264 วรรคหนึ่ง แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ นั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ การที่จะพิจารณาว่าศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 7 ฉะนั้นการที่จำเลยให้การว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางแต่อยู่ในอำนาจของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 276ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองฯ มาตรา 9 บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6นั้น จึงมิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฯ มาตรา 6 จึงไม่มีเหตุที่ศาลภาษีอากรกลางจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินกับเงินเพิ่มจำนวน 412,632 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นกับเอกชน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 การที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และให้การต่อสู้ประเด็นอื่นอีกหลายประเด็น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2544 ขอให้ศาลภาษีอากรกลางส่งเรื่องที่จำเลยให้การต่อสู้ประเด็นอำนาจฟ้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าการที่ศาลจะส่งคำโต้แย้งของคู่ความไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 หรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ในคดีนี้ศาลได้ตั้งประเด็นปัญหาข้อกฎหมายไว้ในชั้นชี้สองสถานแล้วจึงไม่มีเหตุตามคำร้องยกคำร้อง แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณา และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 12 กันยายน 2544 จำเลยคัดค้านคำสั่งดังกล่าว

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 4 กันยายน 2544 ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 412,632 บาทแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งความเห็นของจำเลยที่ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใดถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า กรณีที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ต้องเป็นกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ การที่จะพิจารณาว่าศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 7 ดังนั้น การที่จำเลยให้การว่าคดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 276 ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองพ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 จึงมิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 6 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าวชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ม. 6 ม. 264 ม. 276
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — เทศบาลตำบลอ่าวอุดม
จำเลย — บริษัท เอเชี่ยนสตีลบาร์ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5134/2545
#99808
เปิดฉบับเต็ม

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฯ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง กรณีที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ต้องเป็นกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ การที่จะพิจารณาว่าศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาคดีนี้หรือไม่ จะต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร ฯ มาตรา 7 จำเลยให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางแต่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 276 ที่ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 9 บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 6 นั้น มิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 6 จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินกับเงินเพิ่มจำนวน ๔๑๒,๖๓๒ บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างราชการส่วนท้องถิ่นกับเอกชน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ การที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๖ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และให้การต่อสู้ประเด็นอื่นอีกหลายประเด็น ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๔ ขอให้ศาลภาษีอากรกลางส่งเรื่องที่จำเลยให้การต่อสู้ประเด็นอำนาจฟ้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่าการที่ศาลจะส่งคำโต้แย้งของคู่ความไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ หรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาล ในคดีนี้ศาลได้ตั้งประเด็นปัญหาข้อกฎหมายไว้ในชั้นชี้สองสถานแล้วจึงไม่มีเหตุตามคำร้อง ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ แล้วดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปจนเสร็จการพิจารณา และนัดฟังคำพิพากษาวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๔ จำเลยคัดค้านคำสั่งดังกล่าว

จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๔ ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญขอให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๔๑๒,๖๓๒ บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์คำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าวข้างต้น

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า... ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางไม่ส่งความเห็นของจำเลยที่ว่าพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ ไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๖๔ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา ๖ และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า กรณีที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ต้องเป็นกรณีที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นบังคับแก่คดีที่ศาลพิจารณาอยู่ การที่จะพิจารณาว่าศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่ จะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.๒๕๒๘ มาตรา ๗ ดังนั้น การที่จำเลยให้การว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง แต่อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๒๗๖ ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๙ บัญญัติยกเว้นมิให้อยู่ในอำนาจศาลปกครอง ขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๖ จึงมิใช่เป็นการกล่าวอ้างว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๔๐ มาตรา ๖ จึงไม่มีเหตุที่ศาลจะต้องส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยทั้งสองฉบับดังกล่าวชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์.

นายอดิเทพ ถิระวัฒน์ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ม. 6 ม. 264 วรรคหนึ่ง ม. 276
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 7
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ม. 9
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทเอเชี่ยนสตีลบาร์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลภาษีอากรกลาง — นายประเสริฐ โหล่วประดิษฐ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2545
#48668
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 91,289 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 55, 72 ทวิ, 78 และริบของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพเฉพาะข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง, 55, 78วรรคหนึ่ง เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง จำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิต ฐานพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 52(1) ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนคงจำคุกตลอดชีวิต ฐานพาอาวุธปืนไปในหมู่บ้านโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทั้งสามกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเพียงสถานเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(3) ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...การที่จำเลยมีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย และจำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวไปฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนถือว่าเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดเพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยจึงไม่ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 78 วรรคหนึ่ง,วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 90 ม. 289 (4)
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2477 ม. 78
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
จำเลย — นาย ผ่าน พรหมเลิศ
ชื่อองค์คณะ
วสันต์ ตรีสุวรรณ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2545
#46166
เปิดฉบับเต็ม

ในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น ก. ได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของ ก. มีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของ ก. เพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง

การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไป มิใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาเพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด

โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์หรือไม่ โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(4)

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์และนายชม เพชรฉวาง สามีของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2527 โจทก์ยกที่ดินตามน.ส. 3 ก. เลขที่ 193 และ 449 ให้จำเลยทั้งสอง ต่อมาเมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน2540 จำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาทและทำร้ายร่างกายโจทก์รวมทั้งบอกปัดไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ขณะที่โจทก์เจ็บป่วย จำเลยทั้งสองมีรายได้จากการทำสวนยางพาราและสวนปาล์มในที่ดินที่โจทก์ยกให้ ส่วนโจทก์ไม่มีรายได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 193 และ449 ตำบลเพหลา อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ คืนแก่โจทก์ และให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองในการสมรสโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้ จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกายหรือบอกปัดที่จะไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ทั้งโจทก์ก็มีเงินฝากในธนาคาร จำนวน200,000 บาท จึงไม่ยากไร้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรบุญธรรมของโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2527 ตามใบสำคัญการสมรสเอกสารหมาย ล.2 และในวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองตามสำเนาหนังสือสัญญาให้เอกสารหมาย จ.9 และสำเนาสารบัญจดทะเบียนท้าย น.ส. 3 ก. เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองเป็นการให้ในการสมรสตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาหรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ จำเลยทั้งสองได้อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าขณะที่จำเลยที่ 1 อายุประมาณ 25 ปีโจทก์ได้ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยทั้งสองซึ่งหลังจากจดทะเบียนสมรสกันเสร็จแล้ว ในวันเดียวกันนั้นโจทก์ก็ได้จดทะเบียนยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้จำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองมีนายกลม เพชรฉวาง พี่สามีของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามจำเลยที่ 2 ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 กับนางวอน คงภักดี ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายจำเลยที่ 2 ซึ่งรู้เห็นเหตุการณ์การสู่ขอครั้งนั้นมาเป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่าในวันสู่ขอจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 นั้น มีการตกลงกันว่าขอตกที่ดินกัน 2 แปลง ซึ่งหมายถึงโจทก์จะต้องยกที่ดิน 2 แปลง ให้คู่สมรส ส่วนพยานฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ขณะที่โจทก์ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหลานแท้ ๆ ของโจทก์ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 นั้น ฝ่ายบิดามารดาของจำเลยที่ 2 เรียกค่าสินสอดเป็นเงิน30,000 บาท เท่านั้น ไม่มีการเรียกเงินค่าสินสอดเป็นที่ดินด้วย โดยโจทก์มีนายจรัญแก้วศรีสด น้องชายของโจทก์กับนางระเบียบ แก้วศรีสด น้องสะใภ้ของโจทก์และนางกั้นสุทธิเกิดน้องสาวของโจทก์เป็นพยานเบิกความสนับสนุน เห็นว่า พยานฝ่ายโจทก์ล้วนแต่เป็นญาติสนิทข้างโจทก์ทั้งสิ้น ย่อมจะต้องเบิกความให้สมประโยชน์แก่โจทก์เป็นธรรมดา จึงมีน้ำหนักน้อย ส่วนพยานฝ่ายจำเลยนั้นนอกจากมีพยานบุคคลดังกล่าวแล้วยังมีพยานเอกสารคือใบสำคัญการสมรสตามเอกสารหมาย ล.2 เป็นพยานสนับสนุนว่าจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกันในวันเดียวกับที่โจทก์ จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองดังปรากฏตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนท้าย น.ส.3 ก. เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 กับสำเนาหนังสือสัญญาให้เอกสารหมาย จ.9 การที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 แทนที่จะจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของตนเพียงคนเดียวในวันเดียวกันกับวันที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรส เป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าที่โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองนั้น น่าจะเป็นการยกให้ในโอกาสพิเศษคือ เนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองได้สมรสกันยิ่งกว่าจะเป็นการยกให้โดยเสน่หาตามธรรมดา สำหรับนายกลมพยานจำเลยทั้งสองปรากฏว่าเป็นพี่ชายของสามีโจทก์และเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามจำเลยที่ 2 ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด น่าเชื่อว่านายกลมเบิกความไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น นายกลมได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของนายกลมมีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของนายกลมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง แม้โจทก์จะนำนายมงคลโกยดุลย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จังหวัดกระบี่ซึ่งเคยรับราชการอยู่ที่สำนักงานที่ดินอำเภอคลองท่อมระหว่างปี 2522 ถึง 2539 และเป็นผู้บันทึกถ้อยคำของโจทก์ในขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองมาเป็นพยานเบิกความประกอบบันทึกถ้อยคำตามเอกสารหมาย จ.5 ว่า โจทก์ตกลงยกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่จำเลยทั้งสองโดยเสน่หา หากเป็นการให้ในการสมรส บันทึกถ้อยคำดังกล่าวจะต้องระบุไว้ให้ชัดว่าเป็นการให้ในการสมรสซึ่งเป็นระเบียบของสำนักงานที่ดินและค่าธรรมเนียมในการโอนก็ต่างกัน เห็นว่า โจทก์เป็นหญิงชาวชนบทอาจไม่รู้ระเบียบปฏิบัติของทางราชการ จึงได้ให้ถ้อยคำแต่เพียงว่าโจทก์ขอให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่โจทก์มิได้ให้ถ้อยคำระบุโดยชัดแจ้งว่าเป็นการให้ในการสมรสจึงมิใช่ข้อบ่งชี้ว่าโจทก์มิได้ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกัน นอกจากนี้ยังปรากฏข้อเท็จจริงตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย ล.1 อีกว่า ขณะที่โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองนั้น โจทก์มีอายุเพียง 51 ปีเศษ เท่านั้นยังไม่ถึงกับแก่เฒ่า ส่วนจำเลยที่ 1 มีอายุเพียง 23 ปีเศษ หากโจทก์มิได้รับการร้องขอจากบิดามารดาของจำเลยที่ 2 ให้ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองในขณะที่โจทก์ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ให้มาอยู่กินเป็นสามีภริยากับจำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าเชื่อว่าโจทก์จะยอมยกที่ดินพิพาทที่ตนใช้ทำมาหากินให้แก่บุตรหลานของตนไปเช่นนั้น ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไปและการที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้ เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ก็ตามโจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 535(4) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 114
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกี้ เพชรฉวาง
จำเลย — นายสุนทร เพชรฉวาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2545
#47399
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาล ก. ได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของ ก. มีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของ ก. เพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 วรรคสอง

การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไปนั้นหาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้

โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์หรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(4) ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท และทำร้ายร่างกายโจทก์รวมทั้งบอกปัดไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ขณะที่โจทก์เจ็บป่วย เพิกถอนการให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ และให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองในการสมรสโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้ จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกายหรือบอกปัดที่จะไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... สำหรับนายกลม พยานจำเลยทั้งสองปรากฏว่า เป็นพี่ชายของสามีโจทก์และเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามจำเลยที่ 2 ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ 1 ในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด น่าเชื่อว่านายกลมเบิกความไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น นายกลมได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของนายกลมมีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของนายกลมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114วรรคสอง... ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไป และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้ เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ก็ตามโจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 535(4) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535 (4)
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 114 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง กี้ เพชรฉวาง
จำเลย — นาย สุนทร เพชรฉวาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2545
#99797
เปิดฉบับเต็ม

แม้ในวันที่จำเลยที่ 1 อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาล ก. ได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของ ก. มีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของ ก. เพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 114 วรรคสอง

การที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าโจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไปนั้นหาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้

โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้น ไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์หรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ ตาม ป.พ.พ.มาตรา 535 (4) ไม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์ยกที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท และทำร้ายร่างกายโจทก์รวมทั้งบอกปัดไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ขณะที่โจทก์เจ็บป่วย เพิกถอนการให้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ และให้ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ครอบครองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นชื่อของโจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทั้งสองในการสมรสโจทก์ไม่มีสิทธิถอนคืนการให้ จำเลยไม่เคยประพฤติเนรคุณโจทก์โดยด่า หมิ่นประมาท ทำร้ายร่างกายหรือบอกปัดที่จะไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ? สำหรับนายกลม พยานจำเลยทั้งสองปรากฏว่า เป็นพี่ชายของสามีโจทก์และเป็นผู้ไปติดต่อทาบทามจำเลยที่ ๒ ให้มาเป็นภริยาของจำเลยที่ ๑ ในฐานะญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายเป็นผู้ไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใด น่าเชื่อว่านายกลมเบิกความไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในวันที่จำเลยที่ ๑ อ้างตนเองเข้าเบิกความต่อศาลชั้นต้น นายกลมได้นั่งฟังอยู่ในห้องพิจารณาด้วยอันเป็นการผิดระเบียบ แต่เมื่อคำเบิกความของนายกลมมีเหตุผลน่าเชื่อฟัง ศาลย่อมฟังคำเบิกความของนายกลมเพื่อประกอบการพิจารณาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๑๔ วรรคสอง ? ตามพฤติการณ์จึงมีเหตุผลน่าเชื่อตามที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่า โจทก์จดทะเบียนให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองเนื่องในโอกาสที่จำเลยทั้งสองสมรสกันเพื่อให้ใช้ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวสืบไป และการที่จำเลยทั้งสองนำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าวก็หาใช่เป็นการนำสืบแก้ไขเปลี่ยนแปลงเอกสารหลักฐานการจดทะเบียนที่ระบุว่าเป็นการให้โดยเสน่หาตามที่โจทก์ฎีกาไม่ เพราะเป็นการนำสืบให้เห็นถึงมูลเหตุจูงใจที่โจทก์ให้ที่ดินพิพาทแก่จำเลยทั้งสองว่าเป็นการให้เนื่องในโอกาสใด จำเลยทั้งสองจึงมีสิทธินำสืบได้ เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์ให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยทั้งสองในการสมรส ดังนั้นไม่ว่าจำเลยทั้งสองจะได้ประพฤติเนรคุณโจทก์ดังที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ก็ตาม โจทก์ก็จะฟ้องขอถอนคืนการให้ไม่ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๓๕ (๔) ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องกันให้ยกฟ้องโจทก์มานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 535 (4)
ป.วิ.พ. ม. 94 ม. 114 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางกี้ เพชรฉวาง
จำเลย — นายสุนทร เพชรฉวาง กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดกระบี่ — นายกฤษณ์ ฤตวิรุฬห์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 — นายภาติยะ ดวงมณี
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5124/2545
#45768
เปิดฉบับเต็ม

สาระสำคัญของการขอถอนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 175 วรรคสอง(1) อยู่ที่ว่าเมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ต้องสอบถามจำเลยก่อนเท่านั้น เมื่อสอบถามจำเลยแล้ว ศาลจะอนุญาตหรือไม่เป็นดุลพินิจโดยศาลต้องคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์หรือการเอารัดเอาเปรียบในคดีเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ขอถอนฟ้องเพราะโจทก์ได้ขายสิทธิการเช่าซื้อให้แก่บริษัท บ. ไปแล้ว ทั้งได้รับอนุมัติจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินให้ถอนฟ้องคดีนี้ได้ จึงเป็นการเชื่อว่าตนหมดอำนาจในการดำเนินคดีต่อไป ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามปกติที่มีอยู่ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้จำเลยจะคัดค้านแต่ก็มิได้ให้เหตุผลอย่างใดไว้ ฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าซื้อรถยนต์หมายเลขทะเบียน 4 ฐ - 4624 กรุงเทพมหานคร กับโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้วขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถคืนโจทก์พร้อมทั้งชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะฟ้องผิดศาลและผิดประเภทของรถยนต์ โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยและค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสอง ลายมือชื่อจำเลยที่ 2 ในสัญญาค้ำประกันเป็นลายมือชื่อปลอม แต่เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว คู่สัญญาต้องกลับสู่ฐานะเดิมโดยโจทก์ต้องรับรถคืนไปและคืนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระไปแล้วพร้อมดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์เสร็จแล้ว ระหว่างสืบพยานจำเลยโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองแถลงคัดค้านศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่าในกรณีที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องภายหลังจากจำเลยยื่นคำให้การแล้วเช่นคดีนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 วรรคสอง(1) บัญญัติว่า ศาลจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตหรืออนุญาตภายในเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ห้ามมิให้ศาลอนุญาตโดยมิได้ฟังจำเลยก่อน สาระสำคัญของบทบัญญัติดังกล่าวจึงอยู่ที่ว่า หากศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ศาลจะต้องสอบถามจำเลยก่อนเท่านั้น เมื่อสอบถามจำเลยแล้วศาลจะอนุญาตหรือไม่เป็นดุลพินิจ โดยศาลจะต้องคำนึงถึงความสุจริตของโจทก์หรือการเอารัดเอาเปรียบในคดีเป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเพราะโจทก์ได้ขายสิทธิการเช่าซื้อให้แก่บริษัทบางกอกแคปปิตอลเวนเจอร์ จำกัดไปแล้ว ทั้งได้รับอนุมัติจากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินให้ทำการถอนฟ้องคดีนี้ เห็นได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเพราะเชื่อว่าตนเองหมดอำนาจในการดำเนินคดีต่อไป เป็นการใช้สิทธิตามปกติที่มีอยู่ มิใช่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตดังจำเลยทั้งสองฎีกาแต่ประการใด ในชั้นสอบถามจำเลยเรื่องนี้ จำเลยทั้งสองคัดค้านโดยไม่ได้ให้เหตุผลใด ๆ เลย ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องนั้นชอบแล้ว ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าโจทก์ในคดีนี้ควรขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกบริษัทบางกอกแคปปิตอลเวนเจอร์ จำกัด เข้ามาเป็นโจทก์ร่วมตามหลักในเรื่องร้องสอดก็ดี หรือฎีกาว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 30 ก็ดี เป็นข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสองมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ และไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย เพราะมิได้เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิถอนฟ้องของโจทก์ที่มีอยู่แล้วตามกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัยให้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 175
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ไอทีเอฟ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นางสาว ทัศนีย์ เล็กกลาง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5120/2545
#46165
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อสิทธิเรียกร้องขาดอายุความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10และ 193/28 ให้จำเลยมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ เมื่อจำเลยไม่ใช้สิทธินั้นโดยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ จึงมีผลเพียงว่า จำเลยจะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนไม่ได้เท่านั้นส่วนการรับสภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) จะต้องกระทำก่อนที่หนี้นั้นจะขาดอายุความ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยภายหลังที่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว จึงไม่ใช่การรับสภาพหนี้ ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2536 และวันที่ 11 ธันวาคม 2536 จำเลยซื้อยางรถยนต์จากโจทก์รวมเป็นเงิน 38,260 บาท ตกลงชำระหนี้ให้แก่โจทก์ภายใน7 วัน นับแต่วันที่ได้รับสินค้า ครบกำหนดจำเลยผิดสัญญานำเงินมาชำระให้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน โดยชำระในวันที่ 12 มกราคม 2542 จำนวน 1,000 บาท และวันที่ 16มิถุนายน 2542 จำนวน 1,000 บาท จำเลยยังค้างชำระอีกจำนวน 36,260 บาทจำเลยตกลงจะชำระหนี้ส่วนที่ค้างภายใน 1 เดือน แต่เมื่อครบกำหนดจำเลยไม่ชำระขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 37,930 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 36,260 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยซื้อสินค้าจากโจทก์ โจทก์มิได้ใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าสินค้าภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ 11 ธันวาคม 2536 คดีโจทก์จึงขาดอายุความขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 36,260 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินเสร็จสิ้นแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งศาลชั้นต้นเป็นที่สุด

ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยได้รับอนุญาตให้ทุเลาการบังคับคดี ต่อมาในวันพิจารณาหลักประกัน จำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าจำเลยยังหาประกันมาวางศาลไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยไม่นำหลักประกันมาวางตามคำสั่งศาล ถือว่าจำเลยไม่ติดใจทุเลาการบังคับคดี ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ภายหลังจากสิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้วถือเป็นการรับสภาพหนี้ ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/10 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องที่ขาดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องนั้นได้" และมาตรา 193/28 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การชำระหนี้ตามสิทธิเรียกร้องซึ่งขาดอายุความแล้วนั้น ไม่ว่ามากน้อยเพียงใด จะเรียกคืนไม่ได้ แม้ว่าผู้ชำระหนี้ไม่รู้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วก็ตาม" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว จำเลยมีสิทธิที่จะปฏิเสธการชำระหนี้ได้ เมื่อจำเลยไม่ใช้สิทธินั้นโดยชำระหนี้บางส่วนแก่โจทก์ก็มีผลเพียงว่าจำเลยจะเรียกเงินที่ชำระไปแล้วคืนไม่ได้เท่านั้น ทั้งการรับสารภาพหนี้ด้วยการชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) จะต้องกระทำก่อนที่หนี้นั้นจะขาดอายุความ ดังนั้น การชำระหนี้ของจำเลยดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นเรื่องการรับสภาพหนี้ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/10 ม. 193/14 ม. 193/14 (1) ม. 193/28
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด มณฑลหล่อยางหนองคาย
จำเลย — นาย ศิริชัย แท่นหิน
ชื่อองค์คณะ
ธาดา กษิตินนท์
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล
หัสดี ไกรทองสุก
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5107/2545
#46565
เปิดฉบับเต็ม

แม้คันดินกั้นน้ำที่ผ่านหน้าบ้านโจทก์สามารถใช้เป็นทางเดินและในฤดูแล้งสามารถใช้เป็นทางรถยนต์แล่นได้ แต่คันดินกั้นน้ำสามารถใช้เป็นทางเดินและทางให้รถยนต์แล่นเฉพาะหน้าแล้งเท่านั้น ถ้าเป็นฤดูฝนและช่วงน้ำหลากจะใช้เป็นทางไม่สะดวกเพราะน้ำท่วมคันดิน พื้นถนนบนคันดินทรุดและลื่น แสดงว่าทางภารจำยอมพิพาทยังเป็นประโยชน์แก่ที่ดินโจทก์ในช่วงน้ำหลากหรือในกรณีฝนตกหนัก เพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ประโยชน์ของโจทก์ที่จะได้จากทางพิพาทยังมีอยู่มาก จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอให้ที่ดินจำเลยทั้งสองพ้นจากภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคสองได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดทางภารจำยอมในที่ดินของจำเลยทางด้านทิศตะวันออกให้มีความกว้าง 2 เมตร 70 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดินตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้ว ต้นไม้ และไถดินที่ถมออกจากทางภารจำยอม ทำทางภารจำยอมให้มีสภาพเป็นทางดังเดิม ให้โจทก์และบริวารเดินและนำรถยนต์แล่นเข้าออกจากที่ดินโจทก์สู่ทางสาธารณะได้ และห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับทางภารจำยอมอีกต่อไป

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ปัจจุบันที่ดินของโจทก์มีถนนสาธารณะตัดผ่านทำให้ทางพิพาทหมดประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ ทั้งโจทก์ได้แสดงเจตนาเลิกใช้ทางพิพาทแล้ว ประกอบกับจำเลยทั้งสองใช้ที่ดินบริเวณทางพิพาททำไร่จึงได้รับประโยชน์มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการที่โจทก์จะใช้ทางพิพาทเป็นทางเดินประโยชน์การใช้ทางพิพาทของโจทก์มีน้อย ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3292 โดยกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ 5,000 บาท และห้ามโจทก์กับบริวารเกี่ยวข้องกับทางพิพาทอีกต่อไป

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขณะยื่นฟ้องที่ดินของโจทก์ยังไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทางที่จำเลยทั้งสองอ้างเป็นเพียงคันดินกั้นน้ำจากแม่น้ำลพบุรี รถยนต์ไม่สามารถแล่นผ่านทางดังกล่าวได้ จำเลยทั้งสองปลูกต้นไม้และปิดกั้นทางภารจำยอมเพราะต้องการแกล้งโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนทางภารจำยอม ห้ามโจทก์และบริวารเกี่ยวข้องกับทางภารจำยอมอีกต่อไป โดยให้จำเลยทั้งสองเสียค่าทดแทนให้โจทก์จำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 16 มกราคม 2540) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันเปิดทางภารจำยอมในที่ดินโฉนดเลขที่ 3292 ตำบลท่าวุ้ง อำเภอท่าวุ้ง (โพหวี) จังหวัดลพบุรี ทางด้านทิศตะวันออก กว้าง 2 เมตร 70 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดินตั้งแต่ทิศเหนือจดทิศใต้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนรั้ว ต้นไม้ และไถดินที่ถมออกจากทางภารจำยอมกับทำทางภารจำยอมให้มีสภาพเป็นทางให้โจทก์และบริวารสามารถเดินและนำรถยนต์เข้าออกตามทางภารจำยอมได้โดยสะดวก และห้ามจำเลยทั้งสองขัดขวางการใช้ทางภารจำยอมอีกต่อไป ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยรับมรดกจากมารดาเมื่อปี 2539 ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.3 โดยรับมรดกจากมารดาเมื่อปี 2505ที่ดินโจทก์และจำเลยทั้งสองมีอาณาเขตติดต่อกัน โดยที่ดินด้านทิศเหนือของโจทก์ติดกับด้านทิศใต้ของที่ดินจำเลยทั้งสอง เมื่อปี 2495 มารดาจำเลยทั้งสองตกลงจดทะเบียนให้ที่ดินของตนด้านทิศตะวันออกกว้าง 2 เมตร 70 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวที่ดินตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของมารดาโจทก์ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา บิดามารดาโจทก์และโจทก์ต่างใช้ทางภารจำยอมเป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ตลอดมา ต่อมาเมื่อปี 2532 มีการสร้างคันดินกั้นน้ำแม่น้ำลพบุรีผ่านหน้าบ้านโจทก์ทางด้านทิศใต้สามารถใช้เป็นทางเดินได้ และมีทางเชื่อมจากคันดินกั้นน้ำดังกล่าวไปทางสาธารณประโยชน์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 จำเลยที่ 1 ถมดินบนทางภารจำยอมสูงประมาณ 80 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20 เมตร กั้นเป็นรั้วและปลูกต้นไม้บนทางภารจำยอมเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้ทางภารจำยอมเข้าออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีเพียงประการเดียวว่า เมื่อมีถนนบนคันดินกั้นน้ำผ่านหน้าบ้านโจทก์แล้ว จำเลยทั้งสองจะขอให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองพ้นจากการเป็นทางภารจำยอมทั้งหมดได้หรือไม่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังได้ว่าคันดินกั้นน้ำที่ผ่านหน้าบ้านโจทก์สามารถใช้เป็นทางเดินและในฤดูแล้งสามารถใช้เป็นทางรถยนต์แล่นได้ก็ตาม แต่ก็ได้ความจากนายสมพล ทวีทรัพย์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 นายประมาณ บุญแสง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 9 และนายจำลอง พุ่มพฤกษ์ อดีตกำนันตำบลท่าวุ้งพยานโจทก์ทั้งสามต่างเบิกความยืนยันว่า คันดินกั้นน้ำสามารถใช้เป็นทางเดินและทางให้รถยนต์แล่นเฉพาะหน้าแล้งเท่านั้น ถ้าเป็นฤดูฝนและช่วงน้ำหลากจะใช้ไม่ได้เพราะน้ำท่วมคันดิน พื้นถนนบนคันดินทรุดและลื่น ทั้งนายสมพลและนายประมาณต่างเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องถิ่น ย่อมต้องรู้จักสภาพคันดินกั้นน้ำซึ่งอยู่ในเขตปกครองของตนและไม่ปรากฏว่ามีส่วนได้เสียกับโจทก์ น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสามเบิกความไปตามความเป็นจริง นอกจากนั้นนายสายบัว ภิญโญคม และนายฉลอง เที่ยงธรรม พยานจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นญาติกับจำเลยทั้งสองก็เบิกความเจือสมกับพยานโจทก์ทั้งสามถึงสภาพทางที่เป็นคันดินกั้นน้ำว่า ถ้าเป็นช่วงน้ำหลากหรือฝนตกจนน้ำท่วมคันดินกั้นน้ำแล้ว คันดินกั้นน้ำจะใช้เป็นทางไม่สะดวกเพราะลื่น คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ แสดงว่าทางภารจำยอมพิพาทยังเป็นประโยชน์แก่ที่ดินโจทก์ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ในช่วงน้ำหลากหรือในกรณีฝนตกหนักเพื่อใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณประโยชน์ เมื่อเทียบกับภาระอันตกอยู่แก่ที่ดินของจำเลยทั้งสองซึ่งปรากฏตามคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ว่า ใช้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย เห็นว่าประโยชน์ของโจทก์ที่จะได้จากทางพิพาทยังมีอยู่มาก จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจขอให้ที่ดินจำเลยทั้งสองพ้นจากภารจำยอมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1400 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1400 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง สมบุญ เพ็ชรเจริญ
จำเลย — นาง สำอางค์ เที่ยงธรรม กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5101/2545
#46164
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์แล้ว โจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์มาก่อนวันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน โดยวิธีนำเช็คมาแลกเงินสดจากโจทก์หลายครั้ง แล้วรวมทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นจำนวนเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารได้ เป็นการนำสืบเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุที่จำเลยต้องทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาดังกล่าวหรือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2535 จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์137,227 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระต้นเงินคืนภายในวันที่ 27มีนาคม 2536 เมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเพียง 5 ปี เป็นเงิน 102,920 บาทรวมกับต้นเงินแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 240,147 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 240,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 137,227 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือได้รับเงินจำนวน 137,227 บาท จากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารซึ่งโจทก์จัดทำขึ้นโดยอาศัยลายมือชื่อของจำเลยที่ลงไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ได้กรอกข้อความ โจทก์นำมากรอกข้อความโดยลงจำนวนเงินกู้ฝ่าฝืนความจริงและปราศจากความยินยอมของจำเลยจึงเป็นเอกสารปลอมและตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 137,227 บาท นับถัดจากวันฟ้อง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบนอกประเด็นไปจากคำฟ้อง เพราะตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่ามีการแปลงหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 มาจากมูลหนี้ตามเช็ค ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับฟังพยานหลักฐานของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าหนี้เงินกู้ยืมตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 เกิดจากการแปลงหนี้ใหม่อันมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์ เป็นการมิชอบนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ แล้วโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์มาก่อนวันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 โดยวิธีนำเช็คมาแลกเงินสดจากโจทก์หลายครั้ง แล้วรวมทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นจำนวนเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารได้ เป็นการนำสืบเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุที่จำเลยต้องทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์ อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาดังกล่าวหรือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อารัณ จารีบูรณภาพ
จำเลย — นาย สุเมธ ขมประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5101/2545
#47398
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ และโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์มาก่อนวันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยวิธีนำเช็คมาแลกเงินสดจากโจทก์หลายครั้ง แล้วรวมทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นจำนวนเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารได้เป็นหนังสือเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุที่จำเลยต้องทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง ไม่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร และไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 240,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15 ต่อปี จากต้นเงิน 137,227 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือได้รับเงินจำนวน 137,227 บาท จากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารซึ่งโจทก์จัดทำขึ้นโดยอาศัยลายมือชื่อของจำเลยที่ลงไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ได้กรอกข้อความโจทก์นำมากรอกข้อความโดยลงจำนวนเงินกู้ฝ่าฝืนความจริงและปราศจากความยินยอมของจำเลยจึงเป็นเอกสารปลอมและตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,147 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 137,227 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่29 พฤศจิกายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า... พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ 137,227 บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ แล้วโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์มาก่อนวันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 โดยวิธีนำเช็คมาแลกเงินสดจากโจทก์หลายครั้ง แล้วรวมทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นจำนวนเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารได้ เป็นการนำสืบเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุที่จำเลยต้องทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ให้แก่โจทก์อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเหตุใด จำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาดังกล่าวหรือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 172
ป.พ.พ. ม. 650
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย อารัณ จารีบูรณภาพ
จำเลย — นาย สุเมธ ขมประเสริฐ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5101/2545
#99844
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ และโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์มาก่อนวันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโดยวิธีนำเช็คมาแลกเงินสดจากโจทก์หลายครั้ง แล้วรวมทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเป็นจำนวนเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารได้ เป็นหนังสือเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุที่จำเลยต้องทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินให้แก่โจทก์ อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงิน และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง ไม่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร และไม่เป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน ๒๔๐,๑๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๓๗,๒๒๗ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินหรือได้รับเงินจำนวน ๑๓๗,๒๒๗ บาท จากโจทก์ตามฟ้อง หนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารซึ่งโจทก์จัดทำขึ้นโดยอาศัยลายมือชื่อของจำเลยที่ลงไว้ในหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่ไม่ได้กรอกข้อความ โจทก์นำมากรอกข้อความโดยลงจำนวนเงินกู้ฝ่าฝืนความจริงและปราศจากความยินยอมของจำเลยจึงเป็นเอกสารปลอมและตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินตามฟ้องให้แก่โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ๒๔๐,๑๔๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๑๓๗,๒๒๗ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๑) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๓,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า_ _ _ พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ให้แก่โจทก์หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ ๑๓๗,๒๒๗ บาท ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ จำเลยต้องรับผิดชำระเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินและรับเงินกู้ไปจากโจทก์ แล้วโจทก์นำสืบว่าจำเลยเคยกู้ยืมเงินโจทก์มาก่อนวันทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ โดยวิธีนำเช็คมาแลกเงินสดจากโจทก์หลายครั้ง แล้วรวมทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวเป็นจำนวนเงินตามฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินตามเช็คจากธนาคารได้ เป็นการนำสืบเพื่อให้ทราบถึงมูลเหตุที่จำเลยต้องทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ให้แก่โจทก์ อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาแห่งหนี้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นที่ว่าเหตุใดจำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้อง หาใช่เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารสัญญาดังกล่าวหรือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นแต่ประการใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๗ พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 94 (ข) ม. 172
ป.พ.พ. ม. 650
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายอารัณ จารีบูรณภาพ
จำเลย — นายสุเมธ ขมประเสริฐ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนครปฐม — นางสาวมาลัย สมานธารณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายอภิชัย ประเสริฐสรรพกิจ
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2545
#45767
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรีขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ศาลจังหวัดราชบุรีชอบที่จะมีคำสั่งโอนคดีไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งต่อเติมบ้านเลขที่ 98 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9734 ของโจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และโจทก์ตั้งราคาที่ดินพิพาทจำนวน 250,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18, 25(4) จึงให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า คดีนี้เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ มิใช่คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้อีกต่อไป เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 ม. 18 ม. 25
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วิไล ดีประเสริฐ
จำเลย — นาง ประไพ บุญถนอม
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2545
#46564
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งต่อเติมบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทุกเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และโจทก์ตั้งราคาที่ดินพิพาทจำนวน 250,000 บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 300,000 บาท คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 18, 25(4) จึงให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง วิไล ดีประเสริฐ โดยนาง วีณา ตังละแม ผู้อนุบาล
จำเลย — นาง ประไพ บุญถนอม
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5100/2545
#99781
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลจังหวัดขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทอันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย จึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวง ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งให้โอนคดีไปยังศาลแขวงซึ่งคดีอยู่ในเขตอำนาจตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 16 วรรคสี่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งต่อเติมบ้านออกไปจากที่ดินของโจทก์ กับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์แปลงดังกล่าว และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทุกเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และโจทก์ตั้งราคาที่ดินพิพาทจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท คดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๘, ๒๕ (๔) จึงให้โอนคดีนี้ไปยังศาลแขวงราชบุรีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๑๖ วรรคสี่

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๓ ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท อันเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ แต่เมื่อจำเลยให้การโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลย คดีจึงเปลี่ยนเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เมื่อราคาทรัพย์สินที่พิพาทซึ่งเป็นทุนทรัพย์ของคดีไม่เกินสามแสนบาท คดีจึงอยู่ในอำนาจของศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษา

พิพากษายืน

นายสมชัย ฑีฆาอุตมากร ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นางสาวชลิตา ศรีสง่า ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม. 16 วรรคสี่
ชื่อคู่ความ
ผู้อนุบาล — นางวิไล ดีประเสริฐ โดยนางวีณา ตังละแม
บุญถนอม — นางประไพ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดราชบุรี — นายนรพัฒน์ สุจิวรกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ทองหล่อ โฉมงาม
วิรัช ลิ้มวิชัย
จิระวรรณ ศิริบุตร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2545
#46163
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับ เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นและยึดได้เมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายที่จำเลยอีก 4 เม็ด ดังนั้น แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีลักษณะของการกระทำต่างกัน เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกันสามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม

การลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและเรียงกระทงลงโทษ มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้แยกลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลรวมโทษที่วางแต่ละกระทงแล้วจึงลดโทษให้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5)พ.ศ. 2544 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์ของแอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย

ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ

จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก0.450 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำทั้งสองกรรมต่างเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่งตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท ดังนั้นโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด น้ำหนักรวม 0.450กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่มีไว้ดังกล่าวจำนวน1 เม็ด ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 100 บาท โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบหลอดกาแฟของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบหลอดกาแฟของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับของเจ้าพนักงานตำรวจในราคา 100บาท ภายหลังจากที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับไปแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจยังตรวจค้นและยึดได้เมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายที่จำเลยอีก 4 เม็ดดังนั้น แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีลักษณะของการกระทำต่างกันเป็นการกระทำต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด ก็เป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับก็เป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่ง ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดต่างกรรมกันไว้แจ้งชัดแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม มิใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองควรจะลดโทษแต่ละกรรมก่อนแล้วจึงค่อยรวมโทษที่ลงแก่จำเลยซึ่งจะเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและให้เรียงกระทงลงโทษนั้น มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้แยกลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลล่างทั้งสองรวมโทษที่วางแต่ละกระทงแล้ว จึงลดโทษให้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่งคงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับสำหรับคดีที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.450 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำทั้งสองกรรมต่างเป็นความผิดตามมาตรา 66วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิตและปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท ดังนั้นกรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195วรรคสอง ประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง(เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกกระทงละ4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 78 ม. 91
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 ม. 66
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ประเทือง สุขแล้ว
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2545
#46563
เปิดฉบับเต็ม

การลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและให้เรียงกระทงลงโทษนั้นมิได้มีกฎหมายบัญญัติให้แยกลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รวมโทษที่วางแต่ละกระทงแล้วลดโทษให้ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และริบหลอดกาแฟของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 5 ปี ริบหลอดกาแฟของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่าการกระทำของจำเลยตามฟ้องเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือไม่เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 5 เม็ดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยได้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับของเจ้าพนักงานตำรวจในราคา 100 บาท ภายหลังจากที่จำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับไปแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจยังตรวจค้นและยึดได้เมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการจำหน่ายที่จำเลยอีก 4 เม็ด ดังนั้น แม้เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยจำหน่ายให้แก่สายลับจะเป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ตาม แต่การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนมีลักษณะของการกระทำต่างกัน เป็นการกระทำต่างขั้นตอนกัน สามารถแยกการกระทำแต่ละอย่างต่างหากจากกันได้ การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด ก็เป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ให้แก่สายลับก็เป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่ง ทั้งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดต่างกรรมกันไว้แจ้งชัดแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสองกรรม มิใช่เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองควรจะลดโทษแต่ละกรรมก่อนแล้วจึงค่อยรวมโทษที่ลงแก่จำเลยซึ่งจะเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่าการลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและให้เรียงกระทงลงโทษนั้น มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้แยกลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลล่างทั้งสองรวมโทษที่วางแต่ละกระทงแล้วจึงลดโทษให้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2544 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม(2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัมขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับสำหรับคดีที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.450 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัดโดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำทั้งสองกรรมต่างเป็นความผิดตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับแตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท ดังนั้น กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกกระทงละ4 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 4 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 91
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นาย ประเทือง สุขแล้ว
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5099/2545
#99881
เปิดฉบับเต็ม

การลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและให้เรียงกระทงลงโทษมิได้มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องแยกลดโทษแต่ละกระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลรวมโทษที่วางแต่ละกระทงแล้วจึงลดโทษจึงชอบด้วยกฎหมาย

ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ มาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และใช้ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา 15 วรรคสาม (2) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ 375 มิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน 15 หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ 1.5 กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากกฎหมายเดิมในมาตรา 15 วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา 15 วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน จึงต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับ จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน 5 เม็ด น้ำหนัก 0.450 กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำทั้งสองกรรมต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท กรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจ ยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๘, ๑๕, ๖๖, ๑๐๒ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ และริบหลอดกาแฟของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองควรจะลดโทษแต่ละกรรมก่อนแล้วจึงค่อยรวมโทษที่ลงแก่จำเลยซึ่งจะเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่านั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การลงโทษจำเลยที่กระทำความผิดหลายกรรมและให้เรียงกระทงลงโทษนั้น มิได้มีกฎหมายบัญญัติให้แยกลดโทษแต่กระทงก่อนแล้วจึงรวมโทษภายหลัง การที่ศาลล่างทั้งสองรวมโทษที่วางแต่ละกระทงแล้วจึงลดโทษให้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๙ ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ และมาตรา ๖๖ แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ และใช้ ข้อความใหม่แทนโดยในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย มาตรา ๑๕ วรรคสาม (๒) ที่แก้ไขใหม่บัญญัติว่า แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีนมีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่ ๓๗๕ มิลลิกรัม ขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวน ๑๕ หน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่ ๑.๕ กรัม ขึ้นไป ให้ถือว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แตกต่างจากฎหมายเดิมในมาตรา ๑๕ วรรคสอง ที่กำหนดเฉพาะปริมาณที่คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ ๒๐ กรัม ขึ้นไปเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่าจะมีจำนวนหน่วยการใช้หรือน้ำหนักสุทธิมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เงื่อนไขที่เป็นองค์ประกอบความผิดดังกล่าวตามกฎหมายเดิมเป็นคุณมากกว่ากฎหมาย ที่แก้ไขใหม่ จึงต้องใช้กฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นบทความผิดบังคับแก่จำเลย ส่วนในความผิดฐานจำหน่าย เมทแอมเฟตามีน ซึ่งกฎหมายเดิมและกฎหมายที่แก้ไขใหม่ในมาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง คงใช้ข้อความทำนองเดียวกัน ซึ่งต้องใช้กฎหมายเดิมบังคับสำหรับคดีที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำนวน ๕ เม็ด น้ำหนัก ๐.๔๕๐ กรัม และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำนวน ๑ เม็ด น้ำหนักไม่ปรากฏชัด โดยไม่ปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีน ดังกล่าว มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้เท่าใด การกระทำทั้งสองกรรมต่างเป็นความผิดตามมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงสิบห้าปี หรือปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แตกต่างจากมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมที่มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ ห้าหมื่นบาทถึง ห้าแสนบาท ดังนั้นกรณีโทษจำคุกตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่เป็นคุณมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่ แก้ไขใหม่ในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่ เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง รวมทั้งแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับบทกฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบมาตรา ๒๒๕

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง (เดิม), ๖๖ วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ให้จำคุกกระทงละ ๔ ปี รวม ๒ กระทง จำคุก ๘ ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๗๘ คงจำคุก ๔ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๑
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 3 ม. 91
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง ม. 225
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 15 วรรคหนึ่ง ม. 66 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 ม. 8 ม. 19
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดนนทบุรี
จำเลย — นายประเทือง สุขแก้ว
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดนนทบุรี — นายนทดล กิติกัมรา
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายดุสิต สิทธิฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
วิชัย ชื่นชมพูนุท
สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์
พีรพล จันทร์สว่าง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5086 -ที่ 5096/2545
#46562
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศและได้รับจัดหางานให้โจทก์กับพวกไปทำงานในต่างประเทศกับบริษัท ค. โจทก์กับพวกได้เดินทางไปทำงานกับบริษัทดังกล่าว ต่อมาบริษัทดังกล่าวค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์กับพวก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าบริษัท ค. ได้แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนหรือไม่ และสัญญาจ้างแรงงานที่บริษัท ค. ทำกับโจทก์กับพวกนั้น จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนบริษัท ค. หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทอันเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างที่บริษัท ค. ค้างจ่ายแก่โจทก์กับพวกหรือไม่ เพียงใด ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ค. แล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามฟ้อง จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติมให้สิ้นกระแสความ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีทั้งสิบเอ็ดสำนวนศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 11 ตามลำดับสำนวน

โจทก์ทั้งสิบเอ็ดฟ้องใจความทำนองเดียวกันว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2542 จำเลยในฐานะตัวแทนบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด นายจ้างตัวการที่อยู่ประเทศไต้หวันและมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศไต้หวัน ทำสัญญาจัดหางานเพื่อส่งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดไปทำงานในต่างประเทศและทำสัญญาจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงาน ณ ประเทศไต้หวัน ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2544 บริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ไม่มีงานให้ทำและส่งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดกลับประเทศไทยโดยค้างค่าจ้างของเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2544 เป็นเงิน37,500 บาท 36,100 บาท 41,650 บาท 32,600 บาท 33,200 บาท 33,600 บาท 32,400 บาท 56,000 บาท 37,000 บาท 12,000 บาท และ 28,000 บาท ตามลำดับโดยตกลงจ่ายให้ภายในเดือนมีนาคม 2544 แต่เมื่อถึงกำหนดไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแต่ละจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามลำดับ

จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการรับจัดหางานไปทำงานต่างประเทศ โดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม จำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างที่อยู่ต่างประเทศ จำเลยในฐานะบริษัทจัดหางานจัดส่งโจทก์ทั้งสิบเอ็ดไปทำงานต่างประเทศโดยมุ่งหวังผลกำไรหรือค่าบริการอันเป็นธุรกิจปกติของจำเลย และไม่มีนิติสัมพันธ์ในลักษณะนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน หรือนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5(1)(2)(3) ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 37,500 บาท 36,100 บาท 31,650บาท 32,600 บาท 33,200 บาท 33,600 บาท 32,400 บาท 56,000 บาท 37,000 บาท12,000 บาท และ 28,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดตามลำดับ

จำเลยทั้งสิบเอ็ดสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเนื่องจากจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ที่ประเทศไต้หวัน อันเป็นตัวการซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ต่างประเทศตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824 ตามที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างที่อยู่ต่างประเทศ ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเพียงว่าจำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ได้รับอนุญาตให้จัดหางานให้คนหางานไปทำงานในต่างประเทศตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2 จำเลยรับจัดหางานให้โจทก์ทั้งสิบเอ็ดไปทำงานกับบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ตามสัญญาจัดหางานเพื่อให้คนงานไปทำงานต่างประเทศเอกสารหมาย จ.4 โจทก์ทั้งสิบเอ็ดเดินทางไปทำงานกับบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ที่ประเทศไต้หวันเป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน ถึง 1 ปี 5 เดือน ซึ่งบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ยังค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ทั้งสิบเอ็ดจำนวนคนละ 2 เดือน ตามบัญชีค่าจ้างค้างจ่ายเอกสารหมาย จ.5 ซึ่งข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาดังกล่าวไม่ปรากฏว่าบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ได้แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนหรือไม่ และในสัญญาจ้างแรงงานที่บริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ทำกับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดนั้น จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาแทนบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด หรือไม่ อีกทั้งมีระเบียบของกรมการจัดหางานว่าด้วยการขออนุญาตจัดส่งคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ กำหนดให้บริษัทที่ได้รับอนุญาตให้จัดหางานต้องแนบหนังสือของนายจ้างในต่างประเทศที่แต่งตั้งให้บริษัทจัดหางานเป็นตัวแทนมาด้วยหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางรับฟังมาจึงยังไม่พอแก่การวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัดอันเป็นตัวการที่อยู่ต่างประเทศหรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างที่บริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ค้างจ่ายแก่โจทก์ทั้งสิบเอ็ดหรือไม่เพียงใด ดังนั้น ที่ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงในประเด็นเรื่องจำเลยเป็นตัวแทนของบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด แล้วพิพากษาให้จำเลยรับผิดตามฟ้อง จึงเป็นการไม่ชอบ จึงให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเพิ่มเติมให้สิ้นกระแสความ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยอีกต่อไป"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า บริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ได้แต่งตั้งให้จำเลยเป็นตัวแทนหรือไม่ จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญาจ้างแรงงานที่บริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด ทำกับโจทก์ทั้งสิบเอ็ดแทนบริษัทคุณไทก่อสร้าง จำกัด หรือไม่ และมีระเบียบของกรมการจัดหางานกำหนดให้บริษัทผู้ได้รับอนุญาตให้จัดหางานต้องแนบหนังสือของนายจ้างในต่างประเทศที่แต่งตั้งให้บริษัทจัดหางานเป็นตัวแทนมาด้วยหรือไม่ แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 824
ป.วิ.พ. ม. 243 ม. 247
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เอกลักษณ์ ปัดชาเขียว กับพวก
จำเลย — บริษัท จัดหางาน ซาป้า อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์วิส จำกัด
ชื่อองค์คณะ
รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2545
#45766
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 โดยพลตรี น. ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนกองทัพบกจำเลยที่ 1 ให้โจทก์จัดจำหน่ายน้ำมัน 15 ปี โดยเสียค่าเช่า แต่จำเลยที่ 2 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 คนต่อมาได้แจ้งให้โจทก์ขนย้ายสิ่งของออกจากสถานีบริการน้ำมัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ได้ปิดล้อม หน่วงเหนี่ยว กักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามก็ย่อมเป็นละเมิด คดีจึงจำต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อน แม้หากจะฟังว่าการกระทำของพลตรี น. ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสามก็ชอบที่จำเลยทั้งสามจะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้โจทก์ออกไป ไม่มีอำนาจบังคับคดีเองโดยพลการ หากขืนทำไปก็ย่อมเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามเสียจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2539 ตามคำสั่งที่ กห.0482.62/พิเศษ ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2539 โดยพลตรีนิคม ยศสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 ให้โจทก์จัดจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เป็นสวัสดิการแก่มณฑลทหารบกที่ 22 มีกำหนดเวลา 15 ปี นับแต่วันที่ครบกำหนดการทดลองจ่ายน้ำมันโดยโจทก์ต้องเสียค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท ในระยะ 10 ปีแรก และเดือนละ 15,000บาท ในระยะ 5 ปีสุดท้าย ต่อมามณฑลทหารบกที่ 22 โดยพลตรีพิบูล วิเชียรวรรณ ได้กระทำการในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ออกคำสั่งมณฑลทหารบกที่ 22 (เฉพาะ)ที่ 13/41 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 แต่งตั้งบุคลากรเพื่อดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์โดยมีนายสกล วิริยะสุนทร กรรมการผู้จัดการของโจทก์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการของคณะดำเนินงานในการบริการน้ำมัน เมื่อวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 2 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 คนต่อมาได้ส่งหนังสือแจ้งให้โจทก์ขนย้ายสิ่งของออกจากสถานีบริการน้ำมันภายในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2542และให้ยกเลิกคำสั่งมณฑลทหารบกที่ 22 (เฉพาะ) ที่ 13/41 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2541โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ได้เป็นผู้ผิดข้อตกลง จำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกจากสถานีบริการน้ำมัน หลังจากนั้นในวันที่ 16มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ได้สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชามาเก็บค่าเช่าพร้อมค่าแรงทหารไปจากโจทก์จำนวน 30,310 บาท ต่อมาในวันที่ 22 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 กระทำการในฐานะตัวแทนหรือผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ได้สั่งการให้จำเลยที่ 3 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชานำกำลังทหารประมาณ 30 คน เข้ามาปิดล้อม หน่วงเหนี่ยว กักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งได้นำแผงเหล็กมาปิดกั้นทางเข้าสถานีบริการน้ำมัน โดยมีข้อความว่า "ปิดชั่วคราว"เพื่อไม่ให้โจทก์จำหน่ายน้ำมันและจำหน่ายสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ตามปกติสุข ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งกีดขวางพร้อมป้ายออกไปจากทางเข้าสถานีบริการน้ำมันหยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมรื้อถอน ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาโดยให้โจทก์เป็นผู้รื้อถอนเอง และให้จำเลยทั้งสามเสียค่าใช้จ่ายแทนโจทก์ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 20,000 บาท และค่าเสียหายอีกวันละ 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยทั้งสามจะรื้อถอนสิ่งปิดกั้นและยอมให้โจทก์จำหน่ายน้ำมันและสินค้าอื่นได้ตามปกติ

จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า หนังสือที่ กห. 0482.62/พิเศษ ลงวันที่11 ธันวาคม 2539 ซึ่งลงนามโดยพลตรีนิคม ยศสุนทร ไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2เนื่องจากผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ไม่มีอำนาจลงนามทำนิติกรรมสัญญาให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินที่จำเลยที่ 1 แบ่งมอบให้ครอบครองดูแลในลักษณะเช่าได้ หนังสือดังกล่าวมิใช่หนังสือราชการของมณฑลทหารบกที่ 22 แต่เป็นหนังสือที่พลตรีนิคม จัดทำขึ้นเองเป็นการส่วนตัว โดยจำเลยที่ 1 และมณฑลทหารบกที่ 22 ไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย การที่จำเลยที่ 2 ได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งมณฑลทหารบกที่ 22 (เฉพาะ)ที่ 13/41 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2541 นั้น จำเลยที่ 2 ได้กระทำโดยชอบเพราะโจทก์เข้ามาดำเนินงานสถานีน้ำมันค่ายสรรพสิทธิประสงค์โดยไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น ประกอบกับได้มีระเบียบกองทัพบก ว่าด้วยการจัดสวัสดิการกองทัพบก พ.ศ. 2541 กำหนดให้ข้าราชการทหารหรือลูกจ้างในหน่วยขึ้นตรงต่อจำเลยที่ 1 เท่านั้น ที่จะเป็นคณะกรรมการสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ได้ เมื่อปรากฏว่าคำสั่งมณฑลทหารบกที่ 22 (เฉพาะ)ที่ 13/41 มีบุคคลอื่นร่วมเป็นกรรมการด้วย คำสั่งดังกล่าวจึงขัดต่อระเบียบกองทัพบกสำหรับการที่จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากสถานีบริการน้ำมันค่ายสรรพสิทธิประสงค์นั้น เป็นการกระทำโดยชอบเช่นเดียวกัน เนื่องจากโจทก์เข้ามาดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันค่ายสรรพสิทธิประสงค์โดยไม่มีอำนาจอันชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของโจทก์จึงเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินและสถานีบริการน้ำมันค่ายสรรพสิทธิประสงค์ซึ่งอยู่ในความครอบครองดูแลของจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ไม่เคยสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปเก็บค่าเช่าพร้อมค่าแรงทหารจากโจทก์ ทั้งไม่เคยสั่งการให้จำเลยที่ 3 นำกำลังทหารบุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์และหน่วงเหนี่ยว กักขังโจทก์แต่อย่างใด จำเลยที่ 3 มิได้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 3 พร้อมด้วยทหารจำนวนหนึ่งได้เข้าไปพบกับนายสกลกรรมการผู้จัดการของโจทก์ที่สถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์เมื่อวันที่ 23มีนาคม 2542 เพื่อขอตรวจสอบอุปกรณ์และทรัพย์สิน การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมนั้น จำเลยที่ 1 มีข้อตกลงกับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยให้จัดตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการภายในค่ายสรรพสิทธิประสงค์ซึ่งจำเลยที่ 1 มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 22 ดำเนินการแทนตามข้อตกลงการจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการ ที่ ปตท/กห/51/08/42 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2542 โดยมีข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 ได้ยืมทรัพย์สินและอุปกรณ์การจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยด้วยดังนั้น จำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ตามคำสั่งมณฑลทหารบกที่ 22 (เฉพาะ) ที่ 3/42 ลงวันที่ 5กุมภาพันธ์ 2542 จึงได้ไปขออนุญาตจากนายสกลเพื่อขอตรวจสอบทรัพย์สินและอุปกรณ์ที่จำเลยที่ 1 ยืมจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยซึ่งอยู่ในบริเวณสถานีบริการน้ำมันค่ายสรรพสิทธิประสงค์ และอยู่ในความครอบครองของนายสกล ภายหลังจากที่นายสกลได้อนุญาตแล้ว จำเลยที่ 3 จึงได้เข้าไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบริเวณสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว และนายสกลยังตกลงด้วยวาจากับจำเลยที่ 3 ว่าจะหยุดดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันไว้ชั่วคราว และยินยอมให้จำเลยที่ 3 ใช้แผงกั้นทางเข้าสถานีบริการน้ำมันไว้เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินที่อยู่ในสถานีบริการน้ำมันดังกล่าวได้รับความเสียหายจากบุคคลภายนอก เมื่อนายสกลอนุญาตให้จำเลยที่ 3 เข้าตรวจสอบทรัพย์สินและอุปกรณ์ในสถานีบริการน้ำมันค่ายสรรพสิทธิประสงค์รวมทั้งอนุญาตให้จำเลยที่ 3 ใช้แผงกั้นทางเข้าสถานีบริการน้ำมันดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 3 กับพวกจึงไม่เป็นการบุกรุกหรือหน่วงเหนี่ยวกักขังโจทก์ และจำเลยที่ 3 กับพวกมิได้ทำลายทรัพย์สินใด ๆ ของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสามขอให้ยกฟ้อง

ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสาม แล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพลตรีนิคม ยศสุนทร ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์เข้าไปดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันเป็นการไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นงดสืบพยานเป็นการชอบหรือไม่ ปัญหานี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 โดยพลตรีนิคมยศสุนทร ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 1 ให้โจทก์จัดจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ของการปิโตรเลี่ยมแห่งประเทศไทยมีกำหนดเวลา 15 ปี โดยเสียค่าเช่า แต่จำเลยที่ 2 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 คนต่อมาได้แจ้งให้โจทก์ขนย้ายสิ่งของออกจากสถานีบริการน้ำมัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ได้ปิดล้อม หน่วงเหนี่ยว กักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้ความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งเห็นได้ว่าหากข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามก็ย่อมเป็นละเมิดและต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ คดีจึงจำต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบพยานหลักฐานของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อนที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า การกระทำของพลตรีนิคมไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม การที่โจทก์เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันเป็นการไม่ชอบมาตั้งแต่ต้น จำเลยทั้งสามจึงไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้หากจะฟังว่าการกระทำของพลตรีนิคมไม่ผูกพันจำเลยทั้งสาม ก็ชอบที่จำเลยทั้งสามจะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้โจทก์ออกไป ไม่มีอำนาจบังคับคดีเองโดยพลการ หากขืนทำไปก็ย่อมเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามเสียจึงเป็นการไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามต่อไปแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 420
ป.วิ.พ. ม. 104
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท หินหนึ่ง จำกัด
จำเลย — กองทัพบก กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ