คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2545
#45750
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างโจทก์ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย 202,314 บาท และจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1ยอมรับผิดทำสัญญาชดใช้ค่าเสียหายแทนจำเลยที่ 1 โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนแต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงิน จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ย จะเห็นได้ว่า คำฟ้องโจทก์มุ่งเน้นเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญซึ่งโจทก์ต้องบรรยายฟ้องให้แจ้งชัดว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใดและราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย และแม้โจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาก็ตาม แต่หนี้ตามสัญญาก็มีมูลฐานมาจากการที่โจทก์กล่าวหาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวน และความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องดังกล่าว คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เป็นคำฟ้องเคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นพนักงานของโจทก์ในตำแหน่งพนักงานขายดูแลพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันในความเสียหายหรือความผิดใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นในระหว่างการเป็นพนักงานของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 202,314บาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ทั้งหมดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 2 ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญาปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดตลอดมา โจทก์ได้ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน 232,611 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 202,314 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยยักยอกหรือทุจริตต่อหน้าที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จริง เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 2 และคำฟ้องของโจทก์ก็เคลือบคลุมโดยโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่าเงินและสินค้าของโจทก์ที่อ้างว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกนั้นมีรายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินและสินค้าดังกล่าวมาในฟ้องด้วย ทำให้จำเลยไม่อาจเข้าใจในคำฟ้องและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาตามประเด็นแห่งคดีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์อ้างด้วยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอนมิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ละเมิด เพราะมูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นข้ออ้างและข้อหาว่า ประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2542 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน 202,314 บาท และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2534 จำเลยที่ 2 ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้กับโจทก์ โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับผิดรับใช้เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ 2 ผิดนัดตลอดมา โจทก์ได้ทวงถามแล้วแต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 202,314 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ด้วยก็ตาม แต่หนี้ตามสัญญารับผิดรับใช้ก็มีมูลฐานมาจากที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ 2 ย่อมยกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวน และความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท มั่นคงอินเตอร์ฟีด จำกัด
จำเลย — นาย พิทักษ์ จงใจ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4497/2545
#99686
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็น ผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ต่อมาจำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามสัญญา การที่โจทก์นำสัญญาดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองแม้เป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอน มิได้ฟ้องจะให้รับผิดในมูลหนี้ละเมิด แต่คำฟ้องของโจทก์มุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ดังนั้นโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้แจ้งชัดว่า จำเลยที่ 1 ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็ต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ 1ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องที่จำเลยที่ 1 ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่าขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงินจำนวน ๒๓๒,๖๑๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๑๕ ต่อปี ในต้นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท นับแต่วันฟ้องแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การร่วมกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นลูกจ้างของโจทก์จริง แต่จำเลยที่๑ ไม่เคยยักยอกหรือทุจริตต่อหน้าที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท จำเลยที่ ๒ ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้แก่โจทก์โดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมว่า จำเลยที่ ๑ เป็นหนี้โจทก์จริง เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ ๒ และคำฟ้องของโจทก์ก็เคลือบคลุม โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นราคาถึง ๒๐๒,๓๑๔ บาท แต่โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่า เงินและสินค้าที่ยักยอกนั้นมี รายละเอียดเป็นอย่างไร ทั้งไม่ได้แนบเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับเงินและสินค้าดังกล่าวมาในฟ้องด้วย ทำให้จำเลยไม่อาจ เข้าใจในคำฟ้องและต่อสู้คดีได้ถูกต้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามประเด็นแห่งคดีที่โจทก์อุทธรณ์ว่า คำฟ้องของโจทก์ เคลือบคลุมหรือไม่ โดยโจทก์อ้างด้วยว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญารับผิดซึ่งเป็นหนี้ที่มีกำหนดจำนวนแน่นอนมิได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในมูลหนี้ละเมิด เพราะมูลหนี้ละเมิดระงับไปแล้วนั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่เป็นข้ออ้างและข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นลูกจ้างของโจทก์ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท และจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ ๑ ได้ยอมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแทนจำเลยที่ ๑ จำเลยที่ ๒ ได้ขอเข้าทำสัญญารับผิดรับใช้กับโจทก์ โดยตกลงผ่อนชำระ เป็นรายเดือน เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามสัญญา จำเลยที่ ๒ ผิดนัดตลอดมา จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน ๒๐๒,๓๑๔ บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๑๕ ต่อปี และโจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวมุ่งเน้นถึงการเรียกร้องให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้อันมีมูลฐานมาจากการที่จำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์เป็นข้อสำคัญ ซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้องโดยกล่าวแสดงให้ แจ้งชัดว่า จำเลยที่ ๑ ได้ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไปเมื่อใด เงินที่ยักยอกเป็นจำนวนเท่าใด สินค้าที่ยักยอกเป็นสินค้าประเภทใด จำนวนเท่าใด และราคาเท่าใด หรือมิฉะนั้นโจทก์ก็จะต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับ จำนวนเงินหรือรายการสินค้าที่อ้างว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกไปแนบมาท้ายฟ้องด้วย แม้ตามคำฟ้องของโจทก์จะเรียกร้องให้จำเลยที่ ๒ รับผิดตามสัญญารับผิดรับใช้ตามเอกสารท้ายฟ้องด้วยก็ตาม แต่หนี้ตามสัญญารับผิดรับใช้ก็มีมูลฐานมาจากที่โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ ซึ่งจำเลยที่ ๒ ย่อมตกเป็นข้อต่อสู้ถึงการมีอยู่ จำนวน และ ความสมบูรณ์แห่งหนี้ดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์มิได้กล่าวแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหากับข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในเรื่องจำเลยที่ ๑ ยักยอกเงินและสินค้าของโจทก์ไป คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๒ วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๓๑ เป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 172 วรรคสอง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 31
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทมั่นคงอินเตอร์ฟีด จำกัด
จำเลย — นายพิทักษ์ จงใจ กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงาน (อุบลราชธานี) — นายประพัฒน์ ไพทยาภรณ์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
เกษมสันต์ วิลาวรรณ
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4491/2545
#48236
เปิดฉบับเต็ม

การคำนวณค่าขึ้นศาลจะต้องพิจารณาจากคำฟ้องแต่ละคดีเป็นเกณฑ์ และในคดีที่คำฟ้องมีหลายข้อหา หากทุนทรัพย์แต่ละข้อหาไม่มีความเกี่ยวข้องกัน สามารถแยกจากกันได้โดยชัดแจ้ง โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระหนี้ตามมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี กู้เงิน และขายลดตั๋วเงินรวมเป็นเงิน 30,490,930.10 บาท แม้แยกได้หลายข้อหา แต่หนี้ทั้งหมดจำเลยที่ 2 ได้นำห้องชุดจดทะเบียนจำนองเป็นประกัน และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ได้ผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกัน มิได้แบ่งแยกเพื่อการประกันหนี้ประเภทใดรายการใด มูลหนี้ทั้งหมดจึงมีความเกี่ยวข้องกัน การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก) จึงชอบแล้ว

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นจำเลยที่ 2 ผู้จำนองกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ผู้ค้ำประกัน ร่วมกันชำระหนี้กู้เบิกเงินเกินบัญชีกู้ยืมเงิน ขายลดตั๋วเงิน และบังคับจำนอง เมื่อคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 30,490,930.10 บาท โดยโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นในอัตราสูงสุด 200,000 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามจำนวนทุนทรัพย์ของหนี้แต่ละประเภท โจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มตามคำสั่งศาลชั้นต้นและยื่นคำแถลงคัดค้าน ระหว่างพิจารณาคดีโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต แล้วศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่ม

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ในข้อกฎหมายว่า โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยแยกตามมูลหนี้แต่ละประเภทตามที่ศาลชั้นต้นเรียกเก็บหรือต้องชำระในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1)(ก) ศาลฎีกาเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "ในคดีที่คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้น อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้อง หรือราคาทรัพย์สินที่พิพาทและตามตาราง 1 ท้ายบทบัญญัติดังกล่าว ข้อ (1) (ก) กำหนดให้เรียกโดยอัตราสองบาทห้าสิบสตางค์ต่อทุกหนึ่งร้อยบาท แต่ไม่ให้เกินสองแสนบาท ดังนั้น การคำนวณค่าขึ้นศาลจะต้องพิจารณาจากคำฟ้องแต่ละคดีเป็นเกณฑ์ และในคดีที่คำฟ้องมีหลายข้อหา หากทุนทรัพย์แต่ละข้อหาไม่มีความเกี่ยวข้องกัน สามารถแยกจากกันได้โดยชัดแจ้ง โจทก์จะต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายข้อหาไป คดีนี้แม้คำฟ้องของโจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ตามมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชี หนี้เงินกู้ และหนี้ขายลดตั๋วเงิน แต่ละประเภทแยกได้หลายข้อหาก็ตามแต่หนี้ทั้งหมดดังกล่าวล้วนเป็นสินเชื่อที่จำเลยที่ 1 ได้รับการอนุมัติจากโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์และสามารถให้สินเชื่อแก่ลูกค้าได้หลายประเภท โดยจำเลยที่ 2 ได้นำห้องชุดจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 3 กับที่ 4 ได้ผูกพันตนเป็นผู้ค้ำประกันเพื่อการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยสัญญาจำนองและสัญญาค้ำประกันดังกล่าวก็มีข้อความทำนองเดียวกันว่า เป็นการประกันการชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 มีอยู่กับโจทก์ทั้งในขณะทำสัญญาหรือที่จะมีต่อไปในภายหน้า มิได้แบ่งแยกเพื่อการประกันหนี้ประเภทใดรายการใด มูลหนี้ที่เกิดจากสินเชื่อของจำเลยที่ 1 ทั้งหมดตามคำฟ้องจึงมีความเกี่ยวข้องกัน เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ให้รับผิดรวมมาในคดีเดียวกัน การเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น โจทก์ชอบที่จะนำจำนวนทุนทรัพย์ของมูลหนี้สินเชื่อแต่ละประเภททุกชนิดที่ฟ้องรวมกันมานั้นให้ถือว่าเป็นจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในคดีนั้นได้ การที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามจำนวนทุนทรัพย์ที่เรียกร้องในอัตราสูงสุดตามตาราง 1 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ข้อ (1) (ก) จึงชอบแล้วที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มโดยกำหนดให้ชำระค่าขึ้นศาลตามจำนวนทุนทรัพย์หนี้แต่ละประเภท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เรียกเก็บเกินจาก 200,000 บาท แก่โจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 150 ม. ตาราง 1
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัทสวิสธาวี จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
ศุภชัย ภู่งาม
วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4490/2545
#99745
เปิดฉบับเต็ม

เดิมโจทก์เช่าอาคารพิพาทจากสุขาภิบาลแล้วให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2536 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วจำเลยไม่ยอมออกจากอาคารพิพาท ดังนี้ แม้โจทก์จะโอนสิทธิการเช่าอาคารให้แก่ ส. ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2540 ก่อนฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยอาจใช้สิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าเรียกให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทแก่โจทก์ได้ เพื่อโจทก์จะได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่ผู้รับโอนสิทธิการเช่า โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง? ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น ๑ คูหาครึ่ง เลขที่ ๖๙๑ ในตลาดสดสุขาภิบาลกังแอน ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์เดือนละ ๙,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากอาคารที่เช่า

จำเลยให้การว่า อาคารที่เช่าเป็นกรรมสิทธิ์ของสุขาภิบาลกังแอนให้ประชาชนเช่าในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๙๘๐.๒๐ บาท และห้ามผู้เช่านำไปให้บุคคลอื่นเช่าช่วง ขณะฟ้องคดีโจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองอาคารที่เช่า ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากอาคารพาณิชย์ ๒ ชั้น ๑ คูหาครึ่ง เลขที่ ๖๙๑ ในตลาดสดสุขาภิบาลกังแอน ตำบลกังแอน อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ให้จำเลยใช้ค่าขาดประโยชน์เดือนละ ๔,๕๐๐ บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปแก่โจทก์ จนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากอาคารดังกล่าว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ ๒,๐๐๐ บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารพิพาทให้แก่ผู้อื่นแล้วไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยนั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความตามคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค ๑ ว่า เดิมโจทก์เช่าอาคารพิพาทจากสุขาภิบาลกังแอนแล้วให้จำเลยเช่าช่วงมีกำหนด ๓ ปี นับแต่วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๖ ครั้นวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๐ โจทก์โอนสิทธิการเช่าอาคารดังกล่าวให้แก่นางสนันท์ มุมทอง เมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดโจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากอาคารพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย เห็นว่า แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากสุขาภิบาลกังแอนได้โอนสิทธิการเช่าอาคารดังกล่าวให้แก่นางสนันท์ตั้งแต่วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๔๐ ก่อนฟ้องคดีนี้ก็ตาม แต่โจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญากับจำเลยอาจใช้สิทธิที่มีอยู่ตามสัญญาเช่าเรียกให้จำเลยส่งมอบอาคารพิพาทแก่โจทก์ได้ เพื่อโจทก์จะได้ส่งมอบอาคารพิพาทให้แก่ผู้รับโอนสิทธิการเช่า เมื่อจำเลยมิได้โต้เถียงว่าจำเลยมีสิทธิอยู่อาศัยในอาคารพิพาท จำเลยก็ต้องออกจากอาคารดังกล่าว จำเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นใช้ยันโจทก์ได้ โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาคดีชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑,๕๐๐ บาท แทนโจทก์.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นางทักษพร ขอจงดี
จำเลย — นายเอกสิทธิ์ เครือพฤกษ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดสุรินทร์ — นางสาวกาญจนา เกิดโพธิ์ทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสุรพันธุ์ ละอองมณี
ชื่อองค์คณะ
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4487/2545
#46550
เปิดฉบับเต็ม

เมื่อโจทก์ได้กระทำการไปภายในวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ตามที่ปรากฏตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคล สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินไทยในวันที่มีคำพิพากษาโดยโจทก์มิได้มีคำขอมาจึงเป็นการไม่ชอบ

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 12,028.45 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันรับสินค้าจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 12,028.45 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ เฉพาะส่วนดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 1,713.68 ดอลลาร์สหรัฐสำหรับดอลลาร์สหรัฐให้คิดเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครในวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา หากไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันนั้นให้ถืออัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันสุดท้ายก่อนวันพิพากษาเป็นเกณฑ์ในการเปลี่ยนเงิน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า จำเลยได้ซื้ออะลูมิเนียมแผ่นขดเป็นม้วนจำนวน 9 ม้วน น้ำหนักรวม 34,367 กิโลกรัม จากโจทก์ในราคาตันละ 2,350 ดอลลาร์สหรัฐ ตามบันทึกยืนยันการสั่งซื้อเอกสารหมาย จ.3 จำเลยได้รับสินค้าจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2538 และยังต้องชำระค่าสินค้าให้แก่โจทก์อีกจำนวน 12,028.45 ดอลลาร์สหรัฐในวันดังกล่าว แต่จำเลยไม่ชำระ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อแรกว่า โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการซื้อขายอะลูมิเนียม สัญญาซื้อขายอะลูมิเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยตามฟ้องจึงไม่มีผลผูกพันคู่สัญญาจริงหรือไม่ เห็นว่า ตามหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลของโจทก์โดยสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ เอกสารหมาย จ.1 ได้ระบุวัตถุที่ประสงค์ทั่วไปของโจทก์ว่า ข้อ (1) ซื้อ จัดหา... ซึ่งทรัพย์สินใด ๆตลอดจนดอกผลของทรัพย์สินนั้น และข้อ (2) ขาย โอน... และจำหน่ายทรัพย์สินโดยประการอื่น การที่โจทก์สั่งซื้ออะลูมิเนียมแผ่นขดเป็นม้วนจากผู้ขายในต่างประเทศและได้ตกลงขายอะลูมิเนียมแผ่นขดเป็นม้วนจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย ถือได้ว่า โจทก์ได้กระทำการไปภายในวัตถุที่ประสงค์ของโจทก์ ข้อ (1) และ (2) ตามที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วสัญญาซื้ออะลูมิเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีผลผูกพันคู่สัญญา ที่จำเลยฎีกาว่าการซื้อและขายอะลูมิเนียมตามฟ้องของโจทก์เป็นการกระทำกิจการนอกวัตถุประสงค์ของโจทก์ จึงฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยชำระหนี้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์โดยให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินไทยในวันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยโจทก์มิได้มีคำขอมาจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในส่วนที่กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินไทยออกเสีย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 66
ป.วิ.พ. ม. 142
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอเรียลเต็ลครีเอชั่น
จำเลย — บริษัท โสภณพรรณ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย
มงคล คุปต์กาญจนากุล
ธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4486/2545
#46549
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าสถานที่ประกอบการค้ากับจำเลย โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องตบแต่งสถานที่ตามที่จำเลยอนุมัติ โจทก์ได้ติดตั้งระบบไฟฟ้า ตามแบบที่จำเลยอนุมัติเป็นการผิดสัญญาต่อจำเลย เมื่อสัญญากำหนดว่าหากโจทก์ผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิปิดกั้นหน้าร้าน ตัดน้ำและกระแสไฟฟ้าในสถานที่เช่าได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยได้ปิดกั้นหน้าร้าน ตัดน้ำ ตัดกระแสไฟฟ้า งดบริการไอเย็น โดยไม่มีสาเหตุ แต่จำเลยยังคงเรียกเก็บค่าเช่าจากโจทก์และโจทก์ได้ชำระตามที่จำเลยเรียกเก็บ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขายสินค้าได้ตามปกติ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยเป็นเงิน 85,809,862.89 บาท ขอให้บังคับจำเลยลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ 203.50 ตารางเมตร บริเวณชั้นสาม อาคารเซ็นทรัลพล่าซ่าลาดพร้าว พร้อมสัญญาบริการเป็นเวลา 3 ปีและให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,710,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 85,809,862.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ตัดน้ำและไม่ได้ทำความเสียหายให้โจทก์ แต่เหตุที่จำเลยต้องปิดกั้นหน้าร้านโจทก์ ตัดกระแสไฟฟ้างดบริการไอเย็น เพราะโจทก์ไม่ดำเนินการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เป็นไปตามแบบที่จำเลยได้อนุมัติให้โจทก์ดำเนินการ จำเลยได้แจ้งเตือนให้โจทก์แก้ไข แต่โจทก์กลับเพิกเฉย จำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญาโดยนำแผงกั้นหน้าร้าน และงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเพราะเกรงว่าจะเกิดอัคคีภัย โจทก์ไม่ได้เสียหายจริงตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารศูนย์การค้าของจำเลยจำนวน 1 ห้องเพื่อประกอบการค้า ซึ่งเมื่อทำสัญญากันดังกล่าวแล้วโจทก์ได้เข้าตกแต่งร้านและได้เปิดกิจการค้าเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2538 แต่ต่อมาวันที่ 23 เดือนเดียวกัน จำเลยได้นำแผงไม้ไปปิดกั้นหน้าร้านของโจทก์ งดจ่ายกระแสไฟฟ้าและงดบริการไอเย็นปรับอากาศเนื่องจากโจทก์ไม่แก้ไขเรื่องระบบไฟฟ้าให้ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งให้ดำเนินการอันเป็นการผิดสัญญาเรื่องการตกแต่งสถานที่เช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าอาคารข้อ 5.1 มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ 13.1 มีข้อความว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าข้อความในสัญญานี้ถือเป็นสาระสำคัญทุกข้อ นอกจากที่ระบุไว้โดยเฉพาะในข้อสัญญาในกรณีใด ๆ ที่ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าหรือประพฤติผิดสัญญานี้ข้อหนึ่งข้อใดก็ดี หรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้เช่าตามกฎหมายก็ดี หรือสถานที่เช่าถูกยึดหรือถูกอายัดตามคำสั่งศาลหรือผู้เช่าถูกฟ้องในคดีล้มละลายก็ดี ให้ถือว่าสัญญาเช่านี้สิ้นสุดทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน และให้ผู้เช่ามีสิทธิกลับเข้ายึดครอบครองสถานที่เช่าได้ทันที และมีสิทธิขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกไปได้ รวมทั้งสิทธิจัดการให้ผู้เช่า ซึ่งหมดสิทธิที่จะอยู่ในสถานที่เช่าออกไปจากสถานที่เช่าพร้อมทั้งบริวาร และดำเนินการสถานที่เช่าได้ ตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร ฯลฯ" และในข้อ 13.2 มีข้อความว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาบริการหรือสัญญาบริการสาธารณูปโภคไม่ว่ากรณีหนึ่งกรณีใด นอกจากสิทธิของผู้ให้เช่าที่ระบุไว้ในข้อ 13.1 หรือในสัญญาข้ออื่น ผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะตัดหรืองดหรือยินยอมให้ตัดหรืองดการบริการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไอเย็นปรับอากาศ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งปวงที่จัดให้แก่ผู้เช่าและสถานที่เช่ารวมถึงตัดสายไฟฟ้าหรือถอดมิเตอร์เพื่องดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้เช่าหรือสถานที่เช่าได้ทุกประการ" เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาทั้งสองข้อนี้แล้วย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์แก้ไขเรื่องระบบไฟฟ้าในร้านค้าของโจทก์ให้ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งให้ดำเนินการอันเป็นการผิดสัญญาเช่าอาคารข้อ 5.1 ซึ่งจำเลยชอบที่จะใช้สิทธิตามที่ระบุไว้ในข้อดังกล่าว เช่นบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วได้ จำเลยยังมีสิทธิที่จะดำเนินการกับสถานที่ที่โจทก์เช่าจำเลยได้ตามแต่จำเลยจะพิจารณาเห็นสมควร และจำเลยมีสิทธิที่จะตัดหรืองดบริการไอเย็นปรับอากาศได้ ความในสัญญาเช่าอาคารข้อ 13.1 และ 13.2 มิได้ใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่เป็นเรื่องการผิดสัญญาบริการหรือสัญญาบริการสาธารณูปโภคดังที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา ดังจะเห็นได้จากความในตอนต้นของข้อ 13.1 ที่ว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าข้อความในสัญญานี้ถือเป็นสาระสำคัญทุกข้อ ฯลฯ" และในข้อ 13.2 ที่ว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าผิดนัดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาบริการหรือสัญญาบริการสาธารณูปโภค ไม่ว่ากรณีหนึ่งกรณีใด ฯลฯ การที่จำเลยนำแผงไม้ไปปิดกั้นหน้าร้านของโจทก์ย่อมเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิตามข้อ 13.1 และการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและงดบริการไอเย็นปรับอากาศย่อมเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิตามข้อ 13.2 การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 420
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท โอ.พี.เนเชอร์ลโปรดักส์ จำกัด
จำเลย — บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4486/2545
#99811
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ทำสัญญาเช่าสถานที่ประกอบการค้ากับจำเลย โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะต้องตบแต่งสถานที่ตามที่จำเลยอนุมัติ โจทก์มิได้ติดตั้งระบบไฟฟ้า ตามแบบที่จำเลยอนุมัติ เป็นการผิดสัญญาต่อจำเลย เมื่อสัญญากำหนดว่าหากโจทก์ผิดสัญญา จำเลยมีสิทธิปิดกั้นหน้าร้าน ตัดน้ำและกระแสไฟฟ้าในสถานที่เช่าได้ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์โดยได้ปิดกั้นหน้าร้าน ตัดน้ำ ตัดกระแสไฟฟ้า งดบริการไอเย็น โดยไม่มีสาเหตุ แต่จำเลยยังคงเรียกเก็บค่าเช่าจากโจทก์และโจทก์ได้ชำระตามที่จำเลยเรียกเก็บ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่สามารถขายสินค้าได้ตามปกติ โจทก์ขอคิดค่าเสียหายจากการทำละเมิดของจำเลยเป็นเงิน ๘๕,๘๐๙,๘๖๒.๘๙ บาท ขอให้บังคับจำเลยลงนามในสัญญาเช่าพื้นที่ ๒๐๓.๕๐ ตารางเมตร บรเวณชั้นสาม อาคารเซ็นทรัลพลาซ่าลาดพร้าวพร้อมสัญญาบริการเป็นเวลา ๓ ปี และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๖,๗๑๐,๕๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปีนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอดังกล่าว ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน ๘๕,๘๐๙,๘๖๒.๘๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ตัดน้ำและไม่ได้ทำความเสียหายให้โจทก์ แต่เหตุที่จำเลยต้องปิดกั้นหน้าร้านโจทก์ ตัดกระแสไฟฟ้างดบริการไอเย็น เพราะโจทก์ไม่ดำเนินการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้า และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เป็นไปตามแบบที่จำเลยได้อนุมัติให้โจทก์ดำเนินการ จำเลยได้แจ้งเตือนให้โจทก์แก้ไข แต่โจทก์กลับเพิกเฉย จำเลยจึงใช้สิทธิตามสัญญาโดยนำแผงกั้นหน้าร้าน และงดจ่ายกระแสไฟฟ้าเพราะเกรงว่าจะเกิดอัคคีภัย โจทก์ไม่ได้เสียหายจริงตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า โจทก์ได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารศูนย์การค้าของจำเลยจำนวน ๑ ห้อง เพื่อประกอบการค้า ซึ่งเมื่อทำสัญญากันดังกล่าวแล้วโจทก์ได้เข้าตกแต่งร้านและได้เปิดกิจการค้าเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๘ แต่ต่อมาวันที่ ๒๓ เดือนเดียวกัน จำเลยได้นำแผงไม้ไปปิดกั้นหน้าร้านของโจทก์ งดจ่ายกระแสไฟฟ้าและงดบริการไอเย็นปรับอากาศเนื่องจากโจทก์ไม่แก้ไขเรื่องระบบไฟฟ้าให้ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งให้ดำเนินการอันเป็นการผิดสัญญาเรื่องการตกแต่งสถานที่เช่าตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าอาคาร ข้อ ๕.๑ มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าอาคารระหว่างโจทก์กับจำเลย ข้อ ๑๓.๑ มีข้อความว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าข้อความในสัญญานี้ถือเป็นสาระสำคัญทุกข้อ นอกจากที่ระบุไว้โดยเฉพาะในข้อสัญญาในกรณีใด ๆ ที่ผู้เช่าผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าหรือประพฤติผิดสัญญานี้ข้อหนึ่งข้อใดก็ดี หรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้เช่าตามกฎหมายก็ดี หรือสถานที่เช่าถูกยึดหรือถูกอายัดตามคำสั่งศาลหรือผู้เช่าถูกฟ้องในคดีล้มละลายก็ดี ให้ถือว่าสัญญาเช่านี้สิ้นสุดทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าก่อน และให้ผู้เช่ามีสิทธิกลับเข้ายึดครอบครองสถานที่เช่าได้ทันที และมีสิทธิขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าออกไปได้ รวมทั้งสิทธิจัดการให้ผู้เช่า ซึ่งหมดสิทธิที่จะอยู่ในสถานที่เช่าออกไปจากสถานที่เช่าพร้อมทั้งบริวาร และดำเนินการกับสถานที่เช่าได้ ตามแต่จะพิจารณาเห็นสมควร ฯลฯ" และในข้อ ๑๓.๒ มีข้อความว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าผิดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาบริการหรือสัญญาบริการสาธารณูปโภคไม่ว่ากรณีหนึ่งกรณีใด นอกจากสิทธิของผู้ให้เช่าที่ระบุไว้ในข้อ ๑๓.๑ หรือในสัญญาข้ออื่น ผู้ให้เช่ามีสิทธิที่จะตัดหรืองดหรือยินยอมให้ตัดหรืองดการบริการไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ไอเย็นปรับอากาศ และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ทั้งปวงที่จัดให้แก่ผู้เช่าและสถานที่เช่ารวมถึงตัดสายไฟฟ้าหรือถอดมิเตอร์เพื่องดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ผู้เช่าหรือสถานที่เช่าได้ทุกประการ" เมื่อพิจารณาข้อความในสัญญาทั้งสองข้อนี้แล้วย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าการที่โจทก์ไม่แก้ไขเรื่องระบบไฟฟ้าในร้านค้าของโจทก์ให้ถูกต้องตามที่จำเลยสั่งให้ดำเนินการอันเป็นการผิดสัญญาเช่าอาคารข้อ ๕.๑ ซึ่งจำเลยชอบที่จะใช้สิทธิตามที่ระบุไว้ในข้อดังกล่าว เช่นบอกเลิกสัญญาและริบเงินที่โจทก์ได้ชำระไว้แล้วได้ จำเลยยังมีสิทธิที่จะดำเนินการกับสถานที่ที่โจทก์เช่าจำเลยได้ตามแต่จำเลยจะพิจารณาเห็นสมควร และจำเลยมีสิทธิที่จะตัดหรืองดบริการไอเย็นปรับอากาศได้ ความในสัญญาเช่าอาคารข้อ ๑๓.๑ และ ๑๓.๒ มิได้ใช้บังคับเฉพาะในกรณีที่เป็นเรื่องการผิดสัญญาบริการหรือสัญญาบริการสาธารณูปโภคดังที่โจทก์ฎีกาขึ้นมา ดังจะเห็นได้จากความในตอนต้นของข้อ ๑๓.๑ ที่ว่า "คู่สัญญาตกลงกันว่าข้อความในสัญญานี้ถือเป็นสาระสำคัญทุกข้อ ฯลฯ" และในข้อ ๑๓.๒ ที่ว่า "ในกรณีที่ผู้เช่าผิดนัดสัญญานี้ หรือผิดสัญญาบริการหรือสัญญาบริการสาธารณูปโภค ไม่ว่ากรณีหนึ่งกรณีใด ฯลฯ การที่จำเลยนำแผงไม้ไปปิดกั้นหน้าร้านของโจทก์ย่อมเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิตามข้อ ๑๓.๑ และการงดจ่ายกระแสไฟฟ้าและงดบริการไอเย็นปรับอากาศย่อมเป็นการที่จำเลยใช้สิทธิตามข้อ ๑๓.๒ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ข้ออื่นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ย่อสั้น

นางอัปสร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 537 ม. 420
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทโอ.พี.เนเชอร์ลโปรดักส์
(มหาชน) — บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายวิทยา จิญกาญน์
ศาลอุทธรณ์ — นายสนั่น รินทร์ศรี
ชื่อองค์คณะ
ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2545
#45310
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ มีหน้าที่ในการตรวจผลเลือด ผลทางเคมีอุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างถูกต้อง อันจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วน ล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วย อันมีผลกระทบถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาลจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเป็นอย่างมากจึงเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และยังถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไป โดยถูกต้องและสุจริตอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 119(3) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

เมื่อการกระทำของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเป็นอย่างมาก และเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจึงนับว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2534 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 16,200บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน วันที่ 28 ตุลาคม 2543 จำเลยทำหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติงานในหน้าที่บกพร่อง ไม่อุทิศตัวให้กับงานในภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เกิดผลเสียหายแก่จำเลย มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพและองค์กรซึ่งไม่เป็นความจริง โจทก์ทำงานกับจำเลยติดต่อกันมาครบ 9 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน เป็นเงิน 129,600บาท มีสิทธิได้สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 30 วัน เป็นเงิน 16,200 บาท จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม จึงขอเรียกค่าเสียหายโดยคิดจากค่าจ้างอัตราสุดท้าย 6เดือน เป็นเงิน 97,200 บาท จำเลยยังไม่ได้จ่ายค่าจ้างของเดือนตุลาคมแก่โจทก์ เป็นเงิน16,200 บาท และจำเลยเรียกเก็บเงินประกันในการทำงานจากโจทก์จำนวน 4,000 บาทจำเลยต้องจ่ายคืนแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 16,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายเงินประกันการทำงานจำนวน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จจ่ายค่าจ้างจำนวน 16,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าชดเชยจำนวน 129,600บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 97,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติงานบกพร่องผิดพลาดในหน้าที่ ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่การงาน และโจทก์กล่าวให้ร้ายผู้บริหารของจำเลยและเจ้าหน้าที่จำเลยไปในทางที่เสียหายไม่เป็นความจริง ทำให้จำเลยได้รับความเสื่อมเสียต่อการประกอบกิจการและเสียชื่อเสียง โจทก์ไม่อุทิศตัวให้แก่หน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย รายละเอียดปรากฏตามเอกสารท้ายคำให้การ จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมโจทก์ทำความเสียหายให้จำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยมีสิทธิที่จะยึดเงินประกันการทำงานของโจทก์ได้ ค่าจ้างซึ่งจำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์นั้นเนื่องจากมีข้อบกพร่อง ในการแก้ไขการเสียภาษีอากรของโจทก์และเจ้าหน้าที่ทุกคน จำเลยจึงระงับการจ่ายเงินของโจทก์ไว้ก่อน ซึ่งจำเลยจะจ่ายให้ภายหลังเมื่อทำการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 18,360 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระเงินประกันทำงานจำนวน 4,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระค่าจ้างจำนวน 14,580บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระค่าชดเชยจำนวน 129,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ตรวจผลเลือดผลทางเคมี อุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาโรคต่อไป เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2543 แพทย์สั่งให้พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยแล้วนำไปให้โจทก์ตรวจการทำหน้าที่ของไต แต่เมื่อแพทย์ได้รับผลการตรวจเลือดจากโจทก์แล้วเห็นว่าการตรวจเลือดไม่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย โดยผลการตรวจเลือดเป็นอาการของคนปกติธรรมดา ซึ่งผู้ป่วยโรคไตไม่น่าจะมีผลเลือดเชนนั้น เมื่อแพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจเลือดผู้ป่วยอีกครั้ง ผลการตรวจเลือดในครั้งที่สองซึ่งเป็นผลการตรวจที่ถูกต้อง ได้ผลเลือดมีค่าแตกต่างจากที่ตรวจในครั้งแรกมากและในวันที่ 20 มิถุนายน 2543 เวลา 22.20 นาฬิกา เป็นเวรของโจทก์ที่จะต้องเตรียมเลือดให้ผู้ป่วย แต่โจทก์ไม่ปฏิบัติงานตามหน้าที่อ้างว่าสั่งให้พยาบาลปฏิบัติหน้าที่แทนนอกจากนี้ในวันที่ 27 กันยายน 2543 แพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจหาผลเลือดทางเคมี 2 ชนิดแต่โจทก์ตรวจหาผลทางเคมีให้เพียงชนิดเดียว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วนจึงต้องสั่งให้โจทก์ตรวจหาค่าทางเคมีที่ยังไม่ได้ตรวจอีกชนิดหนึ่ง เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ในการตรวจผลเลือด ผลทางเคมีอุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาโรคแก่ผู้ป่วยต่อไป หน้าที่ของโจทก์จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง อันจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่ อันเป็นความบกพร่องอย่างยิ่ง จำเลยประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนความถูกต้องรวดเร็วในการวินิจฉัยและการรักษาโรค รวมทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วย จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการที่จะได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้ป่วยหรือผู้ที่จะนำผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา หากการวินิจฉัยและการรักษาโรคของโรงพยาบาลจำเลยมีแต่ความผิดพลาด บกพร่อง ล่าช้า ซึ่งมีผลให้ผู้ป่วยต้องเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตหรือสุขภาพแล้วก็ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารับการรักษาหรือนำผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วน ล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วย อันมีผลกระทบถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาลจำเลยเป็นอย่างมากดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และยังถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(3) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 583 อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่มิใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างก็ได้ แต่เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าการกระทำของโจทก์อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น เป็นเหตุให้จำเลยเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเป็นอย่างมาก และเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงนับว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธรรมฤทธิ์ ผลพงษ์
จำเลย — บริษัท รัตนะเวชกิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2545
#45749
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ มีหน้าที่ตรวจผลเลือด ผลทางเคมีเพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาโรคแก่ผู้ป่วย หน้าที่ของโจทก์จึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องอันจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การที่โจทก์ตรวจผลเลือดของผู้ป่วยไม่ถูกต้องจนต้องนำเอาเลือดผู้ป่วยไปตรวจใหม่และไม่เตรียมเลือดให้ผู้ป่วยในขณะที่เป็นเวรของโจทก์แต่กลับให้พยาบาลปฏิบัติหน้าที่แทน ทั้งต่อมาแพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจหาผลเลือดทางเคมี 2 ชนิดโจทก์ก็ตรวจหาผลทางเคมีให้เพียงชนิดเดียวทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคไม่ครบถ้วนนั้น จึงเป็นการประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่อันเป็นความบกพร่องอย่างยิ่ง ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของโรงพยาบาลจำเลยเป็นอย่างมาก จึงเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงและยังเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119(3) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ ต่อมาจำเลยทำหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติงานในหน้าที่บกพร่อง ไม่อุทิศตัวให้กับงานในภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายทำให้เกิดผลเสียหายแก่จำเลย มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพและองค์กร ซึ่งไม่เป็นความจริงจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 16,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายเงินประกันการทำงานจำนวน 4,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าจ้างจำนวน 16,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าเสียหายจำนวน 129,600พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน 97,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติงานบกพร่องผิดพลาดในหน้าที่ ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่การงาน และโจทก์กล่าวให้ร้ายผู้บริหารของจำเลยและเจ้าหน้าที่จำเลยไปในทางที่เสียหายไม่เป็นความจริง ทำให้จำเลยได้รับความเสื่อมเสียต่อการประกอบกิจการและเสียชื่อเสียง โจทก์ไม่อุทิศตัวให้แก่หน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ทำความเสียหายให้จำเลยอย่างร้ายแรงจำเลยมีสิทธิที่จะยึดเงินประกันการทำงานของโจทก์ได้ ค่าจ้างซึ่งจำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์นั้นเนื่องจากมีข้อบกพร่องในการแก้ไขการเสียภาษีอากรของโจทก์และเจ้าหน้าที่ทุกคน จำเลยจึงระงับการจ่ายเงินของโจทก์ไว้ก่อน ซึ่งจำเลยจะจ่ายให้ภายหลังเมื่อทำการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 18,360 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 22พฤศจิกายน 2543) ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระเงินประกันการทำงานจำนวน4,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระค่าจ้างจำนวน 14,580 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ชำระค่าชดเชยจำนวน 129,600 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์(วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ตรวจผลเลือด ผลทางเคมี อุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาโรคต่อไป เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2543 แพทย์สั่งให้พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยแล้วนำไปให้โจทก์ตรวจการทำหน้าที่ของไตแต่เมื่อแพทย์ได้รับผลการตรวจเลือดจากโจทก์แล้วเห็นว่าผลการตรวจเลือดไม่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย โดยผลของการตรวจเลือดเป็นอาการของคนปกติธรรมดาซึ่งผู้ป่วยโรคไตไม่น่าจะมีผลเลือดเช่นนั้นเมื่อแพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจเลือดผู้ป่วยรายนี้อีกครั้ง ผลการตรวจเลือดในครั้งที่สองซึ่งเป็นผลการตรวจที่ถูกต้อง ได้ผลเลือดมีค่าแตกต่างจากที่ตรวจในครั้งแรกมากและในวันที่ 20มิถุนายน 2543 เวลา 22.20 นาฬิกา เป็นเวรของโจทก์ที่จะต้องเตรียมเลือดให้ผู้ป่วยแต่โจทก์ไม่ไปปฏิบัติงานตามหน้าที่อ้างว่าสั่งให้พยาบาลปฏิบัติหน้าที่แทน นอกจากนี้ในวันที่ 27 กันยายน 2543 แพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจหาผลเลือดทางเคมี 2 ชนิด แต่โจทก์ตรวจหาผลทางเคมีให้เพียงชนิดเดียว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วนจึงต้องสั่งให้โจทก์ตรวจหาค่าทางเคมีที่ยังไม่ได้ตรวจอีกชนิดหนึ่ง เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ในการตรวจผลเลือด ผลทางเคมี อุจจาระและปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาโรคแก่ผู้ป่วยต่อไป หน้าที่ของโจทก์จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง อันจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่ อันเป็นความบกพร่องอย่างยิ่ง จำเลยประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนความถูกต้องรวดเร็วในการวินิจฉัยและการรักษาโรค รวมทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วย จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการที่จะได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้ป่วยหรือผู้ที่จะนำผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา หากการวินิจฉัยและการรักษาโรคของโรงพยาบาลจำเลยมีแต่ความผิดพลาดบกพร่อง ล่าช้า ซึ่งมีผลให้ผู้ป่วยต้องเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิตหรือสุขภาพแล้วก็ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารับการรักษาหรือนำผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วน ล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้ป่วย อันมีผลกระทบถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาลจำเลยเป็นอย่างมากดังกล่าวแล้ว จึงเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และยังถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119(3) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่าการพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49 หรือไม่ ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่มิใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างเลยก็ได้แต่เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าการกระทำของโจทก์อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้นเป็นเหตุให้จำเลยเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเป็นอย่างมาก และเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงจึงนับว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าเสียหาย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธรรมฤทธิ์ ผลพงษ์
จำเลย — บริษัท รัตนะเวชกิจ จำกัด
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2545
#99705
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ในการตรวจผลเลือด ผลทางเคมี อุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาโรคแก่ผู้ป่วยต่อไป หน้าที่ของโจทก์จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถรักษาโรคแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง อันจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย โจทก์นำเลือดของผู้ป่วยโรคไตไปตรวจ แต่ผลการตรวจเลือดไม่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย เมื่อแพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจเลือดของผู้ป่วยรายนี้อีกครั้ง ผลการตรวจเลือดในครั้งที่สองซึ่งเป็นผลการตรวจที่ถูกต้อง ได้ผลเลือดที่มีค่าแตกต่างจากที่ตรวจในครั้งแรกมาก และในวันที่เป็นเวรของโจทก์ที่จะต้องเตรียมเลือดให้ผู้ป่วย โจทก์ไม่ไปปฏิบัติงานตามหน้าที่อ้างว่าสั่งให้พยาบาลปฏิบัติหน้าที่แทน นอกจากนี้เมื่อแพทย์สั่งให้โจทก์หาผลเลือดทางเคมี 2 ชนิด แต่โจทก์ตรวจหาให้เพียงชนิดเดียว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วน จึงต้องสั่งให้โจทก์ตรวจหาค่าที่ยังไม่ได้ตรวจอีกชนิดหนึ่ง การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะดังกล่าว จึงเป็นการประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่ และความรับผิดชอบในหน้าที่ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วน ล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และชีวิตของผู้ป่วย อันมีผลกระทบถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาลจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างของโจทก์เป็นอย่างมาก จึงเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และยังถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยสุจริตอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 119 (3) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 583

การพิจารณาว่าการเลิกจ้างจะเป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ลูกจ้างตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 49 หรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นก็ได้ เมื่อปรากฏว่าการกระทำของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเป็นอย่างมาก และเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงนับว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำหนังสือเลิกจ้างโจทก์ โดยกล่าวหาว่าโจทก์ปฏิบัติงานในหน้าที่บกพร่อง ไม่อุทิศตัวให้กับงานในภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เกิดผลเสียหายแก่จำเลย มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อวิชาชีพและองค์กร ซึ่งไม่เป็นความจริง ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน ๑๖,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายเงินประกันการทำงานจำนวน ๔,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าจ้างจำนวน ๑๖,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าชดเชยจำนวน ๑๒๙,๖๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละสิบห้าต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จและจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมจำนวน ๙๗,๒๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากโจทก์ปฏิบัติงานบกพร่อง ผิดพลาดในหน้าที่ ประมาทเลินเล่อทำให้จำเลยเสียหายอย่างร้ายแรง โจทก์มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในตำแหน่งหน้าที่การงาน และโจทก์กล่าวให้ร้ายผู้บริหารของจำเลยและเจ้าหน้าที่จำเลยไปในทางที่เสียหายไม่เป็นความจริง ทำให้จำเลยได้รับความเสื่อมเสียต่อการประกอบกิจการและเสียชื่อเสียง โจทก์ไม่อุทิศตัวให้แก่หน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมาย จำเลยเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และมิใช่เป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชยและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม โจทก์ทำความเสียหายให้จำเลยอย่างร้ายแรง จำเลยมีสิทธิที่จะยึดเงินประกันการทำงานของโจทก์ได้ ค่าจ้างซึ่งจำเลยยังค้างชำระแก่โจทก์นั้นเนื่องจากมีข้อบกพร่องในการแก้ไขการเสียภาษีอากรของโจทก์และเจ้าหน้าที่ทุกคน จำเลยจึงระงับการจ่ายเงินของโจทก์ไว้ก่อน ซึ่งจำเลยจะจ่ายให้ภายหลังเมื่อทำการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า จำนวน ๑๘,๓๖๐ บาท ชำระเงินประกันการทำงาน จำนวน ๔,๐๐๐ บาท ชำระค่าจ้าง จำนวน ๑๔,๘๕๐ บาท ชำระค่าชดเชย จำนวน ๑๒๙,๖๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า เห็นควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเสียก่อน ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์นั้น ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ตรวจผลเลือด ผลทางเคมี อุจจาระ และปัสสาวะ เพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาโรคต่อไป เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๓ แพทย์สั่งให้พยาบาลเจาะเลือดผู้ป่วยแล้วนำไปให้โจทก์ตรวจการทำหน้าที่ของไต แต่เมื่อแพทย์ได้รับผลการตรวจเลือดจากโจทก์แล้วเห็นว่าผลการตรวจเลือดไม่สอดคล้องกับอาการของผู้ป่วย โดยผลของการตรวจเลือดเป็นอาการของคนปกติธรรมดา ซึ่งผู้ป่วยโรคไตไม่น่าจะมีผลเลือดเช่นนั้น เมื่อแพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจเลือดผู้ป่วยรายนี้อีกครั้ง ผลการตรวจเลือดในครั้งที่สองซึ่งเป็นผลการตรวจที่ถูกต้อง ได้ผลเลือดมีค่าแตกต่างจากที่ตรวจในครั้งแรกมาก และในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๔๓ เวลา ๒๒.๒๐ นาฬิกา เป็นเวรของโจทก์ที่จะต้องเตรียมเลือดให้ผู้ป่วย แต่โจทก์ไม่ไปปฏิบัติงานตามหน้าที่อ้างว่าสั่งให้พยาบาลปฏิบัติหน้าที่แทน นอกจากนี้ในวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๓ แพทย์สั่งให้โจทก์ตรวจหาผลเลือดทางเคมี ๒ ชนิด แต่โจทก์ตรวจหาผลทางเคมีให้เพียงชนิดเดียว ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วนจึงต้องสั่งให้โจทก์ตรวจหาค่าทางเคมีที่ยังไม่ได้ตรวจอีกชนิดหนึ่ง เห็นว่า โจทก์เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์ (วิทยาศาสตร์การแพทย์) มีหน้าที่ในการตรวจผลเลือด ผลทางเคมี อุจจาระ และปัสสาวะเพื่อส่งให้แพทย์วินิจฉัยและทำการรักษาโรคแก่ผู้ป่วยต่อไป หน้าที่ของโจทก์จึงเป็นหน้าที่อันสำคัญที่ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง อันจะส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะดังกล่าวจึงเป็นการประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่อันเป็นความบกพร่องอย่างยิ่ง จำเลยประกอบกิจการโรงพยายบาลเอกชนความถูกต้องรวดเร็วในการวินิจฉัยและการรักษาโรค รวมทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการที่จะได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากผู้ป่วยหรือผู้ที่จะนำผู้ป่วยเข้ามารับการรักษา หากการวินิจฉัยและการรักษาโรคของโรงพยาบาลจำเลยมีแต่ความผิดพลาด บกพร่อง ล่าช้า ซึ่งมีผลให้ผู้ป่วยต้องเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต หรือสุขภาพแล้ว ก็ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามารับการรักษาหรือนำผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลจำเลยอย่างแน่นอน ดังนั้น การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อ ขาดความเอาใจใส่และความรับผิดชอบในหน้าที่ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้ไม่ครบถ้วน ล่าช้า ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และชีวิตของผู้ป่วย อันมีผลกระทบถึงชื่อเสียงของโรงพยาบาลจำเลยเป็นอย่างมากดังกล่าวแล้วจึงเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง และยังถือว่าเป็นการกระทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตอีกด้วย จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๑๑๙ (๓) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๓ อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

ส่วนอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่า การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมและจำเลยต้องจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมแก่โจทก์นั้น เห็นว่า การพิจารณาว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมอันเป็นเหตุให้นายจ้างต้องชดใช้ค่าเสียหายใก้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔๙ หรือไม่ ต้องพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรที่นายจ้างจะเลิกจ้างหรือไม่ ซึ่งเหตุดังกล่าวอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของลูกจ้างหรือเหตุอื่นที่มิใช่การกระทำความผิดของลูกจ้างเลยก็ได้ แต่เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าการกระทำของโจทก์อันเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างโจทก์นั้น เป็นเหตุให้จำเลยเสียชื่อเสียงในการประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนเป็นอย่างมาก และเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงนับว่ามีเหตุสมควรที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ มิใช่เป็นการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย คำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้ชอบแล้ว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ต้องชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 583
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ม. 119 (3)
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 ม. 49
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นายธรรมฤทธิ์ ผลพงษ์
จำเลย — บริษัทรัตนะเวชกิจ จำกัด
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแรงงานกลาง — นายจักรกฤษณ์ อนันต์สุชาติกุล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
หัสดี ไกรทองสุก
วีรพจน์ เพียรพิทักษ์
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4463/2545
#49055
เปิดฉบับเต็ม

แม้ฟ้องโจทก์ตอนต้นจะบรรยายว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ในฐานะตัวแทนของบริษัท เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,126,760 บาท จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 33,802.80 บาท เท่านั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินสั่งให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 121,772 บาท นั้น โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะโจทก์ไม่จำเป็นต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 87,971.49 บาท และโจทก์ได้บรรยายฟ้องตอนท้ายว่าโจทก์ยอมชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ 33,802.80 บาท โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน87,971.49 บาท แม้ศาลภาษีอากรกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็หมายถึงการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเท่านั้น หาได้มีความหมายถึงตัวค่าภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 29 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

โจทก์ซื้อที่ดิน รับโอนที่ดินและห้องชุดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บริษัท ส. แล้วโจทก์ขายที่ดินและห้องชุดนั้นแก่ผู้ซื้อภายใน 5 ปี นับแต่วันได้มา อันเป็นการขายที่เป็นการค้าหรือหากำไรต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อโจทก์ไม่เสียภาษีภายในกำหนดจึงต้องรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วย หลังจากเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1ตรวจพบว่าโจทก์ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนจึงได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปพบ โจทก์ให้การว่าโจทก์เป็นพนักงานขายของบริษัท ส. ได้ค่าตอบแทนการขายเพียงรายละ 5,000 บาทจึงเป็นการบ่ายเบี่ยงเพื่อไม่ต้องชำระภาษี มิใช่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน แต่ปรากฏว่าต่อมามีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 366)ฯ ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะในเรื่องนี้ลงเหลือร้อยละ0.1 จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าพนักงานประเมินของจำเลยที่ 1 ได้ประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ได้อุทธรณ์การประเมิน ต่อมาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์โจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยเนื่องจากโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ไปในฐานะตัวแทนของบริษัทสินมั่นคงคอนโดเฮ้าส์ จำกัด โจทก์มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,126,760บาท จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 33,802.80 บาท เท่านั้น แต่เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ เบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวม121,772 บาท จึงเป็นการเรียกให้ชำระเกินไป 87,971.49 บาท โจทก์ไม่จำต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม เพราะโจทก์ยังมิได้รับทราบหรือได้รับแจ้งเป็นหนังสือให้โจทก์ไปยื่นคำขอเพื่อชำระภาษีธุรกิจเฉพาะและโจทก์มิได้เจตนาไม่ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในการขายแต่ละครั้งเจ้าพนักงานที่ดินได้หักภาษีรายได้ครบถ้วนแล้ว โจทก์จึงเชื่อได้โดยสุจริตว่าได้ชำระภาษีครบถ้วน เมื่อโจทก์ทราบว่าโจทก์มีหน้าที่จะต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ยอมชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ 33,802.80 บาท โดยไม่ต้องเสียเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ แต่เจ้าพนักงานไม่ยอมรับโดยอ้างว่าต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และเพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ เฉพาะส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 87,971.49 บาท

จำเลยทั้งห้าให้การว่า โจทก์ขายที่ดินจำนวน 3 แปลง รวมเป็นเงิน 1,126,760บาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอัตราร้อยละ 3 เป็นเงิน 33,802.80 บาท โจทก์มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาจึงต้องเสียเบี้ยปรับจำนวน 2 เท่าของภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 89, 91/21(6) เป็นเงิน 67,605.60 บาท โจทก์ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาจึงต้องเสียเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา 89/1, 91/21(6) คำนวณถึงวันที่ 15 มกราคม 2543 เป็นเงิน 9,295.50 บาท และต้องเสียภาษีส่วนท้องถิ่นร้อยละ10 ของภาษีรวมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 11,070.39 บาท รวมภาษี เบี้ยปรับเงินเพิ่ม และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงิน 121,774.29 บาท โจทก์ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ย่อมต้องทราบว่าการขายอสังหาริมทรัพย์ที่กระทำภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา จะเข้าข่ายเสียภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3 ของรายรับและเป็นหน้าที่ผู้ขายต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปไม่ต้องรอให้เจ้าพนักงานสรรพากรแจ้งเป็นหนังสือ โจทก์ไม่เคยนำเงิน 33,802.80 บาทไปชำระแต่อย่างใด โจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระภาษี ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "...โจทก์อุทธรณ์ข้อแรกว่า โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทสินมั่นคงคอนโดเฮ้าส์ จำกัด บริษัทดังกล่าวโอนห้องชุดให้โจทก์ครั้งละ 10 ถึง 20 ห้อง เพื่อนำไปขายบุคคลภายนอกที่จะได้รับสินเชื่อจากธนาคาร เมื่อขายได้โจทก์จะได้ค่าตอบแทนห้องละ 3,000 ถึง 5,000 บาท เป็นการขายให้ฐานะตัวแทนบริษัท รายได้จากการขายเป็นของบริษัท โจทก์มิใช่ผู้มีรายได้จากการขายจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ การประเมินให้โจทก์เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจึงไม่ชอบ พิเคราะห์แล้ว แม้ฟ้องโจทก์ตอนต้นจะบรรยายว่าโจทก์ขายอสังหาริมทรัพย์ในฐานะตัวแทนของบริษัท เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแต่โจทก์ได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า โจทก์มีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,126,760บาท จะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 33,802.80 บาท เท่านั้น การที่เจ้าพนักงานประเมินสั่งให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 121,772 บาท นั้น โจทก์ไม่เห็นด้วยเพราะโจทก์ไม่จำเป็นต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 87,971.49 บาท และโจทก์ได้บรรยายฟ้องตอนท้ายว่า โจทก์ยอมชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ 33,802.80 บาท โดยไม่ต้องเสียเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ขอให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะส่วนเบี้ยปรับและเงินเพิ่มจำนวน 87,971.49 บาท แม้ศาลภาษีอากรกลางจะกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็หมายถึงการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเท่านั้น หาได้มีความหมายถึงตัวค่าภาษีธุรกิจเฉพาะไม่ อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลภาษีอากรกลางต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์อุทธรณ์ข้อหลังว่า โจทก์มิได้มีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงไม่ชำระภาษีหรือไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน ประกอบกับปัจจุบันกฎหมายได้ลดภาษีธุรกิจเฉพาะลงเหลือเพียงร้อยละ 0.11 โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2543 จึงมีเหตุสมควรลดเบี้ยปรับแก่โจทก์ เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดินและหนังสือสัญญาขายที่ดินแผ่นที่ 1ถึง 6 สำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดและหนังสือสัญญาขายที่ดินที่ตั้งห้องชุดแผ่นที่ 3ถึง 7 ปรากฏว่าโจทก์ซื้อที่ดินรับโอนที่ดินและห้องชุดจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่บริษัทสินมั่นคงคอนโดเฮ้าส์ จำกัด ดังที่โจทก์กล่าวอ้างและนำสืบ แล้วโจทก์ขายที่ดินและห้องชุดนั้นแก่ผู้ซื้อภายใน 5 ปี นับแต่วันได้มาอันเป็นการขายที่เป็นการค้าหรือหากำไรต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ เมื่อโจทก์ไม่เสียภายในกำหนดจึงรับผิดในเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วยหลังจากเจ้าพนักงานของจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าโจทก์ไม่ชำระภาษีให้ครบถ้วนจึงได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปพบ โจทก์ไปให้การว่า โจทก์เป็นพนักงานขายของบริษัทสินมั่นคงคอนโดเฮ้าส์ จำกัด ได้ค่าตอบแทนการขายเพียงรายละ 5,000 บาท เป็นการบ่ายเบี่ยงเพื่อไม่ต้องชำระภาษีมิใช่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงาน แต่ปรากฏว่าต่อมามีพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร(ฉบับที่ 366) พ.ศ. 2543 ให้ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะในเรื่องนี้ลงเหลือร้อยละ 0.1จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 คงเหลือเบี้ยปรับเป็นเงิน 33,802.80 บาทอุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะเลขที่ 05111040/6/100009 ถึง 100013 ลงวันที่ 10 มกราคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สป.1/06/2543 ลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2543 โดยให้ลดเบี้ยปรับลงร้อยละ 50 คงเหลือเบี้ยปรับเป็นเงิน 33,802.80 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม. 29
พ.ร.ฎ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตรารัษฎากร (ฉบับที่ 366) พ.ศ.2543
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย เกรียงไกร ศรีเพ็ชรวรรณดี
จำเลย — กรมสรรพากร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ปัญญา ถนอมรอด
สมศักดิ์ วงศ์ยืน
ศุภชัย ภู่งาม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4446/2545
#45309
เปิดฉบับเต็ม

ขณะที่จำเลยที่ 2 ครอบครองรถยนต์และเสนอขายให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองตกลงกันไว้ว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์ยังเป็นของจำเลยที่ 1 จนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระเงินค่ารถยนต์จากโจทก์และนำมาชำระค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1 จึงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อและยอมให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิขายรถยนต์ จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้สุจริตมิให้ต้องเสื่อมเสียสิทธิอันเนื่องมาจากข้อตกลงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และจำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างว่าหากโจทก์ตรวจสอบพบชื่อของจำเลยที่ 1 ในสมุดรับประกันและสอบถามไปก็จะทราบถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ดังนั้น เมื่อโจทก์ชำระค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์แก่โจทก์การที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับเงินค่ารถยนต์จากจำเลยที่ 2 ไม่เป็นข้ออ้างที่จะปฏิเสธไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ เพราะสิทธิหน้าที่และความรับผิดระหว่างตัวการกับตัวแทนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องว่ากล่าวเอาเองอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับความรับผิดที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนรถยนต์ ตามที่จำเลยที่ 1 มอบหมายหรือสั่งการ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ซื้อรถยนต์กระบะซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ในราคา 280,500 บาท โดยในวันดังกล่าวโจทก์วางเงินจองไว้ 10,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2539 โจทก์ชำระราคาที่เหลืออีกจำนวน270,500 บาท ให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ครอบครอง โดยจำเลยที่ 1 ออกสมุดรับประกันและคูปองตรวจสภาพรถยนต์อันเป็นบริการหลังการขายให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ โจทก์ติดตามทวงถาม แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในรถยนต์คันดังกล่าวได้ ซึ่งโจทก์อาจนำออกให้ผู้อื่นเช่าได้ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทพร้อมส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 280,500 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ให้โจทก์ในอัตราเดือนละ30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์และไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการจำหน่ายและรับเงินค่าซื้อขายรถยนต์ แต่จำเลยที่ 1จำหน่ายรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระราคารถยนต์พิพาทครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 รับรถยนต์พิพาทพร้อมเอกสารจากจำเลยที่ 1 แล้วไม่ชำระราคาจำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหรือชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีและแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ราคาจำนวน 280,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะจดทะเบียน และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนให้โจทก์หรือใช้ราคาแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน24 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขเครื่อง 2 แอล - 9420726 หมายเลขแชสซี แอลเอ็น 85-7101772 พร้อมส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1 รับรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากโจทก์และชำระเงินคืนจำนวน 280,500 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน ดังกล่าวนับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1จะดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์หรือจนกว่าชำระเงินคืนเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 24 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์พิพาทสมุดรับประกันภัย และบัตรตรวจสภาพรถยนต์ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ นายเกรียงไกร พิทักษ์ชัชวาลย์ ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินคดีแทนเบิกความว่า เมื่อประมาณปลายปี 2539 จำเลยที่ 2 ติดต่อขอซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า จำนวน 3 คันจากจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ทั้งสามคันดังกล่าว ณ สำนักงานของจำเลยที่ 2 ที่กรุงเทพมหานคร หากมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อรถยนต์และจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์ได้แล้ว จำเลยที่ 2 จะส่งมอบเงินค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1แล้วจำเลยที่ 1 เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ลูกค้าผู้ซื้อจำเลยที่ 1 จึงได้มอบรถยนต์ใหม่ 3 คัน รวมรถยนต์คันพิพาทให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่มารับรถ พร้อมสมุดรับประกัน และนายเกรียงไกรเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ติดต่อซื้อรถยนต์ด้วยวิธีการดังกล่าวหลายครั้งการซื้อขายก่อนหน้านี้จำเลยที่ 2 ชำระราคาค่ารถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทุกครั้ง แล้วจำเลยที่ 1จะโอนทะเบียนรถยนต์ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อต่อไป ส่วนลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 2 จะทราบข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ พยานไม่ทราบ นายเกรียงไกรยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า หากโจทก์ตรวจสอบสมุดรับประกันและพบที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และสอบถามมาก็จะทราบถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2ศาลฎีกาเห็นว่า นายเกรียงไกรผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลการขายบริการ และอะไหล่รวมทั้งดูแลด้านการเงินให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วย นายเกรียงไกรจึงย่อมจะต้องรู้ถึงข้อตกลงและวิธีการที่จำเลยที่ 1 และลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยึดถือปฏิบัติระหว่างกันเป็นอย่างดีดังนั้น คำเบิกความของนายเกรียงไกรข้างต้นจึงมีเหตุผลและน้ำหนักรับฟังได้ว่า มีข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่นายเกรียงไกรเบิกความไว้เป็นจริง แสดงว่า ขณะที่จำเลยที่ 2 ครอบครองรถยนต์พิพาทและเสนอขายให้แก่โจทก์นั้น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระเงินค่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์และนำเงินดังกล่าวมาชำระราคาค่ารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้างต้นถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อและยอมให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิขายรถยนต์พิพาท เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริต จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตมิให้ต้องเสื่อมเสียสิทธิอันเนื่องมาจากข้อตกลงของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างว่าหากโจทก์ตรวจสอบพบชื่อของจำเลยที่ 1 ในสมุดรับประกันและสอบถามไปก็จะทราบถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองได้ เมื่อโจทก์ชำระราคาค่ารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายังไม่ได้รับเงินค่ารถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้โจทก์ฟังไม่ขึ้น เพราะสิทธิหน้าที่ และความรับผิดระหว่างตัวการกับตัวแทนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องว่ากล่าวเอาเองอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับความรับผิดที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 806 ม. 820
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คาเธ่ย์กราเวียร์ (1988) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โตโยต้าเพชรบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4446/2545
#45748
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยที่ 2 ติดต่อขอซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1ส่งมอบรถยนต์ ณ สำนักงานของจำเลยที่ 2 หากมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อรถยนต์และจำเลยที่ 2 ขายได้แล้ว จำเลยที่ 2 จะส่งมอบเงินค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ลูกค้าผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ติดต่อขายรถยนต์ด้วยวิธีการดังกล่าวหลายครั้ง แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ครอบครองรถยนต์พิพาทและเสนอขายให้แก่โจทก์นั้น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระเงินค่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์และนำเงินดังกล่าวมาชำระราคาค่ารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว พฤติการณ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อและยอมให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิขายรถยนต์พิพาท เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุจริต จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตมิให้ต้องเสื่อมเสียสิทธิอันเนื่องมาจากข้อตกลงของจำเลยทั้งสองเมื่อโจทก์ชำระราคาค่ารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้วจำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อรถยนต์กระบะซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 2ในฐานะตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ของจำเลยที่ 1 ในราคา 280,500 บาท โดยในวันดังกล่าวโจทก์วางเงินจองไว้ 10,000 บาท ต่อมาโจทก์ชำระราคาที่เหลืออีกจำนวน 270,500 บาทให้แก่จำเลยที่ 2 และจำเลยทั้งสองได้ส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวให้โจทก์ครอบครอง แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 30,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทพร้อมส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้เงินจำนวน 280,500 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ให้โจทก์ในอัตราเดือนละ30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์กับโจทก์ และไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนในการจำหน่าย แต่จำเลยที่ 1 จำหน่ายรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีข้อตกลงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระราคารถยนต์พิพาทครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 2 รับรถยนต์พิพาทพร้อมเอกสารจากจำเลยที่ 1 แล้วไม่ชำระราคาจำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทหรือชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ โจทก์ไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากโจทก์ยังครอบครองและใช้รถยนต์พิพาทมาตลอด ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินความจริง ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์พร้อมส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีและแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์พิพาทให้โจทก์ หากไม่สามารถดำเนินการจดทะเบียนให้โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 2 ใช้ราคาจำนวน280,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง(ฟ้องวันที่ 10 ตุลาคม 2540) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 2 จะจดทะเบียนและส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนให้โจทก์หรือใช้ราคาแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 24 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 โอนทะเบียนรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน หมายเลขเครื่อง 2 แอล - 9420726 หมายเลขแชสซีแอลเอ็น 85 - 7101772 พร้อมส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากไม่สามารถดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์ให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 1 รับรถยนต์คันดังกล่าวคืนจากโจทก์และชำระเงินคืนจำนวน 280,500 บาท พร้อมด้วยดอกบเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะดำเนินการโอนทะเบียนรถยนต์และส่งมอบสมุดคู่มือการจดทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ หรือจนกว่าจะชำระเงินคืนเสร็จสิ้นแก่โจทก์ แต่ไม่เกิน 24 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติว่า โจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยชำระราคารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 2 ส่งมอบรถยนต์พิพาท สมุดรับประกันภัย และบัตรตรวจสภาพรถยนต์ซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระราคาค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 หรือไม่ และจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่นายเกรียงไกร พิทักษ์ชัชวาลย์ผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินคดีแทนเบิกความว่า เมื่อประมาณปลายปี 2539 จำเลยที่ 2 ติดต่อขอซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้าจำนวน 3 คันจากจำเลยที่ 1 โดยมีข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์ทั้งสามคันดังกล่าว ณ สำนักงานของจำเลยที่ 2 ที่กรุงเทพมหานคร หากมีลูกค้ามาติดต่อขอซื้อรถยนต์และจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์ได้แล้ว จำเลยที่ 2 จะส่งมอบเงินค่ารถยนต์ให้แก่จำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์จะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ลูกค้าผู้ซื้อ จำเลยที่ 1 จึงได้มอบรถยนต์ใหม่ 3 คันรวมรถยนต์พิพาทให้แก่พนักงานของจำเลยที่ 2 ที่มารับรถ พร้อมสมุดรับประกัน และนายเกรียงไกรเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ติดต่อซื้อขายรถยนต์ด้วยวิธีการดังกล่าวหลายครั้ง การซื้อขายก่อนหน้านี้ จำเลยที่ 2 ชำระราคาค่ารถยนต์ให้จำเลยที่ 1 ทุกครั้ง แล้วจำเลยที่ 1 จะโอนทะเบียนรถยนต์ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อต่อไป ส่วนลูกค้าผู้ซื้อรถยนต์จากจำเลยที่ 2จะทราบข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือไม่ พยานไม่ทราบนายเกรียงไกรยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามติงว่า หากโจทก์ตรวจสอบสมุดรับประกันและพบที่อยู่ของจำเลยที่ 1 และสอบถามมาก็จะทราบถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาเห็นว่า นายเกรียงไกรผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ดูแลการขาย บริการ และอะไหล่ รวมทั้งดูแลด้ารการเงินให้แก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 2 ด้วยนายเกรียงไกรจึงย่อมจะต้องรู้ถึงข้อตกลงและวิธีการที่จำเลยที่ 1 และลูกค้าของจำเลยที่ 1 ยึดถือปฏิบัติระหว่างกันเป็นอย่างดีดังนั้น คำเบิกความของนายเกรียงไกร ข้างต้นจึงมีเหตุผลและมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า มีข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามที่นายเกรียงไกรเบิกความไว้จริง แสดงว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ครอบครองรถยนต์พิพาทและเสนอขายให้แก่โจทก์นั้น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทยังคงเป็นของจำเลยที่ 1 ตลอดเวลาจนกว่าจำเลยที่ 2 จะได้รับชำระเงินค่ารถยนต์พิพาทจากโจทก์และนำเงินดังกล่าวมาชำระราคาค่ารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่โจทก์ พฤติการณ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้างต้นถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อและยอมให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นตัวแทนทำการออกนอกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นเจ้าของหรือผู้มีสิทธิขายรถยนต์พิพาท เมื่อโจทก์ซื้อรถยนต์พิพาทมาโดยสุริต จำเลยที่ 1 ในฐานะตัวการจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้สุจริตมิให้ต้องเสื่อมเสียสิทธิ อันเนื่องมาจากข้อตกลงของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังกล่าว และจำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างว่าหากโจทก์ตรวจสอบพบชื่อของจำเลยที่ 1 ในสมุดรับประกันและสอบถามไปก็จะทราบถึงข้อตกลงระหว่างจำเลยทั้งสองได้ เมื่อโจทก์ชำระราคาค่ารถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ที่จะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่ายังไม่ได้รับเงินค่ารถยนต์พิพาทจากจำเลยที่ 2 จึงไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พิพาทให้โจทก์ฟังไม่ขึ้น เพราะสิทธิหน้าที่ และความรับผิดระหว่างตัวการกับตัวแทนเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องว่ากล่าวเอาเองอีกส่วนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับความรับผิดที่จำเลยที่ 1 มีต่อโจทก์ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 453 ม. 821
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัท คาเธ่ร์กราเวียร์ (1988) จำกัด
จำเลย — ห้างหุ้นส่วนจำกัด โตโยต้าเพชรบุรี ผู้จำหน่ายโตโยต้า กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อัธยา ดิษยบุตร
ปรีดี รุ่งวิสัย
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4445/2545
#45747
เปิดฉบับเต็ม

ผู้ร้องได้ที่ดินของ ห. โดยการรับมรดกแทนที่ ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ผู้ร้องกับ ซ. ผู้จัดการมรดกของ ห. มีคดีฟ้องร้องกัน แม้ต่อมา ซ. และจำเลยที่ 1 ผู้รับโอนที่ดินจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตกลงจะไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากโจทก์นำมาแบ่งแยกและโอนให้แก่ผู้ร้องบางส่วน แต่ก็เป็นการตกลงหลังจากที่จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินจาก ซ. และจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์แล้ว โดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ไม่สุจริตเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานแต่ผู้ร้องมิได้นำสืบหักล้าง จึงฟังได้ว่าโจทก์สุจริต เมื่อโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ สิทธิของผู้ร้องผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมยังมิได้จดทะเบียน ผู้ร้องจึงไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองแม้ผู้ร้องจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่อยู่แล้ว แต่ผู้ร้องก็ไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนที่ดินของตนจากที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,879,111.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18.5ต่อปี ของต้นเงิน 3,306,541.25 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และค่าฤชาธรรมเนียมส่วนที่ศาลไม่สั่งคืนแก่โจทก์ให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน หากไม่ชำระให้โจทก์ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 ตำบลคลองจั่น อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดชำระหนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งงดการขายทอดตลาดและมีคำสั่งให้ขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 เฉพาะส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์รวมกับทายาทโดยธรรมอื่นจำนวน 188 ตารางวา หรือมีคำสั่งแบ่งส่วนของผู้ร้องทั้งห้าให้แก่ผู้ร้องทั้งห้าตามสิทธิ

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า

ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องทั้งห้าเป็นผู้มีสิทธิได้รับมรดกของนายหมัดจารุดดิน มินสาคร แทนที่นายชวลิต มินสาคร ทายาทโดยธรรมซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดก ผู้ร้องทั้งห้าได้ยื่นคำร้องขอให้ถอนนางซะออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายหมัดจารุดดิน ระหว่างพิจารณานางซะจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 เนื้อที่ 338 ตารางวาให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมานางซะแถลงยอมรับเข้ามาในคดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของนายหมัดจารุดดิน นางซะจะไปดำเนินการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 ส่วนที่มีบ้านเลขที่ 31/2 ปลูกอยู่ เนื้อที่ 150ตารางวา แล้วจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องทั้งห้า แต่นางซะไม่ดำเนินการตามที่ตกลง ผู้ร้องทั้งห้าจึงฟ้องนางซะกับจำเลยที่ 1 ให้ดำเนินการตามข้อตกลงแล้วได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีนั้นว่านางซะกับจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้จำนองและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 เพื่อนำมาแบ่งแยกและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่มีบ้านเลขที่ 31/2 ปลูกอยู่ เนื้อที่ 150 ตารางวาให้แก่ผู้ร้องทั้งห้า ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 18485/2540 แต่นางซะกับจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้ชำระหนี้จำนองเป็นคดีนี้ และนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าว่า ผู้ร้องทั้งห้ามีสิทธิขอกันส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 ที่โจทก์นำยึดไว้หรือไม่ เห็นว่า ผู้ร้องทั้งห้าได้ที่ดินโฉนดเลขที่ 79890 ของนายหมัดจารุดดินโดยการรับมรดกแทนที่ถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม ซึ่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองบัญญัติไว้ว่า "สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้นมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว" ผู้ร้องทั้งห้ากับนางซะผู้จัดการมรดกของนายหมัดจารุดดินมีคดีฟ้องร้องกัน แม้ต่อมานางซะและจำเลยที่ 1ผู้รับโอนที่ดินจะได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาลตกลงจะไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากโจทก์นำมาแบ่งแยกและโอนให้แก่ผู้ร้องทั้งห้าบางส่วน แต่ก็เป็นการตกลงหลังจากที่จำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินจากนางซะและจดทะเบียนจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์แล้วโดยโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องทั้งห้าจะต้องนำสืบให้เห็นว่าโจทก์ไม่สุจริตเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว แต่ผู้ร้องทั้งห้ามิได้นำสืบหักล้างอย่างใด จึงฟังได้ว่าโจทก์สุจริต เมื่อได้ความว่าโฉนดที่ดินมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ สิทธิของผู้ร้องทั้งห้าผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมยังมิได้จดทะเบียน ผู้ร้องทั้งห้าจึงไม่อาจยกสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนดังกล่าวขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิจำนองโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้วได้ แม้ผู้ร้องทั้งห้าจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่อยู่แล้วแต่ผู้ร้องทั้งห้าก็ไม่มีสิทธิร้องขอกันส่วนที่ดินของตนจากที่ดินที่โจทก์นำยึดไว้ในคดีนี้เพราะกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ชัดเจน ชอบที่จะว่ากล่าวเอาแก่นางซะและจำเลยที่ 1 เป็นอย่างอื่นต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งห้าฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 6 ม. 1299 วรรคสอง ม. 1639
ป.วิ.พ. ม. 84
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน
ผู้ร้อง — นางสาว สุปราณี มินสาคร กับพวก
จำเลย — นาย อนุรักษ์ มีนสาครหรือมินสาคร กับพวก
ชื่อองค์คณะ
อภิชาต สุขัคคานนท์
วัฒนชัย โชติชูตระกูล
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4436/2545
#45746
เปิดฉบับเต็ม

การที่จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์นั้น แท้จริงแล้วเป็นการจำนองประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อ ล. โจทก์ผู้รับจำนองจึงมิได้เป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกัน สัญญาจำนองจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงบังคับจำนองแก่จำเลยมิได้

การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า การจำนองที่ดินตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ต้นเงินที่จำเลยได้รับมาปล่อยกู้จาก ล. และดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ค้างชำระรวมกัน แล้วใช้ชื่อโจทก์เป็นผู้รับจำนอง จำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้องเป็นการนำสืบเพื่ออธิบายถึงที่มาของหนี้ตามสัญญาจำนองว่าไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จึงไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคท้ายหาใช่เป็นการนำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามเอกสารดังกล่าวไม่ จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,236,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,020,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 28533 ตำบลบ้านควนอำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ไว้แก่โจทก์เป็นเงิน1,020,000 บาท โดยนายมณเฑียร วรวิทยานนท์ เป็นผู้รับมอบอำนาจทำการจดทะเบียนรับจำนองไว้แทนโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวประกันหนี้เงินกู้ที่จำเลยกู้ไปจากโจทก์หรือไม่โจทก์มีนายมณเฑียรผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินดังกล่าวประกันหนี้เงินกู้ โดยพยานได้มอบเงินกู้จำนวน 1,020,000 บาท ให้จำเลยในวันทำสัญญาจำนองเห็นว่า คดีนี้โจทก์มีนายมณเฑียรผู้รับมอบอำนาจโจทก์มาเบิกความเป็นพยานเพียงปากเดียว โดยตัวโจทก์มิได้มาเบิกความถึงรายละเอียดในส่วนสำคัญเป็นต้นว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันอย่างไรมาก่อนการกู้เงินมีข้อตกลงและมีลำดับขั้นตอนเป็นมาอย่างไร เป็นเหตุให้จำเลยไม่มีโอกาสถามค้านตัวโจทก์โดยตรง ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์กับผู้รับมอบอำนาจโจทก์จะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร โจทก์จะนำเงินมาจากที่ใดและโจทก์จะนับเงินก่อนส่งมอบแก่ผู้รับมอบอำนาจโจทก์หรือไม่ และจำเลยจะใช้เวลานับเงินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดตรังนานหรือไม่ มิใช่ข้อสาระสำคัญแห่งคดี เพราะสาระสำคัญแห่งคดีอยู่ที่ว่าจำเลยได้ทำสัญญาจำนองที่ดินไว้แก่โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.3 หรือไม่เท่านั้นเห็นว่า การที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดีนั้น จำต้องวินิจฉัยจากการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานในสำนวนที่คู่ความนำเสนอต่อศาลโดยกอปรด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ มิใช่ว่าเมื่อคู่ความอ้างพยานบุคคลหรือพยานเอกสารใดมาแล้ว ศาลจะต้องรับฟังเป็นความจริงเช่นนั้นเสมอไปไม่ คู่ความยังมีหน้าที่จะต้องนำสืบให้ศาลเชื่อถือในพยานหลักฐานโดยโจทก์มีหน้าที่จะต้องพิสูจน์ให้สมฟ้องและจำเลยก็ต้องนำสืบให้สมข้อต่อสู้เช่นกันคดีนี้แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนายมณเฑียรผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่าจำเลยทำสัญญาจำนองที่ดิน ซึ่งมีชื่อโจทก์เป็นผู้รับจำนองจริง แต่เมื่อจำเลยให้การปฏิเสธมูลหนี้ตามสัญญาจำนองว่ามิใช่การจำนองที่ดินประกันหนี้เงินกู้โจทก์ และไม่เคยรู้จักโจทก์ การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานจึงไม่อาจอาศัยเพียงถ้อยคำของนายมณเฑียรผู้รับมอบอำนาจโจทก์ปากเดียวมารับฟังว่ามูลหนี้แท้จริงตามสัญญาจำนองคือหนี้เงินกู้ระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยที่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์และจำเลยมีความสัมพันธ์กันอย่างไรมาก่อน รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ประกอบอาชีพใดเหตุใดโจทก์จึงตัดสินใจให้เงินจำนวนถึง 1,020,000 บาท ซึ่งนับว่าค่อนข้างสูงให้จำเลยกู้ และโจทก์ได้ทำการตรวจสอบที่ดินที่นำมาจำนองเป็นหลักประกันว่ามีราคาเพียงพอประกันหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งโจทก์มีความสัมพันธ์กับนายมณเฑียรอย่างไรถึงกับยอมมอบเงินจำนวนมากให้นายมณเฑียรไปดำเนินการจดทะเบียนรับจำนองแทนโจทก์โดยลำพัง ข้อเท็จจริงดังกล่าวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อที่ศาลจำต้องนำมาพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของโจทก์ว่ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด มิใช่จะอาศัยแต่หนังสือสัญญาจำนองที่ดินและบันทึกต่อท้ายสัญญาจำนองโดยลำพังหาพอไม่ ส่วนจำเลยมีตัวจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เมื่อปี 2538 นางลัดดาภริยานายมณเฑียรนำเงินมาให้จำเลยปล่อยกู้แก่บุคคลทั่วไปโดยจำเลยจะได้ค่าตอบแทนจากดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1ต่อเดือน ครั้งแรกจำเลยจะทำสัญญากู้เงินกับนางลัดดา แต่เนื่องจากนางลัดดารับราชการนางลัดดาจึงให้จำเลยไปทำสัญญากู้เงินไว้กับนางเมื้อนมารดานางลัดดาแทน ในการปล่อยกู้ปีแรกไม่มีปัญหาภายหลังต่อมาจำเลยไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้ได้ นายมณเฑียรและนางลัดดาขอให้จำเลยคนต้นเงินและดอกเบี้ยที่ผู้กู้ค้างชำระทั้งหมดจำเลยไม่มีเงินให้จึงนำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองประกันหนี้ นางลัดดาจึงคืนสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยข้อเท็จจริงตามที่จำเลยเบิกความดังกล่าวเจือสมกับที่นายมณเฑียรเบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า นางลัดดาเป็นภริยานายมณเฑียรและนางเมื้อนเป็นมารดานางลัดดา นอกจากนี้ปรากฏจากหนังสือสัญญากู้เงินว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2539 ถึงเดือนมิถุนายน 2539 ช่วงระยะเวลาเพียง 6 เดือน จำเลยกู้เงินแต่ละครั้งมากบ้างน้อยบ้าง มียอดเงินรวมทั้งสิ้น 527,200 บาท นับว่าค่อนข้างสูง แต่ละสัญญายังไม่ทันครบกำหนดเวลาชำระต้นเงินคืน จำเลยก็ได้ทำหนังสือสัญญากู้เงินฉบับใหม่ต่อเนื่องกันไปถึง 9 ครั้ง อันเป็นการผิดปกติวิสัยที่นางเมื้อนจะให้จำเลยกู้ไปง่ายดายในลักษณะเช่นนี้ และเมื่อพิจารณาประกอบเหตุผลที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยเป็นเพื่อนนางลัดดา และจากคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า นางลัดดารับราชการที่สำนักงานสรรพากรจังหวัดตรัง กับคำเบิกความของนางจิราภรณ์ชูอ่อน พยานจำเลยที่เบิกความว่า พยานเคยไปเป็นเพื่อนจำเลยไปเอาเงินของนางลัดดาและเคยเป็นผู้เขียนสัญญาให้ พยานหลักฐานของจำเลยจึงสอดคล้องเชื่อมโยงกันมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยนำเงินจากนางลัดดามาปล่อยกู้ แต่นางลัดดาเป็นข้าราชการจึงให้จำเลยทำสัญญากู้เงินไว้กับนางเมื้อน ภายหลังจำเลยไม่สามารถเก็บดอกเบี้ยจากผู้กู้มาส่งนางลัดดาได้ นายมณเฑียรและนางลัดดาทวงต้นเงินทั้งหมดและดอกเบี้ยคืน จำเลยไม่มีเงินให้จึงนำที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ระบุเป็นหลักประกันไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินมาจดทะเบียนจำนองประกันต้นเงินและดอกเบี้ยไว้แก่โจทก์นางลัดดาจึงยอมคืนสัญญากู้เงินที่จำเลยทำไว้กับนางเมื้อนทั้งหมดให้แก่จำเลย เมื่อการที่จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์ แท้จริงเป็นการจำนองประกันหนี้ที่จำเลยมีต่อนางลัดดา โจทก์ผู้รับจำนองจึงมิได้เป็นเจ้าหนี้ในมูลหนี้ที่จำเลยจำนองที่ดินเป็นประกัน สัญญาจำนองจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ ดังนั้นโจทก์จึงบังคับจำนองแก่จำเลยมิได้ ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า หนังสือสัญญาจำนองที่ดินระบุว่าจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยจะนำสืบว่าไม่ได้รับเงินไม่ได้เพราะเป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้น เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 บัญญัติว่า "เมื่อใดมีกฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารมาแสดง ห้ามมิให้ศาลยอมรับฟังพยานบุคคลในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (ก) ขอสืบพยานบุคคลแทนพยานเอกสารเมื่อไม่สามารถนำเอกสารมาแสดง

แต่ว่าบทบัญญัติแห่งมาตรานี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีที่บัญญัติไว้ในอนุมาตรา (2)แห่งมาตรา 93 และมิให้ถือว่าเป็นการตัดสิทธิคู่ความในอันที่จะกล่าวอ้างและนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างว่า พยานเอกสารที่แสดงนั้นเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ถูกต้องทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือสัญญาหรือหนี้อย่างอื่นที่ระบุไว้ในเอกสารนั้นไม่สมบูรณ์..."การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่า การจำนองที่ดินตามหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ต้นเงินที่จำเลยได้รับมาปล่อยกู้จากนางลัดดาและดอกเบี้ยที่ลูกหนี้ค้างชำระรวมกัน แล้วใช้ชื่อโจทก์เป็นผู้รับจำนองจำเลยไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามฟ้อง เป็นการนำสืบเพื่ออธิบายถึงที่มาของหนี้ตามสัญญาจำนองว่าไม่สมบูรณ์เพราะไม่มีมูลหนี้ต่อกัน จึงไม่ต้องห้ามตามบทบัญญัติวรรคท้ายของมาตราดังกล่าว หาใช่นำสืบว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามเอกสารดังกล่าวไม่จำเลยจึงย่อมมีสิทธินำสืบได้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 702
ป.วิ.พ. ม. 94
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย ธนสิทธิ์ งามดี
จำเลย — นางสาว ดรุณรัตน์ เนตรนพรัตน์
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4432/2545
#46548
เปิดฉบับเต็ม

ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่ดินที่มีการปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้เท่านั้นไม่มีต้นไม้อื่นหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จำเลยและบริวารจะต้องอยู่ครอบครองตลอดเวลา เมื่อทำการปลูกต้นยูคาลิปตัสเสร็จแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปที่ที่ดินพิพาทเพื่อบังคับคดี ตามรายงานที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่พบจำเลยหรือบุคคลใดอยู่ในที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานบังคับคดีควรจะต้องสอบถามจำเลยหรือกระทำการอย่างใด ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแน่นอน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรับฟังคำแถลงของผู้แทนโจทก์ซึ่งแถลงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นชั่วขณะต่อหน้าแล้วด่วนชี้ขาดว่าทรัพย์ที่ต้องจัดการตามคำพิพากษานั้นไม่มีผู้ใดอยู่อาศัยจึงมอบการครอบครองทรัพย์นั้นให้แก่โจทก์ในทันทีไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งจะให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีผลบังคับเด็ดขาดให้เสร็จสิ้นไป และตามรายงานเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ไปยึดทรัพย์จำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้บันทึกว่า "จำเลยได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยว่าตนยังไม่ได้ออกไปจากที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท" อันแสดงให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ตลอดเวลาจำเลยและบริวารมิได้ย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทนี้เลย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบันทึกมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์ จึงเป็นการมีคำสั่งโดยผิดหลงในข้อเท็จจริง คดีจึงต้องฟังว่า จำเลยและบริวารยังมิได้ขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษา ตราบใดที่จำเลยและบริวารยังอยู่บนที่ดินของโจทก์ ยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดแม้โจทก์จะเคยร้องขอบังคับคดีมาแล้วไม่เป็นผลก็ขอให้บังคับคดีใหม่ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายปีละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกจากที่ดินพิพาท คำขออื่นให้ยก คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอศาลออกหมายบังคับคดี ต่อมาผู้แทนโจทก์ได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยังที่พิพาทเพื่อส่งมอบการครอบครอง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้บันทึกในรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2543 ว่าเมื่อไปถึงพบที่ดินแปลงดังกล่าว ไม่พบจำเลยหรือบุคคลใดผู้แทนโจทก์แถลงว่า จำเลยพร้อมบริวารได้ออกไปจากที่ดินพิพาทแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงได้ส่งมอบที่ดินพิพาทให้แก่ผู้แทนโจทก์วันนี้โดยชอบแล้ว คดีแล้วเสร็จ ครั้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2543 โจทก์ยื่นคำแถลงว่า โจทก์ไม่สามารถเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ เนื่องมาจากจำเลยและบริวารร่วมกันขัดขวางห้ามมิให้โจทก์เข้าไปในที่ดินพิพาทขอให้ศาลเรียกจำเลยมาสอบถามศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำแถลงดังกล่าวว่า "เจ้าพนักงานบังคบคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้โจทก์แล้ว ไม่มีเหตุที่จะสอบถามจำเลย ยกคำแถลง" และเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเรียกจำเลยมาสอบถามจำเลยอีก ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องว่า "ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ"

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การบังคับคดีในส่วนที่ให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทเสร็จสมบูรณ์แล้วหรือไม่ เห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนและภาพถ่ายท้ายคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2543 ปรากฏว่า ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่ดินที่มีการปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้เท่านั้นไม่มีต้นไม้อื่นหรือสิ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดินพิพาท ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จำเลยและบริวารจะต้องอยู่ครอบครองตลอดเวลา เมื่อทำการปลูกต้นยูคาลิปตัสเสร็จแล้วก็ไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูแล ตามสภาพของที่ดินพิพาท จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าบางขณะจำเลยและบริวารไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปที่ที่ดินพิพาทเพื่อบังคับดังที่ปรากฏข้อเท็จจริงตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 26 มกราคม 2543 ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่พบจำเลยหรือบุคคลใดอยู่ในที่ดินพิพาท ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีควรจะต้องสอบถามจำเลยหรือกระทำการอย่างใด ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแน่นอน การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีรับฟังคำแถลงของผู้แทนโจทก์ซึ่งแถลงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นชั่วขณะต่อหน้าแล้วด่วนชี้ขาดว่า ทรัพย์ที่ต้องจัดการตามคำพิพากษานั้นไม่มีผู้ใดอยู่อาศัย จึงมอบการครอบครองทรัพย์นั้นแก่โจทก์ในทันที ไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งจะให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีผลบังคับเด็ดขาดให้เสร็จสิ้นไป นอกจากนี้ได้ความตามรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 8 สิงหาคม 2543 ซึ่งผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดบ้านพักจำเลยเพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกส่วนหนึ่ง เจ้าพนักงานบังคับคดีได้บันทึกว่า"จำเลยได้แถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยว่า ตนยังไม่ได้ออกไปจากที่ดินพิพาทโดยปลูกต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาท" อันแสดงให้เป็นได้อย่างชัดแจ้งว่า ตลอดเวลาจำเลยและบริวารมิได้ย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทนี้เลย การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีทำบันทึกมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2543 จึงเป็นการมีคำสั่งโดยผิดหลงในข้อเท็จจริงคดีจึงต้องฟังว่า จำเลยและบริวารยังมิได้ขนย้ายออกไปจากที่ดินพิพาทตามคำพิพากษาตราบใดที่จำเลยและบริวารยังอยู่บนที่ดินของโจทก์ ยังมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับโจทก์ย่อมขอบังคับคดีได้ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด แม้โจทก์จะเคยร้องขอบังคับคดีมาแล้วไม่เป็นผลก็ขอให้บังคับคดีใหม่ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่โจทก์ขอบังคับคดีแก่จำเลยต่อไป
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 1367
ป.วิ.พ. ม. 271 ม. 296 ม. 296 ทวิ ม. 296 ตรี
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย มานพ พลจันทร์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย เสรี สุชาตะประคัลภ์
จำเลย — นาย ปิ่น ทับถนน
ชื่อองค์คณะ
วิบูลย์ มีอาสา
ศุภชัย ภู่งาม
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2545
#45308
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ ส่วนจำเลยเป็นภริยานักการเมืองโจทก์และจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในวันเกิดเหตุขณะที่โจทก์และภริยาเดินอยู่ที่หน้าหอประชุมอำเภอห้วยทับทันจำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง จากนั้นจำเลยก็เดินผ่านไป คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไร แม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท แม้จำเลยจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2543 เวลากลางวันจำเลยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยใช้ถ้อยคำว่า "ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์เป็นทนายความที่แสวงหาผลประโยชน์จากคดีหรือจากการทำงานด้านสังคมโดยมิชอบ ทั้งผิดจรรยาบรรณของทนายความ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ ส่วนจำเลยเป็นภริยานักการเมือง โจทก์และจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในวันเกิดเหตุขณะที่โจทก์และภริยาเดินอยู่ที่หน้าหอประชุมอำเภอห้วยทับทันจำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง จากนั้นจำเลยก็เดินผ่านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ โดยประการหนึ่งที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เห็นว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไร แม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังโจทก์เองก็ยอมรับมาในคำฟ้องฎีกาว่า หากคนธรรมดาพูดว่าโจทก์เป็นทนายสกปรกก็คงจะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งเท่ากับโจทก์เห็นด้วยว่าถ้อยคำที่จำเลยพูดใส่ความโจทก์ในคดีนี้ โดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท แม้จำเลยจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิวัฒน์ ภูมิวงศ์
จำเลย — นาง กรองกาจน์ วีสมหมาย
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2545
#45745
เปิดฉบับเต็ม

ขณะโจทก์เดินอยู่ที่หน้าหอประชุม จำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า "ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" ซึ่งคำพูดดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่า โจทก์มีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไรแม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวจึงไม่เป็นหมิ่นประมาทโจทก์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามโดยใช้ถ้อยคำว่า"ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" ซึ่งหมายความว่า โจทก์เป็นทนายความที่แสวงหาผลประโยชน์จากคดีหรือจากการทำงานด้านสังคมโดยมิชอบ ทั้งผิดจรรยาบรรณของทนายความ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชังขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความส่วนจำเลยเป็นภริยานักการเมือง โจทก์และจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในวันเกิดเหตุขณะที่โจทก์และภริยาเดินอยู่ที่หน้าหอประชุมอำเภอห้วยทับทัน จำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง จากนั้นจำเลยก็เดินผ่านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าคำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เห็นว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไรแม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง โจทก์เองก็ยอมรับมาในคำฟ้องฎีกาว่า หากคนธรรมดาพูดว่าโจทก์เป็นทนายสกปรกก็คงจะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งเท่ากับโจทก์เห็นด้วยว่าถ้อยคำที่จำเลยพูดใส่ความโจทก์ในคดีนี้โดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาทแม้จำเลยจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไปที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย นิวัฒน์ ภูมิวงศ์
จำเลย — นาง กรองกาญจน์ วีสมหมาย
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4425/2545
#99721
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า "ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง" พร้อมกับชี้มือมาที่โจทก์ คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไร แม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง

โจทก์ยอมรับในคำฟ้องฎีกาว่า หากคนธรรมดาพูดเช่นนั้น ก็คงไม่เป็นการหมิ่นประมาท เท่ากับโจทก์เห็นว่าโดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท ดังนั้น แม้จำเลยผู้พูดจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไป

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒๖

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว ทางไต่สวนได้ความว่า โจทก์มีอาชีพเป็นทนายความ ส่วนจำเลยเป็นภริยานักการเมือง โจทก์และจำเลยสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ในวันเกิดเหตุขณะที่โจทก์และภริยาเดินอยู่ที่หน้าหอประชุม อำเภอห้วยทับทัน จำเลยชี้มือมาที่โจทก์แล้วพูดกับชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า ระวังทนายสกปรกจะเอาเรื่อง จากนั้นจำเลยก็เดินผ่านไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ เห็นว่า คำพูดของจำเลยดังกล่าวไม่มีข้อความประกอบให้เห็นว่าโจทก์ซึ่งมีอาชีพทนายความสกปรกในเรื่องอะไร แม้จะเป็นคำเสียดสีโจทก์ว่าเป็นคนน่ารังเกียจ แต่ไม่ถึงขนาดทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนคดโกงขาดความน่าเชื่อถือหรือน่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง โจทก์เองก็ยอมรับมาในคำฟ้องฎีกาว่า หากคนธรรมดาพูดว่าโจทก์เป็นทนายสกปรกก็คงจะไม่เป็นการหมิ่นประมาท ซึ่งเท่ากับโจทก์เห็นด้วยว่าถ้อยคำที่จำเลยพูดใส่ความโจทก์ในคดีนี้ โดยสภาพของถ้อยคำดังกล่าวไม่เป็นการหมิ่นประมาท แม้จำเลยจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ไม่ทำให้ความหมายของถ้อยคำเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.

นางสุรีพร อัชฌานนท์ ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นางสาวสุดรัก สุขสว่าง ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายโชติช่วง ทัพวงศ์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 326
ชื่อคู่ความ
ภูมิวงศ์ — นายนิวัฒน์
วีสมหมาย — นางกรองกาญจน์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ — นายเฉลิม เบ็ญมาศ
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 — นายสถิตย์ ไพเราะ
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
จำรูญ แสนภักดี
วสันต์ ตรีสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2545
#49054
เปิดฉบับเต็ม

คดีก่อนศาลมีคำพิพากษาในวันที่ 23 สิงหาคม 2543 แต่จำเลยกระทำความผิดคดีนี้เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 เป็นการกระทำความผิดก่อนต้องโทษและพ้นโทษปรับในคดีก่อน จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 73 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษทวีคูณจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้กระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ในงานสร้างสรรค์ประเภทดนตรีกรรม งานสิ่งบันทึกเสียง และงานโสตทัศนวัสดุ ของบริษัทแกรมมี่เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้เสียหายที่ 1 และบริษัทอาร์. เอส. ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคล ที่จดทะเบียนและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยตลอดระยะเวลาในการสร้างสรรค์ โดยการนำเอาแผ่นซีดี วีซีดี และวิดีโอซีดี มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายทั้งสอง จำนวน 70 แผ่น ออกขาย และประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายแผ่นวีซีดีและวิดีโอซีดี โดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน เป็นของกลางก่อนคดีนี้ จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 23สิงหาคม 2543 จำเลยได้รับโทษปรับและพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปีนับแต่วันพ้นโทษและภายในเวลาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางรอการลงโทษจำคุกไว้ จำเลยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 28, 31, 70, 73, 75, 76พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 4, 6, 34ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 91 ให้ระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ และบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขดำที่ อ.1254/2543 หมายเลขแดงที่ อ.1240/2543 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้ากับโทษในคดีนี้ให้ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1), 70 วรรคสองพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,34 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 31(1), 70 วรรคสองให้วางโทษทวีคูณ ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 300,000 บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง,34 ให้ปรับ 20,000 บาท กระทงหนึ่ง รวมจำคุก 1 ปี และปรับ 320,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 160,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนจึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 มาตรา 76 ศาลไม่ลงโทษจำคุกจึงไม่บวกโทษให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1254/2543 หมายเลขแดงที่ อ.1240/2543 เมื่อวันที่ 23สิงหาคม 2543 จำเลยได้รับโทษปรับและพ้นโทษแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนด 5 ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ ซึ่งเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2543 จำเลยให้การรับสารภาพ ดังนั้น เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาในวันที่ 23 สิงหาคม 2543 ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก่อนต้องโทษและพ้นโทษปรับในคดีก่อนจึงไม่อาจวางโทษทวีคูณของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 73 ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษทวีคูณจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่าเมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้แล้วจะวางโทษทวีคูณจำเลยได้หรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษนั้น เห็นวา จำเลยรับของกลางที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 อยู่ก่อนแล้ว มาขายหรือเสนอขายการกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรอง ประกอบกับสถานประกอบกิจการของจำเลยเป็นเพียงแผงลอยเล็ก ๆ และของกลางมีจำนวนไม่มาก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไปยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี จึงสมควรแก้ไขโทษให้เบาลง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า มีการยึดทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ได้ขอให้ริบทรัพย์สินดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. 2530 ลงโทษปรับ 10,000 บาท รวมจำคุก 3 เดือน และปรับ60,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก1 เดือน 15 วัน และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นาย ลิขิต เรืองฤทธิ์
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ