คำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ทั้งหมด 133,243 รายการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4423/2545
#109409
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก่อนต้องโทษและพ้นโทษปรับในคดีก่อน จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดคดีนี้ได้ ตาม พ.ร.บ. ลิขสิทธิ์ ฯ มาตรา 73 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้

ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า มีการยึดทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ได้ขอให้ริบทรัพย์สินดังกล่าว การที่ศาลทรัพย์สิน ฯ กลางพิพากษาให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในขณะกระทำความผิดด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๔ , ๖ , ๘ , ๑๕ , ๒๘ , ๓๑ , ๗๐ , ๗๓ , ๗๕ , ๗๖ พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๔ , ๖ , ๓๔ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ , ๓๓ , ๕๘ , ๙๑ ให้ระวางโทษจำเลยเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้ และบวกโทษที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขดำที่ อ. ๑๒๕๔/๒๕๔๓ หมายเลขแดงที่ อ. ๑๒๔๐/๒๕๔๓ ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเข้ากับโทษในคดีนี้ ให้ของกลางตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์และสั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (๑) , ๗๐ วรรคสอง พระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง , ๓๔ เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๓๑ (๑) , ๗๐ วรรคสอง ให้วางโทษทวีคูณ ให้จำคุก ๑ ปี และปรับ ๓๐๐,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ มาตรา ๖ วรรคหนึ่ง , ๓๔ ให้ปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท กระทงหนึ่ง รวมจำคุก ๑ ปี และปรับ ๓๒๐,๐๐๐ บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๖ เดือน และปรับ ๑๖๐,๐๐๐ บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ของกลางให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดให้ริบ จ่ายค่าปรับเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของค่าปรับตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ แก่เจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๖ ศาลไม่ลงโทษจำคุกจึงไม่บวกโทษให้

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่อาจลงโทษทวีคูณแก่จำเลยเพราะคดีก่อนศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ โดยโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า ก่อนคดีนี้ จำเลยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้ลงโทษจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๔๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ในความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ. ๑๒๕๔/๒๕๔๓ หมายเลขแดงที่ อ. ๑๒๔๐/๒๕๔๓ เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๓ จำเลยได้รับโทษปรับและพ้นโทษแล้ว แต่ยังไม่ครบกำหนด ๕ ปี นับแต่วันพ้นโทษ จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ซึ่งเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ เมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ จำเลยให้การรับสารภาพ เมื่อคดีก่อนศาลมีคำพิพากษาในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๓ ดังนั้น ข้อเท็จจริงย่อมรับฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดคดีนี้ก่อนต้องโทษและพ้นโทษปรับในคดีก่อน จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดคดีนี้ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ มาตรา ๗๓ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวางโทษทวีคูณจึงไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เมื่อวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำคุกและปรับ โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้แล้วจะวางโทษทวีคูณจำเลยได้หรือไม่เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษนั้น เห็นว่า จำเลยรับของกลางที่มีผู้ทำซ้ำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายที่ ๑ และที่ ๒ อยู่ก่อนแล้ว มาขายหรือเสนอขาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ขั้นรอง ประกอบกับสถานประกอบกิจการของจำเลยเป็นเพียงแผงลอยเล็ก ๆ และของกลางมีจำนวนไม่มาก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยมานั้นหนักเกินไป ยังไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี จึงสมควรแก้ไขโทษให้เบาลง อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

อนึ่ง ฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่า มีการยึดทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง และคำขอท้ายฟ้องก็ไม่ได้ขอให้ริบทรัพย์สินดังกล่าว ดังนั้น การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดด้วย จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ให้ลงโทษจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕๐,๐๐๐ บาท ความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมกิจการเทปและวัสดุโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ลงโทษปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท รวมจำคุก ๓ เดือน และปรับ ๖๐,๐๐๐ บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุก ๑ เดือน ๑๕ วัน และปรับ ๓๐,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ ๒ ปี ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้ริบสิ่งที่ได้ใช้ในการกระทำความผิด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.อ. ม. 192 ม. 195 วรรคสอง
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ม. 73
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
จำเลย — นายลิขิต เรืองฤทธิ์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายนิพนธ์ พิชยพาณิชย์
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4422/2545
#46547
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ระบุในคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. เป็นผู้ฟ้องคดีแทน และระบุชื่อคู่ความว่า "นางดี พานิชเจริญ โดย บ. ผู้รับมอบอำนาจโจทก์" แต่ปรากฏในใบแต่งทนายความที่ยื่นพร้อมคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้แต่งให้ ว. เป็นทนายความด้วยตนเองและ ว. เป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องโจทก์ท้ายฟ้อง โจทก์จึงเป็นผู้ฟ้องคดีเองมิได้มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีแต่ประการใด คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีนี้หรือไม่

ใบแต่งทนายความของโจทก์มีผู้ลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือเพียงคนเดียวไม่เสมอกับลงลายมือชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง มีผลทำให้การแต่งตั้งทนายความของโจทก์ยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ ทนายความผู้นั้นยังไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในช่องโจทก์ท้ายคำฟ้องได้ เท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 วรรคสอง และการแก้ไขเพิ่มเติมนี้อาจทำได้หลายประการ เช่น ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องโจทก์ท้ายคำฟ้อง หรือในช่องผู้แต่งทนายความ ในใบแต่งทนายความหรือให้ผู้มีอำนาจทำการแทนโจทก์จัดให้ผู้รู้เห็นในการพิมพ์ลายนิ้วมือของโจทก์ในใบแต่งทนายความมาลงลายมือชื่อรับรอง เมื่อปรากฏว่าโจทก์ถึงแก่ความตายและมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์แล้ว บุคคลดังกล่าวย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ได้ รวมทั้งมีอำนาจแก้ไขข้อบกพร่องของใบแต่งทนายความแทนโจทก์ด้วย

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบุญสม พานิชเจริญ เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กลับมาเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 โอนกลับมาเป็นชื่อของโจทก์ หากไม่สามารถทำได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยพร้อมกับออกโฉนดใหม่ และพิพากษาว่าเงินตามคำขอเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารดังกล่าวเป็นของโจทก์ และให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากคำขอเปิดบัญชี และสมุดเงินฝากดังกล่าวหากไม่สามารถทำได้ให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการขอเปิดบัญชีและออกสมุดเงินฝากใหม่

จำเลยทั้งสามให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่กรรม นางเชื้อ กลิ่นประเสริฐ พี่สาวของโจทก์ยื่นคำร้องเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมานางเชื้อถึงแก่กรรมนายบุญสม พานิชเจริญ หลานของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยรับอนุญาตให้ดำเนินการอย่างคนอนาถา

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นพิพาทข้อ 3 ถึง 5 แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายสมบุญ พานิชเจริญ ฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ระบุในคำฟ้องว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายบุญสมเป็นผู้ฟ้องคดีแทน และระบุชื่อคู่ความว่า "นางดี พานิชเจริญ โดยนายบุญสม พานิชเจริญ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์" ก็ตามแต่ปรากฏในใบแต่งทนายความที่ยื่นพร้อมคำฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้แต่งให้นายวีรวัฒน์ ศิริวงษ์ เป็นทนายความด้วยตนเอง และนายวีรวัฒน์เป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องโจทก์ท้ายคำฟ้อง ดังนั้นคดีนี้โจทก์จึงเป็นผู้ฟ้องคดีเอง มิได้มอบอำนาจให้นายบุญสมฟ้องคดีแต่ประการใด ดังนั้นแม้จำเลยทั้งสามจะให้การต่อสู้ว่าหนังสือมอบอำนาจไม่สมบูรณ์ นายบุญสมจึงไม่มีอำนาจฟ้องก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ด้วยตนเองแล้ว คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัย โจทก์มอบอำนาจให้นายบุญสมฟ้องคดีนี้หรือไม่อีกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในใบแต่งทนายความของโจทก์ฉบับลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2538 มีผู้ลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือเพียงคนเดียวย่อมไม่เสมอกับลงลายมือชื่อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง มีผลทำให้การแต่งตั้งทนายความของโจทก์ยังบกพร่องไม่สมบูรณ์ ทนายความผู้นั้นยังไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อในช่องโจทก์ท้ายคำฟ้องได้เท่ากับคำฟ้องไม่มีลายมือชื่อโจทก์ กรณีเช่นนี้ศาลชั้นต้นมีอำนาจสั่งให้ทำมาใหม่หรือแก้ไขเพิ่มเติมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18วรรคสอง และการแก้ไขเพิ่มเติมนี้อาจทำได้หลายประการเช่น ให้โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องโจทก์ท้ายคำฟ้อง หรือในช่องผู้แต่งทนายความในใบแต่งทนายความ หรือให้ผู้มีอำนาจทำการแทน โจทก์จัดให้ผู้รู้เห็นในการพิมพ์ลายนิ้วมือของโจทก์ในใบแต่งทนายความมาลงลายมือชื่อรับรองดังกล่าว คดีนี้โจทก์ถึงแก่ความตายและมีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์แล้ว บุคคลดังกล่าวย่อมมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ได้รวมทั้งมีอำนาจแก้ไขข้อบกพร่องของใบแต่งทนายความแทนโจทก์ด้วย จึงให้ศาลชั้นต้นดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวแล้ววินิจฉัยประเด็นที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไป"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 9
ป.วิ.พ. ม. 18 ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง ดี พานิชเจริญ โดยนาย บุญสม พานิชเจริญ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน
จำเลย — นาง อรุณ กลิ่นประเสริฐ กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ยอดเณร
สุเมธ ตังคจิวางกูร
ประเสริฐ เนียมนิลศิริ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2545
#45307
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายไปเก็บไว้ที่บ้านมารดา เมื่อสายลับประสงค์จะซื้อจำเลยก็ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่บ้านมารดามาจำหน่ายให้แก่สายลับ ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2543 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 82 เม็ด น้ำหนัก 7.28 กรัมไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำเลยจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวบางส่วนจำนวน 10 เม็ด น้ำหนัก 0.94 กรัม ให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อในราคา 450 บาท และจำเลยยังได้เสพเมทแอมเฟตามีนโดยการสูดดมเอาไอระเหยเข้าสู่ร่างกาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102ริบของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 880/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3848/2543ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก12 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุกในคดีที่รอการลงโทษไว้อีก 9 เดือน เป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3848/2543 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้ที่บ้านมารดาจำเลยมาจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษที่จำเลยมีไว้ เพื่อจำหน่ายไปเก็บไว้ที่บ้านมารดา เมื่อสายลับประสงค์จะซื้อจำเลยก็ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่บ้านมารดามาจำหน่ายให้แก่สายลับ เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย สุรชัย นิลพาทย์
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2545
#45744
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้ที่บ้านมารดาจำเลยมาจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 57, 66, 91, 102 ริบของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 880/2543 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3848/2543 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91 ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 5 ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 7 ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 12 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 6 ปี 3 เดือน บวกโทษจำคุกในคดีที่รอการลงโทษไว้อีก 9 เดือน เป็นจำคุก 6 ปี 12 เดือน นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3848/2543 ของศาลชั้นต้นริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้ที่บ้านมารดาจำเลยมาจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่ารถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายไปเก็บไว้ที่บ้านมารดา เมื่อสายลับประสงค์จะซื้อจำเลยก็ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่บ้านมารดามาจำหน่ายให้แก่สายลับ เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2465 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นาย สุรชัย นิลพาทย์
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
อาจาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2545
#99607
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยใช้รถจักรยานยนต์ของกลางไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้บ้านมารดามาจำหน่ายให้แก่สายลับ ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 102

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔ , ๗ , ๘ , ๑๕ ๕๗ , ๖๖ , ๙๑ , ๑๐๒ ริบของกลาง บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๘๘๐/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษคดีนี้และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๘๔๘/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษและนับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง , ๕๗ , ๖๖ วรรคหนึ่ง , ๙๑ ฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำคุก ๕ ปี ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๗ ปี ฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ จำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๑๒ ปี ๖ เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ จำคุก ๖ ปี ๓ เดือน บวกโทษจำคุกในคดีที่รอการลงโทษไว้อีก ๙ เดือน เป็นจำคุก ๖ ปี ๑๒ เดือน นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ๓๘๔๘/๒๕๔๓ ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีนที่เหลือจากการตรวจพิสูจน์และอุปกรณ์ในการเสพเมทแอมเฟตามีนของกลาง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง

ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษาแก้เป็นว่า ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง และจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซ่อนไว้ที่บ้านมารดาจำเลยมาจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่า รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่จำเลยใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยนำเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษที่จำเลยมีไว้เพื่อจำหน่ายไปเก็บไว้ที่บ้านมารดา เมื่อสายลับประสงค์จะซื้อจำเลยก็ใช้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะไปเอาเมทแอมเฟตามีนที่บ้านมารดามาจำหน่ายให้แก่สายลับ เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการกระทำความผิดเกี่ยวกับการจำหน่ายยาเสพติดให้โทษโดยตรง รถจักรยานยนต์ของกลางจึงเป็นยานพาหนะที่พึงต้องริบตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๐๒ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน.
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 102
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการจังหวัดลพบุรี
จำเลย — นายสุรชัย นิลพาทย์
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดลพบุรี — นายประทีป บุพันธุ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 — นายสมพงศ์ แพนเดช
ชื่อองค์คณะ
ไชยวัฒน์ สัตยาประเสริฐ
ประชา ประสงค์จรรยา
องอาจ โรจนสุพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2545
#45306
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้วไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียงเพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ เมื่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้งดชี้สองสถาน จำเลยที่ 2 จึงต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานไปบ้างแล้ว ย่อมเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลาที่จะขอแก้ไขคำให้การได้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จึงอนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การไม่ได้

จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองต่อศาลแพ่ง โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้อน เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนชอบที่จำเลยที่ 2จะขอแก้ไขได้ แม้จะเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันสืบพยาน

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีท จำนวน9 ฉบับ พร้อมดอกเบี้ยเป็นเงินรวม 23,187,956.93 บาท โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันในวงเงินจำนวน 100,000,000 บาท และยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ดังกล่าวโดยมีข้อตกลงว่าหากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ยอมให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ 4 ชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีททั้งเก้าฉบับครบกำหนดชำระเงินจำเลยที่ 1 ไม่นำเงินมาชำระให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 31,659,156.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 16,679,199.59 บาท และอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 3,741,190.64 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและไม่เคยทำสัญญาจำนองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การเป็นว่า จำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำนวน 35,000,000 บาทและสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534 จำนวน 65,000,000 บาท แต่เป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ ธ.35/2543และนำสัญญาจำนองไปฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ ธ.36/2543การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นฟ้องซ้อน ฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท การที่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายคดีโดยปกปิดความจริงเช่นนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เห็นว่า จำเลยที่ 2ขอแก้ไขแนวทางการต่อสู้คดี เมื่อโจทก์อ้างว่าการค้ำประกันและการจำนองดังกล่าวเป็นการประกันหนี้คดีอื่นด้วยการแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน แล้วแต่กรณี เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้วไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวน 50,000,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000บาท นั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียงเพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ ปรากฏตามสำนวนคดีนี้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้งดชี้สองสถาน จำเลยที่ 2 จึงต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพราะการขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การดังกล่าวภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานไปบ้างแล้ว ย่อมเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การในส่วนนี้จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนจำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ ธ.35/2543 และนำสัญญาจำนองไปฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งตามคดีหมายเลขดำที่ ธ.36/2543 การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้อนนั้น เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขได้ก่อนมีคำพิพากษา การขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ในส่วนดังกล่าว จำเลยที่ 2 จึงอาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ แม้จะเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันสืบพยาน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การในส่วนนี้ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การโดยที่มิได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมด้วยนั้นยังไม่ถูกต้องศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การในส่วนที่ขอแก้ไขว่าการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ค่าคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
จำเลย — บริษัท ไทยทรัพย์โอเวอร์ซีส์ จำกัด กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4399/2545
#99685
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนอง การที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การจากเดิมที่ให้การไว้ว่า จำเลยไม่เคยทำสัญญาค้ำประกัน เป็นว่าจำเลยได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยต้องรับผิดมากกว่าเงินที่ได้จดทะเบียนไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท นั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จริงขึ้นเป็นข้อต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียง เพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ เมื่อปรากฏว่าศาลสั่งให้งดชี้สองสถาน และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย จำเลยจึงต้องยื่นคำร้องก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศฯ มาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 180

แต่ในส่วนที่จำเลยแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าว ต่อศาลแพ่งไว้แล้ว การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่งไว้แล้วการที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้อนนั้น เป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์อันเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จำเลยจะขอแก้ไขได้ก่อนมี คำพิพากษา

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำนวน 9 ฉบับ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องจำนวน 31,659,156.40 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15.75 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 16,679,199.59 บาท และอัตราร้อยละ 15.25 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 3,741,190.64 บาท นับถัดจาก วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 กับทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยทำสัญญาค้ำประกันและไม่เคยทำสัญญาจำนองกับโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2533 จำนวน 35,000,000 บาท และสัญญาค้ำประกันฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2534 จำนวน 65,000,000 บาท แต่เป็นการค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญา ค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริงแต่เพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่ง การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เป็นฟ้องซ้อน ฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จทั้งที่โจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท การที่โจทก์แยกฟ้องเป็นรายคดีโดยปกปิดความจริงเช่นนี้ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขแนวทาง การต่อสู้คดี เมื่อโจทก์อ้างว่าการค้ำประกันและการจำนองดังกล่าวเป็นการประกันหนี้คดีอื่นด้วย การแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ไม่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ว่า ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การแก้ไขคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้ว ให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน แล้วแต่กรณี เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น หรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 ที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเป็นว่า จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ที่มีอยู่ในขณะทำสัญญาและมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในคดีนี้ซึ่งเป็นหนี้ในอนาคต จึงไม่ต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาจำนองกับโจทก์ตามสัญญาจำนองทั้งสี่ฉบับจริง แต่เป็นการจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้อื่นที่ได้ชำระไปแล้ว ไม่ใช่หนี้ในคดีนี้ การฟ้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เพราะโจทก์รู้อยู่แล้วว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 ค้ำประกันไม่มีหนี้สินต่อกันแล้ว และวงเงินที่จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้มีจำนวนเพียง 50,000,000 บาท ทำให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดมากกว่าวงเงินที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นจำนวนถึง 72,400,000 บาท นั้น เป็นการขอแก้ไขคำให้การโดยยกข้อเท็จจริงขึ้นเป็นต่อสู้ใหม่และเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อเถียงเพื่อหักล้างข้อหาตามคำฟ้องของโจทก์ ปรากฏตามสำนวนคดีนี้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งให้งดชี้สองสถาน จำเลยที่ 2 จึงต้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน เพราะการขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้น และไม่ใช่ การขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยหรือข้อผิดหลงเล็กน้อย เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องแก้ไขคำให้การดังกล่าวภายหลังจากที่โจทก์สืบพยานไปบ้างแล้วย่อมเป็นการล่วงเลยกำหนดเวลาที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขคำให้การดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างตน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตแก้ไขคำให้การในส่วนนี้จึงชอบแล้ว แต่ในส่วนที่ จำเลยที่ 2 ขอแก้ไขคำให้การว่า โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ตามสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองดังกล่าวต่อศาลแพ่ง การที่โจทก์นำสัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองมาฟ้องเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้องนั้นเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ชอบที่จำเลยที่ 2 จะขอแก้ไขได้ก่อนศาลมี คำพิพากษาการขอแก้ไขคำให้การในส่วนดังกล่าวจำเลยที่ 2 จึงอาจยื่นคำร้องต่อศาลได้ แม้จะเป็นการยื่นคำร้องภายหลังวันสืบพยาน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การในส่วนนี้ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การโดยที่มิได้สั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมด้วยนั้นยังไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า อนุญาตให้จำเลยที่ 2 แก้ไขคำให้การในส่วนที่ขอแก้ไขว่าการฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นฟ้องซ้อน ค่าคำร้องขอแก้ไขคำให้การของจำเลยที่ 2 และค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 180
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
จำเลย — บริษัทไทยทรัพย์โอเวอร์ซีส์ จำกัด กับพวก
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ — นายเอกชัย เหลี่ยมไพศาล
ศาลอุทธรณ์ -
ชื่อองค์คณะ
ยงยศ นิสภัครกุล
เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ
พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4383/2545
#46132
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย หากมีการสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 จึงบัญญัติว่าเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังไม่ ดังนั้น การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาท ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ หรือโอนเช็คพิพาทไป เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ตามมาตรา 904ไม่อยู่ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปีนับแต่วันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดตามมาตรา 1002 ไม่ใช่กรณีที่จะบังคับตามมาตรา 1003ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังถือเอาตั๋วเงินและใช้เงิน

ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็ค มิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขณะยื่นฟ้อง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้อง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อประมาณกลางปี 2540 จำเลยสั่งจ่ายเช็คหลายฉบับรวมทั้งเช็คพิพาท 5 ฉบับ คือ เช็คธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาเพชรบุรี ลงวันที่15 สิงหาคม 2540 จำนวนเงิน 500,000 บาท เช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิภาวดีรังสิต ลงวันที่ 15 กันยายน 2540 ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2540 และลงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 จำนวนเงินฉบับละ 500,000 บาท และเช็คธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) สาขาถนนวิภาวดีรังสิต ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2540 จำนวนเงิน 492,175 บาท ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นของโจทก์ที่มีอยู่ในบริษัทโรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ จำกัด เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเข้าบัญชีของผู้มีชื่อซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,647,231.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,492,175 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับระงับไปแล้ว เช็คพิพาททั้งห้าฉบับเป็นเช็คขีดคร่อมสั่งจ่ายให้โจทก์แต่โจทก์ไม่นำเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน กลับสลักหลังโอนให้แก่บุคคลอื่นขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นผู้สลักหลังเช็คนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่ได้รับเช็คทั้งห้าฉบับคืนมา คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,492,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาทนับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน2540 และของต้นเงิน 492,175 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2541) ต้องไม่เกิน 155,056.07 บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไประบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ โจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ เช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกนำเข้าบัญชีของผู้อื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าเช็คพิพาททั้งห้าฉบับระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ ดังนั้นเช็คพิพาททั้งห้าฉบับจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย ย่อมโอนได้ด้วยการส่งมอบ ไม่จำเป็นต้องสลักหลัง หากมีการสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 จึงบัญญัติว่า เป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ ดังนั้น การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง หรือโอนเช็คพิพาททั้งห้าฉบับไปตามที่จำเลยอ้าง เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ไม่อยู่ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไม่ใช่กรณีที่จะบังคับตามมาตรา 1003ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังถือเอาตั๋วเงินและใช้เงิน คดีไม่ขาดอายุความส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็ค มิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 1002 ม. 921
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรศักดิ์ ยงวัฒนานันท์
จำเลย — นาย นคร ลักษณกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4383/2545
#46545
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือเช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย การสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 บัญญัติว่าเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ ดังนั้นการที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาทไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทน หรือโอนเช็คพิพาทไป เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002

ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คมิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้นโจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็ครวม 2,647,231.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,492,175 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับระงับไปแล้ว เช็คพิพาททั้งห้าฉบับเป็นเช็คขีดคร่อมสั่งจ่ายให้โจทก์ แต่โจทก์ไม่นำเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงินกลับสลักหลังโอนให้แก่บุคคลอื่น ขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้สลักหลังเช็คนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่ได้รับเช็คทั้งห้าฉบับคืนมา คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,492,175 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 15สิงหาคม 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2540 ของต้นเงิน500,000 บาท นับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 18พฤศจิกายน 2540 และของต้นเงิน 492,175 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2541) ต้องไม่เกิน 155,056.07 บาท ตามที่โจทก์ขอให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไประบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ โจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ เช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกนำเข้าบัญชีของผู้อื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่าเช็คพิพาททั้งห้าฉบับระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ ดังนั้นเช็คพิพาททั้งห้าฉบับจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย ย่อมโอนได้ด้วยการส่งมอบ ไม่จำเป็นต้องสลักหลัง หากมีการสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 จึงบัญญัติว่า เป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ ดังนั้น การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง หรือโอนเช็คพิพาททั้งห้าฉบับไปตามที่จำเลยอ้าง เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ไม่อยู่ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไม่ใช่กรณีที่จะบังคับตามมาตรา 1003ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังถือเอาตั๋วเงินและใช้เงินคดีไม่ขาดอายุความส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็ค มิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนโจทก์
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 921 ม. 989 ม. 1002
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรศักดิ์ ยงวัฒนานันท์
จำเลย — นาย นคร ลักษณกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4383/2545
#46546
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ จึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย ย่อมโอนได้ด้วยการส่งมอบ ไม่จำต้องสลักหลัง หากมีการสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 บัญญัติว่าเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาทไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์หรือโอนเช็คพิพาทไป เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ไม่อยู่ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไม่ใช่กรณีที่จะบังคับตามมาตรา 1003 ซึ่งมีอายุความ 6 เดือนนับแต่วันที่ผู้สลักหลังถือเอาตั๋วเงินและใช้เงิน คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็ค ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริต หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ โจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขณะยื่นฟ้อง โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คหลายฉบับรวมทั้งเช็คพิพาท5 ฉบับ ให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าซื้อหุ้นของโจทก์ที่มีอยู่ในบริษัทโรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ จำกัด เมื่อเช็คทั้งห้าฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำเข้าบัญชีของผู้มีชื่อซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินตามเช็คแต่ละฉบับนับแต่วันที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 155,056.07 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ย2,647,231.07 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 2,647,231.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 2,492,175 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 2,492,175 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2540ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กันยายน 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาทนับแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2540 ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน2540 และของต้นเงิน 492,175 บาท นับแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 สิงหาคม 2541) ต้องไม่เกิน 155,056.07บาท ตามที่โจทก์ขอ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไประบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ โจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ เช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกนำเข้าบัญชีของผู้อื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาททั้งห้าฉบับระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ ดังนั้นเช็คพิพาททั้งห้าฉบับจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย ย่อมโอนได้ด้วยการส่งมอบไม่จำเป็นต้องสลักหลังหากมีการสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 จึงบัญญัติว่า เป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ ดังนั้น การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง หรือโอนเช็คพิพาททั้งห้าฉบับไปตามที่จำเลยอ้าง เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 904 ไม่อยู่ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1002 ไม่ใช่กรณีที่จะบังคับตามมาตรา 1003ซึ่งมีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังถือเอาตั๋วเงินและใช้เงิน คดีไม่ขาดอายุความส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คมิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 921 ม. 989 ม. 1002 ม. 1003
ป.วิ.พ. ม. 55
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย สุรศักดิ์ ยงวัฒนานันท์
จำเลย — นาย นคร ลักษณกาญจน์
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4383/2545
#99812
เปิดฉบับเต็ม

เช็คพิพาทระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือเช็คพิพาทจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย การสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ป.พ.พ. มาตรา 921 ประกอบด้วยมาตรา 989 บัญญัติว่าเป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ ดังนั้น การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาทไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทน หรือโอนเช็คพิพาทไป เมื่อเช็คพิพาทถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาท ตามป.พ.พ. มาตรา904 จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทถึงกำหนด ตามป.พ.พ. มาตรา 1002

ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คมิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้นโจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงินตามเช็ครวม ๒,๖๔๗,๒๓๑.๐๗ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๒,๔๙๒,๑๗๕ บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามเช็คพิพาททั้งห้าฉบับระงับไปแล้ว เช็คพิพาททั้งห้าฉบับเป็นเช็คขีดคร่อมสั่งจ่ายให้โจทก์แต่โจทก์ไม่นำเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อเรียกเก็บเงิน กลับสลักหลังโอนให้แก่บุคคลอื่น ขณะธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้สลักหลังเช็คนำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหกเดือนนับแต่ได้รับเช็คทั้งห้าฉบับคืนมา คดีขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๒,๔๙๒,๑๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๔๐ ของต้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๔๐ ของต้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๔๐ ของต้นเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ และของต้นเงิน ๔๙๒,๑๗๕ บาท นับแต่วันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๐ จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๔๑) ต้องไม่เกิน ๑๕๕,๐๕๖.๐๗ บาท ตาทที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียม โดยกำหนดค่าทนายความ ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า_ _ _พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาททั้งห้าฉบับให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ เป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไประบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงินแต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ โจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ เช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกนำเข้าบัญชีของผู้อื่นเพื่อเรียกเก็บเงิน ธนาคารผู้จ่ายปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค มีปัญาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เช็คพิพาททั้งห้าฉบับระบุชื่อโจทก์เป็นผู้รับเงิน แต่ไม่ได้ขีดฆ่าคำว่าผู้ถือ ดังนั้นเช็คพิพาททั้งห้าฉบับจึงเป็นเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือด้วย ย่อมโอนได้ด้วยการส่งมอบ ไม่จำเป็นต้องสลักหลัง หากมีการสลักหลังเช็คที่สั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๒๑ ประกอบด้วยมาตรา ๙๘๙ จึงบัญญัติว่า เป็นเพียงประกัน (อาวัล) สำหรับผู้สั่งจ่าย หาได้ถือว่าเป็นผู้สลักหลังตามกฎหมายไม่ ดังนั้น การที่โจทก์สลักหลังเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อเรียกเก็บเงินผ่านบัญชีของผู้อื่นซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์ตามที่โจทก์อ้าง หรือโอนเช็คพิพาททั้งห้าฉบับไปตามที่จำเลยอ้าง เมื่อเช็คพิพาททั้งห้าฉบับถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้เช็คพิพาทกลับมาอยู่ในความยึดถือครอบครอง โจทก์ย่อมมีฐานะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๙๐๔ ไม่อยู่ในฐานะผู้สลักหลัง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยผู้สั่งจ่ายภายในอายุความ ๑ ปี นับแต่วันที่เช็คพิพาทแต่ละฉบับถึงกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๐๐๒ ไม่ใช่กรณีที่จะบังคับตามมาตรา ๑๐๐๓ ซึ่งมีอายุความ ๖ เดือน นับแต่วันที่ผู้สลักหลังถือเอาตั๋วเงินและใช้เงินคดีไม่ขาดอายุความ ส่วนที่จำเลยฎีกาอีกประการหนึ่งว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยนั้น เห็นว่า ผู้ทรงเช็คที่จะมีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็ค มิได้จำกัดเฉพาะผู้ทรงเช็คขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินเท่านั้น ผู้ที่รับโอนเช็คมาโดยสุจริตหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็เป็นผู้ทรงเช็คที่มีอำนาจฟ้องผู้สั่งจ่ายให้ใช้เงินตามเช็คได้ ดังนั้น โจทก์จะเป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาททั้งห้าฉบับขณะยื่นฟ้องคดีนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา ๑๐,๐๐๐ บาท แทนโจทก์

นายกษิดิศ มงคลศิริภัทรา ผู้ช่วยฯ/ ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 904 ม. 921 ม. 989 ม. 1002
ชื่อคู่ความ
ยงวัฒนานันท์ — นายสุรศักดิ์
ลักษณกาญจน์ — นายนคร
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายนพรัตน์ อักษร
ศาลอุทธรณ์ — นายพลภักดี สิริทิพากร
ชื่อองค์คณะ
สายันต์ สุรสมภพ
ไพศาล เจริญวุฒิ
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4378/2545
#46544
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้องเพราะจำเลยไม่ไปศาลศาลจึงสั่งว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวก็ชอบที่จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณานัดไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยแล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี การที่จำเลยยื่นคำร้องอ้างเหตุมิได้จงใจไม่มาศาลในวันนัดไต่สวน ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าไต่สวนใหม่จึงไม่ชอบเพราะกรณีมิใช่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบตามมาตรา 27 ฉะนั้น กระบวนพิจารณานับแต่วันที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยและนัดไต่สวนตลอดมาจนกระทั่งมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาของจำเลยจึงถือมิได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 375,778.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งนัดไต่สวนคำร้อง และได้อนุญาตให้จำเลยเลื่อนการไต่สวนในนัดแรก แต่ครั้นถึงนัดที่ 2 วันที่ 30 สิงหาคม 2543 จำเลยไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าจำเลยไม่มีพยานมาสืบ ให้ยกคำร้องวันเดียวกัน จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลยกคดีขึ้นไต่สวนใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องและนัดไต่สวน ครั้นถึงวันนัดจำเลยไม่ไปศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่มีพยานมาสืบ ให้ยกคำร้อง ดังนี้ หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวก็ชอบที่จะต้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นไปยังศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นและให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณานัดไต่สวนคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยต่อไป แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2542 อ้างเหตุมิได้จงใจไม่มาศาลในวันนัดไต่สวน ขอให้ศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยนำพยานเข้าไต่สวนใหม่จึงมิชอบ เพราะกรณีมิใช่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ ซึ่งศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะทำการไต่สวนและมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้เสียเองตามที่บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ให้อำนาจไว้ จึงชอบที่ศาลชั้นต้นจะต้องมีคำสั่งยกคำร้องฉบับลงวันที่ 30 สิงหาคม 2542 เสียแต่ต้น ฉะนั้น กระบวนพิจารณานับตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2542 ที่ศาลชั้นต้นรับคำร้องของจำเลยและนัดไต่สวนตลอดมาจนกระทั่งมีคำสั่งและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจึงเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ ฎีกาของจำเลยจึงถือมิได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกฎีกาจำเลยคืนค่าคำร้องและค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่จำเลย
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 27 ม. 223 ม. 249 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
จำเลย — นาง วรรณี ประเสริฐสุข
ชื่อองค์คณะ
สมชาย จุลนิติ์
ไพศาล เจริญวุฒิ
ชวลิต ตุลยสิงห์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4372/2545
#45305
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาทที่กู้ยืม แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วน เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท เท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน 300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์ จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน360,000 บาท สัญญาจำนองดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 360,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี จำเลยได้รับเงินกู้ไปครบถ้วนแล้ว ในการกู้ยืมเงินดังกล่าวจำเลยได้นำที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันไว้ต่อโจทก์ เมื่อครบกำหนดตามสัญญาจำเลยไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน จำนวน421,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 360,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์

จำเลยให้การว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จำนวน300,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดและจำเลยได้ชำระดอกเบี้ยให้โจทก์บ้างแล้ว ต่อมาโจทก์ได้นำดอกเบี้ยค้างชำระตามสัญญากู้ฉบับดังกล่าวจำนวน 60,000 บาท ซึ่งเป็นโมฆะมารวมกับต้นเงินกู้ 300,000 บาท เป็นเงิน360,000 บาท แล้วทำสัญญากู้ฉบับลงวันที่ 8 มกราคม 2541 ขึ้นใหม่และนำมาฟ้องจำเลย โจทก์จึงไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในส่วนต้นเงิน 60,000 บาทและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 ตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยไม่ต้องรับผิดส่วนที่ขาดจำนวนต่อโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับกันฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541จำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 360,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์นำดอกเบี้ยค้างชำระจำนวน 60,000 บาท ซึ่งเกินอัตรากฎหมายกำหนดรวมเป็นต้นเงินดังกล่าวด้วย จำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์เพียง 300,000 บาท ในวันทำสัญญากู้ยืมจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อยจังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเป็นประกันในวงเงิน 360,000 บาท เมื่อครบสัญญาจำนอง จำเลยไม่ไถ่ถอนจำนอง โจทก์ได้บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วพิเคราะห์แล้วที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธานเป็นโมฆะ สัญญาจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์แห่งการกู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ เพราะสัญญาจำนองมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น และแม้จะฟังว่าหนี้เงินกู้จำนวน 300,000 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท จะแบ่งแยกกันได้ แต่ขณะทำสัญญาจำนอง โจทก์มิได้มีเจตนาแบ่งแยกหนี้ที่สมบูรณ์กับหนี้ที่เป็นโมฆะออกจากกัน ทั้งสัญญาจำนองไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกเป็นส่วน ๆ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642หน้าสำรวจ 74 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี นั้น เห็นว่า การที่โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาท ที่กู้ยืมนั้น แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วนส่วนที่หนึ่งคือกู้เงินจำนวน 300,000 บาท อีกส่วนหนึ่งคือ 60,000บาท เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท เท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน 300,000 บาทยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 หน้าสำรวจ 74 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 360,000 บาท สัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าว จึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์ คือ จำนวน 300,000 บาท เมื่อโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วนนี้ได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 702
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง หวล สุกสี
จำเลย — นาง คำ วงวาน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4372/2545
#45743
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯมาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาทที่กู้ยืม แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยก การกู้เงินออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือกู้เงินจำนวน 300,000 บาท อีกส่วนหนึ่งคือ 60,000บาท เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาทเท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน 300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 360,000 บาทสัญญาจำนองประกันหนี้ จึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์ คือ จำนวน 300,000 บาท เมื่อโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 421,050 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงิน 360,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดทรัพย์ที่จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์

จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยไม่ชำระให้ยึดที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 ตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาย้อยอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ ถ้าได้เงินไม่พอชำระหนี้เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใด จำเลยไม่ต้องรับผิดส่วนที่ขาดจำนวนต่อโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อสัญญากู้ยืมซึ่งเป็นสัญญาประธานเป็นโมฆะบางส่วน สัญญาจำนองซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์แห่งการกู้ยืมจึงไม่สมบูรณ์ เพราะสัญญาจำนองจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์เท่านั้น และแม้จะฟังว่าหนี้เงินกู้จำนวน300,000 บาท กับดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท จะแบ่งแยกกันได้ แต่ขณะทำสัญญาจำนอง โจทก์มิได้มีเจตนาแบ่งแยกหนี้ที่สมบูรณ์กับหนี้ที่เป็นโมฆะออกจากกัน ทั้งสัญญาจำนองไม่อาจแบ่งแยกความรับผิดออกเป็นส่วน ๆ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบังคับจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 หน้าสำรวจ 74 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีนั้น เห็นว่า การที่โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาทที่กู้ยืมนั้น แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วน ส่วนที่หนึ่งคือกู้เงินจำนวน 300,000 บาทอีกส่วนหนึ่งคือ 60,000 บาท เฉพาะนิติกรรมการกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ยจำนวน 60,000บาทเท่านั้น ที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยในส่วนจำนวน300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 173หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยในเงินส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ เมื่อจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดตราจองเลขที่ 642 หน้าสำรวจ 74 ตำบลเขาย้อย อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 360,000 บาท สัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์ คือ จำนวน 300,000 บาท เมื่อโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วนนี้ได้ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ชอบแล้ว"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 654
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ม. 3
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง หวล สุกสี
ผู้ร้อง — นาง คำ วงวาน
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4372/2545
#99695
เปิดฉบับเต็ม

การที่โจทก์นำเงินดอกเบี้ยจำนวน 60,000 บาท ที่จำเลยค้างชำระซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่คิดในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 มาตรา 3 ประกอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 654 ไปรวมเข้ากับต้นเงิน 300,000 บาท ที่กู้ยืมนั้น แสดงว่าโจทก์และจำเลยมีเจตนาที่จะแบ่งแยกการกู้เงินออกเป็นสองส่วน คือจำนวน 300,000 บาท และ 60,000 บาท เฉพาะนิติกรรมกู้ยืมส่วนที่เป็นดอกเบี้ย 60,000 บาท เท่านั้นที่ตกเป็นโมฆะ ส่วนนิติกรรมการกู้ยืมในส่วนจำนวน 300,000 บาท ยังคงสมบูรณ์อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 173 หนี้กู้ยืมระหว่างโจทก์จำเลยในส่วนนี้จึงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้เงินกู้ในวงเงิน 360,000 บาท สัญญาจำนองดังกล่าวจึงมีผลบังคับได้ตามจำนวนหนี้ประธานที่สมบูรณ์คือจำนวน 300,000 บาท เมื่อโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองแล้วโจทก์ก็ย่อมมีสิทธิบังคับจำนองในหนี้ส่วนนี้ได้

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
นายสมจิตร์ ทองศรี ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

ร.ท.นิตินาถ บุญมา ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นายชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 173 ม. 654 ม. 681 ม. 707
พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475
ชื่อคู่ความ
สุกสี — นางหวล
วงวาน — นางคำ
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลจังหวัดเพชรบุรี — นายกีรติ วรยุทธพงศ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 — นายปกรณ์ บุญญกูล
ชื่อองค์คณะ
ปรีดี รุ่งวิสัย
อัธยา ดิษยบุตร
สมศักดิ์ เนตรมัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4366/2545
#45742
เปิดฉบับเต็ม

หลังจากผู้ถูกกล่าวหาได้รับการชักชวนจาก ส. ให้นำหลักทรัพย์ที่เป็นโฉนดที่ดินไปใช้ขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ศาลแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ไปขอออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินทั้งสองแปลงเพื่อนำไปใช้ในเรื่องการกู้ยืมเงินจากธนาคาร แต่เอกสารทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหาได้มอบให้ ส. ไป แม้จะปรากฏว่าในครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหารายใดได้ ก็ไม่ปรากฏสาเหตุที่แน่ชัดว่าเนื่องมาจากหลักทรัพย์ของตนมีราคาต่ำเกินไปหรือไม่ อันอาจทำให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนรู้เห็นในการใช้หนังสือรับรองราคาประเมินปลอมในการขอให้ปล่อยชั่วคราวในครั้งต่อไป แต่กลับปรากฏว่าในการขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยครั้งเกิดเหตุนี้ มีชายคนหนึ่งเขียนรายละเอียดในเอกสารที่เป็นแบบพิมพ์และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อในคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและบัญชีทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหามีอาชีพทำนา อายุ 57 ปี เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาอาจจะไม่ได้ตรวจดูเอกสารให้ถี่ถ้วนก็ได้ จึงน่าเชื่อว่าก่อนมีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวได้มีคนบอกให้ผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อจริง ซึ่งการลงชื่อของผู้ถูกกล่าวหาก็คงหวังเพียงผลประโยชน์ตอบแทนในการที่นำหลักทรัพย์ของตนมาใช้ขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ทราบว่าหนังสือรับรองราคาประเมินเป็นเอกสารปลอมการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงขาดเจตนาในการใช้หนังสือรับรองราคาประเมินปลอมยื่นต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ถูกกล่าวหาได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 28091 และ 28276 ตำบลด่านจาก อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา มาเป็นหลักประกันในการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลย พร้อมทั้งแสดงราคาที่ดินโดยอาศัยหนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาโนนไทย จำนวน 2 ฉบับ ความปรากฏต่อมาว่าหนังสือรับรองราคาประเมินของสำนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา สาขาโนนไทย ทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (ที่ถูก 31(1)), 33 ลงโทษจำคุก 6 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก 3 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหามีเจตนากระทำความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า หลังจากผู้ถูกกล่าวหาได้รับการชักชวนจากนางสำรวยให้นำหลักทรัพย์ที่เป็นโฉนดที่ดินไปใช้ ขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาที่ศาลแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ไปขอออกหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดินทั้งสองแปลง ซึ่งระบุว่า เพื่อนำไปใช้ในเรื่องการกู้ยืมเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งตรงกับที่ผู้ถูกกล่าวหาเบิกความ แต่เอกสารทั้งหมดผู้ถูกกล่าวหาได้มอบให้นางสำรวยไป แม้จะปรากฏว่าในครั้งแรกผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหายรายใดได้ ก็ไม่ปรากฏสาเหตุที่แน่ชัดว่าเนื่องมาจากหลักทรัพย์ของตนมีราคาต่ำเกินไปหรือไม่ อันอาจทำให้เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีส่วนรู้เห็นในการใช้หนังสือรับรองราคาประเมินปลอมในการขอให้ปล่อยชั่วคราวในครั้งต่อไป แต่กลับปรากฏว่าในการขอให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยครั้งเกิดเหตุนี้ มีชายคนหนึ่งเขียนรายละเอียดในเอกสารที่เป็นแบบพิมพ์ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อในคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวและบัญชีทรัพย์ ผู้ถูกกล่าวหามีอาชีพทำนา อายุ 57 ปี เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาอาจจะไม่ได้ตรวจดูเอกสารให้ถี่ถ้วนก็ได้ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากบัญชีทรัพย์ในช่องรวมจำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวอักษรและตัวเลขว่ามีการเขียนข้อความทับในข้อความเดิม จึงน่าเชื่อว่าก่อนมีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวได้มีคนบอกให้ผู้ถูกกล่าวหาลงชื่อจริง ซึ่งการลงชื่อของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวก็คงหวังเพียงผลประโยชน์ตอบแทนในการที่นำหลักทรัพย์ของตนมาใช้ขอให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยโดยผู้ถูกกล่าวหาไม่ทราบว่าหนังสือรับรองราคาประเมินเป็นเอกสารปลอม การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจึงขาดเจตนาในการใช้หนังสือรับรองราคาประเมินปลอมยื่นต่อศาลชั้นต้น จึงไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาฟังขึ้น"

พิพากษากลับให้ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.อ. ม. 59
ป.วิ.พ. ม. 31
ป.วิ.อ. ม. 227 วรรคสอง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — พนักงานอัยการ จังหวัดนนทบุรี
โจทก์ — ผู้ถูกกล่าวหา
โจทก์ — นายประสงค์ คำยะ
จำเลย — จ่าสิบเอกไชยวัฒน์ เจียกวัฒนา
ชื่อองค์คณะ
ชวลิต ตุลยสิงห์
ดวงมาลย์ ศิลปอาชา
สมชาย จุลนิติ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4362/2545
#46543
เปิดฉบับเต็ม

โจทก์เป็นผู้เริ่มต้นติดต่อขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 และเจรจาติดต่อกับญาติพี่น้องของจำเลยที่ 1 หลายครั้ง รวมทั้งไปพบกันที่บ้านมารดาจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์เสนอขายที่ดินต่อบริษัท ค. แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ต่างก็มาดูที่ดินที่จะซื้อขายตลอดทั้งนำเจ้าหน้าที่ของบริษัท ค. มาเจรจาตกลงจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งสองและได้จดทะเบียนให้บริษัท ค. เช่าที่ดินเป็นผลสำเร็จนั้น จึงเกิดจากการที่โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้ทั้งสองฝ่ายเข้าทำสัญญากัน การที่โจทก์เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้นโดยไม่เคยรู้จักกับบริษัท ค. และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 กับเจ้าของที่ดินรายอื่น ๆ มาก่อนต้องเข้าร่วมเจรจาติดต่อกับเจ้าของที่ดินทั้งหลายก็เพื่อต้องการผลประโยชน์เป็นค่านายหน้าไม่ใช่ทำให้เปล่า หากโจทก์ไม่ได้ค่านายหน้าเป็นผลตอบแทนในการเจรจาติดต่อในครั้งแรกแล้ว การดำเนินการใด ๆ ต่อมาคงไม่เกิดขึ้น และการที่บริษัท ค. กำหนดข้อห้ามไม่ให้ ส. รับประโยชน์หรือค่านายหน้าจากจำเลยที่ 1 นั้น ก็เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบริษัท ค. กับ ส. ไม่เกี่ยวกับโจทก์ ทั้งไม่ได้ความว่าโจทก์ตกลงยกเลิกสัญญานายหน้ากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะปฏิเสธไม่ชำระค่านายหน้าแก่โจทก์หาได้ไม่

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 2443 จำเลยทั้งสองประสงค์จะขายหรือให้เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวในราคา 6,800,000 บาท และมอบหมายให้โจทก์เป็นนายหน้าติดต่อขายหรือให้เช่าโดยจะให้ค่านายหน้าแก่โจทก์ร้อยละ 5 ของราคาที่กำหนดไว้ข้างต้น เงินส่วนที่ขายหรือให้เช่าเกินราคาให้โจทก์ทั้งหมด ต่อมาโจทก์ได้จัดให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนการเช่ากับจำเลยทั้งสองคิดเป็นค่าเช่า 9,670,190 บาท จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายค่านายหน้าจำนวน 340,000 บาทพร้อมเงินค่าเช่าส่วนที่เกินทั้งหมดจำนวน 2,870,190 บาท ให้แก่โจทก์ตามสัญญา แต่จำเลยทั้งสองผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 3,330,572 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,210,190 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,330,572 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,210,190 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (ฟ้องวันที่ 30 มกราคม 2539) ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 5,000 บาท (ที่ถูกต้องเป็นพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยที่ 1โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยทั้งสองหรือไม่และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงให้ค่านายหน้าและให้ค่าเช่าส่วนที่เกินจากราคาที่กำหนดแก่โจทก์ตามหนังสือสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.1 หรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์และนายสำราญ จันทร์สมิตมาศ เป็นพยานเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้นายสำราญหาที่ดินเพื่อก่อสร้างคลังน้ำมันในเขตจังหวัดปทุมธานีและจังหวัดสระบุรี นายสำราญจึงได้ติดต่อกับโจทก์ซึ่งเป็นบิดาภริยานายสำราญให้หาที่ดินในเขตจังหวัดสระบุรี ต่อมาโจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีที่ดินอยู่ที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ตรงกับความต้องการของบริษัทคอนอโค(ประเทศไทย) จำกัด โจทก์เจรจาติดต่อกับจำเลยที่ 1 ว่าต้องการซื้อที่ดินเพียง 8 ไร่ จำเลยที่ 1 เสนอขายที่ดินราคาไร่ละ 900,000 บาท เมื่อมีการต่อรองราคากันแล้ว จำเลยที่ 1ตกลงขายราคาไร่ละ 850,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกค่านายหน้าร้อยละ 5 ของราคาที่ดินที่จะขายหรือให้เช่าและหากขายหรือให้เช่าได้เกินกว่าไร่ละ 850,000 บาท ส่วนที่เกินให้เป็นของโจทก์ จำเลยที่ 1 ตกลงตามข้อเสนอของโจทก์ ครั้นวันที่ 7 พฤษภาคม 2538โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญานายหน้าที่บ้านนางริดมารดาจำเลยทั้งสอง โดยนายสำราญได้กรอกข้อความในแบบพิมพ์หนังสือสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย จ.1ให้โจทก์ จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ ส่วนนายสำราญ ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เขียนและพยาน หลังจากทำสัญญาแล้ว นายสำราญได้แจ้งต่อบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัดโดยเสนอขายที่ดินส่วนนี้ในราคา 10,000,000 บาท ต่อมานายฟิลลิป นายเทียนสุทธิ์นายทนงศักดิ์กับพวกซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้มาพบกับโจทก์และจำเลยทั้งสองที่บ้านนางริดในจังหวัดสระบุรีเพื่อมาดูที่ดินที่จะซื้อ แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายกันเนื่องจากเอกสารของบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัดไม่พร้อม จึงมีการนัดหมายกันใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ได้ทำสัญญากันเพราะเอกสารของฝ่ายจำเลยไม่พร้อม ต่อมาภายหลังโจทก์ทราบว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตกลงจดทะเบียนเช่าที่ดินเฉพาะส่วนเนื้อที่ 8 ไร่กับจำเลยทั้งสองโดยจดทะเบียนกันที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสระบุรีเรียบร้อยแล้ว ส่วนพยานจำเลยที่ 1 มีตัวจำเลยทั้งสอง จ่าสิบเอกเกรียงไกร เจริญวงษา สามีจำเลยที่ 1 เป็นพยานเบิกความต้องกันว่าโจทก์กับนายสำราญได้มาติดต่อขอซื้อที่ดินจากจำเลยทั้งสองและจากญาติพี่น้องของจำเลยทั้งสองซึ่งมีที่ดินติดกันให้แก่บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย)จำกัด มีการเจรจากันหลายครั้ง ไม่มีการตกลงเรื่องค่านายหน้า และในวันที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เจรจากันที่บ้านนางริดมารดาจำเลยทั้งสองนั้น นายสำราญได้นำแบบพิมพ์หนังสือสัญญานายหน้าตามเอกสารหมาย จ.1 ที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมาให้จำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 1 ไม่ยอมลงลายมือชื่อ แต่นายสำราญบอกว่าจะนำไปเป็นหลักฐานแสดงต่อบริษัทผู้จะซื้อที่กรุงเทพมหานครให้เห็นว่านายสำราญได้มาเจรจาติดต่อกับเจ้าของที่ดินที่จะขายจริง จำเลยที่ 1 จึงยอมลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือสัญญานายหน้าโดยมีนายสำราญลงลายมือชื่อเป็นพยาน ภายหลังเจ้าหน้าที่ของบริษัทคอนอโค(ประเทศไทย) จำกัด ได้มาดูที่ดินที่จะซื้อและได้มีการนัดหมายจำเลยที่ 1 กับเจ้าของที่ดินรายอื่นมาทำสัญญาจะซื้อจะขายที่บ้านนางริด ในวันนั้นจำเลยที่ 1 เสนอขายที่ดินต่อบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ราคาไร่ละ 1,250,000 บาท ส่วนเจ้าของที่ดินรายอื่นที่อยู่ด้านในเสนอขายราคาไร่ละ 600,000 บาท แต่ไม่สามารถตกลงทำสัญญากันได้เนื่องจากบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้เตรียมเอกสารมาไม่พร้อม ประกอบกับบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทต่างด้าวไม่สามารถถือครองที่ดิน บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด จึงตกลงเปลี่ยนข้อตกลงจากการซื้อขายมาเป็นการเช่าที่ดิน แล้วได้ตกลงนัดหมายกันใหม่ในการเจรจาตกลงทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยที่ 1ในครั้งหลังนั้น บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ได้เจรจาขอส่วนลดจากจำเลยที่ 1และเจ้าของที่ดินรายอื่นเป็นเงิน 3,000,000 บาท โดยอ้างว่าไว้เป็นค่าใช้จ่ายค่านายหน้าแต่เมื่อมีการต่อรองกันแล้วลดลงเหลือ 1,500,000 บาท เงินจำนวนนี้เจ้าของที่ดินแต่ละรายเฉลี่ยให้ตามส่วนตามสัญญาและบัญชีค่าตอบแทนเอกสารหมาย ล.4 ในที่สุดจำเลยทั้งสองจึงได้จดทะเบียนการเช่ากับบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด ตามที่ตกลงกันศาลฎีกา เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้เริ่มต้นติดต่อขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 1 รวมทั้งเจรจาติดต่อกับญาติพี่น้องของจำเลยที่ 1ซึ่งมีนายเสงี่ยม คัดชาทัต นางสอิ้ง คัดชาทัต นางครอง ทับทิมงาม และนางโสภีจำปาทอง หลายครั้ง รวมทั้งไปพบกันที่บ้านนางริดมารดาจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ได้เสนอขายที่ดินต่อบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด แล้วทางเจ้าหน้าที่ของบริษัทดังกล่าวรวมทั้งโจทก์ต่างก็มาดูที่ดินที่จะซื้อขายที่จังหวัดสระบุรีตลอดทั้งนำเจ้าหน้าที่ของบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด มาเจรจาตกลงจะซื้อจะขายที่ดินกับจำเลยทั้งสองและได้จดทะเบียนให้บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด เช่าที่ดินเป็นผลสำเร็จนั้น จึงเกิดจากการที่โจทก์เป็นผู้ชี้ช่องให้ทั้งสองฝ่ายเข้าทำสัญญา การที่โจทก์เป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ต้นโดยไม่เคยรู้จักกับบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด และไม่เคยรู้จักจำเลยที่ 1 กับเจ้าของที่ดินรายอื่น ๆ มาก่อน ทั้งต้องเข้าร่วมเจรจาติดต่อกับเจ้าของที่ดินทั้งหลายเพื่อรวมที่ดินเป็นผืนเดียวกัน ให้มีเนื้อที่พอที่จะก่อสร้างคลังน้ำมันของบริษัทคอนอโค(ประเทศไทย) จำกัด นั้น เชื่อว่าโจทก์ต้องการผลประโยชน์เป็นค่านายหน้ามิใช่ทำให้เปล่าหากโจทก์ไม่ได้ค่านายหน้าเป็นผลตอบแทนในการเจรจาติดต่อในครั้งแรกแล้ว การดำเนินการใด ๆ ต่อมาคงไม่เกิดขึ้นและโจทก์คงไม่เปิดเผยถึงบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัดผู้จะซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 กับเจ้าของที่ดินรายอื่นทราบ เรื่องค่านายหน้าจึงเป็นข้อสำคัญที่โจทก์จะต้องเจรจาตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นที่เรียบร้อยเสียแต่แรก เชื่อว่าจำเลยที่ 1ตกลงยินยอมให้ค่านายหน้าแก่โจทก์และขณะนายสำราญนำหนังสือสัญญานายหน้าเอกสารหมาย จ.1 มาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อ หนังสือสัญญานายหน้ามีข้อความตามที่ได้ตกลงกันหมดทุกข้อแล้ว พร้อมทั้งเจ้าของที่ดินรายอื่นก็ลงลายมือชื่อในหนังสือสัญญานายหน้าในลักษณะเดียวกันที่จำเลยที่ 1 และจ่าสิบเอกเกรียงไกรสามีจำเลยที่ 1 อ้างว่านายสำราญนำแบบพิมพ์ หนังสือสัญญานายหน้าที่ยังมิได้กรอกข้อความมาให้จำเลยที่ 1ลงลายมือชื่อและไม่ได้ตกลงเรื่องค่านายหน้าจึงเลื่อนลอยไม่มีเหตุผลที่จะรับฟังได้พยานหลักฐานโจทก์มีเหตุผลและน้ำหนักน่าเชื่อยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ตกลงให้ค่านายหน้าแก่โจทก์ และตกลงให้เงินส่วนที่เกินในกรณีที่โจทก์เสนอขายที่ดินหรือให้เช่าที่ดินเกินกว่าราคาที่จำเลยที่ 1 กำหนด ตกเป็นของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 นำสืบว่า บริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดข้อห้ามไม่ให้นายสำราญรับประโยชน์หรือค่านายหน้าจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องเฉพาะระหว่างบริษัทคอนอโค (ประเทศไทย) จำกัด กับนายสำราญไม่เกี่ยวกับโจทก์ ทั้งไม่ได้ความว่าโจทก์ตกลงยกเลิกสัญญานายหน้ากับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จะยกเหตุดังกล่าวมาปฏิเสธไม่ชำระค่านายหน้าแก่โจทก์หาได้ไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 845
ป.วิ.พ. ม. 87
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาย วิวัฒน์ สุวรรณพงษ์
จำเลย — นาง สมปราถนา เจริญวงษา กับพวก
ชื่อองค์คณะ
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ
พูนศักดิ์ จงกลนี
ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4360/2545
#46542
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าสารผสมในคอนกรีตตามสัญญาซื้อขายเป็นเงินจำนวน 75,201 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 69,550 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาภายหลังจากโจทก์นำพยานเข้าสืบเสร็จสิ้นแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานจำเลย ในวันนัดสืบพยานจำเลยทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยและพยานจำเลยติดธุระมาศาลไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยห่างจากวันนัดครั้งก่อนถึง 4 เดือนเศษ ทนายจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจะต้องเตรียมพยานใดมาเบิกความ แต่กลับอ้างว่าทั้งพยานจำเลยและทนายจำเลยติดธุระสำคัญกะทันหัน โดยมิได้ระบุว่าเป็นธุระใด เหตุผลตามคำร้องของทนายจำเลยเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะขออนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานจำเลยออกไป และมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 69,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กันยายน 2541) ต้องไม่เกิน 5,651 บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยรวม 2 ครั้ง แต่ก่อนครบกำหนดที่จำเลยจะต้องยื่นอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 3 โดยอ้างเหตุว่า จำเลยได้ยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาไว้และเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งคดีนี้มีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจำนวนมาก ประกอบกับเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องวางศาลในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนสูง และจำเลยยังหาเงินดังกล่าวมาวางศาลไม่ได้ จึงต้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปอีก 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุผลอันสมควร ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยกับคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้แสดงเหตุผลเป็นที่เพียงพอต่อศาลว่าจำเลยมีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเป็นจะต้องให้ศาลฎีกา (ที่ถูกศาลอุทธรณ์) เป็นผู้วินิจฉัย อีกทั้งคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนเงินสูงมาก จำเลยยังไม่สามารถหาเงิน (ค่าฤชาธรรมเนียม) มาวางศาลได้ทันนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้ามีทุนทรัพย์เพียง75,201 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ส่งสินค้าล่าช้า ไม่ครบจำนวน ทั้งเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและสินค้าบางส่วนชำรุดเสียหาย โจทก์นำพยานเข้าสืบปากเดียวส่วนจำเลยมิได้สืบพยาน ประเด็นแห่งคดีจึงไม่มีข้อยุ่งยากทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถึงขนาดที่จำเลยไม่สามารถทำอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้และคดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เพียง 75,201 บาท เงินค่าธรรมเนียมที่ต้องวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์จึงมีจำนวนไม่มากเท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยจะอุทธรณ์นั้น ไม่มีข้อยุ่งยากและเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องวางศาลมีจำนวนไม่สูงดังที่จำเลยอ้างมาในคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลควรอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาในทำนองโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ตาม เมื่อปรากฏว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ทีพิพาทกันไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ว่า คดีของจำเลยไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ของจำเลยว่า กรณีไม่มีเหตุผลอันสมควร ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้แสดงเหตุผลในการยกคำร้องนั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วว่า กรณีของจำเลยไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้อีกต่อไป

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลยโจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — บริษัทคอร์มิกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
จำเลย — บริษัทเค เอส เอส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4360/2545
#99813
เปิดฉบับเต็ม

จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง เมื่อคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ค่าสินค้าสารผสมในคอนกรีตตามสัญญาซื้อขายเป็นเงินจำนวน ๗๕,๒๐๑ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงินจำนวน ๖๙,๕๕๐ บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาภายหลังจากโจทก์นำพยานเข้าสืบเสร็จสิ้นแล้ว ศาลชั้นต้นจึงให้นัดสืบพยานจำเลย ในวันนัดสืบพยานจำเลยทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยและพยานจำเลยติดธุระมาศาลไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลกำหนดวันนัดสืบพยานจำเลยห่างจากวันนัดครั้งก่อนถึง ๔ เดือนเศษ ทนายจำเลยย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าจะต้องเตรียมพยานใดมาเบิกความ แต่กลับอ้างว่าทั้งพยานจำเลยและทนายจำเลยติดธุระสำคัญกะทันหัน โดยมิได้ระบุว่าเป็นธุระใด เหตุผลตามคำร้องของทนายจำเลยเลื่อนลอยไม่น่าเชื่อถือ จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะขออนุญาตให้เลื่อนการสืบพยานจำเลยออกไป และมีคำสั่งให้งดสืบพยานจำเลย แล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๖๙,๕๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๔๐ เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๔๑ ต้องไม่เกิน ๕,๖๕๑ บาท ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ ๙ ธันวาคม ๒๕๔๒ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยรวม ๒ ครั้ง แต่ก่อนครบกำหนดที่จำเลยจะต้องยื่นอุทธรณ์ดังกล่าว จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ ๓ โดยอ้างเหตุว่า จำเลยได้ยื่นคำแถลงขอถ่ายสำเนาคำพิพากษาไว้และเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๓ ซึ่งคดีนี้มีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจำนวนมาก ประกอบกับเงินค่าธรรมเนียมที่ต้องวางศาลในชั้นอุทธรณ์มีจำนวนสูง และจำเลยยังหาเงินดังกล่าวมาวางศาลไม่ได้ จึงต้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นไปอีก ๓๐ วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีไม่มีเหตุผลอันสมควร ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยเลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยกับคำสั่งที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์มิได้แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ได้แสดงเหตุผลเป็นที่เพียงพอต่อศาลว่า จำเลยมีปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเป็นจะต้องให้ศาลฎีกา (ที่ถูกศาลอุทธรณ์) เป็นผู้วินิจฉัย อีกทั้งคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องและค่าฤชาธรรมเนียมจำนวนเงินสูงมาก จำเลยยังไม่สามารถหาเงิน (ค่าฤชาธรรมเนียม) มาวางศาลได้ทันนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้ค่าสินค้ามีทุนทรัพย์เพียง ๗๕,๒๐๑ บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่า โจทก์ส่งสินค้าล่าช้า ไม่ครบจำนวน ทั้งเป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพและสินค้าบางส่วนชำรุดเสียหาย โจทก์นำพยานเข้าสืบปากเดียวส่วนจำเลยมิได้สืบพยาน ประเด็นแห่งคดีจึงไม่มีข้อยุ่งยากทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถึงขนาดที่จำเลยไม่สามารถทำอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลขยายให้ และคดีนี้มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เพียง ๗๕,๒๐๑ บาท เงินค่าธรรมเนียมที่ต้องวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์จึงมีจำนวนไม่มาก เท่ากับว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงว่า ปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่จำเลยจะอุทธรณ์นั้น ไม่มีข้อยุ่งยาก และเงินค่าธรรมเนียมที่จำเลยต้องวางศาลมีจำนวนไม่สูงดังที่จำเลยอ้างมาในคำร้อง อันเป็นการวินิจฉัยในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่ศาลควรอนุญาตขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๓ หรือไม่ ที่จำเลยฎีกาในทำนองโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ในการรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้จะเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของคดีที่คู่ความพิพาทกันก็ตาม เมื่อปรากฏว่าคดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๘ วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีจึงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ว่า คดีของจำเลยไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ ๓ ของจำเลยว่า กรณีไม่มีเหตุผลอันสมควร ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้แสดงเหตุผลในการยกคำร้องนั้น เห็นว่า เมื่อคดีนี้ฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วว่า กรณีของจำเลยไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยได้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้อนี้อีกต่อไป

พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.

นายนิพันธ์ ช่วยสกุล ผู้ช่วยฯ/ย่อสั้น

นายเจษฎา ชุมเปีย ย่อยาว

นายไพโรจน์ โรจน์อภิรักษ์กุล ตรวจ

นางอัปษร หิรัญบูรณะ ผู้ช่วยฯ/ตรวจ
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.วิ.พ. ม. 23 ม. 248 วรรคหนึ่ง
ชื่อคู่ความ
จำกัด — บริษัทคอร์มิกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล
จำกัด — บริษัทเค เอส เอส เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น
ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ตัดสิน
ศาลแพ่ง — นายประทีป เหมือนเตย
ศาลอุทธรณ์ — นางทัศนีย์ ธรรมเกณฑ์
ชื่อองค์คณะ
สุรชาติ บุญศิริพันธ์
กำพล ภู่สุดแสวง
วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4356/2545
#45304
เปิดฉบับเต็ม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม บัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเงื่อนไขว่าหากยังไม่ได้มีการจัดการมรดกของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกได้แม้พ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่อย่างใดไม่ ดังนั้นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกผู้กู้จึงมีสิทธิยกอายุความหนึ่งปีขึ้นมาต่อสู้ได้ แม้ยังมิได้มีการจัดการมรดก

ความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ตอนแรกที่บัญญัติว่าภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 นั้นหมายถึงความในมาตรา 1754วรรคสาม ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในมาตรา 193/27 ซึ่งใช้สิทธิเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้ได้แม้หนี้นั้นจะขาดอายุความแล้วก็ตาม มิใช่ว่าความในมาตรา 1754 วรรคสามบังคับใช้เฉพาะเจ้าหนี้มีประกัน ไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญ

การที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันเจ้ามรดกแม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 691 ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 688,689 และ 690 ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิตามมาตรา 694 ที่จะยกข้อต่อสู้ทั้งหลาย ซึ่งเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นทายาทของของเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้

ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันที่ระบุว่า ผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้ผู้ให้กู้ตามสัญญา ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใด ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น เพียงแต่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดแม้ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับไปแล้วหรือผู้กู้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิยกอายุความมรดกขึ้นต่อสู้ได้เมื่อผู้กู้ถึงแก่กรรม

อ่านฉบับย่อเพิ่มเติม
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2536 นายสมหมาย ยิ้มย่อง กู้เงินจำนวน250,000 บาท ไปจากนายดิเรก ปราบใหญ่ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และนายสมหมายได้รับต้นเงินไปครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา เพื่อเป็นการประกันการชำระหนี้ดังกล่าวจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากที่นายสมหมายกู้ยืมเงินไปแล้ว ไม่เคยนำต้นเงินและดอกเบี้ยมาชำระแก่นายดิเรกต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 (ที่ถูกวันที่ 21 เมษายน 2540) นายสมหมายถึงแก่กรรมนายดิเรกเคยติดต่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทโดยธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมหมาและจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยจนกระทั่งนายดิเรกถึงแก่กรรมโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดิเรกได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองก็ยังคงเพิกเฉย จำเลยทั้งสองต้องร่วมรับผิดชำระเงินจำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 มีนาคม 2536 ถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ย 206,250 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น456,250 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 456,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 250,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า นายสมหมายกู้ยืมเงินนายดิเรกเพียง 200,000 บาทเท่านั้น แต่นายดิเรกอ้างว่าหากนายสมหมายไม่ยอมชำระหนี้จะเป็นเหตุให้นายดิเรกต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟ้องคดี จึงให้เพิ่มจำนวนเงินในสัญญากู้ยืมและค้ำประกันอีก50,000 บาท จึงทำสัญญากู้ยืมในวงเงิน 250,000 บาท หลังจากที่นายสมหมาย หมายถึงแก่กรรม นายดิเรกได้ทวงถามจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ ซึ่งจำเลยทั้งสองแจ้งให้นายดิเรกทราบว่า ไม่มีเงินชำระหนี้ให้ สัญญากู้ยืมและค้ำประกันเป็นอันเลิกกันตั้งแต่นายดิเรกทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว นายสมหมายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2540 (ที่ถูกวันที่ 21 เมษายน 2540) นายดิเรกรู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายสมหมายเกินกว่า1 ปี ตั้งแต่ก่อนที่นายดิเรกจะถึงแก่กรรมการที่นายดิเรกไม่ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลา1 ปี นับแต่รู้หรือควรรู้ถึงความตายของนายสมหมาย คดีจึงขาดอายุความ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายดิเรกนำคดีที่ขาดอายุความมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 16มีนาคม 2536 นายสมหมาย ยิ้มย่อง กู้ยืมเงินจำนวน 250,000 บาท จากนายดิเรกปราบใหญ่ ตกลงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยมิได้กำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าวปรากฏตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.3 และ จ.4 ในวันที่ 21 เมษายน 2540 นายสมหมายถึงแก่กรรมตามสำเนามรณบัตรเอกสารหมาย จ.5 ต่อมาวันที่ 12 พฤษภาคม 2541 นายดิเรกถึงแก่กรรม โจทก์ได้รับคำสั่งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายดิเรกตามสำเนาคำสั่งศาลจังหวัดนนทบุรี เอกสารหมาย จ.1 จึงทวงถามให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาของนายสมหมายและจำเลยที่ 2 ชำระหนี้เงินกู้ ดังกล่าว แต่ยังมิได้รับชำระหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองจะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้หรือไม่ และคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 จะยกอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 ขึ้นมาต่อสู้โจทก์มิได้ เพราะยังมิได้มีการจัดการมรดกของนายสมหมาย ส่วนที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามสัญญาค้ำประกันระบุความผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันไว้ว่าจำเลยที่ 2 ยอมรับผิดชอบชำระหนี้แทนผู้กู้ให้แก่ผู้ให้กู้ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 จึงจะยกอายุความดังกล่าวขึ้นมาต่อสู้โจทก์ไม่ได้เช่นเดียวกัน เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสามบัญญัติห้ามมิให้เจ้าหนี้ฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวหาได้กำหนดเงื่อนไขว่าหากยังไม่ได้มีการจัดการมรดกของลูกหนี้แล้วเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องร้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องอันมีต่อเจ้ามรดกได้แม้พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแต่อย่างใดไม่ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมหมายเจ้ามรดกผู้กู้จึงมีสิทธิยกอายุความหนึ่งปีขึ้นมาต่อสู้โจทก์ได้ ที่โจทก์ฎีกาว่ามาตรา 1754 วรรคสาม ใช้บังคับเจ้าหนี้มีประกันไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญนั้นเห็นว่าความในมาตรา 1754 วรรคสาม ตอนแรกที่บัญญัติว่าภายใต้บังคับแห่งมาตรา 193/27 นั้นหมายถึงความในมาตรา 1754 วรรคสาม ไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในมาตรา 193/27 ซึ่งให้สิทธิเจ้าหนี้มีประกันบังคับชำระหนี้ได้แม้หนี้นั้นจะขาดอายุความแล้วก็ตาม หาใช่ว่าความในมาตรา 1754 วรรคสาม บังคับใช้เฉพาะเจ้าหนี้มีประกัน ไม่ใช้กับโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สามัญตามที่โจทก์ฎีกาแต่อย่างใดไม่ ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันนายสมหมายเจ้ามรดกแม้จะยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมก็ตาม ก็มิได้ทำให้กลายเป็นลูกหนี้ร่วมเต็มตัวอย่างลูกหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 291 แต่เป็นการยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 691 ซึ่งคงเสียสิทธิเพียงไม่อาจยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 688, 689 และ 690 ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ นอกนั้นมิได้เสียสิทธิของผู้ค้ำประกันตามบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันแต่อย่างใด ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงย่อมมีสิทธิตามมาตรา 694 ที่จะยกข้อต่อสู้ทั้งหลายซึ่งนายสมหมายเจ้ามรดกผู้เป็นลูกหนี้มีต่อโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ขึ้นต่อสู้ได้ด้วย แม้จำเลยที่ 2 จะไม่ได้เป็นทายาทของนายสมหมายผู้เป็นลูกหนี้ก็ตาม และที่โจทก์ฎีกาว่าตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ข้อ 1 ระบุถึงความรับผิดของจำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันไว้โดยชัดแจ้งว่า ถ้าผู้กู้ไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ตามสัญญา หรือผู้กู้ถึงแก่กรรม หรือหนี้ระงับด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดผู้ค้ำประกันยอมรับผิดชำระหนี้แทนให้ทั้งสิ้น จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจยกเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในคดีนี้ได้นั้น เห็นว่า ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวเพียงแต่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิด แม้ผู้กู้ถึงแก่กรรมหรือหนี้ระงับไปแล้วหรือผู้กู้ไม่ชำระหนี้เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดรวมไปถึงเรื่องการสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ไว้ด้วย ดังนั้นผู้ค้ำประกันจึงมีสิทธิยกอายุความดังกล่าวขึ้นต่อสู้ได้ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า นายสมหมายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 เมษายน2540 นายดิเรกผู้เป็นเจ้าหนี้ก็รู้ถึงความตายของนายสมหมาย แต่ไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องจนกระทั่งถึงแก่กรรมแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนายดิเรกนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่28 กันยายน 2541 อันพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อนายดิเรกได้รู้ถึงความตายของนายสมหมายแล้วเช่นนี้ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1754 วรรคสาม ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
กฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง
ป.พ.พ. ม. 193/27 ม. 291 ม. 694 ม. 1754
ชื่อคู่ความ
โจทก์ — นาง เอี่ยม ปราบใหญ่ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ดิเรก ปราบใหญ่
จำเลย — นาง สวิง ยิ้มย่อง ในฐานะทายาทโดยชอบธรรมผู้มีสิทธิรับมรดกของ
จำเลย — นาย สมหมาย ยิ้มย่อง กับพวก
ชื่อองค์คณะ
ประสพสุข บุญเดช
สมชาย พงษธา
จรัส พวงมณี
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา